The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Guntinan Prasertsang, 2023-02-21 03:18:30

Marketing Proposal

Marketing Proposal

DSL เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มริ่จากการเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดของ ISDN เพื่อรับส่งข้อมูลดิจิตอลโดย ใช้ช่วงความถี่ที่ไม่ได้ใช้งานในระบบสายโทรศัพท์ที่อยู่ระหว่างชุมสายโทรศัพท์และจุดเชื่อมต่อของ ลูกค้า DSL เป็นเทคในโลยีการรับส่งข้อมูลดิจิตอลแบบความเร็วสูงถึง 8 Mbps และยังสามารถใช้ โทรศัพท์ได้ตามปกติ ระบบโทรศัพท์จะใช้บางส่วนของช่วงความถี่บนสายโทรศัพท์ ซึ่งจะเป็นช่วงความถี่ ต่ำ ไม่เกิน 4 kHz ส่วน DSL จะใช้ช่วงความถี่ที่สูงกว่านั้นนั้ เทคโนโลยี DSL เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สายเดียวกันกับสายโทรศัพท์ในการรับส่งข้อมูล อัตราข้อมูลสูงสุดจะ ขึ้นอยู่กับระยะทางจากจุดเชื่อมต่อไปยังชุมสายโทรศัพท์ คุณภาพของสายสัญญาณและประเภทของการ ให้บริกริาร DSL ซึ่งบางทีจะเรียรีกว่า xDSL ที่สามารถแบ่งช่วงความถี่สัญญาณบนสายโทรศัพท์ออกเป็น สามช่วงเพื่อใช้ในการส่งข้อมูลดังนี้ 1. ช่วงความถี่ต่ำ (0-4 kHz) จะใช้สำ หรับการรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ 2. ช่วงความถี่ที่ใช้สำ หรับการส่งข้อมูล หรือรืเรียรีกว่า Upstream 3. ช่วงความถี่ใช้สำ หรับรับข้อมูล หรือรืเรียรีกว่า Downstream DSL แต่ละประเภทจะมีช่วงความถี่ในการรับสงข้อมูลไม่เท่ากัน ทำ ให้อัตราข้อมูลของแต่ละ ประเภทไม่เท่ากัน 3.6.4 X.25 x.25 เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของเครือรืข่าย WAN ซึ่งเป็นป็มาตรฐานของ ITU-T ที่กำหนดขั้นขั้ตอน การสร้างและคงไว้ของการเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้และอุปกรณ์เครือรืข่าย X.25 เป็น โปรโตคอลที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบใด แต่ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับระบบนำ ส่งข้อมูลสาธารณะ รูปที่ 3.32 ลักษณะเครือรืข่าย X.25


อุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเครือรืข่าย X.25 จะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ DTE (Data Terminal Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการรับส่งข้อมูลผ่านเครือรืข่าย X.25 เช่น คอมพิวเตอร์, เทอร์มิ นอล, เซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น DCE (Data Circuit Equipment) เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่อ DCE กับเครือรืข่ายและ PSE (Packet Swich Exchange) ส่วน PSE เป็นป็กลุ่มของสวิตวิซ์ที่เชื่อมกันเป็น เครือรืข่าย X.25 และทำ หน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลจาก DTE หนึ่งไปยัง DTE หนึ่ง โดยผ่าน PSN (Packet Switch Network) หรือรืระบบนำ ส่งข้อมูลสาธารณะ 3.6.5 เฟรมรีเรีลย์ เฟรมรีเรีลย์ (Frame Relay) เป็นเครือรืข่ายแบบแพ็กเก็ตสวิตวิซ์ที่นิยมใช้ใน WAN มากในปัจจุบัน เฟรมรีเรีลย์เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อจาก X.25 โดยการแก้ไขข้อบกพร่องของ X.25 และปรับได้เข้า กับสภาพของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เฟรมรีเรีลย์จะเป็นป็อีกทางเลือกหนึ่ง สำ หรับการอัพเกรดของผู้ที่ เคยใช้บริกริาร x.25 เนื่องจากเฟรมรีเรีลย์จะเป็นป็ระบบที่ถูกออกแบบสำ หรับเครือรืข่ายสมัยใหม่ โดยใช้ การส่งข้อมูลแบบดิจิตอลและเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก และยังได้มีการพัฒนาโปรโตคอลโดยตัด ข้อมูลบางส่วนที่ใช้ในการตรวจสอบข้อผิดพลาด เพื่อให้ได้ความเร็วมากกว่าข้อดีอีกอย่างของเฟรม รีเรีลย์คือการรวมหลายการเชื่อมต่อหรือรืวงจรเสมือน ให้สามารถส่งข้อมูลผ่านสายสัญญาณเส้น เดียวกันได้ รูปที่ 3.33 ลักษณะเครือรืข่าย Frame Relay


เฟรมรีเรีลย์เป็นโปรโตคอลทำ หน้าที่ในเลเยอร์ 1 และ 2 ของแบบอ้างอิง OSI เท่านั้นนั้ซึ่งจะต่างจาก X.25 ที่ ทำ งานถึงเลเยอร์ที่ 3 ผู้ใช้ที่ต้องการเชื่อมต่อเข้ากับเครือรืข่ายเฟรมรีเรีลย์จะเสียค่าบริการิรค่าเช่าสายเช่า (Leased Line) อุปกรณ์ของเครือรืข่ายเฟรมรีเรีลย์จัดได้เป็น 2 ประเกท คือ DTE (Data Terminal Equipment) และ DCE (Data Circuit Equipment) โดยที่ DTE เป็นอุปกรณ์ที่เป็นจุดสิ้นสุดของเครือรืข่ายเฟรมลีเลย์ เช่น คอมพิวเตอร์ เราท์เตอร์ เทอร์มินอล เป็นต้น ส่วนใหญ่ DTE จะเป็นป็อุปกรณ์ของผู้ใช้บริการิร ส่วน DCE เป็น สวิตวิซ์ของเครือรืข่ายเฟรมรีเรีลย์ ทำ หน้าที่จัดการเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลระหว่าง DTE ซึ่งอุปกรณ์นี้จะเป็น ของผู้ให้บริกริารเฟรมรีเรีลย์ 3.6.6 ATM ATM (Asynchronous Transfer Mode) เป็นมาตรฐานการสื่อสารข้อมูลดิจิตอลของ ITU-T โดยรวม เอาบริกริารหลายประเภท เช่น เสียง วีดีวีดีโอ และข้อมูลเข้าไว้เป็นเซลล์ขนาดเล็กและคงที่ ATM เป็นเทคโนโลยี ที่เป็นผลมาจากมาตรฐาน B-ISDN ซึ่งเป็นป็กลไกในการรับส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัสในระบบ SDN รูปที่ 3.34 ลักษณะการสื่อสารแบบ ATM เครือรืข่าย ATM มีจุดเด่นที่มีอัตราการส่งผ่านข้อมูลสูงและเวลาในการเดินทางของข้อมูลน้อยและจัดว่าเป็น ระบบเครือรืข่ายแบบแพ็กเก็ตสวิตวิซ์ชนิดพิเศษ ที่มีคุณภาพของการให้บริการิรในการรับรองอัตราข้อมูลขั้นขั้ต่ำ และอัตราข้อมูลสูงสุดที่เครือรืข่ายสามารถรองรับได้


3.6.7 IPSTAR IPSTAR เป็นบริกริารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมแบบสองทางที่มีการ เชื่อมต่อแบบตลอดเวลา IPSTAR เป็นป็ดาวเทียมส่งสัญญาณที่มาจากสถานีภาคพื้นดิน รองรับ เครือรืข่าย KU-Band ในการใช้งานที่หลากหลายคลื่นความถี่ รูปที่ 3.35 ลักษณะ IPSTAR การให้บริกริารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านทางเครือรืข่ายดาวเทียม IPSTAR ผู้ใช้สามารถใช้บริการิร นระดับความเร็วที่สูงสุด ตั้งตั้แต่ 256 ถึง 2,048 kbps ซึ่งมีข้อดีในเรื่อรื่งการให้บริการิรที่ครอบคลุม พื้นที่ทั่วทั่ประเทศ ติดตั้งตั้ได้สะดวกและรวดเร็ว 3.6.8 ระบบดาวเทียม การส่งสัญญาณระบบดาวเทียม นิยมส่งสัญญาณในย่านความถี่ C Band ที่มีความถี่ขาลง ระหว่าง 3.4-4.8 GHz และย่านความถี่ KU Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 10.7 -12.3 GHz โดยรับสัญญาณจากดาวเทียมประเกทค้างฟ้าฟ้ทั้งทั้นี้การรับสัญญาณจะต้องอาศัยเครื่อรื่งรับ สัญญาณดาวเทียม และชุดจานรับสัญญาณดาวเทียมที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามแต่รูปแบบ การส่งสัญญาณของแต่ละสถานี รูปที่ 3.36 ลักษณะ IPSTAR


การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม ถ้าเป็นย่านความถี่ KU Band อาจมีปัญหาภาพและเสียงขาดหาย เมื่อมีฝนตก เมฆครึ้มรึ้ เมฆหนา แต่มีความได้เปรียรีบด้านขนาดของจานรับที่มีขนาดเล็ก ติดตั้งตั้ง่าย 3.7 เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำ ว่า Interconnection Network เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วทั่โลก โดยมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน เป็นแบบเดียวกันผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารได้อย่างอิสระโดยที่ระยะทางและเวลาไม่มีผลต่อ การแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นในระดับ บุคคล องค์กรธุรกิจมหาวิทวิยาลัย และหน่วยงานรัฐบาล อินเทอร์เน็ตเป็นเครือรืข่ายที่มีความ ปลอดภัยค่อนข้างน้อยเนื่องจากผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่แลกเปลี่ยนผ่าน อินเทอร์เน็ตได้ รูปที่ 3.37 ลักษณะการเชื่อมต่อเครือรืข่ายทั่วทั่โลก


