The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนแผนแทรกเทคนิคและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by puthitac, 2022-09-03 23:56:10

การเขียนแผนแทรกเทคนิคและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้

การเขียนแผนแทรกเทคนิคและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้

เทคนิคเเละวธิ กี ารสอน

เพ่อื พฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี น

นางสาวพุ ธติ า เชื้อสาวะถี นายณิชพน ทองประดบั

Pre-Test SCAN ME!

10 ข้อ https://kahoot.it

เร่อื ง เทคนคิ เเละวิธีการสอน
เพ่ือพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น

หนา้ ท่หี ลกั ของครู
คืออะไร ?

เราจะจัดการเรยี นรู้
ใหน้ ักเรยี นมคี ุณภาพ

ได้อยา่ งไร ?

การพฒั นาหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน

สพฐ. หลักสตู รแกนกลาง
สพท.
โรงเรียน - มาตรฐานการเรยี นรู้ - สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
- โครงสร้างหลักสูตร - เกณฑ์การวัดผลประเมินผล

กรอบหลกั สูตรระดับทอ้ งถิ่น

เป้ าหมาย/จุดเน้น + สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
+ การวดั และประเมนิ ผลระดบั ท้องถนิ่

หลักสตู รสถานศกึ ษา

แกนกลาง + ความตอ้ งการของทอ้ งถิน่ + ส่วนทีส่ ถานศึกษาเพมิ่ เติม

ปัจจุบันเราใช้หลักสตู รอะไร?

หลักสตู รแกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

เป็นหลกั สตู รอิงมาตรฐาน (Standards-based curriculum) ทีม่ มี าตรฐานเป็นเป้าหมาย
ในการพัฒนาผเู้ รยี น ครอบคลุมการจดั การเรยี นการสอนในระดบั ประถมศกึ ษาและ

มัธยมศึกษา โดยเริม่ ใช้นาร่องครงั้ แรกในปีการศกึ ษา 2552 และบังคบั ใช้ทวั่ ประเทศในทุกชนั้
เรียนปีการศึกษา 2555 หลกั สูตรฉบับนมี้ ีการปรบั ปรุงลา่ สดุ ใน พ.ศ. 2560
อยา่ งไรก็ตามในปั จจุบันมแี นวโนม้ ทจี่ ะยกเลกิ หรือปรบั หลกั สูตรฉบบั นี้

โดยกระทรวงศึกษาธกิ ารไดต้ งั้ เป้าหมายจะนาร่องหลักสูตรฉบับใหมใ่ น พ.ศ. 2565

“หลกั สูตรฐานสมรรถนะ”

องค์ประกอบหลักสตู รสถานศกึ ษา

1. ส่วนนา 1. คาอธบิ ายรายวิชา
2. โครงสร้างหลกั สตู รสถานศกึ ษา 2. การจัดทาผงั มโนทศั น์
3. คาอธบิ ายรายวิชา 3. โครงสร้างรายวิชา
4. กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น 4. หนว่ ยการเรยี นรู้
5. เกณฑ์การวัดประเมนิ ผลและจบ 5. แผนการจดั การเรยี นรู้
หลักสตู ร
เปน็ หนา้ ที่
ของครโู ดยตรงเลย

1. การเขยี นคาอธิบายรายวิชา

สสรคาาาายคคอวัญธัญิชบิ ขาเาอพยใง่หือรหาน้บลยารักวไรสิชปลาตูสุตรูก่เาปสามถ็นรมจาอานดั งตศคกรากึค์ฐรษาวเนาารมกียรานู้รรทเู้ใรักหียษ้แนะกร/ผ่แู้กลเู้รระะยี บตนวัวในชนีว้กแดัาตรขล่อแะงลกหะลลคมุ่ ักณุ สสลาูตรกั ระษกซณา่ึงรเะปเอร็นันยี อพนงงึรคปู้ หป์ รรระอืสะกงคอทบ์ ที่ ี่
รายวิชาพ้นื ฐาน วิเคราะห์จากตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

รายวิชาเพมิ่ เตมิ วิเคราะห์จากผลการเรยี นรูท้ สี่ ถานศึกษากาหนด

การเขยี นคาอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน

ㆍวเิ คราะห์ตัวชวี้ ดั ชัน้ ปีและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
ㆍวเิ คราะห์สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิน่ จากกรอบหลกั สูตรทอ้ งถนิ่ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับตัวชีว้ ดั
หㆍในลรอาจมยดั รวกวิชลมามุ่เนขตนั้ ียัวนชเวี้ปดั ็นคสาวราะมกเราียรเงรใียหน้เหร้แูน็ กสนิง่ ทกลตี่ า้องงกสาารรใะหก้ผารูเ้ รเรยี ยี นนมรคี ้ทู วอ้ างมถริน่ ู้ คทวีม่ าีคมวสาามมเาชร่อื ถมแโลยะงคสุณมั พลนัักธษก์ณนั ะ

การเขยี นคาอธบิ ายรายวิชาเพ่ิม

ㆍ กาหนดผลการเรยี นรู้
ㆍ กาหนดสาระการเรยี นรู้ทสี่ อดคลอ้ งกบั ผลการเรียนรู้
เㆍรยี งจใัดหก้เหล็น่มุ สผงิ่ ลทกีต่ า้อรเงรกยี านรรใหู้ ส้ผาูเ้รระยี กนามรเคี รวยี านมรรู้ทู้ คมี่ วคี าวมาสมาเชม่อืารมถโแยลงสะคัมณุพันลธัก์กษันณหะลใอนมรารยวมวชิเขาียนนนั้ เป็นความ

