48
การสบื สาน สรา้ งสรรค์และพัฒนาตอ่ ยอดผา้ และผลติ ภณั ฑ์จากผา้
หญงิ สาวทุกคนในบ้านทุ่งโค้ง อาเภอเวียงชัย จะได้รับการ
ถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญา ในการทอผ้ากระเหร่ียงจากมารดา
ซ่งึ ชาวบ้านยงั คงทอและนุ่งเองกนั ทกุ ครัวเรือน แต่เน่อื งจากในพื้นที่
อาเภอเวยี งชัยมเี พียงหม่บู า้ นทงุ่ โคง้ ทม่ี ีประชากรเปน็ กล่มุ ชาติพันธุ์
กระเหรี่ยง ทาใหผ้ า้ ทอกะเหรยี่ งของอาเภอเวยี งชัยยังไมแ่ พรห่ ลาย
จะเป็นเพียงการสวมใส่เฉพาะภายในหมู่บ้าน ท้ังน้ี ลูกหลาน
ชาวกะเหรีย่ งทกุ คนยังคงรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายของชาว
กะเหรีย่ งไดอ้ ย่างเหนยี วแน่น [7]
รายชื่อผูส้ ืบทอดหลัก
รายช่ือบคุ คล/หัวหนา้ คณะ/กล่มุ / อายุ/อาชีพ องคค์ วามรู้ด้านท่ี สถานทต่ี ดิ ตอ่ /
สมาคม/ชมุ ชน ไดร้ บั การสบื ทอด โทรศพั ท์
นางต๊บิ ไทยใหม่ 55 ปี / ทาไร่ ทานา การทอผ้า / 42 ปี 088 237 9162
การทอผา้ / 42 ปี -
นางชาลี แสนขา 55 ปี / ทาไร่ ทานา การทอผ้า / 60 ปี -
การทอผ้า / 48 ปี -
นางแกว้ รงุ้ ดี 69 ปี / ทอผา้ การทอผา้ / 35 ปี
การทอผา้ / 27 ปี 082 393 8126
นางต๊บิ ร้งุ ดี 63 ปี / ทาไร่ ทานา การทอผ้า / 20 ปี -
การทอผา้ / 68 ปี -
นางเงิน แปงชัย 50 ปี / ทาไร่ ทานา
098 813 5220
นางสภุ าวดี รงุ้ ดี 42 ปี / รบั จ้างทัว่ ไป
นางเสาวภา รุง้ ดี 40 ปี / ทาไร่ ทานา
นางมกุ ดา หล้าเปง็ 78 ปี / คา้ ขาย
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรีย่ งจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
49
หมู่บ้านห้วยหินลาดใน มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) จานวน 451 ค น
86 ครัวเรอื น ชาย 224 คน หญิง 227 [8]
ลกั ษณะกายภาพของพ้ืนท่ี
บ้านห้วยหนิ ลาดใน หมู่ที่ 7 ตาบลบ้านโปุง อาเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย ต้ังอยู่ในเขต
ปุาธรรมชาติ (เป็นปุาสงวนแห่งชาติแมป่ นู ,โปุงเหมน็ ) ทค่ี งสภาพอดุ มสมบูรณ์มีระดับความสูงจากน้าทะเล
800-900 เมตร อาณาเขตของหม่บู า้ นตง้ั อยู่บริเวณหุบเขา มีนา้ หว้ ยหินลาดไหลผ่าน และต้งั อยู่ระหว่างอยใู่ น
เขตปุาสงวนแหง่ ชาติ (ประกาศเม่อื ปี พ.ศ.2517) อยู่ในเขตการปกครองขององค์การบริหารส่วนตาบลบา้ นโปงุ
อาณาเขตองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลบา้ นโปุง มีเนือ้ ท่ี 97.02 ตารางกโิ ลเมตร หรือ 60,639 ไร่ พนื้ ทภี่ เู ขาและ
ปุาไม้ 59% ของพ้ืนที่ท้งั หมด พื้นที่ดอน 23.4% ของพ้ืนท่ีทั้งหมด พื้นท่ีราบ 17.6% ของพ้ืนที่ท้ังหมด
บ้านห้วยหนิ ลาดในตง้ั อยู่ห่างจากที่วา่ การอาเภอเวียงปุาเปูา จงั หวดั เชยี งราย ไปทางทิศตะวันตก ติดต่อกับ
ตาบลแม่แวน อาเภอพรา้ ว จงั หวดั เชยี งใหม่ มแี นวเร่ิมตน้ จากดอยขนุ หว้ ย แม่ฉางข้าว บรเิ วณพกิ ัด NB 363303
ไปทางทิศเหนอื ตามแนวสันหลวงไปสน้ิ สุดที่ดอยขุนแมป่ นู หลวงบริเวณพกิ ดั NB 357326 [9]
แผนทเ่ี ดนิ ดิน
มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาติพนั ธุ์กะเหร่ียงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรี่ยง
50
ประวัติศาสตร์ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
บ้านห้วยหินลาดใน เป็นชุมชนชาวสะกอ กอ่ ตั้งหมบู่ ้านเมอ่ื กว่าร้อยปี กอ่ นอาศัยคาบอกเล่า
สืบตอ่ กนั มาว่าบรรพบุรุษ ทเี่ ข้ามาตัง้ หลักแหลง่ ที่น่ี คอื พะตสี ุกาปะปะชาวบ้านจากอาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
เมอ่ื ครั้งยังหน่มุ ไดเ้ ขา้ มาท่บี ้านปุาแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ แลว้ พบรักกับนางนอ ชาวปกาเกอะญอเหมือนกัน
จึงอย่กู ินด้วยกนั จนมีลูก ต่อมาพาครอบครวั และญาติสะกอ (Skaw, Sgaw) เปน็ หนึ่งในกล่มุ ชาติพันธ์ุกะเหรี่ยง
(Karen) อาศยั อยตู่ ง้ั แตเ่ หนือลงมาจนถึงประจวบครี ขี ันธ์ แต่มากท่สี ดุ คอื อาเภอแม่สะเรียง อาเภอขุนยวม
ในจังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน อาเภอทา่ สองยาง อาเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อาเภอสังขละบุรี อาเภอทองผาภูมิ
จงั หวัดกาญจนบรุ ี และประปรายในอีกหลายจงั หวดั เช่น เชยี งราย ชาวสะกอชอบอยู่ บรเิ วณภูเขา ชาวเหนือ
จึงเรยี กว่า ยางกะเลอ สว่ นพวกท่ขี นึ้ ไปอยทู่ ่สี งู ไกลจากชมุ ชน เรียกว่า ยางแป๋ แปลวา่ กะเหรย่ี งภเู ขา สะกอมี
รฐั ของตนเองในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา คือรัฐก่อตูเล (อยู่ทางใต้ของรัฐกะยา หรือกะเหรี่ยงแดง)
กะเหรี่ยงกล่มุ นเ้ี รียกว่า ปกาเกอะญอ (Pga K’nyau) เปน็ กลุม่ ท่ีมีประชากรมากท่ีสุด จึงนิยมใช้คานี้เรียก
ครอบคลุมไปถึงกลมุ่ อ่นื ๆ ด้วย 53 ครอบครวั เดนิ ทางมาตงั้ รกรากท่ขี นุ นา้ แม่ฉางข้าวซึ่งเป็นชุมชนชาวลาหู่
เมอื่ ปี 2432 (หมู่บ้านนี้ ปัจจุบันคือบ้านห้วยทรายขาว อยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านห้วยหินลาดใน)
ในปี 2463 อาเภอเวียงปุาเปาู เขา้ มาจัดเกบ็ ภาษีการทาไร่ ภาษีสัตว์เล้ียงวัว-ควาย ชาวบ้านเสียภาษีและ
เก็บใบเสรจ็ ไว้ จึงเป็นหลักฐานการมีอยู่ของชุมชนบา้ นทรายขาว ต่อมาปี 2470 จานวนประชากรเพ่ิมเป็น
30 ครัวเรือน ท่ที ากนิ ไมพ่ อจงึ แยกยา้ ยออกไปหาท่ีทากินใหม่ซ่ึงเป็นที่ราบทานาได้ เช่น บ้านแม่ปูนน้อย
บ้านห้วยไร่ ตาบลเวียง อาเภอเวยี งปาุ เปาู จังหวัดเชียงราย บางส่วนโยกย้ายไปอยู่บ้านออน (ปัจจุบัน -
บ้านปาุ ตงึ งาม) อาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทีย่ งั เหลอื อยู่ก็ทาไร่หมุนเวียนตามไหล่เขาที่ไม่ห่างจาก
หมู่บ้านเดมิ ต่อมา ยา้ ยออกจากบ้านแมฉ่ างข้าว (บา้ นหว้ ยทรายขาว) เนอื่ งจากบ้านแม่ฉางขา้ วเปน็ ทีอ่ ย่ขู องคน
รุ่นแรก มีผดี ุ ชาวบ้าน กลวั ผเี จ้าท้งั หลายจึงเดนิ ขา้ มสู่สนั เขาลงมาอยูท่ ี่ “แดลอชสี่ ่าวี” แปลวา่ ไรข่ า้ วแห่งความ
อดอยาก ซง่ึ อยู่บรเิ วณต้นน้าหว้ ยหินลาด ความหมายก็คอื พื้นทดี่ ังกลา่ วเปน็ ไร่เหล่าที่เผาไม่คอ่ ยไหม้ปลูกพชื กไ็ ม่
ค่อยออกดอกออกผล และมสี ตั วป์ ุาเข้ามารบกวนกนิ ผลผลิต ด้วยเหตุน้ีเม่อื ย้ายมาอยู่ไดร้ ะยะหนงึ่ ก็พากันห า
หลกั แหล่งใหมไ่ ปอยบู่ ริเวณกลางน้าห้วยหนิ ลาด ตรงที่เรยี กว่า “ห่อผถ่ี า่ ” หมายถึง สบห้วยต้นไม้หอเจ้าท่ี
[10]
อาชีพของชุมชนชาตพิ นั ธ์ุบา้ นห้วยหินลาดใน
ประชากรในหมู่บา้ น มอี าชีพ ทานา ทอผ้า การเกษตร เลี้ยงสัตว์ รับจา้ งท่วั ไป
การทาไร่หมุนเวยี น
ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านก็จะเริ่มถางหญ้าชุดแรก
เพื่อเตรียมพื้นท่ีกอ่ นการปลกู ขา้ วไร่ หลังจากท่ีถางหญ้าเสร็จ เจ้าของไร่
จะเรม่ิ ดวู ันทีจ่ ะปลกู ขา้ ว กอ่ นปลกู ขา้ วเจ้าของไร่ จะต้องเตรียมพนั ธ์ุข้าวและ
อปุ กรณ์สาหรับปลูกขา้ ว การปลูกขา้ วไร่ โดยผู้ชายเปน็ คนขุดหลุม ผู้หญิง
นาพันธข์ุ า้ วทหี่ ยอดลงหลมุ การทาไร่ข้าวแบบหมุนเวียน ใชข้ า้ วพนั ธพุ์ นื้ เมือง
โดยใช้วิธหี มุนใชพ้ น้ื ท่ี 1 รอบ/ 7 ปี แตล่ ะครอบครัวจะมีพื้นท่ีปลูก ข้าวไร่
ประมาณ 4-5 ไร่ รวมใช้พ้นื ท่ที ั้งหมดประมาณ 200 ไร่ ในการทาไร่จะตัด
ต้นไม้เหลือตอเอาไว้สงู ประมาณเอว เพื่อให้ปุาฟ้ืนตัวหลังจากเก็บเกี่ยว
ในไรข่ า้ วชาวบ้านจะปลกู พืชผัก ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ มคี วามหลากหลาย
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ ันธุ์กะเหร่ียงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
51
การทอผา้
ชนชาตพิ นั ธช์ุ าวกะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) บ้านห้วยหินลาดใน นิยมใส่เสื้อผ้าฝูายทอมือมาแต่
สมยั โบราณ ซึ่งแต่เดิมชาวกะเหร่ียงจะปลูกฝูายเอง นาฝูายมาปั่นเป็นเส้นด้าย ย้อมด้วยสีธรรมชาติ
สร้างลวดลายดว้ ยการทอ การปกั ดว้ ยเส้นไหม และลูกเดือย สตรีชาวกะเหรี่ยง จะถ่ายทอดภูมิปัญญา
กระบวนการผลติ ผา้ ทอ แกบ่ ตุ รสาวอายุ 12-15 ปี เริม่ จากแบบงา่ ยๆ ฝึกฝนจนมีความชานาญ และสามารถ
ออกแบบลวดลายด้วยตนเองได้
ผหู้ ญิงชาวกะเหรย่ี งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นชนเผ่าผู้มีฝีมื อในการทอผ้าที่เก่งท่ีสุดเผ่าหนึ่ง
จะได้รับการถา่ ยทอดความรูท้ ักษะฝีมือการทอผา้ มาจากผู้เปน็ แม่ ตั้งแตย่ งั เป็นเดก็ หญงิ ในวัยประมาณ 10 ปี
ผ้หู ญิงชาวกะเหรี่ยงมักจะทอเสื้อผา้ ไว้ใชส้ วมใส่ในชีวิตประจาวัน ท้ังของตนเองและสมาชิกในครอบครัว
หรือ ทอเกบ็ ไว้ใชใ้ นงานพิธีสาคัญ ๆ เชน่ งานแต่งงาน งานประเพณีสาคญั ต่าง ๆ ผา้ ทอกะเหรยี่ ง มลี ักษณะเป็น
ผ้าทอหนา้ แคบ ที่ใชเ้ คร่ืองมอื ทอแบบหา้ งหลงั หรือทเ่ี รียกกันว่ากีเ่ อว ผ้าที่ทอจะถกู กาหนดตามความต้องการ
ใชง้ านตั้งแตเ่ ริม่ ต้นทอ เชน่ ผา้ ทอสาหรับเส้ือ ผ้าทอสาหรบั ผา้ ซ่ิน ผา้ ทอสาหรับผา้ โพกศรษี ะ หรอื ผ้าทอสาหรับ
ทาเป็นย่าม เป็นตน้
การเล้ียงสตั ว์
การเลี้ยงหมู ชนชาตพิ นั ธ์ชุ าวกะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) บ้านห้วย
หินลาดใน จะทาสถานทเี่ ล้ียงหมู โครงสร้างไมย้ กพืน้ สูงประมาณ 50
ซม.ลอ้ มรอบด้วยไม้มดิ ชดิ มีรางให้อาหารหมู พันธุ์หมูเป็นหมูดาพันธ์ุ
พ้ืนเมอื ง
การเลีย้ งไก่
ชมุ ชนจะเลี้ยงไก่บ้าน ตามบริเวณภายในบ้าน
โดยปลอ่ ยใหห้ ากนิ ตามบรเิ วณรอบบ้าน เป็นไก่
พนั ธพุ์ นื้ เมอื งที่ทนต่อสภาพอากาศ
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพนั ธ์ุกะเหรีย่ งจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ียง
52
ผงึ้ และชันโรงบ้านหว้ ยหินลาดใน
ชันโรง
นิยมใชแ้ ผ่นไม้ตีเปน็ รูปกล่อง สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ
เจาะเปน็ รปู กล่องวงกลม/ส่ีเหล่ียมผืนผา้ ชนั โรงใชเ้ วลา
สะสมอาหารท่ีมีค วามค รบถ้ว นประมาณ 1-3 ปี
ต้องผา่ นฤดูทีไ่ มม่ ดี อกไม้ไปแล้วถึงจะดี ชันโรงสะสม
“ตัวยา” มากเพยี งพอ
น้าผึง้ ชันโรงบา้ นห้วยหนิ ลาดใน ขายราคาขวดละ 1,000 บาท (750 มล.) มีรายไดจ้ ากการขายน้าผ้ึงชันโรง
ประมาณปีละ 20 ขวด หรือ 20,000 บาท โดยหกั เงนิ เขา้ กองทนุ ดแู ลปาุ และสวัสดิการสว่ นรวมขวดละ 30 บาท
ผง้ึ โพรง
การเล้ียงผ้งึ กถ็ ือวา่ เป็นอีกหน่งึ อาชีพท่สี าคัญ
ต่อช าวบ้านในชุมช นบ้านห้ว ยหินลาด ใ น
โดยมีผ้ึงที่มีความสาคัญอยู่ 3 ชนิด ได้แก่
ผึ้งหลวง ผึง้ โพรง และผึ้งชนั โรง หมู่บ้านห้วย
หนิ ลาดในมคี วามโดดเด่น ด้วยการนาภูมิปัญญา
ทอ้ งถน่ิ ของชาวบ้านมาต่อยอดทาเป็นธุรกิจ
จาหน่ายน้าผึ้งปุาบรสิ ุทธ์ิเพอื่ สร้างรายได้ให้กบั คนในหม่บู ้าน อกี ท้งั ยังมีการนารายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการ
จาหนา่ ยน้าผงึ้ ของชาวบา้ นแตล่ ะคนมารวบรวมกัน จดั ตั้งเปน็ กองทนุ ละลาย (กองทุนน้า ผึ้ง) เพื่อนาเงินที่ได้
ไปใชใ้ นการดแู ลและรกั ษาปุารวมถึงใชใ้ นการทากจิ กรรมอื่นๆ ของหม่บู า้ นต่อไป
ผึง้ ทสี่ าคัญอกี ชนิดหนึ่งของหมูบ่ า้ นหว้ ยหนิ ลาดในก็คือผง้ึ โพรง (ชื่อสามญั : The Asiatic Honey Bee,
ช่ือวทิ ยาศาสตร์: Apis cerana Fabricius) ทีอ่ าศัยอยูต่ ามโพรงไมใ้ นปุา ซง่ึ ภายหลงั จากท่ีชาวบ้านไดพ้ นื้ ท่ีปุา
คนื จากการสัมปทานตง้ั แต่เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2532 ทาให้ชาวบ้านมโี อกาสได้ กลับมาฟื้นฟูและดูแลพื้นท่ีปุา
อกี คร้ัง ทาให้พื้นที่ปาุ กว่า 22,000 ไร่ ทีช่ าวบา้ นไดเ้ ข้าไปดแู ลมคี วามอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ส่งผล ทาให้มีผ้ึง
จากถนิ่ อน่ื อพยพเข้ามาอาศยั อยใู่ นปาุ ของหมู่บ้านหว้ ยหินลาดใน เป็นจานวนมาก ดังน้ัน ปริมาณน้าผ้ึงปุา
ท่ไี ดจ้ ากผึ้งโพรงจึงมเี พิ่มมากขึ้นด้วย และนอกจากนา้ ผึ้งปุาท่ีได้มาจากผง้ึ โพรงที่สร้างรังอาศัยอยู่ในโพรงไม้
ตามธรรมชาตแิ ลว้ นนั้ กย็ งั มีนา้ ผงึ้ ทไี่ ดม้ าจากผงึ้ โพรงท่อี าศัยและสร้างรงั อยใู่ นกลอ่ งรังผึ้งทช่ี าวบา้ นสร้างขึ้น [11]
ชาและลกู พลบั
อาชีพหลักของชาวบา้ น คือการทาเกบ็ ชาปาุ ซง่ึ ปลูกบริเวณรมิ ลาธาร
เปน็ ชาพนั ธ์ุพืน้ เมือง (ชาอัสสัม) ปลูกตามธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี
และไมต่ ้องใช้นา้ มาก ปลูกแทรกในปุาอยา่ งกลมกลนื นอกจากชายังมี
การปลูกผล ไม้เมืองห นาว เช่น ลูกพลับ ที่ทาบกิ่งจากต้นกล้ว ย
ฤาษี (พลับพน้ื ถิ่น) โดยได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวง นอกจาก
พลับก็มลี กู กอ่ นยิ มควั่ กนิ หอมอร่อยและเปน็ สินคา้ สรา้ งรายได้ ตลอดจน
ลกู มะขมใช้ทายาระบาย หนอ่ ไมท้ ข่ี ายทั้งหน่อและไม้ทาขา้ วหลาม [11]
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธ์กุ ะเหรยี่ งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
53
การนบั ถือศาสนา กลุ่มชาติพันธ์ุบ้านหว้ ยหินลาดใน
ประชากรในหมบู่ ้านห้วยหินลาดในเป็นชาวปกาเกอะญอ นับถือพุทธศาสนาพุทธ และนับถือ