อินเทอร์เน็ตเป็นเครือรืข่ายแวนแบบสาธารณะที่ไม่มีเจ้าของโดยตรง โดยทั่วทั่ไปเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต จะติดต่อผ่านหน่วยงานที่ให้บริกริารอินเทอร์เน็ตหรือรื ISP (Internet Service Provider) บริกริารที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตจะเป็นบริการิรที่ผู้ใช้งานในอินเทอร์น็ตเป็นป็ผู้สร้างขึ้น และอาจมีการคิด ค่าใช่จ่ายกับผู้เข้าใช้หรือรืไม่ก็ได้ ซึ่งสามารถแบ่งบริการิรที่มีอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ตได้ดังนี้ 1. บริกริารนำ เสนอข้อมูลในระบบ WWW (World Wide Web) เป็นการนำ เสนอข้อมูลที่มีภาษา HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาสนับสนุนการเผยแพร่เอกสารหรือรื เอกสารเว็บจากเครื่อรื่งแม่ข่ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในระบบ ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ผ่านสื่อประเภทเว็บเพจเป็นที่นิยมกันอย่างสูงในปัจปัจุบัน เพราะสามารถเผยแพร่ได้ทั้งทั้ข้อมูลตัว อักษร ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียงและภาพเคลื่อนไหว มีลูกเล่นและเทคนิคการนำ เสนอที่หลากหลาย อีก ทั้งทั้ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดอื่นบนหน้าเว็บได้ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บอื่น ๆ ในระบบเครือรืข่าย อันเป็นที่มาของคำ ว่า HyperText จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บ สามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้นนั้ ๆ ด้วยตนเองตลอดเวลาที่มีการใช้งานนั่นนั่เอง 2. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรือรื e-Mail เป็นป็วิธีวิธีการติดต่อสื่อสารกันบน Internet ที่เป็นมาตรฐานและเก่าแก่ที่สุด โดยที่สามารถจะส่งเอกสารที่เป็นข้อความ แบบมัลติมิ เดียที่มีทั้งทั้ภาพและเสียงไปรอบโลก ในการให้บริการิรแบบนี้ ผู้ที่ต้องการส่งและรับจดหมาย อีเล็ก ทรอนิกส์ จะต้องมีบัญชีการใช้บริกริารที่แน่นอน ซึ่งเรียรีกว่า e-Mail Address 3. Social Network คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน ผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นเว็บไซต์ช่วย ให้สื่อสารกับคนที่มีความชื่นชอบในเรื่อรื่งเดียวกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือรืรวมตัวกันทำ กิจกรรมที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังเป็นป็แหล่งพบปะเพื่อนที่ไม่เคยเจอกันหรือรืเพื่อนที่อยู่ไกลกันได้ และด้วยความที่ Social Network เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและเป็นช่องทางการสื่อสารได้ ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำ มาใช้ทางด้านธุรกิจ โปรโมทตนเอง โปรโมทสินค้า องค์กร หรือรื บริษัริษัท รวมถึงใช้เป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า สร้างกิจกรรม หรือรืพูดคุยตอบข้อซัก ถามถึงสินค้าและบริกริาร ทำ ให้เรามีอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าได้ เช่น Hi5, Facebook, MySpace.com,twiter เป็นต้น 4. บริกริารใช้เครื่อรื่งข้ามเครือรืข่ายด้วยโปรแกรม Telnet เป็นบริการิรที่มีประโยชน์และประหยัดค่า ใช้จ่าย ที่ทำ ให้สามารถใช้เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่ห่างไกลออกไปโดยเสมือนอยู่ที่หน้าเครื่อรื่งนั้นนั้ผ่าน เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การ Compile โปรแกรมหรือรืการสั่งสั่ และการคำ นวนที่ไม่สามารถใช้ เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วทั่ไป


5. บริกริารคัดลอกข้อมูลข้ามเครือรืข่ายด้วย FTP (Fie Transter Protocol) เป็นบริการิรคัดลอก ข้อมูลข้ามเครือรืข่าย ที่สามารถส่งข้อมูลจากเครื่อรื่งลูกข่ายไปยังเครื่อรื่งแม่ข่าย ใช้ในการ ดาวน์โหลดข้อมูลจากเครื่อรื่งแม่ข่ายมาไว้ที่เครื่อรื่งลูกข่าย ซึ่งการใช้บริการิร FTP สามารถทำ ได้ทั้งทั้ ผู้ที่เป็นสมาชิก FTP Server และบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถเข้าไปใช้ บริกริารบางประเภทในนาม Anonymous ปัจจุบันการใช้บริกริาร FTP สามารถทำ ได้ทั้งทั้ในรูปแบบ Text Mode ผ่าน Unix ด้วยคำ สั่งสั่ get, put หรือรื Graphics Mode ผ่าน Microsoft Windows เช่น การใช้โปรแกรม Win FTP, FileZilla หรือรื Cute FTP เป็นต้น 6. บริกริารค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมค้นหาหรือรื Search Engine เป็นป็ โปรแกรมที่ช่วยในการ สืบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ครอบคลุมทั้งทั้ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าวและอื่น ๆ ซึ่งจะค้นหาข้อมูลจากคำ สำ คัญหรือรื Keyword ที่ผู้ใช้ ป้อนเข้าไป จากนั้นนั้จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา เช่น Google, Bing และ Yahoo เป็นต้น 7. บริกริารค้นข้อมูลข้ามเครือรืข่ายเนื่องจากมีความพยายามที่จะจัดตั้งตั้ระบบ Electronic Library หรือรืห้องสมุดเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ จึงมีการพัฒนาระบบดังกล่าว เพื่อทำ เมนูในการ ค้นคว้าหาข้อมูลที่ต้องการ เช่น (1)Archie เป็นวิธีวิธีการที่จะค้นหาสารสนเทศในลักษณะของ Anonymous FTP พัฒนาจาก มหาวิทวิยาลัย Mc Gill ในประเทศแคนาดา โปรแกรมนี้จะใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นที่เก็บบัญชีราย ชื่อ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศบนเครือรืข่าย เราสามารถส่งคำ ถามไปยังเครื่อรื่งที่บริการิรด้วย eMail และเครื่อรื่งบริกริารก็จะตอบคำ ถามกลับมา (2)Gopher พัฒนาจากมหาวิทวิยาลัย Minnesota เป็นป็วิธีวิธีการซึ่งสามารถที่จะค้นหา และรับ ข้อมูลแบบบนอินเทอร์เน็ต โดยสามารถรับข้อมูลได้หลายแบบ เช่น ข้อความ เสียง หรือรืภาพ ที่ ทำ งานผ่านเครือรืข่ายโดยอัตโนมัติ ติ โดยมีตัวให้บริกริารอยู่ทั่วทั่ไปบนอินเทอร์เน็ต แต่ละตัวให้บริการิร จะเก็บข้อมูลของตนเอง รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังตัวให้บริการิรอื่น ๆ (3)Veronica มาจากคำ ว่า Very Easy Rodent-Oriented Net-oriented Index to Computerized Archives ซึ่งพัฒนาจากมหาวิทวิยาลัยแห่ง Nevada ซึ่งการค้นหาจะใช้คำ ค้น ในทุกตัวให้บริกริารและทุกเมนูหรือรืเรียรีกอีกแบบหนึ่งได้ว่าเก็บดัชนีของทุกตัวให้บริการิรไว้ที่ Veronica (4)WAIS มาจากคำ ว่า Wide Area Information Sever ใช้ในการค้นหาแหล่งข้อมูลโดยใช้ ภาษาแบบปกติไม่ต้องใช้โปรแกรมภาษาพิเศษหรือรืภาษาของฐานข้อมูลในการค้น WAIS ทำ งาน โดยการ รับคำ ร้องในการค้นและเปรียรีบเทียบในเอกสารต้นฉบับว่าเอกสารใด ตรงกับความต้องการและ ส่งรายการทั้งทั้หมดมายังผู้ที่ต้องการ (5)Cloud Compuing เป็นวิธีวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถ ระบุความต้องการไปยังชอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นนั้ซอฟต์แวร์จะร้องขอ ให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริกริารให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งทั้นี้ระบบสามารถเพิ่มและลด จำ นวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการิรให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำ เป็นต้องทราบเลยว่าการทำ งานหรือรืเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร


