คำนำ
หนงั สือ “ฉันจะเป็นครู” เขยี นขึ้นจากเร่ืองราวและสถานที่ทม่ี อี ยจู่ รงิ
และเปน็ ส่วนหนึง่ ของรายวชิ ากระบวนการถอดบทเรยี นเพอ่ื เสรมิ สร้างชุมชน
การเรยี นร้วู ชิ าชพี ครู ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมองคค์ วามรเู้ ก่ียวกับการจดั การ
เรยี นรู้และแนวทางการศึกษาตา่ ง ๆ ที่ไดจ้ ากการเรียนรแู้ ละฝึกประสบการณ์
วิชาชพี ตลอดระยะเวลา 5 ปี
เนื้อหาท่ที กุ ท่านจะไดอ้ า่ นตอ่ ไปนี้ ไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติที่ถกู ต้อง
ทส่ี ดุ แต่ผู้เขียนหวงั เป็นอยา่ งยงิ่ ว่าผู้ทีไ่ ดอ้ ่านจะนำความรู้ทไี่ ดไ้ ปปรบั ใช้เพื่อ
ให้ได้แนวทางในการจดั การเรียนรู้ต่อไป
สส
เวร
จร ล
๔
.
\
ปจั จบุ นั อินเตอรเ์ น็ตและโซเชย่ี วมีเดียเขา้ มามบี ทบาทในการใช้ชีวิตประจำวนั มากยิ่งขึ้นซึ่งส่งผลให้การ
คน้ ควา้ สิ่งตา่ ง ๆ ได้อยา่ งไม่มีข้อจำกัด ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยนี ้ยี อ่ มส่งกระทบทงั้ ทางด้านดแี ละ
ดา้ นไมด่ กี บั นักเรียนในปัจจุบนั มากกวา่ อดตี เพราะทำให้นักเรียนได้เรยี นรู้ส่งิ แปลกใหม่ท่อี ยภู่ ายนอก
หอ้ งเรยี นไดอ้ ยา่ งอิสระ รวมท้งั สามารถพฒั นาความรู้และพฒั นาตนเองไดอ้ ย่างรวดเรว็ ตามโลกโซเชีย่ ว
และยังสืบค้นข้อมลู เองบนอินเตอรเ์ น็ตหรอื ทเี่ รียกกันว่า “ความรู้ไรพ้ รมแดน” ดว้ ยเหตนุ ค้ี ณุ ครใู นยคุ
ปจั จบุ นั จึงจำเป็นอย่างยงิ่ ที่จะต้องปรบั ตัวใหท้ นั ต่อสถานการณ์หรอื เตรยี มรับมือต่อการเปล่ยี นแปลงทาง
เทคโนโลยีของโลกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตอบโจทยค์ วามต้องการเรยี นรู้ของผู้เรยี นในยคุ ศตวรรษที่ 21
แลว้ ยงั ต้องปรบั เปลีย่ นรปู แบบการจัดการเรียนรูจ้ ากเดมิ ที่เคยสอนจากหนังสือเรยี น หรอื การยืนสอนหนา้
ชน้ั เรยี นมาเปน็ การสอนแบบพ่ีเล้ียงหรือโคช้ (coach) ดว้ ยการสง่ เสรมิ ทักษะผู้เรยี น เพ่ือให้ผู้เรียนไดร้ บั
ประโยชนส์ งู สุดจากการเรียนรทู้ นี่ ำไปสกู่ ารใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้อยา่ งรเู้ ท่าทันสถานการณ์ในปัจจบุ ัน
๊ืสืส๊ืสืส็ต๊ึฟ
*>
จากพฤติกรรมของเด็กยคุ ใหม่ท่กี ล้าจะต้งั คำถามและเรยี นรสู้ งิ่ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง บทบาทของครู
ในฐานะผู้สอนหรอื ผถู้ ่ายทอดความรวู้ ิชาการน้นั ย่อมมีความสำคัญนอ้ ยลง แตถ่ กู แทนทีด่ ว้ ยการเปน็
“โค้ช (Coach)” ในการจดั การเรยี นรใู้ นช้ันเรยี น โคช้ ในที่นไ้ี มใ่ ชเ่ พยี งแคแ่ นะนำด้านวชิ าการความรู้
เพยี งอย่างเดียว แต่จำเป็นตอ้ งให้ผเู้ รยี นได้เรียนรแู้ ละปรบั ใชค้ วามร้วู ชิ าการใชก้ บั ชวี ติ ประจำวันด้วย
ความทีเ่ ด็กยคุ ใหม่มคี วามเป็นตัวของตัวเองสูง พวกเขาพร้อมรบั ฟงั และเรยี นรเู้ รอ่ื งราวใหม่ ๆ ใช้
เทคโนโลยีได้อย่างเช่ยี วชาญ แตส่ ิ่งทีพ่ วกเขาขาด คอื การใช้เทคโนโลยีให้เกดิ ประโยชน์แกต่ นเอง
จ4 กษะ
ค คให
ท่มุยูรั
