The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prieaw.saoso, 2024-03-18 11:27:12

มาตรฐานรายโรค

มาตรฐานรายโรค

100 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ระยะจำหน่าย -ประเมินปัญหาและ ความต้องการของ ผู้ป่วยซ้ำ ก่อนจำหน่าย 1. ขาดความรู้ในการ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่ บ้าน ให้การพยาบาลเพื่อเตรียมความ พร้อมก่อนจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความเข้าใจในสภาพการ เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลมาจากการ ผ่าตัดมดลูกแบบ ถอนรากถอนโคน ควรจะต้องให้คำแนะนำการปฏิบัติ ตัวหลังผ่าตัด ดังนี้ 1.การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำมาก 2.การรับประทานยาแก้ปวด ยาบำรุงเลือด และยา ปฏิชีวนะตามแผนการรักษา 3.พักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ควรนอนกลางวันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และงด ทำงานหนัก 2 เดือนหลังผ่าตัด 4.งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 สัปดาห์ หลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการมีเลือดออกทางช่อง คลอด 5. ไม่แกะแผล เพราะอาจทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ ดูแลให้แผลแห้งอยู่เสมอ และเปิดแผลผ่าตัดที่ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หลังผ่าตัดครบ 7 วัน (ในรายที่ - ผู้ป่วยสามารถตอบ คำถามเกี่ยวกับการ ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง อย่างน้อย 80 % - มีสีหน้ายิ้มแย้ม - สามารถตอบคำถาม วันที่มาพบแพทย์ได้ ถูกต้อง


101 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล เย็บ Max ที่บริเวณแผลผ่าตัด แพทย์อาจให้เปิดแผล หลังผ่าตัดครบ 10 วันและให้ไปนำ Max ออกที่ โรงพยาบาลใกล้บ้าน 6.แนะนำการทำความสะอาดร่างกายตามปกติ ไม่อาบน้ำในแม่น้ำลำคลอง หรืออ่างอาบน้ำ 7.การมาฟังผลชิ้นเนื้อตามนัด 3 สัปดาห์ หลังผ่าตัด มา พบแพทย์ ตามวัน เวลา ที่แพทย์นัด เวลามาพบแพทย์ ทุกครั้งต้องนำบัตรประจำตัวผู้ป่วยและบัตรประชาชน มาทุกครั้ง 8.การมาตรวจหลังผ่าตัด6สัปดาห์ 9.การสอนเรื่องการสวนปัสสาวะด้วยตนเองก่อนกลับ บ้าน ในรายที่ปัสสาวะเองไม่ได้ 10.การสอนเรื่องการดูแลผู้ป่วยใส่คาสายสวนปัสสาวะ กลับบ้านในรายที่ปัสสาวะเองไม่ได้ 11.อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์คือ มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขัดหรือปัสสาวะไม่ออก มีเลือดออกมาก ผิดปกติทางช่องคลอด ปวดท้องมาก มีเลือดหรือมูกปน เลือดออกทางช่องคลอด คันช่องคลอด มีตกขาวมี กลิ่นเหม็น ออกทางช่องคลอด สังเกตลักษณะของแผล


102 (ม.1)การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการพยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ถ้ามีการติดเชื้อ เช่น ปวด บวม แดง ร้อนที่บริเวณแผล แผลแยก หรือ มีหนอง มีกลิ่นเหม็น มีไข้ ให้รีบมาพบ แพทย์


103 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หน้า : 1/19 ระเบียบปฏิบัติเลขที่ : WI-IPD-OB-GYN-008 ปรับปรุงครั้งที่ : ทุก 1 ปี เรื่อง : แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเนื้องอกมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO วันบังคับใช้ : 1 มีนาคม 2565 วันที่ปรับปรุง : 21 กุมภาพันธ์ 2565 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช แผนกที่เกี่ยวข้อง : ผู้ป่วยใน / กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ผู้จัดทำ : นางสาวปวีณสุดา นาคบุรีหัวหน้าหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม และคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้รับผิดชอบ (นางสาวพรทิพย์ จิตรกำเหนิด) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้อนุมัติ (นางสาวปัญญา เถื่อนด้วง) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล


104 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเนื้องอกมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก ( Myoma uteri , Leiomyoma , Fibromyoma , Fibroid ) หมายถึง เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ( benign tumor ) ประกอบด้วยกล้ามเนื้อมดลูกเป็นส่วนใหญ่และมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง ลักษณะของ เนื้องอกที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจะค่อนข้างกลมแข็ง อาจมีได้หลายก้อน แยกจากกล้ามเนื้อมดลูกปกติได้ชัดเจน เนื่องจากมีเปลือกหุ้มอยู่ ( pheudocapsule ) เนื้องอก กล้ามเนื้อมดลูก เป็นเนื้องอกที่พบบ่อยที่สุดในอุ้งเชิงกรานของสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 40 – 50 ปี เพราะเป็นช่วงที่เนื้องอกเจริญเติบโตเร็วมาก เนื่องจากสตรี ในช่วงอายุดังกล่าวจะมีระดับเอสโตรเจนโดยเฉลี่ยมากที่สุด การทำผ่าตัด TAH with BSO ( Total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo-oophorectomy ) หมายถึง การผ่าตัดในส่วนของมดลูก รังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้างผ่านทางหน้าท้อง 1. วัตถุประสงค์ 1.1. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำผ่าตัด TAH with BSO ( Total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo - oophorectomy ) 1.2. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลถูกต้องตามมาตรฐานทางการพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ 2. ขอบเขต ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้กับผู้ป่วยเนื้องอกมดลูกที่ได้รับการผ่าตัด TAH with BSO ทุกรายที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล


105 3. นิยามศัพท์ การพยาบาล หมายถึง การดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูให้บรรเทาจากอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ การทำผ่าตัด TAH with BSO ( Total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo – oophorectomy ) หมายถึง การผ่าตัดในส่วนของมดลูก รังไข่และท่อนำไข่ทั้งสองข้างผ่านทางหน้าท้อง 4. เอกสารอ้างอิง คณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. ความรู้เรื่องการผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) [ออนไลน์]. 2017. แหล่งที่มา. http://www.rtcog.or.th/home/wp-content/uploads/2017/05/IC006_%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0 %B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2 %E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81.pdf [1 กุมภาพันธ์ 2565 ]. ธีระ ทองสง, และคณะ ( 2559 .) นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด. เรียบเรียงครั้งที่ 4. กรุงเทพ : บริษัทลักษมีรุ่ง. พัชรี เรืองเจริญ. การตัดมดลูกทางหน้าท้อง (Abdominal hysterectomy) [ออนไลน์]. 2018. แหล่งที่มา. https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/6074/ [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ( 2564 ). สรุปรายงานประจำปีหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม 2564.พิษณุโลก : โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ยุวดี วัฒนานนท์, และคณะ. ( 2557 ). ปฏิบัติการพยาบาลสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา ( พิมพ์ครั้งที่1 ). กรุงแทพ : หจก.เอ็นพีเพรส. 5.หน้าที่ความรับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลดูแลผู้ป่วยเนื้องอกมดลูก ที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH C BSO และบันทึก อาการอย่างถูกต้องและครอบคลุม พนักงานช่วยเหลือคนไข้ สามารถดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


106 6.เป้าหมาย 1. ผู้ป่วยเนื้องอกมดลูก ที่ได้รับการทำผ่าตัดTAH with BSO ได้รับการดูแลตามแนวทางปฏิบัติ 2. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้อง 7.ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดย่อย เป้าหมาย 1.ความปลอดภัยของผู้ป่วย(เฉพาะ โรค) 1.อัตราการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคเนื้องอกมดลูก ที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO 2.อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด TAH with BSO 3.อัตราการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด TAH with BSO มากกว่า ร้อยละ 80 น้อยกว่า ร้อยละ5 0 2.การบรรเทาจากความทุกข์ ทรมาน อัตราการประเมินและบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อ pain score มากกว่าหรือเท่ากับ 4 มากกว่า ร้อยละ 80 3.การได้รับข้อมูลและการเรียนรู้ 1.ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย 2.อัตราการRe – admit จากการดูแลตนเองของผู้ป่วยเนื้องอกมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO ที่ไม่ถูกต้อง ร้อยละ 100 0 4.ความสามารถในการดูแลตนเอง อัตราการ Re – admit จากการดูแลตนเองของผู้ป่วยเนื้องอกมดลูก ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO ที่ไม่ถูกต้อง 0 5.การเสริมพลัง ความพึงพอใจ อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ มากกว่า ร้อยละ 85


