The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by beephornjunt, 2023-07-08 13:27:58

วิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์

วิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์

การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ACTIVITY BASED LEARNING FOR DEVELOPING SCIENCE PROCESS SKILL SHADOW AND ECLIPSE FOR GRADE 6 STUDENTS พรอนงค์ มาตย์จันทร์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ACTIVITY BASED LEARNING FOR DEVELOPING SCIENCE PROCESS SKILL SHADOW AND ECLIPSE FOR GRADE 6 STUDENTS พรอนงค์ มาตย์จันทร์ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางสาวพรอนงค์ มาตย์จันทร์ ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณิสร ต้นสีนนท์ ครูพี่เลี้ยง นางสาวกนกพร รักเมือง ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงา และอุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมเป็นฐาน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 6 โรงเรียนขยายโอกาสขนาดใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 45 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้เวลาในการทดลอง 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ และใช้แบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังทดลอง One Group Pretest – Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา จำนวน 4 แผน รวม 8 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หาความยากง่าย (p) อำนาจจำแนก ( r) ค่าความเชื่อมั่น K-R20 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และสถิติ t-test Dependent ผลวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 11 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54 และคะแนน เฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มี ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบรูณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก นางสาวกนกพร รักเมือง ครูพี่เลี้ยงที่กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้งานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การทำวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณนางณิฐฏิยา จำปาทอง นางสาวปพิชญา งามลา และนางสุพัตรา ยี่สมศรีที่ให้ความ กรุณาในการตรวจคุณภาพเครื่องมือในการทดสอบและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ส่งผลให้งานวิจัยฉบับนี้ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งญาติพี่น้องทุกท่าน ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน ตลอดคอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน คอยเป็นกำลังใจ รวมถึงชี้แนะการเรียนและการใช้ชีวิตให้แก่ ผู้วิจัย ขอกราบขอบพระคุณคุณครูและอาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนศิษย์ วางรากฐานความรู้ให้แก่ศิษย์ สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานการวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ หากมี ข้อบกพร่องหรือไม่สมบรูณ์ประการใด ผู้วิจัยขอกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย พรอนงค์ มาตย์จันทร์


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ ฉ บทที่1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 สมมติฐานการวิจัย 2 ขอบเขตการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่ได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 11 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 24 ทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ 28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 34 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 38 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 38 แบบแผนการวิจัย 38 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 39 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 39 การเก็บรวบรวมข้อมูล 42 การวิเคราะห์ข้อมูล 42 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 42


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 43 ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 43 ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 45 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 47 วัตถุประสงค์การวิจัย 47 สมมติฐานการวิจัย 47 ขอบเขตการวิจัย 47 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 48 การเก็บรวบรวมข้อมูล 49 การวิเคราะห์ข้อมูล 49 สรุปผลการวิจัย 49 อภิปรายผลการวิจัย 49 ข้อเสนอแนะ 50 เอกสารอ้างอิง 51 ภาคผนวก 52 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย 53 ภาคผนวก ข เครื่องมือวิจัย 55 ภาคผนวก ค การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของเครื่องมือวิจัย 83 ภาคผนวก ง ภาพประกอบงานวิจัยและตัวอย่างผลงานนักเรียน 89 ประวัติผู้วิจัย 107


จ สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 16 2 แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง 39 3 ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 42 4 ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 45 5 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 84 6 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 85 7 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 86 8 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 87 9 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 88


ฉ สารบัญภาพ ภาพ หน้า 1 กิจกรรมเงาเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีลักษณะอย่างไร 90 2 กิจกรรมมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ได้อย่างไร 90 3 กิจกรรมสุริยุปราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร 91 4 กิจกรรมจันทรุปราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร 91 5 การทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 92


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในหลายด้าน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การค้นคว้าหาความรู้ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบการ สื่อสารทางอินเทอร์เน็ต การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลถูก นำมาใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มประชากรของประเทศ โดยเฉพาะประชากรวัยทำงานและวัยเรียน แต่ในทางกลับกันการใช้เทคโนโลยีก็มีผลกระทบในเชิงลบเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรวัยเรียน เช่น การขาดความรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีปัญหาการติดเกม เป็นต้น ซึ่งการใช้งานที่มากเกินไปจนเกิด เป็นพฤติกรรมการเสพติด ปัจจุบันยังไม่มีหลักในการวินิจฉัยการติดสื่อสังคมออนไลน์ที่ชัดเจนแต่จาก งานวิจัยโดยส่วนใหญ่แล้ว พบว่า เป็นการเสพติดทางพฤติกรรมที่มีความคล้ายคลึงกับการติดสารเสพติด ประชากรวัยเรียนนี้เป็นวัยแห่งการเตรียมพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ถ้าผู้เรียนได้รับสิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน ผู้เรียนจะสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างราบรื่น และนักเรียนในช่วงวัย ประถมศึกษานี้จะมีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นวัยที่เข้าโรงเรียนและเริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ก่อนแล้วจึงค่อยเป็นประสบการณ์ไปหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ไกลตัวออกไป และสามารถเรียนรู้ได้ดี ควร จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้มีการเคลื่อนไหว และเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มหรือเสริมพัฒนาการทางปัญญาของผู้เรียนเป็นอย่างมาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning; ABL) เป็นรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดย เน้นให้ผู้เรียนศึกษาความรู้จากกิจกรรมที่ได้ลงมือทำจริง (Learning by doing) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ผ่านกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านการเล่นเกม การร้องเพลง บทบาทสมมุติ และสถานการณ์จำลอง ซึ่งผู้สอนเป็นผู้อำนวยความ สะดวกในการจัดการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ การสร้าง ปฏิสัมพันธ์ และการร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน มีวินัยในการทำงาน และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกัน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะสำคัญที่แสดงถึงการมีกระบวนการคิดอย่างมี เหตุมีผลตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนและผู้ปฏิบัติเกิดความเข้าใจในเนื้อหาทาง วิทยาศาสตร์ สามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองไปสู่กระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง


2 จากการสังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูลพบว่าปัญหาของการจัดการเรียนการสอนคือนักเรียน แอบใช้หรือเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือจนไม่สนใจร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจากสภาพปัญหา แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนนั้นไม่เกิดทั้งกระบวนการคิดและทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้ค้นหา คำตอบด้วยตัวเองและเกิดทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อผู้เรียน จากแนวคิดและสภาพ ปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็น ฐาน (Activity Based Learning; ABL) เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้มาใช้ในการเรียนการสอนและนำไป ปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐาน สมมติฐานการวิจัย การเปรียบเทียบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐาน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขยาย โอกาสขนาดใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 181 คน จาก 4 ห้องเรียน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 6 โรงเรียนขยาย โอกาสขนาดใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 45 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)


3 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning ; ABL) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ 3. เนื้อหาที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 ตัวชี้วัด ป.6/7 และป.6/8 และสาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 ตัวชี้วัด ป.6/1 เรื่อง เงาและอุปราคา ประกอบด้วยเนื้อหาย่อยดังนี้ 3.1 การเกิดเงามืด เงามัว 3.2 การมองเห็นของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ 3.3 การเกิดสุริยุปราคา 3.4 การเกิดจันทรุปราคา 4. ระยะเวลาวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาในการ ทดลอง 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ผ่านกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านการเล่นเกม กิจกรรมกลุ่ม รวมถึงการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ โดยเน้นให้ นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ดังนี้ 1) ขั้นทบทวน ประสบการณ์ 2) ขั้นกิจกรรม 3) ขั้นสะท้อนความคิด 4) ขั้นประเมินผล และ 5) ขั้นประยุกต์ใช้ 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความเข้าใจและการแสดงออกทางพฤติกรรม ต่าง ๆ ที่เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 8 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการสังเกต 2) ทักษะการวัด 3) ทักษะการหา ความสัมพันธระหวางสเปซกับสเปซและสเปซกับเวลา 4) ทักษะการใช้จำนวน 5) ทักษะการพยากรณ์ 6) ทักษะการลงความเห็น 7) ทักษะตีความหมายขอมูลและลงขอสรุป และ 8) ทักษะการสร้าง แบบจำลอง โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. การวิจัยทำให้ทราบทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ ได้รับจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา 2. ผู้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ สามารถนำผลการวิจัยที่ได้จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเรียนการสอนในระดับชั้นอื่น ๆ หรือสาระอื่นได้ อย่างเหมาะสม


