เครือ รื ข่ายคอมพิวเตอร์ เบื้องต้น รหัสวิชา 20204-2005 (Introduction to Computer Networks)
หน่วยที่ 1 พื้นฐานระบบเครือ รื ข่ายคอมพิวเตอร์ 1.1 ความหมายของระบบเครือรืข่าย 1.2 ประโยชน์ของเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ 1.3 หลักการทำ งานของระบบเครือรืข่าย 1.4 แบบจำ ลอง OSI 1.5 องค์ประกอบของระบบเครือรืข่าย หัวเรื่อรื่ง(Topics) แนวคิดสำ คัญ(Main Idea) เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครือรืข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมระหว่าว่งคอมพิวเตอร์จำ นวนตั้งแต่ 2 เครื่อรื่งขึ้นไปสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ การเชื่อต่อระหว่าว่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ในเครือรื ข่ายจะใช้สื่อที่เป็นสายเคเบิลหรือรืสื่อไร้สายเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันดีคือ อินเทอร์เน็ต สมรรถนะย่อย (Element of Competency) แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ บอกความหมายของระบบเครือรืข่ายได้ถูกต้อง บอกประโบชน์ของเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ได้ถูกต้อง อธิบายหลักการทำ งานของระบบเครือรืข่ายได้ถูกต้อง บอกคุณลักษณะทั่วไปของแบบจำ ลองโอเอสไอ (OSI MODEL) ได้ถูกต้อง บอกถึงองค์ประกอบของระบบเครือรืข่ายพื้นฐาน ได้ถูกต้อง 1. 2. 3. 4. 5. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behaviral Objectives)
เนื้อหาสาระ (Content) ปัจจุบันเป็นยุคแย่งการสื่อสารข้อมูลแบบไร้พรมแดน เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและต่อ เนื่องของเทคนิคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำ คัญที่สนับสนุนให้เกิดการติดต่อ สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าว่งกันและกันอย่างกว้าว้งไกล อีกทั้งยังง่ายสะดวกและรวดเร็วกว่าว่ ในอดีต มาก ดังนั้นจะเห็นได้จากการพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร รวมทั้งเครื่อรื่งมือสื่อกสารที่มีรูป แบบหลากหลายมีฟังก์ชันสำ หรับการใช้งานมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ 1.1 ความหมายของระบบเครือรืข่าย เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึง การนำ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่อรื่ง ขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่าว่งเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน เช่น เครื่อรื่งพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ช่วยให้ ประหยัดค่าใช้จ่ายและทำ ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้กับคนทั่วโลกเมื่อมีการเชื่อต่อกับระบบอิน เทอร์เน้ตซึางเป็นเครือรืข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันทั่วโลกทำ ให้การทำ งานเฉพาะมีขอบเขตกว้าว้งขวางยิ่ง ขึ้น มีการใช้เครื่อรื่งบริกริารแฟ้มข้อมูลเป้นที่เก็บรวบรวมแฟ้มข้อมุลต่างๆ มีการทำ ฐานข้อมุลกลาง มีหน่วย จัดการระบบสื่อสารหน่วยบริกริารใช้เครื่อรื่งพิมพ์ หน่วยบริกริารการใช้ซีดี หน่วยบริกริารปลายทาง และ อุปกรณ์ประกอบสำ หรับต่อเข้าในระบบเครือรืข่ายเพื่อที่จะทำ งานเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปที่ 1.1 ลักษณะเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์
เนื้อหาสาระ (Content) ปัจจุบันเป็นยุคแย่งการสื่อสารข้อมูลแบบไร้พรมแดน เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและต่อ เนื่องของเทคนิคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำ คัญที่สนับสนุนให้เกิดการติดต่อ สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าว่งกันและกันอย่างกว้าว้งไกล อีกทั้งยังง่ายสะดวกและรวดเร็วกว่าว่ ในอดีต มาก ดังนั้นจะเห็นได้จากการพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร รวมทั้งเครื่อรื่งมือสื่อกสารที่มีรูป แบบหลากหลายมีฟังก์ชันสำ หรับการใช้งานมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ 1.1 ความหมายของระบบเครือรืข่าย เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึง การนำ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่อรื่ง ขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่าว่งเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน เช่น เครื่อรื่งพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ช่วยให้ ประหยัดค่าใช้จ่ายและทำ ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้กับคนทั่วโลกเมื่อมีการเชื่อต่อกับระบบอิน เทอร์เน้ตซึางเป็นเครือรืข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันทั่วโลกทำ ให้การทำ งานเฉพาะมีขอบเขตกว้าว้งขวางยิ่ง ขึ้น มีการใช้เครื่อรื่งบริกริารแฟ้มข้อมูลเป้นที่เก็บรวบรวมแฟ้มข้อมุลต่างๆ มีการทำ ฐานข้อมุลกลาง มีหน่วย จัดการระบบสื่อสารหน่วยบริกริารใช้เครื่อรื่งพิมพ์ หน่วยบริกริารการใช้ซีดี หน่วยบริกริารปลายทาง และ อุปกรณ์ประกอบสำ หรับต่อเข้าในระบบเครือรืข่ายเพื่อที่จะทำ งานเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปที่ 1.1 ลักษณะเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์
1.2 ประโยชน์ของเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ การนำ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ทำ ให้เกิดประโยชน์หลายด้านซึ่ง สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ 1 ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารระหว่าว่งกันได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น อีเมล การสนทนาออนไลน์ การใช้โทรศัพท์แบบออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งสามารถนำ ไปสู่การแลกเปลี่ยน ข้อมูล 2. ช่วยให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรซึ่งกันและกัน (1) การแบ่งปันข้อมูล โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และแบ่งปันข้อมูลกันได้สะดวก (2) การแบ่งปันฮาร์ดแวร์ โยที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่อรื่งที่ต่ออยู่บนเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์จะ ช่วยให้องค์กรประหยัดงบประมาณในการซื้อฮาร์ดแวร์หรือรือุปกรณ์ต่อพ่วงสามารถเรียรีกใช้ฮาร์ดแวร์ หรือรือุปกรณ์ต่อพ่วงเช่น เครื่อรื่งพิมพ์ เครื่อรื่งสแกนเนอร์ ร่วมกันได้ช่วยให้ประหยัดงบประมาณในการ จัดซื้อและงบประมาณในการดูแลรักษา (3) การแบ่งปันซอฟต์แวร์ ซึ่งการพัฒนาซอฟต์แวร์ในปัจจุบันมักจะพัฒนาให้สามารถ ทำ งานเครือรืข่ายได้ โดยติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่ว้ ที่เครื่อรื่งแม่ข่ายแล้วให้เครื่อรื่งลูกข่ายเรียรีกใช้ซอฟต์แวร์ โดยไม่จำ เป็นต้องติดตั้งลงในเครื่อรื่งของตนเอง ทำ ให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อค่าลิขสิทธิ์เนื้อที่ ในการติดตั้งซอฟต์แวร์ รวมทั้งลดเวลาในการดูแลบำ รุงรักษาซอฟต์แวร์ได้ด้วย 3. ช่วยเพิ่มความสามารถและความสมดุลในการทำ งานให้แก่ระบบงานประยุกต์บางระบบได้ โดยงานประยุกต์บางระบบสามารถกระจายงานไปประมวลผลยังเครื่อรื่งลูกข่ายที่ว่าว่งได้ ทำ ให้ได้ ผลลัพธ์เร็วขึ้นและยังสร้างสมดุลในการทำ งานของระบบเครือรืข่าย 4. ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเปรียรีบเทียบกับการติดต่อสื่อสารหรือรืการรับส่งข้อมูล ผ่านช่องทางอื่น การติดต่อสื่อสารโดยใช้ระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์จะมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ถูก กว่าว่ 5. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของระบบเครือรืข่าย ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีทั้ง ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์อย่างต่อ เนื่อง สามารถติดตามการใช้งานระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ของพนักงานภายในองคืกรได้ทำ ให้ผู้ใช้ และองค์กรเกิดความเชื่อถือในการทำ งานของระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์มากขึ้น 1.3 หลักการทำ งานของระบบเครือรืข่าย การเชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์มีจุดประสงต์เพื่อใช้สื่อสารข้อมูลระหว่าว่งกัน ดังนั้นหลักการทำ งาน ของระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ จึงมีพื้นฐานเดียวกันกับสื่อสารข้อมูล ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสารสนเทศระหว่าว่งอุปกรณ์หรือรืจากคอมพิวเตอร์ที่เป็นผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลมีองค์ประกอบพื้นฐาน ที่สำ คัญ ถ องค์ประกอบ ได้แก่
รูปที่ 1.2 องค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสาวข้อมูล 1. ข่าวสาร หมายถึงชัมูลหรือรืสารสนทศที่เป็นชัอความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง และวิดีวิดีโอ โดย ข่าวสารที่ส่งไป จะต้องได้รับการเข้ารหัส เพื่อส่งฝานสื่อและเมื่อปลายทางก็จะต้องทำ การถอดรหัสให้กลับมาเป็นข้อมูลดังเดิม 2. ผู้ส่ง หรือรืแหล่งกำ เนิดช่าวสารหมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำ หรับสงชาวสารซึ่งอาจเป็นเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์วิร์วิร์กส เดชั่นโทรศัพท์กล้องวีดีวีดีโอเป็นตัน 3. ผู้รับ หรือรืปลายทาง หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำ หรับรับช่าวการซึ่งอาจเป็นเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์เวิร์วิร์กสเตชั่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ เป็นต้น 4. สื่อกลาง หมายถึง เส้นทางเชิงกายภาพที่ใช้สำ หรับการลำ เสียงชำ วสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ กรณีที่ เป็นการสื่อสารแบบใช้สาย ตัวกลางที่ใช้อาจเป็นสายทองแดง สายโคแยกเชียล สายใยแก้วนำ แสง หรือรืใน กรณีที่เป็นการสื่อสารแบบไสายตัวกลางที่ใช้จะเป็นอากาศ 5. โปรโตคอล หมายถึงกฎเกณฑ์ช็อปฏิบัติที่กำ หนดขึ้นมาเพื่อนำ มาใช้เป็นชัอตกลงร่วมกันระหว่างผู้ส่งและ ผู้รับเพื่อให้การสื่อสารบรรลุผล ข้อมูลสารสนเทศที่ส่งไปในเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือข้ิอมูลและสัญญาณซึง ถ้าต้องการส่งข้อมูลไปที่ต่างๆซึ่งสามารถส่งโดยใช้สายสัญญาณและใช้คลื่นวิทวิยุ โดยจะต้องแปลงข้อมูล ให้เป็นสัญญาณในลักษณะกระแสไฟฟ้าหรือรืคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยข้อมูลและสัญญาณสามารถแบ่งได้ 2แบบ ดังนี้ 1.สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) หมายถึงสัญญาณที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือรืการเคลื่อนที่ ของข้อมูลแบบต่อเนื่องโดยสัญญาณจะมีขนาดไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็น ค่อยไป และจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป
รูปที่ 1.3 ลักษณะสัญญาณแอนะล็อก 2. สัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ที่มีขนาดไม่แน่นอนประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณ ระดับต่ำ สุด ซึ่งเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำ งานและติดต่อสื่อสารกัน รูปที่ 1.4 ลักษณะสัญญาณดิจิตอล การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission) เป็นป็การส่งข้อมูลในลักษณะที่เป็นลำ ดับโดย ใช้ ช่องทางการส่งข้อมูลเพียงหนึ่งช่องทาง และส่งไปทีละหนึ่งบิตต่อหน่วยเวลา ซึ่งข้อมูลจะถูก แบ่งเป็นเฟรมและจะถูกประกอบกลับไปถึงยังปลายทาง นอกจากรูปแบบของสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูลดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีวิธีวิธีการส่งข้อมูลที่เป็นวิธีวิธีการ ขนส่งข้อมูลแบบดิจิตอลในระดับบิต สามารถแบ่งตามลักษณะการส่งข้อมูลได้ทั้งทั้ 2 ลักษณะ ดังนี้ 1.