107 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยเนื้องอกมดลูกที่ได้รับการทำผ่าตัด TAH with BSO (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ระยะแรกรับ - ประเมินภาวะ การเจ็บป่วย ปัจจุบัน อดีต โรคประจำตัว แบบแผนการดำรงชีวิต การรับรู้ต่อการเจ็บป่วย -.ค้นหาผู้ดูแล Care Giver พร้อมทั้งประเมินความรู้ และทักษะผู้ดูแล -ประเมินความวิตกกังวล 1.ปวดท้องน้อย - ให้การพยาบาลเพื่อบรรเทา อาการปวดท้อง 1.ประเมินและบันทึกระดับความเจ็บปวด (level of pain score ) การประเมินระดับความปวดท้อง ตั้งแต่ระดับ 0 – 10 พร้อมทั้งให้การพยาบาลและ ระดับดังนี้ - ระดับ 0 หมายถึง ไม่ปวดเลย - ระดับ 1 – 3 หมายถึง ปวดเล็กน้อย ควรอธิบาย ให้ทราบสาเหตุของการเจ็บปวด เบี่ยงเบนความ สนใจโดยใช้เทคนิคผ่อนคลายต่างๆ เช่นฟังเพลง หรืออ่านหนังสือที่ชอบ - ระดับ 4 – 6 หมายถึง ปวดปานกลาง ให้การ พยาบาลเช่นเดียวกับระดับ 1 – 3 พร้อมทั้งให้ยา ตามแผนการรักษา เช่น Paracetamol ( 500 mg ) 1 tab oral prn ทุก 4 - 6 ชั่วโมง ประเมินอาการ หลังได้รับยา 30 นาที หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรายงายแพทย์ - ผู้ป่วยทุเลาอาการปวด Pain score ลดลง ( < 3/10 ) - สามารถพักผ่อนได้ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส


108 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.วิตกกังวลเกี่ยวกับโรค และการผ่าตัด เนื่องจาก พร่องความรู้และทักษะ ในการปฏิบัติตัวตาม สภาพของโรคเนื้องอก มดลูก - ให้การพยาบาลเพื่อลดความ วิตกกังวล และเพื่อให้ผู้ป่วยมี ความรู้และทักษะในการปฏิบัติ ตัวตามสภาพโรคได้อย่าง ถูกต้อง 1.สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วย และญาติเพื่อให้เกิด ความไว้วางใจและให้ความร่วมมือในการรักษา 2.พูดคุยและใช้Touch technique เพื่อให้กำลังใจ ผู้ป่วย มีท่าทีที่เหมาะสมให้ความสนใจในตัวผู้ป่วยรับ ฟังปัญหาด้วยความเต็มใจ 3.ประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาที่ผู้ป่วย ได้รับ 4.อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ เรื่องโรคและแผนการรักษา รวมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย 5.ให้ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วม, ตัดสินใจในการรักษา (ในกรณี ที่ผู้ป่วยยินยอม) 6.สอนเทคนิคและทักษะในการปฏิบัติตัวตามสภาพ ของโรคมะเร็งปากมดลูก - ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวล พักผ่อนได้ - ผู้ป่วยได้รับความรู้ เกี่ยวกับ เรื่องโรคและการรักษา -ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ ถูกต้อง เหมาะสมกับ สภาพโรค 3. มีโอกาสเกิดภาวะ Hypovolemic shock การเสียเลือด - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะ hypovolemic shock 1. ประเมินอาการและอาการแสดงที่จะนำไปสู่ภาวะ ช็อคจากการตกเลือด ( hypovolemic shock ) ได้แก่ ปริมาณเลือดที่ออกทางช่องคลอด โดยให้ ผู้ป่วยใส่ผ้าอนามัยเพื่อสังเกตการมีเลือดออกทางช่อง คลอด ถ้าออกชุ่มมากกว่า 3 ผืนต่อชั่วโมง รายงาน แพทย์ - ปริมาณเลือดที่ออกทางช่อง คลอดน้อยกว่า 200 ml /hr - ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ระดับความ รู้สึกตัวไม่เปลี่ยนแปลง - ความดันโลหิตมากกว่า 90/60 mmHg หรือ ไม่ลดลง


109 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล - ประเมินและบันทึกสัญญาณชีพ โดยตรวจนับชีพ จร การหายใจ ความดันโลหิต ทุก 1 - 4 ชั่วโมงตาม สภาพผู้ป่วย หากพบความผิดปกติ เช่น ชีพจรเบาเร็ว หายใจช้า ความดันโลหิตต่ำ ซีด เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่ายระดับความรู้สึกตัว ถ้าเปลี่ยนแปลง ในทางที่เลวลง ควรให้ความช่วยเหลือและรีบ รายงานแพทย์ 2. เจาะเลือดหาค่าความเข้มข้นของเลือด เพื่อเป็นค่า พื้นฐาน ซึ่งไม่ควรลดเกิน 3% จากระดับเดิม หรือไม่ ควรต่ำกว่า 30% และเจาะหาความเข้มข้นของเลือด ต่อไป ตามสภาพของผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มี เลือดออกมากทางช่องคลอด ผู้ป่วยดูซีด สังเกตภาวะ ซีดจากผิวหนัง เล็บและเปลือกตา เป็นต้น - G/M ขอเลือดไว้ใช้ ในภาวะฉุกเฉิน , ให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำตามแผนการรักษา - ดูแลให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดตาม แผนการรักษา (ในกรณีที่ความเข้มข้นเลือดก่อน ผ่าตัดต่ำกว่า 30%) เกิน 30 mmHg ของระดับ ความดันโลหิตเดิม - ชีพจร 80 - 100 ครั้ง/นาที การหายใจ 18 – 20 ครั้ง/นาที - ค่าความเข้มข้นของเลือด ลดลงกว่าเดิม ไม่เกิน 3 % หรือ ต่ำกว่า 30% -ปัสสาวะที่ออกทุก ชั่วโมง ไม่ น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมง


110 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 3.สังเกตและบันทึกสี จำนวนของปัสสาวะที่ออกทุก 1 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมงและบันทึก ระยะการดูแลต่อเนื่อง 1.เตรียมความพร้อม ก่อนการผ่าตัด -ให้การพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วย มี ความพร้อมก่อนผ่าตัด 1. เตรียมด้านจิตใจ โดยอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึง พยาธิสภาพของโรค แผนการรักษา รวมถึงขั้นตอน ในการเตรียมผ่าตัด ตลอดจนสภาพการเปลี่ยนแปลง ของผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อนที่ อาจจะเกิดขึ้นได้หลังผ่าตัด พร้อมทั้งให้คำแนะนำ การปฏิบัติตัวภายหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วย สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วย ซักถามปัญหา เพื่อลดความวิตกกังวล 2. เตรียมทางด้านร่างกายทั่วไป ให้พร้อมที่จะรับการ ผ่าตัด 2.1 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการซักประวัติ ตรวจ ร่างกายทุกระบบอย่างละเอียด รวมทั้งการตรวจ ภายใน Ultrasound เพื่อประเมินสุขภาพทั่วไปของ ผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง ผ่าตัด รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนจาก การผ่าตัด ใน กรณีที่มีโรคประจำตัวได้รับการส่งปรึกษาแพทย์ แผนกที่เกี่ยวข้องก่อนผ่าตัด - เข้าใจขั้นตอนการรักษา ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง - ผู้ป่วยให้ความร่วมมือ ในการรักษาพยาบาลอย่างดี สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ โดยไม่มีปัญหา - มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซักถามปัญหาเมื่อไม่เข้าใจ - ผู้ป่วยได้รับการเตรียมความ พร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ครบถ้วน


111 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ CBC , FBS , BUN , Creatinine , Electrolyte , PT , PTT, Anti HIV , VDRL , HBsAg , U/A , ผล RT - PCR ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนวันผ่าตัด 2.3 การถ่ายภาพรังสีปอด ( CXR ) 2.4 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( EKG ) 2.5 เตรียมเลือดสำหรับการผ่าตัด อย่างน้อย 4 ยูนิต เพื่อผู้ป่วยจะได้รับเลือดทันที เมื่อมีการเสีย เลือดมากจากการผ่าตัด 2.6 ดูแลความสะอาดร่างกาย รวมทั้งอวัยวะ สืบพันธุ์ และผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด ก่อนเข้าห้อง ผ่าตัด ให้สะอาด ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้น 3. บันทึกน้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อวิสัญญีจะได้ให้ยา ถูกขนาด 4.ส่วนอุจจาระด้วยน้ำสบู่และสวนล้างช่องคลอดด้วย น้ำเกลือไร้เชื้อเวลา 18.00 น. วันก่อนผ่าตัด และ เวลา06.00 น.วันผ่าตัด