ส่ิงศักด์สิ ทิ ธ์ใิ นธรรมชาติ มีการประกอบพธิ กี รรมเลย้ี งผีปุา ผีนา้ ผไี ร่ การผูกข้อมอื สูข่ วญั
การแตง่ กาย กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์บา้ นหว้ ยหินลาดใน
กะเหรีย่ งทอผา้ จนเปน็ วัฒนธรรมประจากล่มุ ชาติพันธุ์
- เสือ้ เดก็ และหญิงสาว จะเป็นชุดทรงกระสอบ ผ้าฝูายพื้นขาว
ทอหรอื ปกั ประดบั ลวดลายให้ งดงาม
- เสอ้ื ผู้หญิง ท่มี คี รอบครัวแล้วจะสวมเส้ือสีดา น้าเงิน และผ้านุ่ง
สแี ดง คนละท่อน ตกแต่งด้วย ลูกเดอื ย หรือทอยกดอก ยกลาย
- เสอื้ ผู้ชาย กะเหรีย่ ง ส่วนมากจะสวมเส้อื ตัวยาวถึงสะโพก ตวั เสื้อจะมีการตกแต่ง ด้วยแถบสีไม่มีการปัก
ประดับเหมือนเส้ือผหู้ ญิง นงุ่ กางเกงสะดอ นิยมใช้สรอ้ ยลกู ปดั เป็นเครอื่ ง ประดบั และสวมกาไลเงินหรือต้มุ หู
สถานการณ์ของชุมชนกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
บ้านหว้ ยหนิ ลาดใน หมู่ 7 ตาบลบ้านโปุง อาเภอเวี ยงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย เป็นพ้ืนที่เขต
วัฒนธรรมพิเศษ พ้ืนที่นาร่องใน ๔ พื้นท่ี คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิต
ชาวกะเหรีย่ ง ตามทีก่ ระทรวงวฒั นธรรมเสนอ เม่ือวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ประเด็นเก่ียวกับอัตลักษณ์
ชาตพิ ันธ์ุ และวัฒนธรรมการจัดการทรัพยากร สิทธใิ นสญั ชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม การศึกษา
ในดา้ นทเ่ี ก่ียวกบั การสืบทอดมรดกทางวฒั นธรรม ภายใตม้ าตรการฟ้ืนฟูระยะยาว ๑ - ๓
- ปัญหาท่ีดินที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหร่ียงถูกยึดคืนจากการประกาศพื้นท่ีอนุรัก ษ์
ของรฐั ชุมชมขาดความอสิ ระในการทามาหากนิ ตามวิถี วัฒนธรรม โดยตามปกติ เกิดความกงั วลในการทาไร่
หมนุ เวยี น และการจัดเก็บหาของปุา ในเรอื่ งของการถกู จบั กุม ในการทามาหากนิ และหาไมเ้ พอื่ สรา้ งบ้านเรอื น
ประกาศเขตปาุ สงวนแห่งชาติ เมอ่ื ปี 2525 และการเตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชา ติ ทับท่ีทากิน
ท่อี ย่อู าศยั และปุาชุมชน
- ปัญหาการรอนสิทธิเชงิ วาทะกรรมและการกล่าวหา สรา้ งอคตติ อ่ ชุมชนบนพืน้ ท่สี งู เช่น คนชาวเขา
ทาลายปาุ ทาไร่เลื่อนลอย ใชเ้ ป็นสื่อการเรียนการสอนในระบบโรงเรยี น (ไมไ่ ดแ้ ยกลุ่มต่างๆ) การกากับการ
พัฒนาเชิงโครงสร้างพ้นื ฐาน เช่น การพัฒนาถนน ไฟฟาู โรงเรยี น ท่วี ่าด้วยการไม่มีสิทธิ์พัฒนาได้ ติดขัดต่อ
ข้อกฎหมาย การแบ่งชนช้นั ว่าเปน็ ชนชาตพิ นั ธ์กุ ะเหร่ียง ขาดความรู้ เป็นพวกชายขอบ และการกีดกั้น
การไมเ่ ปน็ ผนู้ ารว่ ม
- การคกุ คามเข้ามาในพ้นื ท่ีปาุ ชุมชน และการเปล่ียนแปลงวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบ บต่างๆ
คนภายนอกบางกลุม่ ได้กระทาการละเมิดกฎระเบียบของชมุ ชน ลักลอบ เขา้ มาหาของปุา ล่าสัตว์ บุกรุกพ้ืนที่
ทช่ี ุมชนได้กาหนดเป็นเขตอนรุ ักษ์ หวงหา้ ม การเรยี นการสอนในระบบโรงเรียน เป็นการสอนโดยมาตรฐาน
เดียวกัน ทาใหเ้ ดก็ มโี อกาสเรียนรู้วิถีชวี ิตนอ้ ยลง และไม่ไดใ้ กล้ชดิ กบั วฒั นธรรมของ ปกาเกอะญอ
ปัญหากะเหรี่ยงในเรือ่ งสถานะบคุ คลทางกฎหมาย/สัญชาติ ประชากรกะเหรี่ยงในประเทศไทย
มปี ญั หาเรือ่ งสญั ชาติ ทาให้กะเหรยี่ งดง้ั เดิมจานวนมากไมไ่ ดส้ ญั ชาตซิ ่ึงมผี ลต่อให้สญู เสียสทิ ธอิ ่ืนๆ ตามมา
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหร่ียงจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ียง
54
แกงขา้ วเบ๊อะ
ขา้ วเบ๊อะ” หรอื ท่ีเรยี กตามภาษาถ่นิ ว่า “ต่าพอเผาะ”
ขา้ วเบอ๊ ะ เป็น อาหารของชาวปกาเกอะญอ หรือ ชาว
กะเหรย่ี ง มีลกั ษณะเหมือนโจก๊ หรือ ข้าวต้มของชาวพ้นื ราบ
เปน็ อาหารท่ชี าวกะเหร่ยี งนิยมทาตอ้ นรับแขกผ้มู าเยอื น และ
เป็นอาหารหลักท่นี ยิ มของชาวกะเหรี่ยง แม้จะมีลักษณะ
เหมอื นโจ๊ก หรือ ข้าวต้ม แต่สาหรับชาวกะเหร่ียงแล้ว
ขา้ วเบอ๊ ะเปน็ กบั ข้าว ประเภทแกงทจี่ ะรับประทานร่วมกับ
ข้าว โดยจะนาข้าวสาร มาต้มกับน้าพริกแกง พร้อมกับ
เนอื้ สัตวแ์ ละผกั ชนิดต่างๆ ที่จะสามารถหาได้ในท้องถิ่น
ซึง่ ข้าวเบ๊อะของชาวห้วยหนิ ลาดในจะมคี วามแตกตา่ งจากทอ่ี ื่น เพราะจะใส่ “ห่อวอ” ซง่ึ เป็นพชื สมุนไพรท่ีปลกู
เฉพาะในไร่หมุนเวียน เพอ่ื เพม่ิ รสชาติให้อาหารดว้ ย โดยสรปุ คือ มีข้าว ผักต่าง ๆ และเนื้อสัตว์ ต้มรวมกัน
จนข้าวแตกเม็ดและส่วนประกอบทุกอย่างเละจนเป็นเนื้อเดยี วกัน เหมอื นโจ๊ก ทาให้มชี ือ่ เรียกอกี อยา่ งหนึ่งว่า
“โจ๊ก หรอื ขา้ วต้มดอย” ซ่งึ เปน็ อาหารท่มี ีทมี่ าสะท้อนให้เหน็ ถึงวิถชี วี ติ ท่เี รียบง่าย แต่แฝงไปด้ วยความรัก
ความสามัคคที แี่ สดงออกมาของชาวกะเหรี่ยง
ประวตั คิ วามเป็นมา
ข้าวเบ๊อะ หรือ “ต่าพอเผาะ” เป็นอาหารที่มี
ประวตั เิ ลา่ กันวา่ ชาวกะเหร่ยี งซึ่งสว่ นใหญ่ดารงชพี ดว้ ยการปลูกข้าว
ทาไร่ แตต่ อ้ งประสบปัญหาในทุกชว่ งฤดูเกบ็ เก่ยี ว เพราะผลผลิตที่
ไดจ้ ะถกู นก หนู หมปู ุา เข้ามากดั แทะ หรอื ขโมยไปกิน ยิ่งบางปี
เกดิ โรคระบาดพืชผลเสยี หาย ผลผลติ ทไี่ ด้อาจเหลอื ไมพ่ อกนิ สาหรบั
คนท้งั หมูบ่ ้าน ด้วยเหตุน้ี ชาวบ้านจึงเลือกที่จะใช้วิธีรวบรวม
ผลผลติ ต่างๆ ที่มีในไร่ไม่ว่าจะเป็น หอม กระเทียม พริก หรือ
เครอื่ งเทศ และ สว่ นผสมต่างๆ เท่าที่จะหาได้ มาต้มรวมกับข้าวสาร
ในหม้อ จนกลายมาเปน็ “ขา้ วเบอ๊ ะ” ออกมาแลว้ กแ็ จกจ่ายใหท้ ั้งคนในครอบครวั และเพอ่ื นบ้านทุกคนได้กิน
อมิ่ กันทั่วถึง
ข้าวเบอ๊ ะ หรอื ต่าพอเผาะ ซ่ึงมีความสาคัญต่อจิตใจในทุกคร้ังท่ีมีงานสาคัญ เช่น ปีใหม่
พิธีเรียกขวัญ ทาบุญตา่ ง ๆ ของชาวกะเหรย่ี ง ทมี่ กั จะมี “ต่าพอเผาะ” (ขา้ วเบอ๊ ะ) เป็นองค์ประกอบของอาหาร
ม้อื ดงั กลา่ วเสมอ ข้าวเบ๊อะ หรอื ต่าพอเผาะ จึงไม่ใช่เพยี งอาหารแตเ่ ปน็ สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาความอดอยาก
แต่ชาวกะเหรี่ยงในชว่ งเวลานั้น อาหารงา่ ยๆ แต่ไดช้ ่วยเหลอื ชีวิตของชาวกะเหรี่ยงสะท้อนถึงชวี ติ ที่เรียบง่าย
แตแ่ ฝงไปดว้ ยความรักและความสามัคคีของชาวกะเหรย่ี ง แสดงออกมาผ่านอาหารแห่งชาตพิ นั ธุ์
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาตพิ นั ธุก์ ะเหรี่ยงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
55
ความรแู้ ละการปฏบิ ตั เิ กยี่ วกับธรรมชาติและจกั รวาล (อาหาร และโภชนาการ)
แกงขา้ วเบ๊อะ
ส่วนประกอบ
1. ขา้ วสาร
2. เนอ้ื ไกห่ รือเน้ือหมู ตามตอ้ งการ
3. ผกั ชนิดต่างๆ ท่ีสามารถหาได้ เชน่ หนอ่ ไม้ , ขา้ วโพดอ่อน ,
ยอดฟักทอง หรอื ถ่ัว เปน็ ต้น
4. หอ่ วอ
5.ตะไคร้ 6. รากผกั ชี 7. ขมน้ิ 8. พรกิ แห้ง หรอื พรกิ สด 9. กระเทยี ม 10. เกลอื
ขน้ั ตอนการทา
๑. โขลกพรกิ กระเทยี ม ห่อวอ ตะไคร้ ขม้นิ และรากผักชีใหล้ ะเอยี ด พกั ไว้
2. นาภาชนะ จะเป็น หมอ้ หรอื กระทะก็ไดต้ ง้ั ไฟออ่ น โดยไมต่ อ้ งใส่น้ามนั นาส่วนผสมทีโ่ ขลกไว้ลงไปผัด
เตมิ น้านดิ หนอ่ ยเพือ่ ไมใ่ ห้กระทะไหม้ ผดั เครอื่ งจนหอม จากน้นั เอาเนอ้ื หมทู ่เี ตรยี มไวล้ งไปผัด ค่อย ๆ เติมน้า
ทลี ะนอ้ ยจนเนื้อหมสู กุ จะมนี า้ จากหมูออกมา
3. เมอ่ื หมูสุกดีแล้ว ใหเ้ ติมน้าต้มสกุ ลงไปในหมอ้ หรือ กระทะ ปริมาณนา้ กะใหพ้ อดกี บั ขา้ วสารท่จี ะใสล่ งไป
ในหม้อไม่มากหรอื น้อยจนเกินไป (ขึ้นอย่กู บั ความชานาญของผ้ทู า) รอจนน้าเดือด แลว้ จงึ ใส่ขา้ วสารท่เี ตรียมไว้
ลงไป ชิมและสามารถปรงุ รสด้วยเกลอื หากมหี นอ่ ไม้ หรอื ผักทีส่ ุกยาก ให้ใสต่ ามลงไปไดเ้ ลย
4. คน หรือ เค่ยี วส่วนผสมทง้ั หมดจนเมลด็ ข้าวแตก และส่วนผสมทั้งหมดรวมเป็นเนือ้ เดียวกนั ระยะเวลา
การคน หรือ เคยี่ วจะอยทู่ ่เี มลด็ ข้าวที่ใส่ลงไป เม่อื เมล็ดข้าวแตกดีแลว้ ใส่ผกั ท่สี กุ ง่ายๆ (ใบโหระพา) ลงไป
เม่อื ผกั สกุ แลว้ ยกลง พรอ้ มเสริฟ
เคลด็ ลับการปรงุ
1. ข้าวท่ีใชจ้ ะเปน็ ขา้ วเจา้ ไม่ใชข้ ้าวเหนียว
2. เนื้อสตั วท์ ่ีใช้ควรเป็นเนื้อสตั ว์รมควัน (เนอ้ื สัตว์ทผี่ ึง่ ไวบ้ นเตาไฟ) เพราะ เนอ้ื สัตว์จะหอมและไม่เหม็นคาว
3. ผักทใ่ี ช้สามารถใช้ไดท้ ุกชนิดตามชอบ และมีในพนื้ ท่ี แตจ่ ะไม่ใช่เผอื ก มนั ในการเค่ยี วหรือต้ม เน่อื งจาก
ตอ้ งใชเ้ วลาในการเค่ยี วนาน เนื้อผักจะเละผสมในข้าว
เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และจุดเด่น
ชาวกะเหร่ีย งจะมีวัฒนธ รรมก ารกินที่ไม่เน้นสีสันของ อาหาร
แต่จะเนน้ การประกอบอาหารที่ไม่ยงุ่ ยาก ใชว้ ัตถุดบิ ในการปรุงอาหาร
ตามธรรมชาติท่มี ใี นท้องถนิ่ เปน็ สาคัญ โดยเนน้ พืชผกั และวิธีการปรุง
ท่ีไมส่ ลับซับซ้อน ข้าวเบ๊อะ จะมีหน้าตาเหมือนกับโจ๊ก หรือ ข้าวต้ม
ของคนพืน้ ราบ จะมีรสเผ็ดนิดหน่อยและมีกล่ินหอมของสมุนไพร
เชน่ พริก , ตะไคร้ หรือ กระเทียมท่ีโขลกในพริกเคร่อื งแกง และใบหอ่ วอ ท่ีใสล่ งไป แตจ่ ริงๆ แล้ว ข้าวเบ๊อะ
เป็นแกงชนิดหนึง่ ของชาวกะเหรี่ยงทกี่ นิ กับข้าว ชาวกะเหรีย่ งจะนิยมทาแกงขา้ วเบ๊อะในตอนเช้า เน่ืองจาก
มเี วลาในการปรุงอาหารมาก ซึ่งข้าวเบอ๊ ะของชาวห้วยหนิ ลาดในจะมีความแตกต่างจากที่อ่ืน เพราะจะใส่
“ห่อวอ” ซ่งึ เปน็ พชื สมุนไพรทีป่ ลูกเฉพาะในไรห่ มุนเวียน เพ่ือเพ่ิมรสชาตใิ ห้อาหารด้วย
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์กะเหรย่ี งจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรี่ยง
56
การสบื สาน สร้างสรรคแ์ ละพฒั นาตอ่ ยอดอาหาร
ปัจจบุ ันอาหารชาตพิ ันธ์กุ ะเหร่ียงเร่ิมเป็นที่รู้จักของ
นกั ทอ่ งเทยี่ วที่ชนื่ ชอบการทอ่ งเท่ยี วในรูปแบบวถิ ชี วี ติ ชาติพนั ธ์ุ
หลายภาคส่วนท้ังภาครัฐ แ ละเอกชนมีการส่งเสริมการ
ทอ่ งเทีย่ วชาตพิ ันธุใ์ นรูปแบบการเรยี นรวู้ ถิ ีชวี ติ ทง้ั ด้านอาหาร
การแต่งกาย หรอื วฒั นธรรมประเพณี ทาให้อาหารชาติพันธ์ุ
กะเหรี่ยง เปน็ ทรี่ ู้จักของคนพ้ืนราบมากข้นึ เช่น แกงข้าวเบ๊อะ
แกงเยน็ นา้ พริกผกั ตม้ เปน็ ต้น หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ
เอกชนมีการคน้ คว้า ศึกษา วิถีชวี ิต และภูมปิ ัญญาของชาตพิ ันธุ์กะเหรยี่ ง ซ่ึง ภมู ิปัญญาทางด้านอาหารก็เป็น
อีกสาขาหน่ึงท่นี ่าสนใจ เพราะอาหารกะเหรี่ยงจะใหค้ ุณคา่ ทางโภชนาการ มีประโยชน์ตอ่ สุขภาพ เพราะจะเน้น
ปรงุ จากพืชผักตามธรรมชาติและมีในทอ้ งถ่นิ เป็นสาคัญ การปรุงรสจะมาจาก เกลือ สมุนไพรที่ให้รสเผ็ดร้อน
เช่น ตะไคร้ พรกิ และเพ่อื เปน็ การส่งเสริมอาหารชาติพนั ธุ์กะเหรย่ี งใหร้ จู้ กั แพรห่ ลาย การพฒั นาหรือปรับปรุง
ในดา้ นของวตั ถดุ ิบ และการปรุงใหไ้ ด้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย แต่ยังคงรสชาติและเอกลักษณ์
ของอาหารชาตพิ นั ธ์ุกะเหรี่ยงไว้ รวมถึง ภาชนะท่ีใส่อาหารบางแห่งเน้นแบบธรรมชาติ เช่น ใช้ไม้ไผ่
หรอื รองดว้ ยใบตองเพื่อให้ได้บรรยายกาศ และคงไวซ้ งึ่ อตั ลักษณ์ของอาหารชาติพนั ธ์กุ ะเหร่ียง [12]
สว่ นประกอบ
1. ใบชา
2. พรกิ ข้ีหนู
3. ปลากะปอ๋ ง
4. หอมแดง
5. ตระไคร้
6. ผักหอวอ
7. มะนาว
7. น้าปลา
วิธีการทา
1. นาพริกข้ีหนู หอมแดง ตระไคร้ ใบชา ผกั หอวอ มาซอย/หน่ั
2. นาของรายการท่ี 1 ที่หนั่ เรียบรอ้ ยแล้วเทลงในกะละมัง/ชาม
3. นาปลากะป๋อง ใส่ลงไปในกะละมงั /ชาม คนใหเ้ ขา้ กนั ใสน่ า้ ปลาและมะนาว เล็กนอ้ ย ตกั ใส่จาน
มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ ันธก์ุ ะเหรี่ยงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ีชีวติ ชาวกะเหรีย่ ง
57
เอกลักษณ์ อัตลกั ษณ์ และจุดเด่น
ยาป ล ากระป๋อ งใ ส่ใ บ ชา เป็นเมนู บ้านห้ว ย หินล าด ใ น
ใบชาสามารถเก็บกินได้ตามพนื้ ทีป่ ุาบา้ นห้วยหินลาดใน เป็นเมนอู าหาร
ที่ทาง่ายสามารถประกอบอาหารได้ในปุาเขา รสชาติก็จะฝาด ๆ
ของยอดชา ตัดกบั รสชาตเิ ปรีย้ วๆนิดๆของน้ามะนาว โดยรวมแล้ว
ถ้ากนิ กับขา้ วสวยกอ็ ร่อย มีรสชาติของใบชาท่สี ด และถ้าใส่ใบหอวอ
ทม่ี เี ฉพาะบ้านหว้ ยหนิ ลาดใน ซึ่งผกั หอวอจะมเี ฉพาะปุาใหญ่หนาทึบ
หากนิ ได้ยาก มรี สชาตหิ อมท่ีแปลกชวนใหน้ ่ารับประทาน
รายชื่อผ้สู ืบทอดหลกั
รายชอื่ บุคคล/หวั หนา้ อายุ/อาชีพ องคค์ วามรดู้ า้ นทีไ่ ด้รับ สถานทตี่ ิดตอ่ /โทรศัพท์
การสบื ทอด
คณะ/กลมุ่ /สมาคม/ชมุ ชน
ตง้ั แตบ่ รรพบรุ ุษ
นางหลา้ เหลก็ โพ ตั้งแต่บรรพบรุ ษุ
ตง้ั แตบ่ รรพบรุ ษุ
นางสาวกาญจณา เหลก็ โพ อายุ 26 ปี ตัง้ แตบ่ รรพบุรุษ
ตั้งแตบ่ รรพบรุ ษุ
นางสาวดาวใจ สิริ อายุ 30 ปี
นางสาวนริ าพร จะพอ อายุ 20 ปี
นางสาวสริ นิ ทิพย์ สิรจิ ริยา อายุ 22 ปี
ชาวกะเหรี่ย ง นิยมใส่เสื้อผ้าฝูายทอมือมาแ ต่สมัย โบราณ
ซ่งึ แต่เดิมชาวกะเหร่ยี งจะปลกู ฝาู ยเอง นาฝูายมาปั่นเป็นเส้นด้าย
ยอ้ มด้วยสีธรรมชาติ สร้างลวดลายด้วยการทอ การปักด้วยเสน้ ไหม
และลกู เดอื ย สตรชี าวกะเหร่ยี ง จะถ่ายทอดภมู ปิ ญั ญากระบวนการ
ผลิตผา้ ทอ แกบ่ ตุ รสาวอายุ 12-15 ปี เร่ิมจากแบบงา่ ยๆ ฝกึ ฝนจน
