The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prieaw.saoso, 2024-03-18 11:27:12

มาตรฐานรายโรค

มาตรฐานรายโรค

50 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูงร่วมกับมีอาการแสดงของการทำลายอวัยวะในระบบอื่นๆ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นภายหลังสัปดาห์ที่ 20 ของการ ตั้งครรภ์ และส่งผลต่อรก ครรภ์เป็นพิษจัดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในทารกและยังอาจส่งผลต่อไต ตับ และสมองของมารดาอีกด้วย ในบางกรณีภาวะนี้ อาจทำให้เกิดอาการชักในหญิงตั้งครรภ์ได้และจัดว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของแม่มากที่สุดเป็นลำดับที่ 1 หากได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและถูกต้อง จะช่วยลด ภาวะแทรกซ้อนและลดอัตราการตายของมารดาลงได้ 1.วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ 2. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลถูกต้องตามมาตรฐานทางการพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ 2.ขอบเขต ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูงทุกรายที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 3.นิยามศัพท์ การพยาบาลหมายถึง การดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูให้บรรเทาจากอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Pregnancy – Induced Hypertension) การที่มีความดันโลหิตสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 mmHg และมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ โดยอาจจะมีหรือไม่มีภาวะบวมด้วยก็ได้


51 4.เอกสารอ้างอิง ศรีเกียรติ อนันต์สวัสดิ์. (2562). การพยาบาลสูติศาสตร์เล่ม 3 .(พิมพ์ครั้งที่ 16).นนทบุรี : โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชขนก. 5.นโยบาย ความดันโลหิตสูงในระยะตั้งครรภ์ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้บ่อยในระยะตั้งครรภ์และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต โดยจากการศึกษาทั่วโลก แต่ละปีพบว่าหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตประมาณ 50,000 ราย ทั้งนี้เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไข หรือได้รับการดูแลที่ไม่ถูกต้องจะทำให้หญิง ตั้งครรภ์เสียชีวิต ความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญและเป็นปัญหาทางสูติกรรม จึงสมควรจัดทำมาตรฐานและแผนการพยาบาลความดันโลหิตสูงขณะ ตั้งครรภ์เพื่อให้มารดาปลอดภัย 6.หน้าที่ความรับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งให้คำแนะนำและบันทึกอาการได้อย่างถูกต้อง และครอบคลุม เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ สามารถดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เป้าหมาย 1. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติ 2. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวปฏิบัติได้ถูกต้อง ตัวชี้วัด 1. ผู้ป่วยและญาติมีความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์


52 2. พยาบาลประจำหอผู้ป่วยปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาล.ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ขณะตั้งครรภ์ ร้อยละ 100 7. วิธีปฏิบัติ - การส่งต่อการรักษา โดยประสานกับโรงพยาบาลที่ส่งต่อผู้ป่วย Thai coc - กลับบ้าน ส่งต่อข้อมูลการรักษา สภาพผู้ป่วยและปัญหาการดูแลต่อเนื่องที่บ้านแก่ทีม Home health care


53 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การประเมินปัญหา การวินิจฉัยทางการ พยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผล ระยะแรกรับ -พยาบาลประจำหอผู้ป่วย ประเมินผู้ป่วยรับย้ายทุก ราย และจัดผู้ป่วยลงเตียง ที่เหมาะสม -พยาบาลแนะนำตัว ผู้รับบริการ ชื่อแพทย์ผู้ดูแล สถานที่สิ่งแวดล้อม ในหน่วยบริการ และกฎระเบียบของ หน่วยงาน 1.ผู้ป่วยอาจเกิด อาการชักและเส้น เลือดในสมองแตก เนื่องจากมีภาวะ ความดันโลหิตสูง 1.ป้องกันการเกิดอาการ ชักและเส้นเลือดในสมอง แตก เนื่องจากมีความดันโลหิต สูง 1.ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจวัดสัญญาณ ชีพ โดยเฉพาะ BP,P,RRทุก 1 ชม. 2.สังเกตุอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นใต้ ลิ้นปี่ 3.ดูแลให้ได้รับยา 50%MgSo4 ตามแผนการรักษา 4.Record I/O ทุก 1 ชม. 5.ติดตามผล Lab ทางห้องปฏิบัติการ 6.เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยเหลือและพร้อมใช้ เสมอ 7.ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอและจัด บรรยากาศที่เงียบสงบ 1.ไม่เกิดภาวะชัก 2.ไม่เกิดเส้นเลือดในสมองแตก


54 การประเมินปัญหา การวินิจฉัยทางการ พยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผล -ตรวจสอบป้ายข้อมือ เอกสาร สิทธิผู้ป่วย ให้ ตรงกับตัวบุคคล -มีพยาบาลเจ้าของไข้ดูแล 8.ใส่เครื่อง Infusions pump และใส่ป้าย HAD MgSo4 2.มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนจาก ยาป้องกันการชัก 2.ผู้ป่วยไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการ ใช้ยา 1.สังเกตุและสอบถามอาการร้อนบริเวณที่ให้ยา หรือร้อนวูบวาบตามตัว คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย 2.ดูแลปรับ Rate 50%MgSo4 ตามแผนการ รักษา 3.ประเมิน BP, P,RR, DTR, record I/O ทุก 1 ชม. ถ้า BP > 161/110 mmHg RR < 14 ครั้ง/นาที ,DTR < 1+ Urine < 30cc/ชม. รายงานแพทย์ 4.เตรียม 10 % Calcium gluconate ไว้ให้ พร้อมใช้กรณีเกิด Manesium sulfate toxicity 1.ไม่เกิดอาการผิดปกติขณะให้ MgSo4 3.อาจเกิดภาวะ PPH ใน 24 ชม.แรก 3.ป้องกันภาวะ PPH 1.ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก 2.กระตุ้นมารดาคลึงมดลูกทุก 1 ชม. 3.ประเมินสัญญาณชีพ 1.สัญญาณชีพปกติ 2.มดลูกหดรัดตัวดี 3.ไม่มี bleeding Per Vagina


55 การประเมินปัญหา การวินิจฉัยทางการ พยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผล 4.ประเมิน Lochia 5.ดูแลให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกตาม แผนการรักษา 6.สังเกตุอาการผิดปกติเช่นหน้ามืด เป็นลม น้ำคาวปลาออกชุ่มผ้าอนามัย> 2 ผืน/ชม. 4.ปวดแผล 4.ปวดแผลลดลง 1.ประเมิน Pain score 2.ดูแลให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา 3.ประเมินสัญญาณชีพ 1.Pain Score ลดลง 2.สัญญาณชีพปกติ ระยะดูแลต่อเนื่อง 1.สอนเรื่อง Breast feeding และการ ปฏิบัติตัวหลังคลอด 1.มารดาสามารถตอบ คำถามเรื่องการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่และการปฏิบัติ ตัวหลังคลอด 1.เข้ากลุ่มฟังเรื่อง Breast feeding และการ ปฏิบัติตัวหลังคลอด 2.เปิดโอกาสให้ซักถาม 3.ประเมินความรู้ 4.สาธิตย้อนกลับท่าให้นมลูกที่ถูกวิธี -มารดาสามารถตอบคำถาม เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และ การปฏิบัติตัวหลังคลอดได้ 2.สอนการอาบน้ำ บุตร 2.มารดาสามารถอาบน้ำ บุตรได้ 1.เข้ากลุ่มดูสาธิตการอาบน้ำบุตร 2.เปิดโอกาสให้ซักถาม 3.ประเมินการอาบน้ำบุตร -มารดาอาบน้ำบุตรได้ถูกต้อง ระยะจำหน่าย 1.ผู้ป่วยและญาติ ขาดความรู้และ 1. ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในเรื่อง -ผู้ป่วยและญาติรับทราบข้อมูล การปฏิบัติตัวขณะอยู่บ้าน


56 การประเมินปัญหา การวินิจฉัยทางการ พยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผล -ประเมินปัญหาและความ ต้องการของผู้ป่วยซ้ำก่อน จำหน่าย -ส่งต่อการรักษา -กลับบ้าน ความเข้าใจในการ ปฏิบัติตัวขณะอยู่ บ้าน 1.ผู้ป่วยและญาติมีขาด ความรู้และความเข้าใจใน การปฏิบัติตัวขณะอยู่ บ้าน -การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ในกลุ่มโรค ความดันโลหิตสูง -การงดของหมักดอง ชา กาแฟ เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ -การงดยาขับน้ำคาวปลา หรือยาขับเลือด -การคุมกำเนิด -การตรวจตามนัด -การสังเกตอาการผิดปกติเช่นมีเลือดออกมาก มีไข้ น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น แผลแยกฯลฯ -การรับประทานยาต่อเนื่อง -การออกกำลังกายที่เหมาะสม -งดมีเพศสัมพันธ์ 6 สัปดาห์หลังคลอด -งดทำงานหนัก 6 สัปดาห์หลังคลอด 2.ลง บส. เพื่อการดูแลต่อเนื่อง 3.ถ้ามีอาการผิดปกติให้ไปสถานพยาบาลใกล้บ้าน


57 แบบติดตามการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา MgSO4 ชื่อ............................................................................................................. HN……………………………………..หอผู้ป่วย.......................................................................... วดป เวลา BP mmHg Pluse ครั้ง/ นาที RR ครั้ง/นาที Reflex Urine out put (ml) หมายเหตุ / การักษา