112 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 5.งดน้ำและอาหารทางปากอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน ผ่าตัด 6. ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ชนิด 2 หาง เช้าวันก่อน ผ่าตัด 7. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ตามแผนการรักษา 8. ตรวจดูร่างกายผู้ป่วย ก่อนไปห้องผ่าตัด ถอดของ มีค่า และฟันปลอมออก เพื่อป้องกันการอุดตันของ ทางเดินหายใจ 9. นำยาปฏิชีวนะไปห้องผ่าตัด ตามแผนการรักษา 10. เตรียมเอกสารประกอบการผ่าตัดให้ครบถ้วน ได้แก่ ใบเซ็นยินยอมการผ่าตัด , ใบเตรียมผ่าตัด , ใบรายงานการผ่าตัด , ผลการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการรวมทั้งผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ 11.เตรียมเตียงเพื่อรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัด 2.มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนหลัง ผ่าตัด 2.1 มีภาวะเสียเลือดหลัง ผ่าตัด -ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน -ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน อันตรายจากการสูญเสียเลือด หลังผ่าตัด 1.เมื่อแรกรับผู้ป่วยจากห้องผ่าตัด ควรประเมิน และบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ ดังนี้ - ทุก 1 ชั่วโมง 4 ครั้ง - ทุก 2 ชั่วโมง 4 ครั้ง - ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ระดับความ รู้สึกตัวไม่เปลี่ยนแปลง - ความดันโลหิตมากกว่า 90/60 mmHg หรือ ไม่ลดลง เกิน 30 mmHg ของระดับ


113 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล - ทุก 4 ชั่วโมง 4 ครั้ง จนกว่าสัญญานชีพจะคงที่ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ หลังผ่าตัด 2.ประเมินและบันทึกปริมาณเลือดที่ออกจาก บริเวณแผลผ่าตัดหรือทางช่องคลอด อาการแสดง ของการตกเลือดภายในช่องท้อง เช่นซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ กระสับ กระสาย ควรให้การช่วยเหลือและรายงานแพทย์ ทันที 3. สังเกตและบันทึกสี จำนวนของปัสสาวะที่ออก ทุก 1 ชม. ไม่น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมงภายใน 8 ชั่วโมง แรกหลังผ่าตัด ทุก 8 ชั่วโมงหลังผ่าตัด และ บันทึกต่อไปตามสภาวะของผู้ป่วย 4. เจาะเลือดหาค่าความเข้มข้นของเลือดทันทีที่ออก จากห้องผ่าตัด เพื่อเป็นค่าพื้นฐาน ซึ่งไม่ควรลดเกิน 3% จากระดับเดิม หรือไม่ควรต่ำกว่า 30% และ เจาะหาความเข้มข้นของเลือดต่อไป ตามสภาพของ ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มีเลือดออกมากบริเวณแผล ความดันโลหิตเดิม - ชีพจร 80-100 ครั้ง/นาที การหายใจ 18 - 20 ครั้ง/นาที - ค่าความเข้มข้นของเลือด ลดลงกว่าเดิมไม่เกิน 3 % หรือ ต่ำกว่า 30 % - ปัสสาวะที่ออกทุก ชั่วโมง ไม่ น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมง - ปริมาณเลือดที่ออกจากแผล ผ่าตัดหรือทางช่องคลอด < 200 ml / hr


114 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ผ่าตัด ผู้ป่วยดูซีด สังเกตภาวะซีดจากผิวหนัง เล็บ และ เปลือกตา เป็นต้น 5. สังเกตบริเวณหน้าท้อง ไม่มีอาการโป่งตึง ไม่มี อาการกดเจ็บหน้าท้อง ยกเว้นบริเวณ บาดแผล ถ้ามีอาการดังกล่าวผู้ป่วยอาจจะมีภาวะเลือดออกใน ช่องท้องได้ ควรรายงานให้แพทย์ทันที เมื่อพบ อาการผิดปกติ6.ในขณะที่ผู้ป่วยไม่สามารถได้อาหาร ทางปาก การดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำให้ครบถ้วนและเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 3,000 มิลลิลิตร 2.2 เสี่ยงต่อภาวะ อุด กั้นทางเดินหายใจและ ภาวะปอดแฟบ หลัง ผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะอุดกลั้นทางเดินหายใจ และภาวะปอดแฟบหลังผ่าตัด 1. ให้ผู้ป่วยนอนราบตะแคงหน้าหันไปทางใดทาง หนึ่ง ป้องกันลิ้นตกลงมาปิดหลอดลม หรือสำลักสิ่ง แปลกปลอมเข้าหลอดลม 2. เตรียมอุปกรณ์และเครื่องดูดเสมหะให้พร้อมที่ เตียงผู้ป่วย 3.กระตุ้นให้ไออย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเสมหะที่ คั่งค้างอยู่ เป็นการป้องกันการอุดตันและติดเชื้อของ ระบบทางเดินหายใจ - ไม่มีภาวะอุดกั้นของทางเดิน หายใจ หายใจสม่ำเสมอ ไม่น้อย กว่า 16 ครั้ง/นาที และไม่ มากกว่า 30 ครั้ง/นาที ฟังปอด ไม่พบเสียงแทรกของหายใจ - Oxygen saturation ≥ 95 %


115 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 4. เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำ Deep breathing exercise โดยการหายใจเข้าออกลึกๆทุก 2 ชั่วโมง ภายใน 24 ชั่วโมง หลังผ่าตัด ทำรอบละ 10 ครั้งเพื่อให้ปอดมีขยายได้ดีขึ้น และได้รับ ออกซิเจนเพียงพอ 5. ตรวจวัด สังเกตและบันทึกลักษณะของการหายใจ 6. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีearly ambulation เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของปอด 2.3 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Venous thromboembolism และPulmonary embolism - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1. ลดภาวะ การคั่งของเลือดในช่องเชิงกราน (Pelvic congestion) โดยจัดให้ผู้ป่วยนอน Semi fowler ' s Position หลีกเลี่ยงการใช้ Pressure กดบริเวณใต้เข่าพันขาทั้งสองข้างด้วย elastic bandage ทุก 6 – 8 ชั่วโมง ตามความจำเป็น 2. กระตุ้นให้ออกกำลังกายบริเวณขาทั้ง 2 ข้างทันที ที่ฟื้นจากการดมยาสลบและทำต่อไปทุก 2 ชั่วโมง จนกระทั่งลุกเดินได้ 3. ดูแลให้ผู้ป่วยนอนยกเท้าสูงและไม่ให้นั่งห้อยขา - ไม่มีอาการและอาการแสดง ของภาวะ Venous thromboembolism และ Pulmonary embolism - Oxygen saturation ≥ 95 % -ไม่มีภาวะพร่อง Oxygen


116 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 4. ประเมินภาวะ Deep vein Thrombosis จาก อาการและอาการแสดง เช่น อาการปวดและบวม บริเวณขา โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อน่องหรืออาจ ปวดบริเวณต้นขาหรืออาจพบ superficial vein dilate ด้วยทำให้บริเวณนี้ร้อน แต่ส่วนปลายเท้าเย็น และซีด เนื่องจากการไหลกลับของเลือดในหลอด เลือดฝอยไม่ดี ถ้าThrombus เข้าไปถึง external iliac vein จะทำให้ปวดบริเวณขาหนีบ 5.สังเกตอาการ และอาการแสดงของภาวะอุดตัน ของเส้นโลหิตบริเวณปอด (Pulmonary embolism) เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที อาการ ดังกล่าวได้แก่ หายใจลำบาก (dyspnea) ไอเป็น เลือด (hemoptysis) เหงื่อออกมาก และหมดสติ นอกจากนี้จะมีอาการTrachypnea , Rales , Tachycardia , pyrexia และมี gallop rhythm บางรายอาจจะพบอาการcyanosis รายงานแพทย์ ทันทีที่พบอาการผิดปกติดังกล่าว


117 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 2.4. ปวดแผลหลังผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อบรรเทา อาการปวดแผล 1. ประเมินและบันทึกระดับความเจ็บปวด (level of pain score ) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ให้ประเมินทุก 1 ชั่วโมง จากนั้นประเมินทุก 4 ชั่วโมง จนครบ 72 ชั่วโมง หลังผ่าตัด และประเมิน ต่อทุก 8 ชั่วโมง จนกว่าผู้ป่วยจะกลับบ้าน การประเมินระดับความเจ็บปวดของแผลผ่าตัดตั้งแต่ ระดับ 0 - 10 พร้อมทั้งให้การพยาบาลและระดับ ดังนี้ - ระดับ 0 หมายถึง ไม่ปวดเลย ควรสอบถาม อาการปวดแผลผ่าตัดทุก 4 ชั่วโมง - ระดับ 1 – 3 หมายถึง ปวดเล็กน้อย ควรอธิบาย ให้ทราบสาเหตุของกาเจ็บปวด เบี่ยงเบนคามสนใจ โดยใช้เทคนิคผ่อนคลายต่างๆ เช่นฟังเพลงหรืออ่าน หนังสือที่ชอบ - ระดับ 4 – 6 หมายถึง ปวดปานกลาง ให้การ พยาบาลเช่นเดียวกับระดับ 1 – 3 พร้อมทั้งให้ยา ตามแผนการรักษา (หากพบระดับความเจ็บปวด มากกว่าหรือเท่ากับ 3 ควรดูแลให้ได้รับยาแก้ปวด Morphine , Pethidine , Paracetamol ทุก 4 - 6 - ผู้ป่วยทุเลาอาการปวด Pain score ลดลง ( < 3/10 ) - สามารถพักผ่อนได้ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส


118 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ชั่วโมง ตามคำสั่งการรักษา ติดตามประเมินอาการ หลังได้รับยา รวมทั้งผลข้างเคียงของยา และ บันทึก ผลของการให้ยาทุกครั้ง 2. อธิบายสาเหตุของอาการปวดแผล ให้กำลังใจ ปลอบโยนและสัมผัสผู้ป่วยพร้อมแสดงความสนใจต่อ คำบอกเล่าของอาการเจ็บปวด 3. จัดให้ผู้ป่วยนอนท่าศีรษะสูง 30 - 45 องศา (Fowler ‘s position) เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง หย่อนตัว ลดการดึงรั้งบริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำ ให้อาการปวดแผลลดลง 4.จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ อากาศถ่ายเทดีเพื่อให้ผู้ป่วย พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ช่วยลดความเครียด ผู้ป่วยและทำให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น 5. ตรวจสอบบริเวณที่เจ็บปวดและหาสาเหตุ เช่น การปวดแผลผ่าตัดอาจเกิด hematoma 6. หลักการให้ยาแก้ปวดจะต้องให้ยาก่อนเกิดอาการ รุนแรง เพื่อให้การออกฤทธิ์ของยาสามารถระงับ อาการปวดได้


119 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 7.แนะนำให้ประคับประคองบาดแผลขณะ เคลื่อนไหว หรือไอและแนะนำการไอที่ถูกวิธี 2.5 มีภาวะท้องอืดและ ท้องผูกหลังผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1. ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ภายหลังผ่าตัด 12 ชั่วโมง ช่วงแรกลำไส้จะทำงานน้อย และควรจะ เพิ่มขึ้นใน 12 ชั่วโมงหลัง ปกติลำไส้จะทำงาน 4 - 6 ครั้ง / นาที 2. ป้องกันอาการท้องอืดหลังผ่าตัด แนะนำและ กระตุ้นผู้ป่วยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเร็วหลัง ผ่าตัด ( early ambulation )ให้ผู้ป่วยพลิกตะแคง ตัว และ เคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด ทุก 2 ชั่วโมง และพยายามลุกจากเตียงให้เร็วที่สุด เพื่อให้การ เคลื่อนไหวของลำไส้เป็นไปตามปกติ 3. สังเกตอาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน แสดงว่าการทำงานของลำไส้ยังไม่สู่ภาวะ ปกติ จากมีกรดในกระเพาะและลำไส้มาก ถ้ามี อาการดังกล่าวควรรายงาน แพทย์ทราบ เพื่อ พิจารณาให้ยาลดกรด หรือยาขับลม - ไม่มีอาการท้องอืด ปกติ ลำไส้จะทำงาน 4 - 6 ครั้ง / นาที - ไม่มีอาการจุกแน่น ลิ้นปี่ อาการคลื่นไส้อาเจียน - สามารถพลิกตะแคงตัว และ ลุกจากเตียงให้เร็วที่สุด


120 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 4.หากตรวจพบbowel sound positive ควร แนะนำให้รับประทานอาหารตามขั้นตอน คือ เริ่ม จิบน้ำ อาหารเหลว ถ้าไม่มีอาการท้องอืด จึงเริ่ม อาหารธรรมดา 5. แนะนำอาหารที่มีกาก อาหารที่ไม่มีกรด แก๊สมาก อาหารย่อยง่าย เพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกัน อาการท้องผูก 2.6 เสี่ยงต่อภาวะ ติด เชื้อที่แผลที่ผ่าตัด - ให้การพยาบาล เพื่อป้องกัน การติดเชื้อ ที่แผล ผ่าตัด 1. วัดสัญญานชีพ โดยเฉพาะอุณหภูมิของผู้ป่วย ทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินสภาพผู้ป่วย 2. หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลผ่าตัดเปียกชื้น หลังผ่าตัด 7 วัน หรือ จนกว่าแผลผ่าตัดแห้งสนิท 3. ไม่จับต้องหรือแกะเกาแผลผ่าตัด และสังเกต อาการผิดปกติ เช่น แผลปริแยก มีเลือดหรือ สิ่งคัด หลั่งผิดปกติออกจากแผล ผ่าตัด บริเวณแผลผ่าตัดมี การอักเสบ ติดเชื้อ แผลบวม แดง ร้อน มีไข้สูง ให้ รีบบอกเจ้าหน้าที่ทันที 4.ในรายที่แพทย์ทำแผลติดพลาสเตอร์กันน้ำ สามารถอาบน้ำได้ หลังอาบใช้ผ้าสะอาดซับบริเวณ พลาสเตอร์กันน้ำให้แห้งและ สังเกตดูบริเวณรอบๆ -สัญญานชีพปกติ อุณหภูมิของ ร่างกาย ไม่มากกว่า 38 องศาเซลเซียส -แผลผ่าตัดแห้งดี ไม่มีอักเสบ บวมแดง หรือ ติดเชื้อ


121 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล ว่ามีรอยรั่วให้น้ำซึมผ่านได้หรือไม่ ถ้ามีให้บอก เจ้าหน้าที่ทราบทันที 5. แนะนำการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อ ช่วยในการหายของแผลผ่าตัด 6. หลังผ่าตัดครบ 7 วัน ในรายที่ผู้ป่วยที่ได้รับการ เย็บแผลด้วยไหมละลาย หรือในรายที่ต้องตัดไหม ให้ ทำแผลผ่าตัดที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อประเมิน ว่าแผลติดดีหรือไม่และเพื่อตัดไหม 7. ในรายที่แพทย์ใช้แม็กซ์เย็บบริเวณแผลผ่าตัด หลัง ผ่าตัดครบ 7 – 10 วัน ให้ไปเปิดแผลผ่าตัดที่ โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อนำแม็กซ์เย็บบริเวณแผล ผ่าตัดออกและประเมินว่า แผลติดดีหรือไม่ 8. หลังตัดไหม 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถแกะ plaster และอาบน้ำได้ตามปกติ หลีกเลี่ยงการทา แป้งบริเวณแผล เพราะอาจติดเชื้อได้ ระยะจำหน่าย -ประเมินปัญหาและ ความต้องการของผู้ป่วย ก่อนจำหน่าย ขาดความรู้ในการปฏิบัติ ตัวหลังทำผ่าตัดTAH ให้การพยาบาลเพื่อ เตรียม ความพร้อม ก่อนจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความเข้าใจในสภาพ การเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลมาจากการผ่าตัดมดลูก และรังไข่ออกไป 2 ข้าง ควรจะต้องให้คำแนะนำการ - ผู้ป่วยสามารถตอบคำถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง อย่างน้อย 80%


122 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล with BSO เมื่อกลับไปอยู่ บ้าน ปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด ดังนี้ 1.คำแนะนำหลังผ่าตัด TAH with BSO - การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกไป 2 ข้าง ทำให้ ไม่มีประจำเดือน ไม่มีฮอร์โมน และ ไม่สามารถ มีบุตรได้อีก (การผ่าตัดมดลูกเพียง อย่างเดียว จะทำ ให้ไม่มีประจำเดือน การผ่าตัดรังไข่ออก 1 ข้าง แต่ ไม่ได้ตัดมดลูก ทำให้มีประจำเดือน มีฮอร์โมนเพศ และมีบุตรได้) ซึ่งกรณีที่ตัดรังไข่ 2 ข้าง ควรได้รับ ฮอร์โมน Estrogen ทดแทน โดยการรับประทาน ปิดผิวหนัง ชนิดเจลทาผิวหนัง และครีมทาช่องคลอด - จุดประสงค์ของการให้ฮอร์โมน Estrogen ทดแทน ดังนี้ จะลดอาการของ Vasomotor คือ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก ลดอุบัติการณ์ของโรค กระดูกพรุน ลดปริมาณโคเลสเตอรอล ให้น้อยลง ลด อาการปัสสาวะบ่อยและช่องคลอดแห้ง - อธิบายถึงการผ่าตัดรังไข่ออก 2 ข้าง จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความต้องการทางเพศ ลดลงอย่างมาก อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออก มาก หงุดหงิด ซึมเศร้า เจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ - มีสีหน้ายิ้มแย้ม - สามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง


123 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล การอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ กระดูกบาง กระดูกพรุน และ ไขมันในเลือดสูง - แนะนำให้มาตรวจมะเร็งเต้านม โดยการตรวจ Mammogramทุกปี เพราะผู้ป่วยได้รับฮอร์โมน ทดแทน จะพบอุบัติการณ์ของ มะเร็งเต้านม มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเล็กน้อย 2. การรับประทานยาแก้ปวด ยาบำรุงเลือด และ ยา ปฏิชีวนะ ตามแผนการรักษา 3. อาหาร ควรรับประทานอาหารจำพวก เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ จะช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วย ฟื้นฟู ให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ใน ระยะแรกๆ ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารรสจัด หมักดอง เพื่อป้องกันท้องเสีย และ โรคกระเพาะ 4. พักผ่อนอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ และ เพิ่มภูมิต้านทานโรค


124 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 5. งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังการ ผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการมีเลือดออก ทางช่องคลอด 6. ไม่แกะแผลผ่าตัด เพราะอาจทำให้แผลเกิดการติด เชื้อได้ดูแลให้แผลแห้งอยู่เสมอ และเปิดแผลผ่าตัดที่ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หลังผ่าตัดครบ 7 วัน (ใน รายที่แพทย์ใช้แม็กซ์เย็บบริเวณแผลผ่าตัด หลังผ่าตัด ครบ 10 วัน ให้ไปเปิดแผลผ่าตัด เพื่อนำแม็กซ์ที่เย็บ ออก และประเมินว่าแผลติดดีหรือไม่ 7. ควรทำงานเบาๆ เช่น กวาดบ้าน หลีกเลี่ยง กิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก หรือ กิจกรรมที่เพิ่มแรงดัน ในช่องท้อง เพราะอาจทำให้แผลผ่าตัดแยกได้เช่น การยกหรือแบกของหนักๆ เดินขึ้นลงบันได อย่าง น้อยเป็นเวลา 4 – 6 สัปดาห์ 8. การรักษาความสะอาดของร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะการรักษาความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ ภายนอก 9. ห้ามสวนล้างช่องคลอดและอาบน้ำในอ่าง หรือน้ำ ในแม่น้ำ ลำคลองนาน 6 สัปดาห์


125 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2)การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3)การวางแผนการ พยาบาล (ม.4)การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6)การประเมินผล 10. การมาฟังผลชิ้นเนื้อตามนัด 3 สัปดาห์หลังผ่าตัด มาพบแพทย์ตามวัน เวลา ที่แพทย์นัด เวลามาพบ แพทย์ทุกครั้งต้องนำบัตรประจำตัวผู้ป่วยและบัตร ประชาชนมาด้วยทุกครั้ง 11.การมาตรวจหลังผ่าตัด 6 สัปดาห์ 12.สังเกตอาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ทันที ได้แก่ แผลผ่าตัดปริแยก มีเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งออก ผิดปกติออกจาก แผลผ่าตัด หรือ ทางช่องคลอด บริเวณแผลผ่าตัด มีการอักเสบ ติดเชื้อ แผลบวมแดง ร้อน ปวดแผล มีไข้สูง


126 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หน้า : 1/18 ระเบียบปฏิบัติเลขที่ : WI-IPD-OB-GYN-009 ปรับปรุงครั้งที่ : ทุก 1 ปี เรื่อง : แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy วันบังคับใช้ : 1 มีนาคม 2565 วันที่ปรับปรุง : 21 กุมภาพันธ์ 2565 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช แผนกที่เกี่ยวข้อง : ผู้ป่วยใน / กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ผู้จัดทำ : นางสาวปวีณสุดา นาคบุรี หัวหน้าหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม และคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้รับผิดชอบ (นางสาวพรทิพย์ จิตรกำเหนิด) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวช ผู้อนุมัติ (นางสาวปัญญา เถื่อนด้วง) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล


127 แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy การตั้งครรภ์นอกมดลูก คือ การที่ไข่ได้รับการผสมแล้วก็เคลื่อนตัวมาฝังที่นอกโพรงมดลูก โดยพบมากที่สุดบริเวณท่อนำไข่ บริเวณอื่นที่พบได้ ได้แก่ รังไข่ ปากมดลูก ภายในช่องท้อง rudimentary horn ของมดลูกที่ผิดปกติ หรือ Uterine diverticulum เป็นต้น (ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ และคณะ.สูติศาสตร์ ภาควิชาสูติ ศาสตร์- นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ:โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์,2551.หน้า 288) ได้กล่าวไว้ว่าอุบัติการณ์การ ตั้งครรภ์นอกมดลูก มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการเพิ่มขึ้นของการบริการช่วยเหลือคู่สมรสที่มีบุตรโดยเทคนิค ชีววิทยาการเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ทุพพลภาพ ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ถ้าการวินิจฉัยผิดพลาดหรือล่าช้า และ ผลที่ตามมาหลังเกิดภาวะนี้ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการมีบุตรยากแล้ว ยังมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำ รวมทั้งมีผลต่อภาวะจิตใจของผู้ป่วยได้ ในกรณีที่ สามารถให้การวินิจฉัยภาวะนี้ได้ในระยะแรกก่อนที่จะมีการแตกจะทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยด้วยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์เพื่อเก็บท่อนำไข่ไว้หรืออาจจะพิจารณาให้ การรักษาด้วยยา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ศึกษามากขึ้น คาดว่าในอนาคตการใช้ยารักษาจะมีบทบาทมากขึ้น 1.วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy


128 2. เพื่อให้ผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy ได้รับการดูแลถูกต้องตามมาตรฐานทางการพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ 2.ขอบเขต ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้กับผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy ทุกรายที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 3.นิยามศัพท์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก หมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีการฝังตัว นอกโพรงมดลูกปกติ โดยพบมากที่สุดบริเวณท่อนำไข่ บริเวณอื่นที่พบได้ ได้แก่ รังไข่ ปาก มดลูก ภายในช่องท้อง rudimentary horn ของมดลูกที่ผิดปกติ หรือ Uterine diverticulum เป็นต้น ซึ่งการตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ ในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ เป็นภาวะอันตรายอย่างหนึ่งที่คุกคามต่อความสามารถในการเจริญพันธ์ของมนุษย์ เนื่องจากเป็นสาเหตุการตายของสตรีมีครรภ์ที่ พบมีการตกเลือดในช่องท้อง ทั้งยังมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตอีกด้วย 4. เอกสารอ้างอิง คณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. ความรู้เรื่องการผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) [ออนไลน์]. 2017. แหล่งที่มา. http://www.rtcog.or.th/home/wp-content/uploads/2017/05/IC006_%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B 8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0% B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81.pdf [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. ธีระ ทองสง, และคณะ. ( 2559 ).นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด. เรียบเรียงครั้งที่4. กรุงแทพ : บริษัทลักษมีรุ่ง. พรรณนารัตน์ ขุนทอง. Ectopic pregnancy [ออนไลน์]. 2018. แหล่งที่มา. https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topicreview/6229/ [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ]. สุปราณี เสนาดิศัย และวรรณา ประไพพานิช. ( 2559 ).การพยาบาลพื้นฐาน. ปรับปรุงครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : จุดทองจำกัด สมชาย กาญจนสุต. คู่มือปฏิบัติการฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลสำหรับชุดปฏิบัติการทุกระดับ [ออนไลน์]. 2017. แหล่งที่มา https://www.niems.go.th/1/upload/migrate/file/256206130954163107_8PDcMdEnETirDsFC.pdf [ 01 กุมภาพันธ์ 2565 ].