มคี วามชานาญ และสามารถออกแบบลวดลายดว้ ยตนเองได้
ผูห้ ญงิ ชาวกะเหรย่ี งได้รบั การกลา่ วขานวา่ เปน็ ชนเผ่าผมู้ ีฝมี ือในการทอผ้าที่เกง่ ที่สุดเผ่าหนึ่ง ด้วย จะได้รับ
การถา่ ยทอดความรู้ทักษะฝีมือการทอผ้ามาจากผู้เป็นแม่ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงในวัยประมาณ .10.ปี
ผ้หู ญงิ ชาวกะเหร่ยี งมักจะทอเสอ้ื ผา้ ไวใ้ ชส้ วมใส่ในชีวติ ประจาวัน ท้ังของตนเองและสมาชิกในครอบครัว
หรอื ทอเกบ็ ไว้ใช้ในงานพิธสี าคัญ ๆ เช่น งานแต่งงาน งานประเพณสี าคญั ต่าง ๆ ผา้ ทอกะเหรย่ี ง มีลกั ษณะเป็น
ผ้าทอหนา้ แคบ ทีใ่ ชเ้ ครือ่ งมอื ทอแบบห้างหลัง หรอื ท่เี รียกกันวา่ ก่เี อว ผ้าท่ที อจะถูกกาหนดตามความต้องการ
ใชง้ านตง้ั แตเ่ ร่มิ ต้นทอ เช่น ผา้ ทอสาหรบั เส้ือ ผา้ ทอสาหรับผ้าซ่ิน ผ้าทอสาหรบั ผ้าโพกศีรษะ หรือผา้ ทอสาหรบั
ทาเป็นยา่ ม เป็นต้น
มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธุก์ ะเหรีย่ งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรยี่ ง
58
ประวัติความเป็นมา
การทอผ้า เปน็ วิถีอกี อย่างหนึง่ ของชาวกะเหรี่ยงท่ีสืบทอดกันมา
ยาวนาน เด็กผูห้ ญิงจะเรยี นรู้จากแม่ แต่ปัจจบุ นั นี้มรี ะบบโรงเรยี น เดก็ ๆ
ต้องไปโรงเรียน ดังนัน้ ในช่วงปิดเทอมเด็ก ๆ จึงรวมกลุ่มกันมาเรียน
การทอผ้า สีในการย้อม และของตกแตง่ ผ้าทอกะเหร่ยี ง
การยอ้ มผา้ ฝาู ยสธี รรมชาติ ใชเ้ ปลือกไม้ เรียกว่า ซาโก่แระ จะได้เป็นสีแดงแกมน้าตาล ใบฮ่อม
เซอ หยา่ เหล่า ให้สีนา้ เงนิ แกมกรมท่า ผลสมอ ให้สีน้าตาล และผลมะขามปอู มให้สีเทา เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยง
สร้างสรรค์ลวดลาย สสี ันของผา้ ทอจากธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมใกล้ตัว จึงมีความสวยงาม และคงไว้
ซึ่งเอกลกั ษณโ์ ดดเด่นของชาวกะเหร่ียง มกี ารนาเมลด็ เดือย ซ่งึ เป็นวัชพืชปาุ ปกั บนผืนผ้า สร้างเป็นลวดลาย
ลกั ษณะเฉพาะ เป็นทีส่ ะดุดตาแก่บุคคลภายนอก ซึ่งสนใจซื้อหาไปสวมใส่ และเป็นของฝาก ทาให้สตรี
ชาวกะเหรย่ี งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอเพื่อการจาหน่าย นอกเหนือจากการทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือน
เปน็ การสรา้ งรายไดเ้ พิ่มอีกทางหนึง่ ของผา้ ทอกะเหรย่ี ง ทาให้ได้รบั การพัฒนาคุณภาพ รูปแบบให้เป็นท่ีต้องการ
ของตลาดมากขน้ึ สรา้ งงาน สรา้ งรายได้แกผ่ ูผ้ ลติ อย่างยง่ั ยนื ตลอดจนสืบสานภูมปิ ัญญาชาวกะเหรย่ี ง
งานชา่ งฝีมือดั้งเดมิ (ผา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากผา้ )
แรงบันดาลใจ/แนวคดิ /ทีม่ า
ชาวกะเหรี่ยง นิยมใส่เส้ือผ้าฝูายทอมือมาแต่สมัยโบราณ
ซง่ึ แต่เดมิ ชาวกะเหรีย่ งจะปลูกฝูายเองนาฝาู ยมาป่นั เปน็ เส้นด้าย
ย้อมด้วยสธี รรมชาติ สร้างลวดลายด้วยการทอ การปักดว้ ยเส้น
ไหม และลกู เดือย สตรชี าวกะเหร่ียง จะถ่ายทอดภูมิปัญญา
ก ระบ ว นก า รผ ลิต ผ้าท อ .แ ก่ บุต รส าว อ า ยุ .12-15. ปี
เร่ิมจากแบบง่ายๆ ฝึกฝนจนมีความชานาญ และสามารถ
ออกแบบลวดลายดว้ ยตนเองได้
ประเภทผา้ ผ้าฝูายทอมือ
ลกั ษณะลวดลายของผ้า
ศลิ ปะลวดลายบนผืนผ้าของชนเผา่ กะเหร่ียง มีเอกลกั ษณโ์ ดดเดน่
ท่แี สดงถงึ ตัวตนของชนเผา่ กะเหรี่ยง ทสี่ ืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
ลวดลายต่าง ๆ มกั เกิดจากการสังเกต การใช้จินตนาการนาเอา
ลกั ษณะเด่นจากสิ่ง ที่พบเห็นในธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมรอบตัว
ทั้งพืชพรรณ ดอกไม้ต้นไม้สัตว์น้อยใหญ่ข้าวของเคร่ืองใช้ใ น
ชีวิตประจาวัน ตลอดไปจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผ่า
มาประยุกตถ์ ่ายทอดลงส่ลู วดลายบนผืนผ้าได้ อย่างงดงามด้วย
เทคนิคการสรา้ งสรรค์ลวดลายทห่ี ลากหลาย ท้งั การจก การทอยกดอก การมัดหม่ีการปัก ด้วยด้ายหรือ
ไหมพรมหลากสีการปกั ประดบั ตกแตง่ ดว้ ยเมลด็ ลกู เดือย เป็นตน้
เอกลกั ษณล์ วดลายที่มลี กั ษณะเป็นลวดลายดั้งเดิมที่ปรากฏบนผืนผ้าทอกะเหรย่ี งทส่ี ืบทอดต่อกันมา
จากบรรพบุรุษหลายช่ัวอายุคน เป็นลวดลายท่ีพบได้ในกะเหรี่ ย งโปวและปกากะญอแทบทุกพื้นที่
เช่น ลักษณะ ลายเปน็ สีเ่ หล่ียมขนมเปียกปูนรูปแบบต่าง ๆ ลายดอกไม้ลายเส้นตรง ลายกากบาท เป็นต้น
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ ันธุก์ ะเหรย่ี งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหร่ยี ง
59
ชื่อของลวดลายผา้ ทอกะเหรย่ี งนน้ั อาจไม่มชี ่อื หรอื ความหมายที่เปน็ ภาษาไทยทีจ่ ะเข้าใจไดโ้ ดยงา่ ย เนือ่ งจาก
เป็นชื่อเรยี กลวดลายโบราณดงั้ เดิมของชนเผา่ ทถ่ี กู เรียกขานและถ่ายทอดต่อ ๆ กันมานับต้ังแต่บรรพบุรุษ
ด้วยภาษาของชนเผา่ กะเหรี่ยงในแตล่ ะท้องถิ่นน่ันเอง แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะลวดลายท่ีสะท้อน
ถึงเอกลกั ษณ์เฉพาะของผ้าทอ ชนเผ่ากะเหร่ียงน้ีเอง หากเราเห็นผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์ในลั กษณะเช่นน้ี
เราก็สามารถรับรู้ได้ทันทวี ่า น่คี ือผา้ ทอแหง่ ชนเผ่ากะเหร่ยี ง
จุดเด่นของผา้ และผลติ ภณั ฑ์จากผา้
สาหรบั วัตถุดบิ หลกั ที่นามาใช้ในการทอผ้า คือ ฝูาย ท้ังน้ีเพราะดูด
ความช้นื ได้งา่ ย ผู้สวมใส่จะรู้สึกเย็นสบายเหมาะกับอากาศเมืองร้อน
อกี ท้งั ยงั ปลูกได้ท่วั ไป นบั เป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอ พนื้ เมืองชาวเขาเผ่า
กะเหรีย่ งอย่างแท้จริง
คุณสมบัตขิ องผ้าและผลติ ภณั ฑจ์ ากผ้า
ดดู ความชื้นได้ง่าย ผสู้ วมใส่จะรูส้ กึ เย็นสบายเหมาะกับอากาศเมอื งรอ้ น
วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละอุปกรณ์ 1) กง เปน็ เครอ่ื งมือสาหรบั ใสไ่ หมที่เป็นปอย (ไน) แลว้ นาไปกรอใสใ่ น
2) อัก ใช้คกู่ บั กงจะรบั เสน้ ไหมจากกงมาใส่ไวใ้ น
3) หลา, ไน หรอื เคร่อื งกรอหลอด
4) หลอดกรอไหม ใชส้ าหรับใส่เสน้ ไหม
5) ฮัง (ท่ีเสียบหลอด) เปน็ ทเ่ี ก็บหลอดกรอไหม
6) กา้ นสวย (กระสวย) ใช้คู่กับหลอด
7) ก่ที อผ้าหรือกก่ี ระตุก เป็นเครื่องมือท่ใี ช้สาหรับทอผ้าให้เปน็ ผนื สาเร็จออกมา
8) ฟมื (ฟันหว)ี เปน็ เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้สาหรับแยกเสน้ ไหมยืนให้ออกจากกนั
9) ตะกอ ทาจากเสน้ ด้ายปุาน ท่มี คี วามแข็งแรง เหนียวแนน่ ทาหน้าท่ียก
เส้นไหมใหข้ ึ้นลง
10) กรรไกร ใช้สาหรับตัดตกแต่งผ้าไหม
11) ผงั ใชส้ าหรบั ตงึ รมิ ผ้าให้เสมอกัน มีลกั ษณะเป็นไม้ยาวเท่ากับความ
กว้างของผ้า
ขนั้ ตอนการผลติ ผา้ และผลติ ภณั ฑ์จากผา้
ข้นั ตอนท่ี 1 การเตรียมเครอ่ื งทอผ้า ก่อนท่ีจะทอผ้าจะต้องมี
การเตรียมเครื่องท อผ้า ต้ังแต่ ก ารปั่นด้าย การกรอ ด้าย
การตัง้ เครื่องทอผ้า การขน้ึ ด้าย มีขน้ั ตอนการทาดังนี้
1. การป่นั ด้าย อปุ กรณ์ในการปั่นดา้ ยผา้ ทอกะเหรยี่ ง ประกอบดว้ ย หลอดกรอด้าย และเคร่ืองมือ
กรอด้าย หลอดกรอด้าย เดิมชาวกะเหรี่ยงใชว้ ธิ ีมว้ นด้ายด้วยมือให้เป็นก้อน ปัจจุบันใช้ท่อพลาสติกแทน
มีความยาวขนาด 10 เซนตเิ มตร
มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธุก์ ะเหรีย่ งจังหวดั เชียงราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหรีย่ ง
60
2. การกรอดา้ ยขวาง ด้ายขวางเปน็ ดา้ ยทส่ี อดเข้าไประหว่างด้ายยนื ทาให้เกดิ ลวดลายต่าง ๆ เรียกว่า
ลุงทยุ้ ใชด้ า้ ยพันกับไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟตุ เส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1 เซนตเิ มตร
3. ต้งั ไม้เคร่อื งทอก่เี อว หลังจากปน่ั ดา้ ยเสรจ็ เรียบร้อยแล้วกน็ าด้ายมาขึ้นดา้ ย
4. การข้ึนด้าย หรอื การขนึ้ เคร่ืองทอกเี่ อว เปน็ การนาเอาเส้นดา้ ยมาเรยี งต่อกันอย่างมีระเบียบตาม
แนวนอน โดยพันรอบกับส่วนประกอบของเคร่ืองทอ และก่อนท่จี ะมีการข้นึ ด้ายจะต้องมีการเตรียมเส้นด้าย
ดว้ ยการป่ันดา้ ย การตัง้ เครอ่ื งทอ การเรยี งเสน้ ด้าย การเปล่ยี นไมเ้ ปน็ เครือ่ งทอ
ขัน้ ตอนที่ 2 การทอผา้ มีข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี
1. เริ่มต้นคล้องดา้ ยลงทห่ี ลักท่ี 1 สาวเสน้ ดา้ ยผา่ นหลกั ท่ี 2,3,4,5,6,7 นาไปคล้องท่ีหลักที่ 8 และ
สาวมาคลอ้ งท่หี ลกั ท่ี 1
2. ดึงด้ายทง้ั หมดใหต้ งึ เสมอกัน นามาพันรอบหลักที่ 2
3. ดึงดา้ ยใหต้ ึงเสมอกนั พาดผา่ นดา้ นหนา้ ของไม้หลักท่ี 3 ถงึ ไม้หลกั ที่ 4 เป็นจดุ แยกดา้ ย โดยใชด้ ้ายสี
ขาวอกี กลุ่มหนงึ่ เปน็ เสน้ ด้ายตะกอสอดเขา้ ไประหว่างเส้นด้ายเปน็ 2 สว่ นเทา่ ๆ กนั สว่ นทไี่ ม่ไดค้ ล้องกับตะกอ
แยกเส้นดา้ ยผา่ นหลงั หลกั ที่ 4 และสว่ นทคี่ ลอ้ งตะกอ ดึงเสน้ ดา้ ยผา่ นดา้ นหน้าหลักที่ 4
4. รวบด้ายทั้งสองสว่ นเข้าด้วยกนั ใหต้ งึ พาดผ่านหลักที่ 5,6 พันอ้อมหลักที่ 7
5. ดึงดา้ ยทง้ั หมดใหต้ ึงพรอ้ มอ้อมหลกั ที่ 8 และสาวให้ตึง ดงึ กลับมาเรมิ่ ตน้ ท่ีหลกั ท่ี 1 ใหม่
6. สอดไม้ทั้งหมดออกจากเคร่อื งทอ และนาไม้ไบ่ 1 อนั สอดเข้าไปแทนไม้ใส่ตะกอท่ี 1 นาไม้ไผ่
2 อันเข้าสอดเปลย่ี นไม้ใสต่ ะกอที่ 2 และไมใ้ สต่ ะกอที่ 3 ซง่ึ ต้องใชช้ ว่ ยแยกดา้ ยเวลาทอแกะดอก ส่วนไม้ไ ผ่
ที่ 2 ใสก่ ระบอกไมไ้ ผ่แทน 1 อนั การสร้างลวดลายบนผา้ ทอกะเหรี่ยง มีเทคนคิ การทอที่หลากหลายสามารถ
สร้างลวดลายให้มีความสวยงาม แสดงอตั ลักษณ์ของผ้าทอกะเหรยี่ งได้อย่างเด่นชดั ซ่ึงสามารถแบ่งเทคนิค
การทอและสรา้ งลวดลายออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ
6.1 การทอธรรมดาหรือทอพ้นื เป็นการทอลายขัดมีโครงสร้างหลัก โดยการสอดด้ายขวาง
เขา้ ไประหวา่ งด้ายยนื สลบั ขน้ึ 1 ลง 1 หรือข้ึน 2 ลง 2 ตามจานวนเส้นด้ายท่ีเรียงไว้ขณะขึ้นเคร่ืองทอ
ผา้ ที่ไดจ้ ะมีสเี ดยี วตลอดท้ังผนื ผ้าเรยี บสม่าเสมอ เป็นวิธีการทอขั้นพื้นฐานใช้สาหรับทอเย็บชุดเด็ก หญิง
เส้อื ผู้หญิงท่ีแตง่ งานแล้ว ย่ามกะเหร่ยี ง การทอธรรมดาแบบด้ายยืนและด้ายพุ่ง จะมจี านวนเท่ากันทัง้ ผนื
6.2 การทอลายสลบั สี เป็นการทอแบบธรรมดา คือ ใช้เส้นด้ายยืนและเส้นด้ายพุ่งตามปกติ
แตแ่ ทรกด้ายสีต่าง ๆ สลับกนั เข้าไป ขณะเรียงเส้นดา้ ยยนื ส่วนการทอลายมดั หม่จี ะใช้ด้ายทยี่ ้อมติดสีบางส่วน
เป็นด้ายยืนกอ่ นข้นึ เครื่องทอ ใชว้ ธิ ีการทอเหมอื นการทอผ้าพน้ื ลายมดั หม่เี ปน็ ลายท่ีทอเปน็ ตัวซิ่น
6.3 การทอลายจกหรือลายแกะดอก เป็นวิธีการทอลวดลายที่มีเทคนิคการทอ ยากท่ีสุด
ซง่ึ มเี ส้นพงุ่ พิเศษทสี่ รา้ งลาดลายควบค่กู ันไปขณะทที่ อ ด้วยการใชน้ ิว้ ลว้ งเข้าไปในด้ายยืน แลว้ เอาดา้ ยสีตา่ ง ๆ
แทรกเขา้ ไปขณะที่ทอสลบั กับการสอดด้ายพงุ่ เม่ือทอเปน็ ผนื แล้ว ดา้ ยท่แี ทรกเข้าไปน้นั จะปรากฏเปน็ ล วดลาย
นนู บนผนื ผ้าท้งั ผนื ไม่เหมอื นกนั การทอลายนจ้ี ะเหน็ ได้จากตีนซนิ่ แต่ละลวดลายมี
ผลงานของผ้าและผลิตภณั ฑ์จากผา้
ผ้าท อ มือ ส ามาร ถ แ ป ร รูป ไ ด้ เป็นผ ลิต ภัณ ฑ์แ ล ะ สินค้า ต่าง ๆ
เช่น เส้อื กะเหรีย่ ง ผา้ โพกหวั กะเปา๋ และ นาไปใช้เป็นเครอื่ งประดับตกแต่งบ้าน เชน่
ผา้ คลุมโต๊ะ ปลอกหมอนองิ เปน็ ต้น
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ ันธ์กุ ะเหร่ยี งจังหวดั เชียงราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง
61
เอกลักษณ์ อตั ลักษณ์ และจดุ เดน่
การทอผ้าของชนเผ่าชาวกะเหรี่ยง เปน็ การทอแบบวิถดี งั้ เดมิ เรียกว่าทอแบบ กี่เอว หรื อ การทอ
แบบหา้ งหลงั โดยใชอ้ ุปกรณ์เคร่อื งทอขนาดเลก็ เรยี กว่า กี่เอว ลกั ษณะการทอผา้ แบบกีเ่ อวนผ้ี ทู้ อจะตอ้ งนง่ั กบั
พืน้ เหยียดขาขนานตรงไปข้างหนา้ ทั้งสองขา้ ง มสี ายคาด (สายคาดอาจทาด้วยแผ่นหนัง หรือผ้าท่ีทบกัน
หลายๆ ชน้ั หรือเชือกทฝ่ี ้ันเปน็ เกลียวให้แข็งแรง) ที่ผูกติดดว้ ยด้ายเส้นยืนคาดรัดโอบไปด้านหลังของเอว
อีกด้านหน่ึงจะผูกมดั กับเสาเรอื น หรือโคนต้นไม้หรอื หลักท่ีมีความแข็งแรงก็ได้การทอดว้ ยกเ่ี อวจะใชก้ ารขยับ
เคลอื่ นตวั ของผทู้ อบังคับเสน้ ดา้ ยยนื ให้ตึงหรือหยอ่ นได้ตามตอ้ งการทาให้ผู้ทอสามารถเลือกสถานที่ทอได้
ตามความพอใจ โยกย้ายได้สะดวก ผา้ ที่ทอด้วยกี่เอวจะมขี นาดผา้ หน้าแคบ ๆ ด้วยฝีมืออันล้าเลิศ ผสานกับ
เทคนคิ และภมู ิปัญญาท่ีส่ังสมและถูกถา่ ยทอดสงั่ สอนมาจากบรรพบุรุษ สืบต่อกนั มาหลายชวั่ อายคุ น ทัง้ เทคนิค
การมดั หม่ี จก ขดิ และยกดอก ผ้าทอของชนเผ่ากระเหร่ยี งจงึ มีความ งดงาม โดดเดน่ ด้วยสีสนั ตระการตา และ
ผู้คนท่วั ไปยังคงพบเหน็ รปู แบบอนั เป็นเอกลกั ษณ์ของเครอ่ื งแต่งกาย ของชนเผา่ กะเหรี่ยง ด้วยเส้ือหลากสีสัน
จนเปน็ ที่ตอ้ งตาตอ้ งใจของคนเมือง ของนกั ท่องเท่ียว และชาวต่างชาติ ให้ต้องซ้ือหากลับไปสวมใสจนถึง
ปัจจุบันน้ี
เอกลกั ษณ์ลวดลายทม่ี ลี กั ษณะเป็นลวดลายดัง้ เดิมที่ปรากฏบนผืนผา้ ทอกะเหรย่ี งทส่ี ืบทอดต่อกันมา
จากบรรพบรุ ุษหลายช่ัวอายุคน เป็นลวดลายที่พบได้ในกะเหร่ียงโปวและปกาเกอะญอแทบทุกพ้ืนที่
