The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านอาหาร ด้านผ้า และผลิตภัณฑ์จากผ้ากลุ่มชาติพันธ์กะเหรียงจังหวัดเชียงราย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cr.cultural.lib, 2021-09-28 23:50:06

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กะเหรียงจังหวัดเชียงราย

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านอาหาร ด้านผ้า และผลิตภัณฑ์จากผ้ากลุ่มชาติพันธ์กะเหรียงจังหวัดเชียงราย

Keywords: เชียงราย,กะเหรียง,ชาติพันธ์,วัฒนธรรม

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม

ดา้ นอาหาร ด้านผา้ และผลิตภณั ฑ์จากผ้า
กลุ่มชาติพันธุก์ ะเหรี่ยงจงั หวัดเชยี งราย

คานา

คณะรัฐ มนต รีมีมติเห็นชอ บแนวนโยบ าย ในการฟ้ืนฟูวิถีชีวิตช าวก ะเหร่ีย งต ามที่
กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เมือ่ วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ โดยมีประเด็นเก่ียวกับอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และ
วัฒนธรรมการจัดการทรพั ยากร สิทธิในสัญชาติ การสบื ทอดมรดกทางวฒั นธรรม การศกึ ษาในดา้ นท่ีเก่ียวกับ
การสืบทอดมรดกทางวฒั นธรรม และกระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายการบูรณาการทางานของกระทรวง
เพ่อื ผลกั ดนั การทาฐานข้อมูลมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมและการขึน้ ทะเบยี นมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม
ของกลุ่มชาติพนั ธุ์ โดยมเี ป้าหมายการพฒั นาฐานข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุ
ในพนื้ ทเี่ พื่อเตรยี มขอ้ มูลขึน้ ทะเบียนมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ของกรมสง่ เสริมวัฒนธรรม ต่อไป

จังหวดั เชียงราย เปน็ จังหวัดทม่ี ีความหลากหลายทางชาติพันธ์ุ มีวัฒนธรรมและองค์ความรู้
ภูมิปญั ญาท้องถ่นิ ทแ่ี ตกต่างและความหลากหลายในองค์ความรู้ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมท้องถ่ิน
ทม่ี ีการส่ังสมและสืบทอดมาอยา่ งต่อเนือ่ งและปรากฏใหเ้ หน็ ในปจั จบุ นั และไดต้ ระหนกั ถึงการพฒั นาฐานข้อมูล
มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุในพื้นท่ี เป็นส่ิงที่ควบคู่มากับสังคม ไทย และส่ิงเหล่านี้
เปน็ มรดกทส่ี าคญั ของแต่ละทอ้ งถนิ่ ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ ท่ีคนไทยทุกคน
ควรจะต้องรว่ มกนั ส่งเสริม สนับสนุน สบื สาน วฒั นธรรมของกลุ่มชาตพิ นั ธุ์เหล่านี้ สืบไป

เพ่ือเป็นการส่งเสริม สนับสนุน สืบสาน และอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรร มเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม และภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ ของกลุม่ ชาตพิ ันธ์ุ สานกั งานวฒั นธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดทาหนังสือ
มรดกภูมิปัญญาท างวัฒนธ รรมด้านอาหาร ผ้า แ ละผลิต ภัณฑ์จาก ผ้า ขอ งกลุ่มชาติพันธุ์ก ะเหรี่ย ง
จังหวดั เชียงราย และหวังเป็นอยา่ งยิง่ วา่ หนงั สือเล่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม สนับสนุน สืบสาน
และการพฒั นาฐานข้อมลู มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุจังหวัดเชียงราย เพ่ือเตรียมข้อมูล
ขนึ้ ทะเบียนมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ต่อไป

สานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
กันยายน 2564

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธกุ์ ะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรยี่ ง

สารบญั 1-2
3-7
บทนา 8-9
เอกสาร ความหมายเกี่ยวกบั ภมู ปิ ญั ญา
องคค์ วามร้มู รดกภมู ิปัญญาดา้ นอาหาร 10
10
สภาพทว่ั ไปของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) จงั หวัดเชยี งราย 11
12
ประวัติความเปน็ มาของกลุม่ ชาติพันธุอ์ าเภอดอยหลวง 14-15
-ประวัตคิ วามเปน็ มาของบา้ นดอย 16-17
-ประวตั คิ วามเป็นมาของบา้ นห้วยสัก 18-22
-ประวัติความเป็นมาของบ้านหนองด่าน 23-32
ประวตั คิ วามเป็นมาขอ้ มูลบ้านปา่ ซางงาม 33-34
35-38
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมด้านอาหาร (บา้ นปา่ ซางงาม) 39-42
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผา้ ทอกะเหร่ยี ง (บ้านปา่ ซางงาม) 43-44
ประวตั คิ วามเปน็ มาขอ้ มลู บ้านรวมมติ ร 45-48
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดา้ นอาหาร (บา้ นรวมมิตร) 49-53
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมผา้ ทอกะเหรี่ยง (บ้านรวมมิตร) 54-57
ประวตั คิ วามเป็นมาขอ้ มูลบา้ นทุ่งโค้ง 57-61
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมด้านอาหาร (บ้านทงุ่ โค้ง) 62-66
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมผ้าทอกะเหรี่ยง (บา้ นทุ่งโคง้ ) 66-71
ประวตั คิ วามเปน็ มาข้อมูลบ้านห้วยหนิ ลาดใน 72-77
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมด้านอาหาร (บา้ นห้วยหินลาดใน)
มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมผา้ ทอกะเหรยี่ ง (บ้านหว้ ยหินลาดใน)
ประวตั คิ วามเป็นมาขอ้ มูลบ้านทุ่งพร้าว
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมด้านอาหาร (บา้ นท่งุ พร้าว)
มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมผ้าทอกะเหรย่ี ง (บ้านทงุ่ พรา้ ว)
บรรณานกุ รม
เอกสารอา้ งองิ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหรยี่ งจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรย่ี ง

1

บทนา

“ภมู ิปัญญา” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Wisdom มีความหมายว่า ความรู้ ความสามารถ วิธีการ
ผลงานท่ีคน้ คว้ารวบรวมและจัดเกบ็ เปน็ ความรูโ้ ดยถา่ ยทอดจากคนรุ่นหน่ึงมาสู่คนอีกรุ่นหน่ึง จนเกิดเป็น
ผลผลิตที่ดีง าม มีคุณค่า เกิดประโยชน์ สามารถนามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตได้เพราะมนุษ ย์
ใช้ปัญญาแก้ปญั หา การสัง่ สม สืบสาน และปรับเปลยี่ นประสบการณ์จากอดีตจนถงึ ปัจจุบัน และส่ิงนี้เองคือ
“ภูมิปัญญา” อันเป็นแก่นแท้ของวัฒนธรรม หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นความรู้ ความคิด ความเช่ือ
ความสามารถทเี่ ปน็ ผลมาจากกการใช้สติปัญญา และการส่ังสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้
เลอื กสรร ปรงุ แตง่ พัฒนาและถ่ายทอดสบื ต่อกนั มาเปน็ ท่ยี อมรบั ในสงั คม เพื่อใช้แก้ปญั หาและพฒั นาชวี ิตของ
คนในสงั คมใหส้ มดลุ กับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยคุ สมัย ภมู ปิ ัญญาจึงเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม
ภูมปิ ญั ญามีขอบขา่ ยกวา้ งขวาง ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน ถอื เป็นหลักความรอู้ นั เกดิ จากความสามารถประสบการณ์
และความเฉลียวฉลาดในการประ ดิ ษ ฐ์ คิ ด ค้ นข อ ง ค นใ นท้ อ ง ถ่ิ นท่ี เ ป็ นผ ล ม าจาก ก ารส่ั ง ส ม ป ระ ส บ ก ารณ์
ผา่ นกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน
เพ่อื ใช้ประโยชนใ์ นการดาเนินชีวิต เกิดจากการสืบสาน สืบทอดประสบการณ์จากรุ่นถึงรุ่น เป็นมรดก
ทางวฒั นธรรมท่ี หากขาดการส่งเสริม สนบั สนนุ วัฒนธรรมเหล่านี้กจ็ ะสูญหายไป

ดงั นั้น ภมู ปิ ญั ญาจงึ เป็นส่งิ สาคัญต่อการพัฒนามนุษย์ในสังคมปัจจุบัน จาเป็นต้องมีการส่งเสริม
สนับ สนุน รั กษ า ต่อย อด ภูมิปัญญาท างวัฒนธรรมข อง ท้อง ถ่ินในแต่ล ะก ลุ่มช าติพันธุ์ในท้อ งถิ่น
ใหเ้ กิดการพฒั นาต่อยอดเปน็ สนิ ค้าและผลิตภณั ฑท์ างวัฒนธรรม ทส่ี ามารถสร้างรายได้ให้กบั ชุมชนในท้องถ่ิน
เพือ่ เปน็ การสร้างมลู ค่าใหก้ บั ชมุ ชนในทอ้ งถิ่น และไดต้ ระหนกั ถงึ คณุ คา่ และความสาคญั ภูมิปัญญาในท้องถ่ิน
และไดร้ ับการสืบสานภมู ิปญั ญาสู่คนรนุ่ ปัจจุบันตอ่ ไป

ทงั้ น้ี ปัจจัยการก่อเกิดภูมิปัญญาท้องถ่ินน้ัน มีปัจจัยพ้ืนฐานที่มาจากลักษณะภูมิศาสตร์และ
สิ่งแวดลอ้ มธรรมชาตขิ องภมู ิภาคต่าง ๆ กล่มุ ชนท่ีตงั้ ถน่ิ ฐานอยู่ในอาณาบริเวณท่ีมีสภาพภูมิศาสตร์ และ
สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแตกต่างกันย่อมสร้างสม “ภูมิปัญญา” และพัฒนาระบบความสัมพันธ์
กบั ธรรมชาติส่งิ แวดล้อมในลักษณะทีแ่ ตกต่างและมีความหลากหลายเช่นเดียวกับลักษ ณะภูมิศาสตร์และ
สิง่ แวดล้อมธรรมชาติของภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ อันเปน็ ปัจจัยพน้ื ฐานของการก่อเกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น
จะสงั เกตได้วา่ ภมู ิปญั ญาท่ีเกิดขนึ้ ในแต่ละทอ้ งถ่นิ ลว้ นเป็นสิง่ ทม่ี ีความสัมพันธ์กับปัจจัยส่ีในการดารงชีวิต
ของมนุษย์ ประกอบด้วย อาหาร ท่ีอยู่อาศัย เคร่ืองนุ่งห่ ม และยารักษาโรค ส่ิงเหล่านี้ล้วนหล่อหลอม
ให้เกิดมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมทส่ี ืบทอดกันมา

อาหาร เป็นปจั จัยสาคญั ข้ันพนื้ ฐาน สาหรับการดารงชีวติ ของมนษุ ย์ให้อยู่รอด ซงึ่ เป็นปัจจยั สีท่ มี่ นุษย์
ขาดไ ม่ได้ ประชาชนทุกก ลุ่มชาติพันธุ์ ต้อ งบริโภคอ าหารเพ่ือ เป็นเคร่ือ งหล่อเลี้ย งบารุงร่างกาย
ให้มีความสมบรู ณ์แขง็ แรงและมีคุณภาพชีวิตท่ีดี การรับประทานอาหาร ของมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นหนึ่ง
ในกระบวนการเรียนรูแ้ ละปรบั ตวั เพ่ือการอย่รู อดของมนุษย์ สิ่งหนึ่งท่ีสามารถบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของ
ความเป็นกลุ่มชาติพนั ธไ์ุ ดเ้ ปน็ อย่างดคี อื อาหาร

เนื่องจากความหลากหลายทางวฒั นธรรมผสมผสานกบั วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยถ่ายทอด
ออกมาเป็นอาหารทม่ี รี สชาติความอร่อยไม่แพ้ชาติใดในโลก อีกท้ังคุณค่าทางอาหาร และโภชนาการ
ทาใหอ้ าหารไทยถกู กล่าวขานไปทวั่ โลก และแมจ้ ะได้ข้นึ ช่ือวา่ อาหารไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีสาคัญ
ของประเทศ มกี ารส่งั สมจากบรรพบุรุษถา่ ยทอดจากร่นุ สู่รนุ่ นบั เปน็ ภูมิปญั ญาที่แท้จริงและควร หวงแหนยิ่ง

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาติพนั ธ์ุกะเหรยี่ งจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหร่ียง

2

จากหลกั ฐานพบว่าอาหารไทยมกี ารพัฒนาตั้งแต่ในสมยั กอ่ นประวตั ิศาสตร์เร่ือ ยมาจนสมัยสุโขทัย อยุธยา
ธนบรุ ี และรัตนโกสนิ ทร์จนถึงปจั จุบนั อาหารไทยนบั วา่ เปน็ อาหารทีมลี กั ษณะโดดเด่นทัง้ ในเรื่องของรสชาติ
คณุ ค่าทางโภชนาการ ตลอดจนการตกแต่งท่ีเป็นเอกลักษณ์

อาหารพืน้ บ้าน ก็คอื อาหารที่ประชาชนบริโภคอยู่ในชีวิตประจาวันและบริโภคในโอกาสต่างๆ
โดยอาศัยเคร่ืองปรงุ ท่นี ามาประกอบอาหารจากแหล่งตา่ งๆ ทง้ั จากแหล่งธรรมชาติทีแ่ วดลอ้ มอยู่ ดว้ ยการเก็บ
ของปุา การล่าสัตว์ การจบั สตั ว์น้า และจากการผลิตข้ึนมาเอง เช่น การเพาะปลูก การเล้ียงสัตว์ หรือ
จากการซ้อื ขายแลกเปล่ยี น โดยมกี รรมวิธีทาเป็นเอกลักษณ์ รวมท้ังรสชาติท่ีเป็นเฉพาะถ่ินแตกต่างกัน
อาหารพนื้ บา้ นจัดได้วา่ เป็นอาหารทแี่ สดงออกถงึ ความเป็นตัวตนในท้องทต่ี า่ งๆ ได้อย่างแท้จริงเนื่องจากว่า
อาหารในแตล่ ะพ้นื ที่กจ็ ะมีความแตกตา่ งกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยของพ้ืนท่ี ทุกอย่างถูกผสมผสานกัน
จนออกมาเปน็ วัฒนธรรมอาหารทแ่ี สดงถงึ ความเปน็ ตวั เองไดอ้ ย่างชัดเจนทีส่ ุด

อาหารพ้ืนบา้ นภาคเหนอื เป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นไปตามเอ กลักษณ์และวัฒนธรรม
การปรุงอาหารจะทาได้จากแหล่งอาหารตามธรรมชาตขิ องแตล่ ะชาติพนั ธุ์ อาหารของคนไทยภาคเหนือส่วน
ใหญจ่ ะมีรสเผ็ด เคม็ เปรย้ี ว แต่ไม่หวานมาก อาหารภาคเหนอื ไมน่ ยิ มใส่นา้ ตาล ความหวานจะไดจ้ ากสว่ นผสม
ทน่ี ามาประกอบอาหาร เช่น หวานจากผกั ปลา มะเขือเทศ เป็นตน้ การปรงุ อาหารมีหลายวิธี เช่น การแกง
การจอ การสา้ การยา การเจียว การป้งิ การค่ัวหรือการผัด หลู้ ซึ่งอาหารของภาคเหนือมักจะทาให้สุก
และอาหารแตล่ ะประเภท จะมเี อกลกั ษณ์ในรสชาติของอาหารซึ่งเปน็ การถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ ในวิธีการปรุง
อาหารจากรุ่นสู่รนุ่

ผ้าหรอื เครือ่ งนุ่งห่ม เป็นหนึ่งปัจจัยส่ที ่ีความสาคญั ต่อการดารงชวี ิตของมนษุ ย์ ในสังคมไทยนับต้ังแต่
สมัยบรรพบุรษุ ทุกครัวเรือนจะมกี ารทอผา้ เพือ่ ใช้สาหรบั ตนเองและบคุ คลในครอบครัว ไม่ว่าจะใช้สาหรับ
การนุ่งห่ม หรอื เปน็ เครือ่ งใชใ้ นบา้ นรวมไปถงึ เปน็ สิ่งประดบั ตกแต่งบา้ น โดยทักษะการทอผ้าเปน็ มรดกภูมิปัญญา
ถา่ ยทอดองค์ความรู้ กรรมวธิ ี รวมไปถงึ การเป็นงานฝีมือท่ีสื่อถึงความหมายเป็นศิลปะของแต่ละบุคคล
และจะมีการถา่ ยทอดให้แก่สมาชกิ ในครวั เรือน จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีได้รับการสืบทอดจาก
บรรพบุรษุ จากรุ่นหนึ่งไปสอู่ ีกรนุ่ หนึง่

ในชุมชนทางภาคเหนือ ผ้าทอยงั คงมบี ทบาทสาคัญทางสังคมและวัฒนธรรม นอกเหนือจากบทบาท
ทางการคา้ แลว้ ไมว่ า่ จะเปน็ การใช้ในประเพณี พิธกี รรมตา่ งๆ การใช้เป็นเส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่มในหลายชาติพันธ์ุ
ในพิธขี นึ้ บ้านใหม่ พิธกี รรมทางศาสนา พิธที ่มี ีการใชข้ นั หลวงยังคงมีการใชผ้ ้าขาว-ผ้าแดงเปน็ เครอ่ื งประกอบพธิ อี ยู่
โดยเชือ่ ว่าเป็นสญั ลกั ษณ์ของผีบรรพบุรษุ ในหลายชุมชนยังคงมกี ารใชผ้ ้าขาวที่ทอดว้ ยมือเป็นผ้าหอ่ ศพ

จังหวดั เชียงราย เป็นจังหวดั ทีม่ ีความหลากหลายทางชาติพนั ธุ์ มีศลิ ปะ และวัฒนธรรมที่เอกลักษณ์
ของชาตพิ นั ธ์ุที่แตกตา่ งกันไป ภูมิปญั ญาและศลิ ปวัฒนธรรมของกลมุ่ ชาติพนั ธุ์มีการส่ังสมและสบื ทอดมาอยา่ ง
ตอ่ เน่อื งปรากฏใหเ้ หน็ ในปัจจบุ นั การพฒั นาจงั หวัดเชียงราย โดยการสง่ เสรมิ สนบั สนุน ศิลปะ วฒั นธรรมของ
กลมุ่ ชาตพิ นั ธใุ์ นพ้ืนที่ เป็นสงิ่ สาคัญอยา่ งยิ่ง ตอ่ การพฒั นามนษุ ยใ์ ห้มีความยั่งยืน สามารถดารงอยู่ได้อย่าง
เป็นสขุ และทาใหเ้ กดิ มลู ค่าทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ใหก้ ับกล่มุ ชาติพนั ธ์ุในพนื้ ที่ เกิดการรักและหวงแหน
ในมรดกภมู ปิ ญั ญาของกลมุ่ ชาตพิ ันธุข์ องตนเอง ท่ีมีคณุ ค่าและสามารถสร้างอาชีพ เกดิ รายได้ และมคี วามยั่งยืน
ในชีวติ ตอ่ ไป

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุ์กะเหรีย่ งจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

3

เอกสาร ความหมายเก่ียวกับภูมปิ ัญญา
เมอ่ื โลกก้าวเขา้ สู่ยคุ โลกาภวิ ฒั น์ ทาใหก้ ารเคลือ่ นยา้ ยทางวฒั นธรรมเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซ่งึ แตกต่าง

จากในอดีตท่ีจะต้องอาศัยระยะเวลานับศตวรรษ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒ นาเศรษฐกิจ
ระบบการศึกษา ลว้ นเป็นสาเหตทุ าให้เกดิ การนาเอาวฒั นธรรมใหมม่ าผนวกกบั วัฒนธรรมเดิมจนถูกครอบงา
ส่งผลใหว้ ฒั นธรรมและภมู ิปัญญาของมนษุ ยใ์ นบางพืน้ ท่ีเริ่มลดบ ทบาทความสาคัญลงและถูกแทนที่ด้วย
วัฒนธรรมและความรู้สมยั ใหม่ ซ่งึ ทาใหอ้ งคค์ วามรู้ ภมู ิปญั ญา วัฒนธรรมด้ังเดมิ ของผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธ์ุ
บนโลกสญู หายเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งรวดเร็ว จนกระท่งั ในปี ค.ศ. ๒00๓ องคก์ ารการศกึ ษา วิทยาศาสตร์ และ
วฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้มีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรม
ทจี่ ับตอ้ งไม่ได้ (๒๐๐๓) โดยมสี าระสาคัญ คอื

๑. อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมท่จี ับต้องไม่ได้เป็นเคร่ืองมือทางกฎหมาย
ระหวา่ งประเทศในการปกปูองคุม้ ครองมรดกวฒั นธรรมท่จี บั ต้องไม่ได้ รวมท้ังเป็นการเคารพความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมของชุมชน กลมุ่ ชน และปัจเจกบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ ง

๒. เปน็ การสง่ เสริมความร่วมมือระหวา่ งประเทศเกี่ยวกับ การปกปูอง คุ้มครองมรดกวัฒนธรรม
ที่จบั ต้องไมไ่ ด้ท้ังระดับชาติ ระดับภมู ิภาคและระดับโลก