นำเทคโนโลยเี ขา้ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการสอน เพอ่ื สรา้ งความสนใจและสร้าง
บรรยากาศในชัน้ เรียน พรอ้ มสง่ เสรมิ ทกั ษะที่จำเป็นกบั เดก็ ผ่านการจดั กิจกรรม
การเรียนรทู้ ง้ั ในห้องเรียนและนอกหอ้ งเรียนดว้ ย พรอ้ มท้งั สร้างแรงจงู ใจเพื่อให้
ผู้เรยี นเกดิ การใฝ่เรยี น ใฝ่รู้ สบื คน้ ข้อมลู เพื่อหาคำตอบเพมิ่ เตมิ ดว้ ยตนเอง
*
Bt
ส็สื
1nmmwmid ฑmmึw๊m"ไ1
กระตนุ้ ให้นักเรียนมีความคิดสรา้ งสรรค์ กล้าท่จี ะคดิ และกลา้ ท่จี ะแสดงความคดิ เห็น
ในสง่ิ ท่ีเปน็ ประโยชนแ์ ละสามารถปรับใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ อกี ทั้งพฒั นาทักษะการ
คดิ วิเคราะห์ กระตุ้นให้ผู้เรยี นได้คิดอยา่ งมเี หตผุ ล สงั เคราะหส์ ง่ิ ต่าง ๆ แล้วนำไปสู่
แนวคิดใหม่ ๆ เพอื่ สรา้ งความม่นั ใจกับเด็กในการเผชิญกบั โลกแหง่ ความเปน็ จริง
ฑ่รุ๊งุ๊
เปลย่ี นจากครูผู้สอนเป็นครูผฟู้ งั เนอ่ื งจากเด็กยุคใหม่
เรมิ่ มคี วามคดิ ท่ีแตกต่างกนั ซึง่ ครจู ะตอ้ งเปิดโอกาสให้
นักเรียนได้มโี อกาสแบ่งปนั เรือ่ งรวมหรือแสดงความ
คดิ เหน็ ส่ิงท่ชี อบทำ ส่ิงทชี่ อบดู หรอื ประสบการณ์ท่ี
พบเจอนอกห้องเรียน เพือ่ เปน็ การลดช่องว่างระหวา่ ง
ครผู สู้ อนและผู้เรียน ทำให้ครผู ู้สอนรู้จกั ตัวตนของผู้
เรยี นมากยง่ิ ขนึ้ รวมทัง้ เป็นช่องทางในการรบั รู้ความ
ชอบของผูเ้ รยี นรายบคุ คลได้อกี ด้วย
จดั การเรยี นรใู้ ห้ผเู้ รียนมีทกั ษะชีวติ ให้
สามารถปรับตัวเข้ากับสงั คม และมี
ภมู คิ ุ้มกันที่แข็งแรงจากสงั คมทัว่ ไป
และสงั คมออนไลน์ โดยการเชอ่ื มโยง
สถานการณ์ทเี่ กดิ ขึ้นเข้าไปในบท
เรยี นการจัดการเรียนร้เู พื่อให้ผ้เู รียน
ได้เกิดการคิดต่อยอด และสามารถนำ
ไปปรับใช้กบั ชวี ิตประจำวนั ได้
การจดั การเรยี นรทู้ เี่ น้นทกั ษะการใช้ชวี ติ ถือเปน็ สง่ิ จำเป็นอย่างย่ิงในปจั จบุ ัน ซ่งึ เห็นไดว้ า่ ในอดีตครูผู้สอน
ยงั คงม่งุ แตเ่ พยี งการจดั การเรยี นรใู้ นหนงั สอื เรยี นเพยี งอยา่ งเดยี ว จงึ ทำให้ผู้เรียนสว่ นใหญ่ยังวนอยูก่ ับ
การทอ่ งจำเนือ้ หาคอ่ นขา้ งหนัก การทำการบ้าน การติวเขา้ เพื่อสอบวัดความรู้ต่าง ๆ สง่ิ เหลา่ น้ีไมใ่ ช่สง่ิ ท่ี
ผิดแตอ่ ยา่ งใด แต่จำเป็นต้องเพ่มิ เนอื้ หาสาระในดา้ นการใชช้ ีวติ เพ่ือให้ผู้เรยี นไดร้ ้จู กั ปรบั ตวั หรือรบั มือกับ
สถานการณ์ต่าง ๆ ในสงั คมทเ่ี ปล่ียนแปลงเขา้ ไปด้วย หรือครูผู้สอนอาจจะต้องสอดแทรกเหตกุ ารณแ์ ละ
สถานการณ์สมมตทิ ่ีมักเกิดบอ่ ยคร้งั เพ่ือให้ผ้เู รยี นไดร้ ู้จักการแกป้ ัญหาจากเหตุการณแ์ ละสถานการณ์
สมมติน้นั มากกวา่ การทอ่ งจำเนือ้ หาท่ีมอี ยูใ่ นแบบเรยี น ยกตวั อย่างเชน่ การคิดวเิ คราะหง์ ่าย ๆ
จากขา่ วสารทไี่ ด้ฟงั หรอื เหตกุ ารณใ์ นชวี ิตประจำวนั ท่ีเกิดข้นึ ในทอ้ งถน่ิ เปน็ ตน้
3 บทบาท ค ให
ร่มุยู
ค เ ดโลก
เ อมโยง เทคโนโล
ปฏิเสธไมไ่ ดว้ า่ ปจั จบุ นั โลกถกู เชือ่ มโยงเข้าหากนั ดว้ ยการพฒั นาทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก
ทำให้ผเู้ รียนสามารถเข้าถูกเขา้ ถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างงา่ ยดาย อาจจะพูดไดว้ า่ “Google” ก็
สามารถเป็นครใู ห้กบั ทุกคนได้ การเปน็ ครูในยคุ ท่ีเทคโนโลยเี ข้าถึงได้ง่ายเช่นน้ี ครจู ำเป็นต้องมี
ทกั ษะไดม้ ากกว่าการสอนหน้าชั้นเรียน
ทักษะทางอารมณ์ (Solf skills) คุณลกั ษณะส่วนบุคคลทีส่ มั พนั ธ์กับความฉลาดทางอารมณ์
(EQ) เชน่ ทักษะการสือ่ สาร การแก้ปญั หาความขดั แยง้ การจงู ใจ การเจรจาตอ่ รอง การคดิ เชิง
กลยุทธ์ การสร้างทมี เปน็ ต้น ทกั ษะทางอารมณน์ ้ีเป็นสว่ นสำคญั ท่ีจะสรา้ งการเรียนรูท้ ส่ี มบูรณ์ให้
แก่ผเู้ รยี น เปน็ การจัดการเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรยี นได้เข้าถึงการเปล่ียนแปลงบนโลกน้ี โดยจะมุง่ เนน้ ใน
เรื่องการตดิ ตอ่ สอื่ สาร การอยู่รว่ มกนั ในสังคม การมองโลกในแง่ต่าง ๆ การแสดงออกในสงั คม
ไปจนถงึ การเปน็ มิตร เป็นต้น
ีย่ืช่ีทิปู้ผูร
เ าไปใน วใจ
ของ เ ยน
ส่ิงทส่ี ำคัญที่สดุ ของการเปน็ ครูในศตวรรษท่ี 21
นั้นคือการยอมรบั ความเปล่ยี นแปลง ยอมรบั วา่ โลกใน
ปจั จบุ ันกับโลกเมือ่ 5 ปที ่แี ล้ว หรือโลกในอกี 5 ปขี า้ ง
หน้าลว้ นมีการเปลย่ี นแปลงท้ังหมด จากผลการของ
การคดิ คน้ นวัตกรรมและเทคโนโลยตี า่ ง ๆ มากมายมา
ตอบสนองความตอ้ งการของมนษุ ย์และการเรียนรู้ของ
ผ้เู รยี นในรุ่นใหม่ (New Generation)
การยอมรบั ความเปลีย่ นแปลงจะเป็นจดุ เรม่ิ ต้นสำคญั ท่ี
จะนำไปสู่การพฒั นาตนเองของครู ซ่ึงกลา้ ทเี่ รยี นรสู้ ่ิง
ใหม่ ๆ ไดท้ ดลองทำในสง่ิ ท่ีแตกตา่ งอยา่ งสร้างสรรค์
เพื่อให้ผูเ้ รยี นม่ันใจว่าโรงเรยี นหรอื ห้องเรยี นนจี้ ะ
กระบวนการจัดการเรยี นรทู้ ่ดี ีที่สุดใหก้ ับพวกเขา ครูผู้
สอนจะเปน็ “โคช้ (Coach)” ทีด่ ที ง้ั ด้านวชิ าการและ
การใช้ชีวิต เป็นเพ่อื ที่ใหค้ ำปรึกษากบั พวกเขาได้
เพราะครูคอื คนทส่ี ำคัญท่สี ดุ ในการสร้างสรรคผ์ ้เู รียน
ีรู้ผัห้ข
วม น
เ จออก แบบ ความ
ในยุคที่ผู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลางในการออกแบบผสู้ อน เด็กยุคใหมค่ ือผกู้ ำหนดสิ่งที่เขายาก
จะเปน็ ดังนน้ั การออกแบบการจัดการเรียนรู้ คอื สงิ่ ท่ีครูในศตวรรษที่ 21 จำเปน็ ตอ้ ง
เปดิ พ้นื ที่ให้กับผูเ้ รียน ไดม้ สี ่วนรว่ มและรบั ฟงั แสดงความคิดเหน็ อย่างเป็นอิสระ
ร็รำสัก่
ee การ สอน "
*
จากศตวรรษที่ 20 สศู่ ตวรรษท่ี 21 ความเปล่ยี นแปลงท่ีเห็นได้ชัดท่ีสดุ คอื ความก้าวหน้าของ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทท่ี ำให้เกิดสังคมออนไลนท์ ่เี ชย่ี มโยงโลกแต่ละส่วนเข้าด้วยกนั สามารถ
แลกเปลยี่ นขอ้ มูลข่าวสารซ่ึงกนั และกันไดอ้ ย่างรวดเรว็ และงา่ ยดายผา่ นทางโซเชย่ี วมีเดีย (Social
media) และอปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเปน็ โทรศพั ท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเลต็
ท่ีมกี ารพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตง้ั แต่ศตวรรษท่ี 20 ซึง่ ปจั จุบันอุปกรณ์เหลา่ นี้ก็ได้มกี ารพฒั นามาอย่าง