รูปที่ 1.5 การส่งข้อมุลแบบอนุกรม 2.การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ใช้ช่องทางมากกว่า 1 ช่องทาง และส่งแบบขนานกัน โดยส่งข้อมุลหนึ่งบิตต่อหนึ่งช่องทางในหนึ่งหน่วยเวลาเดียวกัน การส่งข้อมุลในลักษณะ นี้ จะสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าแบบอนุกรม แต่นิยมใช้กับการส่งข้อมูลในระยะใกล้ โดยจะใช้จำ นวนช่อง ทางการขนส่งตามจำ นวนบิตข้อมูล ทำ ให้สิ้นเปลืองสายส่งกว่าอนุกรม รูปที่ 1.6 การส่งข้อมูลแบบขนาน แบบจำ ลอง OSI (Open Systems Interconnection) เป็นรูปแบบความคิดที่กล่าวถึงคุณสมบัติและ มาตรฐานการทำ งานภายในระบบการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการ มาตรฐาน(ISO) มีการแบ่งกรอบการทำ งานออกเป็นชั้น ๆ เพื่อช่วยให้การออกแบบระบบเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ แม้ว่าระบบเครื่อรื่ข่ายคอมพิวเตอร์แต่ละระบบจะแตกต่างกัน หรือรืใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างแพล็ตฟอร์มกันก็ตาม 1.4 แบบจำ ลอง OSI
แบบจำ ลองของ OSI มีการออกแบบโดยใช้สถาปัตปัยกรรมระดับชั้นชั้เพื่อให้การทำ งานเป็นป็ ไปต ขั้นขั้ตอนหรือรืตามระดับที่กำ หนดไว้ใว้นโปรโตคอล โดยแบ่งออกเป็นป็ 7 ระดับชั้นชั้ดังนี้ 1. Physical Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารทางกายภาพเป็นป็ชั้นชั้ล่างสุด และเป็นป็ชั้นชั้ที่มีการเชื่อมต่อทางกายภาพ ระหว่าว่งคอมพิวเตอร์ โดยจะมีการกำ หนดคุณสมบัติทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าว่ง คอมพิวเตอร์ เช่น สายที่ใช้รับส่งส่งข้อมูล ข้อต่อที่ใช้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลและสัญญาณมราใช้ในการ รับส่งข้อมูล 2. Data Link Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลเป็นป็ชั้นชั้ที่ทำ หน้าที่เชื่อมต่อรับส่งข้อมูลในระดับ ฮาร์ดแวร์ โดยเมื่อมีการรับสั่งสั่ให้รับข้อมูลจากใน Layer 3 ลงมา Layer 2 จะทำ หน้าที่แปลคำ สั่งสั่นั้นนั้ให้ เป็นป็คำ สั่งสั่ควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ใช้รับส่งข้อมูล มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลของรัดับ ฮาร์ดแวร์ 3. Network Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารควบคุมเครือรืข่ายทำ หน้าที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้านรับและด้านส่ง เข้าหากันผ่านระบบเครือรืข่าย พร้อมทั้งทั้เลือกหรือรืกำ หนดเส้นทางที่จะใช้ในการรับส่งข้อมูลระหว่าว่งกัน 4. Transport Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารเพื่อนำ ส่งข้อมุล ทำ หน้าที่เชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลระดับสูงจาก Layer 5 มาเป็นป็ข้อมูลที่รับส่งในระดับฮาร์ดแวร์ เช่น แปลงค่าหรือรืชื่อของเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ในเครือรืข่าย ให้เป้นป้ Network Address พร้อมทั้งทั้เป็นป็ชั้นชั้ที่ควคุมการรับส่งข้อมูลจากปลายด้านส่งถึงปลสยทางด้าน รับข้อมูลให้ข้อมูลมีการไหลลื่นตลอดเส้นทางตามจังหวะที่ควบคุมจาก Layer 5 โดยใน Layer 4 นี้ จะ เป็นป็รอยต่อระหว่าว่งการรับส่งข้อมูลซอฟท์แวร์กับฮาร์ดแวร์ 5. Session Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสารทำ หน้าที่ควบคุมจังหวะในการรับส่งข้อมูลของ คอมพิวเตอร์ทั้งทั้สองด้านที่รับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันให้มีความสอดคล้องกัน และกำ หนดวิธีวิธีที่ใช้ในการรับ ส่งข้อมูล 6. Presentation Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารการนำ เสนอข้อมูลเป็นป็ชั้นชั้ที่ทำ หน้าที่ตกลงกับคอมพิวเตอร์อีก ด้านหนึ่งในระดับชั้นชั้เดียวกันว่าว่การรับส่งข้อมูลในระดับโปรแกรมประยุกต์จะมีขั้นขั้ตอนและข้อบังคับ อย่างไร ข้อมูลที่รับส่งกันในชั้นชั้นี้จะอยู่ในรูปแบบของข้อมูลชั้นชั้สูงที่มีกฎบังคับแน่นอน 7. Application Layer หรือรืชั้นชั้สื่อสารการประยุกต์เป็นป็ชั้นชั้ที่อยู่บนสุดของขบวนการรับส่งข้อมูลทำ หน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ โดยจะรับคำ สั่งสั่จากผู้ใช้ส่งให้คอมพิวเตอร์แปลความหมาย และทำ งานตามคำ สั่งสั่ที่ได้ ในระดับโปรแกรมประยุกต์ รูปท่ี่ 1.7 ระดับชั้นชั้ของแบบจำ ลอง OSI
รูปที่ 1.8 การรับส่งข้อมูลในแบบจำ ลอง OSI การารับส่งข้อมูลในระบบเครือรืข่ายต้องอาศัยโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร เช่น โปรโตคอล TCP/IP ที่จะแบ่งข้อมูลที่จะส่งไปยังเครื่อรื่งอื่นเป็นส่วนย่อยๆ เรียรีกว่าว่แพ็คเก็ต (Packet) แล้วส่งไปตาม เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต โดยกระจายแพ็กเก็ตเหล่านั้นไปปลายทาง แล้วรวมกันที่จุดปลายทาง และถูกนำ มา รวมกันเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันตวามผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการติดต่อ สื่อสารได้ เพราะถ้าข้อมูลเกิดสูญหายก็จะเกิดเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นมิใช่หายไทั้งหมดซึงคอมพิวเตอร์ ปลายทางสามารถตรวจหาข้อมูลที่สูญหายไปได้ และติดต่อไปคอมพิวเตอร์ต้นทางส่งเพียงเฉพาะข้อมูลที่ หายไปมาใหม่อีกครั้งได้ รูปที่ 1.9 การส่งข้อมูลโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP
ระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำ คัญที่ใช้ในการเชื่อมต่อเป็นป็เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ 1. เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ เป็นป็อุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่เป็นป็ทั้งทั้เครื่อรื่งแม่ข่ายและเครื่อรื่งลูกข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ใน เครือรืข่าย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเครือรืข่ายโดยกากำ หนดคุณลักษณะของเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่นำ มาเชื่อม ต่อในระบบเครือรืข่ายขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่จะกำ หนดให้แก่เครื่อรื่งนั้นนั้ๆถ้าเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่นำ มาต่อต้องท หน้าที่เป็นป็เครื่อรื่งแม่ข่ายที่คอยให้บริกริารแก่เครื่อรื่งอื่น ๆ ก็ต้องใช้เครื่อรื่งที่มีคุณลักษณะเฉพาะเป็นป็เครื่อรื่งที่ มีสมรรถนะในการทำ งานสูงกว่าว่เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่ทำ หน้าที่เป็นป็เครื่อรื่งลูกข่าย แต่ไม่จำ เป็นป็ต้องเป็นป็แพ ล็ตฟอร์มเดียวกัน 2. อุปกรณ์เครือรืข่าย หมายถึง อุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำ เป็นป็ต้องใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ทำ ให้สามารถติดต่อสื่อสารระหว่าว่งกันและกันได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น มีดังต่อไปนี้ (1) การ์ดแลน (Network Interface Card) เป็นป็อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์เข้ากับ เครือรืข่าย (2) บริดริจ์ (Bridge) เป็นป็อุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่าว่งเครือรืข่าย (3) เราท์เตอร์ (Router) เป็นป็อุปกรณ์ค้นหาเส้นทางในการรับส่งข้อมูลระหว่าว่งผู้รับและผู้ส่ง (4) ฮับ (Hub) เป็นป็อุปกรณ์ศูนย์กลางการเชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ในระบบเครือรืข่าย (5) สวิตวิซ์ (Switch) เป็นป็อุปกรณ์ศูนย์กลางการเชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ในระบบเครือรืข่ายที่มี ความสามารถมากกว่าว่ Hub โดยสวิตวิซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์ปลายทางเท่านั้นนั้ (6) เกตเวย์ (Gateway) เป็นป็จุดต่อเชื่อมของเครือรืข่ายทำ หน้าที่เป็นป็ทางเข้าสู่ระบบเครือรืข่ายต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต 3. สายสัญญาณ ทำ หน้าที่เป็นป็ตัวกลางในการรับส่งข้อมูลภายในระบบเครือรืข่ายแบบใช้สาย เช่นสาย UTP, สาย STP หรือรืสายใยแก้วนำ แสง เป็นป็ต้น 4.ซอฟต์แวร์ (Software) หรือรืโปรแกรมระบบปฏิบัติการเครือรืข่าย NOS (Network Operating system) ที่หมายถึง ชุดของโปรแกรมที่ใช้ในการประสานและควบคุมการติดต่อสื่อสารระหว่าว่งเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์ตั้งตั้แต่สองเครื่อรื่งขึ้นไปที่เชื่อมต่ออยู่บนระบบเครือรืข่าย ทำ ให้เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์สามารถ แลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ (1) Netware เป็นป็ระบบปฏิบัติการที่มีผู้นิยมใช้งานในระบบเครือรืข่ายมาก สำ หรับเครื่อรื่งไมโคร คอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ พัฒนาโดยบริษัริษัท Novell จัดเป็นป็ระบบปฏิบัติการเครือรืข่ายที่ทำ งานภายใต้ MS-DOS (2) Window NT, Windows 2000 Server เป็นป็ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาโดยบริษัริษัท ไมโครซอฟต์ จำ กัด สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ (3) Unix เป็นป็ระบบปฏิบัติการที่กำ เนิดมาบนเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หรือรืเมนเฟรมที่รองรับผู้ใช้ จำ นวนมากสำ หรับระบบเครือรืข่ายในหน่วยงานใหญ่ ๆ (4) Linux เป็นป็ระบบปฏิบัติการสำ หรับระบบเครือรืข่ายที่อยู่ในกลุ่มของ Free Ware ที่มีคุณภาพ และ ประสิทธิภาพสูง 5. โปรโตคอล (Protocol) หมายถึง กฎหรือรืวิธีวิธีการที่กำ หนดขึ้นมาเป็นป็มาตรฐานเพื่อใช้ในการ เชื่อมต่อ ระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อระบบเครือรืข่ายมีการใช้มาตรฐานเดียวกัน เช่น TCP/IP ที่เป็นป็ โปรโตคอลที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นป็ต้น 1.5 องค์ประกอบของระบบเครือ รื ข่าย
หน่วยที่ 2 อุปกรณ์เครือ รื ข่าย หัวเรื่อรื่ง (Topics) 2.1 อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ 2.2 อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย 2.3 อุปกรณ์ไร้สาย แนวคิดสำ คัญ (Main Idea) อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบ เครือรืข่ายหรือรืเชื่อมระหว่าว่งเครือรืข่ายกับเครือรืข่าย ทำ หน้าที่ในการรับส่งข้อมูลระหว่าว่งเครือรืข่าย ทบทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลชึ้นหรือรืใช้สำ หรับขยายเครือรืข่ายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยอุปกรณ์เชื่อมต่อที่สำ คัญๆ ในระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย รีพีรีพีทเตอร์ บริดริจ์ ฮับ สวิตวิซ์ เราท์เตอร์และเก็ทเวย์ สมรรถนะย่อย (Element of Competency) แสดงความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบเครือรืข่าย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behaviral Objectives) 1.บอกความหมาย Repeater ได้ถูกต้อง 2.บอกความหมาย Bridge ได้ถูกต้อง 3.บอกความหมาย Hub ได้ถูกต้อง 4.บอกความหมาย Switch ได้ถูกต้อง 5.บอกความหมาย Router ได้ถูกต้อง 6.บอกความหมาย Gateway ได้ถูกต้อง 7.บอกความหมาย server ได้ถูกต้อง 8.บอกความหมาย Client ได้ถูกต้อง 9.บอกความหมาย Modem ได้ถูกต้อง 10.บอกถึงลักษณะของ Firewall ได้ถูกต้อง 11.บอกความหมายของ AAA Server ได้ถูกต้อง 12.บอกความหมายของ Wireless NICs ได้ถูกต้อง 13.บอกความหมายของ Wireless Access Points ได้ถูกต้อง 14.บอกความหมายของ Wireless Bridge ได้ถูกต้อง
เนื้อหาสาระ (Content) เครือรืช่ายคอมพิวเตอร์เป็นป็กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างที่ถูกนำ มาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้อุปกรณ์ต่างๆในเครือรืข่ายร่วมกันได้ซึ่งการเชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ให้เบินระบบเครือรืข่ายได้ นั้นนั้จะต้องอาศัยอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือรืช่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำ หน้าที่รับและส่งข้อมูลโดยผ่านทางสื่อกลาง 2.1 อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ การสร้างเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ เริ่มริ่มาจากที่ผู้ใช้ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างมี ประสิทธิภาพและรวดเร็ว คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลในปริมริาณ มากอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว แต่ไม่สาามารถแชร์ข้อมูลนัันกับคนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพได้และการที่ คอมพิวเตอร์จะเชื่อมต่อกันเป็นเครือรืข่ายได้ ต้องมีอุปกรณ์พื้นฐานดังต่อไปนี้ 2.1.1 รีพีรีพีทเตอร์ รีพีรีพีทเตอร์(Repeater) เป็นอุปกรณ์ชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำ งานอยู่ในชั้นชั้กายภาพของแบบ จำ ลอง OSI ทำ หน้าที่ทวนสัญญาณข้อมูลที่ส่งผ่านตัวกลางเนื่องจากสัญญาณอาจจะเบาบางลง ส่งผลให้ ข้อมูลที่ส่งไปยังผู้รับเกิดความไม่ถูกต้องรีพีรีพีทเตอร์จะรับสัญญาณดิจิตอลเข้ามาจากนั้นนั้รีพีรีพีทเตอร์ ร้าง สัญญาณขึ้มาเหมือนสัญญาณเดิมที่งมาจากต้นทางและส่งสัญญาณที่สร้างใหม่นี้ต่อไป อุปกรณ์ตัวอื่นโดย ผ่านตัวกลางด้วยเหตุนี้การใช้รีพีรีพีทเตอร์สามารถช่วยขยายความยาวของสัญญาณทำ ให้ สามารถส่ง สัญญาณไปได้ไกลขึ้นโดยที่สัญญาณไม่สูญหาย ดังรูปที่ 2.1 รูปที่ 2.1 ลักษณะRepeater
