รายงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการบาํรุงรักษาเครื่องจกัรในอุตสาหกรรม กรณีศึกษา โรงงาน บริษัท โรม อินทิเกรเต็ด ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จาํกดั (ผลิตส่วนประกอบอิเลก ็ ทรอนิกส ์) เสนอ ผชู้่วยศาสตราจารย ์ ดร. กุณฑล ทองศรี จัดทําโดย นาย นนทภพ มิตยสิทธ์ิ 660407300188 นาย ณฐักิจ คุรุภากรณ ์ 660407300743 นายธนากร ดีรักษา 660407300190 นาย ภาณุมาศ บุญบรรจง 660407300747 นาย สุชาติพงษ์ แสนพลมาตย์ 660407300199 นายวิชญะ องค์การ 660407300750 นายโชติวฒัน ์ ขาํสิทธ์ิ 660407300312 นายอานุภาพ เตชะวัฒนกุล 660407300751 นาย ภูธเนศ หมาดกุล 660407300672 นายเจษฏา บุญเรือง 660407300760 นาย ณัฐพงษ์ สมยศ 660407300694 รายงานฉบบัน้ีเป็ นส่วนหน่ึงของวชิา ทอ.375 เทคโนโลยวีิศวกรรมการซ่อมบาํรุงรักษา สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ ภาคการเรียนที่ 2 ปี2566
ก ค ำน ำ รายงานฉบบัน้ีจดัทาํข้ึนเพื่อเป็ นส่วนหน่ึงของวชิา ทอ.375 เทคโนโลยวีศิวกรรมซ่อมบาํรุง เพื่อใหไ้ ด ้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการบาํรุงรักษาเครื่องจกัรในอุตสาหกรรม กรณีศึกษาโรงงาน บริษัท โรม อินทิเกรเต็ด ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย)จาํกดั (ผลิตชิ้นส่วน อิเล็คทรอนิกส์)โดยมีเน้ือหาดงัน้ีความหมาย ประเภท ประโยชนข ์ องการซ่อมบาํรุง คณะผจู้ ดัทาํหวงัวา่รายงานฉบบัน้ีจะเป็ นประโยชน ์ กบัผอู้่าน หรือนกัศึกษาที่กาํลงัศึกษา คน ้ ควา ้ หาขอ ้ มูลเรื่องน้ีเป็ นอยา่งดีหากมีขอ ้ แนะนาํหรือขอ ้ ผดิพลาดประการใด ผจู้ ดัทาํขอนอ ้ มรับ ไวแ ้ ละขออภยัมา ณ ที่น้ี
ข สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ก สำรบัญ ข สำรบัญภำพ จ สำรบัญตำรำง ช บทที่ 1 บทน ำ ความเป็ นมาและความสําคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 ขอบเขตการดําเนินงาน 2 ประโยชน์ที่คาดวา่จะไดร้ับ 2 วิธีการดําเนินรายงาน 2 แผนงานดําเนินรายงาน 3 งบประมาณในการดําเนินรายงาน 3 บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ความหมายของการบําารุงรักษาการบําารุงรักษา 4 จุดมุ่งหมายของการบาํารุงรักษา 4 ประเภทของการบํารุงรักษาเครื่องจักร 5 ชนิดของการบําารุงรักษาเครื่องจักร 6 เสาหลัก 8 ประการ (8 Pillars) ของ TPM 10 การบํารุงรักษาแบบวางแผน Planned Maintenance 11 แผนผังเหตุและผลของการวิเคราะห์เครื่องจักร 14
ค สำรบัญ เรื่อง หน้ำ บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) ทฤษฎีการเพิ่มประสิทธิภาพ 20 การประเมินดชันีช้ีวดัสมรรถนะองคก์ารดา้นการผลิต 26 รูปแบบการดําเนินงาน 30 งานวจิยัที่เกี่ยวขอ้ง 33 งานวจิยัที่เกี่ยวขอ้งต่างประเทศ 38 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินงำน ประวตัิและทาํเลที่ต้งัสถานประกอบการ 42 สภาพทวั่ ไปของบริษทั42 ผลิตภัณฑ์ของบริษัท 44 กระบวนการและข้นัตอนกระบวนการผลิต Process Die bonding 46 การจดัเก็บขอ้มูล 50 สรุปภาพรวมของปัญหา 52 บทที่ 4 ผลด ำเนินงำนวิจัย การดําเนินการ 53 ผลการดาํเนินการปรับปรุงแกไ้ขปัญหา 56 การประเมินขีดความสามารถของกระบวนการผลิต Chip Die 59
ง สำรบัญ เรื่อง หน้ำ บทที่ 4 ผลด ำเนินงำนวิจัย(ต่อ) สรุปผลการประเมินขีดความสามารถของกระบวนการผลิต 62 บทที่ 5 สรุปผลกำรวจิัยและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 63 ข้อเสนอแนะ 63 บรรณำนุกรม 65 ภำคผนวก ก แบบสอบถำมควำมคิดเห็น
จ สำรบัญภำพ เรื่อง หน้ำ บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ภาพที่ 2.1 Type Of Breakdown Maintenance 6 ภาพที่ 2.2 เสาหลักของ TPM 11 ภาพที่ 2.3 โครงสร้างของแผนผังสาเหตุและผล 15 ภาพที่ 2.4 ส่วนประกอบของผงักา้งปลา 16 ภาพที่ 2.5 แผนภูมิพาเรโต (Pareto Diagram) 17 ภาพที่ 2.6กราฟ (Graph) 18 ภาพที่ 2.7 ใบตรวจสอบ (Check sheet) 18 ภาพที่ 2.8 ผังการกระจาย (Scatter Diagram) 19 ภาพที่ 2.9 ฮีสโตแกรม (Histogram) 19 ภาพที่ 2.10 แผนภูมิควบคุม (Control Chart) 20 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินงำน ภาพที่ 3-1 บริษัท Rohm integrated systems (Thailand) 42 ภาพที่ 3-2 ที่ต้งับริษัท Rohm integrated systems (Thailand) 43 ภาพที่ 3-3 โครงสร้างการบริหารของบริษัท Rohm integrated systems (Thailand) 44 ภาพที่ 3-4 กลุ่มผลิตภณัฑช์ิ้นส่วนยานยนต์ 45 ภาพที่ 3-5 ผลิตภณัฑช์ิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 45 ภาพที่ 3-6 กลุ่มผลิตภณัฑช์ิ้นส่วนอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ไอที 45 ภาพที่ 3-7 กระบวนการผลิตภายในบริษัท Rohm integrated systems (Thailand) 46
ฉ สำรบัญภำพ เรื่อง หน้ำ บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินงำน (ต่อ) ภาพที่ 3-8 เตรียม Material Lead frame 47 ภาพที่ 3-9 การ Set-up Machine 48 ภาพที่ 3-10ข้นัตอนการ Inspection Check 48 ภาพที่ 3-11 ข้นัตอนการจดัเก็บในพ้ืนที่Stock 49 ภาพที่ 3-12ข้นัตอนการส่งหมอบใหลู้กคา้ 49 ภาพที่ 3-13กราฟแสดงสัดส่วนแผนการผลิตจริงที่ติดปัญหา ของการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์Process Die bonding 51 บทที่ 4 ผลด ำเนินงำนวิจัย ภาพที่ 4-1การวิเคราะห์ปัญหา Ag paste condition not good 53 ภาพที่ 4-2การติดต้งัอุปกรณ์ป้องกนั Ag paste on Die 55 ภาพที่4-3การติดต้งัอุปกรณ์ป้องกนั Ag paste condition not good 56 ภาพที่ 4-5การเปรียบเทียบสัดส่วนของเสียเฉลี่ยก่อนปรับปรุงและหลงัปรับปรุง 58
ช สำรบัญตำรำง เรื่อง หน้ำ บทที่ 1 บทน ำ ตารางที่ 1.1 ระยะเวลาแผนงานการดําเนินรายงาน 3 บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ตารางที่ 2.1 เปรียบเทียบการดาํเนินกิจกรรม TPM ของพิชซ่า ทูเดย์38 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินงำน ตารางที่ 3-1 เตรียม Material Lead frame 47 ตารางที่ 3-2 ยอดการผลิต-ชิ้นงานดี-ชิ้นงานเสียต้งัแต่เดือน มิถุนายน -กนัยายน 2564 52 บทที่ 4 ผลด ำเนินงำนวิจัย ตารางที่ 4-1 การวเิคราะห์และมาตรการในการแกไ้ขปัญหา Ag paste condition not good 54 ตารางที่ 4-2 การผลิต Case B และยอดของเสีย 2 เดือน หลังการปรับปรุง (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2565) 57 ตารางที่ 4-3 สรุปปัญหาของเสียในการผลิต Chip Die หลังปรับปรุง 2 ปัญหา 57 ตารางที่ 4-4ผลเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อน-หลังการปรับปรุง 58 ตารางที่ 4-5 สรุปผลการประเมินค่า Cp, Cpk 62
1 บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมส ำคัญและที่มำของปัญหำ ในปัจจุบันอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ำมำมีควำมส ำคัญต่อภำคอุตสำหกรรมต่ำงๆ เช่น อุตสำหกรรม ชิ้นส่วนยำนยนต์ อุตสำหกรรมไฟฟ้ำ และอุตสำหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้อุตสำหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เจริญเติบโตขึ้นอย่ำงรวดเร็ว ในปัจจุบันด้ำนอุตสำหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มำตรฐำน และมีประสิทธิภำพ สำมำรถผลิตสินค้ำที่ได้คุณภำพตรงตำมมำตรฐำน แต่ยังมีปัญหำในด้ำนกำรผลิตเกี่ยวกับบุคคล(Operator)และ Machine เรำยังให้ควำมส ำคัญใน “กำรลดควำมสูญเสียต่ำงๆ” ในกระบวนกำรผลิต ไม่ว่ำจะเป็นควำมสูญเสียจำก วัตถุดิบ จำกวิธีกำรผลิต จำกเครื่องจักร หรือจำกควำมผิดพลำดของบุคลำกรจึงส ำคัญในกระบวนกำรผลิต ถ้ำองค์กรมี แนวทำงกำรควบคุมที่มีประสิทธิภำพเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยมีต้นทุนที่ต้องต่ ำสุด คุณภำพสินค้ำเป็นไปตำมที่ก ำหนด กำร ส่งมอบตรงตำมเวลำ ตลอดจนลดข้อร้องเรียนจำกลูกค้ำ และเพื่อให้ได้รับโอกำสทำงกำรค้ำใหม่ๆ จำกลูกค้ำตลอดไป ส ำหรับกระบวนกำรชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Rohm integrated system (ประเทศไทย) จำกเหตุผลดังกล่ำว โครงงำนนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษำปัญหำของเสียที่เกิดจำกกระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหำแนวทำงใน กำรปรับปรุงเพื่อให้ปัญหำของเสียที่เกิด ขึ้นบนกระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้ลดน้อยลง 1.2 วัตถุประสงค์ของรำยงำน 1.2.1 เพื่อศึกษำและวิเครำะห์หำสำเหตุของปัญหำที่เกิดขึ้นในกระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์Die Bonding Process 1.2.2 เพื่อวิเครำะห์และก ำหนดแนวทำงแก้ไขปัญหำโดยมีเป้ำหมำยลดของเสียโดยรวมไม่น้อยกว่ำ 10% 1.2.3 เพิ่มผลผลิต โดยกำรบ ำรุงรักษำเป็นเทคนิคและวิธีกำรที่โรงงำนอุสำหกรรมน ำมำใช้และหลักสูตร ฝึกอบรม(training)ให้กับพนักงำน 1.2.4 ลดอุบัติเหตุในกำรท ำงำนกำรปฏิบัติงำนในสภำพที่เครื่องมือเครื่องจักรมีสภำพที่ไม่สมบูรณ์หรือขำด กำรบ ำรุงรักษำท ำให้เกิดอุบัติเหตุในระหว่ำงกำรท ำงำนได้
2 1.3 ขอบเขตของรำยงำน กรณีศึกษำครั้งนี้จะมุ่งเน้นกำรลดของเสียในกระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพำะ Die Bonding Process ของบริษัท Rohm integrated system (ประเทศไทย) ซึ่งพบปัญหำทั้งหมด 1.3.1 Die Chipping (DC) 1.3.2 Lead Frame (NG) 1.3.3 Die Misalignment 1.3.4 Feed miss Position 1.3.5 Pick Up miss 1.4 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1.4.1 ท ำให้ทรำบถึงสำเหตุที่มีผลต่อกำรเกิดของเสียในกระบวนกำรผลิต 1.4.2 ปริมำณของเสียในกระบวนกำรผลิตลดลง 1.4.3 สำมำรถน ำแนวทำงกำรป้องกันที่จะท ำให้เกิดของเสียเกิดขึ้นในอนำคต 1.4.4 เพื่อเป็นแนวทำงไปสู่กำรแก้ไขปัญหำอื่นๆ ต่อไป 1.4.5 เพื่อกำรส่งมอบสินค้ำได้ตรงตำมเวลำที่ก ำหนด 1.4.6 เพื่อเพิ่มควำมเชื่อมั่นจำกลูกค้ำและโอกำสในทำงธุรกิจที่เติบโตต่อไป 1.5 วิธีกำรด ำเนินรำยงำน 1.5.1 เก็บข้อมูล 1.5.2 ศึกษำสภำพปัญหำและวิเครำะห์ปัญหำเบื้องต้น 1.5.3 เสนอปัญหำต่อคณะกรรมกำร 1.5.4 วิเครำะห์ปัญหำเชิงลึกและก ำหนดมำตรกำรแก้ไข 1.5.5 วำงแผน ด ำเนินกำรและติดตำมผล 1.5.6 ทบทวนและปรับปรุงแก้ไข 1.5.7 ประเมินผลเปรียบเทียบกับเป้ำหมำยและสรุปผล 1.5.8 จัดท ำรำยงำนและสอบปริญญำนิพนธ์
3 1.6 แผนงำนกำรด ำเนินรำยงำน ตำรำงที่ 1.1 ระยะเวลำแผนงำนกำรด ำเนินรำยงำน กำรด ำเนินกำร ระยะเวลำกำรด ำเนินโครงงำน ปี 2565 ปี 2566 มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. 1. เก็บข้อมูล 2. ศึกษำสภำพปัญหำและ วิเครำะห์ปัญหำเบื้องต้น 3. เสนอปัญหำต่อ คณะกรรมกำร 4. วิเครำะห์ปัญหำเชิงลึกและ ก ำหนดมำตรกำรแก้ไข 5. วำงแผน ด ำเนินกำรและ ติดตำมผล 6. ทบทวนและปรับปรุงแก้ไข 7. ประเมินผลเปรียบเทียบกับ เป้ำหมำยและสรุปผล 8. จัดท ำรำยงำนและสอบ ปริญญำนิพนธ์ 1.7 งบประมำณในกำรด ำเนินรำยงำน 1.7.1ค่ำจัดท ำเอกสำร 3,500 บำท 1.7.2ค่ำเดินทำง 1,500 บำท 1.7.3ค่ำใช้จ่ำยอื่นๆ 1,000 บำท รวมงบประมำณทั้งหมด 6,000 บำท