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 หลักการ 1.3 จุดมุ่งหมาย 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.6 การจัดการเรียนรู้ 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1 ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ 2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ 2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 3.2 ประเภทของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 3.3 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4.2 ประเภททักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ


6 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551:4-8) 1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 1.2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 1.2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 1.3 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพ ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.3.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 1.3.2 มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต


7 1.3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 1.3.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถี ชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ สำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1.4.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดย คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 1.4.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 1.4.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 1.4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ ต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 1.4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม


8 ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี คุณธรรม 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 8 ประการ ได้แก่ 1.5.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการเป็นผลเมืองที่ ดีของชาติ ธำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย ศรัทธา ยึดมั่นในศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงการเป็นพลเมืองที่ดีของ ชาติ มีความสามัคคีปรองดอง ภูมิใจ เชิดชูความเป็นชาติไทย ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 1.5.2 ซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในความถูกต้อง ประพฤติ ตรงตามความเป็นจริงต่อตนเองและผู้อื่นทั้งทางกายวาจาใจ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต คือ ผู้ที่ ประพฤติตรงตามความเป็นจริงทั้งทางกาย วาจาใจ และยึดหลักความจริง ความถูกต้องในการดำเนิน ชีวิต มีความละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำผิด 1.5.3 มีวินัย หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในข้อตกลง กฎเกณฑ์ และระเบียบข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคมผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคมเป็นปกติวินัย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 1.5.4 ใฝ่เรียนรู้ หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการ เรียนแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ผู้ที่ใฝ่เรียนรู้ คือ ผู้ที่มีลักษณะที่ แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จาก แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึก ความรู้ วิเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 1.5.5 อยู่อย่างพอเพียง หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิตอย่าง พอประมาณ มีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันที่ดี และปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ผู้ที่อยู่อย่างพอเพียง คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวัง อยู่ ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ มีการวางแผน ป้องกันความเสี่ยงและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง 1.5.6 มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำหน้าที่ในการงาน ด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ผู้ที่มีมุ่งมั่นในงาน คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วย


9 ความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง ตาม เป้าหมายที่กำหนดด้วยความรับผิดชอบและมีความภาคภูมิใจในผลงาน 1.5.7 รักความเป็นไทย หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เห็น คุณค่า ร่วมกันอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรม ใช้ ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ผู้ที่รักความเป็นไทย คือ ผู้ที่มีความภูมิใจ เห็น คุณค่า ชื่นชม มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบทอดเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ศิลปะและวัฒนธรรมไทย มีความกตัญญูกตเวที ใช้ภาษาในการสื่อสารอย่างถูกต้องและเหมาะสม 1.5.8 มีจิตสาธารณะ หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม หรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แกผู้อื่น ชุมชน และสังคม ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น โดยไม่ หวังผลตอบแทน ผู้มีจิตสาธารณะ คือ ผู้ที่มีลักษณะเป็นผู้ให้และช่วยเหลืออื่น แบ่งปันความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจเห็นใจผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดในชุมชน โดย ไม่หวังสิ่งตอบแทน 1.6 การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ตามลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ครูผู้สอนต้อง วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ การเรียนรู้และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยมีหลักการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการ เรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการทาง สมอง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาอาจเพิ่มขึ้นได้ ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน เช่น การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของ ตนเอง และกระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย เป็นต้น ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการใช้สื่อ การพัฒนา สื่อ การใช้แหล่งเรียนรู้ การใช้แหล่งการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการวัดผลอย่างหลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการ เรียนรู้ การจัดผู้เรียนโดยช่วยให้ผู้เรียนผ่านสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้รวมทั้ง ปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียน บรรลุตามเป้าหมาย


10 1.6.1 หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะ สำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย ยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึด ประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและศักยภาพของเด็ก คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและการพัฒนาทางสมองเน้นให้ ความสำคัญทั้งความรู้และจริยธรรม 1.6.2 กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการสร้างสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็น แนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนาเพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจใน กระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.6.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเด็กตามศักยภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนด 1.6.4 บทบาทของผู้เรียนและผู้สอน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนควรมีบทบาทดังนี้ บทบาทของผู้สอน 1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ จัดการเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ กระบวนการ ที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์


11 3) ออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทาง สมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4) จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ 5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับกิจกรรม 6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของตนเอง บทบาทของผู้เรียน 1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้ง คำถาม คิดหาคำตอบหรือแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ 3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ 4) มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่าง หลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:3) 2.1 ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กับทุกคน ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องใช้และ ผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของ ความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้ พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการ ค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลที่ หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของดลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based Society) ดังนั้น ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้


12 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน, 2560:30) 2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ ที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Process) ในการสืบเสาะหาความรู้ (Scientific Inquiry) การแก้ปัญหาโดยผ่านการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ(Investigation) การศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ และการสืบค้นข้อมูล ทำให้ เกิดองค์ความรู้ใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และกระบวนการดังกล่าวมีการถ่ายทอดต่อเนื่องกันเป็น เวลายาวนาน วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก วิทยาศาสตร์จึงเป็นผลการสร้างเสริมองค์ความรู้ของบุคคล การสื่อสาร และการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ เกิดความคิดในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ มีผลให้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และส่งผลต่อ คนในสังคม การศึกษาค้นคว้าและการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงต้องอยู่ภายในขอบเขตคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนา เทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีเป็นกระบวนการในงานต่าง ๆ หรือกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ ทักษะ ประสบการณ์ จินตนาการ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการและการ แก้ปัญหาของมวลมนุษย์ เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:1) ในด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ที่ใช้ในกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา โดยผ่านการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การศึกษาเป็นระบบการสืบค้นข้อมูล ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรียกว่า กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์ 2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบ ด้วยตนเองมากที่สุด นั่นคือให้ได้ทั้งกระบวนการและองค์ความรู้ ตั้งแต่วัยเริ่มแรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ ในสถานศึกษา และเมื่อออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล้ว การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจ หลักการ ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานในวิทยาศาสตร์


13 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตธรรมชาติ และข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้า และคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 6. เพื่อนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:3) 2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการในการสืบ เสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำ กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้นโดยกำหนดสาระสำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:4-5) สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ ถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียง สารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และ มนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืช ที่ทำงาน สัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


14 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อ วัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ เอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง อย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนที่เรียนครบทุกผลการเรียนรู้ มีคุณภาพดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:6-7) 1. เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ การทำหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทำงานของระบบย่อยอาหารของ มนุษย์


15 2. เข้าใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของ สสาร การละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ และการ แยกสารอย่างง่าย 3. เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้า และผล ของแรงต่าง ๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทำต่อวัตถุ ความดัน หลักการที่มีต่อวัตถุวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง และแสง 4. เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวง จันทร์องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และ ดาวฤกษ์การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ ของเทคโนโลยีอวกาศ 5. เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิดซากดึก ดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติธรณีพิบัติภัย การ เกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก 6. ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือก ข้อมูล ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงาน ร่วมกัน เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพสิทธิของผู้อื่น 7. ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตามความ สนใจ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจ ตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ 8. วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการ สำรวจตรวจสอบในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสื่อสารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมี เหตุผลและหลักฐานอ้างอิง 9. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่นในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่ จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น 10. แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์จนงานลุล่วงเป็นผลสำเร็จ และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์


