The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 5 การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับปัจจัยการคลอด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เพียงฟ้า พรมพันธ์, 2021-09-10 14:15:47

บทที่ 5 การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับปัจจัยการคลอด

บทที่ 5 การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับปัจจัยการคลอด

Keywords: บทที่ 5 การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับปัจจัยการคลอด

สารบัญ หน้ า

เรื่อง 1


1.การพยาบาลมารดาและทารกที่มีการคลอดยาก คลอดลำบาก คลอดติดขัด 2
และคลอดเนิ่ นนาน 3
4-5
ความหมาย 6
ชนิ ดของการคลอดยาก 7-20
การจำแนกตามระยะเวลาของการดำเนิ นการคลอด 21
สาเหตุของการคลอดยาก 22
ความผิดปกติของแรงผลักดัน
อาการ และอาการแสดงของการคลอดยาก
การประเมินและการวินิ จฉัยการคลอดยาก

สารบัญ หน้ า

เรื่อง 23


2.ผลกระทบของการคลอดยาก คลอดลำบากคลอดติดขัดและการ
คลอดเนิ่ นนานต่อการดำเนิ นการคลอดผู้คลอด และทารก 23
24-25
ผลกะทบต่อการดำเนิ นการคลอด
ผลกระทบต่อผู้คลอด 26
ผลกระทบต่อทารก 27-36
3.กระบวนการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะคลอดยาก 37-38
4.ข้อวินิ จฉัยการพยาบาล 39-58
5.หลักการพยาบาล 59-62
6.ตัวอย่างแผนการพยาบาล
บรรณานุกรม 63

1.การพยาบาลมารดาและทารกที่มีการคลอดยาก คลอดลำบาก คลอดติดขัด



และคลอดเนิ่ นนาน



การคลอดปกติเป็นกระบวนการที่เกิดตามธรรมชาติ มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่บางครั้งอาจมีบางปัจจัยมาทำให้เกิดความผิดปกติ หรือภาวะแทรกซ้อน ทำให้การ
คลอดไม่สามารถดำเนิ นไปได้ตามปกติ จึงเกิดการคลอดยากและก่อให้เกิดผลกระทบ
รุนแรงทั้งต่อผู้คลอดและทารกในครรภ์

พยาบาลผดุงครรภ์ต้องติดตามประเมินอาการและอาการแสดงของการคลอดยาก
คลอดลำบาก คลอดติดขัด และคลอดเนิ่ นนานได้ถูกต้อง และช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ปลอดภัย

1

ความหมาย

การคลอดยากหรือการคลอดลำบาก (difficult childbirth, abnormal labor, dystocia)
หมายถึง การคลอดที่มีคุณลักษณะไม่เป็นไปตามการคลอดปกติ (dysfunctional labor)
เกิดการคลอดติดขัด หยุดชะงัก(obstructed labor) หรือใช้เวลาการคลอดยาวนาน ล่าช้า
(prolonged labor) คลอดลำบากหรือมีความผิดปกติของการคลอด สิ้นสุดลงโดยต้องได้รับ
การช่วยเหลือ (Cunningham, Leveno, Bloom, Dash, Hoffman, Casey, & et al., 2018)

การคลอดติดขัด (obstructed labour) หมายถึง การคลอดที่ไม่สามารถดำเนิ นต่อไปได้ตาม
ปกติและจำเป็นต้องแก้ไขหากไม่แก้ไขจะคลอดไม่ได้

การคลอดเนิ่ นนาน (prolonged labour) หมายถึง การคลอดยากที่มีการเจ็บครรภ์
คลอดนานกว่า 24ชั่วโมง

2

ชนิ ดของการคลอดยาก

จำแนกตามสาเหตุหรือปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนิ นการคลอด และระยะเวลาของการคลอด
(พรรณี ศิริวรรธนาภา, และธีระ ทองสง,2564)

1. การคลอดยากเนื่ องจากมดลูกหดรัดตัวผิดปกติ (uterine dysfunction)
2. การคลอดยากเนื่ องจากแรงเบ่งน้ อย (poor bearing down effort)
3. การคลอดยากเนื่ องจากหนทางคลอดผิดปกติ (abnormal passages)
4. การคลอดยากเนื่ องจากทารกผิดปกติ (fetal dystocia)
5. การคลอดยากเนื่ องจากศีรษะทารกและช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน
(cephalo pelvic disproportion; CPD)

3

การจำแนกตามระยะเวลาของการดำเนินการคลอด ดังนี้ (Pilliteri, 2014)





1.ความผิดปกติของการคลอดระยะปากมดลูกเปิดช้า (latent-phase disorders) คือ ระยะปาก
มดลูกเปิดช้า นานเกิน 20 ชั่วโมงในครรภ์แรกและ 14 ชั่วโมงในครรภ์หลัง (prolonged latent
phase) มีสาเหตุของความผิดปกติ ที่สำคัญ คือ การวินิ จฉัยผิดเนื่ องจากเป็นการเจ็บครรภ์เตือน
(false labor pain)

2. ความผิดปกติของการคลอด
2.1 การเจ็บครรภ์คลอดที่ช้ากว่าปกติ (protraction disorder)
2.1.1 การเปิดขยายของปากมดลูกในระยะปากมดลูกเปิดเร็วช้ากว่า 1.2 เซนติเมตรต่อชั่วโมง

ในครรภ์แรก และ 1.5 เซนติเมตรต่อชั่วโมงในครรภ์หลัง หรือระยะปากมดลูกเปิดเร็วนานกว่า 12
ชั่วโมงในครรภ์แรกและ 6 ชั่วโมงในครรภ์หลัง (protracted active phase)

2.1.2 ส่วนนำทารกเคลื่อนต่ำลงช้ากว่า 1 เซนติเมตรชั่วโมงในครรภ์แรก และ 2 เซนติเมตร
ต่อชั่วโมงในครรภ์หลัง (prolonged descent)

4

2.2 การเจ็บครรภ์หยุดที่จุดใดจุดหนึ่ ง (arrest disorder)
2.2.1 ปากมดลูกไม่เปิดขยายอีกต่อไป นานเกิน 2 ชั่วโมง (secondary arrest of

dilatation)
2.2.2 ระยะที่ 2 ของการคลอดนานกว่า 3 ชั่วโมงในครรภ์แรก และ 1 ชั่วโมงในครรภ์

หลัง(prolonged deceleration phase)
2.2.3 ส่วนนำทารกไม่มีการเคลื่อนต่ำลง (failure of descent)
2.2.4 ส่วนนำทารกไม่เคลื่อนต่ำลงมาอีกนานเกินกว่า 2 ชั่วโมงในครรภ์แรก และ 1

