The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Email: [email protected])

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-03-02 10:27:32

ใบงานที่ 5 เด็กพิเศษกับบทบาทนักสังคมสงเคราะห์

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Email: [email protected])

ใบงานท่ี 5 เด็กพิเศษกับบทบาทนักสังคมทสงเคราะห์

วิชา นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ (ดค.362)

อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์

ใบงานที่ 5 เด็กพิเศษกับบทบาทนักสังคมทสงเคราะห์

วิชา นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ (ดค.362)

อาจารย์ผ้สู อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์

สารบัญ

เรอื่ ง 6105490020 หนา้
6105490038
1. ธนวรรณ จันทร์ยงค์ 6105610411 1-4
2. วณชิ ญา บญุ วาที 6105610536 5-8
3. ธมี า จติ รเพียรค้า 6105610692 9 - 12
4. กุลนนั ท์ บุญเฉลียว 6105610700 13 - 14
5. ชญานนท์ ครองราชย์ 6105680117 15 - 16
6. ชไมธร จิตม่นั 6105680166
7. ธวัชชัย กลู หลกั 6105680182 17
8. ธนปรัชญ์ เมืองพวน 6105680356 18 – 19
9. เบญจวรรณ อทุ ธิยา 6105680406 20 – 22
10. ฐิตาพร แอนกาํ โภชน์ 6105680604 23 – 26
11. ผกามาศ กนั ทรประเสริฐ 6105680844 27 – 28
12. นชิ านนั ท์ เปียสัมประทวน 6105680919 29 - 31
13. ร่มฉตั ร โนรี 6105680927 32 - 35
14. ศศิภา แยม้ บุบผา 6105681420 36 - 39
15. ศศิกานต์ โค้ววิลยั แสง 6105681438 40 – 41
16. รตมิ า แก้วจอ้ น 6105681628 42 - 43
17. สุธดิ า หนวู ัน 6105681636 44 - 45
18. มนต์ธชั จิตกลาง 6105681644 46 - 47
19. จริ ภทั ร ไกรนรา 6105681719 48 - 50
20. คัธรินทร์ บัวทอง 6105681750 51 – 52
21. ฟา้ ประดับดาว สุวรรณคร 6208680279 53 – 55
22. ปานตะวนั เฝา้ ด่าน 56 – 59
23. ศรุตา เขยี วผิว 60 - 62
63 - 64

จากการฟังการบรรยาย หัวข้อ : นักสังคมสงเคราะห์กับการประเมินเด็กพิเศษกลุ่มต่าง ๆ
โดยคุณณัฐวดี ณ มโนรมย์ วันท่ี 22 กุมภาพันธ์ 2564 โดยให้นักศึกษาจําข้อมูลจากใบงานท่ี 3 และ 4
ประกอบการทํางานดังน้ี

1. นําเสนอบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิเศษ(กลุ่มท่ีนักศึกษาเลือก / สนใจ
ศึกษา และมีข้อมลู ประกอบการพิจารณาในการปฏิบตั ิงานในฐานะนักสังคมสงเคราะห)์

การประเมินแรกรับ การเตรียมความพรอ้ ม
และการใหค้ ําปรึกษาแก่ครอบครวั

การคน้ หาขอ้ เทจ็ จรงิ ปัจจยั ดา้ นครอบครวั และสังคม
การประเมินเด็กและครอบครวั
การติดตาม พัฒนาการ
หลังการเข้ารบั การรักษา

2. ระบุกลุ่มเด็กท่ีสนใจศึกษามาประกอบการทําความเข้าใจ ประกอบการนําเสนอบทบาทนักสังคม
สงเคราะหค์ ร้งั น้ดี ว้ ย

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ธนวรรณ จันทร์ยงค์ 6105490020

นกั สังคมสงเคราะห์กับการประเมนิ เด็กพิเศษกล่มุ ต่าง ๆ

กลุ่มเปา้ หมาย Dysgraphia บกพร่องทางการเขยี น

Dysgraphia เป็นความบกพร่องทางการเรียนรู้ทีมีปัญหาเก่ียวกับการเขียน เป็นความ
ผิดปกติทางระบบประสาทท่ีอาจผลต่อเด็กหรือผู้ใหญ่ นอกเหนือจากการเขียนคําได้ยาก อ่านได้ยาก
แล้ว ผ้ทู ม่ี ีปัญหาทาง Dysgraphia มกั จะใช้คาํ ผิดในสิ่งท่พี วกเขาพยายามทจ่ี ะส่ือสารอีกดว้ ย

บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์
การประเมินแรกรับ

การสอบถาม สังเกตพฤติกรรมอาการของเด็กว่ามีท่าทีอย่างไร แสดงอาการเช่นไร บางคร้ัง
ในเด็กท่ีมีลักษณะอาการท่ีคลุมเครืออาจจะให้ผู้ปกครองทําแบบสอบถาม KUSSI Rating Scales
เพ่ือประเมินความเป็นไปได้ของอาการท่ีเกิดข้ึน เพื่อประเมินเด็กในเบ้ืองต้นน่ันเอง รวมไปถึงพู ดคุย
กบั เด็ก ถงึ อาการของเด็กในเบ้อื งตน้ การรับร้วู ่าตนน้นั มคี วามผดิ ปกติเกดิ ขน้ึ ในร่างกายมากแคไ่ หน

สอบถามสิทธิในการรักษาพยาบาล เพ่ือคุ้มครองค่าใช้จ่ายของเขา หรือช้ีแจงถึงหน่วยงาน
ต่าง ๆ ท่รี บั ผดิ ชอบหรอื การพบแพทยท์ เ่ี ปน็ ตวั เลอื กให้แกผ่ ู้ปกครองทไ่ี ด้รบั ทราบและตัดสินใจ

การค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ
เด็ก จากการสังเกตพฤติกรรม การพู ดคุยสอบถามว่าเด็กมีความรู้ตัวไหมว่าเกิดสิ่งผิดปกติ

กับตนเอง หรือสิ่งท่ีเขากําลังเป็นอยู่คืออะไร และเป็นปัญหาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจําวันมากน้อย
เพียงใก เผ่ือความแน่ชัดในอาการบกพร่องทางการเขียนอาจจะทดสอบให้เด็กได้ลองเขียนช่ือตนเอง
ช่ือพ่อแม่ หรือคําศัพท์ต่าง ๆ เพ่ือให้แน่ชัดว่าในข้ันตอนถัดไป หรือการพบแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้
แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากข้ึน รวมไปถึงการพู ดคุยถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว ความสนิทสนมชิด
เช้อื ของสมาชกิ ภายในครอบครัว

ผู้ปกครอง ถามถึงอาการท่ีผู้ปกครองได้รับทราบ ระยะเวลาของอาการท่ีเกิดข้ึนกับตัวเด็ก
ต้ังแต่ท่ีผู้ปกครองผิดสังเกต ความกังวลใจท่ีจะเกิดข้ึน ความต้องการของผู้ปกครองท่ีต้องการรักษา
ลูกของตน หรือถามถึงความคิดเห็นต่ออาการบกพร่องทางการเขียนท่ีลูกเป็นของผู้ปกครอง รวมไป
ถึงการถามความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาว่าไหวหรือไม่ และรวมไปถึงการแจ้ง
ให้ทราบถึงลักษณะอาการเบ้ืองต้น แนวโน้มความเส่ียงท่ีอาจเกิดข้ึนได้ของโรคท่ีเด็กเป็น (ในกรณีท่ี
อาการชัดเจน) ความเป็นไปได้ในลักษณะอาการท่ีจะเป็นโรคบกพร่องหรือความผิดปกติในส่วนอ่ืน ๆ
(ในกรณีอาการไมช่ ดั เจน และต้องได้รบั การวินิจฉยั จากแพทยผ์ ู้เช่ยี วชาญ)

1

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

โรงเรียน การใช้แบบประเมินเด็ก KUSSI Rating Scales แบบคัดกรองบุคคลท่ีมีความ
บกพร่องทางการเรียนรู้ (ท้ังประถมศึกษาและมัธยมศึกษา) การพู ดคุยกับครูประจําช้ัน ครูประจําวิชา
ถึงความผิดปกตขิ องเดก็ ท่เี กิดข้นึ ระยะเวลาท่เี กดิ ความผดิ สังเกต ความหนักเบาของอาการทเ่ี กิดขน้ึ

นอกจากน้ัน แนะนําถึงเคร่ืองมือลักษณะอาการของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนกับตัวเด็ก ส่ิงท่ีต้องระวังมากเป็นพิเศษและสิ่งท่ีต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ
ความเป็นไปได้ในการท่ีจะปรับเปล่ียนรูปแบบการเรียนการสอนท่ีจะสามารถเข้ากับตัวเด็กท่ีลักษณะ
อาการบกพร่องทางการเขียน หรือการเรียนรู้ได้มากท่ีสุด และให้ทางโรงเรียนเห็นความสําคัญของ
การประเมินถึงลักษณะอาการของโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ย่ิงรู้เร็ว ก็ย่ิงสามารถรักษาได้ไวมาก
เท่าน้นั

การประเมินเด็กและครอบครัว

ความตอ้ งการรบั การพัฒนาของเดก็
สุขภาพ การตรวจสุขภาพเด็กในด้านต่าง ๆ น้ําหนัก อายุ ส่วนสูง พัฒนาการเป็นไปตามเกณฑ์
หรอื ไม่
การศึกษา เรียนอยใู่ นระดบั ช้นั ใด มีพัฒนาการท่ดี ขี ้นึ ตามวัย หรือแย่ลง
อารมณ์ - พฤติกรรม
ความสัมพันธ์ในครอบครัว การรับรู้ของเด็กถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองคนดูแลใกล้ชิด ความสัมพันธ์ความ
สนทิ สนม ท้งั กอ่ นรบั รู้และหลังรับรู้วา่ เด็กมคี วามบกพร่องทางการเรียนรู้
การเข้าสังคม การถามไถ่ถึงเพ่ือน เพ่ือนสนิท กลุ่มเพื่อน กิจกรรมท่ีมักจะทําร่วมกันกับเพ่ือนบ่อย ๆ
ปฏกิ ิรยิ าหลงั เพ่ือรับรอู้ าการความบกพรอ่ งของเด็ก
ทักษะการดูแลตนเอง เม่ือเกิดความบกพร่องจนส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจําวัน
เด็กมีความรู้สึก ความคิดอย่างไร และแก้ไขปัญหาน้ัน ๆ อย่างไร รวมไปถึงความสามารถในการดูแล
หัวใจตนเองหรือความรู้สึกท่มี ตี ่อตนเองว่าไปในทางบวกหรือลบ

ความสามารถในการเลย้ี งดลู ูกของพ่อแม่
ดูแลในชีวิตประจําวัน ในชีวิตประจําวันต้ังแต่ต่ืนนอนถึงการเข้านอนของเด็ก พ่อแม่มีบทบาทใดบ้าง
ในการดูแลลกู การใหอ้ าหารข้าวปลาความปลอดภัยในชวี ติ ประจําวนั ของเด็กเปน็ อยา่ งไร
การให้ความยึดเหน่ียวทางจิตใจ/ความรู้สึกม่ันคงทางจิตใจ ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว
เป็นอย่างไร การแสดงความรักต่อลูก ต่อสามีภรรยาเกิดข้ึนบ้างม้ัย บ่อยคร้ังมากแค่ไหน เพื่อดูความ
มน่ั คงของความสัมพันธใ์ นครอบครัวและดูความม่นั คงทางจิตใจทเ่ี ด็กไดร้ ับ

2

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ปัจจัยด้านครอบครวั และสังคม

ประวัติครอบครัว มีสมาชิกครอบครัวท่ีเคยเป็นโรคบกพร่องทาการเรียนรู้บ้างหรือไม่
การดูแลตนเองของแม่ในระหว่างต้ังครรภ์ ความผิดปกติหรือพัฒนาการของอายุครรภ์และเด็กใน
ครรภ์เป็นไปอย่างไร หรือประวัติการตรวจสุขภาพของพ่อแม่ก่อนต้ังครรภ์ เน่ืองจากโรคน้ีอาจมี
สาเหตเุ กิดไดจ้ ากพันธกุ รรม ความผิดปกติของโรคโมโซมหรือพัฒนาการทางด้านสมอง

เครือญาติ ความสัมพันธ์ความสนิทชิดเช้ือ การรับรู้ถึงอาการบกพร่องของเด็ก ความรู้สึก
หรอื ปฏิกิริยาตอบรบั เป็นอยา่ งไร

ทอ่ี ยูอ่ าศัย เหมาะสมหรอื เส่ียงตอ่ การพัฒนาการท่แี ย่ลงของเดก็
รายได้ ความสามารถในการเล้ียงดูครอบครัว ความม่ันคงทางรายได้ หากผู้เป็นพ่อหรือแม่
ต้องทํางานหนักตลอดเวลา ก็อาจจะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อลูกท่ีน้อยลง และหากมีรายได้ท่ีน้อย
กอ็ าจจะส่งผลต่อการเข้ารับการพัฒนาการของเดก็ ทม่ี ตี ่อเนอ่ื ง
ชุมชน มีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลสมาชิกในชุมชนอย่างไร ส่ิงสาธารณะส่วนร่วมท่ีจัดข้ึน
ในชุมชนเข้าถึงครอบครัวม้ัย สภาพแวดล้อมและสภาพแวดล้อมบุคคลส่งเสริมให้มีความบกพร่อง
ทางการเรยี นรูห้ รอื เปลา่ มากน้อยเพียงใด
กฎหมาย การรับรู้ของพ่อแม่ในสิทธิของลูก สิทธิการรักษาพยาบาลหรือสิทธิท่ีจะได้รับหาก
ลูกได้รับการวินิจฉัยอย่างแน่ชัดว่าเป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ รวมถึงหน่วยงานท่ีจะให้คําปรึกษา
ดา้ นสิทธิ เม่อื เกดิ ปญั หาในอนาคต

การติดตามพัฒนาการหลังจากการเข้ารบั การรักษา

มีการประชุมเคสเพ่ือรับเด็กเข้าการรักษา รวมไปถึงการประเมินความพร้อมด้านต่าง ๆ ควบคู่
กันไป ท้ังตัวเด็ก ผู้ปกครอง โรงเรียน และสอบถามติดตามครูอย่างเป็นระยะ เพื่อป้องกันการขาด
ความต่อเน่ืองในการรักษา รวมไปถึงการรายงานผลตอบรับจากคุณครูท่ีโรงเรียนถึงพัฒนาการของ
เด็ก

ทมี สหวชิ าชีพครู หมอ นักสังคมสงเคราะห์ นกั พัฒนาการเขียน
มีการปรึกษาหารืออยู่เสมอ เพื่อการหาแนวทางในการรักษาผู้ท่ีใความบกพร่องทางการเขียน
ให้เหมาะสม และหลากหลายวิธีมากท่ีสุด และหาเทคโนโลยีท่ีจะสามารถปรับใช้รวมกับการรักษาหรือ
อาศัยในชีวิตประจาํ วนั ของผูท้ ่มี ีปญั หา Dysgraphia

นักสังคมสงเคราะห์
นอกจากการนัดเพื่อพบเจอหมอเพื่ออัพเดตอาการของเด็ก นัดพบผู้ปกครองเพ่ิมเติมเพื่อ
พู ดคุยและแลกเปล่ียนความคิดเห็น วิธีการดูแลเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเขียน (หรือการจัด
กิจกรรมกลุ่มสําหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเขียน) ถามไถ่ถึงปัญหาหรือ
อุปสรรคในการรักษาของเด็ก และวิธีการรักษาแก้ไขท่ีแตกต่างไปในแต่ละคน เพ่ือให้การแนะนํา

3

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

เพิ่มเติมจากหมอท่ีดูแลพัฒนาการทางด้านการเขียนโดยเฉพาะเน่ืองจากโรคน้ีต้องใช้ระยะเวลาในการ
รักษา ดังน้ัน การรักษาสภาพจิตใจของผู้ปกครองหรือผู้ท่ีดูแลก็มีความสําคัญเช่นกัน เน้นให้เห็นถึง
ความสําคัญของการใชเ้ วลาร่วมกับเดก็ มากท่สี ุด
ข้อเสนอ (หนูไมท่ ราบวา่ เปน็ หนา้ ท่อี ย่างแทจ้ ริงหรือเปล่า แต่เปน็ ประเด็นทน่ี า่ สนใจท่จี ะทํา)

- สํารวจจํานวนผู้มีปัญหา Dysgraphia หรือโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ และช่วง
อายุท่ีเป็นจํานวนมาก การรู้จํานวนและช่วงอายุก็ช่วยให้เราวางแผนการแก้ไขได้เร็วข้ึน และทํา
ให้ท้ังทางโรงเรียนผู้ปกครองและตัวเราเองสามารถทราบถึงปัญหาท่ีเกิดข้ึนในตัวเด็กได้
รวดเร็วข้นึ

- สํารวจความรุนแรงของผู้ท่ีเป็นโรค Dysgraphia หรือโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ต่าง ๆ
เพ่ือรถู้ ึงความรุนแรงในประชากรไทย

- ศึกษาเทคโนโลยี เทคนิคในการดูแลเด็กท่ีมีความบกพร่องเพื่อแนะนําแก่ผู้ดูแลเด็ก รวมถึง
การติดต่อการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานท่ีมีความเข่ียวชาญทางด้านการรักษาและการผลิต
การใชเ้ ทคโนโลยที จะช่วยเอ้อื อาํ นวยใหก้ ับผู้ทม่ี ขี ้อบกพร่องทางดา้ นการเขยี น

- การทําส่ือประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ลักษณะ อาการ วิธีการรักษา ให้สาธารณะได้รับรู้
เน่ืองจากในประเทศไทยยังไม่ค่อยเปิดความเข้าใจอย่างแท้จริงในลักษณะอาหารของผู้ท่ีเป็น
โรคน้ีและมีความเข้าใจผิด ๆ ก่อให้เกิดการตีตราแก่ผู้ท่ีมีความบกพร่องทางด้านการเขียนน
หรือการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ส่งผลต่อพัฒนาการท่ีย่ําแย่ลงจนเลวมากท่ีสุดคือไม่สามารถ
ปรับตัวเข้าสังคมได้ อาจจะก่อให้เกิดส่ิงท่ีไม่พึงประสงค์มากท่ีสุด น่ันคือการฆ่าตัวตาย การ
ประชาสั มพั นธ์ให้ทุกคนรับรู้และมุ่งเน้นไปในด้านการทําคงามเข้าใจว่าผู้ท่ีมีอาการลักษณะ
เดียวกันน้ี ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นความผิดปกติทางร่างกายท่ีเกิดข้ึน และสามารถรักษาให้หายและ
ใช้ชวี ติ เหมอื นผูค้ นอ่นื ๆ ได้