เช่น ลักษณะลายเป็นสีเ่ หล่ียมขนมเปียกปูนรปู แบบต่าง ๆ ลายดอกไม้ลายเส้นตรง ลายกากบาท เป็นต้น
การสบื สาน สร้างสรรค์และพฒั นาต่อยอดผ้าและผลิตภัณฑ์จากผา้
การถา่ ยทอดองค์ความรูซ้ ่งึ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ ทรงคุณค่า ให้บุตรหลาน นับเป็นการอนุรักษ์
สง่ เสริม สบื สาน และสร้างสรรค์ผลิตภณั ฑ์ เพอ่ื ให้ภมู ิปญั ญาคงอยู่ และกระตุ้นให้นกั ท่องเทย่ี วไดเ้ ข้ามาเยี่ยมชม
ท้องถนิ่ ทอ้ งที่ และมีการนาผลติ ภัณฑอ์ อกไปจาหน่ายยงั ตลาดภายนอก [13]
รายชอื่ ผ้สู ืบทอดหลัก
รายชอื่ บคุ คล/หวั หน้าคณะ/ อาย/ุ อาชีพ องค์ความรดู้ า้ นท่ี สถานที่ตดิ ตอ่ /
ไดร้ ับการสบื ทอด โทรศพั ท์
กลมุ่ /สมาคม/ชุมชน ตงั้ แตบ่ รรพบรุ ุษ
กล่มุ เยาวชนหว้ ยหนิ
นางสาวดาวใจ ศิริ อายุ 30 ปี ตงั้ แตบ่ รรพบุรุษ ลาดใน
โทร. 0616858407
เยาวชนหว้ ยหนิ ลาดใน ตงั้ แตบ่ รรพบุรุษ
นางสาวจันทร์ฤทยั โพคะ อายุ 21 ปี
เยาวชนหว้ ยหินลาดใน
นางสาวกาญจนา เหลก็ โพ อายุ 26 ปี
เยาวชนห้วยหินลาดใน
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธกุ์ ะเหร่ียงจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหรี่ยง
62
บา้ นทุ่งพร้าว มปี ระชากรรวมทง้ั ส้ิน 489 คน 91 ครวั เรือน ชาย 243 คน หญิง 244 คน
ประกอบด้วย 1.กลุ่มชาตพิ นั ธกุ์ ะเหรีย่ ง (ปกาเกอะญอ) 71 %
2.กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์อาขา่ 29 %
ลกั ษณะกายภาพของพน้ื ท่ี
บ้านทงุ่ พรา้ ว หมูท่ ี่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย
จังหวัดเชยี งราย ลกั ษณะเป็นท่ีราบเชิงเขาลุ่มแม่น้า
และภเู ขาเล็กใหญ่สลับกันไป เหมาะแก่การทานา
ทาส วนแ ล ะท าไ ร่ มีเน้ือ ท่ีทั้งห มด 3,000 ไ ร่
ใชท้ าการเกษตร 1,360 ไร่ ทต่ี ง้ั อาณาเขต ทิศเหนือ
ตดิ กบั บา้ นทุง่ พรา้ วลาหู่ หมู่ที่ 7 ตาบลวาวี ทิศใต้
ตดิ กับ บ้านสันกลางและบ้านหว้ ยน้ามา ตาบลแม่สรวย
ทศิ ตะวนั ออก ติดกบั บา้ นแสนเจริญ หม่ทู ่ี 10 ตาบลวาวี ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กับ บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตาบลป่าแดด
พนื้ ทต่ี าบลวาวี จดั ตัง้ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเม่ือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 มีลักษณะที่ต้ังอยู่
ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาเภอแม่สรวย ในการเดินทางเส้นทางหลักระยะหา่ งจากตัวอาเภอแม่สรวย
เท่ากบั 30 กิโลเมตร และห่างจากตัวจงั หวัดเชยี งราย 75 กิโลเมตร มเี น้ือทท่ี ัง้ หมด 359 ตารางกิโลเมตร
หรือคิดเป็น 224,37 ไร่ อยู่สูงจากระดับนา้ ทะเล (๗๐๐ - ๒,๐๐๐ เมตร) ยังอยู่ห่างจากเสน้ ศูนยส์ ูตรมากกว่า
ส่ว นอ่ืนข อง ประเทศ ท าใ ห้มีลักษ ณะเด่นอ ยู่อ ย่างห นึ่ง คือ อ ากาศจะห นาวเย็นกว่าใ นพ้ื นที่อ่ืน
จะมีอณุ หภมู ใิ นฤดูหนาว ต่ากวา่ ศูนย์องศาเซลเซียส ระยะท่มี อี ากาศหนาว จนถึงหนาวจัดนั้น จะเริ่มประมาณ
ต้นเดือนพฤศจิกายน และจะหนาวไปจนถงึ ปลายเดอื นกมุ ภาพันธ์เป็นอย่างน้อย และถึงแม้จะเป็นฤดูร้อน
ระหวา่ งเดอื นมนี าคมถึงเดือนพฤษภาคมกต็ าม อากาศในตอนกลางคนื ก็จะยังเยน็ จนถงึ หนาว [14]
แผนท่ีเดินดนิ
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพันธุ์กะเหรีย่ งจังหวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
63
ประวตั ิศาสตรข์ องกลมุ่ ชาติพันธุ์
ในอดตี น้ัน หม่บู า้ นทุ่งพร้าว มีทรัพยากรธรรมชาตอิ ุดมสมบูรณ์ สภาพภูมปิ ระเทศเหมาะแกก่ ารต้ังท่ีอยู่
อาศยั จงึ ทาใหม้ ผี คู้ นมากมายอยากมาอาศยั อยู่ จากคาบอกเลา่ ของผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ในหมู่บ้าน ทราบว่าในอดีตน้ัน
หมู่บา้ นแห่งนอี้ าจมผี ้คู นอาศัยอย่รู วมกันเป็นหมูบ่ ้าน หรือชมุ ชนเล็กๆ มาก่อนก็เป็นได้ โดยมีหลักฐานท่ีพบ
คอื เศษกอ้ นอิฐของวัดหรือเจดยี อ์ ย่ถู งึ 5 แหง่ และมที น่ี ารา้ งอยหู่ ลายแปลง โดยผู้คนกลุ่มสุดท้ายที่อาศัย
อยูเ่ ป็นชาวกะเหร่ียงแตก่ ลมุ่ ชาวกะเหรยี่ งดังกลา่ วซ่ึงมคี วามเชือ่ ในเรือ่ งภูตผปี ศี าจ อาศยั อยูไ่ ด้ไมน่ านเนอ่ื งจาก
ล้มป่วยและเสียชีวติ ลงด้วยโรคระบาดชนดิ หน่งึ หรือชาวบา้ นจะเรยี กวา่ โรคห่า บางวนั มคี นเสียชีวิตมากกว่า
1 คน แตช่ าวกะเหรีย่ งกลมุ่ ดังกล่าวเชอื่ กันวา่ เปน็ เพราะภูตผีปีศาจที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ จึงพากันอพยพ
แยกยา้ ยหนีไปอยู่ที่อ่ืน เชน่ บา้ นแมย่ างมิน้ ตาบลศรถี ้อย อาเภอแม่สรวย และบ้านวาวี ตาบลวาวี อาเภอ
แม่สรวย ในปจ๎ จุบัน ทาให้ชุมชนแหง่ น้กี ลายสภาพเป็นชมุ ชนรา้ งในช่วงเวลานนั้
คาว่า “ทงุ่ พรา้ ว” น้นั สนั นษิ ฐานกนั ว่า เพ้ียนมาจากคาว่า ทุ่งเปล้า “เปล่า” คือ ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง
มสี รรพคุณทางสมนุ ไพร ซึ่งในอดตี นนั้ มีอย่เู ปน็ จานวนมากในบรเิ วณพ้ืนที่แห่งนี้ ทาใหเ้ รียกกันว่า “ทุ่งเปล้า”
โดยทีต่ ้งั ของหมบู่ ้านในอดีต อย่บู รเิ วณ “หนองกวาง” (บริเวณทุ่งนาหัวสะพานทางไปหน่วยจัดการต้นน้า
แมส่ รวยในปจ๎ จุบนั ) โดยมชี าวพน้ื ราบ(คนเมือง) และชาวกะเหร่ียงอาศัยอยู่ปะปนกันไม่กี่หลังคาเรือ น
สว่ นแหล่งข้อมูลบางแห่งท่ีอ้างว่า คาว่า “ทุ่งพร้าว” น้ันมาจากคาว่า “ทุ่งเปล่า” เน่ืองด้วยหลังจาก
ชาวกะเหรี่ยงกลุม่ สดุ ท้ายทอ่ี าศยั อยไู่ ด้อพยพย้ายออกไป หมู่บ้านก็กลายสภาพเป็นหมู่บ้านร้าง มีทุ่งนา
รา้ งว่าเปล่าอยหู่ ลายแปลง จึงเป็นท่มี าของคาวา่ “ทุ่งเปล่า” ซึ่งหมายถงึ ทุ่งนาทีว่ า่ งเปลา่ ไม่มีผู้คนทากนิ นั่นเอง
จนกระทัง่ ประมาณปี พ.ศ.2500 ไดม้ ีกลมุ่ มชิ ชั่นนารีชาวกะเหรี่ย ง จานวน 3 คน จากศริสตจักร
ภาคท่ี 10 สภาศรสิ ตจักรแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาสารวจสภาพภูมิประเทศในสถานทแี่ หง่ น้เี พอื่ บกุ เบิกชุมชน
และเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยมีนายสิงห์คา เสดวงชัย พร้อมเพื่อนอีกสองคน คือนายน้อย แก้วตา
และนายนอ้ ยจุมปู ศรวิ งศ์ ซึ่งย้ายมาจากหมบู่ ้านหว้ ยขม ตาบลแม่ยาว อาเภอเมอื งเชยี งราย จงั หวัดเชียงราย
เขา้ มาตงั้ รกรากอาศยั อย่พู รอ้ มกับครอบครวั เปน็ กลุม่ แรก
หลงั จากนน้ั ประมาณปี พ.ศ.2505 มีชาวกะเหรี่ยง 3 คน พรอ้ มด้วยครอบครัว จากอาเภอแม่สะเรียง
จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน คอื นายมะลิเจะ๊ ตาคา นายชอแบ พะหยี และนายโจเนอะ ซอเซอ ได้อพยพเข้ามาอยู่ใน
ชุมชนแห่งนกี้ อ่ นในระยะแรก และไมน่ านกม็ ีญาติพี่น้องของทั้งสามครอบครัวอพยพตามมาอีกหลายคน
นอกจากนน้ั ยงั มคี รอบครวั ของนายรศั มี กันนันท์ ซ่ึงถือเป็นครูคนแรกของชุมชนทุ่งเปล่า และนายก๋องแก้ว
สุนารัตน์ เขา้ มาต้งั รกรากอาศัยอยู่ในช่วยแรก ๆ อีกดว้ ย ชมุ ชนท่งุ เปล่าจึงมีขนาดใหญ่ขนึ้ เรือ่ ยมา
ในวนั ท่ี 18 มนี าคม พ.ศ.2510 ไดม้ กี ารก่อตั้งชมุ ชนท่งุ เปลา่ เปน็ คริสตจกั รทุ่งพร้าว สังกดั ภาคท่ี 10
สภาครสิ ตจักรแห่งประเทศไทย พร้อมตั้งช่ือหมู่บา้ นว่า “บา้ นทงุ่ พร้าว” ซงึ่ เปน็ ชุมชนชาวกะเหร่ยี งต้ังแตน่ ั้นมา
เดิมนั้นหมบู่ ้านทงุ่ พรา้ ว เปน็ บ้านบริวารของบ้าน สนั กลาง ตาบลแม่สรวย อาเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
ตอ่ มาในปี พ.ศ.2523 ทางราชการได้ประกาศให้หมบู่ ้านทุ่งพร้าวเป็นหมู่บ้านหลักอย่างเป็นทางการและ
ขึ้นอยู่ในเขตทอ้ งที่ หมู่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จงั หวดั เชียงราย มีการแต่งต้ังนานสิงห์คา เสดวงชัย
เป็นผู้ใหญ่บา้ นคนแรกตอ่ มา ไม่นานทางราชการได้แต่งต้ังนายสจุ ติ ต์ วิญํรู ตั น์ เปน็ ผู้ ใหญ่บ้านคนแรกต่อมา
มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพนั ธุก์ ะเหรี่ยงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชีวติ ชาวกะเหร่ียง
64
ไมน่ านทางราชการได้แตง่ ตง้ั นายสุจิตต์ วิญํรู รตั น์ เป็นผ้ใู หญ่บ้านแทนนายสงิ หค์ า เสดวงชัย และมีการเลือก
ผใู้ หญบ่ า้ นขนึ้ มาดารงตาแหน่งอกี หลายคนตามยคุ สมยั เรื่อยมาจนถึงป๎จจบุ นั
อนึง่ ในปี พ.ศ.2513 ไดม้ ีชนเผา่ อาข่า ได้เขา้ มาตั้งรกรากอย่ใู นหม่บู ้านทงุ่ พรา้ ว จานวน 7 หลงั คาเรือน
แตอ่ ยู่ในการปกครองของ หมทู่ ่ี 7 ตาบลวาวี จนกระท่งั ปี พ.ศ.2539 จงึ ได้ย้ายมาอยู่ในการปกครองของ
บ้านทุง่ พร้าว หมู่ 8 ตาบลวาวี จนถงึ ป๎จจบุ ัน
อาชพี ของชุมชนกลมุ่ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบา้ นท่งุ พร้าว
ประชากรในหมบู่ ้าน จะประกอบอาชีพ ทานา ทอผ้า การเกษตร เลย้ี งสตั ว์ รบั จ้างทว่ั ไป
ข้าวนาป/ี นาดา
การทานาขัน้ บันได วถิ ีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์
กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) บา้ นทงุ่ พร้าว ตาบลวาวี
อาเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จะนิยมปลูก
ช่วงประมาณ เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ของทกุ ปี
ตามฤดูฝนในพนื้ ที่
ข้าวนาไร่
เป็นข้าว ที่ป ลูก ได้ท้ัง บนที่ราบ แล ะที่ลาดชัน
นิยมปลูกกันมากในบ ริเวณ ที่ราบสูงโดย ไม่ต้อ ง
ใชน้ า้ มากตามไหล่เขาทางภาคเหนือ การทานาไร่
ชุมช นบ้านทุ่งพ ร้าว จะนิย มป ลูกช่วง ประมาณ
เดือนตลุ าคม เพราะมีสภาพอากาศช้ืน
การนับถือศาสนา
ชมุ ชนบา้ นท่งุ พร้าว หมู่ที8่ ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จังหวดั
เชียงราย ประมาณปี พ .ศ.2500 ได้มีกลุ่มมิชช่ันนารี
ชาวกะเหรี่ยง จานว น 3 คน จากศริสต จักรภาคท่ี 10
สภาคริสต จักรแห่ง ประเทศ ไทย เผ ยแพร่ศาสนาคริส ต์
โดยมีนายสงิ ห์คา เสดวงชัย พรอ้ มเพ่ือนอีกสองคน คือนายน้อย
แกว้ ตาและนายนอ้ ยจมุ ปู ศรวิ งศ์ ซ่ึงย้ายมาจากหมู่บ้านห้วยขม
ตาบลแม่ยาว อาเภอเมอื งเชยี งราย จงั หวัดเชยี งราย
การแตง่ กาย กลมุ่ ชาตพิ นั ธกุ์ ะเหร่ียงบา้ นท่งุ พร้าว
- เสอื้ เดก็ และหญงิ สาว จะเปน็ ชดุ ทรงกระสอบ ผา้ ฝ้ายพน้ื ขาว ทอหรือป๎กประดบั ลวดลายให้ งดงาม
- เส้ือผู้หญงิ ท่ีมีครอบครัวแลว้ จะสวมเส้อื สีดา น้าเงนิ และผา้ นุ่งสแี ดง คนละท่อน ตกแต่งด้วย ลูกเดือย
หรอื ทอยกดอก ยกลาย ป๎กดอกสแี ดง
- เสื้อผ้ชู าย กะเหรยี่ ง สว่ นมากจะสวมเสือ้ ตวั ยาวถงึ สะโพก ตวั เสอ้ื จะมีการตกแต่ง ด้วยแถบสไี ม่มีการป๎ก
ประดับเหมอื นเสือ้ ผ้หู ญงิ นงุ่ กางเกงสะดอ นิยมใช้สร้อยลกู ปด๎ เปน็ เครื่อง ประดบั และสวมกาไลเงนิ หรอื ต้มุ หู
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ะเหรย่ี งจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรยี่ ง
65
สถานการณข์ องชุมชนกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุบา้ นทงุ่ พร้าว
จดุ ออ่ นของหมู่บา้ น (ปญั หา/อปุ สรรค)
ดา้ นเศรษฐกจิ ราคาผลผลติ ตกตา่ ดนิ เส่ือมสภาพ พนื้ ท่ีทากนิ มจี ากดั
ด้านสงั คม คนชมุ ชนยังขาดโอกาสการเรยี นรใู้ นการพัฒนาอาชพี และขาดงบประมาณในการประกอบอาชีพ
ดา้ นทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม ทรพั ยากรธรรมชาติ (หา่ ชมุ ชน) ถกู บุกรุกจากท้ังภายใน
และบุคคลภายนอกชุมชน
ดา้ นความม่นั คงและความสงบเรยี บร้อย ได้รับผลกระทบจากเสียงท่รี บกวน เนื่องจากที่ตั้งของบ้าน
ติดกับถนนสายหลกั ของตาบล
ด้านการบรหิ ารจัดการภายในชมุ ชน คนในชุมชนยังไม่มคี วามรคู้ วามเข้าใจในเรื่องของการจัดการ
บริหารชุมชนท่ีถกู ตอ้ ง และการรบั รู้ข้อมลู ขา่ วสารต่างๆ ยังเป็นป๎ญหาหลักของผู้นาในชุมชน (การส่ือสาร
ด้านภาษา)
จดุ แข็งของหมบู่ ้าน (ศักยภาพ = ความสามารถของหมูบ่ ้าน)
ดา้ นเศรษฐกจิ ชุมชนมอี าชพี ทม่ี ัน่ คง (ทาไร่ ทานา) มแี หลง่ เงินทนุ ในชุมชนทเ่ี ข็มแข็ง มีอาชี พเสริม
ท่ตี รงตามแนวพระราชดาริ เศรษฐกิจพอเพียง
ดา้ นทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม หมู่บา้ นมีพน้ื ทเี่ หมาะสมกบั การทาการเกษตร มีแหล่งน้า
และทดี่ นิ ปรมิ าณเพียงพอตอ่ การทาการเกษตรทัง้ ปี
ดา้ นความมนั่ คงและความสงบเรยี บร้อย หมู่บ้านปลอดยาเสพติด และมกี ารปอ้ งกนั ตรวจตราเวรยาม
อย่เู สมอ
ด้านการบรหิ ารจัดการภายในชุมชน บคุ คลมคี วามรเู้ ก่ียวกบั ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นและความรู้ท่ีทันต่อ
การเปลยี่ นแปลง
ทิศทางการพฒั นาหมบู่ า้ นในอนาคต (วเิ คราะหจ์ ากความรู้ ความสามารถ หรอื ส่ิงท่ีมีอยู่ของหมู่บ้าน
เพื่อกาหนดสง่ิ ท่ตี อ้ งการให้เกิดขน้ึ ในอนาคต เชน่ การพฒั นาเป็นหมู่บ้านทอ่ งเทยี่ ว/หมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น/
หมบู่ า้ นมีความสงบเรียบร้อย ปลอดจากสง่ิ เสพติด หมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพยี งต้นแบบ เปน็ ต้น)
1. จัดใหม้ ีการอบรมและเพม่ิ ความรูใ้ หแ้ กค่ นในชุมชน