ชั่วโมงในครรภ์หลัง (arrest of descent

5

สาเหตุของการคลอดยาก

สาเหตุของการคลอดยากอาจมีเพียงหนึ่ ง หรือหลายปัจจัยร่วมกัน (พรรณี ศิริวรรธนาภา,
และธีระ ทองสง., 2564; Cashion, 2014; Cunningham,Leveno, Bloom, Dash, Hoffman,
Casey, & et al., 2018)
1. แรง (power) มาจากแรงจากการหดรัดตัวของมดลูก (uterine contraction, primary
power) และแรงเบ่งของผู้คลอด (bearing down effort, secondary power)

1.1 แรงจากการหดรัดตัวของมดลูก ของกล้ามเนื้ อมดลูกส่วนบนเป็นหลัก ซึ่งการหด
รัดตัวที่มีประสิทธิภาพทำให้การคลอดก้าวหน้ า ต้องมีระยะห่าง (interval of contraction)
สม่ำเสมอ ไม่ถี่ หรือห่างเกินเป็นไปตามความถี่

1.2 แรงเบ่งของผู้คลอด
แรงผลักมีความสำคัญต่อการบาง (effacement) การเปิดขยายของปากมดลูก

(dilation) การเคลื่อนต่ำลงของส่วนนำ (descent) การก้ม (flexion) การหมุนของส่วนนำทารก
ในอุ้งเชิงกราน (internalrotation) ความก้าวหน้ าในระยะที่ 2 ของการคลอด การลอกตัวของรก
และการคลอดรก

6

ความผิดปกติของแรงผลักดัน

1. มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ (uterine dysfunction)
1.1 มดลูกหดรัดตัวน้ อยกว่าปกติ (hypotonic uterine dysfunction or uterine

inertia) เป็นการหดรัดตัวของมดลูกตามปกติ แต่ไม่แรง และไม่ถี่มากพอที่จะทำให้ปาก
มดลูกเปิดขยายได้ในอัตราปกติมักพบในช่วง phase of maximum slope ในระยะปาก
มดลูกเปิดเร็ว และระยะที่ 2 ของการคลอด

ลักษณะที่พบ
- ความนาน (duration) น้ อยกว่า 40 วินาที
- ความถี่ (frequency) น้ อยกว่า 3 ครั้งใน 10 นาที หรือระยะห่าง มากกว่า 3 นาที
- ความแรง (intensity or severity) ระดับน้ อย (+1) หรือปานกลาง (+2) หรือ
แรงดันในถุงน้ าคร่ำน้ อยกว่า 15 มิลลิเมตรปรอท
- ระยะพัก มีแรงดันในถุงน้ าคร่ าน้ อยกว่า 10 มิลลิเมตรปรอท

7

1.2 มดลูกหดรัดตัวมากผิดปกติ (hypertonic uterine dysfunction )
1.2.1 มดลูกหดรัดตัวไม่ประสานกัน (in-coordinated uterine contraction) คือ
มดลูกหดรัดตัวแรง ถี่ แต่ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้ปากมดลูก
เปิดขยายได้
ลักษณะที่พบ
- มดลูกหดรัดตัวแรงมาก แต่ไม่ได้หดรัดตัวแรงที่ยอดมดลูก แต่หดรัดตัวแรงที่ตอน
กลางและตอนล่างของมดลูกมากกว่าแรงดันในถุงน้ำคร่ำ
- ลักษณะการหดตัวไม่ได้เริ่มขึ้นที่มุมของยอดมดลูก (cornu) แล้วแผ่กระจายไปที่
ยอดมดลูกและลงมาที่ตอนล่างของมดลูกเช่นปกติ
- ระยะพัก มดลูกไม่คลายตัวเต็มที่ ผู้คลอดจะรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลา

8

- มดลูกหดรัดตัวไม่สม่ำเสมอคือ ความถี่บางครั้งห่างนาน 5 นาทีหรือมากกว่า แต่บาง
ครั้งถี่ทุก 2-3 นาที ความนานบางครั้งนาน 60-70 วินาทีแต่บางครั้งนานเพียง 10-30
วินาทีเท่านั้ น
- ถ้าเกิดในระยะที่ 2 ของการคลอด แรงหดรัดตัวของมดลูก จะไม่สามารถจะดันทารกให้
เคลื่อนต่ำและทำให้แรงเบ่งไม่มีด้วย

1.2.2 มดลูกหดรัดตัวไม่คลาย (general tonic contraction or Bandl’s ring or
tetaniccontraction) คือ มดลูกหดรัดตัวนานและถี่ ระยะพักสั้น หรือแทบไม่มีระยะพัก
ลักษณะที่พบ
- ความนาน มากกว่า 90 วินาที
- ระยะห่าง น้ อยกว่า 90 วินาที
- ความแรง ระดับมาก (+4)

9

การหดรัดตัวของมดลูกชนิ ดนี้ ต้องระวังอันตราย ที่จะเกิดกับผู้คลอดและทารก
เพราะการคลอดเกิดขึ้นเร็ว จนบางครั้งไม่ทันเตรียมการช่วยเหลือการคลอด
มดลูกหดรัดตัวเป็นวงแหวนบนรอยคอดของทารก (constriction ring) คือ การที่กล้าม
เนื้ อมดลูกส่วนที่เรียงตัวเป็นวงกลม (circular muscle) จะหดรัดตัวไม่คลายเฉพาะที่ จน
เกิดเป็นวงแหวนรอบรอยคอดบนตัวทารกหรือบริเวณซอกคอ ซึ่งเกิดตรงส่วนใดของ
มดลูกก็ได้ แต่ที่พบบ่อย มักเกิดเหนื อปากมดลูก 7-8 เซนติเมตร บางครั้งอาจเกิดภายหลัง
ที่ทารกคลอดแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้เกิดรกค้าง
ลักษณะที่พบมีดังนี้
- มีวงแหวนบนรอยคอดของทารก พบได้โดยการสอดมือเข้าไปในโพรงมดลูกทางช่อง
คลอด คลำพบผนั งมดลูกเป็นวงตึงรัดรอบคอทารกไว้ ทำให้ทารกไม่สามารถเคลื่อนต่ำได้
- มดลูกหดรัดตัวแรง ไม่สม่ำเสมอ ระยะพักสั้น