4

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

วณิชญา บญุ วาที 6105490038

“สมาธิส้ัน” เป็นลักษณะของอาการท่ีเกิดจากการทํางานท่ีผิดปกติของการหล่ังสารในระบบ
ประสาท ซ่ึงการทํางานท่ีผิดปกติน้ีจะส่งผลต่อลักษณะของพฤติกรรม อารมณ์ การเข้าสังคม โดย
สามารถพบอาการสมาธิสั้นได้ต้งั แต่ในช่วงวัยเด็ก และหากมองภายนอกเด็กเหล่านจ้ี ะมีลักษณะทป่ี กติ
ไม่ต่างจากเด็กท่ัวไปมากนัก ซ่ึงจะมีลักษณะของการแสดงออกท่ีสําคัญๆ คือ อาการขาดสมาธิ
(Inattention) อาการซุกซนและไม่อยู่น่ิงมากกว่าปกติ (Hyperactivity) และอาการหุนหันพลันแล่น
(Impulsivity) ซ่ึงหากไม่ได้รับการรักษาท่ีเหมาะสม ก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในการ
เรียนรู้ได้ในท่ีสุด คนในครอบครัวหรือผู้ท่ีใกล้ชิดกับเด็ก จึงมีส่วนสําคัญท่ีจะช่วยฝึกฝนให้เด็กพิเศษ
กลุ่มน้ีสามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรมของตนเองได้ บทบาทของนักสงคมสงเคราะห์ในการทํางาน
ร่วมกับเด็กพิเศษกลุ่มน้ี จึงจะเน้นการทํางานร่วมกับครอบครัว และบุคคลท่ีต้องอยู่ใกล้ชิดกับเด็กเป็น
หลกั โดยมลี กั ษณะของบทบาทดงั น้ี

1. การรับเดก็ สมาธสิ ้ันเขา้ สู่กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์
เด็กจะเข้ารับกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ผ่านการส่งต่อของทีมสหวิชาชีพท่ี

เก่ียวข้องในการดูแล โดยในข้ันของการแรกรับ (Intake) นักสังคมสงเคราะห์จําเป็นต้องมี
องค์ความรู้เก่ียวกับลักษณะอาการของโรคสมาธิส้ัน และต้องเข้าใจในพฤติกรรมต่าง ๆ ท่ีเด็ก
กลุ่มน้ีแสดงออกมา เพื่อใช้ในการสังเกตสภาวะอาการของเด็กท่ีเกิดข้ึน และนักสังคม
สงเคราะห์จะต้องทําการประเมินเบ้ืองต้นจากการสอบถามความต้องการท่ีมาเข้ารับการรักษา
โดยจะต้องพู ดคุยเพ่ือสอบสอบถามข้อมูลท้ังกับเด็ก และผู้ปกครอง เพ่ือนําข้อมูลท่ีได้มา
ประเมินท้ังครอบครัวและตัวเด็กในเบ้ืองต้น สําหรับการวางแผนหากเด็กพิเศษกลุ่มน้ีมีความ
ต้องการบริการเร่งด่วนทม่ี คี วามจาํ เป็น
2. การสืบคน้ ขอ้ มูลและข้อเท็จจริง

การค้นหาข้อมูลและสืบค้นข้อเท็จจริงจะสามารถทําให้นักสังคมสงเคราะห์ได้ทราบถึง
ข้อมูลในเชิงลึกมากย่ิงข้ึน นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีบทบาทการสืบค้นข้อมูล โดยจะต้องมี
การนําทักษะต่าง ๆ ทางสังคมสงเคราะห์เข้ามาปรับใช้ด้วย เช่น ทักษะการส่ือสาร ทักษะการ
สร้างสัมพันธภาพ ทักษะการสังเกต เป็นต้น เพ่ือให้สามารถได้ข้อมูลท่ีมีความครอบคลุม
และมีความครบถว้ นสมบูรณ์ โดยการสืบคน้ ขอ้ มลู และข้อเทจ็ จรงิ จะสามารถทําได้ดังน้ี

การซักประวัติผู้ปกครอง พู ดคุยเก่ียวกับปัญหาของพฤติกรรมของเด็ก โดยนัก
สังคมสงเคราะห์จะมีการต้ังถามเก่ียวกับอาการของเด็กท่ีเป็นเหตุผลให้ผู้ปกครองพาเข้ามา
รับการรักษา ว่ามาด้วยสาเหตุอาการอะไร หรือใครเป็นผู้แนะนําให้มาพบแพทย์ ผู้ปกครอง
สังเกตและรับรู้ว่าเด็กมีอาการซน ไม่น่ิง มาเป็นระยะเวลานานเท่าไร และสอบถามเก่ียวกับ
ผลกระทบท่ีผู้ปกครองสั งเกตเห็นเม่ือเด็กมีพฤติกรรมของอาการสมาธิส้ั นเกิดข้ึน
และพฤติกรรมท่ีผู้ปกครองใช้ในการดูแลเด็กสมาธิส้ัน นอกจากน้ีนักสังคมสงเคราะห์จะต้องมี
การสังเกตเก่ียวกับการตอบสนอง และทัศนคติของผู้ปกครองท่ีมีต่อเด็กพิ เศษกลุ่มน้ี

5

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

เน่ืองจากในบางกรณีผู้ปกครองบางกลุ่มเม่ือรับรู้ว่าเด็กท่ีอยู่ภายใต้การปกครองของตนเองมี
สภาวะของอาการสมาธิสั้นอาจจะเกิดการกลัว ไม่ยอมรับ และหลีกเล่ียงการพาเด็กมารักษา
อย่างถูกวิธี ทัศนคติจึงมีส่วนสําคัญท่ีจะทําให้เด็กได้รับการรักษาท่ีเหมาะสม นักสังคม
สงเคราะห์จึงต้องสังเกตเก่ียวกับความสัมพันธ์ ความคิด และทัศนคติของผู้ปกครองท่ีมีต่อ
เดก็ ด้วยเช่นเดียวกัน

การซักประวัติจากเด็ก จะสามารถทําได้ในกรณีท่ีเด็กสามารถส่ือสารเพ่ือให้ข้อมูลแก่
นักสังคมสงเคราะห์ได้ ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์จะต้องสัมภาษณ์เก่ียวกับการรับรู้ของเด็กใน
เร่ืองท่ีมาพบแพทย์ ว่าเขารับรู้มาอย่างไร ประเมินความต้องการของเขา และความรู้สึกต่าง ๆ
และนักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้ทักษะของการสังเกตในระหว่างการพู ดคุย ท้ังการสังเกตใน
ด้านของร่างกาย จิตใจ สังคม และประเมินความสัมพันธ์ของเด็กกับสมาชิกภายในครอบครัว
ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์อาจจะต้องมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ท่ีจะมาช่วยเหลือในการพู ดคุยให้เด็ก
เพื่อใหไ้ ดม้ าซ่งึ ขอ้ มูลต่าง ๆ

การเย่ียมบ้าน เป็นอีกหน่ึงวิธีท่ีสําคัญท่ีจะทําให้นักสังคมสงเคราะห์ได้มาซ่ึงข้อมูล
โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องทําการลงเย่ียมบ้านเพื่อดูสภาพแวดล้อมของบ้านท่ีเด็กอาศัย
อยู่ เพ่ือประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ท่ีสามารถเกิดข้ึนกับตัวของเด็ก นอกจากน้ีการลงเย่ียม
บ้านจะทําให้นักสังคมสงเคราะห์สามารถสังเกตพฤติกรรมอ่ืน ๆ ของเด็กได้มากกว่าในช่วง
ระยะเวลาท่ีเด็กอยู่ท่ีโรงพยาบาล ไม่ว่าจะพฤติกรรมการเล่นของเด็ก พฤติกรรมการสื่อสาร
กับผู้ปกครอง และรวมถึงพฤติกรรมท่ีผู้ปกครองแสดงออกในการตอบสนองต่อพฤติกรรม
ของเด็กได้ เพราะในบางกรณีหากผู้ปกครองท่ีมีความไม่เข้าใจในพฤติกรรมของเด็กท่ีมีสภาวะ
อาการสมาธิส้ัน เพราะคิดว่าเป็นการซนเหมือกับเด็กอ่ืน ๆ ท่ัวไป ก็อาจจะรู้สึกหงุดหงิด และ
เป็นเหตุผลให้ผู้ปกครองบางคนใช้การลงโทษท่ีไม่เหมาะสม ซ่ึงอาจส่งผลกระทบร่างกาย
จติ ใจ พฤติกรรม และความสัมพันธข์ องเด็กกับผปู้ กครอง

การเย่ียมโรงเรียน เน่ืองจากอาการสมาธิสั้นจะเป็นพฤติกรรมท่ีเด็กแสดงออก
ใ น ทุ ก ๆ ท่ี ไ ม่ ใ ช่ เ ป็ น เ พี ย ง ท่ี ใ ด ท่ี ห น่ึ ง ซ่ึ ง โ ร ง เ รี ย น ก็ เ ป็ น ห น่ึ ง ใ น ส ถ า น ท่ี ท่ี เ ด็ ก
แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาเช่นกัน โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องเป็นผู้ลงพ้ืนท่ีสอบถาม
ครูเก่ียวกับพฤติกรรมของเด็กในระหว่างท่ีอยู่ท่ีโรงเรียน ท้ังในเร่ืองของความรับผิดชอบต่อ
หน้าท่ีของตนเองเม่ือได้รับมอบหมายงาน การอ่าน การเขียน การเล่น และการเข้ากับเพ่ือน
ภายในช้ันเรียนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เน่ืองจากเด็กสมาธิส้ันมักจะมีปัญหาเก่ียวกับด้าน
ความรับผิดชอบ นอกจากน้ีจะต้องสังเกตทัศนคติของครูและกลุ่มเพ่ือนภายในโรงเรียนท่ีมีต่อ
เดก็ สมาธสิ ั้น วิธกี ารท่คี รใู ชใ้ นการจัดการกบั ปัญหาของเด็กทเ่ี กดิ ขน้ึ

3. การประเมนิ เด็กและครอบครวั

นักสังคมสงเคราะห์จะต้องทําหน้าท่ีในการนําข้อมูลท่ีได้จากการสืบค้นมาประเมินเพ่ือ
ทําการวางแผน และจัดบริการทางสังคมสงเคราะห์ตามท่ีครอบครัวและเด็กพิเศษมีความ
จําเป็นจะต้องได้รับ โดยหลักของการประเมินจะต้องนําเคร่ืองมือท่ีเป็นมาตรฐานสําหรับการ

6

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

ประเมินเข้ามาใช้ โดยประเด็นหลักๆท่ีจะต้องทําการประเมิน ได้แก่ พัฒนาการและทักษะของ
เด็กท้ังในด้านของพฤติกรรม อารมณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว การมี
ทักษะทางสังคมของเด็ก นอกจากน้ีนักสังคมสงเคราะห์ยังจะต้องมีการประเมินถึงศักยภาพ
ในการเล้ียงดูของผู้ปกครอง รวมไปถึงบทบาทหน้าท่ีของสมาชิกในการท่ีจะดูแลเด็กพิเศษ
กลมุ่ น้ี

4. การเตรียมความพรอ้ มและการใหค้ าํ ปรึกษาแก่ครอบครวั

บทบาทของการให้ความรู้ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีบทบาทในการให้ความรู้
และข้อมูลเก่ียวกับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ครอบครัวในเร่ือง
พฤติกรรมของเด็กท่ีครอบครัวจะต้องเผชิญ ให้ครอบครัวท่ีดูแลสามารถดูแลเด็กได้อย่าง
ถูกต้องและเหมาะสม ถ้าหากผู้ปกครองไม่มีความรู้และความเข้าใจในพฤติกรรม ก็อาจจะทําให้
มีการปฏิบัติตนต่อเด็กกลุ่มน้ีในลักษณะท่ีไม่เหมาะสมได้ เช่น การลงโทษด้วยการตีเม่ือเด็กมี
พฤติกรรมกรเล่นท่ีรุนแรง การใช้คําพู ดท่ีไม่เหมาะสมซ่ึงอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ
พัฒนาการของเด็ก นอกจากการให้ความรู้เก่ียวกับลักษณะของพฤติกรรม และการดูแลท่ี
เหมาะสมแล้วน้ัน นักสังคมสงเคราะห์ควรจะให้ความรู้เก่ียวกับเร่ืองของทรัพยากรรอบ ๆ ด้าน
หรือสวัสดิการท่ีเก่ียวกับการรักษาต่าง ๆ ให้ผู้ปกครองได้ทราบ ไม่ว่าจะเป็นการสามารถใช้
สิทธิรักษาได้จากบัตรประกันสุขภาพของทางภาครัฐในการเบิกจ่ายยาท่ีใช้รักษาอาการสมาธิ
สั้นโดยเฉพาะ และค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อเพ่ิมทางเลือกในการรักษาให้แก่
ครอบครวั ท่มี ีความไมพ่ รอ้ มทางดา้ นเศรษฐกิจ

บทบาทของการให้คําปรึกษา เน่ืองจากเด็กพิเศษกลุ่มน้ีมักจะไม่สามารถควบควบคุม
พฤติกรรมการแสดงออกของตนเองได้ มีความซุกซน และไม่อยู่น่ิง ซ่ึงพฤติกรรมเหล่าน้ีทํา
ให้ผู้ปกครองท่ีดูแลอยู่อาจเกิดความรู้สึกท่ีเหน่ือยมากกว่าการดูแลเด็กท่ัว ๆ ไป และ
ผู้ปกครองยังต้องรับภาระเพิ่มข้ึนในด้านของค่าใช้จ่ายในการรักษา ซ่ึงอาจจะเป็นผลให้เกิด
ความเครียด ท่ีมากระทบท้ังอารมณ์ จิตใจ ซ่ึงอาจทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแล
หรือผู้ดูแลกับผู้ดูแลเป็นไปในทิศทางท่ีไม่ดี เพ่ือป้องกันและบรรเทาปัญหาเหล่าท่ีเกิดข้ึน นัก
สังคมสงเคราะห์จึงจะต้องมีบทบาทให้การให้คําปรึกษาแก่ครอบครัวในมิติของสังคม เพ่ือเป็น
การปรับความสมดุลให้แก่ครอบครัว ในการท่ีจะดูแลช่วยเหลือเด็กท้ังท่ีบ้าน การประสานงาน
กับครูผู้ดูแล สําหรับเด็กสมาธิส้ัน ครอบครัวถือว่าเป็นผู้ช่วยท่ีสําคัญในการท่ีจะช่วยฝึกฝนให้
เด็กมีทักษะเบ้ืองต้นในทางท่ีดีข้ึนได้ นักสังคมสงเคราะห์จึงจะต้องให้คําปรึกษา ส่งเสริม
ครอบครัวให้มองเห็นถึงศักยภาพในการดูเด็ก และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นศักยภาพภายใน
ตนเอง วา่ พวกเขาจะสามารถร่วมมือกนั ในการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมต่าง ๆ ได้

5. การติดตามผล

นักสังคมสงเคราะห์จะต้องทําหน้าท่ีในการติดตามผลท่ีเกิดข้ึนหลังจากท่ีเด็กได้รับการ
รักษาอาการสมาธิสั้นไปสักระยะหน่ึง โดยติดตามร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อจะประเมินการ

7

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผ้สู อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

เปล่ียนแปลงทางด้านอารมณ์ พฤติกรรม และการอยู่ภายในสังคมของเด็กพิเศษกลุ่มน้ี
แ ล ะ ติ ด ต า ม ก า ร ดู แ ล เ ด็ ก ข อ ง ค ร อ บ ค รั ว ซ่ึ ง เ ป็ น ก า ร ติ ด ต า ม เ ก่ี ย ว กั บ ปั ญ ห า
และอุปสรรคต่าง ๆ ท่ีครอบครัวต้องเผชิญในระหว่างการดูแลเด็ก โดยรูปแบบของการ
ติดตามการรักษาอาจจะทําได้จากการเย่ียมบ้าน การโทรศัพท์พู ดคุยกับทางครอบครัว โดย
อาจจะมีการกําหนดระยะเวลาของการติดตามในทุก ๆ 1 เดือน จนครบระยะเวลาการติดตาม
ทไ่ี ด้กําหนดไว้

8

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

ธมี า จิตรเพียรค้า 6105610411

ในการทํางานกับกลุ่มเด็กพิ เศษน้ันนักสั งคมสงเคราะห์ควรประเมินอาการและพั ฒนาการ
เบ้ืองต้นของเด็กพิเศษ ค้นหาแหล่งทรัพยากรของเด็กและท่ีสําคัญคือการทําให้พ่อแม่ของเด็กเข้าใจ
ในตัวตนของเขา นักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิเศษและครอบครัวควรเน้นให้ความสําคัญ
เก่ียวกับการปรับสภาวะสมดุลของครอบครัวเป็นหลัก เน่ืองจากครอบครัวเป็นขุมพลังท่ีสําคัญท่ีสุด
ท่ีมนุษย์ใช้ในการดํารงชีวิต ครอบครัวเป็นจุดเร่ิมต้นในการวางรากฐาน การหล่อหลอมเสริมสร้าง
ทรัพยากรมนุษย์ ครอบครัวมีความสําคัญต่อมนุษย์ต้ังแต่เกิดจนเสียชีวิตโดยเฉพาะเด็กท่ีมีความ
ต้องการพิเศษเป็นกลุ่มท่ีต้องพ่ึงพาครอบครัวมาก ดังน้ันครอบครัวจึงเป็นบุคคลสําคัญของบุคคล
เหล่าน้ีครอบครัวโดยเฉพาะพ่ อแม่หรือผู้ดูแลเด็กท่ีมีความต้องการพิ เศษต้องรับภาระหนักมากท้ัง
ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาด้านอารมณ์จิตใจ ซ่ึงครอบครัวในกลุ่มเด็กท่ีมีความต้องการ
พิเศษนอกจากจะต้องมีความรู้ในการดูแลอย่างถูกวิธีเพื่อเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพแล้วครอบครัว
ต้องดําเนินครอบครัวให้ดํารงอยู่ในสังคมได้อย่างปกติแล้วครอบครัวของเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ
เหล่าน้ีต้องทํางานหนักกว่าครอบครัวอ่ืนเป็นเท่าตัวด้วยสภาพความกดดันท้ังจากการดูแลและพัฒนา
ให้เด็กเป็นปกติแล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยสี่ของครอบครัวส่งผลให้เกิดความเครียด
และมีความสัมพันธ์ท่ีไม่ดีเกิดข้ึนซ่ึงมีอิทธิพลต่อปัญหาทางจิต ซ่ึงเป็นปัญหาความขัดแย้งภายใน
บุคคล ผู้ท่ีเข้าไปมีบทบาทให้ความช่วยเหลือหรือนักสังคมสงเคราะห์เองจึงพึงควรตระหนักและเข้าใจ
ในการวินิจฉัยและให้การบําบัดท่ีเหมาะสม เพราะหากปล่อยท้ิงไว้อาจก่อให้เกิดปัญหาจิตเวชในท่ีสุด
และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็ก (อรพิน, 2556) จะเห็นได้ว่าครอบครัวเป็นส่วน
สํ าคัญมากในการส่ งเสริมพั ฒนาการของเด็กพิ เศษเน่ืองด้วยเป็นรากฐานสํ าคัญท่ีหล่อหลอมเด็ก
พิเศษให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ เพราะเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษน้ันต้องพึ่งพาครอบครัวเป็น
อย่างมากในการพัฒนาศักยภาพด้านตา่ ง ๆ ข้นั พื้นฐานและการดาํ รงค์ชีวติ