ตอ่ เน่ืองและกลายเป็นปจั จัยสำคัญที่ทกุ คนตอ้ งมีไวเ้ พอ่ื ตอบสนองต่อการก้าวหน้าทนั การเติบโตของ
โลก ดงั นนั้ ลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 น้นั เรื่องของการใชเ้ ทคโนโลยกี ารสรา้ งให้ผู้เรียนเปน็ นักคิด
และนักพฒั นา ถอื เปน็ หวั ใจหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเปน็ ไปตามยคุ สมัยทเ่ี ปลีย่ นแปลงไป
ครูจะเปน็ ผสู้ อนพยี งอย่างเดียวเหมอื นในอดีตไม่ได้ จะต้องให้ผ้เู รยี นได้เรียนรดู้ ้วยตนเองด้วย
โดยทคี่ รูออกแบบการจดั การเรยี นรู้ เปน็ ผแู้ นะนำ และอำนวยความสะดวกในการเรยี นรใู้ หก้ บั นักเรยี น
ทงั้ นเี้ พื่อให้ผเู้ รยี นสามารถสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาองคค์ วามรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง
ซ่งึ การสร้างสรรคด์ ้วยตนเองนค้ี ือแนวทางสำคัญในศตวรรษท่ี 21
••
การจดั การเรยี นรูท้ ่ีไมใ่ ช่การบอกกล่าว แต่
เป็นการสาธิต การอธิบาย ถา่ ยทอดความรู้
ทกั ษะจากผสู้ อนส่ผู ้เู รียน เป็นการสร้างความ
สัมพันธ์ระหวา่ งผู้เรียนและผ้สู อน ครูผสู้ อนจะ
ต้องเปน็ ผูน้ ำเสนอ และสาธติ นี่คือครใู น
ศตวรรษท่ี 21 สงั เกตการณ์ แก้ปัญหาของผู้
เรียน ตงั้ คำถามกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การคดิ
และแก้ปญั หาทำให้เกิดปัญญากระตุ้นให้มอง
เห็นปัญหาทเ่ี กดิ ขนึ้ ทัง้ ในอดตี และอนาคต
จัดบรรยากาศกระตุ้นใหม้ แี รงจงู ใจในการ
เรียน ครูผ้สู อนจะไมใ่ ชเ้ หตกุ ารณ์จนิ ตนาการ
ในการจัดการเรียนรู้ แต่ให้ผูเ้ รียนเรยี นร้จู าก
สถานการณ์จริงให้ไดม้ ากท่สี ุด มกี ารปฏบิ ตั ิ
จริง เกิดการสร้างความความรดู้ ้วยตนเอง
และเกดิ ประเด็นคำถามทตี่ อ้ งการรู้กอ่ นเร่มิ
กจิ กรรมการเรยี นรู้
#% A- 77 Esv
AKITAACTIONTT
อะคติ ะโมเดลหรอื รปู แบบการจดั การเรียนรตู้ ามแนวคดิ Akita Action Model เปน็ รูปแบบการสอน
ทพ่ี ฒั นามาจาก Problem Based Learning เรม่ิ ตน้ จากศนู ย์การศกึ ษาของจงั หวัดอะคติ ะจดั ใหม้ กี ารแลก
เปล่ียนด้านวชิ าการของครผู ูส้ อน ในลักษณะของชมุ ชนผ้ปู ฏิบัติ (Community of Practice)
โดยเรมิ่ จากครูวิชาคณิตศาสตรแ์ ละวิชาภาษา จนครูมกี ารซมึ ซับมาระยะหน่ึงแล้วพฒั นามาเรือ่ ย ๆ ในปี
ค.ศ. 2014 ไดม้ กี ารรวบรวมเป็นเอกสารและทดลองใช้กบั วิชาอื่น ๆ โดยยังไมม่ กี ารวจิ ัยอยา่ งเป็นทางการ
แคน่ ำจดุ ดีมาขยายผลในวงกว้างหลงั จากนน้ั จังหวัดอะคิตะกไ็ ด้รวบรวมและเรียบเรียงเปน็ แนวคิดใหม่
โดยมแี ก่นสำคญั ของรูปแบบการสอนแบบอะคติ ะ 4 ประการ ไดแ้ ก่ ร้จู กั ต้ังขอ้ สังเกตในการเรยี นรู้
มคี วามคิดของตนเอง อภิปรายกนั เป็นครหู รือเป็นกลมุ่ และทบทวนเนือ้ หา
น1
รู้จกั ต้งั ขอ้ สังเกตในการเรยี นรู้ เด็กนกั เรยี นจะรู้ไดด้ ้วยการคดิ เอง
โดยการค้นพบหัวขอ้ ในการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง และรจู้ ักตง้ั ขอ้ สังเกตในการหาคำตอบ
☒
