The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 5 กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by amornrat.c, 2022-08-16 10:09:51

บทที่ 5 กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระ

บทที่ 5 กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระ

๑๓๑

บทที่ ๕
กรณศี ึกษาโครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำริ

ในการพฒั นาประเทศชาติอย่างย่ังยืนนั้น พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตรมีแนวพระราชดำริว่า ต้องพฒั นาคนเสียก่อน วธิ ีการพฒั นาคนจะต้องสอนให้ราษฎร
ร้จู กั วิธีทำมาหากินด้วยตนเอง ร้จู ักการประกอบอาชพี ท่สี ามารถเล้ียงตนเองได้อย่างยั่งยืน ดงั พระราช
ดำรสั เมอื่ วันท่ี ๔ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ความว่า “...เราไมค่ วรให้ปลาแก่เขา แตค่ วรจะให้เบด็ ตกปลา
และสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า...” และพระองค์ได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงอันเป็นแนวทางการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนบนพ้ืนฐานของทางสายกลาง
ความมีเหตผุ ล ความไม่ประมาท และคุณธรรม พระองค์ทรงมุ่งให้ประชาชนและประเทศชาติสร้าง
รากฐานท่ีมั่นคงเสียก่อน เมอ่ื มีรากฐานท่ีมัน่ คงแลว้ ก็จะสามารถสรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าและพัฒนา
ในระดับสูงขึน้ ไปได้ พระองคม์ พี ระราชประสงคใ์ ห้ราษฎร “พออยู่ พอกนิ ” การ “พออยู่ พอกนิ ” จะ
ช่วยปูพ้ืนฐานไปสู่การ “อยู่ดี กินดี” เมื่อราษฎรและประเทศชาติ “อยู่ดี กินดี” ก็จะสามารถ สร้าง
ความเจริญก้าวหน้าย่งิ ๆ ขน้ึ ไปได้ พระองค์ทรงเปรียบเศรษฐกิจพอเพยี งเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต
รากฐานความม่ันคงของแผ่นดิน เป็นเสมอื นเสาเข็มท่รี องรับบา้ นเรือนตวั อาคารไว้ให้ม่ันคง เมื่อบ้านมี
เสาเขม็ ที่มนั่ คงแข็งแรงบา้ นก็จะต้ังอยู่ได้อย่างถาวร ผ้คู นในบ้านกจ็ ะมีความมั่นคงในชีวิตและสามารถ
สร้างความเจริญกา้ วหนา้ ในชวี ติ และมีความสขุ สมบูรณ์

นอกจากน้ี พระองค์ยงั ทรงมุ่งมน่ั ในการศกึ ษา ค้นคว้า ทดลอง และดำเนนิ การโครงการต่างๆ
อีกมากมาย เพื่อแกป้ ญั หาใหแ้ ก่พสกนิกรท่ัวประเทศ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเพ่ือเยีย่ มเยียน
ราษฎรในทุกพ้ืนทเ่ี พอื่ ใหเ้ ข้าใจและเขา้ ถงึ สภาพท่ีแทจ้ ริงของปญั หา นำมาสู่การแกป้ ัญหาท่ตี รงจุดและ
เกิดการพัฒนาทส่ี อดคล้องกบั ความต้องการของราษฎร การทท่ี รงปฏบิ ัติเช่นน้ีด้วยพระวริ ิยะอุตสาหะ
อย่างต่อเนื่องโดยไม่ทรงเห็นแก่ความลำบากตรากตรำพระวรกายนัน้ เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมด้วย
พระเมตตาธรรมและทรงดำรงม่ันในทศพธิ ราชธรรมทกุ ประการ ซงึ่ แนวปฏบิ ัติในการพัฒนาประเทศ
ของพระองค์น้ัน พระบาทสมเดจ็ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี ๑๐ ไดท้ รงน้อมนำมาปฏิบัติพระ
ราชกรณียกิจตามรอยเบื้องพระยุคลบาท สมดงั ทท่ี รงประกาศพระราชปณธิ าน ดงั พระปฐมบรมราช
โองการที่ว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแหง่
อาณาราษฎรตลอดไป” โดยเฉพาะการสืบสาน รักษาและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำรติ า่ งๆ ของลน้ เกลา้ รชั กาลที่ ๙ ซ่ึงหลังจากรชั กาลท่ี ๑๐ ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรง

๑๓๒

ดำเนินการตามพระราชปณิธานอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม ควรที่หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งภาค
ประชาชน จะได้ชว่ ยกนั สนองพระราชปณธิ านร่วมดว้ ย เพอื่ ความม่ันคงและยงั่ ยืนสบื ไป

ความเปน็ มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ทรง
ตั้งพระราชปณิธานอยา่ งแน่วแน่ที่จะเสด็จฯ ไปทรงเยีย่ มเยียนราษฎรในทั่วทุกภูมภิ าคของประเทศ
โดยทรงเริ่มต้นที่ภาคกลางก่อน แล้วเสด็จฯ ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้
เพือ่ ทรงทราบถงึ ความเป็นอยูข่ องราษฎรว่ามีปัญหาหรือมีความเดอื ดร้อนเป็นประการใด พระองค์จะ
ได้ทรงช่วยเหลอื เท่าที่จะทรงสามารถกระทำได้ การเสดจ็ ฯ ในแต่ละคร้ังเป็นการเสด็จฯ ท่ัวทุกภาค
ของประเทศ โดยขบวนรถไฟพระที่นั่ง ขบวนรถยนต์พระที่นั่ง แล้วแต่ความสะดวกในเส้นทาง
คมนาคมระหว่างจงั หวดั รวมทัง้ สถานทป่ี ระทบั แรมท่เี อื้ออำนวยต่อคณะผ้ตู ามเสด็จ อนั ประกอบด้วย
แพทย์หลวง เป็นต้น ในทุกเส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร เสด็จฯ ผ่านราษฎรต่างมาเฝ้ารอรับเสด็จกันอย่างล้นหลาม เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกใน
ประวัตศิ าสตร์ท่พี ระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไปทรงเย่ยี มราษฎรถึงหมู่บ้าน ถงึ ตำบล ถึงจังหวัดของพวก
เขา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ราษฎรได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และมีพระราชปฏิสนั ถารกบั
ราษฎรอย่างเป็นกันเอง สรา้ งความปลาบปลมื้ ปตี ยิ นิ ดีใหก้ บั ทุกคนเป็นอย่างยงิ่ ราษฎรจำนวนไม่น้อย
รวมท้งั ผู้เฒา่ ไดน้ ำของพนื้ เมืองของทอ้ งถิ่นของตนมาถวาย แมเ้ ป็นของเลก็ นอ้ ยไมม่ ีราคาค่างวดเท่าใด
แตม่ ากดว้ ยคณุ คา่ เพราะเปน็ ของทีม่ าจากหวั ใจรักของราษฎรตอ่ พระเจา้ แผน่ ดนิ ของพวกเขา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ รมีพระราชวิริยะอุตสาหะ
เสด็จฯ ไปทว่ั ทุกแห่งในผนื แผ่นดินไทย ไมเ่ ว้นแม้ในเขตแห้งแลง้ ทุรกันดารที่การคมนาคมยังเข้าไปไม่
ถึง อาจกลา่ วได้วา่ ไม่มีทใี่ ดในแผ่นดินไทยท่พี ระบาทยาตราไปไม่ถงึ พระองค์ประทบั เคร่ืองบินพระที่
นั่ง ประทับรถไฟ ประทบั รถยนต์ ทรงขบั รถพระท่ีนั่ง ทรงช้าง ทรงม้า และทรงพระดำเนินด้วยพระ
บาทไปในที่ท่ียังไมม่ ถี นนตดั ผ่าน เพ่ือจะไดท้ รงประจกั ษด์ ว้ ยสายพระเนตรของพระองคเ์ องถึงทุกข์สุข
ของราษฎร การเสด็จฯ เยีย่ มอยา่ งใกล้ชิดของพระองค์ทำให้ความผูกพันทางใจระหว่างพระราชากับ
ปวงประชาราษฎร์กลายเป็นสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเดียวกัน ราษฎรรักและเทิดทูน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสมือนเป็นพ่อหลวงของปวงชน
ชาวไทย ราษฎรเป็นดัง่ ลกู ผ้สู ำนึกในความรักและความเมตตาท่ีพระองคท์ รงมใี ห้อยา่ งตอ่ เนื่องและไร้
เงอื่ นไข เร่อื งเล่าต่างๆ ของราษฎรท่ที รงสดบั ตรับฟงั ดว้ ยพระองค์เอง ปญั หาทไี่ ดท้ รงเรียนรู้จากการ
เสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎร และมีพระราชปฏิสันถารอย่างใกล้ชิดกับผู้อยู่อาศัยในท้องที่ได้เป็นแรง
บันดาลพระราชหฤทัยให้ทรงคิดหาหนทางช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์และทรงรเิ รมิ่ โครงการอัน
เน่อื งมาจากพระราชดำริ ในเวลาต่อมา พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถ

๑๓๓

บพิตร ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหส้ ร้างพระตำหนักอย่างเรียบง่ายทีละตำหนักในทุกภูมิภาคของ
ประเทศเพื่อทรงใช้เป็นฐานในการปฏิบัตพิ ระราชภารกิจชว่ ยเหลือราษฎร พระตำหนักประจำภาค
ต่างๆ เหล่าน้ีเปน็ ทีป่ ระทบั แรม สำหรับทรงงานในท้องถิน่ นั้นๆ

ในแตล่ ะปี พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร เสดจ็ ฯ แปร
พระราชฐานไปทรงงานในภมู ภิ าคต่างๆ เป็นเวลานานหลายเดือน พระองค์ทรงประทับแรมและทรงใช้
เวลาประทบั อยใู่ นต่างจังหวดั มากกว่าในกรงุ เทพมหานคร การเสดจ็ พระราชดำเนินเย่ยี มเยียนราษฎร
และการประทับแรมในจังหวัดตา่ งๆ ทำใหท้ รงทราบถึงปญั หาของราษฎรส่วนใหญข่ องประเทศ ซ่งึ เปน็
เกษตรกร ปัญหาทีด่ นิ ทำกิน ปัญหาเร่ืองน้ํา ปญั หาการสาธารณสขุ และปัญหาการอพยพเข้าไปขาย
แรงงานในเมืองใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงมี
ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทรงศึกษาหาแนวทางต่างๆ ให้การ
ประกอบอาชพี เกษตรกรรมไดผ้ ลดี จงึ เกดิ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรมิ ากมาย ครอบคลุม
ด้านต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร สาธารณสุข การบริหารจัดการดิน การบริหารจัดการนํ้า ป่าไม้ การ
ส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาชีวิตความเปน็ อยู่และอาชีพชาวไทยภูเขา การคมนาคม สวัสดิการสังคม
การศกึ ษา และการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่ละโครงการล้วนดำเนินการ
อยา่ งสอดคล้องกับความแตกตา่ งของแตล่ ะภูมภิ าคด้วยข้อมลู จรงิ ที่ได้ทอดพระเนตรดว้ ยพระองคเ์ อง

แนวพระราชดำรติ า่ งๆ ทพี่ ระราชทานให้มที ่ีมาจากการทรงศกึ ษาข้อมลู ทกุ ดา้ นอยา่ งละเอียด
ลึกซง้ึ และเป็นข้ันเป็นตอน โดยทรงศกึ ษารวบรวมปญั หาข้อมูลต่างๆ ในพ้ืนท่ี และทรงประกอบแผนท่ี
ดว้ ยพระองคเ์ องก่อนจะเสด็จฯ เข้าไปในพื้นที่ ดงั กระแสพระราชดำรัสทพี่ ระราชทานแก่คณะผู้ติดตาม
วา่ “ทำการบ้านไปก่อน” เม่ือเสดจ็ ฯ เขา้ ไปถงึ พ้ืนที่ พระองคท์ รงเกบ็ ข้อมูลจากตัวราษฎรเองและจาก
เจา้ หน้าทข่ี องรัฐท่ปี ฏิบัตงิ านอยู่ในพื้นท่ี ทรงสังเกตและทรงบันทึกลักษณะภมู ปิ ระเทศทางภูมิศาสตร์
และภูมิสังคมทรงศึกษาและประมวลข้อมูลทั้งปวง และทรงมีพระราชวินิจฉยั ก่อนท่ีจะพระราชทาน
แนวพระราชดำรเิ ม่อื พระราชทานแนวพระราชดำรไิ ปแลว้ จะติดตามงานทุกระยะ เพื่อใหโ้ ครงการอัน
เน่อื งมาจากพระราชดำริ กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์สุขแกร่ าษฎรอย่างแทจ้ ริง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายโครงการ มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการ
ศึกษาค้นคว้าและทดลองเป็นการสว่ นพระองค์ก่อน อาทิ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา สนอง
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย
แปลงนาสาธิต โรงสขี า้ วตัวอยา่ ง โรงงานบดแกลบ บอ่ เพาะเลยี้ งปลา ป่าสาธติ โรงโคนม โรงนมผงโรง
นมเมด็ โรงนมพาสเจอรไ์ รส์ โรงเนยแข็ง โรงผลติ นํา้ ผลไม้ โรงเพาะเห็ด โรงผลติ ภณั ฑ์อบแหง้ โรงงาน
กระดาษสา โครงการพลงั งานทางเลือก เป็นต้น โครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำริมกี ระจายอยู่ทั่ว
ทกุ ภมู ภิ าคของประเทศ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ไดเ้ สด็จฯ

๑๓๔

ไปทอดพระเนตรและทรงติดตามโครงการเหลา่ นัน้ อย่างใกล้ชดิ (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระ
เกยี รติของสภานติ บิ ัญญัติแหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๑๕-๑๗)

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสดจ็ พระราชดำเนินไปยัง
พนื้ ท่ีตา่ งๆ ทั่วประเทศ เพือ่ สดับรบั ฟงั ปัญหาความทกุ ขย์ ากเดอื ดร้อนของราษฎรด้วยพระองค์เองการ
รวบรวมข้อมลู ท่ีทรงคน้ พบและการศึกษาขอ้ มูลอย่างลึกซ้งึ ทำใหพ้ ระองค์ทรงเป็นนกั วิจัยชนบทอย่าง
แทจ้ รงิ ในการทำโครงการ พระองค์ทรงศึกษาถงึ แก่นแท้ สิง่ ใดไมเ่ กดิ ประโยชนจ์ ะทรงละเสียถ้าเกิด
ประโยชน์ จะทรงใช้พระตำหนักจิตรลดารโหฐานซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์หรือเป็นบ้านของ
พระองค์เป็นสถานทีท่ ดลอง ถ้าโครงการใดมีปัญหาหรือมีอุปสรรคก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เจ้าหน้าที่กราบบงั คมทูลใหท้ รงทราบ ถ้าทดลองแล้วเกิดประโยชน์ พระองค์จะทรงดำเนินการตาม
พระราชดำริวัตถุประสงค์ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทงั้ ปวง เพ่อื ให้ประชาชนสามารถ
พึ่งพาตนเองได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ แบง่ รายละเอียดของโครงการไดด้ ังน้ี

1. โครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริดา้ นทรพั ยากรนา้ํ
2. โครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำรดิ ้านทรพั ยากรป่าไม้
3. โครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำริด้านทรัพยากรดิน
4. โครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร
5. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรดิ า้ นการส่งเสริมอาชพี
6. โครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำรดิ า้ นสาธารณสุข
7. โครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริด้านสวัสดกิ ารสงั คม
8. โครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำรดิ ้านการศึกษา
9. โครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดำรดิ ้านการคมนาคม
10. โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำรดิ ้านการส่อื สาร
11. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพ

ภูมอิ ากาศ
12. โครงการอันเนอื่ งมาจากพระราชดำริด้านนวตั กรรม

โครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริดา้ นทรพั ยากรนํ้า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชบรมนาถบพิตร สนพระราชหฤทัยในเร่ือง
การชลประทานมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนนำมาซึ่งความผูกพันกับ “นํ้า” พระองค์ได้ทรงเล่า
พระราชทานแก่เจ้าหน้าทีก่ รมชลประทานที่ได้เข้าเฝา้ ฯ ว่า ทรงขุดทรายบริเวณชายหาดหน้าพระ

๑๓๕

ตำหนักที่ประทบั ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จงั หวัดประจวบครี ีขนั ธ์ จนกลายเปน็ บ่อน้ําเล็กๆและ
ทรงเปรียบบอ่ นํ้าท่ีทรงขุดนั้นเป็นอ่างเก็บนาํ้ ขนาดเลก็ ทรงเฝ้าคอยเวลาเม่อื นํ้าทะเลมรี ะดบั สูงข้ึน น้ํา
ก็จะไหลเข้าไปขงั อยจู่ นเต็มอ่างเกบ็ น้ําเลก็ ๆ เวลาทรี่ ะดบั นํา้ ทะเลลดตํ่าลง อ่างเก็บนํ้าของพระองค์ก็
จะเต็มไปดว้ ยนํ้าจากนั้นจะทรงขดุ คูส่งนํ้าขนาดเล็กตอ่ จากอ่างเก็บนํ้า เพื่อส่งนํา้ ใหก้ ระจายไปตาม
พน้ื ทที่ รายท่ีร่วนซยุ ทรงพระสำราญยิ่งในการทอดพระเนตรพฤติกรรมของนํ้าที่ไหลออกจากอ่างเก็บ
นาํ้ ไปตามคสู ง่ น้ําแต่ละสายทที่ รงขุดขน้ึ

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จข้ึน
ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและพระราชทานความ
ช่วยเหลือแก่ราษฎรในพื้นทตี่ า่ งๆ ในทุกภูมภิ าคของประเทศไทยทรงพบว่า นา้ํ เปน็ ปญั หาและอปุ สรรค
สำคัญในการดำรงชีวิตของราษฎร ดังกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มา
เฝา้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจติ รลดาพระราชวงั ดสุ ิต เม่อื วันท่ี ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๓๒ ความตอนหนึ่งว่า “...เรือ่ งนา้ํ นี้กเ็ ป็นปัจจยั หลักของมวลมนุษย์ ไมใ่ ชม่ นุษยเ์ ทา่ นนั้ เอง แม้ส่ิงที่
มชี วี ติ ทง้ั หลายทง้ั สตั ว์ ท้งั พืชก็ต้องมนี า้ํ ถา้ ไมม่ ีก็อยไู่ ม่ได้ เพราะว่าน้าํ เป็นสอื่ หรอื เปน็ ปจั จัยสำคัญของ
การเป็นส่งิ มีชีวติ ... ท่ีกล่าวถงึ ข้อน้กี จ็ ะได้ให้ทราบถึงวา่ ทำไมการพัฒนาข้ันแรกหรือสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ
ทำโครงการชลประทานแล้วก็โครงการสิง่ แวดล้อมทำใหน้ ํ้าดี สองอยา่ งน้ี อ่นื ๆ ก็จะไปได้...”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน
พระราชดำรใิ นการแก้ไขปญั หาเก่ียวกับ “นํ้า” โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ปัญหาการขาดแคลนนํ้า อันนำไปสู่
การเกิดภัยแล้งให้แก่หน่วยราชการที่เกีย่ วข้องรวมท้ังกรมชลประทานที่มีภารกิจหลักในการพัฒนา
แหล่งนา้ํ นำไปพจิ ารณาศึกษาและดำเนินการก่อสร้างโครงการ จนปรากฏเปน็ โครงการพัฒนาแหล่ง
น้ําอันเน่อื งมาจากพระราชดำรกิ ระจายในภมู ิภาคต่างๆ ของประเทศจำนวนมาก

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ไดม้ กี ระแสพระราชดำรัส
เรือ่ ง น้าํ เน่อื งในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมอ่ื วนั ที่ ๔ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ความตอนหน่ึงว่า
“...ปญั หาเรอื่ งภยั แลง้ นี้ ดจู ะเป็นปญั หาทแี่ กไ้ ม่ได้หมู่นีก้ พ็ ดู กันอยา่ งเสยี ขวญั อกี วา่ อีกหน่อยจะต้องปัน
สว่ นนํ้าหรือแม้จะตอ้ งตัดนาํ้ ประปา อนั นสี้ ำหรบั กรุงเทพฯ ฉะน้ัน ต้องหาทางแกไ้ ข เพ่อื แกไ้ ขปัญหาน้ี
ไดว้ างแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากวา่ ได้ปฏิบัตติ ามแผนนั้นแล้ว วนั นกี้ ็ไม่ต้องพูดถึงการขาด
แคลนนำ้ โครงการโดยเฉพาะนั้นกม็ ี แล้วโครงการน้ันได้ยืนยันมาเมื่อเดือนท่แี ลว้ เมอ่ื อยทู่ ่ีนราธวิ าส ได้
วางโครงการท่แี มจ้ ะยังไม่แก้ปัญหาปีนห้ี รือปหี น้า แต่ถา้ ทำอย่างดใี นประมาณ ๕ หรือ ๖ ปี ปัญหาน้ํา
ขาดแคลนในกรงุ เทพฯ จะหมดไปโดยสนิ้ เชงิ …”

๑๓๖

กรณศี ึกษาโครงการพระราชดำรดิ ้านทรพั ยากรนํ้า

๑.เข่อื นปา่ สกั ชลสิทธ์อิ ันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ
โครงการเขอื่ นป่าสกั ชลสิทธ์ิอนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ เป็นกระบวนการท่ีสอดคล้องกับภูมิ
สังคม ก่อสรา้ งเตม็ ศกั ยภาพของลุ่มนำ้ และสอดคล้องกับหลกั อุทกวิทยาและเทคโนโลยใี นขณะนั้น อีก
ท้งั เหมาะสมกบั สภาพทอ้ งถ่นิ และธรรมชาติ โดยเมอื่ วันท่ี ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริใหก้ รมชลประทาน
ศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ อย่างจริงจงั และเรง่ ดว่ น เพอ่ื แก้ไขปญั หาความเดอื ดร้อนจากการ
ขาดแคลนนาํ้ และอุทกภัย
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีการ
บริหารจัดการนํ้าขนาดใหญ่ มีความสำคัญกับลุ่มนํ้าป่าสักและเจา้ พระยา ช่วยบรรเทาปัญหาได้ทัง้
อทุ กภัยภัยแล้ง และปัญหานํา้ เน่าเสยี ในทุง่ รงั สิตได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ และสามารถใช้เพาะพันธุ์ปลา
ได้ด้วย ช่วยในการใชน้ าํ้ เพ่อื การอุปโภค -บริโภคและอตุ สาหกรรมมีเสถียรภาพมากข้ึน ซึ่งเป็นความ
ตอ้ งการรองลงมาจากการใชน้ ้ําเพื่อการเกษตร อนั ประกอบด้วยการสง่ น้ําเพอื่ ใชผ้ ลิตนา้ํ ประปาและใช้
เพือ่ กจิ การของโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่จงั หวดั ลพบุรีและสระบุรี สง่ ผลใหพ้ ้นื ท่มี กี ารขยายตัวของ
ภาคอตุ สาหกรรมสูงขึ้น อกี ทง้ั ยังเป็นแหล่งเพาะพนั ธุป์ ลาและแหลง่ ประมงนํา้ จืดขนาดใหญ่ เน่ืองจาก
ลักษณะของเข่ือนมีลักษณะแบนราบ ทำให้แสงแดดและออกซิเจนกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง ทำให้
ภายในอา่ งเกบ็ นํ้ามคี วามอดุ มสมบูรณ์ เหมาะแกก่ ารขยายพันธ์สุ ตั ว์นํ้า
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นแหล่งนํ้าเสริมสำหรับพื้นที่โครงการ
ชลประทานเดมิ ในทุ่งเจ้าพระยาฝ่ังตะวนั ออกตอนล่าง เนอื้ ทีป่ ระมาณ ๒.๒ ล้านไร่ ทำใหล้ ดการใช้นํ้า
จากแมน่ ้ําเจา้ พระยา โดยการนำนํ้ามาจากแม่นาํ้ ป่าสักไปใชใ้ นพื้นที่บริเวณจังหวัดลพบุรีและสระบุรี
โดยตรง ชว่ ยแกป้ ัญหาการขาดแคลนน้ําอย่างทั่วถึง และใชน้ ้าํ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน
สามารถบรรเทาปัญหาอทุ กภัยในบริเวณลุ่มนํา้ ปา่ สักในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบรุ ี โดยสามารถลด
ระดับนํา้ ท่วมลงประมาณ ๑๐ – ๒๕ เซนติเมตร และพืน้ ทลี่ ุ่มน้ําเจ้าพระยาตอนล่าง บริเวณจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบรุ ี และกรุงเทพมหานคร ในชว่ ง ๒ – ๑๐ เซนตเิ มตร ซ่ึงช่วยลด
ความเสียหายดา้ นเศรษฐกิจให้กบั ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล เหน็ ไดจ้ ากผลการศกึ ษาวจิ ยั ของคณะ
ประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่พบว่า ปัจจุบันภายในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ มีปลาหลากหลายประมาณ ๑๓๐ ชนิดพันธุ์ เป็นชนิดพันธุ์ปลาที่พบเพิม่ ข้ึน ๕๒ ชนิด
จากเดิมประมาณ ๘๐ ชนิดพันธุ์ ทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแหล่ง

๑๓๗

ประมงท่สี ำคัญแห่งใหม่ของประเทศ เป็นการสร้างอาชีพ และรายได้ดา้ นการประมงให้แก่ราษฎรใน
พื้นที่ รวมทั้งช่วยฟ้ืนฟูและรักษาสมดุลของระบบนิเวศอีกด้วย (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระ
เกียรตขิ องสภานิตบิ ัญญัติแหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๓๓-๔๗)