โดยมีวตั ถปุ ระสงคข์ องอนุสัญญาวา่ ดว้ ยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับตอ้ งไมไ่ ด้ (๒๐๐๓) ดงั น้ี
(๑) เพอ่ื สงวนรักษามรดกทางวฒั นธรรมที่จบั ตอ้ งไม่ได้
(๒) เพอ่ื ประกนั วา่ จะเคารพมรดกทางวฒั นธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ของชมุ ชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคล
ทเ่ี กย่ี วข้อง
(๓) เพ่อื เพมิ่ ความตระหนักในระดบั ท้องถน่ิ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ถึงความสาคญั ของมรดก
วฒั นธรรมที่จบั ตอ้ งไม่ได้ และให้เกิดความชื่นชมรว่ มกนั
(๔) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรว่ มมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นภาคี
สมาชิกลาดับท่ี ๑๗๑ โดยสมคั รเขา้ เป็นภาคเี มือ่ วนั ที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ และมีผลในการเข้าเป็น
สมาชกิ อยา่ งสมบรู ณใ์ นวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๙ โดยมีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
เป็นหนว่ ยงานหลักในการดาเนินงานภายใต้อนุสัญญาฯ และได้มีการตราพระรา ชบัญญัติส่งเสริมและ
รักษามรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม พ.ศ.๒๕๕๙ ขึ้น เพ่ือเป็นเคร่ืองมือทางกฎหมายในการทางานของประเทศไทย
ซง่ึ ไดม้ กี ารกาหนดคานิยามความหมายของมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมไวว้ า่
"มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม" หมายถงึ การปฏิบัติ การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจน
เครอ่ื งมอื วตั ถุ สง่ิ ประดิษฐ์ และพน้ื ท่ที างวัฒนธรรมที่เก่ียวเน่ืองกับสิ่งเหล่าน้ัน ซึ่งชุมชน กลุ่มชน หรือ
ในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งขอ งมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมซงึ่ ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหน่ึงนี้ เป็นส่ิงซ่ึงชุมชนและกลุ่มชนสร้างข้ึนมา
อย่างสมา่ เสมอ เพ่อื ตอบสนองตอ่ สภาพแวดล้อมของตน เป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาท่ีมีต่อธรรมชาติ
และประวตั ิศาสตรข์ องตน และทาให้คนเหลา่ น้ันเกิดความภมู ใิ จในตัวตนและความรสู้ ึกสบื เนือ่ งกอ่ ให้เกิดความ
เคารพตอ่ ความหลากหลายทางวฒั นธรรม และการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหร่ียงจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันท่ี 3 สิงหาคม 2553 เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

4

หมวดหมขู่ องมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม ได้จาแนก
ออกเปน็ ๖ สาขา ดังนี้

๑. วรรณกรรมพ้นื บา้ นและภาษา
ภาษา หมายถงึ เคร่ืองมอื ที่ใชส้ อื่ สารในวิถีชีวติ ของแตล่ ะกลมุ่ ชน ซ่ึงสะท้อนโลกทศั น์ ภูมิปัญญา

และวัฒนธรรมของแต่ละกลมุ่ ชน ทง้ั เสยี งพูด ตวั อักษร หรือสัญลักษณ์ ภาษา แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท
ดังตอ่ ไปนี้

(๑) ภาษาไทย หมายความว่า ภาษาประจาชาติ หรอื ภาษาราชการที่ใชใ้ นประเทศไทย
(๒) ภาษาไทยถิน่ หมายความว่า ภาษาไทยท่ีใชส้ อ่ื สารในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาษาไทยถ่ินกลาง
ภาษาไทยถน่ิ อสี านภาษาไทยถิน่ เหนือ และภาษาไทยถน่ิ ใต้
(๓) ภาษากลุ่มชาตพิ นั ธุ์ หมายความวา่ ภาษาท่ใี ชต้ ดิ ตอ่ ส่ือสารในชุมชนท้องถิ่นของประเทศไทย
เชน่ ภาษาเขมรถ่ินไทย ภาษาม้ง ภาษาชอง ภาษามอแกน ภาษล้ือ ภาษาพวน หรือภาษาอื่นท่ีมีลักษณะ
เปน็ ภาษาชาตพิ ันธุ์
(๔)ภาษาสัญลกั ษณ์ หมายความว่า ภาษาทีใ่ ชต้ ิดต่อสื่อสารดว้ ยภาษามือ ภาษาท่าทาง อักษร
หรอื สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร
วรรณกรรมพืน้ บ้าน หมายความว่า เรือ่ งราวที่ถ่ายทอดอย่ใู นวิถชี วี ิตชาวบ้าน ดว้ ยวิธกี ารบอกเล่า
เขียนเปน็ ลายลักษณ์อักษร หรอื เปน็ ภาพ วรรณกรรมพนื้ บา้ น แบง่ ออกเปน็ ๗ ประเภท ดังต่อไปนี้
(๑) นิทานพืน้ บ้าน หมายความวา่ เรอ่ื งเล่าพ้ืนบ้านที่สืบทอดกันมา เช่น นิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ
นทิ านประจาถน่ิ นิทานคตินิทานอธบิ ายเหตุ นิทานเร่ืองสัตว์ นิทานเร่ืองผี นิทานมุขตลก นิทานเร่ืองโม้
นทิ านลูกโซ่ หรอื เรือ่ งเลา่ อ่ืนที่มลี ักษณะเป็นนทิ านพ้นื บ้าน
(๒) ตานานพน้ื บ้าน หมายความวา่ เรื่องเล่าท่มี คี วามสมั พนั ธ์กับความเชือ่ สิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ พิธีกรรม
ศาสนา และประวตั ศิ าสตรใ์ นทอ้ งถนิ่
(๓) บทรอ้ งพน้ื บ้าน หมายความวา่ คาร้องที่สืบทอดกันมาในแต่ละโอกาส เช่น บทกล่อมเด็ก
บทร้องเล่น บทเก้ยี วพาราสบี ทจอ๊ ย คาเซิง้ หรอื คารอ้ งอนื่ ทมี่ ลี กั ษณะเป็นบทรอ้ งพ้ืนบ้าน
(๘) บทสวดหรือบทกลา่ วในพิธกี รรม หมายความว่า คาสวดทใ่ี ช้ประกอบในพธิ กี รรม เช่น คาบูชา
คาสมา คาเวนทานคาใหพ้ ร คาอธิษฐาน คาถา บททาขวัญ บทอานิสงส์ บทประกอบการรักษาโรคพื้นบ้าน
หรอื คาสวดอื่นทมี่ ลี ักษณะเป็นบทสวดหรือบทกลา่ วในพิธีกรรม
(๕) สานวน ภาษิต หมายความว่า คาพูดหรือคากลา่ วที่มสี มั ผสั คล้องจองกัน เพื่อความสนุกสนาน
หรอื ใชใ้ นการส่ังสอน เช่น โวหาร คาคม คาพังเพย คาอุปมาอุปไมย คาผวน หรือคาพูดหรือคากล่าวอื่น
ท่ีมีลักษณะเป็นสานวน ภาษติ
(๖) ปรศิ นาคาทาย หมายความว่า ขอ้ ความทีต่ ้ังเป็นคาถาม เพ่ือใหผ้ ตู้ อบได้ทายหรอื ตอบปัญหา
เช่น คาทายปญั หาเชาวน์ ผะหมี หรือข้อความอ่นื ทม่ี ลี กั ษณะเป็นปริศนาคาทาย
(๗) ตารา หมายความว่า องค์ความรู้ท่มี กี ารเขยี นบนั ทึกในเอกสารโบราณ เชน่ ตาราโหราศาสตร์
ตาราดลู กั ษณะคนและสตั ว์ ตารายา หรือองค์ความรู้อนื่ ที่มีลักษณะเป็นตารา

๒. สาขาศลิ ปะการแสดง
หมายความว่า การแสดงดนตรี การขับร้อง การรา การเต้น และละครท่ีแสดงเป็นเร่ืองราว

ทั้งที่เปน็ การแสดงตามขนบแบบแผน หรือมกี ารประยกุ ต์เปลี่ยนแปลง การแสดงทีเ่ กดิ ขึ้นน้ันเป็นการแสดงสด
ตอ่ หนา้ ผูช้ ม และมีจุดมุ่งหมายเพ่อื ความงามความบันเทิง หรือเป็นงานแสดงที่ก่อให้เกิดการคิด วิพากษ์
นาสูก่ ารพฒั นาและเปลย่ี นแปลงสังคม ศิลปะการแสดง แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท ดงั ต่อไปนี้

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุกะเหร่ยี งจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ 3 สิงหาคม 2553 เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหรี่ยง

5

(๑) ดนตรีและเพลงร้อง หมายความว่า เสียงท่ีเกดิ จากเครอื่ งดนตรีและการขับรอ้ งทปี่ ระกอบกัน
เปน็ ทานองเพลงทาใหเ้ กดิ อารมณ์ ความรู้สึก และจินตนาการ เพอ่ื บรรเลงขับกล่อมประกอบพิธีกรรม และ
ประกอบการแสดงดนตรแี ละเพลงร้องแบ่งออกเป็นดนตรีและเพลงร้องในพิธีกรรม ดนตรีและเพลงร้อง
ในการแสดงดนตรีและเพลงรอ้ งเพื่อการประกวดประชนั ดนตรแี ละเพลงรอ้ งเพื่อความรื่นเริง

(๒) นาฏศลิ ป์และการละคร หมายความวา่ การแสดงทใี่ ชร้ ่างกายท่วงท่าการเคลื่อนไหวท่าเต้น
ทา่ ราการเชดิ อาจสอดคลอ้ งหรือสัมพนั ธก์ ับการพากย์ เจรจา การใชเ้ สยี งดนตรบี ทร้อง บทละคร และอุปกรณ์
ประกอบการแสดง ซ่งึ สื่อถึงอารมณค์ วามรู้สึก และเรือ่ งราวอาจแสดงร่วมกบั ดนตรแี ละการขบั ร้องหรอื ไม่ก็ได้
นาฏศิลปแ์ ละการละคร แบ่งออกเปน็ นาฏศิลป์และการละครในพิธีกรรม นาฏศิลป์และการละครท่ีเป็น
เรื่องราวและแสดงเปน็ ชุดแต่ไมเ่ ป็นเร่อื งราว

๓. แนวปฏบิ ัติทางสังคม พิธกี รรม ประเพณี และงานเทศกาล
หมายความว่า การประพฤติปฏบิ ตั แิ ละการกระทากิจกรรมในแนวทางเดยี วกันของคนในชุมชนที่สืบทอดกันมา
บนหนทางของมงคลวิถี นาไปสู่สังคมแห่งสันติสุข แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธ์ุ
แนวปฏบิ ัตทิ างสงั คม พธิ กี รรมประเพณี และเทศกาล แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี

(๑) มารยาท หมายความวา่ การประพฤติปฏิบัติท่ีดีงามต่อผู้อ่ืน เช่น การแสดงความเคารพ
การส่งและการรับส่ิงของการกนิ การพูด การยนื การเดิน การนงั่ การนอน การแตง่ กาย

(๒) ประเพณี หมายความว่า สิ่งท่ีนิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นแบบแผน
ขนบธรรมเนยี มหรือจารีตประเพณี ซึ่งเกย่ี วกบั ศาสนา เทศกาล วงจรชีวิตทามาหากนิ

(ก) ประเพณเี กีย่ วกบั ศาสนา เชน่ การสวดมนต์ การทอดกฐิน การทอดผ้าปุา ประเพณี
แห่เทียนพรรษา ประลากพระ ประเพณแี ห่ผ้าขึ้นพระธาตุ

(ข) ประเพณีเก่ียวกับเทศกาล เช่น งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานบุญเดือนสิบ
งานตานกว๋ ยสลาก งานผตี าโขนงานแขง่ เรือ งานบุญบ้ังไฟ

(ค ) ประเพ ณีเกี่ย วกับ วง จรชีวิต เช่น ก ารเกิด ก ารต้ังชื่อ ก ารบว ช ก ารแต่งง าน
พิธบี ายศรีสูข่ วญั พธิ กี รรมเหยาประเพณีผกู เสย่ี ว การขึน้ บา้ นใหม่ การตาย

(ง) ประเพณเี กี่ยวกับการทามาหากิน เช่น พิธีบูชาแม่โพสพ พิธีทาขวัญข้าว พิธีไหว้ครู
พิธีกรรมขอฝน พธิ ีวางศลิ าฤกษ์ ประเพณลี งเล

๔. ความรูแ้ ละการปฏบิ ตั ิเกีย่ วกบั ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
หมายความวา่ องคค์ วามรู้ วธิ กี าร ทกั ษะ ความเชื่อ แนวปฏิบัติและการแสดงออกที่เกิดจาก

การมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งคนกับสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาติ เพ่อื การดารงชีวิต ความรู้และการปฏบิ ัติเกย่ี วกับ
ธรรมชาตแิ ละจักรวาล แบ่งออกเป็น ๕ ประเภทดงั ตอ่ ไปนี้

(๑) อาหารและโภชนาการหมายความวา่ ส่ิงท่ีมนุษย์บริโภค รวมถึงวิธีการปรุงและการประกอบอาหาร
รปู แบบการบรโิ ภค และคณุ คา่ ทางโภชนาการ

(๒) การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์พ้ืนบ้านไทย
(ก) การแพทย์แผนไทย หมายความว่า กระบวนการทางการแพทย์เก่ียวกับการตรวจ

วนิ ิจฉัย บาบัด รักปอู งกนั โรค หรือการสง่ เสริมและฟน้ื ฟสู ุขภาพของมนษุ ย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย
และรวมถึงการเตรียมการผลิตย าแผนไทย และการประดิษฐ์อุป กรณ์และเคร่ืองมือทางการแพท ย์
ทั้งนีโ้ ดยอาศยั ความรู้หรอื ตาราทไ่ี ด้ถา่ ยทอดและพฒั นาสบื ต่อกนั มา

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพนั ธ์ุกะเหรยี่ งจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สงิ หาคม 2553 เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง

6

(ข) การแพทย์พนื้ บ้านไทย หมายความว่า การตรวจ การวินิจฉัย การบาบัด การรักษา
การปอู งกนั โรค การสง่ เสรมิ และการฟนื้ ฟูสขุ ภาพ โดยใช้องคค์ วามรู้ซ่ึงสืบทอดกันมาในชุมชนท้องถ่ินหรือ
กลมุ่ ชาตพิ ันธุ์ ทง้ั น้ี ด้วยกรรมวธิ กี ารแพทยแ์ ผนไทยหรือการแพทยพ์ น้ื บา้ นไทย

(๓) โหราศาสตร์และดาราศาสตร์
(ก) โหราศาสตร์ หมายความวา่ ความรู้ ความเชอื่ ในการทานายโชคชะตา ทานายอนาคต

ของบคุ คลและบา้ นเมืองโดยอาศยั ตาแหนง่ ของดวงดาวในเวลาทเ่ี กดิ เหตกุ ารณน์ ้ัน
(ข) ดาราศาสตร์ หมายความวา่ ความรจู้ ากการสงั เกตและอธิบายธรรมชาตขิ องดวงดาวและ

วัตถุในท้องฟาู ที่นามาใชใ้ นการดารงชีวิต
(๔) การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายความว่า ความรู้ในการจัดการ

ระบบนเิ วศ เพ่ือการอนุรักษ์และการใชป้ ระโยชนอ์ ย่างยง่ั ยืน
(๕) ชยั ภมู ิและการตั้งถ่ินฐาน หมายความว่า ความรู้และความเช่ือในการเลือกที่ตั้ง เพ่ือการ

อยู่อาศัยหรือวัตถุประสงค์อืน่ ตามสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของชมุ ชน

๕. งานชา่ งฝีมอื ดง้ั เดมิ
หมายความวา่ งานทีส่ รา้ งสรรคข์ ึ้นจากภูมิปัญญา ทักษะฝีมือช่าง การเลือกใช้วัสดุ เครื่องมือ

อุปกรณ์ และกลวธิ กี ารสร้างสรรค์ทแี่ สดงถึงลกั ษณะเฉพาะ สะท้อนพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม
ที่สืบทอดกนั มา งานชา่ งฝีมือดั้งเดิม แบง่ ออกเปน็ ๙ ประเภท ดังต่อไปน้ี

(๑) ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผา้ หมายความว่า งานทีส่ รา้ งสรรคข์ ้นึ จากเสน้ ใย ด้วยกรรมวิธใี นการผลิต
เช่น ทอ ถัก ปกั ตีเกลียว มดั หมี่ ขดิ ยก จก เกาะลว้ ง พิมพล์ าย ยอ้ ม หรอื กรรมวธิ ีอนื่ ทเ่ี กย่ี วข้องกบั การผลติ ผา้
และผลิตภณั ฑจ์ ากผา้

(๒) เคร่ืองจักสาน หมายความว่า งานท่ีสร้างสรรค์จากวัตถุดิบ ด้วยกรรมวิธีในการผลิต
เช่น จกั ตอก สาน ถกั ผูกรดั มดั รอ้ ย หรือกรรมวธิ อี ื่นท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การผลิตเคร่ืองจกั สาน

(๓) เครอ่ื งรัก หมายความวา่ งานท่ีใช้ยางรักเปน็ วัสดุสาคญั ดว้ ยกรรมวิธีในการผลิต เช่น ถม ทับ
ปดิ ทอกามะลอ ประดบั มกุ ประดับกระจาสี ประดับกระดูก ปั้นกระแหนะ หรือกร รมวิธีอ่ืนท่ีเก่ียวข้อง
กบั การผลติ เครอื่ งรกั

(๔) เครอ่ื งปั้นดนิ เผา หมายความวา่ งานที่สร้างจากดินเป็นวัสดุหลัก ด้วยวิธีการปั้น ผึ้งแห้ง
เผาเคลอื บ ที่เก่ยี วขอ้ งกับการผลิตเครอื่ งปัน้ ดินเผา

(๕) เคร่ืองโลหะ หมายความว่า งานท่ีสร้างสรรค์จากโลหะเปน็ วสั ดหุ ลัก ด้วยกรรมวิธีในการผลิต
เชน่ หลอม เผา ตี หล่อ ตัด ติด ขดั เจยี ร เชื่อม หรือกรรมวธิ อี ่นื ท่เี กี่ยวข้องกับการผลติ เคร่ืองโลหะ

(๖) เครอื่ งไม้ หมายความวา่ งานท่สี รา้ งสรรคจ์ ากไมเ้ ป็นวัสดุหลัก ด้วยก รรมวิธีในการผลิต เช่น
แปรรปู ตดั เลื่อย แกะสลัก สับ ชุด เจาะ ถาก กลึง ขูด ขัด ตกแต่งผิว หรือกรรมวิธีอื่นที่เกี่ยวข้อง
กบั การผลิตเคร่อื งไม้

(๗) เครื่องหนัง หมายความว่า งานที่สรา้ งสรรค์จากหนงั สตั วเ์ ปน็ วสั ดหุ ลกั ดว้ ยกรรมวธิ ีในการผลิต
เชน่ หมัก ฟอกตากแหง้ ตดั เจาะ ฉลุ ลงสี หรอื กรรมวิธอี ืน่ ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับการผลติ เครอ่ื งหนงั

(๘) เครอ่ื งประดบั หมายความวา่ งานทีป่ ระดษิ ฐ์จากวสั ดุ เชน่ หิน เป ลือกหอย โลหะมีค่าและ
อญั มณี ดว้ ยกรรมวธิ ีในการผลติ เชน่ หลอม หล่อ ดงึ ตี ทบุ บุ ดุน เล่ียม แกะ สลัก ร้อย เชื่อม ติด หรือ
กรรมวธิ อี น่ื ทเ่ี กย่ี วข้องกับการผลติ เคร่อื งประดบั

(๙) งานต่างฝมี ือท่ีไม่สามารถจัดอย่ใู น ๘ ประเภทท่ีกล่าวมาข้างต้น เช่น ปราสาทศพ งานช่าง
แทงหยวก หรืองานอื่นทเ่ี กี่ยวข้องกบั งานชา่ งฝมี อื ด้ังเดิม

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธุ์กะเหรี่ยงจงั หวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี 3 สิงหาคม 2553 เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

7

๖. การเล่นพืน้ บ้าน กีฬาพนื้ บา้ น และศิลปะการตอ่ สู้ปอ้ งกันตัว
หมายความวา่ กจิ กรรมทางกายและการออกแรง เพ่ือความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพื่อชัยชนะ

เพอ่ื การปอู งกันตวั หรอื เพ่ือเช่อื มความสามัคคี มีรูปแบบและวธิ กี ารเล่นตามลกั ษณะเฉพาะของทอ้ งถ่ินท่ีปฏิบตั ิ
กันอยใู่ นประเทศไทยและมเี อกลักษณ์สะท้อนวถิ ไี ทย การเลน่ พ้นื บ้าน กฬี าพ้ืนบา้ น และศิลปะการตอ่ สูป้ ูองกนั ตวั
แบ่งออกเปน็ ๔ ประเภท ดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑ ).การเล่นพื้นบ้าน หมาย คว ามว่า กิจก รรมก ารเค ล่ือ นไ หว ท่ีท าด้วย คว ามสมัครใ จ
เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินไม่มุ่งเน้นการแขง่ ขันและไมห่ วงั ผลแพช้ นะ เช่น จ้าจี้ รีรีขา้ วสาร งกู ินหาง มอญซ่อนผ้า

(๒) .เกม พ้ืนบ้าน ห มายค วามว่า กิจก รรมการเคลื่อนไหว ที่มีลัก ษณ ะขอ งก ารแข่งขัน
เพือ่ ความสนกุ สนาน มีกฎกติกาที่ยอมรับกันในหม่ผู เู้ ลน่ เชน่ หมากเกบ็ อตี กั มวยตบั จาก ปิดตาตหี ม้อ

(๓ ).กีฬาพื้ นบ้าน ห มาย คว ามว่า ก ารแ ข่งขันทัก ษ ะท างก ายที่ต้อง ใ ช้ค ว ามส ามารถ
ทางการเคล่อื นไหว ตามกฎกตกิ าโดยมงุ่ หวังผลแพช้ นะ เชน่ แยล้ งรู แขง่ เรือ วงิ่ ควาย ตะกร้อลอดหว่ ง