มาตรฐานการเรียนรู้

อตมยาอ้ ตา่งกงรชฐาัดราในเจหกน้เากรวิดเา่รสแยี งิ่กนทผ่รตีูู่้เ้ เรอ้ปยี ง็นนกเากมรณาใตหฑร้นค์ ฐักุณาเนรภกียาานพรทสเรกุายีคคนนญั รรท้จู แู้ ะบี่ ลบง่ะอชปกีถ้ ฏถงึ ิบรึงัตะสดไิงิ่ ดบัทใ้คีค่ นวาราดะมหดรวับู้คังกวหาารรมอื ศสจกึ าดุ ษมหาามขรถาัน้ ยทพไี่้ืนว้ฐาน

ตัวช้ี วัด

เรนสปะาาด็นคไบัปกัญชาใสชรัน้ าร้ใหะนซบ่ึรงกสสุบั าะงิ่รกททกาอ้นี่ารหวนกั ดั นถเรปงึดยี มรเนนะาเพต้อื มงึรหินรฐาผแู้าจลนลดั ะเกทพปาา่อืฏรหเติบรนรัตยี วว่ ไินจยดรสกู้้ รอามวรบีคมเควรทายีุณัง้มนคภเรฉณุาู้ จพพลดัผาักกะูเ้ ษรเาจยีณรานเะะรขจยี งอนแงกลผาะเู้รรมสียีคอนวนใานมแแเลปตะ็นล่เประ็ปูนธเกรณรมฑ์

มาลองหัดวิเคราะห์มาตรฐาน / ตวั ช้ีวัดกนั เถอะ

ความรู้ ทกั ษะ เจตคติ

มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสาคญั ของเวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร์ สามารถใช้
วิธกี ารทางประวัติศาสตรม์ าวิเคราะห์เหตกุ ารณต์ ่าง ๆ อยา่ งมีระบบ

ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ม. 3 1. วเิ คราะห์เร่ืองราวเหตุการณ์ - ข้ันตอนของวิธกี ารทางประวัติศาสตรส์ าหรบั
สาคญั ทางประวัตศิ าสตรไ์ ด้อย่างมี การศกึ ษาเหตุการณท์ างประวัติศาสตร์ที่เกิดข้ึนใน
เหตผุ ลตามวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ ทอ้ งถ่ินตนเอง
2. ใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตรใ์ น - วิเคราะหเ์ หตกุ ารณ์สาคญั ในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ โดยใช้
การศึกษาเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ทีต่ นสนใจ วิธีการทางประวัติศาสตร์
- นาวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์มาใชใ้ นการศกึ ษา
เร่อื งราวท่เี ก่ยี วขอ้ งกับตนเอง ครอบครวั และทอ้ งถิ่น
ของตน

ตวั อยา่ งตารางวิเคราะหม์ าตรฐาน / ตวั ชี้วดั

ตวั อย่างคาอธบิ ายรายวชิ า

ตวั อยา่ งคาอธบิ ายรายวิชา (ตอ่ )

ตวั อยา่ งคาอธบิ ายรายวิชา (ตอ่ )

2. การจดั ทาผังมโนทัศน์ รายวิชา

แผนการ หน่วยการ แผนการ หนว่ ยการ
จดั การเรียนรู้ เรียนรู้ จัดการเรยี นรู้ เรยี นรู้
แผนการ แผนการ

จัดการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้

ตัวอย่างผังมโนทัศนห์ น่วยการเรยี นรู้ หนว่ ยที่ 2 ยอ้ นอดตี หล้ายุโรป ภพอเมรกิ า
- ภมู ภิ าคต่างๆ ของโลก
หนว่ ยที่ 1 วิถีทาง ประวัติ เช่อื มความคดิ ส 23105 - พัฒนาการของทวปี ยุโรป
- หลักทางประวตั ิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ 5 - พัฒนาการของทวีปอเมริกาเหนอื
- วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ เวลา 20 ชวั่ โมง - พัฒนาการของทวปี อเมริกาใต้
- เหตกุ ารณส์ าคัญในสมยั รตั นโกสินทร์
- การใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ จานวน 5 ชวั่ โมง

จานวน 4 ชัว่ โมง สอบกลางภาค 1 ชวั่ โมง
สอบปลายภาค 1 ชวั่ โมง

หนว่ ยที่ 4 โลกขดั แยง้ กลบั กลาย ประสานใจ หนว่ ยท่ี 3 ส่องพสุธา กาฬทวปี หล้าจงิ โจ้
- ความขดั แยง้ ในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20 ถงึ ปั จจบุ นั - พฒั นาการของทวีปแอฟริกา
- สงครามโลกครงั้ ที่ 1 - พัฒนาการของทวปี ออสเตรเลียและโอเชียเนีย
- สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 - พัฒนาการของทวีปต่างๆ 5 ทวีป
- สงครามเยน็
- ความร่วมมือในครสิ ต์ศตวรรษท่ี 20 ถงึ ปั จจุบัน จานวน 4 ชัว่ โมง

จานวน 5 ชัว่ โมง

การกาหนด ัหว ้ขอ/ ่ืชอห ่นวย ความสนใจ ปั ญหาทกี่ าลงั สนใจ

เช่อื มโยงกับมาตรฐานได้มากกวา่ 1
สอดคล้องกับชวี ิตประจาวนั และสงั คมของนักเรียน

ไมย่ ุง่ ยากในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
เหมาะสมกับวยั ความสามารถ ความสนใจ
หวั เร่ืองสามารถเช่ือมโยงสาระอ่นื ๆ ได้