58 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หน้า : 1/13 ระเบียบปฏิบัติเลขที่ : WI-IPD-OB-GYN-006 ปรับปรุงครั้งที่ : ทุก 1 ปี เรื่อง : แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด วันบังคับใช้ : 1 มีนาคม 2565 วันที่ปรับปรุง : 21 กุมภาพันธ์ 2565 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช แผนกที่เกี่ยวข้อง : ผู้ป่วยใน / กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ผู้จัดทำ : นางสาวปวีณสุดา นาคบุรี หัวหน้าหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม และคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้รับผิดชอบ (นางสาวพรทิพย์ จิตรกำเหนิด) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้อนุมัติ (นางสาวปัญญา เถื่อนด้วง) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล


59 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด การรักษาด้วยเคมีบำบัด (chemotherapy) หมายถึง การให้ยาเพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ • รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคมะเร็งและไม่กลับมาเป็นซ้ำ • ควบคุมโรคให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือไม่โตขึ้น และไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น • บรรเทาอาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เนื่องจากยาเคมีบำบัดไม่ได้ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงที่เซลล์มะเร็งเท่านั้น จึงอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติทั่วไปและการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดอาการ ข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ เบื่ออาหาร ภูมิต้านทานต่ำ ท้องเสีย ผมร่วง ซึ่งอาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของยา ความแข็งแรงของร่างกาย และ ความพร้อมด้านจิตใจ ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดมักจะต้องเผชิญกับปัญหาจากอาการข้างเคียงของยา เป็นระยะเวลานานจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือน บางครั้งอาจจะเป็นปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งของตัวผู้ป่วยเองและบุคคลในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 1.วัตถุประสงค์ 4. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับเคมีบำบัด 5. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลถูกต้องตามมาตรฐานทางการพยาบาล 2.ขอบเขต ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งนรีเวชที่ได้รับเคมีบำบัด 3.นิยามศัพท์ การพยาบาลหมายถึง การดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูให้บรรเทาจากอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (chemotherapy) หมายถึง การให้ยาเพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง


60 4. เอกสารอ้างอิง เพลินพิศ ธรรมนิภา. คู่มือการพยาบาลการบริหารยาเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่. [ออนไลน์]. 2015. แหล่งที่มา. https://www2.si.mahidol.ac.th/division/nursing/sins/attachments/article/221/sins_nursing_manual_2558_09.pdf [ 01 กุมภาพันธ์ 2565. ภารกิจด้านการพยาบาลโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี. แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด [ออนไลน์]. 2020. แหล่งที่มา. http://www.uboncancer.go.th/attach/news_1607308374_%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8 %AD%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8 %9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4_CNPG.pdf. [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. การบริหารยาเคมีบำบัด [ออนไลน์]. 2020. แหล่งที่มา. https://nurse.pmk.ac.th/images/WI/PMK-WND-030.pdf. [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย. (2564). ความปลอดภัยการให้ยาเคมีบำบัด : ข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพ: บริษัทซิกมา กราฟฟิคส์ จำกัด 5.นโยบาย โรคมะเร็งเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ โรคหนึ่งของประเทศไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้น การรักษาที่ได้รับส่วนใหญ่คือการใช้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคมะเร็งทางนรีเวช ที่ได้รับยาเคมีบำบัด มักจะต้องเผชิญกับปัญหาจากอาการข้างเคียงของยา เป็นระยะเวลานานจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือน บางครั้งอาจจะเป็นปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งของตัวผู้ป่วยเองและบุคคลในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องพบกับการเปลี่ยน แปลงจากสภาวะร่างกายที่ เจ็บป่วย และผลการรักษา ซึ่งอาจจะเป็นภาวะวิกฤติหรือเรื้อรังก็ได้ นับเป็นการเผชิญปัญหาระยะยาว หอผู้ป่วยนรีเวชกรรมจึงได้จัดระบบการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ให้เป็นมาตรฐานโดย ยึดเอามาตรฐานการจัดบริการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ ได้รับยาเคมีบำบัดของสำนักการพยาบาลมาเป็นหลักในการดูแลและปรับให้เหมาะสมกับสภาพเจ้าหน้าที่และหอผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน ของโรคและการรักษา สามารถดูแลตนเองได้เหมาะสมกับสภาวะของโรค มีความพึงพอใจและประทับใจในบริการ มีคุณภาพชีวิตที่ดี


61 6.หน้าที่ความรับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด รวมทั้งให้คำแนะนำและบันทึกอาการได้อย่างถูกต้องและ ครอบคลุม พนักงานช่วยเหลือคนไข้ สามารถดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 7.เป้าหมาย 3. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ได้รับการดูแลตามแนวทางปฏิบัติ 4. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้อง 5. ผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัดปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนของยาเคมีบำบัด 8.ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดย่อย เป้าหมาย 1.ความปลอดภัยของผู้ป่วยที่ได้รับเคมี บำบัด 1.อัตราการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด 2.จำนวนความคลาดเคลื่อนทางยาจากการบริหารยาเคมีบำบัด 3.อัตราการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบจากการให้เคมีบำบัด 4.อัตราการรั่วซึมของยาเคมีบำบัด มากกว่า ร้อยละ 80 0 0 0 2.การบรรเทาจากความทุกข์ทรมาน อัตราการประเมินและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน มากกว่า ร้อยละ 80 3.การได้รับข้อมูลและการเรียนรู้ ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย ร้อยละ 100 4.ความสามารถในการดูแลตนเอง อัตราการ Re – admit จากการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่ไม่ถูกต้อง 0 5.การเสริมพลัง ความพึงพอใจ อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งและญาติ มากกว่า ร้อยละ 85


62 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ระยะแรกรับ 1. มีภาวะเครียดเนื่องจาก สภาพความเจ็บป่วย 2. มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับ รักษาด้วยเคมีบำบัด 3. ขาดความรู้เกี่ยวในการ ปฏิบัติตัวขณะได้รับเคมี บำบัด 1. มีความวิตกกังวล เนื่องจากได้รับเคมี บำบัด 2. ผู้ป่วยปฏิบัติตัวไม่ ถูกต้องเนื่องจากขาด 1.ให้การพยาบาลผู้ป่วยที่ ได้รับเคมีบำบัด เพื่อลด ความวิตกกังวล 2. .ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ รักษาด้วยเคมีบำบัด และ 1. สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วย แสดงให้กำลังใจ ท่าทีเห็นใจผู้ป่วย 2. ให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกเกี่ยวกับการเจ็บป่วย ที่ผู้ป่วยรู้สึกกังวล 3. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยยอมรับต่อผลการตรวจที่ กำลังจะทราบ และเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติ ตามคำแนะนำ หรือแนวทางการรักษาของ แพทย์ 4. ให้กำลังใจผู้ป่วยในการดูแลรักษาตนเอง 5. แนะนำให้ญาติให้กำลังใจผู้ป่วยและหลีกเลี่ยง การพูดคุยในสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วย เกิดความวิตก กังวลและสนับสนุนให้ญาติมีส่วนร่วมในการ ดูแลผู้ป่วย 1. ให้ความรู้กับผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคมะเร็งเพื่อให้ ผู้ป่วยเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเอง - สีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการ ซึมเศร้า - พูดคุยกับผู้ป่วยข้างเตียง มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน - รับประทานอาหารและ นอนหลับพักผ่อนในเวลา กลางคืนได้มากขึ้น


63 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ความรู้ในการปฏิบัติตัว ขณะได้รับเคมีบำบัด แนะนำการปฏิบัติตัวขณะ ได้รับเคมีบำบัด 2. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้เคมีบำบัด ขั้นตอนการ รักษาด้วยเคมีบำบัด ระยะเวลานอน โรงพยาบาล และการปฏิบัติตัวเมื่อต้องได้รับ เคมีบำบัด 3. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติซักถามเกี่ยวกับ โรคและการรักษาทางการพยาบาล ตามความเหมาะสมและแนะนำการปฏิบัติตัวที่ ถูกต้องกับสภาวะของโรค - ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ คำแนะนำและสามารถ ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ระยะดูแลต่อเนื่อง 1. เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจาก การได้รับยาเคมี 2. ไม่สุขสบายเนื่องจากมีอาการ คลื่นไส้อาเจียน 3. เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย เนื่องจากเคมีบำบัดกดการ 1. ผู้ป่วยปลอดภัยขณะ ได้รับยาเคมีบำบัด 1. ให้การพยาบาลผู้ป่วยที่ ได้รับเคมีบำบัด ปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนให้ยาทุกครั้ง เช่น ชั่ง น้ำหนัก ตรวจสอบค่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด การทำงานของไตและตับทุกครั้ง 2. การเตรียมยาจะต้องป้องกันมิให้ฝุ่นละอองของ ยาแพร่กระจายไปในอากาศ - ผู้ป่วยปลอดภัยจากการ ได้รับเคมีบำบัด - ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะ แทรก ซ้อนรุนแรงใน ขณะได้รับ เคมีบำบัด