16 11. ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรู้ และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงาน ของผู้คิดค้นและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ 12. แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้การดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า 2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์ กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:19) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ ของสารอาหารแต่ละประเภทจาก อาหารที่ตนเองรับประทาน 2. บอกแนวทางในการเลือกรับประทาน อาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ใน สัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งความปลอดภัยต่อสุขภาพ 3. ตระหนักถึงคว า มสำ คั ญ ข อ ง สารอาหาร โดยการเลือกรับประทาน อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ใน สัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งปลอดภัยต่อสุขภาพ • สารอาหารที่อยู่ในอาหารมี 6 ประเภท ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ • อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารที่ แตกต่างกัน อาหารบางอย่างประกอบด้วย สารอาหาร ประเภทเดียว อาหารบางอย่าง ประกอบด้วยสารอาหารมากกว่าหนึ่งประเภท • สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่อ ร่างกายแตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนเกลือแร่ วิตามินและน้ำ เป็นสารอาหารที่ ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ช่วยให้ร่างกาย ทำงานได้เป็นปกติ • การรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกาย เจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตาม เพศและวัย และมีสุขภาพดี จำเป็นต้อง รับประทานให้ได้พลังงานเพียงพอกับความ ต้องการของร่างกาย และให้ได้สารอาหาร


17 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งต้องคำนึงถึงชนิดและปริมาณของวัตถุเจือ ปนในอาหารเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ 4. สร้างแบบจำลองระบบย่อยอาหาร และบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบ ย่อยอาหาร รวมทั้งอธิบายการย่อย อาหารและการดูดซึมสารอาหาร 5. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ย่อยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการ ดูแลรักษาอวัยวะในระบบย่อยอาหารให้ ทำงานเป็นปกติ • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน ซึ่งทำ หน้าที่ร่วมกันในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร - ปากมีฟันช่วยบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง และมีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้ำลาย ใน น้ำลายมีเอนไซม์ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล - หลอดอาหารทำหน้าที่ลำเลียงอาหารจากปาก ไปยังกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหาร มี การย่อยโปรตีนโดยกรดและเอนไซม์ที่สร้างจาก กระเพาะอาหาร - ลำไส้เล็กมีเอนไซม์ที่สร้างจากผนังลำไส้เล็กเอง และจากตับอ่อนที่ช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ ผ่านการย่อยจนเป็นสารอาหาร ขนาดเล็กพอที่จะดูดซึมได้รวมถึงน้ำ เกลือแร่และ วิตามินจะถูกดูดซึมที่ผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแส เลือดเพื่อลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่ง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จะถูกนำไปใช้ เป็นแหล่งพลังงานสำหรับใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนน้ำ เกลือแร่และวิตามิน จะช่วยให้ร่างกาย ทำงานได้เป็นปกติ - ตับสร้างน้ำดีแล้วส่งมายังลำไส้เล็กช่วยให้ไขมัน แตกตัว


18 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำและเกลือแร่ เป็น บริเวณที่มีอาหารที่ย่อยไม่ได้หรือย่อยไม่หมดเป็น กากอาหาร ซึ่งจะถูกกำจัดออกทางทวารหนัก • อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารมีความสำคัญจึง ควรปฏิบัติตน ดูแลรักษาอวัยวะให้ทำงานเป็นปกติ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:41) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. อธิบายและเปรียบเทียบการแยกสาร ผสม โดยการหยิบออก การร่อน การใช้ แม่เหล็กดึงดูดการรินออก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช้หลักฐานเชิง ประจักษ์รวมทั้งระบุวิธีแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการแยกสาร • สารผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ ๒ ชนิดขึ้นไป ผสมกัน เช่น น้ำมันผสมน้ำ ข้าวสารปนกรวด ทราย วิธีการที่เหมาะสมในการแยกสารผสม ขึ้นอยู่กับลักษณะและสมบัติของสารที่ผสมกัน ถ้าองค์ประกอบของสารผสมเป็นของแข็งกับ ของแข็งที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจใช้ วิธีการหยิบออกหรือการร่อนผ่านวัสดุที่มีรูถ้ามี สารใดสารหนึ่งเป็นสารแม่เหล็กอาจใช้วิธีการใช้ แม่เหล็กดึงดูด ถ้าองค์ประกอบเป็นของแข็งที่ไม่ ละลายในของเหลว อาจใช้วิธีการรินออกการ กรอง หรือการตกตะกอน ซึ่งวิธีการแยกสาร สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:61)


19 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากวัตถุที่ผ่านการขัดถูโดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ • วัตถุ2 ชนิดที่ผ่านการขัดถูแล้ว เมื่อนำเข้าใกล้ กัน อาจดึงดูดหรือผลักกัน แรงที่เกิดขึ้นนี้เป็น แรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงไม่สัมผัสเกิดขึ้นระหว่างวัตถุ ที่มีประจุไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้ามี2 ชนิด คือประจุ ไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ วัตถุที่มีประจุไฟฟ้า ชนิดเดียวกันผลักกัน ชนิดตรงข้ามกันดึงดูดกัน มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:68) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. ระบุส่วนประกอบและบรรยายหน้าที่ ของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้า อย่างง่ายจากหลักฐานเชิงประจักษ์ 2. เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้า อย่างง่าย • วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยแหล่งกำเนิด ไฟฟ้าสายไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ ไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉาย หรือ แบตเตอรี่ ทำหน้าที่ให้พลังงานไฟฟ้า สายไฟฟ้า เป็นตัวนำไฟฟ้า ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่าง แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น พลังงานอื่น 3. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายวิธีการและ ผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม 4. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการ ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดยบอก ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน • เมื่อนำเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาต่อเรียงกัน โดย ให้ขั้วบวกของเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่งต่อกับขั้วลบ ของอีกเซลล์หนึ่งเป็นการต่อแบบอนุกรมทำให้มี พลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งการ ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การต่อ เซลล์ไฟฟ้าในไฟฉาย


20 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 5. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายการต่อ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน 6. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบ ขนาน โดยบอกประโยชน์ข้อจำกัด และ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน • การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมเมื่อถอดหลอด ไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออกทำให้หลอดไฟฟ้าที่ เหลือดับทั้งหมด ส่วนการต่อหลอดไฟฟ้าแบบ ขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออก หลอดไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสว่างได้การต่อหลอด ไฟฟ้าแต่ละแบบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การต่อหลอดไฟฟ้าหลายดวงในบ้านจึงต้อง ต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อเลือกใช้หลอด ไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งได้ตามต้องการ 7. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ 8. เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดงการ เกิดเงามืดเงามัว • เมื่อนำวัตถุทึบแสงมากั้นแสงจะเกิดเงาบนฉาก รับแสงที่อยู่ด้านหลังวัตถุโดยเงามีรูปร่างคล้าย วัตถุที่ทำให้เกิดเงา เงามัวเป็นบริเวณที่มีแสง บางส่วนตกลงบนฉาก ส่วนเงามืดเป็นบริเวณ ที่ไม่มีแสงตกลงบนฉากเลย มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:81) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด แ ล ะ เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ สุริยุปราคาและจันทรุปราคา • เมื่อโลกและดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนว เส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์ในระยะทางที่ เหมาะสม ทำให้ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เงาของ ดวงจันทร์ทอดมายังโลก ผู้สังเกตที่อยู่บริเวณเงา จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดไป เกิดปรากฏการณ์ สุริยุปราคา ซึ่งมีทั้งสุริยุปราคาเต็มดวง สุริยุปราคาบางส่วน และสุริยุปราคาวงแหวน • หากดวงจันทร์และโลกโคจรมาอยู่ในแนว เส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์แล้วดวงจันทร์