3. การเขยี นโครงสรา้ งรายวชิ า

หนว่ ยการเรยี นรู้
คอื หวั ใจของหลกั สูตร

มาตรฐาน/ สาระสาคญั
ตัวชว้ี ดั ช้นิ งาน/ภาระงาน
เกณฑก์ ารประเมิน
กิจกรรมการเรียนรู้
การประเมินผล

4. การเขยี นแผนการจัดการเรียนรู้

จุดประสเงปค็นก์ กาารรสนอานองกคิจป์ กรระรกมอกบาขรเอรงียรนะบกาบรกสาอรนสอน
นใไดนาเ้หมกาลิดเกั ขพสยี ฤตู นตรเิกปร็นรกมากหานรเดรกยี านรรู้ขตนั้ าตมอมนาตเพรฐ่อื าในหก้ผาูเ้ รรเียรนียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan)

กลุ่มสาระการเรียนรู้ ........................................................ ชนั้ ...................................

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ................... เร่อื ง ............................... เวลา ........................ คาบ

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ............ เร่อื ง ............................. เวลา ......................... คาบ

วนั ที่ ......... เดือน ....................... พ.ศ. ........................... ภาคเรยี นที่ ...... ปีการศกึ ษา ......................

มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชีว้ ัด 5. ส่อื การเรยี นรู้ / แหล่งเรียนรู้ เกณฑ์การ
1. สาระสาคญั .................................. 6. การวัดและประเมนิ ผล ประเมนิ ผล

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ สิง่ ที่ต้องการวดั วธิ ีการวัด เคร่อื งมือทใี่ ช้วดั

เม่ือนกั เรียนเรียนเร่ือง ........ แลว้ นกั เรียนสามารถ 7. บันทกึ หลงั สอน (สงิ่ ที่พบจากการสอน)
1) ................................................................... ...............................................................................

2) ................................................................... ลงช่ือ .............................
ผูส้ อน
3. สาระการเรยี นรู้ ............................
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ ตามนวตั กรรมด้านวิธีสอน

“แผนการจดั การเรียนรู้
เป็นหลักฐานสาคัญท่จี ะเป็นหลกั ประกนั ว่า
ผู้สอนจดั การเรียนรู้อย่างมคี ณุ ภาพ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ีมีคณุ ภาพ
คือ แผนการจัดการเรยี นรูบ้ ูรณาการ
เนน้ เดก็ เป็นสาคญั ”

รศ.ดร.พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์

1. มาตรฐานการเรียนรู้ และตวั ชี้วัด

ขัน้ ตอนนีเ้ ป็นการวิเคราะห์ และคดั เลือกสาระ (Strand) มาตรฐานการเรยี นรู้
และตวั ชีว้ ดั ทีบ่ ง่ ชเี้ น้อื หา ความรู้ (Knowledge) ทกั ษะกระบวนการ (Process)
และคุณลักษณะ (Attitude) ทเี่ กีย่ วขอ้ งกนั

2. สาระสาคัญ (Concept)

สาระสาคัญ คอื ขอ้ ความทีเ่ ขยี นเพ่อื ระบุให้เห็นแกน่ หรือเหน็ ขอ้ สรปุ ถึงสิง่ ทเี่ กดิ
ขึ้นอยเู่ สมอ ซ่ึงต้องการ ให้เกดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รียนหลังจากการเรยี นรู้เร่อื งใดเร่อื งหน่งึ ไปแลว้
ทัง้ ดา้ นเน้ือหา ความรดู้ า้ นทักษะ หรือด้านเจตคติ ซึง่ ข้นึ อยกู่ บั ลักษณะเฉพาะของเร่อื งที่
สอนแต่ละเร่ือง

3. การเขยี นจุดประสงค์ (Objectives)

นยิ มเขยี นลกั ษณะของจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม (Behavioral Objectives : BO)
เพ่ือกาหนดพฤติกรรมทีผ่ ูเ้ รียน สามารถแสดงออกหลังจากทีไ่ ดเ้ รียนรู้ตามแผนการจัดการ
เรยี นรพู้ ฤตกิ รรมดังกลา่ วตอ้ งเป็นพฤติกรรมทีส่ งั เกตเหน็ ได้ และสามารถวัดผลได้
ทัง้ นีจ้ ดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมทสี่ มบูรณค์ วรจะครอบคลมุ ทงั้ ด้านพุทธิพสิ ัย (Cognitive
Domain) ดา้ นจติ พิสยั (Affective Domain) และด้านทกั ษะพสิ ยั (Psychomotor
Domain) เพ่ือให้การเรยี นรู้แตล่ ะหนว่ ย เกิดความสมบูรณม์ ากทสี่ ุด

ดา้ นพุ ทธิพิสัย (Knowledge) K

จะมพี ฤติกรรมท่ีคาดหวงั ซ่ึงเก่ยี วขอ้ งกับความรู้ ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ การวเิ คราะห์
และการประเมินหรอื ตัดสนิ และการสร้างสรรค์ คากริยาทใี่ ช้ในการระบพุ ฤตกิ รรมด้านนี้ ได้แก่
บอก เลา่ อธบิ าย แสดง ชีร้ ะบุ เขยี น แปล สรุป อภปิ ราย วิเคราะห์ ตัดสิน เปรยี บเทยี บ เป็นต้น