2. พัฒนาคนในชมุ ชนให้มคี วามรู้ ความสามารถ
3. ส่งเสรมิ ใหค้ นในชุมชนทาอาชพี เสริม เพ่อื เพม่ิ รายได้อกี ทางหนง่ึ
4. สร้างความแข็งแรงให้กับชมุ ชนด้วนแผนพัฒนาชุมชน
5. นาแผนชมุ ชนไปปฏิบตั จิ ริง เพ่อื การนาไปสูค่ วามร่มเย็นเป็นสขุ ของคนในชุมชนอย่างยงั่ ยนื
6. เจรญิ รอยตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกิจพอเพยี ง
มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธุก์ ะเหรยี่ งจงั หวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรีย่ ง
66
สภาพปัญหาและความต้องการของหมบู่ า้ น
การวิเคราะหป์ ญั หาของหม่บู ้าน
ลาดบั ที่ ปัญหา สาเหตุปญั หา ความต้องการ แนวทางแกไ้ ขปญั หา
1 ถนนในหมู่บา้ นและทางเขา้ พื้นที่ ในฤดูฝนถนนเปน็ ดิน ถนนคอนกรีตเสรมิ ใย ขอรบั งบประมาณใน
เกษตรไมด่ ี มีความลาบากในการ โคลนการสญั จร เหล็ก การก่อสร้างจาก
สัญจรและการขนส่งผลผลิต ลาบาก หนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
ทางการเกษตร
2 ขาดพ้นื ท่ีหรอื ลานในการแสดงออก ขาดงบประมาณในการ ลานแสดงออกทาง ขอรบั งบประมาณใน
ทางด้านการอนรุ ักษห์ รือถา่ ยทอด จดั สร้างสถานท่ี วฒั นธรรมของอาข่า การกอ่ สรา้ งจาก
ประเพณวี ัฒนธรรม หน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ ง
3 สภาพหอประชมุ หมูบ่ ้านทรุดโทรม หอประชมุ หม่บู ้านใช้ ซอ่ มแซมและปรบั ขอรับงบประมาณใน
และไม่ไดม้ าตรฐาน การมาหลายปแี ลว้ ทา หอประชมุ ใหม้ สี ภาพ การก่อสรา้ งจาก
ให้สภาพทรดุ โทรมไป และมาตรฐานท่ีดีขน้ึ หน่วยงานทเี่ กีย่ วขอ้ ง
ตามกาลเวลา
4 มคี วามลาบากในการขนสง่ ผลผลติ ไม่มที างเข้าในพน้ื ทนี่ า สรา้ งหรือวางท่อ ขอรบั งบประมาณใน
ทางการเกษตร ทาใหเ้ ป็นอุปสรรคใน ระบายนา้ ในเหมอื งนา้ การกอ่ สร้างจาก
การขนส่งผลติ ทางการ กลางทุ่งนา หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง
เกษตร
ขา้ วเบ๊อะ
ข้าวเบ๊อะ เป็น อาหารข องช าวปก าเก อะญอ หรือ
ชาวกะเหรยี่ ง มีลกั ษณะเหมอื นโจก๊ หรือ ขา้ วต้มของชาวพื้นราบ
เป็นอ าหารท่ีชาวกะเหรี่ย งนิย มทาต้อนรับแขก ผู้มาเยือ น
และเปน็ อาหารหลักท่ีนยิ มของชาวกะเหรี่ยง แม้จะมีลักษณะ
เหมือนโจ๊ก หรือ ขา้ วตม้ แต่สาหรบั ชาวกะเหร่ียงแลว้ ข้าวเบ๊อะ
เปน็ กับขา้ ว ประเภทแกงทจ่ี ะรบั ประทานรว่ มกับข้าว โดยจะนา
ขา้ วสาร มาตม้ กบั น้าพริกแกง พรอ้ มกับเนือ้ สตั วแ์ ละผกั ชนดิ ต่างๆ
ท่จี ะสามารถหาไดใ้ นทอ้ งถนิ่ โดยสรุปคือ มีข้าว ผักต่าง ๆ และเน้ือสัตว์ ต้มรวมกันจนข้าวแตกเม็ดและ
สว่ นประกอบทกุ อยา่ งเละจนเปน็ เนื้อเดยี วกนั เหมอื นโจก๊ ทาให้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โจ๊ก หรือ ข้าวต้มดอย”
ซ่งึ เปน็ อาหารท่ีมที ่มี าสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ีชวี ิตทเ่ี รียบงา่ ย แต่แฝงไปด้วยความรกั ความสามัคคที แี่ สดงออกมา
ของชาวกะเหรยี่ ง
มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพนั ธก์ุ ะเหรยี่ งจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอื่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถชี วี ติ ชาวกะเหรีย่ ง
67
ประวตั คิ วามเปน็ มา
ข้าวเบอ๊ ะ หรือ “ตา่ พอเผาะ” เปน็ อาหารที่มีประวัติ
เล่ากันว่า ชาวกะเหร่ียงซ่ึงส่วนใหญ่ดารงชีพด้วยการ
ปลูกขา้ ว ทาไร่ แตต่ อ้ งประสบป๎ญหาในทุกชว่ งฤดเู ก็บเกีย่ ว
เพราะผลผลิตทไี่ ด้จะถูก นก หนู หมูป่า เข้ามากดั แทะ หรอื
ขโมยไปกนิ ยิ่งบางปีเกิดโรคระบาดพชื ผลเสยี หาย ผลผลิต
ทีไ่ ดอ้ าจเหลอื ไมพ่ อกินสาหรับคนท้ังหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้
ชาวบา้ นจึงเลือกท่ีจะใช้วธิ ีรวบรวมผลผลติ ตา่ งๆ ที่มีในไร่ .
ไม่ว่าจะเป็น หอม กระเทียม พริก หรือ เคร่ืองเทศ และ
สว่ นผสมต่างๆ เท่าทีจ่ ะหาได้ มาต้มรวมกับข้าวสารในหม้อ
จนกลายมาเปน็ “ขา้ วเบ๊อะ” ออกมาแลว้ ก็แจกจา่ ยให้ท้งั คนในครอบครัวและเพื่อนบา้ นทกุ คนไดก้ นิ อิม่ กนั ท่ัวถึง
ข้าวเบ๊อะ หรอื ตา่ พอเผาะ ซงึ่ มีความสาคัญต่อจิตใจในทุกครั้งที่มีงานสาคัญ เช่น ปีใหม่
พิธเี รียกขวัญ ทาบุญตา่ ง ๆ ของชาวกะเหรีย่ ง ที่มกั จะมี “ตา่ พอเผาะ” (ขา้ วเบ๊อะ) เป็นองคป์ ระกอบของอาหาร
ม้ือดงั กล่าวเสมอ ข้าวเบอ๊ ะ หรอื ต่าพอเผาะ จึงไม่ใช่เพยี งอาหารแต่เป็นส่ิงที่ช่วยแก้ป๎ญหาความอดอยาก
ให้แก่ชาวกะเหรี่ยงในชว่ งเวลานนั้ อาหารงา่ ยๆ แตไ่ ดช้ ่วยเหลอื ชวี ติ ของชาวกะเหรี่ยงสะทอ้ นถงึ ชีวติ ท่เี รยี บง่าย
แตแ่ ฝงไปดว้ ยความรักและความสามคั คขี องชาวกะเหรย่ี ง แสดงออกมาผา่ นอาหารแห่งชาติพนั ธ์ุ
ความรแู้ ละการปฏบิ ตั ิเกย่ี วกับธรรมชาตแิ ละจกั รวาล (อาหาร และโภชนาการ)
ขา้ วสาร
เนื้อหมู หรือ เนื้อสตั วต์ ามต้องการ
ผักชนดิ ตา่ งๆ ทสี่ ามารถหาได้ เชน่ หนอ่ ไม้ , ขา้ วโพดออ่ น , ยอด
ฟก๎ ทอง หรอื ถ่ัว เป็นต้น
ตะไคร้ พรกิ แหง้ หรือ พริกสด
รากผักชี กระเทยี ม
ใบโหระพา เกลือ
ข้นั ตอนการทา ๑. โขลกพรกิ กระเทยี ม ตะไคร้ และรากผกั ชีให้ละเอียด พักไว้
2. นาภาชนะ จะเปน็ หม้อ หรอื กระทะกไ็ ด้ตั้งไฟอ่อน โดยไม่ต้องใส่น้ามัน
นาสว่ นผสมทโ่ี ขลกไว้ลงไปผัดเตมิ นา้ นิดหนอ่ ยเพ่ือไมใ่ ห้กระทะไหม้ ผดั เครื่อง
จนหอม จากนน้ั เอาเนื้อหมทู ีเ่ ตรียมไว้ลงไปผัด คอ่ ยๆ เติมนา้ ทีละน้อยจนเน้ือ
หมูสุกจะมนี า้ จากหมูออกมา
3. เม่ือหมูสกุ ดแี ล้ว ให้เตมิ น้าตม้ สกุ ลงไปในหม้อ หรือ กระทะ ปริมาณน้า
คาดคะเนให้พอดกี บั ข้าวสารท่จี ะใส่ลงไปในหมอ้ ไมม่ ากหรือน้อยจนเกินไป (ขนึ้ อยู่กับความชานาญของผู้ทา)
รอจนน้าเดอื ด แล้วจึงใสข่ ้าวสารทีเ่ ตรยี มไวล้ งไปชมิ และสามารถปรุงรสด้วยเกลือ หากมีหน่อไม้หรือผักท่ีสุก
กส็ ามารถใส่ตามลงไปไดเ้ ลย
4. คน หรอื เคย่ี วสว่ นผสมทัง้ หมดจนเมล็ดข้าวแตก และส่วนผสมทั้งหมดรวมเป็นเน้ือเดียวกัน
ระยะเวลาการคน หรอื เค่ยี วจะอยู่ทีเ่ มล็ดขาวทใี่ สล่ งไป เมอ่ื เมล็ดข้าวแตกดแี ลว้ ใส่ผกั ทส่ี กุ ง่ายๆ (ใบโหระพา)
ลงไป เม่ือผักสกุ แลว้ ยกลง พร้อมเสรฟิ
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุก์ ะเหรย่ี งจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง
68
เคลด็ ลบั การปรงุ
1. ข้าวทใี่ ช้เปน็ ขา้ ว
2. เนื้อสัตวท์ ่ีใช้ควรเป็นเน้อื สัตวร์ มควนั (เนอื้ สตั วท์ ผี่ งึ่ ไว้บนเตาไฟ) เพราะเนอื้ สตั ว์จะหอมและไม่เหมน็ คาว
3. ผกั ท่ีใช้สามารถใชไ้ ด้ทกุ ชนดิ ตามชอบ และมีในพนื้ ที่ แต่จะไม่ใชเ่ ผอื ก มันในการเคีย่ วหรอื ต้ม
เอกลกั ษณ์ อตั ลกั ษณ์ และจุดเด่น
ชาวก ะ เ ห ร่ี ย ง จะ มี วั ฒ นธ รรม ก ารกิ นที่ ไ ม่ เ น้ นสี สั นข อ ง อ าห าร
แต่จะเน้นการประกอบอาหารที่ไม่ยุ่งยาก ใช้วัตถุดิบในการปรุงอาหาร
ตามธรรมชาติทีม่ ใี นทอ้ งถิ่นเป็นสาคัญ โดยเน้นพืชผัก และวิธีการปรุง
ทไ่ี ม่สลับซบั ซอ้ น
ขา้ วเบอ๊ ะ จะมหี น้าตาเหมอื นกบั โจ๊ก หรอื ข้าวต้มของคนพ้ืนราบ
จะมรี สเผด็ นิดหน่อยและมีกลน่ิ หอมของสมุนไพร เช่น พริก ตะไคร้ หรือ
กระเทยี มที่โขลกในพริกเคร่ืองแกง และใบโหระพาท่ใี ส่ลงไปแตจ่ ริงๆ แล้ว
ขา้ วเบ๊อะของชาวกะเหรี่ยงท่กี นิ กบั ขา้ วจะนยิ มทาแกงข้าวเบ๊อะในตอนเช้า เนื่องจากใช้เวลาในการปรุงอาหาร
เปน็ เวลานาน
การสืบสาน สร้างสรรคแ์ ละพัฒนาต่อยอดอาหาร
ป๎จจบุ นั อาหารชาติพันธก์ุ ะเหรี่ยงเริ่มเปน็ ท่รี จู้ ักของนกั ทอ่ งเท่ียวที่ชนื่ ชอบการทอ่ งเทยี่ ว ในรูปแบบ
วิถชี วี ิตชาตพิ นั ธ์ุ หลายภาคสว่ นท้งั ภาครัฐและเอกชนมีการสง่ เสริมการท่องเทยี่ วชาติพันธ์ุในรปู แบบการเรยี นรู้
วถิ ชี วี ติ ท้งั ดา้ นอาหาร การแตง่ กาย หรอื วฒั นธรรมประเพณี ทาให้อาหารชาติพันธกุ์ ะเหรย่ี ง เปน็ ทีร่ ู้จักของคน
พน้ื ราบมากขนึ้ เช่น แกงขา้ วเบอ๊ ะ แกงเย็น นา้ พรกิ ผกั ตม้ เปน็ ต้น หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนมีการ
ค้นควา้ ศกึ ษา วถิ ีชวี ิต และภมู ิปญ๎ ญาของชาติพนั ธก์ุ ะเหรย่ี ง ซงึ่ ภูมปิ ๎ญญาทางดา้ นอาหารก็เป็นอีกสาขาหนึ่ง
ที่น่าสนใจ เพราะอาหารกะเหร่ียงจะให้คุณค่าทางโภชนาการ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะจะเน้น
ปรงุ จากพืชผกั ตามธรรมชาติและมีในท้องถิ่นเป็นสาคัญ การปรุงรสจะมาจาก เกลือ สมุนไพรท่ีให้รสเผ็ดร้อน
เชน่ ตะไคร้ พริก และเพ่ือเป็นการส่งเสริมอาหารชาตพิ ันธกุ์ ะเหรี่ยงใหร้ ้จู ักแพรห่ ลาย การพัฒนาหรือปรับปรุง
ในด้านของวตั ถดุ ิบ และการปรงุ ให้ไดม้ าตรฐาน สะอาด และปลอดภัย แต่ยังคงรสชาติและเอกลักษณ์
ของอาหารชาตพิ ันธ์ุกะเหร่ียงไว้ รวมถึง ภาชนะท่ีใส่อาหารบางแห่งเน้นแบบธรรมชาติ เช่น ใช้ไม้ไผ่
หรอื รองดว้ ยใบตองเพ่อื ให้ไดบ้ รรยากาศ และคงไว้ซึ่งอตั ลกั ษณ์ของอาหารชาติพันธก์ุ ะเหร่ยี ง [2]
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ ันธก์ุ ะเหรยี่ งจังหวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหร่ยี ง
69
แกงเย็น สตู รปกาเกอะญอ
สว่ นประกอบ
1.ปลายา่ ง/ปลาแห้ง
2.ผักกาดแหง้
3.หอมแดง
4.กระเทยี ม
5.ผกั ชฝี ร่ัง และสาระแหน่
6.น้าดืม่
7.มะขามเปียก
8.มะเขือพวง
วธิ กี ารทา
1 เอาผกั กาดแหง้ มาซอย จากน้ันนาไปคว่ั ในกระทะโดยไม่ใช้น้ามัน
ให้ผกั แห้งกรอบ มีกลนิ่ หอม
2 นามะเขอื พวงเดด็ ขวั้ ออก ทุบใหแ้ ตก
3 แกะเน้ือปลาแห้งเอาก้างออก
4 นามะเขือพวง ผักกาดแหง้ คั่ว หอมแดง เนื้อปลา กระเทียม เกลือเล็กน้อย
ใสช่ าม/หม้อ เติมนา้ เปล่าสกุ ลงไป ตามชอบ (ถ้าจะรับประทานก็สามารถ
เตมิ น้าเพมิ่ ไดอ้ ีก) คน/คลุกสว่ นผสมใหเ้ ขา้ กนั
5 ถา้ ต้องการไดร้ สเปรย้ี ว สามารถละลายมะขามเปียก ลงในนา้ เปล่าไดเ้ ลย
เอกลักษณ์ อัตลกั ษณ์ และจุดเด่น
แกงเย็น สตู ร ปกาเกอะญอ แบบด้ังเดิม ด้วยวิถีชีวิตของ
แกงเยน็ จะมกี ลิน่ หอมปรุงเทศที่ใส่ไปและหอมกล่ินผักกาดแห้ง
แกงเยน็ เป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณข์ องชาวกะเหรีย่ งทจี่ ะไม่เนน้ สสี ัน
ของอาหารแต่จะเนน้ ความเรียบง่าย ใช้เครื่องปรุงและวิธีการปรุง
ที่ง่ายๆ ไม่ย่งุ ยากซับซอ้ น สมยั ก่อนชาวบ้านจะนิยมไปรับประทาน
ท่ีไ ร่ห รือ ทุ่ง นา ช่ว ยใ ห้ค ลายค วามหิว น้าขณ ะท าง านร้อ นๆ
จะมรี สชาติกลมกล่อมไมห่ วานและไมเ่ ปรยี้ วมากนกั
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพนั ธกุ์ ะเหรย่ี งจงั หวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง
70
ไขป่ ่าม (ภาคเหนอื ) สูตรปกาเกอะญอด้วยใบขมน้ิ
สว่ นประกอบ
1. ไข่ไก/่ ไข่เป็ด
2. ใบขม้ิน
3. เกลอื
วิธีการทา
1. นาไข่ตอกใสช่ ามใส่เกลอื เลก็ น้อย
2. ตั้งกระทะใชไ้ ฟอ่อน
3. นาใบขมิ้นวางไปในกระทะ
4. ใหน้ าไข่ท่ีผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ใส่ล งไ ปบนใบ ขม้ิน เม่ือ ไข่ด้านล่าง
เร่มิ เซทตัวใหพ้ ับใบขม้ินอีกด้านมาปิด
บนไข่เพ่ืออบใหไ้ ข่ดา้ นบนสุก
5. รอให้ไข่ดา้ นลา่ งสุกพอประมาณที่จะสามารถพลกิ กลบั ด้านได้ ให้นาใบขมนิ้
พบั กลบไข่มดิ ชดิ
6. พลิกใบข มิ้นอีกด้าน ใ ช้เวล า
ประมาณ 1-3 นาที ให้ใบขม้ินมี
รอ้ ยไหมน้ ดิ ๆ ไข่ก็จะสุก เน้ือไข่น่ิม
ดูสสี นั หนา้ รบั ประทาน
เอกลกั ษณ์ อตั ลักษณ์ และจดุ เดน่
เป็นอาหารอีกเมนูหน่ึง ของวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหร่ีย ง
บา้ นทุง่ พร้าว ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ท่ีมีวิธีการ
ไข่ป่าม ที่แ ต กต่าง จากไ ข่ป่ามพื้ นเมือง ท่ีนิยมใช้ใ บต อง กล้ว ย
แต่ชาวกะเหรี่ยง บา้ นทุง่ พรา้ วจะใช้ใบขม้นิ แทน เพราะไขจ่ ะมกี ล่ินหอม
ของใบขม้ิน โดยจะนาใบขมน้ิ มาวางลงไปในกระทะ โดยไม่ต้องใส่น้ามัน
ลงไปในกระทะ เมือ่ ไข่สกุ จะมีกล่ินที่หอมของใบขมิ้น รสชาติน่ากิน
สสี นั ที่เป็นธรรมชาติ
มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมกล่มุ ชาตพิ นั ธุก์ ะเหรย่ี งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรี่ยง
71
แกงแห้ง สตู รปกาเกอะญอ
ส่วนประกอบ
1. ผักกาดจอ้ น
2. พริก
3. ถั่วฝก๎ ยาว
4. กระเทยี ม
5. หอมแดง
6. ตะไคร้ เกลอื /ผงชรู ส
วธิ กี ารทา
1.นาพริก หอมแดง กระเทยี ม ตระไคร้ ตาในครกใหล้ ะเอยี ด
2.นาหมอ้ ตม้ น้าใหเ้ ดอื ดโดยใส่น้าเพียง
เล็กน้อย
3. นาสว่ นผสม ตามขอ้ 1 ใส่ลงไปในนา้ เดอื ด ใส่ผักกาดจอ้ น/ถวั่ ฝก๎ ยาวลงไป
โดยไมต่ ้องหน่ั ปรุงรสดว้ ยเกลอื /ผงชูรส ปดิ ผาหม้อ โดยไม่ต้องคน/กวน
เม่อื ผักสกุ ค่อยคนให้ผกั สุกจนทว่ั ยกลงใส่จาน
เอกลกั ษณ์ อัตลักษณ์ และจดุ เดน่
เมนูแกงแห้งเปน็ อีกเมนูหนง่ึ ของกลุ่มชาติพนั ธ์ุชาวกะเหรย่ี ง(ปกาเกอะญอ)
จะมวี ัฒนธรรมการกินทไี่ มแ่ ตกต่างกับชุมชนโดยทว่ั ไป มีรสชาติเผด็ เล็กนอ้ ย
รสชาตอิ าหารกลมกล่อม มีความสดและสะอาด ผักท่ีนามาประกอบอาหาร
ได้มาจากในชุมชน ปล อดสารพิษ เป็นเมนูก ารทาอ าหารที่ไม่อยาก
สามารถทากินได้ ใช้เวลาในการทาอาหารไมน่ าน สะดวก สะอาด สขุ อนามัย