(๔) ศิลปะการต่อสู้ปอู งกนั ตัว หมายความวา่ วิธีการหรือรูปแบบการต่อสู้หรือการปูองกันตัว
ท่ีใช้รา่ งกายหรืออุปกรณ์โดยได้รับการฝึกฝนตามวัฒนธรรมทไี่ ด้รับการถา่ ยทอดกันมา เช่น มวยไทย กระบี่
กระบอง ซีละ

สานักงานวฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย ตระหนักถึงความ สาคัญของการการส่งเสริม สนับสนุน
สบื สาน และอนุรักษ์พนื้ ฟูขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และภมู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน รวมทั้งการเสริมสร้าง
คณุ คา่ ทางสงั คมและจติ ใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสาคัญในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้
และเป็นผสู้ บื ทอดมรดกวฒั นธรรมของชาติ รวมทัง้ ใหป้ ระชาชนและเยาวชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ความสาคัญ
ของวิถีชีวิต คุณค่าของประวัติศาส ตร์ในท้อ งถิ่น คว ามเป็นมาและวัฒ นธรรมป ระเพณีอันจะสร้าง
ความภาคภูมใิ จและจติ สานกึ ในการดแู ลรกั ษาวัฒนธรรมประเพณี ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ และเอกลักษณ์ของชาติ
เกิดการสบื ทอดในการเผยแพรศ่ ิลปวัฒนธรรมประเพณีของชาติให้สืบต่อไป สานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
เชยี งราย ได้ดาเนนิ โครงการฟ้ืนฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ กิจกรรมการ
จดั ทาองคค์ วามรมู้ รดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมดา้ นอาหาร ด้านผ้า และผลิตภัณฑ์จากผ้า กลุ่มชาติพันธ์ุ
กะเหร่ยี งจังหวัดเชียงราย โดยมเี ปูาหมายเพอ่ื จัดทาองค์ความรู้มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธ์ุ
กะเหรย่ี งจงั หวัดเชยี งราย จานวน ๒ สาขาประกอบด้วย

๑. สาขาความรู้และการปฏิบตั เิ กย่ี วกับธรรมชาติและจักรวาล ดา้ นอาหารและโภชนาการ
๒. สาขาด้านผ้า และผลิตภณั ฑ์จากผ้า

มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุกะเหรย่ี งจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหร่ียง

8

จงั หวัดเชยี งราย ตั้งอยภู่ าคเหนอื ของประเทศไทย หา่ งจากกรุงเทพฯ 785 กิโลเมตร มีเนอ้ื ท่ปี ระมาณ
11,678.369 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,298,981 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง

ทศิ เหนอื ตดิ กับ สาธารณะแหง่ สหภาพเมยี นมา และสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้ ติดกับ

จังหวดั ลาปาง และจงั หวัดพะเยา ทิศตะวันออก ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ

จังหวดั พะเยาทิศตะวนั ตก ตดิ กบั สาธารณะแห่งสหภาพเมียนมา และจงั หวดั เชียงใหม่ มีประชากรทั้งหมด จานวน

1,198,218 คน ชาย 589,890 คน หญิง 608,328 คน มีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 18 ชาติพันธุ์ เช่น

กะเหร่ียง มง้ ลาหู่ ไตเขินไตยวนบซี ู จีนยนู านปะหล่อง/ดาราอัง ลีซู ไทยอง อาข่า ขมุ อิ้วเม่ียน ไตหย่า ไทยอีสาน

ไทลอ้ื ไทใหญ่ ลว๊ั ะ เปน็ ตน้ โดยมีกล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุกะเหร่ยี งอาศัยอยู่ในพื้นท่ีจังหวัดเชียงราย จานวน 5 อาเภอ

17 ตาบล 37 หม่บู า้ น ดงั นี้

1. อาเภอดอยหลวง จานวน 4 หม่บู า้ น

1.1 บ้านดอย ตาบลโชคชัย อาเภอดอยหลวง จงั หวดั เชยี งราย
1.2 บ้านหนองดา่ น ตาบลโชคชัย อาเภอดอยหลวง จงั หวดั เชยี งราย
1.3 บา้ นหว้ ยสัก ตาบลปุาก่อ อาเภอดอยหลวง จงั หวดั เชยี งราย
1.4 บ้านปุาซางงาม ตาบลปุาก่อ อาเภอดอยหลวง จังหวัดเชยี งราย

2. อาเภอเมืองเชียงราย จานวน 9 หม่บู า้ น

2.1 บา้ นรวมมติ ร ตาบลแม่ยาว อาเภอเมืองเชียงราย จงั หวดั เชียงราย
2.2 บ้านห้วยขม ตาบลแมย่ าว อาเภอเมืองเชยี งราย จังหวัดเชียงราย

2.3 บ้านแควววั ดา ตาบลแมย่ าว อาเภอเมืองเชยี งราย จงั หวัดเชยี งราย
2.4 บ้านห้วยกดี ตาบลดอยฮาง อาเภอเมืองเชียงราย จงั หวัดเชยี งราย

2.5 บา้ นยางคานุ ตาบลดอยฮาง อาเภอเมืองเชยี งราย จงั หวดั เชียงราย

2.6 บ้านผักหละ ตาบลดอยฮาง อาเภอเมอื งเชียงราย จังหวดั เชียงราย
2.7 บ้านห้วยปูพัฒนาตาบลดอยฮาง อาเภอเมอื งเชยี งราย จังหวดั เชียงราย

2.8 บา้ นหวั ฝาย ตาบลบ้านดู่ อาเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
2.9 บ้านน้าลัด ตาบลริมกก อาเภอเมืองเชยี งราย จงั หวัดเชียงราย

3. อาเภอเวยี งชัย จานวน 1 หมู่บา้ น

บา้ นทุ่งโค้ง ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชัย จงั หวัดเชียงราย

4. อาเภอเวียงปุาเปูา จานวน 12 หมูบ่ ้าน

4.1 บ้านหว้ ยไร่ ตาบลสันสลี อาเภอเวยี งปุาเปาู จังหวดั เชียงราย
4.2 บ้านห้วยงู ตาบลสนั สลี อาเภอเวียงปาุ เปูา จงั หวัดเชยี งราย
4.3 บ้านแม่คะตาน ตาบลเจดยี ใ์ หม่ อาเภอเวียงปุาเปูา จงั หวดั เชยี งราย
4.4 บ้านหว้ ยไครป้ างใน ตาบลปุางว้ิ อาเภอเวยี งปาุ เปูา จงั หวัดเชียงราย
4.5 บ้านปุาคา ตาบลปุางว้ิ อาเภอเวียงปุาเปาู จังหวัดเชยี งราย

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธุ์กะเหรีย่ งจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ 3 สงิ หาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

9

4.6 บา้ นห้วยโต้ง ตาบลปาุ งิ้ว อาเภอเวียงปุาเปาู จงั หวัดเชียงราย
4.7 บ้านแม่ฉางข้าว ตาบลปาุ ง้ิว อาเภอเวยี งปาุ เปูา จังหวัดเชียงราย
4.8 บ้านปุาตงึ ตาบลบ้านโปุง อาเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชยี งราย
4.9 บ้านหนิ ลาดนอก ตาบลบา้ นโปงุ อาเภอเวยี งปาุ เปูา จังหวัดเชยี งราย
4.10 บา้ นหนิ ลาดใน ตาบลบา้ นโปงุ อาเภอเวยี งปาุ เปาู จงั หวัดเชียงราย
4.11 บา้ นแมค่ ะตวน ตาบลเจดยี ์หลวง อาเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชยี งราย
4.12 บา้ นหว้ ยไมเ้ ด่อื ตาบลเวียง อาเภอเวยี งปาุ เปาู จงั หวดั เชยี งราย

4. อาเภอแมส่ รวย จานวน 11 หมู่บ้าน

5.1 บ้านปาุ ม่วง ตาบลท่ากอ๊ อาเภอแม่สรวย จังหวดั เชียงราย
5.2 บ้านแมย่ างมิน้ ตาบลศรีถอ้ ย อาเภอแม่สรวย จงั หวดั เชียงราย
5.3 บ้านแมย่ างมิน้ เหนอื ตาบลศรถี ้อย อาเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
5.4 บ้านจะขมปหูุ ล้า ตาบลปุาแดด อาเภอแมส่ รวย จังหวัดเชยี งราย
5.5 บา้ นวาวี ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จังหวดั เชยี งราย
5.6 บา้ นทุ่งพรา้ ว ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จงั หวดั เชียงราย
5.7 บ้านหว้ ยนา้ เยน็ ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จงั หวัดเชียงราย
5.8 บ้านโปงุ กลางน้า ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จังหวัดเชียงราย
5.9 บ้านแมโ่ มง ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จงั หวดั เชยี งราย
5.10 บา้ นสามแยกโปงุ ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จงั หวัดเชยี งราย
5.11 บ้านห้วยไคร้ ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จังหวัดเชียงราย

มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุม่ ชาตพิ ันธุ์กะเหร่ยี งจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ 3 สงิ หาคม 2553 เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

10

อาเภอดอยหลวง

ประวัตคิ วามเป็นมาของชนเผ่ากะเหร่ียงในอาเภอดอยหลวง

กะเหร่ยี งเป็นชนเผ่าทจ่ี ัดไดว้ ่ามหี ลายเผ่าพนั ธ์ุ หลายภาษา มีการนับศาสนาที่ต่างกัน แต่กะเหรี่ยง
ด้งั เดิมจะนบั ถอื ผี เชอ่ื เรื่องต้นไม้ป่าใหญ่ ภายหลังหันมานับถือพุทธ คริสต์ เป็นต้น กะเหร่ียงมีถ่ินฐาน
อยู่ทีป่ ระเทศพมา่ แตห่ ลงั จากถกู รุกรานจากสงครามจึงมีกะเหรี่ยงท่ีอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ประเทศไทย
แบ่งออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท และกลุ่มยอ่ ย กะเหร่ียงสะกอ หรือที่เรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึง
คนหรอื มนษุ ย์นั่นเอง กะเหร่ียงสะกอเปน็ กลมุ่ ทม่ี จี านวนมากท่ีสดุ มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง ชนเผา่ กะเหร่ียง
นบั ถืออาชีพทเี่ ป็นอสิ ระกะเหรยี่ งดงั้ เดมิ สว่ นใหญจ่ ะประกอบอาชพี ทาไร่ ทานา อยู่ตามปา่ ตามเขา ปลูกพืชผกั สวน
ครวั ตามฤดกู าล ส่วนสตั วเ์ ล้ียงกจ็ ะเล้ียงไวเ้ พื่อเป็นอาหารมากกว่าการคา้ ขาย ใช้ชีวิตแบบพึ่งป่าพึ่งน้าอาศัย
อยรู่ ว่ มกันเป็นกลมุ่ ใหญ่ลักษณะบา้ นเรอื นของกะเหรี่ยงนิยมสรา้ งเปน็ บา้ นยกพื้นสงู มีชานบ้าน บางส่วนก็ตั้ง
บ้านเรือนบนทีร่ าบ เชน่ เดียวกบั ชาวพน้ื ราบทั่วไป แตส่ ่วนใหญ่แล้วชาวกะเหรีย่ ง จะตัง้ ถนิ่ ฐานเป็นหลักแหล่ง
ถาวรไมย่ า้ ยถ่ินบอ่ ยๆ

คาขวัญส่หี ม่บู ้านชนเผ่ากะเหรย่ี ง

ห้วยสกั ครูบานอ้ ย บ้านดอย หางหวาย ปลาใหญ่ หนองด่าน ต้นยางงาม ปา่ ซางงาม

หมูบ่ ้านชนเผ่ากะเหรี่ยงในอาเภอดอยหลวง

1. บา้ นดอย หมู่ 3 ตาบลโชคชัย อาเภอดอยหลวง จังหวดั เชยี งราย
2. บา้ นห้วยสกั หมู่ 1 ตาบลหนองป่ากอ่ อาเภอดอยหลวง

จงั หวดั เชียงราย
3. บ้านหนองด่าน หมู่ 6 ตาบลหนองป่ากอ่ อาเภอดอยหลวง

จงั หวดั เชยี งราย
4. บ้านป่าซางงาม หมู่ 2 ตาบลหนองปา่ กอ่ อาเภอดอยหลวง

จงั หวัดเชยี งราย

1.บา้ นดอย

ประวัตคิ วามเปน็ มาของหมบู่ ้าน
เมือ่ ประมาณ 69 ปีมาแลว้ นายพรหม (หม่ืนพรหม)

วรครุท ได้ชักชวนราษฎรซง่ึ ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหร่ียง (โป)
ยางแดง อพยพมาจากเมือง ลี้หรืออาเภอลี้ จังหวัดลาพู น
มาตง้ั ถนิ่ ฐานท่บี า้ นดอยเดิมมีสภาพเป็นภูเขา (ดอย) เต้ียๆ
ขึน้ กบั ตาบลปงนอ้ ย อาเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ต่อมามี
ราษ ฎรอ พ ยพ มาสมท บ อยู่เรื่อย ๆโ ดย มาจาก อ าเภ อ ล้ี
จงั หวดั ลาพูน เพ่ิมขึน้ จานวนมากพอสามารถจดั ตั้งหมู่บ้านได้ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องท่ี

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุ์กะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ 3 สิงหาคม 2553 เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง

11

พ.ศ.2458 โด ยใช้ช่ือ ว่าบ้าน “ดอย”หมู่ที่.5 ข้ึนกับต าบลโช คชัย อ าเภอแ ม่จัน จังหวัดเชียงราย
จนปี พ.ศ.2536 ได้จัดต้ังตาบลโชคชยั โดยแยกจากตาบลปงน้อย บ้านดอยเป็นหมู่ที่ 3 ตาบลโชคชัย
ปี พ.ศ. 2539 ได้ยกฐานะเป็นถึงอาเภอดอยหลว ง เม่ือวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2550 ได้ยกฐานะเป็น
อาเภอดอยหลวงเฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ในวโรกาสเฉลมิ พระชนมายพุ รรษา 80 พรรษา

ผ้ใู หญบ่ ้านขนึ้ ปกครองดแู ลลูกบ้านมี รายนามต้ังแต่ตน้ จนถงึ ปัจจุบนั ดังน้ี

1. นายพรหม (หม่ืนพรหม) วรครุท พ.ศ. 2458 - 2483
2. นายปริ(หลา้ ) ลาทะเป็ง พ.ศ. 2483 - 2486

3. นายยา กา้ งยาง พ.ศ. 2486 - 2488

4. นายเมืองคา พรหมเมือง พ.ศ. 2488 - 2495

5. นายลอื พรหมเมอื ง พ.ศ. 2495 - 2511

6. นายกา่ ก้างยาง พ.ศ. 2511 - 2517

7. นายคาหอ้ ย พรหมเมอื ง พ.ศ. 2517 - 2523

8. นายก่า กา้ งยาง พ.ศ. 2523 - 2527
9. นายบญุ เปง็ กา้ งยาง พ.ศ. 2527 - 2560

10. นายศรีธิเดช กา้ งยาง พ.ศ. 2560 – ปจั จบุ นั

2.บ้านหว้ ยสัก

ประวตั คิ วามเปน็ มาของหมูบ่ ้าน
เมือ่ ประมาณ 119 ปีมาแล้ว ประมาณปี พ.ศ. 2438

ไดม้ นี ายดอกเดอื น กา้ งยาง เป็นหัวหน้าชักชวนราษฎร จานวน

8 ครวั เรือน เปน็ ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (กะเหร่ียงหรือเผ่าปกา
เกอะญอ) อพยพมาจาก อาเภอล้ี จังหวัดลาพูน มาต้ังรกรากท่ี

บ้านห้วยสัก ต่อมาได้มีราษฎรอพยพเพ่ิมข้ึนเร่ือยจนกระท่ังปี

พ.ศ. 2475 บ้านห้วยสัก ก็ได้ประกาศเป็นหมู่บ้านขึ้นโดยมี

นายบุญแก้ว ก้างยาง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก จนกระทั่งถึงปี

พ.ศ.2486 จากน้ันมาปี พ.ศ. 2524 บ้านห้วยสักก็ได้จัดตั้งเป็น
หมู่บ้านอาสาพัฒนาปอ้ งกนั ตนเอง ตงั้ แต่ได้รบั ประกาศจัดตงั้ เป็นหมู่บ้านมกี ารเลือกผใู้ หญบ่ ้านขึน้ ปกครองดูแล

หมู่บา้ นอดตี จนถึงปจั จุบนั ดงั นี้
1. นายบุญแก้ว กา้ งยา่ ง ดารงตาแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2475 - 2486

2. นายสขุ สมเมือง ดารงตาแหนง่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2486 - 2509

3. นายอนิ ทอง สมเมือง ดารงตาแหนง่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2509 - 2522
4. นายแกว้ สวุ รรณ์ ดารงตาแหน่งระหวา่ งปี พ.ศ. 2522 - 2527

5. นายกุย แกว้ ตา ดารงตาแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2527 - 2530
6. นายมา ลาจนั แก้ว ดารงตาแหนง่ ระหว่างปี พ.ศ. 2530 - 2531

7. นายแกว้ สุวรรณ์ ดารงตาแหนง่ ระหว่างปี พ.ศ. 2531 – 2534

8. นายอนุ่ เรือน ไชยลังกา ดารงตาแหนง่ ระหว่างปี พ.ศ. 2534 – 2547
9. นายอาจ ปวงมาลยั ดารงตาแหน่งระหวา่ งปี พ.ศ. 2547 – ปจั จุบัน

มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ ันธกุ์ ะเหรี่ยงจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ 3 สงิ หาคม 2553 เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

12
อาณาเขต

บ้านหว้ ยสัก หมู่ท่ี 1 ตง้ั อยู่ในตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ห่างจาก
อาเภอดอยหลวง ไปทางทิศใต้ 6 กิโลเมตร ห่างจากจงั หวดั เชยี งราย ไปทางทิศใต้ 55 กโิ ลเมตร พื้นทท่ี ัง้ หมด
4,112 ไรห่ รอื 18 ตารางกิโลเมตร พิกัด GPS N:2228083 E:616792 มีอาณาเขตติดตอ่ ดงั น้ี

ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกับ บา้ นป่าซางงาม หม่ทู ี่ 2 ตาบลหนองป่าก่อ
ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับ บ้านดอย หมู่ 3 ตาบลโชคชัย
ทิศตะวนั ออก ตดิ ต่อกับ บ้านชุมชนของหม่บู า้ นพ้ืนทีเ่ ป็นดอยหลวง
ทิศตะวันตก ติดต่อกบั ลานา้ บง

ลักษณะภมู ิประเทศ

พืน้ ท่ีส่วนใหญข่ องบ้านห้วยสัก สว่ นใหญเ่ ปน็ ท่ีราบเนนิ เขา มีพื้นทีร่ าบเปน็ บางสว่ นทใ่ี ชป้ ระกอบอาชพี
การเกษตร การตั้งบ้านเรอื นอยรู่ วมกนั เปน็ กลุม่

ข้อมูลพืน้ ฐานของหม่บู ้าน ตามเกณฑม์ าตรฐานขั้นตา่ ของเคร่อื งช้วี ดั (จปฐ.)