ภาวะบกพร่องทางการเห็นท่ีมีสิทธิรับการช่วยเหลือและความคุ้มครอง รวมท้ังการฟ้ ืนฟู
สมรรถภาพในด้านต่าง ๆจากรัฐตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.
2550 แบ่งเป็น 2 ลักษณะโดยใช้ระดับสายตาท่ีได้รับการแก้ไขด้วยแว่นตาแล้ว (Best corrected
distance visual acuity) ของตาข้างท่ดี กี ว่า ดังน้ี

• คนตาบอด หมายถึง คนท่ีมีสายตาข้างท่ีดีกว่า เม่ือได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตา
แล้ว (Best corrected distance visual acuity) สามารถเห็นได้น้อยกว่า 3 ส่วน 60
เมตร (3/60) หรือ 20 ส่วน 400 ฟุ ต (20/400) จนถึงมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือมี
ลานสายตาแคบกวา่ 10 องศา

• คนตาเห็นเลือนราง หมายถึง คนท่ีมีสายตาข้างท่ีดีกว่า เม่ือได้รับการตรวจแก้ไขด้วยแว่นตา
แล้ว (Best corrected distance visual acuity) สามารถเห็นได้ต้ังแต่ 3 ส่วน 60 เมตร
(3/60) หรือ 20 ส่วน 400 ฟุ ต (20/400) ไปจนถึงน้อยกว่า 6 ส่วน 18 เมตร (6/18) หรือ
20 ส่วน 70 ฟุต (20/70) หรอื มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา ลงไปจนถึง 10 องศา

9

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

จากการสํารวจในประชากรไทยปี พ.ศ. 2549-2550 พบว่ามีอัตราความชุกของสภาวะตาบอดใน
เด็กไทยร้อยละ 0.11 และมีอัตราความชุกของสภาวะตาเลือนรางในเด็กไทยร้อยละ 0.21 จึงประมาณ
การวา่ มเี ด็กไทยเป็นเดก็ ตาบอดจํานวน 13, 101 คน และเป็นเด็กตาเลือนรางจํานวน 26,670 คน
จะเห็นได้จากสถิติว่าประเทศไทยน้ันมีจํานวนเด็กท่ีพิการทางด้านการมองเห็นท้ังแบบบอดสนิทและตา
เลือนรางรวมแล้วเกือบ 40,000 คน องค์ประกอบท่ีทําให้คนพิการทางสายตาสามารถช่วยคนเองได้
กลายเปน็ คนท่ที ัดเทียมกับคนปกตทิ ส่ี ําคญั มอี ยู่ 3 ประการ ไดแ้ ก่

1. ครอบครัว : ครอบครัวเป็นพ้ืนฐานสําคัญท่ีจะช่วยให้ผู้พิการสามารถเติบโตเป็นคนท่ีช่วย
ตนเองได้ และมีคุณภาพทัดเทียมกับคนปกติได้ เพราะการเล้ียงดูให้ความช่วยเหลือผู้
พิการอยา่ งเหมาะสม

2. สังคม : หากสังคมยอมรับว่าผู้พิการสายตาก็เปรียบเสมือนคนปกติไม่ได้มีข้อแตกต่าง
อะไรเพียงแค่ตาพิการเท่าน้นั เราจงึ ปฏบิ ัติกับคนพิการสายตาอยา่ งคนปกติ

3. ความม่ันใจในตัวผู้พิการเอง : ผู้พิการทางสายตาท่ีได้รับการเล้ียงดูแบบให้ช่วยเหลือ
ตนเองจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและเม่ือสังคมยอมรับเขาเหล่าน้ันแล้ว เขาจะย่ิงมี
ความม่ันใจท่ีจะอยู่ร่วมในสังคมย่ิงข้ึน แต่ผู้พิการเองควรสร้างความม่ันใจในตนเองเช่นกัน
อย่าโอนอ่อนไปกับคําเยาะเย้ย ถากถาง ถึงแม้จะรู้สึกบ้างแต่อย่าเอามาคิดจนไม่เป็นอันทํา
อะไร และท่ีสําคัญ ตัวคนพิการเองควรมีทักษะเบ้ืองต้นในการใช้ชีวิตด้วย จึงจะไปไหนมา
ไหน ทําอะไรไดเ้ ชน่ เดียวกบั คนปกติ

บทบาทและหน้าท่ีของนักสั งคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กท่ีพิ การทางด้านการมองเห็น
เน่ืองจากการทํางานเด็กท่ีพิ การทางด้านมองเห็นครอบครัวคือส่ิ งสํ าคัญมากดังน้ันนักสั งคม
สงเคราะห์ควรประเมณิ เด็กและครอบครัว ไดแ้ ก่

- ศักยภาพในการเล้ียงดูเด็ก เช่น ครอบครัวน้ีมีความพร้อมในการเล้ียงดูเด็กท่ีมีความ
พิการทางด้านการมองเห็นมากแคไ่ หน

- ความต้องการในการรับพัฒนาของเดก็
- ปัจจัยครอบครัว สังคมแวดล้อม ครอบครัวมีการเล้ียงดูเด็กอย่างไร อยู่ในสภาวะ

แวดล้อมแบบไหน ถ้าเป็นคนท่ีพิการทางด้านสายควรอยู่ในท่ีท่ีมีของน้อยและควร
กําหนดทิศทางของการวางของอย่างถาวรไม่ควรเคล่ือนย้าย ในระแวกบ้านมีสังคม
อยา่ งไร
- กฎหมาย มีกฎหมายใดบ้างท่ีครอบคลุมสิทธิของเด็กท่ีมีความพิการทางการมองเห็น
นักสังคมสงเคราะห์ให้ความรู้กับครอบครัวและตัวของเด็กเองในการพิทักษ์สิทธ์ิของ
เด็กพิเศษ มีสิทธ์อิ ะไรรองรับและมีสวสั ดกิ ารอะไรบ้าง
- บทบาทการทําหน้าท่ีของครอบครัว ความสัมพันธ์ของครอบครัวมีความสําคัญต่อ
พัฒนาการของเด็กมาก นักสังคมสงเคราะห์ควรประเมิณว่า พ่อแม่ มีความพร้อมใน
การดูแลเดก็ พิเศษ มีการเลย้ี งดูอย่างไร

10

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

- บุคลิกลักษณะของสมาชิกในครอบครัว ประเมิณบุคลิก ลักษณะ ตลอดจนทัศนคติต่อ
เดก็ ครอบครวั มลี ักษณะอย่างไรและมที ศั นคติตอ่ ตัวเดก็ อยา่ งไร

การพิทักษ์สิทธ์ิของเด็กท่ีมีความพิการทางด้านสายตาเป็นหน่ึงในหน้าท่ีท่ีมีความสําคัญมากเพราะเด็ก
พิเศษและครอบครัวบางคนก็ไม่รู้ถึงสิทธ์ิและสวัสดิการท่ีตนเองและเด็กมีจึงเป็นหน้าท่ีของนักสังคม
สงเคราะห์ในการให้ความรู้และพิทักษ์สิทธ์ิของครอบครัวและเด็กพิเศษในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ
สังคมจากรัฐ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และแก้ไข
เพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2556 ได้กําหนดให้คนพิการตามหลักเกณฑ์ท่ีกําหนดมีสิทธิท่ีจะได้รับความ
ช่วยเหลือจากรัฐในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดีและพึ่งพาตัวเองได้ โดยรัฐได้จัดบริการฟ้ นื ฟู
สมรรถภาพ สําหรับเด็กพิการทางการมองเห็นในด้านการฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางการแพทย์ การฟ้ นื ฟู
สมรรถภาพทางการศึกษาและการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางสังคม ประกอบไปด้วย

- การบริการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
ค่าอุปกรณ์เคร่ืองช่วยความพิการ และสื่อส่งเสริมพัฒนาการ สําหรับคนพิการ พ.ศ.2552
สําหรับคนพิการทางการเห็นครอบคลุมบริการ 2 เร่ืองคือ การฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางการเห็น
และการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคล่ือนไหว (Orientation and
Mobility)

บทบาทของหน่วยงานท่เี ก่ยี วข้องในการจดั บรกิ ารฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ไดแ้ ก่
1. สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับผิดชอบงบประมาณในการจัดบริการ
รักษาส่งเสริม ป้องกันโรค และฟ้ นื ฟู สมรรถภาพ รวมท้ังจัดหาเคร่ืองช่วยสายตา
เลือนราง อุปกรณ์เพื่ ออํานวยความสะดวกในการเคล่ือนไหวและเดินทางให้
ปลอดภยั เช่น ไม้เท้าขาว
2. ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ รับผิดชอบทางด้าน
วิชาการการจัดบริการคลินิกสายตาเลือนราง และการจัดหาเคร่ืองช่วยสายตา
เลือนราง
3. สถานบริการของรัฐทม่ี กี ารให้บริการทางดา้ นโรคตา

- การฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางการศึกษา เด็กพิการทางการเห็นมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายต้ังแต่เร่ิมเข้าเรียนจนถึงปริญญาตรี พร้อมท้ังการได้รับเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความ
สะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา ได้รับการศึกษาท่ีมีมาตรฐานและ
ประกันคุณภาพการศึกษา รวมท้ังการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทาง
การศึกษาท่ีเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจําเป็นพิเศษของคนพิการ สถาน ศึกษาทุก
ระดับ ในทุกสังกัด มีหน้าท่ีรับคนพิการเข้าศึกษาในสัดส่วนหรือจํานวนท่ีเหมาะสม อาจจะเป็น
สถานศึกษาทว่ั ไป สถานศึกษาเฉพาะ การศึกษาทางเลอื กหรือการศึกษานอกระบบ

บทบาทของหน่วยงานท่เี กย่ี วขอ้ งในการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางการศึกษา ได้แก่

11

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

1. วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนงานด้านวิชาการ หลักสูตรสําหรับ
ผดู้ แู ลคนพิการทางการเห็น หลักสูตรระดับปรญิ ญาสําหรบั คนพิการทางการเหน็

2. สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ จัดหาส่ือ และส่ิงอํานวยความสะดวกทางด้านการศึกษาเช่น
หนังสือเสียง หนังสืออักษรเบลล์เคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์ขยายข้อความแบบมือถือ
รวมท้ังจัดบริการเสริมด้านต่าง ๆสําหรับคนพิการทางการเห็น เช่น การนําทาง
การจดคาํ บรรยาย การแนะแนวการศึกษา พ่ีเลย้ี งและผูช้ ่วยเหลือ

- การฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางสังคม เด็กพิการทางการเห็นมีสิทธิได้รับการบริการทางสังคมและ
สวัสดิการตา่ ง ๆ ได้แก่
- เบ้ยี คนพิการคนละ 1000 บาทตอ่ เดือนตลอดชพี
- เงนิ สงเคราะหค์ นพิการในครอบครัว
- บริการดูแลในสถานสงเคราะห์ ในกรณีทถ่ี ูกทอดท้งิ ไมม่ ีผู้อุปการะเลย้ี งดู
- คู่มือคนพิการ/คู่มือสิทธิของคนพิการ ซ่ึงจะมีข้อมูลรายละเอียดของหน่วยงานต่าง ๆท่ีมี
หน้า ท่แี ละความรับผิดชอบในการจัดบรกิ ารดา้ นตา่ ง ๆใหค้ นพิการ
บทบาทของหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วข้องในการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางสังคม ได้แก่
- หน่วยงานหลักท่ีรับผิดชอบในการจัดบริการฟ้ ืนฟู สมรรถภาพทางสังคม ได้แก่
สํานักงานส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย์ (ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, 2558
ออนไลน)์

12

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

กลุ นนั ท์ บญุ เฉลียว 6105610536

บทบาทของนักสั งคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิ เศษท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย
และการเคล่ือนไหว โดยกลุ่มเด็กพิเศษน้ีมีความบกพร่องทางร่างกายท่ัวไป รวมถึงครอบคลุมลักษณะ
ของความบกพร่องทางการเคล่ือนไหว ซ่ึงอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เด็กท่ีมีความบกพร่อง
ทางร่างกายอาจมี หรือไม่มีความจําเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความรุนแรงของ
ปัญหาท่ีพบ ซ่ึงความช่วยเหลือท่ีเด็กควรได้รับ ได้แก่ กายภาพบําบัด(Physical therapy) ,
กิจกรรมบําบัด(Occupational therapy) และการจัดกิจกรรมพลศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กท่ีมีความ
ผิดปกติ เป็นต้น ส่วนความบกพร่องทางสุขภาพ เป็นปัจจัยขัดขวางความปกติของร่างกาย
จําเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์โดยมีสาเหตุมาจากโรคภัย หรือความผิดปกติท่ีส่งผล
กระทบต่อระบบภมู ิคุ้มกัน อาจลดประสิทธภิ าพในการเรยี นของเดก็ ลงได้ โดยท่วั ไปความบกพรอ่ งทาง
ร่างกายและสุขภาพจะส่งกระทบต่อเด็กแต่ละรายในระดับท่ีมากหรือน้อยต่างกันข้ึนอยู่กับลักษณะของ
ปัญหาท่ีเกิดกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการลดสมรรถภาพทางร่างกาย สติปัญญา การสื่อสารและภาษา
ประสาทสัมผัส รวมไปถึงความบกพร่องในการเคล่ือนไหวร่างกายในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ
การฟ้ นื ฟูดูแลเหลา่ นจ้ี าํ เปน็ ตอ้ งได้รบั การชว่ ยเหลอื และรว่ มมอื จากนักสังคมสงเคราะห์ ได้แก่

1) การให้คําปรึกษาเฉพาะรายและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงการประสบปัญหาการเข้าถึง
สิทธิสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ และคํานึงว่าคนเราแต่ละคนน้ันแตกต่างกันและมีความต้องการ
ในรูปแบบของตนเอง ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมกับบุคคลน้ัน เน่ืองจากความ
ต้องการอาจเปล่ียนแปลงไปตามสภาพของแต่ละบุคคล เช่น บทบาททางสังคมเปล่ียนไป
สถานะทางสุขภาพเปลย่ี นไป ดังน้นั จึงต้องหาจดุ สมดุลท่เี หมาะสมให้สําหรบั คนพิการแตล่ ะคน

2) ร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพในการตรวจรักษา การฟ้ ืนฟู สมรรถภาพร่างกาย และติดตามการ
เจริญเติบโตของเด็กกลุ่มน้ีเป็นรายบุคคล ป้องกันไม่ให้เกิดความพิการเพิ่มมากข้ึนหรือทําให้
เกิดพิการซ้ําซ้อน โดยให้ความรู้แก่บุคคลท่ีต้องดูแลเอาใจใส่เด็กท่ีมีประวัติการต้ังครรภ์
ผิดปกติ คลอดผิดปกติหรือมีความผิดปกติหลังคลอด ให้ได้รับการดูแลติดตามจากแพทย์
ต้ังแต่เร่ิมต้นเพ่ือให้ได้รับการประเมินสภาพ วินิจฉัย ให้คําแนะนําและรักษาอย่างต่อเน่ือง การ
ฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางร่างกายต้ังแต่เร่ิมแรกในด้านต่าง ๆ เช่น การเดินการยืนเพื่อกระตุ้นให้
เคล่ือนไหวร่างกายได้ถูกต้อง การทํากายภาพบําบัดจะใช้วิธีการฝึกออกกําลัง เพ่ือเพิ่มกําลัง
ของกล้ามเน้อื เปน็ การรักษาบางส่วนร่วมด้วย

3) การประสานงานให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีมีอํานาจหน้าท่ีรับผิดชอบเพื่อให้
ความช่วยเหลือคนพิการ รวมถึงอบรมให้ความรู้บุคลากรในหน่วยงานและองค์กรอ่ืน ๆ
ตามความเหมาะสม เช่น ครอบครัว และสถานศึกษา ฯลฯ บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์กับ
เ ด็ ก ท่ี มี ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร พิ เ ศ ษ จ ะ มุ่ ง ใ ห้ ค ว า ม สํ า คั ญ เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร ก า ร ป รั บ ส ภ า ว ะ ส ม ดุ ล ข อ ง
ครอบครัวเป็นหลัก นอกจากการพัฒนาศักยภาพของเด็กแล้ว ยังต้องคํานึงถึงการทํางาน
หนักกว่าครอบครัวอ่ืนเป็นเท่าตัว ด้วยสภาพความกดดันท้ังจากการดูแลและพัฒนาให้เด็ก