แบบวิถีชวี ติ กลมุ่ ชาตพิ ันธกุ์ ะเหร่ียง
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาติพันธ์กุ ะเหรีย่ งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถชี วี ติ ชาวกะเหรยี่ ง
72
ผา้ ทอกะเหรี่ยง (ชมุ ชนบ้านทุ่งพรา้ ว)
ชาติพนั ธ์ุปกาเกอะญอ หรือ กะเหร่ียงจะมีการสืบ
ทอดการทอผา้ จากบรรพบุรษุ โดยหญิงสาวชาวกะเหร่ียงจะต้อง
เรยี นรกู้ ารทอผ้าตัง้ แต่ยงั เด็ก เ พื่อทอสาหรับใช้สาหรับสวมใส่
ในชวี ติ ประจาวนั และในพิธีการสาคัญต่างๆ การย้อมสีผ้าของ
ชาวกะเหร่ียงจะนยิ มใชส้ ีจากวสั ดุธรรมชาติท่ีมีอยู่ในท้องถิ่น เช่น
เปลือกไม้ หรือ รากไม้ การทอผา้ จะใชก้ เ่ี อวซ่งึ แตกต่างจากก่ที อผา้
ทวั่ ไป ผ้าทที่ อดว้ ยก่เี อวจะมีลกั ษณะเปน็ ผ้าหน้าแคบ ทาใหช้ าวกะเหรี่ยงต้องนาผ้าแต่ละชิ้นมาประกอบกนั เป็น
เคร่ืองแตง่ กาย โดยไม่มีการตัด ดังน้ันการทอผ้ากะเหร่ียงสาหรับสวมใส่จงึ ตอ้ งใชค้ วามชานาญในการคาดคะเน
ขนาดของหนา้ ผ้า และวางตาแหน่งของลวดลาย ส่วนการตกแต่งลวดลายของผ้ากะเหรี่ยงจะนิยมใช้วัสดุ
จากธรรมชาตมิ าตกแต่ง เชน่ ลกู เดอื ย หรือ หนิ ป๎กระหวา่ งด้ายสีต่าง ๆ หรอื อาจใช้ลกู ป๎ด เพือ่ ให้เกดิ ลวดลาย
ตามตอ้ งการ ทั้งน้ีขนึ้ อย่กู ับความคิดสร้างสรรค์ของผทู้ อเอง
ประวัตคิ วามเป็นมา
หมู่บ้านแมย่ างมนิ้ เป็นชาวเขาเผา่ กะเหรย่ี งทย่ี ้ายมาจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยอพยพมาอยู่ที่
บ้านหว้ ยเฮีย้ (ปจ๎ จบุ ัน คอื หมู่ 5 ตาบลศรถี ้อย อาเภอแม่สรวย) เม่ือปี พ.ศ.2452 จนเม่ือปี พ.ศ.2520
ได้แยกจากบา้ นห้วยเฮยี้ มาตัง้ เปน็ หม่บู า้ นใหม่จนถงึ ป๎จจบุ ัน
ภมู ิป๎ญญาการทอผ้ากะเหรย่ี ง ผหู้ ญิงทกุ คนและทุกครัวเรือนจะต้องทอผ้าเป็น ดังนั้นผู้สูงอายุ
ผู้หญิงสว่ นใหญ่จึงยังคงให้ความสาคัญตอ่ วัฒนธรรมการทอผา้ อยู่ และจะสอนการทอผา้ ใหก้ บั เด็กผูห้ ญงิ ทมี่ ีอายุ
ประมาณ ๗-๑๐ ปี ทีม่ คี วามสนใจ เด็กจะเกดิ เรียนรู้การทอผ้าจากการสังเกตและการฝึกหัด โดยใช้ด้าย
ซึง่ ทาจากใยฝา้ ยซึ่งทุกครัวเรอื นจะปลูกฝ้ายไว้เพอ่ื ใช้ในการทอเครื่องนงุ่ หม่ สาหรับสมาชิกในครอบครัว และ
มกี ารย้อมสดี า้ ยดว้ ยสีธรรมชาตจิ ากพนั ธุไ์ ม้ตา่ งๆ เช่นเปลือกไม้สกั ยอดต้นสกั เปลือกปอแดง ขมิ้น ต้นคราม
ผลมะเกลือ เถาไม้ฝางหรือเปลอื กตม้ ประดู่ เปลือกเถานมววั เป็นต้น โดยในการย้อมนั้นจะอาศัยประสบการณ์
ในการคาดคะเนตามความ พึงพอใจของผู้ย้อม สีที่ได้จึงแตกต่างกันในแต่ละคร้ังของการย้อม ผู้หญิง
ชาวกะเหร่ียงจะทอผา้ ไวส้ วมใส่ในชวี ติ ประจาวันทัง้ ของตนเองและสมาชิกในครอบครวั หรอื ทอเก็บไวใ้ ชใ้ นงาน
พิธีสาคัญๆ เช่น งานแตง่ งาน , งานประเพณสี าคญั ๆ ต่างๆ
งานช่างฝมี อื ดัง้ เดิม (ผา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากผา้ )
แรงบันดาลใจ/แนวคดิ /ท่มี า
ลวดลายผา้ ของชาวกะเหรย่ี ง มีเอกลกั ษณ์โดดเด่นท่ีแสดงถึง
ตัวตนของชนเผ่ากะเหร่ียงทสี่ ืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ลวดลาย
ต่างๆ มักเกิดจากการสังเกต การใช้จนิ ตนาการนาเอาลักษณะเด่นจาก
ส่ิงท่ีพบเห็นในธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมรอบตัว ทั้งพืชพรรณ
ดอกไม้ ต้นไม้ สตั วน์ ้อยใหญ่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวั น
ตลอดไปจนถงึ ประเพณแี ละคตินิยมของชนเผา่
มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง
73
มาประยุกตถ์ ่ายทอดลงสู่ลวดลายบนผืนผ้าไดอ้ ย่าง
งดงาม ด้ว ยเทค นิคการสร้างสรรค์ลวด ลาย ที่
หลากหลาย ท้งั การจก การทอยกดอก การมัดหม่ี
การปก๎ ด้วยดา้ ยหรอื ไหมพรมหลากสีการป๎กประดบั
ตกแตง่ ดว้ ยเมลด็ ลูกเดือย เป็นตน้
ประเภทผา้ ผ้าฝา้ ยทอมือ
ลกั ษณะลวดลายของผา้
เอกลกั ษณล์ วดลายทม่ี ลี กั ษณะเปน็ ลวดลายดงั้ เดิมทป่ี รากฏบนผืนผา้ ทอกะเหรีย่ ง
ทีส่ ืบทอดตอ่ กนั มา จากบรรพบรุ ษุ หลายชั่วอายคุ น เปน็ ลวดลายทีพ่ บไดใ้ นกะเหร่ยี ง
โปวและปกาเกอะญอ แทบทุกพื้นที่ เชน่ ลักษณะลายเปน็ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
รปู แบบตา่ งๆ ลายดอกไม้ ลายเสน้ ตรง ลายกากบาท เปน็ ตน้ นอกจากลายดั้งเดิม
ของผ้าทอกะเหรย่ี งทเ่ี กิดจากการทอผ้าแลว้ ชาวกะเหร่ียงยงั มีลายดง้ั เดมิ ท่เี กดิ จาก
การปก๎ ลายลงบนผา้ ทอดว้ ยมอื ซ่ึงจะไมม่ ีการขดี เสน้ หรือรา่ งแบบไวก้ ่อน ต้องอาศัย
ความชานาญของผปู้ ก๎ โดยการป๎กจะปก๎ เปน็ รูปสเี่ หล่ียม หรอื รปู อืน่ ๆ ตามต้องการ
ชื่อของลวดลายผา้ ทอกะเหร่ยี งน้นั อาจไม่มชี ่ือหรือความหมายท่ีเป็นภาษาไทย
ทจ่ี ะเขา้ ใจไดโ้ ดยง่าย เนื่องจากเปน็ ชือ่ เรยี กลวดลาย โบราณดงั้ เดมิ ของชนเผา่ ที่ถูก
เรียกขานและถ่ายทอดต่อๆ กันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษด้วยภาษาของชนเผ่า
กะเหรย่ี งในแต่ละท้องถน่ิ
นอกจากลวดลายของผา้ แลว้ เทคนคิ การทอเพื่อให้เกดิ ลวดลาย ทง้ั การมดั หมี่ จก ขิด และยกดอก
กอ่ ให้เกิดลวดลายและสสี ันบนผืนผา้ ไม่เนน้ ความฉูดฉาดเทา่ กบั ชนเผ่าอื่น ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะ
ของผ้าทอชนเผ่ากะเหรี่ยง ทาให้เมอื่ เราเหน็ ผืนผ้าทีม่ ีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ กส็ ามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี่
คอื ผ้าทอกะเหรย่ี ง
จดุ เดน่ ของผา้ และผลติ ภัณฑจ์ ากผา้
ผา้ ทอกะเหรยี่ งจะทอจะเสน้ ฝา้ ยโดยวิธกี ารทอ กระบวนการ
ผลติ ท่ปี ระณตี ทาจากวสั ดธุ รรมชาติทุกขนั้ ตอน ปลอดสารเคมี
ทาให้ผ้านุ่ม สบายไมร่ ะคายเคอื งเวลาใส่
คุณสมบตั ขิ องผา้ และผลิตภณั ฑจ์ ากผา้
ผลติ ภัณฑจ์ ากผ้าฝา้ ยทอมอื มีความเหมาะกบั สภาพอากาศเมอื งรอ้ น คือ มีความยดื หยนุ่ ดดู ซบั นา้ และ
ดดู ความช้นื ได้ดี สวมใส่สบาย ซบั เหง่อื ระบายอากาศได้ดี เนอื้ ผา้ นมุ่ (ย่ิงซกั ย่งิ นุ่มและใสส่ บาย) ซกั รดี ไดง้ ่าย
และยงั ปลูกได้ทว่ั ไป
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุม่ ชาตพิ ันธ์ุกะเหรี่ยงจังหวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง
74
วสั ดุอปุ กรณแ์ ละอุปกรณ์
1. กี่เอว ซ่งึ เป็นเครือ่ งมือทอผา้ ทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์ของชาวกะเหร่ียง โดย ก่เี อว มีประกอบ คอื
แผ่นคาดหลงั (บอ่ งแควง่ ) แต่เดิมนน้ั ทามาจากหนงั สัตว์ เชน่ หนงั กวาง หรอื หนงั วัวตากแห้ง
ไมพ้ นั ผ้า (คารทิ) คอื ไมร้ ง้ั ผ้าสาหรับรั้งและพันผ้าที่ทอแล้ว
ไมก้ ระทบ (หน่อทะแพะ) คือ ไมก้ ระทบผ้า ทาจากไม้มะเกลอื ยาวประมาณ 70 เซนตเิ มตร
ไมแ้ ยกด้าย (กงคู๊) ไมแ้ ยกด้าย ทาจากไมไ้ ผ่ยาวประมาณ 60 ซม.
ไมไ้ บ่หรือแนโม เพอ่ื แบง่ เส้นดา้ ยยืน
ถา่ เบอะ คือ ไม้ไผ่เจาะรทู งั้ 2 ขา้ งสาหรับยดึ เครอ่ื งทอ
เสย่ ถงึ คอื ไม้ใสด่ ้าย ทาจากไม้กลมหนาประมาณ 1 นิว้
ลงุ ทยุ้ คอื ไม้ม้วนด้ายพ่งุ ใชส้ าหรบั สอดดา้ ยพงุ่
ขอ่ ยอ่ ชู คือ ไมส้ าหรับยนั เท้าสาหรบั ควบคมุ ให้ดา้ ยยืนตงึ หรือ หยอ่ นในระหว่างทอ
๒. เสน้ ฝา้ ยสตี า่ งๆ ตามชอบสาหรับทอ
๓. วัสดุสาหรบั ตกแตง่ ผา้ เช่น ลูกเดือย ลูกป๎ด ตามแตผ่ ทู้ อจะสรา้ งสรรค์
ขัน้ ตอนการผลติ ผา้ และผลติ ภัณฑ์จากผา้
กอ่ นการทอผ้า
การทอผา้ ของกะเหรย่ี งก่อนท่ีจะข้นึ เครอ่ื งทอ จาเป็นจะต้องกาหนดวัตถปุ ระสงค์ของการทอก่อนว่า
จะทอเพ่อื ใช้ทาอะไร เชน่ ทอยา่ ม ทอเสอ้ื ทอผา้ ถงุ ฯลฯ และต้องกาหนดขนาดไปพร้อมกนั ด้วย ท้งั นเ้ี นือ่ งจาก
ลกั ษณะของเคร่อื งนุ่งหม่ ของชนเผ่ากะเหร่ียง เป็นการนาผ้าแต่ละชิ้นมาเย็บประกอบกันโดยไม่การตัด
(ยกเวน้ ความยาว) ดังนน้ั การทอผ้าแต่ละครั้งจงึ ต้องกะใหไ้ ด้ขนาดทจ่ี ะนามาเยบ็ แลว้ สวมได้พอดีตวั กะเหรย่ี ง
ไมม่ ี เครื่องมอื ทใ่ี ชเ้ ปน็ มาตรฐานในการวดั จึงต้องใชว้ ิธกี ะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน การกะขนาดของผา้
ทจ่ี ะทอแต่ละครง้ั ผทู้ อจะยดึ รปู รา่ งของตนเป็นมาตรฐานวา่ เมอ่ื ข้นึ เครอื่ งทอเพอ่ื ทอเสือ้ ของตนต้องเรียงด้าย
สูงประมาณเทา่ ไหรข่ องไมท้ ่ีเสยี บบน ไม้ข้ึนเครื่องทอ เช่นประมาณว่า "คร่ึงไม้" หรือ "ค่อนไม้" เป็นต้น
ฉะนน้ั เมอื่ ตอ้ งทอใหผ้ ู้อนื่ จงึ ตอ้ งเพิม่ หรือลดขนาดของด้ายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปร่างของ
ผทู้ อดังกล่าว ปกติแลว้ ความกวา้ งของผ้าทท่ี อได้มีขนาดเพยี ง ๑ ใน ๔ ของรอบอก ผู้สวมใส่ อย่างหลวม ๆ
ถา้ ทอผา้ ห่มความ กวา้ งอาจเทา่ กับ ๑/๒ หรอื ๑/๓ ของความกว้างที่ต้องการก็ได้ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับการนาไป
ประกอบเป็น เคร่อื งนุง่ ห่ม เช่น ผืนผ้าทที่ อจะเทา่ กัน ๔ เท่าของความยาวแทจ้ ริงของเสอ้ื หรอื ชุดยาวก็จะทอผา้
ขนาด เดยี วกัน คอื ๒ ผืน โดยแต่ละผืนมีความยาว ๒ เท่าของความยาวท่ีแท้จริง เป็นต้น เครื่องทอผ้าไม่มี
หลกั ฐานท่ี แสดงวา่ แตเ่ ดมิ รปู แบบของการทอผ้าของกะเหร่ียง เป็นแบบใด แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นมา
จนถงึ ปจ๎ จุบันพบวา่ เป็นแบบทอมดั เอว หรอื หา้ งหลังเช่นเดียวกับการทอผ้าของล๊ัวะ และลาหู่
การทอผา้
๑. การขึน้ เครอ่ื งทอ เป็นการนาเส้นด้ายมาเรียงกนั อย่างมีระเบยี บตามแนวนอนขนานไปกบั ไม้ขึ้น
เรยี งลาดับไว้ ดังน้ี การเรยี งดา้ ยจะใชจ้ านวนคู่ เช่น ๒ เสน้ หรือ ๔ เส้นครบก็ไดห้ ากตอ้ งการผ้าหนา เช่น ผ้าห่ม
กใ็ ชด้ ้ายไป แยกทีต่ ะกอเป็น ๒ ส่วน ๆ ละ ๒ เส้น หากเปน็ เสน้ ด้ายพ้นื เมืองปน่๎ เอง ปกตนิ ิยมใช้ด้ายยืนเพียง
เสน้ เดยี ว เวลาเรยี งใช้ ๒ เสน้ ควบ หากเปน็ ด้ายสาเรจ็ รปู จะใชด้ ้ายยนื ๒ เส้นเวลาเรยี งใช้ ๔ เส้นควบ จานวน
ดา้ ยอาจเพิ่มมากข้ึน ในกรณีที่เป็นการทอผ้าลายนูนตามแนวยาว เช่น การทอเสื้อของผู้ชายสูงอายุ
ของกะเหร่ียง จะใชด้ า้ ยยนื ปกติ คอื ๑ เส้น เวลาเรยี งใช้ ๒ เส้นควบ เมื่อถึงเวลาจะเพ่ิมด้ายยืนเป็น ๒ หรือ
๓ เส้น ฉะนั้นเวลาเรียงดา้ ยต้องใช้ ๔ หรือ ๖ เสน้ ควบ ท้ังนข้ี ้นึ อยกู่ ับลวดลายทีต่ อ้ งการ ๘
มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุกะเหรี่ยงจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
75
๒. การเรียงดา้ ย มีขัน้ ตอนดงั น้ี
- คลอ้ งดา้ ยท่หี ลกั ท่ี ๑ และสาวด้ายทง้ั หมดผ่านหลักท่ี ๒, ๓, ๔ และ * นาไปคล้องหลัก
ที่ ๖ และสาวกลับมาคลอ้ งหลกั ที่ ๑
- ดงึ ด้ายทง้ั หมดให้ตึงเสมอกันและนามาพันรอบหลักท่ี ๒ ตามแนวเขม็ นาฬิกา
-.ดึงด้ายทง้ั หมดใหต้ งึ เสมอกันมาทางด้านหน้าหลักที่ ๓ ซ่ึงเป็นจุดแยกโดยใช้ด้ายอีก
กลุ่มหนง่ึ ซง่ึ เป็นด้ายตะกอสอดเข้าไประหวา่ งด้ายทแ่ี ยกเป็น ๒ ส่วนเทา่ ๆ กนั ดา้ ยส่วนทีไ่ ม่ได้คลอ้ งกบั ตะกอ
แยกผา่ นดา้ นหลงั หลกั ท่ี ๔ และสว่ นท่คี ลอ้ ง ตะกอดงึ ผ่านด้านหน้าหลักที่ ๔
-.รวบด้ายท้ังสองส่วนเข้าดว้ ยกนั ดึงให้ตึงสาวพันอ้อมหลกั ท่ี ๕ ตามแนวเขม็ นาฬิกา
-.ดงึ ด้ายทั้งหมดใหต้ งึ พนั ออ้ มหลกั ท่ี ๖ และสาวให้ตึง ดึงกลับมาเริ่มต้นที่หลักที่ ๑ ใหม่
หากตอ้ งการสลบั สกี ็เปลย่ี นดา้ ยกลุ่มใหมเ่ ปน็ สีทต่ี ้องการ โดยเร่ิมตัง้ แต่หลักท่ีหน่ึงเช่นกัน ทาหมุนเวียนไป
เช่นน้ีเร่ือย ๆ จนดา้ ยทีเ่ รียงมีความสูงเท่ากบั ความกว้างของผา้ ท่ีต้องการใช้
-.ถอดไมท้ ั้งหมดออกจากไม้ขึน้ เครอื่ งทอและนาไม้หนอ่ สะทะเพาะเข้าไป เก็บตะกอแทน
ไมก้ รุ๊โผ่ (หลักท่ี ๖) ซึง่ ต้องใช้สาหรบั ชว่ ยแยกด้ายเวลาทอจากน้นั นาเคร่ืองทอทางด้านไมร้ ัง้ ผา้ ไปผูกยึดกับฝา
หรอื เสาระเบยี งบา้ น โดยใหไ้ ด้ระดับความสงู ประมาณศีรษะของผทู้ อขณะที่นง่ั ราบกบั พืน้ ส่วนทางดา้ นไม้พันผา้
นาแผน่ หนังมาอ้อมรอบเอวด้านหลังของผทู้ อ และผูกร้ัง หัวท้ายกับปลายท้ังสองของไม้พันผ้าพร้อมกับ
ดงึ เคร่อื งทอให้ตงึ พอประมาณ โดยผทู้ อขยบั ถอยหลังนั่งในตาแหน่งท่เี หมาะสม
๓. การกรอดา้ ยขวาง ดา้ ยขวาง คอื ด้ายทสี่ อดเขา้ ไประหว่างด้ายยนื ปกติแล้ว การทอผา้ ของคน
พืน้ ราบจะกรอใสห่ ลอดด้าย และตดิ กระสวย นาสอดผ่านเข้าไประหว่างด้ายยืน แตก่ ารทอของกะเหร่ียงไม่มี
กระสวย จงึ ตอ้ งใชด้ า้ ยพนั ไม้ขนาดยาวประมาณ ๑ ฟตุ เส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ ๑ เซนติเมตร โดยมือซ้าย
จบั ปลายไม้ ด้านหนงึ่ วางทาบกบั หน้าขาขวา ใช้มอื ขวาป๎่นฝ้ายเข้าหาตัวโดยใหด้ ้ายผ่านเข้ามาระหวา่ งน้ิวชี้กับ
นิว้ กลาง ของ มือซา้ ย ทาเชน่ นี้จนดา้ ยในไม้มมี ากพอควรแลว้ จึงกรอใส่ไม้อนั ใหม่
๔. การทอผา้ ของกะเหรี่ยง มี 2 ชนิด การทอธรรมดาหรือทอลายขดั คือการสอดด้ายขวางเข้า
ไประหว่างด้ายยืน ซ่ึงแยกสลับกันขึ้น ๑ ลง ๑ หรือข้ึน ๒ ลง ๒ ตามจานวนเส้นด้ายท่ีเรียงเม่ือข้ึนเคร่ืองทอผ้า
ที่ได้เนอ้ื ผา้ จะเรียบ สมา่ เสมอและเปน็ สีเดียวกันตลอดผนื ใชส้ าหรบั เย็บชดุ เดก็ หญงิ กะเหร่ียง และเยบ็ กางเกง