10

สาเหตุที่ทำให้แรงเบ่งผิดปกติ
- เบ่งไม่ถูกวิธี หรือเบ่งไม่เป็น เนื่ องจากไม่ได้รับการเตรียมเพื่อคลอดอย่างถูกวิธี ไม่มีความ
รู้ในการเบ่งคลอดทำให้เกิดการคลอดเร็ว (ทารกพุ่งออกมา) นอกจากนี้ ท่าของผู้คลอดที่ไม่
เหมาะสมทำให้การเบ่งไม่ได้ผล
- แรงเบ่งไม่มี เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ใช้เวลาในการเจ็บครรภ์คลอดระยะที่ 1 นานเกิน
ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงเบ่ง
- ความพิการของร่างกายและการมีโรคประจำตัว
- ไม่ร่วมมือในการเบ่งคลอด

11

2.หนทางคลอด (passages)

2.1 หนทางคลอดส่วนที่เป็นเนื้ อเยื่ออ่อนผิดปกติ ได้แก่
- การหย่อนของพื้นเชิงกราน (pelvic floor) มีส่วนทำให้ศีรษะทารกไม่ก้ม และไม่หมุนเอา
ส่วนของท้ายทอยมาอยู่ทางด้านหน้ า ทำให้เกิดการคลอดผิดปกติ
- แรงต้านจากช่องคลอดและฝีเย็บ ถ้ามีมากเกินไป จะทำให้การเคลื่อนต่ำลงของส่วนนำใน
ระยะที่ 2 ของการคลอดล่าช้า แต่ถ้าแรงต้านมีน้ อยกว่าปกติจะทำให้คลอดเร็วเฉียบพลันได้
- เนื้ องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ มดลูกคว่ำหลัง คว่ำหน้ า และมดลูกมีผนั งกั้น
- ปากมดลูกแข็ง ตีบ บวม
- มะเร็งปากมดลูก
- ปากช่องคลอดและช่องคลอดตีบแคบ มีก้อนขัดขวางช่องคลอด เช่น ติ่งเนื้ อหงอนไก่
- กระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือมีอุจจาระมาก จะขัดขวางการเคลื่อนต่ำลงของส่วนนำ

12

2.2 กระดูกเชิงกรานผิดปกติ
2.2.1 ขนาดกระดูกเชิงกราน ตามระดับของเชิงกราน
- ช่องเข้าแคบ (inlet contraction) หมายถึงมี diagonal conjugate diameter

น้ อยกว่า 11.5 เซนติเมตร และ transverse diameter น้ อยกว่า 12 เซนติเมตรทำให้ศีรษะทารกไม่
เคลื่อน สู่ช่องเข้าของเชิงกราน มักสิ้นสุดการตั้งครรภ์โดยการผ่าตัดคลอด

- ช่องกลางแคบ (midpelvic contraction) หมายถึงมี interspinous diameter น้ อยกว่า 9
เซนติเมตร ทำให้ระยะที่ 1 และ 2 ของการคลอดล่าช้า ยาวนาน ไม่มีการหมุนของศีรษะ
ทารก(transverse arrest of head) และสิ้นสุดการคลอดด้วยสูติศาสตร์หัตถการ

- ช่องออกแคบ (outlet contraction) หมายถึง intertuberous diameter น้ อยกว่า 8
เซนติเมตร และมุมใต้โค้งกระดูกหัวเหน่ า (subpubic arch) น้ อยกว่า 85 องศา ทำให้คลอดยาก ศีรษะ
ทารกจะถอยกลับขึ้นไปทุกครั้งที่หยุดเบ่ง อาจคลอดปกติได้ หรืออาจต้องช่วยเหลือการคลอดด้วย
สูติศาสตร์หัตถการ

- เชิงกรานแคบทุกส่วน (contracted pelvis)
2.2.2 ลักษณะปุ่มกระดูกที่ยื่นเข้ามาในช่องเชิงกราน เช่น ปุ่มอิสเชียล (ischial spine) ยื่นแหลม
มาก เส้นผ่าศูนย์กลางขวางของช่องกลางแคบ ปุ่มกระดูกก้นกบ (sacrum) ยื่นมาก เส้นผ่าศูนย์กลาง
หน้ าหลังของช่องออกแคบ

13

2.2.3 ลักษณะเชิงกราน ดังภาพ 5-3 ส่งผลต่อการคลอด ดังนี้
- แบบไกนี คอยด์ (gynecoid) เป็นเชิงกรานแบบผู้หญิงจะมีการคลอดปกติ
- แบบแอนโทรปอยด์ (anthropoid) ศีรษะผ่านยาก ส่วนมากทารกอยู่ท่าท้ายทอยอยู่หลัง

(occiput posterior position, OPP) จะใช้สูติศาสตร์หัตถการ เช่น ใช้คีมช่วยคลอด เป็นต้น
- แบบแอนดรอยด์ (android) เป็นเชิงกรานแบบผู้ชาย มักเกิดภาวะศีรษะทารก และ

ช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน ต้องผ่าตัดคลอด
- แบบแพลททีเพลลอยด์ (platypelloid) ช่องเข้าแนวหน้ าหลังแบน และแนวขวางกว้าง

ศีรษะทารกผ่านได้ อาจคลอดปกติได้

ภาพ 5-3 ลักษณะเชิงกรานแต่ละประเภท



14

2.2.4 ความผิดปกติของกระดูกเชิงกราน เช่น กระดูกร้าว หัก พิการแต่กำเนิ ด เป็นโรคติดเชื้อ
ของกระดูกเชิงกราน ข้อสะโพกเคลื่อน โปลิโอ เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เชิงกรานแคบผิดปกติ
- การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ถ้าอายุน้ อยกว่า 18 ปี
- การยืดขยายลำบาก ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี
- การเจริญเติบโตผิดปกติ
- ความพิการของกระดูกสันหลังและขา
- ฮอร์โมนเพศหญิงไม่สมบูรณ์
- อุบัติเหตุต่อกระดูกเชิงกราน และโรค เช่น โรคกระดูกอ่อน

วัณโรคกระดูกเชิงกราน เป็นต้น

15

3. สิ่งที่คลอดออกมา (passengers)

ได้แก่ ทารก รก เยื่อหุ้มทารก และน้ำคร่ำ ซึ่งขนาดของศีรษะ ความกว้างของไหล่ ทรง
(attitude) แนว (lie) ส่วนนำ (presentation) ท่าของทารก (position) และตำแหน่ งการฝัง
ตัวของรกจะมีผลต่อความก้าวหน้ าของการคลอด