P ด้านทกั ษะพิสัย (Process)
จะมพี ฤตกิ รรมที่คาดหวังซ่ึงเก่ียวขอ้ งกับการกระทาา การปฏบิ ัติและการ
แสดงออก เป็นตน้ คากริยาท่ีใช้ในการระบุพฤตกิ รรมด้านน้ี ไดแ้ ก่ ฟั ง พูด อา่ น
เขียน ทา ทดลอง ปฏบิ ตั ิ สาธิต แสดง แกป้ ั ญหา เป็นตน้
A ดา้ นจิตพิสัย (Attribute and Attitude)
จะมีพฤติกรรมท่ีคาดหวังซึ่งเก่ยี วขอ้ งกับอารมณ์ ความรู้สกึ การตระหนกั
การเห็นคณุ คา่ ความจาเป็น ความภาคภูมิใจ การยอมรบั ความช่นื ชม การมคี า่ นยิ ม
และลักษณะนิสัยท่ดี ี

สาระการเรยี นรู้ (Content)

เน้ือหาสาระสาหรับการจัดการเรยี นรู้ เป็นองคป์ ระกอบทที่ าให้ครูผสู้ อน
มองเหน็ สงิ่ ทจี่ ะต้องสอน และสงิ่ ที่ ผูเ้ รยี นจะต้องเรยี นรู้ในด้านความรู้
อาจประกอบด้วย ทฤษฎี หลกั การ ในด้านทกั ษะ อาจประกอบด้วย วิธกี าร
ขนั้ ตอน หรอื แนวปฏบิ ตั ิ และในดา้ นเจตคติทจี่ ะเนน้ การเหน็ คุณคา่ และคณุ ลักษณะ
ทพี่ ึงประสงค์ เน้ือหาแต่ละเร่ืองจะมปี ริมาณและสัดสว่ นทแี่ ตกตา่ งกนั ไป

ส่อื การเรยี นรู้ (Material and Media)
และแหล่งเรียนรู้ (Learning Resource)

ส่อื การเรยี นรู้ คอื สงิ่ ทีเ่ ป็นตวั กลางทจี่ ะช่วยให้ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรู้
ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ ทงั้ นีใ้ นปั จจบุ ัน ยังคงเนน้ ทงั้ ส่อื พ้ืนฐาน ซ่งึ
ประกอบดว้ ย ส่ือประเภทวัสดุ อปุ กรณ์ รวมทัง้ เทคนิควธิ ี สอนทีย่ งั คงมี
ประสทิ ธภิ าพและส่อื ใหม่ (New Media)

แหล่งเรยี นรู้ หมายถึง สิง่ ตา่ ง ๆ รอบตัวของผูเ้ รียน ทงั้ บคุ คลทีเ่ ป็น
วิทยากร หรอื ภมู ิปั ญญาทอ้ งถิน่ และสถานที่ ทสี่ ามารถพาผูเ้ รยี นไปสแู่ หล่ง
เรยี นรู้ นามาใช้เพ่ือช่วยเสริมสรา้ งให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นร้ไู ดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธิภาพจาก ประสบการณต์ รง

การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

การวดั การประเมนิ การเรยี นรู้ และประเมินผลการเรยี นรู้ เป็นกระบวนการตรวจสอบทงั้
ในระหวา่ งเรยี น (Formative Evaluation) และหลังเรยี น (Summative Evaluation) วา่ ผูเ้ รยี น
เกดิ การเรียนร้อู ยา่ งไร ตามหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซงึ่ สอดคลอ้ งกับแนวคิดการออกแบบการจดั การเรียนรู้
ยอ้ นกลบั ใหค้ วามสาคัญกับภาระงาน (Task) และ ชิน้ งาน (Product) ซง่ึ เป็นหลกั ฐานของการเรยี นรู้
โดยพิจารณาจากพฤตกิ รรมการแสดงออก (Performance) ของผเู้ รยี น

ประเมนิ อะไร ประเมนิ เมือ่ ใด

ประเมนิ จากอะไร ประเมนิ ด้วยวธิ ใี ด

เครือ่ งมือทใ่ี ช้

การประเมนิ ผลการเรยี นรดู้ ้วยวธิ ีหลากหลาย

ประเมนิ อะไร ประเมินอยา่ งไร ใครประเมนิ ประเมิน ประเมินทไ่ี หน
ความรู้ (Knowledge) เคร่อื งมอื วิธีประเมิน เวลาใด
• ความรู้
• ความเขา้ ใจ แบบทดสอบ สอบ สมั ภาษณ์ ครู กอ่ นเรยี น โรงเรียน
แบบสัมภาษณ์ สังเกต ระหวา่ งเรียน บา้ น
กระบวนการ (Process) แบบสงั เกต
1) ทักษะการคิด (วิเคราะห์
สังเคราะห์ ส่อื สาร) แบบวดั วัด ครู ระหวา่ งเรยี น แหล่งตา่ งๆ
2) ทักษะการทางานกล่มุ แบบสงั เกต สงั เกต เพ่ือนนักเรยี น หลงั เรียน ท่เี กย่ี วขอ้ ง
3) การปฏบิ ตั กิ ารทดลอง/ทา แบบประเมิน ประเมิน นกั เรยี น
กจิ กรรม แบบสงั เกต สงั เกต ประเมนิ ตนเอง
4) ทกั ษะทาง สังคม แบบสัมภาษณ์ สมั ภาษณ์
5) ทักษะปฏิบตั ิ แบบประเมนิ ประเมนิ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ตนเอง
และเจตคติ (Attribute and
Attitude) แบบวดั วดั ครู ระหวา่ งเรียน โรงเรยี น
แบบประเมิน ประเมิน นักเรยี น หลงั เรียน (ชนั้ เรยี น)
แบบสงั เกต สงั เกต ประเมนิ ตนเอง
เพ่ือนนักเรียน