64 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ทำงานของไขกระดูก การสร้าง เม็ดเลือดขาวลดลง 4. ไม่สุขสบายเนื่องจากมีเยื่อบุ ช่องปากอักเสบ 5. มีโอกาสเกิดภาวะกระเพาะ ปัสสาวะอักเสบ และมี เลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ จากการได้รับยาเคมีบำบัด 6. เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากมีอาการชาบริเวณ ปลายมือ ปลายเท้า 7. สูญเสียภาพลักษณ์เนื่องจาก ผมร่วงจากการได้รับเคมีบำบัด (ต่อ)ระยะดูแลต่อเนื่อง 2. ไม่สุขสบายเนื่องจากมี อาการคลื่นไส้อาเจียน 3. การบริหารยาทางหลอดเลือดดำ ควรใช้เข็ม เบอร์เล็กให้สารน้ำก่อนจึงฉีดยาเข้าอย่างช้าๆ หลัง ฉีดให้สารน้ำทางหลอดเลือดดาตามอีกเพื่อลดการ ค้างของยาในหลอดเลือดซึ่งจะเกิดการอักเสบได้ 4. เลือกเส้นเลือดและบริเวณที่จะแทงเข็มให้ยาเคมี บำบัดอย่างเหมาะสม ระวังการเกิด Extravasation เมื่อพบยารั่วซึมนอกเส้นเลือด จะต้องหยุดทันที พยายามดูดออกและประคบด้วย ความเย็นนาน15-20นาทีทุก 1 ชั่วโมง ประมาณ 1 วัน ยกเว้นยาชื่อยาบางกลุ่ม ต้องประคบด้วย ความร้อนจะช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้บ้าง 1. วันที่ได้รับเคมีบำบัด รับประทานอาหารอ่อน หรืออาหารว่างก่อนได้รับเคมีบำบัด และอาจ จัดเตรียมอาหารว่างไว้รับประทานในกรณีต้อง ได้รับเคมีบำบัดนาน - มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดลง หรือไม่มีอาการ คลื่นไส้อาเจียน


65 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2. เมื่อมีอาการ N / V ควรรับประทานอาหารและ ดื่มเครื่องดื่มอ่อนๆ เช่น อาหารอ่อน ย่อยง่าย ขนม ปังแห้งๆ ลูกอมรสเปรี้ยว 4. ไม่ควรฝืนรับประทานอาหารในขณะที่มีอาการ คลื่นไส้ 5. รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ บ่อยครั้ง เลือกรับประทานอาหารที่รับประทานได้มากๆ 6. รับประทานอาหารที่เย็นหรือเท่ากับ อุณหภูมิห้อง 7. ดูแลให้ได้รับยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ก่อนให้ยาเคมีบำบัด ประมาณ 30 นาที เพื่อ ป้องกันการเกิดอาการ 8. กรณีเคยได้ Chemo มาแล้ว ประเมิน ประสิทธิภาพ ยาแก้ N / V ที่เคยได้รับ 9. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมีกลิ่นรุนแรง มีเครื่องเทศ มันจัด หวานจัด 10. ดื่มน้ำอุ่นครั้งละน้อยๆ - สามารถรับประทาน อาหารได้ ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเมื่อได้กลิ่นอาหาร


66 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะดูแลต่อเนื่อง 3. เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย เนื่องจากเคมีบำบัดกด การทำงานของไข กระดูก การสร้างเม็ด เลือดขาวลดลง 1. ดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความ สะอาดทั่วไปของร่างกาย 2. ให้ข้อมูลความรู้กับผู้ป่วยและญาติถึง ผลข้างเคียงของเคมีบำบัดต่อการทำงานของไข กระดูกและการปฏิบัติตนโดยเฉพาะในช่วง Nadir period 3. ประเมินภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือภาวะติด เชื้อ ตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง 4. ให้การพยาบาลโดยใช้เทคนิคการป้องกันการ ติดเชื้อ ยึดหลัก IC Standard Precaution 5. ให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับ Infection precaution การจัดสิ่งแวดล้อม การล้างมือบ่อยๆ 6. แนะนำการรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก การปลอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน - อุณหภูมิร่างกายอยู่ใน เกณฑ์ปกติ - ไม่มีอาการแสดงของ ภาวะมีการติดเชื้อในร่างกาย - ผู้ป่วยและญาติสามารถ บอกวิธีการปฏิบัติตนเพื่อ ป้องกันการติดเชื้อได้ถูกต้อง


67 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะดูแลต่อเนื่อง 4. ไม่สุขสบายเนื่องจากมี เยื่อบุช่องปากอักเสบ 7. ติดตามผลการตรวจเลือด ถ้าพบ เม็ดเลือดขาว น้อยกว่า 2,000 / 1 ลบ.มล. รายงานแพทย์ทราบ เพื่อพิจารณา ให้ยา G-CSF 1. ประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเยื่อบุช่องปาก อักเสบ เช่น สภาพของช่องปากก่อนการรักษา โภชนาการชนิดและขนาดของยาเคมีบำบัด รวมทั้ง ประเมินอาการแสดงของเยื่อบุช่องปากอักเสบทุก ครั้งของการรักษา 2. ให้ความรู้และคำแนะนำเรื่องการดูแลรักษา ความสะอาดของช่องปาก การประเมินสภาพช่อง ปากทุกวันโดยตรวจดูว่ามีอาการบวม แดง หรือมี แผลในปากหรือไม่ วิธีการดูแลช่องปากเพื่อป้องกัน ช่องปากอักเสบได้แก่ - ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่มทุกครั้งหลัง อาหารและก่อนนอน หากผู้ป่วยมีเกร็ดเลือดต่ำควร หลีกเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟัน - ผู้ป่วยบอกว่าสุขสบายขึ้น อาการปวดแผลในช่องปาก ลดลง - การเกิดแผลในช่องปาก ลดลง


68 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะดูแลต่อเนื่อง 5. มีโอกาสเกิดภาวะ กระเพาะปัสสาวะ อักเสบ และมีเลือดออก ในกระเพาะปัสสาวะ จากการได้รับยาเคมี บำบัด Ifosfamide - ควรบ้วนปากและอมกลั้วคอบ่อยๆ ด้วย น้ำเกลือ หรือน้ำยาทำความสะอาดช่องปาก อย่าง น้อยทุกครั้งหลังอาหารและก่อนนอนไม่ควรใช้ น้ำยาบ้วนปากที่ขายทั่วไป ซึ่งอาจมีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุช่องปาก - เมื่อผู้ป่วยสังเกตว่ามีความผิดปกติของช่องปาก เช่น แดง เจ็บ หรือมีแผล ควรรีบรายงานแพทย์ - ถ้าพบว่าเริ่มมีแผลในช่องปาก ควรกระตุ้นให้ ผู้ป่วยทำความสะอาดช่องปากทุก 2 ชั่วโมงในเวลา กลางวัน และทุก 4 ชั่วโมงในเวลากลางคืน 1. แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำวันละ 8-12 แก้ว ใน ระหว่างที่ได้รับยา Ifosfamide และควรดื่มน้ำ ต่อไปอีก 24 ชั่วโมงหลังหยุดยา 2. ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ 1 – 2 ลิตรก่อนให้ยา Ifosfamide 3. ดูแลให้ได้รับยาต้านพิษของ Ifosfamide ใน การป้องกัน uroprotection ป้องกันการเกิด - ปัสสาวะสีเหลืองใส ไม่มี เลือดปน - ปัสสาวะสะดวก ไม่แสบ ขัด หรือปวดร้อนขณะถ่าย ปัสสาวะ - อุณหภูมิร่างกายอยู่ใน เกณฑ์ปกติ


69 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 6. เสี่ยงต่อการได้รับ บาดเจ็บเนื่องจากมี อาการชาบริเวณปลาย มือ ปลายเท้า hemorrhagic cystitis คือ ให้ยา Mesna โดยให้ ในขนาด ร้อยละ 60 ของขนาดยา ifosfamide แบ่งให้ร้อยละ 20 ในชั่วโมงที่ 0, 4, 8, ของการให้ ยา 4. สังเกตและบันทึกจำนวนและสีของปัสสาวะ Record urine out put keep > 30 ml / hr 5. เตรียมการรักษาเมื่อเกิดพิษของยา โดยสวน ล้างกระเพาะปัสสาวะ (bladder irrigation) ด้วย 3% Normal saline หรือ NSS และอาจตามด้วย cystoscopy with fulguration 6. ทำ bladder instillation เพื่อช่วยให้เลือด หยุด โดยใช้ยา amino caproic acid, tranxenamic 1. ประเมินอาการชาปลายมือ ปลายเท้า และ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 2. กรณีมีอาการชา ให้ผู้ป่วยระมัดระวังการจับ ต้องของมีคม ของร้อน - ไม่เกิดอุบัติเหตุพลัดตก หกล้ม หรือมือเท้าได้รับ บาดเจ็บจากอาการชา - ผู้ป่วยและญาติสามารถ บอกวิธีการปฏิบัติตนเพื่อ


70 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะดูแลต่อเนื่อง 7. สูญเสียภาพลักษณ์ เนื่องจาก ผมร่วงจาก การได้รับเคมีบำบัด 3. ให้ผู้ป่วยสวมถุงมือ / ถุงเท้า เพื่อป้องกัน / ลด ความปวดปลายมือปลายเท้า 4. ดูแลแนะนำเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความ ระมัดระวัง ระวังการพลัดตกหกล้ม ลื่นหกล้มใน ห้องน้ำขึ้นลงบันไดโดยจับราวบันได 5. แนะนำการนวด บริหารนิ้วมือนิ้วเท้า เพื่อ กระตุ้นการทำงานของระบบปลายประสาท 6. แนะนำการรับประทานอาหารทีบำรุงปลาย ประสาท เช่นอาหารที่มีวิตามินบี 1 บี 6 บี12 สูง 1. ให้ข้อมูลผู้ป่วยถึงผลกระทบของเคมีบำบัดต่อ การหลุดร่วงถึงเส้นผมว่ามากน้อยแค่ไหน วาง แผนการดูแลร่วมกัน 2. ประเมินผลกระทบของภาวะผมร่วงต่อสภาพ จิตใจ 3. ในรายผมยาวควรแนะนำให้ตัดผมสั้น 4. เตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับ ภาวะผมร่วง ดูแลอาการชาบริเวณ ปลาย มือ ปลายเท้าได้ - ผู้ป่วยยอมรับสภาพที่ เกิดขึ้นได้สีหน้าแจ่มใส - สามารถบอกวิธีการดูแล ตนเองเมื่อผมร่วงได้ถูกต้อง