4 บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ควำมหมำยของกำรบ ำำรุงรักษำกำรบ ำำรุงรักษำ (Maintenance) หมำยถึง กำรพยำมรักษำสภำพของเครื่องมือเครื่องจักรต่ำง ๆ ให้มีสภำพที่พร้อมจะใช้งำนอยู่ตลอดเวลำ กำร บ ำรุงรักษำนั้นครอบคลุมไปถึงกำรซ่อมแซม (Repair) เครื่อง ด้วยในงำนบริหำรกำรผลิตหรือกำรบริกำร กำรซ่อมและบ ำรุงรักษำไปไม่ได้ถึงแม้ว่ำงำนซ่อมและบ ำรุงรักษำไม่ใช่งำนผลิตโดยตรงแต่งำนซ่อมและบ ำรุงรักษำก็ มีบทบำทช่วยให้กำรผลิตและกำรบริกำรขององค์กรนั้นเป็นไปอย่ำงรำบรื่นโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในโลกปัจจุบันที่กำร ผลิตและกำรบริกำรจ ำเป็นที่จะต้องอำศัยอุปกรณ์และเครื่องจักรมำกขึ้น กำรที่เครื่องจักรเกิดขัดข้องขึ้นมำ กะทันหันหรือไม่สำมำรถใช้งำนได้ จะท ำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภำพกำรผลิตและกำรบริกำรนั้นๆกำรที่จะได้มำซึ่ง เครื่องจักรที่มีคุณภำพ นั้น ต้องประกอบด้วย 1), มีกำรออกแบบที่ดีและตรงตำมควำมประสงค์ต่อกำรใช้งำน มีควำมเที่ยงตรงแม่นย ำ รวมทั้ง สำมำรถท ำงำนได้เต็มก ำลังควำมสำมำรถที่ออกแบบไว้ 2), มีกำรผลิตที่ให้ ควำมแข็งแรงทนทำน สำมำรถ ท ำงำนได้นำนที่สุด และ ตลอดเวลำ 3), มีกำรติดตั้งในสถำนที่ที่เหมำะสมและ สะดวกต่อกำรใช้งำน 4), มีกำรใช้ เป็นไปตำมคุณสมบัติและสมรรถนะของเครื่อง 5), มีระบบกำรบ ำรุงรักษำที่ดี เนื่องจำกเครื่องมือเครื่องใช้เมื่อถูกใช้ งำนไปนำน ๆ ก็ต้องมีกำร เสื่อมสภำพ ช ำรุด สึกหรอ เสียหำยขัดข้อง ดังนั้น เพื่อให้อำยุกำรใช้งำนเครื่องมือ เครื่องใช้ยืนยำว สำมำรถใช้งำนได้ตำมควำมต้องกำรของผู้ใช้ ไม่ช ำรุด หรือเสียบ่อยๆ ต้องมี “กำรบ ำรุงรักษำ เครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้” ในระบบกำรด ำเนินงำนด้วย จึงจะ สำมำรถควบคุมกำรท ำงำนของเครื่องมือได้อย่ำง มีประสิทธิภำพ 2.2 จุดมุ่งหมำยของกำรบ ำำรุงรักษำ 2.2.1 เพื่อให้เครื่องมือ เครื่องจักร ใช้งำนได้อย่ำงมีประสิทธิผล (Effectiveness) สำมำรถใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ได้ เต็มควำมสำมำรถและตรงกับวัตถุประสงค์ที่จัดหำมำมำกที่สุด 2.2.2 เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีสมรรถนะกำรท ำงำนสูง (Performance) และช่วยให้เครื่องมือ เครื่องใช้มีอำยุกำร ใช้งำนยำวนำน เพรำะเมื่อเครื่องมือได้ใช้งำนไประยะเวลำหนึ่งจะเกิดกำรสึกหรอ ถ้ำหำกไม่มี กำรปรับแต่งหรือ ซ่อมแซม เครื่องมืออำจเกิดกำรขัดข้อง ช ำรุดเสียหำยหรือท ำงำนผิดพลำด 2.2.3 เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีควำมเที่ยงตรงน่ำเชื่อถือ (Reliability) คือ กำรท ำให้เครื่องมือเครื่องใช้ มี มำตรฐำน ไม่มีควำมคลำดเคลื่อนใด ๆ เกิดขึ้น
5 2.2.4 เพื่อควำมปลอดภัย (Safety) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมำยที่ส ำคัญ เครื่องมือเครื่องใช้จะต้องมีควำม ปลอดภัยเพียงพอ ต่อผู้ใช้งำน ถ้ำเครื่องมือเครื่องใช้ท ำงำนผิดพลำด ช ำรุดเสียหำย ไม่สำมำรถท ำงำนได้ ตำมปกติอำจจะก่อให้เกิด อุบัติเหตุ และกำรบำดเจ็บต่อผู้ใช้งำนได้ กำรบ ำรุงรักษำที่ดีจะช่วยควบคุมกำรผิดพลำด 2.2.5 เพื่อลดมลภำวะของสิ่งแวดล้อม เพรำะเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช ำรุดเสียหำย เก่ำแก่ขำดกำร บ ำำรุงรักษำจะท ำ ให้เกิดปัญหำด้ำนสิ่งแวดล้อม เช่น มีฝุ่นละอองหรือไอของสำรเคมีออกมำ มีเสียงดัง เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอันตรำยต่อ ผู้ปฏิบัติงำนและผู้ที่เกี่ยวข้อง 2.2.6 เพื่อประหยัดพลังงำน เพรำะเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนมำกจะท ำงำนได้ต้องอำศัยพลังงำน เช่น ไฟฟ้ำ น้ํำมันเชื้อเพลิง ถ้ำหำกเครื่องมือเครื่องใช้ได้รับกำรดูแลให้อยู่ในสภำพดี เดินรำบเรียบไม่มีกำรรั่วไหลของ น้ํำมัน กำรเผำไหม้สมบูรณ์ ก็จะสิ้นเปลืองพลังงำนน้อยลง ท ำให้ประหยัดค่ำใช้จ่ำยลงได้ 2.3 ประเภทของกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักร ประเภทของกำรบ ำำรุงรักษำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 2.3.1กำรบ ำรุงรักษำตำมแผน (Planned Maintenance) หมำยถึงงำนบ ำรุงรักษำที่อยู่ในแผน สำมำรถก้ำหนดได้ ตำมแผนที่ได้วำงเอำไว้สำมำรถเตรียมกำรได้ล่วงหน้ำสำมำรถวำงแผนก ำลังคนที่จะใช้ อะไหล่ รวมถึงอุปกรณ์ ซ่อมแซมต่ำงๆ ให้มีควำมพร้อมก่อนที่จ ำท ำกำรซ่อมบ ำรุง 2.3.2 กำรบ ำรุงรักษำนอกแผน (Unplanned Maintenance) หมำยถึงงำนบ ำรุงรักษำนอกแผนงำนที่ได้ วำงเอำ จำกกำรที่เครื่องจักรเกิดกำรขัดข้องโดยไม่ทรำบสำเหตุล่วงหน้ำ กำรบ ำรุงรักษำนี้จะก่อให้เกิดปัญหำ มำกกว่ำกำร บ ำรุงรักษำตำมแผน อันเนื่องมำจำก กำรที่ไม่สำมำรถวำงแผนเวลำ ก ำลังคน อะไหล่ รวมไปถึง อุปกรณ์ซ่อมแซม ต่ำงๆ ที่จะให้ในกำรซ่อมได้อย่ำงทันเวลำ
6 ภำพที่ 2.1 Type Of Breakdown Maintenance 2.4 ชนิดของกำรบ ำำรุงรักษำเครื่องจักร ประเภทของกำรบ ำำรุงรักษำแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ หมำยถึง 2.4.1 Breakdown maintenance (กำรซ่อมบ ำรุงโดยกำรซ่อมแซมส่วนที่เสีย) บ ำรุงรักษำวิธีนี้ถือได้ว่ำเป็นแนวคิด ในงำนกำรบ ำรุงรักษำ ที่เก่ำแก่ที่สุด ในต ำรำบำงเล่มให้นิยำมวิธีกำร บ ำรุงรักษำแบบนี้ว่ำ “ ด ำเนินกำรโดยไร้กำร บ ำรุงรักษำ” เพรำะในควำมเป็นจริงฝ่ำยซ่อมบ ำรุงจะไม่ต้อง ปฏิบัติงำนใด ๆ เลยจนกว่ำจะมีรำยงำนว่ำเครื่องจักร ช ำรุด ใช้งำนต่อไปไม่ได้ อย่ำงไรก็ตำมกำรบ ำรุงรักษำ ประเภทนี้ก็ยังคงมีใช้ในบำงสถำนกำรณ์ เช่น ในอำคำรที่ไม่ สลับซับซ้อน หรือมีอุปกรณ์อะไหล่ทดแทนพร้อมอยู่ เสมอหรือสำมำรถสั่งซื้อได้อย่ำงทันทีทันใด โดยที่ค่ำใช้จ่ำยที่ เกิดขึ้นจำกกำรบ ำรุงรักษำประเภทนี้ ควรน้อยกว่ำ กำรประยุกต์ใช้วิธีกำรบ ำำรุงรักษำแบบอื่น 2.4.1.2 องค์ประกอบของกำรบ ำรุงรักษำเมื่อขัดข้อง 1. ระบบกำรแจ้งซ่อมแจ้งเหตุควำมเสียหำย : มีควำมรวดเร็วในกำรแจ้ง มีรำยละเอียดถี่ถ้วนและสำมำรถ วิเครำะห์ปัญหำเบื้องต้นได้ 2. กำรแก้ไขปัญหำเฉพำะหน้ำ: มีสติ ควำมรอบคอบ ท ำให้เครื่องจักรกลับมำใช้งำนได้ไว้ที่สุด 3. กำรแก้ปัญหำที่
7 สำเหตุ : หำสำเหตุที่แท้จริง หำวิธีหำรแก้ไขและป้องไม่ให้เกิดซ้ํำ 4. กำรเขียนรำยงำนควำมเสียหำย : เพื่อรำยงำนควำมเสียหำย ท ำประวัติกำรซ่อม เก็บเป็นสถิติ วิธีกำร บ ำรุงรักษำ วิธีนี้ถือได้ว่ำ เป็นแนวควำมคิดในกำรบ ำรุงรักษำที่เก่ำแก่ที่สุด ในต ำรำบำงเล่มให้นิยำม วิธีกำร บ ำรุงรักษำแบบนี้ว่ำ ด ำเนินกำรโดยไร้กำรบ ำรุงรักษำ (no maintenance at all or maintenance less) ทั้งนี้อำจจะเป็นเพรำะว่ำโดย ข้อเท็จจริงแล้วก็คือว่ำ บุคลำกรในฝ่ำยบ ำรุงรักษำจะไม่ออกไปปฏิบัติงำน ใดๆ เลยจนกว่ำจะมีรำยงำนว่ำมี เครื่องจักรช ำรุดจนใช้งำนต่อไปไม่ได้ ข้อดีในกำรบ ำำรุงรักษำแบบนี้ได้แก่ 1. ได้ใช้ประโยชน์จำกอำยุกำรใช้งำนของเครื่องจักรอย่ำงคุ้มค่ำ 2. ไม่ต้องเสียก ำำลังคนและค่ำใช้จ่ำยในกำรบ ำรุงรักษำ ข้อเสียในกำรบ ำรุงรักษำแบบนี้ได้แก่ 1.ไม่มีสัญญำณใดๆ บอกเป็นกำรเตือนล่วงหน้ำเมื่อเครื่องจักรเริ่มช ำรุด 2. ไม่สำมำรถยอมรับได้ ในระบบที่ต้องกำรควำมเชื่อมั่นสูง เช่น ในอำกำศยำน 3. ต้องเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ไว้เป็น จ ำนวนมำก ซึ่งหมำยถึงว่ำค่ำใช้จ่ำยในกำรเก็บของคงคลังสูง 4. ไม่สำมำรถบรรลุเป้ำหมำยในกำรปฏิบัติตำม แผนกำรผลิตได้ตำมประสงค์ 5. ไม่สำมำรถวำงแผนงำนในกำรบ ำรุงรักษำได้ กำรบ ำำรุงรักษำเมื่อเครื่องเกิดช ำรุดและต้องหยุดโดยฉุกเฉินวิธีกำรนี้ แม้ว่ำจะเป็นดั้งเดิมในกำรบ ำรุงรักษำ แต่ยัง จ ำเป็นต้องน ำมำใช้อย่ำงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจำกเครื่องจักรทั้งหลำยแม้ว่ำจะได้รับกำรบ ำรุงป้องกันรักษำ เยี่ยมเพียงใด ก็ยังมีโอกำสเกิดเหตุเสียโดยฉุกเฉินขึ้นได้ตลอดเวลำ เป็นกำรซ่อมเครื่องจักรหลังจำกมีสิ่งขัดข้อง เกิดขึ้นกับเครื่องจักรและหยุดโดยฉุกเฉินโดยทั่วไปมักจะใช้กับเครื่องจักรที่ไม่มีควำมส ำคัญต่อกำรผลิตคุณภำพ กำร ส่งมอบ และควำมปลอดภัยรอเวลำซ่อมแซมหรือแก้ไขได้อย่ำงเหมำะสม มีเครื่องจักรหรืออะไหล่ ส ำรองอยู่เสมอ ซึ่งวิธีกำรนี้ไม่ต้องเสียค่ำใช้จ่ำยในตรวจสอบ และกำรบ ำรุงรักษำ แต่ถ้ำเลือกใช้กำรซ่อม เครื่องจักรหลังเกิด เหตุขัดข้อง เพียงอย่ำงเดียวส ำหรับเครื่องจักรทุกประเภท จะท ำให้ไม่สำมำรถคำดกำรณ์ ควำมเสียหำยที่อำจ เกิดขึ้นในแต่ละครั้งได้ 2.4.2 Planned/ Preventive maintenance (กำรบ ำรุงรักษำตำมแผน) เพื่อเป็นกำรลบล้ำง ข้อบกพร่องในกำร บ ำรุงรักษำเมื่อช ำรุด จึงได้มีกำรพัฒนำงำนทำงด้ำนกำรบ ำรุงรักษำตำมแผนขึ้นมำ กล่ำวโดย ย่อก็คือกำรบ ำำรุงรักษำอำคำรและอุปกรณ์ตำมระยะเวลำที่ก ำหนดขึ้นโดยอำจจะได้มำจำกประสบกำรณ์หรือ จำก
8 คู่มือกำรใช้งำนของระบบและอุปกรณ์นั้น ๆ อย่ำงไรก็ตำมกำรช ำรุดของอำคำรและอุปกรณ์โดยไม่คำดฝัน ก็ไม่ สำมำรถขจัดออกไปได้ เพรำะว่ำในทำงสถิติแล้วกำรช ำรุดของอำคำรและอุปกรณ์ไม่ได้เป็น กำรกระจำยตัวแบบ สม่ํำเสมอ หรือมีรูปแบบที่แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นกำรยำกที่จะ เลือกช่วงกำรบ ำรุงรักษำตำม แผนที่เหมำะสม และใน บำงกรณีถึงแม้ว่ำได้ปฏิบัติกำรบ ำรุงรักษำตำมแผนแล้วก็ตำม ก็ยังคงมีโอกำสที่จะเกิด กำรช ำรุดของเครื่องจักร และอุปกรณ์โดยไม่คำดคิดอย่ำงหลีกเลี่ยงไม่ได้ สรุปได้ว่ำกำรบ ำรุงรักษำแบบนี้จะท ำ ให้เป็นกำรเพิ่มค่ำใช้จ่ำยใน กำรผลิตทั้งทำงตรงและทำงอ้อม ตัวอย่ำงกำรบ ำรุงรักษำแบบนี้ได้แก่ กำรตรวจเช็คระดับน้ํำมันลิฟต์โดยสำรที่ บริเวณช่องตรวจระดับน้ํำมัน กำรเปลี่ยนถ่ำยน้ํำมันตำมระยะเวลำกำร ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ส ำคัญบำงชิ้นตำมระยะเวลำ ปัญหำหนึ่งที่พบเสมอในกำรท ำกำรบ ำรุงรักษำตำมระยะเวลำ คือ ท ำกำรเปลี่ยนชิ้นส่วนบำงชิ้นโดยไม่จ ำเป็น และในบำงกรณีอำจจะเป็นกำรรบกวนชิ้นส่วน ในระบบอื่นโดย ไม่ จ ำเป็นรวมถึงอำจจะมีกำรประกอบกลับชิ้นส่วนไม่ถูกต้อง ซึ่งนับว่ำเป็นผลเสียมำกว่ำผลดีเสียอีกในช่วง ศตวรรษที่ ผ่ำนมำจึงมีวิธีกำรบ ำรุงรักษำแบบใหม่ที่เรียกว่ำ Reliability centered maintenance (RCM) 2.4.1.2 กำร บ ำรุงรักษำเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) เป็นกำรบ ำรุงรักษำเพื่อป้องกันกำรเสื่อมสภำพกำรเกิดเหตุขัดข้อง หรือกำรหยุดท ำงำนของเครื่องจักรโดย ฉุกเฉิน โดยอำศัยกำรตรวจสภำพเครื่องจักร กำรท ำควำมสะอำด ขันนอตสกรูให้แน่น และหล่อลื่นอย่ำงถูกวิธี มีกำร ปรับแต่งเครื่องจักร รวมถึงกำรบ ำรุงและเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ตำมระยะเวลำที่ก ำหนดไว้ 2.4.1.2.1 DM: Daily Maintenance (กำรบ ำรุงรักษำประจ ำวัน) : กำรบ ำรุงรักษำ ประจ ำวัน เช่น กำรหล่อลื่น กำรขันแน่น, กำรปรับแต่ง, กำรตรวจสอบ และกำรเปลี่ยนชิ้นส่วนต่ำงๆ เพื่อ ตรวจวัดควำมเสื่อมสภำพ 2.4.1.2.2 TBM : Time Based Maintenance (บ ำรุงรักษำตำมคำบเวลำ) : เป็น กำรบ ำำรุงรักษำที่น ำเนินกำร เป็นรอบเวลำที่ก ำหนดตำมคำบเวลำ 2.4.1.2.3 CBM : Condition Based Maintenance (บ ำรุงรักษำจำกกำรท ำนำย สภำพ) : เป็นกำรบ ำรุงรักษำรูปแบบก ำำหนดต่อสภำพพยำกรณ์กำรเสื่อมสภำพของชิ้นส่วนเครื่องจักร โดยใช้ เทคนิคกำรวินิจฉัยเครื่อง แล้วท ำกำรคำดคะเนแนวโน้มตำมควำมเป็นไปของกำรเสื่อมสภำพ ข้อดี: ท ำให้กำร ผลิต เป็นไปอย่ำงต่อเนื่อง กำรใช้งำน Preventive Maintenance ท ำให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มีกำร วำงแผนระยะยำวในกำรใช้งำน คนในโรงงำนรับรู้ว่ำอุปกรณ์ใดควรเปลี่ยนเวลำไหนหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุหรือ ควำม ผิดพลำดที่อำจเกิดขึ้นจำกอำยุกำรใช้งำน รวมถึงกำรใช้งำนอุปกรณ์ที่หมดระยะเวลำประกันได้ ประหยัด ค่ำใช้จ่ำย
9 Preventive Maintenance ช่วยลดข้อผิดพลำดที่อำจเกิดขึ้นจนท ำให้ส่งผลกระทบต่องำนและ ต้นทุนโดยรวมได้ อีกทั้งยังส่งผลให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำมำรถท ำงำนได้อย่ำงยำวนำนยิ่งขึ้นอีก ด้วยข้อเสีย: ข้อมูลไม่ Real-Time สิ่งที่เป็นจุดด้อยมำกที่สุดส ำหรับ Preventive Maintenance คือปัจจัยด้ำน “เวลำ” เนื่องจำกควำม เป็นแผนงำนที่ตรงไปตรงมำ ขำดควำมยืดหยุ่น ท ำให้กำรบ ำรุงรักษำอุปกรณ์บำง ประเภท ช้ำเกินไป หรือเร็วเกินไป อีกทั้งยังไม่สำมำรถป้องกันกรณีเครื่องจักรเสียหำยแบบไม่คำดคิดได้ด้วยใช้ เวลำในกำรบ ำรุงรักษำมำกพอสมควร เนื่องจำก Preventive Maintenance จะมีกำรท ำงำนตำมตำรำงเสมอ ท ำให้ทำงโรงงำนต้องมีกำรแบ่งเวลำมำ ท ำงำนในกำรบ ำรุงรักษำ ซึ่งบำงครั้งเรำก็จ ำเป็นต้องเปลี่ยนหรือ ซ่อมแซมทั้งๆ ที่เครื่องจักรไม่มีปัญหำใดๆ 2.4.1.3 กำรบ ำรุงรักษำเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance : CM) เป็นกำรดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนของเครื่องจักร เพื่อขจัด เหตุขัดข้องเรื้อรังของเครื่องจักรให้ หมดไปโดยสิ้นเชิง และปรับปรุงสภำพของเครื่องจักรให้สำมำรถผลิตได้ด้วย คุณภำพและปริมำณที่สูงขึ้น โดยเป็นกำรพัฒนำควำมน่ำเชื่อถือและง่ำยต่อกำรบ ำรุงรักษำกำรป้องกันเพื่อ บ ำำรุง รักษำ (Maintenance Prevention) เป็นกำรด ำเนินกำรเพื่อให้ได้มำซึ่งเครื่องจักรที่ไม่ต้องมีกำร บ ำรุงรักษำ หรือ บ ำรุงรักษำให้น้อยที่สุด โดยอำศัยกำรออกแบบเครื่องจักรให้มีควำมแข็งแรง ทนทำน บ ำรุงรักษำได้ง่ำย มีกำรใช้ เทคนิคและวัสดุที่จะท ำให้เครื่องจักรมีควำมน่ำเชื่อถือ (Reliability) สูง รวมถึงเลือก ซื้อเครื่องจักรที่มีประสิทธิภำพ ทนทำน ซ่อม 2.4.1.4 กำรป้องกันกำรบ ำรุงรักษำ (Maintenance Prevention : MP) กำรบ ำรุงรักษำเพื่อป้องกัน เป็นหนึ่งในรูปแบบกำรดูแลสภำพเครื่องจักรและอุปกรณ์ ภำยในโรงงำน ที่ใช้กำรตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่ำงๆ ตำมเวลำที่มีกำรก ำหนดเอำไว้ 2.4.1.5 กำรบ ำรุงรักษำทวีผล (Productive Maintenance) เป็นกำรบ ำรุงรักษำที่น ำเอำกำรบ ำรุงรักษำที่กล่ำวมำข้ำงต้นมำประกอบเข้ำด้วยกัน เพื่อส่งเสริมกำรผลิตให้เกิดผลสูงสุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ 2.4.1.6 กำรบ ำรุงรักษำทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance: TPM) เป็นกำร บ ำรุงรักษำที่เน้นกำรมีส่วนร่วมของทุกคนทั้งพนักงำนปฏิบัติกำรในสำยกำรผลิต (Operators) และพนักงำนฝ่ำย ซ่อมบ ำรุง (Maintenance group) ซึ่งจะรับผิดชอบในกำรบ ำรุงรักษำอุปกรณ์และเครื่องจักร ต่ำง ๆ ร่วมกัน TPM เป็นกระบวนกำรที่ให้พนักงำนทุกคนมีส่วนร่วมในกำรบ ำรุงรักษำอุปกรณ์ เครื่องจักรของ ตนเอง เพื่อบรรลุ เป้ำหมำยโดยรวมขององค์กร พร้อมกับเน้นเทคนิคกำรบ ำรุงรักษำเชิงรุก (Proactive Maintenance) และ กำร บ ำรุงรักษำเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อกำรผลิตที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือ
10 1. No Breakdown : ไม่มีกำรหยุดงำน โดยไม่ได้วำงแผน 2. No Small Stops or Slow Running : ไม่มีกำรหยุดเล็กๆน้อย หรือ เครื่องจักรท ำงำนช้ำลง 3. No Defects : ไม่มีของเสียส่งถึงมือลูกค้ำ 4. No Accidents : ไม่มีอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อควำมปลอดภัยของพนักงำน เป้ำหมำยสูงสุดของ TPM คือ เครื่องจักร เสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Breakdown ของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Defect และอุบัติเหตุเป็นศูนย์Zero Accident เสำหลัก 8 ประกำร (8 Pillars) ของ TPM ประกอบด้วย 1. กำรปรับปรุงเฉพำะเรื่อง หรือ Individual Improvement 2. กำรบ ำรุงรักษำด้วยตนเอง หรือ Autonomous Maintenance 3. กำรบ ำรุงรักษำตำมแผน หรือ Planned Maintenance 4. กำรพัฒนำทักษะกำรปฏิบัติงำนและกำรบ ำรุงรักษำหรือOperation Development and Maintenance Skill 5. กำรค ำนึงถึงกำรบ ำรุงรักษำตั้งแต่ขั้นตอนของกำรออกแบบ หรือ Initial Phase Management 6. กำรบ ำรุงรักษำเพื่อคุณภำพ หรือ Quality Maintenance 7. กำรด ำเนินกำร TPM ในส่วนส ำนักงำนหรือส่วนสนับสนุน หรือ TPM in Office 8. ระบบชีวอนำมัย ควำมปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม หรือ Safety, Hygiene and Working Environment
11 2.2 เสำหลักของ TPM กำรด ำเนินกำร TPM บำงครั้งต้องมีกิจกรรมอื่นควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป็นส่วนเสริมหรือส่วนเพิ่มศักยภำพ เช่น กำรด ำำเนินกิจกรรม 5ส หรือ 5s Activity กำรน ำระบบกำรควบคุมด้วยกำรมองเห็นหรือ Visual Control กำร ติดตั้งระบบป้องกันควำมผิดพลำด หรือ Poka – Yoke แม้กระทั่งกำรน ำเทคนิคทำงวิศวกรรมอุตสำหกำร หรือ IE Technique มำใช้ก็สำมำรถท ำได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นกำรลดควำมสูญเสีย (Waste) ในกระบวนกำรผลิตหรือ กำรบริหำร กำรผลิต ซึ่งเป็นแนวทำงไปสู่ระบบกำรผลิตแบบปรำศจำกควำมสูญเสีย หรือ Waste-free Production ได้อีกทำง หนึ่ง กำรบ ำรุงรักษำแบบวำงแผน Planned Maintenance กำรบ ำรุงรักษำเชิงป้องกัน Preventive Maintenance : PM กำรบ ำำรุงรักษำเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
12 Breakdown Maintenance : BM กำรบ ำรุงรักษำเชิงแก้ไขปรับปรุง Corrective Maintenance : CM กำรป้องกันกำรบ ำรุงรักษำ Maintenance Preventive : MP กำรบ ำรุงรักษำตำมระยะเวลำ Time Based Maintenance กำรบ ำรุงรักษำตำมสภำพ Condition Based Maintenance กำรบ ำรุงรักษำแบบยกเครื่อง Overhaul 2.4.3 Predictive maintenance (กำรบ ำรุงรักษำโดยกำรคำดคะเน) เครื่องจักรสมัยใหม่มีกลไกที่ละเอียด และซับซ้อนกว่ำเครื่องจักรในสมัยก่อน ๆ รวมทั้งเป็นกำร ยำกที่จะท ำกำร ถอดเปลี่ยน หรือท ำกำรตรวจเช็คตำมจุดที่ส ำคัญของงำนบ ำรุงรักษำตำมแผน (PM) วิธีกำร ใน กำรบ ำรุงรักษำโดย กำรคำดคะเนนับได้ว่ำเป็นปรัชญำใหม่ในศำสตร์ของกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักร แนวควำมคิดโดยสรุปก็คือกำรใช้ วิธีกำร หรือเทคนิคใหม่ ๆ ของเครื่องมือวัดชนิดต่ำง ๆ เช่น อุปกรณ์ในกำรวัด แรงสั่นสะเทือน กล้องอินฟำเรด เทอร์โมกรำฟฟี่ เป็นต้น โดยพื้นฐำนแล้วพอที่จะจัดแบ่งกำรบ ำรุงรักษำแบบนี้ ออกเป็นวิธีย่อย ๆ คือ Vibration analysis, Oilwear particle analysis, Performance monitoring, Temperature monitoring ก ำ ร ศึ กษ ำ ติดตำมสภำพเครื่องจักร (Condition monitoring) หรือเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่ำกำรติดตำมสุขภำพเครื่องจักร (Machine health monitoring) ก็จัดได้ว่ำเป็นส่วนหนึ่งของกำร บ ำรุงรักษำแบบคำดคะเน ควำมจริงแล้วกำรท ำ CM (Condition monitoring) หรือ MHM (Machine health monitoring) ไม่ใช่ของใหม่ เพรำะโดยทั่วไปแล้ว วิศวกร หรือผู้ควบคุมเครื่อง ก็ใช้สำมัญส ำนึกในกำร บ ำรุงรักษำเครื่องจักรอยู่แล้ว เช่น กำรใช้สำยตำตรวจดู ลักษณะทั่วไป กำรใช้จมูกดมกลิ่นไหม้ กำรใช้หูฟัง เสียงที่ผิดปกติ และกำรใช้นิ้วสัมผัส (ควำมร้อน) เป็นต้น อย่ำงไร ก็ตำมวิธีกำรตรวจสอบดังกล่ำวจะเป็น ลักษณะกำรประเมินสภำพเครื่องจักรที่ไม่มีข้อยุติที่แน่นอน ทั้งนี้เนื่องจำก ควำมไม่เที่ยงตรงของประสำทสัมผัส ของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นกำรใช้เครื่องมือวัดเชิงปริมำณส ำหรับกำรบ ำรุงรักษำแบบคำดคะเนจึงเป็น สิ่ง ส ำคัญ ทั้งนี้เพรำะท ำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่มีกำรบิดเพริ้วได้ในกำรประเมินสภำพของเครื่องจักร ดังนั้น ควำมหมำยของ Predictive maintenance ก็พอที่จะสรุปได้ว่ำ เมื่อสำมำรถทรำบถึงลักษณะของต้นทุนของ กำร ช ำรุด จึงพอที่จะสำมำรถจัดเตรียมกำรล่วงหน้ำส ำหรับแรงงำน ชิ้นส่วนอะไหล่ และก ำหนดช่วงเวลำกำรท ำงำนที่ ไม่ขัดกับแผนกำรผลิตหลักได้ 2.4.4 Proactive maintenance (กำรบ ำรุงรักษำแบบป้องกันล่วงหน้ำ) นับเป็นวิธีบ ำรุงรักษำ อำคำรและ เครื่องจักรที่ค่อนข้ำงใหม่ต่อวงกำร โดยย่อแล้วงำนบ ำรุงรักษำแบบนี้จะมุ่งพิจำรณำรำกของปัญหำ (Root cause of failure) โดยที่ root cause สำมำรถแบ่งย่อยออกเป็น 6 อย่ำงคือ
13 2.4.4.1 Chemical stability, 2.4.4.2 Physical stability, 2.4.4.3 Temperature stability, 2.4.4.4 Wear stability, 2.4.4.5 Leakage stability 2.4.4.6 Mechanical stability เมื่อใดที่มีกำรไม่สมดุลในระบบของเครื่อง (อำจจะเกิดควำมไม่มี Stability ในหนึ่งใน Root cause ที่กล่ำวมำ หรือ อำจจะมีควำมไม่สมดุลในระบบมำกกว่ำหนึ่งสำเหตุก็เป็นได้) ตัวอย่ำงที่เห็นได้ง่ำย ๆ ในระบบ ไฮดรอลิคก็คือกำรที่ มีสิ่งสกปรก (Contaminants) หลุดลอดเข้ำไปในระบบซึ่งอำจจะเกิดจำกกำรเติมน้ํำมันที่ สกปรกเข้ำไปในระบบ กำรเสื่อมสภำพของไส้กรองอำกำศ กำรช ำรุดเสียหำยของซีล และสิ่งสกปรกดังกล่ำว ก็เป็นสำเหตุหลักที่ท ำให้ระบบขำดควำมสมดุลไปเมื่อวิศวกรหรือผู้ช ำนำญได้ทรำบถึงสำเหตุที่แท้จริงของปัญหำ (Root cause) ก็จะท ำกำรแก้ไขให้ระบบกลับคืนสู่สมดุล เช่น ใช้ไส้กรองที่มีประสิทธิภำพสูงขึ้น เปลี่ยนซีลที่ ขำด หรือท ำกำรกรองน้ํำมันที่สงสัยว่ำมีสิ่งสกปรกผสมอยู่ เป็นต้น อย่ำงไรก็ตำมเนื่องจำกจ ำเป็นต้องใช้ทั้ง เครื่องมือ บุคคลำกรที่มีควำมช ำนำญสูงในกำรค้นหำ Root cause แนวควำมคิดในกำรซ่อมบ ำรุงแบบนี้ยังไม่ แพร่หลำยมำก นักเป้ำหมำยส ำคัญของกำรบ ำรุงรักษำ กำรวำงระบบบ ำรุงรักษำนั้น ท ำเพื่อให้องค์กรมี เครื่องจักรที่สำมำรถผลิต งำนได้ตำมควำมต้องกำรและไม่มีปัญหำสะดุดระหว่ำงกำรผลิต ซึ่งพอจะสรุปเป้ำหมำย หลัก ของกำรบ ำรุงรักษำได้ ดังนี้ 1. เพื่อให้กำรใช้งำนเครื่องจักรเป็นไปอย่ำงเต็มประสิทธิภำพ 2. เพื่อให้เครื่องจักรมีอำยุกำรใช้งำนที่ยำวนำน 3. เพื่อให้เครื่องจักรมีควำมเที่ยงตรงและน่ำเชื่อถือ 4. เพื่อให้เครื่องจักรมีควำมปลอดภัยเพียงพอต่อผู้ใช้งำน 5. เพื่อเป็นกำรประหยัดพลังงำนและลดมลภำวะต่อสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่ำเป้ำหมำยของกำรบ ำรุงรักษำนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อกำรผลิตงำนได้อย่ำงต่อเนื่องเพียงอย่ำงเดียว แต่ กำรที่เครื่องจักรได้รับกำรดูแลให้อยู่ในสภำพดี จะมีผลต่อควำมปลอดภัยกับผู้ใช้งำน และยังช่วยประหยัด พลังงำน รวมถึงไม่เป็นมลภำวะต่อสิ่งแวดล้อมด้วย บทบำทที่แตกต่ำง แต่เป้ำหมำยเดียวกันของฝ่ำยผลิต และ ฝ่ำยซ่อม บ ำรุง เป็นที่ทรำบกันดีว่ำ บทบำทและหน้ำที่ของพนักงำนฝ่ำยผลิต และฝ่ำยซ่อมบ ำรุงนั้นมีควำม แตกต่ำงกัน
14 กล่ำวคือฝ่ำยผลิตมีหน้ำที่ผลิตงำนให้ได้ตำมเป้ำหมำยที่ก ำหนดทั้งคุณภำพและปริมำณ ควำม ต้องกำรของฝ่ำยผลิตนั้นคือต้องกำรให้เครื่องจักร ในขณะเดียวกันฝ่ำยซ่อมบ ำรุง ก็มีหน้ำที่ในกำรดูแลเครื่องจักร ไม่ให้เกิดกำรขัดข้องหรือเสียหำย กำรที่ เครื่องจักรสำมำรถท ำงำนได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ถือเป็นเป้ำหมำยส ำคัญ ของฝ่ำยซ่อมบ ำรุง ที่ส่งผลดีเป็นอย่ำง ยิ่งต่องำนผลิต จะเห็นได้ว่ำถึงแม้จะมีบทบำทและหน้ำที่ที่ต่ำงกัน แต่ก็มี เป้ำหมำยเดียวกัน ซึ่งในควำมเป็นจริง แล้วพนักงำนฝ่ำยผลิตผู้ที่ใช้งำนเครื่องจักรอยู่เป็นประจ ำ ก็สำมำรถที่จะดูแล และบ ำรุงรักษำเครื่องจักรได้ใน เบื้องต้น ด้วยกำรใช้งำนเครื่องจักรอย่ำงถูกวิธี มีกำรตรวจสอบประจ ำวัน และหมั่น ดูแลและคอยสังเกตอำกำร ผิดปกติในเบื้องต้นด้วยประสำทสัมผัสทั้ง 5 และแจ้งสิ่งผิดปกติที่พบให้แก่ผู้บังคับบัญชำ หรือช่ำงผู้รับผิดชอบ ทรำบ เพื่อให้กำรด ำเนินกำรแก้ไขเป็นไปอย่ำงทันท่วงที จะเห็นได้ว่ำ กำรวำงระบบบ ำรุงรักษำ เครื่องจักรมี ควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่ง โดยเฉพำะบริษัทที่ใช้เครื่องจักรในกำรผลิตเป็นหลัก เพรำะจะท ำให้เครื่องจักร นั้นถูกใช้ งำนได้อย่ำงเต็มประสิทธิภำพ มีควำมปลอดภัยส ำหรับผู้ใช้ ประหยัดพลังงำน และถือเป็นกำรยืดอำยุกำร ใช้งำน ของเครื่องจักร ดังนั้นกำรเพิ่มผลิตภำพให้แก่งำนเพื่อให้กำรด ำเนินงำนเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพและ ประสิทธิผลนั้น นอกจำกจะใส่ใจในเรื่องของปริมำณกำรผลิตให้ได้เป้ำหมำยและมีคุณภำพแล้ว กำรให้ ควำมส ำคัญ กับกำรดูแลและบ ำรุงรักษำเครื่องจักร ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของกำรผลิต ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควร มองข้ำม และที่ ส ำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือกำรสร้ำงควำมรู้ควำมเข้ำใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงำนที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ำยผลิตซึ่ง เป็นผู้ใช้งำน เครื่องจักรเป็นประจ ำ และฝ่ำยช่ำงผู้ท ำหน้ำที่ในกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักร ให้เขำมีควำมรู้และมี ควำมเต็มใจในกำร ที่จะดูแลรักษำเครื่องจักรเพื่อใช้เป็นเครื่องมือส ำคัญในกำรผลิตงำนที่มีคุณภำพให้แก่องค์กร สำมำรถท ำงำนได้อย่ำงรำบรื่นและไม่ก่อให้เกิดปัญหำกับงำน 2.5 แผนผังเหตุและผลของกำรวิเครำะห์เครื่องจักร กำรวิเครำะห์ด้วยเครื่องมือคุณภำพ 7 ชนิด ( 7 QC Tools) แผนผังก้ำงปลำ (Fish Bone Diagram) หรือเรียกเป็น ทำงกำรว่ำแผนผังสำเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) แผนผังสำเหตุและผลเป็น แผนผังที่แสดงถึง ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงปัญหำ (Problem) กับ สำเหตุทั้งหมดที่เป็นไปได้ที่อำจก่อให้เกิดปัญหำ นั้น (Possible Cause) เรำอำจคุ้นเคยกับแผนผัง สำเหตุและผล ในชื่อของ "ผังก้ำงปลำ (Fish Bone Diagram) " ส ำนักงำน มำตรฐำนอุตสำหกรรม ได้นิยำมควำมหมำยของผังก้ำงปลำนี้ว่ำ "เป็นแผนผังที่ใช้แสดง ควำมสัมพันธ์อย่ำงเป็น ระบบระหว่ำงสำเหตุหลำยๆ สำเหตุที่เป็นไปได้ที่ ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหำหนึ่งปัญหำ" เมื่อไรจึงจะใช้แผนผัง สำเหตุและผล เมื่อต้องกำรค้นหำสำเหตุแห่งปัญหำ เมื่อต้องกำรท ำกำรศึกษำ ท ำควำม เข้ำใจ หรือท ำควำมรู้จักกับ กระบวนกำรอื่นๆ เพรำะว่ำโดยส่วนใหญ่พนักงำนจะรู้ปัญหำเฉพำะในพื้นที่ของตน เท่ำนั้น แต่เมื่อมีกำรท ำแผนผัง ก้ำงปลำแล้ว จะท ำให้เรำสำมำรถรู้กระบวนกำรของแผนกอื่นได้ง่ำยขึ้น เมื่อ ต้องกำรให้เป็นแนวทำงในกำรระดมสมองซึ่งจะช่วยให้ทุกๆคนให้ควำมสนใจในปัญหำของกลุ่มซึ่งแสดงไว้ที่