รีพีรีพีทเตอร์ถูกนำ มาใช้กับเคอายคอมผิวเตอร์ที่มีความยาวจำ กัดหรือรืกรณที่ต้องการเพิ่มจำ นวนมากขึ้นเพราะ ระยะทางที่ไกลมากสัญญาณที่ถูกส่งออกไปจะเริ่มริ่ผิดเพี้ยนและความเข้มของสัญญาณจะอ่อนลงรีพีรีพีทเตอร์ ทำ งานอยู่ในชั้นชั้กายภาพมันจึงไม่ตรวจสอบว่าว่สัญญาณที่ส่งเป็นป็ข้อมูลอะไรส่งมาจากที่ไหนและส่งไปที่ไหน ถ้า มีสัญญาณเข้ามารีพีรีพีทเตอร์จะทวนสัญญาณแล้วส่งต่อออกไปเสมอทเตอร์ไม่สามารถลันกรองสัญญาณที่ไม่ จำ เป็นป็ออกไปได้ ดังนั้นนั้รีพีรีพีทเตอร์จึงไม่ได้มีส่วนช่วยจัดการทเตอร์ไม่สามารถลันกรองสัญญาณที่ไม่จำ เป็นป็ออก ไปได้ ดังนั้นนั้รีพีรีพีทเตอร์จึงไม่ได้มีส่วนช่วยจัดการจราจรหรือรืลดปริมริาณข้อมูลที่ส่งออกมาบนเครือรืข่าย 2.1.2 บริดริจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์สองเครือรืข่ายเข้าด้วยกัน เป็น อุปกรณ์ที่ทำ งานในระดับชั้นชั้กายภาพและระดับชั้นชั้เชื่อมโยงข้อมูลของแบบจำ ลอง OSI ฉะนั้นนั้ การทำ งานมันจะสร้างสัญญาณใหม่เมื่อได้รับสัญญาณทุกครั้งและยังสามารถตรวจสอบเลขที่ อยู่ของเครื่อรื่งผู้ส่งต้นทางและเครื่อรื่งผู้รับปลายทางที่บรรจุอยู่ในข้อมูลได้ ดังนั้นนั้บริดริจ์จะทำ หน้าที่เป็นตัวกรอง และส่งผ่านข้อมูลไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบเครือรืข่าย ทำ ให้การเชื่อมต่อ ระบบเครือรืข่ายมีประสิทธิภาพโดยลดการชนกันของข้อมูลและยังสามารถใช้ในการเชื่อมต่อ เครือรืข่ายที่แตกต่างกันได้ ดังรูปที่ 2.2 รูปที่ 2.2 การเชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือรืข่ายเข้าด้วยกัน รูปที่ 2.3 ลักษณะ Bridge
2.1.3 ฮับ ฮับ(Hub)เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำ งานอยู่ในชั้นกายภาพของแบบจำ ลอง OSI ฮับเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะเหมือนรีพีรีพีทเตอร์แต่มีหลายพอร์ต ฮับจะใช้ในการเชื่อมต่อ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์หลายเครื่อรื่ง โดยจะกระจายสัญญาณออกไปยังทุกพอร์ต ดังรูปที่ 2.4 รูปที่ 2.4 ลักษณะ Hub การรับส่งข้อมูลของฮับเป็นแบบแพร่กระจาย (Broadcast) เมื่อฮับได้รับข้อมูลจากผู้ส่งฮับจะส่งข้อมูล ออกไปยังทุกพอร์ตโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางของผู้รับว่าอยู่ที่ใด เครื่อรื่งทุกเครื่อรื่งมี่เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต ของฮับจะได้รับข้อมูลเหมือนกัน ดังรูปที่ 2.5 รูปที่ 2.5 การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในเครือรืข่ายด้วย Hub 2.1.4 สวิตวิซ์ สวิตวิซ์ (Switch) เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำ งานอยู่ในชั้นชั้กายภาพ และชั้นชั้เชื่อมโยงข้อมูลแบบจำ ลอง OSI สวิตวิซ์มีลักษณะการทำ งานคล้ายกับบริดริจ์แต่มีพอร์ต หลายพอร์ต
สวิตวิช์จะส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังพอตปลายทางเท่านั้นนั้ทำ ให้เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ กับพอร์ตที่เหลือสามารถส่งข้อมูลถึงกันและกันได้ในเวลาเดียวกันไม่ทำ ให้เกิดการชนกันของข้อมูลในเครือรื ข่าย อีกทั้งทั้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะไม่ขึ้นอยู่กับจำ นวนเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับสวิตวิช์ ดังรูปที่ 2.6 รูปที่ 2.6 ลักษณะ Switch สวิตวิช์มีความสามารถในการทำ งานมากกว่าฮับ โดยสวิตวิซ์จะทำ งานในการรับส่งข้อมูลสามารถส่งข้อมูล จากพอร์ตหนึ่งไปยังเฉพาะพอร์ตปลายทางที่ต้องการส่งข้อมูลไปเท่านั้นนั้ทำ ให้พอร์ตที่เหลือทำ การรับส่ง ข้อมูลได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทำ ให้สวิตวิซ์มีการทำ งานในแบบที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะไม่ขึ้น อยู่กับจำ นวนของคอมพิวเตอร์หรือรือุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับสวิตวิซ์ด้วยเหตุนี้ทำ ให้ในปัจจุบันสวิตวิซ์จะได้ รับความนิยมในการนำ มาใช้งานในระบบเครืข่รืข่ายคอมพิวเตอร์มากกว่าฮับ 2.1.5 เราท์เตอร์ เราท์เตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำ งานอยู่ในชั้นชั้กายภาพ ชั้นชั้เชื่อมโยงข้อมูลและชั้นชั้เครื่อรื่ข่ายข้อมูล โดย เราท์เตอร์จะสร้างสัญญาณใหม่เมื่อได้รับสัญญาณที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตรวจสอบเลขที่ของผู้ส่งและเครื่อรื่ง ผู้รับที่ส่งมาเพื่อส่งไปยังเซ็กเมนต์ที่ถูกต้อง และจะตรวจสอบไอพีแอดเดรสของผู้รับเพื่อเลือกเส้นทางในการ จัดส่งข้อมูลให้ไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ดังรูปที่ 2.7 รูปที่ 2.7 ลักษณะ Router เราท์เตอร์สามารถกำ หนดเส้นทางให้ข้อมูลถูกส่งจากเครือรืข่ายหนึ่งไปยังเครือรืข่ายปลายทางได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมรวมถึงความสามารถเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลในกรณีที่เส้นทางเดิมที่ใช้งานอยู่เกิดขัดข้อง เราท์เตอร์จะอ่านเลขที่อยู่ของเครื่อรื่งผู้รับปลายทางจากข้อมูลเพื่อใช้ในการกำ หนดหรือรืเลือกเส้นทางที่ส่ง ข้อมูลนั้น เราท์เตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำ งานด้วยโปรโตคอลเดียวถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างเครือรืข่ายทั้งสองเครือรืข่ายจะต้อง มีโปรโตคอลในการเชื่อมต่อที่เหมือนกัน เช่น เครือรืข่ายทั้งสองจะต้องใช้โปรโตคอลไอพี (IP) หรือรืโปรโตคอล ไอพีเอ็กซ์ (IPX) แบบเดียวกันการใช้เราห์เตอร์เชื่อมต่อเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันจะทำ ให้ปริมริาณการ ส่งข้อมูลของแต่ละเครือรืข่ายย่อยแยกจากกันโดยเด็ดขาด ไม่เกิดการรบกวนไปยังเครือรืข่ายอื่นทำ ให้การรับส่ง ข้อมูลทำ ได้อย่างรวดเร็วและยังทำ ให้เกิดความปลอดภัยของระบบเครือรืข่ายด้วยแต่เราท์เตอร์จะมีราคาแพง กว่าสวิตวิซ์และฮับ
2.1.6 เกตเวย์ เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล ทำ หน้าที่เชื่อมต่อเครืยรืข่ายที่มีลักษณะการ เชื่อมต่อที่แตกต่างกันและมีโปรโตคอลสำ หรับการสงรับข้อมูลต่างกัน เชื่อมต่อกันได้ เช่นการใช้เกตเวย์ เชื่อมต่อเครื่อรื่ข่าย Ethernet ที่ใช้สายส่งแบบ UTP เข้ากับเครือรืข่าย Token Ring หรือรืเครือรืช่ายแลนกับ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือรืระหว่างเครือรืข่ายแลนกับเครือรืข่ายแวน รูปที่ 2.8 ลักษณะเกตเวย์(Gateway) เกตเวย์เป็นจุดต่อเชื่ออมของเครือรืข่ายทำ หน้าที่เป็นป็ทางเข้าสู่ระบบเครือรืข่ายต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ ที่ทำ หน้าที่เป็นเกตเวย์อาจจะรวมเอาไฟร์วอลล์ไว้ในตัวด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่นอกเครือรืข่าย บุกรุกได้ 2.1.7 เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) เป็นอุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่เป็นป็ผู้ให้บริการิรต่างๆใน เครือรืข่ายคอมมพิว เตอร์ เมื่อมีผู้ใช้งานขอใช้บริกริาร เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ในเครื่อรื่งเพื่อให้ บริกริารในทันทีโดยทัวไปเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบ Rack ที่มีลักษณะเป็นกล่องสีเหลี่ยมแบนยาว สามารถนำ ไปวางเรียรีงในตู้ Rack ทำ ให้ประหยัด เนื้อที่ในการจัดเก็บและใช้งานง่าย 2. แบบ Tower หน้าตาจะเหมือนกับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ทั่วทั่ ๆ ไป รูปที่ 2.9 ลักษณะเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) แบบ Rack
เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเป็นเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการให้บริการิรที่สูง เป็นเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์ที่ให้บริกริารกับผู้ใช้งานในเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาขอใช้บริการิรนั้นนั้สามารถนำ มาใช้ใน สำ นักงานเพื่อช่วยให้คอมพิวเตอร์ทุกตัวสามารถใช้งานเครื่อรื่งพิมพ์ หรือรืฮาร์ดดิสก็ร่วมกันได้ 2.1.8 เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ลูกข่าย เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) เป็นคอมพิวเตอร์ในเครือรืข่ายที่ร้องขอบริการิรและเข้าถึงข้อมูลที่จัด เก็บในเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือรืเป็นป็คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ในระบบเครือรืข่าย รูปที่ 2.10 ลักษณะเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Cilient) เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ลูกข่ายเป็นคอมพิวเตอร์ในเครือรืข่ายที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของ เครื่อรื่ข่ายเช่น เครื่อรื่งพิมพ์ หรือรืฮาร์ดดิสก์ โดยขอใช้บริกริารจากเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์แม่ข่ายได้ 2.1.9 โมเต็ม (Modem) โมเด็ม (Modem) มาจากคำ ว่า MOdulator/DEModulator เป็นอุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่แปลงณาณติจิตอล จากเคองคพิวเตนทางห้ลายเป็นสัญญณอะนาลอกเพื่อส่งไปตามสายโทรศัพท์ทำ หน้าปลงสัญญาณอะนาล็อก ที่ได้จาสายโทรศัพท์ห้กลับไปเป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อส่งต่อไปยังเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ปลายทาง รูปที่ 2.11 ลักษณะโมเด็ม (Modem)
โมเด็ม (Modem) เป็นอุปกรณ์ทำ ให้เครื่อรื่งคอมพิวตอสามารถสื่อสารกับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ด้วยคู่ สายโทรศัพท์โดยแปลงสัญณาณดิจิตอลจากเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอะนาล็อกเพื่อส่งไปตามสาย โทรศัพท์ 2.2 อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยg เครือรืข่ายนั้นนั้มีผู้ใเช้ป็นจำ นวนมากทำ ให้มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายทั้งทั้ผู้ที่ประสงค์ดี และประสงค์ร้าย ทำ ให้เกิดการบริกริารข้อมูลทั่วทั่ไปและอาชญากรรมทางด้านเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์ จึงต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้รักษาความปลอดภัยในระบบเครือรืข่ายด้วย ดังนี้ 2.2.1 ไฟร์วอลล์ ไฟร์วอลล์ (Firewall) หมายถึง ซอฟต์แวร์หรือรืฮาร์ดแวร์ที่ทำ หน้าที่ตรวจสอบและควบคุม ระบบข้อมูลที่มาจากอินเทอร์เน็ตหรือรืเครือรืข่าย โดยสามารถกำหนดได้ว่าข้อมูลนั้นนั้อนุญาตให้ ใครเข้าถึง ข้อมูลบ้างรวมทั้งทั้สามารถตรวจสอบผู้ใช้ก่อนเข้าถึงข้อมูลได้ ไฟร์วอลล์ช่วย ป้องกันไม่ให้ผู้บุกรุกหรือรืซอฟต์แวร์อันตรายโจมตี หรือรืเข้าถึงคอมพิวเตอร์นอกจากนี้ ไฟร์วอลล์ยังช่วยป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ที่เป็นเหยื่อมัลแวร์ส่งชอฟต์แวร์อันตรายไปยัง คอมพิวเตอร์เครื่อรื่งอื่นอีกด้วยไฟร์วอลล์จึงเป็นเหมือนกำแพงที่สามารถป้องกันคอมพิวเตอร์ จากอินเทอร์เน็ตได้ รูปที่ 2.12 ลักษณะการใช้งานไฟล์วอลล์ ไฟรัวอลล์สามารถแบ่งออกมาตามลักษณะการทำ งาน ได้ 3 ประเภท คือ 1. Packet Filtering Firewall เป็นไฟวอลล์ที่ทำ หน้าที่ตรวจสอบแพ็กเก็ตที่ผ่านตัวมันและ จะทำ การป้องกันในกรณีที่ไม่มีสิทธิผ่านซึ่งจะทำ งานได้อย่างรวดเร็ว แต่มีความปลอดภัยต่ำ มาก ส่วนใหญ่ จะอยู่บนเราท์เตอร์หรือรืสวิตวิช์ ส่วนซอฟต์แวร์จะเป็น IP Table ที่ทำ งานบน Linuxเป็นต้นโดยจะพิจารณาส่วนที่อยู่ใน เฮดเดอร์ของแพ็กเก็ตที่ผ่านเข้ามา เทียบกับกฏที่กำ หนดไว้และตัดสินแพ็กเก็ตนั้นไปหรือรืว่าจะยอมให้แพ็กเก็ตนั้นผ่านไปได้ 2. ApplicationFirewall หรือรื Proxyซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดบกพร่องของ Packet Filtering Firewal! โดย Application Firewal! จะทำ หน้าที่เหมือนคนกลางที่คอยติดต่อระหว่างด้านในกับ ด้านนอกเครือรืข่ายซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นเพราะผู้ใข้ไม่ได้ติดต่อกับภายนอกโดยตรงแต่มีข้อจำ กัดเรื่อรื่งของความเร็ว และ Appication ที่รองรับ คือ รองรับ Application เพียง HTTP, HITPS, FTP เท่านั้น 3. Stateful Firewal! ออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำ กัดในเรื่อรื่งความปลอดภัยและความเร็วโดย พิจารณาว่าจะยอมให้แพ็กเก็ตผ่านไป แทนที่จะดูข้อมูลจากเฮดเดอร์เพียงอย่างเดียว Stateful Inspection จะนำ เอาส่วนข้อมูลของแพ็กก็ตและข้อมูลที่ได้จากแพ็กเก็ตก่อนหน้านี้ที่ได้ทำ การบันทึกเอาไว้นำ มาพิจารณาด้วย จึงทำ ให้ สามารถระบุได้ว่าแพ็กเก็ตใดเป็นแพ็กเก็ตที่ติดต่อเข้ามาใหม่ หรือรืว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้ว
2.2.2 AAA Server AAA หมายถึง Authenticate, Authorization และ Accounting เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ในการใช้งานแบบ Remote-Access VPN ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อจาก Dial-up นั้นนั้จะต้องผ่าน AAA Serverซึ่งจะมีการตรวจสอบดังนี้ คือ 1. คุณเป็นใคร Who you are (Authentication) 2. คุณได้รับอนุญาตให้ทำ อะไรบ้าง What you are allowed to do (Authorization) 3. คุณทำ อะไรไปบ้าง What you actually do (Accounting) รูปที่ 2. 13 การทำ งานของ AAA Server Authentication คือ การตรวจสอบผู้ช้บริกริารอินเทอร์เน็ตโดยตรวจสอบจาก Username และ Password ว่าถูกต้องหรือรืไม่ Authorization คือ การตรวจสอบ "สิทธิ" ของผู้ใช้บริกริารอินเทอร์น็ต ในเรื่อรื่งของเวลาการใช้งาน หรือรื ความเร็วในการใช้งาน Accounting คือ ขบวนการที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ต รูปที่ 2.14 กระบวนการตรวจสอบผู้ใช้