3.1 ความผิดปกติด้านทารก ได้แก่
- ทารกอยู่ในแนวเฉียง (oblique lie) หรือท่าขวาง (transverse lie)
- ส่วนนำของทารกที่ไม่ใช่ศีรษะ เช่น ส่วนนำเป็นก้น (breech presentation)

ส่วนนำเป็นไหล่ (shoulder presentation) เป็นต้น

ภาพ 5-4 ส่วนนำผิดปกติ

16

- ท่าของทารกไม่ใช่ท่าท้ายทอยอยู่ด้านหน้ าของเชิงกราน เช่น ทารกท่า
ท้ายทอยเฉียงหลัง ศีรษะทารกไม่ก้มเต็มที่ขณะคลอด ทำให้ยอดศีรษะ (vertex) ไม่ใช่
ส่วนที่อยู่ต่ำสุด เช่น ส่วนนำเป็นศีรษะ (bregma presentation) ส่วนนำเป็นหน้ าผาก
(brow presentation) ส่วนนำเป็นหน้ า (face presentation)
จะใช้เส้นรอบวงของกระดูกกะโหลกศีรษะ OF OM หรือ SMB แทน SOB เข้าสู่ช่อง
เชิงกรานที่มีความกว้างม. เส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้ า-หลัง 9.5 เซนติเมตรตามลำดับ
ทำให้การคลอดล่าช้า

ภาพ 5-5 ท่าทารกผิดปกติ



17

- ขนาดทารกมีรูปร่างใหญ่ผิดปกติ เช่น มีน้ำหนั กมากกว่า 4,000 กรัม (fetal macrosomia)
ทำให้ทารกมีขนาดศีรษะใหญ่ เกิดภาวะศีรษะทารกและช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน

- ทารกในครรภ์มีจำนวนมากกว่า 1 คน อาจต้องผ่าตัดคลอด
- ทารกที่มีอายุครรภ์เกินกำหนด จะมีกะโหลกศีรษะแข็ง เกิดการเกยกัน (molding) ได้น้ อย
- ทารกมีลักษณะผิดปกติ พิการ เช่น ทารกหัวบาตร (hydrocephalus) แฝดตัวติดกัน
(conjointed twins) เป็นต้น
3.2 ความผิดปกติของรก เช่น รกเกาะต่ำ (placenta previa) เป็นต้น มีส่วนขัดขวางหนทางคลอด
3.3 ปริมาณของน้ำคร่ำผิดปกติ เช่น น้ำคร่าน้ อย (oligohydramnios) หรือน้ำคร่ำ
มาก(polyhydramnios) เป็นต้น

ภาพ 5-6 ความสัมพันธ์ของส่วนนำกับช่องเชิงกราน (A=vertex
presentation B=bregma presentation C=brow presentation)

18

4. ภาวะจิตสังคมของผู้คลอด (psychosocial condition) ผู้คลอดที่มีประสบการณ์ต่อการ
คลอดไม่ดีการรับรู้ต่อปัญหาตนเองไม่ถูกต้อง มีรูปแบบการเผชิญปัญหาไม่เหมาะสม มีปัญหา
ทางเศรษฐานะและไม่พร้อมขณะตั้งครรภ์มักจะมีความกลัววิตกกังวลสูง ไม่สามารถเผชิญความ
เจ็บปวดในระยะคลอดได้ ให้ความร่วมมือในการคลอดลดลง ไม่ยอมเบ่งหรือเบ่งไม่ถูกวิธี มีผล
ทำให้มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ และมีแรงเบ่งน้ อย เกิดการคลอดยาวนาน และเกิด
การคลอดล่าช้าได้

5. สภาวะร่างกายของผู้คลอด (physical condition) ลักษณะรูปร่างสัดส่วนของร่างกาย สูง
เตี้ย ตัวเล็ก ความพิการ และที่สำคัญคือ สภาพของผู้คลอด ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่ อยล้าหมด
แรง ขาดน้ำ และภาวะไม่สมดุลของสารน้ำและอิเลคโตรไลต์ เพราะทำให้การหดรัดตัวของ
มดลูกไม่ดี แรงเบ่งคลอดน้ อย ส่งผลให้เกิดการคลอดยาวนาน และเกิดการคลอดล่าช้าได้

ภาพ 5-7 ทรง (attitude) (A=ทรงก้มเต็มที่ ยอดศีรษะ
เป็นส่วนนำ B=ทรงเงยเล็กน้ อย ขม่อมหน้ าเป็นส่วน
นำC=ทรงเงยปานกลาง หน้ าผากเป็นส่วนนำ D=ทรง
เงยเต็มที่ ใบหน้ าเป็นส่วนนำ)

19

6. ปัจจัยอื่นๆ เช่น

6.1 อายุของผู้คลอด จะเกี่ยวข้องกับการยืดหยุ่นของช่องทางคลอด ถ้าอายุน้ อยกว่า 18 ปี

เชิงกรานยังเจริญไม่เต็มที่ จะเสี่ยงต่อภาวะศีรษะทารกและช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน ถ้า

อายุมากกว่า 35 ปี มดลูกอาจหดรัดตัวไม่ประสานกัน พื้นเชิงกรานยืดขยายได้น้ อยอาจคลอด

ล่าช้า

6.2 น้ำหนั ก ภาวะอ้วนหรือน้ำหนั กขึ้นมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ เนื้ อเยื่อพื้น

เชิงกรานจะหนา ยืดขยายยาก อาจคลอดล่าช้า

6.3 ระยะห่างของการมีบุตร ถ้าน้ อยกว่า 1 ปีเสี่ยงต่อการคลอดเร็ว

6.4 การได้ยาระงับปวดหรือยานอนหลับในเวลาและปริมาณที่ไม่เหมาะสม

20

อาการ และอาการแสดงของการคลอดยาก

1. พบก้อนโนจากการคั่งของน้ำใต้หนั งศีรษะทารก (caput succedaneum) ในระยะที่ 1 ของการ
คลอด เมื่อตรวจทางช่องคลอด ก้อนโนเกิดจากศีรษะเคลื่อนลงมากดกับช่องทางคลอด กระดูก
ศีรษะทารกเกยกันมากกว่าปกติ (mark molding) เนื่ องจากถูกบีบจากช่องทางคลอด
2. น้ำคร่ำมีขี้เทาปน ในรายที่ทารกขาดออกซิเจนนาน
3. อัตราการเต้นหัวใจทารกผิดปกติ (น้ อยกว่า 110 ครั้ง/นาที หรือมากกว่า 160 ครั้ง/นาที)
4. มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ
5. การคลอดไม่ก้าวหน้ า
6. ถุงน้ำคร่ำแตก หรือรั่วก่อนที่จะเข้าสู่ระยะคลอด น้ำคร่ำแห้ง (dry labor)
7. ปากมดลูกบวม (incarcerated cervix) เนื่ องจากส่วนน าของทารกมากด
8. ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกตัวโต

21

การประเมินและการวินิ จฉั ยการคลอดยาก

1.การตรวจคัดกรอง โดยการให้คำแนะนำและการดูแลที่ดีในช่วงตั้งครรภ์
2.จำแนกภาวะเจ็บครรภ์เตือนได้ เพื่อการวินิ จฉัยการเข้าสู่ระยะเจ็บครรภ์คลอดจริง
3.สังเกตและบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก โดยการจับการหดรัดตัวของมดลูก สังเกต
ความนาน ระยะห่าง และความแรงของการหดรัดตัวของมดลูก
4.การใช้กราฟการคลอดพาร์โทกราฟ (partograph) หรือ ฟรีดแมน (Friedman curve)
เป็นเครื่องมือในการประเมินความก้าวหน้ าของการดำเนิ นการคลอด
5.ดูแลสภาวะและสุขภาพของผู้คลอดและทารกในครรภ์ ได้แก่ V/S ท่าทาง ความเจ็บป่วย
การปัสสาวะ อัตราการเต้นของหัวใจทารก และลักษณะของน้ำคร่ำ
6.ให้การดูแลการคลอดแบตื่นตัว (active management of labor) เพื่อให้การคลอดสิ้นสุด
ภายใน 12 ชั่วโมง

22

2.ผลกระทบของการคลอดยาก คลอดลำบากคลอดติดขัดและการคลอด
เนิ่ นนานต่อการดำเนินการคลอดผู้คลอด และทารก



ผลกะทบต่อการดำเนิ นการคลอด

ทำให้การคลอดในระยะที่ 1 และ 2 เกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามกราฟเฝ้า
คลอดมีผลให้เกิดการคลอดที่ล่าช้าและยาวนานกว่าปกติ หรือมีการชักงันของ
การคลอด หรือการคลอดเฉียบพลัน (Precipitate labor and delivery)

23

ผลกระทบต่อผู้คลอด

1.ภาวะเครียด ความเหนื่ อยล้า ภาวะคับขัน (Maternal distress) และหมดแรง
2.เกิด Dehydration ภาวการณ์ขาดน้ำ และ Electrolyte imbalance ภาวะไม่สมดุล
ของเกลือแร่
3.เกิด Ketoacidosis ภาวะเลือดเป็นกรด
4.Hypoglycemia ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง
5.Intrapartal infection การติดเชื้อจากน้ำเดินเป็นเวลานาน การตรวจทางช่อง
คลอดบ่อย การทำหัตถการต่างๆ ในโพรงมดลูกหรือช่องคลอด
6.Birth canal trauma การบาดเจ็บต่อหนทางคลอด เช่น มดลูกแตก หนทางการ
คลอดฉี กขาด
7.Hemorrhage ตกเลือด จากมดลูกแตก หนทางคลอดฉีกขาด การหดรัดตัวของ
มดลูกไม่ดี

24

ผลกระทบต่อผู้คลอด

8.ความเสี่ยงจาการทำสูติศาสตร์หัตถการ และการให้ยาระงับความรู้สึก หรือการให้
ยาสลบที่ต้องให้ร่วมเมื่อทำสูติศาสตร์หัตถการ
9.ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น genital fistula
10.ผลด้านจิตใจ (psychological complication) เช่นเกิดความฝั่ งใจที่ไม่ดีในการ
คลอด
11.เสียชีวิตจากการตกเลือด ติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ภาวะน้ำ
คร่ำอุดตันหลอดเลือด

25

ผลกระทบต่อทารก

1. Fetal distress ภาวะคับขันจากการขาดออกซิเจนนานเนื่ องจากมดลูกหดรัดตัวนานหรือ
แรงผิดปกติทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลไปยังมดลูกลดลง (utero placental insuffi ciency) จาก
สายสะดือพลัดต่ำ สายสะดือถูกกด หรือน้ำคร่ำน้ อยลง
2. การสำลักน้ำคร่ำ
3. การติดเชื้อของทารกในทางเดินหายใจ สะดือ ตา และหู จากภาวะเยื่อหุ้มทารกอักเสบ
4. Birth injury การบอดเจ็บจากการคลอด
5. ภาวะแทรกซ้อนในระยะแรกคลอด (neonatal complication)
การตายของทารกปริกำหนด (perinatal death, stillbirth, neonatal death) จากการขาด
ออกซิเจน การติดเชื้อ อวัยวะต่างๆมีการบาดเจ็บ

26

3.กระบวนการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะคลอดยาก

การซักประวัติ
1.ประวัติเกี่ยวกับการเจ็บครรภ์คลอด
1.1 ลักษณะการเจ็บครรภ์ เวลาที่เจ็บครรภ์จริง ระยะเวลาของการเจ็บ
ครรภ์ความถี่และความรุนแรงของการเจ็บครรภ์
1.2 อาการอื่นๆ เช่น การมีมูกเลือด น้ำเดิน สี กลิ่น การคลื่นไส้อาเจียน
ท้องเสีย มีไข้ ฯลฯ
1.3 สังเกตการณ์ตอบสนองต่อการเจ็บครรภ์คลอด

27

2.ปัจจัยเสี่ ยงต่อการเกอดภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด
2.1 ภาวะเสี่ยงของผู้คลอด เช่น อายุ การสูบบุหรี่ และภาวะทุพโภชนาการ
2.2 ประวัติการตั้งครรภ์ในอดีต เช่น การคลอด 5 ครั้ง อายุครรภ์ ประวัตการ
คลอดยาก การคลอดเร็ว
2.3 ประวัติการตั้งครรภ์ปัจจุบัน ได้แก่ ความผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อน ทารกท่า
ผิดปกติ
2.4 ประวัติการเจ็บป่วย ได้แก่ ภาวะเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง การ
ผ่าตัดในช่องท้อง การได้รับอุบัติเหตุต่างๆต่อกระดูเชิงกราน
2.5 ภาวะเสี่ยงของครอบครัว