๒. โครงการเขอ่ื นขนุ ดา่ นปราการชลอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ
เมื่อวันท่ี ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพติ ร ไดพ้ ระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้างเข่ือน
คลองท่าด่านที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จงั หวดั นครนายก ซง่ึ เป็นสว่ นหนึ่งของ
โครงการพัฒนาลุ่มนา้ํ นครนายก เพ่อื ให้ราษฎรทางตอนล่างของเข่ือนจากที่เคยอาศัยเพียงน้ําฝนทำ
การเพาะปลกู และปลูกบนสภาพดินท่ีไม่สมบูรณ์ ได้มนี ้าํ ใช้ทำการเกษตร อุปโภคบริโภค อตุ สาหกรรม
แก้ไขปญั หาดินเปรี้ยวและเพอ่ื บรรเทาอทุ กภยั ทีม่ ักจะเกิดขน้ึ ในพืน้ ท่ีจังหวดั นครนายกเป็นประจำทุกปี
การก่อสร้างเขื่อนขุนด่านปราการชลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มต้นการศึกษาความ
เหมาะสม และผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มกอ่ นการกอ่ สร้างอย่างจริงจังและละเอยี ดรอบคอบในทุกมิติ ทั้ง
สภาพภมู ปิ ระเทศสภาพทางอุทกวิทยา และระบบนเิ วศในพนื้ ทีโ่ ดยรอบเปน็ สำคัญ รวมท้ังการวางแนว
ทางการแก้ไขผลกระทบดังกล่าว การจ่ายค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สิน จากนั้น จึงได้ดำเนินงาน
กอ่ สรา้ งตวั เข่ือนและอาคารประกอบ โดยใช้เทคโนโลยแี ละวัสดุที่เหมาะสมกบั สภาพพื้นท่ีและการใช้
งานภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ ยังตอ้ งมีการดูแลบำรุงรักษาอย่างสมํ่าเสมอและถูกต้องตามหลัก
วิชาการเพื่อความม่ันใจในความม่ันคงแขง็ แรงและความปลอดภัยของเขื่อนเป็นสำคญั และจะต้องมี
ระบบการบริหารจัดการนํ้าที่ดีมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การใช้นํ้าทุกกิจกรรมเกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีการศกึ ษาผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้นตอ่ สิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ในการวางแผนอพยพ
โยกย้ายถิน่ ฐานของชุมชนและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไดพ้ ระราชทานนามเขอื่ นคลองท่าด่านวา่ “เขอื่ นขุนด่านปราก ารชล”
อนั มคี วามหมายวา่ เขือ่ นขุนดา่ น ซง่ึ เปน็ กำแพงนา้ํ เมอื่ วนั ท่ี ๕ มถิ นุ ายน พ.ศ.๒๕๔๙
เข่ือนขนุ ด่านปราการชลอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นเขอื่ นคอนกรีตบดอัดที่ใหญ่ที่สุดใน
ประเทศไทย มคี วามสูง ๙๓ เมตร ยาว ๒,๕๙๔ เมตร ระดบั สนั เขื่อน + ๑๑๒ เมตร ท่รี ะดับน้ําทะเล
ปานกลางพนื้ ทีผ่ วิ อา่ ง ๓,๐๘๗ ไร่ สามารถเกบ็ กกั น้ําได้ ๒๒๔ ล้านลูกบาศก์เมตร เร่ิมเกบ็ กักนํ้าต้ังแต่
เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ทำหน้าที่เป็นแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ พร้อมด้วยระบบชลประทานที่มี
ประสทิ ธิภาพสูง สามารถกกั เก็บน้ําและจัดสรรนํ้าเพอ่ื ดำเนินกิจกรรมทกุ ประเภทในลุ่มนํ้านครนายก
และพ้นื ทีใ่ กลเ้ คียง
เขอ่ื นขุนด่านปราการชลอันเน่ืองมาจากพระราชดำริมรี ะบบการบรหิ ารจัดการนาํ้ ในเข่ือน ทำ
ใหม้ ีนาํ้ เพยี งพอตลอดทงั้ ฤดูกาล และสามารถจัดสรรนํ้าไดอ้ ย่างเป็นระบบ ชว่ ยบรรเทาปญั หาภัยแล้ง

๑๓๘

ซงึ่ ทำใหก้ ารทำนาปที ำไดต้ ามแผนการปลูกพืชท่ีวางไว้และสามารถปรบั เปลยี่ นพืน้ ท่ีนาหวา่ นให้เป็นนา
ดำหรอื นาหวา่ นน้ําตม ส่งผลให้พนื้ ที่เพาะปลูกโดยรวมเพ่มิ ขน้ึ กวา่ แสนไรแ่ ละไดผ้ ลผลิตดีข้นึ มีพน้ื ทรี่ บั
ประโยชนข์ องโครงการ รวมทั้งสน้ิ ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ อกี ท้ังยังชว่ ยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่สองฝั่งแม่นํ้า
นครนายก โดยลดความเสียหายได้ร้อยละ ๓๕ หรือ คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๓๐ ล้านบาทต่อปี
ยังผลให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในพื้นที่ได้รับการฟ้ืนฟูให้ดีขึ้น ตามลำดับ ทำให้
ประชาชนที่อาศัยในเข ตเมื อง นครนาย กและเข ตส่ง นํ ้าขอ งโครงกา รเ ขื ่อ นขุ นด่า นป ราก ารช ล อั น
เน่อื งมาจากพระราชดำริ มีน้าํ อปุ โภค-บริโภค รวมถงึ นํ้าใช้สำหรบั ภาคอุตสาหกรรมด้วยการมีน้ําเพ่ิม
มากขึ้น ก่อให้เกิดความหลากหลายในการทำการเกษตร และสร้างอาชีพประมงให้แก่ชาวบ้าน
เนื่องจากอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและแหล่งประมงขนาดใหญ่ ได้แก่ ปลานํ้าจืดและกงุ้
กา้ มกราม ซึง่ ใหผ้ ลผลิตประมาณ ๕๘ ตนั ตอ่ ปี ช่วยลดรายจา่ ยและเพ่มิ รายไดใ้ ห้ครวั เรอื นในโครงการ
รวมถึงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร การพัฒนาและอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมการท่องเทยี่ วเชิงนเิ วศ และพัฒนาคุณภาพชวี ิตการพัฒนาแหล่ง
ประมง และการพัฒนาปศุสัตว์ช่วยลดรายจ่ายให้ครัวเรือนได้ (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระ
เกียรตขิ องสภานติ บิ ัญญัติแหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๔๘-๕๓)

๓.โครงการฝนหลวง
ในระหว่างวนั ที่ ๒ ถงึ วนั ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ได้เสดจ็ ฯ ไปทรงเย่ยี ม ๑๕ จงั หวดั ของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ใน
วนั จนั ทร์ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน พ.ศ.๒๔๙๘ เสดจ็ ฯ โดยรถยนตเ์ ดลาเฮย์ ซีดาน สีเขียว)จากนครพนมไป
กาฬสินธุผ์ า่ นสกลนครและเทือกเขาภพู าน ทรงหยดุ อยา่ งเป็นทางการท่ที างแยกอำเภอกุฉินารายณ์
และสหสั ขันธ์ ณ ที่น้ันทรงสอบถามราษฎรเกยี่ วกบั ผลผลติ ขา้ ว ทรงคดิ วา่ ต้องเสียหายเพราะความแห้ง
แลง้ แตต่ อ้ งทรงประหลาดพระราชหฤทยั ที่ราษฎรเหลา่ น้นั กราบบังคมทลู ว่า เดือดรอ้ นเสียหายจากนํ้า
ทว่ ม ทรงเหน็ วา่ เป็นการแปลก เพราะพ้นื ทโี่ ดยรอบดคู ล้ายทะเลทรายที่มีฝุ่นฟงุ้ กระจายท่ัวไปแท้ท่ีจริง
แล้วราษฎรเหลา่ น้ันมีทั้งน้ําทว่ มและฝนแลง้ นั่นคอื ทำไมประชาชนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึง
ยากจนนัก ปัญหาหนึ่งทีย่ งั คงดำรงอยู่ คอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ทง้ั ภาคมชี อื่ เสียงว่าเป็นภาคที่แห้ง
แล้งขณะน้ัน ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรท้องฟ้าและทรงพบว่ามเี มฆจำนวนมาก แต่เมฆ
เหลา่ นัน้ ถกู พดั ผา่ นพน้ื ท่ีแห้งแล้งไป วธิ ีแก้อยู่ทวี่ ่าจะทำอย่างไรทจี่ ะทำใหเ้ มฆเหลา่ นั้นรวมตัวตกลงมา
เปน็ ฝนในทอ้ งถิ่นน้ัน ทรงบนั ทึกไวว้ า่ ความคิดนัน้ เป็นจุดเริม่ ต้นของโครงการฝนเทียม (ปัจจุบันเรียก
อยา่ งเป็นทางราชการตามมตคิ ณะรัฐมนตรีว่า “โครงการฝนหลวง” มาต้งั แต่ พ.ศ.๒๕๑๗)
“ฝนหลวง” จึงกำเนิดข้ึนจากพระราชดำริ โดยประยุกต์จากผลการวิจัยค้นคว้าทางวิชาการ
ด้านทำฝนเทียมของประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและอิสราเอล ภายใต้การ

๑๓๙

พระราชทานขอ้ แนะนำจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร อย่าง
ใกล้ชิด พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมรา
โชบายในการพัฒนาโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง”ไว้ ๓ ประการ คอื (๑) ทรงเนน้ ถงึ ความจำเป็น
ในด้านการพัฒนาและการดำเนินการปรับปรุงวิธีการทำฝนด้วยการออกแบบการปฏิบัติการการ
ติดตามและประเมินผลที่มีลักษณะเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการนำ
คอมพิวเตอร์มาใชใ้ นการศกึ ษารูปแบบของเมฆและการปฏิบัติการทำฝนใหบ้ รรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์ (๒)
ทรงเน้นย้าํ ถงึ บทบาทของการดัดแปรสภาพอากาศหรอื การทำฝนว่าเป็นองคป์ ระกอบท่สี ำคัญอันหน่ึง
ในกระบวนการจัดการทรัพยากรแหล่งนํ้าเป็นการเพิ่มปริมาณนํ้าให้แก่แหล่งเก็บกักนํ้าต่างๆการ
บรรเทาปัญหามลภาวะ และการเพ่มิ ปริมาณนํ้า เพื่อการสาธารณปู โภค และ (๓) ทรงเนน้ ว่า ความ
ร่วมมือประสานงานอย่างเต็มท่ีระหว่างหนว่ ยงานและสว่ นราชการท่ีเกี่ยวขอ้ งเท่านั้น ทีจ่ ะเป็นกุญแจ
สำคญั ในอันท่จี ะทำใหบ้ รรลุผลตามวัตถปุ ระสงค์ของโครงการได้

หลังจากเทคโนโลยีฝนหลวงประสบความสำเร็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงประดิษฐ์แผนภาพประมวลขัน้ ตอนกรรมวิธีเทคโนโลยีฝนหลวง ทั้ง ๖
ข้นั ตอนไวใ้ น ๑ หน้ากระดาษ พระราชทานแก่นักวิชาการและผู้เก่ียวข้องใช้เป็นตำราฝนหล วงจนถึง
ปัจจุบนั และโปรดเกลา้ ฯ ให้ยอ่ สว่ นแผนภาพดงั กลา่ วสำหรบั พกพาติดตวั เพื่อเตอื นความจำนักวิชาการ
และนกั บนิ ฝนหลวงให้ปฏิบัติตามข้ันตอนกรรมวิธีอยา่ งครบถว้ นเทคโนโลยีการทำฝนหลวงนวัตกรรม
ใหมใ่ นพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทัง้ ๖ ขั้นตอน คือ ข้ันตอนที่
๑ ก่อกวน ข้นั ตอนท่ี ๒ เล้ียงให้อ้วน ข้นั ตอนที่ ๓ โจมตี ขน้ั ตอนท่ี ๔ การเพิม่ ปรมิ าณนํ้าฝนที่ตกลงสู่
พน้ื เปน็ การคงขั้นตอนท่ี ๓ ไว้ และเพมิ่ ปริมาณน้ําฝนท่ีจะตกลงสู่พ้ืนดิน ขนั้ ตอนที่ ๕ การโจมตีเมฆ
เยน็ ดว้ ยพลซุ ลิ เวอร์ไอโอไดด์ ข้ันตอนท่ี ๖ การโจมตีเมฆเย็นแบบซูปเปอรแ์ ซนดว์ ิช การปฏิบัติการใน
ข้นั ตอนน้ีเปน็ การใชป้ ฏบิ ัติการขน้ั ตอนที่ ๓ ขน้ั ตอนท่ี ๔ และขน้ั ตอนท่ี ๕ รว่ มกนั เปน็ การรวมเทคนิค
การโจมตที ้ังเมฆอุ่นและเมฆเย็นเขา้ ด้วยกัน และปฏิบัตกิ ารในข้ันตอนเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้มี
ระยะเวลาและปริมาณฝนตกในพื้นทเ่ี ป้าหมายมากและยาวนาน

โครงการฝนหลวงช่วยแก้ไขปญั หาขาดแคลนนํ้าในช่วงภาวะฝนแลง้ หรือฝนทิ้งช่วงยาวนาน
ซึ่งมีผลกระทบต่อแหลง่ เกษตรกรรมท่ีกำลังให้ผลผลิตเช่น จังหวดั จนั ทบุรี เพชรบรุ ี ประจวบคีรีขันธ์
เป็นตน้ และเพิ่มปรมิ าณนา้ํ ให้กับพ้ืนทล่ี มุ่ รบั นาํ้ ของแม่นํ้าสายตา่ งๆ ทีม่ ปี ริมาณนํ้าต้นทุนลดน้อยลง
เช่น แม่นํา้ ปิง วงั ยม น่าน เป็นต้น ช่วยเพม่ิ ปรมิ าณนาํ้ ต้นทุนใหแ้ ก่อ่างและเขื่อนกักเก็บน้ําเพื่อการ
ชลประทานและการผลิตกระแสไฟฟ้า ฝนหลวงยังช่วยบรรเทาปัญหาอื่นๆ ได้แก่ โรคระบาด
อหิวาตกโรค การระบาดของศัตรูพชื บางชนิด เช่น เพลี้ย ต๊ักแตนปาทงั กา้ เป็นต้น ช่วยทำนบุ ำรงุ ป่าไม้
โดยเฉพาะในช่วงฤดูแลง้ ความชุม่ ช้ืนทไ่ี ดร้ ับเพิ่มขน้ึ จากฝนหลวงช่วยลดการเกดิ ไฟปา่ ไดเ้ ป็นอย่างมาก
ซ่ึงตา่ งประเทศไดร้ บั ร้ถู ึงความสำเร็จของเทคโนโลยฝี นหลวงและตำราฝนหลวงพระราชทาน ประเทศ

๑๔๐

ต่างๆ ที่ประสบปัญหาภยั แล้งท้ังประเทศในกลุ่มเอเชยี กลุ่มประเทศอาหรับ ประเทศออสเตรเลีย
อสิ ราเอล และสาธารณรฐั ประชาชนจนี ไดข้ อรบั การถา่ ยทอดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการทำ
ฝนมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กับ
ประเทศในวงการดัดแปรสภาพอากาศอีกมาก

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญในการ
จดสิทธิบัตรเพื่อแสดงให้เหน็ วา่ เทคโนโลยีฝนหลวงเป็นของประเทศไทย ของคนไทย คนไทยคิดเอง
และทำเอง จงึ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ ดำเนินการ
จดสทิ ธบิ ตั รในพระปรมาภิไธยท้งั ในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศไทย สำนกั สิทธบิ ตั ร กรม
ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธบิ ตั ร“การดัดแปรสภาพอากาศใหเ้ กดิ
ฝน” เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ และในต่างประเทศสำนักสิทธิบัตรยุโรปได้ทูลเกลา้ ฯ
ถวายสิทธิบัตรภายใต้ชื่อ Weather Modification by Royal Rainmaking Technology เมื่อวันท่ี
๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘ และสำนักงานสิทธิบัตรแห่งเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐ
ประชาชนจีนได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙ นับได้ว่าเทคโนโลยีฝน
หลวง เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตร์และองค์กรที่
เกี่ยวข้องกับด้านการดัดแปรสภาพอากาศทัง้ ในระดับนานาชาติและระดับโลก พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลยอดเยี่ยมและ
ประกาศนียบัตรประกาศพระเกียรติคุณในพระราชอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถจากองค์กร
นานาชาติ ในฐานะทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น เทคโนโลยีฝนหลวง ซึ่งเป็นนวัตกรรมแนวคิดและ
ทฤษฎีใหม่ ทเี่ ปน็ ประโยชนอ์ เนกอนนั ตต์ ่อการพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม และมวลมนษุ ยชาติในโลก

เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๐ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorology
Organization: WMO) ซึง่ มีสมาชกิ ๑๗๘ ประเทศ ทลู เกล้าฯ ถวายโล่สญั ลักษณแ์ ละประกาศนียบัตร
เกียรติคุณสดุดพี ระราชอจั ฉริยภาพและพระปรีชาสามารถที่ทรงนำความรูแ้ ละความเชี่ยวชาญดา้ น
อุตนุ ิยมวทิ ยาแก้ปญั หาภัยธรรมชาตแิ ละลดผลกระทบทีเ่ กิดแกป่ ระชาชนชาวไทยให้น้อยลง

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO)
ซงึ่ มีประเทศสมาชกิ รวม ๑๘๓ ประเทศ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อ
วนั ที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ ในฐานะที่ทรงเปน็ นักประดษิ ฐ์คิดคน้ และทรงมบี ทบาทในการส่งเสริม
การใช้ทรัพยส์ นิ ทางปัญญาเพือ่ การพฒั นาชุมชนในชนบทของไทยเชน่ โครงการกังหันนํ้าชัยพัฒนา
และเทคโนโลยีฝนหลวง เปน็ ต้น

คณะรฐั มนตรีในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย มีมตเิ มื่อวันท่ี ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เชิดชู
และเทิดพระเกยี รติในฐานะ “พระบิดาแหง่ ฝนหลวง” และมีมตใิ ห้วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน ของทุกปีเป็น

๑๔๑

วันพระบดิ าแหง่ ฝนหลวง และตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ไดม้ มี ติเชดิ ชูพระเกียรติในฐานะทรงเป็น “พระ
บิดาแห่งการประดษิ ฐไ์ ทย” ดว้ ย

นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายถ้วยรางวลั ความสำเร็จสูงสดุ
ด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (Human Development Lifetime
Achievement Award : UNDP) เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ในพระปรชี าสามารถและพระราช
กรณยี กจิ ทง้ั ปวงในการพัฒนาคุณภาพชวี ติ และความเป็นอยู่ท่ีดีของพสกนกิ รไทยซงึ่ โครงการฝนหลวง
รวมอย่ใู นพระราชกรณียกิจที่ทรงคณุ ค่าแกม่ นุษยชาติโดยตรง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงได้รบั การทูลเกลา้ ฯ ถวายรางวลั เกียรตยิ ศพิเศษนีเ้ ป็นพระองค์แรก
ของโลก

สมาพันธ์นักประดิษฐ์นา นาชา ติ ( The international Federation of Inventors’
Associations: IFIA) ซึ่งมีประเทศสมาชิก ๑๘๔ ประเทศทั่วโลก และสมาคมส่งเสริมการประดิษฐ์
เกาหลใี ต้ (Korea Invention Promotion Association: KIPA) มมี ติเปน็ เอกฉันท์เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๕๐
ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานาม“พระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก” แด่พระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดยทรงเป็นพระมหากษตั รยิ ์พระองค์แรกและพระองค์
เดยี วที่ทรงไดร้ ับพระราชสมัญญานามอันทรงเกียรตินี้ เพ่ือเชิดชูพระเกียรติทีท่ รงงานดา้ นการประดิษฐ์
มายาวนานและกอ่ ให้เกิดประโยชนส์ ุขแกช่ าวไทยและมนุษยชาติในโลก เช่น โครงการฝนหลวง ซ่ึงมี
พระบรมราชานุญาตให้นำไปใช้ในการแก้ปัญหาภัยแล้งในต่างประเทศตามที่ขอพระราชทานมา
(คณะกรรมการโครงการเฉลมิ พระเกยี รติของสภานติ บิ ัญญัตแิ ห่งชาติ, ๒๕๖๐: ๕๖-๖๕)

โครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำรดิ า้ นทรพั ยากรป่าไม้

พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงสนพระทัยเรื่องของ
การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แนวคิดและ
ทฤษฎีการพฒั นาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพติ ร นน้ั จะทรงมุ่งเนน้ ใหผ้ ลการดำเนินงานสู่ประชาชนโดยตรงในเบอื้ งแรก เพ่ือเป็นการ
บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้านั่นกค็ ือ เพ่อื ความ “พออยู่ พอกิน” ในขณะเดยี วกนั ก็ทรง
ปพู ้นื ฐานไวส้ ำหรบั การ “อยดู่ ี กินดี” ตอ่ ไปในอนาคต โครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดำรินั้น มีอยู่
มากมายหลากหลายประเภทแตกต่างกันไปตามลกั ษณะและวัตถุประสงค์ของโครงการ ส่วนมากจะ
เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการทำมาหากินของประชาชนเป็นสำคัญ ดังที่ทราบกันดีว่า
ประชากรของประเทศไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำเกษตรกรรมเป็นหลกั ดังนั้น โครงการอัน

๑๔๒

เน่ืองมาจากพระราชดำริจงึ เน้นการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลตอ่ การผลิตต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ
สูงสุด เช่น ดิน นํ้า ที่ทำกิน ทุน ความรู้ด้านเกษตรกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ ตน้ แนวคิดและทฤษฎีท่ไี ดพ้ ระราชทานพระราชดำริเพอ่ื แก้ไข ปรับปรงุ และพัฒนา
จะยึดถือหลักสำคัญของความเรียบง่าย ดังที่ได้ทรงใช้คำว่า “Simplify” หรือ “Simplicity” คือ
จะต้องเรยี บง่าย ไม่ยงุ่ ยากสลบั ซับซอ้ น ทง้ั แนวความคดิ ด้านเทคนคิ วิชาการต้องสมเหตุสมผล ทำได้
รวดเร็วและสามารถแกไ้ ขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง ตลอดจนต้องมุ่งไปสู่วิถีแหง่ การพัฒนาแบบ
ยง่ั ยืนอีกทางหนงึ่ จากการทพี่ ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร และ
สมเดจ็ พระนางเจ้าฯพระบรมราชนิ ีนาถ ไดเ้ สด็จฯ ไปทรงปฏิบัตพิ ระราชกรณียกจิ และทรงเยยี่ มเยียน
ราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดาร ได้ทรงทราบถึงปัญหาที่เกิดขึน้ กับทรัพยากรป่าไม้ ได้มีพระราชหฤทัย
มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาป่าไม้ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ดังเช่นใ นอดีตเพื่อเป็นการยัง
ประโยชนใ์ หแ้ กป่ ระชาชนเปน็ หลัก แนวพระราชดำริเกีย่ วกบั การพฒั นาทรัพยากรปา่ ไม้ท่มี ดี ังนี้

๑. แนวพระราชดำรใิ นด้านการพัฒนาทรพั ยากรปา่ ไม้
๑.๑ ปลูกป่าโดยไมต่ ้องปลกู
คำว่า “ปลูกป่าโดยไม่ตอ้ งปลูก” เป็นพระราชดำรัสทีส่ ะทอ้ นให้เห็นความเขา้ พระทัยอย่าง
ลึกซึ้งถึงวิถีแห่งธรรมชาติโดยที่ได้พระราชทานแนวคิดว่า บางครั้งป่าไม้ก็เจริญเติบโตขึ้นเองตาม
ธรรมชาติขอเพียงอย่าเข้าไปรบกวนและทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากปล่อยไว้ตามธรรมชาติ
ระยะเวลา หนึง่ ปา่ ไม้กจ็ ะขึ้นสมบูรณ์เอง การระดมปลูกป่าด้วยความไมเ่ ข้าใจ เช่น ปอกเปลือกหน้า
ดิน ซงึ่ มคี ณุ คา่ มากออกไป และปลกู พนั ธ์ุไม้ ซึง่ ไม่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและระบบนิเวศบริเวณ
นั้น นอกจากต้นไม้ที่ปลูกไว้จะตายโดยไม่ได้ประโยชน์แล้วยังทำลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย
แนวความคิดที่ลึกซึ้งนี้ จึงเป็นพระราชดำรัสทีย่ ดึ ถือกันในหมู่ผู้ปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริการปลูกปา่ ตามแนวพระราชดำรนิ ้ีเป็นการพัฒนาฟื้นฟสู ภาพป่าโดยวัฏธรรมชาติ

๑.๒ ปลกู ปา่ ๓ อย่าง ได้ประโยชน์ ๔ อย่าง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรม
ราโชวาทในวันปิดการสัมมนาการเกษตรภาคเหนือ ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๔ ความว่า “…แต่ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่า
สำหรับใชไ้ ม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหน่ึง ป่าสำหรับใชเ้ ป็นฟนื อย่างหนึ่ง อันนี้แยกออกไปเปน็ กว้างๆ
ใหญๆ่ การทีจ่ ะปลูกตน้ ไมส้ ำหรับได้ประโยชน์ ดงั น้ีในคำวเิ คราะหข์ องกรมปา่ ไมร้ สู้ ึกจะไม่ใชป่ ่าไม้เป็น
สวนหรอื จะเป็นสวนมากกวา่ ป่าไม้ แตว่ ่าในความหมายของการช่วยเพื่อต้นนํ้าลำธารน้ัน ป่าไม้เช่นน้ี

๑๔๓

จะเปน็ สวนผลไมก้ ต็ าม หรอื เป็นสวนไม้ฟืนกต็ าม นั่นแหละเป็นปา่ ไม้ทถี่ ูกต้อง เพราะทำหน้าท่ีเป็นป่า
คอื เป็นตน้ ไม้ และทำหน้าท่ีเปน็ ทรพั ยากรในด้านสำหรับเปน็ ผลทม่ี าเป็นประโยชนแ์ กป่ ระชาชนได้…”

“…เรอ่ื งป่า ๓ อย่าง คือ ไมฟ้ ืน ไมผ้ ล ไมส้ ร้างบ้านประชาชนมคี วามรู้ท้ังคนที่อยู่บนภเู ขา ทั้ง
คนที่อยู่ในที่ราบ เขามีความรู้ เขาทำงานมาตัง้ หลายชั่วคนแล้ว เขาทำกันอย่างดี เขามีความเฉลียว
ฉลาด เขารู้วา่ ตรงไหนควรจะทำกสกิ รรม เขารู้ว่าทไ่ี หนควรจะเกบ็ ไม้ไว้ แตว่ ่าทเ่ี สียไปเพราะว่าพวกท่ี
ไมร่ เู้ ร่ือง ไม่ไดท้ ำมานานแล้ว ทิง้ มานานแล้ว ท้งิ กสกิ รรมมานานแล้วก็ไมร่ ู้เรื่อง แล้วก็มาอยู่ในที่ท่ีมี
ความสะดวกก็เลย ทำใหล้ ืมวา่ ชีวติ มันเป็นไปได้โดยท่ีทำกสกิ รรมท่ีถูกต้อง…” ประโยชน์อย่างท่ีสี่ซ่ึง
เป็นปัจจยั สำคญั คือ สามารถช่วยอนุรักษด์ ินและตน้ นํา้ ลำธาร