จานวนประชากร รวมทั้งสิ้น 489 คน 156 ครัวเรือน ชาย 250 หญิง 239 คน

อาชีพ

ทานา ทาไร่ ทาสวน พนกั งานบริษทั คา้ ขาย งานบรกิ าร รับจา้ ง รบั ราชการ

3. บ้านหนองด่าน

ประวตั คิ วามเป็นมาของหม่บู า้ น
จานวนครวั เรือนมี 165 ครัวเรือน มี 557 คน

แยกประชากร ชาย 278 คน ประชากร หญิง 279 คน
บ้านหนองดา่ น ตงั้ เมอ่ื พ.ศ. 2505 ประชาชนส่วนใหญ่
สืบเช้ือสายมาจากชาวป ก าเกอะญอ โดยการนาขอ ง
นายจนั เป็ง กา้ งยางได้ยา้ ยมาจากบ้านดอยหม่ทู ่ี 5 ตาบลปงน้อย
หรือบ้านดอยหมทู่ ี่ 3 ตาบลโชคชัยในปัจจุบัน โดยเริ่ม
อพยพอยใู่ นพื้นทบ่ี ้านหนองด่านนี้ในราวปี พ.ศ.2505
โดยขึ้นอยู่กับการปกครองโดยบา้ นแม่บง หม่ทู ี่ 8 ตาบลปงนอ้ ย อาเภอแมจ่ ัน จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันคือ
บ้านแมบ่ งใต้ หมทู่ ่ี 5 ตาบลโชคชัย ตอ่ มาบ้านหนองด่านมีประชากรมากข้ึน จึงได้แยกการปกครองจาก
หมูบ่ า้ นแม่บงใต้ และไดจ้ ัดหมู่บา้ นอยา่ งเปน็ ทางการเมอ่ื ปี พ.ศ.2520 โดยนายตบ๊ิ จพี ๊ัวะ เป็นผู้ใหญบ่ า้ น คนแรก
ทต่ี ั้งหม่บู า้ นส่วนใหญ่เปน็ ทีร่ าบอดุ มสมบูรณ์ และพ้นื ที่การเกษตรส่วนใหญเ่ ป็นทนี่ า

ทิศเหนือ ตดิ กับ บา้ นหนองปา่ ก่อ หม่ทู ่ี 3 และบ้านวงั เขยี ว หม่ทู ่ี 8 ตาบลหนองป่าก่อ
ทิศใต้ ติดกับ บ้านแม่บงใต้ หม่ทู ่ี 5 และบา้ นดอย หมู่ที่ 3 ตาบลโชคชัย
ทิศตะวันออก ตดิ กบั บ้านห้วยสกั หมูท่ ี่ 1 ตาบลหนองปา่ ก่อ
ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั บ้านป่าแดง หมูท่ี 3 ตาบลปงน้อย
มลี าน้าเหมืองไหลผ่าน และมีหนองน้าสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ต่างๆ จานวน 3 แห่ง
ประชากรสว่ นใหญม่ ีอาชพี ทานา ทาไร่ มพี ื้นที่ท้ังหมดประมาณ 548 ไร่

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธกุ์ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหรี่ยง

13

แหลง่ ท่องเท่ยี วที่สาคญั

1. หนองสามขา
2. วดั หนองด่าน
3. หนองสาธารณะหนองดา่ น

ผลติ ภณั ฑ์

หนงึ่ ตาบลหนึ่งผลติ ภณั ฑท์ ีส่ าคัญ คือ ผา้ ทอกะเหร่ยี งปกาเกอะญอ

คาขวญั บ้านหนองด่าน

“หนองสามขาอดุ มสมบรู ณ์ ผ้าทอกะเหรี่ยงคุณภาพดี มกี ารอนุรักษว์ ฒั นธรรมปกาเกอะญอ”

ผูใ้ หญ่บา้ นข้นึ ปกครองดแู ลลูกบ้านมี รายนามตงั้ แต่ตน้ จนถึงปัจจุบนั ดังนี้

1. นายต๊ิ จีฟ๊ัวะ ดารงตาแหนง่ เมื่อปี พ.ศ.2520-2528

2. นางเงนิ ก้างยาง ดารงตาแหนง่ เม่อื ปี พ.ศ.2528-2536

3. นายคาทูล สุวรรณ ดารงตาแหน่งเมื่อปี พ.ศ.2536-2537

4. นายประดิษฐ์ ร้งุ ดี ดารงตาแหนง่ เม่ือปี พ.ศ.2537-2542

5. นายสม กนั ทะรส ดารงตาแหนง่ เมอ่ื ปี พ.ศ.2542-2551

6. นายสขุ มา สวุ รรณ ดารงตาแหนง่ เมื่อปี พ.ศ.2551-ปจั จบุ นั

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ ันธ์ุกะเหร่ยี งจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหรย่ี ง

14

บ้านปา่ ซางงาม

บา้ นป่าซางงาม มีประชากร รวมทัง้ สิน้ 486 คน 147 ครวั เรือน

ลกั ษณะกายภาพของพน้ื ท่ี

บ้านปา่ ซางงาม หมู่ที่ 2 ตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง
จังหวดั เชยี งราย สว่ นใหญเ่ ปน็ พ้นื ทรี่ าบลุ่มสลับกับทีร่ าบสงู บริเวณ
ตอนกลางของตาบล มีความสูงจากระดับน้าทะเลต้ังแต่ 300 –
900 เมตร มีภเู ขาทไ่ี มส่ ูงมากนัก เหมาะแก่การทานา ทาสวน
ที่ตง้ั อาณาเขต [1]

แผนท่ีเดนิ ดิน

4.บา้ นป่าซางงาม
ประวตั ิความเปน็ มาของหมู่บา้ น

บา้ นปา่ ซางงามไดต้ ง้ั ข้นึ ราวปี พ.ศ. 2495 โดยการนา
ของนายจายน้อย ก้างยาง ซึ่ง ได้ชวนญาติพ่ีน้องจานว น
8 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ 37 คน อพยพมาจาก
บา้ นห้วยสัก หมทู่ 7ี่ ตาบลปงนอ้ ย อาเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
ชื่อหมู่บ้าน“ป่าซางงาม”ได้มาจากชื่อ ไม้ไผ่ชนิดห น่ึงซึ่ง
ภาษาพืน้ เมอื ง เรยี กว่า“ไม้ซาง”ข้นึ อยมู่ ากบริเวณทต่ี ้ังหมู่บ้าน
การปกครองขนึ้ อยู่กบั บ้านห้วยสักในปี พ.ศ. 2519 ได้รับ
การประกาศจดั ตง้ั หมบู่ า้ นเป็นหม่ทู ่ี 15 บ้านปา่ ซางงาม มนี ายอินหวนั สเุ มธา เปน็ ผ้ใู หญ่บ้านคนแรก ต่อมาได้
มกี ารเลอื กผูใ้ หญบ่ า้ นขึ้นปกครองดแู ลบ้าน ต้งั แต่อดตี จนถึงปัจจบุ ันดังนี้

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมกลุม่ ชาติพนั ธ์กุ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหร่ยี ง

15

ผใู้ หญ่บ้านขนึ้ ปกครอง มีรายนามต้ังแตต่ น้ จนถงึ ปัจจบุ นั ดังนี้

1. นายอินหวนั สเุ มธา ดารงตาแหนง่ ระหว่างปี พ.ศ. 2519 – 2522
2. นายเสาร์ดี ก้างยาง ดารงตาแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2522 – 2524
3. นายสขุ กา้ งยาง ดารงตาแหนง่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2524 – 2525
4. นายสุขแกว้ ล้ีซาย ดารงตาแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2525 – 2530
5. นายดวงคา ก้างยาง ดารงตาแหนง่ ระหว่างปี พ.ศ. 2530 – 2540
6. นายจนิ ดา ก้างยาง ดารงตาแหนง่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2540 – 2550
7. นายกงั คาตะ๊ ดารงตาแหนง่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2550 – 2555
8. นายศรีอุทยั อมุ า ดารงตาแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2555 – ปัจจบุ ัน

อาชพี ของชมุ ชนกลมุ่ ชาติพนั ธุ์กะเหรีย่ งบ้านปา่ ซางงาม

ประชากรในหมบู่ า้ น มีอาชีพ ทานา ทอผ้า การเกษตร เลี้ยงสัตว์ รับจ้าง
ทวั่ ไป

การนับถอื ศาสนา

ชมุ ชนบ้านป่าซางงาม หมู่ท่ี 2
ตาบลหนองปา่ กอ่ อาเภอดอยหลวง จงั หวัด
เชียงราย ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติ
พนั ธก์ุ ะเหรีย่ ง (แดง) นบั ถือศาสนาพุทธ มี
วดั ป่าซางงาม เปน็ สถานที่ในการประกอบ
พิธีท างศ าสนา แ ละนับถือผีบ รรพ บุรุษ
ผปี ระจาหมบู่ ้านประเพณผี ดิ ผี (ท้องก่อนแต่ง)
บ้านหลังคาเรอื นท่ผี ิดผีท้องกอ่ นแต่ง จะต้องเสยี หมใู นการเลี้ยงผหี มู่บ้านเพื่อเปน็ การขอขมาผีหมู่บา้ น

ผ้มู คี วามร/ู้ ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิน่ ดา้ นต่างๆ ในชุมชน

1. นายแก้ดี พิใจ เป็นผูม้ คี วามรู้ดา้ นสมุนไพร ปรงุ ยาตารบั ของตนเองยาบารงุ หวั ใจ ยาแก้แพ้อาหาร
(แกก้ ๋นิ ผิด) เป็นผมู้ ีความสามารถในการทาพิธีสะเดาะเคราะห์

2. นายแก้วมา รุ้งดี เปน็ ผู้มีความร้ดู า้ นคาถาอาคม หมอคาถาเสกเป่ารักษาโรค และมีความรู้ด้าน
การฟอ้ นรา การตอ่ ส้มู อื เปลา่ (ฟ้อนเจงิ )

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธกุ์ ะเหรี่ยงจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี 3 สิงหาคม 2553 เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

16

ผู้มีความร้ดู า้ นอนุรกั ษ์ศลิ ปวฒั นธรรม/ประเพณีท้องถนิ่

1.นายสุแก้ว ก้างยาง เป็นผู้มีความรู้ด้านพิธีกรรมศาสนาแล ะพิธีกรรม
แบบปกาเกอะญอ
2.นาย เค็ม อุมา เป็นผู้มีค ว ามรู้ด้านพิ ธีก รรมศ าสนาแล ะพิ ธีก รรม
แบบปกาเกอะญอ การเล้ยี งผี การทรงเจ้าดูแลดอนปู่ตา
3.นายจันทร์ ก้างยาง เป็นผู้มีความรู้ด้านพิธีกรรมศาสนาและพิธีกรรม
แบบปกาเกอะญอ การเล้ียงผี การทรงเจา้ ดูแลดอนปตู่ า
4. นางอสุ นา ปวนทา เปน็ ผู้มคี วามสามารถด้านการทอผา้ พื้นเมืองปกาเกอะญอ
5. นายจนิ ดา กา้ งยาง เปน็ ผูม้ คี วามรดู้ า้ นการฟอ้ นรา การตอ่ สู้มือเปลา่ (ฟ้อนเจิง)
6. เดก็ ชายนนทวัฒน์ ลิวนั ดู เปน็ เยาวชนทีเ่ รยี นรูส้ ืบทอดความรดู้ า้ นการฟ้อนราการตอ่ ส้มู อื เปลา่ (ฟอ้ นเจงิ )

การแตง่ กาย กลุ่มชาตพิ ันธกุ์ ะเหรีย่ งบา้ นปา่ ซางงาม

- เสือ้ เดก็ และหญงิ สาว จะเป็นชุดทรงกระสอบ ผ้าฝ้ายพื้นขาว
ทอหรอื ปกั ประดบั ลวดลายให้ งดงาม
- เสอื้ ผู้หญิง ทม่ี ีครอบครัวแลว้ จะสวมเสื้อสดี า นา้ เงนิ และผา้ นงุ่ สี
แดง คนละท่อน ตกแต่งดว้ ย ลกู เดือย หรอื ทอยกดอก ยกลาย
- เสื้อผูช้ าย สว่ นมากจะสวมเส้อื ตัวยาวถึงสะโพก ตัวเส้ือจะมี
การตกแตง่ ด้วยแถบสีไม่มีการปักประดับเหมือนเสื้อผู้หญิง
นุ่งกางเกงสะดอ นิยมใช้สร้อยลูกปัดเป็นเคร่ืองประดับ และ
สวมกาไลเงนิ หรอื ตมุ้ หู

สถานการณข์ องชมุ ชนกลมุ่ ชาตพิ ันธุ์บา้ นปา่ ซางงาม

ชมุ ชนบา้ นบา้ นปา่ ซางงาม หมทู่ ่ี 2 ตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ประชาชน
ในหมู่บา้ นจะมีเอกสารสทิ ธกิ ารครอบครองทีด่ นิ เป็นโฉนดท่ีดิน สถานภาพบุคคลมีบัตรประชาชนทุกคน
พ้นื ทีส่ ว่ นใหญเ่ ป็นท่ีราบเหมาะสาหรบั การเพาะปลกู มีวฒั นธรรมความเปน็ อย่ไู ม่ตา่ งจากคนในพื้นท่ีใกล้เคียง
มคี วามกลมกลืนในทอ้ งถน่ิ ใกลเ้ คยี ง

น้าพรกิ ไก่
น้าพ ริก ไ ก่ เป็น อ าหารขอ ง ช าว ป กาเ ก อะญอ ห รือ

ชาวกะเหรี่ยง เป็นอาหารที่มีรสชาติเผ็ดพริกกะเหร่ียง รสชาติ
กลมกล่อมเป็นอาหารที่นยิ มรับประทานเป็นมอื้ หลัก จะรับประทาน
กบั ยอดผกั แตงกวา มะเขอื การประกอบอาหารต้องใช้เวลานาน
ต้อ ง ให้น้าท่ีใ ส่ลง ไ ปแ ห้ง พอ ป ระมาณ ( มีลัก ษ ณะเข้มข้น)
ต้องคอยกวนเปน็ ระยะเพอ่ื ไม่ใหห้ มอ้ ไหม้ รับประทานร่วมกบั ข้าว

มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธก์ุ ะเหรยี่ งจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง

17

ความรู้และการปฏิบัติเก่ยี วกับธรรมชาติและจกั รวาล (อาหาร และโภชนาการ)

 พริก กระเทยี ม ตะไคร้ เมลด็ ผักชี
 เนื้อไก่
 ขา้ วคั่ว 2 ชอ้ นโตะ๊
 ใบมะกดู
 ผงชูรส
 น้าประมาณ 350 ซม.
 เกลือ

ขัน้ ตอนการทา

๑. โขลกพริก กระเทียม ตะไคร้ และเมล็ดผักชีใหล้ ะเอียด

2. นาภาชนะ จะเปน็ หมอ้ หรือ กระทะก็ได้ต้งั ไฟอ่อน โดยไม่ต้องใส่น้ามัน นาส่วนผสมท่ีโขลกไว้ลงไปผัด
เติมน้านิดหน่อยเพ่อื ไมใ่ ห้กระทะไหม้ ผัดเครอ่ื งจนหอม จากนนั้ เอาเน้ือไก่ท่ีเตรยี มไว้ลงไปผัด ค่อยๆ เติมน้า
ทลี ะนดิ จนเนอ้ื ไก่สกุ

3. คน หรอื เคยี่ วส่วนผสมท้งั หมดจนนา้ แห้ง
พอประมาณ ใส่ผกั ชลี งไป

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุก์ ะเหร่ยี งจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

18
เอกลักษณ์ อตั ลักษณ์ และจุดเดน่

ชาวกะเหรยี่ งจะมวี ัฒนธรรมการกินที่ไม่เน้นสีสันของอาหาร
แต่จะเนน้ การประกอบอาหารท่ีไม่ยุ่งยาก ใช้วัตถุดิบในการปรุง
อาหารตามธรรมชาติท่ีมีในท้องถิ่นเปน็ สาคญั โดยเน้นพืชผัก และ
วธิ กี ารปรุงทไี่ ม่สลบั ซบั ซอ้ น นา้ พริกไก่ จะมรี สเผด็ และมีกล่ินหอม
ของไกแ่ ละเครอื่ งปรุง เช่น พริกกระเทียม ตระไคร้ เมล็ดผักซี

การสบื สาน สร้างสรรค์และพัฒนาต่อยอดอาหาร

ปัจจุบนั อาหารชาติพันธกุ์ ะเหรยี่ งเรมิ่ เปน็ ทร่ี ู้จกั ของนกั ทอ่ งเที่ยวที่ชน่ื ชอบการท่องเที่ยว ในรูปแบบ
วถิ ีชีวิตชาติพนั ธ์ุ หลายภาคส่วนท้ังภาครัฐ และเอกชนมีการส่งเสริมการท่องเท่ียวชาติพันธุ์ในรูปแบบ
การเรียนรู้วิถชี วี ิตท้งั ดา้ นอาหาร การแต่งกาย หรือวัฒนธรรมประเพณี ทาให้อาหารชาติพันธ์ุกะเหรี่ยง
เปน็ ทร่ี ูจ้ กั ของคนพนื้ ราบมากข้ึน

ผ้าทอกะเหรยี่ งเปน็ งานฝีมอื ประเภทผ้าและผลติ ภัณฑ์จากผ้า นิยมทากัน
มานานแล้วในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรีย่ ง หญงิ ชาวกะเหรยี่ งทกุ บา้ นมกั ทาเปน็
ทุกคน ถอื เปน็ ศิลปะพ้ืนบ้านชนิดหนึ่ง เป็นภูมิปัญญาด้ังเดิมของชนเผ่า
กะเหร่ยี ง เปน็ การสืบทอดรุ่นต่อรุ่น ผ้าทอกะเหร่ียงใช้วัตถุดิบใน การทอผ้าฝ้าย
เพราะมลี วดลายเป็นลายพื้น ๆ ง่าย ๆ ท่ีบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
อย่กู บั ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม มีการปลูกลูกเดอื ยไว้ใช้ประดบั ตกแต่งบนผา้

ประวัตคิ วามเปน็ มา

ชาวกะเหรีย่ ง บา้ นหว้ ยสัก และ บา้ นปา่ ซางงาม ตาบลหนองปา่ กอ่
อพยพมาจาก อาเภอล้ี จงั หวดั ลาพนู ความเช่ือในเรื่องทอผ้ามีมาต้ังแต่อดีตว่า
ผหู้ ญิงทกุ คนจะต้องทอผ้าเป็น ผ้สู ูงอายจุ งึ ให้ความสาคัญต่อวัฒนธรรม
การทอผ้า และถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่บุตรสาวท่ีมีอายุ ๑๒ – ๑๕ ปี
โดยเริม่ จากแบบง่ายๆ ฝึกฝนจนมคี วามชานาญและสามารถออกแบบ
ลวดลายได้ด้วยตนเอง ชาวกะเหร่ียงปลูกฝ้าย และย้อมด้ายด้ว ย
สีธรรมชาติ จากพนั ธุไ์ ม้ เช่น เปลอื กไม้สกั เปลือกปอแดง ขม้ิน ต้นคราม ผลมะเกลือ ผ้าที่ทอส่วนใหญ่
เปน็ เครอื่ งนุ่งห่ม และของใช้ มกี ารประดบั ลวดลายบนลายผ้า ซึ่งสามารถบง่ บอกถึงสถานะทางสังคมของผสู้ วมใส่
ได้อกี ด้วย เชน่ เส้อื ของหญิงท่แี ต่งงานแลว้ จะมี ๒ แบบ แบบที่ ๑ ทอลายท้ังตัว และแบบที่ ๒ ทอเป็น
ผ้าพืน้ ท้งั ผนื มกั จะมีพ้นื สดี าหรือสีน้าเงนิ แล้วทอดอกหรือปักลวดลายด้วยด้ายหรือไหมพรมสีชมพูเข้ม
หรอื สแี ดงหรอื ใช้เม็ดเดือยหนิ ปกั ระหว่างดา้ ยสตี า่ งๆ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธุ์กะเหร่ยี งจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สงิ หาคม 2553 เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

19

งานชา่ งฝีมือดั้งเดิม (ผ้าและผลิตภัณฑจ์ ากผ้า)

แรงบันดาลใจ/แนวคิด/ทม่ี า
เปน็ การสืบทอดภมู ิปัญญาของบรรพบุรุษท่ีสืบเนื่องกันมา

และยงั คงอยากจะรกั ษาสบื ทอดต่อไปยังร่นุ ลูกร่นุ หลาน

๑. ผ้าฝ้าย ใยฝา้ ย ได้มาจากส่วนท่ีหอ่ หุ้มเมล็ดของ
ต้นฝ้าย

๒. ผา้ ไหม ไหมประดิษฐ์
๓. ผ้าผสมดา้ ยมัดหมีท่ ีย่ อ้ มสจี ากวัสดุธรรมชาติ

ลักษณะลวดลายของผา้

เอกลกั ษณ์ลวดลายทีม่ ีลกั ษณะเป็นลวดลายดง้ั เดิมท่ีปรากฎบนผืนผ้าทอ

กะเหรย่ี งท่ีสืบทอดต่อกนั มาจากบรรพบุรษุ หลายชวั่ อายคุ น เป็นลวดลายท่ีพบได้ใน
กะเหร่ยี งโปวและปกาเกอะญอแทบทกุ พนื้ ที่ เช่น ลักษณะลายเปน็ สเี่ หลีย่ มขนมเปยี กปูน

รปู แบบต่างๆ ลายดอกไมล้ ายเสน้ ตรง ลายกากบาท เป็นต้น ปัจจุบันนิยมทาลาย
เปลือกขนนุ เปลือกมะมว่ ง เปลอื กเพกา

จุดเดน่ ของผ้าและผลติ ภัณฑจ์ ากผ้า

ผา้ ทอกะเหรี่ยงมคี วามสาคญั และมคี ุณคา่ ตอ่ สงั คม ซงึ่ ผา้ ทอกะเหรี่ยงกบั
การแ ต่งก าย จะบ่งบ อ กส ถ านภ าพท างสังคม แ สด งใ ห้เห็นคุณ วุฒิ
ทางจรยิ ธรรมและการควบคมุ ความประพฤตขิ องผู้สวมใสค่ วบคู่กบั ความสวยงาม
ของลวดลาย

คณุ สมบัตขิ องผ้าและผลติ ภัณฑ์จากผา้

ผ้สู วมใส่จะรสู้ ึกเย็นสบาย ระบายอากาศดีมาก เหมาะกับอากาศเมืองร้อน
อกี ทงั้ ยังปลกู ไดท้ ว่ั ไป นบั เป็นเอกลกั ษณข์ องผา้ ทอพ้ืนเมืองชาวเขาเผ่ากะเหรีย่ ง
อยา่ งแท้จรงิ

ปจั จบุ ันสามารถนาไปประยกุ ต์เป็นผลติ ภณั ฑ์ไดอ้ กี หลายอยา่ ง เชน่ กระเป๋า
ผา้ พันคอ เส้อื ผ้า ผ้าโพกศีรษะ ผา้ ปโู ตะ๊ เปน็ ต้น

วัสดอุ ุปกรณ์และอุปกรณ์

1. แผน่ คาดหลงั (อย่ากงุ ไผย่) แต่เดิมนั้นทามาจากหนงั สตั ว์
2. ไม้พนั ผ้า (เคอ่ ไถ่ย) คือ ไม้รงั้ ผ้าสาหรบั รั้งและพันผ้าที่ทอแล้ว
3. ไม้กระทบ (เนย่ บะ) คอื ไม้กระทบผ้า ทาจากไม้มะเกลอื ยาวประมาณ 70 เซนตเิ มตร
4. ไม้แยกด้าย (กงคู๊) ไมแ้ ยกดา้ ย ทาจากไมไ้ ผย่ าวประมาณ 60 เซนติเมตร
5. ไมไ้ บห่ รือว้าบัง เพื่อแบง่ เสน้ ดา้ ยยืน
6. ทะค่เู ถิง คอื ไม้ไผ่เจาะรทู ัง้ 2 ข้างสาหรบั ยดึ เครื่องทอ
7. เส่ยถงึ คอื ไมใ้ ส่ดา้ ย ทาจากไม้กลมหนาประมาณ 1 น้วิ

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ ันธุ์กะเหรี่ยงจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สงิ หาคม 2553 เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหรยี่ ง

20

8. ลงุ ทยุ้ คอื ไม้ม้วนด้ายพุ่งใชส้ าหรับสอดดา้ ยพุง่
9. คองญา่ ยฆอ่ ง คอื ไม้สาหรบั ยนั เท้าสาหรบั ควบคุมให้ด้ายยนื ตึง หรือยอ่ นในระหวา่ งทอ
10. ฝ้าย