129 5. นโยบาย การตั้งครรภ์นอกมดลูกจะถูกค้นพบมานาน แต่อัตราการเกิดโรคนี้ก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามในปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคนี้กลับสูงขึ้น และยังมีโอกาส เกิดซ้ำได้อีกในครรภ์ต่อไปได้ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ได้แก่การแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์การทำหมันหญิงและต่อหมัน การมี บุตรช้า การช่วยการเจริญพันธุ์ หอผู้ป่วยนรีเวชกรรมตระหนักถึงความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรคที่อาจทำให้สูญเสียชีวิตได้จึงสมควรจัดทำมาตรฐาน มาตรฐานและแผนการพยาบาลผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและให้บุคคลากร ทางการพยาบาลมีแนวปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 6.หน้าที่ความรับผิดชอบ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติตามแนวทางและวางแผนการพยาบาลดูแลผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy และบันทึกอาการได้อย่าง ถูกต้องและครอบคลุม เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ สามารถดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 7. เป้าหมาย 1. ผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy ได้รับการดูแลตามแนวทางปฏิบัติ 2. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้อง


130 8. ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดย่อย เป้าหมาย 1.ความปลอดภัยของผู้ป่วย(เฉพาะ โรค) 1.อัตราการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Rupture Ectopic pregnancy 2.อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคRupture Ectopic pregnancy 3.อัตราการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดทางหน้าท้อง มากกว่า ร้อยละ 80 น้อยกว่า ร้อยละ 5 0 2.การบรรเทาจากความทุกข์ ทรมาน อัตราการประเมินและบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อ pain score มากกว่าหรือเท่ากับ 4 ร้อยละ 100 3.การได้รับข้อมูลและการเรียนรู้ ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย ร้อยละ 100 4.ความสามารถในการดูแลตนเอง อัตราการ Re – admit จากการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคRupture Ectopic pregnancy หลังผ่าตัดทางหน้าท้อง ที่ไม่ถูกต้อง 0 5.การเสริมพลัง ความพึงพอใจ อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ มากกว่า ร้อยละ 85 แนวทางปฏิบัติการพยาบาล เรื่อง การดูแลผู้ป่วยRupture Ectopic pregnancy (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล ระยะแรกรับ -พยาบาลประจำหอผู้ป่วย ประเมินผู้ป่วยรับใหม่ รับย้าย ทกราย และจัดผู้ป่วยลงเตียงที่ เหมาะสม ไม่สุขสบายเนื่องจาก ปวดท้องน้อย - ให้การพยาบาลเพื่อให้ทุเลาอาการ ปวดท้อง 1.ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจวัด สัญญาณชีพ ทุก 1- 4 ชั่วโมง ประเมินลักษณะ การปวดและระดับ ความรุนแรงปวดท้องน้อย ปวดปานกลาง ปวดรุนแรง 2. ประเมินการตอบสนองต่อการปวด - ผู้ป่วยทุเลาอาการ ปวด Pain score ลดลง (< 4/10 )


131 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล - พยาบาลแนะนำตัว ผู้รับบริการ ชื่อแพทย์ผู้ดูแล สถานที่ สิ่งแวดล้อมในหน่วย บริการ และกฎระเบียบของ หน่วยงาน - ตรวจสอบป้ายข้อมือ เอกสาร สิทธิผู้ป่วย ให้ตรงกับตัวบุคคล - มีพยาบาลเจ้าของไข้ดูแล ระยะแรกรับ 3. จัดท่านอนให้สุขสบาย 4. แนะนำให้ใช้เทคนิคการผ่อนคลายความปวด 5. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบให้เพื่อให้ ผู้ป่วยได้ พักผ่อน 6. ให้ยาบรรเทาปวดตามแผนการรักษา 7. สังเกตอาการการผิดปกติว่ามีหน้าท้องโป่ง ตึง กดเจ็บ สัญญาณชีพเปลี่ยนแปลง BP < 90/60 mmHg P >100/min R >20/min HCT drop >3% ถ้ามีรีบรายงานแพทย์ทันที ระยะแรกรับ - ประเมินภาวะ การเจ็บป่วย ปัจจุบัน อดีต โรคประจำตัว แบบแผนการดำรงชีวิต การ รับรู้ต่อการเจ็บป่วย วิตกกังวลเกี่ยวกับการ ผ่าตัด -ให้การพยาบาลเพื่อลดความวิตก กังวล 1. สร้างความสัมพันธ์ภาพกับผู้ป่วย และญาติ เพื่อให้เกิดความ ไว้วางใจและให้ความร่วมมือ ในการรักษา 2. ประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาที่ ผู้ป่วยได้รับ 3. รักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด - ผู้ป่วยคลายความ วิตกกังวล พักผ่อนได้ - ผู้ป่วยได้รับความรู้ เกี่ยวกับเรื่องโรค และการรักษา


132 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 4. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติซักถามข้อสงสัย หรือแสดงความคิดเห็น (ในกรณีที่ผู้ป่วย ยินยอม) 5. ให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค และการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติ (ในกรณีที่ ผู้ป่วยยินยอม) 6. ให้ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วม, ตัดสินใจใน การรักษา (ในกรณีที่ผู้ป่วยยินยอม) 7. สอนให้ผู้ป่วยใช้เทคนิคการผ่อนผ่อนคลาย เพื่อลด ความเครียด 8. ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตาปราณีและ เห็นอกเห็นใจ มีโอกาสเกิดภาวะ Hypovolemic shock จากการเสีย เลือดภายในช่องท้อง ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1.ประเมินอาการแสดงของภาวะ Shock เช่น เหงื่อออก ซีด ตัวเย็น ใจเย็น กระสับกระส่าย บ่นอึดอัด แน่นท้อง ถ้ามีรีบรายงานแพทย์ทันที 2.ประเมินและบันทึกสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมง - ไม่พบอาการและ อาการแสดงของ ภาวะ Hypovolemic Shock


133 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 3.ประเมินการเสียเลือดในช่องท้องจากภาวะ Rupture Ectopic pregnancy ให้ติดตามผล HCT ถ้าลดลง > 3%รายงานแพทย์ 4.ดูแลให้ NPO และให้สารน้ำตามแผนการ รักษา 5.บันทึก Intake output เพื่อประเมินสมดุล น้ำเข้าออก - สัญญาณชีพปกติ BP >90/60 mmHg P 60 – 80 ครั้ง/min R18 – 20 8iyh’/min - หน้าท้องไม่มีโป่งตึง HCT > 30 % หรือไม่ลดลง > 3% - ปัสสาวะออก มากกว่า 30 ml/hr เตรียมความพร้อม ก่อนการผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยมีความ พร้อมก่อนผ่าตัด 1. เตรียมด้านจิตใจ โดยอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ ถึงพยาธิสภาพของโรค แผนการ รักษาพยาบาล รวมถึงขั้นตอนในการเตรียม ตรวจต่าง ๆ ตลอดจนสภาพการเปลี่ยนแปลง ของผู้ป่วย ภายหลังการผ่าตัด และ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังผ่าตัด พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การปฏิบัติตัว ภายหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับทราบ และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง และเปิดโอกาส ให้ผู้ป่วยซักถามปัญหา เพื่อลดความวิตกกังวล - เข้าใจขั้นตอนการ รักษา ปฏิบัติตัวได้ ถูกต้อง - ผู้ป่วยให้ความ ร่วมมือในการให้การ รักษาพยาบาลอย่างดี สามารถเข้ารับการ ผ่าตัดได้โดยไม่มี ปัญหา


134 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2. เตรียมทางด้านร่างกายทั่วไป ให้พร้อมที่จะ รับการผ่าตัด 2.1. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น ตรวจ ปอด การทำงานของหัวใจ ตรวจเลือด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวอื่น ซึ่ง อาจเป็นอันตรายต่อการ รับการผ่าตัด 2.2 เตรียมเลือดสำหรับการผ่าตัด อย่าง น้อย 4 ยูนิต เพื่อผู้ป่วยจะได้รับเลือดทันทีเมื่อ มีการเสียเลือดมากจากการผ่าตัด 2.3 ดูแลความสะอาดร่างกาย รวมทั้ง อวัยวะสืบพันธุ์ และผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด ก่อนเข้าห้องผ่าตัดให้สะอาด ตัดเล็บมือเล็บเท้า ให้สั้น 3. บันทึกน้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อวิสัญญี แพทย์จะได้ให้ยาถูกขนาด 4. งดน้ำและอาหารทางปาก อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด - มีใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส ซักถามปัญหา เมื่อไม่เข้าใจ


135 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 5. ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ชนิด 2 หาง ก่อน ผ่าตัด 8. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ตามแผนการ รักษา 9. ตรวจดูร่างกายผู้ป่วย ก่อนไปห้องผ่าตัด ถอด ของมีค่าและฟันปลอมออก เพื่อป้องกันการอุด ตันของทางเดินหายใจ 10. เตรียมเอกสารประกอบการผ่าตัดให้ ครบถ้วน - ใบเซ็นยินยอมการผ่าตัด - ใบเตรียมผ่าตัด - ใบรายงานการผ่าตัด - ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและ ผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ ได้แก่ CBC , BUN , Creatinine , Electrolyte , LFT , PT , PTT, INR, Anti HIV, VDRL, HBsAg , B-HCG , UPT , U/A , ผล RT - PCR ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนวันผ่าตัด ในกรณีที่ไม่มีผลผล RT – PCR ให้ทำ Liat test ขอผลก่อนเข้าทำการผ่าตัด