ผู้ชายเทา่ นน้ั โดยปกติดา้ ยยืน และด้ายขวางที่ใชใ้ นการทอแบบธรรมดาจะมจี านวนเทา่ กัน ยกเวน้ กรณีท่ีใช้ด้าย
ตา่ งชนิดกัน เชน่ ด้ายยนื เป็นดา้ ยสาเร็จรปู ซงึ่ เส้นเล็ก และ ดา้ ยขวางพนื้ เมอื ง มขี นาดเส้นใหญ่ ต้องใช้ด้านยืน
จานวนมากกว่าด้ายขวางการทอเป็นลวดลายผา้ ทก่ี ะเหรีย่ งทอใช้สว่ นใหญจ่ ะมลี วดลายประกอบ ทงั้ นขี้ น้ึ อยกู่ บั
การใชป้ ระโยชน์และความนยิ ม เช่น ชดุ หญิงสาวจะมีลายขวางบริเวณเหนอื อก ผ้าถุงของหญิงแต่งงานแล้ว
จะทอลวดลายบริเวณไหล่อยา่ งสวยงามเป็นตน้ การทอเป็นลวดลายจะเป็นทีน่ ยิ มในกลมุ่ ผหู้ ญิงมากกวา่
๕. การประดิษฐล์ วดลายในผนื ผ้าขณะทอ มขี ้ันตอนดังน้ี ลายในเน้ือผ้า ลักษณะลวดลายจะ
ปรากฏ เปน็ เสน้ นนู ตามแนวตง้ั หรอื แนวนอนก็ไดห้ ากเปน็ ลายนนู ตามแนวตัง้ การกาหนดลายจะทาพร้อมกับ
การเรียงด้าย คือใชจ้ านวนดา้ ยเพิ่มขึ้นกว่าปกติตามต้องการ ให้เป็นลายนูน สว่ นด้ายขวางใช้จานวนเท่าปกติ
การทอวธิ นี ี้นยิ มใช้ทอเส้ือผู้ชายสูงอายุของเผา่ กะเหร่ียงลวดลายสลับสี เป็นการทอแบบธรรมดา คอื ใชด้ ้ายยืน
และดา้ ยขวางจานวนเท่าปกติแตแ่ ทรกด้ายสีต่างๆ สลับเข้าไป ขณะเรยี งด้ายยนื หรือเมื่อสอดด้ายขวาง เช่น
การทอผ้าหม่ ย่ามและผ้าถุงของหญงิ ทีแ่ ต่งงานแล้วลวดลายผ้าถุงในบางท้องถ่ินจะมีลักษณะพิเศ ษกว่า
การทอลายสลับสีธรรมดาคอื จะ ใช้ด้ายย้อมมดั หมี่หรอื ย้อมแบบลายน้าไหลเป็นด้ายยืนบางคร้ังกะเหรี่ยง
จะทอลวดลายสลบั สเี ปน็ ลายนนู ในเนอ้ื ผ้า เช่น บรเิ วณเหนอื อกของชุดเดก็ หญงิ กะเหรี่ยงลายจกเป็นการทอ
ลวดลายโดยการสอดดา้ ยสลบั ซึ่งไม่ใช่ด้ายเสน้ เดยี วกบั ด้ายขวางเข้าไปเป็ นบางส่วนในเน้ือผ้าตามลวดลาย
และสีในตาแหน่งทีต่ ้องการการยกดา้ ยยนื จะไม่เป็นไปตามการยกตะกอ แต่ผู้ทอจะใช้นิ้วมือหรือขนเม่น
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธุก์ ะเหรีย่ งจงั หวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถชี ีวติ ชาวกะเหร่ยี ง
76
ช่วยสอดยกดา้ ยข้นึ ตามจานวนที่กะไว้และสอดด้ายสีที่ต้องการเข้าไประหว่างด้ายยืนนั้น ฉะนั้นลวดลาย
ท่ปี รากฏบนผืนผา้ ทั้งผืนอาจไม่เหมือนกนั ก็ได้ ๑๐ ลายขดิ คือการทอผา้ โดยใหล้ วดลายท่ีปรากฏเหมือนกัน
ทัง้ ผืนลักษณะลายแบบยกดอกในตวั โดยกาหนดสีตามดา้ ยยืน การแยกดา้ ยยืนใช้วิธีนับเส้นเป็นช่างๆ และ
สอดไม้เข้าไปเป็นตัวนาไมจ้ ะชว่ ยแยกด้าย ใหช้ ่องระหวา่ งด้ายยนื กวา้ งเพือ่ ความสะดวกในการสอดด้ายขวาง
ชาวกะเหร่ียงนิยมทอผ้าลายขิดเพอื่ เยบ็ เปน็ ผ้าถุงสาหรับหญงิ ท่ีแต่งงานแล้ว ผ้าทอลายขิดของกะเหร่ียง
มีลกั ษณะคลา้ ยของชาวอสี านแต่ลวดลายสลบั ซับซ้อนน้อยกว่า และของอีสานไม่นิยมทอลายขิดพร้อม
กบั การสลบั สแี ต่ของกะเหรี่ยงนยิ มทอลายขดิ และเลน่ ลายสลบั สีดงั น้นั ในผา้ ผนื เดยี วจงึ มีทัง้ ลวดลายยกดอกนนู
ขน้ึ มาของลายขิดและลายเลน่ สีสลบั กนั ทอประกอบลกู เดอื ยปกตกิ ารปก๎ ลูกเดอื ยประดับชายเสือ้ ผู้หญงิ จะใช้วิธี
ป๎กหลงั จากเย็บผา้ ประกอบเข้าไปพร้อมกันในขณะทอผา้ โดยร้อยลูกเดอื ยเขา้ กับเส้นดา้ ยขวางระหว่างด้ายยืน
โดยให้ลูกเดือยลอยตวั อยู่บนผนื ผ้า เมื่อประกอบเป็นลวดลายแลว้ จงึ ป๎กทบั ด้ายสลบั สลี งในช่องระหวา่ งลกู เดอื ย
เหลา่ นนั้ เป็นการทาลวดลายบนผืนผ้าให้สวยงามหลังจากเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้วส่วนใหญ่ชาวกะเหร่ียง
จะนยิ มป๎กประดิษฐ์ลวดลายบนเส้อื ผู้หญิงแมเ่ รือน ลักษณะการประดับประดาจะใช้ด้ายหลากสปี ก๎ สลบั ลูกเดอื น
ซง่ึ เปน็ พืชทกี่ ะเหรย่ี งต้องปลูกไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมนีโ้ ดยเฉพาะสีลกู เดอื ยท่ีใช้ ได้แก่ สีดา แดง เหลือง และ
ขาวโดยจะใช้ทุกสีและให้น้าหนักกับสีดาและสีแดง ส่วนสีเหลืองและสีขาวเป็นสีตกแต่งสีประกอบ
ได้แก่ สชี มพู น้าเงนิ ส้ม เขยี ว เป็น กลมุ่ สที ่นี ามาใชภ้ ายหลังและนยิ มใช้กันมากขึ้นส่วนใหญม่ กั ซ้อื ทีย่ อ้ มเสร็จ
แล้วมาใช้โดยใหเ้ หตุผลว่าสีสวย และไม่ตก
๖. การตดั เยบ็ การตดั เยบ็ ตามปกติแล้ว ผ้าจะเป็นผ้าหน้าแคบจากัดตามขนาดเคร่ืองทอ
คือ กวา้ งท่สี ดุ ไมเ่ กิน 20 นิ้ว ส่วนความยาวขนึ้ อยู่กับวตั ถุประสงคข์ องผทู้ อ ดังน้ันการตัดเยบ็ เครอ่ื งนงุ่ หม่ ของ
กะเหรยี่ งจงึ เป็นการนาผา้ ทงั้ ผืนมาเยบ็ ประกอบกันโดยพยายามตดั ให้น้อยท่ีสุด เนื่องจากในอดีตกะเหรี่ยง
ไมม่ ีกรรไกรใชผ้ า้ ที่ทอแตล่ ะชน้ิ เม่ือนามาประกอบกนั เป็นเครื่องนงุ่ ห่มแล้ว จะไม่มีเศษ เหลือท้ิงการแบ่งผ้า
จึงทาโดยใชม้ ดี คมๆ กรดี ตามแนวขวางของผนื ผ้าเทา่ นน้ั ด้วยเหตุนีร้ ปู ทรงของเสอื้ ผา้ กะเหรย่ี งจงึ ไมม่ ีสว่ นโค้งเวา้
เพราะเป็นการยากที่จะใช้มีดกรีดผ้าให้ได้ลักษณ ะเช่นนั้น ส่ิงสาคัญในการนาผ้ามาประกอบกัน คือ
ต้องเป็นผา้ ที่ทอขนึ้ สาหรบั เคร่อื งนุง่ ห่มตวั หรอื ผา้ ผืนน้ัน โดยเฉพาะจะนาไปประกอบกับส่วนของตัวหรือ
ผนื อื่นไม่ได้ เชน่ ผ้าทีท่ อเพ่อื เยบ็ เป็นเส้ือผชู้ ายจะนามาเย็บเป็นย่ามหรือผ้าห่มไม่ได้และผ้าที่ทอสาหรับ
เย็บย่ามก็ไม่สามารถนามาเยบ็ เป็นเสอ้ื หรอื ผ้าห่มได้เช่นเดียวกัน ทั้งน้ีเนื่องจากได้กาหนดลวดลายสีและ
ขนาดไว้อย่างแนน่ อนแล้วกอ่ นที่จะทอผา้ แตล่ ะผนื นัน่ เอง
เทคนคิ /เคลด็ ลับในการผลิต
- การทอผ้าใหเ้ น้อื ผา้ แน่น แสดงถงึ ผ้ามคี ุณภาพดี
- การทอแต่ละครงั้ ต้องดึงไมย้ กดอกใหต้ รงึ หากดึงไมส่ มา่ เสมอ ลวดลายจะเสยี และไมไ่ ดค้ ุณภาพ
- การกรอเส้นฝา้ ย ใหม้ ีความสมา่ เสมอกัน จะทาใหล้ วดลาย เส้นฝ้ายสวยงามได้มาตรฐาน
มรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหรย่ี งจงั หวดั เชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง
77
เอกลกั ษณ์ อัตลกั ษณ์ และจดุ เด่น
1. การนาผา้ แตล่ ะชิน้ มาประกอบกนั เป็นเครื่องแตง่ กายโดยไม่มีการตัด เป็นผ้าหน้าแคบ
มีการกาหนดรูปแบบและรูปทรงสาหรับการใช้งานโดยเฉพาะ ในการทอผ้าจึงต้องอาศัยความชานาญ
ในการคาดคะเนขนาดของหน้าผ้า และวางตาแหน่งของลวดลาย เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงจะไม่มีเคร่ืองมือ
ท่ีใช้เป็นมาตรฐานในการวดั ผูท้ อจะยดึ รปู รา่ งของตนเปน็ เคร่ืองมอื และเทยี บขนาดของการข้นึ เคร่อื งทอ
2. เอกลกั ษณ์ลวดลายทม่ี ีลกั ษณะเป็นลวดลายด้ังเดมิ ที่ปรากฏบนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงท่ีสบื ทอด
ตอ่ กันมาจากบรรพบรุ ุษหลายช่วั อายคุ น เช่น ลักษณะลายเปน็ สเี่ หล่ียมขนมเปียกปนู รูปแบบตา่ งๆ ลายดอกไม้
ลายเสน้ ตรง ลายกากบาท เปน็ ตน้ ซึง่ ลักษณะลวดลายนี้สะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าทอชนเผ่ากะเหรยี่ ง
3. การทอผา้ ของชนเผา่ ชาวกะเหรีย่ ง เป็นการทอแบบวธิ ีด้ังเดิมซึง่ อปุ กรณส์ าคญั ทีใ่ ช้ใน การ
ทอผ้า ได้แก่ ก่ีเอว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ท่มี ีความสาคัญอย่างยิ่ง ก่ีเอวทาจากวัสดุท่ีหาได้จากธรรมชาติ ได้แก่
แผน่ หนงั กวาง หรอื แผน่ หนงั ววั ตากแหง้ แลว้ คล้องกบั ไม้รั้งผ้าทท่ี อและเอวผู้ทอ
4.การยอ้ มผา้ จะใช้เปลอื กไม้ เรยี กวา่ ซาโกแ่ ระ จะไดเ้ ป็นสีแดงแกมน้าตาล ใบฮ่อมเซอหย่า
เหลา่ ให้สนี ้าเงินแกมกรมทา่ ผลสมอให้สนี ้าตาล และผลมะขามปอ้ มใหส้ เี ทา เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยงสร้างสรรค์
ลวดลาย สีสันของผ้าทอจากธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มใกล้ตวั จึงมีความสวยงามและคงไว้ซง่ึ เอกลักษณโ์ ดดเดน่
ของชาวกะเหรยี่ ง
5. ชาวกะเหรี่ยงยงั มีการนาเมล็ดเดือย ซึง่ เปน็ วชั พืชปา่ ป๎กบนผืนผ้า สรา้ งเปน็ ลวดลายเฉพาะ
6. การทอผา้ กะเหรย่ี งบ้านแมย่ างม้ินมีการสืบสานภมู ปิ ๎ญญาโดยวธิ ีการทอ กระบวนการผลิต
ท่ปี ระณตี ทาจากวสั ดธุ รรมชาติทุกข้นั ตอน ปลอดสารเคมี ทาให้ผ้านุ่ม สบายไมร่ ะคายเคืองเวลาใส่
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาติพันธก์ุ ะเหร่ียงจงั หวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรือ่ ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรย่ี ง
นายพสิ ันต์ จันทร์ศลิ ป์ วัฒนธรรมจังหวดั เชยี งราย มอบหมายให้นางเบ็ญจมาส บญุ เทพ ผูอ้ านวยการ
กลมุ่ สง่ เสริมศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม พร้อมดว้ ยนางสาวปาณิชา ใจมขุ นักวิชาการผู้ประสานงานอาเภอ
ดอยหลวง, นายนพพร หน่อแก้ว ,นายอภชิ าติ กนั ธยิ ะเขยี ว, นายยทุ ธนา สทุ ธสม
ลงพน้ื ท่ีจดั เกบ็ ขอ้ มูลภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมชาตพิ ันธก์ุ ะเหรี่ยง ดา้ นผา้ ทอ ผลิตภัณฑ์จากผ้า และ
อาหาร ณ บ้านปา่ ซางงาม หมู่ 2 ตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง จังหวัดเชยี งราย
ตามโครงการฟ้นื ฟูวิถีชวี ติ กลมุ่ ชาติพนั ธ์ุกะเหรีย่ ง ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อเก็บข้อมูล
ขึน้ ทะเบียนมรดกภูมิปัญญาชาติพันธ์กะเหรี่ยง โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก นางบุษรารัตน์ ศีรีแก้ว
คณะกรรมการขับเคลอื่ นโครงการฟนื้ ฟวู ถิ ีชวี ติ ชาวกะเหร่ยี ง จงั หวัดเชียงราย พร้อมด้วยนักเรียนโรงเรียน
บา้ นป่าซางงาม หมู่ 2 ตาบลหนองปา่ กอ่ อาเภอดอยหลวง จงั หวัดเชียงราย
มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลุ่มชาตพิ นั ธก์ุ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวกะเหรี่ยง
นายพิสนั ต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นางเบ็ญจมาส บุญเทพ
ผู้อานวยการกล่มุ ส่งเสริมศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม พร้อมด้วยนายสพุ จน์ ทนทาน, นายธนาคาร คุ้มภัย
นกั วิชาการผู้ประสานงานอาเภอเมืองเชียงราย , นางสาวปาณิชา ใจมุข , นายอภิชาติ กันธิยะเขียว ,
นายยุทธนา สุทธสม
ลงพ้นื ท่ีจดั เก็บขอ้ มลู ภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมชาติพนั ธกุ์ ะเหรย่ี ง ดา้ นผา้ ทอ ผลติ ภัณฑจ์ ากผ้าและอาหาร
ณ บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หมู่ ๒ ตาบลแมย่ าว อาเภอเมืองเชยี งราย จงั หวดั เชยี งราย
ตามโครงการฟ้ืนฟูวิถชี ีวิตชาวกะเหรีย่ ง ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพ่ือเก็บขอ้ มลู ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิ
ปญั ญาชาตพิ ันธก์ ะเหรยี่ ง โดยได้รับความอนเุ คราะห์จากนายนพรตั น์ ดูเนอะ และนายเกนุ เฉลิมเหล่ียมพันธ์ุ
คณะกรรมการกล่มุ ชาติพันธ์กุ ะเหรีย่ ง จังหวัดเชียงราย พร้อมดว้ ยนายกาพล เฉลิมเหลี่ยมพันธ์ุ ผู้ใหญ่บ้าน
กะเหรย่ี งรวมมติ ร, ประธานกลมุ่ พฒั นาสตรี แมบ่ า้ นกลุ่มทอผ้าบา้ นกะเหร่ยี งรวมมิตร
มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรย่ี ง
นายพิสนั ต์ จนั ทรศ์ ลิ ป์ วัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย มอบหมายให้นางเบ็ญจมาส บุญเทพ ผู้อานวยการ
กลุม่ ส่งเสริมศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางเพียรโสม ปาสาทัง นักวิชาการผู้ประส านงาน
อาเภอเวียงชยั , นางสาวปาณชิ า ใจมขุ ,นายนพพร หนอ่ แก้ว, นายยุทธนา สุทธสม
ลงพื้นทจ่ี ดั เกบ็ ข้อมูลภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมชาตพิ ันธ์ุกะเหรยี่ ง ดา้ นผา้ ทอ ผลติ ภณั ฑจ์ ากผา้ และ
อาหาร ณ บา้ นทงุ่ โค้ง หมู่ ๑๐ ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชัย จงั หวดั เชียงราย
ตามโครงการฟ้นื ฟูวิถีชวี ิตกลมุ่ ชาติพนั ธุ์กะเหรีย่ ง ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพ่ือเก็บข้อมูล
ข้ึนทะเบียนมรดก ภูมิปัญญาชาติพันธ์กะเหรี่ยง โดย ได้รับ ความอนุเคราะห์จาก นายบุญ ไท ยให ม่
ผ้ใู หญบ่ ้านทุ่งโคง้ /คณะกรรมการกลุ่มชาติพันธ์ุกะเหรี่ยง จังหวัดเชียงราย พร้อมด้ว ยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
นางมกุ ดา หล้าเป็ง ผูผ้ ลิตและจาหน่ายผา้ ทอและผลติ ภณั ฑจ์ ากผา้ ทอ
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธกุ์ ะเหรย่ี งจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชีวติ ชาวกะเหรี่ยง
นายพิสันต์ จันทรศ์ ิลป์ วฒั นธรรมจงั หวดั เชยี งราย มอบหมายให้นางเบ็ญจมาส บุญเทพ
ผ้อู านวยการกลมุ่ สง่ เสรมิ ศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางสาวพิชญา นันตาดี นักวิชาการ
ผู้ประสานงานอาเภอเวยี งปา่ เป้า, นางสาวมทุ ติ า ธิงาเครอื , นายยทุ ธนา สทุ ธสม
ลงพื้นที่จัดเก็บขอ้ มลู ภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมชาติพันธุก์ ะเหรยี่ ง ด้านผ้าทอ ผลิตภัณฑ์จากผ้า และ
อาหาร ณ บา้ นหว้ ยหนิ ลาดใน หมู่ 7 ตาบลบา้ นโป่ง อาเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชยี งราย
ตามโ ค รง ก ารฟ้ื นฟู วิถีชีวิตก ลุ่มช าติพั นธุ์ก ะเห ร่ีย ง ป ระจาปีง บ ประมาณ พ .ศ. ๒๕๖๔
