การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา นางสาวเครือฟ้า ลีพิมพ์ วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา นางสาวเครือฟ้า ลีพิมพ์ วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก ชื่อเรื่องวิจัย การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา ชื่อผู้วิจัย นางสาวเครือฟ้า ลีพิมพ์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาณีช่อสูงเนิน ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สะเต็ม ศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังชั้น อนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแผนการจัดกิจกรรมสะ เต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 2 ฉบับ ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจักกิจกรรมสะเต็มศึกษาหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจากอาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์และ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ นายน้ำเพชร บุตรดีคำ ครูโรงเรียนบ้านาจาน สำนักงานเขต พื้นที่ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนบ้านนาจานสำนักงานเขต พื้นที่ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ที่อำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจโดย ตลอด ขอขอบใจนักเรียนชั้นอุนาบาลปีที่3 โรงเรียนบ้านาจาน ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความ ร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกในครอบครัวของผู้วิจัย และผู้มีพระคุณทุก ท่านที่อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและใหกำลังใจผู้วิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบรูพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาใหแก่ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป เครือฟ้า ลีพิมพ์
ค สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………….. ก กิตติกรรมประกาศ.............………………………………………………………….…………………… ข สารบัญ…………………………………………………………………………………………………........... ค สารบัญตาราง……………..………………………………………………………………………………….. ง 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ…………………………………………………………………………….. 1 วัตตุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………. 3 สมมติฐานของงานวิจัย…………………………………………………………………………………….. 3 ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................................... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ......................................................................................................... 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ........................................................................................... 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………… 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดวิเคราะห์…………….……………………… 7 ความหมายทักษะการคิดวิเคราะห์............................................................................... 8 ความสำคัญทักษะการคิดวิเคราะห์…………………………………………………………………….. 8 องค์ประกอบการคิดวิเคราะห์…………………………………………………………………………… 10 กระบวนการการคิดวิเคราะห์..................................................................................... 17 เทคนิคการคิดวิเคราะห์ ...................................................................................... 19 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดวิเคราะห์…………………………………….. 23 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา………………………………………………….. 25 ความหมายของสะเต็มศึกษา ……………………………………………………………………………. 25 แนวคิดและลักษณะของสะเต็มศึกษา (STEM Education) ………………………………… 27 จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education)……… 28
ง สารบัญ (ต่อ) แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา…………………………………………….. 29 บทบาทของผู้สอนต่อการจัดการเรียนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา………………………… 30 การวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแบบ……………………… 31 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสะเต็มศึกษา……………………………………………………….. 39 บทที่ หน้า 3 วิธีดำเนินการวิจัย 40 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………… 40 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………… 40 การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………………………………… 44 วิธีดำเนินการทดลอง................................................................................. 44 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................ 46 4 การวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………….……………………………………… 48 การวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................... 48 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………… 49 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 50 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………….……………………………………………………… 50 สมมติฐานของการวิจัย................................................................................ 50 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………… เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………. การดำเนินการจัดกิจกรรม………………………………………………………………… การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………… สรุปการผลวิจัย………………………………………………………………………………… อภิปรายผลการวิจัย………………………………………………………………………….. ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………. ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้…………………………………………………….. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป…………………………………………………… บรรณานุกรม ภาคผนวก 50 50 51 51 52 52 53 53 53 54 59
จ ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ภาคผนวก ข แบบประเมินทักษะกาคิดวิเคราะห์ แบบประเมินความสอดคล้อง (IOC) สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ภาคผนวก ค แผนการจัดกิจกรรม เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ภาคผนวก ง คู่มือการใช้แบบทอดสอบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ตัวอย่างแบบทดสอบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ภาคผนวก จ ภาพการจัดกิจกรรม สะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ประวัติย่อผู้วิจัย ประวัติย่อผู้วิจัย 60 61 62 63 64 65 66 71 72 74 78 79 83 84
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวมบน พื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตาม วัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความ รักความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ หลักสูตร การศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และ เหมาะสมตามวัย มี ทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มี วินัย และสำนึกความเป็นไทย ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัวชุมชน และทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริม พัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ การอบรมเลี้ยงดู การพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับ ขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองรวมมีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560:2-4) การคิดของเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองที่มีผลจากการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันทั้งที่เด็กรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวการคิดของเด็กปฐมวัยจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของ สมองและกระบวนการทางานของสมองซึ่งการทำงานของสมองจะพัฒนาด้านการคิดของเด็กจากการ สังเกตเด็กปฐมวัยจะพบว่าการคิดของเด็กเกิดขึ้นตลอดเวลาเมื่อเด็กคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดเป็น พฤติกรรมหรือสะท้อนออกมาในรูปการกระทำเพราะสมองเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการ คิดเด็กจะเริ่มต้นพัฒนาด้านการคิดจากการรับรู้ของประสาทสัมผัสซึ่งเป็นประสบการณ์แรกหรือเป็น ขั้นต้นของพัฒนาการทางการคิดการคิดของเด็กเป็นไปตามสิ่งที่เด็กเห็น ได้ยิน รู้รส รู้สึกซึ่งเป็นการ รับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้าหรือที่เรียกว่าขั้นประสาท และพร้อมที่จะพัฒนาไปขั้นก่อนปฏิบัติการใน
2 แต่ละขั้นของพัฒนาการเด็กจะพัฒนาเครื่องมือในการคิดคือสัญลักษณ์เด็กจะมองวัตถุไม่ เพียงแต่ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรแต่จะมองว่าสิ่งนั้นเป็นตัวแทนหรือใช้แทนอะไรได้บ้างโดยใช้คำพูดเป็นการ สื่อความหมายประสบการณ์ซ้ำ ๆ จะช่วยให้เด็กพัฒนาได้เร็วขึ้น (อารมณ์สุวรรณปาล. 2551 : 8-11) การคิดวิเคราะห์เป็นอีกประเภทหนึ่งของการคิดที่เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการดาเนิน ชีวิตบุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์จะมีความสามารถในด้านอื่นๆ เหนือกว่าบุคคลอื่นๆทั้ง ทางด้านสติปัญญาและการดาเนินชีวิต การคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐาน ของการคิดทั้งมวลเป็นทักษะที่ทุก คนสามารถพัฒนาได้ซึ่งประกอบด้วยทักษะสำคัญคือการ สังเกต การเปรียบเทียบ การคาดคะเนและ การประยุกต์ใช้การประเมิน การจำแนกแยกแยะ ประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน การ สรุปผลเชิงเหตุผล การศึกษาหลักการการ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ การตั้งสมมุติฐานที่มีผล มาจากการศึกษาค้นคว้า และการ ตัดสินใจในสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์การตัดสินใจด้วยเหตุผล ทักษะ การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะ การคิดระดับสูงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการคิดทั้งมวล ทั้ง การคิดวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหา (ประพันธ์ศิริสุเสารัจ,2551 : 48) การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเป็นแนวคิดหนึ่งที่มีแนวโน้มนำมาใช้ในการ เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมให้กับเด็กอนุบาลได้ เนื่องจากเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ผ่าน การบูรณาการผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่ง พรทิพย์ ศิริภัทราชัย (2556)ได้กล่าวว่าการนำสะเต็มศึกษาเข้ามาใช้ในการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กได้ซึมซับกระบวนการคิด มี ความคิดวิเคราะห์รู้วิธีสืบค้นข้อมูลและการต่อยอดจากการใช้สะเต็มศึกษาในชั้นเรียนคือการ จุด ประกายความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างนวัตกรรม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558)ได้นำเสนอกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งสามารถใช้ในการจัด การศึกษาตามแนวคิดสะเต็มศึกษา 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ระบุปัญหา 2) รวบรวมข้อมูลและแนวคิด 3) เลือกและออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 4) ดำเนินการแก้ปัญหาเพื่อสร้างต้นแบบ 5) ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ 6) นำเสนอต้นแบบ ซึ่ง พรทิพย์ ศิริภัทราชัย (2556) ได้กล่าวว่า การนำสะ เต็มศึกษาเข้ามาใช้ในการเรียนรู้ช่วยให้เด็กได้ซึมซับกระบวนการคิดมีการคิดวิเคราะห์วิธีสืบค้นข้อมูล และการต่อยอดจากการ ใช้สะเต็มศึกษาในชั้นเรียนคือ การจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้าง นวัตกรรม สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเรียนรู้สะเต็มศึกษา เป็นแนวทาง การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ไปใช้ใน การเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้ง การพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ควบคู่ไปกับการ พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ดังนั้น สะ เต็มศึกษาจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการต่อยอดหลักสูตรโดย บูรณาการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
3 เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อ นำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง และ การประกอบอาชีพในอนาคต สะเต็มศึกษาจึงส่งเสริมการเรียนรู้ผ่าน กิจกรรมหรือโครงงานที่มุ่ง แก้ปัญหาที่พบเห็นในชีวิตจริง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (2562) เกตุมณี เหมรา ได้ทำการศึกษาวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม สะเต็มศึกษาเรื่องของดีเมือง ร้อยเอ็ด มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสูงขึ้น หลังได้รับ การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา เรื่องของดีเมืองร้อยเอ็ดและมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงขึ้น โดย เด็กสามารถระบุได้ว่าปัญหา คืออะไร และบอกวิธีการขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้ จะเห็นได้ว่า การ เรียนรู้สะเต็มศึกษาสามารถ พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา และการให้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์สามารถนำมาบูรณาการ ความรู้กับศาสตร์อื่นได้ ซึ่งต้องพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านปฏิบัติควบคู่กันไป ทิศนา แขม มณี (2559) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะ พิสัย เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วย พัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านการปฏิบัติ การกระทำ หรือการ แสดงออกต่าง ๆ จากเหตุผลและความสำคัญดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมด้วยสะเต็มศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งจะเป็นแนวทางในการ พัฒนาทักษะการคิดด้านอื่น ๆ สำหรับเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 หลัง ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา สมมุติฐานในการวิจัย เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาแล้วเด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ เพิ่มขึ้น ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 2 ห้องเรียน 34 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง
4 3. ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาที ในช่วงเวลา 09.30-10.00 น. รวม 16 กิจกรรม นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ของ2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุ่มสิ่งที่มีลักษณะหรือ องค์ประกอบเหมือนกัน ของสิ่งของหรือวัตถุต่าง ๆ และ ความสามารถในการบอกความสัมพันธ์และ ความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่างๆได้ 3. สะเต็มศึกษา (STEM Education) คือ การจัดการศึกษาที่บูรณการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยนำ จุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิดคำถาม การแก้ปัญหาและการคันคว้าข้อมูล วิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ ๆ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงเพื่อเพิ่มความสามารถในการ แข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของชาติ ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว 4.แนวคิดสะเต็มศึกษา หมายถึง แนวทางการจัดการศึกษาที บูรณาการเนื้อหาและทักษะ ใน ลักษณะข้ามสาระวิชา โดยให้ความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และ คณิตศาสตร์ ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ เรียน ขยายสู่การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เพื่อ นำไปสู่การเตรียมความพร้อมให้กับเด็กในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะอย่างมีความหมาย และ
5 เหมาะสมกับวัย สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในศตวรรษที 21 และมุ่งสู่การเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับสากล ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อให้เด็กได้มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ จัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา 2. เพื่อให้ครูผู้สอน ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้วิจัยท่านอื่น ๆ นำกิจกรรมสะเต็มศึกษา ไปส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ให้กับเด็กปฐมวัยต่อไป กรอบแนวคิดในการวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา ตัวแปรตาม ทักษะการคิดวิเคราะห์
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้การจัดกิจกรรม สะเต็มศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1 .เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ 1.1 ความหมายของการคิดวิเคราะห์ 1.2 ความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ 1.3 องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ 1.4 ลักษณะของการคิดวิเคราะห์ 1.5 กระบวนการของการคิดวิเคราะห์ 1.6 เทคนิคการคิดวิเคราะห์ 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา 2.1 ความหมายของสะเต็มศึกษา 2.2 แนวคิดและลักษณะของสะเต็มศึกษา (STEM Education) 2.3 จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) 2.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 2.5 บทบาทของผู้สอนต่อการจัดการเรียนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) 2.6 การวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEM EDUCATION 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสะเต็มศึกษา
7 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดวิเคราะห์ 1.1 ความหมายทักษะการคิดวิเคราะห์ ทิศนา แขมมณีและคณะ (2544) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า การคิด วิเคราะห์ หมายถึง การแยกข้อมูล หรือภาพรวม ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วจัดข้อมูล เป็นหมวดหมู่ ตามเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้เข้าใจ และเห็นความสำคัญของข้อมูล เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546 : 22) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า การ คิดวิเคราะห์เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ บุคคลที่มีการคิดแบบวิเคราะห์จนเหนือกว่าบุคคลที่มี การคิดแบบอื่น ทั้งในด้านระดับการพัฒนาการและการใช้สติปัญญา ความคิดเชิงวิเคราะห์ เป็น ความคิดในเชิงลึก ต้องใช้ความสามารถในการสังเกต การตีความ การสืบค้น การหาความสัมพันธ์ เชื่อมโยงอย่างมีตรรกะที่ดี เพื่อค้นหาความเป็นมาเป็นไปของเรื่องนั้นว่า มีความเป็นมาอย่างไรอะไร หรือใครเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งนั้น เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้วจะเป็นเช่นไรต่อไป จึงจำเ ป็นต้องพัฒนา ความสามารถของสมองในการคาดเดาเชิงวิเคราะห์เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นอาจตีความหา เหตุผลหรือประเมินสิ่งต่างๆ อย่างผิดพลาดได้ เครือวัลย์ กาญจนคูหา (2548 : 25) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า ความสามารถในการจำแนกแจกแจง แยกแยะ มองเห็น มองออกจากการอ่านเรื่องราว เหตุการณ์หรือ งานเขียนต่างๆเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบของเนื้อหานั้น ๆ เพื่อค้นหาสาเหตุ ที่แท้จริงหรือสิ่งสำคัญของเรื่องราวต่างๆ โดยอาศัยการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง หาเหตุผลประกอบอย่าง รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ อรพรรณ พรสีมา (2553 : 24) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะการคิดระดับกลาง ซึ่งจะต้องได้รับการพัฒนาต่อจากทักษะการคิดพื้นฐาน มีการพัฒนาแง่มุมของข้อมูลโดยรอบด้านเพื่อ หาเหตุผลและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ชาตรีสำราญ (2558 : 40 - 41) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า การคิด วิเคราะห์คือ การรู้จักพิจารณา ค้นหาใคร่ครวญ ประเมินค่าโดยใช้เหตุผลเป็นหลักในการหา ความสัมพันธ์เชื่อมโยง หล่อหลอมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างสมเหตุสมผลก่อนที่จะ ตัดสินใจ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2559 : 5) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ ว่าเป็นการระบุเรื่องหรือปัญหา จำแนกแยกแยะ เปรียบเทียบข้อมูลเพื่อจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ ระบุ เหตุผลหรือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ เพียงพอในการตัดสินใจ แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ กล่าวโดยสรุปว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกแจกแจงและ แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวัตถุสิ่งของ เรื่องราว
8 หรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น และตรวจสอบข้อมูล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอในการตัดสินใจ แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ 1.2 ความสำคัญทักษะการคิดวิเคราะห์ สุวิทย์ มูลคำ (2547 : 13) ได้กล่าวถึงการคิดวิเคราะห์จะเกิดขึ้นเมื่อ คนเราต้องการทำ ความเข้าใจโดยพยายามตีความข้อมูลที่ได้รับ เมื่อเกิดข้อสงสัยสมองจะพยายามคิดหาความสัมพันธ์ เชิงเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นหรือเพื่อประเมินสิ่งต่างๆที่ต้องตัดสินใจ เลือกสิ่งที่เหมาะสมหรือเมื่อต้องการเห็นภาพรวมทั้งหมด การคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขณะนี้ประเทศต่างๆทั่วโลกจะเน้นในตัวผู้เรียนให้มีพัฒนาการทุกด้านโดยเฉพาะการพัฒนาด้าน ความคิด ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์นักเรียนระดับประถมศึกษาโดยทั่วไปจะมีอายุ ระหว่าง 7-12 ปี ซึ่งจัดอยู่ในระยะของการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลเชิงรูปธรรมหากนักเรียนได้รับการ พัฒนาทักษะการคิดหรือกระบวนการคิดอย่างถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง นักเรียนจะมี ความสามารถในด้านการคิด การแก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้การดำรงชีวิตอยู่ใน สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ (กระแส มิฆะเนตร. 2546 : 43: อ้างอิงจากกระทรวงศึกษาธิการ, 2549:96)การตัดการศึกษาที่มีคุณภาพจึงต้องเปลี่ยน กระบวนทัศน์หรือแนวคิดในการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยสมองตนเอง ด้วยความคิดของตัวเอง เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ผ่าน กระบวนการคิด ผู้เรียนต้องใช้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจึงมีความได้รับการฝึกฝนให้คิดมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียนอย่าง ถาวร คือวิธีคิดให้รู้จักวิธีคิดที่ถูกต้องเมื่อมีข้อมูลมาสัมผัส เพราะเมื่อคนเราคิดเป็นวิธีการคิดก็จะติดตัว ไปตลอดชีวิต จะส่งผลไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง และเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยในการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย ผู้เรียนจึงควรเป็นผู้ที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็น ทักษะการคิดระดับสูง ทั้งนี้เพราะทักษะการคิดเป็นหัวใจของการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, (2549) ให้ความสำคัญของการคิด วิเคราะห์ไว้ว่า 1. ทำให้เด็กรู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา เด็กสามารถคิดย้อนกลับว่าอะไรคือสาเหตุ อะไร คือผล ด้วยการตอบคำถาม อะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้นอย่างไร ทำไมจึงเกิด เพื่อค้นหาคำตอบ และหา ความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นคืออะไร 2. การที่เด็กๆ กระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดี ก็จะทำให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล มี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง และชอบที่จะเรียนรู้ ซึ่งเมื่อเด็กประสบผลสำเร็จในการคิด
9 สิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเป็นแรงจูงใจให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จนเกิดเป็นทักษะในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เขาต้อง เผชิญ ส่งผลให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ประพันธ์ศิริสุเสารัจ (2551 : 3 - 4) กล่าวถึงประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า ระบบ การศึกษาของประเทศไทยภายหลังการปฏิรูปการศึกษาได้เริ่มให้ความสำคัญในการส่งเสริมความคิด ให้แก่เด็กและเยาวชน โดยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและกำหนดเป็นมาตรฐาน ในการประกันคุณภาพของสถานศึกษาอันจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพมากขึ้นดังนั้นการปูพื้นฐาน การคิดและการส่งเสริมการคิดให้แก่เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปฐมวัย จนถึงระดับสูง การได้รับการพัฒนาการคิดตั้งแต่เยาว์วัยจะช่วยพัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลให้ สติปัญญาเฉียบแหลม เป็นคนรอบคอบ ตัดสินใจได้ถูกต้องสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตได้ดีเป็นบุคคล ที่มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ผลจากการเรียนให้คิดจะช่วยให้เกิด ประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน สรุปได้ดังนี้ 1. สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีระบบมีหลักการและมีเหตุผล ผลงานที่ได้รับมี ประสิทธิภาพ 2. สามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ และประเมินผลงานโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างสมเหตุสมผล 3. รู้จักประเมินตนและผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง 4. ได้เรียนรู้เนื้อหาได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า มีความหมายและเป็นประโยชน์ 5. ได้ฝึกทักษะการทำงานการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 6. มีความรู้ความสามารถ มีกระบวนการทำงานอย่างมีระบบขั้นตอน นับตั้งแต่กำหนด เป้าหมาย รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ค้นความรู้ทฤษฎีหลักการ ตั้งข้อสันนิษฐาน ตีความหมายและ ลงข้อสรุป 7. ส่งเสริมความสามารถในการใช้ภาษาและสื่อความหมาย 8. เกิดความสามารถในการคิดอย่างชัดเจน คิดอย่างถูกต้อง คิดอย่างแจ่มแจ้ง คิดอย่าง กว้างขวาง คิดไกล และคิดอย่างลุ่มลึกตลอดจนคิดอย่างสมเหตุสมผล 9. ทำให้เป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มี ความเมตตา กรุณา และเป็นผู้มีประโยชน์ต่อสังคม 10. มีทักษะและความสามารถในการอ่าน เขียน พูด ฟัง และมีทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี 11. พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่โลกมี การเปลี่ยนแปลง
10 สรุปได้ว่า การพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนา สติปัญญาของเด็กและเยาวชนเพื่อจะเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ประเทศต่อไป การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญ ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและ ความสามารถ พัฒนาให้สัมพันธ์ให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ยุคปัจจุบันเทียบทันต่อความ เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครูผู้สอนสามารถนำทักษะการคิดมาพัฒนาการสอน โดยครูผู้สอนต้องเข้าใจกระบวนการคิดและยุทธศาสตร์ในการสอนเพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าว และตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 ได้กำหนดแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ใน หมวดที่ 4(2) ว่า ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัด เผชิญสถานการณ์ และประยุกต์ความรู้มาใช้ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาทักษะการคิดให้แก่เด็ก และเยาวชนไทยนั้น เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ เพราะครูต้องเสนอ กระบวนการคิดให้สัมพันธ์กับการสอน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ โดยการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 นั้น การตัดสินใจผ่านช่วงชั้นผู้เรียน ต้อง ผ่านการประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนให้ได้ตามที่สถานศึกษากำหนด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2554 : 25-26) การจัดการเรียนรู้จึงต้องพัฒนาผลสัมฤทธิ์ และทักษะด้านการคิดวิเคราะห์โดยพัฒนา อย่างต่อเนื่องให้สัมพันธ์กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ จะเห็นได้ว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้น การคิดวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการจัด การศึกษาเพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบันในด้านข้อมูลสารสนเทศและ เทคโนโลยี ซึ่งทักษะกระบวนการคิดและการคิดวิเคราะห์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้บุคคลสามารถคิด วิเคราะห์ข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ แก้ปัญหา คลี่คลายปัญญาและสร้างสรรค์งานเพื่อให้ตนเองอยู่ใน สังคมได้อย่างเป็นสุข กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ คือ การทำให้เด็กรู้จักคิด รู้จัก แก้ปัญหา เด็กสามารถคิดย้อนกลับว่าอะไรคือสาเหตุ อะไรคือผล ด้วยการตอบคำถาม กระบวนการ คิดวิเคราะห์ที่ดีก็จะทำให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเอง และ ชอบที่จะเรียนรู้ 1.3 องค์ประกอบการคิดวิเคราะห์ องค์ประกอบของความสามารถการคิดวิเคราะห์ นักการศึกษาได้กล่าวถึงทักษะการคิด วิเคราะห์ไว้ดังนี้ (bloom,1956 : 201 – 207) ได้กล่าวถึงทักษะการคิดวิเคราะห์หรือความสามารถคิด วิเคราะห์ด้วยทักษะสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่าง ๆ (Analysis of element)