136 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2.มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนหลัง ผ่าตัด 2.1. มีภาวะเสียเลือด หลังผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1. สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพ โดยสังเกต การบันทึกสัญญาณชีพดังนี้ - ทุก 15 นาที 4 ครั้ง - ทุก 30 นาที 2 ครั้ง - ทุก 1 ชั่วโมง จนกว่าจะคงที่ - ทุก 4 ชั่วโมง ตลอดไป 2.ประเมินอาการและอาการแสดงของ ภาวะ Shock ได้แก่ อาการซีด หาว ชีพจรเบาเร็ว กระสับกระส่าย ตัวเย็น เหงื่อออก ระดับ ความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ควรรายงานแพทย์ ทันที เมื่อพบอาการผิดปกติ 3. สังเกตปริมาณเลือดที่ออกจากแผลผ่าตัดและ จากช่องคลอด 4. สังเกตและบันทึกสี จำนวนของปัสสาวะที่ ออกทุก 1 ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า 30 ซีซี /ชั่วโมง ภายใน 8 ชั่วโมง แรกหลังผ่าตัดทุก 8 ชั่วโมง หลังผ่าตัดและบันทึกต่อไปตามสภาวะของ ผู้ป่วย - ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ระดับความรู้สึกตัวไม่ เปลี่ยนแปลง - ความดันโลหิต > 90/60 mmHg หรือไม่ลดลงเกิน 30 mmHg ของระดับ ความดันโลหิตเดิม - ชีพจร 80 - 100 ครั้ง/นาที การ หายใจ 18 - 20 ครั้ง / นาที - ค่าความเข้มข้นของ เลือดลดลงกว่าเดิมไม่ เกิน 3 % หรือ ต่ำกว่า 30 % -ปัสสาวะที่ออกทุก ชั่วโมง ≥30 ซีซี /ชม.


137 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 5. เจาะเลือดหาค่าความเข้มข้นของเลือดทันทีที่ ออกจากห้องผ่าตัด เพื่อเป็นค่าพื้นฐาน ซึ่งไม่ ควรลดเกิน 3% จากระดับเดิม หรือไม่ควรต่ำ กว่า 30% และเจาะหาความเข้มข้นของเลือด ต่อไป ตามสภาพของผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มี เลือดออกมากบริเวณแผลผ่าตัด ผู้ป่วยดูซีด สังเกตภาวะซีดจากผิวหนัง เล็บและเปลือกตา เป็นต้น 6. สังเกตบริเวณหน้าท้อง ไม่มีอาการโป่งตึง ไม่ มีอาการกดเจ็บหน้าท้อง ยกเว้นบริเวณ บาดแผล ถ้ามีอาการดังกล่าวผู้ป่วยอาจจะมี ภาวะเลือดออกในช่องท้องได้ ควรรายงานให้ แพทย์ทันที เมื่อพบอาการผิดปกติ 7. ในขณะที่ผู้ป่วยไม่สามารถได้อาหารทางปาก การดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือด ดำให้ครบถ้วนและเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 3,000 มิลลิลิตร -ปริมาณเลือดที่ออก จากแผลหรือทางช่อง คลอด<200 ml/hr


138 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2.2. เสี่ยงต่อภาวะอุด กั้นทางเดินหายใจและ ภาวะปอดแฟบหลัง ผ่าตัด - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะอุด กลั้นทางเดินหายใจและภาวะ ปอด แฟบหลังผ่าตัด 1.ให้ผู้ป่วยนอนราบตะแคงหน้าหันไปทางใด ทางหนึ่ง ป้องกันลิ้นตกลงมาปิดหลอดลม หรือสำลัก สิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม 2.เตรียมอุปกรณ์และเครื่องดูดเสมหะให้พร้อมที่ เตียงผู้ป่วย 3.กระตุ้นให้ไออย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับ เสมหะที่คั่งค้างอยู่ เป็นการป้องกันการอุดตัน และติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ 4.เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำ Deep breathing exercise โดยการหายใจเข้าออก ลึกๆ ทุก 2 ชั่วโมง ภายใน 24 ชั่วโมง หลัง ผ่าตัด ทำรอบละ 10 ครั้งเพื่อให้ปอดมีขยาย ได้ดีขึ้น และได้รับออกซิเจนเพียงพอ 5.ตรวจวัด สังเกตและบันทึกลักษณะของการ หายใจ 6.ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีearly ambulation เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด - ไม่มีภาวะอุดกั้นของ ทางเดินหายใจ หายใจ สม่ำเสมอ ไม่น้อยกว่า 16 ครั้ง/นาที และไม่ มากกว่า 30 ครั้ง/นาที ฟังปอดไม่พบเสียง แทรกของหายใจ - Oxygen saturation ≥ 95 %


139 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2.3 เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะVenous thromboembolis m และ Pulmonary embolism - ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1.ลดภาวะการคั่งของเลือดในช่องเชิงกราน (Pelvic congestion) โดยจัดให้ผู้ป่วยนอน Semi fowler's Position หลีกเลี่ยงการใช้ Pressure กดบริเวณใต้เข่า พันขาทั้งสองข้าง ด้วย elastic bandage ทุก 6 – 8 ชั่วโมง ตาม ความจำเป็น 2.กระตุ้นให้ออกกำลังกายบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง ทันทีที่ฟื้นจากการดมยาสลบและทำต่อไปทุก 2 ชั่วโมงจนกระทั่ง ลุกเดินได้ 3.ดูแลให้ผู้ป่วยนอนยกเท้าสูงและไม่ให้นั่งห้อย ขา 4.ประเมินภาวะ Deep vein Thrombosis จากอาการและอาการแสดง เช่น อาการปวด และบวมบริเวณขา โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อ น่องหรืออาจปวดบริเวณต้นขา หรืออาจพบ superficial vein dilate ด้วยทำให้บริเวณ นี้ร้อน แต่ส่วนปลายเท้าเย็นและซีด เนื่องจาก การไหลกลับของเลือดในหลอดเลือดฝอยไม่ดี - ไม่มีอาการและ อาการแสดงของ ภาวะ Venous thromboembolism และ Pulmonary embolism - Oxygen saturation ≥ 95 % -ไม่มีภาวะพร่อง Oxygen


140 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล ถ้าThrombus เข้าไปถึงexternal iliac vein จะทำให้ปวด บริเวณขาหนีบ 5. สังเกตอาการ และอาการแสดงของภาวะอุด ตัน ของเส้นโลหิตบริเวณปอด (Pulmonary embolism) เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที อาการดังกล่าวได้แก่ หายใจลำบาก (dyspnea) ไอเป็นเลือด (hemoptysis) เหงื่อ ออกมาก และหมดสติ นอกจากนี้จะมีอาการ Trachypnea, Rales, Tachycardia , pyrexia และ มี gallop rhythm บางราย อาจจะพบอาการcyanosis 6.รายงานแพทย์ทันทีที่พบอาการผิดปกติ ดังกล่าว 2.4.ปวดแผลหลัง ผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อบรรเทาอาการปวด แผลผ่าตัด 1. ประเมินและบันทึกระดับความเจ็บปวด ( level of pain score ) ภายใน 24 ชั่วโมง แรกหลังผ่าตัด ให้ประเมินทุก 1 ชั่วโมง จากนั้น ประเมินทุก 4 ชั่วโมง จนครบ 72 ชั่วโมง หลังผ่าตัด และประเมินต่อทุก 8 ชั่วโมง จนกว่า ผู้ป่วยจะกลับบ้าน - ผู้ป่วยทุเลาอาการ ปวด Pain score ลดลง ( < 3/10 ) - สามารถพักผ่อนได้ - สัญญาณชีพอยู่ใน เกณฑ์ปกติ


141 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2. อธิบายสาเหตุของอาการปวดแผล ให้ กำลังใจปลอบโยนและสัมผัสผู้ป่วยพร้อมแสดง ความสนใจต่อคำบอกเล่าของอาการเจ็บปวด 3. จัดให้ผู้ป่วยนอนท่าศีรษะสูง 30 -45 องศา (Fowler‘s position ) เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้า ท้องหย่อนตัว ลดการดึงรั้งบริเวณแผลผ่าตัด หน้าท้องทำให้อาการปวดแผลลดลง 4. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ อากาศถ่ายเทดีเพื่อให้ ผู้ป่วยพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ช่วยลด ความเครียดผู้ป่วยและทำให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น 5. ใช้วิธีการอื่นๆ ช่วยผู้ป่วยในภาวะเจ็บปวด เช่น การผ่อนคลาย เบี่ยงเบนความสนใจ และ ถ้าใช้ร่วมกับยาแก้ปวดจะช่วยให้การระงับ อาการปวดได้ผลดียิ่งขึ้น 6. แนะนำการใช้เทคนิคการผ่อนคลาย ความ เจ็บปวดด้วยตนเอง เช่น การสวดมนต์ ฟังเพลง หรือทำสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ 7. ตรวจสอบบริเวณที่เจ็บปวดและหาสาเหตุ เช่น ปวดแผลผ่าตัด อาจเกิด hematoma