21 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง เคลื่อนที่ผ่านเงาของโลก จะมองเห็นดวงจันทร์ มืดไป เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาซึ่งมีทั้ง จันทรุปราคาเต็มดวง และจันทรุปราคาบางส่วน 2. อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยี อวกาศ และยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี อวกาศมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จากข้อมูลที่รวบรวมได้ • เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความต้องการของ มนุษย์ในการสำรวจวัตถุท้องฟ้าโดยใช้ตาเปล่า กล้องโทรทรรศน์และได้พัฒนาไปสู่การขนส่งเพื่อ สำรวจอวกาศด้วยจรวดและยานขนส่งอวกาศ และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการนำ เทคโนโลยีอวกาศบางประเภทมาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ดาวเทียมเพื่อการ สื่อสาร การพยากรณ์อากาศ หรือการสำรวจ ทรัพยากรธรรมชาติการใช้อุปกรณ์วัดชีพจร และ การเต้นของหัวใจ หมวกนิรภัย ชุดกีฬา มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560:90) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร และอธิบายวัฏ จักรหินจากแบบจำลอง • หินเป็นวัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วย แร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไป สามารถ จำแนกหินตามกระบวนการเกิดได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ หินอัคนีหินตะกอน และหินแปร • หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวของแมกมา เนื้อหิน มีลักษณะเป็นผลึก ทั้งผลึกขนาดใหญ่และขนาด เล็ก บางชนิดอาจเป็นเนื้อแก้วหรือมีรูพรุน • หินตะกอน เกิดจากการทับถมของตะกอน เมื่อ ถูกแรงกดทับและมีสารเชื่อมประสานจึงเกิดเป็น


22 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง หินเนื้อหินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ด ตะกอนมีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด บางชนิด เป็นเนื้อผลึกที่ยึดเกาะกันเกิดจากการตกผลึกหรือ ตกตะกอนจากน้ำโดยเฉพาะน้ำทะเล บางชนิดมี ลักษณะเป็นชั้น ๆ จึงเรียกอีกชื่อว่า หินชั้น • หินแปร เกิดจากการแปรสภาพของหินเดิม ซึ่ง อาจเป็นหินอัคนีหินตะกอน หรือหินแปร โดยการ กระทำของความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึกของแร่เรียงตัว ขนานกันเป็นแถบ บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้ บางชนิดเป็นเนื้อผลึกที่มีความแข็งมาก • หินในธรรมชาติทั้ง 3 ประเภท มีการ เปลี่ยนแปลงจากประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภท หนึ่ง หรือประเภทเดิมได้โดยมีแบบรูปการ เปลี่ยนแปลงคงที่และต่อเนื่องเป็นวัฏจักร 2. บรรยายและยกตัวอย่างการใช้ ประโยชน์ของหินและแร่ในชีวิตประ จำวันจากข้อมูลที่รวบรวมได้ • หินและแร่แต่ละชนิดมีลักษณะและสมบัติ แตกต่างกัน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแร่ใน ชีวิตประจำวันในลักษณะต่าง ๆ เช่น นำแร่มาทำ เครื่องสำอาง ยาสีฟันเครื่องประดับ อุปกรณ์ทาง การแพทย์และนำหินมาใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ เป็นต้น 3. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิดซาก ดึกดำบรรพ์และคาดคะเน สภาพแวดล้อมในอดีตของซากดึกดำ บรรพ์ • ซากดึกดำบรรพ์เกิดจากการทับถมหรือการ ประทับรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต จนเกิดเป็น โครงสร้างของซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ ปรากฏอยู่ในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดำ บรรพ์ที่หลากหลาย เช่น พืช ปะการัง หอย ปลา เต่า ไดโนเสาร์และรอยตีนสัตว์


23 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง • ซากดึกดำบรรพ์สามารถใช้เป็นหลักฐานหนึ่งที่ ช่วยอธิบายสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในอดีตขณะ เกิดสิ่งมีชีวิตนั้น เช่น หากพบซากดึกดำบรรพ์ของ หอยน้ำจืด สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอาจเคยเป็น แหล่งน้ำจืดมาก่อน และหากพบซากดึกดำบรรพ์ ของพืช สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอาจเคยเป็นป่า มาก่อน นอกจากนี้ซากดึกดำบรรพ์ยังสามารถใช้ ระบุอายุของหิน และเป็นข้อมูลในการศึกษา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 4. เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุมรวมทั้งอธิบายผลที่มีต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมจากแบบจำลอง • ลมบก ลมทะเล และมรสุม เกิดจากพื้นดินและ พื้นน้ำ ร้อนและเย็นไม่เท่ากันทำให้อุณหภูมิอากาศ เหนือพื้นดินและพื้นน้ำแตกต่างกัน จึงเกิดการ เคลื่อนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปยัง บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง • ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจำถิ่นที่พบบริเวณ ชายฝั่ง โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน ทำให้มีลม พัดจากชายฝั่งไปสู่ทะเล ส่วนลมทะเลเกิดในเวลา กลางวัน ทำให้มีลมพัดจากทะเลเข้าสู่ชายฝั่ง 5. อธิบายผลของมรสุมต่อการเกิดฤดู ของประเทศไทยจากข้อมูลที่รวบรวมได้ • มรสุมเป็นลมประจำฤดูเกิดบริเวณเขตร้อนของ โลก ซึ่งเป็นบริเวณกว้างระดับภูมิภาคประเทศไทย ได้รับผลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วง ประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เกิดฤดูหนาว และได้รับผลจากมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึง กลางเดือนตุลาคมทำให้เกิดฤดูฝน ส่วนช่วง ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือน พฤษภาคมเป็นช่วงเปลี่ยนมรสุมและประเทศไทย อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกือบตั้งตรงและ ตั้งตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับ


24 ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ต่อ) ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่อากาศจึง ร้อนอบอ้าวทำให้เกิดฤดูร้อน 6. บรรยายลักษณะและผลกระทบของ น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิ 7. ตระหนักถึงผลกระทบของภัย ธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย โดยนำเสนอ แนวทางในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ และธรณี พิบัติภัยที่อาจเกิดในท้องถิ่น • น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม แผ่นดินไหว และสึนามิมีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม แตกต่างกัน • มนุษย์ควรเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เช่น ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เตรียมถุงยังชีพให้ พร้อมใช้ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เมื่อเกิด ภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยดึกดำบรรพ์ยัง สามารถใช้ระบุอายุของหิน และเป็นข้อมูลใน การศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 8. สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด ปรากฏการณ์เรือนกระจกและผลของ ปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อสิ่งมีชีวิต 9. ต ร ะ ห น ั ก ถ ึ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยนำเสนอ แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลดกิจกรรมที่ ก่อให้เกิดแก๊สเรือนกระจก • ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือน กระจก ในชั้นบรรยากาศของโลกกักเก็บความ ร้อนแล้วคายความร้อนบางส่วนกลับสู่ผิวโลก ทำ ให้อากาศบนโลกมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการ ดำรงชีวิต • หากปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงมากขึ้น จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก มนุษย์ จึงควรร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแก๊สเรือน กระจก 3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ใช้กิจกรรมเป็นฐาน" หมายถึงการเอากิจกรรมเป็นที่ตั้งเพื่อที่จะฝึกหรือพัฒนาผู้เรียนให้เกิด การเรียนรู้ให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนด (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุรินทร์ เขต 3, 2558 : 18) วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (2550) ได้อธิบายถึงวิธีการสอนด้วยกิจกรรมเป็นฐานไว้ว่า เป็น แนวคิดที่มุ่งเน้นให้เด็กซึมซับความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการเล่นเกม กิจกรรมกลุ่ม ซึ่งเน้นการกระตุ้นให้