๑.๓ ฝายชะลอความชุ่มชื้น
ฝายชะลอความช่มุ ช้ืนก็เป็นอกี แนวคิดหน่ึงที่เกดิ จาก พระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ท่ไี ดท้ รงคดิ คน้ ข้นึ เพอื่ เป็นวิธีการในการสร้างความ
ชมุ่ ช้ืนใหก้ บั พนื้ ที่ป่าไม้ด้วยวธิ งี ่ายๆ ประหยดั และได้ผลดีน่ันคือ การสร้างฝายเล็กๆ ให้สอดคล้องกับ
สภาพธรรมชาติ โดยใชว้ ัสดธุ รรมชาตทิ ี่หาไดง้ ่ายในท้องถ่ิน ฝายชะลอความชุ่มช้นื มี ๒ ประเภท คือ
๑) ฝายต้นน้าํ ลำธาร สำหรับก้ันกระแสน้ําไว้ใหไ้ หลช้าลงและซมึ ลงใตผ้ ิวดินเพ่ือสร้างความชุ่มช้ืนใน
บรเิ วณนน้ั และ ๒) ฝายดักตะกอนดินและทรายมใิ ห้ไหลลงสู่แหล่งน้าํ เบอื้ งล่าง ฝายท้ัง ๒ ประเภท
สามารถสร้างความชุ่มชื้นและชะลอความชุ่มชื้นอยา่ งเป็นระบบครบวงจร ซึ่งเปน็ การลดปญั หาการ
พงั ทลายของดินและความรุนแรงของกระแสน้ําในลำหว้ ย ซึง่ สง่ ผลไปส่กู ารฟืน้ ฟแู ละอนุรักษ์ป่าไม้ได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพยง่ิ

๒.แนวพระราชดำริในดา้ นอนุรักษส์ ตั ว์ปา่
แนวพระราชดำริในดา้ นน้ี ประกอบด้วย การสงวนพนั ธุ์สัตวป์ า่ และเพาะเล้ียงสัตว์ปา่ บางชนิด
ท่หี ายากและกำลังจะสูญพนั ธ์ุ และใหด้ ำเนนิ การเก่ยี วกบั สวนสตั ว์เปิด เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ทป่ี ระชาชนไดเ้ ข้าไป
เทีย่ วชมพร้อมทง้ั ส่งเสรมิ ใหร้ าษฎรทำการเพาะเล้ยี งสัตวป์ ่าเป็นอาชีพ

๓.แนวพระราชดำรใิ นด้านการวิจยั ดา้ นป่าไม้
แนวพระราชดำริในด้านนี้ ประกอบด้วย การดำเนินการศึกษาวิจัยด้านป่าไม้ในรูปแบบที่
แตกตา่ งกนั ตามสภาพท้องถิ่น การศึกษาวจิ ยั ความสมั พันธ์ของปา่ ไม้กบั สง่ิ แวดล้อมอ่ืนๆ เชน่ ปา่ ไม้กบั
ประมงในพ้ืนทป่ี ่าชายเลน การพฒั นาป่าไม้ด้วยระบบชลประทานโดยการจา่ ยนาํ้ จากแหล่งน้ําในช่วง
ฤดูแล้งเพ่อื ใหม้ คี วามชุ่มชื้นและทำใหป้ ่าต้นนํา้ ลำธารมคี วามชุ่มชื้นตลอดทั้งปี การศกึ ษาเกี่ยวกับการ

๑๔๔

ปอ้ งกนั ไฟป่าโดยใช้ความชื้นหรือที่เรียกวา่ “ป่าเปยี ก” เปน็ วิธีที่ทรงคิดค้นข้ึนเพื่อปอ้ งกันไฟไหม้ป่าใน
ระยะยาว ทรงแนะนำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศึกษาทดลองจนได้ผล
สำเร็จเป็นที่น่าพอใจ วิธีการสร้างป่าเปียกคือ ปลูกพืชชนิดต่างๆ ตามแนวคลองส่งนํ้า สร้างระบบ
ควบคุมไฟป่าด้วยการปลูกไม้โตเร็วคลุมแนวร่องนํ้าเพื่อใหค้ วามชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยาย
ออกไปท้ังสองข้างร่องนาํ้ ซ่งึ จะทำใหต้ น้ ไมง้ อกงามและมสี ่วนชว่ ยในการป้องกนั ไฟป่าได้

๔.แนวพระราชดำริในดา้ นการปลกู ปา่ ทดแทน
แนวพระราชดำริในดา้ นน้ี ประกอบดว้ ย การปลกู ป่าทดแทนพ้ืนทีป่ า่ ไมถ้ ูกบกุ รุกแผ้วถางและ
พ้ืนที่ป่าเสือ่ มโทรม การปลกู ป่าบนภูเขาสูงเนอื่ งจากสภาพป่าบนทเี่ ขาสูงทรุดโทรม ซึง่ มผี ลกระทบต่อ
ล่มุ นํา้ ตอนล่าง การปลูกป่าเพ่ือพัฒนาลุม่ น้ําและแหล่งนํ้า ใหม้ ีน้ําสะอาดบริโภค การปลูกป่าเพื่อให้
ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยใช้ราษฎรในท้องที่นั้นๆ และเป็นการสร้างความเข้าใจให้ราษฎรเห็น
ความสำคัญของการปลูกป่า และการปลกู ปา่ เสริมธรรมชาติเป็นการเพิม่ ที่อาศยั แกส่ ัตว์ป่า พระองค์
พระราชทานแนวทางการปลูกป่าวา่ ควรพจิ ารณาดำเนินการปลูกในพื้นท่ีปา่ ทถ่ี ูกลอบทำลายไว้แล้ว
กอ่ นและการปลูกปา่ ตามแนวถนนในเขตโครงการทกี่ ่อสรา้ งไว้แลว้ หรอื ท่ีจะก่อสร้างต่อไป ซ่ึงต้นไม้
บางส่วนถกู ทำลายไปเน่ืองจากการกอ่ สร้างถนน ควรพิจารณาดำเนินการปลกู ต้นไม้ชนิดท่ีใช้ประกอบ
ในการทำอาหารได้ เช่น ต้นแค ต้นขี้เหล็ก ต้นมะรุม ต้นสะเดา ต้นมะม่วง เป็นต้น โดยปลูกให้เปน็
หยอ่ มๆ เพ่อื ความสวยงามและใช้ประโยชน์ไดด้ ้วย

๕.ปลูกป่าในใจคน
แนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาปา่ เสื่อมโทรมซงึ่ ก่อผลกระทบในด้านต่างๆ ไม่เฉพาะด้าน
ดินและนาํ้ เทา่ น้ัน แต่เกีย่ วโยงไปสปู่ ญั หาทางสงั คม เศรษฐกิจ ฯลฯนน้ั พระองคม์ ีพระราชดำริในการ
แกไ้ ขปญั หาโดยใหด้ ำเนินการในลักษณะบูรณาการงานพัฒนาทเ่ี กย่ี วเน่ืองกัน สำหรบั การปลูกต้นไม้
นั้น ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไมท้ ี่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นเพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะท่ี
เหมาะสมกับสภาพพื้นทีอ่ ยู่แล้วไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและเปน็ ที่รูจ้ ักของราษฎรใน
ทอ้ งถิ่นอย่างดี พนื้ ทท่ี ่ีเหมาะสมแก่การปลกู ไมป้ า่ ดังกล่าวควรเป็นพื้นท่ีท่มี ีสภาพเสื่อมโทรมหรือเป็น
บริเวณป่าเพื่อการพ่ึงพิงของราษฎรทีอ่ ยู่บรเิ วณใกล้ๆหมูบ่ า้ น วิธีการปลูกกใ็ ห้ปลูกเสริมในลกั ษณะ
ธรรมชาตโิ ดยไมจ่ ับตน้ ไมเ้ ข้าแถว ซ่ึงการปลกู เสรมิ ตามลกั ษณะธรรมชาตินเ้ี ม่อื ต้นไม้โตข้ึนก็จะมีสภาพ
เป็นป่าตามธรรมชาติโดยจะไม่มีลกั ษณะเปน็ สวนป่าทีม่ ีต้นไม้เรียงเป็นแถว จะทำให้เกิดปา่ ไม้แบบ
ผสมผสาน และสร้างความสมดุลแกธ่ รรมชาตสิ ามารถตอบสนองความต้องการของรฐั และวิถปี ระชาใน
ชุมชน พระองค์ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในวนั ที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๖
ความวา่ “...เจ้าหน้าทปี่ ่าไมค้ วรจะปลกู ตน้ ไม้ลงในใจคนเสยี ก่อนแล้วคนเหล่าน้ันก็จะพากันปลูกต้นไม้

๑๔๕

ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง...” อันเป็นปรัชญาและทฤษฎกี ารพฒั นาป่าไม้ท่ีมคี วาม
ยง่ั ยืนอย่างแท้จริง

กรณศี ึกษาโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำรดิ า้ นทรัพยากรป่าไม้
ศนู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาห้วยฮอ่ งไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เมอ่ื วันท่ี ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพติ รได้พระราชทานพระราชดำริใหก้ รมชลประทานพจิ ารณาวางโครงการและดำเนินการจัดหา
นํา้ สนับสนุนศนู ยศ์ ึกษาการพัฒนาหว้ ยฮ่องไคร้อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัด
เชียงใหม่ โดยเร่งดว่ น และเม่อื วนั ที่ ๓ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ ได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม
เกย่ี วกบั แนวทางในการวางแผนการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาหว้ ยฮอ่ งไคร้อันเน่ืองมาจาก
พระราชดำริ ความว่า “...ทำการศกึ ษาการพัฒนาป่าไม้พื้นที่ต้นน้ําลำธารใหไ้ ดผ้ ลอย่างสมบู รณ์เป็น
หลัก เปน็ ตน้ ทางและปลายทางเปน็ การศึกษาการประมงตามอา่ งเก็บนํ้าตา่ งๆที่จะกอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์
ต่อราษฎรอย่างแท้จรงิ ผสมกับการศึกษาด้านสหกรณ์ ดา้ นเกษตรกรรมดา้ นปศสุ ัตว์ (รวมโคนม) และ
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งด้านตลาดอีกดว้ ย เพื่อให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่อง ไคร้แห่งนี้
เป็นศนู ย์ทีส่ มบรู ณ์แบบก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเขา้ มาศึกษากิจกรรมต่างๆภายในศูนย์แล้ว
นำไปใชป้ ฏิบัติอย่างไดผ้ ลตอ่ ไป...”

การพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ตามแนวพระราชดำริพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทำให้โครงการนี้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ได้แก่ พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๗ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อนั
เนื่องมาจากพระราชดำริ ความว่า “...การฟื้นฟูและอนุรักษ์บริเวณต้นนํ้าซึ่งมีสภาพแห้งแล้งโดย
เร่งดว่ น โดยทดลองใช้วิธีใหม่ เชน่ การผันนาํ้ จากอ่างเก็บนา้ํ ในระดับบนลงไปตามแนวร่องน้ําต่างๆ
เพือ่ ชว่ ยให้ความชุ่มชน้ื ค่อยๆ แผ่ขยายออกไป สำหรับนํ้าสว่ นที่เหลอื กจ็ ะไหลลงอ่างเก็บนํา้ ในระดับต่ํา
ลงไปเพือ่ นำไปใช้ประโยชนท์ างด้านงานเกษตรกรรมควรปลูกป่าทดแทนตามแนวร่องนํา้ ซงึ่ มีความชุ่ม
ชื้นมากกวา่ บรเิ วณสนั เขาจงึ จะทำให้เห็นผลเร็วเป็นการประหยัดกลา้ ไม้ และปลอดภัยจากไฟปา่ เมื่อ
ร่องนา้ํ มีความชมุ่ ชืน้ ข้นึ ลำดับต่อไปก็ควรสรา้ งฝายตน้ นํา้ เป็นระยะๆ เพื่อคอ่ ยๆ กกั นา้ํ ไวแ้ ลว้ ตอ่ ท่อไม้
ไผ่ส่งออกท้ังสองฝัง่ ร่องนํ้า อันเป็นการชว่ ยแผ่ขยายความชุม่ ช้ืนออกไปตลอดแนวร่องนํ้า...” ดังน้ัน
การพัฒนาปา่ ไมใ้ นศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาห้วยฮ่องไคร้อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริ จึงประกอบด้วย

๑.๑ การพฒั นาปา่ ไมใ้ นเขตชลประทาน โดยการปลอ่ ยนํ้าจากอ่างเกบ็ นํ้าลงส่พู ้นื ท่ปี ่า ซ่งึ ใน
พื้นที่ให้ทำคูนํ้าระบบก้างปลา พื้นที่ป่าและพืน้ ที่ตามริมลำห้วยธรรมชาติจะได้รับนํ้าซึมจากคูนํ้าน้ี

๑๔๖

ในช่วงท่ีขาดฝนและตลอดฤดูแลง้ จะทำใหป้ า่ ไม้ในพื้นที่นไ้ี ด้รับน้ําตลอดปี ซึง่ ต้นไม้จะเขียวชอุ่มตลอด
ปี นอกจากนี้ พน้ื ท่ีดินยงั ช่มุ ชนื้ ตลอดท้ังปีอีกด้วย บรเิ วณน้จี ะเป็นแนวป้องกันไฟ (ปา่ เปียก) ทงั้ ผืน

๑.๒ การพฒั นาปา่ ไม้นอกเขตชลประทาน โดยสร้างฝายเก็บนํ้าตามร่องหว้ ยธรรมชาติพ้ืนท่ี
นจ้ี ะไดร้ บั นํา้ ซมึ จากฝายเกบ็ น้าํ ที่สร้างขนึ้ ฝายเก็บนํ้าเหล่านค้ี วรตอ่ ท่อชกั นา้ํ ทงั้ สองฝั่ง (อาจจะใช้ท่อ
ไม้ไผ)่ เพือ่ ชกั นํา้ จากเหนอื ฝายกระจายน้าํ ออกไปตามสันเนินเพื่อให้น้าํ ซึมลงไปในดินเพิ่มความชุ่มช้ืน
ในดนิ สำหรับสนบั สนุนการปลูกป่าไม้ตามร่องหว้ ยธรรมชาตแิ ละชายเนินต่อไป ซ่งึ ต้นไม้ตามร่องห้วย
และชายเนินนีจ้ ะเติบโตเร็วคลุมร่องห้วยไว้ทำให้พื้นดินชมุ่ ชื้นตลอดเวลามีลกั ษณะเป็นแนวป้องกันไฟ
(ป่าเปยี ก) เปน็ แนวไปตามรอ่ งห้วยต่างๆ

๑.๓ การพฒั นาปา่ ไม้ดว้ ยฝายชะลอความชุ่มช้นื พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอ
ดลุ ยเดชบรมนาถบพิตร มพี ระราชดำรัสเมอื่ วันท่ี ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ความว่า “...ควรสร้างฝาย
บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนอื ของศูนย์ฯ เพ่ือช่วยเกบ็ น้าํ ไว้สำหรับชะลอความช่มุ ช้ืนลงไปสู่ด้านล่าง
เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นนํ้าลำธารโดยแบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ คือ บริเวณที่อาศัยน้ํา
ชลประทานกบั บรเิ วณที่ไดร้ ับน้ําฝนตามสภาพธรรมชาติเพยี งอย่างเดียว เพ่ือทดสอบดคู วามแตกต่าง
ไวเ้ ปรียบเทียบกนั ...” และได้มพี ระราชดำรัสเพ่ิมเติม ความวา่ “...ในเขตของศูนยฯ์ แหง่ น้ี ควรจะต้อง
มกี ารแสดงการศกึ ษาทดลองเปรยี บเทียบให้เห็นชดั โดยแบ่งพ้นื ท่ที ี่มีการใชร้ ะบบน้ำชลประทาน ส่วน
หนง่ึ พ้นื ทที่ ไ่ี ด้รับเฉพาะนํ้าฝนโดยมฝี ายชว่ ยกักนํ้าฝนไวส้ ่วนหนง่ึ และพ้ืนท่ีทป่ี ล่อยไวโ้ ดยธรรมชาติอีก
ส่วนหนึ่ง ต้นไม้ต่างๆ ในศูนย์ฯจะเจริญเติบโตหรือหงิกงอก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นเป็นการทดลอง
เปรียบเทียบให้เนน้ ข้อแตกตา่ งซง่ึ เป็นจดุ ประสงค์ทสี่ ำคัญของศูนย์ฯ...”

ผลจากการพฒั นาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริทด่ี ำเนินการมาเป็นระยะเวลาสามทศวรรษของ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของ
ทรัพยากรป่าไม้ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ปรากฏท้ังในเชิงปริมาณและเชิงประจักษ์ สังคม พืช ป่าไม้
ความหลากหลายทางชวี ภาพไดเ้ พิ่มพูน ขึน้ อย่างเห็นไดช้ ัด จงึ นับไดว้ า่ แนวทางการฟื้นฟทู รัพยากรป่า
ไมต้ ามแนวพระราชดำรไิ ด้นำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชวี ภาพ นำไปสู่ความ
สมดลุ ของนํ้าในระบบนเิ วศลุ่มนา้ํ อันไดแ้ ก่ ปริมาณนํ้าในลำธารทเี่ พ่มิ ขึ้น น้าํ มคี ุณภาพดี และการไหล
ของนํา้ มคี วามสมํ่าเสมอซงึ่ จะช่วยลดความรนุ แรงในการไหลบ่าของนา้ํ ในฤดูฝน และลดปญั หาการขาด
แคลนนํา้ ในชว่ งฤดูแลง้ ไดอ้ ย่างยงั่ ยืน

หมู่บา้ นรอบบริเวณศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาหว้ ยฮ่องไครอ้ ันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับการ
ถา่ ยทอดองค์ความรู้จากการศึกษา ทดลอง และวจิ ัย และชุมชนไดม้ สี ่วนรว่ มในการอนุรักษ์ทรัพยากร
ปา่ ไม้ โดยได้ประยุกตใ์ ช้แนวทางการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา

๑๔๗

อันเน่อื งมาจากพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเห็นผลท้ังเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะ
อยา่ งยิง่ ปญั หาความแหง้ แล้งได้รับการบรรเทาอย่างเป็นรูปธรรมอาทิ ระบบประปาภูเขาทำให้ชุมชน
มนี ้ําใชอ้ ย่างเพยี งพอชมุ ชนมคี ุณภาพชวี ิตที่ดขี ึ้นภายใต้การดำรงชวี ติ โดยยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง จึงนับได้ว่าความสำเร็จของการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วย ฮ่องไคร้อัน
เนอื่ งมาจากพระราชดำรทิ ีม่ งุ่ เน้นไปสคู่ วามเป็นอยู่ของราษฎรในชนบทนั้นไดส้ ่งผลดีตอ่ การดำรงชีวิต
ของราษฎรในพื้นที่อย่างแท้จริง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการศึกษาทดลอง วิจัย และสาธิตในศูนย์
ศึกษาการพัฒนาหว้ ยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำมาซงึ่ ประโยชนน์ านาประการ เปน็ แหล่ง
เรยี นรสู้ ำหรับประชาชนโดยทั่วไปท่ีสามารถเขา้ ไปศกึ ษาดูงานได้ตลอดเวลา เป็นแหล่งให้บริการองค์
ความรู้ทุกแขนงภายในพ้ืนท่ีเดียวกันท่ีเรยี กว่า การใหบ้ ริการองค์ความรู้ ณ จุดเดยี ว จึงมีคณะบุคคล
ต่างๆ ทง้ั ชาวไทยและชาวต่างประเทศเดนิ ทางไปศึกษาดงู านอยา่ งตอ่ เน่ือง

ศูนยศ์ กึ ษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเน่ืองมาจากพระราชดำริเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่าง
ยงั่ ยนื และสมดุลระหว่างการอนุรักษแ์ ละการใชป้ ระโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมแี นวคิดรวบยอด
“ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม” เป็นแนวพระราชดำริท่ี
ผสมผสานสอดคล้องกับหลักปฏบิ ัตใิ นการจัดการลมุ่ น้ํา และการฟน้ื ฟทู รพั ยากรป่าไมใ้ ห้อุดมสมบูรณ์
ซึง่ เปน็ องคค์ วามรใู้ นการอนุรักษ์นิเวศลุ่มนำ้ อย่างย่งั ยืนตามแนวพระราชดำรเิ พื่อการพัฒนาให้คนอยู่
กบั ป่าไดอ้ ยา่ งเก้อื กูล ผลการดำเนนิ งาน จึงปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรปู ธรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้
ในพื้นที่ต่างๆ ได้ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชนมีส่วนร่วมจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อยา่ งย่ังยนื และการเรียนรู้แนวทางการดำรงชีวิตตามแนว
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกยี รติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ,
๒๕๖๐: ๗๒ - ๘๒)

โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำรดิ า้ นทรัพยากรดิน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกบั
“ดิน” ดว้ ยทรงเห็นว่าดินเป็นปัจจัยพ้ืนฐานเช่นเดียวกับ “น้าํ ”ทรงริเร่ิมโครงการจัดและพัฒนาท่ีดิน
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ เพื่อพลิกผืนดินที่แห้งแล้ง และขาดความอุดมสมบูรณ์ ให้สามารถผลิตพืชพันธุ์
ธญั ญาหารได้ พรอ้ มกับพระราชทานพระราชดำริให้ศึกษาทดลอง หาวิธกี ารต่างๆ เพ่อื ปรับปรุงบำรุง
ดิน ซงึ่ ส่วนใหญ่เป็นวธิ ีการตามธรรมชาตทิ ่ีเป็นหนทางสรา้ งความสมดลุ ของสภาพแวดล้อมให้เกิดข้ึน
ดังนนั้ พระราชดำริในการแก้ไขปญั หาเรื่องดิน จึงมคี วามแตกต่างกนั ตามลกั ษณะภมู ิศาสตรแ์ ละสภาพ
พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยทรงใช้กลวิธีทางธรรมชาติเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องดินของ
ประเทศ และทรงทำเป็นตน้ แบบผ่านโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดำรทิ ่มี ีอยูท่ ัว่ ประเทศท้ังน้ี เพ่ือ

๑๔๘

นำผลจากการแกไ้ ขปัญหาทพ่ี ิสูจน์แล้วไปปรับใช้ในพ้ืนที่ที่มปี ัญหาเฉกเช่นเดยี วกันได้อย่างเหมาะสม
และงา่ ยย่ิงข้นึ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้พระราชทาน
พระราชดำริไว้หลากหลายรูปแบบวิธีเปน็ ไปตามหลกั วิชาการทางปฐพีศาสตร์ ถงึ แม้จะมิได้ทรงเป็นนัก
ปฐพี แต่ได้พระราชทานพระราชดำรัสและให้คำจำกัดความท่ีเขา้ ใจได้ง่ายว่า ดนิ ที่เหมาะสมสำหรับ
การเกษตรกรรมตอ้ งมีคุณสมบัตอิ ยา่ งไรทรงวิเคราะหถ์ งึ สภาพปญั หาของดินในแต่ละพ้ืนที่โดยเฉพาะ
ในพน้ื ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทงั้ ๖ แห่งทัว่ ประเทศ

๑. ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาเขาหนิ ซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : ดินทรายมแี ร่ธาตุนอ้ ย
๒. ศูนย์ศกึ ษาการพฒั นาห้วยฮ่องไคร้อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ : หิน กรวด แห้งแลง้
๓. ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาพิกลุ ทองอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ : ดินเปรย้ี วจดั
๔. ศนู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาห้วยทรายอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ : ดนิ ทราย มแี ร่ธาตนุ อ้ ย ดิน
ดาน
๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ : ดนิ ทราย ดนิ เคม็ ขาดน้ํา
๖. ศูนยศ์ ึกษาการพัฒนาอา่ วคุ้งกระเบนอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ : ดนิ เคม็
๗. โครงการเขาชะงมุ้ : ดนิ แข็ง ดิน-หนิ ลกู รัง
๘. โครงการวดั มงคลชยั พัฒนา : ขาดนํ้า
๙. โครงการปากพนัง นํ้าเค็ม : ดินเค็ม ดนิ เปรีย้ วจัด
๑๐. ที่ดนิ ต.บ้านพริก อ.บา้ นนา : ดนิ เปรย้ี ว นํา้ ทว่ ม นาํ้ แลง้
๑๑. โครงการหนองพลบั - กลัดหลวง : ดนิ ลูกรงั ดนิ ดาน
๑๒. โครงการหุบกะพง - ดอนขนุ ห้วย : ดนิ ทราย มแี รธ่ าตุน้อย ดนิ ดาน ขาดนา้ํ
๑๓. โครงการสหกรณส์ นั กำแพง : ดินลกู รงั ขาดน้าํ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดชบรมนาถบพติ ร พระราชทานพระราชดำริ
ในการแก้ไขปัญหาหน้าดินถูกชะล้างโดยใช้ “หญ้าแฝก”โดยมีหน่วยงานต่างๆได้ศึกษาดำเนินงาน
พฒั นาและรณรงค์การใช้หญา้ แฝก อาทิ กรมพัฒนาที่ดนิ กรมป่าไม้ โครงการพฒั นาดอยตุง (พน้ื ที่ทรง
งาน) อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ และสำนกั งานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือ
ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น ดำเนินงานสนองพระราชดำรกิ ารพฒั นา
และรณรงค์การใช้หญ้าแฝก สง่ ผลใหก้ ารดำเนินงานก้าวหนา้ มากขน้ึ ตามลำดับ

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔ และวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔ ณ วังไกลกังวล
อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความว่า “...ให้ศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการ

๑๔๙

พังทลายของหน้าดินในพื้ นที่ ศู นย์ ศึ กษากา รพัฒนา อั นเ นื่อ งมาจา กพระ ราชด ำริและพื ้นท ี่อ ื่นๆ ท่ี
เหมาะสม...”

วนั ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๔ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหนิ จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ แนว
พระราชดำริสรปุ ไดด้ งั นี้

๑. ได้ศึกษาวิธกี ารอนรุ ักษ์หน้า ดนิ ดว้ ย วิธที างธรรมชาติมานานแลว้ ซึง่ ในแต่ละพ้ืนท่ีมักจะ
เปดิ หนา้ ดนิ แล้วทำการเกษตร เชน่ การยกร่อง พรวนดิน ซึง่ ยังถือวา่ เปน็ วิธกี ารท่ีผดิ ธรรมชาติ ซึ่งจะ
เกิดปญั หาในอนาคต จึงทรงแนะนำใหศ้ นู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาห้วยทรายอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ ทำ
การเกษตรอย่างไม่ทำลายธรรมชาติ เช่น การไม่ไถพรวนเปิดหน้าดิน เปลือยดิน เป็นต้น โดยให้ทกุ
โครงการในศนู ย์ศึกษาพฒั นาห้วยทรายอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริทำเป็นตัวอย่าง แล้วหาทางแนะนำ
ใหร้ าษฎรทำตามต่อไป

๒. ทรงศึกษาเอกสารของธนาคารโลกเกยี่ วกับการอนุรักษ์หน้าดินด้วยหญ้าแฝก จึงให้ศูนย์
ศกึ ษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำรทิ ำการศกึ ษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพ่ืออนุรักษ์
หน้าดิน โดยปลูกและขยายพันธุ์หญ้าแฝกในพื้นทีร่ ูปแบบต่างๆ เช่น ขอบร่องนํ้า แปลงมะม่วงหิม
พานต์ บริเวณที่ลาดชัน หรือตามร่องนํ้าธรรมชาติ นำหินไปกั้นเป็นฝายเล็กๆ แล้วปลูกหญ้าแฝก
ด้านหน้าหรือในพื้นที่ทำการเกษตร เช่น แปลงปลูกข้าวโพดเป็นต้น ท้ังนี้ ให้บันทึกภาพก่อน
ดำเนินการ และหลังดำเนินการไวเ้ ป็นหลักฐานและใหท้ ุกโครงการในศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาห้วยทราย
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ ทำเปน็ ตัวอยา่ ง

วันท่ี ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ โครงการหลวง ณ ท่ีทำการท่ีตำบลหว้ ยแก้ว อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ และบริเวณแปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝก ณ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ๖ จังหวัด
เชียงใหม่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชบรมนาถบพติ ร พระราชทานพระราชดำริ
ความว่า “... หญ้าแฝกเปน็ พืชที่มีระบบรากลึกแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมอื นกำแพง
ช่วยกรองตะกอนดนิ และรักษาหนา้ ดนิ ไดด้ ี จึงควรนำมาศกึ ษาและทดลองปลกู …”

“...การปลกู หญา้ แฝก ควรปลูกเป็นแถวเดีย่ ว ระยะระหว่างต้นห่างกนั ๑๐ – ๑๕ ซม. ทำให้
ไม่เปลอื งพื้นที่ การดูแลรักษาง่าย ควรทำการทดลองปลูกในร่องนํ้าและบนพ้ืนที่ลาดชนั ให้มากเพ่ือ
ช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดนิ ...”