ขน้ั ตอนการผลติ ผ้าและผลิตภณั ฑ์จากผา้

1. การเตรยี มเคร่ืองทอผ้า ก่อนท่จี ะทอผ้าจะตอ้ งมีการเตรียมเคร่อื งทอผา้ ตัง้ แต่การปัน่ ด้าย การป่ันด้าย
การตัง้ เครอ่ื งทอผา้ การข้นึ ด้าย มีขัน้ ตอนการทาดังนี้

1.1 การปนั่ ด้าย อปุ กรณ์ในการปั่นดา้ ยผา้ ทอกะเหรยี่ ง ประกอบด้วย หลอดกรอดา้ ย และเคร่ืองมือ
กรอด้าย หลอดกรอด้าย เดิมชาวกะเหร่ยี งใชว้ ิธีมว้ นด้ายด้วยมือให้เป็นก้อน ปัจจุบันใช้ท่อพลาสติกแทน
มีความยาวขนาด 10 เซนติเมตร

1.2 การกรอดา้ ยขวาง ด้ายขวางเปน็ ดา้ ยท่สี อดเข้าไประหวา่ งด้ายยนื ทาให้เกดิ ลวดลายตา่ งๆ เรียกวา่
ลุงทุ้ย ใช้ดา้ ยพนั กับไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟตุ เส้นผา่ ศนู ย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

1.3 ตัง้ ไม้เครอ่ื งทอกี่เอว หลังจากป่นั ด้ายเสรจ็ เรียบรอ้ ยแล้วกน็ าด้ายมาขน้ึ ด้าย
1.4 การขน้ึ ด้าย หรอื การขนึ้ เครอ่ื งทอก่ีเอว เป็นการนาเอาเสน้ ดา้ ยมาเรียงตอ่ กันอย่างมีระเ บียบตาม
แนวนอน โดยพนั รอบกบั ส่วนประกอบของเครอ่ื งทอ และก่อนทีจ่ ะมกี ารข้ึนด้ายจะตอ้ งมีการเตรียมเส้นด้าย
ดว้ ยการปั่นดา้ ย การต้งั เคร่ืองทอ การเรยี งเส้นด้าย การเปลีย่ นไมเ้ ปน็ เครอ่ื งทอ
2. การทอผ้า มขี ้ันตอนดงั ต่อไปนี้
2.1 เรม่ิ ตน้ คล้องด้ายลงที่หลกั ที่ 1 สาวเส้นด้ายผ่านหลกั ท่ี 2,3,4,5,6,7 นาไปคลอ้ งทหี่ ลักท่ี 8 และ
สาวมาคล้องทหี่ ลกั ที่ 1
2.2 ดงึ ดา้ ยท้ังหมดใหต้ ึงเสมอกนั นามาพันรอบหลักท่ี 2
2.3 ดึงดา้ ยใหต้ ึงเสมอกนั พาดผา่ นด้านหน้าของไมห้ ลกั ที่ 3 ถึงไม้หลกั ที่ 4 เป็นจุดแยกด้ายโดยใช้
ดา้ ยสขี าว อกี กล่มุ หน่งึ เป็นเส้นด้ายตะกอสอดเขา้ ไประหว่างเสน้ ดา้ ยเป็น 2 สว่ นเท่า ๆ กัน ส่วนทีไ่ ม่ไดค้ ล้องกบั
ตะกอแยกเสน้ ดา้ ยผ่านหลงั หลกั ที่ 4 และส่วนท่ีคล้องตะกอ ดึงเสน้ ด้ายผา่ นด้านหน้าหลกั ท่ี 4
2.4 รวบดา้ ยท้งั สองส่วนเขา้ ด้วยกนั ใหต้ งึ พาดผา่ นหลกั ท่ี 5 6 พันอ้อมหลักที่ 7
2.5 ดึงดา้ ยท้งั หมดให้ตึงพร้อมออ้ มหลักท่ี 8 และสาวให้ตึง ดึงกลับมาเริ่มต้นท่ีหลกั ที่ 1 ใหม่
2.6 สอดไมท้ ้ังหมดออกจากเคร่ืองทอ และนาไม้ไบ่ 1 อนั สอดเขา้ ไปแทนไมใ้ สต่ ะกอ ที่ 1 นาไม้ไบ่ 2
อนั เข้าสอดเปลีย่ นไม้ใสต่ ะกอที่ 2 และไม้ใสต่ ะกอที่ 3 ซ่ึงต้องใชช้ ่วยแยกด้ายเวลาทอแกะดอก ส่วนไมไ้ บ่ที่ 2
ใส่กระบอกไมไ้ ผ่แทน 1 อัน

ผลงานของผา้ และผลิตภัณฑจ์ ากผ้า

เสอ้ื ผา้ กระเปา๋ ผา้ ถุง ผา้ ปูโต๊ะ ผ้าโพกศีรษะ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพันธุก์ ะเหร่ยี งจังหวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สิงหาคม 2553 เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

21
เอกลักษณ์ อตั ลกั ษณ์ และจุดเดน่

การย้อมผา้ จะใช้เปลือกไม้ เรียกว่า ซาโก่แระ จะได้เป็นสีแดง
แกมน้าตาล ใบฮอ่ ม เซอหย่าเหลา่ ใหส้ นี ้าเงนิ แกมกรมทา่ ผลสมอใหส้ นี ้าตาล และ
ผลมะขามปอ้ มให้สีเทา เปน็ ต้น ชาวกะเหรีย่ งสรา้ งสรรคล์ วดลาย สีสันของผ้าทอ
จากธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มใกลต้ ัว จึงมีความสวยงามและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดด
เด่นของชาวกะเหร่ียง นอกจากการใช้สีจากธรรมชาติมาใช้ในการย้อมผ้าแล้ว
ชาวกะเหรย่ี งยังมกี ารนาเมล็ดเดือย ซ่ึงเป็นวัชพืชป่า ปกั บนผืนผ้า สร้างเปน็ ลวดลายเฉพาะ เป็นที่สะดุดตา

แกบ่ ุคคลภายนอก ซ่ึงสนใจซ้ือหาไปสวมใส่ ทาให้สตรีชาวกะเหร่ียง
สรา้ งสรรคผ์ ลิตภณั ฑผ์ ้าทอเพื่อการจาหน่าย นอกเหนอื จากการทอผ้าไว้ใช้
ในครัวเรอื น เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ผ้าทอกะเหรี่ยงยังเป็น
ความต้องการของตลาดมากขนึ้ สรา้ งงาน สรา้ งรายได้ ตลอดจนสืบสาน
ภมู ิปัญญาชาวกะเหรี่ยงเป็นผลติ ภัณฑท์ ่มี เี อกลักษณ์ของชาวกะเหร่ยี ง

เสอื้ ผ้าของชนเผา่ กะเหรย่ี งมโี ครงสรา้ งทีเ่ หมือนกัน ไม่วา่ จะเปน็ ผู้ชาย ผู้หญิงหรอื เด็ก ต่างกนั ตรงสีสัน
และลวดลาย เสื้อทอจากฝ้ายท่ีปลูกเองตามริมรั้ ว ทอด้วยก่ีเอว หน้าผ้ามีความกว้างเท่ากับลาตัว
ของผทู้ อ โครงสร้างของเสื้อ คอื การนาผา้ ทอสองช้ินมาเย็บติดกัน เว้นตรงกลางไว้สวมหัวและพักครึ่ง
เวน้ ตอนบนให้แขนลอด เย็บข้างลงไปถึงชายเสื้อ ตกแตง่ ขอบคอ ขอบแขน และชายเสอื้ มสี ามรปู แบบ

๑. การแต่งกายของผหู้ ญงิ ทย่ี งั ไม่ได้แตง่ งาน ไมว่ ่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นสีขาวเท่าน้ัน มีการตกแต่ง
ลวดลายเล็กน้อย โพกหัวดว้ ยผา้ ทอทมี่ ลี วดลาย คอเสือ้ ไมผ่ า่ ลึก เน่อื งจากมคี วามเช่อื ว่าถา้ ผ่าลกึ จะผิดประเพณี
ทาอะไรไมเ่ จรญิ ไม่สวมเครื่องประดับ

2. การแต่งกายของผู้ชายไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โครงเสื้อเหมือนผู้หญิง ไม่มีการตกแต่งเสริม
สวมกางเกงแบบจีน (กุยเฮง)

3. การแตง่ กายของผหู้ ญิงท่ีแตง่ งงานแลว้ ตัวเสอ้ื ส้นั เนือ่ งจากตอ้ งใหล้ ูกกินนมแม่ ตัวเส้ือมีการปัก
ลวดลายดว้ ยเส้นด้ายฝา้ ยและลูกเดือย สวมผ้าถงุ

การสบื สาน สรา้ งสรรคแ์ ละพฒั นาต่อยอดผา้ และผลิตภณั ฑจ์ ากผา้

มีการสวมเครื่องแต่งกายในชีวิตประจาวัน สอนให้
เด็กรุ่นใหม่ รนุ่ ลูก รุ่นหลานในการหัด ทอผ้ากะเหรี่ยง และ
หากมผี ู้ท่ีสนใจสงั่ ซ้ือ กม็ กี ารจดั จาหนา่ ยตามรายการไป

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาติพันธุก์ ะเหร่ยี งจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2553 เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง

22

รายชื่อผ้สู ืบทอดหลัก อาย/ุ อาชพี องคค์ วามรูด้ า้ นที่ไดร้ บั สถานทตี่ ดิ ต่อ/

รายช่อื บคุ คล/หวั หนา้ คณะ/ 72 ปี / การสบื ทอด โทรศัพท์
กลุม่ /สมาคม/ชมุ ชน ทอผา้ กระเหรี่ยง
65 ปี หมู่ที่ 2 ต.หนอง
นางอุสนา ปวนทา
ป่าก่อ อ.ดอย
หลวง จ.เชียงราย

๕๗๑๐๐

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุกะเหรย่ี งจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ 3 สิงหาคม 2553 เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

23

มปี ระชากรหมบู่ ้าน 2,350 คน 400 ครัวเรอื น

หมูบ่ า้ นกะเหร่ยี งรวมมิตร ประกอบดว้ ยกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ

1. กะเหรยี่ ง (ปกาเกอะญอ) ประมาณ 78 %

2. อาขา่ ประมาณ 10 %

3. ลา่ หู่ ประมาณ 5 %

4. มง้ ประมาณ 5 %

5. อื่น ๆ ประมาณ 2 %

ลักษณะกายภาพของพื้นที่

บา้ นรวมมิตร หมู่ที่ 2 ตาบลแมย่ าว อาเภอเมืองเชียงราย จงั หวัดเชียงราย ลักษณะพื้นทเ่ี ปน็ ภเู ขาสงู
และท่รี าบระหว่างภูเขาบางส่วน อยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลตาบลแม่ยาว ตั้งอยู่ห่างจากท่ีว่าการ
อาเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชยี งราย ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร
ลักษณะพนื้ ที่เป็นภเู ขาสงู และท่ีราบระหว่างภูเขาบางส่วน มีพื้นที่ ประมาณ 265.70 ตารางกิโลเมตร
หรอื ประมาณ 166,060.04 ไร่ [1]

แผนท่เี ดินดิน

มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหร่ียงจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง

24

ประวัตศิ าสตรข์ องกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ

ชอื่ และความหมาย
“กะเหร่ยี ง” เปน็ คาที่เรียกกว้างๆ ที่ครอบคลุมถงึ กล่มุ ท่ีเรยี กตนเองวา่ ปกาเกอะญอ (จคอร)์ สกอ

โพลง่ (โผลว่ ) กะคาห์ กะยนี และละโป ทอี่ าศัยอยู่ในประเทศไทย การต้ังถ่ินฐานของประชากร
กะเหร่ยี งในประเทศไทย

ชมุ ชนกะเหรี่ยง กระจายตัวอยู่ในพื้นท่ี 1912 หมู่บ้านโดยประมาณ (ซ่ึงส่วนใหญ่ เป็นเขตปุา
ในความหมายของรัฐ 15 จงั หวัดคอื ในภาคเหนือมี 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลาพูน
ลาปาง ตาก กาแพงเพชร แพร่ และสุโขทัย ในภาคกลางทางด้านตะวันตกมี 6 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี
สุพรรณบรุ ี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรขี นั ธ์ ส่วนประชากรทั้งหมด 600,000 ถึง 700,000 คน

หนึ่งในจานวนนน้ั รวมถงึ หมบู่ า้ นแมโ่ ก๊ะคี่ ซ่งึ ต่อมาเปลี่ยนช่อื เปน็ หม่บู า้ นรวมมิตรในปัจจุบัน ในราวปี
พ.ศ. 2500 มีชาวกะเหร่ยี งกล่มุ หนงึ่ นาโดย นายอินทอน มะโนรัตน์ ผู้นาในขณะน้ันได้ย้ายหมู่บ้านน้าลัด
หมู่ที่ 3 ตาบลรอบเวยี ง อาเภอเมอื งเชียงราย เดิมปัจจุบันเปล่ียนเป็นตาบลริมกก อาเภอเมือง เชียงราย
จังหวัดเชียงราย ไปต้ังรกรากอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่บ้านห้วยทรายขาว หมู่ท่ี 3 ตาบลแม่ยาว
อาเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชยี งราย ณ บรเิ วณแมโ่ ตะ๊ อี่ เปดิ เป็นจุดประกาศและเชิญชวนชาวกะเหร่ียง
ที่ร่วมศรทั ธาในครสิ ต์ศาสนามาอยดู่ ว้ ยกนั

ต่อมามีพีน่ ้องชาวกะเหรยี่ งได้อพยพมาจากหลายพ้นื ทีห่ ลายจังหวัดในภาคเหนอื เช่น เชยี งใหม่ ลาปาง
และแมฮ่ อ่ งสอน เม่อื จานวนประชากรเพมิ่ มากขน้ึ จนสามารถจัดตั้งเปน็ หมบู่ ้านได้ จงึ ทาเร่ืองขอแยกออกจาก
หม่บู ้านห้วยทรายขาว จากผู้ใหญ่บ้าน “พ่อหลวงเสาร์ ยานนวล” ให้ดาเนินการแยกให้ในปี พ.ศ.2523
ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2524 จึงได้รบั การอนุมัติจดั ตั้งเปน็ หมู่บา้ นได้ จึงไดด้ าเนินการเป็นหมบู่ า้ นอย่างเป็นทางการ
โดยตง้ั ชอื่ วา่ หมบู่ ้านรวมมติ ร หมู่ที่ 12 ตาบลแม่ยาว อาเภอเมอื งเชียงราย จังหวัดเชียงราย ต่อมาเปล่ียน
หม่ทู ่ี 12 มาเปน็ หมูท่ ่ี 2 ในปัจจบุ นั

หลงั จากแตง่ ต้ังเปน็ หมู่บ้านอย่างเป็นทางการ เม่ือวันที่ 8 เมษายน 2524 ได้มีการเลือกตั้ง
ผู้ใหญบ่ า้ นรวมมติ รข้นึ ผ้ใู หญบ่ า้ นทีไ่ ด้รบั เลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก คอื นายถวิล กตกิ า ดารงตาแหน่งตั้งแต่
เมื่อวนั ท่ี 10 กรกฎาคม 2538 พ่อหลวงถวลิ กติกา ได้เสียชวี ิตลง

วันท่ี 25 สงิ หาคม 2538 ชาวบา้ นได้มีการเลือกต้ังผูใ้ หญ่บ้าน นายพะทแู ฮ กาทู ได้รับเลือกให้เป็น
ผใู้ หญ่บา้ นรวมมิตร ดารงตาแหน่งจนถึง 2546

เดือนกมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2546 ชาวบ้านได้มีการเลือกต้ังผู้ใหญ่บ้าน นายมานพ เลิศบรรจงขวัญ
ได้รบั เลือกให้เปน็ ผูใ้ หญบ่ ้านคนท่ี 3 ดารงตาแหนง่ ตั้งแต่ 2538-2550

เดือน พฤศจกิ ายน พ.ศ.2550 ชาวบ้านได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน นายกา พล เฉลิมเล่ียมทอง
ไดร้ ับเลือกให้เปน็ ผใู้ หญบ่ า้ น ลาดับท่ี 4 ตัง้ แต่ พ.ศ.2550 – ปจั จบุ ัน

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาติพนั ธก์ุ ะเหรี่ยงจงั หวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

25

สถานการณข์ องชุมชนกลุ่มชาตพิ ันธ์ุ

บ้านกะเหร่ียงรวมมติ รตั้งอยรู่ ิมแม่นา้ กกฝั่งซ้าย หมู่ 2 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย นอกจากชาว
กะเหร่ียงแล้วยังมหี มบู่ า้ นชาวเขาเผา่ อาขา่ และลาหู่ในบรเิ วณใกลเ้ คียง เป็นหมบู่ ้านกะเหร่ยี งท่ีไดร้ บั การพฒั นา
คุณภาพโดยใช้การท่องเ ท่ี ย ว จาก อ ง ค์ ก รเ อ ก ช นแ ล ะ ป ระ ส บ ค ว าม ส าเ ร็ จจาก ก ารนาช้ าง ม าเ ป็ นพ าห นะ
นาเทย่ี วหมบู่ ้านชาวเขา ปัจจุบนั จดั เปน็ ศนู ย์กลางชาวเขาในแถบ อาเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
บ้านกะเหรยี่ งรวมมติ ร มีหมบู่ ้านบริวาร 1 หมบู่ ้าน คือ บ้านดอยบอ่ 2 (ชนเผ่าอาขา่ ) บา้ นรวมมติ รมีประชากร

ปญั หาหลกั ของชมุ ชนกะเหร่ยี งบ้านรวมมติ ร คือ การถูกจากดั ที่ดินเพ่ือการเกษตร และที่อยู่อาศัย
ยงั ไม่มีโฉนดหรอื เอกสารการจับจอง

อาชพี ของชุมชนชาติพันธุ์บ้านกะเหรีย่ งรวมมิตร

ประชากรในหมู่บา้ น มอี าชีพ ทานา ทอผา้ การเกษตร รบั จ้างทวั่ ไป

การทานา

ทเี คาะ หรอื ทีโบ เปน็ การจดั การน้าบนพื้นท่ีสูงของ
ชุมชนกะเหร่ียง ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ของมนุษย์
ท่ีอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก่อ นทานาขั้นบันไ ด
ชาวกะเหรย่ี งจะทาการสารวจเส้นทางน้าในบริเวณ
ปุาต้นนา้ ไปจนถงึ พนื้ ท่ีท่ีจะทานา หากพบว่ามีสายน้า
ไหลผ่านไปถงึ ชาวบ้านจะเร่ิมลงมือขุดนาข้ันบันได
ควบคู่ไปกับการทาระบบทบี อเพ่ือนาน้ามาใช้ในการ
เพาะปลูกข้าว ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ทีบอโกล
เหมอื งดนิ ขนาดเล็กที่ชาวบ้านขุดข้ึน เช่ือมต่อจาก
แหล่งนา้ ขนาดนอ้ ยใหญใ่ นปุาต้นนา้ ลดั เลาะตามแนวขอบเขาเพ่ือนานา้ จากพื้นทส่ี งู มาใช้ในการทานาข้ันบันได
ท่ีลดหล่นั ไปตามท่ีราบระหวา่ งหุบเขา โดยมี ลี ทาหนา้ ทีเ่ สมอื นทอ่ ลาเลียงน้า [3]

การทอผา้ ของหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงในปัจจุบัน ทาเพ่ืออนุรักษ์
ลวดลายดง้ั เดิมของชาวกะเหรย่ี งเอาไวใ้ ห้คนรุน่ หลังไดเ้ ห็น และเผยแพร่
ออกไปสู่นักทอ่ งเทยี่ ว ถือเป็นอาชพี เสริม หากเขา้ สู่ฤดูทาไรท่ านาส่วนใหญ่
กจ็ ะแยกย้ายกนั ไปทานากันก่อนพอมเี วลาเหลือหรือเปน็ ฤดูท่องเที่ยวก็จะมา
ทอผา้ ขาย

การทอผ้ากะเหร่ยี ง

มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมกลุม่ ชาติพนั ธ์กุ ะเหรีย่ งจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรยี่ ง

26
ภาษากลุม่ ชาติพันธ์กุ ะเหรี่ยง

พยญั ชนะ

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมกลุม่ ชาติพันธก์ุ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหร่ยี ง

27
สระ

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหรี่ยงจังหวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง

28
สัปดาห์

จานวนนับ

มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาตพิ ันธก์ุ ะเหร่ยี งจงั หวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหรี่ยง

29

วรรยกุ ต์

มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุกะเหรีย่ งจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง

30
การนับถอื ศาสนา กลุ่มชาตพิ ันธุบ์ า้ นกะเหรี่ยงรวมมติ ร

ประวัติครสิ ตจักรรวมมติ ร

คริสตจักรรวมมติ รตั้งอยูท่ หี่ ม่บู า้ นรวมมติ ร เดมิ นนั้ ใชช้ ือ่ ว่า "บา้ นแมก่ กเหนือ" ภาษากะเหร่ียง เรียกว่า
"บา้ นอ้ายอู" เป็นภาษาพน้ื เมือง เดมิ น้ันอาจารย์ อบู ะเซน ซ่ึงเปน็ กะเหรี่ยงมาจากประเทศพม่า ท่านเป็นเลขา
ของงานบอเนยี งทจี่ ังหวดั เชียงใหม่ ดว้ ยความรกั ที่มีพ่ีน้องกะเหรี่ยงท่านได้สนับสนุนคริสตจักรบ้านเนาะ
ซ่งึ ปัจจบุ นั คือ (คริสตจกั รมากมาย) และได้สนับสนนุ ให้ลกู น้องท่านมาบุกเบิกสถานที่ ที่ส้มห้วยมะเกล้ียง
ต่อมาตง้ั ชอ่ื บ้านแม่กกเหนอื ได้มาบกุ เบิกเมอ่ื ปี ค.ศ.1932 สาเหตุท่ีมาบกุ เบิก เพ่ือจะให้พ่ีนอ้ งกะเหรยี่ งท่ไี ม่มี
ทดี่ ินทากินมาอยเู่ พือ่ ทากินตอ่ ไป ต่อมาในปี ค.ศ. 1933 ถูกจ้างของอาจารยอ์ บู ะเซนได้แตง่ งานกับคุณปูาเย็น
มะโนรตั น์ ซงึ่ เป็นมารดาของอาจารยอ์ ินทร มะโนรัตน์ ต่อมาครอบครัวของศาสนาจารย์นะเยเมยา และ
ครอบครวั นางดอกไดย้ า้ ยมาจากครสิ ตจักรมากมาย มาอยทู่ บ่ี า้ นแมก่ กเหนอื มาอยูเ่ พอ่ื ทามาหากนิ ทา่ นย้ายมา
อยู่กอ่ นสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 ไดย้ า้ ยมาอย่ดู ้วยกัน หลาย ๆ ครอบครัว ต่อมาได้เกิดสงครามโลกคร้ังที่ 2
ในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ผู้รับใช้พระเจ้าจากคริสตจักรภาคท่ี 2 เชียงราย ได้มาเยี่ยมเยือนดูแล
พี่นอ้ งคริสเตียนท่บี ้านแม่กกเหนือ จนสงครามโลกครง้ั ที่ 2 ยตุ ิลง สมาชกิ ที่นน่ั ได้ยา้ ยกลบั มาทีค่ รสิ ตจกั รทวีรตั น์
ทั้งหมดจนถงึ ปี ค.ศ.1946 ต่อมาปี ค.ศ.1957.(พ.ศ.2500) อาจารย์อินทร มะโนรัตน์ และพ่ีน้องอีก
สาม ครอบครัว ไดย้ า้ ยกลับมาอยอู่ ีกคร้งั หนง่ึ สามครอบครัวคือ ครอบครัวอาจารย์อินทร มะโนรัตน์ ครอบครัว
คุณดนัย เสดวงชยั และครอบครัวคณุ นอ้ ย ต๊ะนัย มีเด็ก 3 คน ผู้ใหญ่ 6 คน รวมท้ังหมด 9 คน ต่อมาปี
ค.ศ .1958 (พ.ศ. 2501) พี่น้อง จากจัง หวัดเชียง ให ม่ย้ายก ลับ มาอยู่เพิ่มขึ้นอีก สามครอบ ครัว
หลังจากปีตอ่ มาปี ค.ศ. 1958 - 1960 ในชว่ งน้ีพี่นอ้ งได้ย้ายมาอยู่เพิ่มข้ึนจนกระท่ังสามารถตั้งเป็นคริสตจกั ร
ได้บา้ นแมก่ กเหนือ จงึ ได้เสนอต่อคริสตจักรภาคท่ี 10 เพื่อให้ทางคริสตจักรภาคที่ 10 ได้มีมติแต่งตั้ง
หมบู่ ้านแม่กกเหนือเปน็ ครสิ ตจักร เมือ่ ทางครสิ ตจกั รภาคที่ 10 พจิ ารณาแล้วเห็นสมควรแตง่ ต้ังบ้านแมก่ กเหนอื

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุ์กะเหรี่ยงจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

31

เป็นคริสตจักร เมอื่ ปี ค.ศ.1960 ในเวลานั้นมีสมาชกิ ท้ังหมด 47 คน บุคลากรทส่ี าคัญที่ได้มาร่วมพิธีแต่งต้ัง
ครสิ ตจักรในคร้งั นไี้ ดแ้ ก่

1. ศาสนาจารย์ทองคา สอ่ งแสง
2. ศาสนาจารย์ทอง หลกั แหลม
3. อาจารยป์ ั้นสวย มะโนรตั น์
4.ศาสนาจารย์หล้า กนั ทะนันท์
5. ผปู้ กครองวนิ ธรรมอยู่
6. ศาสนาจารย์ดิซแมน มชิ ช่นั

สมาชกิ คริสจกั รทใี่ กลเ้ คยี งขณะเดยี วกนั นั้นสมาชิก คริสตจักร ได้เลือกอาจารย์อินทร มะโนรัตน์
เปน็ ศิษยาภิบาล เป็นเวลา 1 ปี ต่อมาปี ค.ศ.1961 ทางสมาชิกคริสตจักรแม่กกเหนือได้มีมติเชิญ
อาจารยป์ ระเสริฐ ทองเปิง ไดท้ าหน้าท่ศี ิษยาภิบาลในเวลาน้ันมสี มาชกิ 78 คน อาจารย์ประเสริฐ ทองเปิง
ได้ทาหน้าท่ศี ิษยาภบิ าลอยู่ 4 ปี และได้ลาออกไป ทางคริสตจักรจึงได้เชิญ อาจารย์อินทร มะโนรัตน์เป็น
ศิษย์ยาภิบาลอกี ครัง้ หนง่ึ ในปี ค.ศ.1965 - 1967 ในช่วงน้ีพ่ีน้องจากเชียงใหม่ กลั บมารับเชื่อและ
รับบัพติสมา 33 คน และลูกหลานคริสเตียนรับบัพติสมา 6 คน รวมเป็น 39 คน ในปีต.ศ.1970
(พ.ศ.2513) อาจารยอ์ นิ ทร มะโนรตั น์ และสมาชิกไดป้ ระชุมปรกึ ษากันแล้วเสนอขอต้ังโรงเรียนในหมู่บ้าน
อ้ายอูหรือแม่กกเหนือและไดเ้ ปล่ยี นช่ือหมู่บา้ นใหมเ่ ป็น "หมบู่ ้านรวมมติ ร" จากช่ือเดิมคือ บ้านอ้ายอู และ
เปลย่ี นช่ือคริสตจกั รจากเดมิ เปน็ ครสิ ตจักรแมก่ กเหนอื เปน็ คริสตจักรบ้านรวมมิตรภาษากะเหร่ียงเรียกว่า
"โรแม" จนกระทัง่ ถงึ ทกุ วันนี้ อาจารยอ์ นิ ทร มะโนรตั น์ ได้ดารงตาแหน่งเป็นศษิ ยาภบิ าล ต้งั แต่ปี ค.ศ 1965-
1975 เป็นเวลา 11 ปที ่านไดล้ ม้ ปวุ ยเม่อื ปี ค.ศ.1974 ถึง 30 เมยายน 1975 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม
ปี ค.ศ 1975 อาจารยอ์ ินทร มะโนรตั น์ ไดเ้ สยี ชีวติ และตอ่ มา ผป.คาจันทร์ มะโนรัตน์ เข้ามารับตาแหน่ง
เป็นศษิ ยาภิบาล ต่อ วนั ท่ี 30 เมษายน 1975 ถึง ค.ศ.1979 เป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากสุขภาพท่ านไม่ค่อย
แข็งแรงจึงขอลาออก จากตาแหน่งในเวลาน้ัน อาจารย์กินุ เฉลมิ เลยี่ มทอง จบจากการศึกษาท่ีพระคริสตธรรม
สิโลอมั หว้ ยแก้ว จงั หวดั เชียงใหม่ เมือ่ วนั ท่ี 17 มกราคม 1977 แลว้ ได้กลับมาอยบู่ า้ นและออกไปประกาศ
ท่หี มบู่ ้านผาเคียว เม่อื วันที่ 30 เมษายน 1979 ทางคริสตจั กรจึงได้เชิญอาจารย์กินุ เฉลิมเล่ียมทอง
ได้รกั ษาการเปน็ ศิษยาภบิ าล มาได้เวลา 1 ปี จากนนั้ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ ดารงตาแหน่งเป็นศิษยาภิบาล
เม่ือวนั ที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ 1980 ต่อมาทางคริสตจักรรวมมิตรเห็นว่า อาจารย์กินุ เฉลิมเลี่ยมทอง
ได้ทาหน้าท่ีเป็นศษิ ยาภิบาล ได้7 ปแี ลว้ สมควรได้รับการสถาปนาเป็นศาสนาจารย์ ทางคริตจักรรวมมิตร
จงึ เสนอต่อครสิ ตจกั รภาคท่ี 10 และครสิ ตจกั รภาคที่ 10 ได้เสนอต่อคริสตจักรแบ๊บติสท์ในประเทศไทย
ทางคริสตจกั รจึงพจิ ารณาเห็นสมควร จึงได้เสนอไปทางคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสท์ในประเทศไทย
โดยสถาปนาเป็นศาสนาจารย์กินุ เฉลมิ เลีย่ มทอง เม่ือวนั ที่ 23 เมษายน 1987 และได้ ดารงตาแหน่งเป็น
ศิษยาภิบาลครสิ ตจักรรวมมติ รตลอดมาจนถงึ ปจั จบุ ัน ต่อมาปี ค.ศ.1992 เนื่องจากสมาชิกมีจา นวนมากขึ้น
ทางคณะธรรมกิจครสิ ตจักรรวมมิตร ได้พิจารณาแล้ว เหน็ วา่ สมควรมผี ูช้ ่วยศษิ ยาภิบาล ฉะน้ันทางคริสตจักร
จงึ มีมติแตง่ ตง้ั อาจารยท์ อง กาทู เป็นผชู้ ่วยศษิ ยาภบิ าล เมือ่ วันท่ี 17 พฤษภาคม ค.ศ 1992 และครสิ ตจกั รน้ี
มศี ษิ ยาภบิ าลทผี่ า่ นมาท้ังหมด รวม 4 คน

มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาติพนั ธก์ุ ะเหรี่ยงจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี วี ติ ชาวกะเหร่ียง

32

ศิษยาภิบาลท่ที างานร่วมรับใชใ้ นครสิ ตจกั รรวมมิตร

1. อาจารย์อินทร มะโนรตั น์ 1957 - 1961
2. อาจารยป์ ระเสริฐ ทองเปงิ 1961 - 1965

3. อาจารย์อินทร มะโนรตั น์ 1965 - 1975
4. อาจารย์คาจันทร์ มะโนรกั ษ์ 1975 - 1979
5. ศาสนาจารยก์ ินุ เฉลิมเลี่ยมทอง 1979 - 2022

รกั ษาการศิษยาภิบาล 1ปี และได้รับการแต่งต้ังเป็นศิษยาภิ บาล เม่ือวันท่ี 27 กุมภาพันธ์ 1980

ถงึ ปจั จุบัน 6. อาจารยท์ อง กาทู ได้รับการแต่งต้งั เป็นผู้ช่วยศษิ ยาภิบาล เม่ือวันท่ี 17 พฤษภาคม 1992
ถงึ ปจั จุบันรวมแลว้ มีศษิ ยาภบิ าล 4 ทา่ น และผชู้ ่วยศิษยาภบิ าล 1 ทา่ น

การแต่งกาย กลุ่มชาตพิ นั ธ์ุบา้ นกะเหร่ียงรวมมติ ร

กะเหรี่ยงทอผา้ จนเป็นวฒั นธรรมประจากลุ่มชาตพิ ันธ์ุ

- เส้อื เด็กและหญงิ สาว จะเปน็ ชุดทรงกระสอบ ผ้าฝูาย

พ้ืนขาว ทอหรือปักประดับลวดลายให้ งดงาม

- เสอ้ื ผู้หญิง ทีม่ ีครอบครวั แล้วจะสวมเส้ือสีดา น้าเงิน

และผ้านุ่งสีแดง คนละท่อน ตกแต่งดว้ ย ลูกเดือย หรือ

ทอยกดอก ยกลาย

- เส้อื ผชู้ าย กะเหรี่ยง ส่วนมากจะสวมเสื้อตัวยาวถึง

สะโพก ตัวเส้ือจะมกี ารตกแต่ง ด้วยแถบสีไม่มีการปัก

ประดบั เหมือนเสอื้ ผู้หญิง นุง่ กางเกงสะดอ นิยมใช้สร้อย

ชดุ กะเหรีย่ ง (โป) ชุดกะเหรีย่ ง (สกอ) ลกู ปดั เป็นเคร่ือง ประดับ และสวมกาไลเงนิ หรือต้มุ หู

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพนั ธก์ุ ะเหร่ียงจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหร่ียง

33

แกงข้าวเบอ๊ ะ
ข้าวเบ๊อะ” หรือที่เรียกตามภาษาถ่ินว่า “ต่าพอเผาะ”
ถอื เปน็ อีกหน่ึงเมนูคู่บ้านของชาวกะเหร่ียง โดยเมนูน้ี
เป็นหนึ่งในก ารนาภูมิปัญญามาใช้แก้ปัญหาปากท้อ ง
ด้วยการรงั สรรค์ออกมาเปน็ เมนูอาหารเรียบง่ายแต่อร่อย
ข้าวเบ๊อะ เป็นอ าหารกะเห ร่ียงท่ีมีช่ือเสียง นิยมท า
เพอ่ื ตอ้ นรับแขกผู้มาเยอื น เป็นขา้ วที่ตม้ สุกเละ ใส่น้าพริก
แกง เน้ือสัต ว์และผัก น้าพริกแกงประกอบด้วยกะปิ
กระเทียม เกลอื พริกกะเหรี่ยงแหง้ มะแขว่นแหง้ กล่ินหอม
ที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องข้าวเบอะเกิดจากการตม้ ใบพอวอและ

มะแขวน่ ชาวกะเหรีย่ งรับประทานอาหารชนดิ น้เี ปน็ กบั ข้าว “ขา้ วเบ๊อะ” ถือเป็นอีกหน่งึ เมนูที่เหมาะสาหรับคน
ท่รี กั สขุ ภาพ เพราะมที ัง้ ธญั พืช ผกั และสมนุ ไพรเป็นสว่ นประกอบ สว่ นเรอ่ื งของรสชาติน้ันก็อร่อย เป็นการ
ผสมผสานของ ผกั สมุนไพร รวมทง้ั เคร่อื งเทศตา่ งๆ ที่นามาผสมกนั เปน็ ขา้ วตม้ ได้อย่างลงตวั ปัจจุบนั ข้าวเบอ๊ ะ
ยงั เปน็ อาหารหลักที่นิยมของชาวปกาเกอะญอ เป็นอาหารต้อนรบั แขกบา้ นแขกเรอื นและยงั เปน็ อาหารทสี่ าคญั
ในพิธีกรรมตา่ งๆ

ประวัตคิ วามเป็นมา

ทม่ี าเมนนู ้ีเกิดจากชาวกะเหรีย่ งซึง่ ส่วนใหญด่ ารงชีพด้วยการ
ปลูกข้าว ทาไร่ แต่ต้องประสบปัญหาในทุกช่วงฤดูเก็บเกี่ย ว
เพราะผลผลติ ทไี่ ด้จะถกู นก หนู หมปู ุา เข้ามากัดแทะ หรือ ขโมยไปกนิ
ยิง่ ถา้ บางปเี กดิ โรคระบาดพืชผลเสียหายส่งผลทาใหข้ าดแคลนอาหาร
เพราะผลผลติ ที่ได้อาจเหลือไม่พอกนิ สาหรับคนทง้ั หม่บู ้าน

ดว้ ยเหตุน้ี ชาวบ้านจึงเลอื กทจ่ี ะใช้วธิ ีรวบรวมผลผลิตต่างๆ
ท่ีมีในไร่ไม่ว่าจะเปน็ หอมกระเทยี มพริก หรือ เครอ่ื งเทศ และ ส่วนผสมตา่ งๆ เท่าทีจ่ ะหาได้ มาต้มรวมกบั ข้าวสาร
ในหม้อ จนกลายมาเปน็ “ขา้ วเบอ๊ ะ” ออกมาแลว้ กแ็ จกจ่ายให้ทงั้ คนในครอบครวั และเพ่ือนบ้านทุกคนได้กิน
อิม่ กันทัว่ ถงึ ซ่งึ นอกจากความอร่อยแล้วยังช่วยสะท้อนถึงชีวิตท่ีเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความรักและ
ความสามคั คที แ่ี สดงออกมาผ่านอาหารแหง่ ชาติพันธจ์ุ านนี้

ขา้ วเบ๊อะ จึงไมใ่ ช่เพียงอาหารแต่เปน็ ส่ิงท่ีช่วยแกป้ ัญหาความอดอยากใหแ้ ตช่ าวกะเหร่ียงรวมมิตร
ในชว่ งเวลาน้นั อาหารง่ายๆแตไ่ ด้ชว่ ยเหลือชวี ติ ของกะเหร่ียงรวมมติ ร สะทอ้ นถงึ ชีวิตที่เรยี บง่ายแต่แฝงไปด้วย
ความรักและความสามัคคีของชาวกะเหรี่ยงรวมมติ รแสดงออกมาผา่ นอาหารแหง่ ชาตพิ นั ธ์ุ

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพนั ธ์ุกะเหรีย่ งจงั หวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง

34

ความรูแ้ ละการปฏิบตั เิ กีย่ วกบั ธรรมชาติและจักรวาล (อาหาร และโภชนาการ)

แกงขา้ วเบอ๊ ะ ส่วนประกอบ
ขา้ วสาร(ข้าวจ้าว) ซี่โครงหมูห่ันชิ้น ผัดกาดเขียว ตะไคร้
หอมแดง กระเทียม พรกิ แห้ง ขม้ิน เกลือ สามารถเติมผัก
และสมนุ ไพรอน่ื ๆได้ ตามความชอบ

ขัน้ ตอนการทา
๑ .ต้มน้าใ ห้เดือ ด แ ล้ว ใ ส่ข้าว ส ารล ง ไ ป พ อ น้าเดือ ด
อีกครัง้ ใสต่ ะไคร้และซีโ่ ครงหมลู งไป คนเรื่อยๆ จนขา้ วเริ่มสุก

2. นาพริกแหง้ กระเทยี มขม้นิ หอมแดง เกลอื ท่ีโขลกเรยี บร้อยแล้ว ใส่ในหมอ้ ท่ีตม้ ขา้ วกบั หมูไว้

3. ใส่ผกั กาดเขยี วลงไป เคีย่ วไปสกั พกั จนขา้ วเละ เนอื้ หมูเปือ่ ย ชิมรสชาติและเติมรสชาติไดต้ ามชอบ

เอกลกั ษณ์ อัตลกั ษณ์ และจุดเด่น

ขา้ วเบ๊อะ เปน็ อาหารทล่ี กั ษณะคล้ายโจ๊ก วิธีการทาไม่ยาก สว่ นผสมและวัตถุดิบก็หาได้ท่ัวไป

เป็นอีกหนึ่งเมนูทีเ่ หมาะสาหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะมีทั้งธัญพืช ผัก และสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ
สว่ นเรื่องของรสชาตินนั้ กอ็ ร่อย เป็นการผสมผสานของ ผัก สมนุ ไพร รวมท้งั เครอื่ งเทศต่างๆ ที่นามาผสมกัน

เป็นข้าวต้มได้อยา่ งลงตวั และสามารถเติมสมุนไพร เช่น “ยอดมะระขนี้ ก” ท่ีช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
ใหก้ ับร่างกาย หรอื “มะแขวน่ ” ที่จะช่วยเพ่ิมความกลมกล่อมของเมนูนี้ ด้วยกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ด

ซ่าเล็กน้อย ซ่งึ เจา้ เครอื่ งเทศชนดิ นมี้ สี รรพคณุ ทางยามากมาย ไม่ว่าจะช่วยระงับการอักเสบของผิวหนัง

ขับลมแกท้ ้องอดื ท้องเฟอู แก้อาเจยี น

การสบื สาน สร้างสรรค์และพฒั นาตอ่ ยอดอาหาร

กระบวนการทาข้าวเบ๊อะ มีการพฒั นาให้เขา้ กับปัจจุบันโดยการเพิ่มเติมเคร่ืองปรุงรสต่างๆ
เชน่ น้าปลา ซอี ิว้ หรอื เคร่อื งปรุงในยคุ ปจั จุบัน เพอ่ื เพิม่ ความกลมกล่อมของอาหาร รวมทั้งมกี ารถ่ายทอดไปยัง
เยาวชนรนุ่ ใหม่ ผ่านทางการบอกกล่าวและฝึกทดลองกันในครอบครวั และมีการทาเพอื่ ต้อนรับแขกที่เข้ามา
เยีย่ มชมหรอื เขา้ มาเทย่ี วท่หี มู่บ้านอกี ดว้ ย

รายชือ่ ผสู้ ืบทอดหลกั

รายช่ือบุคคล อายุ/อาชีพ องค์ความรดู้ ้านทีไ่ ด้รบั สถานทต่ี ดิ ต่อ/โทรศัพท์
นายธวชั ต๊ะนาย 63 ปี / คา้ ขาย การสบื ทอด
นายสมจิต ตะ๊ นาย 56 ปี / ค้าขาย กรรมการวัฒนธรรมชุมชน
นายสมยั ตะ๊ นาย 51 ปี / คา้ ขาย การทากับข้าว ของชาตพิ ันธุ์ 0871747326
กรรมการวัฒนธรรมชุมชน
การทากบั ข้าว ของชาติพันธุ์ 0856234616
กรรมการวฒั นธรรมชมุ ชน
การทากับขา้ ว ของชาตพิ นั ธุ์ 0849483050

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธก์ุ ะเหร่ียงจงั หวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

35

ชาวบ้านรวมมิตรส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงท่ี ตั้ ง รก ราก อ ยู่ ริ ม ฝ่ั ง แ ม่ น้ าก ก ม านาน
ตัง้ แตร่ ุ่นปุยู า่ ตายายมีวัฒนธรรมและประเพณที ่เี ป็นเอกลกั ษณข์ องชาวกะเหรย่ี งท่สี ืบทอด
มาจนถงึ รนุ่ ลูกหลานในปัจจบุ นั สังเกตไดจ้ ากเสอื้ ผ้าเครือ่ งแตง่ กายท่ีรุ่นพ่อแม่ยังคงเก็บ
เอาไวใ้ ห้ เชน่ เสื้อผ้าสขี าวเป็นของหน่มุ สาวท่ยี งั ไม่แตง่ งาน เส้อื ผา้ สีแดงและดาหรือมสี ีสนั
ตา่ งๆ เปน็ ของผู้ท่ีแต่งงานมเี ยา้ เรือนแลว้ เป็นต้น