28

การตรวจร่างกาย
1.ตรวจสภาพร่างกายทั่วไป เช่น การประเมินสัญญาณชีพ เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ ติดเชื้อ
การชั่งน้ำหนั ก วัดความสูง สังเกตท่าเดิน สีหน้ า สภาพจิตใจ และการตรวจดูปัสสาวะต้อง
ทำให้ว่างเสมอ
2.การตรวจครรภ์
2.1การดู
2.1.1ขนาดของท้องใหญ่/เล็กผิดปกติ ให้สัมพันธ์กับอายุครรภ์
2.1.2ลักษณะกล้ามเนื้ อหน้ าท้องหากมีกล้ามเนื้ อที่แยกจะทำให้เกิดแรงเบ่งที่ไม่ดี
2.1.3ลักษณะของมดลูกเพื่อดูทารกว่าอยู่แนวขวางหรือแนวเฉี ยงหรือแนวยาว
2.1.4สังเกตบริเวณเหนื อหัวหน่ าว หากท้องน้ อยเหนื อหัวหน่ าวนูนทารกมีท่าท้ายทอยอยู่ด้าน
หน้ า และแบนราบในท่าท้ายทอยอยู่ด้านหลัง

29

2.2การคลำ
ตรวจสภาพหน้ าท้องโดยวิธีของ ลีโอโพลด์ เพื่อคลำขนาด จำนวนทารก ท่าและทรงของ
ทารกในครรภ์
2.2.1 ประเมินการเคลื่อนต่ำของส่วนนำจากส่วนต่ำสุดของกะโหลกศีรษะ ด้วยวิธีลีโอโพ
ลด์วิธีที่3และ4 Head- Fitting test ดังภาพ

30

2.2.2ประเมินการหมุนของส่ วนนำ
2.2.3คาดคะเนน้ำหนั กของทารกในครรภ์
2.2.4ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก ความนาน ระยะห่าง ความแรง ความ
สม่ำเสมอ การเกิดวงแหวนบนรอยคอดของทารก ( Bandl’ring และ
constriction ring ) ประเมินทุก 2-4ชั่วโมง ประเมินปากมดลูกเปิดช้าทุก 30-60
นาที ในระยะปากมดลูกเปิดเร็วประเมินทุก 15 นาที
2.3 การฟังเสียงหัวใจทารก นั บจำนวนครั้งและความสม่ำเสมอ เพื่อประเมิน
ภาวะคับขันและตำแหน่ งหัวของทารก
1.การตรวจอวัยวะสื บพันธุ์ภายนอก
1.1การกระจายของขนบริเวณอวัยวะสื บพันธ์
1.2ลักษณะอวัยวะสื บพันธุ์ภายนอก
1.3สิ่ งคัดหลั่งทางช่องคลอด

31

2.การตรวจทางช่องคลอด เพื่อประเมินสภาพปากมดลูก ลักษณะส่วนนำ ท่า
ทรง และระดับส่วนนำ สภาพของถุงน้ำคร่ำ และความกว้างของเชิงกราย
2.1สภาพของปากมดลูก
2.1.1ตรวจความนุ่ มหรือแข็งตึง เพื่อประเมินความพร้อมต่อการคลอด อาจจะ
พบมดลูกบวม ตรวจการเปิดขยายและความบางเพื่อประเมินความก้าวหน้ า
ของการคลอด
2.1.2ศีรษะมีก้อนโนขนาดใหญ่ และมีการเกยกันมาก พบได้ในระยะที่มีการ
คลอดยาวนาน
2.2สภาพของถุงน้ำคร่ำ ยังมีถุงน้ำคร่ำ (membranes intact:MI) ถุงน้ำคร่ำ
รั่ว (membranesleak : MI) ถุงน้ำคร่ำแตก (membranes ruptured : MR)
สังเกตกลิ่น สี จำนวนและตรวจเฟิร์นเทสต์

32

2.3การตรวจความกว้างของเชิงกราน
2.3.1ช่องเข้า (pelvic inlet)
ดูรูปร่าง เส้นผ่านศูนย์กลางแนวหน้ าหลัง ( anteroposterior diameter)
ที่คำนวณ true conjugate diameter และ obstetrical conjugate
diameter จาก disgonal conjugate diameter ดังภาพ
-การมี engagement ของศีรษะทารก

33

4.3.2 ช่องเชิงกราน (mid pelvis)
- การยื่น ความแหลมของปุ่มอิเชียล (ischial spines) ถ้าคลำได้ชัดเจนเป็นปุ่ม

แหลมหรือเป็นจงอย
- ความโค้งผนั งด้านข้างของช่องเชิงกราน ควรคลำได้โค้งออก และไม่นูน

หรือสอบเข้าหา spines
- กระดูกก้นกบ ถ้าลาดตรง แสดงว่าสภาพภายในช่องเชิงกรานแคบกว่าปกติ

และถ้ามีความโค้งมาก ทางออกของช่องเชิงกรานจะเล็กกว่าปกติ จากสภาพส่วน
หลังของช่องเชิงกรานสั้ นกว่าปกติและความกว้างของความเอียงลาดของรอยต่อ
กระดูกหัวหน่ าว

- วัดระยะระหว่างปุ่มอิลเชียล (intertuberous diameter) โดยคว่ำกำปั้ นมือ
ดันเข้าไประหว่างขอบใน และส่วนล่างของอิลเชียล ทูเบอร์โรซิตี้ ทั้งสองข้าง

ภาพ 5-10 การตรวจ intertuberous diameter
ที่มา. From http://www.fpnotebook.com/
ob/exam/Plvmtry.htm

34

4.3.3 ช่องออก (pelvic outlet)
- การเคลื่อนไหวข้อต่อระหว่างกระดูกก้นกบกับกระดูกปลายก้นกบ

(sacrococcygeal joint)
- วัดเส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้ าหลัง (anteroposterior diameter) ที่วัดจาก

ปลายกระดูกก้นกบถึงขอบล่างของรอยต่อกระดูกหัวหน่ าว
- วัดมุมใต้โค้งกระดูกหัวหน่ าว จับมือและกางนิ้ วหัวแม่มือออกแตะฝ่ามือทั้ง

สองลง ที่บริเวณก้นผู้คลอด ให้ด้านในของนิ้ วหัวแม่มือทาบไปกับขอบในของ
ischiopubic rami สังเกตมุมระหว่างนิ้ วหัวแม่มือ (ปกติมากกว่า 85 องศา) หรือหงาย
นิ้ วมือขึ้นและสอดเข้าไปที่บริเวณใต้รอยต่อ โดยให้นิ้ วมือแนบกับขอบล่างของรอย
ต่อกระดูกหัวหน่ าว ถ้า 3 นิ้ วมือเรียงกันได้โดยที่นิ้ วมือไม่เกยกันแสดงว่าปกติ

ภาพ 5-11 การตรวจ subpubic arch
ที่มา. From http://baobao.sohu.com/
s2011/9892/s316193069/