25 เด็กเข้าใจและได้ฉุกคิดเองในเนื้อหาสาระระหว่างทำกิจกรรม และเล่นเกมเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถ พัฒนา แนวคิดความรู้เฉพาะตนขึ้นมาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมกลุ่ม ด้วยแล้ว ศศิธร ลิจันทร์พร (2556: 45) ได้ให้ความหมายของการเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐานไว้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ผ่านกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จากการเล่นเกม การทดลอง การสร้างสรรค์ ผลงาน และการท ากิจกรรมร่วมกับผู้อื่น โดยการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และมีการ วางแผนการใช้สื่อที่ดี นำไปสู่การพัฒนาความรู้ตัวบุคคล ศิริชัย นามบุรี(2556) การเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน หรือ ABL เป็นการเรียนรู้ที่เน้น ความสำคัญไปที่ผู้เรียน เรียนผ่านประสบการณ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการส่งเสริม ศักยภาพของบุคคลที่จะพัฒนาไปได้ตลอดชีวิต ผู้เรียนจะเรียนอย่างมีความสุข มีการพัฒนาไปด้วย ความมั่นใจ และพึงพอใจ เยาวเรศ ภักดีจิตร (2557) ได้ให้ความหมายของการเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐานไว้ว่า การ เรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐานเป็นการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรูด้วยตนเองและยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง เป็นการเรียนโดยการปฏิบัติจริง “Learning by Doing” และปฏิบัติเพื่อให้เกิดการ เรียนรู้และแก้ปัญหาได้ “Doing by Learning” ในเนื้อหาทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพี่เลี้ยงและเทรนเนอร์ แต่กิจกรรมที่นำมาใช้ต้องมี ประสิทธิภาพในการเรียนรู้เนื้อหานั้น ๆ มีจุดมุ่งหมาย สนุก และน่าสนใจ ไม่ซ้ำซากจนก่อให้เกิดความ เบื่อหน่าย ดังนั้น คุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชีพ ที่สามารถ มองเห็นภาพกิจกรรมได้ทันที จากรวบรวมข้อมูลความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน จากแนวคิด และการให้ความหมายของนักวิชาการ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และทำความ เข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ผ่านกิจกรรมที่ ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านการเล่นเกม กิจกรรม กลุ่ม รวมถึงเรียนผ่านประสบการณ์โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งคุณครูผู้ทำหน้าที่เป็นนัก ออกแบบกิจกรรม โดยการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และมีการวางแผนการใช้สื่อที่ดี เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่และเรียนอย่างมีความสุข 3.2 ประเภทของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน กิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีใช้กิจกรรมเป็นฐานมีหลากหลายกิจกรรม การนำมาใช้ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น ๆ ว่ามุ่งให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้หรือ พัฒนาในเรื่องใด โดยทั่วไป สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ


26 1. กิจกรรมเชิงสำรวจ เสาะหา ค้นคว้า (Exploratory) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวม สั่งสม ความรู้ ความคิดรวบยอด และทักษะ 2. กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Constructive) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวม สั่งสม ประสบการณ์โดยผ่านการปฏิบัติ หรือการทำงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ 3. กิจกรรมเชิงการแสดงออก (Expressional) ได้แก่กิจกรรมที่เกี่ยวกับ การนำเสนอ การ เสนอผลงาน กิจกรรมการเรียนรู้ที่นิยมใช้ 1. การอภิปรายในชั้นเรียน (class discussion) 2. การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion) 3. กิจกรรม “คิด-จับคู่-แลกเปลี่ยน” (think-pair-share) 4. เซลล์การเรียนรู้ (Learning Cell) 5. การฝึกเขียนข้อความสั้นๆ (One-minute Paper) 6. การโต้วาที (Debate) 7. บทบาทสมมุติ (Role Play) 8. การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ (Situational Learning) 9. การเรียนแบบกลุ่มร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative learning group) 10. ปฏิกิริยาจากการชมวิดิทัศน์ (Reaction to a video) 11. เกมในชั้นเรียน (Game) 12. แกลเลอรี่ วอล์ค (Gallery Walk) 13. การเรียนรู้โดยการสอน (Learning by Teaching) 3.3 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน NCSALL (2006) ได้เสนอโครงสร้างการจัดกิจกรรมเป็นฐานโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นนำ คือการรู้บทบาทหน้าที่ของผู้เรียนกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้และอำนวย ความสะดวกในการเรียน 2. ขั้นศึกษาและอภิปราย โดยให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาบทเรียนที่ผู้สอนได้จัดเตรียม ๆ และ นำมา อภิปรายร่วมกันเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 3. ขั้นกิจกรรม แบ่งกลุ่มผู้เรียนและทำงานร่วมกันตามกิจกรรมที่จัดไว้ 4. ขั้นผลสะท้อนจากกิจกรรม ให้ผู้เรียนสะท้อนความคิดและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้า ร่วมกิจกรรม 5. ขั้นประเมินผล ประเมินผลการเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนมาทั้งหมด Lakshmi (2007) ได้เสนอเทคนิคการจัดกิจกรรมเป็นฐาน มีขั้นตอนดังนี้


27 1. ขั้นนำ ครูให้โอกาสการเรียนรู้และให้คำแนะนำการเรียนรู้แก่นักเรียน 2. ขั้นประสบการณ์ ครูให้สถานการณ์การเรียนรู้โดยให้นักเรียนมีโอกาสที่จะสังเกต สำรวจ ให้ประสบการณ์เพื่อพัฒนาความเข้าใจของตนเอง 3. ขั้นกิจกรรม นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจกรรมที่แตกต่างกันและมีการ สร้างสรรค์ชิ้นงานซึ่งมาจากทักษะที่จำเป็น 4. ขั้นสร้างความรู้ นักเรียนทุกคนสร้างความรู้ของตัวเองโดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของ พวก เขาทั้งในและนอกโรงเรียน 5. ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นักเรียนในกลุ่มพูดคุยร่วมกันทำงานและการเคารพในมุมมองของ ผู้อื่น 6. ขั้นการประเมินผล เกณฑ์การประเมินตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้การ เรียนการสอน สุพีรา ดาวเรือง (2555:10) ได้เสนอขั้นตอนการเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐานไว้ทั้งหมด 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ขั้นตั้งจุดมุ่งหมายการเรียน 2. ขั้นกิจกรรม 3. ขั้นระดมความคิด 4. ขั้นวิเคราะห์ 5. ขั้นสรุปและประยุกต์ใช้ ศศิธร ลิจันทร์พร (2556: 50) ได้เสนอโครงสร้างการจัดกิจกรรมเป็นฐานโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นกระตุ้นและให้ประสบการณ์เป็นการทบทวนและสำรวจความรู้เดิมกระตุ้นให้นักเรียน เกิดความสนใจก่อนนำเข้าสู่บทเรียน 2. ขั้นให้ความรู้และลงมือปฏิบัติให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาบทเรียนและทำงานร่วมกันตาม กิจกรรมที่จัดไว้ 3. ขั้นผลสะท้อนกลับ นักเรียนคิดวิเคราะห์สถานการณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ขณะที่เข้า ร่วมกิจกรรม และนำเสนอผลงานของตัวเอง 4. ขั้นประเมินผล ประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ในรูปแบบการประเมินตนเอง จากการรวบรวมข้อมูลขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ซึ่งได้มาจาก แนวคิดของนักวิชาการในข้างต้น ผู้วิจัยได้สังเคราะห์และสรุปขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบ กิจกรรมเป็นฐาน ออกมาเป็น 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้