13

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

แล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยสี่ของครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดได้
และมีความสัมพันธ์ท่ีไม่ดีเกิดข้ึน นักสังคมสงเคราะห์เองจึงพึงควรตระหนัก และเข้าใจในการ
วินิจฉัยและให้การบําบัดท่ีเหมาะสม เพราะหากปล่อยท้ิงไว้อาจก่อให้เกิดปัญหาจิตเวชในท่ีสุด
และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็ก การทํางานกับกลุ่มเด็กท่ีมีความต้องการ
พิ เศษและครอบครัว จึงควรมุ่งสร้างให้แต่ละครอบครัวสามารถปรับสภาวะสมดุลของ
ครอบครัวได้ ส่งเสริมให้เด็กพิเศษกลุ่มน้ีเห็นคุณค่าของตนเองให้ความเข้าใจกับเด็กเหล่าน้ีว่า
พวกเขาเป็นเด็กท่ีต้องการพื้นฐานในการดํารงชีวิตเช่นเดียวกับเด็กปกติ และศักยภาพของ
เด็ก ฝึกพัฒนาทักษะด้านสังคมกับตัวเด็ก เพ่ือให้เด็กพิเศษกลุ่มน้ีสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับ
คนท่ัวไปอย่างมีความสุข สามารถมีกิจกรรมเช่นเดียวกับคนปกติ แนะนํากับผู้ปกครองว่าควร
พาเด็กออกสู่สังคมบ่อยคร้ัง แนะนําพี่น้อง ญาติ เพื่อนให้รู้จักเด็กและความพิการของเด็ก
และควรพาออกไปสู่ส่ิงแวดล้อมภายนอกให้มากท่ีสุด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จัก
ช่วยเหลือตนเอง และเกิดความเช่ือม่ันในตนเอง ให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่าง ๆ
จนผู้รับบริการสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และท่ีสําคัญนักสังคมสงเคราะห์อบรมและให้
ความรู้กับครูหรือบุคลากร ช่วยให้กลุ่มเพ่ือนและผู้ปกครองเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ช่วยให้
ความเข้าใจกับสังคมวงกว้างเพื่อให้บุคคลอ่ืนเข้าใจในกลุ่มเด็กพิเศษกลุ่มน้ีมากข้ึน การพูดคุย
กบั เดก็ พิเศษใหเ้ ดก็ ตระหนักในคณุ คา่ ศักยภาพของตนให้เตบิ โตไดใ้ นสังคมทเ่ี ข้าใจเดก็ เหลา่ น้ี

14

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

ชญานนท์ ครองราช 6105610692

กลุ่มเป้าหมายท่ีสนใจ : เด็กท่ีมีความแปรปรวนทางพฤติกรรมและอารมณ์ หรือได้รับผลข้างเคียง
จากความเครียดจนเกิดโรคทางอารมณ์ (mood disorders) เช่นโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า
โรคการปรบั ตวั ผิดปกต(ิ adjustment disorders) หรือมปี ญั หาทางพฤตกิ รรมทม่ี ีความก้าวร้าว

ปัจจุบันน้ันสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบตัวเด็กน้ันมีความสําคัญอีกประการหน่ึงท่ีส่งผลต่อ
อารมณ์ความคิด โดยเฉพาะกับเด็กพิเศษกลุ่มน้ีท่ีควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นเด็กกลุ่มท่ี
มีภาวะท่ีมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ ไม่สามารถจัดการรับมือต่อปัญหาได้ดีเท่าท่ีควร ซ่ึงแตกต่างจาก
เด็กท่ัวไป เน่ืองจากเด็กพิเศษกลุ่มน้ีมีความบกพร่องหรือมีความแตกต่างทางพฤติกรรมและอารมณ์
จากเด็กท่ัวไปจนทําให้มีพฤติกรรมเก็บตัว ถอยหนีสังคม ซ่ึงหากเด็กกลุ่มน้ีโดนละเลยต่อปัญหา ไม่ได้
รับการดูแลและขาดความใส่ใจในปัญหาดังกล่าวจะส่งผลร้ายแรงในระยะยาวต่อเด็ก อาจทําให้เด็กไม่
สามารถควบคุมอารมณ์หรือการแสดงออกทางพฤติกรรมต่อสังคมได้ ซ่ึงปัญหาเหล่าน้ีอาจมีท่ีมา
จากสภาพแวดล้อมทางสังคมท่ีเด็กน้ันเติบโต การเล้ียงดูจากครอบครัว การขาดความรักความ
ผกู พันภายในครอบครวั หรอื สภาพแวดลอ้ มโดยรอบทําให้เดก็ มีความเครียดไมม่ คี วามสุข เปน็ ต้น

ดังน้ันบทบาทสําคัญของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีมีต่อการทํางานต่อเด็กพิเศษกลุ่ม คือจําเป็นท่ี
จะต้องมีความรับรู้ความเข้าใจในตัวเด็กพิเศษกลุ่มน้ีท่ีเป็นสิ่งท่ีสําคัญมาก ๆ ในการดูแลเด็กพิเศษ
กลุ่มน้ีต้องให้ความสําคัญต่อการดูแลเด็กท่ีมีความแปรปรวนทางพฤติกรรมและอารมณ์ ให้เหมาะสม
กับลักษณะและความต้องการของกลุ่มเด็กพิเศษดังกล่าว ซ่ึงไม่ควรมองข้ามจุดเล็ก ๆ ท่ีอาจ
กลายเป็นปัญหาท่ีส่งผลต่อตัวเด็กและส่ิงแวดล้อมรอบตัวเด็กได้ ดังน้ัน การใส่ใจรับฟงั ในปัญหาและ
ความตอ้ งการของเดก็ รวมถงึ การพยายามเข้าถงึ เด็กพิเศษทก่ี าํ ลงั เผชิญตอ่ การปรบั พฤติกรรมหรอื
อารมณ์และสังคมมีความสําคัญในการส่งเสริมให้เด็กสามารถปรับเปล่ียนอารมณ์พฤติกรรมไปในทาง
ท่ดี ีได้

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิ เศษท่ีเป็นเด็กท่ีมีความแปรปรวน
ทางพฤติกรรมและอารมณ์
เด็กท่ีมีปัญหาพฤติกรรมทางอารมณ์และสังคม จะพบว่าสามารถอยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษได้ทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นเด็กท่ีต้องการบริการพิเศษ เด็กท่ีมีความเปราะบาง เด็กท่ีได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์
หรือเด็กท่ีประสบความยากจน เป็นต้น ดังน้ันบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานร่วมกับ
เด็กพิเศษกลุ่มท่ีมีความแปรปรวนทางพฤติกรรมและอารมณ์ น้ันควรจะต้องมีทัศนคติท่ีดี สามารถ
เข้าใจในตัวเด็ก มีการสังเกตท่ีดี เพื่อจะสามารถเข้าถึงกระบวนการในการให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มน้ี
ได้ โดยมบี ทบาทหนา้ ท่ี ดงั กระบวนการตอ่ ไปน้ี

กระบวนการแรกรับ : นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีองค์ความรู้ในเร่ืองโรคท้ังทางกายและทางจิต
เวชเพ่ือค้นหาข้อเท็จจริงท่ีเป็นสาเหตุท่ีมีความเก่ียวข้องต่อพฤติกรรมและอารมณ์สังคมท่ีมีผลต่อเด็ก
นักสังคมสามารถนําข้อมูลท่ีได้จากการวินิจฉัยอาการและโรคจากแพทย์มาประเมินข้อมูลและประเมิน
พฤติกรรมอย่างรอบด้านท้ังด้านอารมณ์ สังคมโดยรอบตัวเด็กพิเศษ หรือทางด้านกายและทางด้าน

15

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

จิตใจ ประเมินว่าเด็กควรต้องได้รับบริการใด นักสังคมซักประวัติและประเมินพฤติการณ์ทางสังคม
และอารมณเ์ ข้าเครือขา่ ยโรคใด อธิบายและชแ้ี จงขอ้ มูลเบ้อื งตน้

การค้นหาข้อเท็จจริง :นักสังคมสงเคราะห์สามารถค้นหาข้อเท็จจริงจากท่ีมาและปัจจัยต่าง ๆ
ท่ีเก่ียวข้องต่อการช่วยเหลือ ซ่ึงมาจากสังคมโดยรอบท่ีมีผลต่อกายใจและสังคมของเด็ก สามารถ
ค้นหาจากพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพกาย จิตใจและ
สังคมของเดก็ ซกั ถามจากเดก็ เช่น สัมภาษณ์เดก็ คน้ หาความต้องการภายในจติ ใจของเด็ก รวมถึง
การเย่ียมบ้านเพ่ือสังเกตสภาพแวดล้อม เช่น สังเกตสิ่งท่ีก่อให้เกิดความเครียดต่อเด็ก การเย่ียม
โรงเรียน การสัมภาษณ์ครูประจําช้ัน ครูประจําวิชา วิธีท่ีท่ีครูจัดการต่อเด็กเม่ือเด็กแสดงความรู้สึก
วิตกกงั วลหรือเครยี ด ศึกษาการรบั รขู้ องเพื่อนและครทู โ่ี รงเรยี นท่มี ตี ่อตัวเดก็ พิเศษ

การประเมินวินิจฉัย : นักสังคมสงเคราะห์ประเมินเด็กและครอบครัวในบทบาทการทําหน้าท่ี
ของครอบครัว เช่น ความพร้อมของพ่อแม่ในการเล้ียงดูในภาวะท่ีเด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีมี
ความเสี่ยง การมีศักยภาพในการเล้ียงดูเด็ก ทัศนคติของพ่อแม่ผู้ปกครอง การทําหน้าท่ีของพ่อแม่
หรือครอบครัวน้ันมีความรักความเอาใจใส่ต่อเด็กหรือไม่ ครอบครัวควรหม่ันสังเกตพฤติกรรม
อารมณ์ และดูแลอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่ ทําความเข้าใจในตัวเด็กและพร้อมท่ีจะให้ความร่วมมือ
การเฝ้าดูเด็กพิเศษท่ีกําลังเผชิญต่อการปรับพฤติกรรมอารมณ์และสังคม รวมถึงการประเมินจาก
การสังเกตจากพฤติกรรมการเขา้ สังคมของเดก็

การวางแผนการช่วยเหลือ : จากการประเมินสถานการณ์และความต้องการของเด็ก โดยนัก
สังคมสงเคราะห์ยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักในการวางแผนการดูแลต่อเน่ือง การติดตาม
การดูแลเด็กท่ีมีปัญหาในการปรับตัวของพฤติกรรมและอารมณ์ควรได้รับการวางแผนและทบทวน
เป็นระยะๆร่วมกับครอบครัว และนักสังคมประสานงานกับเครือข่ายบริการต่าง ๆ และส่ิงแวดล้อม
โดยรอบท่มี ผี ลตอ่ พฤตกิ รรม อารมณ์ การเข้าสังคมของเด็ก โดยต้องมกี ารวางแผนรว่ มกันในการทํา
ความเข้าใจต่อเด็กและโรคและการปฏิบัติต่อเด็กพิเศษ เพื่อท่ีสังคมโดยรอบไม่ว่าจะเป็นครอบครัว
ญาตพิ ี่น้อง เพ่ือน และครูจะสามารถชว่ ยเหลือและเข้าใจและรบั รใู้ นอาการของเดก็ พิเศษได้

การติดตามการรักษา ให้ความช่วยเหลือ : นักสังคมสงเคราะห์มีการเฝ้าติดตาม คอยให้ความ
ช่วยเหลือในการติดต่อท้ังทางพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูท่ีโรงเรียน สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กท่ีจะช่วย
ส่งเสรมิ ให้เดก็ มีพฤตกิ รรม อารมณ์ไปในทิศทางท่ดี ีขน้ึ

การประสานงาน: นักสังคมสงเคราะห์ทําหน้าท่ีประสานงานกับครอบครัวของเด็กและทีมสห
วิชาชีพ เช่น แพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล ครู โดยแต่ละวิชาชีพแต่ละคนน้ันก็จะมีเคร่ืองมือตามเกณฑ์
วิชาชีพของตนเอง โดยมีการประสานงานให้กับแต่ละวิชาชีพในการติดตามประเมินผลการช่วยเหลือ
เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีเหมาะสม สามารถปรบตัวเข้าสู่สังคมไปปกติ ไม่มีความ
วติ กกังวล

ยุติการให้บริการ : นักสังคมสงเคราะห์ติดตามประเมินผลของการช่วยเหลือและทํางาน
ร่วมกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็น เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมไปในทิศทางท่ีดีข้ึน หรือพ่อแม่ผู้ปกครอง
สามารถเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของเด็ก เพื่อเตรียมยุติการให้บริการช่วยเหลือเด็กหรือเตรียมส่งต่อ
เคส เป็นตน้

16

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ้สู อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

ชไมธร จติ ม่นั 6105610700

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทาํ งานกับเดก็ พิเศษ

นักศึกษาสนใจกลุ่มเด็กท่ีบกพร่องทางด้านจิตใจและสังคม เน่ืองจากเป็นเด็กท่ีมีอาการ
ฉุนเฉียวง่าย สมาธิสั้น กระวนกระวาย หลีกเล่ียงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน ขาดเหตุผลในการคิด
มีพฤติกรรมทําร้ายตัวเอง มีความผิดปกติเก่ียวกับการทานอาหาร ซ่ึงจะเห็นได้ว่าครอบครัวเป็นส่ิง
สําคัญสําหรับเด็กกลุ่มน้ี เพราะครอบครัวจะเป็นสิ่งสําคัญในการผลักดันในการรักษาความบกพร่องน้ี
เพราะเป็นสถาบันทางสังคมท่ีใกล้ชิดต่อตัวเด็กมากท่ีสุด จึงมีบทบาทสําคัญในการช่วยเหลือหรือ
แก้ไขความบกพร่องน้ี

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีทํางานกับกลุ่มเด็กท่ีบกพร่องทางด้านจิตใจและสังคม
จงึ ให้ความสําคญั กบั ครอบครัวเปน็ หลัก เนือ่ งจากครอบครัวเปน็ สถาบันทางสังคมที่ใกล้ชดิ กับตวั เด็ก
มากทส่ี ุด

โดยข้นั ตอนกระบวนการในการทํางานแบง่ ออกเปน็ 6 ข้นั ตอน คือ
1. ข้ันแรกรับ (Intake case) - เป็นข้ันตอนของการประเมินความต้องการของผู้ปกครองและ

เด็ก ความเสี่ยงท่ีเด็กเผชิญ อาการของโรค หน่วยงาน ทีมสหวิชาชีพท่ีเก่ียวข้อง และความ
ร่วมมือขอบผูป้ กครองหรอื ผู้ท่เี ก่ยี วข้องกบั เดก็
2. การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact finding) – เป็นข้ันตอนของการซักประวัติจากผู้ปกครอง
โดยซักถามปัญหาและความต้องความช่วยเหลือ ทัศนคติสมาชิกในครอบครัว การเย่ียมบ้าน
เพ่ือสังเกตสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความเส่ียงท่ีเด็กกําลังเผชิญ
ศักยภาพของครอบครวั
3. การประเมินเด็กและครอบครัว (Assessment) – เป็นข้ันตอนการประเมินศักยภาพขอบ
ครอบครัว ปัจจัยสั งคมสภาพแวดล้อม ความต้องการการรับพั ฒนาการของเด็ก
โดยใช้ CGAS GFES เป็นเคร่อื งมือท่ใี ช้ในการประเมิน
4. การวางแผนช่วยเหลือ (Implement treatment) – โดยแผนจะเป็นการเน้นไปท่ีตัวของเด็ก
เพื่อใหเ้ ด็กสามารถมีพัฒนาการไปตามวัย ประกอบกบั การทําให้ครอบครวั ดํารงอยู่ในสังคมได้
5. การติดตามการรกั ษา ช่วยเหลอื (follow up)
6. การประสาน ส่งต่อ ให้ทีมสหวิชาชีพ (referral) หรอื ยุติการใหบ้ รกิ าร (Terminate)

17

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

นายธวัชชัย กูลหลัก 6105680117

ใบงานท่ี 5 บทบาทนกั สังคมสงเคราะหใ์ นการทาํ งานกับเดก็ พิเศษ
“เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเดก็ ยากจน (เป็นพิเศษ)”

เด็กทุกคนคือ“เด็กพิเศษ” ท่ีต้องคํานึงศักยภาพเฉพาะตัว “เด็กพิเศษ” ท่ีเป็น “เด็กยากจน
(เป็นพิเศษ)” เป็น “ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา” แน่นอนว่า“การศึกษาเป็นประตูไปสู่โอกาสท่ีดีกว่า”
สิ่งสําคัญท่ีสามารถทําให้เด็กกลุ่มน้ีได้รับการดูแลก็คือ “การศึกษา” ประโยคน้ีท่ีกล่าวไปข้างต้นเป็น
ความจริงท่ียากจะปฏิเสธ แต่เป็นความจริงอีกเช่นกันท่ีเด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัส
ประตูบานน้ี เพราะฐานะท่ียากจนและต้นทุนชีวิตท่ีน้อยกว่าคนอ่ืน ดังท่ีผู้เขียนได้นําเสนอไปในงานเขียน
ก่อนหน้า