การตั้งค่าการพิสูจน์ตัวตนบนอุปกรณ์เครือรืข่ายร่วมกับ AAA Server นั้น สามารถที่จะนำ ไปใช้ได้ หลายรูปแบบ เช่น ใช้กับผู้ใช้ของ Cisco VPN Client to Siteใช้กับการพิสูจน์ตัวตนบน Pointto -Point เช่น PAP หรือรื CHAP ใช้ร่วมกับการตั้งค่า 802. 1x ใช้ในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้เมื่อ ต้องการเข้าถึงตัว อุปกรณ์เครือรืข่าย เป็นต้น 2.3อุปกรณ์ไร้สาย ระบบเครือรืข่ายร้สาย เป็นระบบการสื่อสารข้อมูลที่นำ มาใช้ทดแทน หรือรืเพิ่มต่อกับระบบเครื่อรื่ข่ายใช้ สายแบบเดิมโดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทวิยุ RF และคลื่นอินฟราเรดในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอม พิว เตอร์ผ่านทางอากาศทะกำ แพงเพดาน หรือรืสิ่งก่อสร้างอื่นๆโดยปราศจากการเดินสาย ผู้ใช้งานสามารถ เชื่อมโยงเข้าระบบเครือรืข่ายจากใดได้อยู่ในรัศมีของสัญญาณ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่อรื่งการติดตั้งสาย สัญญาณในพื้นที่ที่ทำ ได้ยากทำ ให้ผู้ใช้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำ งานยังทีต่างๆ ได้เครือรืข่ายไร้สาย ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ .3.1 Wireless NICs Wireless Network Interface Card เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในเชื่อมต่อเครือรืข่ายแบบไร้สาย โดยจะ มีลักษณะเหมือนการ์ดแลนทั่วไปไม่มีสายสัญญาณแต่มีเสาอากาศไว้ใว้ช้ในการเชื่อมต่อเครือรืข่ายแทนโดย วิทวิยุที่แพร่กระจายออกมาจากอุปกรณ์ไร้สายอื่น ๆ แปลงเป็นข้อมูลดิจิตอลส่งให้เค คอมพิวเตอร์ประมวลผลและทำ การแปลงข้อมูลดิจิตอลที่ได้จากการประมวลผลของเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ให้ เป็นคลื่นวิทวิยุแล้วส่งผ่านสายอากาศแพร่กระจายออกไป แลนการ์ดแบบไร้สายมีทั้งแบบ PCI, PCMCI. USB และ Compact Flash เป็นต้น รูปที่ 2.15 ลักษณะแลนการ์ดไร้สายแบบ PCI
รูปที่ 2.16 ลักษณะแลนการ์ดไร้สายแบบ PCMCIA รูปที่ 2.17 ลักษณะแลนการ์ดไร้สายแบบUSB ที่ต่อตรงกับคอมพิวเตอร์ รูปที่ 2.18 ลักษณะแลนการ์ดไร้สายแบบ CF
2.3.2 Wireless Access Points Wireless Access Point หรือรื WAP หรือรืเรียรีกว่า AP หมายถึง อุปกรณ์ในเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์ ที่ช่วยให้อุปกรณ์ไร้สายสามารถชื่อมต่อกับเครือรืข่ายแบบมีสายได้ APเป็นจุดกระจ่ายและ เชื่อมต่อสัญญาณไร้สายเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายทุกชนิดที่ทำ งานภายใต้มาตรฐานของ IEEE802.11 เข้า ด้วยกัน Access Points สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้งานแบบต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้งาน AP ขององค์กร โดยทั่วทั่ไปจะเป็นการติดตั้งตั้ AP หลายตัวเข้ากับเครือรืข่ายแบบใช้สายเพื่อให้อุปกรณ์ลูกข่ายสามารถติดต่อ แบบไร้สายไปยังระบบแลนได้ การใช้งาน AP ในรูปแบบฮอตสปอตเป็นการใช้งานสาธารณะทั่วทั่ไป เช่น ร้าน แฟห้องสมุด และการใช้เป็นเครือรืข่ายไร้สายภายในบ้านที่มี AP เพียงตัวเดียวที่ใช้เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ทั้งทั้หมดในบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเราต์เตอร์ไร้สายที่รวมเอา AP, เราต์เตอร์และสวิตวิซ์ รูปที่ 1.19 ลักษณะ Wireless Access Points 2.3.3 Wireless Bridge Wireless Bridgeเป็นป็อุปกรณ์เชื่อมต่อบเครือรืข่ายไร้สาย ที่สามารถนำ ไปใช้เชื่อมต่อระบบเครือรืข่าย แลนระหว่าว่งสำ นักงานหรือรืระหว่าว่งอาคารส่วนใหญ่ แทนการใช้สายสัญญาณที่ค่อนข้างเป็นป็อุปกรณ์เชื่อม ต่อเครือรืข่ายแบบไร้สาย ที่สามารถนำ ไปใช้เชื่อมต่อยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง มีลักษณะการเชื่อมต่อมี 2 แบบดังนี้ 1.การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point to Point) เป็นการเชื่อมต่อระหว่าว่งเครือรืข่ายเข้า โดยใช้อุปกรณ์ Wireless Bridge เช่นการเชื่อมต่อเครือรืข่ายระหว่าว่งอาคาร 2.การเชื่อมโยงแบบจุดไปหลายจุด (Point to Multi-Point) มีหลักการคล้ายแบบ แต่ต้องใช้ Wireless Bridge เพิ่มขึ้นตามจำ นวนจุดที่ต้องการเชื่อมโยงเข้าหากัน รูปที่ 2.20 ลักษณะการเชื่อมโยงแบบจุดไปหลายจุด (Point to Multi-Point)
หน่วยที่ 3 หัวข้อเรื่อรื่ง (Topics) 3.1 เครือรืข่ายแลน (LAN) 3.2 โทเค็น (Token) 3.3 เครือรืข่าย FDDI 3.3 เครือรืข่าย FDDI 3.5 เครือรืข่ายแลนเสมือน 3.6 เครือรืข่ายแวน (WAN) 3.7 เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต 3.8 VPN 3.9 Intranet and Extranet ประเภทของเครือ รื ข่าย แนวคิดสำ คัญ (Main Idea) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลายเครื่อรื่งเข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และข้อมูลร่วมกัน ตลอดจนทำ งานร่วมกันได้ในเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์ เป็นการเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้นแสะลดตันทุนของระบบโดยรวมลง ซึ่งการเชื่อม ต่อของระบบเครือรืข่ายยังรวมไปถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้าง มีการใช้เครื่อรื่งบริการิรแฟ้มฟ้ข้อมูลเป็นที่เก็บ รวบรวมแฟ้มฟ้ข้อมูลมีการทำ ฐานข้อมูลกลางมีหน่วยบริการิรใช้เครื่อรื่งพิมพ์และอุปกรณ์ประกอบสำ หรับทำ งาน เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื้อหาในหน่วยนี้จะกล่าวถึงเครือรืข่ายประเภทต่างๆได้แก่เครือรืข่ายแลน(LAN)เครือรืข่ายแวน(WAN)เครือรื ข่ายอินเทอร์เน็ต VPN และ Intranet and Extranet สมรรถนะบ่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับเครือรืข่ายประเภทต่าง ๆ 2. เชื่อมต่อเครือรืข่ายแลน
1. บอกความหมาย องค์ประกอบ ประมาท มาตรฐาน และประยุกต์ใช้งานเครือรืข่ายแลนได้ 2. บอกความหมายและรูปแบบการเชื่อมต่อ Ethernet วิธีวิธีการเข้าใช้ตัวกลาง ประเภทมาตรฐานการเชื่อม ต่อได้ 3. บอกความหมายของ Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet ได้ 4. บอกความหมาย วิธีวิธีการจัดการระบบความปลอดภัย มาตรฐาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อของเครือรืข่าย แลนไร้สายได้ 5. บอกถึงลักษณะเครือรืข่ายโทเค็นบัส โทเค็นริงริ FDDI ATM ได้ 6. อธิบายลักษณะการเชื่อมต่อเครือรืข่ายเสมือนได้ 7.บอกความหมายเครือรืข่ายแวนได้ 8. บอกความหมาย Leased Lines, ISDN, DSL, Frame Relay, ATM, IPSTAR ได้ 9. บอกความหมายของระบบดาวเทียม เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตได้ 10. บอกความหมาย VPN และ Intranet and Extranet ได้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behaviral Objectives)
เนื้อหาสาระ (Content) เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึง เครือรืข่ายการสื่อสารระหว่าง คอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่อรื่งขึ้นไป ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ มีการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ในเครือรืข่าย โดยใช้สื่อที่เป็นสายหรือรืสื่อแบบไร้สาย การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบ คอมพิวเตอร์ให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบคอมพิวเตอร์โดยรวมลง ซึ่งการโอนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์ในเครือรืข่ายจะทำ ให้ระบบมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น มีการแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วย ประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยจัดเก็บข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่ สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ ทำ ให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรของระบบคอมพิวเตอร์ลงได้ 3.1 เครือรืข่ายแลน (LAN) ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ มีการใช้ระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการดำ เนินธุรกิจเพื่อติดต่อสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกัน ทำ ให้สามารถลดต้นทุนทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ อีกทั้งทั้ยังช่วย เพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น ทำ ให้เกิดการทำ งานร่วมกันเป็นกลุ่ม สามารถทำ งานพร้อมกัน ใช้ ข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกัน ทำ ให้องค์กรได้รับประโยชน์มากขึ้นสามารถใช้อุปกรณ์ได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เครือรืข่ายแลน สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กรต่าง ๆ ทั้งทั้ภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ ด้าน อุตสาหกรรม ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และด้านการเงิน 3.1.1 ความหมายของเครือรืข่ายแลน เครือรืข่ายแลน (LAN) มาจากคำ ว่า Local Area Network หมายถึง ระบบเครือรืข่ายที่มีการเชื่อมโยงกัน ระหว่างเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ในลักษณะเป็นป็กลุ่มขนาดเล็ก โดยมีการติดตั้งตั้และใช้งานในบริเริวณ ใกล้เคียงกัน เช่น ภายในแผนกเดียวกัน ภายในสำ นักงานเดียวกัน ภายในอาคารเดียวกัน หรือรืระหว่าง อาคารที่อยู่ห่างไกลกันไม่มาก เช่น เครือรืข่ายภายในสถานศึกษา เป็นป็ตัน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บริการิร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เครือรืข่ายแลนถูกจำ กัดด้วยขนาดและระยะทาง ที่สามารถใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณได้ไม่เกิน 4 ตัว ทำ ให้มีความยาวของการเชื่อมต่อทั้งทั้หมดไม่เกิน 925 เมตร ดังนั้นนั้หากต้องการเชื่อมต่อเครือรืข่ายในระยะทางที่ไกลกว่านี้ จึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเครือรืข่ายแลน ได้ เครือรืข่ายแลนเป็นการสี่อสารข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้า ด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและใช้ทรัพยากรบนเครือรืข่ายร่วมกันในบริเริวณใกล้เคียง ดยมี ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เป็นองค์ประกอบหลักที่สำ คัญ ที่ถูกกำหนดมาตรฐานโดยหน่วยงาน IEEE ภายใต้โครงการ 802 ซึ่ง IEEE แบ่งการทำ งานของชั้นชั้เชื่อมโยง (Data Link Layer) ออกเป็น 2 ชั้นชั้ย่อย คือ ชั้นชั้ LLC (LogicalLinkContol)ทำ หน้าที่ปรับเฟรมข้อมูลให้สามารถรับส่งผ่าน ตัวกลางได้และชั้นชั้ MAC (Medium Access Control) ทำ หน้าที่ควบคุมการเข้าใช้ตัวกลางเพื่อไม่ ให้เกิดการชนกันของข้อมูล และตรวจสอบความผิดพลาดของเฟมข้อมูลในระหว่างการรับส่งข้อมูล
รูปที่ 3.1 การเปรียรีบเทียบมาตรฐาน 802 กับแบบจำ ลอง OSI 3.1.2 องค์ประกอบของเครือรืข่ายแลน การเชื่อมต่อเครือรืข่ายแลน ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำ คัญ 2 ส่วน คือ 1.ฮาร์ดแวร์(Hardware)เป็นส่วนประกอบของเครื่อรื่ช่ายที่สามารถมองเห็นหรือรืจับต้องได้ประกอบด้วย (1)อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่นำ มาใช้เชื่อมต่อเครือรืข่ายแลน เช่น เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ หรือรื เครื่อรื่งพิมพ์โดยเรียรีกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เหล่านี้ว่าว่สถานี (Station) หรือรืโหนด (Node) โดยสถานีที่ เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือรืข่ายแลนเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานต้องมีการ์ดแลนติดตั้งอยู่ภายในของแต่ละ สถานีด้วย รูปที่ 3.2 ลักษณะของการ์ดแลน