28 1. ขั้นทบทวนประสบการณ์ ครูให้คำแนะนำการเรียนรู้แก่นักเรียน ทบทวนและ สำรวจ ความรู้เดิม กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจร่วมกับการใช้สื่อการสอน เช่น คำถาม แบบจำลอง เกม เป็นต้น 2. ขั้นกิจกรรม นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม ทำงานร่วมกันตามกิจกรรมที่ครู จัดเตรียมไว้โดยกิจกรรมที่จัดเตรียมสามารถเป็นได้ทั้งกิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม 3. ขั้นสะท้อนความคิด ให้ผู้เรียนสะท้อนความคิดและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วม กิจกรรมโดยคิดวิเคราะห์สถานการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่เข้าร่วมกิจกรรม และ นำเสนอผลงานของตนเองหรือของกลุ่ม 4. ขั้นประเมินผล ประเมินผลการเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนมา 5. ขั้นประยุกต์ใช้ นำสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้นำมาใช้ในสถานการณ์ใหม่หรือ สถานการณ์ ใกล้เคียงกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากการสืบค้นพบว่ามีผู้ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2526: 76) และภพ เลาหไพบูลย์ (2540: 14) ได้ให้ความหมายของทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ที่คล้ายคลึงกันว่าเป็น พฤติกรรมที่ เกิดจากการปฏิบัติและฝึกฝนความนึกคิดอย่างมีระบบ ซึ่งก่อให้เกิดความงอกงามทาง สติปัญญา การ แก้ปัญหา การค้นคว้า และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2542: 10) ได้ให้ความหมายของทักษะทางวิทยาศาสตร์ไว้สอดคล้อง กับวีระเดช เกิดบ้านตะเคียน (2546: 350) ว่าหมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติและการ ฝึกฝน ตามความคิดอย่างเป็นระบบในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์จนเกิดความชำนาญเป็น ทักษะ ทางสติปัญญาที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาและศึกษา ค้นคว้า สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science, 1970 : 33) กล่าวว่าทักษะทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการคิด เป็น กระบวนการทางปัญญา ฉะนั้นจึงเป็นกระบวนการใช้ปัญหาในการสอนวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้อง ปลูกฝังนักเรียนให้เกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์ ชนินันท์ พฤกษ์ประมูล (2557 : 355) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การ แสดงออกทางพฤติกรรมที่เกิดจากการคิด เป็นทักษะทางสติปัญญา ( Intellectual skills)


29 ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถแสดงออกได้ จากการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หรือกิจกรรมวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ในชั้นเรียนได้ Anderson (1979 : 4) ได้กล่าวว่าเป็นวิธีการที่ นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแสวงหาความรู้ ความหมายที่สำคัญคือ วิถีทางของทักษะกระบวนการในการ หาความรู้ กระบวนการนี้จะเกิด สลับซับซ้อนในแต่ละบุคคล ทำให้เกิดพัฒนาทางด้านสติปัญญา จากการรวบรวมข้อมูลแนวคิดของนักการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของทักษะกระบวนทาง วิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการ คิด การปฏิบัติ การศึกษา ค้นคว้าทดลอง และการฝึกฝนในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล โดยการใช้ วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ให้ได้มาซึ่งความรู้ 4.2 ประเภททักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์(American Association for the Advancement of Science – AAAS) ได้พัฒนาโครงการปรับปรุงการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับ อนุบาลถึงระดับประถมศึกษา โดยเน้นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์โครงการนี้แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1970 และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า วิทยาศาสตร์กับการใช้กระบวนการ (Science: A Process Approach) หรือเรียกชื่อย่อว่า โครงการซาปา (SAPA) โครงการนี้ได้กำหนดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ไว้ 14 ทักษะ ประกอบด้วยทักษะพื้นฐาน (Basic Science Process Skills) 8 ทักษะ และทักษะพื้นฐานผสมผสาน (Integrated Science Process Skills) 6 ทักษะ ดังนี้ (ภพ เลาหไพบูลย์, 2537: 14-29) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 1 ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการวัด 3. ทักษะการคํานวณหรือการใช้ตัวเลข 4. ทักษะการจําแนกประเภท 5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา 6. ทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล 7. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล 8. ทักษะการพยากรณ์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร


30 12. ทักษะการทดลอง 13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงสรุปข้อมูล 14. ทักษะการสร้างแบบจำลอง 1. ทักษะการสังเกต (Observation) การสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสวัตถุหรือเหตุการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็น รายละเอียดของสิ่งนั้นๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป 2. ทักษะการวัด (Measurement) การวัด หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆออกมาเป็น ตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับเสมอความสามารถที่แสดงว่าเกิด ทักษะแล้ว 2.1 เลือกเครื่องมือได้เหมาะสมกับสิ่งที่วัดได้ 2.2 บอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือวัดได้ 2.3 บอกวิธีวัดและวิธีใช้เครื่องมือได้ถูกต้อง 2.4 ทำการวัดความกว้าง ความยาว ความสูง อุณหภูมิ ปริมาตร น้ำหนัก และอื่นๆ ได้ถูกต้อง 2.5 ระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้จากการวัดได้ 3. ทักษะการคํานวณหรือการใช้ตัวเลข (Using number) การคํานวณ หมายถึง การนับจำนวนของวัตถุและการนับตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้มาคิด คํานวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ยความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ 3.1 การนับ ได้แก่ 3.1.1 การนับจำนวนสิ่งของได้ถูกต้อง 3.1.2 ใช้ตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้ 3.1.3 ตัดสินว่าสิ่งของในแต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่ากันหรือต่างกัน 3.1.4 ตัดสินว่าของในกลุ่มใดมีจำนวนเท่ากันหรือต่างกัน 3.2 การหาค่าเฉลี่ย ได้แก่ 3.2.1 บอกวิธีหาค่าเฉลี่ย 3.2.2 หาค่าเฉลี่ย 3.2.3 แสดงวิธีการหาค่าเฉลี่ย


31 4. ทักษะการจําแนกประเภท (Classification) การจําแนกประเภท หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ใน ปรากฏการณ์โดยที่เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใด อย่างหนึ่งก็ได้ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ 4.1 เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ที่ผู้อื่นกําหนดให้ได้ 4.2 เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองได้ 4.3 เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ที่ผู้อื่นใช้เรียงลำดับหรือแบ่งพวกได้ 5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (Space / Space Relationship and Space – time Relationship) สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างของวัตถุนั้นครองที่ ซึ่งจะมีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุมี3 มิติคือ ความกว้าง ความยาว และความสูง ความสามารถที่แสดงว่า เกิดทักษะแล้ว คือ 5.1 ชี้บ่งรูป 2 มิติและรูป 3 มิติที่กําหนดให้ได้ 5.2 วาดรูป 2 มิติจากวัตถุหรือรูป 3 มิติที่กําหนดให้ 5.3 บอกชื่อของรูปทรงและรูปทรงเรขาคณิตได้ 5.4 บอกความสัมพันธ์ของรูป 2 มิติได้เช่น ระบุรูป 3 มิติที่เห็นเนื่องจากการหมุนรูป 2 มิติเมื่อเห็นเงา (2 มิติ) ของวัตถุสามารถบอกรูปทรงของวัตถุ (2 มิติ) ที่เป็นต้นกำเนิดเงา 5.5 บอกรูปกรวยรอยตัด (2 มิติ) ที่เกิดจากการตัดวัตถุ(3 มิติ) ออกเป็น 2 ส่วน 5.6 บอกตำแหน่งหรือทิศของวัตถุได้ 5.7 บอกได้ว่าวัตถุหนึ่งอยู่ในตำแหน่งหรือทิศใดของอีกวัตถุหนึ่ง 5.8 บอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่อยู่หน้ากระจกและภาพที่ปรากฏในกระจกว่าเป็น ซ้ายหรือเป็นขวาของกันและกันความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่ เปลี่ยนไปกับเวลาความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ 5.9 บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาได้ 5.10 บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือปริมาณของสิ่งต่าง ๆ กับเวลาได้ 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communication) การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนําข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำเสียใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนี้ดี