ผู้เขียนในฐานะนักศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีความเห็นว่าการทํางานกับเด็กพิเศษแต่ละ
กลุ่มน้ันมีความแตกต่างกันไปตามสิ่งท่ีต้องคํานึงคือ ศักยภาพเฉพาะตัวของเด็กพิเศษ เช่นเดียวกัน
กับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิเศษเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเด็ก
ยากจน (เป็นพิเศษ) น้ันอาจต้องใช้การประเมินและการทํางานท่ีแตกต่างจากกลุ่มอ่ืน ๆ เด็กพิเศษ
กลุ่มน้ีเป็นเด็กพิเศษท่ีมีความเปราะบางได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ท่ีส่งผลต่อการเข้าไม่ถึงหรือ
เส่ียงหลุดออกจากระบบการศึกษา บทบาทในลําดับแรกของนักสังคมสงเคราะห์ คือการประเมิน
สภาพในมิติ กาย จิต สังคม และสภาพแวดล้อมทรัพยากรท่ีเด็กสามารถเข้าถึงได้ และให้การ
ช่วยเหลือผ่านการปรับกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ เร่ิมจากบทบาทแรกรับ ค้นหาข้อเท็จจริง
การประเมินเด็กและครอบครัว สภาพครอบครัวของเด็กยากจน (เป็นพิเศษ) เด็กกลุ่มน้ีมักอยู่ใน
ครอบครัวแหว่งกลาง ผู้ปกครองย้ายไปทํางานในพ้ื นท่ีอ่ืนหรือพ่ อแม่แยกทางกัน เด็กบางคน
กลายเป็นเสาหลักหารายได้เล้ียงครอบครัวจนไม่ได้ไปเรียน บางครอบครัวผู้ท่ีทํางานมีรายได้หลัก
อาจจะตกงาน หรือมีผู้ป่วยเร้ือรัง พิการ ทําให้เด็กต้องสละเวลาเรียนเพ่ือดูแลคนในครอบครัว ด้านท่ี
อยู่อาศัย อาจอยู่บ้านเช่า อยู่หอพัก อยู่กับผู้อ่ืน หรืออาศัยตามท่ีสาธารณะ ท่ีรกร้าง ส่งผลต่อ
การถูกไล่ท่ี การย้ายท่ีอยู่และย้ายโรงเรียนการเดินทางจากท่ีอยู่อาศัยท่ีห่างไกล ไม่มีพาหนะในการ
เดินทาง นําไปสู่การขาดเรียนและหลุดพ้นออกจากระบบการศึกษาในท่ีสุด ซ่ึงนอกจากส่งผลในด้าน
การศึกษาแล้วยังส่งผลทางด้านอ่ืน ๆ อีกหลายด้ายเป็นประเด็นท่ีซับซ้อน อาทิ ความปลอดภัยในชีวิต
อาหาร น้าํ ดม่ื ไฟฟา้ ของใช้ในครวั เรือน ทง้ั หมดน้ลี ว้ นส่งผลตอ่ สุขภาพและคณุ ภาพชีวิตทด่ี ี นักสังคม
สงเคราะห์จึงมีส่วนสําคัญอย่างย่ิงในบทบาทการค้นหาข้อเท็จจริง ลงพื้นท่ีเก็บข้อมูล ศึกษาสภาพ
ครอบครัว สู่บทบาทต่อมาคือการบทบาทการวางแผนการช่วยเหลือร่วมกับทีมสหวิชาชีพ บทบาทกับ
กรทํางานกับเด็กกลุ่มน้ีอาจต้องร่วมทํางานในการวางแผนช่วยเหลือในหลายมิติท้ังในและนอกระบบ
การศึกษา องค์การปกครองส่วนท้องถ่ิน สถานศึกษา คนในชุมชน ภาคประชาสังคม และทุนทาง
สั งคมอ่ืน ๆ จากน้ันคือบทบาทการติดตามการช่วยเหลือว่าเด็กสามารถดําเนินชีวิตอยู่ใน
สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมได้หรือไม่ รวมท้ังสภาพแวดล้อมรอบข้าง ครอบครัว (กาย จิต สังคม
อารมณ์) ท่ีสําคัญอีกประการคือบทบาทการประสานส่งต่อเพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการดูแลท่ีมีประโยชน์
สูงสุดรวมถึงบทบาทการยุติการให้บริการ และบทบาทของนักสังคมในการผลักดันไปสู่การ
เปล่ียนแปลงเชิงนโยบาย ให้ความสําคัญกับเด็กพิเศษ มีวิธีการ การดูแลท่ีเหมาะสมตรงตามความ

18

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

ต้องการศักยภาพท่ีเด็กพิเศษมี นําไปสู่การพัฒนานโยบายและส่ิงต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับเด็กพิเศษท่ี
ยง่ั ยืนตอ่ ไป

โดยสรุปแล้วผู้เขียนมีความเห็นว่า บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ท่ีสามารถทําได้อย่างเป็น
รู ป ธ ร ร ม คื อ ก า ร ร่ ว ม กั บ ส ถ า น ศึ ก ษ า ใ น ก า ร ทํ า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ ต รี ย ม ค ว า ม พ ร้ อ ม เ ด็ ก ก ลุ่ ม น้ี
ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพ่ือดเให้เด็กสามารถปรับตัวได้ รวมถึง
สร้างการรับรู้ในวงกว้างเพื่อการเข้าใจเด็กพิเศษกลุ่มน้ี ร่วมกับการดูแล ประเมินในมิติสภาพแวดล้อม
บ้าน ครอบครัว ผู้ปกครอง ช่วยเหลือให้ครอบครัวสามารถดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสม ผ่าน
กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ การส่งต่อบริการ และการทํางานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพราะการ
ช่วยเหลือเด็กกลุ่มน้ีมีความซับซ้อนและปัญหาท่ีแตกต่างกันไปในละกรณี บทบาทท่ีสําคัญท่ีสุดน้ันคือ
การรับรู้ เข้าใจ และร่วมกับบทบาทของทุกภาคส่วนในการร่วมกับขับเคล่ือน ดูแล “เด็กพิเศษ”
ท่ีเป็น “เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเด็กยากจน (เป็นพิเศษ)” ให้สามารถดําเนินชีวิตอยู่ใน
สังคมไดอ้ ย่างมคี วามสุขและมคี ณุ ภาพชีวิตทด่ี ี

19

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ธนปรชั ญ์ เมอื งพวน 6105680166

งานสังคมสงเคราะห์เป็นการปฏิบัติงานท่ีต้องมีการร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ประกอบไปด้วย
แพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก นักกิจกรรมบําบัด ฯลฯ โดยนักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสําคัญ
คือ การเน้นท่ีการแลกเปล่ียนระหว่างพลวัตรของปัญหาทางสังคมและจิตใจของเด็กพิ เศษ
ซ่ึงมีเป้าหมายการรักษาท่ีครอบคลุมถึงส่ิงแวดล้อมใกล้ชิดท่ีมีผลต่อเด็กพิเศษ และปัญหาของเด็ก
พิเศษท่ีส่งผลกระทบต่อบุคคลเหล่าน้ันทําให้เกิดความเครียด ความกดดัน ดังน้ันการปรับปรุง
ทําให้ดีข้ึนจึงเป็นเป้าหมายสําคัญในการปฏิบัติงาน ซ่ึงงานสังคมสงเคราะห์สามารถกล่าวได้ว่าเป็น
การปรับพฤติกรรมและดัดแปลงส่ิงแวดล้อม นอกจากน้ันแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ยังเป็นผู้ได้รับการ
ยอมรับว่ามีความสามารถในการทําครอบครัวบําบัดและการรักษาด้วยการพู ดคุย โดยนักสังคม
สงเคราะห์มีบทบาทในทุกข้ันตอนในกระบวนการบําบัดรักษาท่ีเร่ิมต้ังแต่การเก็บข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ
เด็กพิเศษอย่างมีความรู้หลายศาสตร์ เพ่ือช่วยในการประเมินและวินิจฉัยโรคท้ังทางกายและทางจิต
เวชในเบ้ืองต้นได้ อันนํามาซ่ึงความเช่ือม่ันในตัวนักสังคมสงเคราะของผู้ปกครอง สามารถให้
คําแนะนําผู้ป่วยและญาติและให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยตามความจําเป็น จนไปถึงช่วยฟ้ นื ฟู
สมรรถภาพของเด็กพิเศษและลดภาวะความเครียดของส่ิงแวดล้อมท่ีมีต่อเด็กพิเศษ กล่าวคือ
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์การทํางานกับเด็กพิเศษมีการทํางาน
เป็นทีมร่วมกับสหวิชาชีพ โดยนักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้มีบทบาทหลักด้านครอบครัว สังคม
และเศรษฐกิจของเด็กพิเศษ มีหน้าท่ีให้บริการกับเด็กพิเศษต้ังแต่เร่ิมการรักษาไปจนถึงสิ้นสุดการ
รักษา เร่ิมจากการรับแจ้งเบ้ืองต้นและข้ันตอนแรกรับ (Intake) โดยมีการประเมินความต้องการ
ของเด็กพิเศษและผู้ปกครอง ประเมินความเสี่ยงของปัญหา สถานการณ์ ส่ิงแวดล้อมทางสังคม
และบริการเร่งด่วนท่ีจําเป็นต่อเด็กพิเศษ การแสวงหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) นักสังคม
สงเคราะห์ต้องแสวงหาข้อมูลท่ีเป็นสาระสําคัญของปัญหาและปัจจัยท่ีเก่ียวข้องโดยการใช้ทักษะต่าง ๆ
อย่างเหมาะสม นอกจากการซักประวัติจากเด็กและผู้ปกครองแล้วท่ีทําให้เห็นถึงการตอบสนองและ
ทัศนคติในการเล้ียงดูของสมาชิกในครอบครัว การเย่ียมบ้านและการเย่ียมโรงเรียนถือเป็นส่ิงสําคัญ
อย่างย่ิงในการได้มาซ่ึงข้อเท็จจริงท่ีหลากหลายมุมมองเพื่ อให้เห็นต้นตอเหตุแห่งปัญหาท่ีแท้จริง
จากน้นั จึงนาํ ส่ิงท่คี น้ พบมาเรียงลาํ ดบั ความสําคัญจาํ เปน็ เพื่อดาํ เนินการในข้นั ต่อไป

การประเมินเด็กและครอบครัว (Assessment) เน้นการประเมินแบบองค์รวมโดยนักสังคม
สงเคราะห์ต้องมุมมองท่ีใช้ในการประเมินท้ังการใช้มุมมองทางกาย จิตใจ สังคม (Bio Psycho
Social Assessment) การประเมินสภาวะครอบครัว (Family Assessment) การประเมินความ
เสี่ยง (Risk Assessment) และการประเมินความต้องการ (Need Assessment) ซ่ึงนักสังคม
สงเคราะห์ต้องจําแนกแยกแยะ (Classify) ในปัญหาต่าง ๆ ตามลักษณะของปัญหาท่ีปรากกฎให้เห็น
เพ่ือนําไปสู่การจัดบริการท่ีเหมาะสม โดยในการทํางานกับกลุ่มเป้าหมายจะต้องอยู่ภายใต้กรอบในการ
ประเมิน (Assessment Framework) ไปสู่การวางแผนช่วยเหลือ (Implement) ท่ีมีการพิจารณา
ลําดับข้ันตอนและกระบวนการช่วยเหลือ โดยต้องพิจารณาอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็น

20

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

จริงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ ซ่ึงการดําเนินการอาจไม่เป็นไปตามข้ันตอน ข้ึนอยู่กับ
ความเร่งด่วนของแต่ละกรณีและความพร้อมของทรัพยากร การติดตามประเมินผล (Follow Up)
เป็นการสรุปผลท่ีเกิดข้ึนจากการดําเนินงานว่าได้ก่อให้เกิดผลการเปล่ียนแปลงต่อผู้ใช้บริการและหรือ
ครอบครัวอย่างไร ก่อให้เกิดปัญหา หรือผลกระทบตามมาแบบใด ซ่ึงจะนําไปสู่การประเมินสภาวะและ
สถานการณ์ใหม่ การวางแผนและการดําเนินงานใหม่อีก และเพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงและ
พัฒนาต่อไป จากน้ันจึงมีการประสานส่งต่อ (Referral) เป็นการเสนอเหตุผล ข้อเท็จจริงให้เห็นถึง
ความสําคัญจําเป็นในการส่งต่อผู้ใช้บริการไปยังหน่วยงานอ่ืน และสะท้อนถึงการดําเนินงานในการส่ง
ต่อ ว่ามีระบบประสานงานโดยทางใดบ้าง เพ่ือเป็นหลักประกันให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการในหน่วยงาน
อ่นื โดยได้รบั การดแู ลและค้มุ ครองอยา่ งตอ่ เน่อื ง

จากท่ีได้กล่าวไปในข้างต้นถึงบทบาทนักสังคมสงเคราะห์การทํางานกับเด็กพิเศษ จะเห็นได้ว่า
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิ เศษน้ันมีความคล้ายคลึงการให้บริการทาง
การศึกษาสําหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินท่ีนักศึกษาได้ค้นคว้าไปในใบงานท่ี 3 นักศึกษา
จึงขอยกบริการดังกล่าวมาเพื่ อแสดงให้เห็นถึงความสอดกับงานสั งคมสงเคราะห์ท่ีทํางานกับเด็ก
พิเศษท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน ท่ีว่าด้วยหลังจากการคัดกรองจากโรงพยาบาลแล้วบิดา
มารดาของเด็กสามารถนําเด็กไปรับการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมได้จากศู นย์การศึ กษาพิ เศษประจํา
จังหวัดต่าง ๆ และศูนย์การศึกษาพิเศษสังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตลอดจนศูนย์บริการเด็กท่ีมีความ
บกพร่องทางการได้ยินของเอกชน บริการดังกล่าวจะให้การแนะนําวิธีดูแลและฟ้ ืนฟู สมรรถภาพ
ทางการได้ยิน การสอนภาษามือ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ตามพัฒนาการของ
อายุและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล เม่ือเด็กได้รับการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ และถึงวัย
เรียน เด็กเหล่าน้ีก็จะได้รับการส่งต่อสู่สถานศึกษาท่ีเหมาะสมตามความเห็นชอบร่วมกันของ
ผู้ปกครองและนักสหวิชาชีพต่อไป อน่ึงศูนย์การศึกษาพิเศษต่าง ๆ สามารถอํานวยความสะดวกใน
การจดทะเบียนคนพิการ เพ่ือให้ได้รับสิทธิทางการแพทย์ สาธารณสุข และการศึกษาได้ด้วย โดยมี
เส้นทางการให้บริการทางการศึกษาสําหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินช่วงการช่วยเหลือ
ระยะแรกเรม่ิ (Early Intervention Services) ดงั น้ี

1. ข้นั ส่งตอ่ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเตมิ (Referral)
- หากสงสัยวา่ จะมคี วามพิการ
- ส่งตอ่ เพ่ือการวนิ จิ ฉยั (หากพ่อแมไ่ ม่ขัดข้อง)
- แนะนําบริการชว่ ยเหลอื ระยะแรกเรม่ิ แกพ่ ่อแม่
- แต่งตง้ั ผู้ประสานงาน

2. ผปู้ ระสานงานบรกิ ารชว่ ยเหลือระยะแรกเร่มิ
- ให้ขอ้ มลู ข่าวสารเก่ยี วกบั บริการชว่ ยเหลอื เดก็
- แจง้ สิทธติ า่ ง ๆ ของเด็ก และผ้ปู กครอง
- รวบรวมผลการประเมนิ วนิ ิจฉยั ตา่ ง ๆ

3. การประเมนิ
- ตรวจวัดการได้ยิน
- ใหค้ ําปรกึ ษาผปู้ กครอง

21

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

- เตรียมข้อมลู เพื่อจัดทําแผนการบริการเฉพาะครอบครวั
4. การจดั แผนการบริการเฉพาะครอบครัว

- ครอบครัวบอกความม่งุ หวงั เก่ยี วกับเด็ก
- ผปู้ ระสานงานแจง้ บรกิ ารทจ่ี ดั ให้
- พัฒนาแผนการบริการเฉพาะครอบครัวร่วมกนั
- ครอบครวั ใหค้ วามเหน็ ชอบ ตดิ ตาม ประเมนิ ผล
5. ชว่ งเชอ่ื มต่อ (Transition)
- วางแผนร่วมกบั ครแู ละนักสหวชิ าชีพ
- จัดทําแผนบริการช่วงเช่ือมต่อทางการศึกษาหรือการเช่ือมต่อสู่โรงพยาบาล

หรอื ศูนย์ฟ้ นื ฟูสมรรถภาพอน่ื ๆ
6. การทบทวนแผนการบริการเฉพาะครอบครัว (อย่างน้อยทุก 6 เดือน) สิ่งท่ีเด็กจะ

ได้รับการพั ฒนาในศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม (หลักสูตรหรือมวล
ประสบการณ)์ ได้แก่
- การพัฒนาทางร่างกาย (Physical) (รวมทง้ั การเห็นและการได้ยิน)
- การส่ือสาร (Communication)
- การพัฒนาทางอารมณแ์ ละสังคม (Emotional/Social)
- การพัฒนาความคิด สติปัญญา (Cognitive)
- การปรับตวั /การชว่ ยเหลือตนเอง (Adaptive development)

22

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ้สู อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

เบญจวรรณ อทุ ธิยา 6105680182

เด็กทม่ี ีความบกพร่องด้านสติปญั ญา
บทบาทหน้าทส่ี ําคญั ของนกั สังคมสงเคราะห์ ท่เี ช่อื มโยงกับงานบรกิ ารผู้ท่มี ีความบกพร่องทาง
สติปัญญา

1. การตรวจวนิ จิ ฉยั ทางสังคมสงเคราะห์ (Social Assessment and Diagnosis)
นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีความรู้ ทราบข้อมูลเก่ียวกับผู้ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา

และสามารถวิเคราะห์ ประเมินอาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง โดยทํางานร่วมกับทีมสหวิชาชีพอ่ืน ๆ
เพื่อประเมนิ พัฒนาการ เช่น จติ แพทย,์ พยาบาล, นักกจิ กรรมบาํ บดั , ครกู ารศึกษาพิเศษ เปน็ ต้น
นกั สังคมสงเคราะหจ์ ะมีบทบาทสําคัญในการทํางานรว่ มกับผทู้ ม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา ดังน้ี
1. ซักประวัติ ได้แก่ ประวัติก่อนคลอด การคลอด และหลังคลอด รวมท้ังพงศาวลีของครอบครัว 3

รุ่นในปัญหาการเรียน ความผิดปกติทางจิตเวช ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ความผิดปกติทาง
ระบบประสาท หรือพัฒนาการถดถอย
2. การตรวจร่างกาย และตรวจทางระบบประสาท ประเมินลักษณะผิดปกติ minor physical
anomalies, การเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านร่างกาย, เส้นรอบศีรษะเทียบกับค่าปกติ,
ลักษะณะของใบหน้า เช่น คางเล็ก, ตาห่าง หรือริมฝีปากบนบาง เป็นต้น มีการใช้รูปถ่ายหรือ
วิดีทัศน์เพื่อดูลักษณะร่างกายและท่าเดิน, ลักษณะพฤติกรรมท่ีแสดงออก และตรวจเทียบอาการ
ตาม Wood’s light และ dermatoglyphic
3. ประเมนิ ระดับเชาวนป์ ญั ญาและพฤตกิ รรมการปรบั ตน โดยใช้เครอ่ื งมอื ตอ่ ไปน้ี

3.1 กรณที ่หี น่วยบรกิ ารไม่มีนักจติ วิทยา อาจใช้
- คู่มือประเมินความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเด็กอายุ 2-15 ปี (เชาวน์เล็ก) ซ่ึงเป็น