3.8 VPN VPN (Virtual Private Network) หมายถึง เครือรืข่ายเสมือนส่วนตัวที่ทำ งานโดยใช้โครงสร้างของ เครื่อรื่ข่ายสาธารณะหรือรืจะวิ่งวิ่บนเครือรืข่ายไอพีก็ได้แต่ยังสามารถคงความเป็นเครือรืข่ายเฉพาะขององค์กรได้ ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่งเพื่อให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น VPN ถูกนำ มาใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่ตามที่ต่าง ๆ และต้องการต่อเชื่อมเข้าหากัน โดยยังคง สามารถรักษาเครือรืข่ายให้ใช้ได้เฉพาะคนภายในองค์กรหรือรืคนที่เกี่ยวข้องด้วยเทคโนโลยี VPN จะทำ การ เชื่อมต่อองค์ประกอบข้อมูลและทรัพยากรต่าง ๆ ของระบบเครือรืข่ายหนึ่งให้เข้ากับระบบเครือรืข่ายหนึ่ง โดย จะให้ผู้ใช้งานสร้างท่ออุโมงค์เสมือนเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลผ่านระบบเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตหรือรืการใช้ งานอินเทอร์เน็ต รูปที่ 3.38 ลักษณะการเชื่อมต่อเครือรืข่าย VPN การสร้างวงจรเสมือนผ่านเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งจะเสียค่าเช่าวงจรเฉพาะท้องถิ่นและค่าบริการิร อินเทอร์เน็ตเท่านั้นนั้ แต่ต้องมีเราท์เตอร์ที่สนับสนุนโปรโตคอลแบบ VPN ได้ โดยมีการเข้ารหัสข้อมูลและ บีบอัดข้อมูลเข้าไว้ทำ ให้ข้อมูลที่วิ่งวิ่ไปในเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต ได้รับการป้องกันและรักษาความปลอดภัย ของข้อมูลโดยสรุปเครือรืข่าย VPN มีความสามารถต่าง ๆ ดังนี้ 1.การสร้างวงจรเสมือนผ่านเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้หลักการให้เครือรืข่ายย่อยเชื่อมกันผ่านระบบ อินเทอร์เน็ตซึ่งจะเสียค่าเช่าวงจรเฉพาะท้องถิ่น และค่าบริการิรอินเทอร์เน็ตเท่านั้นนั้ทำ ให้เราสามารถใช้งาน อินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือรืข่ายภายในองค์กร 2.มีความปลอดภัยในการใช้งานค่อนข้างสูงเนื่องจากการจะทำ ให้ระบบ VPN ปลอดภัยนั้นนั้ ประกอบไป ด้วยหลายวิธีวิธีดังนี้ (1)Firewalls เป็นการสร้างความปลอดภัยระหว่างระบบเครือรืข่ายกับอินเทอร์เน็ต โดยเป็นตัวควบคุมการ เปิดปิดพอร์ตต่าง ๆ ทำ ให้เราควบคุมได้ว่าต้องการให้โปรโตคอลใดใช้งานได้การอนุญาตแพ็กเกตให้ผ่าน หรือรืไม่และสามารถป้องกันการบุกรุกจากพอร์ตที่ไม่ได้ใช้งานได้ (2)Encryption เป็นการเข้ารหัสของข้อมูลที่จะทำ การส่งไปยังคอมพิวเตอร์เครื่อรื่งอื่น ซึ่งเมื่อข้อมูลที่ผ่าน การเข้ารหัสจะถูกส่งไปถึงผู้รับ ผู้รับจะต้องทำ การถอดรหัสเพื่อให้ได้ข้อมูลมา ทำ ให้ข้อมูลมีความปลอดภัย (3)IPSec เป็นโปรโตคอลที่มีความปลอดภัย เมื่อนำ มาใช้งานในการส่งข้อมูลผ่าน VPN (4)AAA Server เป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานแบบ Remote-Access VPN ซึ่งเมื่อมีการ เชื่อมต่อจาก Dial-up นั้นนั้จะต้องผ่าน AAA Server


3.9 Intranet and Extranet 3.9.1 อินทราเน็ต อินทราเน็ต (Intranet) คือระบบเครือรืข่ายภายในองค์กรที่เปิดบริการิรและมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เฉพาะ ภายในเครือรืข่ายของหน่วยงาน และเปิดปิ ให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้นนั้ เป็นการจำ กัดขอบเขตการใช้งาน มีการจัดสร้างระบบบริกริารข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรและเปิดปิบริการิรในรูปแบบเดียวกับอินเทอร์เน็ต โดยมีเป้า หมายเพื่อให้บริกริารแก่บุคลากรในองค์กรเท่านั้นนั้มุ่งจัดเตรียรีมข้อมูลและสารสนเทศภายในองค์กรด้วยการจัด เตรียรีมคอมพิวเตอร์เครื่อรื่งแม่ข่ายที่ให้บริการิรข้อมูลในรูปแบบเดียวกับที่ใช้งานในอินเทอร์เน็ต และขยายเครือรื ข่ายไปถึงบุคลากรทุกหน่วยงาน ให้สามารถเรียรีกค้นข้อมูลและสื่อสารถึงกันได้ รูปที่ 3.39 ลักษณะเครือรืข่ายอินทราเน็ต (Intranet) อินทราเน็ตจะช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเอกสารจากเดิมที่ใช้วิธีวิธีการทำ สำ เนาแจกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นข่าว ประกาศ รายงาน สมุด โทรศัพท์ภายใน ข้อมูลบุคลากร มาจัดทำ ให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์แทน ผู้ใช้สามารถเรียรีกค้นข้อมูลข่าวสารได้เมื่อต้องการ ช่วยทำ ให้ การดำ เนินงานเป็นไปได้อย่างคล่องตัว และลดค่าใช้จ่ายขององค์กรได้อย่างมาก หากมีการวางแผนงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำ เนินงานขององค์กรให้สูงขึ้น ซึ่งองค์ประกอบของอินทราเน็ตจะคล้ายคลึงกับอินเทอร์เน็ต เนื่องจากมี การนำ เทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ตมาใช้นั่นนั่เอง ซึ่งอินทราเน็ตที่ดีควรประกอบด้วย 1. การใช้โปรโตคอล TCP/IP เป็นโปรโตคอลสำ หรับติดต่อสื่อสารภายในเครือรืข่าย 2. ใช้ระบบ www และโปรแกรมบราว์เซอร์ในการแสดงข้อมูลข่าวสาร 3. มีระบบอีเมลสำ หรับแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคลากรในองค์กร รวมทั้งทั้ระบบนิวส์กรุ๊ปส์เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ ความรู้ของบุคลากร 4.ในกรณีที่มีการเชื่อมต่อระบบอินทราเน็ตในองค์กรเข้ากับอินเทอร์เน็ต จะต้องมีระบบไฟร์วอลล์ (Firewall) ซึ่งเป็นระบบป้องกัน อันตรายช่วยกลั่นลั่กรองให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้เฉพาะบริการิรและพื้นที่ในส่วนที่อนุญาตไว้เท่านั้นนั้ รวมทั้งทั้ช่วยป้องกันนักเจาะระบบที่จะ ทำ การขโมยหรือรืทำ ลายข้อมูลในเครือรืข่ายขององค์กรด้วย ในปัจจุบันหน่วยงานทั้งทั้ภาครัฐและเอกชน ได้นำ เทคโนโลยีอินทราเน็ตมาประยุกต์ใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการปฏิรูปและ ก่อให้เกิดผลดีต่อกระบวนการและขั้นขั้ตอนการทำ งานทั้งทั้ในปัจจุบันและในอนาคตช่วยให้การดำ เนินงานเป็นไปได้อย่างคล่องตัว และลด ค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมาก หากมีการวางแผนงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำ เนินงานขององค์กรให้สูงขึ้น


3.9.2 เอ็กซ์ทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) คือระบบเครือรืข่ายที่เชื่อมต่อเครือรืข่ายภายในองค์กรเข้ากับระบบ คอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร ด้วยการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างจุด หรือรืการเชื่อมต่อแบบเครือรื ข่ายเสมือนระหว่างเครือรืข่ายอินทราเน็ตหลายเครือรืข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ เช่นระบบคอมพิวเตอร์ ของสาขาของผู้จัดจำ หน่าย ลูกค้า หรือรืระบบเครือรืข่ายของห้องสมุดแต่ละมหาวิทวิยาลัยที่มีการเชื่อม โยงระหว่างกัน เป็นต้น รูปที่ 3.40 ลักษณะเครือรืข่าย Extranet เครือรืข่ายแบบเอ็กซ์ทราเน็ตอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือรืผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการ ใช้งานเท่านั้นนั้ โดยผู้ใช้จากภายนอกที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่านเครือรืข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต อาจถูกแบ่งเป็น ประเภท เช่นผู้ดูแลระบบ สมาชิก คู่ค้าหรือรืผู้สนใจทั่วทั่ไป เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิ์ การใช้งาน เครือรืข่ายที่แตกต่างกันไป เครือรืข่ายเอ็กซ์ทราเน็ตเป็นระบบเครือรืข่ายที่กำลังได้รับความสนใจ อย่างมาก เนื่องจากแนวโน้มการใช้งานเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ตที่เริ่มริ่มีการนำ มาใช้ในเชิงพาณิชย์ มากขึ้นเรื่อรื่ยๆ จึงต้องมีระบบการจัดการการเชื่อมต่อเครือรืข่ายภายนอกและวิธีวิธีการจัดการข้อมูลที่ ตกลงใช้ร่วมกันที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดีอย่างไรก็ตามเอ็กซ์ทราเน็ตอาศัย โครงสร้างของอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ตในการทำ งานสื่อสารระหว่างองค์กร ซึ่งต้องมีการป้อน รหัสเพื่อขออนุญาตเข้าใช้เครือรืข่ายมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กรระหว่างกัน


หน่ว น่ ยที่ 4 ตัวกลางการเชื่อมต่อเครือ รื ข่าย หัวข้อเรื่อรื่ง (Topics) 4.1 สายทองแดง 4.2 สายใยแก้วนำ แสง 4.3 การสื่อสารไร้สาย แนวคิดสำ คัญ (Main Idea) ตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำ คัญของการสำ คัญของการสื่อสาร ข้อมูล ประกอบด้วย 2 แบบ ได้แก่ตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย และตัวกลางในการ สื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย โดยแบบแรกเป็นการใช้สายนำ สัญญาณสำ หรับการการสื่อสารข้อมูล มี สายนำ สัญญาณที่นิยมใช้งานในระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ ได้แก่ สายคู่ตีเกลียว สายโคแอก เชียล และสายใยนำ แก้วนำ แสง สายคู่ตีเกลียวและสายโคแอกเชียลเป็นป็ สายที่มีลวดตัวนำ ผลิตจาก ทองแดงที่จะมีผลกระทบจากคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้ดังนั้นนั้จึงทำ ให้มีการป้องกันคลื่นสนามแม่ เหล็กไฟฟ้าฟ้ด้วยการตีเกลียว หรือรืการห่อหุ้มด้วยใยตาข่ายโลหะ และสายสำ หรับสายใยแก้วนำ แสง แกนตัวนำ เป็นแกนที่ผลิตจากสารอโลหะ คือ ซิลิก้า ซึ่งเป็นป็วัสดุคล้ายแก้ว วัสดุดังกล่าวทำ ให้ สายใยแก้วนำ แสงไม่มีผลกระทบจากคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้แต่อย่างใด ตัวกลางแบบไม่ใช้สายนำ สัญญาณ เนื่องจากการสื่อสารต้องการให้สามารถรับส่งสัญญาณให้ ได้ในระยะทางที่ไกลๆ ซึ่งตัวกลางแบบใช้สายไม่สามารถทำ ได้ ดังนั้นนั้จึงได้มีการพัฒนาการ สื่อสารแบบไร้สายขึ้นด้วยการใช้คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้ที่มีความถี่สูงในการนำ พาข้อมูลส่งถึง ปลายทาง คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้มีช่วงความถี่ในการใช้งานมากกมาย เช่น คลื่นวิทวิยุ คลื่นย่าน ไม่โครเวฟ คลื่นอินฟราเรด เป็นต้น สมรรถนะย่อย(Element of Competency) 1.แสดงความรู้เกี่ยวกัยตัวกลางเชื่อมต่อเครือรืข่าย 2.ประกอบและตรวจสอบสายแลนแบบสายคู่บิดเกลียว