35

5. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
6. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

6.1 การตรวจหาโปรตีนน้ำตาลในปัสสาวะ
6.2 ตรวจดูความเข้มข้นของเลือด เพื่อประเมินภาวะซีดการติดเชื้อ
6.3 ตรวจเลือดดูอิเลคโตรไลท์กรณีที่ผู้คลอดอยู่ในภาวะคับขัน
7. ตรวจน้ำคร่ำ
7.1 ไนตราซีนเทสต์ น้ำคร่ำจะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสเป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน
(green-blue)
7.2 เฟริ์นเทสต์จะพบผลึกรูปในเฟิร์น

36

4.ข้อวินิ จฉั ยการพยาบาล

ข้อวินิ จฉัยทางการพยาบาลที่พบในผู้คลอดที่มีภาวะคลอดยากบ่อย ได้แก่ (ศิริวรรณ แสงอินทร์,
2558; Green, & Wilkinson, 2004)
1. มีโอกาสเกิดการคลอดยาวนาน หรือเจ็บครรภ์ยาวนาน
2. มีโอกาสเกิดการคลอดติดขัด
3. ผู้คลอดและทารกมีโอกาสเกิดอันตรายจากการคลอดยาวนาน การคลอดยาก และการคลอดติดขัด
เนื่ องจากทารกมีใบหน้ าเป็นส่วนนำและคางอยู่ด้านหลังของช่องเชิงกราน
4. ผู้คลอดและทารกอาจติดเชื้อ เนื่ องจากถุงน้ำคร่ำแตกอยู่นานก่อนคลอด
5. เสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอด เนื่ องจากมดลูกหดรัดตัวน้ อยกว่าปกติตั้งแต่ในระยะคลอด
6. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไม่สมดุลของน้ำและอิเลคโตรไลท์ เนื่ องจากได้รับอาหารและน้ำไม่เพียงพอ
7. เกิดภาวะสารน้ำเป็นพิษจากการให้ออกซิโทซินปริมาณที่มาก เป็นเวลานาน

37

8. ไม่สุขสบายจากการเจ็บครรภ์มาก เนื่ องจากมดลูกหดรัดตัวไม่คลาย มีการคลอดติดขัด
จากมดลูกหดรัดตัวเป็นวงแหวนบนรอยคอดของทารก หรือจากการกดถูกกดของสาย
สะดือ หรือน้ำคร่ำน้ อย หรือจากสายสะดือพลัดต่ำ เนื่ องจากส่วนนำไม่กระชับกับช่อง
เชิงกราน
9. ทารกเสี่ยงต่อการเกิดบาดเจ็บ เนื่ องจากการคลอดยาก หรือการคลอดติดขัด หรือจาก
การช่วยคลอด
10. กลไกการเผชิญกับภาวะเครียดของผู้คลอดไม่เหมาะสม เนื่ องจากหมดกำลังใจในการ
เผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในระยะคลอด หรือขาดแรงสนั บสนุนทางสังคม หรือใช้เวลา
ในการคลอดนาน หรือเผชิญภาวะเจ็บปวดนาน

38

5.หลักการพยาบาล



1. การป้องกันมดลูกหดรัดตัวผิดปกติ
1.1 แนะนำผู้คลอดไม่ให้กลั้นปัสสาวะ ตรวจดูกระเพาะปัสสาวะทุก 2-4 ชั่วโมง หากปัสสาวะ

เองไม่ได้ ก็ให้สวน
1.2 กระตุ้นผู้คลอดให้ลุกเดิน เปลี่ยนท่านอนเป็นท่านอนศีรษะและลำตัวสูง
1.3 ให้สารน้ำและอาหารเพียงพอ
1.4 ส่งเสริมความสุขสบาย
1.5 ให้ใช้เทคนิ คการหายใจ เพ่งจุดสนใจ ลูบหน้ าท้อง และการผ่อนคลายกล้ามเนื้ อ
1.6 ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกอย่างระมัดระวัง และติดตามประเมินอย่างใกล้ชิด
1.7 อธิบายความก้าวหน้ าของการคลอด สภาวะของภาวะเสี่ยง ความผิดปกติ แนวทางการช่วย

เหลือ แผนการรักษา และแนะนำการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
1.8 สนั บสนุนประคับประคองจิตใจ และอารมณ์ของผู้คลอดและครอบครัว

39

2. การพยาบาลผู้คลอดในระยะคลอด
2.1 ประเมิน ติดตาม และตรวจการหดรัดตัวของมดลูกให้เป็นไปตามการหดรัดตัวในภาวะปกติ
2.2 ตรวจทางช่องคลอดทุก 4 ชั่วโมงในระยะปากมดลูกเปิดช้า
2.3 การให้ออกซิโทซินต้องปรับจำนวนหยดให้สอดคล้องกับการหดรัดตัวของมดลูก
2.4 ถ้ากระเพาะปัสสาวะเต็ม กระตุ้นให้ถ่ายปัสสาวะด้วยตนเองก่อน และสวนปัสสาวะทิ้งหาก

ปัสสาวะเองไม่ได้
2.5 ให้ยาลดปวดตามแผนการรักษาของแพทย์
2.6 ดูแลให้ได้รับสารน้ำและอาหาร
2.7 สอนเบ่งที่ถูกวิธี
2.8 ให้ผู้คลอดเบ่งเมื่อปากมดลูกเปิดหมด มดลูกหดรัดตัว และรู้สึกอยากเบ่ง
2.9 เปิดโอกาสให้ผู้คลอดซักถามข้อสงสัยและควรให้ความรู้เกี่ยวกับการคาดคะเนเวลาคลอด

กระบวนการคลอด และบอกความก้าวหน้ าของการคลอดให้ผู้คลอดทราบทุกระยะ
2.10 ดูแลความสุขสบายของผู้คลอด ในทุกระยะของการคลอด

40

3. การพยาบาลผู้คลอดที่มีการหดรัดตัวของมดลูกผิดปกติ
3.1 ติดตามประเมินการเข้าสู่ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว
3.2 กระตุ้นผู้คลอดลุกเดิน เปลี่ยนท่านอนเป็นท่านอนศีรษะสูงหรือนอนตะแคง
3.3 กระตุ้นให้ผู้คลอดถ่ายปัสสาวะ ไม่กลั้นปัสสาวะ
3.4 ให้สารน้ำและอาหารเพียงพอ
3.5 ให้ได้รับการพักผ่อน
3.6 ช่วยแพทย์เจาะเจาะถุงน้ำทูนหัว ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ตาม