15 หัวปลำ วิธีกำรสร้ำงแผนผังสำเหตุและผลหรือผังก้ำงปลำ สิ่งส ำคัญในกำรสร้ำงแผนผัง คือ ต้องท ำเป็นทีม เป็น กลุ่ม โดยใช้ขั้นตอน 6 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ก ำหนดประโยคปัญหำที่หัวปลำ 2. ก ำหนดกลุ่มปัจจัยที่จะท ำให้เกิดปัญหำนั้นๆ 3. ระดมสมองเพื่อหำสำเหตุในแต่ละปัจจัย 4. หำสำเหตุหลักของปัญหำ 5. จัดล ำดับควำมส ำคัญของสำเหตุ 6. ใช้แนวทำงกำรปรับปรุงที่จ ำเป็น โครงสร้ำงของแผนผังสำเหตุและผล ภำพที่ 2.3 โครงสร้ำงของแผนผังสำเหตุและผล ผังก้ำงปลำประกอบด้วยส่วนต่ำงๆ ดังต่อไปนี้ 1. ส่วนปัญหำหรือผลลัพธ์ (Problem or Effect) ซึ่งจะแสดงอยู่ที่หัวปลำ
16 2. ส่วนสำเหตุ (Causes) จะสำมำรถแยกย่อยออกได้อีกเป็นดังต่อไปนี้ 3. ปัจจัย (Factors) ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหำ (หัวปลำ) 4. สำเหตุหลัก 5. สำเหตุย่อย สำเหตุของปัญหำจะเขียนไว้ในก้ำงปลำแต่ละก้ำง ก้ำงย่อยเป็นสำเหตุของก้ำงรองและก้ำงรองเป็นสำเหตุของ ก้ำง หลัก กำรก ำหนดปัจจัยบนก้ำงปลำ เรำสำมำรถที่จะก ำหนดกลุ่มปัจจัยอะไรก็ได้แต่ต้องมั่นใจว่ำกลุ่มที่เรำ ก ำหนด ไว้เป็น ปัจจัยนั้นสำมำรถที่จะช่วยให้เรำแยกแยะและก ำหนดสำเหตุต่ำงๆ ได้อย่ำงเป็นระบบ และเป็น เหตุ เป็นผล โดยส่วนมำกมักจะใช้หลักกำร 4M IE เป็นกลุ่มปัจจัย (Factors) เพื่อจะน ำไปสู่กำรแยกแยะสำเหตุ ต่ำงๆซึ่ง 4M 1E นี้มำจำก 1. M Man คนงำน หรือพนักงำน หรือบุคลำกร 2. M Machine เครื่องจักรหรืออุปกรณ์อ ำนวยควำมสะดวก 3. M Material วัตถุดิบหรืออะไหล่ อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในกระบวนกำร 4. M Method กระบวนกำรท ำงำน 5. E Environment อำกำศ สถำนที่ ควำมสว่ำง และบรรยำกำศกำรท ำงำน
17 ภำพที่ 2.4 ส่วนประกอบของผังก้ำงปลำ แต่ไม่ได้หมำยควำมว่ำ กำรก ำหนดก้ำงปลำจะต้องใช้ 4M 1E เสมอไป เพรำะถ้ำหำกเรำไม่ได้อยู่ในกระบวนกำร ผลิตแล้ว ปัจจัยน ำเข้ำ (Input) ในกระบวนกำรที่จะเปลี่ยนไป เช่น ปัจจัยกำร น ำเข้ำเป็น 4P ได้แก่ Place, Procedure, People และ Policy หรือเป็น 4S Surrounding, Supplier, System และ Skill ก็ได้ หรือ อำจจะ เป็น MILK Management, Information, Leadership, Knowledge ก็ได้ นอกจำกนั้น หำกกลุ่มที่ใช้ ก้ำงปลำมี ประสบกำรณ์ในปัญหำที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ก็สำมำรถที่จะ ก ำหนดกลุ่ม ปัจจัยใหม่ให้เหมำะสมกับปัญหำ ตั้งแต่แรก เลยก็ได้ เช่นกัน 2.5.1 แผนภูมิพำเรโต (Pareto Diagram) คือแผนภูมิแบบหนึ่งที่น ำมำใช้ในกำร แสดงให้เห็นขนำดของปัญหำและเพื่อจัดล ำดับควำมส ำคัญของปัญหำ ชื่อแผนภูมิมีที่มำจำกชื่อของนัก เศรษฐศำสตร์ชำวอิตำเลียนชื่อ Vilfredo Federico Damaso Pareto ซึ่งเป็นผู้คิดค้นหลักกำรนี้นั่นเอง 2.5.2 ภำพที่ 2.5 แผนภูมิพำเรโต (Pareto Diagram) กรำฟ (Graph) คือ แผนภำพประเภทใดประเภทหนึ่งที่เป็นกำรน ำเสนอ ข้อมูลเป็นรูปภำพ แทนค ำบรรยำย โดยมี เป้ำหมำยหลักคือ ต้องท ำให้ผู้ที่ดูกรำฟสำมำรถเข้ำใจได้ง่ำยและ รวดเร็วที่สุด
18 ภำพที่ 2.6 กรำฟ (Graph) 2.5.3 ใบตรวจสอบ (Check sheet) หรือที่นิยมเรียกกันว่ำ Check Sheet เป็นแผ่น งำนที่ได้ออกแบบมำอย่ำงเฉพำะเจำะจงต่องำนนั้น ๆ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเก็บข้อมูลส ำคัญ ๆ ได้ง่ำยและเป็น ระบบ ภำพที่ 2.7 ใบตรวจสอบ (Check sheet) 2.5.4 ผังกำรกระจำย (Scatter Diagram) คือ ผังที่ใช้แสดงค่ำของข้อมูลที่เกิดจำก ควำมสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว
19 ว่ำมีแนวโน้มไปในทำงใด เพื่อที่จะใช้หำควำมสัมพันธ์ที่แท้จริง SCATTER PLOT EXAMPLES ภำพที่ 2.8 ผังกำรกระจำย (Scatter Diagram) 2.5.5 ฮีสโตแกรม (Histogram) เป็นกรำฟแท่งที่ใช้สรุปกำรอนุมำน (Inference) ข้อมูลต่ำงๆ เพื่อที่จะใช้สรุปสถำนภำพของกลุ่มข้อมูลนั้น ภำพที่ 2.9 ฮีสโตแกรม (Histogram) 2.5.6 แผนภูมิควบคุม (Control Chart) คือแผนภูมิที่มีกำรเขียนขอบเขตที่ยอมรับ
20 ได้ของ คุณลักษณะตำมข้อก ำหนดทำงเทคนิค (Specification) เพื่อน ำไปเป็นแนวทำงในกำรควบคุม กระบวนกำร ผลิต โดยกำรติดตำมและตรวจจับข้อมูลที่ออกนอกขอบเขต (Control limit) ภำพที่ 2.10 แผนภูมิควบคุม (Control Chart) 2.5.7 กำรวิเครำะห์ด้วยหลัก P-M (P-M Analysis) "P" และ "M" ในที่นี้ไม่ได้ย่อมำจำก Preventive หรือ Productive Maintenance แต่ "P" ย่อมำจำกค ำว่ำ "Phenomenon” ซึ่งแปลว่ำ ปรำกฏกำรณ์ที่เกิดขึ้นถึงแม้จะควบคุมได้ นอกจำกนั้น "P" ยังย่อ มำจำก "Physical" ซึ่งแปลว่ำ เกี่ยวกับทำงด้ำนฟิสิกส์ซึ่งเป็นสำเหตุที่ท ำให้เกิด ปรำกฏกำรณ์ดังกล่ำว "M" จะ หมำยถึง "Mechanism" ซึ่งแปลว่ำ ระบบกลไก และยังหมำยถึงปัจจัยที่ใช้ในกำรผลิตหรือ 4M ที่ประกอบด้วย Man Machine Method และ Material เพื่อท ำกำรวิเครำะห์ว่ำควำมเสียหำยเรื้อรังใดท ำให้เกิดของเสีย หรือ ท ำให้เกิดเครื่องจักรเสีย ตำม หลักกำรท ำงำนของเครื่องจักรตรวจจับสภำพเงื่อนไขที่จะท ำให้ควำมผิดปกติ เกิดขึ้น ปัจจัยใดที่ท ำให้เกิดปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ ในรูปของ 4 2.6 ทฤษฎีกำรเพิ่มประสิทธิภำพ Productivity
21 คือกำรเพิ่มประสิทธิภำพของกำรผลิตเพื่อเพิ่มปริมำณของผลผลิต โดยค ำนึงถึง เทคโนโลยี คุณภำพ กำรใช้ทรัพยำกรอย่ำงคุ้มค่ำ องค์ประกอบของกำรเพิ่มผลผลิต คือ 2.6.1 คุณภำพ (Quality) หมำยถึง กำรสร้ำงควำมพึงพอใจให้กับลูกค้ำ 2.6.2 ต้นทุน (Cost) หมำยถึง กำรลด ต้นทุนโดยคงไว้ซึ่งคุณภำพของสินค้ำและบริกำร 2.6.3 กำรส่งมอบ (Delivery) หมำยถึง กำรส่งมอบที่ถูกต้อง ถูก เวลำ และถูกสถำนที่ 2.6.4 ควำมปลอดภัย (Safety) หมำยถึง กำรสร้ำงสภำพแวดล้อมให้มีควำมปลอดภัย ไม่เป็นอันตรำย กับพนักงำน ซึ่งจะส่งผลกับควำมมั่นใจของพนักงำน 2.6.5 ขวัญก ำลังใจในกำรท ำงำน (Morale) หมำยถึง กำรสร้ำงบรรยำกำศและสภำพแวดล้อมใน กำรท ำงำนให้เอื้อต่อกำรท ำงำนเพื่อให้พนักงำนปฏิบัติงำนอย่ำงเต็มควำมสำมำรถ 2.6.6 สิ่งแวดล้อม (Environment) หมำยถึง กำรด ำเนินธุรกิจโดยไม่ท ำลำยสิ่งแวดล้อมและชุมชน 2.6.7 จรรยำบรรณในกำรด ำเนินธุรกิจ (Ethics) หมำยถึง กำรด ำเนินธุรกิจโดยไม่เอำเปรียบทุกๆ ฝ่ำย ที่เกี่ยวข้อง คือ ลูกค้ำ พนักงำน ผู้จัดหำสินค้ำ คู่แข่ง ผู้ถือหุ้น ภำครัฐ สังคม และสิ่งแวดล้อม กำรผลิต หมำยถึง กำรน ำวัตถุดิบตั้งต้นไปผ่ำนกระบวนกำรแปรสภำพ อำจจะผ่ำน กระบวนกำรใดกระบวนกำร หนึ่ง หรือผ่ำนกระบวนกำรหลำยกระบวนกำร เพื่อเพิ่มมูลค่ำให้กับ วัตถุดิบของผู้ผลิต โดยมูลค่ำของวัตถุดิบที่ เพิ่มขึ้นต้องมีมูลค่ำมำกกว่ำปัจจัยน ำเข้ำต่ำง ๆ (ต้นทุน) เพื่อท ำให้เกิดส่วนค่ำของรำคำ และท ำให้เกิดก ำไร ซึ่ง วัตถุดิบที่เรำน ำไปแปรสภำพต้องตอบสนอง ควำมต้องกำรของลูกค้ำได้ ไม่ว่ำจะตอบสนองในด้ำนรูปลักษณ์ หรือใน ด้ำนกำรน ำวัตถุดิบไปใช้งำนต่อ ซึ่งสองสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยส ำคัญในกำรออกแบบกระบวนกำรในกำรแปร สภำพ วัตถุดิบ ได้ให้ควำมหมำยของค ำว่ำกำรผลิตว่ำ “กำรผลิต (Production) หมำยถึง กระบวนกำร เปลี่ยนแปลงหรือ รูปแบบปัจจัยกำรผลิตให้เป็นกำรผลิต ได้แก่ สินค้ำและบริกำรต่ำงๆ ซึ่งอำจกล่ำวได้ว่ำ กำร ผลิตเป็นสิ่งที่ส ำคัญที่ ก่อให้เกิดกำรใช้ปัจจัยกำรผลิตและก่อให้เกิดสินค้ำและ บริกำรต่ำงๆ ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หน่วยเศรษฐกิจที่ท ำ หน้ำที่ในกำรผลิตก็คือ ผู้ผลิตหรือหน่วยธุรกิจ ซึ่งมีอยู่หลำนประเภท ได้แก่ ผู้ผลิตที่เป็น เจ้ำของคนเดียว เช่น เกษตรกร พ่อค้ำ แม่ค้ำ ฯลฯ ห้ำง หุ้นส่วนจ ำกัด และบริษัท ผู้ผลิตเหล่ำนี้พยำยำมหำ วิธีกำรผลิตให้เกิดผลผลิต มำกที่สุดเท่ำ ที่จะท ำได้ หรือพยำยำมท ำกำรผลิตให้เสียต้นทุนต่ํำที่สุด เพื่อได้ก ำไร มำกที่สุด” กำรผลิตสินค้ำที่ได้ คุณภำพและตรงตำมควำมต้องกำรของลูกค้ำนั้นมีควำมส ำคัญต่อ โลจิสติกส์และ ห่วงโซ่อุปทำน เพื่อที่จะส่งสินค้ำ ภำยในระยะเวลำที่ก ำหนด และประหยัดต้นทุนดังนั้น กำรจัดกำรกำรผลิตจึง เริ่มตั้งแต่กำรพยำกรณ์ โดยอำจใช้
22 เทคนิคและประสบกำรณ์ของผู้ปฏิบัติงำน หรือเกิดจำกกำรพิจำรณำจำก สมรรถนะและกำรออกแบบตำรำงกำร ผลิต เพื่อให้ทรำบข้อมูลส ำหรับ กำรบริหำรจัดกำรกระบวนกำรผลิตทั้ง วัตถุดิบจนกระทั่งกำรกระจำยสินค้ำให้ถึง มือลูกค้ำ ดังนั้นกำรผลิตที่น ำวัตถุดิบเข้ำกระบวนกำรเพื่อแปรสภำพ ผ่ำนกระบวนกำร จะได้ออกมำเป็น ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมำต้องมำคุณภำพและตรงต่อควำม ต้องกำรของลูกค้ำ และจะต้อง ค ำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ที่ส ำคัญนั้นก็คือต้นทุน 2.6.8 ทฤษฎี 5 ส. เป็นกำรน ำ อักษรตัวหน้ำของค ำภำษำอังกฤษที่เขียนตำมกำรออกเสียงใน ภำษำญี่ปุ่น มำใช้เพื่อ ให้สำมำรถจดจ ำได้ง่ำยจึงกลำยมำเป็น ค ำว่ำ 5ส ตำมล ำดับดังนี้ S1 : SEIRI : สะสำง: ส1 (Clearing Up) S2 : SEITON : สะดวก : ส2 (Organizing) S3 : SEISO : สะอำด : ส3 (Cleaning) S4 : SEIKETSU : สร้ำงมำตรฐำน : ส4 (Standardizing) S5 : SHITSUKE : สร้ำงนิสัย : ส5 Training & Discipline) ประโยชน์ต่อองค์กำรดังต่อไปนี้ • สิ่งแวดล้อมในกำรท ำงำนดี เป็นกำรเพิ่มขวัญก ำลังใจให้แก่พนักงำน •ลดอุบัติเหตุในกำรท ำงำน
23 • ลดควำมสิ้นเปลืองในกำรจัดซื้อวัสดุเกินควำมจ ำเป็น •ลดกำรสูญหำยของวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่ำงๆ • พื้นที่กำรท ำงำนเพิ่มขึ้นจำกกำรขจัดวัสดุที่เกินควำมจ ำเป็นออกไป เพิ่มควำมสะดวกและรวดเร็วในกำรท ำงำนมำกขึ้น • สถำนที่ท ำงำนสะอำดเป็นระเบียบเรียบร้อยสร้ำงควำมประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้ำ • พนักงำนมีกำรท ำงำนร่วมกันเป็นทีมมำกขึ้น • สร้ำงควำมรู้สึกเป็นเจ้ำของต่อองค์กำรของพนักงำน 2.6.9 ทฤษฎี PDCA คือ วงจรที่พัฒนำมำจำกวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์ ซิวฮำร์ท (Walter Shewhart) ผู้บุกเบิก กำรใช้สถิติสำหรับวงกำรอุตสำหกรรมและต่อมำวงจรนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมำกขึ้น เมื่อเอดวำร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) ปรมำจำรย์ด้ำนกำรบริหำรคุณภำพเผยแพร่ ให้เป็น เครื่องมือส ำหรับกำรปรับปรุงกระบวนกำรทำงำน ของพนักงำนภำยในโรงงำนให้ดียิ่งขึ้น และช่วย ค้นหำ ปัญหำอุปสรรคในแต่ละ ขั้นตอนกำรผลิตโดยพนักงำนเอง จนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่ำ “วงจรเดมมิ่ง” ต่อมำพบว่ำ แนวคิดในกำรใช้วงจร PDCA นั้นสำมำรถนำมำ ใช้ได้กับทุกกิจกรรม จึง ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่ำง แพร่หลำยมำกขึ้นทั่วโลก PDCA เป็น อักษรของศัพท์ภำษำอังกฤษ 4 ค ำ คือ P : Plan = วำงแผน D : DO = ปฏิบัติตำมแผน C: Check = ตรวจสอบ / ประเมินผลและนำผลประเมินมำวิเครำะห์ A : Action = ปรับปรุงคำเนินกำรให้เหมำะสมตำมผลกำรประเมิน
24 กำรวำงแผน (Plan: P) เป็นส่วนประกอบของวงจรที่มีควำมส ำคัญ เนื่องจำกกำรวำงแผนเป็น จุดเริ่มต้นของงำนและเป็นส่วนส ำคัญที่ จะ ท ำให้กำรทำงำนในส่วนอื่น เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิผล กำรวำงแผนในวงจรเดมมิ่ง เป็นกำรหำองค์ประกอบ ของ ปัญหำ โดยวิธีกำรระดมควำมคิด กำรหำ สำเหตุของปัญหำ กำรหำวิธีกำรแก้ปัญหำ กำรจัดท ำตำรำงกำร ปฏิบัติงำน กำรก ำหนดวิธีดำเนินกำร กำรก ำหนดวิธีกำรตรวจสอบและประเมินผล ในขั้นตอนนี้ มีกำร ดำเนินกำร ดังนี้ 1. ตระหนักและก ำหนดปัญหำที่ต้องกำรแก้ไข หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยสมำชิกแต่ละ คนร่วมมือและ ประสำนกัน อย่ำงใกล้ชิด ในกำรระบุปัญหำที่เกิดขึ้น ในกำรดำเนินงำน เพื่อที่จะ ร่วมกันทำกำรศึกษำและ วิเครำะห์หำแนว ทำงแก้ไขต่อไป 2. เก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับกำรวิเครำะห์และตรวจสอบกำรดำเนินงำน หรือหำสำเหตุ ของปัญหำเพื่อใช้ ในกำร ปรับปรุง หรือแก้ไขปัญหำที่เกิดขึ้น ซึ่งควรจะวำงแผนและดำเนินกำรเก็บ ข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ เข้ำใจง่ำย และสะดวกต่อกำรใช้งำน เช่น ตำรำงตรวจสอบ แผนภูมิ แผนภำพ หรือแบบสอบถำม เป็นต้น 3. อธิบำยปัญหำ และก ำหนดทำงเลือก วิเครำะห์ปัญหำ เพื่อใช้ก ำหนดสำเหตุของควำม บกพร่องตลอดจนแสดง สภำพปัญหำที่ เกิดขึ้น ซึ่งนิยมใช้วิธีกำรเขียนและวิเครำะห์แผนภูมิหรือ แผนภำพ เช่น แผนภูมิก้ำงปลำ แผนภูมิ พำเรโต และ แผนภูมิกำรควบคุม เป็นต้น เพื่อให้สมำชิกทุก คน ในทีมงำนคุณภำพเกิดควำมเข้ำใจในสำเหตุและ ปัญหำอย่ำง ชัดเจน แล้วร่วมกันระดมควำมคิด (Brainstorm) ในกำรแก้ปัญหำ โดยสร้ำงทำงเลือกต่ำงๆ ที่เป็นไปได้ในกำร ตัดสินใจแก้ปัญหำ เพื่อ มำทำกำรวิเครำะห์และตัดสินใจเลือกที่เหมำะสมที่สุดมำด ำเนินงำน 4. เลือกวิธีกำรแก้ไข ปัญหำ หรือปรับปรุงกำรดำเนินงำน โดยร่วมกันวิเครำะห์ และ วิจำรณ์ทำงเลือกต่ำงๆ ผ่ำนกำรระดมควำมคิด และ กำรแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นของสมำชิก เพื่อ ตัดสินใจเลือกวิธีกำรแก้ไขปัญหำ ที่เหมำะสมที่สุดในกำรดำเนินงำน