ผ้าทอกะเหรี่ยง จดั เป็นงานช่างฝมี ือประเภทผา้ และผลิตภณั ฑ์จากผ้า ที่นิยมทากนั มา
นานแล้วในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรยี่ งแทบทกุ บ้าน ถอื เป็นศิลปะพ้นื บา้ นชนิดหนง่ึ โดยจะ
ทอด้วยเครอ่ื งทอผา้ แบบก่ีเอว จะมลี กั ษณะพิเศษสามารถเคล่ือนย้ายไปทอในที่ต่างๆ
ไดอ้ ยา่ งงา่ ยดาย

ประวัตคิ วามเป็นมา

จากคาบอกเล่าของผ้เู ฒ่าผ้แู กข่ องหมบู่ า้ น ทาใหท้ ราบว่ามีมานานต้ังแต่สมัยปูุย่าตายายและได้
ถ่ายทอดสืบต่อมา ก่ีทอผ้าในยุคก่อนทาจากไม้สัก เพราะเป็นไม้เน้ืออ่อน ผ่าตัดแต่งเป็นรูปทรงง่าย
ส่วนลวดลายผา้ ทีท่ อนนั้ ก็มเี พียงไม่กี่ลาย เชน่ ลายเมลด็ ฟักทอง ลายดอกพรกิ ลายแมงมุม และลายหัวเต่า
ซง่ึ ล้วนไดร้ บั แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมท้งั สิ้น นอกจากนี้ยงั นยิ มใช้ลกู เดอื ยปักตกแต่งบนผืน
ผา้ อย่างสวยงาม สาหรบั วตั ถดุ บิ หลกั ท่นี ามาใช้ในการทอผ้า คอื ฝาู ย ทง้ั น้ีเพราะดดู ความชื้นได้ง่ายผู้สวมใส่
จะรู้สึกเยน็ สบายเหมาะกับอากาศเมืองรอ้ น อกี ทัง้ ยงั ปลูกไดท้ ั่วไป นบั เป็นเอกลักษณ์ของผา้ ทอพื้นเมอื งชาวเขา
เผา่ กะเหรี่ยงอยา่ งแทจ้ ริง

งานชา่ งฝมี ือดง้ั เดิม (ผ้าและผลติ ภัณฑ์จากผา้ )

แรงบันดาลใจ/แนวคิด/ทีม่ า
ลวดลายผา้ ทีท่ อน้นั ก็มีเพยี งไมก่ ลี่ าย เช่น ลายเมล็ดฟักทอง ลายดอกพริก

ลายแมงมมุ และลายหัวเต่า ซึ่งล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและ
ส่ิงแ วดล้อมทั้งส้ิน นอ กจากนี้ยังนิยมใ ช้ลูก เดือยปักตก แต่ง บนผืนผ้า
อย่างสวยงาม จากคาบอกเล่าของผ้เู ฒา่ ผูแ้ กข่ องหมูบ่ า้ น ทาให้ทราบว่ามมี านาน
ตั้งแต่สมัยปูยุ า่ ตายายและได้ถา่ ยทอดสบื ต่อมา ก่ีทอผ้าในยุคกอ่ นทาจากไม้สัก
เพราะเปน็ ไมเ้ น้ือออ่ น ผ่าตัดแต่งเป็นรูปทรงง่าย ส่วนลวดลายผ้าท่ีทอน้ัน
ก็มีเพียงไมก่ ่ลี าย เช่น ลายเมล็ดฟักทอง ลายดอกพริก ลายแมงมุม และ
ลายหวั เตา่ ซงึ่ ล้วนไดร้ ับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มทง้ั สน้ิ

รายละเอยี ดเก่ียวกับมรดกภมู ปิ ัญญา
ประเภทผ้า
๑. ผ้าฝูาย ใชฝ้ ูายธรรมชาตลิ ้วน
2. ผ้าไหม
๓. ผ้าผสม ใช้ผ้าโทเรมาผสมผสานกบั ดา้ ยจากฝูายธรรมชาติ

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุก์ ะเหรีย่ งจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง

36

๒. ลักษณะลวดลายของผ้า

ลายผ้าของชนเผา่ กะเหรยี่ งสะทอ้ นให้เห็นถึงชีวติ ที่เรยี บ
ง่ายและความผูกพันกับธรรมชาติได้อย่างชัดเจน และ
ยังนาลวดลาย โบราณดั้งเดมิ ทสี่ ืบทอดกันมาผสมผสาน
กบั จินตนาการของผู้ทอจนเกดิ ลวดลายใหม่ ซง่ึ การทอผา้
ข อ ง ช าว ก ะ เ ห ร่ี ย ง มี เ ท ค นิ ค ใ นก ารท อ ที่ ห ล าก ห ล าย
คือ การทอสลบั สี การจก การยกดอก การปัก ประดับ
ด้วยด้ายหรอื พรมหลากสี และการตกแตง่ ด้วยลูกเดือย
ซ่งึ เปน็ เสนห่ ์อกี อยา่ งหนึง่ ของผา้ ทอกะเหรี่ยงท่ีมีความ
โดด เด่นอ ย่างชัด เจน มีล วด ลายต่างๆท่ีโ ดด เด่น
เช่น ลายเซะเคล้ หรอื ลายเสน้ ยาวต่อเน่อื ง, ลายปะทันดองหงายจดุ ลาย “แมงมุม” ลายชุยคอเหลาะ หรือ
เส้นตีนหมา ลายต้ามงิ คลิหรอื ลาย “ดวงตา” ลายตื่อดิ หรือลายไขม่ ด ลายอะพูหรอื ลายลกู เปน็ ตน้

จุดเดน่ ของผ้าและผลติ ภณั ฑ์จากผา้

ชนเผา่ กะเหร่ยี ง รวมมติ รเป็นกลุ่มชนเผ่าท่มี ีการผลติ สนิ คา้ งานฝีมอื และหัตถกรรมของผลติ ภณั ฑ์
ชุมชน และผลิตภณั ฑท์ ี่ผลติ บนทุนวัฒนธรรมของชนเผา่ ท่ีเดน่ ชัด การถักทอผา้ กะเหร่ียงจงึ เปน็ เอกลักษณ์และ
ศิลปะ “เยบ็ ปัก ถัก ทอ” ลวดลาย ชนเผ่ากระเหรี่ยง มีอัตลักษณ์สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่เรียบง่าย
และผกู พนั กับธรรมชาตไิ ด้อย่างชดั เจน ไม่วา่ จะเป็นการสร้างสรรค์ให้ก่อเกิดลวดลายและสีสันบนผืนผ้า
ไมเ่ น้นความฉูดฉาดเทา่ กบั ชนเผ่าอ่นื แต่ดงึ เอาความเรยี บงา่ ยทแ่ี ฝงไปดว้ ยความประณีตอนั เป็นวถิ ีของชนเผ่า
ลวดลายบนผืนผ้าของกระเหร่ยี งส่วนใหญ่ จะใชล้ วดลายโบราณดั้งเดิมท่ีสืบทอ ดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ
และในปจั จุบนั อาจมีการผสมผสานลวดลายท่ีเกดิ จากจินตนาการของผู้ทอ ชนเผ่ากระเหร่ียงยังมีเทคนิค
การทอลายสลับสี เทคนคิ การจก เทคนิคการยกดอก การปัก ประดับดว้ ยด้ายหรือพรมหลากสีให้เป็นลวดลาย
และการปักประดับตกแตง่ ด้วยลกู เดอื ย ซึ่งสรา้ งความโดดเด่นอยา่ งชัดเจน

สาหรับวตั ถดุ บิ หลกั ที่นามาใช้ในการทอผ้า คือ ฝาู ย ทัง้ นีเ้ พราะดูดความชน้ื ได้งา่ ยผสู้ วมใส่จะรูส้ ึก
เยน็ สบายเหมาะกบั อากาศเมืองรอ้ น อีกทัง้ ยงั ปลกู ได้ทว่ั ไป นับเปน็ เอกลักษณข์ องผา้ ทอพ้นื เมืองชาวเขาเผ่า
กะเหรีย่ งอยา่ งแท้จรงิ

คุณสมบตั ขิ องผ้าและผลิตภัณฑจ์ ากผ้า

เทคนคิ การทอผา้ ของกะเหร่ียง มลี าดบั ขัน้ ตอน ตงั้ แต่การเรียงดา้ ย โดยใชเ้ สน้ ดา้ ยทมี่ สี ีสนั และจานวน
ตามลวดลายท่ไี ด้กาหนดไว้ วนไปตามหลกั ไม้ที่นามาขน้ึ เป็นหลกั อยา่ งเปน็ ระเบียบ ซ่ึงกะเหร่ียงนิยมทอผ้า
ด้วยกีเ่ อว ซงึ่ เป็นกี่ขนาดเลก็ ตอ้ งอาศัยความชานาญในการทอ เพอ่ื ให้ไดฝ้ มี ือทสี่ มา่ เสมอ จึงจะทาให้เน้ือผ้าทที่ อ
เกดิ ความแน่น เรียบเนียนตลอดท่ัวทง้ั ผืน

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาตพิ นั ธุก์ ะเหร่ียงจงั หวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

37

วัสดอุ ุปกรณแ์ ละอปุ กรณ์

1) กง เป็นเครอ่ื งมือสาหรับใสไ่ หมท่ีเปน็ ปอย (ไน) แลว้ นาไปกรอใสใ่ น
2) อัก ใชค้ ่กู บั กงจะรับเส้นไหมจากกงมาใส่ไว้ใน
3) หลา ไน หรือเคร่อื งกรอหลอด
4) หลอดกรอไหม ใชส้ าหรับใสเ่ สน้ ไหม
5) ฮัง (ที่เสยี บหลอด) เป็นทเ่ี ก็บหลอดกรอไหม
6) กา้ นสวย (กระสวย) ใช้ค่กู ับหลอด
7) กี่ทอผา้ หรอื กี่กระตุก เปน็ เครือ่ งมอื ท่ีใช้สาหรบั ทอผ้าใหเ้ ป็นผนื สาเร็จออกมา
8) ฟมื (ฟันหวี) เปน็ เคร่อื งมือทใี่ ช้สาหรับแยกเสน้ ไหมยืนให้ออกจากกัน
9) ตะกอ ทาจากเส้นด้ายปาุ น ที่มคี วามแข็งแรง เหนียวแน่น ทาหนา้ ทย่ี กเส้นไหมให้ขน้ึ ลง
10) กรรไกร ใช้สาหรบั ตัดตกแตง่ ผา้ ไหม
11) ผัง ใชส้ าหรบั ตงึ ริมผ้าให้เสมอกนั มลี กั ษณะเปน็ ไมย้ าวเทา่ กบั ความกวา้ งของผ้า

ขั้นตอนการผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์จากผา้

โดยใช้ไหมจากผ้าฝูายเนื้อดีมาปั่น เพ่ือให้ได้เส้นด้าย 2 เส้นประกอบกันแล้วนาไปพันบนไม้
ซึ่งเป็นอปุ กรณก์ ารทอผ้า กอ่ นลงมือทอดว้ ยการใชม้ ือทอลว้ นๆ ทอด้วยมอื ทลี ะเสน้ ๆ ผืนหน่ึงใชเ้ วลาไม่ตา่ กว่าครึง่ วัน

ผลงานของผา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากผา้

ผา้ ทอมือ สามารถแปรรูปได้เป็นผลติ ภัณฑ์และสินค้า
ต่างๆ เช่น เสื้อ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าถุง กระโปรง และ
นาไปใช้เปน็ เครอ่ื งประดบั ตกแตง่ บ้าน เช่น ผา้ คุลมโต๊ะ
ปลอกหมอนอิง เปน็ ตน้

เอกลักษณ์ อตั ลกั ษณ์ และจดุ เด่น

วัฒนธรรมการผลิตผ้าทอกะเหรี่ยง เป็นผ้าคงความเป็น
เอกลกั ษณเ์ ดิมในความเปน็ วัฒนธรรมของชนเผา่ กะเหรย่ี งทั้งในด้าน
วิธกี ารข้ันตอนการทอและลวดลายต่าง ๆ การทอผ้าของกะเหร่ียง
จะตอ้ งกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการทอก่อนวา่ จะทอเพ่ือใช้ทาอะไร
เช่น ทอย่าม ทอเสื้อ ทอผ้าถงุ และตอ้ งกาหนดขนาดไปพร้อมกนั ด้วย
ทัง้ นเ้ี นื่องจากลกั ษณะของเครอ่ื งนงุ่ หม่ ของชนเผา่ กะเหร่ียงเป็นการ
นาผ้าแตล่ ะชน้ิ มาเย็บประกอบกัน โดยไม่มกี ารตดั (ยกเว้นความยาว) ดังน้นั การทอผา้ แตล่ ะครั้งจึงตอ้ งกะใหไ้ ด้
ขนาดทจ่ี ะนามาเย็บ แลว้ สวมไดพ้ อดตี วั กะเหร่ยี งไม่มีเคร่ืองมือท่ีใช้เป็นมาตรฐานในการวัด จึงต้องใช้วิธี
คาดคะเนโดยอาศัยความเคยชิน โดยผูท้ อจะยดึ รปู รา่ งของตนเป็นแบบการทอผ้าของกะเหร่ียง มี 2 ชนิด
คอื การทอธรรมดา หรอื ทอลายขดั และการทอเป็นลวดลายผ้าทอกะเหร่ียง จะย้อมสีเส้นด้ายด้วยวัสดุ
จากธรรมชาติโดยจะกะดา้ ยใหเ้ พียงพอในการขึ้นเครื่องทอแต่ละคร้ัง เพ่ือให้ได้สีที่ เหมือนกันการย้อมสี
ธรรมชาติท่ีไดม้ าจากเปลือกไม้ท่ีไดจ้ ากในปุา มีวิธีแตกต่างกนั ไปโดยขึ้นอยู่กับวสั ดุทนี่ า้ มาใช้

มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุม่ ชาติพนั ธกุ์ ะเหรยี่ งจังหวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง

38

การสืบสาน สร้างสรรค์และพัฒนาต่อยอดผ้าและผลิตภณั ฑจ์ ากผา้

ชาวกะเหรย่ี งรวมมิตรมีสืบทอดเอกลักษณ์ของชนเผ่ากะเหร่ียง สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้

ในการทอผ้านามาใชก้ นั เองในชมุ ชน และนาออกมาจาหน่ายให้แกผ่ ้ทู ่สี นใจ โดยเฉพาะนกั ท่องเที่ยวท่ีมาเท่ียว
ในชุมชน และมศี นู ย์เรยี นรใู้ ห้กับผทู้ ่สี นใจสามารถมาเรยี นรู้และดขู น้ั ตอนการทาครบกระบวนการ

รายชอื่ ผ้สู บื ทอดหลกั อาย/ุ อาชพี องคค์ วามรู้ดา้ นที่ สถานท่ตี ดิ ตอ่ /
ได้รับการสบื ทอด โทรศพั ท์
รายชอื่ บุคคล/หวั หน้าคณะ/กลุ่ม/
สมาคม/ชมุ ชน 42 ปี / ทอผา้ การทอผา้ 0893730783

กลมุ่ ทอผา้ กะเหร่ยี งรวมมติ ร

นางสางแสงสรุ ี เฉลิมเล่ียมทอง

มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพนั ธกุ์ ะเหร่ียงจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง

39

หมูบ่ า้ นทงุ่ โคง้ มีประชากร ประมาณ 464 คน 160 ครวั เรือน ชาย 244 คน หญงิ 220 คน

ประกอบด้วย 1.กลุ่มชาตพิ นั ธุก์ ะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) 90 %

2. กลุ่มชาติพนั ธไุ์ ทยวน 10 %

ลกั ษณะกายภาพของพ้ืนท่ี

บ้านทุ่งโค้ง หม่ทู ่ี 10 ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชัย จงั หวัดเชยี งราย สภาพโดยทั่วไป พน้ื ทสี่ ่วนใหญ่
เป็นทรี่ าบเชงิ เขาเหมาะสาหรับการเกษตร เช่น ทานา ทาไร่ สภาพดนิ มคี วามอดุ มสมบรู ณ์ปานกลาง มีอ่างเก็บ
น้าแม่ตา๊ กและห้วยกา้ งปลาเปน็ แหล่งนา้ สาคญั ในการทาการเกษตร ส่วนพื้นทด่ี ินและเชงิ เขาสภาพดิน มีความ
อดุ มสมบรู ณต์ ามธรรมชาติ บางสว่ นของพ้ืนทีข่ องตาบลดอนศิลา ยงั เปน็ ปา่ ธรรมชาติ เปน็ แหล่งต้นน้าลาธา ร
[4]

แผนทเี่ ดนิ ดิน

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง

40
ประวัติศาสตร์ของกลมุ่ ชาติพันธ์ุ

บา้ นทุง่ โคง้ ชาวบ้านมเี ช้อื สายกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) อพยพย้ายถน่ิ ฐานมาจากบ้านไม้สลี
อาเภอล้ี จังหวัดลาพนู (ปจั จบุ ันอยใู่ นเขตอาเภอทงุ่ หัวช้าง จังหวัดลาพูน) เมื่อปี พ.ศ.2440 มาต้ังรกราก
ท่ีบ้านทงุ่ โค้งจนถึงปจั จุบนั ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2490 กลุ่มชาติพันธ์ุกะเหร่ียงบ้านทุ่งโค้ง นับถือศาสนาพุทธ
ที่มีวัฒนธรรมและประเพณี ความเชอื่ ผีดวงวิญญาณ การเล้ียงผหี ม่บู า้ น

อาชีพของชุมชนกลมุ่ ชาติพนั ธุ์กะเหรย่ี งบา้ นทงุ่ โค้ง

ประชากรในหม่บู า้ น มอี าชีพ ทานา ทอผา้ การเกษตร เล้ยี งสตั ว์ รบั จา้ งทวั่ ไป

นาดา

การปลกู ขา้ วในนาดา
1. การเตรยี มดินสาหรบั ปลูกขา้ วแบบปักดา

ต้องทาการเตรยี มดิน การไถดะ การไถแปร และ
การคราด การไถและคราดในนาดามักจะใช้แรงแทร็กเตอร์
ขนาดเลก็ ท่ีเรียกวา่ ควายเหลก็ หรอื ไถยนต์เดนิ ตาม คันนาแบง่
กัน้ ออกเปน็ แปลงเล็ก ๆ ขนาดแปลงละ 1 ไร่ หรือเล็กกว่านี้
มไี วส้ าหรบั กกั เกบ็ นา้ หรือปลอ่ ยน้าทงิ้ จากแปลงนา นาดาจึงมี
การบังคับน้าในนาไดบ้ า้ งพอสมควร
2. การตกกลา้ /ถอนกลา้

การต กก ล้าใ นดินเปียก จะต้อง เลือ กห าพ้ื นที่
ทมี่ ีความอดุ มสมบรู ณ์ของดินดีเป็นพิเศษ มีน้าพอเพียงกับ
ความตอ้ งการ การเตรียมดนิ กม็ กี ารไถดะ ไถแปร และคราด
แตต่ ้องยกเปน็ แปลงสงู กว่าระดับน้าในผืนนานั้นเพ่ือไม่ให้
เมล็ดทหี่ วา่ นลงไปจมนา้ และดินนั้นเปียกช่มุ อยเู่ สมอด้วย

3. การปักนาดา
การปกั ดา เม่ือตน้ กลา้ มีอายปุ ระมาณ 25-30 วนั จากการ
ตก/ถอนกล้าในดินเปียก ถอนต้นกล้าข้ึนมาจากแปลงแล้ว
มดั รวมกนั เปน็ มัด ๆ ถ้าต้นกล้าสูงมากก็ให้ตัดปลายใบท้ิง
ปกั ลงในดนิ ท่ีมนี ้าขงั พอประมาณ

มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพนั ธ์กุ ะเหรี่ยงจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถชี วี ติ ชาวกะเหรยี่ ง

ลาไย 41
มันสาปะหลัง
หน่อไม้ ลาไย Euphoria Longana Lam. จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสาคัญของ
การทอผ้า ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคเหนือ คือ จังหวัด
เชียงใหม่ และจังหวัดลาพนู จงั หวัดเชียงราย ถือว่าเปน็ พืน้ ทที่ ีป่ ลูกลาไย
ดั้งเดิมและสาคญั ทสี่ ดุ ของประเทศโดยมีพืน้ ท่ีลาไยแห้งทั้งเปลือกน้ัน
ส่งออกไปยังประเทศจีน และหลายประเทศ [5]

มันสาปะหลัง เป็นพืชทีป่ ลกู งา่ ยเมือ่ เปรยี บเทียบกับพืชชนดิ อน่ื
เป็นพชื ทที่ นต่ออากาศแห้งแล้ง และแปรปรวนได้ดี สามารถเจรญิ เติบโต
ได้ดีท่ีมคี วามอุดมสมบูรณ์ตา่ อายกุ ารเก็บเกี่ยวก็สามารถยืดหยุ่นได้
สามารถท้ิ ง หั ว มั นส าป ะ ห ลั ง ไ ว้ ท่ี ดิ นรอ จนก ว่ าราค าจะ ดี ต าม ค ว าม
ต้องการ หรอื จนกว่าจะมรี าคาเพยี งพอ ซง่ึ อาจจะชะลอการเก็บเก่ียวได้
ต้งั แต่ 8 – 14 เดือน โดยทาให้หัวมีคุณภาพลดตา่ ลงมากนัก [6]