ตัวอย่างการวดั และประเมนิ ผล ภาระงาน/ชน้ิ งาน
การทาใบงานเร่อื ง ประเด็นทางส่งิ แวดลอ้ ม
การประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ขอบเขตการวดั วิธีประเมินการเรยี นรู้ เคร่อื งมือ
1. ความรู้ - การตอบปากเปลา่ - ประเด็นคาถาม
- ประเด็นทางส่งิ แวดลอ้ ม (การใช้พลงั งาน - การตรวจใบงาน เร่อื ง ประเด็นทาง - แบบประเมิน ใบงานที่ 1 เร่อื งประเด็น
ถ่านหนิ และ พลงั งานนิวเคลียร์) สิง่ แวดลอ้ ม ทางส่งิ แวดลอ้ ม
- แบบทดสอบ เร่อื ง ประเดน็ ทางสังคม

2. ทักษะกระบวนการ - การสงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล - แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
- ทักษะการคดิ อยา่ งมี วิจารณญาณ - การวัดทักษะการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ - แบบวัดทกั ษะการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
เร่อื ง ประเด็นทางสงั คม

3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - การสงั เกตพฤตกิ รรม รายบุคคล - แบบสงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล
- ใฝ่ เรยี นรู้ - การประเมินคุณลักษณะ อนั พงึ ประสงค์ - แบบประเมนิ คณุ ลักษณะ อนั พึงประสงค์
- มุง่ มนั่ ในการทางาน

บนั ทกึ หลงั สอน / บนั ทกึ การจัดการเรียนรู้

1. เป็นเคร่อื งมอื สังเกตและบนั ทึกการจัดการเรยี นการสอนที่ดาเนินการไดด้ ว้ ยตนเอง
2. เป็นการบันทึกแบบยอ่ หรอื แบบพรรณนาความเกีย่ วกบั สาระสาคญั ทีเ่ กดิ ขึน้ จรงิ แสดงความคิดเห็น
ความเช่อื ความรสู้ กึ ต่อเหตกุ ารณท์ เ่ี กิดขึ้นโดยอิสระ
3. ประเด็นท่ีจะบันทึกขึน้ อยูก่ ับความสนใจและความตอ้ งการ แตค่ วรเป็นประโยชนแ์ ละมคี วามหมายต่อ
ผเู้ รียน และผสู้ อนมากทีส่ ุด
4. ขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการบนั ทึกช่วยเตือนความจา ทบทวนพฤติกรรมการสอนและการเรียนรขู้ องนกั เรียนได้
อยา่ ง ตอ่ เน่ือง
5. สามารถใช้ประกอบการประเมินผลการสอนของตนเองไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง
6. ใช้เป็นหลกั ฐานการปรับปรุงพฒั นาการจดั การเรียนการสอนอยา่ งตอ่ เน่อื ง

เอกสารประกอบแผนการจัดการเรยี นรู้

เอกสารประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ จาแนกได้เป็น 2 สว่ น คอื
1. เอกสารทีใ่ ช้ประกอบในกระบวนการจัดการเรยี นรู้
ได้แก่ ใบความรู้ ใบงาน ใบกิจกรรม และแบบฝึกหัด
2. เอกสารทใี่ ช้ประกอบในการวดั และประเมนิ ผลการจดั การเรยี นการสอน
ได้แก่ เคร่อื งมอื ตา่ ง ๆ เช่น แบบสงั เกต แบบทดสอบ รวมทงั้ เกณฑก์ ารประเมินตา่ ง ๆ ทจี่ าเป็น

ประโยชน์ของการทาแผนการจดั การเรียนรู้

1. เพ่อื ให้ครูและผูบ้ รหิ ารมองเหน็ ความต่อเน่ืองของการจัดการเรียนรตู้ ามหลกั สูตร ซึง่ เป็นการแปลง
หลักสตู ร ระดับชาติมาสกู่ ารจัดการเรยี นรู้ในชนั้ เรยี น

2. เพ่อื ให้วางแผนจดั การเรียนรู้ได้สอดคลอ้ งกบั ความถนดั ความสนใจ และความตอ้ งการของผูเ้ รียนในความ
รับผดิ ชอบ

3. เพ่อื ให้สามารถเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ และแหลง่ เรียนร้ใู หพ้ ร้อมไวก้ อ่ นทาการสอนจริง
4. เพ่ือให้ผูส้ อนมีความมนั่ ใจและเกิดความเช่อื มัน่ ในการจัดการเรยี นรู้
5. เพ่ือใหเ้ กิดการปรบั ปรงุ วธิ ีการจดั การเรียนรู้จากขอ้ จากัดที่พบหลังการสอนแล้ว
6. เพ่อื ใหค้ รูคนอ่ืนช่วยสอนแทนไดใ้ นกรณีทีม่ เี หตจุ าเป็น เพ่ือให้การเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น ตอ่ เน่ือง ไมห่ ยุดชะงกั
7. เพ่อื เป็นหลกั ฐานสาหรบั การพจิ ารณาผลงานและคุณภาพในการปฏบิ ตั กิ ารสอนของครู
8. เพ่อื เป็นเคร่อื งบง่ ชค้ี วามเป็นครวู ชิ าชีพ (แผนจดั การเรยี นรู้เป็นเอกสารแสดงลกั ษณะเฉพาะของวิชาชพี ครู
แผนทอี่ อกแบบมาเป็นอยา่ งดี จะบง่ ช้คี วามสามารถในการประยุกตท์ ฤษฎสี ่กู ารปฏบิ ัตจิ ริง

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
เพ่ือพัฒนาคณุ ภาพผูเ้ รียน

โดยใช้นวัตกรรมเทคนิคและวิธีการสอน

ความแตกต่างของกระบวนการ 2 อยา่ งนี้ คืออะไร ?