25 ให้สำมำรถบรรลุตำมเป้ำหมำย ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ซึ่งอำจจะต้องท ำวิจัย และหำข้อมูลเพิ่มเติม หรือก ำหนด ทำงเลือกใหม่ที่มี ควำมน่ำจะเป็นในกำรแก้ปัญหำได้มำกกว่ำเดิมกำรปฏิบัติ ตำมแผน (Do: D) เป็นกำรลงมือปฏิบัติตำมแผนที่ก ำหนดไว้ในตำรำง กำรปฏิบัติงำน ทั้งนี้ สมำชิกกลุ่มต้องมีควำมเข้ำใจถึง ควำมส ำคัญและควำมจ ำเป็นในแผนนั้นๆ ควำมส ำเร็จของกำร นำแผนมำปฏิบัติต้องอำศัยกำรทำงำนด้วยควำม ร่วมมือเป็นอย่ำงดี จำกสมำชิก ตลอดจนกำรจัดกำร ทรัพยำกรที่จำเป็นต้องใช้ในกำรปฏิบัติงำนตำมแผนนั้นๆ ใน ขั้นตอนนี้ ขณะที่ลงมือปฏิบัติจะมีกำร ตรวจสอบไปด้วย หำกไม่เป็นไปตำมแผนอำจจะต้องมีกำร ปรับแผน ใหม่ และเมื่อแผนนั้นใช้งำนได้ ก็นำไปใช้เป็นแผนและถือปฏิบัติต่อไป กำรตรวจสอบ (Check: C) กำรตรวจสอบดูว่ำเมือปฏิบัติงำนตำมแผนหรือกำรแก้ปัญหำ งำนตำมแผนแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่ำงไร สภำพ ปัญหำ ได้รับกำรแก้ไขตรงตำมเป้ำหมำยที่กลุ่มตั้งใจ หรือไม่ กำรไม่ประสบผลส ำเร็จอำจจะเกิดจำกสำเหตุหลำย ประกำร เช่น ไม่ปฏิบัติตำมแผน ควำม ไม่เหมำะสมของแผน กำรเลือกใช้เทคนิคที่ไม่เหมำะสม เป็นต้น กำรด ำเนินกำรให้เหมำะสม (Action: A) เป็นกำรกระทำภำยหลังที่กระบวนกำร 3 ขั้นตอน ตำม วงจรได้ดำเนินกำรเสร็จแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นกำรนำเอำผล จำกขั้นกำรตรวจสอบ (C) มำดำเนินกำรให้ เหมำะสมต่อไป ประโยชน์ของ PDCA สถำบันเพิ่มผลผลิตแห่งชำติ. (2552 : 4) ได้กล่ำวถึงประโยชน์ของ PDCA ไว้ดังนี้ 1. เพื่อป้องกัน • กำรน ำวงจร PDCA ไปใช้ ทำให้ผู้ปฏิบัติมีกำรวำงแผน กำรวำงแผนที่ดีช่วยป้องกันปัญหำที่ไม่ควรเกิด ช่วยลด ควำมสับสนในกำรทำงำน ลดกำรใช้ทรัพยำกรมำกหรือ น้อยเกินควำมพอดีลดควำมสูญเสียในรูปแบบต่ำงๆ • กำรท ำงำนที่มีกำรตรวจสอบเป็นระยะ ทำให้กำรปฏิบัติงำนมีควำมรัดกุมขึ้น และแก้ไขปัญหำได้อย่ำงรวดเร็ว ก่อนจะลุกลำม • กำรตรวจสอบที่นำไปสู่กำรแก้ไขปรับปรุง ทำให้ปัญหำที่เกิดขึ้นแล้วไม่เกิดช้ำหรือลดควำม รุนแรง ของปัญหำ ถือเป็นกำรนำควำมผิดพลำดมำใช้ให้เกิดประโยชน์ 2. เพื่อแก้ไขปัญหำ • ถ้ำเรำประสบสิ่งที่ไม่เหมำะสม ไม่สะอำด ไม่สะดวก ไม่มีประสิทธิภำพ ไม่ประหยัดเรำควร แก้ปัญหำ • กำรใช้ PDCA เพื่อกำรแก้ปัญหำ ด้วยกำรตรวจสอบว่ำมีอะไรบ้ำงที่เป็นปัญหำ เมื่อหำปัญหำได้ ก็น ำมำ วำงแผน
26 เพื่อด ำเนินกำรตำมวงจร PDCA ต่อไป 3. เพื่อปรับปรุง PDCA เพื่อกำรปรับปรุง คือ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหำ แต่เรำต้องเสำะแสวงหำสิ่งต่ำงๆหรือวิธีกำรที่ดีกว่ำเดิมอยู่ เสมอ เพื่อยกระดับคุณภำพชีวิตและสังคม เมื่อเรำคิดว่ำจะ ปรับปรุงอะไร ก็ให้ใช้วงจร PDCA เป็นขั้นตอนใน กำร ปรับปรุง ข้อส ำคัญ ต้องเริ่มPDCA ที่ตัวเองก่อนมุ่งไปที่คนอื่น 2.6.10 ทฤษฎี กำรควบคุมด้วยกำรมองเห็น กำรควบคุมด้วยกำรมองเห็น (Visual Control) เป็นระบบกำรควบคุมกำรท ำงำนให้พนักงำน ทุกคนสำมำรถเข้ำใจ ขั้นตอนกำรท ำงำน เป้ำหมำย ผลลัพธ์กำรท ำงำนได้ง่ำยและชัดเจน รวมถึง เห็นกำร ผิดปกติต่ำงๆ และแก้ไขได้ อย่ำงรวดเร็ว โดยใช้บอร์ด ป้ำย สัญลักษณ์สีและอื่นๆ เพื่อ สื่อสำรให้พนักงำนทรำบ ถึงข้อมูลข่ำวสำรที่ส ำคัญของ สถำนที่ท ำงำน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน กำรควบคุมงำนผลิต นั่นก็คือกำร ควบคุมควำมเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ชนิด ของ Visual Control : บอร์ด เส้น ภำพ ป้ำย สี โคมไฟ กำรประยุกต์ใช้ : 1. กำรก ำหนดทิศทำงขององค์กร เช่น ป้ำยหรือบอร์ดวิสัยทัศน์ พันธ์กิจขององค์กร 2. แผนกำรด ำเนินงำน เช่น บอร์ดที่แสดงแผนกำรด ำเนินงำนที่ระบุเป้ำหมำยและผลกำร ด ำเนินงำน 3. กำรรำยงำนสถำนกำรณ์ปัจจุบัน เช่น บอร์ดแสดงกรำฟของผลผลิตในแต่ละสัปดำห์ 4. กำรควบคุมกำรผลิต เช่น แผงหลอดไฟแสดงสถำนะของเครื่องจักร 5.ระบบคุณภำพ เช่น ภำพตัวอย่ำงชิ้นงำนที่ได้มำตรฐำนกับของเสีย 6. 5ส และกำรควบคุมวัสดุ เช่น แผนผังผู้รับผิดชอบพื้นที่ สเกลกำรควบคุมวัสดุ ในคลังสินค้ำ 7. กำรบ ำรุงรักษำ เช่น สัญลักษณ์สีที่หน้ำปัดแผงควบคุม 2.7 กำรประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะองค์กำรด้ำนกำรผลิต OEE – กำรวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร OEE - Overall Equipment Effectiveness กำรวัด สมรรถนะ ของกำรผลิต (Manufacturing Performance) มีกำรหำวิธีกำรกันหลำกหลำย ซึ่งส่วนใหญ่จะมี ข้อมูลและดรรชนี จ ำนวนมำก ทั้งในทำงกว้ำงและทำงลึกหลำยวิธีล้ำสมัยและอีกหลำยวิธีไม่มีควำมต่อเนื่องใน กำรวิเครำะห์ ซึ่งไม่ สำมำรถน ำไปใช้ปรับปรุงกำรเพิ่มผลผลิตได้จริง ปัญหำที่พบ คือ กำรมีดรรชนีในกำรชี้วัด มำก แต่ไม่สัมพันธ์กัน ท ำ ให้ไม่สำมำรถมองภำพใหญ่ได้อย่ำงสมบูรณ์และเป็นปัญหำกำรจัดกำร ควำมไม่ สอดคล้องกันของกำรเก็บข้อมูล
27 แยกส่วนท ำให้มีกำรถกเถียงในข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ปกติกำรปรับปรุงสมรรถนะ กำรผลิตโดยรวม จะต้องท ำ 3 สิ่ง สิ่ง แรก คือ ต้องวัดสิ่งที่ต้องกำรปรับปรุงให้ได้อย่ำงเป็นระบบ (What to Measure) สอง คือ วัดอย่ำงไรให้ได้ครบถ้วน ถูกต้องแม่นย ำ (How to Measure) และ สำม คือจะท ำกำร ปรับปรุงอย่ำงไร (How to Improve) กำรวัด ประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (OEE) เป็นวิธีกำรที่นอกจำก ท ำให้รู้ประสิทธิภำพของเครื่องจักรแล้วยังรู้ถึง สำเหตุของ Loss ที่เกิดขึ้นทั้งในระบบ คือ สำมำรถแยกกำร สูญเสียและรำยละเอียดของสำเหตุนั้น ท ำให้สำมำรถที่ จะปรับปรุงแก้ไข ลด Loss ที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง เครื่องจักรที่ดีไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องจักรที่ไม่เสีย เปิดสวิตช์เมื่อใด ท ำงำนได้เมื่อนั้น หำกแต่ต้องเป็นเครื่องจักร ที่เปิดขึ้นมำแล้วท ำงำนได้อย่ำงเต็มประสิทธิภำพคือ เดินเครื่องได้เต็ม ก ำลังควำมสำมำรถ แต่ถ้ำเครื่องจักรใช้ งำนได้ตลอดเวลำและเดินเครื่องได้เต็มก ำลัง แต่ชิ้นงำนที่ผลิตออกมำไม่มีคุณภำพ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้น เรื่องคุณภำพของงำนที่ออกมำจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะใช้ในกำรพิจำรณำเครื่องจักร และที่ส ำคัญ เครื่องจักรที่ดี ต้องใช้งำนได้อย่ำงปลอดภัย OEE= Availability x Performance x Quality Availability คือ อัตรำกำร เดินเครื่อง ยกตัวอย่ำงกำรหยุดที่ท ำให้ Availability ลดลงเช่น กำรหยุดเครื่องจักรโดยไม่ได้วำงแผน กำรเสียของ เครื่องจักร กำรเสียจำกกำรติดตั้งเครื่องจักร ควำมผิดพลำดจำกกำรเดินเครื่องเป็นต้น สูตรกำรค ำนวณ Availability = (Loading time - Downtime)/Loading time × 100 Performance คือ ประสิทธิภำพกำรเดินเครื่องประสิทธิภำพกำรผลิต ลดลงได้ เนื่องจำก Speed loss คือ เดินเครื่องที่ควำมเร็วต่ํำกว่ำมำตรฐำน เนื่องจำกพนักงำนเดินเครื่องขำดทักษะในกำรท ำงำน สภำพร่ำงกำยไม่ พร้อม หรือ สินค้ำที่เดินมีควำมซับซ้อนสูงไปจึงเดินได้ช้ำลง สูตรกำรค ำนวณ Performance = Cycle time x Actual output / Net Operation Time x100 Quality คือ อัตรำคุณภำพ คุณภำพของชิ้นงำนที่ผลิตได้ สูตรกำรค ำนวณ Quality = (Actual output - Defect)/Actual output OEE เป็นค่ำเปอร์เซ็นต์ที่มำจำกกำรคูณกันระหว่ำง Availability, Performance Efficiency และ Quality Rate ดังนั้นกำรปรับปรุงค่ำ OEE ก็คือกำรปรับปรุงค่ำทั้งสำมเหล่ำนี้ตัวใดตัวหนึ่ง หรือสองตัว หรือทั้งสำมตัว ขึ้นอยู่ กับ ควำมจ ำเป็นหรือนโยบำยขององค์กรในขณะนั้น โดยปกติเรำจะปรับปรุงค่ำที่ต่ํำที่สุดก่อน ควำมรู้พื้นฐำนอย่ำงหนึ่ง ที่ต้องใช้ในกำรปรับปรุงค่ำ OEE คือต้องรู้ว่ำค่ำ Availability จะต่ํำหรือสูงขึ้นอยู่กับว่ำ Shutdown losses มีมำก
28 หรือน้อย ค่ำ Performance Efficiency จะต่ํำหรือสูงขึ้นอยู่กับว่ำ Capacity losses มีมำกหรือน้อย และ ค่ำ Quality Rate จะต่ํำหรือสูง ขึ้นอยู่กับว่ำ Yield losses มีมำกหรือน้อย และ เมื่อเรำมีควำมรู้พื้นฐำนดังกล่ำว จะ ท ำให้เรำทรำบว่ำหำกต้องกำรปรับปรุงค่ำ Availability เรำต้องพยำยำมลด Shutdown losses เช่น Machine Breakdown, Process Setup, และ เหตุกำรณ์ต่ำงๆใดๆก็ตำมที่เกิดขึ้น แล้วท ำให้เครื่องจักรต้องหยุดเดิน หำกเรำ ต้องกำรปรับปรุงค่ำ Performance Efficiency เรำต้องพยำยำมลด Capacity losses เช่น Machine Idle, Process Startup และ เหตุกำรณ์ต่ำงๆใดๆก็ตำมที่เกิดขึ้นแล้วท ำให้ เครื่องจักรเสียควำมเร็วหรือเสียยอดกำรผลิต และหำกต้องกำรปรับปรุงค่ำ Quality Rate เรำต้องพยำยำมลด Yield losses เช่น Defect, Rework และ เหตุกำรณ์ต่ำงๆใดๆก็ตำมที่เกิดขึ้นแล้วท ำให้อัตรำกำรใช้ประโยชน์ จำกวัตถุดิบต่ํำลง ส ำหรับกำรตั้งเป้ำหมำยใน กำรปรับปรุง OEE สำมำรถตั้งได้ตำมหลักกำรแก้สมกำรธรรมดำ กล่ำวคือ สมมติว่ำค่ำ OEE ของเรำเท่ำกับ 72.675% ซึ่งมำจำก 95 % Availability, 85% Performance Efficiency และ 90% Quality Rate ตำมล ำดับ และเรำต้องกำรปรับปรุงค่ำ OEE เป็น 80% โดยเลือก ปรับปรุงที่ค่ำ Performance Efficiency นั่นแสดงว่ำ ค่ำ Performance Efficiency ที่เรำต้องท ำให้ได้และถือ เป็นเป้ำหมำยคือ 93.567% เพรำะจึงจะท ำให้เรำได้ OEE เท่ำกับ 80% ในขณะที่ค่ำ Availability และ Quality Rate ยังคงเท่ำเดิม และส ำหรับกำรได้มำซึ่ง Performance Efficiency เท่ำกับ 93.567% นั้นจะต้อง ไปลด Machine Idle หรือ Process Startup ลงเท่ำไหร่เป็นเรื่องที่ต้อง คิดกันต่อไป OEE คือกำรประมวล หรือเวลำกำรผลิตที่ได้ ประสิทธิภำพจำก Planned Production Time. Planned Production time วำงแผนไว้คือเวลำทั้งหมด ทุกวันและทุกเวลำ (24 ชั่วโมงและ 7 วันต่ออำทิตย์) ที่หักลบ Schedule Loss ตัวอย่ำง