เคร่ืองมือคัดกรองสติปัญญาท่ีง่าย ทดสอบได้ในเวลารวดเร็ว ซ่ึงผู้ทดสอบควรผ่านการ
อบรม
- อาจใช้วิธีการประเมินระดับเชาวน์ปัญญาเบ้ืองต้น เช่น Gesell figure drawing test
หรอื Draw A Person test เปน็ ตน้
3.2 กรณีท่ีประเมินระดับสติปัญญาโดยนักจิตวิทยา สามารถใช้แบบประเมินระดับเชาวน์
ปัญญาต่อไปน้ตี ามขอ้ จาํ กดั ของเดก็ แตล่ ะราย
- Stanford-Binet Intelligence Scale (5th Edition) ใช้ทดสอบเด็กท่ีมีอายุต้ังแต่ 2 ปี
ขน้ึ ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ
- Wechsler Intelligence Scale for Children (WISC-IV) ใช้ในเดก็ อายุ 6-16 ปี
- แบบประเมินพฤติกรรมการปรับตน Vineland Adaptive Behavior ScaleII (VBAS
II)
4. ประเมิน เพ่ื อหาสาเหตุของภาวะบกพรอ่งทางสตปัญญา เม่ือวินิจฉัยภาวะบกพรอ่งทาง
สติปัญญาได้แล้ว ควรมีการประเมินเพ่ื อหาสาเหตุของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
มวี ตั ถุประสงคเ์ พื่อ

23

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

- ค้นหาความผิดปกติแบบ progressive หรือ degenerative เช่น Rett syndrome
หรือCockayne syndrome เปน็ ตน้

- ค้ น ห า โ ร ค ท่ี รั ก ษ า ไ ด้ เ ช่ น phenylketonuria ภ า ว ะ พ ร่ อ ง ไ ท ร อ ย ด์ ฮ อ ร์ โ ม น
(hypothyroidism)

- ให้คําแนะนําปรึกษาผู้ปกครองเก่ียวกับอาการ อาการแสดง ภาวะแทรกซ้อน ความเสี่ยงใน
การเกิดซ้าํ และเตรยี มการแกไ้ ขปญั หาทพ่ี บร่วมด้วย

- การตรวจพิเศษ ใช้ในกรณีท่ีมีข้อบ่งช้ี เช่น ถ่ายภาพรังสีกระดูก Muscle biopsies
ตรวจดีเอ็นเอ และอณูพันธุศาสตร์ วิเคราะห์โครโมโซม ตรวจ organic and amino
acids ตรวจ Fluorescence in situ hybridization ในรายท่ีสงสัย microdeletions
หรอื ความผิดปกติของโครโมโซมส่วนปลาย ตรวจทางรังสีระบบประสาท เป็นตน้

5. ประเมนิ ความผดิ ปกตทิ ่พี บรว่ มกับภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา ได้แก่
- ปัญหาพฤตกิ รรม ไดแ้ ก่ ซน อยู่ไมน่ ่งิ สมาธิส้ัน ทําร้ายตนเอง ก้าวรา้ ว กระต้นุ ตนเอง
เช่น ตบมือ เขยง่ เท้า ดอ้ื เกเร อาจพบโรคอารมณส์ ับสนแปรปรวนและโรคจิตไดบ้ ้าง
- ประสาทสัมผัสบกพร่อง ได้แก่ การได้ยินบกพร่องหรือมีปัญหาในการมองเห็น เช่น
ตาเข และสายตาผิดปกติ โดยการส่งตรวจการได้ยินและตรวจตาโรคทางกาย ได้แก่
โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนในกลุ่มอาการดาวน์ หรืออาการ
ชักซ่งึ พบได้บ่อยกวา่ บคุ คลท่วั ไป

นอกจากน้ีนักสังคมสงเคราะห์จะต้องประเมินความเสี่ยง ดูแลความปลอดภัย รวมถึงบริการ
เร่งด่วนท่ีจําเป็นต้องได้รับการรักษา เม่ือเด็กมีอาการของโรคประเภทต่าง ๆ ร่วมด้วยในบางกรณี
อาจมีการประสาน ส่งต่อข้อมูลเคสให้กับหน่วยงานท่ีเหมาะสม ให้คําแนะนําในการรักษา โดยรับฟงั
ความต้องการของผปู้ กครอง และเคารพความต้องการของเดก็

2. บรกิ ารด้านสังคมสงเคราะห์ ใหบ้ ริการปรกึ ษา
การให้บริการแนะนํา แก้ไขปัญหาทางจิตใจ, สังคม ของผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและ
สติปัญญา และครอบครัว เสริมพลังครอบครัว (Empowerment) ให้ความรู้ ความเข้าใจด้าน
พัฒนาการเด็กและสติปัญญา จิตเวชเด็กและวัยรุ่น ตลอดจนสร้างเจตคติเชิงบวกต่อผู้บกพร่อง
ด้านพัฒนาการและสติปัญญา และครอบครัว แก่เพื่อนบ้าน ชุมชน และสังคม เป็นรายบุคคล กลุ่ม
และครอบครวั
- ให้บริการปรึกษาแนะนําเก่ียวกับกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ท่ีผู้บกพร่อง
ด้านพัฒนาการและสติปัญญาควรจะได้รับ ตลอดจนการพิทักษ์สิทธิของผู้บกพร่องด้าน
พัฒนาการและสติปญั ญาและครอบครัว
- ให้บรกิ ารสังคมสงเคราะหช์ มุ ชน
- การเย่ียมบ้าน/เย่ียมโรงเรียน/ สถานประกอบการ เพื่อให้คําแนะนําและความช่วยเหลือทาง
จิตใจ – สังคมแก่ผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปัญญาและครอบครัว รวมท้ัง โรงเรียน
ชุมชน และนายจ้าง/เพ่ือนร่วมงานในสถานประกอบการ

24

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

- ประสานงานเครือข่าย องค์กรท่ีเก่ียวข้อง ในการจัดหาทรัพยากรทางสังคมต่าง ๆ เพ่ือให้
ความช่วยเหลอื แกผ่ ้บู กพรอ่ งด้านพัฒนาการและสตปิ ัญญาและครอบครวั

- ให้คาํ ปรกึ ษาแนะนาํ ปญั หาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์

3. พัฒนาทักษะพ้ืนฐานการทํางานแก่ผู้บกพรอ่ งทางพัฒนาการ และสติปญั ญา
ให้บริการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพด้านทักษะการปรับตัวทางสังคม ทักษะพื้นฐานในการทํางานแก่

ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา ให้สามารถดํารงชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างเต็มศักยภาพ
โดยมีบรกิ าร ดงั น้ี

- การเตรียมความพร้อมโดยการฝึกทักษะการปรับตัวทางสังคมและทักษะพื้นฐานในการทํางาน
ทง้ั รายบคุ คลและกลุ่ม

- ทดลองปฏิบัติงานตามหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ของสถาบันฯ (on the job training)
- จัดหางานในสถานประกอบการ บริษัท ฯลฯ ให้ตามความเหมาะสมกับผู้บกพร่องทาง

พัฒนาการและสตปิ ญั ญาและหรอื ตามคณุ สมบตั ิท่นี ายจา้ งต้องการ
- ให้คําปรึกษาแนะนําแก่ผู้ปกครองเก่ียวกับวิธีการดูแลและการฝึกระเบียบวินัยในการทํางานแก่

ผู้บกพรอ่ งทางพัฒนาการและสตปิ ัญญา
- ติดตามและให้คําปรึกษาแนะนําเก่ียวกับปัญหาในการทํางานแก่ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและ

สตปิ ญั ญา ผ้ปู กครอง นายจา้ งและเพ่ือนร่วมงาน

4. คลินิกครอบครัวบําบัดสําหรับผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปัญญาผู้ป่วยจิตเวชเด็ก
และวัยรุน่ และครอบครัว (Family Therapy)

การให้บริการบําบัดทางสังคม จิตใจแก่ผู้บกพร่องด้านพั ฒนาการและสติปัญญาและ
ครอบครัวท่ีมีความเครียดหรือปัญหายุ่งยากซับซ้อนในการจัดการอารมณ์ของตนเอง มีความเครียด
หรือปัญหาสุขภาพจิตจากการดูแลบุตรหลานท่ีบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปัญญา ท่ีกระทบต่อ
บทบาทในครอบครัวและการทําหน้าท่ีทางสังคม (Family Roll and Social Function) ให้สามารถ
ใช้ศักยภาพของตนเองในการเข้าใจปัญหา สาเหตุ และความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน
สามารถจัดการปัญหาและปฏิบัติหน้าท่ีทางสังคมได้อย่างเหมาะสม รวมท้ังแก้ไขปัญหาสัมพันธภาพ
ระหว่างสมาชิกครอบครัว และสภาพแวดล้อมท่ีเป็นอุปสรรคท่ีมีผลต่อการบําบัดรักษา ในลักษณะ
รายบุคคล คู่สมรส และครอบครวั

5. บริการด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์
ให้บริการสอน บรรยาย ฝึกอบรม และให้การศึกษาดูงาน ท้ังภาคทฤษฎีและฝึกภาคปฏิบัติ

ทางสังคมสงเคราะห์จติ เวชด้านพัฒนาการและสตปิ ญั ญา
- หลกั สูตรครอบครวั บาํ บัดสําหรับบุคลากรท่ปี ฏิบตั งิ านด้านครอบครวั และเดก็
- หลักสูตรการพัฒนาผู้ฝึกสอนงาน เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บกพร่องทางสติปัญญาสู่การ
ทาํ งาน

25

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

- การวิจัยทางสังคมและพัฒนา ศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทาง
สังคมสงเคราะหจ์ ติ เวชด้านพัฒนาการและสติปัญญา

6. การฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
นักสังคมสงเคราะห์จําเป็นต้องประสานงาน และให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาสุขภาพกาย

และสุขภาพจติ โดยมแี นวทางช่วยเหลอื เฉพาะทาง ในพัฒนาการท้งั 4 ด้าน ดงั น้ี
- กายภาพบําบัด เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเน้ือมัดใหญ่ การเคล่ือนไหว แก้ไขการเดิน และลด
การเกร็งตัวของกล้ามเน้อื
- กิจกรรมบําบดั เนน้ พัฒนาการด้านกล้ามเน้อื มัดเลก็ การหยบิ จบั สมาธิ และการรบั รู้สัมผสั
- แก้ไขการพูด (Speech Therapy) เน้นพัฒนาการดา้ นภาษาและการสื่อสาร
- ฝกึ ทกั ษะในชวี ติ ประจาํ วัน (Activity of Daily Living Training) เน้นพัฒนาการดา้ นสังคม
และการดแู ลตนเองในชีวติ ประจําวนั
7. การฟ้ นื ฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา
ส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมให้มากท่ีสุด โดยทําแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

จําเป็นต้องออกแบบการสอนให้เหมาะสมกับจุดเด่น จุดด้อย และความสนใจของเด็กแต่ละคน เพื่อให้
เกิดการเรียนรู้ท่ีง่ายไม่สับสน มุ่งหมายท่ีจะให้เด็กสามารถนําทักษะท่ีได้จากช้ันเรียนไปใช้ในชีวิตจริง ๆ
นอกหอ้ งเรยี น ขอ้ สําคัญคอื ควรให้เดก็ มีโอกาสทาํ กจิ กรรมต่าง ๆ รว่ มกบั เด็กปกติ

8. ส่งเสริมการเขา้ ถงึ สวสั ดกิ าร และการออกเอกสารรบั รองความพิการ
ส่งเสริมความเท่าเทียม และจัดสวัสดิการให้ผู้ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา การเข้าถึง

บริการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมให้รัฐและผู้มีหน้าท่ีรับผิดชอบจัดนโยบาย และระบบการทํางานให้
สามารถดูแลบคุ คลท่มี ีความบกพร่องด้านตา่ ง ๆ ในชุมชนใหเ้ พียงพอตอ่ ความต้องการ

26

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

นางสาวฐิตาพร แอนกาํ โภชน์ 6105680356

กลุ่มเด็กท่มี คี วามพิการทางการไดย้ ิน
เด็กพิเศษ คือ เด็กท่ีจําเป็นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเขาเหล่าน้ันคือผู้ท่ีมีความ
เปราะบางท่ีแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านร่างกาย สติ ปัญญา พัฒนาการต่าง ๆ โดยในท่ีน้ี
จะกล่าวถึงเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ ท่ีจะเป็นผู้คอยให้
การช่วยเหลือ แนะนําพวกเขาให้มีคุณภาพท่ีดีย่ิงข้ีน เพราะการได้ยินน้ันเป็นสิ่งสําคัญต่อพัฒนาการ
และการใช้ชีวิตของเด็กเหล่าน้ัน โดยกระบวนการทํางานของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีทํางานกับเด็กท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางการไดย้ ิน มขี น้ั ตอนดังตอ่ ไปน้ี
ข้ันตอนท่ีหน่ึง การแรกรับ - การช้ีแนะอธิบายอย่างง่าย ๆให้ครอบครัว และเด็กให้เข้าใจต่อ
สถานการณ์ท้ังในปัจจุบันและอนาคต แนวทางการช่วยเหลือของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีจะดําเนินการ
ต่อไป ในข้ันน้ีนักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้ความรู้ในการประเมินรอบด้านท้ังในเร่ืองของหูท่ีมีความ
บกพร่อง อาการของเด็กท่ีเกิดข้ึน ความต้องการของเด็ก ครอบครัวถึงความเป็นไปในอนาคตท่ี
จะต้องหาทางรับมอื และชว่ ยเหลอื ต่อไป
ข้ันตอนท่ีสอง การค้นหาข้อเท็จจริง – นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีการซักประวัติครอบครัว
เพ่ือให้ทราบถึงท่ีมีของความบกพร่องทางการได้ยินของเด็กทีเกิดข้ึน ระยะเวลา ปัจจัยของสาเหตุ
ต่าง ๆ ตลอดจนทัศนคติของครอบครัวท่ีมีต่อเด็กท่ีต้องหูหนวกหรือหูตึง นอกจากการซักประวัติ
ครอบครวั แล้วการซกั ประวัติเดก็ ก็มีความสําคัญ ซง่ึ ในการซักประวตั เิ ด็กอาจมคี วามยากกวา่ เนอ่ื งจาก
เร่ืองของด้านการพู ดและภาษาท่ีมีข้อจํากัดเร่ืองของช่วงวัย รวมไปถึงอาการ/ความบกพร่องท่ี
เกิดข้ึน โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องอาศัยทักษะการสังเกตเพื่อดูอาการทางกาย ทางจิตและทาง
สั งคม ประเมินความต้องการความเสี่ ยงท่ีอาจจะเกิดข้ึนต่อตัวเด็ก ตลอดจนการสั งเกต
สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเย่ียมบ้าน การไปยังโรงเรียนท่ีเด็กคนน้ันกําลังศึกษาอยู่
เพ่ือค้นหาข้อมูลมาประเมินศักยภาพของครอบครัว ความพร้อมในการดูแลเด็กท้ังในครอบครัวและ
โรงเรยี นดังกลา่ ว
ข้ันตอนท่ีสาม การประเมินวินิจฉัย – จะประเมินท้ังปัจจัยภายใน ภายนอก ศักยภาพในการ
เล้ียงดูเด็กต่อไป ประเมินข้อมูลท่ีได้จากข้ันตอนท่ีสอง เสริมด้วยการประเมินในด้านแม่บทกฎหมายท่ี
เก่ียวข้องกับการช่วยเหลือ จากรัฐตามกฎหมาย กฎกระทรวงและระเบียบต่าง จะมีการใช้เคร่ืองมือ
ทางสังคมสงเคราะห์มาช่วยทําการประเมิน เช่น Genogram, Assessment Framework ท่ีจะช่วย
ประเมินท้ังด้านปัจจัยครอบครัว ด้านความสามารถในการเล้ียงดูของพ่อแม่ ความต้องการรับการ
พัฒนาเด็ก
ข้ันตอนท่ีสี่ การวางแผนการช่วยเหลือ – นักสังคมสงเคราะห์จะต้องวางแผนการให้การ
ช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและครอบคลุมอย่างรอบด้านท่ีมีความจําเป็นต่อตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้าน
ก า ร แ พ ท ย์ ก า ร รั บ คํ า ป รึ ก ษ า ต ร ว จ สุ ข ภ า พ ก า ร รั ก ษ า พ ย า บ า ล ท่ี เ ห ม า ะ ส ม เ ช่ น
การได้รับเคร่ืองช่วยฟังการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม ตามความเห็นของแพทย์ ต่อมาในด้านสังคม
การใช้ชีวิตอยู่ภายในสังคมท้ังในปัจจุบันและอนาคตท่ีต้องอยู่ร่วมกับกับคนหูปกติ หรือท่ีเรียกว่าทักษะ
ก า ร เ ข้ า สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร ท่ี ต น เ อ ง มี ข้ อ จํ า กั ด บ า ง อ ย่ า ง ท่ี ต้ อ ง มี ก า ร ร ะ มั ด ร ะ วั ง เ ป็ น พิ เ ศ ษ

27

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

เช่น ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต รวมถึงด้านศึกษาท่ีต้องดูแลเป็นพิเศษ เน่ืองจากเป็นพ้ืนฐานของ
องค์ความรู้ต่าง ๆ ท่ีเขาจะได้รับ ดังน้ันจึงต้องศึกษา จัดหารูปแบบแนวทางการศึกษาท่ีเหมาะสมกับ
พัฒนาการการเรียนรู้ของเขา ไม่ว่าจะเป็น การเรียนร่วม, การเรียนร่วมบางเวลา, การเรียนร่วมแบบ
คู่ขนาน และการเรียนแบบเฉพาะทาง ซ่ึงจะต้องวิเคราะห์วางแผนอย่างรอบครอบ และด้านสุดท้ายคือ
ด้านอาชีพ การท่ีเด็ก ๆ เหล่าน้ีเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน เขาจะต้องมีบริการ การส่งเสริมต่าง ๆ
เพื่อให้เขามีทกั ษะ ทจ่ี ะสามารถทาํ อาชีพเลย้ี งตนเองและอยไู่ ดใ้ นสังคมในอนาคต

ข้ันตอนท่ีห้า การติดตามการรักษา/การช่วยเหลือ – หลังจากวางแผนและได้รับการช่วยเหลือ
แล้ว นักสังคมสงเคราะห์ควรมีการติดตามการรักษาเพ่ือให้ตัวนักสังคมสงเคราะห์สามารถวิเคราะห์
และนําไปสู่ขน้ั ตอ่ ไปได้หากบรรลขุ ้นั ตอนและเปน็ ไปตามเปา้ ประสงค์เรียบร้อย