A ครู Interaction ผเู้ รียน
B ครู Interaction
ผู้เรยี น

ครู
เพอ่ื น
ส่ือ
กิจกรรม
เอกสาร
ฯลฯ

ครูเปน็ ศูนยก์ ลาง
Teacher-Centered

การเรียนรูแ้ บบรบั

การเรยี นรูเ้ ชิงรุกรบั

นกั เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง
Teacher-Centered

กจิ กรรมอะไรบ้าง
ท่ที าให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นรว่ ม
ในการเรยี นรู้ (Participate) ?

ตวั อยา่ งกจิ กรรมท่ีทาใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนร่วม

• ถาม ตอบ • ใหเ้ ขียน • จดสรปุ short note • สืบคน้
• ฝึกคิด • สารวจ
• ใหร้ อ้ งเพลง • ภาพยนตร์สัน้
• ใหแ้ สดงความเห็น • ใหป้ ฏบิ ัตกิ าร • Gallery walk • ศึกษาแหล่งเรียนรู้
• ชมสวน • ฝึกปนเล่น • ทาแบบจาลองใหด้ ู
• ให้ทาโครงการ • ออกแบบกิจกรรม • ทัศนศึกษา
• ใหส้ ะทอ้ นคิด • ให้ทาทา่ ทาง
• สาธิต • ให้ทดลอง • ให้มาช่วยสอน • ร่วมกิจกรรมจริง
• นงั่ สมาธิ • ให้นกั เรยี นถาม • ใหท้ าแบบทดสอบ
• ให้วิจารณ์ • ทาโครงงาน
• บทบาทสมมติ • ใหแ้ สดงบทละคร ฯลฯ• บทบาทสมมติ
• เล่าเร่อื ง
• โต้วาที

การจดั การเรียนการสอนอย่างสมดุลสาหรบั การเปล่ียนแปลงในศตวรรษท่ี 21

21st Century Learning Balance

การเรยี นการสอนในศตวรรษท่ี 20 การเรียนการสอนศตวรรษท่ี 21
ครเู ป็นศนู ยก์ ลาง (Teacher-directed) ผูเ้ รยี นเป็นสาคญั (Learner-centered)
การเรยี นการสอนทางเดยี ว (Direct instruction) การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ (Interactive exchange)
ทกั ษะความสามารถ ทกั ษะการเรยี (Skill)
ความรู้ (Knowledge)
เนน้ เน้อื หา (Content) กระบวนการ (Process)
ทกั ษะพ้ืนฐาน (Basic skills) ทกั ษะการนาไปใช้ (Applied skills)
การตงั้ คาถามและปั ญหา (Questions and problems)
ทฤษฎี (Theory)
เรยี นตามหลกั สูตร (Curriculum) การฝึกปฏิบตั ิ (Practice)
กาหนดเวลาการเรยี นรู้ตายตวั (Time-slotted) เรียนรู้ได้ตลอดตามความต้องการ (On-demand)
จดั การศึกษาแกท่ ุกคนด้วยวิธีการเดียวกนั (One-size-fits) จดั การศึกษาทเ่ี นน้ เป็นรายบุคคล (Personalized)
เนน้ การแขง่ ขัน (Competitive)
จัดการเรยี นรู้ในห้องเรียน (Classroom) เนน้ การรว่ มมอื (Collaborative)
โลกคอื แหลง่ เรยี นรู้ (Global community)
ใช้ตาราเรียน (Text-based) ใช้เครือขา่ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Web-based)
วดั ผลทก่ี ารสอบปลายภาค (Summative tests) วัดผลระหว่างเรยี น (Formative evaluation)
เรียนตามแนวทางของโรงเรียน (Learning for school) เรยี นรเู้ พ่อื ชวี ิตของผเู้ รียน (Learning for life)

ท่ีมา : Trilling and Fade, 2009

Active Learning คอื อะไร ? ความหมายการจดั การ
เรยี นรู้เชิงรุก (Active

Learning)

ผูเ้ รยี นไดก้ลางรมเรือียปนฏรบิ ้เู ชัตงิ แิ รลุกะแไนดวใ้ คช้ดิกรในะบกวานรจกดัารกคาดิรเรเพยี น่ือรพู้ทฒั ี่ นา คือจดั กจิ กรรมใหผ้ ู้เรยี นมีส่วน
ความรู้และทักษะต่าง ๆ ของผูเ้ รยี น รว่ มการเรียนรู้ (Participate)

เสพา่ือรวใหจ้บสกรบื ราคลรน้จเุ ปขัด้าอ้กหมจิ มูลการลยรงมหมกรือาือปรจฏเรดุ ิบียปตันริระคู้ตสิดง้อคงวเก์าปงาิดแรเโผรอนยี กนราร่วสู้ผมใลหกขับ้ผอูเเ้ รพงยีก่อื นานร ทาให้ผู้เรียนสร้างสรรคอ์ งค์
สจสัดอามดกาจิครกลถรอ้ แรงกมตป้กาั ญามรจหเดุรายีปหนรรระือสู้จอะงอทคกก์าแใาบหรเบ้ผรสเู้ียรรนีย้ารนงู้ สมรีทรคักษช์ ัน้ะกงารนะบไดวน้ การคดิ ความรู้ (Construct)

เรียนรู้อย่างมคี วามหมาย
(Meaningful Learning)