การ์ดแลน เป็นอุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่เชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือรืข่ายที่เรียรีกว่า NIC (Network Intertace Card) ทำ หน้าที่แปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณที่สามารถส่งผ่านไปยังตัวกลางได้ ปัจจุบันการ์ดแลนถูกออกแบบเพื่อใช้กับ เครือรืข่ายแลนประเภทต่าง ๆ จากรูปที่ 3.2 แสดงตัวอย่างการ์ดแลนที่ใช้กับสายคู่ตีเกลียว การ์ดแลนบางชนิดมีความเร็วใน การส่งผ่านข้อมูลใน 1 วินวิาทีเพียงค่าเดียว การ์ดแลนบางชนิดมีคววมเร็วในการส่งผ่านข้อมูลใน 1 วินวิาทีหลายระดับ เซีน การ์ดแลนแบบ 10/100 หมายความว่า การ์ดแลนนี้ใช้ใด้กับเครือรืข่ายที่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล 10 Mbps และ 100 Mbps ซึ่งการเลือกการ์ดแลนที่มีอัตราความเร็วเท่าไรนั้นนั้ขึ้นอยู่กับฮับหรือรืสวิตวิซ์ที่สถานีนั้นนั้เชื่อมต่ออยู่ (2) ตัวกลางสื่อสารข้อมูล เป็นอุปกรณ์ที่นำ มาใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครือรืข่ายหรือรืสถานี เพื่อใช้เป็นตัวกลางใน การรับส่งข้อมูลระหว่างสถานีผู้รับและผู้ส่ง ซึ่งตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลนี้เป็นได้ทั้งทั้แบบใช้สายเช่นสายคู่ตีเกลียวหรือรื สายใยแก้วนำ แสง และแบบไร้สาย ได้แก่ อากาศหรือรืสุญญากาศ เป็นต้น (3) อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือรืข่ายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลเข้ากับสถานี รวมทั้งทั้ใช้ในการเชื่อมต่อ ระหว่างกลุ่มเครือรืข่าย เช่น รีพีรีพีทเตอร์ (Repeater) บริดริจ์ (Bridge) ฮับ (Hub) สวิตวิช์ (Switch) เราท์เตอร์ (Router) เกตเวย์ (Gateway) และมัลติเพล็กเซอร์ (Muliplexer) เป็นต้น 2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงชุดโปรแกรมที่ทำ หน้าที่ควบคุมการทำ งานของเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อม ต่ออยู่บนระบบเครือรืข่าย ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำ งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบเครือรืข่ายได้อย่างราบรื่นรื่ แบ่งออก 3 ชนิด ดังนี้ (1) ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเครือรืข่าย (Network Operating System Sofware) คือชุดโปรแกรมที่ทำ ให้เครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ในเครือรืข่ายสามารถสื่อสารข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือรืข่ายแลนเดียวกันได้ โดยซอฟต์แวร์ระบบ ปฏิบัติการเครือรืข่ายนี้จะถูกติดตั้งตั้ในสถานีที่เป็นเครื่อรื่งแม่ข่าย เพื่อทำ หน้าที่บริหริารทรัพยากรบนเครือรืข่ายแลนให้กับสถานีที่เป็นป็เครื่อรื่งลูกข่ายเช่น Novell NNelware, Windows 2000, UNIX, Linux เป็นป็ต้น (2) ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System Software) คือ ชุดโปรแกรมที่ติดตั้งตั้ในสถานีที่ เป็นเครื่อรื่งลูกข่าย เพื่อควบคุมการทำ งานของเครื่อรื่ง เช่น Windows XP, Windows 7, Windows 8และ Linux เป็นต้น (3) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) คือ ชุดโปรแกรมที่อำ นวยความสะดวกในการ บริกริารการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) ระบบบริการิรฐาน ข้อมูล และระบบงานบัญชี เป็นต้น 3.1.3 ประเภทของเครือรืข่ายแลน เครือรืข่ายแลนสามารถแบ่งตามการใช้งานใด้ 2 ประเภท คือ เครือรืข่ายแคนแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server) และเครือรื ข่ายแลนแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-toPeer) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.เครือรืข่ายแลนแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server) เป็นเครือรืข่ายแลนที่กำ หนดให้หนึ่งสถานีหรือรืมากกว่าว่ทำ หน้าที่ เป็นผู้ให้บริกริารหรือรืเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือรืเครื่อรื่งแม่ข่าย ส่วนสถานีอื่นเป็นผู้ใช้บริกริารหรือรืไคลเอนต์ (Client) หรือรื เครื่อรื่งลูกข่าย โดยเครื่อรื่งแม่ข่ายทำ หน้าที่ให้บริกริารกับเครื่อรื่งลูกข่ายโดยปกติเครือรืข่ายแลนจะมีเครื่อรื่งแม่ข่ายเพียงหนึ่ง สถานี แต่ถ้ามีผู้ใช้บริกริารเป็นจำ นวนมาก อาจมีเครื่อรื่งแม่ข่ายมากกว่าว่หนึ่งสถานีได้ กรณีที่เครือรืข่ายแลนที่มีเครื่อรื่งแม่ข่ายสถานีเดียว เครื่อรื่งแม่ข่ายจะให้บริกริารต่าง ๆ แก่เครื่อรื่งลูกช่ายทุกเครื่อรื่งที่มีการ ร้องขอบริกริาร รูปที่ 3.3 ลักษณะเครือรืข่ายแลนแบบไคลเอนด์เซิร์ฟเวอร์แบบเซิร์ฟเวอร์เดียว
สำ หรับเครือรืข่ายอาจมีเครื่อรื่งแม่ข่ายมากกว่าหนึ่งสถานีโดยเครื่อรื่งแม่ข่ายแต่ละสถานีรับผิดชอบงานในแต่ละ ด้าน เช่น Mail Server ทำ หน้าที่รับอีเมลมาจากเครื่อรื่งลูกข่ายและต้องทำ งานอยู่ตลอดเวลา ส่วน File Server เป็นเครื่อรื่งแม่ข่ายที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถใช้แฟ้มข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในเครื่อรื่งแม่ข่ายได้ ส่วน Print Server เป็นเครื่อรื่งแม่ข่ายที่ทำ หน้าที่บริกริารการพิมพ์แก่ผู้ใช้ โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่อรื่งพิมพ์ร่วมกันได้ รูปที่ 3.4 ลักษณะเครือรืข่ายแลนแบบไคลเอนต์เชิร์ฟเวอร์แบบหลายเซิร์ฟเวอร์ 1.เครือรืข่ายแลนแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Pear) เป็นเครือรืช่ายที่ทุกสถานีทำ หน้าที่เป็นทั้งทั้เครื่อรื่งแม่ข่าย และเครื่อรื่งลูกข่าย ถ้าสถานีหนึ่งมีการขอใช้บริการิรสถานีนั้นนั้จะเป็นป็เครื่อรื่งลูกข่าย ส่วนสถานีที่ถูกร้องขอให้ บริกริารจะเป็นเครื่อรื่งแม่ข่าย ดังนั้นนั้แต่ละสถานีจะผลัดกันเป็นป็ทั้งทั้เครื่อรื่งแม่ข่ายและเครื่อรื่งลูกข่าย รูปที่ 3.5 ลักษณะเครือรืข่ายแลนแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์แบบเพียร์ทูเพียร์
ระบบเครือรืข่ายแลนแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ เป็นระบบเครือรืข่ายที่มีประสิทธิภาพดีกว่าว่เครือรืข่ายแลนแบบ เพียร์ทูเพียร์ เพราะเป็นป็ระบบที่ดูแลรักษาง่าย สะดวกและมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากสามารถจัดการ ด้านการรักษาความปลอดภัยโดยใช้เครื่อรื่งแม่ข่ายเพียงเครื่อรื่งเดียว อีกทั้งทั้ยังสามารถกำ หนดสิทธิ์การเข้า ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับเครื่อรื่งลูกข่ายได้ โดยทั่วทั่ไปเครือรืข่ายแลนด์แบบไคลเอนต์เชิร์ฟเวอร์นิยมใช้กับ เศรือรืข่ายที่มีจำ นวนผู้ใช้มาก ส่วนเครือรืข่ายแลนด์แบบเพียร์ทูเพียร์เป็นป็เครือรืข่ายที่ติดตั้งตั้ง่าย มักนำ มาใช้ เป็นป็เครือรืข่ายสำ หรับกลุ่มผู้ใช้ขนาดเล็กที่ต้องการใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกันทำ ให้ช่วยประหยัดค่าใช้ จ่าย 3.1.4 มาตรฐานเครือรืข่ายแลน การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือรืข่ายแลนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สามารถสื่อสาร ข้อมูลระหว่างกันได้และถ้ามีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อมีจำ นวนมากก็จะทำ ให้เกิดความยุ่งยากมาก ขึ้น ผู้พัฒนาจึงต้องหาวิธีวิธีการและเทคนิคในการเชื่อมต่อเครือรืข่ายที่ทำ ให้การเชื่อมต่อเครือรืข่ายง่ายขึ้น โดยมีการกำ หนดเทคโนโลยีที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลภายในเครือรืข่ายแลนออกมาหลายมาตรฐาน แต่ละ มาตรฐานมีข้อกำ หนดเฉพาะที่จะบ่งบอกลักษณะรูปแบบของข้อมูล คุณสมบัติทางการเชื่อมต่อต่าง ๆ ซึ่ง ข้อกำ หนดเหล่านี้ผู้ผลิตและผู้พัฒนาต้องสร้างให้สามารถใช้งานร่วมกันสื่อสารระหว่างกันได้หน่วยงาน IEEE ให้จัดตั้งตั้โครงการเพื่อกำ หนดมาตรฐานกลางที่เกี่ยวข้องกับเครือรืข่ายแลนชื่อว่าโครงการ 802 มี วัตถุประสงค์เพื่อกำ หนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือรืข่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจาก อุปกรณ์ครือรืข่ายผลิตจากโรงงานผู้ผลิตที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นนั้โครงการ 802 ยังประกอบด้วย โครงการย่อยเพื่อใช้กำ หนดมาตรฐานเครือรืข่ายแลนแต่ละประเภทดังนี้ 1.IEEE 802:3 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบ Ethernet ที่ใช้การสื่อสารข้อมูลแบบ CSMA/CD 2. IEEE 802.4 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบ Token Bus 3. IEEE 802.5 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบ Token Ring 4. IEEE 802.6 มาตรฐานเครือรืข่าย MAN (Metropolitan Area Network) 5. IEEE 802.9 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบ Integrated Services (ส่งข้อมูลทั้งทั้ภาพและเสียง) 6. IEEE 802.11 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบไร้สาย 7. JEEE 802.12 มาตรฐานเครือรืข่ายแลนแบบ 100VG-AnyLAN (ความเร็วสูงสุด 100 Mbps ใช้สาย ตีเกลียวคู่) 1.อีเธอร์เน็ต (Ethernet) เป็นเทคโนโลยีเครือรืข่ายแลนที่มีอัตราความเร็วในการรับส่งสูงสุด 10 Mbps ใช้โปรโตคอล CSMA/CD ในการเข้าถึงตัวกลาง เป็นเครือรืข่ายแลนที่มีอัตราในการรับส่งข้อมูลสูง (1)รูปแบบการเชื่อมต่ออีเธอร์เน็ต อีเธอร์เน็ต (Ethernet) เป็นเทคโนโลยีเครือรืข่ายแลนที่ใช้สำ หรับรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพ มากขึ้นจนเป็นเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบแรกที่ใช้งานในเครือรืข่ายแสน ต่อมาหน่วยงาน IEEE ได้กำหนดให้เป็นมาตรฐานสากล และเรียรีกว่า IEEE 802.3 มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 10 Mbps ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่ม ความเร็วในการส่งข้อมูลให้สูงขึ้นเป็นอีเธอร์เน็ตความเร็วสูง ได้แก่ ฟาสต์อีเธอร์เน็ต (Fast Ethernet) มีความเร็วในการรับส่ง ข้อมูลสูงสุด 100 Mbps กิกะบิตอีเธอร์เน็ต (Gigabit Ethernet) มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1,000 Mbps และเท็นกิ กะบิตอีเธอร์เน็ต ( 10 Gigabi Ethernet) มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล 10 Gbps (2)วิธีวิธีการเข้าใช้ตัวกลางของอีเธอร์เน็ต การเชื่อมต่อเครือรืข่ายแลนจะต้องใช้ตัวกลางการสื่อสารร่วมกัน ดังนั้นนั้จึงต้องมีวิธีวิธีการควบคุมเพื่อให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทุกตัว สามารถเข้าใช้ตัวกลางได้ด้วยการใช้โปรโตคอล CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection) ซึ่งมีขั้นขั้ตอนการทำ งานดังนี้ (ก)การตรวจจับสัญญาณ (Carrier Sense) สถานีใดที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องมีการตรวจจับสัญญาณภายในตัวกลางว่าใน ขณะนั้นนั้ว่างหรือรืไม่ก่อนที่จะส่งข้อมูล ถ้าตรวจจับสัญญาณแล้วพบว่าว่างจึงจะสามารถส่งข้อมูลได้ แต่ถ้าตรวจจับสัญญาณแล้วไม่ ว่าง สถานีนั้นนั้ต้องคอยตรวจสอบสัญญาณใหม่จนกว่าจะว่างจึงจะส่งข้อมูลใด้
รูปที่ 3.6 สถานี A ตรวจจับสัญญาณก่อนส่งข้อมูล จากรูปที่ 3.6 สถานี A ต้องการส่งข้อมูลก็ต้องมีการตรวจสัญญาณบนตัวกลางก่อนว่าในขณะนั้นนั้ว่าง หรือรืไม่ถ้าว่างสถานี A สมารถใช้ตัวกลางเพื่อส่งข้อมูลได้ทันที เฟรมข้อมูลที่ส่งออกไปจะวิ่งวิ่ผ่านไปตาม ตัวกลางไปถึงสถานี B และสถานี C ทำ ให้ทั้งทั้สองสถานีได้รับข้อมูลนี้ แต่จะมีเพียงสถานีปลายทางที่แท้ จริงริสถานีเดียวเท่านั้นนั้ที่สามารถนำ ข้อมูลนี้ไปใช้งานได้ ส่วนสถานีอื่นต้องปล่อยข้อมูลนี้ไป รูปที่ 3.7 การใช้ตัวกลางพร้อมกันทำ ให้เกิดการชนกัน
จากรูปที่ 3.7 สถานี A มีการตรวจจับสัญญาณบนตัวกลางพบว่าตัวกลางว่าง สถานี A จึงส่งเฟรมข้อมูล ออกไป และในขณะเดียวกันสถานี C มีการตรวจจับสัญญาณบนตัวกลางในขณะนั้นนั้พอดีและพบว่า ตัวกลางว่างอยู่เช่นกัน ทำ ให้ช่วงเวลานั้นนั้เกิดการส่งข้อมูลผ่านตัวกลางพร้อมกันจึงทำ ให้ข้อมูลที่ส่งออก มาจากสถานี A และสถานี C เกิดการชนกันและทำ ให้ข้อมูลที่เกิดการชนกันนั้นนั้ไม่สามารถใช้งานได้อีก ต่อไป จึงต้องมีการตรวจสอบการชนกันของข้อมูลแล้วส่งใหม่ (ข) การตรวจสอบการชนกันของข้อมูล (Collision Detection) เมื่อเกิดการชนกันของข้อมูลขึ้นบน ตัวกลาง สถานีที่ส่งข้อมูลออกมาต้องหยุดดำ เนินการทันทีและหยุดรอชั่วชั่ขณะหนึ่ง จากนั้นนั้แต่ละสถานีจะ มีการสุ่มเวลารอบใหม่เพื่อส่งข้อมูลโดยให้มีเวลาที่แตกต่างกัน ถ้าสถานีใดนับเวลาถอยหลังจนครบเวลาที่ สุ่มได้ สถานีนั้นนั้จึงส่งข้อมูลได้ ดังนั้นนั้สถานีแต่ละสถานีจะส่งเฟรมพร้อมกันไม่ได้ ทำ ให้ไม่เกิดการชนกัน ของเฟรมข้อมูลชุดเดิม (1)ประเภทของมาตรฐานการเชื่อมต่ออีเธอร์เน็ต มาตรฐาน 802.3 ของหน่วยงาน IEEE ได้แบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อของอีเธอร์เน็ตออกเป็น 4 ประเภท ตามชนิดของตัวกลาง วิธีวิธีการเชื่อมต่อทางกายภาพ และรูปแบบการส่งข้อมูลบนตัวกลาง คือ 10Base5, 10Base2, 10BaseT และ 10Base-FL มีรายละเอียดดังนี้ (ก)อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base5 เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อแบบดั้งเดิมของอีเธอร์เน็ตที่มีอัตราความเร็วในการ ส่งข้อมูลสูงสุด 10 Mbps ใช้การส่งสัญญาณข้อมูลแบบเบสแบนด์ ใช้สายโคแอ็กเซียลแบบหนาเป็น ตัวกลางในการรับส่งข้อมูล โดยเรียรีกการเชื่อมต่อแบบนี้ว่าธิกค์อีเธอร์เน็ต (Thick Ethernet) หรือรืธิกค์ เน็ต (Thicknet) โดยใช้โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบบัสที่มีความยาวของสายโคแอ็กเซียลสูงสุดไม่เกิน 500 เมตร ต่อเซ็กเมนต์ แต่ละสถานีต้องมีระยะห่างกัน 2.5 เมตร และภายในหนึ่งเซ็กเมนต์สามารถเชื่อม ต่อกันได้ไม่เกิน 100 เครื่อรื่ง โดยสามารถขยายได้สูงสุด 50 เซ็กเมนต์ รูปที่ 3.8 การเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base5
จากรูปที่ 3.8 เป็นป็การเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base5 ที่จะต้องใช้อุปกรณ์สำ หรับเชื่อมต่อต่าง ๆ ดังนี้ 1. การ์ดแลนพร้อมหัวต่อเอยูไอ (AUI Cannector) ขนาด 15pin 2. ทรานซีฟเวอร์ (Transceiver) คือ อุปกรณ์รับส่งข้อมูลในเครือรืข่ายที่ต่ออยู่กับสายส่งข้อมูลหลัก 3. สายเคเบิ้ลเชื่อมต่ออุปกรณ์ทรานซีฟเวอร์ 4. แท็ป (Tap) เป็นป็อุปกรณ์ใช้ในการพ่อหัวต่อเอยูไอ (AUI) เข้าที่ด้านหลังของการ์ดแลนเพื่อเขื่อมต่อกับทรานซีฟเวอร์ 5. เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) เป็นป็อุปกรณ์เพื่อใช้ปิดปิที่ปลายสายทั้งทั้สองด้าน 4. แท็ป (Tap) เป็นอุปกรณ์ใช้ในการพ่อหัวต่อเอยูไอ (AUI) เข้าที่ด้านหลังของการ์ดแลนเพื่อเขื่อมต่อกับทรานซีฟเวอร์ 5. เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ปิดที่ปลายสายทั้งสองด้าน ( รูปที่ 3.9 ลักษณะของการ์ดแลนพร้อมหัวต่อเอยูไอ (AUI) (ก)อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base2 เป็นมาตรฐานเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตที่ได้รับการพัฒนาจากอีเธอร์น็ตแบบ 10Base5 โดยใช้สายโคแอ็กเซียลแบบบางที่มีราคาถูกกว่าสายโคแอ็กเซียลแบบหนาเป็นตัวกลางในการรับ ส่งข้อมูล จึงทำ ให้ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งตั้ต่ำ กว่าแบบ 10Base5 โดยเรียรีกการเชื่อมต่อแบบนี้ว่าธินอีเธอร์ เน็ต (Thin Ethernet) หรือรืธินเน็ต (Thinnet) หรือรืธินไวร์อีเธอร์เน็ต (Thin-wire Ethernet) อีเธอร์ เน็ตแบบ 10Base2 ใช้โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบบัสเช่นเดียวกับ 10Base5 แต่มีความยาวของสายโคแอ็ก เซียลสูงสุดได้ไม่เกิน 200 เมตรต่อเซ็กเมนต์ และภายในหนึ่งเซ็กเมนต์ตามารถเชื่อมต่อกันได้ไม่เกิน 30 เครื่อรื่ง โดยสามารถขยายได้สูงสุด 5 เซ็กเมนต์ อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base2 รูปที่ 3.10 การเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ
จากรูปที่ 3. 10 แสดงถึงการเชื่อมต่อเครีอรีข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base2 ที่มีการใช้สายโคแอ็กเซียล แบบบางเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล ต้องใช้อุปกรณ์สำ หรับเชื่อมต่อแบบ 10Base2 ดังนี้ 1. การ์ดแลนพร้อมด้วยหัวต่อบีเอ็นซี (BNC Connector) 2. หัวต่อบีเอ็นซีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับสายโคแอ็กเซียลกับอุปกรณ์หัวต่อรูปตัวที 3. หัวต่อรูปตัวทีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างการ์ดแลนกับสายโคแอ็กเซียล รูปที่ 3.11 การเชื่อมต่อการ์ดแลนด้วยหัวต่อ BNC และหัวต่อตัวที (T) (ค)อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-T เป็นรูปแบบการเชื่อมต่ออีเธอร์เน็ตที่ใช้สายคู่ตีเกลียวเป็นตัวกลางในการรับ ส่งข้อมูล และใช้ฮับเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ มีความยาวของระยะทางมีการเชื่อมต่อระหว่างเซ็กเมนต์ ต้องไม่เกิน 100 เมตร และภายในหนึ่งเซ็กเมนต์สามารถเชื่อมต่อกันได้ไม่เกิน 1,024 เครื่อรื่ง ใช้โทโพโลยี การเชื่อมต่อแบบดาว รูปที่ 3.12 การเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-T
จากรูปที่ 3. 12 แสดงถึงการเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-T ที่ใช้สายตีเกลียวชนิดไม่มีฉนวน หุ้ม (UTP) เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และใช้หัวต่อ R.45 เชื่อมต่อสายคู่ตีเกลียวเข้ากับสวิตวิซ์และการ์ แลน (ง)อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-FL เป็นเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตที่รองรับการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงสุด 10 Mbps ใช้สายใยแก้วนำ แสงเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล โดยมีระยะทางในการเชื่อมต่อยาวสูงสุดถึง 2 กิโลเมตร ด้วยคุณสมบัติของสายใยแก้วนำ แสงที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ไกล และป้องกันการรบกวนของ สัญญาณได้ แต่มีราคาแพง จึงนำ มาใช้เฉพาะกับการเชื่อมต่อที่สำ คัญเท่านั้นนั้ รูปที่ 3.13 การเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-FL
จากรูปที่ 3.13 แสดงถึงการเชื่อมต่อเครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-FL ที่มีการใช้สายใยแก้วนำ แสง เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และต้องใช้อุปกรณ์สำ หรับเชื่อมต่อแบบ 10Base-FL ดังนี้ 1. การ์ดแลนพร้อมด้วยหัวต่อ AUI 2. สายสัญญาณทรานซีฟเวอร์ สำ หรับเชื่อมต่อกับทรานซีฟเวอร์ของการ์ดแลน 3. สายใยแก้วนำ แสงที่ใช้สำ หรับเชื่อมต่อทรานซีฟเวอร์กับอุปกรณ์ฮับ (จ) อีเธอร์เน็ตความเร็วสูงเนื่องจากปัจปัจุบันมีการใช้งานข้อมูลแบบมัลติมีเดียมากขึ้น และด้วยอัตรา ความเร็วที่ระดับ 10Mbps จึงไม่สามารถรองรับการใช้งานในลักษณะเช่นนี้ได้ หน่วยงานจึงได้มีการ ปรับปรุงอีเธอร์เน็ตให้มีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้นกลายเป็นอีเธอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่ง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ -ฟาสต์อีเธอร์เน็ด (Fast Ethernet) เป็นป็ระบบพี่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำ งานของอี เธอร์เน็ต โดยมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 100 Mbps มีชื่อเรียรีกอย่างเป็นทางการว่า มาตรฐาน IEEE 802.3u โดยได้แบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อออกเป็น 3 แบบ ตามชนิดของตัวกลางวิธีวิธีการ เชื่อมต่อทางกายภาพและรูปแบบการส่งข้อมูลบนตัวกลาง คือ 100Base-TX, 100Base-FX และ 100Base-T4 โดยมีรายละเอียดดังนี้ •ฟาสต์อีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-TX เป็นป็แบบที่ใช้สายคู่ตีเกลียวตามมาตรฐาน UTP Cat 5 หรือรื STP เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูอใช้โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบดาวและใช้วิธีวิธีการเข้าใช้ตัวกลางแบบ CSMA/CD •ฟาสต์อีเธอร์เน็ตแบบ 100Base-Fx เป็นป็แบบที่ใช้สายใยแก้วนำ แสงเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลใช้ โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบดาว นิยมใช้เชื่อมต่อเครือรืข่ายที่มีระยะห่างกันมาก ๆ •ฟาสต์อีเธอร์เน็ตแบบ 100Base-T4 เป็นป็แบบที่ใช้โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบดาว และใช้สาย UTP ชนิด UTP Cat 5 หรือรืใช้สาย STP เป็นตัวกลางในการรับส่งชัอมูล -กิกะบิตอีเธอร์เน็ต (Gigabit Ethernet) เป็นป็เครือรืข่ายอีเธอร์เน็ตมาตรฐาน IEEE 802.3z ที่มีอัตรา ความเร็ว 1,000 Mbps สามารถทำ งานได้กับอีเธอร์เน็ตที่มีความเร็วต่ำ กว่าได้ และใช้โปรโตคอล CSMA/CD โดยแบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อเป็นป็ 4 แบบ ตามชนิดของตัวกลาง คือ 1000BaseSx,1000Base- LX, 1000Base-CX และ 1000Base-T โดยมีรายละเอียดดังนี้ •กิกะบิตอีเธอร์เน็ตแบบ 1000Base- Sx เป็นป็แบบที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1 Gbps โดย อักษร S มาจาก Short ที่หมายถึง แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นสั้ เป็นป็คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่น 850 นาโน เมตรสายใยแก้วนำ แสงที่ใช้เป็นแบบมัลติโหมดที่ขนาด 50 ไมครอน และขนาด 62.5 ไมครอน ซึ่งเป็น ขนาดที่นำ มาใช้ภายในอาคารทั่วทั่ไป สามารถส่งข้อมูลได้ไกลสุด 550 เมตร ส่วนสายใยแก้วนำ แสงแบบ มัลติโหมดขนาด 62.5 ไมครอน สามารถส่งข้อมูลได้ไกลสูงสุด 250 เมตร •กิกะบิตอีเธอร์เน็ตแบบ 1000Base-LX เป็นป็แบบที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูสสูงสุด 1 Gbps โดย อักษร L มาจาก Long ที่หมายถึง แสงที่มีสวามยาวคลื่นยาวเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่น 1,300 นาโนเมตร ถ้าใช้สายใยแก้วนำ แสงแบบมัลติโหมดขนาด 50 ไมครอน สามารถส่งข้อมูลได้ไกลสูงสุด 550 เมตร แต่ถ้าใช้สายใยแก้วนำ แสงแบบมัลติโหมดขนาด 62.5 ไมครอน สมารถส่งข้อมูลได้ยาวสุดถึง 440 เมตร ส่วนถ้าใช้สายใยแก้วนำ แสงแบบซิงเกิลโหมด สามารถส่งข้อมูลได้ไกลสุดถึง 5 กิโลเมตร
•กิกะบิตอีเธอร์เน็ตแบบ 1000Base-CX เป็นป็แบบที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1 Gbps ใช้สายคู่ตี เกลียวชนิด STP เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล โดยมีความยาวสูงสุด 25 เมตร สำ หรับเชื่อมต่อสวิตวิซ์หรือรื เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในห้องเดียวกันแทนการใช้สายใยแก้วนำ แสงที่มีราคาแพงกว่า •กิกะบิตอีเธอร์เน็ตแบบ 1000Base-T เป็นป็แบบที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้มาตรฐาน IEEE802.3ab มี ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1Gbps ใช้สายคู่ตีเกลียวชนิด UTP Cat 5 เป็นตัวกลางในการรับส่ง ข้อมูล กิกะบิตอีเธอร์เน็ตแบบ 1000Base-T ตารางที่ 3.1 มาตรฐานEthernet 2.เครือรืข่ายแลนไร้สาย (Wirelles LAN) ระบบเครือรืข่ายไร้สาย (Wireless LAN) หรือรื WLAN (Wireless Local Area Network) หรือรื Wi-Fi ที่ย่อมากจากคำ ว่า Wireless-Fidelity เป็นเครือรืข่ายไร้สายภายใต้มาตรฐาน IEEE 802.11เพื่อให้อุปก รณ์คอมพิวเตร์สามารถสื่อสารกันได้บนมาตรฐานการทำ งานแบบเดียวกันใช้คลื่นความถี่ วิทวิยุและคลื่นความ ถี่อินฟาเรต 2.4 GHz ด้วยความเร็ว 11 Mbps ในการรับส่งข้อมูล จึงสามารถทะลุทะลวงกำแพงหรือรืสิ่ง กีดขวางได้ระยะห่างประมาณ 300 ฟุต ทำ ให้มีความคล่องตัวและสะดวกในการใช้งาน สามารถเชื่อมต่อ เข้าสู่เครือรืข่ายได้ทุกที่ที่มีสัญญาณ เครือรืข่ายแลนไร้สายจัดเป็นทางเลือกที่สะดวกในการเชื่อมต่อเครือรืช่ายของผู้ใช้ โดยไม่ต้องใช้สาย สามารถ ใช้งานตามบริเริวณต่าง ๆ ที่อยู่ภายในขอบเขตของคลื่นระบบเครือรืข่ายไร้สายเป็นระบบเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์ชนาดเล็กที่มีอุปกรณ์ไม่มาก และมักจะอยู่ในอาคารเดียวกัน ซึ่งมีรูปแบบการเชื่อมต่อเครือรืข่าย ไร้สาย สามารถเชื่อมต่อได้ 2 วิธีวิธีคือ (1)Ad-Hoc Mode เป็นการเชื่อมต่อแบบ Peer-to-Peer โดยที่แต่ละสถานีบนเครือรืข่ายจะเชื่อมต่อกัน โดยตรงด้วยการ์ดแลนไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อรื่ง เข้าด้วยกันได้การเชื่อมต่อตัวยวิธีวิธีนี้ เหมาะกับเครือรืข่ายขนาดเล็กหรือรืมีสถานีการเชื่อมต่อไม่เกิน 10 เครื่อรื่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งปัน ทรัพยากรเป็นหลัก และไม่มุ่งเน้นด้านระบบความปลอดภัยมากนัก
รูปที่ 3.14 การเชื่อมเครือรืข่ายไร้สายแบบ Ad-Hoc Mode (2)Infrastructure Mode การเชื่อมต่อด้วยวิธีวิธีนี้ นอกจากต้องมีการ์ดแลนไร้สายแล้ว ยังจำ เป็นต้องมี อุปกรณ์ AP (Wireless Access Point) เป็นจุดรับส่งสัญญาณ ซึ่งบนเครือรืร่ายสามารถมี AP ได้ มากกว่า 1 เครื่อรื่ง ตามจุดต่าง ๆ รวมถึงยังสามารถเชื่อมต่อ AP เข้ากับเครือรืข่ายแบบมีสายเพื่อใช้งานร่วม กันการเชื่อมต่อแบบ Infrastructure เหมาะกับองค์กรที่ต้องการติดตั้งตั้เครือรืข่ายไร้สาย เพื่อนำ ใปใช้งาน ร่วมกับคอมพิวเตอร์จำ นวนมาก หรือรืต้องการควบคุมระบบเครือรืข่ายได้จากศูนย์กลางผ่านเครือรืข่ายไร้สาย รวมถึงมีระบบการจัดการความปลอดภัย รูปที่ 3.15 การเชื่อมเครือรืข่ายไร้สายแบบ Intrastructure Mode
(ก)ระบบความปลอดภัยบนเครือรืข่ายไร้สาย เครือรืช่ายไร้สายเป็นการส่งสัญญาณแพร่ไปตามอากาศทำ ให้ยากต่อการตรวจจับการใช้งาน อีกทั้งทั้สัญญาณข้อมูลที่ส่งไปยัง ถูกดักจับสัญญาณได้ง่าย ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ว่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาบุกรุกระบบได้เครือรืข่ายแลนไร้สายจึงต้องมีแนวทาง ในการจัดการกับระบบความปลอดภัยที่ประกอบด้วย -ชื่อเครือรืข่าย หรือรื SSID (Service Set Identification) มีขนาด 32 บิต ที่ถูกบรรจุในเฮดเตอร์ของแต่ละแพ็กเก็ต เครื่อรื่ง ลูกข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อจะต้องกำ หนดชื่อ SSID ให้ตรงกันจึงสามารถเข้าถึงเครือรืข่ายไร้สายได้ -การกลั่นลั่กรองหมายเลขแมคแอดเดรส ซึ่งอุปกรณ์ AP ส่วนใหญ่มีฟังฟัก์ชันนี้เพื่อกำ หนดบุคคลที่สมารถเข้าถึงเครือรืข่ายแต่ถ้า คอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนการ์ดแลนใหม่ต้องบันทึกเข้าไปใหม่ รวมถึงถ้ามีการรีเรีซต AP จะทำ ให้ข้อมูลทั้งทั้หมดที่บันทึกไว้ถูว้ถูกลบ ทิ้งไปด้วย -การเข้ารหัส (Encryption) หรือรืการเข้ารหัสแพ็กเก็ตข้อมูล โดยฝั่งฝั่ส่งจะนำ แพ็กเก็ตข้อมูลมาผ่านการเข้ารหัสด้วยคีย์ก่อนที่จะ ส่งผ่านไปยังเครือรืข่ายไร้สายฝั่งฝั่รับก็จะมีคีย์ที่ใช้ถอดรหัสเพื่อนำ ข้อมูลไปใช้งานต่อไป การเข้ารหัสมีด้วยกัน 2 วิธีวิธีคือ • Wire Equivalency Privacy (WEP) มาตรฐานการเข้ารหัสตามวิธีวิธีWEP จะใช้อัลกอรึิทึรึิทึมในการเข้ารหัสลับขนาด 64 บิต และปัจจุบันเพิ่มเป็น 128 บิต แต่ไม่สามารถเข้ารหัสได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นวิธีวิธีที่ทำ งานอยู่บนชั้นชั้กายภาพและชั้นชั้เชื่อม โยงของแบบจำ ลอง OSI และเป็นวิธีวิธีที่ใช้คีย์รหัสลับเดียวกันทุกโหนดบนเครือรืข่าย ดังนั้นนั้หากรหัสลับถูกเปิดปิเผยให้กับผู้ไม่หวัง ดี จะทำ ให้สามารถถอดรหัสข้อความไปใช้งานได้ทันที • Wi-Fi Protected Access (WPA) เป็นวิธีวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาจากจุดอ่อนของการเข้ารหัสแบบ WEP โดยการเข้ารหัสแบบ WPA นี้เป็นวิธีวิธีแบบ Dynamic Encryption ที่รหัสจะออกให้ต่อคนและต่อเซสชั่นชั่จึงทำ ให้ถอดรหัสได้ยากขึ้น (ข)มาตรฐานความเร็วของแลนไร้สาย ตามมาตรฐาน EEE ซึ่งมีข้อกำ หนดผลิตภัณฑ์ในเรื่อรื่งความร็วและสื่อนำ สัญญาณโดยมี การทำ งานแบบ CSMA/CA ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ CSMA/CD ของมาตรฐาน IEEE 802.3 และมีกลไกในการเข้ารหัส ข้อมูลก่อนแพร่กระจายสัญญาณไปบนอากาศ พร้อมกับมีการตรวจสอบผู้ใช้งานซึ่งแต่ละมาตราฐานจะบอกถึงความเร็วและ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารดังนี้ -IEEE 802.11b รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทวิยุความถี่ 2.4 GHz ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจปัจุบัน จะใช้เครื่อรื่งหมายการค้าในนาม Wi-Fi -IEEE 802.11a รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps แต่จะใช้คลื่นวิทวิยุที่ความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นป็ย่านความถี่สาธารณะ สำ หรับใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกริาซึ่งในประเทศไทยสามารถนำ มาใช้งานได้และรัศมีของสัญญาณค่อนข้างสั้นสั้ประมาณ 30 เมตร จึงไม่เป็นที่นิยม -IEEE 802.11g เป็นมาตรฐานที่จะเข้ามาทดแทนมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้ช่องสัญญาณวิทวิยุความถี่ 