71 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 5. ให้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยที่เคยเผชิญกับ ปัญหาแบบเดียวกัน และสามารถปรับตัวได้แล้ว 6. แนะนำให้ใช้ Shampoo อ่อนๆ แปรงขนนุ่ม หวีซี่ห่างๆ ระยะจำหน่าย ผู้ป่วยไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติ ตัวอย่างไรหลังได้รับเคมีบำบัด (ต่อ)ระยะจำหน่าย 1. ขาดความรู้เรื่องการ ปฏิบัติตัวหลังได้รับเคมี บำบัด เมื่อกลับไปอยู่บ้าน 1. ควรรับประทานอาหารที่ไม่ร้อน หรือเย็นจัด จนเกินไป 2. ถ้าผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ ควรดื่มเครื่องดื่ม ประเภทเหลวใสเย็น เช่น น้ำส้ม น้ำขิง วุ้น หรือ เยลลี่ น้ำมะนาว โคลา น้ำชา โดยการจิบครั้งละ น้อย แต่บ่อย ๆ หรือรับประทานอาหารประเภท ขนมปังกรอบ ขนมกรุบกรอบ ควรรับประทานครั้ง ละน้อยเพื่อทำให้กระเพาะอาหารไม่พองตัวมาก จนเกินไป 3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อ ป้องกันการติดเชื้อจากอาหาร 4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (2,000 ซีซี) ขึ้นไป - ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ คำแนะนำ สามารถปฏิบัติ ตัวได้เมื่อกลับไปอยู่บ้าน


72 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 5. ผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการฟังเพลง ดูรายการ โทรทัศน์ อ่านหนังสือที่ชอบ พูดคุยเพื่อลด ความเครียด 6. กรณีที่ผู้ป่วยมีผมร่วงมาก อาจจะใส่ผมปลอมใส่ หมวกหรือโพกศีรษะ และเมื่อเสร็จสิ้นการรักษา แล้ว ผมจะขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม หรืออาจจะดูดี กว่าเดิมก็ได้ 7. กรณีที่มีเลือดออกง่าย ให้ระวังอุบัติเหตุ ของมี คมต่าง ๆ และผู้ป่วยชายควรงดการโกนหนวด ผู้ป่วยหญิงควรงดการทำเล็บ 8. ดูแลสุขภาพปากด้วยการทำความสะอาดปาก และฟันด้วยแปรงสีฟันขนนิ่มๆ แปรงฟันเบา ๆ หรือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำยาพันนิ้วมือเช็ดปากและฟัน บ้วนปากบ่อย ๆ ด้วยน้ำยาบ้วนปาก หรือน้ำเกลือ 9. ชำระล้างอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกภายหลังการ ขับถ่ายทุกครั้ง เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย 10. ในกรณีที่มีอาการชาตามปลายประสาท ส่วนปลาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควรระมัดระวังการ


73 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะจำหน่าย เกิดอุบัติเหตุ จากการหยิบจับสิ่งของไม่สะดวก มีความรู้สึกช้า ถ้าสัมผัสของร้อนจะเป็นอันตรายได้ 11. หากเกิดอาการท้องเสีย ควรรับประทาน อาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊กฯ และดื่มน้ำมากๆ วันละอย่างน้อย 3,000 ซีซี โดยงดอาหารประเภท นม ผลไม้ ออกไปก่อนชั่วคราว 12. เมื่อมีเม็ดเลือดขาวต่ำจากการได้รับยาเคมี บำบัด ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือสัมผัสกับ บุคคลที่เป็นโรคติดต่อโรคติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการเข้า ไปในสถานที่แออัด งดผักสดและผลไม้ที่ รับประทานทั้งเปลือก 13. หากผู้ป่วยมีภาวะซีด ควรรับประทานอาหารที่ มีเหล็กและโปรตีน เช่น ไข่ นม และผักใบเขียว เนื้อสัตว์ เพื่อช่วยลดภาวะซีด และช่วยให้ร่างกาย ได้รับโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้าง ภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อจากภายนอกอีกด้วย 14. แนะนำการมาตรวจรักษาตามนัดทุกครั้ง 15. อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์


74 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัยทางการ พยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล (ต่อ)ระยะจำหน่าย • แขนข้างที่ให้ยาเคมีบำบัดมีอาการบวม แดง ร้อน แสบหรือดำคล้ำ • มีไข้สูง หนาวสั่น ซีดมาก อ่อนเพลีย มี แผลหรือมีเชื้อราในช่องปาก มีจ้ำเลือด ตามตัว มีผื่นขึ้นตามตัว • คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ร่วมกับมีอาการ ท้องเสีย • ปัสสาวะมีเลือดปน เจ็บเวลาปัสสาวะ หรือ ปัสสาวะไม่ออกภายใน 8 ชั่วโมง • เยื่อบุช่องปากเป็นแผลและอักเสบรุนแรง • มีอาการหน้ามืด ใจสั่น หอบเหนื่อย รู้สึก จะเป็นลม 16. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการติดต่อทีม ผู้รักษาพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาและ ขอคำแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดปัญหาได้


75 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หน้า : 1/22 ระเบียบปฏิบัติเลขที่ : WI-IPD-OB-GYN-007 ปรับปรุงครั้งที่ : ทุก 1 ปี เรื่อง : แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย CA Cervix ที่ได้รับการทำผ่าตัดมดลูก แบบถอนรากถอนโคน วันบังคับใช้ : 1 มีนาคม 2565 วันที่ปรับปรุง : 21 กุมภาพันธ์ 2565 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช แผนกที่เกี่ยวข้อง : ผู้ป่วยใน / กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ผู้จัดทำ : นางสาวปวีณสุดา นาคบุรี หัวหน้าหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม และคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้รับผิดชอบ (นางสาวพรทิพย์ จิตรกำเหนิด) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้อนุมัติ . (นางสาวปัญญา เถื่อนด้วง) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล


76 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย CA Cervix ที่ได้รับการทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND ) การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกโดย FIGO 2018 ระยะที่1 รอยโรคอยู่ที่ปากมดลูกเท่านั้น โดยที่แยกระยะจากความลึกของรอยโรค ความกว้างของรอยโรค, รอยโรคขึ้นไปที่มดลูก และ การกระจายของมะเร็งเข้าเส้นเลือด และ ต่อมน้ำเหลืองไม่เปลี่ยนการจัดระยะโรค แต่การกระจายของมะเร็งเข้าเส้นเลือดและ ต่อมน้ำเหลืองนั้นควรเขียนไว้ในผลรายงานชิ้นเนื้อเนื่องจากมีการรักษาและ การทำนายโรคที่ต่างกัน ระยะที่2 รอยโรคกระจายไปด้านข้าง (Parametrium) และ ด้านล่าง (Upper vagina) ของปากมดลูก โดยที่หากมีการกระจายของรอยโรคไปยังรังไข่จะไม่เปลี่ยนการจัด ระยะโรค หากไม่มั่นใจขนาดของรอยโรค หรือ การกระจายของรอยโรคว่าลงมาถึงด้านล่างของช่องคลอดแนะนำให้ส่องกล้อง(Colposcope)เพื่อตรวจให้แน่ชัด ระยะที่3 รอยโรคกระจายมากขึ้นด้านข้างถึง Pelvic side wall หรือ อาจกดทับทำให้ไตทำงานผิดปกติ, การกระจายลงด้านล่างถึง lower vagina, กระจายไปยังต่อม น้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและ ด้านข้างเส้นเลือดแดงใหญ่ ในระยะนี้หากพบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองควรมีการระบุวิธีที่พบด้วยโดยเขียนต่อท้ายชื่อระยะ (r) แทนภาพ ทางรังสี – radiationและ (p) แทนชิ้นเนื้อ – pathology โดยทั่วไปการกระจายของโรคไปบริเวณต่อมน้ำเหลืองแบ่งแแกเป็นทั้งหมด 3 ระดับด้วยกันได้แก่ (1)Isolated tumor cells มีรอยโรคในต่อมน้ำเหลืองขนาดน้อยกว่า 0.2 มิลลิเมตร (2)Micrometastasis มีรอยโรคในต่อมน้ำเหลืองขนาด 0.2-2.0 มิลลิเมตร (3)Macrometastasis มี รอยโรคในต่อมน้ำเหลืองขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร โดยที่หากการกระจายของโรคอยู่ในระดับ Isolated tumor cell หรือ Micrometastasis จะไม่เปลี่ยนการจัดระยะ โรค[12-14] ระยะที่4 มีการกระจายรอยโรคไปยังอวัยวะข้างเคียงเช่น กระเพาะปัสสาวะ, ลำไส้ตรง, กระจายไปยังอวัยวะอื่นไกลเช่น ตับ ปอด และ กระดูก ในระยะนี้หากพบเพียง การบวมเฉพาะจุด (Bulbous edema) หรือ การหายไปของแนวไขมันในภาพรังสีจะไม่เปลี่ยนการจัดระยะโรค แนะนำให้เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยัน ก่อนทุกครั้ง