หลักการออกแบบการ ัจด ิกจกรรมการเ ีรยน ู้ร หลกั การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

เป็นกจิ กรรมทพี่ ฒั นาไปส่มู าตรฐาน ตวั ชวี้ ัดในหนว่ ยการเรียนรู้

นาไปส่หู ลกั ฐานการเรยี นรู้ ช้นิ งาน ภาระงานที่แสดงการ
ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชวี้ ดั

นกั เรยี นมีสว่ นร่วม การออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญ

หลากหลาย เหมาะสมกบั นกั เรยี น และสาระการเรียนรู้
สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมทีพ่ ึงประสงค์
ทาให้ส่แู หลง่ เรียนรู้ เครือขา่ ยการเรยี นทีห่ ลากหลาย

เปิดโอกาสให้นักเรยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ัติจริง

องคป์ ระกอบของกจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้

รปู แบบการสอน วิธสี อน เทคนคิ การจัด ทกั ษะการสอน
กิจกรรม
- รูปแบบเนน้ ดา้ นพทุ ธิพิสยั - บรรยาย สาธติ การเรยี นรู้ - การใช้คาพดู กรยิ าทา่ ทาง
- รปู แบบเนน้ ดา้ นทักษะพิสยั - โครงงาน - ทกั ษะการใช้คาถาม
- รปู แบบเนน้ ดา้ นจิตพสิ ยั - การสอนโดยใช้แหล่ง - การใช้ฝั งกราฟิกรูปแบบ - ทักษะการใช้ส่อื
- รปู แบบเนน้ ดา้ นบูรณาการ ความรู้ในชมุ ชน ต่าง ๆ - ทักษะการใช้กระดานดา
- รปู แบบเนน้ ด้านทักษะ - การสอนแบบบูรณาการ - การใช้คาถาม - ทักษะการอธบิ ายเล่าเร่ือง
กระบวนการ - รว่ มมือกันเรยี นรู้ - การใช้กลุ่มแบบรว่ มมอื
- ศูนยก์ ารเรียน การใช้หลกั จัตวิทยา (การ
- CIPPA Model เสรมิ แรง/ การกระตุน้ ความ
- Storyline สนใจ/ ความแตกตา่ ง
- Constructivist ระหวา่ งบคุ คล)

การจัดกจิ กรรมการเรียนรูต้ ามรูปแบบ/วิธีการปกติ

กจิ กรรมIntroduction Activitiesกิจกรรมที่ กิจกรรม
นาเขา้ สู่ Enabling Activitiesช่วย รวบยอด /
บทเรียน พฒั นาการ สรปุ และ
Culminating Activitiesเรยี นรู้ประเมนิ

นวตั กรรมการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
รูปแบบ/วธิ ีการท่ีกาลังเป็นท่ีนิยม

SCAN ME! • การจัดการเรยี นรู้แบบบันได 5 ขนั้ • การจดั การเรียนรแู้ บบซิปปา CIPPA
5STEPs (QSCCS) • สืบเสาะหาความรู้ 5Es และ 7Es
• บนั ได 6 ขนั้ สู่การจับใจความ • การพัฒนาทกั ษะการคดิ หมวก 6 ใบ
• การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้ปั ญหาเป็นฐาน (De Bono’s Six Hats)
(Problem Based Learning)
• การจัดการเรียนรู้ด้วยการทาโครงงาน • การจดั การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(Project-based learning) (Brain based Learning : BBL)

• บรู ณาการ STEM ศกึ ษา

• กระบวนการจัดการเรยี นรดู้ ้วยการสรา้ งความรู้
(Constructivist Learning Process)

การจดั การเรียนรู้แบบบนั ได 5 ขนั้ 5STEPs (QSCCS)

1 เป็นแนวการจดั การเรยี นการสอน
โดยใช้วธิ กี ารสืบสอบ
ขัน้ ตอนท่ี 1 การเรียนรู้ตงั้ คาถาม หรอื ขนั้ ตงั้ คาถาม
(Learning to Question) ร่วมกบั วธิ สี อนแบบโครงงาน

เป็นทใี่ ห้นักเรียนฝึกสังเกตสถานการณ์ ปรากฏการณต์ า่ งๆ จนเกดิ
ความสงสยั จากนนั้ ฝึกให้เดก็ ตงั้ คาถามสาคญั รวมทงั้ การคาดคะเน
คาตอบ ด้วยการสบื คน้ ความรู้จากแหลง่ ตา่ งๆ และสรปุ คาตอบชวั่ คราว

ขัน้ ตอนท่ี 2 การเรยี นรูแ้ สวงหาสารสนเทศ

2 (Learning to Search)
เป็นขัน้ ตอนการออกแบบ/วางแผนเพ่ือรวบรวมขอ้ มูล สารสนเทศ
จากแหล่งเรียนรตู้ ่างๆ รวมทงั้ การทดลองเป็นขนั้ ท่เี ดก็ ใช้หลักการนริ ภยั
(Deduction reasoning) เพ่ือการออกแบบขอ้ มลู

การจัดการเรยี นรู้แบบบันได 5 ขนั้ 5STEPs (QSCCS) (ตอ่ )

3 ขัน้ ตอนท่ี 3 การเรียนรูเ้ พ่ือสร้างองคค์ วามรู้ (Learning to Construct)
เป็นขัน้ ตอนทเ่ี ด็กมีการคดิ วเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ การส่อื ความหมายขอ้ มลู
ดว้ ยแบบตา่ งๆ หรือด้วยผงั กราฟิก การแปรผล จนถงึ การสรุปผล หรอื การสรา้ งคาอธบิ าย เป็นการ
สร้างองคค์ วามรู้ ซ่ึงเป็นแกน่ ความร้ปู ระเภท ขอ้ เท็จจรงิ คานยิ า มโนทศั น์ หลักการ กฎ ทฤษฎี