29 ของ Schedule Loss คือเวลำที่ไว้พัก นอน ทำนข้ำว Shutdown วันหยุดต่ำงๆ OEE นั้นไม่ได้ค ำนึงถึง Schedule Loss เพรำะว่ำไม่ใช่เวลำที่เรำตั้งใจที่จะใช้ผลิตแต่ Schedule Loss นั้นรวมอยู่ในเวลำที่เอำไว้ ค ำนวณ TEEP – Total Effective Equipment Performance ซึ่งเป็นอีกดัชนีหนึ่งของก ำ รผลิ ต OEE เ ริ่มจ ำก Planned Production time และหักลบปัจจัยที่กระทบถึงประสิทธิภำพและประสิทธิผลที่เกิดขึ้นจำกควำม สูญเสีย ปัจจัย หลัก 3 อย่ำงของ OEE ที่กระทบถึงประสิทธิภำพและประสิทธิผล ก็คือ Availability, Performance, และ Quality Availability ควำมพร้อมใช้งำน Availability นั้นค ำนึงถึงเวลำที่สูญเสียไป เนื่องจำกควำมไม่พร้อมใช้งำน Availability Loss ที่เกิดจำกเหตุกำรณ์อะไรก็ตำมที่ท ำให้กำรผลิตหยุดในเวลำ กำรผลิตที่ได้วำงแผนไว้ ตัวอย่ำง ของเช่น กำรหยุดโดยที่ไม่ได้วำงแผน (Unplanned Stop) เนื่องจำกเหตุกำรณ์ อำทิเช่นเครื่องจักรมีปัญหำ หรือ กำรขำดวัตถุดิบในกำรผลิต และ กำรหยุดแบบที่มีอยู่ในแผนงำน (Planned Stop) อำทิเช่น Changeover หรือ กำรเซทอัพอุปกรณ์ หักลบเวลำควำมไม่พร้อมใช้งำน Availability Loss ออกจำกเวลำกำรผลิตที่ได้วำงแผนไว้ (Planned Production Time) จะท ำให้ได้สิ่งที่เรียกว่ำ Run Time หรือ เวลำที่เดินกำรผลิต Performance ประสิทธิภำพ Performance นั้นค ำนึงถึงเวลำที่สูญเสียไปเนื่องจำก ประสิทธิภำพกำรผลิตที่ลดลง (Performance Loss) ก็คืออะไรที่ท ำให้ควำมเร็วของกำรผลิตนั้นลดลงจำก ควำมเร็วกำรผลิตแบบปกติ ซึ่งก็รวมถึงไซเคิลของกำร ผลิตที่นำนกว่ำปกติ (Slow Cycles) และกำรหยุดช่วง สั้นๆ (Small Stop) ที่ไม่ได้นำนพอที่จะนับเป็นเวลำหยุด (Stop Time) ตัวอย่ำงของสิ่งที่ท ำให้ประสิทธิภำพ กำรผลิตที่ลดลง ได้แก่กำรสึกหรอของเครื่องจักร วัตถุดิบที่มี คุณภำพต่ํำ กำรป้อนชิ้นงำนผิด (miss feed) และ เครื่องจักรแจม (jams) หักลบเวลำที่สูญเสียไปจำกประสิทธิภำพ กำรผลิตที่ลดลง (Performance Loss) ออก จำก Run Time จะได้ Net Run Time หรือ เวลำที่เดินกำรผลิตสุทธิ Quality คุณภำพ Quality นั้นค ำนึงถึง ควำมสูญเสียที่เกิดขึ้นจำก Part ที่ผลิตแล้วไม่ได้คุณภำพ (Quality Loss) ตัวอย่ำงสิ่งที่ผลิตแล้วไม่ได้คุณภำพ อำทิเช่น Bad Part (NG) หรือ Part ที่ต้องมีกำร Rework นิยำมของ Good Part ส ำหรับคุณภำพ (Quality) ใน OEE นั้นคือ Part ที่สำมำรถผลิตได้อย่ำงสมบูรณ์แบบด้วยในครั้งแรกของ กระบวนกำรผลิต (First Part Yield) โดยที่ไม่จ ำเป็นต้องมี rework เวลำที่เหลือหลังจำกที่หักลบเวลำที่สูญเสียไป ในกำรผลิตสินค้ำที่ไม่ได้ คุณภำพนั้นเรียกว่ำ Fully Productive Time หรือ เวลำที่ได้ผลผลิตเต็มที่ OEE - Overall Equipment Effectiveness OEE เป็นเปอร์เซ็นต์ ที่มำจำกเวลำที่ได้ผลผลิตเต็มที่ Fully Productive Time หำรด้วยเวลำ ของกำรผลิตที่ได้วำงแผนไว้ (Planned Production time) กำรวัดสมรรถนะองค์กำรด้ำนกำรผลิต MTBF คือ ช่วงเวลำที่เครื่องจักรใช้งำนได้อย่ำงไม่มีกำรขัดข้องโดยเฉลี่ย เวลำเฉลี่ยระหว่ำงควำมล้มเหลว (MTBF) คือเวลำเฉลี่ยที่ผ่ำนไประหว่ำงควำมล้มเหลวที่ซ่อมแซมได้ของ เครื่องจักร และครั้งต่อไปที่เกิดขึ้น MTBF จะวัดควำมพร้อมใช้งำนและควำมน่ำเชื่อถือดังนั้นยิ่งจ ำนวน MTBF สูงระบบก็จะยิ่ง มีควำมน่ำเชื่อถือมำกขึ้น
30 MTBF = ผลรวมเวลำที่เครื่องจักรท ำงำน / ผลรวมจ ำนวนครั้งที่เครื่องจักรหยุด MTTR คือ ช่วงเวลำที่เครื่องจักรต้องหยุดเมื่อขัดข้องโดยเฉลี่ย MTTR ใช้เพื่อให้กำรซ่อมแซมเป็นไปอย่ำงต่อเนื่องธุรกิจควรตั้งเป้ำหมำยที่จะรักษำจ ำนวน MTTR ให้ต่ํำที่สุด สิ่งนี้ ท ำได้โดยกำรปรับปรุงประสิทธิผลของทีมที่ด ำเนินกระบวนกำรซ่อมแซม MTTR สำมำรถค ำนวณได้ดังนี้ MTTR = ผลรวมเวลำเครื่องจักรหยุดซ่อม / ผลรวมจ ำนวนครั้งที่เครื่องจักรหยุด กำรวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (OEE Overall Equipment Effectiveness) เป็นวิธีกำรที่ดีวิธี หนึ่งที่นอกจำกท ำให้รู้ประสิทธิผลของเครื่องจักรแล้วยังรู้ ถึงสำเหตุของควำมสูญเสียที่ เกิดขึ้นทั้งในภำพใหญ่ คือ สำมำรถแยกประเภทกำรสูญเสียและรำยละเอียดของ สำเหตุนั้น ท ำให้สำมำรถที่จะปรับปรุง ลดควำมสูญเสียที่ เกิดขึ้นได้อย่ำงถูกต้องและเป็นระบบ OEE ย่อมำจำก Overall Equipment Effectiveness หรือเรียก ภำษำไทยว่ำ "ประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์" ซึ่งใน ปัจจุบันวิธีในกำรวัดประสิทธิผลโดยรวมของ เครื่องจักรอุปกรณ์ในอุตสำหกรรมประเภทต่ำงๆ นั้นมีเพียงวิธีนี้วิธี เดียวซึ่งเป็นที่นิยมมำกจนกระทั่งประเทศ ญี่ปุ่นได้น ำไปใช้เป็นเกณฑ์ในกำรให้รำงวัล Productive Maintenance หรือเป็นรำงวัลที่ให้แก่โรงงำนที่เป็นที่ ยอมรับในกำรบ ำรุงรักษำแบบทวีผล เนื่องจำกหลักกำรและวิธีคิดพื้นฐำนไม่ ซับซ้อนและเห็นภำพได้อย่ำงชัดเจน ในแง่ของควำมเป็นจริง ทั้งยังสำมำรถพิสูจน์ได้ และสะท้อนถึงปัจจัยต่ำงๆ ที่ ส่งผลกระทบต่อกระบวนกำรผลิต ได้อย่ำงชัดเจน (สถำบันเพิ่มผลผลิตแห่งชำติ, 2542) โดยมีหลักกำรที่สำมำรถ เข้ำใจได้ง่ำยตั้งแต่ผู้บริหำร ระดับสูงจนถึงระดับพนักงำนคุมเครื่องจักร เครื่องจักรที่ดีไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องจักรที่ ไม่เสีย เปิดสวิต เมื่อใด ท ำงำนได้เมื่อนั้น หำกแต่ต้อง เป็นเครื่องจักรที่เปิดขึ้นมำแล้วท ำงำนได้อย่ำงเต็ม
31 ประสิทธิภำพคือ เดินเครื่องได้ เต็มก ำลังควำมสำมำรถ แต่ถ้ำเครื่องจักรใช้งำนได้ตลอดเวลำและเดินเครื่องได้เต็ม ก ำลัง แต่ชิ้นงำนที่ผลิต ออกมำไม่มีคุณภำพ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นเรื่องคุณภำพของงำนที่ออกมำจึงเป็นอีก ปัจจัยหนึ่งที่จะใช้ใน กำรพิจำรณำเครื่องจักร และที่ส ำคัญเครื่องจักรที่ดีต้องใช้งำนได้อย่ำงปลอดภัย OEE ประกอบด้วยผลคูณของ 3 ปัจจัย ดังนี้ OEE = อัตรำเดินเครื่อง X ประสิทธิภำพเดินเครื่องx อัตรำคุณภำพ (Availability) (Performance Efficiency) (Quality Rate) ซึ่งเมื่อน ำปัจจัยต่ำงๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบกำรผลิต อันได้แก่ พนักงำน, เครื่องจักร และชิ้นงำนที่ผลิต มำ วิเครำะห์แล้ว จะท ำให้ทรำบได้ว่ำเกิดอะไรขึ้นกับระบบกำรผลิตของเรำบ้ำง ซึ่ง OEE จะเป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็น สภำพโดยรวมในระบบกำรผลิต 2.8 รูปแบบกำรด ำเนินงำน กำรด ำเนินงำนครั้งนี้มีจุดมุ่งหมำยเพื่อศึกษำรวบรวบข้อมูลกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักร เพื่อจัดท ำฐำนข้อมูล งำนซ่อม บ ำรุงระบบต่ำงๆ และจัดท ำข้อมูลเพื่อวำงแผนงำนซ่อมบ ำรุง ซึ่งปัจจุบันงำนซ่อมบ ำรุงไม่มีกำรจัดเก็บ ข้อมูลเพื่อใช้ ในกำรวิเครำะห์ วำงแผน เพื่อปรับปรุงซ่อมแซม รวมถึงกำรก ำหนดขั้นตอน ในกำรด ำเนินกำร ซ่อมแซมระบบ เครื่องจักรต่ำงๆ ให้สำมำรถใช้งำนได้ทุกระบบอย่ำงสมบูรณ์ ผู้วิเครำะห์สำมำรถด ำเนินกำร ตำมล ำำดับต่อไปนี้ 2.8.1 เก็บข้อมูล 2.8.2 ศึกษำสภำพปัญหำและวิเครำะห์ปัญหำเบื้องต้น 2.8.3 น ำเสนอปัญหำต่อคณะกรรมกำร 2.8.4 วิเครำะห์ปัญหำเชิงลึก 2.8.5 วำงแผนด ำเนินกำรและติดตำม 2.8.6 ทบทวนปรับปรุงและแก้ไข 2.8.7 สรุปผล 2.8.1.1 เก็บข้อมูล กำรก ำหนดเป้ำหมำยงำนบ ำรุงรักษำจะมีกำรประสำนควำมร่วมมือระหว่ำงฝ่ำยงำน โดยเฉพำะประเด็นกำรบ ำรุงรักษำเชิงป้องกันหรือ PM ที่ต้องด ำเนินกำรคัดเลือกเครื่องจักรที่มีผลกระทบต่อ กระบวนกำรและบันทึกข้อมูลในแบบฟอร์ม พร้อมท ำเครื่องหมำยบนเครื่องจักรด้วย แต่ละองค์กรได้ก ำหนด แผน
32 บ ำรุงรักษำแตกต่ำงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยสภำพเครื่องจักรและควำมพร้อมทำงทรัพยำกรในกิจกรรม บ ำำรุงรักษำ เชิงป้องกัน 2.8.2.1 ศึกษำสภำพปัญหำและวิเครำะห์ปัญหำเบื้องต้น เวลำที่เครื่องจักรเสียหำยก่อนก ำหนดพบว่ำช่ำงซ่อมบ ำรุงส่วนใหญ่ ก็มีควำมสำมำรถใน กำรซ่อมให้เครื่องจักรดังกล่ำวกลับมำท ำงำนได้ตำมปกติ แต่ก็พบว่ำบ่อยครั้งปัญหำเครื่องจักรเสียก่อนเวลำ ดังกล่ำวในลักษณะเดิมกลับมำเกิดซ้ํำอีก จนกลำยเป็นปัญหำเรื้อรังแก้ไขไม่หำยเนื่องจำกขำด กำรวิเครำะห์กำร เสียของเครื่องจักร Machine Breakdown Analysis 2.8.3.1 น ำเสนอปัญหำต่อคณะกรรมกำร ก ำหนดเป้ำหมำยและหัวข้อประเด็นปัญหำหลักที่มุ่งลดควำมถี่ปัญหำ โดยกำรจัดท ำ เอกสำรข้อเสนอเพื่ออธิบำยสภำพปัญหำและเสนอประเด็นกำรปรับปรุง รวมถึงก ำหนดมำตรวัดติดตำมผลกำร ด ำเนินโครงกำร เป้ำหมำยกำรปรับปรุงควรครอบคลุมถึงกำรลดจ ำนวนแรงงำนสำยกำรผลิตอัตโนมัติ กำรเพิ่ม ผลิตภำพกระบวนกำรและกำรเชื่อมโยงเครื่องจักรในสำยกำรผลิต ทั้งยังจัดตั้งทีมงำนปรับปรุงประกอบด้วยผู้ ควบคุมเครื่องจักรและผู้ช ำนำญกำรฝ่ำยงำนเกี่ยวข้อง อำทิ วิศวกร ช่ำงเทคนิค เจ้ำหน้ำที่งำนบ ำรุงรักษำและ ผู้จัดกำรฝ่ำยคุณภำพ 2.8.4.1 วิเครำะห์ปัญหำเชิงลึก กำรศึกษำงำนต่อปัญหำของกำรด ำเนินงำนด้ำนกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักรเพื่อกำร ปรับปรุงและวิธีกำรในกำรปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดควำมสูญเสียที่เกิดจำกปัญหำเครื่องจักรเสียหำย ปัจจุบัน ลักษณะของกำรเกิดปัญหำจะมีรูปแบบที่ซ้ํำกัน ดังนั้น กำรบ ำรุงรักษำส่วนใหญ่มักจะไม่ ประสบควำมส ำเร็จ เพรำะ รูปแบบที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ปัญหำไม่ถูกต้องหรือขำดข้อมูลที่เพียงพอท ำให้ มองข้ำมปัญหำไปซึ่งเป็นกำร ค้นหำ ต้นเหตุของปัญหำที่ไม่ตรงจุดโดยมำกช่ำงซ่อมบ ำรุงจะใช้ ประสบกำรณ์ส่วนตัวมำแก้ปัญหำทั้งยังขำด วิธีกำรเก็บ ประวัติปัญหำที่พบและวิธีกำรแก้ไข เพื่อใช้เป็นแนวทำง ในกำรวิเครำะห์หำสำเหตุของปัญหำ เครื่องจักรเสีย หลักส ำคัญเพื่อใช้ในกำรวิเครำะห์หำสำเหตุที่ เครื่องจักรจะเสียในแต่ละครั้ง 2.8.5.1 วำงแผนด ำเนินกำรและติดตำม ขั้นตอนนี้จะเป็นกำรด ำเนินกำร กำรตรวจสอบและประเมินคุณภำพของเครื่องจักรว่ำ เป็นอย่ำงไร รวมถึงกำรวิเครำะห์ปัญหำที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เริ่มกำรผลิตจนกระทั่งงำนเสร็จสิ้น เพื่อน ำมำปรับแก้กำร วำงแผนกำรผลิตในอนำคตให้บรรลุเป้ำหมำยได้อย่ำงมีประสิทธิภำพมำกขึ้น
33 2.8.6.1 ทบทวนปรับปรุงและแก้ไข หลังจำกที่ได้จัดท ำมำตรฐำนระบบกำรบ ำรุงรักษำเครื่องจักรกำรวิเครำะห์รูปแบบ ควำมเสียหำยและผลกระทบ กำรค้นหำควำมผิดปกติของเครื่องจักรโดยละเอียดและทวนสอบกำรลงบันทึก ข้อมูลว่ำสำมำรถปฏิบัติตำมรูปแบบที่ก ำหนดได้อย่ำงถูกต้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้แบบบันทึกข้อมูลมี รำยละเอียด ดังต่อไปนี้วันที่ปฏิบัติ ชนิดเครื่องจักร รหัสเครื่องจักร ชิ้นส่วนเครื่องจักร ชื่อผู้ปฏิบัติงำน จ ำนวนเวลำ ปฏิบัติงำน และอื่นๆ ให้เป็นไปด้วยควำมถูกต้องและครบถ้วน 2.8.7.1 สรุปผล กำรวิเครำะห์ข้อมูลครั้งนี้มีจุดมุ่งหมำยเพื่อศึกษำรวบรวบข้อมูลกำรบ ำรุงรักษำเพื่อเป็น แนวทำงในกำรตัดสินใจของผู้บริหำรหรือส่วนงำนที่เกี่ยวข้องที่จะอนุมัติ ด ำเนินงำนด้ำนกำรบ ำรุงรักษำ เครื่องจักร กำรวำงระบบบ ำรุงรักษำนั้น ท ำเพื่อให้องค์กรมีเครื่องจักรที่สำมำรถผลิตงำนได้ตำมควำมต้องกำร และไม่มีปัญหำ สะดุดระหว่ำงกำรผลิต จะเห็นว่ำเป้ำหมำยของกำรบ ำรุงรักษำนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อกำร ผลิตงำนได้อย่ำง ต่อเนื่องเพียงอย่ำงเดียว แต่กำรที่เครื่องจักรได้รับกำรดูแลให้อยู่ในสภำพดี จะมีผลต่อควำม ปลอดภัยกับผู้ใช้งำน และยังช่วยประหยัดพลังงำน รวมถึงไม่เป็นมลภำวะต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 2.9 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง องค์กรที่จะอยู่รอดได้ในโลกแห่งกำรแข่งขันทำงธุรกิจ คือ องค์กรที่มีกำรปรับปรุง ประสิทธิภำพกำร ท ำงำนอย่ำง ต่อเนื่อง เทคนิคทำงวิศวกรรมอุสำหกรรมที่นิยมน ำมำใช้เพื่อวัดประสิทธิภำพและปรับปรุงกำร ท ำงำน คือเทคนิค กำรวัดอัตรำผลิตภำพและศึกษำกำรท ำงำน เทคนิคทั้งสองนิยมใช้กันอย่ำงแพร่หลำยดัง ตัวอย่ำงงำนวิจัยต่อไปนี้ งำนวิจัยจำกสำขำวิชำวิศวกรรมกำรจัดกำรอุตสำหกรรม คณะเทคโนโลยี อุตสำหกรรม มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ เรื่องกำรเพิ่มประสิทธิภำพสำยกำรผลิตชิ้นส่วน เอ็มเจอี เอ กับ เอ็มจีแซทเอ รุ่น ชำร์ป วอเตอร์ปั๊ม กรณีศึกษำ: บริษัทชิ้นส่วนยำนยนต์แห่งหนึ่ง กำรวิจัยครั้งนี้เป็นกำร วิจัยเพื่อกำรเพิ่ม ประสิทธิภำพสำย กำรผลิตชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ กับ เอ็มจีแซทเอ รุ่น ชำร์ป วอเตอร์ปั๊ม กรณีศึกษำ: บริษัท พี ควอ ลิตี้ แมชชีน พำร์ท จ ำกัด 1. สถำนที่ด ำเนินงำนวิจัยและกลุ่มตัวอย่ำง โรงงำนกรณีศึกษำบริษัทชิ้นส่วนยำนยนต์ แห่งหนึ่งต ำบล บำงเสำธง อ ำเภอบำงเสำธง จังหวัดสมุทรปรำกำร 10540 ด ำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยำนยนต์ที่ผู้วิจัย ท ำกำรศึกษำคือ สำยกำรผลิตชิ้นส่วน เอ็มจีอีเอ กับเอ็มจีแซทเอ รุ่น shaft water pump ซึ่งเป็นชิ้นส่วนยำน ยนต์ ที่ใช้กับรถยนต์ พำหนะที่ใช้ใน กำรขับขี่สำยกำรผลิตชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอกับเอ็มจีแซทเอ รุ่น ชำร์ปวอ เตอร์ ปั๊มโดยสำยกำรผลิตใช้ พนักงำนในกำรผลิตจ ำนวน 5 คน มีทั้ง 6 กระบวนกำรโดยก ำหนดมำตรฐำนกำร ปฏิบัติงำน ของพนักงำนแต่ละ