รู้จกั ต้งั ขอ้ สงั เกตในการเรียนร้หู วั ขอ้ การเรียนรูท้ ีเ่ หมาะสมเป็นสิ่งสำคัญท่ีจะทำใหเ้ ดก็ เกดิ การ
เรียนรแู้ บบ Active Learning หวั ขอ้ การเรียนรู้ต้องมคี วามนา่ สนใจ ดงึ ดดู และเพมิ่ ความร้สู ึกอยาก
เรียนรใู้ ห้กับนกั เรียนกระตนุ้ ใหค้ ดิ เกย่ี วกบั สาเหตุและหลักฐานสนับสนนุ โดยใชค้ ำ ถามว่า “ทำไม”
ข่ีท้ั
มคี วามคดิ ของตวั เอง การมีความคิดเปน็ ของตนเอง จะเชอ่ื มโยงไปสกู่ จิ กรรมการอภปิ ราย
iIที่ชว่ ยขยายความคดิ ใหก้ ว้างและลึกซ้ึงข้ึน
มีความคิดของตนเองทกั ษะการคดิ พิจารณาดว้ ยตนเองเปน็ ทกั ษะทจี่ ำเป็นในการ
เรยี นการสอนเชงิ รกุ เง่อื นไขสำคญั ทจ่ี ะจัดการเรยี นการสอนเชงิ รกุ ให้สำเรจ็ ได้น้นั
คอื “การมีความคิดเป็นของตัวเอง” เม่อื มีความคิดเปน็ ของตวั เองแลว้ จึงจะสามารถ
จดั กจิ กรรมการอภิปรายเพ่ือแก้ปัญหาได้สำเร็จ
อภปิ รายกันเป็นคู่ จากการเรียนแบบให้ความรว่ มมอื ซึง่ กนั และกัน
จะชว่ ยทำใหค้ วามคิดของแต่ละคนกว้างและลกึ ขึ้นความสามารถในการคดิ
1 ำและการแสดงออกกจ็ ะเพม่ิ ขน้ึ
อภิปรายกนั เป็นคู่ กลุ่ม หรือทั้งชัน้ เรียนอภปิ รายเพอื่ เพ่ิมทกั ษะการแกไ้ ขปญั หา เปรียบเทยี บ
ความคดิ ทไ่ี ดจ้ ากการคิดดว้ ยตนเอง จากนั้นแบ่งกล่มุ เพ่อื อภปิ ราย หรอื อภปิ รายร่วมกันกบั ทกุ
คนในชั้นเรียน เพอ่ื หาวิธแี กไ้ ขปัญหารว่ มกนั การปรบั แกค้ วามคิด ให้คำแนะนำในจุดทผ่ี ดิ และ
การยอมรบั ในจุดดี จะชว่ ยทำใหท้ ักษะในการคดิ พจิ ารณาหลากหลายมมุ ติดตวั ไปตลอด เพือ่ ให้
นักเรยี นสามารถอภิปรายกันได้ ตอ้ งแนะนำใหน้ กั เรยี นเลือกรูปประโยคทจ่ี ำเปน็ ต่อการ
อภิปราย ตามระดบั พัฒนาการของนักเรียน และการเตรียมคนทีจ่ ะทำหน้าทพี่ ิธกี รไวใ้ ห้พร้อม
ทำหนา้ ที่อยเู่ สมอกจ็ ะช่วยใหก้ ารอภปิ รายมปี ระสทิ ธภิ าพดยี ่งิ ข้ึน
ทบทวนเน้ือหาและวิธกี ารเรียนรกู้ จิ กรรม การทบทวนโดยใช้สมดุ จดบันทกึ หรือการเขยี นบนกระดาน
iIจะช่วยให้จดจำเนอื้ หาการเรียนรู้และวิธกี ารเรยี นรไู้ ด้อยา่ งแมน่ ยำ
ทบทวนเนือ้ หาและวิธีการเรยี นรู้ขนั้ ตอนนีเ้ ปน็ การสมั ผัสกับความรสู้ ึกท่ี “เข้าใจ ทำได”้ อย่างแท้จริง
การสรปุ ส่ิงท่ีสามารถทำและเข้าใจไดเ้ พ่มิ ขึ้นด้วยคำพดู ของตนเอง
จะทำให้เกดิ ความเข้าใจทแ่ี ทจ้ รงิ และสรา้ งความต้งั ใจทจ่ี ะเรยี นรูใ้ นคร้งั ตอ่ ไป
ในการสรุปและทบทวนมีข้อควรระวงั คือ วธิ กี ารและเวลาทใี่ ชใ้ นการสรปุ
การทบทวนจะแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะรายวิชาส่งิ ทจ่ี ำเปน็ กค็ อื เวลาปฏบิ ตั จิ รงิ ตอ้ งมคี วามยืดหยุน่
" ต ญญาณ"
จิวิ
สขุ ภาวะ คอื ร่างกายทีเ่ ป็นสขุ จิตใจที่เปน็ สขุ
อาจใชภ้ าษาอังกฤษแทนคำว่า “HEALTHY”
ซง่ึ มีองคป์ ระกอบอยู่ 3 สว่ น หรอื 3H
ได้แก่ Head หมายถงึ หัวท่ีใช้ในการคิด วิเคราะห์
Heart หมายถึงหวั ใจ จิตใจทเ่ี ป็นส่วนประกอบดา้ นอารมณ์
และ Hand หมายถงึ มือ การปฏิบัติลงมอื ทำ
เมื่อท้งั 3H รวมกนั จึงเปน็ Humanise หรอื ความเป็นมนษุ ยท์ ี่สมบรู ณ์