ขัน้ ตอนท่ี 4 การเรียนรูเ้ พ่ือการส่อื สาร (Learning to Communicate) 4

ขนั้ นาเสนอความร้ดู ว้ ยการมใช้ภาษาทถ่ี ูกต้อง ชดั เจน และเป็นที่เขา้ ใจ อาจ
เป็นการนาเสนอภาษา และนาเสนอดว้ ยวาจา

ขัน้ ตอนท่ี 5 การเรียนรู้เพ่อื ตอบแทนสงั คม (Learning to Service)

5 เป็นขัน้ ตอนการฝึกเดก็ ให้นาความรทู้ ีเ่ ขา้ ใจ นาการเรียนร้ไู ปใช้ประโยชนเ์ พ่ือ
สว่ นรวม หรอื เห็นตอ่ ประโยชนส์ ว่ นรวมด้วยการทางานเป็นกลุ่ม ร่วมสรา้ งผลงานท่ี
ได้จากการแกป้ ั ญหาสงั คมอยา่ งสรา้ งสรรค์ ซงึ่ อาจเป็นความรู้ แนวทางส่ิงประดิษฐ์
ซงึ่ อาจเป็นนวัตกรรม ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม

การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปั ญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning)

1ขนั้ ตอนท่ี 1 กาหนดปัญหา ใช้ปั ญหาทใี่ กลต้ วั และพบเจอใน
ชีวติ ประจาวันเป็นตวั นาหรอื เป็นฐานในการ
จดั การเรียนรู้ เพ่ือนามาสู่การนาความรไู้ ป
ผูส้ อนสร้างสถานการณต์ ่างๆ เพ่ือกระต้นุ ผูเ้ รยี น โดยอาจเป็น ประยกุ ตใ์ ช้เพ่อื จดั การกับปั ญหาดงั กล่าว
การแนะนาแนวทาง ยกตวั อยา่ งสถานการณ์ หรือถามคาถามท่ใี หค้ ดิ ต่อ
เพ่ือใหผ้ เู้ รียนเกิดความสนใจและมองเหน็ ปั ญหา มีโอกาสเลือกเฟ้ นและ
เสนอปั ญหาที่หลากหลาย และสามารถแบง่ กล่มุ ตามความสนใจ
ขนั้ ตอนท่ี 2 ทาความเขา้ ใจกับปัญหา

2 ผสู้ อนจะกระตุ้นผเู้ รียนด้วยคาถามหรือการเสริมแรง เพ่ือให้ผูเ้ รียนทาความ
เขา้ ใจกับปั ญหาทอ่ี ยากรู้ โดยเนน้ ใหเ้ กดิ การระดมสมอง เพ่ือหาแนวทางและวิธกี ารใน
การหาคาตอบ โดยมคี รผู ูส้ อนคอยดแู ลตรวจสอบเพ่ือให้เกดิ ความถกู ตอ้ ง

ขัน้ ตอนท่ี 3 ดาเนินการศึกษาค้นควา้ 3

ผูเ้ รียนจะต้องดาเนนิ การศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งเป็นระบบรว่ มกัน โดยมกี าร
กาหนดกตกิ า วางเป้ าหมาย และดาเนินกิจกรรมตามระยะเวลาทีก่ าหนด

การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปั ญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) (ต่อ)

ขนั้ ตอนท่ี 4 สังเคราะหค์ วามรู้

4 ผเู้ รียนแตล่ ะคนสงั เคราะหค์ วามรูท้ ่ไี ด้จากการคน้ ควา้ โดยมีการนาเสนอกนั
ภายในกลุ่ม เพ่ือหาขอ้ สรุป ทบทวนและตรวจสอบความถกู ต้อง โดยมคี รูผสู้ อนถาม
คาถามโดยกระตุ้นให้ผเู้ รียนมีการแลกเปลย่ี นความคดิ เห็นและเกิดความคิดรวบยอด

ขัน้ ตอนท่ี 5 สรุปและประเมินค่าของคาตอบ

ผูเ้ รียนแต่ละกล่มุ นาขอ้ สรปุ ทไ่ี ด้มาสร้างเป็นองคค์ วามรู้ใหม่ และเลอื กวธิ ที ่ีจะ 5
นาเสนอสู่ภายนอก โดยผา่ นความเห็นชอบจากครผู ูส้ อนในการตรวจสอบความ
ถกู ตอ้ ง และความเหมาะสมในการนาเสนอ

ขัน้ ตอนท่ี 6 นาเสนอและประเมินผลงาน

6 ผูเ้ รยี นแตล่ ะกลุ่มนาองคค์ วามรทู้ ไี่ ดไ้ ปนาเสนอตามวธิ กี ารท่ไี ดก้ าหนดไว้ เพ่อื
เผยแพร่ออกสสู่ าธารณะ โดยครผู ูส้ อนประเมินผลการเรียนรจู้ ากการดาเนนิ งานของ
ผเู้ รยี นตามสภาพจริง

เทคนคิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

เป็นกลวธิ ที เี่ สรมิ กระบวนการ/ขนั้ ตอนการ
จดั กิจกรรมการเรียนรู้ ช่วยให้ การจดั
กิจกรรมการเรยี นรูน้ ัน้ มีคณุ ภาพและ
ประสิทธภิ าพมากข้ึน


Click to View FlipBook Version