เพื่อเกบ็ ขอ้ มูลขึ้นทะเบยี นมรดกภูมปิ ัญญาชาติพันธก์ ะเหรีย่ ง โดยไดร้ ับความอนุเคราะห์จากนายปรีชา ศิริ ,
นายดวงดี ศริ ิ ผใู้ หญบ่ า้ นห้วยหนิ ลาดใน/คณะกรรมการกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหรย่ี ง จงั หวัดเชียงราย พร้อมด้วย
นางหล้า เหลก็ โพธิ์ ผผู้ ลิตและจาหนา่ ยผา้ ทอและผลติ ภัณฑจ์ ากผ้าทอ
มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมกล่มุ ชาติพนั ธ์กุ ะเหร่ยี งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรอ่ื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชีวติ ชาวกะเหร่ียง
นายพสิ ันต์ จนั ทร์ศิลป์ วฒั นธรรมจังหวดั เชียงราย มอบหมายให้นางเบ็ญจมาส บุญเทพ
ผอู้ านวยการกลุ่มส่งเสรมิ ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางสาวสุดา นนทวงษ์ นักวิชาการ
ผู้ประสานงานอาเภอแมส่ รวย, นางสาวปาณิชา ใจมุข , นางสาวมุทติ า ธงิ าเครือ, นายยุทธนา สุทธสม
ลงพื้นทจ่ี ัดเกบ็ ขอ้ มลู ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมชาตพิ ันธกุ์ ะเหร่ียง ดา้ นผ้าทอ ผลติ ภัณฑ์จากผา้ และอาหาร
ณ บ้านทุ่งพรา้ ว หมู่ ๘ ตาบลวาวี อาเภอเมอื งเชยี งราย จงั หวัดเชยี งราย
ตามโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหร่ียง ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
เพอื่ เกบ็ ข้อมลู ข้นึ ทะเบยี นมรดกภมู ิปญั ญาชาติพันธ์ุกะเหร่ยี ง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากนายชัยอนันต์
วารขี จร คณะกรรมการกล่มุ ชาตพิ ันธุ์กะเหรี่ยง จังหวดั เชยี งราย/ผู้ใหญบ่ า้ นทุ่งพร้าว , พร้อมด้วยนายบรรจบ
พิทักษป์ ระวตั ิ ศิษยาภบิ าลโบสถ์, นางมาจะ ศรัทธาไทย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นาสตรีทอผ้าบ้านทุ่งพร้าว ,
นายชิดู เนตรนเิ วศน์ ผู้นาศาสนา/อสม.
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธุ์กะเหรีย่ งจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่ือง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟน้ื ฟูวิถีชวี ติ ชาวกะเหร่ียง
[1] www.maeyao.go.th เทศบาลตาบลแม่ยาว เรือ่ ง ความเป็นมาและทต่ี ้ัง
[2] https://mgronline.com/local/detail/9590000002402 เรื่อง กะเหร่ียงรวมมิตรรมิ กก
ฟน้ื วิถีชนเผ่าโชว์ผา้ ทอกบั มอื ผนื ละร้อย (นางพิมล)
[3] https://www.hrdi.or.th/Articles/Detail/1460 สวพส.สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาพน้ื ทสี่ งู (องค์การมหาชน)
[4] https://web.agri.cmu.ac.th/rdunit/Longana/history.htm ศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาลาไยหรภิ ุญชยั
[5] http://web.sut.ac.th/cassava/?name=11cas_research&file=readknowledge&id=60
[6] https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_184178 เทคโนโลยชี าวบา้ น
[7] นางต๊บิ ไทยใหม/่ นางต๊บิ ร้งุ ดี ท่อี ย่เู ลขท่ี 84 หมู่ท่ี 10 บ้านทุ่งโค้ง ตาบลดอนศิลา อาเภอเวียงชัย
จังหวัดเชยี งราย
[8] http://www.tambonbanpong.go.th/data.php?id (1 เทศบาลตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวยี งปา่ เปา้
จังหวดั เชียงราย) และhttps://ref.codi.or.th/2015-08-04-10-17-08/8529-2013-06-16-07-17-23
[9] https://www.greenglobeinstitute.com/Upload/Content/Attachments/4fab20af-9bc9-
44c0-9bb6-6e418367d465.PDF
[10] https://www.greenglobeinstitute.com/Upload/Content/Attachments/c04fbd8c-ff8a-
42c7-966f-e3fc6e89d5f0.PDF
[11]http://www.elcls.ssru.ac.th/jureerut_so/pluginfile.php/311/block_html/content/%E0%B8%9
A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%204%2025-07-2018.pdf
https://www.tma.or.th/2016/uploads/file/Chaitawat งานวิจัยหัวขอ้ เรื่อง “การศึกษาโมเดลธุรกิจ
ท่ีเชือ่ มโยงกบั วถิ ชี วี ิตของคนในชุมชนเพอื่ สร้าง ตน้ แบบการทาธรุ กจิ ชมุ ชนทย่ี ่ังยืน : กรณีศกึ ษาธุรกิจน้าผึ้งป่า
บริสทุ ธิ์
[12] นางหล้า เหลก็ โพ ท่ีอยูเ่ ลขที่ 15 หมู่ที่ 7 บ้านห้วยหินลาดใน ตาบลบ้านโป่ง อาเภอเวียงป่าเป้า
จงั หวัดเชียงราย ก
[13] นางสาวดาวใจ ศิริ ท่ีอยู่เลขที่ หมูท่ ่ี 7 บ้านหว้ ยหนิ ลาดใน ตาบลบ้านโป่ง อาเภอเวียงป่าเป้า
Email : [email protected] Facebook : HIN LAD NAI Commune และบ้านห้วยหินลาดใน
ธรรมชาติคือชีวิต
[14] http://www.wawee.go.th/data.php องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลวาวี
มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมกลุม่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหรี่ยงจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วันที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เรื่อง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวิถชี ีวติ ชาวกะเหรยี่ ง
ผใู้ หก้ ารสนับสนนุ ข้อมูลภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมชาตพิ นั ธก์ุ ะเหร่ียง
ดา้ นผา้ ทอ ผลติ ภณั ฑ์จากผา้ และอาหาร
1. นางบษุ รารตั น์ ศรี แี ก้ว บ้านป่าซางงาม หมู่ 2 ตาบลหนองปา่ ก่อ อาเภอดอยหลวง จงั หวดั เชียงราย
2. นายนพรัตน์ ดเู นอะ บา้ นน้าลัด หมู่ 3 ตาบลริมกก อาเภอเมืองเชยี งราย จงั หวัดเชยี งราย
3. นายเกนุ เฉลิมเหลยี่ มพันธุ์ บ้านรวมมติ ร หมู่ 2 ตาบลแมย่ าว อาเภอเมืองเชียงราย จงั หวัดเชียงราย
4. นายกาพล เฉลมิ เหล่ยี มพันธ์ุ ผูใ้ หญบ่ ้านกะเหรย่ี งรวมมิตร หมู่ 2 ตาบลแม่ยาว อาเภอเมอื งเชยี งราย
พร้อมด้วยประธานกลุ่มพฒั นาสตรี แม่บา้ นกลุม่ ทอผ้าบา้ นกะเหรย่ี งรวมมติ ร
5. นายบุญ ไทยใหม่ ผู้ใหญบ่ ้านทงุ่ โค้ง หมู่ 10 ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชยั จังหวัดเชียงราย
พร้อมด้วยผู้ชว่ ยผใู้ หญ่บา้ น
6. นางมกุ ดา หล้าเป็ง บา้ นทงุ่ โคง้ หมู่ 10 ตาบลดอนศิลา อาเภอเวียงชัย จังหวดั เชยี งราย ผูผ้ ลิตและ
จาหนา่ ยผา้ ทอและผลติ ภณั ฑจ์ ากผา้ ทอ
7. นายปรีชา ศริ ิ, บ้านหว้ ยหินลาดใน หมู่ 7 ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวยี งปา่ เป้า จงั หวัดเชยี งราย
8. นายดวงดี ศริ ิ ผู้ใหญ่บา้ นห้วยหินลาดใน หมู่ 7 ตาบลบ้านโป่ง อาเภอเวียงปา่ เป้า จังหวดั เชียงราย
9. นางหล้า เหลก็ โพธ์ิ บ้านหว้ ยหินลาดใน หมู่ 7 ตาบลบา้ นโป่ง อาเภอเวียงปา่ เปา้ จังหวัดเชยี งราย
ผู้ผลิตและจาหนา่ ยผา้ ทอและผลติ ภณั ฑจ์ ากผ้าทอ
10. นายชยั อนันต์ วารขี จร ผู้ใหญ่บ้านทุง่ พร้าว หมู่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จงั หวัดเชยี งราย
11. นายบรรจบ พิทักษ์ประวตั ิ ศิษยาภิบาลโบสถ์ บ้านทุ่งพรา้ ว หมู่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย
จังหวัดเชียงราย
12. นางมาจะ ศรทั ธาไทย ผชู้ ว่ ยผ้ใู หญ่บ้านทงุ่ พรา้ ว หมู่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย จังหวดั เชียงราย
13. นายชดิ ู เนตรนเิ วศน์ ผูน้ าศาสนา/อสม. บ้านทุ่งพรา้ ว หมู่ 8 ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย จังหวัดเชยี งราย
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาติพนั ธก์ุ ะเหรยี่ งจังหวัดเชียงราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ัตใิ นการฟนื้ ฟวู ถิ ชี ีวติ ชาวกะเหรีย่ ง
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมชาติพันธก์ุ ะเหร่ยี ง
ด้านผา้ ทอ ผลิตภณั ฑ์จากผา้ และอาหาร จงั หวัดเชยี งราย
จัดพมิ พ์โดย สานักงานวฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย กระทรวงวฒั นธรรม
พิมพ์ครงั้ ท่ี 1 พ.ศ.2564
จานวน 21 เล่ม
คณะทางาน
1. นายพิสันต์ จันทรศ์ ลิ ป์ ประธานคณะทางาน
วฒั นธรรมจังหวัดเชียงราย
2. นางสิริรัตน์ โอภาพ คณะทางาน
ผ้อู านวยการกลมุ่ ยุทธศาสตร์ และเฝ้าระวังทางวฒั นธรรม คณะทางาน
3. นางเบญ็ จมาส บญุ เทพ
ผอู้ านวยการกลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม คณะทางาน
4. นางสาวทัศนยี ์ ดอนเนตร์
ผู้อานวยการกลุ่มกจิ การพิเศษ
5. นางสาวสพุ ชิ ชา ชุ่มมะโน คณะทางาน
หัวหนา้ ฝ่ายบริหารทั่วไป
6. นายกินุ เฉลมิ เลยี่ มทอง ตาบลแมย่ าว อาเภอเมอื งเชยี งราย คณะทางาน
7. นางจันทรส์ ม เฉลิมเลี่ยมทอง ตาบลแม่ยาว อาเภอเมืองเชียงราย คณะทางาน
8. นายนพรตั น์ ดูแหนะ ตาบลริมกก อาเภอเมอื งเชยี งราย คณะทางาน
9. นายประสิทธิ์ ธรุ วร ตาบลแม่ยาว อาเภอเมืองเชยี งราย คณะทางาน
10. นางออ้ วอนพระพร ตาบลบ้านดู่ อาเภอเมืองเชยี งราย คณะทางาน
11. นายสุพล นาวา ตาบลดอยฮาง อาเภอเมืองเชยี งราย คณะทางาน
12. นายปรชี า ศิริ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวยี งปา่ เป้า คณะทางาน
13. นายบัณฑติ เวชกจิ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวียงปา่ เป้า คณะทางาน
14. นายนิพนธุ์ ปุแคระ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวียงปา่ เป้า คณะทางาน
15. นายดวงดี ศิริ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวยี งป่าเป้า คณะทางาน
16. นายชัยธวชั จอมติ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวียงป่าเป้า คณะทางาน
17 นายประสิทธิ์ ศริ ิ ตาบลบา้ นโปง่ อาเภอเวยี งปา่ เปา้ คณะทางาน
18. นายคามา มาสา ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชยั คณะทางาน
19. นายเวียงเงนิ รุ้งดี ตาบลดอนศิลา อาเภอเวยี งชยั คณะทางาน
20. นายบญุ ไทยใหม่ ตาบลดอนศลิ า อาเภอเวียงชัย คณะทางาน
21. นายสุเมธ รุง้ ดี ตาบลดอนศิลา อาเภอเวยี งชัย คณะทางาน
22. นายแก้ว สุวรรณ์ ตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
23. นายสขุ มา สวุ รรณ์ ตาบลโชคชยั อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
24 นายจนั นอ้ ย กา้ งยาง ตาบลโชคชยั อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกลมุ่ ชาตพิ ันธกุ์ ะเหร่ยี งจงั หวัดเชยี งราย
ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟวู ิถีชวี ติ ชาวกะเหรยี่ ง
25. นายศรีธิเดษ ก้างยาง ตาบลโชคชัย อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
26. นายอาจ ปวงมาลยั ตาบลหนองป่าก่อ อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
คณะทางาน
27. นางบุษรารตั น์ ศีรแี ก้ว ตาบลหนองปา่ ก่อ อาเภอดอยหลวง คณะทางาน
คณะทางาน
28. นายชัยอนนั ต์ วารขี จร ตาบลวาวี อาเภอแมส่ รวย คณะทางาน
คณะทางาน
29. นางมาจะ ศรทั ธาไทย ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย คณะทางาน
คณะทางาน
30. นางวาสนา สรุ ิยะไชย ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย คณะทางาน
31. นายบรรจบ พทิ กั ษ์ประวัติ ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย คณะทางาน
32. นายชดิ ู เนตรนเิ วศน์ ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย คณะทางาน
33. นางกาญจนา ซอเซอ ตาบลวาวี อาเภอแม่สรวย คณะทางาน
34. นายสพุ จน์ ทนทาน คณะทางาน
นักวชิ าการวฒั นธรรมผูป้ ระสานงานอาเภอเมืองเชยี งราย คณะทางาน
35. นายธนาคาร คุม้ ภัย
คณะทางาน
นักวชิ าการวัฒนธรรมผู้ประสานงานอาเภอเมืองเชียงราย คณะทางาน
36. นางสาวณพิชญา นันตาดี
นกั วิชาการวฒั นธรรมผปู้ ระสานงานอาเภอเวียงปา่ เปา้
37. นางสาวสุดา นนั ทะวงษ์
นกั วชิ าการวัฒนธรรมผู้ประสานงานอาเภอแม่สรวย
38. นางสาวปาณิชา ใจมขุ
นักวิชาการวัฒนธรรมผู้ประสานงานอาเภอดอยหลวง
39. นางเพยี รโสม ปาสาทงั
นกั วชิ าการวัฒนธรรมผ้ปู ระสานงานอาเภอเวยี งชยั
40. นางสาวมุทติ า ธิงาเครอื นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏิบตั ิการ
41. นายนพพร หน่อแก้ว นักวิชาการวฒั นธรรมปฏบิ ัตกิ าร
บรรณาธกิ ารและผเู้ รยี บเรียง วฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย
นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพิเศษ
1. นายพิสนั ต์ จันทรศ์ ลิ ป์
2. นางเบญ็ จมาส บุญเทพ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบตั ิการ
3. นายยทุ ธนา สุทธสม
ออกแบบพมิ พ์และจดั พิมพ์
ร้านเป็นตอ่ เลขที่ ๕๘/๒ หมู่ ๕ ถนนกาสลอง ตาบลริมกก อาเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๕๗๑๐๐
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์กุ ะเหรย่ี งจังหวดั เชยี งราย
ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๓ เร่อื ง แนวนโยบายและหลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟนื้ ฟูวถิ ีชวี ติ ชาวกะเหรีย่ ง
สำนกั งำนวัฒนธรรมจงั หวัดเชียงรำย
อำคำรศำลำกลำงจังหวัดเชียงรำย
เลขท่ี 632 หมู่ 3 ถนนแมฟ่ ำ้ หลวง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงรำย จงั หวัดเชยี งรำย 57100
โทรศพั ท์ 053-150169 โทรสำร 053-150170