แผนการรักษา
3.7 ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่ อง
3.8 สังเกตอาการเตือนของภาวะมดลูกใกล้แตก ได้แก่ ปวดท้องมาก มดลูกแข็ง

ตึงตลอดเวลา แตะบริเวณส่วนล่างมดลูกไม่ได้ และพบวงแหวนระหว่างมดลูกส่วนบน
กับส่ วนล่างสูงเกือบถึงระดับสะดือ

41

3.9 ติดตามประเมินอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ เพื่อสังเกตภาวะทารกใน
ครรภ์ขาดออกซิเจน

3.10 ดูแลบรรเทาอาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูก
3.11 อธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการคลอด แผนการรักษา และการ
พยาบาล เพื่อให้เกิดการ รับรู้ที่ถูกต้อง เกิดความมั่นใจและเกิดความปลอดภัยในการ
คลอด
3.12 ประเมินลักษณะความรุนแรงความปวด เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที
3.13 ประคับประคองด้านจิตใจ อยู่ใกล้ชิดให้ก˚าลังใจ และพูดปลอบโยน
3.14 ดูแลความสุขสบายทั่วไป
3.15 ส่งเสริมให้ใช้เทคนิ คการผ่อนคลาย เช่น การหายใจ เป็นต้น
3.16 กระตุ้นผิวหนั งด้วยการนวด ลูบ คลึงเบา ๆ บริเวณที่ปวด

42

4. การพยาบาลผู้คลอดที่มีแรงเบ่งผิดปกติ
4.1 สร้างสัมพันธภาพ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ และความร่วมมือในการดูแลรักษา
4.2 ให้ข้อมูลความก้าวหน้ าของการคลอด การเบ่งคลอดที่ถูกวิธี และแนวทางการช่วย

เหลือของ แพทย์ เพื่อให้ผู้คลอดเข้าใจ ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือ และเกิดความมั่นใจ
ไว้วางใจ

4.3 ไม่ให้ผู้คลอดเบ่งก่อนเวลา โดยให้หายใจแบบเร็วตื้น และเป่าออกเพื่อลดลมเบ่ง
4.4 ให้สารน้ำและอาหารเพียงพอ
4.5 ประเมินแรงเบ่ง และส่งเสริมให้เบ่งคลอดอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วย
ให้ส่วนนำเคลื่อนต่ำ ศีรษะก้มและหมุนภายในช่องทางคลอดเป็นไปตามปกติ
4.6 กรณีผู้คลอดเบ่งไม่ถูกวิธี อธิบายให้ผู้คลอดทราบ พร้อมสอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

43

4.7 ดูแลความสุขสบาย โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามใบหน้ า คอและแขน ช่วยนวด
ต้นขา เพื่อป้องกันอาการตะคริวและปวดเมื่อย ให้พักผ่อนเต็มที่ช่วงมดลูกคลายตัว ถ้าไม่
จำเป็นไม่ควรถามข้อมูลต่าง ๆ และไม่ส่งเสียงดังหรือพูดคุยรบกวน

4.8 ให้กำลังใจ แสดงความเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของผู้คลอด อธิบาย
สาเหตุความเจ็บปวด ให้เข้าใจด้วยคำอธิบายสั้น ๆ เข้าใจง่าย

4.9 ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกทุก 15 นาที ดูแลให้มดลูกมีการหดรัดตัวเป็น
ไปตามปกติ เพราะ ถ้ามดลูกหดรัดตัวไม่ดีจะท˚าให้แรงเบ่งน้ อย

4.10 ติดตามประเมินความก้าวหน้ าของการคลอด และสภาวะทารกในครรภ์เป็น
ระยะอย่างต่อเนื่ อง

44

5. การพยาบาลผู้คลอดที่ทารกผิดปกติ
5.1 ประเมินสภาวะทารก โดยตรวจครรภ์ ฟังเสียงหัวใจทารกในระยะปาก

มดลูกเปิดช้าทุก 2-4 ชั่วโมง ระยะปากมดลูกเปิดเร็วทุก 30-60 นาที ระยะที่ 2 ของ
การคลอดทุกครั้งที่มดลูกคลายตัว และทันทีที่ ถุงน้ำคร่ำแตก

5.2 ให้ออกซิเจนแคนนูลา 4 ลิตร/นาที ถ้าอัตราการเต้นหัวใจทารกผิดปกติ
พบขี้เทาในน้ำคร่ำ และทารกดิ้นน้ อยลง

5.3 ดูแลให้มดลูกหดรัดตัวดี และติดตามประเมินความก้าวหน้ าของการคลอด
5.4 จัดท่านอนศีรษะสูงให้ผู้คลอดสุขสบาย และทารกหมุนได้ง่าย
5.5 ให้นอนพัก
5.6 ให้สารน้ำและอาหารเพียงพอ
5.7 ดูแลความสุขสบาย
5.8 ให้กำลังใจเพื่อลดความวิตกกังวลกลัว
5.9 รายงานแพทย์พิจารณาวิธีช่วยเหลือการคลอด หากพบกระบวนการคลอด
ติดขัด ล่าช้า

45

6. การพยาบาลผู้คลอดมีภาวะคลอดไหล่ยาก
6.1 รีบขอความช่วยเหลือจากแพทย์ เรียกทีมช่วยเหลือ ตามกุมารแพทย์และ

วิสั ญญีแพทย์
6.2 สวนปัสสาวะ
6.3 ตัดฝีเย็บให้กว้างมากขึ้น และฉีดยาชาให้เพียงพอ
6.4 ใช้ลูกยางแดงดูดเมือกในปากและจมูกทารก
6.5 ลองดึงศีรษะทารกลงล่างอีกครั้ง
6.6 ให้ผู้คลอดเบ่งขณะมดลูกหดรัดตัว
6.7 ให้การช่วยเหลือดูแลขณะแพทย์ทำการช่วยคลอดทารก

46

วิธีการช่วยคลอดไหล่ติด

- การใช้กำปั้ นกดเหนื อหัวหน่ าวตรงๆ หรือกดด้านข้าง (suprapubic pressure) และผลัก
ไหล่ไปทางหน้ าทารกพร้อมๆ กับแพทย์ผู้ทาคลอดดึงศีรษะทารกลงล่าง
- การยกขาผู้คลอดทั้ง 2 ข้าง งอพับข้อสะโพกและข้อเข่า ให้หัวเข่าชิดหน้ าท้องมากที่สุด
(McRoberts’ maneuver)

ภาพแสดง ท่า McRoberts’ maneuver



47


Click to View FlipBook Version