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behaviral Objectives) 1. บอกลักษณะสาย Coaxial ได้ถูกต้อง 2. บอกลักษณะและชนิดของสายคู่บิดเกลียวได้ถูกต้อง 3. บอกถึงการเชื่อมต่อสายคู่เกลียวได้ถูกต้อง 4. บอกลักษณะสายใยแก้วนำ แสงได้ถูกต้อง 5. บอกลักษณะการสื่อสารไร้สายแบบต่างๆได้ถูกต้อง


การสื่อสารต้องอาศัยสื่อกลางเพื่อการส่งผ่านข้อมูลในการนำ ข้อมูลไปยังจุดหมายปลายทาง และการ อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์อาจจะใช้สายเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์เหรือรือาจจะเขือมต่อแบบไร้สาย และสื่อกลางการสื่อสารมีความสำ คัญมากเพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดประสิทธิภาพในการสื่อสาร เช่น ความเร็วในการส่งข้อมูล ปริมริาณของข้อมูลที่สามารถนำ ไปได้ในหนึ่งหน่วยเวลา รวมถึงคุณภาพของการส่ง ข้อมูลสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลเป็นส่วนที่ทำ ให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เข้าด้วยกัน และเป็น ส่วนที่ยอมให้ข่าวสารข้อมูลเดินทางผ่านจากผู้ส่งไปยังผู้รับ สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลมีอยู่หลาย ประเภทซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันในด้านปริมริาณข้อมูลที่สามารถนำ ผ่านไปได้ในเวลาขณะใด ขณะหนึ่งสื่อหรือรืตัวกลางการสื่อสารข้อมูลเป็นองค์ประกอบสำ คัญของการสื่อสารข้อมูล เพราะการเลือกใช้ สื่อกลางที่หมะสมจะทำ ให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลและประหยัดต้นทุน ตัวกลางหรือรืสื่อที่ใช้ใน การสื่อสาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลแบบใช้สาย และตัวกลางในการสื่อสาร ข้อมูลแบบไร้สาย 4.1 สายทองแดง สื่อกลางประเกทสายทองแดง เป็นสื่อกลางทางกายภาพที่ใช้ในการการเชื่อมโยงระหว่างผู้รับและผู้ส่ง ข้อมูล โดยอาศัยสัญญาณเป็นสื่อกลางในระบบสื่อสารข้อมูลแบ่งออกเป็น 4.1.1 สายโคแอกเซียล (Coaxial) สายโคแอกเซี่ยล ประกอบด้วย แกนตัวนำ ที่เป็นป็ลวดทองแดงตรงกลาง 1 เส้น และมีฉนวนพลาสติกหนาหุ้ม ลวดตัวนำ และถัดจากฉนวนจะมีตาข่ายที่ถักจากลวดตัวนำ หุ้มฉนวนอีกชั้นชั้หนึ่ง เพื่อป้องกันการรบกวนจาก คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้และสัญญาณรบกานอื่นและหุ้มรอบตาข่ายอีกชั้นชั้ด้วยพลาสติก รูปที่ 4.1 ลักษณะโครงสาย Coaxial


สายโคแอกเซียล เป็นสายที่มีความทนทานทำ ให้สามารถติดตั้งตั้แบบฝังสายได้ และมีฉนวน กันสัญญาณรบกนจากภายนอก ทำ ให้สามารรับส่งข้อมูลในช่วงแถบความถี่กว้างไกล มีความเร็วสูง แต่สายที่มีขนาดยาวจะมีกาทอนสัญญาณเกิดขึ้น ทำ ให้อัตราความเร็ว ดังนันเพื่อป้องกันการลดทอนของสัญญาณจึงต้องใช้อุปกรณ์ขยายให้มีขน นำ ไปใช้ในการรับส่งสัญญาณในระบบคเบิ้ลทีวี 1. ชนิดของสายโคแอกเซียล โดยทั่วทั่ไปนิยมแบ่งชนิดของสายโคแอกเซียลตามขนาดของเส้น ผ่านศูนย์กล้างของลวดตัวน้ำ ตรงกลางได้แก่ สายโคแอกเชียลแบบหนา และสายโคแอกเชียลแบบบาง ดังนี้ (1) สายโคแอกเชียลแบบหนา เป็นสายที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลวดตัวนำ ประมาณ 0.5 นิ้ว และมีค่าอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ม โดยเรียรีกว่า Thicknet หรือรื RG-11 สามารถรับส่ง สัญญาณ ได้ใกลประมาณ 500 เมตร ปกติแล้วสายแบบ Thicknet เป็นสายนำ สัญญาณแบบ Broadband สำ หรับการรับส่งสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก และถูกนำ มาใช้เป็นสายสื่อสารหลักของเครือรืข่าย แต่เนื่องด้วยสายมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ทำ ให้การติดตั้งตั้เดินสายทำ ได้ยากกว่าสายนำ สัญญาณ แบบอื่นสายโคแอกเชียลแบบหนาถูกนำ มาใช้กับเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์แบบ Etheret 10 Base-5 เชื่อมต่อแบบเจาะสัมผัสแกนกลางลวดตัวนำ กับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณ รูปที่ 4.2 ลักษณะโครงสร้างสาย Coaxial แบบหนา


2) สายโคแอกเซียลแบบบาง เป็นป็ สายที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของลวดตัวน้ำ ประมาณ 5 นิ้ว ละมีค่าอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ โดยเยกสายแบบนี้ว่าว่ Thinnet มีมาตรฐาน RG-58 ซึ่งเป็นป็ระบบเครือรืข่าย คอมพิวเตอร์ และมาตรฐาน RG-59 ที่มีค่าอิมแดนซ์ 75 โอห์ม เป็นป็ สายที่ทีวีหวีรือรืเคเบิ้ลทีวี และเนื่องจาก โครงสร้างสายโคแอกเซียลแบบนี้มีขนาดไม่ใหญ่ทำ ให้กาส่งสัญญาณได้ไกลมากเหมือนกับสายโคแอกเซียลแบบ หนา โดยมีระยะทางการรับส่งสัญญาณปกติแล้วเป็นป็ สายนำ สัญญาณแบบ Baseband ที่ใช้สำ หรับการรับส่ง ข้อมูลดิจิตอล เช่น คอมพิวเตอร์แบบ Ethernet 10Base-2 เป็นป็ระบบเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้สา แบบบาง ที่มีความเร็วการรับส่งสัญญาณข้อมูลแบบ baseband10Mbps และระยะทางรับส่งประมาณ 200 เมตร รูปที่4.3 ลักษณะโครงสร้างสาย Coaxial แบบบาง 2. การเชื่อมต่อสายโคแอกเซียล สายโคแอกเซี่ยลจะมีหัวต่อที่เรียรีกว่า BNC (Bitish Naval Connector) ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ (1) หัวต่อ BNC Connector ที่ใช้สำ หรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้นทางและปลายทางผ่านสาย โคแอกเซียล (2) หัวต่อ BNC T Connector ที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์หัวต่อBNC Connector หรือรืหัวต่อ แบบ BNC Terminator (3) หัวต่อ BNC Terminator ที่ใช้สำ หรับเชื่อมต่อปลายทางเพื่อป้ องกันการสะท้อนกลับของสัญญาณ รูปที่ 4.4 ลักษณะการเชื่อมต่อ


จากดังรูปที่ 4.4 เป็นป็การเชื่อมต่อระบบเครื่อรื่ข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยสายโคแอกเซียลแบบ กับการ์ดแลนโดยใช้หัวต่อ BNC แบบ BNC-T COnn การเชื่อมต่อสายโคแอกเชียลเข้ากับการ์ดแลนที่รองรับหัวต่อแบบ BNC ในเครื่อรื่ง มพิวเตอร์แต่ละครัง จะต้องทำ การตัดสายและเข้าหัวต่อ BNC แบบตัวTดังนั้นนั้การเ คอมพิวเตอร์ด้วยสายโคเอกเชียลจึงไม่ได้รับความนิยมในการนำ มาใช้งานกับระบบ เครือรืข่ายการเปลี่ยนจำ นวนเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่อบ่อยครั้ง 4.1.2 สายคู่ดีเกลียว สายคู่ตีเกลียว (Twisted Pair) เป็นสายนำ สัญญาณที่ได้รับความนิยมในการใช้งานในระบบ เครือรืข่ายคอมพิวเตอร์มากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากการติดตั้งตั้ง่ายและมีราคาไม่แพง รวมถึงมีการ พัฒนาให้สายคู่ตีเกลียวสามารถรองรับการรับส่งสัญญาณข้อมูลในอัตราที่ค่อนข้างสูงได้ 1. ลักษณะสายคู่ตีเกลียวมีลักษณะเป็นเส้นลวดทองแดง 2 เส้นแต่ละเส้นมีฉนวนหุ้มและพันเข้าด้วย กันเป็นเกลียวคู่เพื่อลดสัญญาณรบกวนจากคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้และสัญญาณรบกวนแบบค รอสทอล์ก (Crosstalk) ระหว่างลวดตัวนำ ดังแสดงในดังรูปที่ 4.5 รูปที่ 4.5 สายคู่ตีเกลียว Twisted Pair) 2.ชนิดของสายคู่ตีเกลียวสามารถแบ่งออกได้เป็นป็ 2 ซนิดได้แก่ สายคู่ตีเกลียวแบบไม่ หุ้มฉนวนและสายคู่ตีเกลียวแบบหุ้มฉนวน (1) สายคู่ตีเกลียวแบบไม่หุ้มฉนวนหรือรืสาย UTP (Unshielded Twisted Pair) สาย นสายที่ประกอบด้วยลวดทองแดงทุ้มฉนวนพันเป็นป็คู่จำ นวน 4 คู่ และหุ้มด้วยฉนวนพ บางอีกชั้นชั้หนึ่งเพื่อความสะดวกในการตัดโค้งงอเวลาเดินสาย ดังรูปที่ 4.6 รูปที่ 4.6สายคู่ตีเกลียวแบบไม่หุ้มฉนวน(Unshielded Twisted Pair