77 การทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (Radical Hysterectomy with Pelvic Node Dissection ) หมายถึง การผ่าตัดในส่วนของมดลูก หนึ่งในสามของช่องคลอดส่วนบน ( upper 1/3 vagina ) , uterosacral , cardinal , vesicouterine ligament พร้อมทั้ง parametrium และ paravaginal tissue ทั้งสองข้างออกทั้งหมดร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่ม common iliac , external iliac , internal iliac และobturator ออกให้หมดด้วย จุดมุ่งหมายและข้อดีของการผ่าตัด 1. ต้องการตัดส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมด 2. ขจัดปัญหาที่มะเร็งบางชนิดอาจดื้อต่อการรักษาโดยรังสี 3. สามารถบอกขอบเขตของโรคได้แน่นอน ในรายที่พบว่าโรคได้ลุกลามไปมากกว่าที่คิดไว้เดิมก็อาจจะเพิ่มการรักษาอย่างอื่นได้ทันที 4. สามารถเก็บรังไข่ไว้สร้างฮอร์โมนได้ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุน้อย อุบัติการณ์การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังรังไข่พบน้อยมาก ถ้าให้รังสีรักษา รังไข่จะถูก ทำลายไปด้วย นอกจากนี้อาจเย็บแขวนรังไข่ไว้นอกบริเวณที่จะฉายรังสีภายหลังผ่าตัดได้ 5. ช่องคลอดยังคงลักษณะเดิมในแง่ของเพศสัมพันธ์ ไม่แห้งหรือตีบแข็งง่ายเหมือนในรังสีรักษา 6. เป็นการยืนยันการแบ่งระยะของโรคทางคลินิก (clinical staging) ว่า ถูกต้องหรือไม่ หรืออาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น การอักเสบเรื้อรังของอุ้งเชิง กราน ซึ่งทำให้ตรวจภายในได้ระยะของโรคมากว่าระยะที่ได้จาการผ่าตัด เป็นต้น 7. การรักษาใช้ระยะเวลาสั้นกว่ารังสีรักษา 8. ในการที่มีเนื้องอกอื่นร่วมด้วย เช่น เนื้องอกมดลูกหรือรังไข่ก็จะได้รับการรักษาไปในคราวเดียวกัน 9. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะอื่นๆ เช่น ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ช่องคลอดและผิวหนังมีน้อย ถ้าให้รังสีรักษาอาจเกิด radiation effect ต่อ อวัยวะเหล่านี้ได้ เช่น radiation proctitis และ radiation cystitis เป็นต้น 10. ผู้ป่วยรู้สึกพึงพอใจที่มะเร็งได้ถูกตัดออกไปแล้ว


78 ข้อเสียของการผ่าตัด 1. ไม่สามารถให้การรักษามะเร็งปากมดลูกได้ทุกรายและทุกระยะของโรค 2. ทำได้เฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อมเกี่ยวกับเครื่องมือผ่าตัด คลังเลือด เครื่องมือวิสัญญี วิสัญญีแพทย์ และแพทย์ผ่าตัดที่มีความชำนาญและ ประสบการณ์ทางด้านนี้ พร้อมทั้งแพทย์ทางศัลยกรรมเพื่อให้คำปรึกษาในกรณีจำเป็น เช่น ตัดเข้าลำไส้ หรือท่อไต เป็นต้น 1. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND) 2. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลถูกต้องตามมาตรฐานทางการพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ 2. ขอบเขต ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน(RHND)ทุกรายที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาล 3. นิยามศัพท์ การพยาบาล หมายถึง การดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูให้บรรเทาจากอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ การทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND) หมายถึง การผ่าตัดในส่วนของมดลูก หนึ่งในสามของช่องคลอดส่วนบน (upper 1/3 vagina), uterosacral, cardinal, vesicouterine ligament พร้อมทั้ง parametrium และ paravaginal tissue ทั้งสองข้างออกทั้งหมดร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่ม common iliac, external iliac, internal iliac และobturator ออกให้หมดด้วย 4. เอกสารอ้างอิง กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ( 2559 ). สมุดประจำตัวผู้ป่วย การสวนปัสสาวะตามเวลาแบบสะอาด.พิษณุโลก:งานป้องกันและควบคุม


79 การติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ( 2561 ). สรุปรายงานประจำปีหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม 2561.พิษณุโลก:โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ธีระ ทองสง, และคณะ. (2559) นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด. เรียบเรียงครั้งที่ 4. กรุงแทพ: บริษัทลักษมีรุ่ง. ธาวิณี กฤตสรรค์วงศ์. มะเร็งปากมดลูก. [ออนไลน์]. 2019. แหล่งที่มา. https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/6596/[01 กุมภาพันธ์ 2565]. คณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. ความรู้เรื่องการผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) [ออนไลน์]. 2017. แหล่งที่มา. http://www.rtcog.or.th/home/wp-content/uploads/2017/05/IC006_%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9 %88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8 %94%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81.pdf [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. 5. นโยบาย ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อoncogenic HPV ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อ HPV บริเวณอวัยวะเพศ เกิดจาก การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV มะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกในระดับปฐมภูมิ คือการ หลีกเลี่ยงสาเหตุหรือลดปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เช่น การใส่ถุงยางอนามัยคุมกำเนิด การหลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน หรือ คู่นอนที่มีคู่นอนหลายคน และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ HPV โดยการฉีด HPV vaccine เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ต่อเชื้อ HIV รวมทั้งการคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกโดยการทำ Pap smear ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น เพราะเป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย สะดวก ไม่เจ็บปวด และ เสียค่าใช้จ่ายน้อย เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรส่งเสริม แต่ในสภาพปัจจุบัน จะเห็นได้มะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลาม ยังเป็นโรคที่พบเป็นอันดับ 1 ในหอผู้ป่วยนรีเวชกรรมอย่าง ต่อเนื่องทั้งในปีงบประมาณ 2559 2560 และ2561 รวมทั้งการไม่เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยPap smear ดังจะเห็นจากตัวชี้วัดของ เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลสตรีของหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม อายุมากกว่า 35 ปี เกณฑ์ตามตังชี้วัดต้องมากกว่าร้อยละ 90 แต่ปีงบประมาณที่ผ่านมาพบว่ายังมีอัตราที่ต่ำเพียง


80 ร้อยละ16.6 ดังนั้นการที่จะลดจำนวนของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลาม คือ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันส่งเสริมการป้องกันมะเร็งปากมดลูกในระดับปฐมภูมิอย่างเป็น รูปธรรมและมีประสิทธิภาพ 6. หน้าที่ความรับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลดูแลผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัดแบบถอนรากถอนโคน (RHND ) และบันทึกอาการได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม พนักงานช่วยเหลือคนไข้ สามารถดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 7.เป้าหมาย 1. ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ที่ได้รับการทำผ่าตัดแบบถอนรากถอนโคน (RHND )ได้รับการดูแลตามแนวทางปฏิบัติ 2. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้อง


81 8.ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดย่อย เป้าหมาย 1.ความปลอดภัยของผู้ป่วย(เฉพาะโรค) 1.อัตราการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก ที่ได้รับ การทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND ) 2.อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน 3.อัตราการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่คาสายสวนปัสสาวะใน ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND 4.อัตราการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND ) มากกว่า ร้อยละ 80 น้อยกว่า ร้อยละ5 น้อยกว่า 1.5 ครั้ง /1,000 วันรวมของการใส่คาสายสวน ปัสสาวะ 0 2.การบรรเทาจากความทุกข์ทรมาน อัตราการประเมินและบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อ pain score มากกว่าหรือเท่ากับ 4 มากกว่า ร้อยละ 80 3.การได้รับข้อมูลและการเรียนรู้ ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย ร้อยละ 100 0 4.ความสามารถในการดูแลตนเอง อัตราการRe – admit จากการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการทำ ผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (RHND )ที่ไม่ถูกต้อง 0 5.การเสริมพลัง ความพึงพอใจ อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัดมดลูกแบบถอนราก ถอนโคน (RHND )และญาติ มากกว่า ร้อยละ 85