การทำจิตให้วา่ ง วางตวั เอง ฟังเสียงท่ีพบ สมั ผสั บรรยากาศ อยกู่ ับตัวเอง คือการภาวนาจติ
การนิเวศภาวนา เป็นการอยูก่ ับตัวเองจนรู้วา่ สภาพแวดลอ้ มของเราเปล่ยี นแปลงไป
ภาวนาพิจารณา การสังเกตตัวเองเมื่อเรามคี วามสงบมากพอ จงึ จะเห็นภายในของจิตใจเราได้
ทั้งหมดนค้ี ือการสงั เกตตวั เองเพอ่ื ให้รู้จักตัวเอง
การพจิ ารณาใครค่ รวญทำใหเ้ กดิ ปญั ญา เมอ่ื เกิดปญั ญาแล้ว
จะทำใหเ้ รามองการอนาคตของการทำกจิ กรรมต่าง ๆ ครั้งตอ่ ไปได้
กจิ กรรมต่อไปจะทำอะไร ทำอะไรตอ่ ไป ดำเนนิ การไปในทศิ ทางใด
การจดบันทกึ เป็นการรูส้ กึ ตัว
การเขา้ กล่มุ เป็นการแบ่งบนั ประสบการณ์
การเปิดใจ เปน็ การแบง่ บันความร้สู กึ ท้ังเสียใจและมคี วามสขุ
หรือความกังวลทใ่ี นใจให้คลายลงจากการเลา่
จริยธรรม เป็นความผูกพันกบั ศลิ ยด์ ้วยใจที่พอประมาณดว้ ยใจ โดยไม่มีถอ้ ยคำใด
การเรยี นรู้ผา่ นความรสู้ กึ และการเคล่อื นไหว เนน้ กระบวนการไมใ่ ช่รปู แบบ
ประสบการณ์ทีแ่ ปลกใหม่ในการจัดการเรียนรู้ กจิ กรรมท่ีหลากหลายไม่ซบั ซอ้ น
ทงั้ หมดนค้ี ือ จิตปัญญาศกึ ษา การเลือกลกั ษณ์ของศาสตรแ์ ห่งนพรตั น์เป็นการรู้ตัวเอง
เรยี นรู้จากรากฐานตวั เอง กิเลสที่เกดิ ข้ึนจากภายในใจหรือกเิ ลสในลักษณ์ บารมใี นลกั ษณ์
เรยี นลกั ษณเ์ พือ่ ใหภ้ ายในจิตใจรผู้ ดิ รชู้ วั่ รูว้ า่ ควรทำหรอื ไมค่ วรทำ กระบวนทศั นใ์ นการส่งเสริมจรยิ ธรรม
จะไมใ่ ชจ้ ติ แพทย์แต่จะใช้วีธเี ขา้ หาอย่างเนยี น ๆ มนุษยน์ นั้ เกิดมาเพื่อเปน็ ผู้กระทำ เปน็ ผ้ทู ี่เขา้ หาคนอ่ืนกอ่ น
งดเวน้ การทำชว่ั ทำในสง่ิ ที่ดี สงั เกตวัยและพัฒนาการ การควบคุมวัยรุ่นจากระดบั ปานกลางไปหาน้อยใหเ้ ขา
ควบคุมตนเอง ไม่ใชเ้ ราไปควบคมุ เขา และสมดลุ ของกาย ความคิด จติ ใจ ใหส้ อดคล้องกันไป
• •
~
จิตปัญญาจะไม่พดู ถึงเรอื่ งการวัดผลผเู้ รยี น
หรือตัวช้ีวัดการเรียนรู้ การตอบรับของครูผู้
สอนในมุมมองทผ่ี ู้เรียนมองไม่เหน็ แนวคดิ
ในการประเมินผ้เู รยี นจะมุ่งเน้นการพฒั นา
ด้วยจิตใจ มคี วามเอ้อื เฝอ้ื รจู้ กั และเข้าใจ
ตนเองเปน็ ฐานในการขยายจิตสำนกึ ตอ่ สว่ น
รวม ส่ิงสำคัญในจติ ตปญั ญาศึกษา คอื การ
รตู้ วั เอง พัฒนาตนเอง ทำใหผ้ เู้ รียนมแี รงจูง
ในในการเรียนรู้ ระบบการประเมนิ ทีเ่ ปิด
และเน้นไปทค่ี วามร่วมมอื ของผู้เรียนและผู้
สอน จะช่วยสง่ เสรมิ การเรยี นรทู้ ่มี คี วามลกึ
ซึ้งมากยงิ่ ข้ึน สร้างความเช่อื ม่นั ในการเรยี น
รู้แบบใหม่ๆ จิตตปญั ญาศึกษาจะไมเ่ ห็น
ด้วยกับการทำขอ้ สอบในการใชว้ ัดประเมนิ
จิตพสิ ัย แตจ่ ะสังเกตพฤตกิ รรมและการ
แสดงออกของผู้เรยี น นีค่ ือการประเมิน
ภายนอกทีค่ รเู ปน็ ผู้สงั เกต และการประเมนิ
ตนเองจากการสังเกตการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กิด
ขึ้นมีผลดีหรือไม่ หรอื ประเมนิ จากการเขียน
บันทกึ หลังการเรียนรู้ของผ้เู รียน ท้งั หมดน้ี
เป็นเครือ่ งมือในการประเมินการเรียนรจู้ ะ
การเปล่ียนแปลงของผูเ้ รยี น
จติ ศึกษา คือการพัฒนาตนเองท้งั ภายในจิตใจและภายนอกจติ ใจ การรบั รูอ้ ารมณ์ตองตนเอง