11 เป็นความสามารถในการแยกแยะได้ว่าสิ่งใดจำเป็น สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบด้วย 1.1 วิเคราะห์ชนิด เป็นการให้นักเรียนวินิจฉัยว่า สิ่งนั้น เหตุการณ์นั้น ๆ จัดเป็น ชนิดใด ลักษณะใด เพราะเหตุใด เช่น ต้นผักชีเป็นพืชชนิดใด ม้าน้ำเป็นพืชหรือสัตว์ 1.2 วิเคราะห์สิ่งสำคัญ เป็นการวินิจฉัยว่าสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดไม่สำคัญ เป็น การค้นหาสาระสำคัญ ข้อความหลัก ข้อสรุป จุดเด่น จุดด้อย ของสิ่งต่าง ๆ เช่น - ควรตั้งชื่อเรื่องนี้ว่าอย่างไร - การปฏิบัติเช่นนั้น เพื่ออะไร - สิ่งใดสำคัญที่สุดสิ่งใดมีบทบาทมากที่สุดจากสถานการณ์นี้ 1.3 วิเคราะห์เลศนัย เป็นการมุ่งค้นหาสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ เช่นสมทรงเป็นป้า ของฉัน (จึงหมายความว่า สมทรงเป็นผู้หญิง) - ถ้าเห็นคนใส่เสื้อขะมุกขะมอม สกปรกจึงน่าจะเป็นคนยากจน - สมชายกับสมศรีเป็นพี่น้องกัน สมชายบอกว่าฉันเป็นหลานของ เขาแต่สมศรีบอกว่า ฉันไม่ใช่หลานของเธอ ทำไมคนทั้งสองจึงพูดไม่เหมือนกัน 2. ความคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์(Analysis of Relationship) เป็นการค้นหา ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ว่า มีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อย เพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน ได้แก่ 2.1 วิเคราะห์ชนิดของความสัมพันธ์ 2.2.1 มุ่งให้คิดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบใดมีสิ่งใดสอดคล้องกัน หรือไม่ สอดคล้องกัน มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และมีสิ่งใดไม่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้เช่น ลิง นก สัตว์ชนิดใดที่ ไม่เข้าพวก 2.2.2 ภาพที่ 1 คู่กับ ภาพที่ 2 ภาพที่ 3 คู่กับ ภาพใด 2.2.3 สองสิ่งนี้เหมือนกันอย่างไร หรือแตกต่างกันอย่างไร 2.3 วิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ 2.3.1 สิ่งใดที่เกี่ยวข้องมากที่สุด สิ่งใดที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด 2.3.2 สิ่งใดสัมพันธ์กับสถานการณ์หรือเรื่องราวมากที่สุด 2.3.3 การเรียงลำดับมากน้อยของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรียงลำดับความ รุนแรง จำนวน ใกล้-ไกล มาก-น้อย หนัก-เบา ใหญ่-เล็ก ก่อน-หลัง 2.4 วิเคราะห์ขั้นตอนความสัมพันธ์ 2.4.1 การเรียงลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์วงจรของสิ่งของต่าง ๆ สิ่งที่จะ เกิดขึ้นตามมาตามลำดับขั้นตอน เช่น วิเคราะห์วงจรของผีเสื้อ 2.5 วิเคราะห์จุดประสงค์และวิธีการ
12 2.5.1 การกระทำแบบนี้เพื่ออะไร การทำบุญตักบาตร (สุขใจ) 2.5.2 เมื่อทำอย่างนี้แล้วจะเกิดสัมฤทธิ์ผลอะไร ออกกำลังกายทุกวัน (แข็งแรง) 2.6 วิเคราะห์สาเหตุและผล 2.6.1 สิ่งใดเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ 2.6.2 หากไม่ทำอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างไร 2.6.3 หากทำอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างไร 2.6.4 ข้อความใดเป็นเหตุผลแก่กัน หรือขัดแย้งกัน 2.7 วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย 2.7.1 บินเร็วเหมือนนก 2.7.2 ช้อนคู่ส้อม ตะปูจะคู่กับอะไร 2.7.3 ควายอยู่ในนา ปลาอยู่ในน้ำ 2.7.4 ระบบประชาธิปไตย เหมือนกับระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกาย 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organizational principles) หมายถึง การค้นหาโครงระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทำงานต่าง ๆ ว่า สิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ในสภาพเช่นนั้น เนื่องจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไร หรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัว เชื่อมโยง การคิดวิเคราะห์หลักการเป็นการวิเคราะห์ที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุด การที่จะวิเคราะห์เชิง หลักการได้ดีจะต้องมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ได้ดีเสียก่อน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะ ทำให้สามารถสรุปเป็นหลักการได้ประกอบด้วย 3.1 วิเคราะห์โครงสร้าง เป็นการค้นหาโครงสร้างของสิ่งต่าง ๆ เช่น 3.1.1 สิ่งนี้บ่งบอกความคิดหรือเจตนาอะไร 3.1.2 คำกล่าวนี้มีลักษณะอย่างไร (ชวนเชิญ โฆษณาชวนเชื่อ) 3.1.3 ส่วนประกอบของสิ่งนี้มีอะไรบ้าง 3.2 วิเคราะห์หลักการ เป็นการแยกแยะเพื่อค้นหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ แล้วสรุป เป็นคำตอบหลักได้เช่น 3.2.1 หลักการของนิทานเรื่องนี้มีว่าอย่างไร 3.2.2 หลักการในการทำความดีของนักเรียนควรเป็นอย่างไร เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549 : 26-30) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของการคิด วิเคราะห์ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ
13 1. ความสามารถในการตีความ เราไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้หากไม่เริ่มต้นด้วย การทำความเข้าใจข้อมูลที่ปรากฏ เริ่มแรกเราจึงต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้รับว่าอะไรเป็นอะไร ด้วยการ ตีความ การตีความ หมายถึง การพยายามทาความเข้าใจและให้เหตุผลแก่สิ่งที่เราต้องการ จะ วิเคราะห์เพื่อแปลความหมายที่ไม่ปรากฏโดยตรงของสิ่งนั้น เป็นการสร้างความเข้าใจต่อสิ่งที่ ต้องการ วิเคราะห์โดยสิ่งนั้นไม่ได้ปรากฏโดยตรง คือ ตัวข้อมูลไม่ได้บอกโดยตรง แต่เป็นการสร้างความเข้าใจ ที่เกินกว่าสิ่งที่ปรากฏ อันเป็นการสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของสิ่งที่ปรากฏในข้อมูลที่นำมา วิเคราะห์เกณฑ์ที่แต่ละคนใช้เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจในการตีความนั้น ย่อมแตกต่างกันไปตาม ความรู้ประสบการณ์และค่านิยมของแต่ละบุคคล 2. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ เราจะคิดวิเคราะห์ได้ดีนั้นจำเป็นต้องมี ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ เพราะความรู้จะช่วยกำหนดขอบเขตของการวิเคราะห์แจก แจง และจำแนกได้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร มีองค์ประกอบย่อย ๆ อะไรบ้าง มีกี่หมวดหมู่ จัดลำดับ ความสามารถอย่างไร และรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุการวิเคราะห์ของเราในเรื่องนั้นจะไม่ สมเหตุสมผลเลย หากเราไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้น เราจำเป็นต้องใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเป็น องค์ประกอบในการคิด ถ้าเราขาดความรู้เราอาจไม่สามารถวิเคราะห์หาเหตุผลได้ว่าเหตุใดจึงเป็น เช่นนั้น 3. ความช่างสังเกต ช่างสงสัย และช่างถาม นักคิดเชิงวิเคราะห์จะต้องมีองค์ประกอบ ทั้ง 3 นี้ร่วมกันคือ ต้องเป็นคนช่างสังเกต สามารถค้นพบความผิดปกติท่ามกลางสิ่งที่ดูอย่างผิวเผิน แล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องเป็นคนช่างสงสัย เมื่อเห็นความผิดปกติไม่ละเลยไปแต่หยุดพิจารณา ขบคิด ไตร่ตรอง และต้องเป็นคนช่างถาม ชอบตั้งคำถาม คำถามจะนำไปสู่การสืบค้นความจริง และ เกิดความชัดเจนในประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์ 4. ความสามารถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล นักคิดเชิงวิเคราะห์จึงต้องเป็นผู้ที่มี ความสามารถในการใช้เหตุผล จำแนกแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นความจริง สิ่งใดเป็นความเท็จ สิ่งใด มี องค์ประกอบในรายละเอียดเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร สุวิทย์มูลคำ (2550 : 23 – 24) จำแนกลักษณะการคิดวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นความสามารถในการหาส่วนประกอบที่สำคัญของ สิ่งของหรือเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ส่วนประกอบของพืช สัตว์ข้อความ หรือเหตุการณ์เป็น ต้น 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหาความสัมพันธ์ของส่วน สำคัญต่าง ๆ โดยการระบุความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลหรือความแตกต่าง
14 ระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เชิงเหตุผลไว้14 ประการ 3. การวิเคราะห์หลักการเป็นความสามารถในการหาหลักความสัมพันธ์ส่วนสำคัญใน เรื่องนั้น ๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด เช่น การให้ผู้เรียนค้นหาหลักการของเรื่องการระบุ จุดประสงค์ของผู้เรียน ประเด็นสำคัญของเรื่อง เทคนิคที่ใช้ในการจูงใจผู้อ่าน และรูปแบบของภาษาที่ ใช้เป็นต้น ทิศนา แขมณีและคณะ (2544 : 118 – 140) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการคิด วิเคราะห์ไว้ว่า ทักษะการคิด หมายถึง ความสามารถย่อยๆ ในการคิดลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็น องค์ประกอบของกระบวนการคิดที่สลับซับซ้อน ทักษะการคิดอาจจัดประเภทเป็นประเภทใหญ่ได้2 ประเภท คือ 1. ทักษะการคิดพื้นฐาน (basic skills) หมายถึง ทักษะการคิดที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น ต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น แบ่งได้2 ส่วน คือ 1.1 ทักษะการสื่อความหมาย (communication skills) หมายถึง ทักษะการรับ สารที่แสดงถึงความคิดของผู้อื่นเข้ามาเพื่อรับรู้ตีความ/จดจำ และเมื่อต้องการที่จะระลึก เพื่อนำมา เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของตนให้กับผู้อื่น โดยแปลงความคิดให้อยู่ในรูปของภาษาต่างๆทั้งที่ เป็นข้อความ คำพูด ศิลปะ ดนตรีคณิตศาสตร์ฯลฯ แต่ในที่นี้จะมุ่งกล่าวถึงการรับและถ่ายทอด ความคิดด้วยภาษา ข้อความ คำพูด ซึ่งนิยมใช้มากที่สุด โดยเฉพาะในการเรียนในระบบโรงเรียน ทักษะการสื่อความหมายที่สำคัญๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากมีหลายทักษะ ประกอบด้วย ทักษะย่อย ที่สำคัญ เช่น การฟัง การอ่าน การรับรู้การจดจำ การจำ การคงทนของการจำ การบอกความรู้สึกที่ ได้จากตัวเลือกที่กำหนดให้การบอกความรู้ออกมาด้วยตนเอง การใช้ข้อมูล การบรรยายการอภิปราย การทำให้กระจ่าง การพูด การเขียน การแสดงออกถึงความสามารถของตน 1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (core or general thinking skills) หมายถึง ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานของ การคิดขั้นสูงที่มีความสลับซ้อน ซึ่งคนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ตลอดจนการใช้ ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วยทักษะย่อยที่สำคัญ เช่น การสังเกต การสำรวจ การตั้งคำถาม การ เก็บรวบรวมข้อมูล การระบุการจำแนกแยกแยะ การจัดลำดับ การเปรียบเทียบการสรุปอ้างอิง การ แปล การตีความ การเชื่อมโยง การขยายความ การให้เหตุผล การสรุปย่อ 2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher-ordered/more complicated thinking skills) หมายถึง ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายขั้นตอนและต้องอาศัยทักษะ การสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกนหลายๆ ทักษะในแต่ละขั้น โดยทักษะการคิดขั้นสูงจะ พัฒนาได้เมื่อเด็กได้พัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนมีความชำนาญพอสมควรแล้ว ทักษะการคิดสูงขึ้น
15 ประกอบด้วย ทักษะย่อยที่สำคัญ เช่น การสรุปความ การให้คำจำกัดความ การวิเคราะห์การ ผสมผสานข้อมูลการจัดระบบความคิด การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การกำหนดโครงสร้างความรู้การ แก้ไขปรับปรุงโครงสร้างความรู้ใหม่ การค้นพบแบบแผน การหาความเชื่อพื้นฐาน การคาดคะเน/การ พยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน การตั้งเกณฑ์การพิสูจน์ความจริง การประยุกต์ใช้ ความรู้ สรุปได้ว่า ลักษณะของการคิดวิเคราะห์ทั้ง 3 ลักษณะ เป็นลักษณะที่แยกเป็นหลัก ๆ ให้ เห็นถึงความชัดเจนในการคิดวิเคราะห์ของเรื่องราวต่าง ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ลักษณะของสิ่งของต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการคิดวิเคราะห์เช่น วิเคราะห์วัตถุวิเคราะห์สถานการณ์วิเคราะห์บุคคล วิเคราะห์ ข้อความ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สารเคมีเป็นต้น สรุปได้ว่า ในการวิเคราะห์จะวิเคราะห์ทั้งข้อมูลเชิง กายภาพ เชิงรูปธรรม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนามธรรม โดยเฉพาะความสามารถการคิดวิเคราะห์ หรือทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สามารถ 1.4 ลักษณะของการคิดวิเคราะห์ (Bloom. 1974 : 163) ได้กล่าวถึงลักษณะของการคิดวิเคราะห์มี3 ประเภท คือ 1. การวิเคราะห์ความสำคัญในข้อมูลต่างๆ นั้นอาจประกอบด้วยส่วนที่เป็นความจริง ความคิดเห็นของผู้เขียนหรือค่านิยม ซึ่งได้แก่ 1.1 ความสามารถในการตระหนักรู้ซึ่งไม่กล่าวถึงข้อสันนิษฐาน 1.2 ทักษะในการจำแนกความจริงจากสมมติฐาน 1.3 ความสามารถในการจำแนกความจริงจากข้อมูลเบื้องต้น 1.4 ทักษะในการบ่งชี้และในการพินิจพิเคราะห์ระหว่างกระบวนการพฤติกรรมกับ อ้างถึงยัง แต่ละบุคคลและกลุ่ม 1.5 ความสามารถที่บ่งชี้ข้อสรุปจากข้อมูล 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ผู้อ่านจะต้องมีทักษะในการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลหลักกับส่วนอื่น ๆ เช่น สมมติฐาน ซึ่งได้แก่ 2.1 ทักษะในความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดในข้อความ 2.2 ความสามารถในการระลึกในส่วนของเหตุผลของการตัดสินใจ 2.3 ความสามารถในการระลึกซึ่งเป็นความจริงหรือข้อสมมติฐาน เป็นความสำคัญ หรือข้อโต้แย้งที่สนับสนุนของข้อความนั้น 2.4 ความสามารถในการตรวจสอบความเที่ยงของสมมติฐานซึ่งให้ข้อมูลและข้อ สันนิษฐาน
16 2.5 ความสามารถในการจำแนกความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลกระทบจากส่วน อื่นๆ ของความสัมพันธ์ 2.6 ความสามารถในการจำแนกความสัมพันธ์ของข้อมูลในข้อโต้แย้งไปจำแนก ความเกี่ยวข้องจากข้อมูล ที่นอกเหนือไป 2.7 ความสามารถในการสืบหาความผิดปกติของข้อมูลตามหลักตรรกะ 2.8 ความสามารถในการระลึกความสัมพันธ์และรายละเอียดที่สำคัญและที่ไม่ สำคัญ 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นการวิเคราะห์ระบบหลักการโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง รวม ไปถึงความชัดเจน และไม่ชัดเจนของโครงสร้างในการวิเคราะห์หลักการนี้จะต้องวิเคราะห์แนวคิด จุดประสงค์และมโนทัศน์ซึ่งได้แก่ 3.1 ความสามารถในการวิเคราะห์ในรายละเอียดของงาน ความสัมพันธ์ของข้อมูล และความหมายขององค์ประกอบต่างๆ 3.2 ความสามารถในการวิเคราะห์รูปแบบในการเขียน ความสามารถในการ วิเคราะห์จุดประสงค์ของผู้เขียน ความเห็นของผู้เขียนและความรู้สึกที่มีต่องาน 3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ถึงมโนทัศน์ของผู้เขียนว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด 3.4 ความสามารถในการวิเคราะห์เห็นถึงส่วนที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ 3.5 ความสามรถในการวิเคราะห์ถึงจุดที่เป็นอคติของผู้เขียน สุวิทย์มูลคำ (2547 : 23-24) ได้กล่าวไว้ว่า การคิดวิเคราะห์จำแนกออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นความสามารถในการหาส่วนประกอบที่สำคัญ ของสิ่งของหรือเรื่องราวต่าง ๆ 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหาความสัมพันธ์ของส่วน สำคัญต่าง ๆ โดยการระบุความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผล หรือความ แตกต่าง ระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง 3. วิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการหาหลักความสัมพันธ์ส่วนสำคัญใน เรื่องนั้น ๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด ลักขณา สริวัฒน์(2549) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์มีลักษณะเป็นการกำหนดขอบเขต ของสิ่งที่จะวิเคราะห์โดยกำหนดจุดมุ่งหมายลงไปว่าจะวิเคราะห์เพื่ออะไร ด้วยการใช้ทฤษฎีใดๆ ที่ เห็นว่าเหมาะสมมาเป็นกรอบในการคิดวิเคราะห์และต้องสรุปผลรายงานให้ชัดเจน สำหรับการคิด วิเคราะห์จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานหลายประการในการที่จะนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ซึ่งได้แก่
17 1. ลักษณะการคิดที่เป็นหัวใจของการคิด คือ เป้าหมายของการคิด ไม่ว่าจะคิด เกี่ยวกับเรื่องใดๆก็ตาม การตั้งเป้าหมายของการคิดให้ถูกทางเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากการคิดนั้น หากเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ถึงแม้จะมีความคิดที่มีคุณภาพดีเพียงไรอาจจะมีการคิดให้เกิด ความเสียหายและมีผลก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ส่วนรวมได้ดังนั้นหากไม่มีทิศทางที่ถูกต้องคอย กำกับหรือควบคุมไว้ความคิดนั้นก็ไร้ประโยชน์การคิดที่เหมาะสมและถูกทางจึงเป็นการคิดที่คำนึงถึง ประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ในระยะยาวด้วย 2. ลักษณะการคิดระดับพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกระดับ ซึ่งเป็นลักษณะ เบื้องต้นที่จะนำไปใช้ในการคิดที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ได้แก่ การคิด 4 ลักษณะ ประกอบด้วย การคิด คล่อง การคิดหลากหลาย การคิดละเอียดลออ และการคิดให้ชัดเจน 3. ลักษณะการคิดระดับกลาง 4 ลักษณะ ประกอบด้วย การคิดกว้าง การคิดลึกซึ้ง การคิดไกล และการคิดอย่างมีเหตุผล 4. ลักษณะการคิดระดับสูง ได้แก่ การคิดที่ต้องมีกระบวนการ มีขั้นตอนที่มากและ ซับซ้อนขึ้นที่เรียกว่า กระบวนการคิด และกระบวนการคิดที่มีความสำคัญและจำเป็นมาก คือ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งหากบุคคลใดสามารถคิดได้อย่างมีวิจารณญาณก็จะได้สาน ความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองมาดีแล้วและนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้เช่น การนำไปใช้แก้ปัญหา การตัดสินใจทำหรือไม่ทำ การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือการปฏิบัติการสร้างและการผลิตสิ่งต่างๆ รวมทั้งการที่จะนำไปใช้ในด้านการศึกษาวิจัย กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะของการคิดวิเคราะห์ ถูกแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ โดย เป็นลักษณะที่แยกเป็นหลักๆ ที่เห็นถึงความชัดเจนในการคิดวิเคราะห์ของเรื่องราวต่างๆ 1.5 กระบวนการการคิดวิเคราะห์ กระบวนการของการคิดวิเคราะห์มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความคิดเห็น ดังนี้ สุวิทย์มูลคำ (2547 : 19) ได้กล่าวถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ดังนี้ 1. กำหนด สิ่งที่ต้องการวิเคราะห์เป็นการกำหนดวัตถุสิ่งของ เหตุการณ์ต่าง ๆขึ้นมา เพื่อเป็นต้นเรื่องที่จะวิเคราะห์ 2. กำหนดปัญหาหรือวัตถุประสงค์เป็นการกำหนดประเด็นข้อสงสัยจากปัญหาของ สิ่งที่ต้องการวิเคราะห์อาจจะกำหนดเป็นคำถามหรือกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์เพื่อค้นหา ความจริง สาเหตุ หรือความสำคัญ 3. กำหนดหลักการหรือกฎเกณฑ์เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ในการจำแนกสิ่งที่มี ความ เหมือนกันหรือแตกต่างกัน หรือหลักเกณฑ์ในการหาลักษณะความสัมพันธ์เชิงเหตุผลอาจเป็น ลักษณะความสัมพันธ์ที่มีความคล้ายคลึงกันหรือขัดแย้งกัน
18 4. พิจารณาแยกแยะ กระจายสิ่งที่กำหนดให้ออกเป็นส่วนย่อย ๆ โดยใช้เทคนิค คำถาม 5W 1H คือ ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไหร่ (When) เพราะเหตุใด (Why) อย่างไร (How) 5. สรุปคำตอบ เป็นการรวบรวมประเด็นที่สำคัญเพื่อหาข้อสรุปเป็นคำตอบหรือตอบ ปัญหาของสิ่งที่กำหนดให้ วนิช สุธารัตน์(2547 : 130-132) กล่าวว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์เป็นจุดเริ่มต้นสิ่งที่ สืบเนื่องหรือเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในระบบการคิดและจุดสิ้นสุดของการคิด โดยที่กระบวนการคิด วิเคราะห์มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบเรื่องความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง รวมทั้ง เทคนิคการตั้งคำถามจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งจะแสดงรายละเอียดไปทีละขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ระบุหรือทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหา ผู้ที่จะทำการคิดวิเคราะห์จะต้อง ทำความเข้าใจปัญหาอย่างกระจ่างแจ้ง ด้วยการตั้งคำถามหลายๆ คำถาม เพื่อให้เข้าใจปัญหาต่างๆที่ กำลังเผชิญอยู่นั้นอย่างดีที่สุด ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ในขั้นนี้ผู้ที่จะทำการคิดวิเคราะห์จะต้อง รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น จากการสังเกต จากการอ่าน จากข้อมูลการประชุม จากข้อเขียน บันทึกการประชุม บทความ จากการสัมภาษณ์การวิจัย และอื่นๆ การเก็บข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และด้วยวิธีการที่หลากหลาย หลายวิธีจำทำให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ชัดเจน มีความเที่ยงตรง ขั้นที่ 3 พิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูล หมายถึง ผู้ที่คิดวิเคราะห์พิจารณาความ ถูกต้องเที่ยงตรงของสิ่งที่นำมาอ้าง รวมทั้งการประเมินความเพียงพอของข้อมูลที่นำมาใช้ ขั้นที่ 4 การจัดข้อมูลเข้าเป็นระบบ เป็นขั้นที่ผู้คิดจะต้องสร้างความคิด ความคิดรวบ ยอด หรือสร้างหลักการขึ้นให้ได้ด้วยการเริ่มต้นจากระบุลักษณะของข้อมูล แยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น จัดลำดับความสำคัญข้อมูล พิจารณาขีดจำกัดหรือขอบเขตของปัญหา รวมทั้งข้อตกลง พื้นฐาน การสังเคราะห์ข้อมูลเข้าเป็นระบบและกำหนดข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ขั้นที่ 5 ตั้งสมมติฐาน เป็นขั้นที่นักคิดวิเคราะห์จะต้องนำข้อมูลที่จัดระบบระเบียบ แล้วมาตั้งเป็นสมมติฐานเพื่อกำหนดขอบเขตและการหาข้อสรุปของคำถามหรือปัญหาที่กำหนดไว้ซึ่ง ต้องอาศัยความคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลอย่างถูกต้อง สมมติฐานที่ตั้งขึ้นจะต้องมีความชัดเจน และมาจากข้อมูลที่ถูกต้องปราศจากอคติหรือความลำเอียงของผู้ที่เกี่ยวข้อง ขั้นที่ 6 การสรุป เป็นขั้นของการลงความเห็น หรือการเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่าง เหตุผลกับผลอย่างแท้จริง ซึ่งผู้คิดวิเคราะห์จะต้องเลือกพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมตามสภาพ ของข้อมูลที่ปรากฏ โดยใช้เหตุผลทั้งทางตรรกศาสตร์เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และพิจารณาถึงความ เป็นไปได้ตามสภาพที่เป็นจริง ประกอบกัน
19 ขั้นที่ 7 การประเมินข้อสรุป เป็นขั้นสุดท้ายของการคิดวิเคราะห์เป็นการประเมิน ความสมเหตุสมผลของการสรุปและพิจารณาผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ประพันธ์ศิริสุเสารัจ (2551 : 49) ได้กล่าวถึงการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการคิดระดับสูง การคิดจึงเป็นกระบวนการ ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กำหนดสิ่งที่จะวิเคราะห์ว่าจะวิเคราะห์อะไร กำหนดขอบเขตและนิยามของสิ่งที่ จะคิดให้ชัดเจน 2. กำหนดจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ว่าต้องการวิเคราะห์เพื่ออะไร เช่น เพื่อจัด อันดับ เพื่อหาเอกลักษณ์เพื่อหาข้อสรุป เพื่อหาสาเหตุ เพื่อหาแนวทางแก้ไข 3. พิจารณาข้อมูลความรู้ทฤษฎีหลักการ กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ว่าจะใช้ หลักใดเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และจะใช้หลักความรู้นั้นว่าควรใช้ในการวิเคราะห์อย่างไร 4. สรุปและรายงานผลการวิเคราะห์ได้เป็นระบบระเบียบชัดเจน สรุปได้ว่า ความสามารถคิดวิเคราะห์มีลักษณะการคิด เป็นการคิดที่มีจุดหมายเฉพาะ บางอย่างที่เป็นคุณสมบัติเด่นของการคิดนั้น ๆ ซึ่งจุดหมายหรือคุณสมบัติเด่นของการคิดนั้น ๆ มี ลักษณะค่อนไปทางนามธรรม จึงทำให้บุคคลมีความเข้าใจและตีความแตกต่างกันออกไปได้เช่น การ คิดลึกซึ้ง คุณสมบัติเด่นของการคิดลักษณะนี้ก็คือ ความลึกซึ้ง แต่ความลึกซึ้งยังมีลักษณะเป็น นามธรรม บุคคลจึงอาจเข้าใจและตีความแตกต่างกันออกไป และเนื่องด้วยความเป็นนามธรรมนี้เอง จึงทำให้ยากแก่การสอน เพราะไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมเพียงพอต่อการดำเนินการสอน ดังนั้นการที่จะพัฒนาลักษณะการคิดที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครูจำเป็นต้องมีความเข้าใจว่า ลักษณะการคิดนั้น ๆ คืออะไร มีจุดมุ่งหมาย วิธีการคิดหรือกระบวนการคิด และตัวบ่งชี้ที่สำคัญ อะไรบ้าง ลักษณะการคิดที่พึงประสงค์ที่ครูควรจะเริ่มพัฒนาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่เด็ก 1.6 เทคนิคการคิดวิเคราะห์ สุวิทย์มูลคำ (21 – 22) ได้กล่าวถึงเทคนิคการวิเคราะห์ไว้ดังนี้การคิดวิเคราะห์เป็นการ ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เน้นคิดเชิงลึกจากเหตุไปสู่ผลเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผล เชิงเงื่อนไข การจัดลำดับความสำคัญ และเชิงเปรียบเทียบ แต่เทคนิคที่ง่ายคือ 5 W 1H เป็นที่นิยมใช้คำตอบ What (อะไร) Where(ที่ไหน) When (เมื่อไร) Why (ทำไม) Who (ใคร) How(อย่างไร) ชัดเจนในแต่ ละเรื่อง ทำให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์นิยมใช้เทคนิคคำถามในช่วงต้นหรือช่วงเริ่มต้น การคิด วิเคราะห์ สุมน อมรวิวัฒน์(2541 : 130) ได้กล่าวว่า วิธีการคิดวิเคราะห์เป็นการพัฒนาทักษะคิด วิเคราะห์ที่สอดคล้องกับทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นถึงกระบวนการการคิดเพื่อแก้ปัญหาการคิด
20 วิพากษ์วิจารณ์การคิดตีความ การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์การคิดแบบย้อนทวนการคิดจำแนก แยกแยะ การคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์และการคิดจัดอันดับ Gagne (อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณีและคณะ, 2544 : 16) กล่าวถึง การเรียนรู้ที่เป็นทักษะทางปัญญาประกอบด้วย 3 ทักษะย่อยซึ่งแต่ละระดับเป็น พื้นฐานของกันและกันตามลำดับซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่เป็นการเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองและความต่อเนื่องของการเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นลูกโซ่ซึ่งทักษะย่อยแต่ละระดับ ได้แก่ 1. การจำแนกแยกแยะ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติทาง กายภาพของวัตถุต่าง ๆ ที่รับรู้เข้ามาว่าเหมือนหรือไม่เหมือนกัน 2. การสร้างความคิดรวบยอด หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุ่มวัตถุหรือสิ่ง ต่าง ๆ โดยระบุคุณสมบัติร่วมกันของวัตถุสิ่งนั้น ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้กลุ่ม วัตถุหรือสิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างจากกลุ่มวัตถุหรือสิ่งอื่น ๆ ในระดับรูปธรรม และระดับนามธรรมที่ กำหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่อให้สามารถสรุปอ้างอิง และตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง 3. การสร้างกระบวนการหรือกฎขั้นสูง หมายถึงความสามารถในการนำกฎหลาย ๆ ข้อที่สัมพันธ์กันมาประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ประเวศ วะสี (อ้างถึง-ใน ทิศนา แขมมณี, 2548 : 301 - 302) ได้กล่าวว่า ในการเรียนรู้ต้องให้ นักเรียนได้มีโอกาสฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม เพราะคำถามเป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งความรู้ควรให้ผู้เรียน ฝึกการ ถาม-ตอบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความกระจ่างในเรื่องที่ศึกษารวมทั้งได้ฝึกการใช้เหตุผล การ วิเคราะห์และการสังเคราะห์ฝึกค้นหาคำตอบจากเรื่องที่เรียน อเนก พ.อนุกูลบุตร (2547 : 62 - 63) กล่าวไว้ดังนี้การสอนให้คิดแบบวิเคราะห์ มุ่งหมายให้นักเรียนคิดออย่างแยกแยะได้และคิดได้อย่างคล่องแคล่ว หรือมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ได้ขั้นแรก ครูผู้สอนต้องรู้จักความคิดแบบวิเคราะห์นี้อย่างดีเสียก่อน ขั้นต่อ ๆ ไปจึงผสานการคิดแบบ นี้เข้าไปในกระบวนการเรียนการสอนไม่ว่าจะใช้ระเบียบวิธีสอน เทคนิคการสอนแบบใด โดยแบ่งแนว ทางการคิดในรูปกิจกรรมหรือคำถามให้พัฒนาการคิดแบบวิเคราะห์ขึ้นในตัวนักเรียน การสอนการคิด วิเคราะห์ประกอบด้วย 1. การสอนการคิดวิเคราะห์แยกองค์ประกอบ (Analysis of elements) มุ่งให้ นักเรียนคิดแบบแยกแยะว่าสิ่งสำเร็จรูปหนึ่งมีองค์ประกอบอะไร มีแนวทางดังนี้ 1.1 วิเคราะห์ชนิด โดยมุ่งให้นักเรียนคิดและวินิจฉัยว่า บรรดาข้อความ เรื่องราวเหตุการณ์ปรากฏการณ์ใด ๆ ที่พิจารณาอยู่นั้น จัดเป็นชนิดใด ประเภทใด ลักษณะใด ตาม เกณฑ์หรือหลักการใหม่ที่กำหนด เช่น เสียชีพอย่าเสียสัตย์ให้นักเรียนคิด (ช่วยกันคิด) ว่าเป็นข้อความ ชนิดใด และเพราะอะไรตามเกณฑ์ที่กำหนดให้ใหม่เหมือนในตำรา จุดสำคัญของการสอนให้คิดแบบ วิเคราะห์ชนิดก็คือ ต้องให้เกณฑ์ใหม่และบอกเหตุผลที่จัดชนิดตามเกณฑ์ใหม่ที่กำหนด