โครงสร้างของสายคู่ตีเกลียวแบบ UTP ถูกควบคุมและพัฒนาขึนตาม สัญญาณของสมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือรื ElA (Electronic Industries Ass สมาคมอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือรื TIA (Telecommunication Industries Association) โดยทั้งทั้สอ ได้วมมือกันกำ หนดมาตรฐานของสายนำ สัญญาณสำ หรับสายคู่ตีเกลียวขึ้นและใช้ชื่อม EATA 566 สำ หรับใช้เป็นป็มาตรฐ านในการผลิตสายคู่ตีเกลียวที่แบ่งออกเป็นป็หลายประเภท และเรียรีกแต่ ละประเภทว่าว่ Category ดังนี้ (ก) Category1 ใช้ในระบบโทรศัพท์อย่างเดียว สามารถรองรับแบนด์วิธวิเพียง 1 มกกะบิด (mega-bit per second: Mbps) สายชนิดนี้ไม่สามารถใช้ในการส่งข้อมูล แบบดิจิตอลได้ 1) Category 2 เป็นป็ สายที่รองรับแบบวิ#วิ ใต้ถึง 4 เมถกะเฮิรตซ์ (Mega-Hertz: M+2) สามารถสื่อสารขัอมูลทั้งทั้แบบแขนะล็อกลดิจิตอลสำ หรับเครือรืช่ยความเร็วต่ำ เช่น ระบบโทรศัพท์ แU. ISDN2 และเครือรืข่ายโทเค็นริงริ (Token Ring) ที่มีอัตราการรับส่งช้อมูส 4 Mbps เป็นป็ตัน (ค) Category 3 เป็นป็ สายสำ หรับสี่อสารข้อมูลที่สามารถสื่อสารข้อมูลในความเร็ว ระดับ 10 Mbps และเครือรืข่ายโทเค็นริงริที่มีอัตราความร็วการรับส่งข้อมูล 16 Mbps (<) Category 4 เป็นป็ สายแบบ 4 คู่ที่รองรับการสื่อสารข้อมูลได้ถึง 20 Mups (*) Categary 5 เป็นป็ สายที่จงรับเครือรืชายความเร็วสูง สามารถสื่อสารชัดมูลได้ถึง 100 Mops สำ หรับการใช้ 2 คู่สาย และสื่อสารชัอมูลได้ถึง 1000 Mbps เมื่อใช้จำ นวน 4 คู่สาย เช่น Ethemet 100Base-T3 เป็นป็ต้น (1) Calogory 5 E เหมือนกับ Category 5 แต่ดีทว่าว่รับรองการสื่อสารช้อมูลแบบ Full duplex และเหมาะสำ หรับเครือรืช่ายที่มีแรงสูง 1000 Mbps ที่ใช้จำ นวน 4 คู่สาย เช่นกิกะบิต อีเธอร์เน็ต (Gigabit Etherne) เป็นป็ต้น (ซ) Category 6 รองรับแบนตัวิธวิได้ถึง 250 MH2 สำ หรับเครือรืข่ายความเร็วสูง ระดับ Gigabit ขึ้นไป (ซ) Categony 7 รองรับแบนด์วิธวิได้ถึง 600 MHz และกำ ลังอยู่ในระหว่าว่งการวิจัวิจัย และพัฒนา (2) สายคู่ดีเกลียวแบบหุ้มฉนวนหรือรืสาย STP (Shielded Twisted Pair) เป็นป็ สายที่มี ลักษณะคล้ายกับสาย UTP แต่มีแผ่นอะดูมิเนียมฟอยล์บาง ๆ ห่อหุ้มคู่สายหรือรืมีไยโลหะที่ ถักเป็นป็ตาข่าย ห่อหุ้มศุสายและแผ่นฟอยส์อีกชั้นชั้หนึ่ง เพื่อปัอปังกันสัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าฟ้ ดังรูปที่ 4.7 รูปที่ 4.7 ลักษณะสายคู่ตีเกลียวแบบหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair STP)


รูปที่ 4.7 ลักษณะสายคู่ตีเกลียวแบบหุ้มฉนวนShielded Twisted Pair STP ทั่วทั่ไปสายนำ สัญญาณชนิด STP นี้ใช้มาตรฐาน Category 5 ที่มีการพัน กันถี่กว่าแบบ UTP และสามารถใช้สื่อสารข้อมูลได้สูงถึง 100 Mbps สายชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วมักใช้ในระบบ าย LAN แบบ Token Ring ที่สมารถรับส่งข้อมูลได้เร็วถึง 150 bps สาย STP ไม่สะดวกที่จะ สภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนมาก ๆ เท่านั้นนั้เพราะราคาที่สูงกว่าแบบ UTP มัดรวมกันเป็นกลุ่มสายเหมือนกับสาย UTP โดยส่วนมากถูกนำ ไปใช้สำ หรับการเดินสายนำ สัญญาณผ่านการ เชื่อมต่อสายคู่ตีเกลียวเพื่อทำ การสื่อสารข้อมูลผ่านระบบเครือรืข่าย จะใช้ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เรียรีกว่าหัวต่อ RJ-45 เชื่อมต่อเข้ากับการ์ดแลน (LAN Card) หรือรืสวิตวิซ์ฮับ ดังรูปที่ 4.8 รูปที่ 4.8 การเชื่อมต่อสายคู่เกลียว สายคู่ตีเกลียวได้ถูกกำ หนดรหัสสีตามมาตรฐาน EA/TIA-568A และ EA/TIA-568B โดยแต่ละคู่จะจับคู่เป็นป็ สีหลัก ๆ ดังตารางที่ 4.3


ตารางที่ 4.1 มาตรฐานการเข้าข้หัวต่อ RJ-45 ตัวผู้ การเข้าหัวต่อ RJ-45 ตามมาตรฐานทั้งทั้สองจะมีวิธีวิธีการประยุกต์ใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เมื่อต้องการเชื่อมต่อระหว่างฮับหรือรืสวิตวิซ์กับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ปลายสายทั้งทั้สองควรเข้าหัวต่อ แบบ EIAITIA-568B เรียรีกว่าสาย Straight-Through รูปที่ 4.9 การเข้าหัว RJ-45 แบบ EA/TIA-568B สำ หรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับฮับ


สำ หรับการเชื่อมต่อระหว่างฮับกับฮับหรือรืเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์กับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ ปลายสายข้างหนึ่งควรเป็น แบบ EA TIA-568A และปลายอีกข้างหนึ่งควรเป็นแบบ EA/TIA-568B การเข้าหัวลาย RJ- 45 เป็นการทำ สายสัญญาณเพื่อใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครือรืข่ายคอมพิวเตอร์ ตามรูปแบบและการนำ ไปใช้งานตามที่กล่าวมาแล้ว โดยจะต้องจัดเตรียรีมอุปกรณ์เครื่อรื่งมือที่ประกอบด้วยสาย UTP. หัว RJ-45. คีมย้ำ หัว RJ 45 และเครื่อรื่งทดสอบสาย และมีวิธีวิธีการเข้าหัวสายเพื่อทำ สายแลนดังนี ก.การเข้าสายแบบ EIA\TIA-568A ข.การเข้าสายแบบ EIA\TIA-568B รูปที่4.11 เครื่อรื่งมืออุปกรณ์เข้าหัวสาย RJ-45 1. ปลอกเปลือกนอกของสาย UTP อก โดยปลอกห่างจากปลายสายประมาณ 4 5 ซม. (เพื่อความสะดวก ในการจัดเรียรีงสาย) โดยใช้คีมย้ำ หัว RJ -45 รุ่นที่มีส่วนที่ปลอกเปลือกนอกของสาย RJ45 บีบคีม แล้วหมุนรอบสาย ถ้าคีมย้ำ หัว RJ 45 ไม่มีในส่วนนี้ให้ใช้คัตเตอร์หรือรืกรรไกรแทนตามความถนัด และระวัง อย่าให้บาดสายแลนภายในขาด


รูปที่4.12 การปลอกเปลือกนอกของสาย UTP 2. จากนั้นนั้ดึงปลอกสายยอกแล้วจับคู่สายแยกออกจากกันจะพบสาบแลนพันเกลียว 4 คู่ รูปที่4.13 2. จากนั้นนั้ดึงปลอกสายยอกแล้วจับคู่สายแยกออกจากกันจะพบสาบแลนพันเกลียว 4 คู่ 3. จากนั้นนั้จัดเรียรีงสายใหม่ ในกรณีต้องการทำ สาย Straight-Through เพื่อใช้เชื่อมต่อเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์กับ Swich ให้เรียรีงสีทั้งทั้สองข้างเป็นป็ขาวส้ม สัม ขาวเขียว ฟ้าฟ้ ขาวฟ้าฟ้ เขียว ขาวน้ำ ตาล น้ำ ตาล และในกรณีต้องการทำ สาย Crossover เพื่อใช้เชื่อมต่อเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์กับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ ให้เรียรีง สีด้านหนึ่งเป็นขาวเขียว สัม ขาวสัม ฟ้าฟ้ ขาวฟ้าฟ้ เขียว ขาวน้ำ ตาล น้ำ ตาล และอีกด้านหนึ่งเป็นขาวส้ม เขียว ราวเขียว ฟ้าฟ้ ขาวฟ้าฟ้สัม ขาวน้ำ ตาล น้ำ ตาล