142 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 8. หลักการให้ยาแก้ปวดจะต้องให้ยาก่อนเกิด อาการรุนแรง เพื่อให้การออกฤทธิ์ของยา สามารถระงับอาการปวดได้ 9. หากพบระดับความเจ็บปวดมากกว่าหรือ เท่ากับ 3ควรดูแลให้ได้รับยาแก้ปวด Morphine , Pethidine , Paracetamol ทุก 4 - 6 ชั่วโมง ตามคำสั่งการรักษา ติดตาม ประเมินอาการหลังได้รับยา รวมทั้งผลข้างเคียง ของยา 10.แนะนำให้ประคับประคองบาดแผลขณะ เคลื่อนไหว ไอ จามและแนะนำการไอที่ถูกวิธี 2.5 เสี่ยงต่อภาวะติด เชื้อหลังผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลังผ่าตัด 1.วัดอุณหภูมิของผู้ป่วยทุก 4 ชั่วโมง เพื่อ ประเมินสภาพผู้ป่วย 2. ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัดควรสังเกต อาการ และบันทึกบริเวณบาดแผลผ่าตัด ซึม บวมแดง อักเสบหรือไม่ 3. ดูแลสายสวนปัสสาวะ ว่ามีสิ่งอุดกลั้นสายทำ ให้การไหลของปัสสาวะไม่สะดวกหรือเปล่า - อุณหภูมิของ ร่างกาย ไม่ มากกว่า 38 องศา เซลเซียส - บริเวณแผลผ่าตัดไม่ ซึม ไม่บวมแดง และ ไม่อักเสบ


143 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล รวมทั้งบันทึกจำนวนลักษณะสีของปัสสาวะที่ ออกด้วย 4. ระมัดระวังดูแลสายสวนปัสสาวะ ให้อยู่ใน ระบบปิด และให้ถุงปัสสาวะต่ำกว่ากระเพาะ ปัสสาวะ (ต่ำกว่าหน้าท้องน้อย) อยู่เสมอเพื่อ ป้องกันการไหลย้อนกลับสู่กระเพาะปัสสาวะ 5. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้ ถูกวิธีด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง และแนะนำให้ผู้ป่วยทำความสะอาดทุกครั้งหลัง ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ 6. เมื่อพ้นระยะงดอาหาร และน้ำทางปาก ให้ ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2,500 ซีซี เพื่อ ป้องกันการติดเชื้อ เพื่อให้น้ำช่วยระบายของ เสียออกมาทางปัสสาวะ 7. แนะนำให้รักษาความสะอาดทั่วไป และ ระมัดระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ ถ้าแผลถูกน้ำ ให้ บอกเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้ทำแผลด้วยน้ำยาฆ่า เชื้ออย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการจับต้องบริเวณ แผลผ่าตัด - ผล Urinalysis ปกติ - ปัสสาวะสีเหลืองใส


144 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 8.สังเกตบริเวณแผลผ่าตัดมีการบวมแดง มี หนองหรือไม่ 9. ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา ของแพทย์ 10. ผู้ป่วยมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ควร เช็ดตัว เพื่อลดไข้ และเพื่อความสุขสบาย ร่างกายของผู้ป่วย 11.รายงานแพทย์ทันทีที่พบอาการผิดปกติ 12. ถ้ามีการทำแผลผ่าตัด ควรทำด้วยหลัก ปราศจากเชื้อ และล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผล ทุกครั้ง 13. แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มี โปรตีนสูง ผักและผลไม้ เพื่อส่งเสริมให้มีความ ต้านทานมากขึ้นและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 2.6 มีภาวะท้องอืด และท้องผูกหลังผ่าตัด ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน 1. ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ภายหลัง ผ่าตัด ช่วงแรกลำไส้จะทำงานน้อย และควรจะ เพิ่มขึ้นใน 12 ชั่วโมงหลัง ปกติลำไส้จะ ทำงาน 4 - 6 ครั้ง/นาที - ไม่มีอาการท้องอืด ปกติลำไส้จะทำงาน 4 - 6 ครั้ง/นาที


145 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 2. แนะนำและกระตุ้นผู้ป่วย ให้พลิกตะแคงตัว เคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัดทุก 2 ชั่วโมง และ พยายามลุกจากเตียงให้เร็วที่สุด เพื่อให้การ เคลื่อนไหวของลำไส้เป็นไปตามปกติ 3. สังเกตอาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน แสดงว่าการทำงานของลำไส้ยังไม่สู่ ภาวะปกติ จากมีกรดในกระเพาะและลำไส้มาก ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรายงานแพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาให้ยาลดกรดหรือยาขับลม 4. ควรแนะนำให้รับประทานอาหารตาม ขั้นตอน คือ เริ่มจิบน้ำได้ อาหารเหลว ถ้าไม่ มีอาการท้องอืด ให้เริ่มอาหารอ่อน และอาหาร ธรรมดา ตามลำดับ เพื่อฝึกลำไส้ให้ทำงานปกติ 5. แนะนำอาหารที่มีกาก ที่ไม่มีกรด แก๊สมาก อาหารย่อยง่าย เพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันอาการท้องผูก - ไม่มีอาการจุกแน่น ลิ้นปี่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน - สามารถพลิกตะแคง ตัว และลุกจากเตียงให้ เร็วที่สุด ระยะจำหน่าย 1. ขาดความรู้ในการ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับไป อยู่บ้าน ให้การพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความเข้าใจใน สภาพการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลมาจากการ - ผู้ป่วยสามารถตอบ คำถามเกี่ยวกับการ ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง


146 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล -ประเมินปัญหาและความ ต้องการของผู้ป่วยซ้ำก่อน จำหน่าย ผ่าตัด ควรให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด ดังนี้ 1. การรักษาความสะอาดของร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และสวม เสื้อผ้าที่สะอาด 2. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง และควรนอนกลางวันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน 3. ควรทำงานเบาๆ เช่น กวาดบ้าน หลีกเลี่ยง กิจกรรม ที่ต้องใช้แรงมาก หรือ กิจกรรมที่เพิ่ม แรงดันในช่องท้อง เพราะอาจทำให้แผลผ่าตัด แยกได้ เช่น ยกหรือแบกของ หนักๆ เดินขึ้นลง บันได อย่างน้อยเป็นเวลา 4–6 สัปดาห์ 4. การคุมกำเนิด และงดมีเพศสัมพันธ์อย่าง น้อย 6 สัปดาห์ หลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันการ ติดเชื้อและการมีเลือดออกทางช่องคลอด 5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และเพื่อให้แผลหาย - มีสีหน้ายิ้มแย้มดี - สามารถตอบคำถาม วันที่มาพบแพทย์ได้ ถูกต้อง


147 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล เร็วขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และดื่ม น้ำมาก ๆ 6.ห้ามสวนล้างช่องคลอดและอาบน้ำในอ่าง หรือน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง นาน 6 สัปดาห์ 7. ไม่แกะ เกาะแผลผ่าตัด เพราะอาจทำให้แผล เกิดการติดเชื้อได้ดูแลให้แผลแห้งอยู่เสมอ และ เปิดแผลผ่าตัดที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หลัง ผ่าตัดครบ 7 วันประเมินว่าแผลติดดีหรือไม่ 8. หลังตัดไหม 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถแกะ พลาสเตอร์และอาบน้ำได้ตามปกติ หลีกเลี่ยง การทาแป้งบริเวณแผล เพราะอาจเกิดการติด เชื้อ 9. สังเกตลักษณะของแผล ถ้ามีการติดเชื้อ เช่น ปวด บวม แดง ร้อน ที่บริเวณแผล หรือมีหนอง มีกลิ่นเหม็น มีไข้ ให้รีบมาพบแพทย์ 10. สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น มีเลือด หรือมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด คันช่อง คลอด ตกขาว มีกลิ่นเหม็นให้มาพบแพทย์


148 (ม.1) การประเมินปัญหาฯ (ม.2) การวินิจฉัย ทางการพยาบาล (ม.3) การวางแผนการพยาบาล (ม.4) การปฏิบัติการพยาบาล (ม.6) การประเมินผล 11.การมาฟังผลชิ้นเนื้อตามนัด 3 สัปดาห์ หลัง ผ่าตัดมาพบแพทย์ ตามวัน เวลา ที่แพทย์นัด และเวลามาพบแพทย์ทุกครั้งต้องนำบัตร ประจำตัวผู้ป่วยและบัตรประชาชนมาด้วยทุก ครั้ง


Click to View FlipBook Version