82 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (Radical Hysterectomy with Pelvic Node Dissection) (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ระยะแรกรับ - ประเมินภาวะ การ เจ็บป่วยปัจจุบัน อดีต โรค ประจำตัว แบบแผนการ ดำรงชีวิต การรับรู้ต่อการ เจ็บป่วย - ค้นหาผู้ดูแล Care Giver พร้อมทั้งประเมินความรู้ และทักษะผู้ดูแล - ประเมินความวิตกกังวล 1.วิตกกังวลเกี่ยวกับโรค และการผ่าตัด เนื่องจาก พร่องความรู้และทักษะ ในการปฏิบัติตัวตาม สภาพของโรคมะเร็ง ปากมดลูก - ให้การพยาบาลเพื่อลดความวิตก กังวล และเพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ และทักษะในการปฏิบัติตัวตาม สภาพโรคได้อย่างถูกต้อง 1.สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วย และญาติเพื่อให้เกิดความ ไว้วางใจและให้ความร่วมมือในการรักษา 2.พูดคุยและใช้Touch technique เพื่อให้กำลังใจ ผู้ป่วย มีท่าทีที่เหมาะสมให้ความสนใจในตัวผู้ป่วยรับ ฟังปัญหาด้วยความเต็มใจ 3.ประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาที่ผู้ป่วย ได้รับ 4.อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ เรื่องโรค ระยะของโรค การ รักษา รวมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย 5.ให้ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วม, ตัดสินใจในการรักษา (ในกรณี ที่ผู้ป่วยยินยอม) 6.สอนเทคนิคและทักษะในการปฏิบัติตัวตามสภาพ ของโรคมะเร็งปากมดลูก - ผู้ป่วยคลายความ วิตกกังวล พักผ่อนได้ - ผู้ป่วยได้รับความรู้ เกี่ยวกับเรื่องโรค และการรักษา -ผู้ป่วยสามารถ ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง เหมาะสมกับ สภาพโรค ระยะการดูแลต่อเนื่อง 1.เตรียมความพร้อมก่อน การผ่าตัด -ให้การพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วย มี ความพร้อมก่อนผ่าตัด 1. เตรียมด้านจิตใจ โดยอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึง พยาธิสภาพของโรค แผนการรักษา รวมถึงขั้นตอนใน การเตรียมผ่าตัด ตลอดจนสภาพการเปลี่ยนแปลงของ ผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะ - เข้าใจขั้นตอนการ รักษา ปฏิบัติตัวได้ ถูกต้อง


83 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล เกิดขึ้นได้หลังผ่าตัด พร้อมทั้งให้คำแนะนำการปฏิบัติ ตัวภายหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ ถูกต้อง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามปัญหา เพื่อลดความ วิตกกังวล 2. เตรียมทางด้านร่างกายทั่วไป ให้พร้อมที่จะรับการ ผ่าตัด 2.1 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการซักประวัติ ตรวจ ร่างกายทุกระบบอย่างละเอียด รวมทั้งการตรวจ ภายใน Ultrasound เพื่อประเมินสุขภาพทั่วไปของ ผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง ผ่าตัด รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ใน กรณีที่มีโรคประจำตัวได้รับการส่งปรึกษาแพทย์แผนก ที่เกี่ยวข้องก่อนผ่าตัด 2.2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ CBC , FBS , BUN , Creatinine , Electrolyte ,PT , PTT, Anti HIV ,VDRL , HBsAg , U/A ,PCR ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนวันผ่าตัด 2.3 การถ่ายภาพรังสีปอด ( CXR ) - ผู้ป่วยให้ความร่วมมือ ในการรักษาพยาบาล อย่างดี สามารถเข้ารับ การผ่าตัดได้ โดยไม่มี ปัญหา - มีใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส ซักถามปัญหา เมื่อไม่เข้าใจ - ผู้ป่วยได้รับการเตรียม ความพร้อมด้าน ร่างกายและจิตใจ ครบถ้วน


84 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.4 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( EKG ) 2.5 เตรียมเลือดสำหรับการผ่าตัด อย่างน้อย 4 ยูนิต เพื่อผู้ป่วยจะได้รับเลือดทันที เมื่อมีการ เสีย เลือดมากจากการผ่าตัด 2.6 ดูแลความสะอาดร่างกาย รวมทั้งอวัยวะ สืบพันธุ์ และผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด ก่อนเข้าห้อง ผ่าตัด ให้สะอาด ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้น 3. บันทึกน้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อวิสัญญี จะได้ให้ยา ถูกขนาด 4. สวนอุจจาระด้วยน้ำสบู่และสวนล้างช่องคลอดด้วย น้ำเกลือไร้เชื้อเย็นวันก่อนผ่าตัด และเช้าวันผ่าตัด 5. งดน้ำและอาหารทางปากอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน ผ่าตัด 6. ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ชนิด 2 หาง เช้าวันก่อน ผ่าตัด 7. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ตามแผนการรักษา 8. ตรวจดูร่างกายผู้ป่วย ก่อนไปห้องผ่าตัด ถอดของมี ค่าและฟันปลอมออก เพื่อป้องกัน การอุดตันของ ทางเดินหายใจ


85 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 9. นำยาปฏิชีวนะไปห้องผ่าตัด ตามแผนการรักษา 10.เตรียมเอกสารประกอบการผ่าตัดให้ครบถ้วน ได้แก่ ใบเซ็นยินยอมการผ่าตัด, ใบเตรียมผ่าตัด, ใบรายงาน การผ่าตัด, ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมทั้งผล การตรวจพิเศษอื่น ๆ 11.เตรียมเตียงเพื่อรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัด 2.มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนหลัง ผ่าตัด 2.1 มีภาวะเสียเลือดหลัง ผ่าตัด -ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน -ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน อันตรายจากการสูญเสียเลือดหลัง ผ่าตัด 1. สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพ โดยสังเกตการ บันทึกสัญญาณชีพดังนี้ - ทุก 15 นาที 4 ครั้ง - ทุก 30 นาที 2 ครั้ง - ทุก 1 ชั่วโมง จนกว่าจะคงที่ - ทุก 4 ชั่วโมง ตลอดไป 2.ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะ Shock ได้แก่ อาการซีด หาว ชีพจรเบาเร็ว กระสับกระส่าย ตัวเย็น เหงื่อออก ระดับความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ควร รายงานแพทย์ทันที เมื่อพบอาการผิดปกติ 3. สังเกตปริมาณเลือดที่ออกจากแผลผ่าตัดและจาก ช่องคลอด - ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ระดับ ความรู้สึกตัวไม่ เปลี่ยนแปลง - ความดันโลหิต มากกว่า 90/60 mmHg หรือ ไม่ลดลง เกิน 30 mmHg ของ ระดับความดันโลหิต เดิม - ชีพจร 80-100 ครั้ง/ นาที การหายใจ18 - 20 ครั้ง/นาที


86 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 4. สังเกตและบันทึกสี จำนวนของปัสสาวะที่ออกทุก 1 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมงภายใน 8 ชั่วโมง แรกหลังผ่าตัด ทุก 8 ชั่วโมงหลังผ่าตัดและบันทึกต่อไป ตามสภาวะของผู้ป่วย 5. เจาะเลือดหาค่าความเข้มข้นของเลือดทันทีที่ออก จากห้องผ่าตัด เพื่อเป็นค่าพื้นฐาน ซึ่งไม่ควรลดเกิน 3% จากระดับเดิม หรือไม่ควรต่ำกว่า 30% และ เจาะหาความเข้มข้นของเลือดต่อไป ตามสภาพของ ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มีเลือดออกมากบริเวณแผล ผ่าตัด ผู้ป่วยดูซีด สังเกตภาวะซีดจากผิวหนัง เล็บและ เปลือกตา เป็นต้น 6. สังเกตบริเวณหน้าท้อง ไม่มีอาการโป่งตึง ไม่มีอาการกดเจ็บหน้าท้อง ยกเว้นบริเวณบาดแผล ถ้ามีอาการดังกล่าวผู้ป่วยอาจจะมีภาวะเลือดออก ในช่องท้องได้ ควรรายงานให้แพทย์ทันที เมื่อพบอาการผิดปกติ 7.ในขณะที่ผู้ป่วยไม่สามารถได้อาหารทางปาก การ ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำให้ - ค่าความเข้มข้นของ เลือดลดลงกว่าเดิมไม่ เกิน 3% หรือต่ำกว่า 30% - ปัสสาวะที่ออกทุก ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมง - ปริมาณเลือดที่ออก จากแผลผ่าตัดที่ช่อง คลอดน้อยกว่า 200 ml/hr


87 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ครบถ้วนและเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 3,000 มิลลิลิตร 2.2 เสี่ยงต่อภาวะอุดกั้น ทางเดินหายใจและภาวะ ปอดแฟบหลังผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ อุดกั้นทางเดินหายใจและภาวะ ปอดแฟบหลังผ่าตัด 1.ให้ผู้ป่วยนอนราบตะแคงหน้าหันไปทางใดทางหนึ่ง ป้องกันลิ้นตกลงมาปิดหลอดลม หรือสำลัก สิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม 2.เตรียมอุปกรณ์และเครื่องดูดเสมหะให้พร้อมที่เตียง ผู้ป่วย 3.กระตุ้นให้ไออย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเสมหะ ที่คั่งค้างอยู่ เป็นการป้องกันการอุดตันและติดเชื้อ ของระบบทางเดินหายใจ 4.เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำDeep breathing exerciseโดยการหายใจเข้าออกลึกๆ ทุก 2ชั่วโมง ภายใน 24 ชั่วโมง หลังผ่าตัด ทำรอบละ 10 ครั้งเพื่อให้ปอดมีขยายได้ดีขึ้น และได้รับออกซิเจน เพียงพอ 5.ตรวจวัด สังเกตและบันทึกลักษณะของการหายใจ 6.ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีearly ambulation เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของปอด - ไม่มีภาวะอุดกั้นของ ทางเดินหายใจ หายใจ สม่ำเสมอ ไม่น้อยกว่า 16 ครั้ง/นาที และไม่ มากกว่า 30 ครั้ง/นาที ฟังปอดไม่พบเสียง แทรกของหายใจ - Oxygen saturation ≥ 95 %