“...การปลูกหญา้ แฝกเป็นแนวความคิดใหม่ ควรปลูกโดยไมต่ ้องหวังผลอะไรมากนัก แต่ผลที่
ไดจ้ ะดีมากและการปลกู ไม่จำเปน็ ต้องไปปลูกในทขี่ องเกษตรกรขอให้ปลูกกันในสถานีพัฒนาท่ีดินเพื่อ
เปน็ แบบอย่างเพ่ือคัดพันธุ์ หาพันธ์ุทีด่ ที ี่ไม่ขยายพันธุ์โดยออกดอกต้องดูว่าปลูกแล้วมีพันธุ์ไหนท่ีทน
แล้ง ในหน้าแล้งยังเขียวอยู่ก็ใช้ได้ โดยขอให้ปลูกก่อนฤดูฝน จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียง
เห็น…”

๑๕๐

เม่ือวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เสด็จฯปลกู หญ้าแฝก ณ พ้นื ที่ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาห้วย
ทรายอันเนอื่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั เพชรบรุ ี และพระราชทานพระราชดำริ ความว่า “...ดินแข็ง
อย่างนใ้ี ชง้ านไม่ได้ แตถ่ ้าเราทำแนวปลกู แฝกที่เหมาะสมมีฝนลงมา ความชื้นจะอยใู่ นดินรากแฝกมัน
ลึกมาก ถงึ ใหเ้ ปน็ เข่อื นกนั้ แทนที่จะขดุ แล้วปซู ีเมนต์ พชื น่จี ะเป็นเขือ่ นที่มชี ีวติ แล้วในทสี่ ดุ เนื้อที่ตรงน้ี
ก็จะเกิดเป็นดินผิวได้ เมื่อเกิดผิวดินเราจะปลกู อะไรก็ได้ ปลูกต้นไม้ก็ได้ ปลูกผักปลูกหญ้าแฝกกไ็ ด้
ทัง้ น้ัน...”

เนือ่ งจากหญ้าแฝกเป็นกำแพงธรรมชาติ หญา้ แฝกเปน็ พชื ที่มรี ะบบรากลกึ แผก่ ระจายลงไปใน
ดนิ ตรง ๆ เป็นแผงเหมอื นกำแพง จึงช่วยยดึ ดิน ชว่ ยดักตะกอนดิน และรักษาหน้าดิน อีกท้ังยังช่วย
รักษาความชุ่มชนื้ ในดิน ดงั พระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย
เดชมหาราช บรมนาถบพติ ร เมอ่ื วนั ท่ี ๒๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๖ ณ ศาลาเริง วังไกลกงั วล อำเภอหัวหิน
จังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ ความว่า "...ให้ใช้หญา้ แฝกในการพฒั นา ปรบั ปรงุ บำรุงดิน ฟน้ื ฟดู ินให้มีความ
อุดมสมบรู ณ์ และแก้ปัญหาดินเสอื่ มโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำใหม้ กี ล้าหญ้าแฝกเพยี งพอดว้ ย ที่
สำคญั ต้องไม่ลืมหนา้ ที่ของหญา้ แฝกในการอนุรกั ษ์ดินและน้ำ และเพ่ือการรักษาดนิ ..."

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร เมอื่ วนั ท่ี ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรงุ เทพมหานคร
ความว่า "...การปลูกหญ้าแฝก จะต้องปลกู ใหช้ ดิ ติดกันเป็นแผงและวางแนวให้เหมาะสมกับลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศ เป็นตน้ วา่ บนพืน้ ทสี่ ูงจะตอ้ งปลูกตามแนวขวางของความลาดชันและร่องนำ้ บนพ้ืนท่ีราบ
จะต้องปลูกรอบแปลงหรือปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่ ในพื้นที่เก็บกักน้ำจะตอ้ งปลูกเปน็ แนวเหนอื
แหล่งน้ำ หญ้าแฝกทปี่ ลกู โดยหลกั วิธนี ี้ จะชว่ ยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน รกั ษาความชุ่มชื้นใน
ดิน เก็บกกั ตะกอนดินและสารพิษตา่ ง ๆ ไม่ใหไ้ หลลงแหล่งน้ำ ซ่ึงจะอำนวยผลเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
แกก่ ารอนุรกั ษด์ นิ และนำ้ ตลอดจนการฟนื้ ฟดู ินและป่าไม้ให้สมบรู ณ์ขนึ้ ..."

กรณีศึกษาโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำริด้านทรัพยากรดิน:
โครงการศนู ย์ศึกษาการพฒั นาหว้ ยทรายอนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาเริง
วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ ความว่า
“…ใหใ้ ช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดินฟ้ืนฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และแก้ปัญหาดิน
เสอ่ื มโทรม ดำเนินการขยายพนั ธุ์ ทำให้มกี ล้าหญ้าแฝกเพยี งพอดว้ ย ที่สำคญั ตอ้ งไม่ลมื หนา้ ท่ขี องหญ้า
แฝกในการอนุรักษ์ดินและนํ้า และเพื่อการรักษาดินให้ทุกหน่วยงานและหน่วยงานราชการที่มี
ศักยภาพในการขยายพนั ธ์ุ ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินในการผลิตกลา้ หญ้าแฝก และแจกจ่าย
กลุ่มเปา้ หมายท่ีตอ้ งการใหเ้ พยี งพอ...”

๑๕๑

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี สภาพพื้นทีม่ ี
ปัญหาดนิ ถูกชะลา้ ง จึงได้นำแนวพระราชดำริไปดำเนนิ การจนประสบผลสำเร็จ โดยการปลูกหญ้าแฝก
ตามลักษณะของพ้นื ท่ี ดังนี้ ปลูกโดยรอบแปลงเกษตรกรรม ปลูกลงในแปลง แปลงละ ๑ แถว สำหรับ
แปลงพืชไรใ่ ห้ปลูกตามรอ่ งสลับกับพชื ไร่การปลูกหญ้าแฝกบนพ้ืนทีภ่ ูเขา โดยปลูกหญ้าแฝกตามแนว
ขวางของความลาดชันและในร่องนํ้าของภูเขาเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินและช่วยเก็บ
ความช้นื ในดินไว้ การปลูกหญ้าแฝกเหนือบริเวณแหล่งนํ้า ปลกู แฝกเป็นแนวปอ้ งกันตะกอนดินและ
กรองของเสยี ต่างๆ ท่ไี หลลงในแหล่งน้ําการปลูกหญ้าแฝกบริเวณแหล่งนํ้าขนาดเล็กให้ปลูกเป็นรูปตัว
“^” (ตัววีควํ่า) โดยให้ปลายแหลมชี้ขึน้ ในทางต้นนํ้า ขา ๒ ข้างพาดวางรอ่ งนํ้าไปตามความลาดชัน
เพ่อื กน้ั ดินและกระจายการไหลของนาํ้ ประโยชน์ที่ไดร้ ับ คือ หน้าดนิ ถกู ชะล้างนอ้ ยลงสามารถปลูกพืช
เศรษฐกิจได้หลากหลาย และยังช่วยไม่ให้เกิดนํ้าป่าไหลหลาก ก่อความเสียหายแก่พชื ผลไรน่ าของ
ราษฎรบริเวณใกลเ้ คียง

การปรับปรุงดินที่แข็งเป็นดานให้สามารถปลูกไม้ยืนต้นได้ โดยใช้หญ้าแฝกเป็นพร รณไ ม้
บุกเบิกทเ่ี ตบิ โตได้ในสภาพดินเสื่อมโทรม โดยจะชว่ ยรกั ษาความชื้นในดิน ระบบรากของหญ้าแฝกจะ
ชอนไชทำใหเ้ กิดรพู รุน ลดความหนาแน่นรวมของดินให้น้อยลงจนพชื ชนิดอ่ืนสามารถเจริญเติบโตได้
การสร้างระบบกระจายความชุ่มชื้นในระบบนิเวศประกอบดว้ ย ฝายชะลอความเรว็ ของนํ้า การสร้าง
คันดินกั้นนํา้ และการสร้างคันดินเบนน้าํ

จดุ เดน่ และเอกลักษณข์ องศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ คอื การฟ้นื ฟรู ะบบนิเวศป่า ดิน
และน้ํา โดยใช้หญ้าแฝกปรบั ปรงุ ดนิ ที่มีลกั ษณะเป็นดินดานรวมท้ังการยดึ หลักแนวคิดว่าคนอยู่ร่วมกับ
ปา่ ได้จงึ ทำให้การบุกรุกทำลายป่ายุตลิ ง แนวทางตามพระราชดำรใิ นการขยายผลการดำเนินงานของ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาหว้ ยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คอื ดำเนนิ งานแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป อีกท้ัง
ประชาชนในพ้นื ที่โดยรอบได้น้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้ในการดำเนินชวี ติ

สหภาพวทิ ยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Science : IUSS) ได้
รว่ มกบั กรมพฒั นาที่ดนิ เป็นเจา้ ภาพจัดการประชมุ ดินโลกเม่อื ปี พ.ศ.๒๕๔๕ ทีก่ รุงเทพมหานคร IUSS
ซาบซึง้ ในพระปรชี าสามารถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรท่ี
ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจดั การดนิ และแกไ้ ขปัญหาทรพั ยากรดินเพื่อให้เกษตรกรไดอ้ ยู่ดีกินดี จงึ เสนอ
ให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก” และเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ประชุม
สมชั ชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ ๖๘ ไดม้ ีมตริ ับรองให้วันดินโลก (World Soil Day) ตรงกับวันท่ี
๕ ธันวาคมของทกุ ปี และให้ปี พ.ศ.๒๕๕๘ เป็นปีดนิ สากล (International Year of Soil in ๒๐๑๕)
(คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรตขิ องสภานิตบิ ัญญตั ิแหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๙๔-๑๐๗)

๑๕๒

แนวพระราชดำรใิ นการแก้ไขปัญหาทรัพยากรดนิ ในประเทศไทย
แนวพระราชดำริในการแก้ไขปญั หาทรัพยากรดินในประเทศไทย สามารถสรปุ ได้ ดงั น้ี
๑. ดินทราย: ต้องเพ่ิมกนั ชนใหด้ ิน ดนิ ทราย มีลักษณะโปรง่ น้าํ และรากพชื ผ่านไปไดง้ ่าย มี
อาหารพืชอยู่น้อยในฤดูฝน ต้นไม้ที่ปลกู จะงอกงามดีเพราะมีนํา้ บริบูรณแ์ ต่ฤดูแล้ง มีนํ้าไม่เพยี งพอ
ตน้ ไม้มกั เหย่ี วแห้ง ตน้ ไมท้ ่ีปลูกใหม่มกั จะตาย เพราะร้อนและแห้งจัด วธิ แี ก้ไขก็ตอ้ งเพ่ิมความชุ่มช้ืน
และเพิ่มอนิ ทรยี วัตถทุ ี่จะทำหนา้ ที่เสมอื นกันชนใหแ้ กด่ ินมากข้นึ
๒. ดนิ เป็นหิน กรวด ทราย และแห้งแลง้ : ตอ้ งยึดดนิ และช่วยให้ชื้น ดนิ เป็นหนิ กรวด มี
ลกั ษณะเช่นเดียวกับดินทราย หน้าดนิ ถูกชะล้างจนเกลย้ี ง เหลือแต่หินและกรวด ซึ่งพืชไม่สามารถจะ
เจรญิ เตบิ โตได้
๓. ดินดาน ดนิ แข็ง และดินลูกรัง : ต้องสรา้ งของดีซ้อนบนของเลว ดนิ ดาน หรือดินแข็ง
และดินลกู รัง มีลักษณะเป็นดินเน้ือละเอยี ด น้ําหนกั มาก นา้ํ และอากาศผ่านเขา้ ออกไดย้ าก ฤดูแลง้ จะ
แหง้ แขง็ แตกระแหง รากไม้ แทรกเข้าไปได้ยาก จงึ ปลูกพชื ได้ไม่ค่อยเจรญิ เติบโต
๔. ดนิ ถกู ชะล้าง : ช่วยเหลอื ด้วยกำแพงที่มีชีวติ ดินถกู ชะล้าง คือ ดนิ ท่ีอดุ มสมบรู ณ์ แตถ่ กู
กระแสนํ้าและลมพดั พาเอาหนา้ ดินทีม่ อี นิ ทรยี วตั ถอุ นั เปน็ ประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพชื ไปหมด
๕.ดินเปร้ียว หรือ ดินพรุ : ทำให้ดนิ โกรธ โดยแกล้งดนิ พรุ คือ ท่ีลมุ่ สนนุ่ (สนุ่น คอื ซากผุ
พังของพชื พรรณทบั ถมอยูม่ าก) ส่วนที่ดินพรตุ ามระบบอนกุ รมวิธาน ทางปฐพีวิทยา หมายถึง ดินท่ีมี
อินทรียวัตถสุ ะสมอยูเ่ ป็นจำนวนมาก เป็นช้นั หนาอยา่ งน้อย ๕๐ เซนติเมตร และนํ้าทว่ มขงั พ้ืนที่พรุ มี
สภาพความเป็นกรดระหวา่ ง ๔.๕ -๖.๐ อินทรียวัตถทุ ่ีทบั ถมกันเป็นเวลานาน จนแปรสภาพเป็นดิน
อินทรีย์นน้ั มสี ภาพเป็นอนิ ทรยี ์คาร์บอนท่ีมีความเป็นกรดกำมะถันสูง

โครงการอันเนอื่ งมาจากพระราชดำรดิ า้ นการเกษตร

“...ความเจริญของประเทศ ต้องอาศยั ความเจริญของภาคเกษตรเป็นสำคัญ...” (ความตอน
หนึ่งในพระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อ
ประสานงานโครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๑๗ มนี าคม พ.ศ.๒๕๒๙)

พระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ขา้ งต้น
นี้ แสดงใหเ้ หน็ อยา่ งชัดเจนถึงความสำคัญของภาคการเกษตรทีม่ ีตอ่ ประเทศชาตแิ ละประชาชนชาว
ไทย การพัฒนาการเกษตรเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพฒั นาประเทศมาโดยตลอด ปัญหาหลัก

๑๕๓

ประการหนงึ่ ของการพัฒนาการเกษตรในปัจจุบันคือ เรอื่ งของประสิทธภิ าพการผลิตที่โยงไปถึงเร่ือง
การตลาด บางพื้นที่ถือเป็นเขตเกษตรก้าวหน้าอาจจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่ในพื้นที่ท่ี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรน้ัน
สว่ นใหญ่มักเป็นเขตเกษตรลา้ หลงั ที่อาศัยการผลิตแบบดง้ั เดมิ คือ เพาะปลูกปลี ะครง้ั โดยอาศัยน้ําฝน
ประสิทธิภาพการผลติ ตํ่า ผลติ ได้ไมพ่ อกนิ บางพ้นื ทีพ่ น้ จากลกั ษณะเขตล้าหลังและพอจะทำการผลิต
เพื่อการคา้ ได้บา้ ง แตเ่ กษตรกรกย็ ังขาดการรวมตวั กันเป็นกลุ่ม และขาดความรเู้ ชิงพาณิชย์ทำให้ถูก
เอารัดเอาเปรียบในการติดตอ่ กับพ่อค้าภายใตก้ ลไกตลาดปัจจบุ ัน ปญั หาตา่ งๆ เหลา่ น้ีทำให้เกษตรกร
มรี ายได้ตํ่า มีหนี้สนิ และยากจน

แนวพระราชดำรเิ ก่ียวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรทส่ี ำคัญ คอื การที่
ทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้าทดลองและวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ เช่น หม่อนไหม
ยางพารา พืช เพื่อการปรบั ปรุงบำรุงดิน และพืชสมุนไพรตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรพู ชื
รวมทั้งพันธ์ุสตั ว์ต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น โค กระบือ แพะ แกะ พันธุ์ปลา และสัตว์ปีกทั้งหลายดว้ ย
เพือ่ ให้เกษตรกรนำไปใชไ้ ด้ในราคาทีถ่ กู และดว้ ยเทคโนโลยที ง่ี ่าย ไมส่ ลบั ซับซ้อน ที่สำคัญ คือ พันธพุ์ ืช
พันธุ์สตั ว์ หรือเทคนิควิธีการดแู ลต่างๆ นนั้ จะตอ้ งเหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมของ
ทอ้ งถิ่นน้นั ๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์หลกั
คอื ทำให้เกษตรกรสามารถพง่ึ ตนเองได้ โดยเฉพาะในด้านอาหารเป็นอันดบั แรก เชน่ ข้าว พืชผกั และ
ผลไม้ นอกจากนี้ พระองคย์ งั ทรงเห็นว่า การพัฒนาฟื้นฟทู รพั ยากรธรรมชาตจิ ะมผี ลโดยตรงต่อการ
พฒั นาการเกษตร จึงทรงมุง่ ให้พฒั นาและอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซง่ึ เป็นรากฐานของการพัฒนา
ประเทศในระยะยาว พระองค์สนพระราชหฤทัยอย่างยิ่งต่อการทะนุบำรุง และปรับปรุงสภาพของ
ทรพั ยากรธรรมชาตติ า่ งๆ ไมว่ ่าจะเปน็ ป่าไม้ ทดี่ นิ แหลง่ น้ํา ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพทจี่ ะมีผลต่อการเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพการผลติ ให้มากท่สี ดุ

จากแนวทางและเปา้ หมายต่างๆ ดังกลา่ ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร มแี นวพระราชดำรทิ ่ีถอื เป็นหลกั เกณฑ์หรือเทคนคิ วธิ ีการท่จี ะบรรลุเปา้ หมายนั้นหลาย
ประการประการแรก ทรงเห็นว่า การพัฒนาการเกษตรที่จะได้ผลจริงจังนั้น จะต้องลงมือทดลอง
คน้ คว้าตอ้ งปฏิบตั อิ ยา่ งค่อยเปน็ คอ่ ยไป และไม่ยดึ ตดิ ตำรา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้ใชเ้ ขตพระราชฐาน สวนจิตรลดาบางส่วนเปน็ สถานีค้นควา้ ทดลองทางการเกษตรในทกุ ๆ
ด้านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ พระองค์ทรงเน้นให้มกี ารค้นคว้าทดลองท้ังก่อนการผลิต และหลังจาก
ผลติ ให้พิจารณาต้ังแต่เร่ืองความเหมาะสมของพืช ความเหมาะสมของดิน พืชใดจะเหมาะสมกับดิน
ประเภทใด รวมท้งั การค้นควา้ เกีย่ วกับความต้องการของตลาด คอื การปลูกพชื ทีต่ ลาดต้องการผลิต

๑๕๔

ออกมาแล้วมีที่จำหน่าย ส่วนการค้นคว้าวิจัยหลังการผลิต ให้ดูแลเรื่องความสอดคล้องของตลาด
คุณภาพของผลผลิต หรอื ทำอยา่ งไรจงึ จะช่วยให้เกษตรกรมคี วามรเู้ บอื้ งตน้ ในด้านการบญั ชี และธุรกจิ
การเกษตรในลักษณะที่พอจะทำธรุ กิจแบบพึง่ ตนเองได้ ในเรื่องนี้ได้พระราชทานคำแนะนำว่า การ
รวมกลุ่มกนั ของเกษตรกรเป็นปจั จยั สำคัญประการหนงึ่ ที่จะชว่ ยได้เปน็ อย่างดี

ในเรือ่ งของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ัน นอกเหนือจากทรงเน้นในเรอื่ งการผลิตอาหาร
ให้เพียงพอแลว้ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว มีพระราช
ประสงคท์ ่ีจะให้เกษตรกรมคี วามเจรญิ ก้าวหน้าอย่างคอ่ ยเป็นค่อยไป และมีสภาพชวี ติ ท่มี คี วามสุข ไม่
เคร่งเครียดกับการเรง่ รัดให้เกดิ ความเจริญโดยเรว็ ดังพระราชดำรัสเมอื่ วันท่ี ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๕
ความว่า “...ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการ
สิ้นเปลืองค่าโสหุ้ย และทำลาย คุณภาพดิน แต่ควรศึกษาสภาวะตลาดการเกษตร ตลอดจนการ
ควบคุมราคาผลติ ผล ไม่ให้ประชาชนไดร้ ับความเดือดร้อน...”

โครงการพัฒนาด้านการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริประกอบดว้ ยงานหลายประเภท
โดยท่วั ๆ ไปแลว้ จะเปน็ งานเกีย่ วกับการศึกษาค้นคว้า ทดลอง วิจยั หาพันธุพ์ ชื และพนั ธส์ุ ัตว์ต่างๆท่ี
เหมาะสมกับสภาพพืน้ ที่น้นั ๆ และนำผลสำเรจ็ จากการศึกษาทดลองไปถ่ายทอดสปู่ ระชาชน และงาน
ในดา้ นการฝึกอบรมใหเ้ กษตรกรมีความรู้ในวชิ าการเกษตรแผนใหม่ การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกรวมท้ัง
การส่งเสริมให้มกี ารถนอมอาหารและการแปรรปู อาหาร และการผลติ อาหารเพอ่ื โภชนาการด้วย ซง่ึ มี
ศนู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาอันเนอื่ งมาจากพระราชดำรมิ ีท้ังหมด ๖ แหง่ ท่ัวประเทศ ตามสภาพภมู ิศาสตร์ที่
แตกต่างกัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นแหล่งศึกษาสรรพวชิ า ค้นคว้า ทดลอง และสาธิต เปิดให้
เกษตรกรและประชาชนท่ัวไปมาศึกษาดูงาน ทกุ ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มี
การค้นคว้าวิจัย ทดลอง และสาธิตวธิ ีการพฒั นาเพ่ือช่วยให้เกษตรกรสามารถศึกษาหาความรู้และ
นำไปปฏิบัติได้จริง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์
ธรรมชาติที่มชี ีวิต ชว่ ยให้เกษตรกรสามารถนำเอาความรู้ไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพและ
สามารถพึง่ ตนเองได้ โดยศนู ย์ศึกษาการพฒั นาอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ มที ้ังหมด ๖ ศนู ย์ กระจาย
อยใู่ นภาคต่างๆ ๔ ภาค มีรายละเอยี ด (คณะกรรมการโครงการเฉลมิ พระเกียรติของสภานิติบัญญัติ
แหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๑๑๘-๑๔๒) ดังน้ี

๑. ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาเขาหนิ ซอ้ นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
ตง้ั อยทู่ ่ตี ำบลเขาหินซอ้ น อำเภอพนมสารคาม จังหวดั ฉะเชงิ เทรา จัดตัง้ ขึ้นตามพระราชดำริ
เมือ่ วันที่ ๘ สงิ หาคม พ.ศ.๒๕๒๒ มพี ืน้ ท่รี วมประมาณ ๑,๘๙๕ ไร่ มีภารกจิ หลักในด้านการปรับปรุง
ฟื้นฟทู รพั ยากรธรรมชาติ เชน่ การปรบั ปรุงบำรงุ ดิน การปลกู ปา่ ไม้ และการพัฒนาปศุสตั ว์ การจัดต้ัง
ธนาคารโค-กระบือ การส่งเสริมด้านการประมง การพัฒนาด้านไม้ดอกไม้ผล และการจัดการด้าน

๑๕๕

สหกรณ์ เป็นต้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีศูนย์สาขา คือ
โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณเขาชะโงก จงั หวดั นครนายก และโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ที่อำเภอ
บา้ นสรา้ ง จงั หวดั ปราจีนบุรี

๒. ศนู ย์ศึกษาการพัฒนาพกิ ุลทองอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั นราธวิ าส
ตง้ั อยูท่ ต่ี ำบลกะลุวอเหนอื อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ก่อตั้งขึ้นจากการทพ่ี ระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริระหวา่ งเสดจ็ ฯ แปรพระราชฐานไป
ประทับ ณ พระตำหนกั ทกั ษณิ ราชนิเวศน์ ระหว่างวนั ที่ ๑๘ สิงหาคม ถึง ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๔ ศูนย์
ศึกษาการพัฒนาฯ แห่งนี้มีพื้นที่ดำเนินการประมาณ ๑,๗๔๐ ไร่ ภารกิจหลักของศูนย์นี้ ได้แก่
การศึกษา วจิ ัย และการพฒั นาสภาพของดนิ ที่มีปญั หาและใช้ประโยชน์ไม่ไดใ้ หน้ ำกลบั มาใช้ประโยชน์
ทางด้านเกษตรกรรมไดอ้ กี เช่น การพัฒนาดนิ อินทรยี และดินเปร้ียวด้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
เพ่ือใช้นํา้ ชะล้างกรดจากดิน การพฒั นาพนื้ ทปี่ า่ พรุ การอนรุ กั ษแ์ ละบำรงุ พนั ธไ์ุ ม้ในปา่ พรุ การทดลอง
ดา้ นประมงและเลีย้ งสตั ว์ ตลอดจนไมด้ อก ไมป้ ระดับ เป็นตน้ มีศูนยส์ าขาอยู่ ๕ แห่ง คอื ๑) โครงการ
สวนยางเขาตนั หยง อำเภอเมอื ง จงั หวดั นราธิวาส ๒) โครงการพัฒนาหมูบ่ า้ นปิแนมดู อ อำเภอระแงะ
จงั หวัดนราธวิ าส ๓) โครงการหมู่บ้านเกษตรปศสุ ัตวม์ ูโนะ อำเภอตากใบ จงั หวัดนราธิวาส ๔) ศูนย์
สาขาบ้านโคกอิฐ-โคกใน บ้านยูโย อำเภอตากใบ จงั หวัดนราธวิ าส และ ๕) โครงการพัฒนาลุ่มนํ้าปาก
พนังอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั นครศรธี รรมราช

๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอา่ วคุง้ กระเบนอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั จนั ทบุรี
ตัง้ อยู่ทตี่ ำบลสนามไชย อำเภอทา่ ใหม่ จงั หวดั จนั ทบุรี พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิ
พลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ เม่อื วนั ท่ี ๒๘ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๒๔ ความ
วา่ “...ใหพ้ ิจารณาพ้ืนทท่ี ี่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตรในเขต
พน้ื ทช่ี ายฝัง่ ตะวันออกของจงั หวดั จันทบรุ ี...”
ศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาฯ แห่งนี้ มพี ื้นท่โี ครงการรวมพ้ืนที่ขยายผล จำนวน ๓๓ หมู่บ้าน รวม
เปน็ พ้ืนท่ีประมาณ ๘๕,๒๓๕ ไร่ ดำเนนิ กจิ กรรมด้านค้นควา้ ศกึ ษา ทดลอง วิจัย และสาธติ การพัฒนา
และอนุรกั ษส์ ภาพแวดล้อมชายฝง่ั การบำบัดนาํ้ เสียจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การอนรุ ักษ์และรวบรวม
พันธไ์ุ ม้ปา่ ชายเลน การวจิ ัยและทดสอบระบบการเกษตรผสมผสาน การสง่ เสริมอาชีพด้านการประมง
การสง่ เสรมิ ความรใู้ นเรอ่ื งการสหกรณ์ และการอบรมปศุสัตว์ เป็นตน้

๔. ศนู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาภพู านอันเนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวัดสกลนคร

๑๕๖

บา้ นนานกเค้า ตำบลหว้ ยยาง อำเภอเมือง จงั หวดั สกลนคร ก่อตง้ั เมอื่ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน
พ.ศ.๒๕๒๕ มีพื้นที่โครงการประมาณ๒,๓๐๐ ไร่ และเขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาอีกประมาณ
๑๑,๐๐๐ ไร่ ภารกิจหลัก คือ การพัฒนาระบบชลประทาน พัฒนาระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจการ
ทดสอบพันธุ์ข้าวไร่ การศกึ ษาระบบนิเวศวิทยาของป่า การปรับปรงุ บำรงุ ดินและการพัฒนาส่งเสริม
ด้านปศุสตั วแ์ ละประมง เป็นตน้ มศี นู ยส์ าขา ๔ แหง่ คือ

๔.๑ โครงการพฒั นาพ้ืนท่ีลุ่มน้ําห้วยบางทรายตอนบนอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ อำเภอดง
หลวง จังหวดั มกุ ดาหาร

๔.๒ โครงการพัฒนาลุ่มนํ้ากํ่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และจังหวัด
นครพนม

๔.๓ โครงการขุดสระเก็บกักนํ้าตามทฤษฎีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเขาวง
จังหวดั กาฬสินธุ์

๔.๔ โครงการศูนย์พฒั นาการเกษตรภสู งิ หอ์ ันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั ศรสี ะเกษ

๕. ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวัดเชยี งใหม่
ก่อต้งั ข้นึ เมอ่ื วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕ ทีบ่ รเิ วณพ้นื ทปี่ ่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด
จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง และแสวงหา
รปู แบบในการพัฒนาพื้นท่บี ริเวณต้นนาํ้ ลำธารของภาคเหนือ เพอ่ื เป็น “ต้นแบบ” ในการพัฒนาลุ่ม
นํ้าอื่นๆ ในภูมิภาค โดยใช้ระบบชลประทานเขา้ เสริม การปลูกไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง เพ่ือ
ประโยชน์ทางเศรษฐกจิ และเนน้ เร่ืองการพัฒนาป่าไมพ้ ้ืนท่ีต้นนํา้ ลำธารใหส้ มบูรณ์เป็นหลัก โดยให้
ปลายทางเป็นการศึกษาด้านประมงตามอ่างเก็บนาํ้ ศูนย์ศึกษาการพฒั นาห้วยฮอ่ งไคร้อนั เนื่องมาจาก
พระราชดำรแิ หง่ นี้ มีพื้นทด่ี ำเนนิ การประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่ เดิมเปน็ พ้นื ท่แี ล้ง ทรุ กันดาร จึงปลอดจาก
การบกุ รุก ภายหลังการพฒั นาโครงการประสบผลสำเรจ็ เป็นอยา่ งดี กลายเปน็ ทอ่ี ดุ มสมบูรณ์และเป็น
พน้ื ที่สีเขยี ว ศูนยศ์ ึกษาฯ แหง่ นี้ ได้รบั ความสนใจเปน็ อยา่ งมาก เป็นสถานท่ศี กึ ษา ดงู าน และเยีย่ มชม
จากผู้นำและประมุขของประเทศต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อัน
เน่อื งมาจากพระราชดำริ มศี ูนยส์ าขา ๕ แห่ง ได้แก่
๕.๑ โครงการศนู ย์บรกิ ารการพัฒนาขยายพันธุด์ อกไม้ผลบ้านไร่อันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ
อำเภอหางดง จังหวัดเชยี งใหม่
๕.๒ โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้าํ สาขาแม่ปิงอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านโฮ่ง
จังหวดั ลำพนู และอำเภอจอมทอง อำเภอฮอด จงั หวดั เชียงใหม่
๕.๓ โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด
จังหวดั เชยี งใหม่

๑๕๗

๕.๔ โครงการพัฒนาดอยตงุ (พ้นื ท่ีทรงงาน) อันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ อำเภอแมฟ่ ้าหลวง
จังหวดั เชยี งราย

๕.๕ โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอสันกำแพง จังหวัด
เชียงใหม่

๖. ศนู ยศ์ ึกษาการพฒั นาหว้ ยทรายอนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั เพชรบุรี
ตั้งอยู่ที่ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เดิมเป็นเขตพระราชนิเวศน์
มฤคทายวนั อนั เป็นพืน้ ท่ีซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว มพี ระบรมราชโองการประกาศ
ให้เป็นทห่ี ลวงและเปน็ ทอ่ี ภัยทานสัตว์ ภายหลังมปี ระชาชนเขา้ บกุ รกุ แผ้วถางทำลายป่าเพื่อประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมอย่างผิดหลักวิชาการจงึ กลายเปน็ ทอี่ บั ฝน แหง้ แลง้ เกิดการพังทลายของผิวหน้าดิน
และขาดความอดุ มสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ทรงมี
พระราชกระแสในเรื่องนี้ว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด จึงได้ทรงมีแนว
พระราชดำริ เม่ือวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๖ ให้พฒั นาพ้ืนท่ีดงั กล่าวเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้าน
ปา่ ไม้เอนกประสงค์ ศกึ ษารูปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมท่เี หมาะสมควบคู่ไปกบั การอนุรักษแ์ ละปลูก
ปา่ จดั หาแหลง่ นา้ํ ศึกษาระบบป้องกนั ไฟปา่ ระบบ“ป่าเปียก” และให้ราษฎรทบี่ ุกรุกแสวงหาที่ทำกิน
โดยมชิ อบเข้ารว่ มกิจกรรมของโครงการ เพ่อื ร่วมกันพัฒนา อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
อย่างถกู ตอ้ ง เกือ้ กูลกัน ระหวา่ งคนกบั ธรรมชาตมิ ีพื้นท่ีโครงการประมาณ ๔๒,๖๔๐ ไร่ มีศูนย์สาขา
อยูท่ ่ีโครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟ้ืนฟูท่ีดินเสื่อมโทรมเขาชะงมุ้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอโพ
ธาราม จังหวัดราชบรุ ี

ปัจจุบัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๖ แห่ง มีภารกิจในการ
ศึกษาวิจยั และพฒั นาใน ๔ ด้าน ดังน้ี

๑.ดา้ นพชื : กรณีศึกษาศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาภพู านอนั เน่อื งมาจากพระราชดำริ
การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีกิจกรรมต่างๆ
หลากหลายสาขา ตั้งแต่การพฒั นาระบบชลประทาน การศึกษาระบบนิเวศของปา่ การปรับปรุงบำรุง
ดิน การสง่ เสรมิ ดา้ นปศุสัตว์และประมง และโดยเฉพาะอย่างย่ิงการดำเนินการด้านการผลิตพืช การ
ปรบั ปรงุ พันธพ์ุ ชื ระบบเกษตรผสมผสาน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ทำใหเ้ กดิ องคค์ วามรู้
และเกิดการพัฒนาให้ประชาชนสามารถนำไปปรบั ใช้ และมีรายไดม้ ากขน้ึ

๑.๑ การปรบั ปรุงพันธพุ์ ืช

๑๕๘

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนว
พระราชดำริในการปรบั ปรุงพันธพุ์ ชื ซ่งึ เปน็ ปจั จัยสำคัญในการเพม่ิ ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต
โดยการคัดเลือกพันธุ์ต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือต้านทานโรคแมลงศัตรพู ชื ใหผ้ ลผลิตสูงและ
ทนทานต่อสภาพพื้นท่ีปลูกท่แี ตกตา่ งกนั เช่น พืน้ ทีส่ ูง พ้นื ที่ดินเปรย้ี ว พนื้ ทีด่ ินเค็ม เป็นตน้ นอกจากนี้
ยังได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการศกึ ษาวิจัยเพือ่ สร้างพันธุพ์ ชื ลูกผสมของไทยโดยไมต่ ้อง
พึ่งพาต่างประเทศเพราะอาจมปี ญั หาในดา้ นสทิ ธบิ ตั ร

๑.๒ กิจกรรมพชื ไร่ พชื ผกั และพชื สวน
กิจกรรมนสี้ าธิตแปลงปลูกพืชไร่พันธุ์ดีที่ได้จากการวิจยั ปรบั ปรุงพันธุใ์ นพื้นที่ศูนย์ศึกษาการ
พฒั นาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพ่อื เป็นแปลงตน้ แบบและเปน็ แหลง่ เรยี นรู้ใหเ้ กษตรกรที่มา
ศึกษาดูงานในพื้นท่ี โดยดำเนินการปลูกพืชไร่หมุนเวยี นตามฤดูกาล เชน่ ขา้ วโพดหวาน ถ่ัวลิสง ถ่ัว
เหลืองฝักสด ถั่วเขียว เป็นต้น สำหรับกิจกรรมพืชสวนได้นำพันธุ์พืชสวนที่ได้จากการคัดเลอื กและ
ปรับปรุงพันธุ์มาปลูกสาธติ ในพื้นที่ศูนย์ศึกษาภพู านฯ ได้แก่ ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ. ๑ เป็นพันธุ์ที่ผ่านการ
คัดเลือก และปรับปรุงบำรุงพันธุ์ มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ผลมีขนาดใหญ่ รสหวานอมเปรี้ยว
เลก็ น้อย เป็นพนั ธ์เุ บา ออกดอกในเดือนธันวาคม และเกบ็ เกย่ี วได้ในเดือนเมษายน ออกดอกติดผลทุก
ปี และจะมผี ลผลิตเพิ่มขนึ้ ตามอายขุ องต้นและขนาดของทรงพ่มุ นับเปน็ ไม้ผลท่มี ศี กั ยภาพชนิดหนง่ึ ใน
พ้ืนทีเ่ ขตน้ี นอกจากน้ียังมมี ะมว่ งแก้วท่ีผ่านการคัดเลือกและปรบั ปรุงพันธุ์ สามารถปลกู ได้ดี เหมาะ
สำหรบั การแปรรูป

๑.๓ กจิ กรรมการเพาะเหด็
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ได้ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดชนิดต่างๆ ให้
สามารถเพาะเห็ดได้ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสนองพระราชดำริของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ รท่ไี ด้พระราชทานแนวทางไว้ โดยได้
นำขอ้ มูลที่ได้ จากงานวจิ ยั มาทำการศกึ ษาพัฒนากบั การเพาะเหด็ ในสภาพแวดล้อมของศูนยศ์ ึกษาการ
พัฒนาฯ โดยศกึ ษาวสั ดุเหลือใช้ทางการเกษตรหลายชนิด เพื่อนำมาเปน็ วัสดเุ พาะเห็ด และปรับปรุง
เทคนิควิธีการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ ทั้งเห็ดเศรษฐกิจ เช่น เห็ดฟาง เห็ดสกุลนางรม เห็ดหอม เห็ด
พื้นเมือง ที่ประชาชนในท้องถน่ิ นยิ มบรโิ ภค เชน่ เห็ดกระด้าง (บด) เหด็ ขอนขาว เหด็ ตีนแรด และเห็ด
สมุนไพร ได้แก่ เห็ดหลินจือ เป็นต้น โดยการทำแปลงตัวอย่างสาธิตให้เกษตรกรได้ศึกษาและเลือก
นำไปใช้ตลอดจนการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาศึกษา ปรับปรุง ใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตเชือ้ เห็ดเพอ่ื
บรกิ ารเกษตรกร

๑๕๙

๑.๔ กจิ กรรมระบบเกษตรผสมผสาน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพติ ร พระราชทานพระราชดำริ
เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๒ ความตอนหนึ่งว่า “...การดำเนินงานแบบไร่นาสวน
ผสมในกิจกรรมระบบการฟาร์มน้ัน จะไดผ้ ลดีมากในเขตทมี่ ีนํ้าชลประทาน ซึง่ ในศูนย์ศึกษาฯ น้ี การ
เพาะปลูกพืชต่างๆ ก็ได้ผลดีพอสมควร ก็จะเป็นส่วนที่น่าสนใจสำหรับแสดงให้ประชาชนท่ัวไปมา
ศึกษาดูงานได.้ ..” และ “…การดำเนินงานในพ้ืนทท่ี ่ีน้าํ ชลประทานสมบูรณ์ดแี ล้วนั้น จะต้องแสดงให้
เกษตรกรเห็นวา่ เมอื่ มีนาํ้ ชลประทานสมบูรณแ์ ล้วเกษตรกรสามารถได้ผลผลติ เพ่ิมมากข้ึน มีรายได้
เพมิ่ มากขึ้น การปลูกพชื เพยี ง ๒ ไร่ ก็จะสามารถได้ผลผลิตเท่ากบั ปลูกพชื จำนวน ๑๐ ไร.่ ..” จึงได้มี
การดำเนินงานเพื่อสนองแนวพระราชดำริสร้างกจิ กรรมศึกษาและพัฒนาระบบเกษตรผสมผสาน ทั้ง
การศกึ ษาทดสอบ และการสาธิตระบบเกษตรผสมผสาน
ระบบเกษตรผสมผสาน เปน็ ระบบการเกษตรท่มี กี ารเพาะปลูกพืชหรอื การเลี้ยงสัตว์ต่างชนิด
อยู่ในพื้นที่เดยี วกนั ภายใต้การเก้ือกลู ประโยชน์ตอ่ กนั และกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัย
หลักการอยูร่ วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดลอ้ มการอยู่ร่วมกันอาจจะอยู่ในรูปความสมั พันธร์
ะหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ก็ได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้
จะต้องมกี ารวางรูปแบบและดำเนินการ โดยใหค้ วามสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับ
สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงานเงินทนุ ที่ดิน ปจั จยั การผลิต และ
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมา
หมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดภายในไร่นาแบบครบวงจร ตัวอย่าง
กิจกรรมดังกล่าว เช่น การเลี้ยงไก่ หรือสุกรบนบ่อปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าวการเลีย้ งผึง้ ในสวน
ผลไม้ เปน็ ต้น แนวคดิ ระบบเกษตรผสมผสานมหี ลกั การพ้ืนฐานทสี่ ำคญั ๒ ประการ คือ
๑) ตอ้ งมีกิจกรรมการเกษตรตง้ั แต่ ๒ กิจกรรมข้นึ ไป
๒) ต้องเกิดการเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมต่างๆ อันจะเอื้อให้เกษตรกรสามารถใช้
ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก เพื่อลดความเส่ียงจากการผลิต ลดการพึ่งพิงเงินทุน ปัจจัยการ
ผลติ และอาหารจากภายนอก นำเอาเศษพืชและมูลสัตว์ซ่ึงเป็นผลพลอยได้จากกจิ กรรมการผลิตไปใช้
ให้เกิดประโยชน์ในไร่นา ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ การดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับระบบเกษตร
ผสมผสานนแี้ บ่งออกเป็น ๒ กล่มุ คือ ทดสอบภายในพน้ื ทบ่ี ริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ และ
ทดสอบในพืน้ ทห่ี มบู่ ้านรอบศนู ย์ฯ โดยในการดำเนินกจิ กรรมระบบเกษตรผสมผสานนมี้ ีระบบข้าวเป็น
พืชหลกั

๑๖๐

๑.๕ กจิ กรรมแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริ
เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๖ ความว่า “…สำหรับพืชพันธุถ์ ั่วที่จะทดลองอาจพฒั นาไปถึงขั้น
เกษตร-อุตสาหกรรม (Agro-Industry) เช่น การดำเนินงานโรงงานวุน้ เส้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะตัง้
ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก หากเป็นขนาดเล็กก็ให้ดำเนินงานในระดับหมู่บ้าน แต่ก็อาจมีปญั หาการ
ควบคุมคุณภาพได้ ดังนั้น จึงอาจจะจำเป็นต้องก่อสร้างขนาดกลางก็ได้...” และพระราชทาน
พระราชดำริ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๗ ความว่า “…โรงงานผลิตวุ้นเสน้ ให้ทำเป็นตัวอย่าง
ขนาดเล็กในหมู่บ้าน โดยรวบรวมราษฎรสกั ๕ - ๖ ครวั เรอื น เพราะถ้าทำเล็กเกนิ ไปกจ็ ะเสยี เวลาและ
ไมค่ ุ้มกนั และไม่ทำใหใ้ หญ่โตเพราะจะทำให้กลายเป็นระบบธุรกจิ การคา้ ไป...”
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไดด้ ำเนินงานเพอ่ื สนองพระราชดำริ
ศึกษาการผลิตวุ้นเส้นจากถั่วเขียว ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ดำเนินการสาธิตการแปรรูปผลิตผลทาง
การเกษตร ทไ่ี ด้จากการวิจัยพัฒนาของกรมวชิ าการเกษตร โดยนำผลผลติ ทางการเกษตรที่ไดจ้ ากพันธ์ุ
พืชที่ปลูกในพื้นท่ีมาสาธติ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางในการสง่ เสริมอาชพี ใหเ้ กษตรกร
และเป็นการสาธิตการถนอมอาหาร เชน่ วุน้ เส้นจากถว่ั พมุ่ ผวิ ดำ วุ้นเส้นจากถว่ั เขยี ว นา้ํ ออ้ ยสดจากน้ํา
ตาลแดง อ้อยงบจากอ้อยคั้นนํ้าพันธุ์สุพรรณบุรี ๕๐ ข้าวเกรียบจากเห็ด ข้าวเกรียบดอกอัญชัน
กระท้อนแช่อิ่ม แหนมเห็ดนางฟ้า เห็ดแดดเดียว ขนมธัญพืชอดั แทง่ ถั่วทอดสมนุ ไพรและนํ้าหมอ่ น
พรอ้ มดม่ื เป็นต้น

๒.ด้านการประมง: กรณีศึกษาศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยราษฎรท่ี
ประสบปัญหาการเสื่อมโทรมของพื้นที่เพาะปลกู และทรัพยากรธรรมชาตชิ ายฝ่ังถูกทำลาย ทำให้ผล
ผลิตด้านการเกษตรและการประมงลดต่าํ ลง จึงมีพระราชดำรทิ ี่จะทำการศึกษาพฒั นาพน้ื ท่ีในเขตที่ดิน
ชายทะเล เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้และการ
อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติด้านต่างๆ อยา่ งเหมาะสม

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี มีพื้นท่ี
ประมาณ ๔,๐๐๐ ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ในปัจจุบันจัดว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดม
สมบูรณแ์ ละสวยงามแหง่ หน่งึ ของจงั หวดั จันทบุรี มชี ายฝั่งโคง้ ยาวไปตามขอบอา่ วเป็นระยะทางถึง ๕
กิโลเมตร จงึ เปน็ แหลง่ เลยี้ งสตั ว์นา้ํ วัยออ่ นแหล่งใหญท่ ่มี ีความสำคญั ตอ่ การประมง โดยศูนย์ศกึ ษาการ

๑๖๑

พัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และสาธิตการ
พฒั นาด้านการประมงและการเพาะเลย้ี งสตั ว์นํ้าชายฝั่ง ควบค่กู ับการทำการเกษตรผสมผสาน รวมทั้ง
พัฒนาด้านการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งให้เกิดความสมดุลตามระบบนิเวศวิทยา
เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและพัฒนาตนเองได้ในระยะยาว หลังจากการปรับปรุง
สภาพแวดล้อมด้านการประมงชายฝั่งและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อให้สัตว์นํ้าได้
เจริญเตบิ โตและเจรญิ พันธ์ุ บรเิ วณน้ีได้กลายไปเป็นแหลง่ อาหารสัตว์นาํ้ ทะเลท่ีสมบูรณ์ ราษฎรรอบ
อา่ วไดร้ บั ประโยชน์จากทรพั ยากรประมงจากอา่ วคุ้งกระเบนเป็นอยา่ งมาก

การเลยี้ งกงุ้ ทะเลรอบอา่ วค้งุ กระเบนเป็นการเลย้ี งกุง้ แบบพฒั นา เป็นการเลี้ยงกุ้งระบบปิดท่ีมี
ระบบการถา่ ยเทนา้ํ เพื่อควบคุมโรค โดยการจัดทำระบบคลองสง่ น้ําเคม็ สง่ นา้ํ ทะเลเขา้ สูพ่ ้ืนที่เลี้ยงกุ้ง
ทะเลรอบอา่ วคงุ้ กระเบนมคี วามยาวตลอดโครงการประมาณ ๘,๘๒๐ เมตร และไหลลงบอ่ เลี้ยงตาม
แนวโน้มถ่วงของโลก คลองบำบัดนา้ํ ท้ิงที่ผ่านการเลย้ี งเพ่ือบำบัดคุณภาพน้ําก่อนระบายลงสู่อ่าวคุ้ง
กระเบนทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลไมเ่ สื่อมโทรม และผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลประสบผลสำเร็จ
ราษฎรรอบอ่าวคุ้งกระเบนมแี หล่งผลิตอาหารโปรตีนประเภทสัตว์ทะเลสำหรับบริโภคเพ่ิมขึ้น ได้รับ
คณุ ค่าทางโภชนาการที่ดขี ึ้น มสี ุขภาพและคุณภาพชวี ิตทด่ี ขี ้ึน เกษตรกรผูเ้ พาะเลี้ยงกุ้งทะเลมีรายได้
เพิ่มข้ึน โครงการช่วยลดความขัดแย้งของชาวประมงชายฝ่ังกับชาวประมงราษฎรมีความรู้ด้านการ
อนุรักษท์ รพั ยากร การจดั การทรัพยากรอย่างถูกวิธี และการเพาะเลยี้ งสัตวน์ ้าํ มีสำนกึ รกั และหวงแหน
ทรัพยากรประมง และรจู้ กั ใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างย่งั ยืน ช่วยคงความหลากหลายของ
ทรพั ยากรประมงทะเลของไทย และช่วยให้ระบบนิเวศทะเลไทยมีความสมดุล ย่ังยืน ประเทศชาติมี
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นประเทศหนึ่งทเี่ ปน็ ผู้นำในการสง่ ออกสินคา้ สตั ว์น้ํา

กรมประมงเป็นหน่วยงานหลกั ในการประสานงานในพื้นทีเ่ พื่อเพิ่มผลผลติ พันธุ์สัตว์นํ้าใน
แหล่งนาํ้ ธรรมชาติ สง่ เสริมและสาธิตการเล้ียงกุ้งทะเล ศกึ ษาผลกระทบของส่ิงแวดล้อม ค้นคว้าทาง
วชิ าการและเทคโนโลยี การเพาะเล้ียงสัตว์นํ้า และเพอื่ อบรมและถา่ ยทอดความรู้ด้านอาชีพประมง
ให้แก่เกษตรกร นักเรียน และนักศึกษา ปัจจุบันมีหมู่บา้ นรอบศูนย์ฯ จำนวน ๓๓ หมู่บ้าน หมู่บ้าน
เหลา่ นี้เป็นตวั อยา่ งใหแ้ ก่เกษตรกรในการพฒั นาอาชพี และเพิม่ ผลผลติ ในพน้ื ท่ขี องตนเอง

๓.ด้านดิน: กรณีศึกษาศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูท่ีดนิ เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ

ศนู ย์ศึกษาวธิ กี ารฟืน้ ฟทู ี่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงมุ้ อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ เป็นหน่ึงในศูนย์
สาขาของศนู ย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวัดเพชรบุรี พ้ืนที่โครงการ
เร่ิมแรกมปี ัญหาความเสื่อมโทรมของท่ีดินท่ีเกิดจากปา่ ไม้ถูกตัดทำลาย แห้งแลง้ ทำให้ขาดแคลนน้ํา
พนื้ ท่ีบางสว่ นเปน็ บ่อลูกรังเก่าจึงทำให้สภาพหนา้ ดินเป็นหลุมเป็นบ่อและเกิดการชะลา้ งพังทลายของ

๑๖๒

ดินสงู ประกอบกบั เป็นดนิ ต้ืน ซง่ึ มีอิทธพิ ลตอ่ การเก็บรักษาความช้ืน การไหลบ่าของน้าํ สูง ช้นั ล่างพบ
ชั้นดานแขง็ แน่นทึบซึง่ ยากต่อการไถพรวนและการชอนไชของรากพชื นา้ํ ซมึ ผ่านยาก เนื้อดินเป็นดิน
ร่วนปนทราย ปนกรวดหนิ ทำให้ความสามารถในการอ้มุ นํ้าและความอุดมสมบรู ณ์ของดินต่ํา จึงเป็น
ข้อจำกดั ในการเจริญเติบโตและการสรา้ งผลผลิตของพชื การดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริท่ีผ่าน
มา ไดท้ ำการศกึ ษา ทดลอง หาวธิ กี ารปรับปรงุ ดินเสือ่ มโทรม ปรับปรงุ ปัญหาดินลูกรัง และจัดระดับ
ให้เหมาะสม เพื่อให้มีนํ้าใช้ โดยได้จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและนํ้า เริ่มแรกได้สร้างคันดิน ซึ่งเป็ น
สิ่งก่อสร้างขวาง ความลาดเทของพื้นที่ โดยจะแบง่ พื้นที่ออกเป็นช่วงๆ เพื่อกักเกบ็ นํ้าทีไ่ หลบ่าหรอื
เบนนาํ้ ทไี่ หลบา่ เพื่อเพิม่ ความชุ่มชืน้ แก่ดินและปอ้ งกันการชะล้างพังทลายของดิน การศึกษาการใช้
ประโยชนห์ ญา้ แฝกรูปแบบต่างๆ ศกึ ษาวธิ ีการปรบั ปรุงบำรงุ ดิน โดยมีแปลงสาธิตและจดุ เรียนรู้ต่างๆ
เช่น แปลงสาธิต การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ แปลงสาธิตเกษตรอินทรยี ์ แปลงสาธติ การปลูกไม้ผลใน
พื้นที่อับฝน แปลงสาธิตการปลูกพชื ปุ๋ยสด แปลงรวบรวมสายพันธุ์หญ้าแฝก ๒๘ สายพันธุ์ แปลง
ต้นแบบระบบปลกู พืชแบบผสมผสาน จดุ เรยี นรู้การทำปยุ๋ อนิ ทรีย์ชนิดตา่ งๆ จดุ เรียนรคู้ วามลับของดิน
และไดข้ ยายผลสเู่ กษตรกรในหมู่บ้านรอบโครงการ ๑๒ หมู่บ้าน ครอบคลมุ พน้ื ที่ ๖๐,๐๐๐ กว่าไร่