32 ขึ้น โดยอาจเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ เขียน บรรยาย เป็นต้น ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ 6.1 เลือกรูปแบบที่จะใช้ในการเสนอข้อมูลให้เหมาะสม 6.2 บอกเหตุผลในการเลือกรูปแบบที่จะใช้ในการนําเสนอข้อมูลได้ 6.3 ออกแบบการนําเสนอข้อมูลตามรูปแบบที่เลือกไว้ 6.4 เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจดีขึ้นได้ 6.5 บรรยายลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยข้อความที่เหมาะสม กะทัดรัดจนสื่อ ความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ 6.6 บรรยายหรือวาดแผนผังแสดงตำแหน่งของสภาพที่ตนสื่อความหมายให้ผู้อื่น เข้าใจได้ 7. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล (Inferring) การลงความคิดเห็นจากข้อมูล หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกต อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ สามารถอธิบายหรือสรุปโดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตโดยใช้ความรู้หรือ ประสบการณ์มาช่วย 8. ทักษะการพยากรณ์(Prediction) การพยากรณ์ หมายถึง การสรุปคําตอบล่วงหน้าก่อนจะทดลอง โดยอาศัยปรากฏการณ์ที่เกิด ซ้ำ ๆ หลักการ กฎ ทฤษฎี ที่มีอยู่กับการพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ความสามารถที่ แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ 8.1 การทํานายทั่วไป เช่น ทํานายผลที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่เป็นหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีที่มีอยู่ได้ 8.2 การพยากรณ์จากข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น 8.2.1 ทํานายผลที่จะเกิดภายในขอบเขตของข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่ได้ 8.2.2 ทํานายผลที่จะเกิดภายนอกขอบเขตของข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่ได้ 9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน (Formulation Hypothesis) การตั้งสมมติฐาน คือ คําตอบที่คิดไว้ล่วงหน้า มักกล่าวเป็นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ ระหว่าง ตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ) กับตัวแปรตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้อาจถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งทราบได้ ภายหลังการทดลองหาคําตอบเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้ ความสามารถที่แสดงว่าเกิด ทักษะแล้ว คือ สามารถหาคําตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้ และ ประสบการณ์เสริม


33 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกำหนดความหมายหรือขอบเขตของคําต่างๆ (ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลอง) ให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตหรือวัดได้ 11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling Variables) การกำหนดตัวแปร หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมใน สมมติฐานหนึ่งๆ ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุ เปลี่ยนไป ตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลจะเปลี่ยนตามไปด้วย การควบคุมตัวแปร หมายถึง การควบคุม สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรที่ทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน ถ้าหากว่าไม่สามารถควบคุมให้ เหมือนกัน ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ ชี้บ่งและกำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัว แปรที่ต้องควบคุมได้ 12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) การทดลอง หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคําตอบหรือสมมติฐานที่ตั้งไว้ การ ทดลองประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ 12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลอง เพื่อกำหนด 12.1.1 วิธีการทดลอง ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร 12.1.2 อุปกรณ์หรือสารเคมีที่จะต้องใช้ในการทดลอง 12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริง 12.3 การบันทึกการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจ เป็นผลจากการสังเกต การวัด และอื่น ๆ 12.4 การออกแบบการทดลอง โดยกำหนดวิธีการทดลองได้ถูกต้องเหมาะสม โดย คำนึงถึงตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมด้วย 12.5 ปฏิบัติการทดลองและใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้องเหมาะสม 12.6 บันทึกผลการทดลองได้คล่องแคล่วและถูกต้อง 13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุปข้อมูล (Interpreting data and Conclusion) การตีความหมายข้อมูล หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายคุณลักษณะและสมบัติ ของข้อมูลที่มีอยู่ การตีความหมายในบางครั้ง อาจต้องใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ด้วย เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการคํานวณ เป็นต้น การลงข้อสรุปข้อมูล หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมดความสามารถที่แสดง ว่าเกิดทักษะแล้ว คือ


34 13.1 แปลความหมายหรือบรรยายลักษณะ และสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ได้ (การ ตีความหมายข้อมูลที่ต้องอาศัยทักษะการคํานวณ) 13.2 บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ได้ ทักษะดังกล่าวเป็นทักษะที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษา วิทยาศาสตร์จะต้องให้นักเรียนได้ทั้งความรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้ซึ่ง สมจิต สวธนไพบูลย์ (2535: 103) ได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไว้ดังภาพประกอบ 6 14. ทักษะการสร้างแบบจำลอง (Modeling Construction) หมายถึง การนำเสนอข้อมูล แนวคิด ความคิดรวบยอด เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในรูปของแบบจำลองต่าง ๆ เช่น กราฟ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว วัสดุ สิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ หุ่น เป็นต้น 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 5.1 งานวิจัยในประเทศ เสกสรร สุขเสนา (2561 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวการ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะพลเมือง อาเซียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและ ศึกษาคุณภาพของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับแนวคิด ห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะพลเมืองอาเซียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ดำเนิน วิจัยตามขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ซึ่งแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 2) พัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3) ตรวจสอบคุณภาพหาความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยคือ แบบประเมินแผนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 4) ศึกษาคุณภาพโดยทดลองใช้แผนจัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศิลปากร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จากการคัดเลือกแบบอาสาสมัคร (Voluntary Selection) มาหา คุณภาพตามวงจร PDCA วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามแนวการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ พลเมืองอาเซียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ 1) ชื่อเรื่อง 2) สาระสำคัญ 3) จุดประสงค์ 4) เนื้อหากิจกรรม 5) วิธีดำเนินกิจกรรม มี 6 ขั้นตอน คือ (1) ขั้น เตรียมการ (2) ขั้นเรียนรู้นอกห้องเรียน (3) ขั้นน า (4) ขั้นปฏิบัติกิจกรรม (5) ขั้นอภิปราย และ


35 (6) ขั้นประเมินผล 6) วิธีวัดและประเมินผล และ 7) สื่อและอุปกรณ์ และคุณภาพของกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนตามแนวการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านพบว่า ทุกรายการ ประเมินมีค่าเฉลี่ย (x) 4.70 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.03 ซึ่งแสดงว่า มีคุณภาพด้านความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) สอดคล้องมากที่สุด และการศึกษาคุณภาพตามวงจร PDCA พบว่า 1) ขั้นเตรียมการ เพื่อลดระยะเวลาการเตรียมการในเนื้อหาบางเรื่องครูอาจไม่ถึงขั้นทำสื่อเอง แต่อาจหาสื่อที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่แล้วมาใช้ 2) ขั้นเรียนรู้นอกห้องเรียน ครูควรเข้าไปแสดงความคิดเห็น ต่อการตอบคำถามของนักเรียนเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนที่ยังไม่ตอบคำถามมาตอบให้ครบทุกคน 3) ขั้น นำ ครูควรสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้มีความเป็นกันเองก่อนเริ่มกิจกรรมขั้นนำ 4) ขั้นปฏิบัติ กิจกรรม กิจกรรมกลุ่มครูควรชี้แจงให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีบทบาท ไม่ ผูกขาดการทำงานเพียงคนใดคนหนึ่ง 5) ขั้นอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ ยังไม่ตอบตอบคำถามหรือมีส่วนร่วมในการอภิปรายได้มีส่วนร่วม และ 6) ขั้นประเมินผล ครูควร บริหารเวลาในคาบเพื่อให้เพียงพอต่อการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ภัทรสร นรเหรียญ (2562 : บทคัดย่อ) ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟัง การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการฟัง การ พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ร่วมกับสื่อประสมก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการการฟัง การพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสม 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟัง การพูดภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านแครายเกษตรพันธุ์ พิทยาคาร ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน ร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟัง การพูดภาษาอังกฤษ 2) แบบทดสอบ ความสามารถการฟังภาษาอังกฤษ 3) แบบประเมินความสามารถการพูดภาษาอังกฤษ 4) แบบสังเกต พฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที(t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการ เปรียบเทียบความสามารถในการฟัง การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสม มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาพัฒนาการการฟัง การพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสม


36 โดยประเมินเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 3 พัฒนาสูงขึ้นตามลำดับ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถใน การฟัง การพูด อยู่ในระดับ ดี วรรณวิสา สุวรรณชัยรบ (2562 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ร่วมกับกลวิธีเชิงอภิปัญญาที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกลวิธีเชิงอภิปัญญาที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 35 คนของโรงเรียนพระ อินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จำนวน 1 ห้องเรียน จากทั้งหมด 4 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกลวิธีเชิงอภิปัญญา เรื่องความน่าจะเป็น จํานวน 11 คาบ แบบทดสอบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นข้อสอบ อัตนัย จํานวน 5 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน วิเคราะห์ข้อมูลใช้การคํานวณหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ one - sample t - test และนำเสนอข้อมูล โดยใช้ตาราง ผลวิจัยพบว่า ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกลวิธีเชิงอภิปัญญา ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐานร่วมกับกลวิธีเชิงอภิปัญญา นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น เฉลี่ยเท่ากับ 15.14 คิดเป็นร้อยละ 75.70 ซึ่งนักเรียนได้คะแนนความสามารถ ในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 26 คน คิดเป็น ร้อยละ 74.29 และไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 25.71 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ ราเบีย (Rabia Tabassum. 2015: abstract) ศึกษาผลการจัดเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็น ฐาน (ABL) ต่อทักษะการฟังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งการฟังเป็นทักษะภาษาแรกและ สำคัญที่สุดสำหรับการได้มาซึ่งภาษา การสอนภาษาที่มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาทักษะนี้ได้ นักวิจัยพยายามตรวจสอบผลกระทบของโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (ABL) ต่อทักษะนี้ ผู้วิจัยใช้การ ออกแบบการทดลอง (การออกแบบกลุ่มก่อนการทดสอบและหลังการทดสอบ) สำหรับการศึกษา เป้าหมายของการศึกษาคือ (ก) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการจัดการเรียนรู้แบบ ABL ต่อการฟัง (ข) เพื่อตรวจสอบผลของการจัดการเรียนรู้แบบ ABL ต่อความสำเร็จของผู้เรียนที่ประสบความสำเร็จใน ระดับต่ำและสูงในทักษะการฟัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ มีการทดสอบสมมติฐานว่าง นักเรียนชาย


37 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของ G.H.S Tarkha, Nowshera จำนวน 50 คน ได้รับเลือกให้เป็นกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่าๆ กัน คือ กลุ่มควบคุมและทดลอง เกี่ยวกับความสำเร็จของพวกเขาในแบบทดสอบก่อนทำโดยครู มีการระบุผู้ประสบความสำเร็จต่ำและ ผู้ประสบความสำเร็จสูงในทั้งสองกลุ่ม สองขั้นตอนที่แตกต่างกันถูกนำมาใช้ในการทดลอง กลุ่มทดลอง ได้รับการปฏิบัติด้วย 'วิธีการเรียนรู้ตามกิจกรรม ในขณะที่กลุ่มควบคุมเรียนรู้ผ่านวิธีการสอนตามปกติ การทดลองดำเนินการเป็นเวลาเจ็ดสัปดาห์ ครูสองคนได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษา โดยมี ความสามารถและคุณสมบัติการสอนภาษาใกล้เคียงกัน หลังการทดลอง ให้ทำการทดสอบภายหลังกับ ทั้งสองกลุ่ม เพื่อหาผลของการจัดการเรียนรู้แบบ ABL การวิเคราะห์ทางสถิติคำนวณโดย t-test ตัวอย่างอิสระ ผลการวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความสามารถในทักษะการฟังในการทดสอบก่อนการ ทดสอบเกือบเท่ากัน แต่ผลหลังการทดสอบ กลุ่มทดลองทำงานได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม ขอแนะนำว่าครู ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับปรุงการฟัง จึงต้องจัดให้มีการเปิดเผยและการปฏิบัติแก่ นักเรียนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ ABL รูปา (Rupa Rathee. 2016: abstract) ศึกษาผลการจัดเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ต่อการจัดการการศึกษา ซึ่งการใช้กิจกรรมเป็นฐานได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบการสอนที่ ประสบความสำเร็จในด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และเพิ่งค้นพบหนทางสู่ โรงเรียนธุรกิจ ดังนั้น ในการศึกษาปัจจุบัน จึงมีความพยายามในการค้นหาประสิทธิผลของวิธีนี้ในหมู่ นักศึกษาของ Management Institutes การออกแบบการวิจัยเชิงพรรณนาจึงถูกนำมาใช้กับข้อมูล ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ข้อมูลทุติยภูมิถูกเก็บรวบรวมผ่านวารสารและนิตยสาร ออนไลน์ ข้อมูลหลักถูกเก็บรวบรวมผ่านแบบสอบถามที่มีโครงสร้างตามมาตราส่วน likert 5 จุด กลุ่ม ตัวอย่างสำหรับการศึกษาประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 100 คนที่ได้รับการสุ่มเลือกจาก Management Institutes ใน NCR วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การ ทดสอบ t และความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยใช้ SPSS พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มองว่าการเรียนรู้จาก กิจกรรมเป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพบว่านักเรียนทั้งชายและหญิงมีมุมมองที่ คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการเรียนรู้จากกิจกรรม สุดท้ายพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมี นัยสำคัญระหว่างระดับการศึกษาของนักเรียนกับข้อความที่ว่าการเรียนรู้จากกิจกรรมมีส่วนร่วม มากกว่าการเรียนรู้แบบดั้งเดิม


38 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขยายโอกาส ขนาดใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 181 คน จาก 4 ห้องเรียน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนขยายโอกาส ขนาดใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 45 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ แบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังทดลอง One Group Pretest –Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60-61) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 2


39 ตารางที่ 2 แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา 2. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา แบบปรนัย 4 ตัวเลือก การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้างและพัฒนาดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน 1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์ กายภาพ และสาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ, หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ, คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์ รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา 1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ 1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา จำนวน 4แผน รวม 8 ชั่วโมง ดังนี้


40 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การเกิดเงามืด เงามัว 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การมองเห็นของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเกิดสุริยุปราคา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การเกิดจันทรุปราคา 2 ชั่วโมง 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความ สอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและประเมินผลเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐาน โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดย พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.8 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ และนำ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 2. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงาและอุปราคา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิธีสร้าง แบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


41 2.2 วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เงาและ อุปราคา จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 2.4 นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความ เป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและ พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 2.5 นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการ สอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยพิจารณาจาก ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถาม และจุดประสงค์การ เรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยพิจารณาค่าดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 2.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่เคยเรียน เรื่อง เงาและอุปราคา มาแล้วจำนวน 41 คน แล้ว นำคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ คัดเลือก ข้อสอบโดยพิจารณาความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 2.7 นำแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร K-R20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป 2.8 นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่หาคุณภาพเรียบร้อย แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป


42 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม เป็นฐาน เรื่อง เงาและอุปราคา จำนวน 4 แผน รวม 8 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ทำการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบ วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชุดเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็น คะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล นำคะแนนผลการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน มาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนทั้งสองมาเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติ t-test Dependent สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1.1 วิเคราะห์หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็น ฐาน และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรื่อง เงาและอุปราคา โดยการคำนวณ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1.2 หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก ( r) ของแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 1.3 หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดย คำนวณจากสูตร K-R20 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ค่าร้อยละ 2.2 ค่าเฉลี่ย 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ สถิติ t-test Dependent


Click to View FlipBook Version