รบั ร้กู ารกระทำของตนเอง เปน็ การต้งั สติ สมาธใิ ห้อยูก่ ับตนเอง ณ ขณะนัน้ การทำจติ ศึกษาเป็นการรู้ตนเอง
ว่าตนนี้เราอยู่ทไ่ี หน เราทำอะไร มีความรูส้ กึ อยา่ งไร เรากำลังทำอะไร แลว้ เราจะทำอะไรตอ่ ไป ผลทเ่ี ราทำ
จะเป็นอยา่ งไร ให้เราตระหนกั ถงึ สิง่ ที่เกดิ ขน้ึ ทั้งในอดีต ปัจจุบนั และอนาคตทก่ี ำลังจะไป เหน็ คุณค่าในตัวเอง
คนอื่น และสงิ่ ตา่ ง ๆ เพ่อื การดำเนนิ ชวี ติ อยา่ งมีเปา้ หมายและมีความหมาย การอยูร่ ่วมกนั อยา่ งเคารพซึ่งกัน
และกนั ยอมรบั ในความแตกตา่ ง ใหเ้ กยี รติ มวี นิ ยั มคี วามรับผิดชอบตอ่ ตนเองและสังคม ท้งั นจ้ี ิตศกึ ษาได้
ถูกนำไปบูรณาการในการจัดการเรียนรกู้ อ่ นเริ่มกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พื่อใหผ้ ้เู รียนมีสมาธิในการเรยี นรู้ อยู่กับ
ตวั เองและเป็นข้นั นำของกจิ กรรมในการสรา้ งประเดน็ ปญั หาในการเรียนรู้อกี ด้วย
าง คนใ มา สอน างไ
แ างใ วงก เมตตา และ ยไ ไ
* Marvacollins
้ด่ม่หัร้ห้จ่ต้ด้จ้ห้จ
ต ญญาณ ความ เ น ค ไ ไ เ ด จาก การ อง จาก ห ง อ
ไ ไ เ ด จาก การ า ตน เอง เ น ก กษา ค
ไ ไ เ ด จาก การ า ตน เอง จบไป จะ องไ เ น ค
แ เ ด จาก การ เราพา ตน เอง เ าไปใน น เ ยน เจอ ก เ ยน
ไป สอน ไป ใ ต การ เ น ค ในโรง เ ยน
ีรูร็ปิวีช้ชีรันีร้ัช้ข่ีทิก่ตูร็ป้ด้ต่วู้ร่ีทิก้ด่มูรึศัน็ป่วู้ร่ีทิก้ด่มืสันำจ่ทิก้ด่มูร็ปิวิจ
โรง เ ยน เ น น น ค
เ ยนอง เ ยน วย ส าง การ คของ และ เ ยน
จรรยาบรรณ ชา พ ก เห า งาน และ สถาน การ จ ง
ยาภร* ผศ . ดร . ชญา ภ๋ ต
์นัริพ์ณิปิร์น้น่ีทึฝีชิวีรู้ผูรู้รีร้ร่ชีร้หูร้ัป่ีท้ืพ็ปีร
General Science
Major
“นักศึกษาสขุ ภาวะ”
ประโยคแรกท่ไี ดย้ ินเมือ่ เริ่มตน้
เขา้ สู่การเป็นนกั ศึกษา
สาขาวิชาวิทยาศาสตรท์ ั่วไป
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
อุบลราชธานี ปีการศกึ ษา 2559
เป็นปแี รกที่เปล่ียนแปลง
จากคำว่านักเรยี นสู่นักศกึ ษา
การเรียนรู้ของการเปน็ นักศึกษาสขุ ภาวะไมไ่ ดเ้ ริ่มจากในห้องเรียน แต่เร่ิมจากในโรงเรียน
ซงึ่ กอ่ นเปิดเทอมแรกน้นั ทางสาขาวิชาไดม้ ีการจัดค่ายเพื่อเตรียมความพรอ้ มสู่การเปน็
นักศกึ ษาในร้ัวมหาวทิ ยาลยั โดยคา่ ยน้จี ดั ท่ีโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนบา้ นตาเอม็
อ.นำ้ ขนุ่ จ.อุบลราชธานี ไม่ใชค่ รัง้ แรกทเี่ ราไดโ้ รงเรียน ตชด.แตเ่ ป็นคร้งั แรกท่ไี ดร้ ่วม
กิจกรรมค่ายเตรยี มความพรอ้ มที่ใช้เวลา 3 วัน 2 คนื นักศึกษาทร่ี ว่ มกิจกรรมมเี ราที่อยู่
ช้นั ปที ่ี 1 ตอนน้นั และพช่ี น้ั ปีท่ี 2 ชั้นปีท่ี 3 บางส่วน กจิ กรรมภายในคา่ ยจะเนน้ ไปทาง
ด้านวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นสว่ นใหญ่ ยกตวั อยา่ งเช่น การติดช่อื วิทยาศาสตรต์ น้ ไม้ เปน็ ต้น ใน
กจิ กรรมวนั ที่ 2 เราได้เดนิ ทางไปอีกโรงเรยี นหนง่ึ ซ่ึงทางเขา้ โรงเรียนจะลกึ เข้าไปในซอย
เรือ่ ย ๆ ตง้ั แต่ถนนทีเ่ ปน็ ยางมะตอย ถนนคอนกรตี 2 เลน คอนกรีต 1 เลน ไปจนถึง