ศูนยศ์ ึกษาวธิ กี ารฟื้นฟูท่ีดินเส่อื มโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฟ้ืนฟูท่ีดินเส่ือม
โทรมโดยวิธกี ารเสรมิ สร้างแหล่งนาํ้ ใหอ้ ย่ใู นสภาพปกติ ปรับปรุงบ่อดนิ แกไ้ ขดนิ ลกู รัง เพื่อใหส้ ามารถ
ใช้ประโยชนไ์ ด้ รวมทัง้ อนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตใิ นลักษณะป่าปลกู โดยไม่ต้องปลกู ทำให้เกิดความ
อดุ มสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ได้กอ่ ให้เกิดประโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี

๑) เกษตรกรทอ่ี ยู่ในบริเวณใกล้เคยี งพื้นท่ีศูนย์ฯและประชาชนท่ัวไปได้เข้ามาเรียนรู้วิธีการ
จัดการดินแนวทางการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม และแนวปฏิบัติในการป้องกันการทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ

๒) เปน็ การสร้างทศั นคติ และสำนกึ ความรบั ผดิ ชอบท่ีดใี หแ้ ก่ประชาชนในท้องถนิ่ ใหม้ คี วาม
หวงแหนและช่วยกนั ดแู ลรักษาทรพั ยากรดิน นํา้ และปา่ ทำใหร้ ัฐสามารถลดงบประมาณในการแก้ไข
ปญั หาทรพั ยากรดนิ น้าํ และปา่ ไม้

๓) ทรัพยากรดิน นาํ้ ป่าไม้ และพชื พรรณธรรมชาติได้รับการฟ้ืนฟแู ละพัฒนา มีพ้ืนที่ป่าไม้
และพืน้ ทเี่ กษตรกรรมเพิ่มมากขนึ้ มแี หล่งผลติ อาหารของประชากรเพม่ิ ขึ้น

๔.ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
“ทฤษฎีใหม่” อันเกิดจากพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร มหี ลกั สำคัญงา่ ยๆ ไม่สลับซบั ซอ้ น สรปุ ไดว้ ่า พ้ืนที่ถือ
ครองโดยถัวเฉล่ยี ของเกษตรกรไทยอนมุ านวา่ จะมเี นื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ แบง่ พื้นทีต่ ามทฤษฎีใหม่จะ

๑๖๓

เปน็ นาขา้ ว ๕ ไร่ พชื ไร่ พชื สวน ๕ ไร่ ที่อย่อู าศัยและอ่นื ๆ ๒ ไร่ สระนา้ํ ๓ ไร่ (ลึกประมาณ ๔ เมตร)
จุนํา้ ไดป้ ระมาณ ๑๙,๐๐๐ ลกู บาศก์เมตร หรอื สตู ร ๓๐ – ๓๐ – ๓๐ – ๑๐ กลา่ วคอื

พ้นื ทส่ี ว่ นท่หี นึ่ง ประมาณ ๓๐% ใหข้ ุดสระเก็บกกั น้ำ เพ่ือใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและ ใช้
เสรมิ การปลูกพืชในฤดแู ล้ง ตลอดจนการเลยี้ งสัตว์นำ้ และพชื นำ้ ตา่ ง ๆ สามารถเลยี้ งปลา ปลูกพืชน้ำ
เชน่ ผักบุ้ง ผักกะเฉด เป็นตน้

พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ทำนา ให้ปลูกข้าวในฤดฝู น เพื่อใช้เปน็ อาหารประจำวนั
สำหรับครอบครวั ใหเ้ พยี งพอตลอดปี เพื่อตัดคา่ ใช้จา่ ยและสามารถพงึ่ ตนเองได้

พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกพืชไร่ พืชสวน ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืช
สมุนไพร เป็นต้น เพอ่ื ใช้เป็นอาหารประจำวนั หากเหลือบรโิ ภคกน็ ำไปจำหนา่ ย

พืน้ ท่สี ว่ นทส่ี ่ี ประมาณ ๑๐% เป็นท่ีอย่อู าศัย เล้ยี งสัตวแ์ ละโรงเรือนอ่ืน ๆ เช่น พืชผักสวน
ครัวหลงั บา้ น ไมด้ อกไมป้ ระดับ ถนน คนั ดิน กองฟาง ลานตาก กองปยุ๋ หมกั โรงเรือน โรงเพาะเห็ด
คอกสัตว์ เปน็ ตน้

อย่างไรกต็ าม อตั ราส่วนดังกล่าวเป็นสตู รหรือหลักการโดยประมาณเทา่ นน้ั สามารถปรับปรุง
เปลีย่ นแปลงไดต้ ามความเหมาะสมโดยขึน้ อยู่กับสภาพของพ้นื ที่ ดิน ปรมิ าณนำ้ ฝนและสภาพแวดล้อม
ในแตล่ ะพ้นื ท่ี เช่น ในกรณีภาคใต้ท่ีมฝี นตกชุกกว่าภาคอื่น หรอื หากพน้ื ทท่ี ่มี ีแหล่งน้ำมาเติมสระได้
ตอ่ เน่ือง ก็อาจลดขนาดของบ่อหรือสระนำ้ ให้เลก็ ลง เพ่ือเกบ็ พ้นื ที่ไว้ใช้ประโยชน์อ่นื ต่อไปได้

ทฤษฎีในการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนนํ้าเพื่อเกษตรกรรม โดย
ดำเนินการตามแนว “ทฤษฎใี หม่” อนั เป็นการใช้ประโยชน์ จากพน้ื ทีซ่ ่ึงมอี ยจู่ ำกัดให้เกิดประโยชน์
สูงสดุ ขณะเดียวกันก็มนี ้ําไวใ้ ช้ตลอดปี เปน็ ประโยชนท์ ัง้ ด้านเศรษฐกิจ สงั คม และการพัฒนาคุณภาพ
สิง่ แวดล้อมโดยท่ัวไปดว้ ย ทั้งน้ี ศูนยศ์ กึ ษาการพัฒนาอันเน่อื งมาจากพระราชดำรแิ ต่ละแห่งได้จัดทำ
แปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ไว้เป็นศูนย์ความรู้ให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรยี นรู้และนำไปใช้
ประโยชน์ในการประกอบอาชพี เกษตรกรรมในพนื้ ที่ของตนเอง

โครงการอนั เน่อื งมาจากพระราชดำริด้านการสง่ เสริมอาชพี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงสนพระราชหฤทัย
และทรงห่วงใยต่อการพัฒนาชนบทและอาชพี ของเกษตรกร มีพระราชดำรวิ ่าเกษตรกรไม่ควรพึ่งพา
พชื เกษตรแตเ่ พยี งอย่างเดียว เพราะจะเกิดความเสยี หายงา่ ย เน่ืองจากความแปรปรวนของตลาดและ
ความไม่แน่นอนของธรรมชาติ เกษตรกรควรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงสตั ว์ ทำประมง และการ
พัฒนาอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน ได้พระราชทานโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ
หลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมุง่ พัฒนาให้ประชาชนสามารถพงึ่ ตนเองได้ โดยมีพระราชดำรัสให้ใช้

๑๖๔

“วิธกี ารสหกรณ์” เข้าไปเปน็ สว่ นหนง่ึ ในการขับเคล่อื นงานในหลายโครงการ เพ่อื ให้เกิดการรวมกลุ่ม
ของประชาชนบนพื้นฐานแห่งการช่วยตนเอง และช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน โครงการที่มีความสำคญั
และโดดเด่นมี ๓ โครงการ (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติของสภานิติบัญญัติแห่งชาต:ิ
๒๕๖๐, ๑๔๙-๑๖๓) ได้แก่

๑.สหกรณก์ ารเกษตร : กรณศี ึกษาสหกรณ์การเกษตรหบุ กะพง จำกัด
การดำเนนิ กิจการของสหกรณใ์ นภาพรวมประสบความสำเร็จ สหกรณ์ช่วยใหส้ มาชิกสหกรณ์
มีรายได้เพิ่มขึ้น มีทุนสำหรับการประกอบอาชีพ สมาชิกร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาในชุมชน
นำไปสกู่ ารมีคณุ ภาพชวี ิตทด่ี ีขึ้นตามหลกั การและวธิ ีการสหกรณ์
ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร เสด็จฯ
แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวงั ไกลกังวล อำเภอหัวหิน จงั หวัดประจวบคีรขี ันธ์ เสด็จฯไป
ทรงเย่ียมเยียนและดูแลทกุ ข์สขุ ของราษฎรตามทอ้ งทเ่ี ขตจังหวัดใกล้เคียง ได้ทรงทราบถึงความเดือด
รอ้ นของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ ซึง่ ขาดแคลนทุนทรพั ย์ท่ีจะนำไปประกอบอาชีพ จึงทรงรับ
เกษตรกรเหลา่ นั้นไวใ้ นพระบรมราชูปถัมภ์ ตอ่ มาความทราบฝา่ ละอองพระบาทว่า เกษตรกรเหล่าน้ีไม่
มที ี่ดนิ ทำกินเป็นของตนเอง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ ฯพณฯ องคมนตรี ม.ล.เดช สนิทวงศ์
ซ่งึ ขณะนน้ั ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปจัดหา
พ้นื ท่ใี นเขตจงั หวัดเพชรบรุ ี และจงั หวดั ประจวบครี ีขนั ธ์ นำมาจัดสรรใหแ้ ก่เกษตรกรเหล่าน้นั
ขณะนนั้ รฐั บาลอิสราเอล โดย ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอสิ ราเอลประจำประเทศไทย ไดเ้ สนอ
ทีจ่ ะให้ความชว่ ยเหลือแกป่ ระเทศไทยในด้านการพัฒนาการเกษตรโดยสง่ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาให้
คำแนะนำรฐั บาลไทยสมยั นั้นจงึ ได้ทำสัญญาความรว่ มมือกบั รัฐบาลอิสราเอล จัดทำ “โครงการไทย-
อิสราเอลเพื่อพัฒนาชนบท (หุบกะพง)” และได้เลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง อำเภอชะอำ จั งหวัด
เพชรบุรี เป็นที่ต้ังของศูนย์สาธติ และทดลองการเกษตรของโครงการ ที่ดินบริเวณนี้เป็นปา่ คุ้มครอง
ของกรมปา่ ไม้ มรี าษฎรเขา้ ไปจับจองอยู่บ้างแต่การทำมาหากินไม่ได้ผลดีเทา่ ที่ควร เน่ืองจากสภาพ
ที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินเลว ขาดแคลนนํ้าการทำไร่จึง เป็นลักษณะไรเ่ ลื่อนลอย พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นทีป่ ระมาณ ๑๐ ,๐๐๐ ไร่
ออกจากป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ ภายหลังพระองค์ทรงจับจองพื้นที่ดังกล่าวเยี่ยงสามัญชน โดย
ปฏิบตั ิตามขัน้ ตอนของกฎหมายป่าไมแ้ ละกฎหมายทดี่ ินทุกประการ จากนั้นมีพระราชดำริให้ส่วนงาน
ที่เกี่ยวข้องพัฒนาพื้นทีใ่ ห้ดีขึ้น แล้วจัดที่ดินให้กบั เกษตรกรที่ได้รับความเดอื ดร้อนในเรื่องที่ทำกนิ
(กลมุ่ ชาวสวนผักชะอำ) เขา้ อย่อู าศยั และทำประโยชน์ โดยรวมกนั เป็นชมุ ชนหมบู่ า้ น พร้อมทงั้ ให้ความ
ช่วยเหลือและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการชุมชน ตลอดจนให้
การศึกษาอบรมเกี่ยวกับหลักการและวิธีการของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกของหมู่บ้านมีความเข้าใจดี

๑๖๕

พอแล้วจึงทรงพระกรุณาให้เข้าชื่อกัน เพื่อขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร ชื่อว่า
“สหกรณก์ ารเกษตรหุบกะพง จำกดั ”

เมอ่ื วันที่ ๑๒ สงิ หาคม พ.ศ.๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรม
นาถบพติ ร ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ พระราชทานทะเบยี นสหกรณใ์ หผ้ ู้แทนสหกรณก์ ารเกษตรหุบ
กะพง จำกดั พร้อมกับพระราชทานโฉนดทีด่ ินบริเวณหบุ กะพง จำนวน ๓ ฉบบั รวมพน้ื ท๑่ี ๒,๐๗๙ ไร่
๑ งาน ๘๒ ตารางวา ให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์และสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็น
ผูร้ บั ผดิ ชอบจัดสรรทดี่ ินใหก้ บั เกษตรกร ต้ังแตบ่ ัดน้ันเป็นตน้ มา

๒. สหกรณโ์ คนม : กรณีศึกษาสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกดั
ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมประชุม
ปรึกษาหารือกบั เกษตรกรช้ันนำที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เร่ืองการผสมเทียม
โคกรมปศสุ ัตว์จงึ เปิดสถานผี สมเทยี มข้ึน ณ ตำบลหนองโพ ตอ่ มาในปีพ.ศ.๒๕๑๑ รฐั บาลได้สนับสนุน
การเล้ยี งโคนมเกษตรกรในเขตจังหวัดราชบุรแี ละจงั หวัดนครปฐม เลยี้ งโคนมเพม่ิ ขน้ึ เป็นจำนวนมาก
ทำให้เร่ิมเกิดปัญหาการหาสถานที่จำหน่ายนํา้ นมดบิ กลุ่มเกษตรกรผู้เล้ียงโคนมได้ทำหนังสือกราบ
บังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เมือ่ ปี พ.ศ.๒๕๑๒ เพื่อขอ
พระราชทานความชว่ ยเหลือแก้ไขปญั หาความเดือดรอ้ น ในช่วงนน้ั เป็นช่วงเวลาเดยี วกบั ท่ไี ด้ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกล้าฯใหส้ ร้างโรงงานผลิตนมผงขึ้นภายในบรเิ วณสวนจิตรลดา พระราชวงั ดุสติ ในภายใน
บรเิ วณสวนจิตรลดา พระราชวงั ดุสิต
ต่อมาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งศูนย์รวมนมหนองโพขึ้น โดยได้รับการ
สนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลส่วนหนึ่งและทุนของกลุ่มเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งเป็นทุนในการ
ก่อสร้างอาคารศนู ย์รวมน้ำนมเกษตรกรได้เขา้ ชื่อกันจดทะเบยี นเป็นสหกรณ์ ในวันที่ ๑๕ เมษายน
พ.ศ.๒๕๑๔ โดยใช้ชอื่ ว่า “สหกรณโ์ คนมราชบุรี จำกัด” เป็นสหกรณป์ ระเภทบรกิ าร
โรงงานผลิตนมผงไดส้ ร้างเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๕ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็น
ประธานในพธิ ีเปิด เม่ือวนั ท่ี ๙ มนี าคม พ.ศ.๒๕๑๕ และไดพ้ ระราชทานช่ือว่า “โรงนมผงหนองโพ”
บริหารงานในรูปบริษทั จำกัดโดยใช้ชื่อ “บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด” พระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงถอื หุ้นใหญข่ องบรษิ ัทและพระราชทานเงื่อนไขไว้
ว่า บรรดาเงนิ กำไรสุทธิทคี่ ณะกรรมการบริษทั หาได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น ไมม่ ีการแบ่งกำไร
ให้แก่ผถู้ ือหุน้ แต่ให้บริษัทนำกำไรสุทธิสว่ นหน่ึงเข้ากองทุนสะสมเพอื่ ประโยชน์แกก่ ารศึกษาของบุตร
ธิดาสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ส่งนํ้านมดิบให้แก่โรงงาน เมื่องานของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี
จำกัด เจริญก้าวหน้าตามวัตถุประสงค์ สมาชิกของสหกรณ์ต่างมีความเข้าใจในอุดมการณ์ หลัก

๑๖๖

สหกรณ์และวิธีการสหกรณ์ได้ดี เมื่อการดำเนินกิจการมีหลักฐานมั่นคงแล้ว พระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้โอนทรพั ย์สินทั้งหมด
ของบริษทั ผลติ ภัณฑ์นมหนองโพ จำกดั พร้อมด้วยโรงงานผลิตนมผงใหเ้ ป็นกรรมสิทธ์ขิ องสหกรณ์โค
นมหนองโพราชบรุ ี จำกัด ตง้ั แตว่ ันท่ี ๑๖ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นต้นมา และทรงรบั ไว้อยใู่ นพระบรม
ราชปู ถมั ภ์

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ได้ดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า ๔๕ ปี ตลอด
ระยะเวลาทผี่ ่านมาสหกรณฯ์ ได้ดำเนินกิจการตามแนวพระราชดำรขิ องพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร สามารถผลติ ผลติ ภณั ฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และผลิตภณั ฑ์นม UHT
จำหน่ายไปไดท้ ว่ั ประเทศ โดยมกี ำลังการผลติ เพียงพอที่จะรองรับปริมาณนา้ํ นมดบิ ท่ีเกษตรกรผู้เล้ียง
โคนมในเขตตำบลหนองโพและใกล้เคียงผลิตได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีความเดือดร้อนในเรื่องสถานท่ี
จำหนา่ ยน้ํานมดิบ อกี ทงั้ การดำเนินงานในรปู สหกรณ์เอ้ือให้ผลประโยชนส์ ่วนใหญ่ตกอยู่กับสมาชิก
นับได้ว่าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความ
เดอื ดรอ้ นของเกษตรกรผ้เู ลย้ี งโคนมไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ

๓.ธนาคารโค–กระบือ
การเลีย้ งสตั ว์เป็นอาชพี ท่ีสำคัญของเกษตรกรปัญหาการพัฒนาปศุสัตวใ์ นประเทศไทยมีอยู่
หลายประการ ปัญหาหนึ่งก็คือการขาดแคลนพันธุ์สัตว์ที่ดีโดยเฉพาะพันธุ์โคและกระบือซึ่งมี
ความสำคัญตอ่ เกษตรกรในชนบทอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพติ ร ทรงเลง็ เห็นปัญหาน้ี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯให้จัดตง้ั ธนาคารโค – กระบือข้ึน เพอื่
รวบรวมพนั ธ์ุโค – กระบอื ใหผ้ ลติ ลูกและขยายพนั ธ์ทุ ี่มคี ุณภาพดี สำหรับให้เกษตรกรใชง้ านต่อไป ใน
การบริหารจัดการโครงการได้สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำกบั ดูแลสัตว์ของธนาคารโค –
กระบอื เพ่ือสร้างความเข้มแขง็ ให้กับชมุ ชน
พระบรมราโชวาททพ่ี ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรง
พระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทัว่ ประเทศ เม่อื วันพชื มงคล วันที่ ๑๔
พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๓ ความว่า “...ธนาคารโคและกระบือ กค็ อื การรวบรวมโคและกระบือ โดยมี
บัญชีควบคมุ ดแู ล รักษา แจกจา่ ยให้ยืม เพอื่ ใชป้ ระโยชน์ในการเกษตร และเพ่ิมปริมาณโคและกระบอื
ตามหลกั การของธนาคาร ธนาคารโคและกระบือเป็นเร่อื งใหมข่ องโลกทีม่ ีความจำเป็นเกิดข้ึน เพราะ
ปจั จบุ นั มคี วามคิดแตจ่ ะใชเ้ ครื่องกลไกเป็นเคร่ืองทุ่นแรงในกิจการเกษตร แตเ่ มื่อราคานาํ้ มันเชื้อเพลิง
แพงขนึ้ ความกา้ วหนา้ ในการใช้เครื่องกลไกเสียไป จำเป็นต้องหันมาพึง่ แรงงานจากสัตว์ที่เคยใช้อยู่
ก่อน เมื่อหันกลับมา ก็ปรากฏว่ามีปญั หามากเพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโคและกระบือมาเลีย้ งเพือ่ ใช้
แรงงาน...” และ “...การตั้งธนาคารโคและกระบือก็มใิ ช่วา่ ตั้งโรงข้ึนมาเก็บโคหรือกระบือ เพียงแต่มี

๑๖๗

ศูนย์กลางขึ้นมา เช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์เป็นศูนยร์ วม ใครจะสมทบธนาคารโคและกระบือก็ไม่
จำเป็นต้องนำโคหรือกระบอื ไปมอบให้อาจบริจาคในรูปของเงนิ ...”

โครงการธนาคารโค – กระบอื เพอ่ื เกษตรกร ตามพระราชดำริ ดำเนนิ งานต่อเนื่องมานานถึง
๓๗ ปี ในพ้ืนทท่ี กุ จังหวดั ของประเทศไทย ผลของการดำเนินงานเกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรที่
ยากจนมากกวา่ ๒๐๐,๐๐๐ ราย ไดช้ ่วยเหลอื ใหเ้ กษตรกรมีโค – กระบอื เปน็ ของตนเอง เพิม่ ผลผลิต
ลกู โค - กระบือ ได้มลู สตั ว์เปน็ ปยุ๋ บำรุงดนิ ช่วยฟ้นื ฟูความอุดมสมบรู ณ์ของผืนดนิ เพ่ิมสารอนิ ทรยี ์ทาง
ธรรมชาติ ทำใหก้ ารเพาะปลูกพืชได้ผลดีย่ิงข้ึนเป็นการเพิ่มรายได้ ช่วยอนรุ ักษ์ และเพิม่ จำนวนโค –
กระบือในประเทศไทย การใชแ้ รงงานสัตว์เป็นการลดการใช้นํา้ มันเช้ือเพลิง ลดรายจ่าย ช่วยอนุรักษ์
วัฒนธรรมไทย และรักษาวถิ ชี วี ิตสังคมชุมชนชนบททเ่ี อื้อเฟื้อเผื่อแผเ่ ก้ือกูลกันให้คงอยู่ในสังคมไทย
นอกจากน้ัน ยงั เป็นโครงการท่ีประชาชนจำนวนมากสามารถมีส่วนร่วมโดยการรว่ มบริจาคสมทบ ท้ัง
โดยการบรจิ าคโค - กระบอื หรอื บรจิ าคทรัพย์ ทำใหเ้ กิดความสขุ ใจทไี่ ดท้ ำบุญกุศลไถช่ วี ิตโค-กระบือ
ซึ่งนับว่าเป็นสัตว์ที่มีคณุ ต่อแผ่นดิน ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน และที่สำคญั คอื เป็นโครงการที่
ก่อใหเ้ กดิ ความจงรกั ภักดตี ่อสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ เกษตรกรทไี่ ดร้ บั บริการจากธนาคารโค - กระบือ
ต่างสำนกึ ในพระมหากรุณาธคิ ุณ และถอื เปน็ มงคลของชีวิต

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรดิ า้ นสาธารณสุข

โครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำรดิ ้านสาธารณสุขทสี่ ะท้อนใหเ้ ห็นถึงสายพระเนตรอันยาว
ไกลในการแกป้ ัญหาของพสกนิกรชาวไทยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพิตรมีมากมายหลายโครงการ โครงการที่มีความสำคัญและโดดเด่นมี ๕ โครงการ
(คณะกรรมการโครงการเฉลมิ พระเกียรติของสภานติ บิ ญั ญัติแหง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๑๖๘-๑๗๕) ไดแ้ ก่

๑. โครงการแพทย์หลวงเคล่อื นทพี่ ระราชทาน
ในช่วงต้นในปี พ.ศ.๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงที่ตามเสด็จแปรพระราชฐานไปต่างจงั หวัด ตรวจ
รกั ษาผปู้ ว่ ย ณ จุดตรวจ แบง่ ตามลักษณะงาน ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ก็ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ใหแ้ พทยห์ ลวงตามเสดจ็ ไปเพอ่ื ตรวจรกั ษาราษฎร ในทอ้ งถ่ินทรุ กันดาร เมอ่ื แพทยเ์ ห็นว่าจำเป็นก็ให้
ดำเนนิ การจัดสง่ ผู้ป่วย ไปยงั โรงพยาบาลในจังหวดั ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย
เดช บรมนาถบพิตร เสดจ็ ฯ แปรพระราชฐานประทับแรม สำหรับ ในทอ้ งถ่ินต่างๆ ท่หี ่างไกลตัวเมือง
มากและเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล

๑๖๘

เครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนยารักษาโรค ออกตรวจรักษาราษฎรในพื้นที่นั้นๆ ด้วย อาทิ จังหวัด
เพชรบรุ ี ราชบุรี และประจวบครี ขี ันธ์

ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มี
พระราชดำรใิ หจ้ ัดต้งั โครงการแพทย์หลวงเคลือ่ นทพี่ ระราชทานข้ึนอยา่ งเป็นทางการ ตามทีห่ ม่อมเจ้า
ภีศเดช รชั นี ได้กราบบังคมทูลวา่ สมควรจัดใหม้ แี พทยอ์ อกไปตรวจรักษาราษฎรภาคเหนือที่อยู่ในเขต
ที่มีผู้ก่อการร้ายคุกคาม หรือเรียกว่าพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่สีชมพู ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานช่ือว่า “หน่วยแพทย์พระราชทาน” มนี ายแพทยด์ นัย สนิทวงศฯ์ เป็นแพทยค์ นแรกทีอ่ อก
ปฏิบตั หิ นา้ ที่ เร่มิ ตน้ ทจี่ งั หวัดเชียงราย ซ่งึ มีภมู ปิ ระเทศทุรกันดารและอันตราย คณะแพทย์หลวงจึง
ต้องเดินทาง โดยเฮลิคอปเตอร์ นับจากนั้นมาหน่วยแพทย์พระราชทานได้ขยายงานออกไปอย่าง
กว้างขวาง มีการต้งั หนว่ ยปฏิบัติงานหน้าพระตำหนักท่เี สด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมแทบ
ทกุ แห่ง และยงั ไปตั้งหน่วย ณ จุดทจ่ี ะเสดจ็ ฯ ไปทรงเยีย่ มราษฎรด้วย มีแพทยจ์ ากโรงพยาบาลต่างๆ
ท้ังในกรุงเทพมหานครและต่างจงั หวัดอาสาออกปฏิบัตงิ านหมนุ เวยี นเพมิ่ ข้ึนเรื่อยๆ