88 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.3 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Venous thromboembolism และPulmonary embolism - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1.ลดภาวะ การคั่งของเลือดในช่องเชิงกราน (Pelvic congestion) โดยจัดให้ผู้ป่วยนอน Semi fowler's Position และหลีกเลี่ยงการใช้ Pressure กดบริเวณ ใต้เข่า ให้พันขาทั้งสองข้างด้วย elastic bandage ทุก 6 – 8 ชั่วโมง ตามความจำเป็น 2.กระตุ้นให้ออกกำลังกายบริเวณขาทั้ง 2 ข้างทันทีที่ ฟื้นจากการดมยาสลบและทำต่อไปทุก 2 ชั่วโมง จนกระทั่ง ลุกเดินได้ 3.ดูแลให้ผู้ป่วยนอนยกเท้าสูงและไม่ให้นั่งห้อยขา 4.ประเมินภาวะ Deep vein Thrombosis จาก อาการและอาการแสดง เช่น อาการปวดและบวม บริเวณขา โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อน่องหรืออาจ ปวดบริเวณต้นขาหรืออาจพบ superficial vein dilate ด้วยทำให้บริเวณนี้ร้อน แต่ส่วนปลายเท้าเย็น และซีด เนื่องจากการไหลกลับของเลือดในหลอดเลือด ฝอยไม่ดี ถ้าThrombus เข้าไปถึงexternal iliac vein จะทำให้ปวดบริเวณขาหนีบ 5. สังเกตอาการ และอาการแสดงของภาวะอุดตัน ของเส้นโลหิตบริเวณปอด (Pulmonary embolism) - ไม่มีอาการและอาการ แสดงของภาวะ Venous thromboembolism และ Pulmonary embolism - Oxygen saturation ≥ 95% -ไม่มีภาวะพร่อง Oxygen


89 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที อาการดังกล่าวได้แก่ หายใจลำบาก (dyspnea) ไอเป็นเลือด (hemoptysis) เหงื่อออกมาก และหมดสติ นอกจากนี้จะมีอาการ Trachypnea , Rales , Tachycardia , pyrexia และมี gallop rhythm บางรายอาจจะพบอาการ cyanosis 6.รายงานแพทย์ทันทีที่พบอาการผิดปกติดังกล่าว 2.4 ปวดแผลหลังผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อบรรเทา อาการปวดแผลผ่าตัด 1.ประเมินและบันทึกระดับความเจ็บปวด (level of pain score) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ให้ ประเมินทุก 1 ชั่วโมง จากนั้นประเมินทุก 4 ชั่วโมง จนครบ 72 ชั่วโมง หลังผ่าตัด และประเมินต่อทุก 8 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะกลับบ้าน 2.อธิบายสาเหตุของอาการปวดแผล ให้กำลังใจ ปลอบโยนและสัมผัสผู้ป่วยพร้อมแสดงความสนใจ ต่อคำบอกเล่าของอาการเจ็บปวด 3 .จัดให้ผู้ป่วยนอนท่าศีรษะสูง 30 -45 องศา (Fowler‘s position) เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง หย่อนตัว ลดการดึงรั้งบริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้ อาการปวดแผลลดลง4.จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ อากาศ - ผู้ป่วยทุเลาอาการ ปวด Pain score ลดลง (< 3/10) - สามารถพักผ่อนได้ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส


90 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ถ่ายเทดีเพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ช่วยลดความเครียดของผู้ป่วยและทำให้ผู้ป่วยสุขสบาย ขึ้น 5.ใช้วิธีการอื่นๆ ช่วยผู้ป่วยในภาวะเจ็บปวด เช่น การ ผ่อนคลาย เบี่ยงเบนความสนใจ และถ้าใช้ร่วมกับยา แก้ปวดจะช่วยให้การระงับอาการปวดได้ผลดียิ่งขึ้น 6. แนะนำการใช้เทคนิคการผ่อนคลาย ความเจ็บปวด ด้วยตนเอง เช่น การสวดมนต์ ฟังเพลง หรือทำสิ่งที่ น่าสนใจอื่นๆ 7. ตรวจสอบบริเวณที่เจ็บปวดและหาสาเหตุ เช่น การ ปวดแผลผ่าตัดอาจเกิด hematoma 8.หลักการให้ยาแก้ปวดจะต้องให้ยาก่อนเกิดอาการ รุนแรง เพื่อให้การออกฤทธิ์ของยา สามารถระงับ อาการปวดได้ 9.ถ้าระดับความเจ็บปวดมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ควร ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวด Morphine , Pethidine , Paracetamol ทุก 4 - 6 ชั่วโมง ตามคำสั่งการรักษา ติดตามประเมินอาการหลังได้รับยา รวมทั้งผลข้างเคียง ของยา


91 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 10.แนะนำให้ประคับประคองบาดแผลขณะเคลื่อนไหว หรือไอ 11.ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา โดยหลัง การให้ยาจะต้องให้ก่อนเกิดอาการรุนแรงเพื่อให้การ ออกฤทธิ์ของยาสามารถระงับการปวดได้ 12.เฝ้าระวังอาการข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นจากยาแก้ ปวดที่ได้รับ และบันทึกผลของการให้ยาทุกครั้ง 13.ช่วยพยุงหรือประคองแผลเมื่อเคลื่อนไหวหรือไอ และแนะนำการไอที่ถูกวิธี 2.5 มีภาวะท้องอืดและ ท้องผูกหลังผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1.ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ภายหลังผ่าตัด 12 ชั่วโมง ช่วงแรกลำไส้จะทำงานน้อย และควรจะเพิ่มขึ้น ใน 12 ชั่วโมงหลัง ปกติลำไส้จะทำงาน 4-6 ครั้ง/นาที 2.ป้องกันอาการท้องอืดหลังผ่าตัด แนะนำและกระตุ้น ผู้ป่วยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเร็วหลังผ่าตัด (early ambulation) ให้ผู้ป่วยพลิกตะแคงตัว เคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด ทุก 2 ชั่วโมง และ พยายามลุกจากเตียงให้เร็วที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนไหว ของลำไส้เป็นไปตามปกติ - ไม่มีอาการท้องอืด โดยปกติลำไส้จะทำงาน 4 - 6 ครั้ง/นาที - ไม่มีอาการจุกแน่นลิ้น ปี่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน - สามารถพลิกตะแคง ตัว และลุกจากเตียงให้ เร็วที่สุด


92 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 3. สังเกตอาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ อาการคลื่นไส้อาเจียน แสดงว่าการทำงานของลำไส้ยังไม่สู่ภาวะปกติ จากมี กรดในกระเพาะและลำไส้มาก ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรายงานแพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาให้ยาลดกรด หรือยาขับลม 4. หากตรวจพบ bowel sound positive ควร แนะนำให้รับประทานอาหารตามขั้นตอน คือ เริ่มจิบ น้ำ อาหารเหลว ถ้าไม่มีอาการท้องอืด จึงเริ่มอาหาร 5. แนะนำอาหารที่มีกาก อาหารที่ไม่มีกรด แก๊สมาก อาหารย่อยง่าย เพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกัน อาการท้องผูก 2.6 เสี่ยงต่อภาวะ ติดเชื้อที่แผลที่ผ่าตัด RHND -ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการติด เชื้อที่แผลที่ผ่าตัด RHND 1.วัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะอุณหภูมิของผู้ป่วย ทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินสภาพผู้ป่วย 2.หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลผ่าตัดเปียกชื้น หลังผ่าตัด 7 วัน หรือ จนกว่าแผลผ่าตัดแห้งสนิท 3.ไม่จับต้องหรือแกะเกาแผลผ่าตัด และสังเกตอาการ ผิดปกติ เช่น แผลปริแยก มีเลือดหรือ สิ่งคัดหลั่ง ผิดปกติออกจากแผลผ่าตัด บริเวณแผลผ่าตัดมีการ -สัญญาณชีพปกติ อุณหภูมิของร่างกาย ไม่มากกว่า 38 องศา เซลเซียส - แผลผ่าตัดแห้งดี ไม่มีมีอักเสบบวมแดง หรือติดเชื้อ


93 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล อักเสบ ติดเชื้อ แผลบวม แดง ร้อน มีไข้สูง ให้รีบบอก เจ้าหน้าที่ทันที 4.ในรายที่แพทย์ทำแผลติดพลาสเตอร์กันน้ำ สามารถ อาบน้ำได้ หลังอาบใช้ผ้าสะอาดซับบริเวณพลาสเตอร์ กันน้ำและให้ดูบริเวณรอบๆ ติดพลาสเตอร์กันน้ำว่ามี รอยรั่ว ที่น้ำซึมผ่านได้หรือไม่ 5..แนะนำการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อ ช่วยในการหายของแผลผ่าตัด 6.หลังผ่าตัดครบ 7 วันในรายที่ผู้ป่วย ได้รับการเย็บ แผลด้วยไหมละลาย หรือ ในรายที่ต้องตัดไหม ให้ไป เปิดแผลผ่าตัดที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อประเมิน ว่า แผลติดดีหรือไม่และเพื่อตัดไหม (ในรายที่เย็บ Max ที่บริเวณแผลผ่าตัด แพทย์อาจให้เปิดแผลหลังผ่าตัด ครบ 10 วันและให้ไปนำ Max ออกที่โรงพยาบาลใกล้ บ้าน) 7.หลังตัดไหม 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถแกะ พลาสเตอร์และอาบน้ำได้ตามปกติ หลีกเลี่ยงการทา แป้งบริเวณแผล เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อได้