รูปที่ 4.13 คู่สคู่ายภายในของสาย UTP หลักจากปลอกเปลือกนอกแล้ว รูปที่4.14การจัดเรียรีงสีของสายตามลักษณะการใช้งาน 4. จัดเรียรีงสาย โดรีดรีสายให้ตรงและเรียรีงให้ชิดกันที่สุด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกตโคนสายให้แน่น และใช้คีมตัดปลายสายให้มีความยาวจากปลอกสายประมาณ 1-1.5 ชม.แล้วตรวจสอบการจัด เรียรีงสีของสายให้ถูกต้องอีกครั้ง


รูปที่ 4.15 การตัดปลายสายด้วยคีม 5. จากนั้นนั้สอดสายแลนเข้าหัว RJ 45 โดยพยายามต้นสายให้เข้าไปจนสุดหัว RJ 45 และ ให้ปลอกสายเข้าไปอยู่ในหัว RJ 45 ด้วย รูปที่ 4.16 การใส่สายเข้าหัว RJ-45


6. จากนั้นนั้ย้ำ หัวสายตัวยดีม โดยพยายามปีปให้แปนที่สุต พรือรืกำไม่แม่ใจให้ปีนซ้ำ อีกครั้ง รูปที่ 4.17 การย้ำ หัว RJ-45 ด้วยคีม 7. หลังจากที่ย้ำ เข้าหัว R. 45 เร็จแล้ว ให้นำ มาทดสอบกับอุปกรณ์ทตสอบสายแลน โดยให้ สังเกตสัญญาณไฟที่จะต้องติดครบทั้งทั้ 4 ดวงเรียรีงกันไปตามลักษณะของสาย ถ้าดวงไฟ ของคู่สายใดไม่ติดแสตงว่าว่สายด้านนั้นนั้มีปัญปัหา ต้องลองใช้คีมย้ำ หัวสายใหม่หรือรือาจจะ ต้องตัดหัวสายทิ้งแล้วทำ ใหม่ รูปที่ 4.18 การทดสอบสายแลนที่เข้าหัวสายแล้ว ที่แสดงด้วยสัญญาณไปทั้งทั้สองข้าง


หน่ว น่ ยที่ 5 โปรโตคอล หัวข้อเรื่อ รื่ ง (Topics) 5.1 ความหมายของโปรโตคอล 5.2 โปรโตคยล TCP/IP 5.3 โปรโตคอล FYP (File Transfer Protocol) 5.4 โปรโตคอล HTTP (Hyper Text Transport Protocol) 5.5 โปรโตคอล UDP (User Datagram Protocol แนวคิดสำ คัญ (Main Idea) โปรโตคอล (Protocd) หมายถึง ข้อกำ หนดหรือรืข้อตกลงในการสื่อสารระหว่าว่งคอมพิวเตอร์ ซึ่ง มีหลายชนิดคล้ายกับภาษามนุษย์ที่มีทั้งทั้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และกาษามือเป็นป็ต้น โดยมนุษย์ สื่อสารกันให้เกิดความเข้าใจได้จะต้องใช้ภาษาเดียวกัน ในกรณีที่คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อรื่ง ต้องการ สื่อสารกันแต่ใช้คนละภาษาจะต้องมีตัวกลางในการแปลงถ้าเทียบกับภาษามนุษย์ก็คือล่าม ซึ่ง อาจจะเป็นป็เครื่อรื่งเซิร์ฟเวอร์สำ หรับทำ หน้าที่นี้โดยเฉพาะหรือรือาจะเป็นป็ โปรแกรมเมอร์หรือรืไดร์ฟ เวอร์สำ หรับติดตั้งตั้เพิ่มเติมในเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ สมรรถนะบ่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับโปรโตคอล 2. กำ หนดหมายเลข IP ให้กับเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อในเครือรืข่าย


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behaviral Objectives) 1.ความหมายของโปรโตคอลได้ถูกต้อง 2.บอกความหมายของโปรโตคอล TCP/IP ได้ถูกต้อง 3.บอกความหมายของโปรโตคอล TCP ได้ถูกต้อง 4.อธิบายลักษณะของ IP Address ได้ถูกต้อง 5.อธิบายลักษณะของ Subnet Mask ได้ถูกต้อง 6.บอก Private Address ได้ถูกต้อง 7.บอกความหมายของโปรโตคอล FTP ได้ถูกต้อง 8.บอกความหมายของโปรโตคอล HTTP ได้ถูกต้อง 9:บอกความหมายของโปรโตคอล UDP ได้ถูกต้อง


เนื้อหาสาระ (Content) ระบบเครือรืชายคอมพิวเตอร์ เป็นป็ระบบที่จะต้องมีการสี่อสารข้อมูลระหว่าว่งเครื่อรื่ง คอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ในเครือรืข่ายที่มีฮาร์ดแวร์หรืยรืซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นนั้เพื่อ ให้การสื่อสารสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถตีความหมายให้ ตรงกัน จะต้องมีการกำ หนดระเบียบวิธีวิธีการติดต่อสื่อสารขึ้นมา 5.1 ความหมายของโปรโตคอล โปรโตคอล (Protocol) หมายถึง มาตรฐานหรือรืข้อตกลงเกี่ยวกับการสี่อสารข้อมูล ในเครือรืข่ายซึ่งครอบคลุมถึงวิธีวิธีการและรูปแบบการส่งข้อมูล จังหวะเวลาการส่งข้อมูล ลำ ดับการรับส่งข้อมูล และวิธีวิธีจัดการป้อป้งกันความผิดพลาดต่าง ๆ โปรโตคอลเปรียรีบ เสมือนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารในระบบเครือรืข่าย เป็นป็เกณฑ์และกระบวนการในการ สื่อสาร โปรโตคอลมีอยู่หลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดจะมีจุดประสงค์ในการทำ งานที่แตก ต่างกัน โดยโปรโตคอลจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ 1. Syntax หมายถึง รูปแบบหรือรืโครงสร้างของข้อมูล เช่น กำ หนดว่าว่ ใน 8 บิต แรก จะหมายถึงแอดเดรสของผู้ส่งอีก 8 บิด ถัดมาหมายถึงแอดเดรสของผู้รับ ส่วนที่เหลือ จึงจะเป็นป็ข้อมูลซึ่งถ้าไม่มีการกำ หนดรูปแบบ syntax แล้ว แอนติตี้จะไม่สมารถ ทราบได้เลยว่าว่บิตแต่ละบิตที่ได้รับมานั้นนั้คืออะไร 2. Semantics หมายถึง ความหมายของข้อมูลที่ได้รับมา เช่น เมื่อทราบแอดเดรส ของผู้รับแล้ว เอนติตี้จะสามารถทำ การหาเส้นทาง เป็นป็ต้น 3. Timing เป็นป็ข้อกำ หนดของเวลาในการรับส่งข้อมูล เนื่องจากเอนติตี้แต่ละตัวนั้นนั้ มาความเร็วในการรับส่งที่ไม่เท่ากัน เช่น ตัวหนึ่งมีความเร็วของการส่ง 100 Mbps แต่อีกตัวมีความเร็วในการรับแค่ 1Mbps ถ้าไม่มีโปรโตคอลแล้วข้อมูลโดยส่วนใหญ่ จะหายไป เนื่องจากเอนติตี้ที่ทำ งานช้ากว่าว่จะไม่สามารถรับข้อมูลได้ทัน โปรโตคอลการสื่อสารข้อมูลในปัจปัจุบันมีอยู่มากมาย และเนื้อหาในหน่วยนี้จะกล่าวถึง โปรโตคอลที่มีการใช้งานอย่างกว้าว้งขวาง เช่น TCP/IP, FTP, HTTP และ HTTPs ดังนี้


5.2 โปรโตคอล TCP/IP TCP/IP (Transmission Control Prolocol/Internetworking Protocol) หมายถึง ชุดของโปรโตคอลที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบน เครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต โปรโตคอล TCP/IP ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบนเครือรืข่าย ระยะไกล เครือรืข่ายท้องถิ่นและยังสามารถเชื่อมต่อไปยังโลกภายนอกหรือรืเครือรืข่าย อินเทอร์เน็ตได้ดังนั้นนั้โปรโตคอล TCP/IP จึงเป็นป็ โปรโตคอลที่ได้รับความนิยมเป็นป็ อย่างสูง TCP/IP เป็นป็ชุดของโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารผ่านเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่าว่งระบบที่มีความแตกต่างกันจากต้นทางข้าม เครือรืข่ายไปยังปลายทางและสามารถหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ในระหว่าว่งทางอาจจะผ่านเครือรืข่ายที่มีปัญปัหา โปรโตคอล TCP/IP ก็ยังคงหาเส้นทางอื่นในการส่งผ่านข้อมูลไปให้ถึงปลายทางได้โดยการส่ง ข้อมูลด้วยโปรโตคอล TCP/IP จะเป็นป็การสงข้อมูลผ่านชั้นชั้การสื่อสารซึ่งแต่ละชั้นชั้จะ ทำ การประกอบชัอมูลที่ได้รับมากับข้อมูลส่วนควบคุมซึ่งถูกนำ มาไว้ใว้นส่วนหัวของ ข้อมูลเรียรีกว่าว่ Header โดยภายใน Header จะบรรจุข้อมูลที่สำ คัญของโปรโตคอล ที่ทำ การห่อหุ้มข้อมูลเมื่อผู้รับได้รับข้อมูลก็จะเกิดกระบวนการทำ งานย้อนกลับและ ทราบว่าว่ข้อมูลที่ตามมามีลักษณะอย่างไร รูปที่ 5 1 การรับส่งข้อมูลผ่านเครือรืช่ายอินเทอร์เน็ตด้วยโปรโตคอล TCP/IP (ที่มา : www.cellbiol.com)