๒. โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์
สืบเนื่องมาจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ประจำพระองค์ตามเสด็จตรวจและ
รักษาคนไข้ ตั้งแต่ วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นต้นมา จึงมีพระราชดำริให้มีการอบรมหมอ
หมอหมบู่ า้ น เพ่อื ช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรท่ีอย่ใู นพ้ืนทหี่ ่างไกลและไม่สามารถ
เข้าถึงระบบการแพทยแ์ ละการสาธารณสุขได้ โดยเฉพาะราษฎรส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจนและขาด
ความรใู้ นการดแู ลรักษาตนเอง การอบรมหมอหมู่บ้านจะช่วยให้ราษฎรมีความรู้เกีย่ วกับการป้องกัน
โรค รู้จักวิธีรักษาพยาบาลแบบปัจจุบันและรู้จักวิธีติดต่อกับหน่วยราชการ ในกรณีที่เกินขีด
ความสามารถทีจ่ ะดูแลรักษาตนเองไดอ้ ันเป็นการชว่ ยแก้ปัญหาในระยะยาว อีกท้งั ความเจ็บป่วยของ
ราษฎรส่วนมากเกดิ จากการไม่ได้รับการรักษาพยาบาลท่ีถูกตอ้ ง และไม่มสี ถานพยาบาลอยใู่ กล้ จึงมี
พระราชดำริจดั ตั้งโครงการอบรมหมอหมบู่ า้ นในพระราชประสงค์ โดยคดั เลอื กคนในหมู่บ้านมารับการ
ฝกึ อบรมการรักษาพยาบาลเบอ้ื งตน้ และการรกั ษาโรคอยา่ งงา่ ย เพื่อช่วยเหลอื เพ่ือนร่วมหม่บู ้านได้ ใน
ปี พ.ศ.๒๕๑๗ หมอหมูบ่ ้านไดเ้ รม่ิ ปฏิบัติหน้าท่ีบรรเทาความเจบ็ ปว่ ยของราษฎรที่นิคมสร้างตนเอง
พัฒนาภาคใต้ อำเภอแวง้ จงั หวัดนราธิวาส

๓. โครงการหนว่ ยแพทยเ์ คลอื่ นที่ทางน้าํ พระราชทาน (เรอื เวชพาหน)์
โครงการหนว่ ยแพทยเ์ คล่อื นทีท่ างนํ้าพระราชทาน (เรือเวชพาหน)์ เปน็ โครงการที่อยู่ในความ
ดูแลของสภากาชาดไทย ทม่ี าของโครงการน้สี บื เนือ่ งมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชปรารภวา่ ราษฎรที่ตั้งบ้านเรอื นอยู่ตามลำแมน่ ํ้าในหลายตำบล

๑๖๙

ตั้งอย่โู ดดเดี่ยว ยงั ไมม่ ี ทางหลวงเชือ่ มตอ่ จงั หวดั แม้ว่าจะมีการคมนาคมติดต่อกับจังหวัดทางน้ำได้ ก็
หา่ งไกลโรงพยาบาล ประจำจังหวดั มาก ถา้ เจ็บปว่ ยก็ต้องรกั ษาพยาบาลแบบแผนโบราณ ซึ่งบางโรค
ไม่ค่อยไดผ้ ล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหบ้ รษิ ทั อ่เู รือ กรงุ เทพฯ จำกัด ตอ่ เรอื ยนต์ขึ้นด้วยพระ
ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อพระราชทานให้สภากาชาดไทย ใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่รักษาพยาบาล
ประชาชนตามลำนํ้าต่างๆ โดยพระราชทานชื่อว่า “เวชพาหน์” (อ่านว่า เวด-ชะ-พา) และได้เสด็จฯ
ไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเรอื ในวนั ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๘ ณ ท่าวาสกุ รี กรงุ เทพมหานคร
เม่อื พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจิมเรือและพระราชทาน
ให้แลว้ เรอื เวชพาหน์ก็ออกปฏิบัติงานทันทีทจ่ี ังหวดั นนทบุรี เรือเวชพาหน์ปฏิบัติงานใน ๑๙ จังหวัด
ได้แก่ นนทบรุ ี สุพรรณบรุ ี นครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร สมทุ รสาคร ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา
ปราจีนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี กาญจนบุรี ลพบุรี อ่างทอง ราชบุรี ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม
อทุ ัยธานี และสมุทรปราการ เรอื เวชพาหนน์ ับเป็นเรือบรรเทาทุกข์และรักษาพยาบาลทางนํ้าลำแรก
และลำเดยี วในโลกทยี่ งั คงใหบ้ รกิ ารประชาชนอยู่จนถึงทุกวันน้ี

๔. โครงการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและช่วยคลอดฉุกเฉิน โครงการพระราชดำริ
สำหรับตำรวจจราจร

โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ เมื่อรองสมุหราชองครักษ์ กรมราช
องครักษ์สวนจติ รลดา พระราชวังดสุ ิต ได้มาแจ้งตอ่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลว่า พระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรง
พระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์สว่ นพระองค์ พระองค์ละ ๔ ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิน้ ๘
ล้านบาท ให้จัดซื้อรถจักรยานยนต์เพ่ือใชเ้ ป็นหน่วยเคลื่อนทีเ่ ร็วทำหน้าท่ีสายตรวจจราจร ซื้อวิทยุ
ส่ือสาร เป็นค่าเบ้ียเล้ยี งตำรวจ และค่าใชจ้ า่ ยอ่นื ๆ ท่จี ำเป็น อธบิ ดกี รมตำรวจและผ้บู ัญชาการตำรวจ
นครบาลได้สนองพระราชดำริในทันที ในการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ กรมตำรวจพบว่าผ้ทู ่ี
ต้องการความชว่ ยเหลอื อยา่ งเร่งด่วน ได้แก่ ผู้บาดเจ็บ และหญิงใกล้คลอดทีต่ ้องนำส่งโรงพยาบาล
ตำรวจต้องช่วยอำนวยความสะดวกและชว่ ยทำคลอดฉุกเฉินดว้ ย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจงึ
จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมใหเ้ กิดทักษะ ความรู้ ความชำนาญเกย่ี วกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
และการช่วยทำคลอดฉุกเฉิน จึงเป็นที่มาของโครงการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและช่วยคลอด
ฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทท่ี ำหนา้ ทีเ่ ป็นหน่วยเคลอ่ื นทีเ่ รว็ สายตรวจจราจร

๕. โครงการจดั ต้ังสถาบนั ราชประชาสมาสยั
เมื่อคร้ังท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร เสด็จฯ ไปทรง
เยย่ี มราษฎร ทีจ่ ังหวัดนราธวิ าส เจ้าหน้าทผ่ี ู้รับผิดชอบเส้นทางกำหนดให้มีการเปล่ียนแปลงเส้นทาง

๑๗๐

การเดนิ ทางเพ่อื มิให้เส้นทางเสด็จฯ ผ่านบริเวณท่ีมีผปู้ ว่ ยโรคเรื้อนซ่งึ รอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงรับสั่งให้
เปลยี่ นกลับไปใช้เส้นทางเดมิ และทรงเย่ียมเยยี นผปู้ ่วยโรคเรื้อนอย่างใกลช้ ิด ภายหลังได้ทรงโปรดให้
อธิบดีกรมอนามัยเขา้ กราบบงั คมทลู รายงานสถานการณ์การควบคุมโรคเรื้อนในประเทศไทยและแนว
ทางการดำเนินการเพื่อใหโ้ รคเรอ้ื นหมดไปจากประเทศไทยภายในระยะเวลา ๑๐ ปี อธิบดีกรมอนามัย
กราบบังคมทลู ชี้แจงว่าจำเปน็ ต้องมสี ถาบนั ฝกึ อบรมเจา้ หน้าที่ที่ทำงานเกย่ี วขอ้ งกบั โรคเร้ือน

ตอ่ มา ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
พระราชทานเงินทุนอานันทมหดิ ลและพระราชทรัพย์สว่ นพระองคเ์ พิ่มเติมอีก จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐
บาท เงินจำนวนนไ้ี ด้มาจากการสมทบทุนของพระบรมวงศานุวงศ์ ขา้ ราชการ พอ่ ค้า และประชาชน
จากการจัดฉายภาพยนตรส์ ่วนพระองค์ เพ่ือเป็นทนุ ในการจัดต้ังสถานที่ฝกึ อบรมพนักงานบำบัดโรค
เรื้อนและศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคเรื้อน ณ บริเวณสถานพยาบาลพระประแดง เมื่อก่อสร้างเสร็จ มี
พระราชดำริว่า ควรจะมีช่ือที่แสดงวา่ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสรา้ งสถาบันแห่งนี้ จึงทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม “สถาบนั ราชประชาสมาสยั ” มคี วามหมายว่า “พระราชาและ
ประชาชนย่อมอาศยั ซ่งึ กันและกัน” และเสด็จเปดิ สถาบนั ในวันท่ี ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๓ หลังจาก
สร้างสถาบันเสร็จแล้วยังมเี งินเหลอื อยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้เปน็ ทุน “ราช
ประชาสมาสยั ” ตอ่ มากระทรวงสาธารณสขุ ไดข้ อพระบรมราชานญุ าตจัดตง้ั เป็น “มลู นิธิราชประชา
สมาสัย” เพื่อทำหน้าท่ีดแู ล ใหก้ ารบำบัดฟื้นฟู และค้นควา้ วจิ ัยเก่ยี วกบั โรคเร้อื น รวมทั้งฝึกอาชีพให้
ผู้ป่วยด้วยและไดท้ รงรับมลู นิธิฯ ไวใ้ นพระบรมราชูปถัมภ์ต้ังแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ เปน็ ต้นมาจากนั้นงาน
โรคเรอื้ นกไ็ ดพ้ ัฒนาขนึ้ ตามลำดบั

สำหรับลูกหลานของผปู้ ่วยทีไ่ ด้รับการเล้ียงดูแยกออกมาและไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนหนังสือ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
จัดตง้ั โรงเรียนราชประชาสมาสัยข้ึนทีต่ ำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จงั หวัดสมทุ รปราการ และ
ทรงติดตามความกา้ วหนา้ ของโรงเรียน มีการจัดตั้งมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย เพื่อสนับสนนุ
โรงเรยี นราชประชาสมาสยั ซง่ึ ต่อมาได้อยใู่ นสังกดั ของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗ โรค
เรือ้ นไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขอกี ต่อไป ปัจจุบันพบจำนวนผ้ปู ่วยโรคเรอ้ื นลดลงเร่ือยๆ

แนวทางปฏบิ ัติพระราชทาน ๔ ประการ ซึ่งสามารถนำมาใชอ้ ย่างมีประสิทธิผลโครงการอัน
เน่ืองมาจากพระราชดำรดิ า้ นสาธารณสุขท้ัง ๕ โครงการท่ีได้นำเสนอมานี้ ได้สะทอ้ นถงึ แนวทางปฏิบัติ
พระราชทาน ๔ ประการคือ ๑. เรว็ ๆ เข้า ๒. ลดขนั้ ตอน ๓. ชว่ ยเขาให้ชว่ ยตนเอง และ ๔. ปิดทอง
หลังพระ โดยโครงการตามพระราชดำริจะมงุ่ เน้นใหเ้ ข้าถงึ กลุ่มราษฎรผอู้ าศยั อยูใ่ นพื้นท่ีห่างไกลการ
คมนาคม กลุ่มราษฎรท่ีอาศัยอยูร่ ิมฝ่ังแม่นํา้ ไม่มีถนนเข้าถึง ต้องใช้เรอื เป็นพาหนะในการเดินทาง
สัญจร กลุ่มราษฎรที่ประสบปัญหาการจราจรตดิ ขัด เดินทางไปโรงพยาบาลไดช้ า้ และกลุ่มราษฎรท่ี

๑๗๑

ประสบกับปัญหาโรคระบาด สะท้อนถึงหลักการด้านการสร้างภูมิคุ้มกันหรือความเข้มแข็งให้กับ
ประชาชนใน ๔ ด้าน ประกอบด้วย ๑. ภมู คิ มุ้ กนั ด้านเศรษฐกิจการเงิน ๒.ภมู ิคมุ้ กนั ด้านสิ่งแวดล้อม
๓.ภมู คิ มุ้ กันดา้ นวฒั นธรรมและ ๔.ภมู ิคุม้ กันดา้ นสังคม (การศกึ ษาและคุณธรรม)

โครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำรดิ ้านสวสั ดกิ ารสงั คม

เมือ่ วันที่ ๒๕ ตอ่ กบั วันท่ี ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ได้เกิดพายุโซนร้อน ชอื่ “แฮเรียต” พัด
ผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสยี หายให้เกดิ แก่จังหวัดภาคใตถ้ ึง ๑๒ จงั หวัด ในคืนวันท่ี
๒๗ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๐๕ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายปกรณ์ อังศุสงิ ห์ อธบิ ดกี รมประชาสงเคราะห์
ได้รับโทรศัพทจ์ ากคุณพนู เพิ่ม ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการสำนักพระราชวงั ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหนง่
หวั หน้ากองมหาดเลก็ วา่ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัย และทรงติดต่อขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศไว้แล้ว ขอให้รีบ
เดนิ ทางไปชว่ ยเหลอื โดยด่วน (มลู นธิ ริ าชประชานเุ คราะห์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์, ๒๕๖๔)

ขณะนัน้ กรมประชาสงเคราะห์ ได้เตรียมสิ่งของไว้พร้อมแลว้ จงึ เดนิ ทางไปในวันรุ่งข้ึน คือ
วนั ที่ ๒๘ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๐๕ นายปกรณ์ องั ศสุ งิ ห์ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ พรอ้ มด้วยข้าราชการ
ช้ันผ้ใู หญข่ องกระทรวงมหาดไทย อาทิ หลวงอรรถวิภาคไพศาลย์ รองปลดั กระทรวงมหาดไทย และ
หลวงยกุ ตเสวีววิ ัฒน์ อธิบดีกรมโยธาเทศบาล ได้เดนิ ทางไปพร้อมกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่
สภากาชาดไทย ซงึ่ สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ องค์สภานายิกา ไดม้ ีกระแสรบั สั่งให้ร่วม
เดินทางไปกับกรมประชาสงเคราะห์ เพ่ือทำการสงเคราะห์ และบรรเทาทกุ ขใ์ นครั้งน้ีด้วย ต่อจากนั้น
นายปกรณ์ องั ศุสิงห์ และคณะได้เดินทางไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรธี รรมราชและร่วมเดินทาง
กันไปยังแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ปรากฏว่าสภาพของแหลมตะลุมพุกน่าสังเวชมากไม่มี
บ้านเรือนราษฎรเหลืออยูเ่ ลย และยังมีศพลอยน้ำอยู่เกือบจะไม่มีที่พอฝังศพ มีผู้เสียชีวิตในครัง้ นน้ั
ทัง้ ส้ินประมาณ ๑,๐๐๐ คน สว่ นผทู้ ี่รอดชีวิตได้อพยพไปอยู่ยงั อำเภอปากพนัง และกลบั ภมู ิลำเนาเดิม

สำหรบั ทางดา้ นกรุงเทพมหานครน้ัน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลย
เดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้สถานีวิทยุ อส.พระราชวังดสุ ิต ประกาศ
โฆษณาเชญิ ชวนผมู้ จี ิตศรัทธาบริจาคทรพั ย์และส่ิงของเพอื่ ชว่ ยเหลือผ้ปู ระสบภยั โดยทรงรับเงินและ
สิ่งของด้วยพระองค์เอง ประชาชนไดห้ ล่งั ไหลเขา้ สสู่ ถานีวิทยุ อส. ทกุ วันเปน็ เวลา ๑ เดอื น มผี บู้ ริจาค
เงินโดยเสดจ็ พระราชกศุ ลถงึ ๑๑ ล้านบาทเศษ และสิ่งของประมาณหา้ ลา้ นบาท

สว่ นผู้ทไี่ ม่สามารถบรจิ าคทรัพย์ และสง่ิ ของได้กบ็ รจิ าคแรงงานชว่ ยขนส่งิ ของ ที่น่าปล้ืมใจก็
คอื งานนท้ี ำโดยอาสาสมัคร ซ่ึงส่วนมากเปน็ นสิ ิต นกั ศกึ ษาลกู เสือและนักเรยี น ไดท้ ำการจดั และขนส่ง
สิ่งของเหล่านั้นไปบรรเทาภัยแก่ประชาชน โดยมีนายเจริญ มโนพัฒนะ รองอธิบดีกรม

๑๗๒

ประชาสงเคราะห์ รักษาการแทน อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงินและ
สงิ่ ของไปดำเนนิ การตามพระราชประสงคต์ ลอดเวลา

จังหวดั ที่ไดร้ บั ความเสยี หายมาก คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดรว่ มกับกรม
ประชาสงเคราะห์ไดแ้ จกอาหาร เส้ือผา้ เครอ่ื งนุง่ ห่ม ยารักษาโรค จดั ซอ่ มแซมบ้าน ทพี่ กั และสร้างที่
พัก ชั่วคราว ให้ผู้ประสบภัยอยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องมอื ประกอบอาชีพ และสิ่งสาธารณประโยชน์
โดยมอบเงินให้เป็นทุนประเดิมแก่วัดวาอาราม มัสยิด ศาลเจ้าและสถานสงเคราะห์เด็กที่จังหวัด
นครศรีธรรมราช เพอื่ รับบุตรหลานของผู้ประสบภัย ทีก่ ำพรา้ บดิ า มารดาหรอื ผูป้ กครองเสียชวี ิต โดย
อยู่ในความดแู ลของกรมประชาสงเคราะห์ นอกจากน้ี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน
ให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างโรงเรยี นประชาบาลที่ถูกพายุพดั พัง รวม ๑๒ โรงเรียน ใน ๖ จังหวัด
ภาคใต้ และภายหลัง พระราชทานชื่อว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑,๒,๓,๔,๕ ถึง ๑๒"
ตามลำดับ (โดยในปัจจบุ ันมีโรงเรยี นราชประชานุเคราะหท์ ง้ั สิ้น ๕๘ โรงเรียน ทัว่ ประเทศ )

เม่อื ได้ช่วยเหลอื ประชาชนในระยะแรกแล้ว ยังเหลอื เงินอีกสามล้านบาท พระบาทสมเด็จพระ
บรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรงมีพระราชดำริวา่ เงินสามลา้ นบาท
นี้ เป็นเงินที่ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ด้วยจึงควรตั้งเป็นทุนเพื่อหาดอกผลสำหรับสงเคราะห์เด็กท่ี
ครอบครัวประสบวาตภัยภาคใต้ ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูกับสำหรับสงเคราะห์ช่วยเหลือราษฎร
ผู้ประสบภยั กรณตี า่ งๆ ท่ัวประเทศ ดว้ ยเหตนุ ้ี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ย
เดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานเงินสามล้านบาท ให้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ และ
พระราชทานนามวา่ “มูลนิธริ าชประชานุเคราะห์” และทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้อยู่ใน“พระบรม
ราชูปถมั ภ”์ กบั ทรงดำรงตำแหนง่ พระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธิน้ีด้วย ช่ือของมลู นิธินห้ี มายความว่า
“ราษฎรกับพระราชาให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พระองค์ไม่ทรงหวังผลตอบแทนใดๆจาก
ประชาชน มีพระราชประสงค์เพียงให้ประชาชนอยู่ดี มีสุข และสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
(คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรตขิ องสภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาติ, ๒๕๖๐: ๑๘๗-๑๙๑)

มลู นธิ ิราชประชานเุ คราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงึ ไดก้ อ่ กำเนิดขึ้นและจดทะเบียนเป็นนิติ
บคุ คลตามกฎหมาย เมอ่ื วันท่ี ๒๓ สงิ หาคม ๒๕๐๖ ดว้ ยพระมหากรุณาธิคณุ ของพระบาทสมเด็จพระ
บรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทีท่ รงมตี อ่ พสกนกิ รของพระองค์โดย
ไดท้ รงมีพระราชดำริวา่ ภัยธรรมชาติ หรอื สาธารณภยั อาจเกิดขึ้นเมอื่ ใดก็ได้ ไมม่ ีผู้ใดจะคาดหมายได้
ดังที่ได้เกิดขึ้นที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ัง
สำนกั งานมลู นธิ อิ ยใู่ นบรเิ วณกรมประชาสงเคราะห์

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร มีพระบรมราโชวาท เมื่อ
วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ความว่า “...ภัยธรรมชาติ หรือสาธารณภัยอาจเกิดขึ้นเม่ือใดกไ็ ด้ ไม่มี
ผ้ใู ดจะคาดหมายได้ ดังที่ได้เกิดขึ้นที่แหลมตะลมุ พกุ นครศรธี รรมราช และหลายจังหวัดภาคใต…้ ”และ

๑๗๓

“...ให้ไปให้ความอบอุน่ ชว่ ยเหลอื ผู้ตกทุกขไ์ ด้ยากโดยฉับพลนั ทำใหผ้ ปู้ ระสบภยั ไดร้ บั การช่วยเหลือมี
กำลงั ใจท่ีจะปฏิบัตงิ านต่อไป…”

“...การช่วยเหลือผูป้ ระสบภยั น้นั จะตอ้ งชว่ ยในระยะสน้ั หมายความว่า เป็นเวลาที่ฉกุ เฉิน ต้อง
ช่วยโดยเร็วและต่อไปก็จะต้องช่วยให้ต่อเนื่อง ส่วนการช่วยเหลือในระยะยาว ก็มี ความจำเป็น
เหมอื นกัน... เป็นผลวา่ เขาไดร้ บั การดแู ลเหลยี วแลมาจนกระท่ังได้รบั การศึกษา กส็ ามารถทำมาหากิน
ได้โดยสจุ รติ และโดยมปี ระสทิ ธภิ าพ เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาติ…”

นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
ส่วนกลางคณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัด ผู้มีจิตศรัทธานักเรียนทุน
พระราชทานการศึกษาสงเคราะห์ และสื่อมวลชน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสติ
เมื่อวันพฤหสั บดีที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔ ความวา่ “...เมื่อผู้ใดประสบภัยธรรมชาติ ย่อมมีความ
เดือดร้อนมากเพราะไม่ทราบล่วงหน้า ว่าภัยธรรมชาติจะมาเมื่อไร ใครจะโดนมากน้อยแค่ไหนก็ไม่
ทราบ ฉะนั้นเมื่อถกู ภยั ธรรมชาติ จงึ ทำใหจ้ ติ ใจมคี วามทุกข์มาก และการท่ีมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
ฯ ได้ปฏิบัติการก็ได้บรรเทาความเดือดร้อนเหล่านั้นได้อย่างดี เพราะว่าเม่ือเดือดร้อนและมีผู้ไป
ชว่ ยเหลอื โดยเรว็ ทำใหจ้ ิตใจนั้นเบกิ บานขึ้นได้ ในการนีต้ อ้ งอาศัยกำลังคนท่ีจะไปปฏบิ ัตกิ ารและกำลัง
ทรัพยท์ ่ีจะนำส่ิงของไปบริจาค ทา่ นท้ังหลายท่ีบริจาคเงินจึงเป็นผู้ที่ช่วยกจิ การนี้และนับได้ว่าได้บุญ
มากท่ไี ดส้ งเคราะห์ผทู้ ่ตี กทกุ ขไ์ ด้ยากโดยฉับพลนั ...”