21 1.2 วิเคราะห์สิ่งสำคัญ มุ่งให้คิดแยกแยะและวินิจฉัยว่าองค์ประกอบใด สำคัญ หรือไม่สำคัญ เช่น ให้ค้นหาสาระสำคัญ แก่นสาร ผลลัพธ์ข้อสรุป จุดเด่น จุดด้อย 1.3 วิเคราะห์เลศนัย มุ่งให้คิดค้นหาสิ่งที่พรางไว้แฝงเร้นอยู่มิได้บ่งบอกไว้ ตรง ๆ แต่มีร่องรอยส่งให้เห็นว่ามีความจริงนั้นซ่อนอยู่ 2. การสอนการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์(Analysis of relationships) มุ่งให้ นักเรียนคิดแบบแยกแยะว่า มีองค์ประกอบใดสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันแบบใด สัมพันธ์ตามกันหรือ กลับกัน สัมพันธ์กันสูงต่ำเพียงไร มีแนวทางดังนี้ 2.1 วิเคราะห์ชนิดความสัมพันธ์ มุ่งให้คิดแบบค้นหาชนิดของความสัมพันธ์ว่า สัมพันธ์แบบตามกันกลับกันไม่สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบกับองค์ประกอบ องค์ประกอบกับเรื่องทั้งหมด เช่น มุ่งให้คิดแบบค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งใดสอดคล้อง กับ ไม่ สอดคล้องกับเรื่องนี้คำกล่าวใดสรุปผิด เพราะอะไร ข้อเท็จจริงใดไม่สมเหตุสมผลเพราะอะไรข้อความ ในย่อหน้าที่... เกี่ยวข้องอย่างไรกับข้อความทั้งเรื่องร้อยละกับเศษส่วน ทศนิยม เหมือนและต่างกัน อย่างไรบ้าง 2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์โดยมุ่งให้คิดเพื่อค้นหาขนาด ระดับของ ความสัมพันธ์เช่น สิ่งนี้เกี่ยวข้องมากที่สุด (น้อยที่สุด) กับสิ่งใด 2.3 วิเคราะห์ขั้นตอนของความสัมพันธ์ มุ่งให้คิดเพื่อค้นลำดับขั้นของ ความสัมพันธ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เช่น สิ่งใดเป็นปฐมเหตุต้นกำเนิดของปัญหา เรื่องราว เหตุการณ์ ปรากฏการณ์สิ่งใดเป็นผลที่ตามมา ผลสุดท้ายของเรื่องราว เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ 2.4 วิเคราะห์วัตถุประสงค์และวิธีการ มุ่งให้คิดและค้นว่าการกระทำ พฤติกรรม พฤติการณ์มีเป้าหมายอะไร เช่น ให้คิดและค้นหาว่าการกระทำนั้นเพื่อบรรลุผลอะไร ผลคือเกิดวินัย ในตนเองความไพเราะของดนตรีขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับจังหวะความตอนที่ เกี่ยวข้องอย่างไรกับ วัตถุประสงค์ของเรื่อง ผลคือสนับสนุน หรือขยายความ 2.5 วิเคราะห์สาเหตุและผลที่เกิดตามมา มุ่งให้คิดแบบแยกแยะให้เห็น ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ซึ่งเป็นยอดปรารถนาประการหนึ่งของการสอนให้คิดเป็น คือ คิดหาเหตุและ ผลได้ดีเช่น ให้คิดและค้นหาว่าสิ่งใดเป็นผลของ (สาเหตุ) สิ่งใดเป็นเหตุของ (ผล) ตอนใดเป็นสาเหตุที่ สอดคล้องกับเป็นผลขัดแย้งกับข้อความ เหตุการณ์คู่ใดสมเหตุสมผล เป็นตัวอย่างสนับสนุน 2.6 วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์โดยให้ค้นหาแบบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่ง แล้วบอกแบบความสัมพันธ์นั้น หรือเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์คู่อื่นๆ ที่คล้ายกัน ทำนองเดียวกันใน รูปอุปมาอุปไมย เช่น เซนติเมตร : เมตร อธิบายได้ว่า เซนติเมตรเป็นส่วนย่อยของเมตรเพราะฉะนั้น เซนติเมตร : เมตร คล้ายกับ ลูก : แม่
22 3. การสอนคิดวิเคราะห์หลักการ (Analysis of Organizational Principles ) มุ่ง ให้นักเรียนคิดอย่างแยกแยะจนจับหลักการได้ว่า สิ่งสำเร็จรูปคุมองค์ประกอบต่าง ๆ อยู่ในระบบใด คือหลักการอะไร ขั้นตอนการวิเคราะห์หลักการต้องอาศัยการวิเคราะห์ขั้นต้น คือ การวิเคราะห์ องค์ประกอบ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องแยกแยะสิ่งสมบูรณ์หรือระบบให้เห็น ว่าองค์ประกอบสำคัญมีหน้าที่อย่างไร และองค์ประกอบเหล่านั้นเกี่ยวข้องพาดพิง อาศัยสัมพันธ์กัน อย่างไร พิจารณาจนรู้ความสัมพันธ์ตลอดจนสามารถสรุป จับหัวใจ หรือหลักการได้ว่าการที่ทุกส่ เหล่านั้นสามารถทำงานร่วมกัน เกาะกลุ่มกันคุมกันจนเป็นระบบอยู่ได้เพราะหลักการใด ผลที่ได้เป็น การวิเคราะห์หลักการ (principle) ซึ่งเป็นแบบวิเคราะห์การสอนให้คิดแบบวิเคราะห์หลักการเน้นการ สอนวิเคราะห์ดังนี้ 3.1 วิเคราะห์โครงสร้าง มุ่งให้นักเรียนคิดแบบแยกแยะแล้วค้นหาโครงสร้าง ของสิ่งสำเร็จรูปนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหม่ เหตุการณ์ปรากฏการณ์ข้อความ การทดลอง เช่นการ ค้นคว้านี้(ทดลอง เนื้อเรื่องนี้การพิสูจน์) ดำเนินการแบบใดคำตอบคือ นิยามแล้วพิสูจน์-ตั้งสมมติฐาน แล้วตรวจสอบข้อความนี้(คำพูด จดหมาย รายงาน) มีลักษณะใด โฆษณาชวนเชื่อเรื่องนี้มีการนำเสนอ เช่นไร – ขู่ให้กลัวแล้วล่อให้หลง 3.2 การวิเคราะห์หลักการ มุ่งให้นักเรียนคิดแบบแยกแยะแล้วค้นหาความจริง แม่บทของสิ่งนั้น เรื่องราวนั้น สิ่งสำเร็จรูปนั้นโดยการคิดหาหลักการ เช่นหลักการสำคัญของเรื่องนี้มี ว่าอย่างไร-ยึดความเสมอภาคระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์เหตุการณ์ครั้งนี้ลุกลามมากขึ้น (สงบ รุนแรง) เนื่องจากอะไรคำโฆษณา (แถลงการณ์การกระทำ) ใช้วิธีใดจูงใจให้ความหวัง ไพรินทร์เหมบุตร ( 2549 : 3 - 4 ) ได้บอกวิธีการและขั้นตอนในการฝึกคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วย 6 ขั้น คือ 1. ศึกษาข้อมูลหรือสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ 2. กำหนดวัตถุประสงค์/ เป้าหมายของการคิดวิเคราะห์ 3. แยกแยะแจกแจงรายละเอียดสิ่งของที่ต้องการวิเคราะห์ 4. ตรวจสอบโครงสร้างหรือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบใหญ่และย่อย 5. นำเสนอข้อมูลการคิดวิเคราะห์ 6. นำผลมาวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ตามเป้าหมาย สรุปได้ว่า เทคนิคการคิดวิเคราะห์ เป็นการสอนให้คิดแบบวิเคราะห์มุ่งหมายให้เด็ก ปฐมวัยคิดออย่างแยกแยะได้และคิดได้อย่างคล่องแคล่ว หรือมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ได้ขั้นแรก ครูผู้สอนต้องรู้จักความคิดแบบวิเคราะห์นี้อย่างดีเสียก่อน ขั้นต่อ ๆ การใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เน้น คิดเชิงลึกจากเหตุไปสู่ผลเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผล เชิงเงื่อนไข การจัดลำดับความสำคัญ และเชิงเปรียบเทียบ
23 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ สุมาลี หมวดไธสง (2554) ทำวิจัย เรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน การศึกษาครั้งนี้มี จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการศึกษาระดับความสามารถมนการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยเพื่อ เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชาย-หญิง ที่มี อายุ 5-6 ปีซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่3 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2553 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Cluster Random Sampling) โดยการจับ สลากนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มา1ห้อง จำนวน 30 คน จากจำนวนห้องเรียน 5 ห้องเรียนเพื่อจัด กิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนใช้เวลาในการทดลองจำนวน 5 สัปดาห์ๆละ 3 วัน วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้มนการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นอกห้องเรียนมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และแบบทดสอบ ความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์สำหรับเด็กปฐมวัย ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .77 แบบแผนการวิจัยใช้แบบ One - Group Pretest - posttest Design สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล t - test แบบ Dependent Sample สมบัติ เจริญเกษ(2556)ได้ศึกษาผลการจัดประสบการณ์แบบวิทยาศาสตร์ที่มีต่อ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ วิทยาศาสตร์มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75ของคะแนนเต็ม มีจำนวนร้อยละ 87.50ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นุชนภา ราชนิยม (2558) ได้ศึกษาการศึกษาสภาพปัญหาและความพร้อมของการ จัดการสอนรูปแบบสะเต็มศึกษาในระดับต่างๆ ในกรุงโซล ผลการวิจัยพบว่าบ่อยครั้งและปัญหาที่ เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ สะเต็มศึกษาระดับกลาง... การศึกษาโรงเรียนเครือข่าย สะเต็ม กรุงเทพมหานคร พบว่าครูมีระดับการปฏิบัติตามการในรูปแบบต่างๆรู้แบบสะเต็มการศึกษาในระดับ ที่มักจะพบปัญหาคือครูขาดความรู้ความเข้าใจ ทิศทางของสะเต็มศึกษาเวลา ในการควบคุมความ เข้มข้นและขาดงบประมานในความหลากหลายของครูที่มีส่วนใหญ่พร้อมการเรียนการสอน รูปแบบ การสอนความเข้มข้นระดับหนึ่งพบว่าครูส่วนใหญ่จะมีด้านการจัดการเรียน การสอนมากที่สุด รองผู้ บัญชาการคือในส่วนของเพดานและประเมินผล และด้านการเตรียมการสอน ระดับความพร้อมในการ ควบคุมรูปแบบ สะเต็มการศึกษาตามบันทึกของโรงเรียน พบว่ามีระดับความพร้อม ระดับน้อย ระดับ ความพร้อมของ อาจารย์ผู้สอนทั้ง 3 วิชาพบว่าอาจารย์ส่วนใหญ่มีพร้อมในเรื่องนั้นรูปแบบสะเต็ม ศึกษาระดับน้อยและเตรียมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหัวข้อสะเต็มศึกษาของครูปฐมวัยอย่าง สม่ำเสมอโปรแกรมการศึกษาวิจัยครูแบบร่วมมือซึ่งได้แก่ 2 ส่วนต่างๆ คือ 1) การอบรมที่เน้นความรู้
24 ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลักสูตรการเรียนรู้ตามหัวข้อสะเต็มศึกษา 2) เช่นประสบการณ์การเรียนรู้ ตามหลักสูตรสะเต็มศึกษาผลการวิจัยพบว่าการค้นคว้าวิจัยครูแบบร่วมมือเรื่องสะเต็มการศึกษาช่วย ให้ครูเกิดความเข้าใจในเรื่องต่างๆ สะศึกษาเต็มและ นำความรู้ความรู้การอบรมมาเพื่อจัด ประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา จีรภัทร์ ถิรปัญญา(2560) ได้ศึกษารายงานผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2พบว่า ทุก พฤติกรรมและภาพรวมเริ่มสัปดาห์แรกมีพัฒนาการดีขึ้นทุกช่วงสัปดาห์จนถึงสัปดาห์ที่ 10ยกเว้น ทักษะการจำแนกในสัปดาห์ที่ 6นักเรียนมีพฤติกรรมลดลงจากระดับ 2.83ลดลงเป็น 2.78จากนั้นก็มี การพัฒนาขึ้นจนถึงสัปดาห์ที่ 7จากระดับพฤติกรรม 2.72ลดลงเป็น 2.56จากนั้นก็พัฒนาขึ้นจนถึง สัปดาห์ที่ 10สำหรับทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล นักเรียนมีระดับพฤติกรรมคงที่ในสัปดาห์ที่ 7 และ 8คืออยู่ระดับ 2.61จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นจนถึงสัปดาห์ที่ 10สรุปภาพรวมด้านทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีการพัฒนาดีขึ้นทุกช่วงสัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึง สัปดาห์สุดท้าย วิชญาพร อ่อนปุย และ พิชญาภา ตรีวงษ์(2563)ได้การศึกษาการจัดการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบสะเต็มศึกษาในรายวิชาคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัยที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นก่อนการ จัดการเรียนการสอน นักศึกษาดำเนินการทดสอบโดยใช้แบบวัดทักษะการคิด วิเคราะห์ มีผลคะแนน เฉลี่ย ̅ = 10.90, S.D. = 2.30 หลังการจัดการเรียนการสอนดำเนินการทดสอบโดยใช้แบบ วัดทักษะ การคิดวิเคราะห์ชุดเดิมมีผลคะแนนสูงขึ้นเฉลี่ย ̅ =22.77, S.D = 2.93 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนน ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีผลคะแนน พัฒนา โดยเฉลี่ย ̅ = 11.87, S.D. = 3.08ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ สรุปได้ว่า ความสามารถ ด้านการคิดวิเคราะห์สามารถพัฒนาและส่งเสริมได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นการ เรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กจึงถือว่าเป็น สิ่งจำเป็นที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ อย่างต่อเนื่องเป็นพื้นฐานในการเรียนชั้นสูงต่อไป ผู้วิจัยจึงได้สังเคราะห์ทักษะย่อยด้านการคิด วิเคราะห์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คาดหวัง ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ที่ ต้องการให้เกิดกับเด็กวัย 5-6 ปีนำมากำหนดเป็นเนื้อหาสำคัญของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเตรียมความ พร้อมด้านการคิด วิเคราะห์ สำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1) การสังเกตและการจำแนก หมายถึง ความสามารถ ในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าหรืออย่างใดอย่างหนึ่งแยกแยะลักษณะที่เหมือนกัน สัมพันธ์กัน หรือแตกต่างกันของสิ่งของ หรือเหตุการณ์ 2) การจับคู่และการเปรียบเทียบ หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาเทียบเคียงสิ่งของ หรือเหตุการณ์ ที่เหมือนกัน มีความสัมพันธ์กัน หรือ
25 ประเภทเดียวกันเข้าคู่กัน 3) การจัดกลุ่ม หมายถึง ความสามารถ ในการแบ่งประเภทสิ่งของโดยหา เกณฑ์ หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึ้น เช่น ความเหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ร่วม 4) การ เรียงลำดับ หมายถึง ความสามารถในการจัด สิ่งของ หรือเหตุการณ์ ตามความต้องการโดยจะเป็นการ ลำดับข้อมูลจากน้อยไปหามาก หรือจากมากไปหาน้อย ลำดับเหตุการณ์ก่อน-หลัง 2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา 2.1 ความหมายของสะเต็มศึกษา พรทิพย์ ศิริภัทราชัย (2556) ได้ให้ความหมาย ของสะเต็มศึกษา (STEM Education) ว่า เป็นการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration) นั่นคือเป็นการบูรณาการ ระหว่างศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ (E) และ คณิตศาสตร์ (M) ทั้งนี้ได้นำสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่างลงตัวและเป็นไปแบบ ธรรมชาติเป็น การบูรณาการที่สามารถจัดสอนได้ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาล - มัธยมศึกษาตอน ปลาย เป็นการสอน ที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับ แนวการพัฒนาคนให้มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21เช่นด้านปัญญา ด้านทักษะการคิด และด้าน คุณลักษณะผู้เรียนทักษะการท างาน เป็นกลุ่มทักษะการสื่อสาร สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (2557) เสนอว่า สะเต็มศึกษา (STEM Education ) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ บูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีซึ่งผนวกกับความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์เข้าไป เพื่อ มุ่งการแก้ไขปัญหาที่พบเห็นในชีวิตจริงและเป็น การเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในการ ปฏิบัติงานที่ต้องใช้องค์ความรู้และทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมและ เทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต มนตรี จุฬาวัฒนทล (2556, หน้า 16) ได้ให้ความหมายของสะเต็มศึกษา ไว้ว่าคือ วิธีการ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา โดยไม่เน้น เพียงการท่องจำสูตรเพียง อย่างเดียว แต่สะเต็มศึกษาจะฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด การตั้งคำถาม แก้ปัญหาและสร้างทักษะการหา ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ ทำให้ผู้เรียนรู้จัก นำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์สาขาต่าง ๆ มาบูรณาการกัน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาสำคัญ ๆ ที่พบในชีวิตจริง ศานิกานต์เสนีวงศ์(2556, หน้า 30) ได้ให้ความหมายของสะเต็มศึกษา ไว้ว่าเป็นแนวการ จัดการศึกษาที่เน้นการบูรณาการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยเน้น การนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนา กระบวนการผลิตใหม่ ที่เป็น ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและอาชีพ
26 สุพรรณี ชาญประเสริฐ (2557) เสนอว่า สะเต็มศึกษา เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มี การบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์โดยที่การจัดการเรียนรู้ตาม แนวทาง สะเต็มศึกษาจะต้องมีการบูรณาการพฤติกรรมที่ต้องการหรือคาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเข้า กับ การเรียนรู้เนื้อหาด้วย พฤติกรรมเหล่านี้ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการสืบเสาะหา ความรู้การสำรวจตรวจสอบ การคิดอย่างมีเหตุมีผลในเชิงตรรกะ รวมถึงทักษะของการเรียนรู้หรือ การทำงาน แบบร่วมมือ ดังนั้น จะพบว่าสะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ ส่งเสริมให้เกิด การบูรณาการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและกระบวนการทาง วิศวกรรมศาสตร์ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นให้สามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการเรียนรู้ไปใช้ แก้ปัญหาในชีวิตจริง เป็นประโยชน์ต่อการด าเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต นัสรินทร บือซา (2558) การจัดการเรียนรูที่มีการบูรณาการศาสตร์ เนื้อหาความรู วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์โดยผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยเน้นให้ผู้เรียน นำความรูในภาคทฤษฎีมาใช้แกปัญหาในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของความรู ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นความรูและทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิตเพื่อ การประกอบอาชีพและพัฒนาประเทศในอนาคต ทัศนภรณ์ แสงศรีเรือง (2559) สะเต็มศึกษาเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการ ระหว่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เทคโนโลยี ผนวกกับการออกแบบเชิงวิศวกรรมเข้ามาร่วม โดยมี ขั้นตอน การออกแบบเชิงวิศวกรรม 5 ขั้นคือ (1) การระบุปัญหา (Identify a Challenge) (2) การ ค้นหา แนวคิดที่เกี่ยวข้อง (Explore Ideas) มี 2 ขั้นย่อยคือ (2.1) การรวบรวมข้อมูล (2.2) การค้นหา แนวคิด (3) การวางแผนและพัฒนา (Plan and Develop) มี 2 ขั้นย่อย (3.1) การออกแบบวิธีการ แก้ไขปัญหา (3.2) การวางแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหา (4) การทดสอบและประเมินผล (5) การ นำเสนอผลลัพธ์ Fitzallen (2015) เสนอว่า STEM Education มีคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐาน เพราะเป็น ภาษาสำหรับ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและเทคโนโลยี คณิตศาสตร์คือรากฐานที่สนับสนุนบริบท การศึกษา บูรณาการ STEM Education เนื่องจากในขณะที่การจัดกิจกรรมเน้นเนื้อหาแนวความคิด อื่นกับมีการเปลี่ยนเป็นโฟกัสที่ คณิตศาสตร์โดยบังเอิญอย่างเป็นธรรมชาติ บริบทการเรียนรู้กิจกรรม STEM Education จึงจำเป็นต้องบูรณาการให้คณิตศาสตร์มากที่สุด ของการจัดการเรียนรู้ ประสบการณ์ Mcdonald (2016) เสนอว่า STEM Education เป็นตัวย่อที่ใช้กันโดยทั่วไปเพื่ออธิบาย การศึกษาหรือปฏิบัติวิชาชีพสาขา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ STEM Education คือ ความรู้แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ ระหว่างวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อให้ พัฒนาความเข้าใจของ ตนเอง STEM Education มุ่งเน้นวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์เป็นหลัก เพื่อ
27 เตรียมเข้าสู่โลกดิจิทัลที่ เพิ่มมากขึ้น ความรู้ที่ได้จากสองสาขาวิชาหรือมากกว่า ของ STEM Education สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง หรือใช้เพื่อทำความเข้าใจให้ มากขึ้น จากการศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า STEM Education) หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยเน้นการนำความรู้มาประยุกต์แก้ไขปัญหาสถานการณ์ หรือพัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหา โดยการบูรณาการ (Integration) 4 สาขาวิชาเข้าด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์และการออกแบบทางวิศวกรรม กระทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยแต่ละคนมีหน้าที่เป็น ของตนเองตามศักยภาพและความสามารถของผู้เรียน เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร กระบวนการ ทำงานแบบกลุ่ม และเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต รวมถึงการ ประกอบชีพ หรือพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ 2.2 แนวคิดและลักษณะของสะเต็มศึกษา (STEM Education) สะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็นการจัดการศึกษาที่มีแนวคิดและลักษณะดังนี้ (Dejarnette, 2012 ; Wayne, 2012 ; Breiner, 2012 ; ธวัช ชิตตระการ, 2555 ; รักษพล ธนานุวงศ์, 2556 ; อภิสิทธิ์ ธงไชย, 2555 ; พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556) 2.2.2.1 เป็นการบูรณาการข้ามกลุ่ม สาระวิชา (Interdisciplinary Integration) นั่นคือ เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์(E) และคณิตศาสตร์ (M) ทั้งนี้ได้นำจุดเด่น ของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามา ผสมผสานกันอย่างลงตัว กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ (S) เน้นเกี่ยวกับความเข้าใจในธรรมชาติโดยนักการศึกษา มักชี้แนะให้อาจารย์ครูผู้สอน ใช้วิธีการสอนวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการสืบเสาะ (Inquiry - based Science Teaching) กิจกรรม การสอนแบบแก้ปัญหา (Scientific Problem - based Activities) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับผู้เรียน ระดับประถมศึกษา แต่ไม่เหมาะกับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา หรือ มหาวิทยาลัยเพราะทำให้ผู้เรียน เบื่อหน่ายและไม่สนใจแต่การสอนวิทยาศาสตร์ใน STEM Education จะทำให้นักเรียนสนใจมีความ กระตือรือร้นรู้สึกท้าทายและเกิดความมั่นใจในการเรียนส่งผลให้ผู้เรียน สนใจที่จะเรียนในสาขา วิทยาศาสตร์ในระดับชั้นที่สูงขึ้นและประสบความสำเร็จในการเรียนเทคโนโลยี(T) เป็นวิชาที่เกี่ยวกับ กระบวนการแก้ปัญหาปรับปรุงพัฒนาสิ่งต่าง ๆ หรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อ ตอบสนองความต้องการ ของคนเราโดยผ่านกระบวนการท างานทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า Engineering Design หรือ Design Process ซึ่งคล้ายกับกระบวนการสืบเสาะดังนั้นเทคโนโลยีจึงมิได้หมายถึงคอมพิวเตอร์หรือ ICT ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจวิศวกรรมศาสตร์ (E) เป็นวิชาที่ว่าด้วย การคิดสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรม ต่าง ๆ ให้กับนิสิตนักศึกษาโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งคนส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่าเป็นวิชาที่สามารถเรียนได้แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า แม้แต่เด็กอนุบาลก็สามารถเรียนได้
28 ดีเช่นกันคณิตศาสตร์ (M) เป็นวิชาที่มิได้หมายถึง การนับจำนวนเท่านั้นแต่เกี่ยวกับ องค์ประกอบอื่นที่ สำคัญประการแรกคือกระบวนการคิดคณิตศาสตร์ (Mathematical Thinking) ซึ่งได้แก่การ เปรียบเทียบการจำแนก/จัดกลุ่ม การจัดแบบรูป และการบอกรูปร่างและคุณสมบัติประการ ที่สอง ภาษาคณิตศาสตร์เด็กจะสามารถถ่ายทอดความคิดหรือความเข้าใจความคิดรวบยอด (Concept) ทาง คณิตศาสตร์ได้โดยใช้ภาษาคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร เช่น มากกว่าน้อยกว่าเล็กกว่าใหญ่กว่า ฯลฯ ประการต่อมา คือ การส่งเสริมการคิดคณิตศาสตร์ขั้นสูง (Higher-level Math Thinking) จาก กิจกรรม การเล่นของเด็กหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน STEM Education เป็นการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและ สอดคล้อง กับแนวการพัฒนาคนให้มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 เช่น 1) ด้านปัญญาผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาวิชา 2) ด้านทักษะการคิด ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง เช่น การ คิดวิเคราะห์การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ 3) ด้านคุณลักษณะผู้เรียน มีทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพการเป็นผู้นำตลอดจนการน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น 2.3 จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Educati สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2558) 1. ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ แก้ปัญหาในชีวิตจริงและสร้าง นวัตกรรมที่ใช้สะเต็มเป็นพื้นฐาน 2. ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขและมองเห็นเส้นทางการประกอบอาชีพในอนาคต 3. ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีสูงขึ้น 4. ครูสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาอย่างมั่นใจ 5. สสวท. ได้รูปแบบการจัดการศึกษาสะเต็มที่เชื่อมโยงกับกลุ่มสาระอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มพูนโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในบริบทที่หลากหลายมี ความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง 6. ประเทศไทยจะมีก าลังคนด้านสะเต็ม (STEM Workforce) ที่จะช่วยยกระดับรายได้ ของชาติให้สูงกว่าระดับรายได้ปานกลางในอนาคต จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือ เป็นทรัพยากรสำคัญในการยกระดับความสามารถของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ อีกทั้ง การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ยังเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะ
29 ทางด้านความรู้ควบคู่ไปกับทักษะในการด ารงชีวิตที่จ าเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต ต่อไป 2.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จำรัส อินทลาภาพร และคณะ (2558, หน้า 64) ได้เสนอแนวทาง การจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิดสะเต็มศึกษา ผู้สอนควรจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ 1. จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) เป็นการจัดการ เรียนรู้ที่กำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหา และท้าทายการคิดของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ สนใจและศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับ จากผู้สอนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดการ ใฝ่เรียนรู้ 2. จัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based learning) เป็นการจัดการ เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกทำโครงงานที่ตนเองสนใจ โดยร่วมกัน สำรวจ สังเกต และกำหนด เรื่องที่ตนเองสนใจ มีการวางแผนในการทำโครงงานร่วมกัน โดยศึกษาหาข้อมูลความรู้ที่จำเป็น และ ลงมือปฏิบัติตามแผนที่กำหนดจนได้ข้อค้นพบ หรือองค์ความรู้ใหม่แล้วเขียนรายงาน และนำเสนอต่อ สาธารณชน และนำผลงานเละ ประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสรุปผลการ เรียนรู้ที่ได้รับจาก ประสบการณ์ที่ได้รับทั้งหมด 3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ ของผู้เรียน สถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557) ได้เสนอ แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวสะเต็มศึกษาในระดับการศึกษาปฐมวัย ดังนี้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา สำหรับในระดับการศึกษาปฐมวัย นั้นสามารถจัดในรูปแบบหน่วยก็ได้หรือการสอนแบบโครงงานก็ได้ สิ่งที่ครูผู้สอนต้องคำนึง คือ จะต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาทักษะกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ซึ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในระดับการศึกษาปฐมวัยมี 4 ขั้น ดังนี้1. ขั้นการตั้งคำถาม ในขั้นนี้ครูจะต้องกระตุ้นให้ เด็กเกิดข้อคำถาม ข้อสงสัยกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อย่างไร ก็ตามครูปฐมวัย หลายท่านอาจพบว่าเป็นการยาก ที่เด็กปฐมวัยในชั้นเรียนไม่สามารถตั้งคำถามหรือข้อสงสัยได้ ครูก็ ต้องเป็นผู้กระตุ้นให้เด็ก เกิดข้อคำถาม โดยชวนเด็ก สังเกต สำรวจลักษณะของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ใช้ คำถาม หลากหลายในลักษณะปลายเปิดเพื่อให้เด็กคิดหาคำตอบ เมื่อตั้งคำถามแล้วครูควรเว้น ระยะ เพื่อให้เด็กคิดหาวิธีการเพื่อให้ได้คำตอบ อย่ารีบตอบคำถามเอง 2. ขั้นการสำรวจตรวจสอบเก็บรวบรวมข้อมูล ในขั้นนี้ครูต้องกระตุ้น ให้เด็กได้ใช้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ในการสืบค้นข้อมูล ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะ
30 การสำรวจ ทักษะการทดลอง ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย การบันทึกข้อผลการสำรวจ ตรวจสอบด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัย 3. การตอบคำถามที่ตั้งขึ้นโดยใช้ผลจากการสำรวจตรวจสอบ มาสร้างคำอธิบายที่มี เหตุผล 4. การนำเสนอผลการสำรวจที่ตั้งขึ้นโดยใช้ผลจากการสำรวจ ตรวจสอบที่เหมาะสม กับวัยและความสามารถของเด็กโดยการนำเสนอผลการสำรวจ ในเด็กระดับการศึกษาปฐมวัยทำได้ โดยการพูดให้เพื่อนฟัง การวาดภาพ การแสดงท่าทาง การสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์ 2.5 บทบาทของผู้สอนต่อการจัดการเรียนตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) จำรัส อินทลาภาพร (2558) ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้สอนของการจัด การเรียนรู้ตาม แนวคิดสะเต็มศึกษา ดังนี้ 1. จัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ตื่นเต้น น่าสนใจ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา เพื่อ ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิดและการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง 2. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาที่ท้าทายความรู้ความสามารถ กระบวนการคิดและการแก้ปัญหาของผู้เรียน โดยใช้สถานการณ์ที่เป็นปัญหาในโลกปัจจุบัน 3. จัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ 4. จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ 3 สาระ ได้แก่ สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสอดแทรกกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรม 5. จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) โดย สร้างสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับชีวิตจริงและท้าทายกระบวนการคิดของผู้เรียน เพื่อกระตุ้น ให้ ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดหาคำตอบโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ ด้วยตนเอง 6. เป็นผู้โค้ช (Coach) 7. เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ (Mentor) 8. ตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด 9. ประเมินกระบวนการทำงานและผลงานของผู้เรียนโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย และให้ข้อมูลย้อนกลับระหว่างและหลังจากปฏิบัติการทดลอง โดยใช้การสื่อสารเชิงบวก สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (2558, น. 163 – 164) ได้กล่าวถึงลักษณะของครูสะเต็มศึกษาไว้ ว่าความสำเร็จของการสอนสะเต็มศึกษาเกิดจากกระบวนการสอนที่ทำให้นักเรียนสนใจ ได้ลงมือ ปฏิบัติ และโรงเรียนสร้างเงื่อนไขสนับสนุนการสอนสะเต็มศึกษา สรุปคือ ความสามารถของครู กระบวนการ และสภาพแวดล้อม หรือกล่าวคือ เกิดที่โรงเรียนโดยครูเป็นแกนหลักของความสำเร็จซึ่ง
31 ครูต้องรู้เนื้อหาอย่างลุ่มลึกและเข้าใจการเรียนรู้สะเต็มศึกษาของนักเรียน งานหลักของครูคือการ ออกแบบกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เป็นพลวัตตามพัฒนาการของนักเรียน ให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning) จากแรงบันดาลใจ สรุปง่ายคือครูที่สอนสะเต็ม ศึกษาต้องรู้จริงในศาสตร์ ในกระบวนการกับนักเรียนและเพื่อประเมินเพื่อพัฒนาได้และในการพัฒนา ครูให้รู้ลึกในศาสตร์สะเต็มศึกษาและรู้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนจึงสำคัญมาก ครูต้องทำงานเป็น ทีมของสาระวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อีกทั้งต้องรู้เทคโนโลยี และเข้าใจกระบวนการคิดแบบ วิศวกรด้วย จากแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEM EDUCATION ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ครูจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ตื่นเต้น น่าสนใจ สนุกสนานมี ชีวิตชีวาเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนากระบวนการคิดและการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาที่ท้าทายความรู้ความสามารถ กระบวนการคิดและการ แก้ปัญหาของนักเรียน โดยใช้สถานการณ์ที่ใกล้ตัวกับนักเรียนจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ บูรณาการทั้ง 4 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ โดยสอดแทรกกระบวนการ ออกแบบทางวิศวกรรมและครูควรใช้คำถามที่ช่วยกระตุ้นความคิดในการแก้ปัญหาของนักเรียนอยู่ ตลอด 2.6 การวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแบบ STEM EDUCATION Eppes et al. (2020) ได้เสนอวิธีการวัดและประเมินผลตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สามารถ ทำได้ 2 วิธี คือ 1. ในกรณีที่ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based Learning) ในการสอนคณิตศาสตร์ผู้สอนสามารถประเมินนักเรียนดังนี้ คือ 1.1 การตั้งคำถามในแบบทดสอบ 1.2 การปฏิบัติการทดลอง 1.3 การรายงานผลการทดลอง 1.4 การศึกษาตัวแปรที่ใช้ในการทดลอง 2. ในกรณีที่ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) ผู้สอนสามารถประเมินกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรมของนักเรียน ดังนี้ คือ 2.1 การระดมความคิด 2.2 การพัฒนาโมเดลต้นแบบ 2.3 การทำงานเป็นทีม
32 สรุปได้ว่า ในการวัดและประเมินผลตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ผู้สอนควร ใช้การประเมิน หลายครั้งคือประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และประเมินหลังเรียน การประเมินระหว่างเรียน ผู้สอน ทำได้โดยการใช้คำถาม การสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน การประเมินตนเองและการประเมินจาก เพื่อนและการบันทึกข้อมูลงานที่ทำเสร็จตาม เป้าหมายที่กำหนด ส่วนการประเมินหลังเรียน ผู้สอน สามารถประเมินผลงานที่ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติ 1.การสร้างแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัย แบบทดสอบเป็นเครื่องมืออีกแบบหนึ่งที่ใช้ในการวัดและประเมิน ความสามารถด้าน วิทยาศาสตร์ประกอบด้วย แบบทดสอบมาตรฐานและแบบทดสอบ ที่ครูสร้างขึ้น แบบทดสอบ มาตรฐานเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์นั้น คือ การสร้างต้องตรงตามเนื้อหาและ จุดประสงค์ข้อสอบจะต้องได้รับการวิเคราะห์หาค่าความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่นและวิเคราะห์รายข้อ สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่นำไปทดลอง ใช้จะต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะหาเกณฑ์มาตรฐานและจะต้องมี คู่มือการใช้แบบทดสอบ ทั้งนี้เพื่อให้ใครก็ตามสามารถดำเนินการสอบและการแปลคะแนนได้ เหมือนกันหรือเป็นระบบ เดียวกัน แบบทดสอบหมายถึงการตรวจสอบว่าเด็กเกิดการเรียนรู้ในวิธีต่าง ๆ ตลอดจนความพร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไปซึ่งเด็กจะแสดงพฤติกรรมหรือปฏิกิริยา อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่นเด็กสามารถตอบคำถามของครูได้เด็ก สามารถทำตามคำสั่งของครูได้ ถูกต้องซึ่งลักษณะของการทดสอบที่นิยมใช้ในระดับปฐมวัย มี 3 ลักษณะ คือ การทดสอบทางวาจา การทดสอบโดยใช้แบบทดสอบ (ข้อเขียน) และการทดสอบโดยการปฏิบัติ 1) การทดสอบทางวาจา (Oral Test) หมายถึง การทดสอบ แบบปากเปล่าโดยมีการ โต้ตอบกันทางคำพูดแทนที่จะใช้ในการเขียนตอบ 2) การทดสอบโดยใช้แบบทดสอบ (Paper-Pencil Test) หมายถึง การสอบที่ต้องขีด เขียน กล่าวคือต้องใช้กระดาษดินสอหรือปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ 3) การทดสอบโดยการปฏิบัติ (Performance Test) การทดสอบ แบบนี้ผู้สอนต้องลง มือกระทำโดยครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้อง หรือมีผลงานเป็นอย่างไรแล้ว พิจารณาให้คะแนนประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 52) 2. เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบระดับปฐมวัย การเลือกแบบทดสอบระดับปฐมวัยควรคำนึงถึงเกณฑ์ต่อไปนี้ 2.1 ความจำเป็นของแบบทดสอบครูต้องพิจารณาว่า มีความจำเป็นอย่างไรที่จะใช้แบบทดสอบถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรใช้กรณีที่เด็ก มาสมัคร เข้าเรียนใหม่ควรมีการทดสอบเพื่อจัดให้เข้ากลุ่มได้อย่างเหมาะสมถ้าต้องการทราบ ความก้าวหน้าในการเรียนคงต้องทำการทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อนำผลมา เปรียบเทียบ กัน
33 2.2 ลักษณะข้อมูลที่ต้องการการเลือกแบบทดสอบต้องคำนึงถึงผลงานว่าต้องการ ข้อมูลชนิดใดเพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม 2.3 ความตรงของแบบทดสอบแบบทดสอบที่เลือกมาใช้ต้อง สามารถให้ข้อมูลที่เรา ต้องการได้จริง ๆ 2.4 ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กต้องคำนึงถึงรูปภาพต่าง ๆ ตลอดจนคำถามที่ใช้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเด็กเพียงใด 2.5 ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้การพิจารณา เกณฑ์ข้อนี้ควรตั้ง คำถามดังต่อไปนี้ “แบบทดสอบนั้นยาวไหม” “เด็กสามารถทำได้หรือไม่” “เสร็จทันเวลาหรือไม่” และต้องสะดวกในการตรวจใช้เวลาน้อย (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 53) 3. การสร้างแบบทดสอบสำหรับเด็กปฐมวัย หลักเบื้องต้นการสร้างแบบทดสอบสำหรับเด็กปฐมวัยครูผู้สอน ควรพิจารณาสิ่ง ต่อไปนี้ 3.1 กำหนดจุดมุ่งหมายของการสอนให้แน่ชัด จุดมุ่งหมาย ของการสอนมี 4 ลักษณะ คือ 3.1.1 เพื่อจัดตำแหน่งถ้าเป็นการวัดความพร้อมแบบทดสอบ ก็จะเจาะจง แบบทดสอบเฉพาะพื้นฐานที่จำเป็น 3.1.2 เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของการเรียนจะต้องตรวจสอบเป็น ระยะ ๆ ระหว่างที่เด็กเล่นหรือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งและจะต้องเจาะจง เลือกตัวแทนของความรู้ แต่ละขั้นตอนของการเรียนรู้ลักษณะของสถานการณ์ในการทดสอบ การแสดงพฤติกรรมที่ต้องการ 3.1.3 เพื่อวินิจฉัยต้องพิจารณาในรายละเอียดทั้งความรู้ด้านเนื้อหาและ พฤติกรรม 3.1.4 เพื่อประเมินผลการประเมินผลเป็นการตัดสินความสามารถของเด็ก ว่าอยู่ในระดับใดดังนั้นการตรวจสอบทั้งด้านเนื้อหาและพฤติกรรม ค่อนข้างยาก 3.2 สร้างตารางแผนแบบทดสอบเป็นตารางที่แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างจุดมุ่งหมายการสอนเนื้อหาโดยมีการใช้ตัวเลขบอกน้ำหนักความสำคัญ ของพฤติกรรม การเรียนรู้พฤติกรรมที่วัดจะต้องเป็นตัวแทนของพฤติกรรมการเรียนรู้มีการประมาณ ค่า ความสำคัญของพฤติกรรมที่จะประเมินผลแต่ละรายการการประเมินค่ากำหนดเป็นห้าช่วง มีการ กำหนดจำนวนข้อ ของคำถามที่จะใช้เป็นสถานการณ์เพื่อกระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรม โดยจำนวน ข้อสอบเป็นสัดส่วนกับน้ำหนักความสำคัญ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นครูสามารถสร้างแบบทดสอบ ขึ้นมา เพื่อใช้ในการวัดและประเมินความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของเด็กแบบทดสอบที่สร้างขึ้น
34 ส่วนใหญ่มักเป็นแบบเลือกตอบอาจมีสามถึงสี่ตัวเลือกทั้งนี้แล้วแต่ระดับอายุของเด็ก โดยมีหลักในการ สร้างแบบทดสอบ ดังนี้ 3.2.1 ครูควรได้ทบทวนจุดมุ่งหมายของการสอนทักษะ พื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์เพื่อดูว่าในระดับอนุบาล (ปีที่ 1 ปีที่ 2 หรือปีที่ 3) นี้ครูต้องการ ให้เด็กปฐมวัยมี ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์อะไรบ้างและมีอย่างละเท่าไหร่ 3.2.2 ออกข้อสอบตามจุดมุ่งหมายโดยให้ครอบคลุม ทักษะพื้นฐาน ทั้งหมดและควรใช้ภาพประกอบเป็นส่วนใหญ่เพื่อดึงดูดความสนใจและส่วนที่ เป็นข้อความครูจะต้อง อ่านให้เด็กฟังอย่างช้า ๆ เป็นจังหวะ (เด็กปฐมวัยยังไม่สามารถอ่าน หนังสือได้) 3.2.3 ข้อสอบควรเริ่มจากข้อง่าย ๆ และเพิ่มความยาก ขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถออกจากเด็กที่ไม่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ได้ 3.2.4 เมื่อสร้างข้อสอบเสร็จแล้วควรมีการนำข้อสอบมาให้ครูคนอื่น ๆ ช่วยกันวิจารณ์ข้อสอบเพื่อให้ได้ข้อสอบที่ถูกต้องชัดเจนและตรงตาม ความมุ่งหมายดียิ่งขึ้น 3.2.5 นำข้อสอบจัดพิมพ์ให้ชัดเจนและนำมาตรวจสอบ ความถูกต้อง ก่อนนำมาใช้ 3.2.6 ผลของการทดสอบเด็กทั้งชั้นครูน่าจะได้นำไป วิเคราะห์หาอำนาจ จำแนก ค่าความยาก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบชุดนั้น และเลือกข้อสอบที่ดีเก็บไว้ใช้ในครั้ง ต่อไปส่วนข้อสอบที่ไม่ดีก็จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2545, หน้า 153-154) ได้กล่าวถึงชนิด แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นสำหรับเด็กปฐมวัย โดยสรุป คือ แบบทดสอบที่เหมาะ สำหรับ เด็กวัยนี้ควรเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของผู้ที่สอบได้จากการเรียนรู้โดย ต้องการทราบว่าผู้สอบมีความรู้อะไรบ้างมากน้อยเท่าไร เมื่อผ่านการเรียนไปแล้ว ดังนั้น ลักษณะของ การสอบวัดจึงมุ่งไปที่ประสบการณ์ของความรู้ที่ได้จากการเรียนการสอน เช่น แบบทดสอบแบบ เลือกตอบหลายตัวเลือกมีรูปแบบที่เป็นรูปภาพโดยทำเครื่องหมาย ลงบนภาพหรือคำตอบที่ถูก ต้องการให้วาดภาพเป็นคำตอบการโยงเส้นจับคู่การปฏิบัติจริง การตอบปากเปล่า เป็นต้น 4. การเลือกรูปแบบของคำถาม ในกรณีที่ต้องการวัดพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ การเปรียบเทียบการจัด ประเภทการจัดอันดับควรเลือกใช้คำถามชนิดปรนัย ซึ่งมีคำถามให้เด็กพิจารณาเลือกว่าคำตอบข้อถูก (แบบเลือกคำตอบ) หรือให้ตัดสินว่าคำตอบใดถูกต้อง คำตอบใดผิด (แบบถูกผิด) ถ้าต้องการวัด
35 ความสามารถในการทดสอบความสัมพันธ์ควรใช้คำถามชนิดจับคู่โดยกำหนดสิ่งของ (รูปภาพ) ให้ 2 ชุดแล้วให้โยงเส้นที่มีความสัมพันธ์กัน ในกรณีที่ต้องการวัดทักษะซึ่งต้องประเมินจากผลผลิตก็ควรใช้ คำถามประเภทอัตนัย เช่น ให้เด็กเขียนตัวหนังสือหรือลอกแบบ 5. การเตรียมคำถามและจัดรูปเล่ม-คำถาม เมื่อเลือกคำถามที่ต้องการให้เด็กแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการประเมินตาม จุดประสงค์ของการสอนแล้วครูควรสร้างคำถามตรงกับรายการ ที่กำหนดไว้ในตารางการสร้าง แบบทดสอบตัวอย่างคำถามเพื่อวัดพฤติกรรม 6. การจัดรูปเล่มแบบทดสอบ การจัดรูปเล่มแบบทดสอบมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 6.1 ข้อคำถามควรจัดไว้ในคู่มือดำเนินการสอบสำหรับครูในแบบทดสอบของเด็ก ควรมีคำตอบที่ให้เด็กเลือกเพราะเด็กยังไม่มีทักษะในการอ่านหนังสือ ยังไม่ออกถ้าเขียนคำตอบใน แบบทดสอบอาจทำให้เด็กเกิดความสงสัยว่าคืออะไร 6.2 เรียงลำดับคำถามควรเรียงจากข้อง่ายไปหาข้อยาก 6.3 สัญลักษณ์ประจำข้อไม่ควรใช้หมายเลขแต่ควรใช้เป็น รูปธรรมแทน เช่น รูป สัตว์สิ่งของ ซึ่งสื่อความหมายดีกว่า 6.4 รูปภาพในแบบทดสอบควรคำนึงถึงความชัดเจนและ เหมือนจริง 6.5 ในกรณีที่ต้องการให้พลิกทำหน้าต่อไปควรมีเครื่องหมาย แสดงเพื่อสื่อ ความหมาย 6.6 ควรให้เด็กตอบในแบบทดสอบเลยไม่ควรให้ตอบในกระดาษคำตอบเพราะอาจ สร้างความสับสนให้เด็กได้ (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 56) 7. การทดลองใช้และปรับปรุงแบบทดสอบ เมื่อจะเอารูปเล่มเรียบร้อยแล้วควรนำไปทดลองใช้ก่อนที่จะนำไป สอบเด็กการ ทดลองใช้นี้มีจุดประสงค์เพื่อ 7.1 ตรวจสอบภาษาในคำถามว่าคำศัพท์ที่ใช้ยากไปไหม ประโยคที่ใช้ซับซ้อนจน เด็กไม่เข้าใจหรือไม่ เพื่อนำมาปรับปรุงให้คำถามชัดเจนขึ้น 7.2 ตรวจสอบคำชี้แจงและการตอบคำถามแต่ละชุดว่าชัดเจน หรือไม่ 7.3 ตรวจรูปภาพในแบบทดสอบว่าชัดเจนหรือไม่แปลความหมาย ถูกต้องหรือไม่ 7.4 ตรวจสอบความยากง่ายของแบบทดสอบว่ายากหรือง่าย เกินไปหรือไม่ 8. ข้อปฏิบัติในการทดสอบเด็กปฐมวัย เวลาที่ใช้ในการทำแบบทดสอบเหมาะสมเพียงใด โดยทั่วไปนิยม เอาเวลาที่เด็ก 90% ทำเสร็จเป็นเกณฑ์ (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 57)