ข้ันตอนท่ีหก การประสานส่งต่อ - นักสังคมสงเคราะห์จะดําเนินการประสานและส่งต่อในบาง
กรณีท่ีมีความจําเป็น การส่งต่อไปยังวิชาชีพอ่ืน ๆ จําต้องคํานึงว่าเขาควรได้รับการช่วยเหลือจาก
วิชาชีพอ่ืนจริง ๆซ่ึงหากส่งต่อไปยังวิชาชีพอ่ืน ๆ ควรดําเนินการส่งต่อด้วยข้ันตอนท่ีเหมาะสม
และไดร้ บั ความยินยอมของเดก็ และครอบครวั

ข้ันตอนท่ีเจ็ด การยุติการให้บริการ – เม่ือเด็ก ๆ ท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน
และครอบครัวสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ได้รับการรักษา ช่วยเหลือท่ีครบถ้วนเสร็จส้ินกระบวนการ
นักสังคมสงเคราะห์ควรยุติบทบาทของตน เพ่ือถอนตัวเองออกมาและให้พวกเขาดําเนนิ ชวี ติ กันตอ่ ไป

จากกระบวนการทํางาน บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีได้กล่าวไปในข้างต้น จะเห็นได้ว่า
การทํางานของนักสังคมสงเคราะห์มีความสําคัญต่อการช่วยเหลือเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้
ยินเป็นอย่างมาก นักสังคมสงเคราะห์นอกจากจะคําถึงบทบาทของตนเองต่อการดูแลและช่วยเหลือ
เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินแล้ว ยังจะต้องคํานึงถึงจรรยาบรรณในการปฏิบัติงาน
และฝึกฝนทักษะการปฏิบัติงานอยู่อย่างสม่ําเสมอ และมุ่งสร้างให้แต่ละครอบครัวสามารถปรับสภาวะ
สมดุลของครอบครัวได้ ส่งเสริมให้เด็ก ๆ และครอบครัวเห็นคุณค่า และศักยภาพของลูกหลาน
จนเดก็ ๆ สามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ นบั วา่ เปน็ ส่ิงทง่ี านสังคมสงเคราะหป์ รารถนาใหเ้ กิดขน้ึ

28

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ผกามาศ กันทรประเสริฐ 6105680406

บทบาทนักสังคมสงเคราะหใ์ นการทาํ งานกบั เดก็ พิเศษกลมุ่ ท่มี คี วามบกพร่องทางการมองเหน็

เด็กพิ เศษท่ีมีความบกพร่องทางการมองเห็น คือ การสูญเสียการมองเห็น (Vision
Loss) จนถึงระดับหน่ึง อันเป็นผลสืบเน่ืองมาจากความสามารถในการมองเห็นท่ีมีอยู่อย่างจํากัด
ซ่ึงอาจเกิดจากโรค (Disease) การบาดเจ็บ (Trauma) รวมถึงความผิดปกติท่ีมีมาต้ังแต่กําเนิด
(Congenital conditions) หรอื เส่ือมสภาพในภายหลัง (Degenerative conditions)

บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์ในการทาํ งานกับเดก็ พิเศษ
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิเศษ ประกอบด้วยบทบาทโดยประมาณ

7 ขน้ั ตอน ดงั น้ี

ข้นั ตอนท่ี 1 แรกรบั (Intake case)
แรกรับ นักสังคมสงเคราะห์น้ันจะต้องมีองค์ความรู้ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับเด็กท่ีมีความ

บกพร่องทางการมองเห็น และยังต้อมีความรู้เร่ืองโรค ท่ีอาจก่อให้เกิดการบกพร่องทางการมองเห็น
โรคท่ีเก่ียวกับด้านร่างกาย หรือจิตเวช องค์ความรู้ต่าง ๆ จะมีผลต่อการประเมินข้อมูลท่ีได้มาจาก
แพทย์ ซ่ึงการประเมินในข้ันแรกรับ หากประเมินเสร็จอาจต้องมีการส่งต่อในบางกรณี โดยในส่วน
ของการประเมินแรงรบั น้นั จะตอ้ งมกี ารพิจารณาในส่วนตา่ ง ๆ คอื

• ความต้องการของผู้ปกครอง จะมีการบอกระบบการรักษาของสถานบริการของเราแก่ผู้บก
ครองให้ทราบก่อนเพื่ อให้เป็นแนวทางการตัดสิ นใจว่าต้องการให้เด็กได้รับรักษากับสถาน
บรกิ ารของเราหรอื ไม่

• ความต้องการของเด็ก นักสังคมจะต้องมีการประเมินเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการมองเห็น
ว่า เด็กมีความเส่ียงไหม เด็กต้องการพัฒนาในด้านใด และเด็กจะต้องได้รับการบริการท่ี
จําเปน็ และเรง่ ดว่ นหรอื เปลา่

• หน่วยงานท่ีเหมาะสม นักสังคมสงเคราะห์จะต้องประเมินระยะทาง ความเช่ียวชาญกับ
หนว่ ยงานทม่ี คี วามเหมาะสมท่จี ะให้เด็กได้รับการรกั ษา

ข้นั ตอนท่ี 2 การค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ (Fact finding)
นักสังคมสงเคราะห์จะต้องทําหน้าท่ีในการซักประวัติจากผู้ปกครองของเด็กเก่ียวกับระยะเวลา

และสาเหตุอันนํามาสู่การเกิดความบกพร่องทางการมองเห็นของเด็ก อีกท้ังเป็นการสังเกตทัศนคติ
ของผู้ปกครองท่ีมีต่อเด็กท่ีมีความบกพร่อง นอกจากการซักประวัติผู้ปกครองเรียบร้อยแล้ว จะต้อง
มีการซักประวัติกับตัวเด็กน;ซ่ึงจะมีความยาก เน่ืองจากข้อจํากัดของช่วงวัยของเด็กท่ีอาจจะยังไม่
สามารถเข้าใจหรือรับรู้ได้ท้ังหมด สภาพร่างกายและความบกพร่องท่ีเกิดข้ึน อาจไม่พร้อมในการให้
ข้อมูล แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางนักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้ทักษะและเทคนิคเพ่ือประเมิน โดยจะใช้
ทักษะการสังเกต เพ่ือเป็นการสังเกตพฤติกรรมทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และทัศนคติท่ีมีต่อ

29

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

ตนเอง ตลอดจนการเข้าไปสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กเช่น การเย่ียมบ้าน การลงชุมชน
เพ่ือเป็นการค้นหาข้อมลู เพ่ือนําไปประเมินในขน้ั ตอนต่อไป

ข้นั ตอนท่ี 3 การประเมิน/วนิ จิ ฉยั (Assessment)
การประเมินน้ีจะเป้นการนําข้อมูลในข้ันตอนท่ีสองมาประเมินวินิจฉัย ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์น้ัน

จะต้องมีการประเมินปัจจัยให้รอบด้านท้ังปัจจัยคอบครัว และปัจจัยสังคมแวดล้อมด้วย (ชุมชน
โรงเรียน เพื่อน) อีกท้ังจะต้องมีการประเมินถึงศักยภาพในการเล้ียงดูเด็กของครอบครัว และนัก
สังคมสงเคราะห์จะต้องมีการประเมินตัวของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการมองเห็นด้วยว่ามีความ
ต้องการการรับพัฒนา และอกี หน่ึงความสําคัญของการประเมิน คือตัวกฎหมาย จะต้องมีการประเมิน
ว่าตัวเด็กจะสามารถได้รับสิทธิและสวัสดิการของภาครัฐหรือไม่ เพราะเน่ืองจากบางกรณีท่ีผู้ปกครอง
ไม่ได้เข้าทะเบียนบ้านและไม่มีรายช่ือท่ีถูกต้องตามกฎหมายจึงทําให้เด็กน้ันไม่สามารถได้รับสิทธ์ิหรือ
สวสั ดิการต่าง ๆ จากรฐั

ข้นั ตอนท่ี 4 การวางแผนการชว่ ยเหลือ (Implement/ treatment)
เม่ือได้ข้อมูลท้ังหมดและมีการประเมินเรียบร้อยแล้วน้ัน ทางนักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการ

วางแผนการให้การช่วยเหลือร่วมกับทีมสหวิชาชีพอย่างเป็นระบบเพ่ือให้บรรลุเป้าประสงค์ ซ่ึงการวาง
แผนการปฏิบัติน้ันจะต้องดูวัตถุประสงค์ท่ีจะช่วยเหลือและฟ้ ืนฟู ให้แก่เด็ก ไม่ว่าจะด้านการรักษา
ดวงตา ร่างกาย สภาพจิตใจ การจัดหาสิทธิและสวัสดิกรข้ันพ้ืนฐานท่ีสามารถให้เด็กได้มีสิทธ์ิเข้าถึง
ได้ ต่อมาจะต้องมีการวางแผนด้านสังคม เม่ือเด็กต้องกลับไปใช้ชีวิตท่ีบ้านและต้องเผชิญกับสังคม
ภายนอก เด็กจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และสังคมคนรอบข้างจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิด
ผลกระทบต่อตัวเด็กมากท่ีสุด เน่ืองจากเด็กมีความพิเศษ สังคมและการศึกษาจึงมีความแกต่างจาก
เด็กปกติ ดังน้ันสังคมจึงต้องมีความปลอดภัยในชีวิตมากเป็นพิเศษ และด้านการศึกษาเช่นกัน
จึงต้องมีการวางแผนการศึกษาให้มมีความเหมาะสมและตามความต้องการของเด็กท่ีมีความบกพร่อง
ทางการมองเห็นอย่างเหมาะสม เพราะฉะน้ันการวางแผนจึงต้องเป็นการวางแผนอย่างรอบด้านและ
รอบครอบ

ขน้ั ตอนท่ี 5 การตดิ ตามการรักษา ชว่ ยเหลอื (Follow up)
หลังจากการวางแผนในข้ันตอนท่ีสี่และมีการนําแผนไปลงมือปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว นักสังคม

จะต้องมีการเข้าไปติดตามการรักษาเป็นระยะ ๆ เพ่ือนําข้อมูลกลับมาประเมินผลร่วมกับทีมสหวิชาชีพ
ว่าการลงไปช่วยเหลือตามแผนท่ีวางไว้น้ันได้ผมากน้อยเพียงใดและมีส่วนไหนท่ีต้องได้รับการแก้ไขและ
ให้การชว่ ยเหลือเป็นพิเศษ

30

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

ขน้ั ตอนท่ี 6 การประสานและส่งตอ่ (Referral)
เน่ืองจากบากกรณีการปฏิบัติงานมีความซับซ้อนหรือต้องการรักษาเฉพาะทาง นักสังคม

สงเคราะห์จึงต้องมีการประสานกับหน่วยงานท่ีมีความเก่ียวข้องและสามารถให้การรักษาเฉพาะทางได้
นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการส่งต่อไปให้กับหน่วยงานท่ีสามารถแลเฉพาะสภาพปัญหาได้ ดังน้ัน
นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องมีความสามารถประสานกับทรัพยากรสังคมและประสานงานกับทีมสห
วิชาชีพเพ่ือปฏิบัตงิ านในการส่งต่ออกี ดว้ ย
ข้นั ตอนท่ี 7 การยุติการใหบ้ ริการ (Terminate)

ในข้ันตอนน้ีถือเป็นข้ันตอนสุดท้ายของการปฏิบัติงาน เม่ือนักสังคมสงเคราะห์และทีมสห
วิชาชีพได้ปฏิบัติงานตามข้ันตอนท่ีกล่าวมาท้ังหมดและได้มีการติตามและวินิจฉัยแล้วว่าเด็กน้ันมีความ
พ้อมท่ีจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติแล้ว หรือหากเด็กยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติแต่
ต้องมีการประสานงานและส่งต่อไปให้กับหน่วยงานอ่ืนท่ีสามารถให้การดูแลและช่วยเหลือต่อไป ดังน้ัน
การปฏบิ ตั งิ านของนกั สังคมสงเคราะห์ถอื เปน็ การส้ินสุดและจะสามารถยุตกิ ารปฏิบตั ิงานได้

และท่ีกล่าวมาท้ังหมดเจ็ดข้ันตอนน้ีคือบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ท่ีจะเข้าไปปฏิบัติกับเด็ก
พิเศษ ในกล่มุ เด็กทม่ี คี วามบกพร่องทางการมองเห็น

31

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

นิชานนั ท์ เปยี สัมประทวน 6105680604

บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์
• แรกรับ ( intake case )

การประเมินแรกรับ เร่ิมแรกเราต้องประเมินเบ้ืองต้นเพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของเด็ก
และผู้ปกครอง แต่การประเมินดังกล่าวน้ันเน่ืองจากเป็นการทํางานร่วมกับเด็กพิเศษท่ีมีความ
บกพร่องทางการได้ยินการสื่อสารเพ่ือให้เข้าใจถึงความต้องการของเด็กจึงเป็นสิ่งท่ีสําคัญมากจึง
ควรใช้เวลาและความระเอียดรอบคอบในการปฏิบัติงานเพ่ื อให้การประเมินเป็นไปอย่างครอบคลุม
นอกจากน้ันเราควรท่ีจะประเมินภาพรวมของผู้ใช้บริการเพื่อให้ทราบถึงความเส่ียงในด้านต่าง ๆ
ของผู้ใช้บริการ อาทิ ความปลอดภัยของเด็ก สุขภาพด้านกาย จิต สังคมของเด็ก เป็นต้น ว่ามีความ
ปลอดภัยหรือไม่ อีกท้ังนักสังคมสงเคราะห์ควรมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเด็กพิเศษท่ีมีความ
บกพร่องทางการได้ยินเบ้ืองต้นเพื่อให้สามารถทราบได้ว่าอาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นอย่างไร
และเด็กสมควรได้รับบริการเร่งด่วนอะไรหรือไม่ และเม่ือนักสังคมสงเคราะห์มีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับเด็กกลุ่มดังกล่าวน้ันก็จะสามารถสืบค้นหรือจัดสรรหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงาน
กับเด็กได้อย่างเหมาะสมกับผู้ใช้บริการเพ่ือให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจาก
ประเมินในด้านต่างๆหมดแล้วนักสังคมสงเคราะห์ก็ควรท่ีจะสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองใน
การร่วมมือแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับเด็กเพ่ือให้มีความเข้าใจซ่ึงกันและกัน และหาจุดร่วมกันในการ
แก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนซ่ึงเปนการท่ีให้ผู้ปกครองและเด็กได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตนเองเป็น
การเพิ่มศักยภาพใหแ้ ก่ครอบครวั และทาํ ให้เดก็ และครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์ทด่ี ีตอ่ กันมากย่งิ ข้นึ

• การค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ ( fact finding )

1. การซกั ประวตั ิจากผู้ปกครอง

เพ่ือทําความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการในการมาใช้บริการ ระยะเวลาท่ีเกิดปัญหาข้ึน
ผลจากปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับเด็ก โดยการซักประวัติน้ันอาจจะใช้การเล่าเร่ืองหรือการถามคําถามแบบ
ปลายเปิดเพ่ือให้ผู้ปกครองของเด็กไม่รู้สึกว่าถูกซักถามหรือบังคับให้ตอบคําถามดังกล่าว อีกท้ังการ
สอบถามเช่นน้ียังทําให้เราสามารถทราบได้ถึงการตอบสนองต่อเด็กของผู้ปกครองและสมาชิกภายใน
ครอบครัว รวมท้ังทราบทัศนคติของผู้ปกครองและสมาชิกภายในครอบครัวท่ีมีต่อเด็กจากการ
สังเกตการณ์อีกด้วย ซ่ึงทัศนคติน้ันเป็นส่วนสําคัญอย่างมากในการร่วมแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนเพราะ
เปน็ ส่วนท่สี ามารถชกั นาํ การกระทําจากทัศนคติทม่ี ีได้

2. การซักประวตั จิ ากเดก็

เพื่อทําความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการในการมาใช้บริการ โดยการซักประวัติหรือ
สั มภาษณ์เด็กพิ เศษท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินน้ันนอกจากการสั งเกตการณ์แล้วนักสั งคม
สงเคราะห์ควรสืบหาวิธีการในการส่ือสารกับเด็กเพ่ื อให้มีความเข้าใจท่ีตรงกัน อาทิ มีความรู้
ความสามารถในด้านภาษามือ ใช้การเขียนอักษรแทนการพูด หรือสังเกตว่าเด็กน้ันสวมเคร่ืองช่วยฟงั
หรือไม่เพื่อให้สามารถสอบถามหรือพู ดคุยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนักสังคมสงเคราะห์ควรท่ีจะ

32

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

สังเกตว่าเด็กน้ันมีปัญหาทางด้านการพู ดหรือไม่เพราะเด็กพิเศษท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินน้ัน
ในบางคนอาจจะเกิดภาวะความไม่ม่ันใจในการออกเสียงหรือพู ดคุยกับคนอ่ืนเท่าท่ีควร การซักประวัติ
น้ันจะทําให้เราได้ข้อมูลเบ้ืองต้นเก่ียวกับเด็กจากการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ไม่ว่าจะเป็น
อาการของเด็กทางด้านกาย จิต สังคม การรับรู้ของเด็กต่อปัญหา สาเหตุของปัญหาท่ีเกิดข้ึนและ
ระยะเวลาท่ีเกิดปัญหาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว และความต้องการท่ีแท้จริง
ของเด็ก โดยการสัมภาษณ์น้ันอาจจะใช้การทํากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมเพ่ือให้เด็กไม่เกิดความอึดอัดหรือ
หวาดกลัวต่อการซักประวตั ิ อาทิ การเล่าเรอ่ื ง การวาดรปู การละเลน่ ต่าง ๆ เป็นตน้

3. การเย่ยี มบ้าน ( Home visit )