2.4 GHz มีความ สามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps โดยมีรัสมีสัญญาณจะอยู่ระหว่าว่งอุปกรณ์ IEEE 802.11a และ IEEE 802.11b เนื่องจากความถี่ 2.4 GHz เป็นย่านความถี่สาธารณะสากลและสามารถใช้งานร่วมกันกับอุปกรณ์ที่ใช้ มาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ จึงทำ ให้ไม่จำ เป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของระบบไร้สายที่ไช้กันอยู่เดิม จึงมี แนวใน้มจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย -IEEE 802.11e เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำ หรับการใช้งานแอพพลิเคชันทางด้านมัลติเดียอย่าง VoIP (Voice over IP) เพื่อควบคุมและรับประกันคุณภาพของการใช้งานตามหลักการ QoS (Quality of Service) โดยการปรับปรุง MAC Layer ให้มีคุณสมบัติในการรับรองการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ -IEEE 802.11f มาตรฐานนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม IAPP (Inter Access Point Protocol) ซึ่งเป็นป็มาตรฐานที่ออกแบบมา สำ หรับจัดการกับผู้ใช้งานที่เคลื่อนที่ข้ามเขตการให้บริกริารของ Access Point ตัวหนึ่งไปยัง Access Point เพื่อให้บริกริาร ในแบบโรมมิงสัญญาณระหว่าว่งกัน -IEEE 802.11h มาตรฐานที่ออกแบบมาสำ หรับผลิตภัณฑ์เครือรืข่ายไร้สายที่ใช้งานย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ให้ทำ งานถูกต้อง ตามข้อกำ หนดการใช้ความถี่ของประเทศในทวีปวียุโรป (ค) อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อเครือรืข่ายไร้สาย -WLAN Adaptersเป็นอุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่พื้นฐานเหมือนแบบใช้สายซึ่งมีการเชื่อมต่อแบบ PCMCIA, PCI, ISA, Cardbus และ USB มีหน้าที่ทำ ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเครือรืข่ายแลนแบบใช้สายได้ โดยจะทำ หน้าที่เชื่อมโยงระหว่าว่งระบบปฏิบัติการ ของระบบเครือรืข่ายกับเสาอากาศ เพื่อจะสร้างการเชื่อมต่อไปยังเครือรืข่ายอื่นต่อไป
รูปที่ 3.16 WLAN PCI Adapter/AP -Wireless Access Point เป็นป็อุปกรณ์ที่ทำ หน้าที่คล้ายฮับของระบบแลนแบบใช้สาย ซึ่งมัน จะรับส่งข้อมูลระหว่าว่งเครือรืข่ายแลนไร้สายกับเครือรืข่ายแบบใช้สาย โดยใช้สายผ่านมาตรฐาน Ethernet และสี่อสารกับอุปกรณ์ไร้สายผ่านเสาอากาศ รัศมีของการเชื่อมต่อกับ Access Point มีระยะอยู่ที่ 20 เมตร ถึง 500 เมตร และสนับสนุนผู้ใช้งานได้ 15 ถึง 250 คน รูปที่ 3.17 Wireless Access Point Outdoor Wireless Bridge เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างเครือรืข่ายกับอาคารอื่น ในที่ที่มีสิ่ง กีดขวาง และมีค่าใช้จ่ายในการเดินสายใยแก้วนำ แสงระหว่างอาคารสูง เป็นอุปกรณ์ที่มีอัตรารับส่ง ข้อมูลสูง
รูปที่ 3.18 Outdoor Wireless Bridge 3.1.5 การประยุกต์ใช้งานเครือรืข่ายแลน องค์กรส่วนใหญ่จะติดตั้งตั้เครือรืข่ายแลนเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารเพิ่มประสิทธิภาพ และลด ต้นทุนการดำ เนินงานหรือรืดำ เนินธุรกรรมผ่านระบบเครือรืข่ายดังนั้นนั้จึงสามารถนำ เครือรืข่ายแลนไปประยุกต์ ใช้งานในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การประยุกต์เครือรืข่ายแลนด้านธุรกิจ การใช้เครือรืข่ายแลนในองค์กรธุรกิจทำ ให้ผู้ใช้สามารถใช้ทรัพยากรของบริษัริษัทร่วมกัน การใช้โปรแกรมประ ยุกต์ชนาดใหญ่ที่ติดตั้งตั้ในเครื่อรื่งแม่ข่ายร่วมกัน การใช้แฟ้มฟ้ข้อมูลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ร่วมกันพนักงาน สามารถสื่อสารกันภายในสำ นักงาน ส่งผลทำ ให้เกิดความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารนอกจากนั้นนั้ยัง สามารถติดต่อกับหน่วยงานภายนอกสำ นักงานได้ โดยเชื่อมต่อเครือรืข่ายแลนเข้ากับเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตได้ อีกด้วย 2. การประยุกต์เครือรืข่ายแลนด้านอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมสามารถนำ เครือรืข่ายแลนเข้าไปใช้ในกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ โดยแต่ละขั้นขั้ตอน มีการควบคุมจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือรืช่ายแลน นอกจากนั้นนั้ยังสามารถใช้ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือรืข่ายแลนช่วยงานด้านต่าง ๆ ของโรงานโดยตรง เช่น การจัด ส่งสินค้าตามใบสั่งสั่ การควบคุมวัสดุคงคลัง การจัดการผลิต และการคิดราคาต้นทุนสินค้า เป็นต้น 3. การประยุกต์เครือรืข่ายแลนด้านการศึกษา สถานศึกษาสามารถนำ ระบบเครือรืข่ายแลนมาใช้ในการเรียรีนการสอน ผู้เรียรีนสามารถเรียรีนรู้ผ่านเครือรืข่าย แลนผู้เรียรีนสามารถสืบค้นข้อมูลหรือรืเรียรีนร่วมกันหลาย ๆ วิชวิา ผ่านระบบเครือรืข่ายแลน
นอกจากนั้นนั้ยังสามารถประยุกใช้ในระบบบริหริารงานของสถาบันการศึกษา เช่น ระบบงานทะเบียน การ แจังข่าวสาร การสืบค้นข้อมูลของหนังสือในห้องสมุด และการประกาศผลสอบ เป็นต้น 4. การประยุกต์เครือรืข่ายแลนด้านสาธารณสุข การบริหริารงานด้านสาธารณสุขสามารถนำ เครือรืข่ายแลนมาใช้งานด้านต่าง ๆ เช่น การทะเบียนผู้ป่วย การ วินิวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถเรียรีกดูข้อมูลผู้ป่วป่ยผ่านระบบเครือรืข่ายแลนเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อ รับการรักษาจากแพทย์แล้ว แผนกชำ ระงินและแผนกยาสามารถเรียรีกเก็บเงินและจ่ายยาให้ผู้ปวยได้ทันที รวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในระบบเครือรืข่ายแลน 5. การประยุกต์เครือรืข่ายแลนด้านการเงิน สถาบันการเงินสามารถนำ เครือรืข่ายแลนมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำ นวยความสะดวกในการฝากเงิน การถอนเงิน การโอนเงิน ที่ให้บริกริารแก่ลูกค้า และสามารถนำ มาประยุกต์ใช้ในการดำ เนินงานของธนาคาร ทำ ให้การ ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว 3.2 โทเค็น (Token) โทเค็นเป็นแพ็กเก็ตของข้อมูลที่เดินทางไปรอบเครือรืข่ายแบบโทเค็น ที่เดินทางวนไปตามโหนดต่างๆบนเครือรื ข่าย เพื่อให้โหนดที่ต้องการส่งข้อมูลฝากข้อมูลไปยังโหนดผู้รับ การส่งผ่านโทเค็นเป็นกลไกควบคุมการรับ ส่งข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดการชนกันของเฟรมข้อมูล โดยโทเค็นมีลักษณะเป็นเฟรมขนาดเล็กที่ถูกส่งไปยังแต่ละ สถานีในลักษณะเวียวีนไปเป็นตามลำ ดับที่ได้ออกแบบไว้ สถานีใดที่ได้รับโทเค็นจะมีสิทธิในการส่งข้อมูลหนึ่ง เฟรมหรือรืมากกว่าหนึ่งเฟรมจนกว่าข้อมูลที่ส่งหมด จากนั้นนั้จึงจะปล่อยโทเค็นให้สถานีอื่นที่อยู่ถัดไป 3.2.1 โทเค็นบัส โทเค็นบัส (Token Bus) เป็นเครือรืข่ายแลนตามมาตรฐาน IEEE 802.4 ที่ใช้สายโคแอกเซียลเป็นตัวกลาง ในการรับส่งข้อมูล ด้วยอัตราความเร็วหลายระดับ คือ 1 Mbps 5 Mbps หรือรื 10 Mbps โดยใช้โทโพโลยี การเชื่อมต่อแบบบัส และใช้วิธีวิธีการเข้าใช้ตัวกลางโดยการส่งผ่านโทเค็น ซึ่งแต่ละสถานีในเครือรืข่ายจะทราบ คำ ที่อยู่ของสถานีที่อยู่ทางซ้ายและขวาของตัวเอง โดยสถานีที่มีค่าที่อยู่สูงสุดจะสามารถส่งเฟรมข้อมูลได้ และเมื่อส่งเฟรมข้อมูลสถานีนั้นนั้จะปล่อยโทเค็นให้กับสถานีที่มีค่าอยู่รองลงไป โดยการส่งโทเค็นเข้าไปใน ตัวกลางและระบุคำ ที่อยู่ปลายทางเป็นสถานีต่อไป สถานีที่ได้รับโทเค็นจะสามารถส่งข้อมูล ได้แต่ถ้าสถานีนั้นนั้ไม่มีข้อมูลก็จะส่งโทเค็นไปให้สกานีที่มีค่าอยู่ถัดไป ดังนั้นนั้ในช่วงเวลาหนึ่งจะมีสถานีเดียว ที่ครอบครองโทเค็นจึงไม่เกิดการชนกันและเนื่องจากผู้ผลิตอุปกรณ์และโปรแกรมประยุกต์ที่สนับสนุนการ ใช้โทเค็นมีน้อย อีกทั้งทั้โปรโตคอลมีความซับซ้อน จึงทำ ให้โทเค็นบัสไม่เป็นที่นิยมใช้งานในปัจจุบัน รูปที่ 3.19 เส้นทางการเดินทางของโทเค็นบนเครือรืข่ายโทเค็นบัส
จากรูปที่ 3.19 แสดงถึงการเชื่อมต่อแบบบัส ที่มีรูปแบบการรับส่งข้อมูลเป็นวงแหวน ซึ่งแต่ละสถานีจะ ถูกกำ หนดให้มีเลขที่อยู่ที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละสถานีจะรู้ค่าที่อยู่ของสถานีที่อยู่ทางซ้ายและขวาของตัวเอง เมื่อวงแหวนถูกสร้างขึ้นสถานี D เป็นสถานีที่มีเลขที่อยู่สูงสุด ดังนั้นนั้สถานี D จะได้รับโทเค็นก่อนสถานีอื่น เมื่อสถานี D ส่งเฟรมข้อมูลเสร็จแล้วจะส่งโทเค็นไปให้กับสถานีที่มีเลขที่อยู่รองลงไปคือสถานี B เพื่อให้ สถานี B สามารถส่งเฟรมข้อมูลได้ หากสถานี B ไม่มีข้อมูลส่งก็จะส่งโทเค็นไปให้กับสถานีที่มีเลขที่อยู่ถัด ไป คือสถานี E ถึงแม้ว่าสถานีนั้นนั้จะอยู่ห่างไกลออกไปก็ตาม 3.2.2 โทเค็นริงริ โทเค็นริงริ (Token Ring) เป็นเครือรืข่ายแลนตามมาตรฐาน IEEE 802.5 พัฒนาโดยบริษัริษัทไอบีเอ็ม (IBM) ใช้โทโพโลยีการเชื่อมต่อแบบดาว โดยมีอุปกรณ์ศูนย์กลางที่เรียรีกว่า MSAU (Multi-Station Access Unit) ใช้วิธีวิธีการเข้าใช้ตัวกลางโดยการส่งผ่านโทเค็นในสมัยก่อนโทเค็นริงริได้รับความนิยมอย่าง มากเพราะการเชื่อมต่อแบบโทเค็นริงริไม่ทำ ให้เกิดการชนกันของข้อมูลในเครือรืข่าย แต่มีอัตราการสงข้อมูล ต่ำ จึงไม่ได้รับความนิยมเท่ากับอีเธอร์เน็ตความเร็วสูง รูปที่ 3.20 รูปแบบการเชื่อมต่อแบบโทเค็นริงริ จากรูปที่ 3.20 เมื่อสถานี D มีการส่งข้อมูลไปยังสถานีผู้รับปลายทางเรียรีบร้อยแล้ว สถานี D จะปล่อยโท เค็นไปยังสถานี C แต่ถ้าสถานี C ไม่มีข้อมูลที่ต้องการส่งโทเค็นจะถูกส่งต่อไปยังเครื่อรื่งถัดไป รูปที่ 3.21 การส่งข้อมูลของสถานี C เมื่อได้รับโทเค็น
จากรูปที่ 3.21 เมื่อสถานี C ได้รับโทเค็นและมีข้อมูลที่ต้องการส่งไปยังสถานีปลายทางและเมื่อส่งข้อมูล เสร็จแล้ว สถานี C จะส่งโทเค็นต่อไปยังสถานีถัดไป เครือรืข่ายโทเค็นริงริใช้ตัวกลางร่วมกันในการส่งข้อมูล ดังนั้นนั้หากในวงแหวนเกิดมีตัวกลางขาดหรือรืรำ รุด เครือรืข่ายจะไม่สามารถดำ เนินการต่อได้ 3.3 เครือรืข่าย FDDI เครือรืข่าย FDDI (Fiber Distributed Data Interface) เป็นเครือรืข่ายแลนที่พัฒนาโดยองค์กรกำหนด มาตรฐานของสหรัฐอเมริกริา ANSI (America National Standard Institute) เพื่อนำ มาใช้เป็นเครือรื ข่ายหลักสำ หรับเชื่อมต่อเข้ากับเครือรืข่ายอื่น เครือรืช่าย FDDI เป็นป็เครือรืข่ายที่มีอัตราเร็ว 100 Mbps ขึ้นไป ใช้สายใยแก้วนำ แสงเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล โดยการส่งผ่านโทเค็นตามมาตรฐาน IEEE 802.5 สามารถรับส่งข้อมูลระยะทางได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร และถ้าใช้ตัวกลางเป็นสาย UTP จะเรียรีกเครือรืข่าย ชนิดนี้ว่า CDDI (Copper Distributed Data Interface) เครือรืข่าย FDDI มีการเชื่อมต่อโดยใช้โทโพโลยีแบบวงแหวน โดยมีเส้นทางการส่งข้อมูลเป็นวงแหวน 2 วง ที่ส่งข้อมูลสวนทางกัน คือ วงแหวนหลัก (Primary Ring) และวงแหวนรอง (Secondary Ring) ที่ใช้ เป็นเส้นทางสำ รองเมื่อวงแหวนหลักใช้งานไม่ได้ โดยวงแหวนหนึ่งจะรับส่งข้อมูลในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และอีกวงแหวนหนึ่งจะรับส่งข้อมูลในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา รูปที่ 3.22 เครือรืข่าย FFDI 1. มาตรฐานของเครือรืข่าย FDDI โปรโตคอลของเครือรืข่าย FDDI ทำ งานอยู่ในชั้นชั้กายภาพและชั้นชั้เชื่อมโยงข้อมูล ตามแบบจำ ลอง OSI โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เพื่อให้โปรโตคอลที่อยู่ระดับชั้นชั้ที่เหนือกว่าสามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำ แสงได้ โดยสามารถอธิบายหน้าที่ของ แต่ละโปรโตคอลได้ดังนี้ (1)โปรโตคอล SMT (Station Management Protocol) เป็นโปรโตคอลที่กำหนดลักษณะการเชื่อมต่อสถานี ข้อ กำ หนดการควบคุมสถานีที่เชื่อมต่อกับวงแหวน เช่น การเพิ่มสถานี การนำ สถานีออกจากเครือรืข่าย (2)โปรโตคอล MAG (Media Access Control Protocol) เป็นโปรโตคอลที่กำหนดการเข้าใช้ตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และรวมไปถึงรูปแบบของเฟรมข้อมูล การจัดการเกี่ยวกับโทเค็น หมายเลขที่อยู่การตรวจความผิดพลาดของข้อมูล (3)โปรโตคอล PHY (Prysical Layer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่กำหนดเกี่ยวกับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล สัญญาณนาฬิกาและการจัดเก็บข้อมูล (4)โปรโตคอล PMD Protocol (Prysical Medium Dependent Protocol) เป็นโปรโตคอลที่กำหนดคุณสมบัติของ สายสัญญาณที่ใช้ ระดับของสัญญาณส่วนต่าง ๆ ของสายใยแก้วนำ แสง หัวเชื่อมต่อที่ใช้ และอัตราการเกิดข้อผิดพลาดใน ระบบเครือรืข่าย