5.2.1 สถาปัตปัยกรรมชุดโปรโตตอล TCP/IP สถาปัตปัยกรรมชุดโปรโตคอล TCP/IP ได้มีการพัฒนาขึ้นมาก่อนแบบจำ ลอง OSI ดัง นั้นนั้ลำ ดับชั้นชั้ต่าง ๆ ในโปรโตคอล TCP/IP จึงไม่ตรงกับแบบจำ ลองOSI แต่แบบจำ สองทั้งทั้สองมีหลักการทำ งานที่คล้ายคลึงกัน โดยสถาปัตปัยกรรมTCP/IP จะมีเพียง 5 ลำ ดับชั้นชั้โดยพิจารณาจากรูปที่ 5.2 เปรียรีบเทียบระหว่าว่งแบบจำ ลองOSI และ สถาปัตปัยกรรมชุดโปรโตคอล TCP/IP รูปที่ 5.2 การเปรียรีบเทียบระหว่าว่งสถาปัตปัยกรรมโปรโตคอล TCP/IP กับแบบจำ ลอง OSI จากรูปที่ 5.2 ถึงสถาปัตยกรรมลำ ดับชั้นชั้ในโปรโตคอล TCP/IP โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจาก ลำ ดับชั้นชั้แอพพลิเคชันหรือรืจากผู้ใช้ จากนั้นนั้เมื่อ TCP รับข้อมูลจากลำ ดับชั้นชั้บนมาแล้ว ก็จะ ทำ การจัดเตรียรีมข้อมูลในชั้นชั้ทรานสปอร์ตเป็นเซกเมนต์หรือรืยูสเชอร์ดาตัาแกรมก่อนที่จะส่งต่อไป ยัง IP โดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นนั้จะมีการแบ่งออกเป็นป็ ส่วนย่อย ๆ ที่เรียรีกว่า แพ็กเก็ต เพื่อเดินทางผ่าน เครือรืข่ายต่าง ๆ นอกจากนี้ TCP ยังต้องมีกลไกในการควบคุมการไหลของข้อมูล เพื่อใช้ควบคุม จังหวะการรับส่งระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ ไม่ให้มีการส่งชัอมูลจนล้นทำ ให้ปลายทางรับข้อมูลไม่ทัน รูปที่ 5.3 การจัดเรียรีงลำ ดับหมายเลขของแต่ละ Datagram (ที่มา : http:/www.netguru.netntc/NTCCA.him)


จากรูปที่ 5.3 แสดงถึงการจัดเรียรีงลำ ดับหมายเลขของแต่ละ Dayagram โดยข้อมูล แต่ละ Dayagram ที่แยกกันเดินทางผ่านเครือรืข่ายต่าง ๆ เมื่อมาถึงฝั่งฝั่ผู้รับก็จะมี กระบวนการย้อนกลับและจัดเรียรีงข้อมูลให้เป็นป็ ไปตามที่ส่งมาจากฝั่งฝั่ผู้ส่ง 5.2.2 โปรโตคอล TCP (Transmission Control Prolocol) โปรโตคอล TCP เป็นป็ โปโตคอลที่มีความน่าเชื่อถือในการสี่อสารด้วยการสร้างคอนเน็ กชันเพื่อการเชื่อมต่อกับปลายทางก่อนที่จะส่งข้อมูลโดยการสร้างวงจรเสมือนระหว่าว่ง ผู้ส่งและผู้รับ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในระหว่าว่งการส่งข้อมูล รูปที่ 5.4 รูปแบบของ TCP Segment (ที่มา : http:/berbit.com.tw/tcp-transmission-cantrol-protocol-segments-and-fields/) จากรูปที่ 5.4 เป็นการแสดงรายละเอียดส่วนหัวของโปรโตคอล TCP ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. Source Port Address คือ หมายเลขพอร์ตของฝ่าฝ่ยต้นทาง 2. Destination Port Address คือ หมายเลขพอร์ตของฝ่าฝ่ยปลายทาง 3. Sequence Number คือ หมายเลขลำ ดับที่ใช้แสดงตำ แหน่งของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลมีการแบ่ง ออกเป็นหลายเซกเมนต์เพื่อให้ผู้รับใช้ในการรวมส่วนข้อมูลตามลำ ดับหมายเลขให้เป็นป็ข้อมูลชุดเดียว เหมือนเดิมได้ 4. Acknowedgment Number คือ เลขขนาด 32 บิต ที่ใช้ตอบกลับไปยังฝั่งฝั่ต้นทางเพื่อยืนยันว่าว่ ได้รับข้อมูลแล้ว โดยหมายเลขที่ใช้ตอบกลับไปนี้จะมีการระบุลำ ดับถัดไปของข้อมูลด้วย เพื่อให้ฝั่งฝั่ ต้นทางส่งข้อมูลลำ ดับถัดไปจากหมายเลขลำ ดับนั้นนั้มาให้ต่อไป


5. Header Length (HLEN) คือ ฟิลฟิด์ที่ใช้ระบุความกว้างหรือรืขนาดของเฮดเดอร์มีขนาด 4 บิต 6. Resenved คือ ฟิลฟิด์ขนาด 6บิต ที่สงวนไว้เพื่อใช้งานในอนาคต 7. Control คือ ฟิลฟิด์ขนาด 6 บิด ซึ่งแต่ละบิตประกอบด้วย (1) URG (Urgent Pointer Field Signficant) เป็นบิตที่ใช้กำ หนดว่าข้อมูลนี้ต้องดำ เนิน การโดยด่วน โดยบอกให้ปลายทางหยุดการอ่านข้อมูลก่อนหน้าชั่วชั่คราว และอ่านข้อมูลเร่งด่วนที่ อยู่ในเซกเมนต์ส่วนนี้ก่อนที่จะดำ เนินกิจกรรมเดิมต่อ (2) ACK (Acknowledgment Field Significant) เป็นบิตที่ให้สำ หรับตรวจหมายเลข Acknowledgment (3) PSH (Push Function) เป็นบิดที่ใช้แจ้งปลายทางว่า ให้ทำ การส่งข้อมูลต่อไปยังลำ ดับ ชั้นชั้โปรโตคอลประยุกต์ทันที (4) RST (Reset the Connection) เป็นบิตที่ใช้สำ หรับรีเรีซต เพื่อตั้งตั้ค่าใหม่หรือรืเพื่อเปิดการ เชื่อมต่อกันรอบใหม่ในกรณีที่เกิดปัญหาในระหว่างการสี่อสาร และไม่สามารถดำ เนินการต่อไป ใด้ (5) SYN (Synchronize the Sequence Numters) เป็นบิตที่ขอให้ดำ เนินการซิงโครไนซ์ ระหว่างต้นทางกับปลายทาง (6) FIN (No More Data Fror Sender) เป็นบิตที่ใช้สำ หรับยุติการเชื่อมต่อ 8. Window Size เป็นฟิลฟิด์ขนาด 16 มิตที่ปลายทางใช้กำ หนดขนาด Windows เพื่อใช้สำ หรับ การเลื่อนหน้าต่าง 9. Checksum เป็นฟิลฟิด์ขนาด 16 บิต ที่ใช้สำ หรับการตรวจจับข้อผิดพลาด 10. Urgent Pointer เป็นฟิลฟิต์ที่ใช้เป็นพอยน์เตอร์เพื่อชี้ตำ แหน่งสุดท้ายของข้อมูลที่ต้องการ ส่งอย่างเร่งด่วน และเริ่มริ่ต้นกับการส่งข้อมูลแบบปกติต่อไป 10. Options and Padding เป็นส่วนเหลือของ TCP เฮดเดอร์ที่กำหนดไว้เพิ่มเป็นออปชัน 5.2.3 โปรโตคอล IP IP (Internetwork Protocol) เป็นป็กลไกการส่งชัอมูลที่ใช้ในโปรโตคอล TCP/IP โดยจะไม่รับประกันการส่งข้อมูลว่าว่จะไปถึงผู้รับหรือรืไม่และไม่มีการตรวจสอบข้อผิด พลาด ไม่มีการสร้างคอนเน็กชันกับปลายทาง ทำ ให้หลักการทำ งานของโปรโตคอล IP นี้ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งโปรโตคอล IP นี้จะใช้ทำ งานควบคู่ไปกับโปรโตคอล TCP โดยมีหน้าที่เพียงนำ ส่งข้อมูลไปถึงปลายทางได้ด้วยหมายเลข IP ซึ่งเป็นป็


หมายเลขที่ใช้ระบุตำ แหน่งเครื่อรื่งที่ไม่ซ้ำ กัน เรียรีกว่าว่ ไอพีแอดเดรส (IP Address) ซึ่งประกอบด้วยหมายเลขขนาด 32 บิดมี 2 ส่วน คือ ส่วนของ หมายเลขเครือรืข่าย (NetID) และส่วนของหมายเลขโฮสต์ (HostID) ซึ่งภายใน ของหมายเลขเครือรืข่ายนี้ยังรวมถึงบิดที่ใช้สำ หรับระบุคลาสของไอพีแอดเดรส ด้วย ดังนั้นนั้ไอพีแอดเดรสจึงประกอบด้วย 3 ฟิลฟิด์ คือ (1) ประเภทของคลาส (Class Type) เป็นป็ ประเภทของคลาสที่ใช้ระบุไอพีแอด เครส เพื่อให้ทราบว่าว่ ไอพีแอดเดรสนี้จัดอยู่ในคลาสใด (2) หมายเลขเครือรืข่าย หรือรื NetID (Network Identifier) เป็นป็ ส่วนที่ใช้ สำ หรับการวางเส้นทางแพ็กเก็ตระหว่าว่งเครือรืข่าย (3) หมายเลขโฮสต์ หรือรื HostlD (Host Identifier) เป็นป็ ส่วนที่ใช้ระบุ ตำ แหน่งเฉพาะเจาะจงของอุปกรณ์หรือรืโฮสด์บนเครือรืข่าย ไอพีแอดเดรสมีขนาด 32 บิต ที่เป็นป็ ไปตามข้อกำ หนดของ IPv4 ทำ ให้สามารถ ใช้แทนหมายเลขแอดเดรสของอุปกรณ์ได้ประมาณ 4 พันล้าน เครื่อรื่ง หรือรืเท่ากับ 2³² (4,294,967,296) แต่ไม่ได้นำ มาใช้งานทั้งทั้หมด เนื่องจากต้องเก็บไว้บว้าง ส่วนเพื่อใช้งานเฉพาะอย่าง แต่ยากต่อการจดจำ ดังนั้นนั้จึงมีการจัดการกับไอพี แอดเดรสด้วยการเขียนอยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบ และใช้จุดทศนิยมเป็นป็ตัวคั่นคั่ ทำ ให้ผู้อ่านจดจำ ได้ง่ายขึ้น โดยแต่ละไบค์ที่เป็นป็กลุ่มตัวเลขฐานสอง เมื่อนำ มา แปลงเป็นป็เลขฐานสิบจะมีค่าระหว่าว่ง 0-255 และและในตำ แหน่งไบต์ของไอพี่ แอดเดรสนี้เอง จะทำ ให้เราสามารถรับรู้เพื่อตีความได้ทันทีว่าว่ ไอพีแอดเดรสชุดนี้ จัดอยู่ในคลาสใด รูปที่ 5.5 การอ้างอิง IP Address ด้วยรูปแบบ dotted decimal notation (ที่มา : http://www.wikiwand.com/en/Dot-decimal_notation)