34 ขั้นตอนต่อไปนี้ 1) พนักงำนคนที่ 1 ประจ ำเครื่องเจียร (Grinding) 2) พนักงำนคนที่ 2 ประจ ำเครื่อง กลึง (Lathe) 2. น ำข้อมูลเวลำกำรท ำงำนของแต่ละกระบวนกำรมำ วิเครำะห์ และศึกษำดูว่ำกระบวนกำรผลิตใดที่มีกำรรอ คอย เวลำ ศูนย์เปล่ำในกระบวนกำร ด้วยหลักกำร ท ำไม – ท ำไม ท ำให้สำย กำรผลิตไม่สำมำรถผลิตชิ้นส่วนได้ ทันตำม ก ำหนดซึ่งพบว่ำ กระบวนกำรผลิตกำรท ำงำนที่ 2 (เจียร) ของชิ้นส่วน เอ็มจีแซทเอ ซึ่งเป็นสำเหตุของ ปัญหำที่ท ำ ให้ไม่สำมำรถผลิตชิ้นส่วนได้ทันตำมก ำหนดเนื่องจำกชิ้นส่วน เอ็มจีแซทเอ ไม่สำมำรถท ำกำรผลิตใน สำย กำรผลิต ชำร์ปวอเตอร์ปั๊ม ได้ ท ำ ให้ต้องใช้เครื่องจักรในสำยกำรผลิต ท ำให้เกิดกำรรอคอยเครื่องจักรเพื่อ ท ำกำรผลิต 3. เมื่อท ำกำรวิเครำะห์แล้ว แล้วพบว่ำสำเหตุมำจำก กระบวนกำรท ำงำนที่ 2 (เจียร) จำกกำรวิเครำะห์หลักกำร ท ำไม – ท ำไม ได้ก ำหนดแนวทำงแก้ไขโดยกำรปรับเปลี่ยนวิธีกำรจับจิ๊ก ใน กระบวนกำรท ำงำน ที่ 2 เพื่อที่จะให้ ชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ กับ เอ็มจี แซทเอ สำมำรถท ำกำรผลิตได้ในเครื่องเดียวกัน 4. เมื่อท ำกำรปรับปรุงจิ๊กในกระบวนกำรท ำงำนที่ 2 (เจียร) แล้ว จึงเก็บข้อมูลกำรท ำงำนของสำยกำรผลิต ชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ กับ เอ็มจีแซทเอ รุ่น ชำร์ปวอเตอร์ ปั้ม หลังกำรปรับปรุง ศึกษำเวลำในกำรท ำงำน และ ระยะทำงกำรท ำงำนน่ำมำเปรียบเทียบ 5. เมื่อเก็บข้อมูลหลังกำรปรับปรุงแล้ว น ำมำเปรียบเทียบ กับข้อมูลก่อนกำรปรับปรุง พบว่ำหลังกำรปรับปรุง สำมำรถท ำให้ชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ กับ เอ็มจีแซทเอ สำมำรถท ำกำรผลิตในสำยกำรผลิต เดียวกัน ท ำให้ไม่เกิด กำร รอคอย และเวลำศูนย์เปล่ำ จำกกำรด ำเนินกำรวิจัยในครั้งนี้ สำมำรถอภิปรำยผลได้ โดยมีรำยละเอียด ดังนี้ จำก กำรปรับปรุงสำยกำรผลิตชิ้นส่วนเอ็มเจอีเอ กับ เอ็มจีแซทเอ รุ่น ชำร์ป วอ เตอร์ ปั๊ม พบว่ำ สำมำรถ ลดระยะเวลำ กำรสูญเปล่ำในสำยกำรผลิตได้ และสำมำรถผลิตงำนให้กับลูกค้ำได้ทัน ตำมก ำหนด ชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ สำมำรถลด ระยะ เวลำได้ร้อยละ 1.66 ระยะทำงของชิ้นส่วน เอ็มเจอีเอ ไม่ได้มี กำร เปลี่ยนแปลง ชิ้นส่วน เอ็มจีแซทเอ สำมำรถลดระยะเวลำได้ร้อยละ 7740.08 ระยะทำงสำมำรถลดได้ร้อย ละ 34.27 และได้สอดคล้อง กับงำนวิจัย ของ (ณัฐวัตร แก้วบุญปัน, 2557) กำรเพิ่มประสิทธิภำพ สำยกำรผลิต ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์แอร์ โดยสำมำรถเพิ่ม ประสิทธิภำพสำยกำรผลิตได้ร้อยละ 52.23 2.9.1 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1 บุญส่งวงศ์เจริญถำวร (บุญส่ง, 2539) ได้ท ำกำรวิจัยเรื่อง “กำรลดต้นทุนกำรผลิตโดยใช้กลยุทธ์ TPM กรณีศึกษำ อุตสำหกรรมกำรผลิตเม็ดพลำสติกพีวีซี” โดยศึกษำว่ำกิจกรรม TPM หรือ Total Productive Maintenance จะ ส่งผลให้ควำมสำมำรถในกำรผลิตเพิ่มสูงขึ้นต้นทุนในกำรผลิตลดลงจริงหรือไม่โดยส่ง แบบสอบถำมข้อมูลด้ำนกำรผลิตทั้งก่อนและหลังกำรด ำเนินกำรใช้กิจกรรม TPM ไปยังบริษัทดังกล่ำว 3 บริษัท
35 ผลออกมำให้เห็นว่ำกิจกรรม TPM มีประสิทธิภำพในกำรใช้เครื่องจักรโดยรวมได้จริงและส่งผลให้ควำมสำมำรถ ในกำรผลิตเพิ่มสูงขึ้นดังนั้นกำรศึกษำจึงมุ่งไปถึงแนวทำงกำรปรับปรุงต้นทุนกำรผลิตแนวทำงกำรด ำเนินกำร กิจกรรม TPM พร้อมคำดกำรณ์งบประมำณค่ำใช้จ่ำยต่ำงๆประมำณ 900,000 บำทในปีแรกและอัตรำ ผลตอบแทนซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่สำมำรถลดลงได้ถึงประมำณ 5,000,000 บำทซึ่งเทียบอัตรำส่วนผลตอบแทนได้ ถึง 5:1 สรัณญำศิลำอำสน์ (สรัณญำ, 2551) ได้ท ำกำรศึกษำเป้ำหมำยของกำรวิจัยกำรศึกษำและวิเครำะห์ อำกำรที่ผิดปกติและผลกระทบของควำมเสียหำยของเครื่องจักรแต่ละเครื่องโดยมีค่ำเฉลี่ยระหว่ำงควำม เสียหำย ของเครื่องจักรยำวนำนขึ้นแผนซ่อมบ ำรุงรักษำชิงป้องกันและเพิ่มประสิทธิภำพกำรผลิตโดยกำรลด เปอร์เซ็นต์กำรหยุดเครื่องจักรโดยกำรน ำโปรแกรมกำรบ ำรุงรักษำเชิงป้องกันมำวิเครำะห์อำกำรที่ผิดปกติและ ผลกระทบของควำมเสียหำยเพื่อหำระดับควำมเสี่ยงของเครื่องจักรเพื่อจัดท ำกำรปรับปรุงประสิทธิภำพในกำร ผลิตของเครื่องจักรและน ำข้อมูลที่ได้มำท ำกำรวำงแผนกำรบ ำรุงรักษำให้เป็นมำตรฐำนในกำรบ ำรุงรักษำที่ เหมำะสมของแต่ล่ะเครื่องจักรซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิภำพสูงสุดพบว่ำอัตรำกำรพร้อมใช้งำนของเครื่องจักร เพิ่มขึ้น เฉลี่ยเท่ำกับร้อยละ 7.74 ซึ่งท ำให้อัตรำกำรพร้อมใช้งำนของเครื่องจักรมีค่ำเท่ำกับร้อยละ 78.61 และมี ค่ำเวลำ เฉลี่ยระหว่ำงควำมเสียหำยของเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ำกับร้อยละ 13.88 นอกจำกนี้ยังมีจ ำนวน ควำมถี่ในกำรเกิดควำมเสียหำยลดลงเฉลี่ยเท่ำกับร้อยละ 45.39 และจ ำนวนที่เกิดควำมเสียหำยลดลงเฉลี่ย เท่ำกับ ร้อยละ 44.40 วีรชัยมัฏฐำรักษ์และวิมลจันนินวงศ์ (2553) ศึกษำกำรเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของ เครื่องจักรอัดเม็ดในโรงงำนผลิตอำหำรสัตว์น้ํำวิธีกำรปรับปรุงค่ำประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องอัดเม็ดมีค่ำต่ำง ด้วยวิธีกำรแก้ปัญหำแบบคิวซีสตอรี่ของ JUSE กำรวิเครำะห์ผังก้ำงปลำพบว่ำ 2 ตัวแปรได้แก่ค่ำควำมพร้อม ขอ เครื่องจักรและค่ำสมรรถนะของเครื่องจักรดังนั้นสำมำรถปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของ เครื่องจักรให้ สูงขึ้นตำมเป้ำหมำยที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 ภำยหลังกำรปรับปรุงพบว่ำค่ำประสิทธิผลโดยรวมใน สำยกำรผลิตที่ 2 เครื่อง มีค่ำสูงขึ้นจำกเดิมเฉลี่ยที่ร้อยละ 74 สูงขึ้นเป็นร้อยละ 84 ส่วนสำยกำรผลิตที่ 3 มีค่ำเฉลี่ยร้อยละ 75 สูงขึ้นเป็น ร้อยละ 93 อ ำนำจพันธ์ศรีเพชร (2548) ได้ศึกษำเกี่ยวกับประสิทธิผลโดยรวม ของเครื่องจักรของกระบวนกำรผลิต วำล์วประตูน้ํำหล่อด้วยวิธีกำรลดควำมสูญเสียจำกปัจจัยทำงด้ำนอัตรำกำร เดินเครื่อง (A: Availability) พบว่ำปัญหำจำกกำรสูญเสียดังกล่ำวเกิดขึ้นกับกระบวนกำรแปรรูปชิ้นงำนซึ่งมี ขั้นตอนของกำรตั้งเครื่องนั้นได้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ๆ คือ 1. คลำยอุปกรณ์จับยึด2. ตั้งศูนย์ชิ้นงำน ตัวอย่ำง 3. ตรวจสอบและติดตั้งเครื่องมือ 4. ทดลองผลิตจึงได้เสนอแนวทำงกำรปรับปรุงเพื่อลดเวลำสูญเสีย จำก กำรตั้งเครื่องเพื่อลดขั้นตอนของแต่ละงำนย่อยๆนั้นลงให้มีเวลำสั้นที่สุดจำกผลของกำรปรับปรุงท ำให้ สำมำรถลด
36 เวลำในกำรตั้งเครื่องลงจำกเดิม 127.13 นำทีเหลือ84.85 นำทีหรือเป็นร้อยละ 33.26 และสำมำรถ ท ำให้เพิ่มค่ำ ประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรขึ้นจำกเดิม 55.56 เป็นร้อยละ 62.59 พิชญ์นนท์เตมัยชำติ ( 2553) ได้ ท ำกำรศึกษำกำรขจัดควำมสูญเสียในกระบวนกำรผลิตของโรงงำนอุตสำหกรรมผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันพบว่ำมีประสิทธิภำพโดยรวมของเครื่องจักร โดยประยุกต์ใช้เสำหลักที่ 1 เพื่อลดเวลำ ในกำรท ำควำมสะอำดแม่พิมพ์ลดเวลำในกำรตรวจสอบสภำพเครื่องจักรก่อนกำรผลิตโดยจัดท ำรถเข็นอุปกรณ์ ที่ใช้ ตรวจสอบขึ้นนอกจำกนี้ได้ประยุกต์แนวคิดตำมเสำหลักที่ 2, เสำหลักที่ 3, เสำหลักที่ 4, และเสำหลักที่ 6, เพื่อ แก้ปัญหำเรื่องลวดละลำยติดกับเฟรมไม่ดีโดยก ำหนดแผนกำรตรวจสอบและเปลี่ยนอะไหล่ตรงแกนเพลำ ของใบ เชื่อมโดยผลกำรศึกษำแสดงให้เห็นว่ำสำมำรถลดกำรศูนย์เสียจำกกำรเคลื่อนที่ทั้งหมดในกำรท ำควำม สะอำด แม่พิมพ์จำกเดิมใช้เวลำประมำณ 31 นำทีเหลือ 1 นำทีสำมำรถลดควำมสูญเสียจำกกำรเคลื่อนที่ทั้งหมด ในกำร ตรวจสอบสภำพเครื่องจักรก่อนกำรผลิตจำกเดิมใช้เวลำประมำณ 46 นำทีเหลือ 1 นำทีสำมำรถปรับปรุง เครื่องจักรขัดข้องโดยลดจ ำนวนกำรเกิดกำรขัดข้องก่อนกำรปรับปรุงร้อยละ 4.50 คิดเป็น 63.45 นำทีต่อวัน หลังจำกปรับปรุงเหลือร้อยละ 1.21 คิดเป็น17.06 นำทีต่อวันสำมำรถลดเวลำที่เครื่องจักรขัดข้องส่วนลวดเชื่อม ก่อนกำรปรับปรุงใช้เวลำร้อยละ2.50 คิดเป็น 35.25 นำทีต่อวันหลังกำรปรับปรุงเหลือร้อยละ 1.04 คิดเป็น 14.66 นำทีต่อวันสำมำรถลดเวลำที่เครื่องจักรขัดข้องส่วนแม่พิมพ์ก่อนกำรปรับปรุงใช้เวลำร้อยละ 2.50 คิด เป็น 35.25 นำทีต่อวันหลังกำรปรับปรุงเหลือร้อยละ 0.95 คิดเป็น 13.40 นำทีต่อวันสำมำรถลดควำมสูญเสีย ก่อนกำร ปรับปรุงเท่ำกับร้อยละ 6.30 ของปริมำณกำรผลิตทั้งหมดเป็นจ ำนวน 8,413 ชิ้นต่อวันหลังกำร ปรับปรุงเหลือร้อย ละ 2.56 ของปริมำณกำรผลิตทั้งหมดคิดเป็น 3,414 ชิ้นต่อวันจำกกำรปรับปรุงข้ำงต้นเป็น ผลให้สำมำรถเพิ่ม ผลผลิตในกระบวนกำรจำก 133,745 ชิ้นเป็น 179,949 ชิ้นประสิทธิภำพโดยรวมเพิ่มขึ้น 7.4 เปอร์เซ็นต์ ศรวิษฐำ อิ่มเอิบ (2547) ได้ท ำกำรวิจัยเรื่อง “กำรเพิ่มควำมสำมำรถในกำรผลิตสินค้ำประเภท ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล ด้วยกำรบ ำรุงรักษำเชิงทวีผลโดยรวม” ด้วยกิจกรรมTPM ในสำยกำรผลิตบริษัท ยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์จ ำกัดโดยมีที่มำของปัญหำหลักเนื่องจำกควำมต้องกำรของลูกค้ำเปลี่ยนแปลงตลอดเวลำ ท ำให้บริษัทที่ต้องมีกำรเปลี่ยนขนำดบรรจุและชนิดของผลิตภัณฑ์บ่อยครั้งโดยเฉพำะเครื่องใช้ส่วนบุคคลชนิด เหลวบ่อยที่เกิดควำมสูญเสียคือกำรปรับตั้งขนำดบรรจุของเครื่องจักรตำมผลิตภัณฑ์กำรด ำเนินกำรวิจัยจะใช้ หลักกำรของ TPM มำขจัดควำมสูญเสียให้เป็นศูนย์โดยท ำกำรรวบรวมปัญหำที่เกิดขึ้นในสำยกำรผลิตและ วิเครำะห์ด้วยหลักกำรพำเรโตผังก้ำงปลำและ Why-Why Analysis เพื่อส ำรวจปัญหำที่เกิดขึ้นจำกควำม สูญเสีย ผลิตภัณฑ์เป้ำหมำยได้แก่1. แชมพูคลินิกขนำดบรรจุ 380 มิลลิลิตร 2. ครีมนวดผมซันซิลขนำดบรรจุ 380 มิลลิลิตร 3. แชมพูโดฟขนำดบรรจุ 700 มิลลิลิตร 4. แชมพูซันซิลขนำดบรรจุ 400 มิลลิลิตรโดยแนวทำง ในกำรแก้ปัญหำ ด้วยหลักกำรของ TPM และกำรท ำงำนอย่ำงเป็นระบบ (PDCA Cycle) จำกนั้นจึงท ำมำตรฐำน กำรปฏิบัติงำน
37 ส ำหรับฝึกอบรมพนักงำนพบว่ำในกำรสูญเสียดังกล่ำวเกิดจำกกำรเสียเวลำในกำรปรับแต่งและ กำรลดเวลำในกำร ท ำควำมสะอำดเครื่องจักรผลกำรปรับปรุงทั้งสองกรณีคิดในรูปต้นทุนค่ำเสียโอกำสในเดือน กุมภำพันธ์ 2548 เท่ำกับ 1,297,190 บำทแสดงว่ำกำรน ำกิจกรรม TPM มำใช้ปฏิบัติงำนเพื่อกำรลดปัญหำ ควำมสูญเสียด้ำนต่ำงๆที่ ท ำให้เครื่องจักรสำมำรถท ำงำนได้อย่ำงมีประสิทธิภำพโดยเพิ่มผลผลิตลดต้นทุนค่ำของ กำรเสียโอกำสแต่ยังพบว่ำ อุปสรรคที่เกิดขึ้นในกำรด ำเนินกิจกรรมคือกำรเปลี่ยนแปลงทัศนคติพนักงำนให้เกิด ควำมรับผิดชอบในกำร บ ำรุงรักษำด้วยตนเองในกำรด ำเนินงำนต้องใช้บุคลำกรภำยนอกเป็นผู้ประสำนงำน จนกระทั่งกำรด ำำเนินกิจกรรมประสบผลส ำเร็จในเวลำต่อมำประวุฒิศิริหงส์ (2550) ได้ท ำกำรศึกษำและวิจัย เรื่อง “กำรประยุกต์ใช้ TPM ในโรงงำนแกนกระดำษ” ด้วยหลักของ TPM ใน 4- เสำหลักคือกำรบ ำรุงรักษำ ด้วยตนเอง กำรปรับปรุงเฉพำะเรื่องกำรบ ำรุงรักษำตำมแผนกำรอบรมเพื่อเพิ่มทักษะพนักงำนที่มุ่งเน้นกำรเพิ่ม ประสิทธิภำพ โดยรวมของเครื่องจักรให้สูงขึ้น (OEE) และก ำหนดให้เป็นตัวชี้วัดผลของกำรจัดตั้งระบบกำร บ ำรุงรักษำเชิงป้องกัน จำกงำนวิจัยพบว่ำพนักงำนไม่รู้จักกำรดูเบื้องต้นขอเครื่องท ำหน้ำที่ใช้งำนอย่ำงเดียว จ ำเป็นที่ต้องฝึกอบรมเพื่อเพิ่ม ทักษะทักษะให้กับพนักงำนในเรื่องต่ำงๆกำรบ ำรุงรักษำด้วยตนเองกำร บ ำรุงรักษำตำมแผนกำรปรับปรุงเฉพำะ เรื่องเพื่อให้พนักงำนรู้จักกำรวิเครำะห์และหำสำเหตุของเครื่องม้วนที่ ตนเองประจ ำอยู่ด้วยกำรใช้แผนผังก้ำงปลำแล้วท ำกำรปรับปรุงแก้ไขตำมล ำดับ ควำมส ำคัญของปัญหำโดยกำร จัดแผนกำรบ ำรุงรักษำต่อหนึ่งสัปดำห์ให้พนักงำนตรวจสอบลงข้อมูลตำมใบตรวจสอบผลจำกกำรน ำกิจกรรม TPM มำใช้ในกำรน ำเนินกิจกำรพบว่ำในเวลำ 1 เดือนยอดกำรผลิตหรือประสิทธิภำพกำรเดินเครื่องจักรใน ระยะเวลำ1 เดือนโดยกำรเฉลี่ยจะพบว่ำมีผลต่ำงของก่อนและหลังปรับปรุงอยู่ที่ 28.54% คิดรำคำขำยได้ 90,757.96 บำทกำร สูญเสียโอกำสหรือค่ำอัตรำกำรเดินเครื่องจักรจะพบว่ำกำรเสียโอกำสที่สำมำรถผลิตใน 24 วันมีผลต่ำงก่อนและ หลังปรับปรุงร้อยละ 17.80 คิดเป็น 18,775.83 บำทลดต้นทุนในกำรผลิตได้ทั้งสิ้น 109,533.79 บำทต่อเครื่องต่อ เดือนหรือ 328,601.37 บำทต่อสำมเครื่องต่อเดือนซึ่งถ้ำคิดเป็นก ำำไรที่ร้อยละ 14.11 จะได้ก ำไรทั้งหมด 46,365.65 บำทต่อสำมเครื่องต่อเดือน ธนำกร จำรุตั้งสกกุลและชุมพลมณฑำทิพย์ กุล (2549) ได้ท ำกำรศึกษำ และวิจัยท ำงำนของโรงงำนหล่อโลหะแห่งหนึ่งโดยใช้ TPM มำช่วยในกำรลดควำม สูญเสียโดยมีเป้ำหมำยในกำร ด ำเนินกำรเรื่องปรับปรุงกำรปรับแต่งเครื่อง (Set Up) เพื่อเพิ่มประสิทธิภำพ โดยรวมของระบบกำรผลิตสูงสุดโดยที่ไม่มีของเสียเกิดขึ้นและเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต้องไม่หยุดกะทันหัน (Breakdown) ตำมหลักของ TPM ในกำรปรับปรุงเพื่อลดควำมสูญเสียที่ค ำนึงถึงอุบัติเหตุเป็นศูนย์ของเสียเป็น ศูนย์และเครื่องเสียเป็นศูนย์ระบบกำรท ำงำนหรือกำรผลิตในโรงหล่อได้มีกิจกรรมในกำรท ำงำนที่หลำกหลำย เช่นขั้นตอนกำรยก Platform ขั้นตอนกำรเปลี่ยนถ่ำยโซ่ซึ่งทุกๆขั้นตอนจะใช้เวลำเป็นจ ำนวนมำกและต้องใช้