ปจั จุบนั การดำเนินงานของมูลนิธิ มีการแบ่งงานออกเป็น ๒ ดา้ น ไดแ้ ก่
๑. ด้านการบรรเทาทุกขข์ องประชาชน กำหนดให้มีความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของ
กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) โดยในระดับท้องถิ่นจะมีผู้ว่าราชการ
จังหวดั เป็นประธาน ปลัดจงั หวัดเปน็ เลขานกุ าร และมีพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษย์จังหวัด
ป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั จังหวัดเป็นกรรมการ และยงั สามารถตัง้ กรรมการอ่ืนในระดับจังหวัด
เปน็ กรรมการมูลนิธฯิ ประจำจงั หวัดไดอ้ ีก เมอ่ื เกิดภยั พบิ ตั ิขึน้ ในแต่ละทอ้ งท่ี จะตอ้ งมกี ระบวนการคัด
กรองจากส่วนท้องถ่ินเสียก่อน มลู นิธฯิ จะรับทราบข้อมูลที่ผา่ นการคดั กรองเบอ้ื งต้นจากส่วนท้องท่ี
แล้วจึงจะนำเอาสง่ิ ของพระราชทานเขา้ ไปให้ความชว่ ยเหลอื ประชาชนทรี่ ับความเดอื ดร้อน
๒. ด้านการศึกษา เป็นการดำเนินงานของฝ่ายการศึกษา กำหนดให้มีความเชื่อมโยงกับ
หน่วยงานที่เกีย่ วข้องกับการศึกษา ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการซ่ึงขณะนี้มโี รงเรียนที่มูลนิธิฯ ดูแล
จำนวน ๖๒ โรงเรียน
๒.๑ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เป็นโรงเรียนที่ทรงก่อตั้งขึ้นและพระราชทานนามว่า
“โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์” จำนวน ๕๘ โรงเรยี น โรงเรียนแหง่ แรก ไดแ้ ก่ โรงเรยี นราชประชานุ
เคราะหบ์ า้ นปลายแหลม ต่อมาไดม้ โี รงเรียนอื่นทีป่ ระสบภยั รปู แบบต่างๆ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
ได้แก่ โรงเรียนแบบไปเช้า-เย็นกลับและโรงเรียนประจำ ในเวลาต่อมาได้รับโอนโรงเรียนศึกษา

๑๗๔

สงเคราะห์ คือโรงเรยี นสำหรบั เดก็ ทีม่ ปี ัญหาความขาดแคลน เดก็ ชาวเขาเดก็ ท่เี กดิ จากพอ่ แม่ท่ีติดเชื้อ
เอดส์ หรือโรคร้ายทสี่ งั คมไม่ยอมรบั เด็กทีอ่ ย่ใู นทอ้ งที่เสยี่ งภัย ปัญหาค้ามนุษย์ และเด็กที่ครอบครัว
ไดร้ บั ผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวดั ภาคใต้ มาอยู่ในความดแู ลดว้ ย

๒.๒ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ไดร้ บั พระราชทานพระนามของสมเด็จพระศรีนคริน
ทราบรมราชชนนีและที่มีพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง
นราธวิ าสราชนครนิ ทร์ อาทิ โรงเรยี นสังวาลย์วทิ ย์ โรงเรยี นกลั ยาณวิ ฒั นา เป็นตน้

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังใหก้ ารสนับสนุนเรื่องทนุ การศึกษาแก่นกั เรียนโรงเรยี นราชประชานุ
เคราะห์ที่มีผลการเรียนดี และมีความประพฤติดี ให้ได้ศึกษาต่อในระดับสูงสุด อีกทั้งยังมีทุน
พระราชทานสำหรบั ผู้ที่ไม่ได้ศกึ ษาในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ดว้ ยในระยะหลงั มีการมอบทุน
พระราชทานแก่เด็กที่ครอบครัวประสบภัยพิบัติ บางรายที่ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว อัน
เนื่องมาจากภัยพิบัติในการดำเนินการ กรรมการมูลนิธิฯ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์จะส่งนักสังคม
สงเคราะห์ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเข้ามาติดตามดูแล เด็กที่ได้รับ
ผลกระทบจากการประสบปัญหาภัยพิบัติ งบประมาณที่ใชใ้ นมลู นธิ ิฯ เปน็ งบประมาณได้มาจากพระ
ราชทรัพยส์ ่วนพระองค์ และปัจจบุ นั มผี ูม้ ีจติ ศรัทธาร่วมบริจาคทรพั ยอ์ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ คณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ส่วนกลาง
คณะกรรมการมลู นิธิราชประชานุเคราะหป์ ระจำจังหวัด และมลู นิธกิ ารศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
พร้อมดว้ ย ผ้มู ีจิตศรัทธา นักเรยี นทนุ พระราชทานการศึกษาสงเคราะห์ และส่ือมวลชน เมื่อวนั อังคาร
ที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ความว่า “...การที่สมาชกิ มูลนิธริ าชประชานุเคราะหไ์ ด้มาพบกนั ใน
วันนี้ก็นับว่าเป็นมงคลท่ีสดุ แล้วก็ต้องขอบใจผูท้ ี่ตั้งใจดชี ่วยกันอุม้ ชูมูลนิธิให้แข็งแรงทำหน้าที่เพ่ือ
ส่วนรวมอย่างดี และโดยเฉพาะในระยะเวลานี้ทส่ี ถานการณไ์ ม่คอ่ ยปกติ ในทำงทม่ี เี หตุการณ์ที่ทำให้
ประชาชนเดอื ดร้อน... ”

ปจั จุบนั พระบาทสมเด็จพระวชิรเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงรับมูลนิธไิ ว้ในพระราชปู ถัมภ์ และทรง
ดำรงตำแหน่ง “องค์พระราชปู ถมั ภก” แหง่ มูลนธิ ริ าชประชานเุ คราะห์ ทรงมพี ระราชประสงค์ท่ีจะสืบ
สาน รกั ษา และตอ่ ยอด พระราชปณธิ านของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดุลย
เดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภัย ทรงหว่ งใยทกุ ข์ยากของราษฎรเป็นอันดับ
แรก ไดพ้ ระราชทานแนวทางในการปฏิบัติเพ่ือช่วยเหลือประชาชนทีป่ ระสบภยั ใหเ้ ป็นระบบ รวดเร็ว
และไม่ซำ้ ซ้อน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี ผูแ้ ทนพระองค์ รว่ มกบั มูลนธิ ริ าชประชา
นุเคราะหฯ์ นำสิง่ ของพระราชทานเคร่ืองอุปโภคบริโภค มอบแก่ราษฎรผู้ประสบภยั อีกทั้งได้รับการ
สนบั สนุนความร่วมมือจากส่วนราชการตา่ งๆ ให้สามารถเขา้ ไปชว่ ยเหลือประชาชนอยา่ งเขา้ ถงึ และ
ทรงห่วงใยผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ โดยพระราชทานทุนการศึกษา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และ
เยยี วยาผ้ไู ดร้ ับความสูญเสีย นับเป็นพระมหากรุณาธคิ ุณอย่างหาที่สุดมไิ ด้

๑๗๕

โครงการอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำรดิ า้ นการศกึ ษา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็น
การสร้างคนและเป็นเคร่อื งมือสำคญั ในการพัฒนาประเทศ ดงั พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทาน
ปริญญาบัตรและเกียรติบตั ร ณ วิทยาลัยวิชาการศกึ ษา ประสานมิตร วันที่ ๑๒ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๑๒
ความตอนหนง่ึ วา่ “...การศกึ ษาเป็นเครอ่ื งมอื สำคัญในการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ ให้เป็นทรพั ยากร
ที่มีค่าของชาติ...งานด้านการศึกษา เป็นงานสำคัญที่สุดอย่าง หนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและ
ความเสอ่ื มของชาตนิ ั้น ขน้ึ อย่กู บั การศึกษาของ พลเมอื งเป็นขอ้ ใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็ง
ยิ่งขึ้น...” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการศึกษา (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระ
เกยี รติของสภานติ ิบญั ญตั แิ ห่งชาติ: ๒๕๖๐, ๒๐๒-๒๐๗) สรุปรายละเอยี ดไดด้ ังนี้

๑.โครงการการศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทียม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราโชบาย
ส่งเสรมิ และสนับสนุนการศกึ ษาทกุ ประเภททงั้ การจดั การศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน
การศึกษาพิเศษการศึกษาสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาวิชาการและวิจัย
รวมท้ังพระราชทานทุนการศึกษาใหก้ ับนักเรยี น พระราชกรณียกจิ ทางการศกึ ษาแสดงถึงพระปรีชา
สามารถพระบรมราโชบายอนั ลํ้าลึกและสายพระเนตรอันกวา้ งไกลในการใหค้ วามสำคญั กบั การพัฒนา
คน
โรงเรยี นวงั ไกลกงั วล อำเภอหวั หิน จงั หวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ จดั ตง้ั ขนึ้ โดยพระบรมราชานุญาต
ในพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รชั กาลท่ี ๘ เมอ่ื วันท่ี ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๑
เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาวังไกลกังวลเปิดสอนชั้นเด็กเล็กไปจนถึงชั้น
มธั ยมศึกษาปีที่ ๖ และเปิดสอนหลักสูตรวิชาระยะสนั้ เพ่ิมเติมด้วย ต่อมาโรงเรียนวงั ไกลกังวลได้อยู่ใน
พระบรมราชูปถมั ภ์ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร
โรงเรยี นวังไกลกังวล มสี ถาบันการศึกษารว่ มกันจดั การศึกษาอยู่ในพืน้ ที่เดยี วกนั ประกอบด้วย
โรงเรยี นวังไกลกังวล วิทยาลัยการอาชพี วงั ไกลกังวล มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
วิทยาเขตวงั ไกลกังวล ทั้งสามสถาบันจงึ เน้นจัดการศกึ ษาแบบครบวงจรดว้ ยระบบการศึกษาทางไกล
ผา่ นดาวเทียม เพอื่ สนองพระบรมราโชบายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพิตร ที่มุ่งให้จัดการศึกษาแก่นักเรียนและเมื่อจบการศึกษาแล้วสามารถนำวิชาความรู้ไป
ประกอบอาชพี เล้ยี งตนได้
การศึกษาพระราชทานทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูและ
ยกระดับการจัดการศึกษาไมว่ ่าจะอยูใ่ นเมืองหรอื ชนบทให้มีคุณภาพใกล้เคยี งกัน การศึกษาทางไกล

๑๗๖

ผ่านดาวเทียม จึงเป็นรูปแบบการศึกษาที่มุ่งสนองพระบรมราโชบาย เป็นไปตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และการเรยี นรูต้ ลอดชีวติ ดว้ ยระบบเทคโนโลยีทีท่ ันสมยั ผ้เู รียนไมว่ า่ จะเรียนอยู่ใน
ระดับใด สามารถเรียนได้เตม็ ตามศักยภาพของตน เมอื่ เรียนสำเร็จตามกำลังสติปัญญาของแต่ละคน
แล้ว สามารถนำความรู้ไปเป็นฐานสำหรับการศึกษาต่อระดับสูงข้ึน หรอื ประกอบอาชีพเล้ียงตนเอง
และครอบครวั ได้อย่างมีความสขุ ทั้งยังรู้รักสามัคคี มีความสำนึกในพระมหากรณุ าธิคุณดำรงตนเป็น
พลเมอื งดขี องประเทศชาติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไดพ้ ระราชทานพระบรม
ราชานุญาตใหจ้ ัดต้ัง สถานีโทรทัศนขึ้น โรงเรียนวงั ไกลกังวล อำเภอหัวหนิ จังหวัดประจวบคีรขี ันธ์
เพ่ือดำเนนิ “โครงการศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทียม” โดยเป็นแม่ขา่ ยการถ่ายทอดระบบทางไกลผ่าน
ดาวเทยี มส่งสัญญาณออกอากาศแพรภ่ าพไปยงั โรงเรยี นต่างๆในเครือข่ายทั่วประเทศ ซง่ึ นอกจากจะ
เป็นการนำเอาเทคโนโลยมี าใชเ้ สริมสร้างประสทิ ธภิ าพการเรยี นการสอนให้ขยายไปสู่ชนบทห่างไกล
ซง่ึ ไมม่ ีใครคดิ ทำมากอ่ นแลว้ ยังเปน็ การสร้างโอกาสทางการศกึ ษาทีม่ ีคุณภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน
ระหว่างโรงเรียนชนบทท้องถน่ิ ทรุ กันดารกบั โรงเรยี นในเมอื ง อีกทัง้ ชว่ ยให้ประชาชนไดพ้ ฒั นาคุณภาพ
ชวี ติ ความเปน็ อยทู่ ดี่ ขี ้นึ และช่วยบรรเทาปญั หาของโรงเรียนในจงั หวดั ห่างไกลและโรงเรียนในช นบทท
ขี่ าดแคลนครสู อนวิชาเฉพาะ หรอื สอนวิชาสามัญ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช
บรมนาถบพติ ร ได้มีพระราชดำรใิ ห้จัดตัง้ “มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม”เพื่อบรหิ ารจัดการ
และดำเนินโครงการดังกลา่ ว

๒.รายการศกึ ษาทศั น์
นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชบรมนาถบพิตร ทรงสอนใน
รายการศึกษาทัศน์แก่นักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ทรงพระราชทานรายการสารคดีทัศน์เพ่ือ
การศึกษา โดยพระราชทานชื่อรายการว่า “รายการศึกษาทัศน์” พระราชทานชื่อภาษาอังกฤษวา่
“Quest For Knowledge” โดยมีพระราชประสงค์ให้สถานีโทรทศั น์การศกึ ษาทางไกลผา่ นดาวเทียม
ผลติ รายการท่พี ระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงนำนกั เรียนและ
ครูโรงเรยี นวังไกลกังวลเดินทางไปทัศนศึกษานอกสถานท่ี เพ่อื หาความรู้จากภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ ในเรื่อง
วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว และศิลปะแขนงต่างๆ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร มีพระมหากรณุ าธคิ ณุ เป็นครูสอน
ดว้ ยพระองคเ์ องในบางตอน เช่น ตอน “โครงการอ่างเก็บนํ้าเขาเต่า” ซ่งึ เป็นเรอื่ งการดูแลปรับปรุง
คุณภาพของดิน เมอื่ วนั ท่ี ๖ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๔๔ ตอน “ฝนหลวง” เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๔
ณ สนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอน“การบริหารจัดการนํ้า” และ

๑๗๗

“โครงการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย” เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ณ จังหวัด
เพชรบรุ ี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชบรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
พระองคเ์ ดียวในโลกทที่ รงเป็นครสู อนนักเรยี นในลกั ษณะเช่นน้ี ทรงหยบิ ยกผสมผสานเรื่องราวต่างๆ
อย่างบรู ณาการท่มี ีแง่คิดชวนให้ตดิ ตาม ทรงมพี ระอารมณ์ขันในการสอน ทรงแสดงแผนภมู ิ ทรงวาด
และถ่ายภาพฝีพระหตั ถ์เป็นสื่อการสอน ทรงสาธิตการสอนด้วยพระองค์เอง การสอนของพระองค์
แสดงถึงพระปรชี าสามารถในศาสตร์แขนงต่างๆ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์และทรง
เป็นแรงบันดาลใจใหก้ บั นักเรียนและครโู รงเรียนวงั ไกลกงั วล

โครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำรดิ ้านการคมนาคม

ในการพัฒนาคุณภาพชีวติ ราษฎรให้มีความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมพิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร มพี ระราชดำรใิ หเ้ ปิดเส้นทางการคมนาคมไปสู่ชนบทที่ห่างไกล ใน
พืน้ ทที่ ี่ประชาชนมคี วามยากลำบากในการเดินทางสญั จรไปมาและการลำเลียงขนส่งสินค้าการเกษตร
โดยทำใหท้ างสัญจรมีผวิ การจราจรท่ีดี สะดวกต่อการเดนิ ทางการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมนับเป็น
พน้ื ฐานสำคญั ทจ่ี ะนำความเจริญไปสู่ชนบท นอกจากน้ัน พระองคย์ งั มแี นวพระราชดำริเก่ียวกับการ
แก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ หนึ่งในโครงการตามแนวพระราชดำริ คือ โครงการขยายผิว
การจราจรและเส้นทางคมนาคม ปัญหาจราจรที่ตดิ ขัดของกรุงเทพฯ เกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณรถที่
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงโปรดให้ดำเนินการทั้งแบบเร่งด่วนในจุดวิกฤติและแบบระบบ
โครงข่ายจราจร การแก้ไขปัญหาการจราจรเฉพาะหน้าแบบเร่งด่วน การขยายผิวการจราจร
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวพระราชดำริใน
การแก้ไขปัญหาการจราจรทั้งในเขตกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด ทรงตระหนักว่าต้องแก้ไขโดย
เร่งด่วน และอย่างเป็นระบบ มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน
โครงการตามพ ระ ราช ดำริเพื่อแก้ไข ปัญหาจรา จรแ ละเพิ่มเส้นทางสัญจรมีอยู่ด้วยกันม ากม าย
หลากหลายโครงการ โดยจะได้ยกตัวอย่างรายละเอยี ดในเฉพาะบางโครงการ (คณะกรรมการโครงการ
เฉลิมพระเกียรติของสภานิตบิ ญั ญตั แิ ห่งชาต:ิ ๒๕๖๐, ๒๑๘-๒๒๓) ดงั น้ี

๑.โครงการสะพานพระราม ๘
สะพานพระราม ๘ เป็นสะพานข้ามแมน่ ํ้าเจา้ พระยาบรเิ วณปลายถนนวสิ ทุ ธกิ ษตั รยิ ์ เขตพระ
นครลงสูถ่ นนอรณุ อัมรนิ ทร์ เขตบางพลัด แลว้ บรรจบกับโครงการพระราชดำรทิ างคูข่ นานลอยฟ้าถนน
บรมราชชนนีโดยมีรูปแบบเป็นสะพานขงึ แบบอสมมาตร มเี สากระโดง หรอื เสาสะพานหลักเดียว บน

๑๗๘

ฝ่งั ธนบรุ ี และเสารับนํ้าหนกั ๑ ตน้ บนฝง่ั พระนครไมม่ ีเสาตอม่อในนา้ํ ทำให้ไมม่ ปี ัญหาต่อการสัญจร
ทางน้าํ ช่วยป้องกันน้าํ ท่วมและระบบนเิ วศวิทยาในนํ้า รวมท้งั ไม่กระทบต่อการจดั ต้ังกระบวนพยุหยา
ตราชลมารค ใชส้ ายเคเบ้ลิ ระนาบคู่ ๑๘ คู่ ขงึ ยดึ พ้ืนชว่ งขา้ มแม่น้ําเจ้าพระยาความยาว ๓๐๐ เมตร
และใชส้ ายเคเบ้ิลระนาบเดียว ๑๘ เส้น ขึงยึดร้ังกับสะพานยึดช่วงบนบกและสมอบนฝ่ังธนบุรีความ
ยาว รวม ๑๗๕ เมตร ความยาวรวมของสะพาน ๔๗๕ เมตรนับเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร ๓
ระนาบทยี่ าวทส่ี ดุ ในโลก บนสะพานมเี สน้ ทางเดนิ รถขนาด ๔ ชอ่ งจราจร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทาน ชื่อ “สะพานพระราม ๘” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ในการออกแบบสะพานจงึ มีแนวคิดทีส่ ำคัญ ๒ ประการ คือ
เพอ่ื เปน็ การสร้าง “พระบรมราชานุสรณ์” เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๘ และเป็นการประสานรูปแบบ
ของวิศวกรรมโครงสร้างและสถาปัตยกรรมให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม และทัศนียภาพของ
กรุงเทพมหานคร การออกแบบกอ่ สรา้ งสะพานพระราม ๘ ได้รับรางวัล Eugene C. Figg Jr. Medal
for Signature Bridges จากการประชุม International Bridge Conference ท่ปี ระเทศสหรฐั อเมรกิ า
ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ สำหรับการออกแบบวิศวกรรมสะพานที่สร้างสรรค์อย่างมีวิสัยทัศน์ ก่อให้เกิด
เอกลกั ษณ์แก่ชมุ ชน นอกจากจะมคี วามโดดเด่นทางด้านเทคโนโลยวี ิศวกรรมช้ันสูงแล้วยังโดดเด่นใน
เรื่องของความงดงามอ่อนช้อย อันเกิดจากการออกแบบทางสถาปัตยกรรม โดยการระดมความคิด
และความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมคี วามเชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมประวัตศิ าสตร์
วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ผสมผสานความงดงามทนั สมัย ความมั่นคงแข็งแรง และแสดงออกถึง
เอกลกั ษณ์ความเปน็ ไทยได้อย่างลงตวั

๒.โครงการทางคขู่ นานลอยฟา้ ถนนบรมราชชนนี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทอดพระเนตรเห็น
การจราจรทต่ี ดิ ขดั เป็นอย่างมากบริเวณสะพานสมเด็จพระป่ินเกล้าต่อเนอ่ื งไปจนถึงถนนบรมราชชนนี
จึงพระราชทานแผนที่การก่อสร้างทางคู่ขนานที่ทรงร่างด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอ งแก่
กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาหาแนวทางแก้ไข จากนั้นได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ก่อสร้าง
“ทางคู่ขนานลอยฟ้า” จากเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกลา้ ไปยังบรเิ วณสถานีขนส่งสายใตแ้ ห่งใหม่
เช่ือมสะพานข้ามสแ่ี ยกอรณุ อมรนิ ทร์และสะพานข้ามถนนจรญั สนิทวงศ์เข้าดว้ ยกัน เพ่ือใหก้ ารจราจร
คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเพื่อระบายรถที่จะออกนอกเมืองให้ได้เร็วที่สุด สามารถผ่อนคลายสภาพ
การจราจรท่ีตดิ ขัดในถนนราชดำเนนิ ต่อเนอ่ื งถึงถนนหลานหลวงได้
เส้นทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนเี ป็นการนำแนวพระราชดำริมาปฏบิ ตั ิให้เกิดผลเป็น
รูปธรรมและเป็นการประสานความรว่ มมอื ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการจราจร

๑๗๙

อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรงุ เทพมหานคร และสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ ก่อให้เกิดประโยชนด์ ้านการแก้ไขปัญหาจราจร ในพื้นที่ช้ันในของกรุงเทพมหานคร ทำให้
ประชาชนผู้ใช้เส้นทางสามารถสัญจรไปมาได้โดยสะดวก รวดเร็ว ลดปัญหาการจราจรติดขัด และ
อำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคกลางตอนล่าง และพื้นที่ชานเมือง
ใกล้เคียง ตลอดจนใช้เปน็ เส้นทางสัญจรในกรณีที่เกิดอุทกภัย เกิดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมใหม่
รองรับการเดินทางและการขนส่ง เชือ่ มโยงการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังภมู ิภาคต่างๆ ลด
การสญู เสียพลังงานท่ีเกดิ จากปญั หาการจราจรตดิ ขัด

โครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำรดิ ้านการสอื่ สาร

การส่ือสารเป็นดรรชนีบอกความเจรญิ ของประเทศประเทศใดท่ีเจรญิ จะมกี ารติดต่อส่ือสาร
โทรคมนาคมอย่างทั่วถึง ประเทศท่ลี า้ หลงั การสือ่ สารแทบจะหายากและขาดแคลนตามไปดว้ ย ทั้งนี้
เพราะการส่อื สารเปน็ ปจั จัยที่สำคัญในการดำเนินธุรกจิ เป็นหวั ใจของความมั่นคงและเป็นองค์ประกอบ
ทส่ี ำคญั ในการพัฒนาประเทศ (คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกยี รตขิ องสภานิตบิ ัญญัติแห่งชาติ:
๒๕๖๐, ๒๓๔-๒๔๕) สามารถสรปุ รายละเอียดได้ ดังนี้

๑.วทิ ยุสื่อสาร
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้สนพระราชหฤทยั ใน
เทคโนโลยีการติดต่อสือ่ สารในหลายรูปแบบ ทรงใชเ้ ทคโนโลยดี ังกลา่ วส่ือสารกับประชาชนชาวไทย
ต้ังแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในระหว่างทีท่ รงกลับไปศึกษาอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้มี
พระราชโทรเลขตอบขอบใจนายกรัฐมนตรี ข้าราชการ พลเรือน และประชาชน ที่ได้ถวายพระพรชัย
มงคลเนอื่ งในพระราชพธิ ีข้ึนปีใหม่ พ.ศ.๒๔๙๒ ความตอนหน่ึงว่า “...สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั ขอขอบใจ
นายกรฐั มนตรแี ละบรรดาข้าราชการทหาร และพลเรอื นตลอดจน ประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน และ
อวยพรให้ทุกคน ประสบความสุขสำราญ พร้อมดว้ ยพลานามัยอันด.ี ..”

๒.สถานวี ทิ ยุ อ.ส. พระราชวังดสุ ติ
เมือ่ ปี พ.ศ.๒๔๙๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ทรง
พระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังสถานวี ทิ ยุกระจายเสยี งขนึ้ ในตำหนักที่ประทับพระราชทานชือ่ วา่ “สถานี
วิทยุ อ.ส. พระราชวงั ดุสิต” คำวา่ อ.ส. ทรงย่อมาจาก “พระท่ีนง่ั อมั พรสถาน” วัตถุประสงค์สำคัญ
ของสถานีวทิ ยุ อ.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกร สามารถใกล้ชิดพระองค์ได้งา่ ยข้ึน โดยไม่ต้องผา่ น
กระบวนการข้ันตอนตามพิธีการเหมอื นสมัยก่อนและเพ่อื ทำหน้าทแ่ี จ้งข่าวสารแก่ประชาชนในโอกาส

๑๘๐

สำคญั หรือเมื่อเกิดภยั ธรรมชาติ เชน่ เมือ่ คราวเกิดวาตภัยท่แี หลมตะลุมพุกในปี พ.ศ.๒๕๐๕ พระองค์
โปรดให้ใชส้ ถานวี ทิ ยุ อ.ส. ทำหนา้ ท่ีเป็นสื่อกลางในการชว่ ยเหลือผู้ประสบเคราะหก์ รรมการช่วยเหลือ
ประชาชนในคร้ังนั้นไดพ้ ฒั นามาเป็นมลู นิธริ าชประชานเุ คราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ประเทศไทยยงั ขาดแคลนอุปกรณส์ ือ่ สารโทรคมนาคมที่มีคุณภาพและมี
ประสิทธิภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน
พระราชดำรใิ ห้รวบรวมเจา้ หน้าท่จี ากหลายหนว่ ยงานของภาครฐั มาพัฒนาปรับปรุงระบบวิทยุส่ือสาร
ให้มปี ระสิทธภิ าพ และเช่ือมโยงโครงข่ายสอื่ สารให้รบั ฟงั ได้ท่ัวประเทศ นอกจากน้ี พระองค์ยังได้ทรง
ศกึ ษาค้นคว้าและทดลองเร่ืองสายอากาศ การแผก่ ระจายของคล่ืนวิทยุ รวมทงั้ ระบบการติดต่อโดย
ผ่านสถานีทวนสัญญาณในการส่ือสารโทรคมนาคมด้วยพระองคเ์ อง เมอ่ื การทดลองประสบผลเป็นท่ี
พอพระราชหฤทัย จึงพระราชทานพระราชดำริให้ผทู้ ี่เกี่ยวข้องรับไปศึกษา ปรับปรงุ แก้ไขตลอดจน
พระราชทานคำแนะนำให้ส่วนราชการและรฐั วิสาหกิจนำไปใชป้ ระโยชนเ์ ป็นส่วนรวมตอ่ ไป

จากความสนพระราชหฤทัยในศาสตร์การส่ือสารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดชบรมนาถบพติ ร ทรงค้นคว้า ทดลอง และสือ่ สารด้วยพระองคเ์ องอย่างจริงจัง นอกจากการ
ประกอบวิทยุกระจายเสียง และพัฒนาปรับปรุงระบบวิทยุส่ือสารแล้ว ยังทรงใช้เครื่องรับ -สง่ วทิ ยุ
คมนาคมชนิด มอื ถือ ทเี่ รยี กวา่ Walkie Talkie ดว้ ยพระราชประสงค์ว่าเม่ือมีความจำเป็นในโอกาสท่ี
เสด็จพระราชดำเนนิ แปรพระราชฐานและโทรศพั ทใ์ ชไ้ มไ่ ด้ จะไดม้ ีเครือ่ งมอื สอื่ สารใชง้ านได้ เพ่อื ใหไ้ ด้
ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะข่าวสารสาธารณภัยทีเ่ กิดขึ้นกับประชาชน จะได้พระราชทาน
ความชว่ ยเหลอื ได้ทันการณ์

๓.บตั ร ส.ค.ส.
ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ทรงเปล่ียนแปลงการใชเ้ ทคโนโลยสี อื่ สารจากการปรแุ ถบเทเล็กซ์ มา
เป็นทรงปรุงด้วยคอมพวิ เตอร์เป็น ส.ค.ส. สวสั ดีปีใหม่ พ.ศ.๒๕๓๑ ความว่า “วันหนึ่งไป วันหนึ่งมา
ถ้าเป็นวันที่หนึ่ง เดือนก็มา ถ้าเป็นเดือนธันวา วันเดือนไป ปีใหม่ก็มา วันเดือนปี จะไปจะมา เข้าก็
สวัสด์ิ เขาก็ดี เราชอบสุขสวัสดที ุกวที่ ุกวนั ทกุ เดือนทัง้ ขน้ึ ทงั้ แรม เราคดิ ดที ำชอบตลอดปี กจ็ ะเหมือน
วนั เดือนปี จะไปจะมา เราก็สวัสดิ ์ เรากด็ ี ขอจงมคี วามสุขความเจรญิ ”
บัตร ส.ค.ส. ที่ทรงประดิษฐ์ด้วยคอมพิวเตอร์มีล วดลายมากขึ้น และทรงปรุง
ภาษาคอมพิวเตอร์ เพอ่ื พระราชทานพรปใี หมท่ ีเ่ ป็นคำคม มีข้อคิดทจ่ี ะเปน็ ประโยชน์ต่อพสกนิกรและ
ข้าราชการทุกหมเู่ หล่าไดพ้ ระราชทานมาจนถงึ ปี พ.ศ.๒๕๕๙ ผลงานในดา้ นการสือ่ สารส่วนใหญ่เกิด
จากพระราชดำรแิ ละการทดลองปฏิบัตขิ องพระองค์เป็นสำคัญ โดยขา้ ราชบริพาร ขา้ ราชการที่ตาม
เสดจ็ และหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวข้องได้สนองพระราชดำริตามที่ได้พระราชทานคำแนะนำ อาทิ ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลอง ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกบั งานทางวิทยุสื่อสารและสายอากาศ


Click to View FlipBook Version