ถนนรุกรงั ดินแดน แตเ่ ทา่ น้ียังไม่ถงึ โรงเรยี นเน่อื งจากวา่ เราจดั ค่ากันในชว่ งต้นฤดฝู น
ถนนทางเข้าโรงเรียนจงึ เตม็ ไปดว้ ยโคลนสีแดง เราผา่ นเสน้ ทางท่ียากลำบากและระหว่าง
ทางมีรา้ นคา้ เพียงร้านเดียว ข้างทางเป็นไร่นาและสวนยางพารา สวนมนั ซึ่งเดาได้ไม่ยาก
ว่าอาชพี ของหมบู่ ้านนคี้ ือ เกษตรกรนั้นเอง เราเข้าไปเร่อื ย ๆ จนถงึ โรงเรียนบ้านหนอง
ดุม ซึง่ เป็นโรงเรยี นทแ่ี ปลกและเป็นทแ่ี รกทีเ่ คยเกน็ โรงเรียนแบบนีม้ าก่อน ซึ่งนกั เรยี นทกุ
คนจะมาชว่ ยกันทำคงามสะอาดบรเิ วรโรงเรียนก่อนเขา้ แถวเคารพธงชาติ และเมอื่ เคารพ
ธงชาติเสรจ็ เรียบร้อยก็เรม่ิ เดินจงกลมเข้าชัน้ เรยี นของตนเอง ภายในห้องเรยี นมกี ารนอน
และปน้ั ดินนำ้ มนั ในตอนนนั้ กย็ งั คงไม่เขา้ ใจวา่ ทำไมเราตอ้ งทำแบบนม้ี นั เกีย่ วกับการ
สอนตรงไหน แต่เมอื่ ครูประจำช้นั ได้ให้เรามีส่วนรว่ มในกจิ กรรมน้นั จึงเขา้ ใจว่า การนอน
การปัน้ ดินน้ำมันนัน้ เป็นการฝึกสมาธิเพือ่ ใหน้ ักเรียนอยู่กับตวั เองลมื การกระทำทผี่ ่านมา
และมองอนาคตที่จะเกิดขนึ้ วา่ ต้องการทำอะไรต่อไป น่ีคือทำให้ตัวเรามีสุขภาวะ และ
โรงเรียนบา้ นหนองดุมคือโรงเรียนสขุ ภาวะ
☐
... .
นกั ศึกษาชนั้ ปีที่ 1 ไดเ้ รียนรู้การออกแบบกิจกรรมเกย่ี วกบั วิทยาศาสตร์ เกมส์วิทยาศาสตร์ และ
การทดลองวทิ ยาศาสตร์ โดยเราจะออกแบบกิจกรรมการเปลย่ี นกลุม่ ร่วมกนั เมอ่ื ออกแบบเสรจ็
เรียบรอ้ ยแลว้ กน็ ำไปทดลองกับนกั เรยี นจริงในโรงเรยี น ซงึ่ กอ่ นการจัดกิจกรรมแต่ละครงั้ ร่วมกนั
ออกแบบกิจกรรม และเตรียมอปุ กรณร์ วมไปทงั้ แบง่ หนา้ ทแ่ี ละช่วงเวลาในการจัดกจิ กรรมแต่ละ
คร้ัง และหลงั จากจดั กิจกรรมเสรจ็ เรียบร้อยแลว้ ทุกคนจะมาพดู คยุ แลกเปล่ียนประสบการณ์ใน
การทำกิจกรรมของนกั เรียนแต่ละห้องผ่านวง AAR หรอื After Action Review ได้พดู ถึงสง่ิ ที่ได้
เรียนรู้ สิ่งทที่ ำดแี ล้วและสง่ิ ที่ควรปรบั ปรงุ ในครงั้ น้ี เพอ่ื ไปพฒั นาการจดั กิจกรรมในครง้ั ต่อไป
ำท่บ่ข
☐
ใน า อ
นักศกึ ษาชัน้ ปที ี่ 2 เรียนรกู้ ารเขียนแผนกิจกรรม เป็นการจัดทำแผนกิจกรรมทยี่ งั คง
เป็นการทดลองวิทยาศาสตร์ การจัดกจิ กรรมวิทยาศาสตรโ์ ดยให้ผ้เู รียนหรือผรู้ ว่ ม
กิจกรรมได้เกดิ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการลงมอื ปฏิบัตดิ ้วนตนเอง ครไู มค่ วร
บรรยายหรอื บอกกลา่ วจนเกนิ ไป ครเู ปน็ เพียงพดู แนะนำให้ผ้เู รียนเกิดความเขา้ ใจ
ดว้ ยตนเอง การจดั กิจกรรมควรอยใู่ นรูปแบบ Active Learning ผู้เรียนจะได้รบั
ความร้ผู า่ นประสบการณแ์ ทนการทอ่ งจำท่เี ป็นการจำแบบชั่วคราว การพูดหนา้ ช้นั
เรียนเป็นการดงึ ความสนใจผู้เรียนของครู แตเ่ ราจะดงึ ดดู ความสนใจแบบไหนนั้นขึ้น
อย่กู บั นำ้ เสียง การกระตุ้นของครูผ้สู อน การพดู ควรใชโ้ ทนเสียงปกติ และปรับโทน
เสยี งตามสถานการณ์ของกจิ กรรม ใช้เสยี งดงั แบบไมต่ ะโกน ใชเ้ สียงเบาแบบไม่
กระซิบ เพือ่ ใหผ้ ู้เรยี นมบี รรยากาศทีไ่ ม่กดดนั ในการเรยี นรใู้ นช้นั เรียน
☐
าน หนอง น เพล
บิก้