รูปที่ 5.6 การรูปแบบ IP Address 1 ซับเน็ตมาสก์ (Sutnelt Mask) ซับเน็ตมาสก์ (Subnet Mask) หรือรืการทำ มาสกิ้ง (Masking) เป็นกระบวนการที่บอกให้รู้ว่าว่ เครือรืข่ายของเราให้มีการแบ่งเป็นเครือรืข่ายย่อยหรือรืซับเน็ตดังนั้นในการออกแบบเครือรืข่ายจึง จำ เป็นต้องมีการระบุซับเน็ตมาสก์ด้วย เพื่อให้รู้ว่าว่ ไอพีแอดเดรสนี้มีการแบ่งสวนหมายเลขเครือรื ข่ายและส่วนของหมายเลขโฮสต์อย่างไร รูปที่ 5.7 ค่า Subnetmask ของแต่ละคลาส


ซับเน็ตมาสก์มีขนาด 32 บิต เท่ากับไอพีแอดเดรส การกำ หนดค่าให้กับชับเน็ตมาสก์ ทำ ได้ด้วยการกำ หนดส่วนที่จะให้เป็นป็หมายเลขเครือรืข่ายและหมายเลขเครือรืข่ายย่อยมี ค่าเป็นป็ 1 และส่วนที่ต้องการให้เป็นป็หมายเลขโฮสต์มีค่าเป็นป็ 0 2. Private Address ไอพีแอดเดรสยังมีช่วงของหมายเลขช่วงหนึ่งที่ถูกสงวนไว้เว้พื่อใช้งานภายใน โดยไม่ ยุ่งเกี่ยวกับเครือรืข่ายภายนอก ที่เรียรีกว่าว่ ไพรเวตไอพีเน็ตเวิร์วิร์ก (Private IP Network) หรือรืไอพีเครือรืข่ายภายในที่จะใช้งานภายในหน่วยงานที่ต้องการใช้งาน เครือรืข่ายเฉพาะบุคคล โดยไม่มีการเชื่อมต่อไปยังเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต และในกรณีที่ มีการเชื่อมต่อเครือรืข่ายอินเทอร์เน็ต เราท์เตอร์หรือรืเกตเวย์จะทำ การกันหมายเลข ไพรเวตไอพีของเครือรืข่ายส่วนบุคคลเหล่านี้ไม่ให้เชื่อมโยงไปยังเครือรืข่ายสาธารณะ อย่างอินเทอร์เน็ตได้ สามารถนำ ไพรเวตไอพีเน็ตเวิร์วิร์กคลาสต่าง ๆ ไปใช้งานบนเครือรื ข่ายท้องถิ่นที่มีการเชื่อมต่อด้วยโปรโตคอล TCP/IPโดยไม่ต้องขอจดทะเบียนกับทาง ISP โดโดยแอดเดของไพรเวตไอพีเน็ตเวิร์วิร์กแต่ละคลาสมีดังนี้ คลาส A 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255 คลาส B 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255 คลาส C 192.168.0.0 ถึง 192 168 255.255 รูปที่ 5.8 ค่า Private Address (ที่มา : https://askmeboy.com/public-address-and-private-address/)


5.3 โปรโตคอล FTP (File Transfer Protocol) โปรโตคอล FTP (Fle Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่บริกริารด้านการโอนถ่ายแฟ้ม ข้อมูลระหว่าว่งโฮสต์หรือรืคัดลอกแฟ้มข้อมูลบนเครือรืข่าย ซึ่งหมายถึง การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลจาก เครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งมายังระบบหนึ่งผ่านเครือรืข่าย ซึ่งทำ ได้หลายรูปแบบ เช่น การโอน จากเครื่อรื่งแม่ข่ายมายังเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ หรือรืจากเครื่อรื่งคอมพิวเตอร์ไปเครื่อรื่งแม่ข่ายหรือรื ระหว่าว่งเครื่อรื่งแม่ข่ายด้วยกันเอง โดยอาศัยโปรแกรม FTP การทำ งานของโปรโตคอล FTP จะเริ่มริ่จากผู้ใช้เรียรีกใช้โปรแกรมผ่าน User Interface และถ้า มีการใช้คำ สั่งต่าง ๆ ของ FTP จะเป็นหน้าที่ของ PI (Protocol Interpreter Module) ทำ หน้าที่แปลคำ สั่งและทำ งานตามคำ สั่ง ในกรณีที่มีการส่งรับข้อมูลก็จะเป็นหน้าที่ของ DT (Data Transfer Module) ซึ่งโมดูล PI และ DT นี้จะอยู่ทั้งด้านของไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ รูปที่ 5.9 การทำ งานของโปรโตคอล FTP (ที่มา : http://www.slideshare.net/robertholf/rob-1-1-intro-to-web-technalogy) 5.4 โปรโตคอล HTTP (Hyper Text Transport Pratocol) โปรโตคอล HTTP (HyperText Transfer Protocol) เป็นข้อกำ หนดที่ใช้สำ หรับเรียรีกดู เอกสารจากเวิลวิด์ไวด์เว็บว็ซึ่งจัดเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลระหว่าว่งโปรแกรมเบราเซอร์และ เว็บว็เชิร์ฟเวอร์เป็นโปรโตคอลในระดับชั้นโปรแกรมประยุกต์เพื่อการแจกจ่ายและการทำ งานร่วม กันกับสารสนเทศของสื่อผสม


ซึ่ง HTTP เป็นป็มาตรฐานในการร้องขอและการตอบรับการใช้เว็บว็ ไซต์ระหว่าว่งเครื่อรื่ง ลูกข่ายกับเครื่อรื่งแม่ข่าย ผ่านทางเว็บว็เบราว์เว์ซอร์ โปรโตคอล HTTPs (Hypertext Transfer Protocol Seculity) หมายถึง ระบบความปลอดภัยของโปรโตคอล HTTP ที่ใช้สำ หรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่าว่งเครื่อรื่งเครื่อรื่งแม่ข่ายและเครื่อรื่งลูกข่ายที่คิดค้นขึ้นโดยบริษัริษัท Netscape โดย มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความลับของข้อมูลขณะรับส่ง และเพื่อให้แนใจว่าว่ข้อมูลนั้นนั้ถูก รับส่งระหว่าว่งผู้รับและผู้ส่งตามที่ระบุไว้จว้ริงริ รูปที่ 5.10 การทำ งานของโปรโตคอล HTTP (Hyper Text Transport Protocol) (ที่มา : htip://www.logicalposition.com/blog .php?p=122) 5.5 โปรโตลอล UDP (User Datagram Pratocol) โปรโตคอล UDP (User Datagram Protocal) เป็นโปรโตคอลในลำ ดับชั้น ทรานสปอร์ต โดยในส่วนรองของเฮดเดอร์จะประกอบด้วยหมายเลขพอร์ตต้นทางและ ปลายทาง ขนาดความกว้าว้งของข้อมูล และตัวควบคุมข้อผิดพลาด (Checksum) โดยแพ็กเก็ตที่ประกอบขึ้นจาก UDP นี้จะเรียรีกว่าว่ยูสเซอร์ดาต้าแกรม (User Datagram) รูปที่ 5.11 รูปแบบของ UDP datagram (ที่มา : http://www.slideshare.net/noctorousknan/chap-11-udp)


UDP เป็นป็ โปรโตคอลที่ไม่มีการสร้างคอนเน็กชันกับสถานีปลายทางก่อนการส่งข้อมูล ดังนั้นนั้เมื่อมีข้อมูลที่จะส่ง UDP จะดำ เนินการส่งข้อมูลเหล่านั้นนั้ทันที และไม่มีการรับ ประกันถึงข้อมูลที่ส่งว่าว่ ไปถึงปลายทางผู้รับหรือรืไม่ และหากข้อมูลไปไม่ถึงปลายทาง หรือรืเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ลำ ดับชั้นชั้ที่อยู่เหนือกว่าว่จะต้องเป็นป็ผู้ดำ เนินการแก้ไขเอง ซึ่งภายในเฮดเดอร์ของโปรโตคอล UDP ประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. Source Port Address คือ หมายเลขพอร์ตของฝ่าฝ่ยต้นทาง 2. Destination Port Address คือ หมายเลขพยร์ตของฝ่าฝ่ยปลายทาง 3. Total Length คือ ฟิลฟิด์ที่ใช้ระบุความยาวทั้งทั้หมดของยูสเซอร์ดาต้าแกรม มี หน่วยเป็นป็ ไบต์ 4. Checksum คือ ตัวที่ใช้สำ หรับตรวจสอบข้อผิดพลาด ขนาด 16 บิต รูปที่ 5.12 การทำ งานของโปรโตคอล UDP (User Datagram Protocol) (ที่มา : http://cnp3book.info.ucl.ac.be/prutocots/udp.htm)


Click to View FlipBook Version