รูปที่ 3.23 โปรโตคอลของเครือรืข่าย FFDI 2. ประเภทสถานีของเครือรืข่าย FDDI เครือรืข่าย FDDI ได้มีการแบ่งประเภทของสถานีที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือรืข่าย FDDI ออกเป็น 3 ประเภท โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1)สถานที่ประเภท DAS (Data Attachment Station) เป็นสถานีที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือรืข่ายวงแหวน ทั้งทั้สองวง โดยมีจุดเชื่อมต่อสองจุด ดังนั้นนั้หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะของสถานีประเภทนี้ จะส่งผลกระ ทบต่อการทำ งานของเครือรืข่ายทั้งทั้ระบบได้ เช่น เกิดการปิดเครื่อรื่งหรือรืเครื่อรื่งหยุดไม่สามารถทำ งานได้ เป็นต้น (2)สถานีประเภท DAC (Dual Attachment Concentrator) เป็นสถานีที่เชื่อมต่อเข้ากับวงแหวนทั้งทั้ สองวง ทำ หน้าที่แทนสถานีประเภท SAS จะไม่ส่งต่อระบบทั้งทั้หมด นิยมนำ มาใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ตัอง เปิดปิดบ่อย ๆ เช่น เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ เป็นป็ต้น หากสถานีใดที่มีความสำ คัญต่อการทำ งานของเครือรืข่าย มากและเชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์ DAC อย่างเช่นเราท์เตอร์ หรือรืเครื่อรื่งเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งหากอุปกรณ์ดีเอซีเกิด ชำ รุดจะทำ ให้สถานีเหล่านั้นนั้ขาดการเชื่อมต่อกับเครือรืข่าย ดังนั้นนั้วิธีวิธีการป้องกัน คือให้เชื่อมสถานีเหล่านี้เข้า กับอุปกรณ์ DAC มากกว่าหนึ่งสถานี ถ้าอุปกรณ์ DAC เครื่อรื่งแรกมีปัญหา สถานีเหล่านี้สามารถติดต่อกับ เครือรืข่ายโดยผ่านอุปกรณ์ DAC เครื่อรื่งอื่นที่มีการเชื่อมต่ออยู่ในขณะนั้นนั้แทนได้ (3)สถานีประเภท SAS (Single Attachment Station) เป็นสถานีที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือรืข่ายเพียง วงแหวนเดียว โดยนำ มาเชื่อมต่อผ่านตัวเชื่อมที่เป็นป็ สถานีประเกท DAC ดังนั้นนั้หากสถานีประเภทนี้ชำ รุดหรือรื มีการปิดเครื่อรื่งจะไม่มีผลกระทบต่อระบบเครือรืข่ายทั้งทั้ระบบ (4)โปรโตคอล PMD (Physical Medium Dependent Protocol) เป็นโปรโตคอลที่กำหนดคุณสมบัติ ของสายสัญญาณระดับของสัญญาณส่วนต่าง ๆ ของสายใยแก้วนำ แสง หัวเชื่อมต่อที่ใช้และอัตราการเกิด ข้อผิดพลาดในระบบเครือรืข่าย 3.4 เครือรืข่าย ATM เครือรืข่าย ATM (Asynchronous Transfer Mode) เป็นเครือรืข่ายที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการส่งข้อมูล แบบใหม่เพื่อตอบสนองในด้านความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลเครือรืข่าย ATM ประยุกต์ได้หลายรูปแบบ ทั้งทั้ LAN หรือรื WAN ใช้กับตัวกลางได้ทั้งทั้แบบลวดทองแดงหรือรืสายใยแก้วนำ แสง เครือรืข่าย ATM เป็น เครือรืข่ายที่ประยุกต์ได้หลายรูปแบบทั้งทั้แบบ LAN หรือรื WAN ใช้ให้กับตัวกลางแบบลวดทองแดงหรือรื สายใยแก้วนำ แสง แต่โครงสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโหนดเป็นป็แบบสวิตวิซ์ที่เรียรีกว่า ATM Switch การส่งผ่านข้อมูลแต่ละเซลจึงขึ้นกับแอดเดรสที่กำหนด รูปที่ 3.24 เครือรืข่าย ATM
เครือรืข่าย ATM เป็นเครือรืข่ายที่ใช้เทคนิคการรับส่งข้อมูลแบบแบ่งแพ็กเก็ตข้อมูลออกเป็นขนาดเล็กแบบ คงที่เรียรีกว่าเซลล์ โดยแต่ละเซลล์มีขนาด 53 ไบต์ แบ่งเป็นป็ ส่วนหัว 5 ไบต์ ใช้บรรจุหมายเลขเส้นทาง ระหว่างสวิตวิซ์ VIP (VirtualPath Identifier) และหมายเลขเส้นทางระหว่างต้นทางและปลายทาง VCI (Virtual Circuit Idenifier) และส่วนข้อมูลจำ นวน 48 ไบต์ รูปที่ 3.25 เซลล์ของ ATM เซลล์ข้อมูลนี้จะถูกส่งผ่านไปตามเครือรืข่ายโดยผ่านทางอุปกรณ์สวิตวิชิ่งขนาดเล็กของเครือรืข่ายเรียรีกว่าเซลล์ส วิตวิชิ่ง หรือรืสวิตวิชิ่งเอทีเอ็ม อุปกรณ์เซลล์สวิตวิชิ่งในเครือรืข่ายเอทีเอ็มจึงเป็นเทคโนโลยีที่นำ มาแทนเซอร์กิตส วิตวิชิ่งแบบดิจิตอลที่ใช้อยู่ในระบบเครือรืข่ายโทรศัพท์แบบเดิม 3.5 เครือรืข่ายแลนเสมือน เครือรืข่ายแลนเสมือนหรือรื VLAN (Virtual Area Network) หมายถึง เครือรืข่ายแลนจำ ลองย่อยที่ถูก สร้างภายใต้เครือรืข่ายแลนจริงริเพื่อทำ ให้กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สามารถเชื่อมโยงกันเป็นกลุ่ม ย่อยภายใต้ระเบียบการทำ งานและนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยเดียวกัน เครือรืข่ายแลนเสมือนถูก สร้างขึ้นด้วยการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาจัดการสถานีใดที่ต้องการให้อยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกันจะถูก กำ หนดด้วยซอฟต์แวร์โดยกลุ่มสถานีตามหลักเครือรืข่ายแลนเสมือนช่วยให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเครือรืข่าย ทำ ได้ตามความต้องการมีการบริหริารจัดการที่ง่ายและช่วยให้การรับส่งข้อมูลในเครือรืข่ายมีความปลอดภัยมาก ขึ้น รูปที่ 3.26 แลนที่ประกอบด้วย 3 เครือรืข่ายย่อยที่เชื่อมต่อกัน
จากรูปที่ 3.26 แสดงถึงเครือรืข่ายแลนที่ประกอบด้วย 3 เครือรืข่ายย่อย โดยแต่ละเครือรืข่ายย่อยจะมีสาย เชื่อมต่อกับสวิตวิซ์ ส่งผลให้เกิดการแบ่งเครือรืข่ายหลักออกเป็นป็เครือรืข่ายย่อยหรือรืเซ็กเมนต์ โดย สถานีที่ อยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกันเชื่อมต่อกันด้วยฮับตัวเดียวกัน ถ้าต้องการย้ายสถานีหนึ่งให้ไปอยู่ในเครือรืข่าย ย่อยอื่นจะเกิดความยุ่งยากเครือรืข่ายแลนเสมือนช่วยจัดการเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์สำ หรับกลุ่มคนทำ งานจาก สถานีในเครือรืข่ายย่อยใด ๆ ก็ได้ โดยที่สถานีที่อยู่ในเครือรืข่ายย่อยเดียวกันไม่จำ เป็นต้องมีการเชื่อมต่อ เป็นเครือรืข่ายย่อยเดียวกัน ทำ ให้ไม่จำ เป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบในการเชื่อมต่อของแต่ละสถานีใหม่ ดังรูปที่ 3.27 รูปที่ 3.27 เครือรืข่ายแลนเสมือน การจัดกลุ่มสถานีเดียวกันทำ ได้โดยการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วย สถานีที่เชื่อมต่อกันทางสัญญาณสามารถ โยกย้ายไปยังเครือรืข่ายแลนเสมือนอื่นได้ สถานีใดถ้าอยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกันจะได้รับข้อมูลใน รูปแบบบรอดคาสต์ หรือรืการส่งข้อมูลไปหาทุกสถานีในเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกัน การจัดกลุ่มสถานี ให้อยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกัน สามารถทำ ได้โดยใช้หมายเลขพอร์ตแมคแอดเดรส และไอพี แอดเดรส มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. หมายเลขพอร์ต (Port Number) เป็นตัวกำหนดสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกัน เช่น การกำ หนดให้กลุ่มของสถานีที่เชื่อมต่อกับพอร์ตหมายเลข 1 หมายเลข 2 หมายเลข 5 หมายเลข 8 ให้รวมกันเป็นเครือรืข่ายแลนเสมือนกลุ่มที่ 1 ส่วนสกานีที่เชื่อมต่อกับพอร์ตหมายเลข 4 หมายเลข 9 หมายเลข 13 เชื่อมต่อกันเป็นเครือรืข่ายแลนเสมือนกลุ่มที่ 2 เป็นต้น 2. แมคแอสเดรส (MAC Address) เป็นป็ตัวกำหนดสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกัน เช่น การกำ หนดให้สถานีที่มี MAC Address หมายเลข E214542A5234 และ C2A123FDE341 อยู่ใน เครือรืข่ายแลนเสมือนกลุ่มที่ 1 3. ไอพีแอสเดรส (IP Address) เป็นป็ตัวกำหนดสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเครือรืข่ายแลนเสมือนเดียวกัน เช่น การกำ หนดให้สถานีที่มีไอพีแอสเดรสเท่ากับ 192.155.44.44, 192.155.44.69, 192.155.44.87 และ 192.155.44.110 อยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนกลุ่มที่ 1
การกำ หนดกลุ่มสถานีในเครือรืข่ายแลนเสมือนสามารถใช้ทุกวีธีวีธีร่วมกันได้โดยต้องใช้ชอฟต์แวร์เข้ามาช่วย ในการจัดการและการกำ หนดคำ ต่าง ๆ ในการสร้างเครือรืข่ายแลนเสมือนสามารถทำ ได้ 3 วิธีวิธีคือ 1. การกำ หนดแบบแมนนวล (Manual) ผู้บริหริารเครือรืข่ายจะต้องพิมพ์หมายเลขพอร์ตไอพีแอสเดรสหรือรื คุณสมบัติอื่น ๆ ที่ต้องการกำ หนดผ่านซอฟต์แวร์ที่จัดการเกี่ยวกับเครือรืข่ายแลนเสมือนด้วยตัวเองเพื่อ กำ หนดว่าสถานีใดจะอยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนหนึ่ง ผู้บริหริารเครือรืข่ายก็ต้องเป็นผู้แก้ไขข้อมูลด้วยตัว เอง 2. การกำ หนดแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semiautomatic) เป็นป็การกำหนดคำ โดยเริ่มริ่ต้นผู้บริหริารเครือรืข่ายจะ ต้องเป็นผู้พิมพ์คำ ต่าง ๆ เพื่อกำ หนดเครือรืข่ายเสมือนด้วยตัวเอง และถ้ามีการโยกย้ายสถานีไปอยู่เครือรื ข่ายเสมือนอื่น ๆ ซอฟต์แวร์จะทำ การเปลี่ยนคำ ให้เองโดยอัตโนมัติ 3. การกำ หนดแบบอัตโนมัติ (Automatic) เป็นการใช้ชอฟต์แวร์เข้ามาช่วยกำหนดค่าทุกอย่างอัตโนมัติ ผู้บริหริารเครือรืข่ายมีหน้าที่แค่กำ หนดเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจให้สถานีอยู่ในเครือรืข่ายแลนเสมือนใด เท่านั้นนั้ เครือรืข่ายแลนเสมือนเป็นกลไกการบริหริารจัดการเครือรืข่ายที่ง่ายที่สามารถทำ ให้กลุ่มผู้ใช้เสมือนสามารถ สื่อสารกันได้เสมือนอยู่ในเครือรืข่ายแลนเดียวกัน อีกทั้งทั้ต้องสามารถปรับเปลี่ยนกลุ่มของการสื่อสารนี้ให้ ใด้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ เครือรืข่ายแลนเสมือนมีประโยชน์อย่างมากสำ หรับการดำ เนินงานขององค์กร ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือรืข่าย ในส่วนที่จำ เป็นป็จะต้องใช้ช้อมูลร่วมกันอยู่ตลอดเวลาทำ ให้ เกิดการทำ งานเป็นทีมที่ง่ายขึ้นช่วยลดการจราจรที่คับคั่งคั่บนเครือรืข่ายได้ 2. ความง่ายต่อการจัดการหรือรืปรับเปลี่ยนระบบเครือรืข่ายระบบมีความยืดหยุ่นเสียค่าใช้จ่ายน้อยสะดวก และรวดเร็วขึ้น ถ้าต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของเครือรืข่ายแลนเสมือนทำ ได้ด้วยการกำหนดค่าต่าง ๆ ที่ อุปกรณ์เครือรืข่ายใหม่ 3. การเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเพราะเมื่อต้องการติดต่อข้ามเครือรืข่ายต้องมีการส่งข้อมูลผ่านเราท์ เตอร์ เพื่อช่วยค้นหาเส้นทางทำ ให้ระบบมีความปลอดภัยขึ้น 3.6 เครือรืข่ายแวน (WAN) เครือรืข่ายแวน หรือรื WAN (Wide Area Network) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำ หรับการเชื่อมต่อเครือรืข่ายแลน ที่อยู่ห่างไกลกัน และไม่สามารถเชื่อมต่อกันโดยใช้เทคโนโลยี LAN ระยะทางเป็นข้อจำ กัดในการออกแบบ เครือรืข่าย WAN เพราะเมื่อต้องส่งข้อมูลไปไกล ๆ กำลังของสัญญาณก็จะอ่อนลงซึ่งมีผลต่อ ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล เครือรืข่าย WAN จึงต้องลดขนาดของแบนด์วิธวิเพื่อให้ระยะทางเพิ่มขึ้น ดัง นั้นนั้แบนด์วิธวิของเครือรืข่าย WAN จึงน้อยกว่าเครือรืข่าย LAN แต่สามารถรับส่งข้อมูลได้ระยะที่ไกลขึ้นและ เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นเครือรืข่าย WAN ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นเครือรืข่ายที่ครอบคลุมทั่วทั่โลก ซึ่ง เทคโนโลยี WAN มีองค์ประกอบที่สำ คัญ ดังนี้ 1. ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility) 2. อุปกรณ์เครือรืข่าย เช่น เร้าท์เตอร์ สวิตวิซ์ CSU/DSU 3. ระบบจัดการที่อยู่ (Internetwork Addressing) 4. โปรโตคอลจัดเส้นทาง (Routing Protocol)
รูปที่ 3.28 ลักษณะเครือรืข่าย WAN ระบบที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณสำ หรับเครือรืข่าย WAN นั้นนั้มีหลายประเภท ซึ่งจะแตกต่างกันมากใน เรื่อรื่งของลักษณะการส่งสัญญาณ ซึ่งสามารถจำ แนกระบบส่งสัญญาณเหล่านี้ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ระบบส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตวิซ์ (Circuit Switched Facility) เป็นกลไกสื่อสารข้อมูลที่สร้าง ทางข้อมูลระหว่างสถานีรับและสถานีส่งก่อนที่จะส่งข้อมูล เมื่อเส้นทางดังกล่าวนี้สร้างแล้วจะใช้ในการ ส่งข้อมูลได้เฉพาะสถานีนี้เท่านั้นนั้ โดยเฟรมข้อมูลที่ส่งแต่ละครั้งจะถูกส่งผ่านเครือรืข่ายโดยใช้เส้นทาง เดียวกันระบบที่ใช้การส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตวิซ์ได้แก่ระบบโทรศัพท์ 2. ระบบส่งสัญญาณแบบแพ็กเก็ตสวิตวิซ์ (Packet-Switched Facility) ระบบแพ็กเก็ตสวิตวิซ์จะจัด เส้นทางนำ ส่งข้อมูลทีละแพ็กเก็ต ซึ่งการรับส่งข้อมูลแยกแบบนี้จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เนื่องจาก สามารถจัดเส้นทางให้หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ชำ รุดในระหว่างการเชื่อมต่อได้ 3.6.1 Leased Line สายเช่า (Leased Line) เป็นระบบส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตวิซ์ (Circuit Switching) ที่ ทนทานและยืดหยุ่นมาก เป็นระบบที่ใช้สายสัญญาณจากองค์กรที่ให้บริการิร สายเช่าเป็นเพียงเส้น ทางข้อมูลหนึ่งที่จองไว้ใช้งานเฉพาะเท่านั้นนั้ไม่ได้เป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดโดยเส้นทางนี้อาจ เดินผ่านชุมสายโทรคมนาคมหลายที่ซึ่งไม่ใช่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างสถานีรับและสถานีส่ง รูปที่ 3.29 ลักษณะการเชื่อมต่อด้วยสายเช่า (Leased Line)
ISDN (Integrated Services Digital Network) เป็นเทคโนโลยีดิจิตอลที่ใช้สายโทรศัพท์ที่รองรับเสียงและ ข้อมูลดิจิตอลบนสายสัญญาณเดียวกันและในเวลาเดียวกันได้ ระบบ ISDN เป็นการแปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้เป็น สัญญาณดิจิตอล ทำ ให้ส่งข้อมูลที่เป็นดิจิตอล เช่น ไฟล์ ภาพกราฟิก ฟิวิดีวิดีโอไปบนสายโทรศัพท์ได้ ISDN สามารถ รองรับช่องข้อมูลหลายช่อง โดยใช้เทคนิค TDM (Time Division Multiplexing) การให้บริการิรของ ISDN มีสอง อัตราคืออัตราพื้นฐานหรือรื BRI (Basic Rate) มีแบนด์วิธวิ 144 Kbps และอัตราหลักหรือรื PRI (Primary Rate) มี แบนด์วิธวิ 1.544 Mbps รูปที่ 3.30 ลักษณะการเชื่อมต่อเครือรืข่าย ISDN 3.6.3 DSL DSL (Digital Subscriber Line) หรือรื xDSL เป็นป็เทคโนโลยีที่ให้บริการิรในการสื่อสารข้อมูลดิจิตอลโดยใช้ เครือรืข่ายสายโทรศัพท์ที่มีอยู่ DSL โดยปกติอัตราข้อมูลในการดาวน์โหลดจะอยู่ที่ประมาณ 128 kbps ไป จนถึง 24,000 kbps ขึ้นอยู่กับประเภทของ DSL และระดับการให้บริการิร สำ หรับ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ส่วนอัตราข้อมูลในการอัพโหลดข้อมูลนั้นนั้โดยส่วนใหญ่จะน้อยกว่าดาวน์โหลด และสำ หรับ SDSL (SymmetricDigital Subscriber Line) จะเท่ากันทั้งทั้อัพโหลดและดาวน์โหลด รูปที่ 3.31 ลักษณะการเชื่อมต่อเครือรืข่าย DSL