36 9. ข้อปฏิบัติในการใช้แบบทดสอบสำหรับเด็กปฐมวัย ควรตระหนักถึงข้อปฏิบัติ ดังนี้ 9.1 ต้องแน่ใจว่าต้องการและจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบ 9.2 พูดดำเนินการสอบเด็กมีคุณสมบัติเพียงพอและทำให้เด็กมีความอบอุ่นใจ 9.3 เตรียมวัสดุอุปกรณ์การสอบให้พร้อม 9.4 การสอบความสามารถทางสติปัญญาต้องมั่นใจว่าเด็ก มีสุขภาพดีสภาพอารมณ์ ดีไม่เหนื่อยล้า 9.5 ให้เวลาเด็กอย่างเพียงพอในการทำแบบทดสอบ 9.6 จากสถานการณ์การสอบให้เหมือนการเล่นเกมเพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกสบาย ใจและเป็นอิสระ 9.7 สอบเฉพาะในที่ๆ จะเอาไว้ไม่มีเสียงรบกวนใด ๆ 9.8 จดวันที่ทำการสอบเพื่อช่วยในการบันทึกถูกต้อง 10. ข้อจำกัดการปฏิบัติการทดสอบเด็กปฐมวัย การทดสอบเด็กปฐมวัยครูควร คำนึงถึงข้อจำกัด ดังนี้ 10.1 อย่าทำการสอบเด็กจนกว่าท่านจะแน่ใจในการดำเนินการ สอบ(อาจจะต้อง ฝึกเทคนิคถ้าจำเป็น) 10.2 อย่ากำหนดแนวปฏิบัติการสอบเองถ้าแบบทดสอบนี้ได้กำหนดแนวปฏิบัติไว้ แล้ว 10.3 อย่าจริงจังกับผลการสอบของเด็กจากการสอบ เพียงครั้งเดียว 10.4 อย่าตีความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กจากคะแนน การสอบเท่านั้น 10.5 อย่าบอกเด็กว่าเขาทำได้อย่างไรโดยเฉพาะไม่สมควร เปรียบเทียบ 10.6 อย่าทำการสอบถ้าท่านรู้สึกไม่สบายใจ 10.7 อย่าด่วนตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับตัวเด็กต้องพิจารณา หลาย ๆ ด้าน 10.8 อย่าคิดว่าการสอบเป็นเรื่องเสียเวลาเพราะข้อมูล จากการสอบจะนำไป พัฒนาเด็กให้ดีขึ้น (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 57-58) 11. การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ในการตรวจสอบคุณภาพของ แบบทดสอบสามารถดำเนินการได้ดังนี้ 11.1 ความเที่ยงตรงแบบทดสอบที่ดีต้องมีความเที่ยงตรง แบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงก็คือแบบทดสอบที่มีความสามารถทำหน้าที่วัดในสิ่งที่ ต้องการได้อย่าง สมจริง ถูกต้องและสมบูรณ์ตามความมุ่งหมายความเที่ยงตรงนี้จะขึ้นอยู่ กับวัตถุประสงค์ของเรื่องที่ จัดและต่างชี้เฉพาะอยู่ในขอบเขตเนื้อหาวิชาที่ต้องการเท่านั้น เมื่อความเที่ยงตรงขึ้นอยู่กับ
37 วัตถุประสงค์และวัตถุประสงค์ก็อาจจะแปรผันไปได้หลาย ๆ ทางการวัดความเที่ยงตรงจะต้องมีหลาย ๆ ด้าน อาทิ 11.1.1 ความเที่ยงตรงด้านเนื้อหาความเที่ยงตรงชนิดนี้ หมายความว่าแบบทดสอบฉบับนั้น ๆ มีคำถามสอดคล้องตรงตามเนื้อหาเรื่องหรือเนื้อหาวิชา ตามที่ ระบุไว้ในหลักสูตรเพียงใดเป็นคำถามที่สามารถวัดความรู้ตรงตามความตั้งใจ ที่จะวัดหรือไม่ครอบคลุม เนื้อหาที่วัดได้ทั่วถึงเพียงใด 11.1.2 ความเที่ยงตรงตามโครงสร้างความเที่ยงตรงชนิดนี้ ได้แก่แบบทดสอบที่สามารถวัดสมรรถภาพของสมองด้านต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตร เช่นด้าน ความรู้ความเข้าใจการนำไปใช้การวิเคราะห์และการประเมินค่าแบบทดสอบ ที่มีความเที่ยงตรงตาม โครงสร้างมีวิธีพิจารณา ดังนี้ 1) ตรวจสอบจำนวนคำถาม (คะแนน) ว่ามีสัดส่วนตรง ตามเลขในตารางวิเคราะห์ เนื้อหาวิชาหรือไม่มากน้อยเพียงใด 2) นำคะแนนจากแบบทดสอบไปเทียบกับผล ของแบบทดสอบต่าง ๆ ที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์มาแล้ว 11.1.3 ความเที่ยงตรงตามสภาพแบบทดสอบที่มี ความเที่ยงตรงตามสภาพ คือ แบบทดสอบที่สามารถจะประมาณ สถานภาพอันแท้จริง ของเด็กใน ปัจจุบันได้ถูกต้องมีการเปรียบเทียบในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน 11.1.4 ความเที่ยงตรงตามการพยากรณ์ความเที่ยงตรง ประเภทนี้คล้ายกับความเที่ยงตรงตามสภาพ แต่แตกต่างกันที่เวลาเป็นการวัดความสำเร็จ ในอนาคต ของเด็กความเที่ยงตรงตามการพยากรณ์ต้องอาศัยความเที่ยงตรงตามสภาพ เป็นหลักในการใช้ พยากรณ์ความเที่ยงตรงตามพยากรณ์นี้ใช้ในการติดตามผลการสอบ ในปัจจุบันว่ามีคุณค่าทำนาย อนาคตได้แม่นยำเพียงใด 12. ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบถือเป็นความสามารถของแบบทดสอบ ที่จะให้ ความไว้วางใจได้ว่าจะวัดความแม่นยำละเอียดลออมีความคงเส้นคงวาอยู่ตลอดเวลา ตามที่กำหนด ขอบเขตและความมุ่งหมายไว้การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมีหลายวิธีแต่นิยมใช้กันอยู่ มี 4 วิธี คือ 1.การทดสอบซ้ำการทดสอบความเชื่อมั่น โดยวิธีนี้จะต้อง นำแบบทดสอบที่ สร้างขึ้นไปสอบกับนักเรียนในกลุ่มเดียวกัน 2 ครั้ง โดยทิ้งระยะห่าง พอประมาณ เพื่อให้ผู้สอบลืม คำตอบเดิมที่ตนทำไปแล้วในครั้งแรกและไม่บอกให้ทราบ ล่วงหน้าเมื่อตรวจให้คะแนน 2 ครั้ง แล้ว นำมาเปรียบเทียบกันเป็นรายบุคคล
38 2.การหาความเชื่อมั่นโดยวิธีการแบ่งครึ่งฉบับ (Split-half) เนื่องจากการหาค่า ความเชื่อมั่นแบบวิธีที่ 1 มีข้อเสีย คือ การสอบสองครั้งเสียเวลาคอย และเด็กอาจจำข้อสอบได้ทำ ให้ผลการสอบไม่ค่อยแน่นอน ดังนั้น จึงมีวิธีหาความเชื่อมั่น อีกแบบหนึ่ง คือ การแบ่งครึ่งข้อสอบ ออกเป็น 2 ส่วน (จากการสอบครั้งเดียวเรียกว่า วิธีแบ่งครึ่งแบบที่นิยมกันมากที่สุดข้อสอบคู่-ข้อคี่ และแบบครึ่งแรก-ครึ่งหลัง) แบบข้อคู่-ข้อคี่ อาศัยการตรวจข้อสอบ 2 ครั้ง จากการตรวจครั้งเดียว ครั้งแรกตรวจเฉพาะข้อคู่ แล้วจึงตรวจข้อคี่อีกครั้ง 3.การหาความเชื่อมั่นตามสูตรของ KR-21 (Kuder Richardson) ทดสอบ นักเรียนกลุ่มหนึ่งเพียงครั้งเดียวคะแนนที่ได้นำมาหาความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20, KR-21 4.การหาความเชื่อมั่นโดยใช้แบบทดสอบคู่ขนาน คือ การสร้าง แบบทดสอบ สองฉบับที่มีคุณสมบัติเหมือนกันใช้แทนกันได้ คือ มีเนื้อหาเดียวกัน คะแนนเฉลี่ยเท่ากันความ แปรปรวนของคะแนนและความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากัน ความยากง่ายของข้อสอบเท่ากัน และมีค่า สัมประสิทธิ์สัมพันธ์กับแบบทดสอบอื่นเท่ากัน การหาความเชื่อมั่นแบบนี้มีวิธีการ ดังนี้ 4.1 สร้างแบบทดสอบ 2 ฉบับให้มีลักษณะที่คล้ายกัน 4.2 นำแบบทดสอบทั้ง 2 ฉบับไปสอบกับนักเรียนกลุ่มเดียว ในเวลาเดียวกัน 4.3 คำนวณค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์ของคะแนนแบบทดสอบ 2 ฉบับของ นักเรียนแต่ละคน 13. ประเภทแบบทดสอบวัดทักษะสำหรับเด็กปฐมวัย แบบทดสอบวัดทักษะมีองค์ประกอบหลายประเภทซึ่งอาจแบ่งเป็น3 ประเภท ใหญ่ๆ ดังนี้ 13.1 แบบทดสอบวัดองค์ประกอบด้านกายภาพเป็นการวัด พัฒนาการทางด้าน ร่างกายที่เจริญงอกงามตามภาวะปกติตามวัย ได้แก่ ความสามารถ ในการใช้อวัยวะต่าง ๆ การ มองเห็นและการได้ยินความพร้อมเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถใช้มือจับดินสอยงเส้นต่าง ๆ ความสามารถจำแนกเสียงที่ได้ยินการมองเห็นความแตกต่าง ความคล้ายคลึงของภาพตัวเลขตัวอักษร 13.2 แบบทดสอบวัดองค์ประกอบด้านสติปัญญา ได้แก่ ความสามารถในการวัด ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถของคำข้อความที่ได้ยินและ มองเห็นความสามารถในการรับรู้ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล 13.3 แบบทดสอบวัดองค์ประกอบด้านอารมณ์ได้แก่แบบตรวจสอบความพร้อม ทางอารมณ์ที่แสดงออก อาทิ ความมั่นคงทางอารมณ์และการจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ในการสร้าง แบบทดสอบครูจำเป็นจะต้องสร้างให้ครอบคลุม จุดประสงค์การเรียนรู้โดยจะจัดความสามารถในด้าน ต่าง ๆ ดังนี้
39 1.ความสามารถเข้าใจความหมายของคำว่าเข้าใจเกี่ยวกับ ความคิดรวบยอด ของคำหรือข้อความที่ได้ยินเป็นคำพื้นพื้นที่เด็กเคยพบเห็น 2.ความสามารถเข้าใจคำสั่งได้แก่การฟังและการปฏิบัติตาม คำสั่งที่ง่าย ๆ เช่น การทำเครื่องหมาย หรือการโยงเส้น 3.ความสามารถในการลอกแบบเป็นความสามารถในการใช้สายตาประสาน สัมพันธ์กับก้ามเนื้อมือโดยให้เขียนตามแบบหรือต่อเติมภาพที่กำหนด 4.ความสามารถจำแนกความแตกต่างและความคล้ายคลึง ของภาพ (ตัวอักษรตัวเลขว่าภาพใดมีความคล้ายครึ่งกันหรือแตกต่างกัน) 5.ความสามารถในการจำแนกความแตกต่างและความคล้ายคลึง ของเสียง เข้าใจความหมายของคำและเสียงที่ได้ยิน 6.ความสามารถในการจำแนกและแปลความหมายภาพ ซึ่งหมายถึง ความสามารถที่เข้าใจสัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรมใช้แทนสิ่งของหรือความคิด 7.ความสามารถในการรู้จักตัวอักษรเป็นความสามารถจำ ตัวอักษรต่าง ๆ ที่ รู้มาก่อน 8.ความสามารถจำรูปคำเป็นการจำรูปคำที่มีความหมายง่าย ๆ ที่ได้รับการ อธิบายและได้เห็นล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งเป็นการวัดความสามารถการเรียนรู้คำของเด็ก 9.ความเข้าใจในการฟังสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย ๆ สั้น ๆ เมื่อมีผู้พูด หรืออ่านให้ฟังเป็นการวัดความเข้าใจข้อความและความสนใจที่ต่อเนื่องของเด็ก 10.ความสามารถในการวาดภาพคนซึ่งเป็นวุฒิทางสติปัญญา โดยทั่วไป จัดเป็นองค์ประกอบของความพร้อมด้านหนึ่ง (คนึง สายแก้ว, 2549, หน้า 63-65 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสะเต็มศึกษา ศิริลักษณ์ ชาวลุมบัว,2558 : 145-146 ศึกษาการพัฒนาหลักการตาม แนวสะเต็มศึกษา เรื่องอ้อย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 พบวา นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ตาม หลักสูตรอยู่ในระดับมาก และครูมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นยังมีงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียนรู้แบบ STEM และได้เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและ สร้างสรรค์ชิ้นงานจากการวาดภาพการทดลองที่ เป็นไปตามลำดับขั้นตอน และมีความต่อเนื่องชัดเจน จารีพร ผลมูล,2558 92 ศึกษาการสร้าง กิจกรรมการเรียนของหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ แบบ STEM โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นําความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในแหล่งการเรียนรู้ ธรรมชาติและเทคโนโลยีพื้นบ้านของชุมชนทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และผานเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05
40 และหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ STEM มีประสิทธิภาพเท่ากบ 81.65/78.33 อยู่ในเกณฑ์ 82.5 – 77.5 จากการศึกษาความพึงพอใจของเด็ก ปฐมวัยที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กปฐมวัยมีระดับ ความพึงพอใจ โดยภาพรวมเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 90.28 มีความพึงพอใจอยูในระดับมากแสดงให้เห็นว่าเด็กปฐมวัยมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM เพราะเด็กสามารถเรียนและเข้าใจได้ง่าย กระตุ้นความสนใจ เกิดความสนุกสนาน ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นําความรู้และ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้มากขึ้น ผลของความพึงพอใจไม่ได้ เกิดจากแบบสอบถามความพึง พอใจเพียงอย่างเดียวต่อมาจากการสังเกตของผู้วิจัยด้วย พบวา เด็ก ปฐมวัยมีความสนใจกระตือรือร้นเกิดความสนุกสนาน ตั้งใจและตอบคําถามได้ดีรวมถึงการเล่าและ แสดงความคิดเห็นจากการวาดภาพการทดลองเป็นไปตามลำดับขั้นตอน และมีความต่อเนื่องชัดเจน มากขึ้น คาร์วัน นังและลี(Kwon Nam Lee, 2011) (อ้างอิงในจารีพร ผลมูล, 2558: 28) ศึกษาผล การใช้ STEM) เป็นฐานในนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีความคิด สร้างสรรค์ประเทศเกาหลี พบว่า ทำ ให้เกิดการเรียนรู้เป็นรูปธรรมและยังเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาบุคลิกภาพของ นักเรียนนําไปสู่การ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในยักเรียนประถมศึกษายังส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนซึ่ง สังเกตได้จากการทำกิจกรรมและการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ณัฐญา คนคล่อง และกาญจนา บุญส่ง (2561 : 25) ได้ศึกษาการบริหารการจัดการเรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนเครือข่ายสะเต็มสมทบในจังหวัดเพชรบุรี การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษา 1) บริบทของการบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 2) ตรวจสอบปัจจัยนําเข้าของการ บริหาร การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 3) กระบวนการของการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบสะ เต็มศึกษา และ 4) ตรวจวัดผลผลิตของการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียน เครือข่ายสะเต็ม สมทบในจังหวัดเพชรบุรีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้สอน จำนวน 98 คน และนักเรียนจำนวน 362 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 464 คน โดยวิธีการสุ่ม อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.99 ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ สถิติในการวิเคราะห์ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า1) บริบทของการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนเครือข่ายสะเต็มสมทบใน จังหวัดเพชรบุรีมีความสอดคล้องกบนโยบายสะเต็มศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในการเน้นให้ ผู้เรียนใช้ความรู้เชิงสะเต็มศึกษา2) ปัจจัยนําเข้าของ การบริหารการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ของโรงเรียนเครือข่ายสะเต็มสมทบในจังหวัดเพชรบุรีโดยภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงสุดลงไปคือ เนื้อหาของหลักสูตร มีความยากง่ายเหมาะสมกบระดับชั้นของ
41 ผู้เรียน 3)การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียน เครือข่ายสะเต็มสมทบมีกระบวนการของ การบริหารโดยภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก เรียงลำดับ จากค่าเฉลี่ยสูงสุดลงไปคือการให้ โอกาสนักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกบเพื่อน ในกลุ่มและใน ชั้นเรียน 4) ผลผลิตของการบริ หารการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนเครือข่ายสะเต็ม สมทบในจังหวัดเพชรบุรีโดย ภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ลงไปคือ ด้านประสิทธิผล ด้านผลกระทบ และด้านความยังยืน ฤดีรัตน์ อยู่อาจิน และ บัณฑิตา อินสมบัติ (2564) ได้ศึกษาผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษามีพัฒนาการทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิด วิเคราะห์ กระบวนการ ทำงานแบบกลุ่ม การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต รวมถึงการ ประกอบชีพ หรือ พัฒนาต่อยอดนวัตกรรม รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆสูงขึ้นหลังได้รับการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา
42 บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 2 ห้องเรียน 34 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาจาน ตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์จำนวน 16 แผน และกิจกรรมสะเต็มศึกษาศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์จำนวน 16 กิจกรรม การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์ ดังนี้ 1.1.1 ศึกษาวิธีการเขียนแผนการจัดกิจกรรมจาก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 1.1.2 ศึกษาวิธีการเขียนแผนการจัดกิจกรรมจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย2560 1.2 การสร้างแผนการจัดกิจกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมสะเต็มศึกษา16 กิจกรรม