38 จ ำนวนพนักงำนที่มำกตำมไปด้วยในกำรยก Platform และกำรเปลี่ยนถ่ำยโซ่หลังจำกท ำงำนวิจัยและท ำกำร ปรับปรุงแล้วลดขั้นตอนกำรท ำงำนลงเหลือพบว่ำ ลดเวลำกำรท ำงำนลงได้ 17 นำทีเพิ่มยอดขำยได้เป็นมูลค่ำ ถึง 531,250 บำท- ลดกำรใช้ Preheat Launder และ Holding ที่สูญเปล่ำ 5,700 บำท/ชั่วโมง ลดกำรใช้ แก๊สได้ จ ำนวน 2,523.44 ลิตร/เดือนคิดเป็นเงิน 24,225 บำทจำกงำนวิจัยกรณีศึกษำนี้สำมำรถที่จะสรุปได้ว่ำ ในกำรใช้ TPM ในกำรแก้ไขปัญหำกรณีดังกล่ำวท ำให้เกิดผลดีคือกำรเพิ่มผลผลิตกำรประหยัดพลังงำนในกำร ผลิตในด้ำนกำรสิ้นเปลืองทรัพยำกรและเป็นกำรรักษำสิ่งแวดล้อมด้วยในเวลำเดียวกันเดือนเพ็ญรุ่งโรจน์ (2550) ได้ ท ำศึกษำวิจัยในกำรเพิ่มผลผลิตของบริษัทพิซซ่ำทูเดย์ด้วยหลักกำรสร้ำงทักษะเชิงช่ำงในส่วนเสำกำรเรียนรู้ และ ฝึกอบรมซึ่งเป็นเสำหลักหนึ่งของกิจกรรม TPM โดยมีมีเป้ำหมำยเพื่อให้พนักงำนสำมำรถคิดอย่ำงเป็น ระบบต่อ กำรลดของเสียเพื่อเพิ่มผลิตภำพในกระบวนกำรผลิตโดยใช้เครื่องมือ QC Story มำเป็นตัวควบคุม คุณภำพและกำรใข้เสำหลักกำรบ ำำรุงรักษำด้วยตนเองมำช่วยในกำรส ำรวจหำข้อบกพร่องในกำรผลิตด้วยกำร บันทึกรำยกำรต่ำงๆที่เกิดขึ้นจำกกำรผลิตโดยหลักกำรพำเรโตเพื่อวิเครำะห์ว่ำปัญหำใดควรที่จะได้รับมำท ำกำร ล ำดับปัญหำที่ควรแก้ไขในอันดับแรกจำกกำรส ำรวจพบว่ำปัญหำผลิตภัณฑ์ที่ท ำกำรผลิตไม่ได้ ขนำดมำตรฐำน จึง ท ำกำรใช้แผนภูมิก้ำงปลำมำช่วยในกำรวิเครำะห์หำสำเหตุพบว่ำสำเหตุที่ผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขนำดโดยแบ่งกลุ่ม ปัญหำออกเป็นสำเหตุ 3 กลุ่มคือพนักงำนขำดควำมช ำนำญพนักงำนขำดควำมระมัดระวังและกำรเปลี่ยนแปลง แหล่งวัตถุดิบบ่อยครั้งที่ท ำให้พนักงำนขำดควำมรู้และควำมช ำนำญจึงจ ำเป็นต้องจัดอบรมพนักงำนใหม่ก่อน กำร ปฏิบัติงำนของพนักงำนทั้งหมดเพื่อเป็นกำรทบทวนและแก้ไขปัญหำด้ำนกำรขำดควำมระมัดระวังพร้อมทั้ง ปลูกฝังให้ตระหนักถึงควำมส ำคัญโดยท ำกำรวัดจำกประสิทธิภำพในกำรท ำงำนและของเสียที่เกิดขึ้นใน กระบวนกำรจำกกำรประเมินผลหลังกำรปรับปรุง 3 เดือนพบว่ำจำกเปรียบเทียบผลที่ได้แสดงในภำพที่ 2.12 เห็น ว่ำผลของกำรแก้ไขปัญหำช่วยท ำให้ปริมำณกำรผลิตมำกขึ้นท ำให้ธุรกิจมีก ำไรจำกยอดกำรผลิตที่ได้มำกขึ้น เปรียบเทียบกำรด ำเนินกิจกรรม TPM ของพิซซ่ำ ทูเดย์
39 2.10 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องต่ำงประเทศ อุตสำหกรรมกระบวนกำรผลิตของอินเดีย: กำรใช้ระเบียบวิธี TPM เพื่อกำรเติบโตของเกิดผลก ำไร ที่ยั่งยืน TPM เปิดตัวในปี1996 ที่ Nippon Denso ประเทศญี่ปุ่น จุดสนใจหลักของ Total Productive Maintenance (TPM) คือกำรสร้ำงแนวคิด Zero Failure of Equipment ซึ่งรวมไปถึงกำรเพิ่มประสิทธิภำพ กำรผลิต Total:ใน ควำมหมำยของ TPM คือ “Total Involvement” หรือ “กำรมีส่วนร่วมทั้งหมด Productive หมำยถึง กำรบรรลุ ตำมวัตถุประสงค์หรือเป้ำหมำยที่พึงปรำรถนำหรือเป็นไปตำมที่คำดหวังไว้ พูด ง่ำยๆ ชัดๆ ก็คือ ประสิทธิผล พิจำรณำจำกกำรน ำผลของงำน โครงกำร หรือกิจกรรม ที่ได้รับเปรียบเทียบกับ วัตถุประสงค์ หรือเป้ำหมำย TPM เป็นกระบวนกำรที่ให้พนักงำนทุกคนมีส่วนร่วมในกำรบ ำรุงรักษำอุปกรณ์ เครื่องจักรของตนเองเพื่อบรรลุเป้ำหมำย โดยรวมขององค์กร พร้อมกับเน้นเทคนิคกำรบ ำรุงรักษำเชิงรุก (Proactive Maintenance) และ กำรบ ำรุงรักษำ เชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อกำรผลิตที่ สมบูรณ์แบบนั่นคือ No Breakdown : ไม่มีกำรหยุดงำน โดยไม่ได้วำงแผน No Small Stops or Slow Running : ไม่มีกำรหยุดเล็กๆน้อย หรือ เครื่องจักรท ำงำนช้ำลง No Defects : ไม่มีของเสียส่งถึงมือลูกค้ำ No Accidents : ไม่มีอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อควำมปลอดภัยของพนักงำน เป้ำหมำยสูงสุดของ TPM คือ เครื่องจักรเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Breakdown ของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Defect และอุบัติเหตุเป็น ศูนย์ Zero Accident Cll ร่วมมือกับ Japan Institute of Plant Maintenance (JIPM) ก่อตั้งในปี 1991 โดย อุตสำหกรรมซีเมนต์ในอินเดีย ก่อตั้ง CII TPM Club ที่มุ่งเน้นใน CII Institute of Quality เพื่อเผยแพร่และ สนับสนุนอุตสำหกรรมในอินเดีย อุตสำหกรรมแบ่งออกเป็น 4 ประเภท: 2.10.1 อุตสำหกรรมกระบวนกำรต่อเนื่อง ซีเมนต์ กระดำษ เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
40 2.10.2 อุตสำหกรรมวิศวกรรม – อุตสำหกรรมยำนยนต์ทั้งหมด 2.10.3 อุตสำหกรรมแปรรูป น้ํำตำล สำรขัดสี อำหำรและเกษตร 2.10.4 อุตสำหกรรม กำรผลิตเครื่องมือ อุตสำหกรรมประเภทเหล่ำนี้ ทั้งกระบวนกำรแบบแบทช์และอุตสำหกรรมกระบวนกำรต่อเนื่องมีลักษณะเฉพำะ ใน แง่ที่ว่ำ ควำมท้ำทำยทำงธุรกิจ ควำมพร้อมของวัตถุดิบ รำคำวัตถุดิบ ผลผลิตของวัตถุดิบ รูปแบบกำร ด ำเนินงำน กำรสูญเสียภำยในโรงงำน ควำมรู้ด้ำนบุคลำกร อ ำนำจ กำรบริโภค, ในอุตสำหกรรมกระบวนกำร ผลิต ประเภท ของข้อบกพร่อง จะแตกต่ำงจำกอุตสำหกรรมประเภทอื่นโดยสิ้นเชิง นอกจำกนี้ ในขอบเขตของ กำรปรับปรุง ควำมสำมำรถในกำรท ำก ำไร เช่น ควำมเป็นไปได้ของกำรเติบโตแบบทวีคูณนั้นสูงมำก โดย ธรรมชำติแล้ว อุตสำหกรรมกระบวนกำรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ กำรผลิตเป็นไปอย่ำงต่อเนื่องกระบวนกำรส ำคัญ กว่ำอุปกรณ์แต่ ละชิ้น คุณสมบัติของวัสดุที่จัดกำรมีควำมซับซ้อน มีกำรใช้พลังงำนจ ำนวนมำก ผู้ปฏิบัติงำน จ ำเป็นต้องควบคุม พำรำมิเตอร์และอุปกรณ์ที่หลำกหลำย โรงงำนทั้งหมดมีกระบวนกำรที่หลำกหลำย รวมถึง เตำเผำที่มีอุปกรณ์ทั้ง แบบคงที่และแบบหมุนส ำหรับกำรระเหย กำรตกผลึก กำรกลั่น และกำรกลั่น เกือบ 7 ถึง 10% ของเวลำหยุด ท ำงำนทั้งหมดส ำหรับอุปกรณ์ดังกล่ำวมีสำเหตุมำจำกกำรซ่อมบ ำรุงเมื่อเกิดควำม เสียหำย อีก 10 ถึง 12% มำจำก กำรบ ำรุงรักษำเชิงป้องกัน และอีกส่วนหนึ่งที่ส ำคัญมำจำกกำรบ ำรุงรักษำแบบ ปิดเครื่อง ข้อควรพิจำรณำที่ส ำคัญ ได้แก่ กำรควบคุมเป็นแบบอัตโนมัติหรือแบบแมนนวล ควำมเป็นไปได้ของ กำรเกิดอุบัติเหตุในโรงงำน และกำร ถ่ำยโอนวัสดุ เหนือสิ่งอื่นใด กำรบ ำรุงรักษำอุปกรณ์สแตนด์บำยถือเป็น เรื่องยุ่งยำกอย่ำงมำก อุตสำหกรรม กระบวนกำรผลิตจ ำเป็นต้องมีเครื่องจักรแตนด์บำย 1 unit เนื่องจำกอำจ เกิดกำรเสียที่ไม่คำดคิด ซึ่งส่งผลให้ค่ำ บ ำรุงรักษำแพงมำก ควำมสูญเสียที่เกิดจำกกำรไม่เดินกระบวนกำรด้วย ควำมเร็วที่เหมำะสมเนื่องจำกปัจจัยหลำยประกำร เริ่มตั้งแต่ควำมพร้อมของวัตถุดิบ นับเป็นควำมท้ำทำยที่ ส ำคัญ อีกครั้งหนึ่ง มีบำงอุตสำหกรรมที่สำมำรถ แปรรูปสินค้ำที่ผิดพลำดซ้ํำได้ อย่ำงไรก็ตำม กำรประมวลผลซ้ํำ ใดๆ ก็ ตำมส่งผลให้บริษัทสูญเสียมำกกว่ำต้นทุนกำรผลิตทั่วไปถึงเจ็ดเท่ำ อุตสำหกรรมกระบวนกำรเกือบ ทั้งหมดมีรำยได้ ลดลงระหว่ำง 0.25 ถึง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ควำมผิดปกติทั่วไป เช่น กำรรั่วไหล กำรรั่วไหล กำรบิน กำรอุดตัน กำรอุด ตัน กำรแตกร้ำว กำรกัดกร่อน กำรสึกหรอ กำรบิดเบี้ยว กำรเผำไหม้ กำรลัดวงจร ฉนวนที่ ผิดพลำด กำรท ำงำ ผิดพลำด และควำมร้อนสูงเกินไป จะต้องให้ควำมส ำคัญสูงสุดเป็นอันดับแรก เนื่องจำก ปริมำณของ เวลำ พลังงำน และค่ำใช้จ่ำยที่ต้องใช้ในกำรด ำเนินกำรต่อนั้นสูงมำก จุดเน้น: เป็นหนทำงแห่ง ควำมก้ำวหน้ำ ด้วยควำมท้ำทำย เหล่ำนี้ อุตสำหกรรมกำรผลิตจ ำเป็นต้องมีสมำธิและบรรลุเป้ำหมำยต่อไปนี้: เพิ่มจ ำนวนวันผลิตที่มำกขึ้น และใช้ ต้นทุนกำรผลิตน้อยที่สุด สถำนกำรณ์ปัจจุบัน บำงภำคส่วนก ำลังปรับปรุง โครงสร้ำงธุรกิจของตนและปรับปรุงกล ยุทธ์ โดยให้ควำมส ำคัญกับกลยุทธ์ทำงธุรกิจที่แตกต่ำงกันมำกขึ้น เช่น กำรกระจำยควำมเสี่ยงและกำรลดต้นทุน
41 เพื่อเอำชนะอุปสรรคและท ำก ำไร ดังนี้ กลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทำน นโยบำย ทรัพยำกรบุคคล เทคนิคกำรตลำด กลยุทธ์ กำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ใหม่ กลยุทธ์กำรผลิต เพื่อประโยชน์แบบยั่งยืน อุตสำหกรรมขนำดใหญ่หลำยแห่งเริ่มมุ่งควำม สนใจไปที่ห่วงโซ่อุปทำนทั้งหมดพร้อมๆ กัน นอกเหนือจำก บริกำรให้ค ำปรึกษำและกำรใช้เครื่องมือแล้ว กำร ประเมินโดยผู้ประเมินจำก CII IQ TPM Club of India และ JIPM ได้ปรับปรุงผลลัพธ์ของบริษัทอย่ำงมีนัยส ำคัญ หลังจำกน ำ TPM มำใช้ซึ่งกินเวลำ 4-5 ปี นอกเหนือจำก กำรชนะรำงวัล JIPM ที่มีชื่อเสียงแล้ว ธุรกิจส่วนใหญ่ เหล่ำนี้ยังเติบโตอย่ำงต่อเนื่องในตลำดในประเทศและ ต่ำงประเทศ ควำมเป็นไปได้ส ำหรับบริษัทในอินเดีย: ประมำณ 1% ของอุตสำหกรรมกระบวนกำรของอินเดีย ซึ่งรวมถึงอุตสำหกรรมเคมี ก ำลังด ำเนินกำรและเก็บเกี่ยว ผลประโยชน์จำก TPM อย่ำงแข็งขัน หำกแม้แต่ 10% ของภำคส่วนน ำเทคนิคนี้ไปใช้เป็นประจ ำทุกปี ก็มีโอกำส ส ำคัญส ำหรับกำรปรับปรุงธุรกิจในอินเดีย สิ่งนี้จะ เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผู้บริหำรระดับสูงสนับสนุนโครงกำรนี้อย่ำงเต็มที่และมีกลยุทธ์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนส ำหรับกำร ขับเคลื่อนในอีกสำมถึงสี่ปีข้ำงหน้ำร่วมกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทำน (Bamber, Sharp, & Hides, 1999) เพื่อให้ องค์กรประสบควำมส ำเร็จในกำรผลิตที่ทันสมัย จะต้องมีกำรบ ำรุงรักษำที่มีประสิทธิภำพและ ประสิทธิผล กำรใช้ และพัฒนำกลยุทธ์Total Productive Maintenance (TPM) เป็นวิธีหนึ่งในกำรเพิ่ม ประสิทธิภำพของงำน บ ำรุงรักษำ อย่ำงไรก็ตำม เป็นที่ทรำบกันดีว่ำหลำยองค์กรประสบปัญหำ ในกำรน ำ เทคนิคเหล่ำนี้ไปใช้จริง เพื่อ ระบุตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อควำมส ำเร็จของกำรใช้ TPM แผนกวิศวกรรมกำรบิน เครื่องกล และกำรผลิตที่ Sanford University ได้ท ำกำรวิจัยที่อธิบำยไว้ในบทควำมนี้ แบบจ ำลองทั่วไปที่สรุป องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อกำรปรับใช้ TPM ที่ประสบควำมส ำเร็จได้รับกำรพัฒนำเป็นผลจำกกำรวิจัยนี้ ใน กำรศึกษำของสหรำชอำณำจักร มีกำร ประเมินกำรบังคับใช้ของแบบจ ำลองทั่วไป จำกกำรทบทวนหลักฐำนที่ เป็นเอกสำรของกรณีศึกษำ กำรผลิต วิสำหกิจขนำดกลำงและขนำดย่อม (SME) และผลกำรวิจัยกรณีศึกษำได้ ถูกน ำมำวิเครำะห์เป็นรูปสำมเหลี่ยม เพิ่มเติม โครงกำรพัฒนำและด ำเนินกำร TPM ขององค์กรกรณีศึกษำได้รับ ประโยชน์จำกข้อเสนอแนะที่พัฒนำขึ้น
42 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินงำน ประวัติและท ำเลที่ตั้งสถำนประกอบกำร ในปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ำมำมีควำมส ำคัญต่อภำคอุตสำหกรรมต่ำงๆ เช่น อุตสำหกรรมชิ้นส่วนยำน ยนต์ อุตสำหกรรมไฟฟ้ำ และอุตสำหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้อุตสำหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เจริญเติบโตขึ้น อย่ำงรวดเร็ว ในปัจจุบันด้ำนอุตสำหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีเทคโนโลยีที่ได้มำตรฐำน และมีประสิทธิภำพ สำมำรถ ผลิตสินค้ำที่ได้คุณภำพตรงตำมมำตรฐำน แต่ยังมีปัญหำในด้ำนกำรกำรผลิตยังอยู่คงเดิม เรำยังให้ควำมส ำคัญใน “กำร ลดควำมสูญเสียต่ำงๆ” ในกระบวนกำรผลิต ไม่ว่ำจะเป็นควำมสูญเสียจำกวัตถุดิบ จำกวิธีกำรผลิต จำกเครื่องจักร หรือ จำกควำมผิดพลำดของบุคลำกรจึงส ำคัญในกระบวนกำรผลิต ถ้ำองค์กรมีแนวทำงกำรควบคุมที่มีประสิทธิภำพเพิ่มขึ้น สูงสุด โดยมีต้นทุนที่ต้องต่ ำสุด คุณภำพสินค้ำเป็นไปตำมที่ก ำหนด กำรส่งมอบตรงตำมเวลำ ตลอดจนลดข้อร้องเรียน จำกลูกค้ำ และเพื่อให้ได้รับโอกำสทำงกำรค้ำใหม่ๆ จำกลูกค้ำตลอดไป ส ำหรับกระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ของบริษัท Rohm integrated systems (Thailand) จำกเหตุผลดังกล่ำวรำยงำนนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษำปัญหำของเสียที่ เกิดจำกกระบวนกำรชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหำแนวทำงในกำรปรับปรุงเพื่อให้ปัญหำของเสียที่เกิดขึ้นบน กระบวนกำรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้ลดน้อยลง 3.1 สภำพทั่วไปของบริษัท ภำพที่ 3-1 บริษัท Rohm integrated systems (Thailand) 3.1.1 ประวัติบริษัท