ไผ่ เปน็ พชื ที่สามารถนาหน่อมากินได้แล้วน้ัน ยังสามารถนามาใช้
ประโยชน์ได้หลากหลายอกี ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนาไมเ้ พ่ือเป็นไมค้ า้ ยัน
ในแปลงไมผ้ ล ตลอดจนนาส่วนต่างๆ ไปใชง้ านที่หลากหลายถึงนับว่า
เป็นไม้ที่นามาใชป้ ระโยชน์ได้มาก

ผหู้ ญิงชาวกะเหรย่ี งจะได้รบั การถ่ายทอดความรู้ ทกั ษะฝีมอื
การทอผา้ จากผ้เู ปน็ มารดาตัง้ แต่ยังเปน็ เด็กหญิงในวัยประมาณ 10 ปี
ซ่ึงผู้หญงิ ชาวกระเหรย่ี งมักจะทอเสอ้ื ผ้าสาหรับใชส้ วมใส่ในชีวิตประจาวัน
ทัง้ ของตนเองและสมาชกิ ภายในครอบครวั หรือทอเก็บไวใ้ นงานพธิ ีสาคัญ
ต่าง ๆ เชน่ งานแต่งงาน งานประเพณี เปน็ ต้น

มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหร่ียง

42
การนับถือศาสนา

กลุ่มชาติพั นธุ์กะเหร่ียงบ้านทุ่งโค้ง นับถือศาสนาพุทธ
ที่มีวัฒนธรรมและประเพณี ความเชื่อผีดวงวิญญาณ การเลี้ยงผี
หมบู่ า้ น ปีละ 2 ครั้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และมิถุนายน
ของทกุ ปี ถือเปน็ วดั หยุดประจาของหมู่บ้าน พิธีกรรมจะมีผู้เฒ่า
ฝา่ ยชายเปน็ คนทาพิธีในปา่ ศกั ดิ์สทิ ธข์ิ องหม่บู า้ นโดยแต่ละหลังคาเรือน
จะนาไก่สดหลังคาละ 1 ตวั มาฆา่ ในปา่ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ การประกอบพิธี
จะไมอ่ นญุ าตใหห้ ญิง หรือคนต่างถ่ินเข้ามาในป่าศักด์ิสิทธิ ของ

หมบู่ า้ นในวันประกอบพิธี พิธีกรรมจะมกี ารจดุ ธปู เทียนบวงสรวงขอ
ขมาเจา้ ท่ี มีกรวยดอกไมแ้ ละธปู เทียน และไก่สด หลังคาละ 1 ตัว
มาบวงสรวงเจ้าทใี่ นปา่ ศักด์ิสิทธ์ิ การจัดบวงสรวงในป่าศักดิ์สิทธิ์
จะใช้เวลาประมาณ 1 วนั

ความเชอื่ การเสียผีก่อนแต่งงาน หลังคาเรือนบ้านที่มี
ผู้หญิงท้องกอ่ นแต่จะตอ้ งมกี ารเลยี้ งหมู 1 ตวั เพื่อบวงสรวงขอขมา
ผหี มู่บา้ น และแจกเกลือ

การแต่งกาย กล่มุ ชาตพิ ันธกุ์ ะเหรี่ยงบา้ นทุง่ โค้ง

กะเหรี่ยงทอผา้ จนเปน็ วฒั นธรรมประจากลุ่มชาตพิ นั ธุ์
- เส้ือเด็กแ ละห ญิงสา ว จะเป็นชุด ท รง ก ระส อบ ผ้าฝ้าย

พื้นขาว ทอหรือปักประดบั ลวดลายให้ งดงาม
- เสอื้ ผู้หญงิ ที่มคี รอบครัวแล้วจะสวมเสอื้ สดี า นา้ เงิน และผ้านุ่งสี

แดง คนละทอ่ น ตกแต่งด้วย ลูกเดือย หรอื ทอยกดอก ยกลาย
- เสอ้ื ผู้ชาย กะเหร่ียง สว่ นมากจะสวมเสอ้ื ตัวยาวถงึ สะโพก ตัวเสื้อ

จะมกี ารตกแต่งด้วยแถบสีไม่มีการปักประดับเหมือนเสื้อผู้หญิง
นุ่งกางเกงสะดอ นิยมใชส้ รอ้ ยลกู ปดั เป็นเครื่อง ประดบั และสวมกาไล
เงนิ หรอื ตมุ้ หู

สถานการณข์ องชุมชนกลมุ่ ชาติพนั ธุ์

บ้านทุ่งโคง้ หมูท่ ่ี 10 ตาบลดอนศิลา อาเภอเวยี งชัย จงั หวัดเชียงราย ประชาชนในหมู่บ้าน
จะมเี อกสารสทิ ธิการครอบครองท่ีดินเปน็ โฉนดที่ดนิ สถานภาพบุคคลมบี ตั รประชาชนทุกคน พ้ืนที่ส่วนใหญ่
เป็นที่ราบ เหมาะสาหรับ การเพาะปลูก มีวัฒนธ รรมค วามเป็นอยู่ไม่ต่าง จาก คนในพ้ืนท่ีใกล้เคีย ง
มคี วามกลมกลนื ในท้องถิ่นใกล้เคียง

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาติพันธกุ์ ะเหร่ยี งจังหวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหรีย่ ง

43

แกงยอดฟักข้าว
จากวถิ ีชีวิตของคนกระเหร่ียงที่พ่ึงพาอาศัยอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้น

อาหารหลักของคนกระเหรี่ยงสว่ นใหญ่ได้แก่ พืชผักหรือสัตว์ท่ัวไปท่ีหา
ได้จากธรรมชาติ เป็นการผสมผสานวัตถุดิบจากธรรมชาตินามาปรุงแต่ง

โดยเน้นพืชผกั และวิธกี ารปรงุ ทเี่ รียบง่ายไม่ซับซอ้ น และนยิ มอาหารท่ีมีรส

เผด็ จดั

ประวัติความเป็นมา

จากวถิ ีชวี ิตการรับประทานอาหารของชาวกะเหรี่ยง
จะพึ่งพาอาศัยพชื ผักท่ีขน้ึ ตามธรรมชาติ ฟักข้าวเป็นพืชที่ขึ้นอยู่

ตามธรรมชาติ มักจะพบในบรเิ วณปา่ เบญจพรรณ ป่าดงดิบ เปน็ ไม้

เถาเล้อื ยพาดพันต้นไมใ้ หญ่ ชาวบ้านมักจะนายอดอ่อนมาแกง
กบั เนอ้ื สตั ว์ โดยจะมีรสชาตอิ อกขมคล้ายกับมะระ แต่เป็นผักที่
อุดมไปด้วยสารอาหารทีม่ ปี ระโยชน์ตอ่ ร่างกายมีฤทธต์ิ อ่ ตา้ นมะเร็ง
นับไดว้ า่ เปน็ ภูมิปญั ญาของชาวบา้ นทีน่ าผักทีม่ ีประโยชน์อยา่ งมาก

ต่อรา่ งกายนามาเปน็ ส่วนประกอบในการทาเมนูอาหารในการ
ดารงชีวติ ของชาวกะเหรย่ี ง

ความรู้และการปฏิบัติเกีย่ วกับธรรมชาตแิ ละจกั รวาล (อาหาร และโภชนาการ)

แกงยอดฟักข้าว 5. เน้ือหมยู า่ ง
ส่วนประกอบ 6. ยอดฟักขา้ ว
1. พริกแหง้ 7. ข้าวสารแช่คา้ งคืน
2. เกลือเมด็
3. กระเทียม
4. ใบมะกรดู

ข้ันตอนการทา 1. นายอดฟกั ข้าวไปเด็ดใหเ้ ปน็ ชนิ้ พอดคี า นาส่วนทแ่ี กอ่ อก แล้วนาไปแช่น้าเปล่าไว้กอ่ น
2. นาพรกิ เกลอื กระเทียม มาตารวมกนั
3. จากน้ันนาเนือ้ หมไู ปยา่ ง พอสกุ แลว้ กน็ ามาห่นั เปน็ ชน้ิ พอดคี า
4. นาเนื้อหมูย่างท่ีหนั่ ไว้มาค่วั กับพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้
5. นาข้าวสารที่แชค่ ้างคืนไวม้ าโขลกใหล้ ะเอียด
6. พอพรกิ กับเน้อื หมูเรมิ่ เข้ากันแลว้ ก็นาผกั ลงไป คนให้เขา้ กบั พริกและเน้ือหมู
7. จากนนั้ ก็เตมิ นา้ ลงไปให้พอดี ไม่ตอ้ งมากหรอื น้อยจนเกนิ ไป
8. พอนา้ เดือดแลว้ กน็ า้ ข้าวแช่ตาใส่ลงไป เพ่อื ท่ีจะทาใหน้ ้ามีสขี นุ่ มรี สชาติอรอ่ ยยงิ่ ขน้ึ
9. รอแกงสุกแล้วปดิ แกส๊ ตกั พรอ้ มเสิรฟ์ รับประทานได้

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธ์กุ ะเหรยี่ งจังหวดั เชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรี่ยง

44
เอกลักษณ์ อตั ลักษณ์ และจดุ เด่น

อาหารของชาวกะเหร่ยี งจะใช้วตั ถดุ บิ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นามาผสมผสาน
กันประกอบกับมีวิธีการปรุงอาหารท่ีเรียบง่าย แต่อาหารมีรสชาติอร่อยและ

กลมกลอ่ ม รวมไปถึงมีสารอาหารทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อร่างกาย ปลอดสารพษิ

การสบื สาน สรา้ งสรรคแ์ ละพัฒนาตอ่ ยอดอาหาร

เมนูอาหารกะเหร่ียงมมี ากมายหลายอย่างที่ลูกหลานยังคงสบื ทอดวัฒนธรรมดา้ นอาหารมาจาก
บรรพบุรุษ แต่เน่ืองจากสภาพแวดล้อมและสงั คมรอบขา้ ง ทาใหก้ ารทาอาหารกะเหรีย่ งเพ่ือรบั ประทานภายใน
ครอบครัวลด น้อยลงไป ส่วนมากจะเป็นการซ้ืออ าหารท่ีปรุง เสร็จมาแล้ว จากตลาดมารับประทาน
เนื่องจากทุกคนต้องไปทางานเพื่อหาเงินเลี้ยงชพี ประกอบกบั หมู่บ้านอ่นื ทีอ่ ย่ลู อ้ มรอบเปน็ ชาวพืน้ เมอื งล้านนา
ดังนน้ั อาหารทซี่ อ้ื นามารบั ประทานก็จะเปน็ อาหารของคนพ้ืนเมอื ง [6]

รายชือ่ ผู้สบื ทอดหลัก

รายชอื่ บคุ คล/หัวหน้าคณะ/ อาย/ุ อาชพี องค์ความรูด้ ้านที่ สถานทต่ี ิดตอ่ /โทรศัพท์
กล่มุ /สมาคม/ชมุ ชน ได้รบั การสืบทอด
55 ปี / ทาไร่ ทานา 088 237 9162
นางติ๊บ ไทยใหม่ 55 ปี / ทาไร่ ทานา การทาอาหาร / 45 ปี -
นางชาลี แสนขา 69 ปี / - การทาอาหาร / 45 ปี -
นางแกว้ รงุ้ ดี 63 ปี / ทาไร่ ทานา การทาอาหาร / 59 ปี -
นางต๊บิ รงุ้ ดี 50 ปี / ทาไร่ ทานา การทาอาหาร / 53 ปี
นางเงนิ แปงชัย 42 ปี / รบั จ้างท่ัวไป การทาอาหาร / 40 ปี 082 393 8126
นางสุภาวดี รุ้งดี 40 ปี / ทาไร่ ทานา การทาอาหาร / 30 ปี -
นางเสาวภา รุ้งดี 78 ปี / ค้าขาย การทาอาหาร / 28 ปี -
นางมุกดา หลา้ เป็ง การทาอาหาร / 68 ปี
098 813 5220

มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ะเหรย่ี งจังหวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชีวติ ชาวกะเหรี่ยง

45

ผ้าทอกะเหรยี่ ง (ชุมชนบ้านหว้ ยหินลาดใน)
ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงจะได้รับการถ่ายทอดค วามรู้ ทักษะฝีมือ

การทอผ้าจากผเู้ ป็นมารดาตัง้ แตย่ งั เป็นเด็กหญงิ ในวยั ประมาณ 10 ปี
ซึ่งผู้หญิงชาวกระเหร่ยี งมักจะทอเสอ้ื ผา้ สาหรบั ใชส้ วมใส่ในชวี ติ ประจาวัน
ท้งั ของตนเองและสมาชกิ ภายในครอบครวั หรือทอเกบ็ ไวใ้ นงานพธิ ีสาคญั
ต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานประเพณี เป็นต้น

ประวตั คิ วามเป็นมา

ผ้าทอกะเหร่ียง เป็นมรดกภูมิปญั ญาท่สี ืบทอดกนั มาตง้ั แตบ่ รรพบรุ ษุ โดยคนที่เป็นแม่จะถ่ายทอดให้กับ
ลูกสาว โดยผา้ ทชี่ าวกะเหร่ียงทอขึ้นมาน้ันจะทอเพื่อใช้ในชีวิตประจาวันสาหรับตนเองและสมาชิกในครองครัว
อาทเิ สื้อ ผ้าถงุ ย่ามผ้าหม่ หรอื ผา้ อนื่ ๆทีใ่ ช้ภายในบ้าน จะเน้นความสวยงามและความหนาของเนื้อผ้า ซึ่งแต่เดิม
ชาวกะเหรย่ี งจะปลูกฝา้ ยเอง นาฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย ยอ้ มด้วยสีธรรมชาติ สร้างลวดลายด้วยการทอ การปัก
ด้วยเสน้ ไหม และลกู เดือย แต่ปจั จบุ นั จะเป็นการซอ้ื เสน้ ดา้ ยที่ทาจากฝา้ ยและนามาทอผ้าดว้ ยกเี่ อว การทอผทู้ อ
ต้องน่งั กับพ้นื เหยยี ดขาตรงไปขา้ งหน้าทั้งสองขา้ งเสน้ ยนื มีสายหนังคาดรัดโอบไปด้านหลัง ใช้นิ้วหรือไม้ไผ่
ซเ่ี ล็ก ๆ สอดดา้ ยพุ่ง และใชไ้ มแ้ ผน่ กระแทกเส้นด้ายใหแ้ น่น จากนั้นจึงนาผ้าท่ีได้จากการทอมาตัดเย็บเป็น
เคร่อื งนงุ่ ห่ม และตกแตง่ เพ่ิมความสวยงามดว้ ยลกู เดอื ย หรอื อาจจะเป็นลวดลายท่ีเกดิ จากการทอ

งานช่างฝีมอื ดง้ั เดิม (ผา้ และผลิตภัณฑจ์ ากผ้า)

แรงบนั ดาลใจ/แนวคดิ /ทมี่ า
ชาวกระเหรี่ยงทอี่ าศัยอยทู่ บ่ี า้ นทุง่ โค้ง อาเภอเวียงชัย ยังคงรักษา

ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณีของชาติพันธุ์ตนเองไว้อย่าง
เขม้ แขง็ ถึงแมจ้ ะล้อมรอบด้วยวัฒนธรรมของชาวล้านนากต็ ามหญงิ สาว
ทกุ คนยังคงสืบทอดมรดกภูมปิ ัญญาการทอผ้ากระเหรีย่ ง และจะทาการ
ทอผ้า และตัดเยบ็ เพ่ือนามาสวมใสด่ ว้ ยตนเองทุกผืน ซงึ่ บง่ บอกถึงความ
ภาคภูมใิ จท่ไี ด้เกิดมาเป็นลกู หลานของชาวกะเหร่ียง

ประเภทผา้ นาผา้ ฝ้ายไปย้อมสตี ่าง ๆ เพื่อนามาทอเป็นผนื สาหรับตดั เย็บ

ลักษณะลวดลายของผ้า

ศลิ ปะลวดลายบนผนื ผ้าของชนเผ่ากะเหรีย่ งบา้ นทงุ่ โค้ง มเี อกลักษณ์ที่แสดงถึง
ตวั ตนของชนเผา่ กะเหรย่ี ง ทสี่ ืบทอดมาจากบรรพบรุ ุษ ลวดลายตา่ ง ๆ มกั เกิดจาก
การสงั เกต การใชจ้ นิ ตนาการนาเอาลกั ษณะเดน่ จากสิ่งทพ่ี บเห็นในธรรมชาติและ
สงิ่ แวดล้อมรอบตัว ทง้ั พืชพรรณ ดอกไม้ ต้นไม้ สัตวน์ อ้ ยใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้ใน
ชีวิตประจาวัน มาประยุกต์ถ่ายทอด ลงสู่ลวดลายบนผืนผ้าได้อย่างงดงา ม
และมีการปกั ประดับตกแตง่ ดว้ ยเมลด็ ลูกเดอื ย เปน็ ต้น

มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพันธกุ์ ะเหรย่ี งจังหวดั เชียงราย

ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ียง

46
จุดเด่นของผา้ และผลิตภณั ฑ์จากผ้า

ด้วยฝีมือการทอผ้าผสมผสานกับเท คนิคแ ละภูมิปัญญาท่ี ส่ังส ม
และถูกถ่ายทอดสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษ สืบต่อกันมาหลายช่ัวอายุค น
ทง้ั เทคนิคการมัดหมี่ จก ขิด และยกดอก ผ้าทอของชนเผา่ กะเหร่ียงจึงมีความ
งดงาม โดดเด่นดว้ ยสีสันตระการตา รวมไปถงึ การปักและประดับบนผืนผ้าทอ
ท่ีหญิงชาวกะเหรย่ี งบรรจงปักอย่างประณีต ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติ
อย่าง“ลูกเดอื ย” ตกแต่งเป็นลวดลายตา่ ง ๆ อย่างงดงาม ถือเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะของผ้าท อ ช นเผ่าก ะเห รี่ย ง อ ย่าง ห น่ึ ง ที่ส ะท้อ นตัว ต นข อ ง ค ว ามเป็น
ชนเผา่ กะเหรย่ี งได้อยา่ งชดั เจน

คุณสมบัติของผา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากผา้

ผา้ ทอกะเหร่ียง มีลกั ษณะเป็นผ้าทอหน้าแคบ ท่ีใช้เครื่องมือทอแบบ
ห้างหลงั หรอื ที่เรียกกันวา่ ก่เี อว ผ้าที่ทอจะถกู กาหนดตามความต้องการใช้
งานตงั้ แตเ่ ริ่มตน้ ทอ เช่น ผ้าทอสาหรับเสื้อ ผ้าทอสาหรับผ้าซ่ิน ผ้าทอ
สาห รับ ผ้าโพก ศีรษะ หรือผ้าท อสา หรับท าเป็ นย่าม เป็นต้น ท้ัง น้ี
ผา้ ท่จี ะนามาทอจะเป็นผา้ ฝ้ายท่ีสวมใสส่ บาย สามารถใส่ได้ทุกสภาพอากาศ

วสั ดอุ ุปกรณ์และอุปกรณ์ 4. หนงั คาดเอว
5. แหน
1. ดา้ ย หรือ ฝ้าย
2. ไม้หลาบ 6. ทาเบลิง

3. ไม้กีบ

ข้นั ตอนการผลิตผ้าและผลติ ภัณฑ์จากผา้

1. นาด้ายมาม้วนให้เปน็ กอ้ นกลมๆ
2. นาทาเบลิง วางไวใ้ ห้พอเหมาะกบั ความตอ้ งการ ประมาณระยะให้ไดข้ นาด

ท่จี ะทอ นาอุปกรณเ์ สียบไวต้ ามรทู ่ตี อ้ งการ

4. นาด้ายเปน็ กอ้ นมามว้ นโดยการสลบั สี คลอ้ งด้ายไปมาลักษณะคล้ายแถว
เรียงหนา้ กระดานใหไ้ ดข้ นาดตามความตอ้ งการแล้วยกลง

5. เม่ือมว้ นเสรจ็ ก็เอาถอดออกมาทั้งหมดในแนวนอน ดึงอปุ กรณ์ออกจากทาเบลงิ
6. เสยี บล่คู ูใหไ้ ด้ขนาด 45 องศา แล้วเรม่ิ การทอไปเรื่อย ๆ การยกดอกหรอื ลายต่าง ๆ ข้ึนอยกู่ ับจนิ ตนาการของผทู้ อ

7. ทอเสรจ็ นามาตดั เยบ็ เป็นรูปร่าง แล้วแตค่ วามตอ้ งการของผู้ทอ

มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุม่ ชาตพิ ันธ์ุกะเหร่ยี งจังหวัดเชยี งราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหรี่ยง

47

ผลงานของผา้ และผลิตภัณฑจ์ ากผ้า เสือ้ กระเหรี่ยง (หญงิ )

เสื้อกระเหร่ยี ง (หญงิ )

เสอ้ื กระเหร่ียง (หญงิ ) เส้อื กระเหรย่ี ง (หญิง)

เสื้อกระเหรี่ยง (ชาย) เสือ้ กระเหร่ยี ง (ชาย)
ย่าม ยา่ ม

ผ้าซน่ิ ผา้ ซ่นิ

เอกลักษณ์ อตั ลกั ษณ์ และจุดเด่น

เอกลักษณ์ของผา้ ทอกะเหร่ยี งจะอยู่ที่มีลักษณะเปน็ ลวดลายด้ังเดิมท่ี
ปรากฎบนผืนผ้าทอกะเหรย่ี งท่ีสบื ทอดตอ่ กันมา จากบรรพบรุ ุษหลายชั่ว
อายุคน เชน่ ลักษณะลายเปน็ สเี่ หลี่ยมขนมเปียกปูน ลายดอกไม้ลาย
เสน้ ตรง ลายกากบาท เปน็ ต้น และการปักประดับด้วยลูกเดอื ย รวมไปถึง
สีสันท่สี วยงาม ที่สามารถบง่ บอกถึงความเปน็ ชนเผ่ากระเหร่ียงได้อย่าง
ชดั เจน

มรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพันธก์ุ ะเหร่ียงจงั หวัดเชียงราย

ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหร่ียง


Click to View FlipBook Version