94 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.7 เสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะใน ผู้ป่วยที่ใส่คาสายสวน ปัสสาวะ (หลังผ่าตัด RHND ผู้ป่วยได้รับการใส่ คาสายสวนปัสสาวะ 7 วัน ) - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะใน ผู้ป่วย ที่ใส่คาสายสวนปัสสาวะ 1. วัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะอุณหภูมิของผู้ป่วยทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินสภาพผู้ป่วย 2. ดูแลสายสวนปัสสาวะ ไม่ให้หักพับงอ แขวนถุง ปัสสาวะ ให้อยู่ในระดับต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ (ต่ำ กว่าหน้าท้องน้อย) ไม่ควรวางถุงปัสสาวะไว้บนพื้น 3. บันทึกจำนวน สี ลักษณะของน้ำปัสสาวะและ รายงานแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ 4. อธิบายผู้ป่วยและญาติ ภายหลังการคาสายสวน ห้ามดึงสาย เพราะมีลูกโป่งอยู่ข้างใน ถ้าดึงสาย ท่อ ปัสสาวะจะฉีกขาด การยึดตรึงสายสวนปัสสาวะ ยึด ตรึงบริเวณโคนขาด้านในเพื่อป้องกันการเลื่อนและการ ดึงรั้งของสายสวนปัสสาวะ 5. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ำและสบู่ อย่าง น้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า – เย็น )และแนะนำให้ผู้ป่วยทำ ความสะอาดทุกครั้งหลังถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ 6. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ำและสบู่ อย่าง น้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า – เย็น )และแนะนำให้ผู้ป่วยทำ ความสะอาดทุกครั้งหลังถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ - สัญญาณชีพปกติ อุณหภูมิของร่างกายไม่ มากกว่า 38 องศา เซลเซียส - ปัสสาวะสีเหลืองใส - ผล U/A ปกติ


95 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 7. ดูแลผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะโดยใช้หลักstandard precaution โดยพิจารณาใส่เครื่องป้องกันตามความ เหมาะสม เช่น ถุงมือ หน้ากากอนามัย เป็นต้น 8. ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้อง clamp สาย สวนปัสสาวะ แต่ต้องดูแลให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ใน ระดับต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอ ในกรณีที่ไม่ สามารถให้ถุงรองรับปัสสาวะ อยู่ในระดับต่ำกว่า กระเพาะปัสสาวะ จำเป็นต้อง clamp สายสวน ปัสสาวะ 9. ไม่แนะนำให้ใส่ยาต้านจุลชีพหรือน้ำยาทำลายเชื้อใน ระบบทางเดินปัสสาวะ 10.ในกรณีที่มีการอุดตันของสายสวนปัสสาวะ ไม่ แนะนำ ให้สวนล้างกระเพาะปัสสาวะ ควรเปลี่ยนสาย สวนปัสสาวะทั้งระบบ 11.ในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะไว้นานควรพิจารณา ให้สวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (clean intermittent catheterization) 12.การเทปัสสาวะ เทเมื่อพบจำนวนปัสสาวะมีปริมาณ


96 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 3/4 ของถุงรองรับปัสสาวะ หรือประมาณ 800 มิลลิลิตร เทปัสสาวะออกจากถุงรองรับปัสสาวะ ด้วย เทคนิคปราศ จากเชื้อ โดยใช้ 70% alcohol เช็ด บริเวณปลายเปิด ถุงรองรับปัสสาวะ ทั้งก่อนและหลัง เทน้ำปัสสาวะ 12.ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2,500 ซีซี เพื่อ ป้องกันการติดเชื้อ เพื่อให้น้ำช่วยระบายของเสีย ออกมาทางปัสสาวะ 2.8 เสี่ยงต่อการไม่ สามารถปัสสาวะได้เอง หลังผ่าตัดเนื่องจากการ ทำผ่าตัดRHNDนั้นมีการ รบกวนเส้นประสาทที่ ควบคุมการทำงานของ กระเพาะปัสสาวะ 1.ให้การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการ ทำหน้าที่ของกระเพาะปัสสาวะ หลังทำผ่าตัด RHND และหลังการ ทำ Bladder training 2.ในรายที่ผู้ป่วยมีปัสสาวะเหลือ ค้าง ≥ 100 ml /hr แพทย์ให้การ รักษาโดยให้สวนปัสสาวะด้วย ตนเอง(self cath หรือ clean intermittent catheterization) ในกรณีที่มีข้อจำกัดไม่สามารถสวน ปัสสาวะด้วยตนเองได้ แพทย์ อาจ ให้ฝึกการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ (Bladder training ) โดยปฏิบัติดังนี้ 1.ก่อนหนีบทุกครั้งต้องให้กระเพาะปัสสาวะว่าง 2.เริ่มใช้clamp หนีบสายสวนปัสสาวะแล้วปล่อย clamp ทุก 2 ชั่วโมง หรือปล่อยก่อนเวลา เมื่อผู้ป่วย รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะ 3.การปล่อย clamp ปล่อยนาน 5-10 นาที 4.ช่วงระยะเวลา 22.00 - 06.00 น ไม่ต้องหนีบสาย สวนปัสสาวะ ( การหนีบและปล่อยทุก 2 ชั่วโมงนี้ จะ ทำอยู่ 1 – 2 วัน หลังจากนั้นแพทย์จะวางแผน off 1.เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยและ ญาติสามารถทำ Bladder training ได้ ถูกต้อง 2.ผู้ป่วยและญาติ สามารถทำ self cath หรือ clean intermittent catheterization ได้ถูกต้อง


97 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ให้การรักษาโดย การใส่คาสายสวน ปัสสาวะกลับบ้าน เพื่อป้องกันการ ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจาก การคั่งค้างของปัสสาวะ ในระบบ ทางเดินปัสสาวะ cath และประเมินปัสสาวะที่เหลือค้างในกระเพาะ ปัสสาวะ ( Residual urine ) โดยให้ผู้ป่วยไปปัสสาวะเองได้แล้ว ให้บันทึกปริมาณ ปัสสาวะที่ได้ แล้วทำ Intrrmittent cath ทันที บันทึก ปริมาณ ปัสสาวะที่เหลือค้าง ได้แล้วจดบันทึกปริมาณ ปัสสาวะที่ได้ ทำเช่นเดียวกันกับวิธีข้างต้น ถ้าปัสสาวะ จากการทำ Intrrmittent cath เหลือ ≥ 100 ml / hr ให้รายงานแพทย์ 5.การสวนปัสสาวะด้วยตนเอง (self cath หรือ clean intermittent catheterization ) คือ การสอดใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในท่อปัสสาวะ จนถึงกระเพาะปัสสาวะ เพื่อระบายน้ำปัสสาวะที่คั่ง ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะด้วยตนเอง ด้วยเทคนิค สะอาด วิธีสวนปัสสาวะด้วยตนเอง ดังนี้ 5.1.ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนและหลัง สวนปัสสาวะ 5.2.เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ - สายสวนปัสสาวะด้วยตนเอง


98 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล - สบู่ล้างมือและทำความสะอาดบริเวณ อวัยวะ สืบพันธุ์ - ผ้าขนหนูเช็ดมือ เช็ดทำความสะอาดบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์ - สายหล่อลื่นด้วย KY jelly ( ไม่ใช้วาสลิน ) - ภาชนะรองรับปัสสาวะ 5.3.ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ และท่อ ปัสสาวะด้วยสบู่และน้ำสะอาด 5.4 .ล้างมืออีกครั้งก่อนหล่อลื่นสาย 5.5.เคลือบ KY jelly ที่ปลายสายสวนด้านที่สอดเข้า ไปในท่อปัสสาวะประมาณ 2-3 นิ้ว 5.6.จัดท่าการสวนให้เหมาะสม แล้วแต่ความถนัด ท่า นอน หรีอ ท่านั่งที่เตียง เก้าอี้ ส้วมชักโครก 5.7.ใช้มือข้างไม่ถนัดเปิดรูท่อปัสสาวะซึ่งอยู่เหนือช่อง คลอด 5.8.ใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสอดใส่ท่อปัสสาวะอย่าง เบามือ เมื่อมีปัสสาวะไหลออกมา ให้ใส่สายลึกเข้าไป อีกประมาณ 1 นิ้ว และจับนิ่งไว้


99 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 5.9.เมื่อปัสสาวะหยุดไหล ให้ใช้มือกดเหนือกระเพาะ ปัสสาวะ จนปัสสาวะออกหมด จึงถอดสายสวน ปัสสาวะออกช้าๆ 5.10.ห้ามต้มสายสวน ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ใช้หลอดฉีดยาฉีดล้างข้างใน หลายๆครั้ง เพื่อไม่ให้มีตะกอนสกปรกติดอยู่ในสาย สวน 5.11.ห้ามนำสายสวนตากแดด จะทำให้สายแข็ง เจ็บ ขณะสวน ผึ่งสายสวนให้แห้ง แล้วเก็บสายสวนใส่ใน หลอดพลาสติก ไม่ต้องใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้ เกิดความหมักหมมของเชื้อโรค 5.12.บันทึกเวลาที่สวน จำนวน และลักษณะปัสสาวะ ที่ได้ 6.ในกรณีที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถสวนปัสสาวะด้วย ตนเองได้ แพทย์อาจให้การรักษาโดยการใส่คาสายสวน ปัสสาวะกลับบ้าน (แนะนำการให้การพยาบาลตามข้อ 2.7)


Click to View FlipBook Version