เพ่ือสังเกตสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกบ้าน รวมท้ังชุมชนท่ีอาศัยอยู่เพื่อให้ทราบถึง
ทรัพยากรท่ีสามารถนํามาปัญหาปัญหาและปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดปัญหาดังกล่าว ความสัมพันธ์
ระหว่างเด็กและครอบครัวเป็นอย่างไร มีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันหรือไม่เพ่ือให้ทราบถึงศักยภาพของ
ครอบครัวและความพร้อมในการร่วมกันแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวน้ันถือว่า
เป็นส่ิ งท่ีสํ าคัญมากสํ าหรับเด็กพิ เศษท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินเพราะอาจจะเกิดส่ื อสารท่ี
ผิดพลาดหรือเกิดความไม่เข้าใจซ่ึงกันและกันได้จากการท่ีไม่สื่อสารกันซ่ึงอาจทําให้เด็กแยกตัวออก
จากครอบครัวหรอื เกิดปัญหาอ่นื ๆ ตามมาได้

4. การเย่ยี มโรงเรียน ( School visit )

เพ่ือให้ทราบถึงพฤติกรรมของเด็กระหว่างอยู่ภายในโรงเรียน ปัจจัยเส่ียงต่าง ๆ ท่ีทําให้เกิด
ปัญหากับเด็ก สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนและห้องเรียน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับ
คุณครูและเพื่อนร่วมช้ัน โดยในท่ีน้ีอาจจะใช้การสอบถามและสัมภาษณ์ผ่านคุณครูเพ่ือให้ทราบถึง
ทัศนคติท่ีมีต่อเด็ก การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก และวิธีการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของคุณครู
ซ่ึงเด็กพิเศษท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินน้ันถ้าหากศึกษาภายในโรงเรียนรวมไม่ใช่โรงเรียนโสต
ศึกษาอาจจะเกิดปัญหาทางด้านการส่ือสารกับเพื่ อนหรือคุณครู ซ่ึงปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อ
พัฒนาการทางด้านการเรียนรู้และการเข้าสังคมของเด็ก อาจจะส่งผลให้เด็กแยกตัวออกจากสังคม
และไม่กล้าทจ่ี ะเข้าสังคมหรอื ละเลน่ กบั เพื่อนๆเหมือนเดก็ ปกติได้ เราจงึ ควรเย่ยี มโรงเรยี นเพื่อใหท้ ราบ
วา่ ทรัพยากรและสภาพแวดลอ้ มทก่ี อ่ ใหเ้ กิดปญั หาหรือสามารถนาํ มาใชแ้ ก้ไขปัญหามสี ่วนใดบา้ ง

• การประเมนิ เดก็ และครอบครวั ( Assessment )

เร่ิมจากการประเมินศักยภาพในการเล้ียงดูเด็กซ่ึงการเล้ียงดูในท่ีน้ีน้ันเน่ืองจากเป็นเด็กพิเศษ
จึงต้องมีการประเมินว่าครอบครัวมีความรู้และความเข้าใจเก่ียวกับพัฒนาการของเด็ก พฤติกรรม
ของเด็ก และความต้องการพิเศษของเด็กหรือไม่ อาทิ สามารถส่ือสารกับเด็กในรูปแบบต่าง ๆ
ได้หรือไม่ มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กหรือไม่ เป็นต้น รวมท้ังการทําบทบาทหน้าท่ีของครอบครัว
เป็นไปอย่างมีแบบแผนและสามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้มากน้อยเพียงใด รวมท้ังนัก

33

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

สังคมสงเคราะห์ต้องประเมินถึงสภาพแวดล้อมโดยรวมของครอบครัวอย่างรอบคอบเพื่อดูว่ามีปัจจัย
เส่ียงหรือมีส่วนใดต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่ ผู้ปกครองได้พาเด็กไปจดทะเบียนผู้พิการเพื่อได้รับสิทธ์ิ
เบิกเคร่ืองช่วยฟงั จากสํานักงานประกันสุขภาพแห่งชาติหรือมีความรู้เก่ียวกับสิทธิดังกล่าวหรือไม่
รวมถึงได้มีการพาเด็กไปตรวจ ติดตามผล ฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางการได้ยินและการพู ดอย่างต่อเน่ือง
กับแพทย์เฉพาะทางหรือไม่ ครอบครัวควรมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวสิทธิพิเศษของเด็กเพื่อให้เด็ก
ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดท่ีตนเอสมควรได้รับ อีกท้ังการมอบความรักและความเอาใจใส่แก่เด็กยังเป็น
ส่วนท่ชี ว่ ยให้เด็กนน้ั ไมร่ สู้ ึกว่าตนเองดอ้ ยค่าหรอื ถกู แยกออกจากสังคมอีกด้วย

• การวางแผนการชว่ ยเหลอื ( implement/ treatment )

การวางแผนการช่วยเหลือน้ัน เราอาจจะเร่ิมจากการตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ ท่ีเด็กสมควรจะ
ได้รับ อาทิ สิทธ์ิเบิกเคร่ืองช่วยฟังจากสํานักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธ์ิฟ้ ืนฟู สมรรถภาพ
ทางการได้ยินและการพูด สิทธิในการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดกลุ่มเส่ียง และสิทธก์ิ าร
ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม เป็นต้น พร้อมท้ังให้ความรู้เก่ียวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่ครอบครัว และ
ทําการประสานงานเพ่ือให้เด็กได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวอย่างครอบคลุมมากท่ีสุด หลังจากเด็ก
ได้รับสิทธ์ิดังกล่าวแล้วน้ันก็ต้องมีการแก้ไขปัจจัยเส่ียงต่าง ๆ ท่ีส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรม
ของเด็ก อาทิ ปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวโดยอาจจะแก้ไขผ่านการทํากิจกรรมระหว่างครอบครัวกับ
เด็กเพ่ือให้ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและมีความเข้าใจเก่ียวกับความพิเศษของเด็กมากย่ิงข้ึน รวมท้ัง
ต้องมีการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมกับเด็กเพ่ือไม่ให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างเด็กกับคุณครูและเพื่อนร่วมช้ัน ในท่ีน้ีน้ันต้องมีการฝึกอบรมครูเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับพฤติกรรมของเด็กพิเศษเพื่อท่ีจะทําให้สามารถสังเกตพฤติกรรมของเด็กว่าเป็นไปในทางท่ีดี
หรือไม่ รวมท้ังคุณครูยังมีบทบาทในการช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กและเพ่ือนร่วมช้ันให้ดีข้ึนได้
อีกด้วยโดยอาจจะสร้างผ่านรูปแบบของกิจกรรมภายในห้องเรียน หรือการเรียนการสอนโดยมีตัว
ละครสมมติเป็นเด็กพิเศษเพ่ือให้ทุกคนภายในห้องเรียนมีความรู้ความเข้าใจกับความพิเศษดังกล่าว
มากย่ิงข้ึนซ่ึงเป็นการปรับทัศนคติไปในตัว รวมท้ังสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนก็ต้องมีการ
จดั ระบบใหม้ ีความเหมาะสมแกเ่ ดก็ พิเศษท่มี คี วามบกพร่องทางการได้ยนิ อีกดว้ ย

• การตดิ ตามการรักษา ช่วยเหลือ ( follow up )

มีการติดตามผลอย่างต่อเน่ืองเพ่ือให้แก้ไขปัญหาน้ันมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยการติดตามผล
ดังกล่าว คือ การสอบถามบุคคลท่ีเก่ียวข้อง การสังเกตการณ์ การเย่ียมบ้านหรือเย่ียมโรงเรียน
เพื่อสังเกตถึงความเปล่ียนแปลงของผู้ใช้บริการว่าเป็นไปในทิศทางท่ีดีข้ึนหรือไม่และรูปแบบการแก้ไข
ปัญหามีส่วนใดขาดตกบกพร่องหรือเหมาะสมกับผู้ใช้บริการหรือไม่ ต้องมีการติดตามผลว่าเด็กได้รับ
ฟ้ นื ฟู สมรรถภาพทางการได้ยินและการพู ดอย่างต่อเน่ือง และได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามแต่ท่ี
ตนเองสมควรจะไดร้ บั โดยไมข่ าดตกบกพร่อง

• การประสานหรือส่งต่อ ( referral )
หลังจากมีการติดตามผลแล้วน้ัน เราอาจจะทําการประสานต่อไปยังหน่วยงานท่ี

เก่ียวข้องต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานเหล่าน้ันสามารถเข้าร่วมการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและ

34

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

ครอบครัวต่อได้ โดยการประสานงานหรือส่งต่อน้ันต้องเป็นไปอย่างมีระบบมีแบบแผนและ
ค ร อ บ ค ลุ ม ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า ม า ก ท่ี สุ ด เ พ่ื อ ใ ห้ เ ม่ื อ เ กิ ด ปั ญ ห า ดั ง ก ล่ า ว ข้ึ น อี ก ผู้ ใ ช้ บ ริ ก า ร จ ะ
สามารถติดต่อขอคาํ ปรึกษาหรือขอความช่วยเหลอื ถ้าหากไมส่ ามารถแก้ไขได้ดว้ ยตนเองได้
• การยุติการให้บรกิ าร ( terminate )

หลังจากติดตามผลและประสานงานกับหน่วยงานตา่ ง ๆ แลว้ นน้ั ถ้าหากการตดิ ตาม
และการประงานงานผ่านไปได้ด้วยดีหรือจากการสังเกตการณ์น้ันปัญหาดังกล่าวได้รับ
ผลลัพธ์ท่ีดีและถูกแก้ไขให้หายไป รวมท้ังผู้ใช้บริการยังมีศักยภาพในการแก้ไขท่ีเพ่ิมมากข้ึน
แล้วน้ันก็ต้องมีการยุติการให้บริการ ซ่ึงการยุติการให้บริการน้ันอาจจะเป็นการยุติผ่าน
กิจกรรมต่าง ๆ หรือผ่านกระบวนการต่าง ๆ ท่ีทําให้นักสังคมสงเคราะห์และผู้ใช้บริการได้มี
ปฏิสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน เพ่ือจะทําให้ผู้ใช้บริการน้ันไม่มองว่าการรับการบริการดังกล่าวหรือการ
รว่ มกนั แกไ้ ขปัญหาท่เี กิดข้นึ นน้ั เปน็ ส่ิงทไ่ี ม่ดหี รือไมก่ ลา้ ท่จี ะเขา้ ใช้บรกิ ารอีกคร้งั

35

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

รม่ ฉตั ร โนรี 6105680844

บทบาทนักสังคมสงเคราะหใ์ นการปฏบิ ัติงาน
กับเดก็ ท่มี คี วามบกพรอ่ งทางพฤตกิ รรมและอารมณ์

นักสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้ท่ีทํางานกับกลุ่มเป้าหมายท่ีมีความหลากหลายภายใต้ความกดดัน
ของสังคมท่ีมีความเป็นพลวัตร โดยไม่ว่าจะเป็นบุคคล ครอบครัว ชุมชน หรือสังคมเองก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มเป้าหมายท่ีงานสังคมสงเคราะห์ให้ความสนใจเป็นอย่างย่ิง โดยเฉพาะในการ
ปฏิบัติงานกับกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นเด็ก หรือกลุ่มเด็กพิเศษ ซ่ึงถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม
เน่ืองจากเป็นวัยท่ีต้องการได้รับการดูแลมากท่ีสุดกลุ่มหน่ึง และยังไม่สามารถท่ีจะช่วยเหลือตนเองได้
ดี โดยการดูแลน้ันจะต้องครอบคลุมท้ังในมิติทางด้านกาย จิตใจ และสังคม เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการ
ตามวัยอย่างเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติงานเพ่ือป้องกัน พัฒนา ช่วยเหลือและฟ้ ืนฟู สภาพความ
เป็นอยู่ท่ีดี เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตและมีความพร้อมท่ีจะออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
ในอนาคตได้

การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มเด็กท่ีมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเด็กกลุ่มหน่ึงท่ีนักสังคมมีความเก่ียวข้องเช่ือมโยงมากท่ีสุดกลุ่มหน่ึง ในเร่ือง
ของการให้การช่วยเหลือ การป้องกันปัญหา การพัฒนา และการฟ้ ืนฟู สมรรภาพ รวมไปถึงการ
ปกป้องและคุ้มครองสิทธ์ิด้วย อย่างเช่นในกรณีของเด็กท่ีถูกกระทําทารุณกรรม ถูกล่วงละเมิด ถูก
ปล่อยปละละเลยในการเล้ียงดู หรือเด็กท่ีถูกใช้เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาผลประโยชน์เป็นต้น โดย
เด็กท่ีต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวน้ัน ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทําให้เกิดความบกพร่องใน
การแสดงอารมณ์อันจะส่งผลให้มีปัญหาในการเข้าสังคมได้ อีกท้ังยังต้องการการคุ้มครองสวัสดิ
ภาพเป็นอย่างมาก ซ่ึงนักสังคมจะต้องปฏิบัติงานกับท้ังตัวเด็ก ครอบครัว รวมไปถึงบุคคลท่ีอยู่ใน
บริบทแวดล้อมรอบตัวเด็กด้วย โดยเฉพาะอย่างย่ิงกับผู้ดูแลหลัก หรือปัจจัยอ่ืน ๆ ท่ีอาจทําให้เด็ก
ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงในการใช้ชีวิตได้ ท้ังน้ี บทบาทของนักสังคมในการปฏิบัติงานกับเด็กกลุ่มน้ี
จึงเข้าไปเก่ียวข้องในการให้การช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ โดยจะใช้ข้ันตอนในการปฏิบัติงานทางสังคม
สงเคราะห์ซ่งึ มคี าํ อธิบายในแต่ละขน้ั ตอนดังต่อไปน้ี

1. การให้บรกิ ารแรกรับ (Intake case)
ในการให้บริการแรกรับ นักสังคมจะต้องโดยมีความรู้เก่ียวกับโรคต่าง ๆ บ้างเล็กน้อย เพื่อทํา

การประเมินสภาพกายจิตสังคมของเด็กในเบ้ืองต้น อย่างเช่น การท่ีเด็กมาด้วยอาการเซ่ืองซึมเศร้า
ไม่พู ดจา แต่จากการประเมินสภาพร่างกายของเด็กคร่าวๆ ดูแล้วไม่พบความผิดปกติใด ๆ
จึงสันนษิ ฐานได้ว่าเด็กอาจตกอยู่ในภาวะของการเป็นโรคซึมเศรา้ หรือมีความเส่ียงท่จี ะเปน็ โรคทางจติ
เวชอ่ืน ๆ โดยท้ังน้ี ในข้ันตอนการแรกรับ น้ัน นักสังคมจะต้องไม่ทําการตัดสินหรือด่วนสรุปโรคเอง
เน่ืองจากการวินิจฉัยโรคควรเป็นหน้าท่ีของแพทย์หรือจิตแพทย์ท่ีมีความเช่ียวชาญ นักสังคมทํา
เพียงการสังเกตและตรวจสอบเพียงคร่าวๆ เพื่อทําการจําแนกและประเมินความต้องการในการรับ
บรกิ ารของเด็กเทา่ น้นั

36

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

2. การค้นหาข้อเท็จจรงิ (fact finding)
ในข้ันการค้นหาข้อเท็จจริง นักสังคมจะต้องปฏิบัติงานกับเด็ก ครอบครัว และบริบทแวดล้อม

ของเด็กโดยตรง โดยจะทําการสืบค้นประวัติส่วนตัวของเด็กจากการสอบถามข้อมูลจากพ่อแม่
ผู้ปกครอง รวมถึงตัวเด็กเองในเร่ืองของปัญหาท่ีเกิดข้ึน อาการ ระยะเวลาการเกิด และการรับรู้ต่าง ๆ
ท่ีมีต่อปัญหาน้ัน ๆ เพ่ือทําการประเมินความต้องการในการรับบริการ ความเสี่ยง รวมไปถึงเพื่อดู
ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับสมาชิกในครอบครัว และศักยภาพของครอบครัวในการจัดการกับปัญหา
ด้วย นอกจากน้ียังมีการเย่ียมบ้านและโรงเรียน เพื่อทําการสังเกตและประเมินสภาพแวดล้อมของเด็ก
ในเร่ืองของความปลอดภัย และดูว่าตอบสนองต่อความต้องการของเด็กหรือไม่ ซ่ึงในกรณีของเด็กท่ี
มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์น้ัน อารมณ์ท่ีแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมอาจเป็นผลมา
จากรูปแบบการเล้ียงดูบางอย่างของครอบครัว หรือส่ิงแวดล้อมของเด็กอย่างเช่นโรงเรียน
หรือเพื่ อนท่ีโรงเรียนก็เป็นได้ โดยในกรณีของการปล่อยปละละเลย หรือเด็กท่ีถูกทอดท้ิงน้ัน
จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การเล้ียงดูในรูปแบบดังกล่าวจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต
ของสมอง ทําให้สมองของเด็กหดเล็กลง และไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มท่ี ส่งผลให้เกิดปัญหาใน
การพยายามสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน หรืออาจส่งผลให้เด็กหวาดกลัวสังคมและคนแปลกหน้า หรือมี
เกิดเป็นอาการทางจิตข้ึน ท้ังน้ี เม่ือพบว่าสภาพแวดล้อมของเด็กไม่เหมาะสม นักสังคมจึงต้องทํา
หน้าท่ีในการให้การช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมน้ันในข้ันตอนการจัดทําแผน ไม่ว่าจะเป็นการ
พู ดคุยหารือกับบุคคลแวดล้อมเองก็ตาม เพ่ือให้เด็กสามารถท่ีจะมีพัฒนาการและมีการปรับตัวได้ดี
ยง่ิ ขน้ึ

3. การประเมนิ วินิจฉยั (Assessment)
ในข้ันตอนการประเมินเด็กและครอบครัว นักสังคมจะต้องทําการประเมินโดยมองผ่านมิติใน

ด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก คือ ดูว่ามีสภาพร่างกายเป็นอย่างไร ดูความผิดปกติของการ
กินการนอน หรือมีการใช้สารเสพติดหรือไม่ ในด้านจิตใจ คือ ดูว่าพัฒนาการทางอารมณ์และ
ความคิดเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ โดยในกลุ่มเด็กท่ีมีความบกพร่องทางอารมณ์ การประเมิน
สภาพจิตใจอาจเป็นส่ิงท่ีแสดงให้เห็นว่าเด็กมีแนวโน้มท่ีจะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ซ่ึงเป็นผลทําให้เด็ก
ไม่สามารถท่ีจะปรับตัวเข้ากับสังคมได้ และอาจทําให้มีความคิดในแง่ร้ายหรือการทําร้ายตัวเองเกิดข้ึน
ในด้านสังคม คือ การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ
ของเด็ก โดยปัญหาของเด็กในกลุ่มน้ี มักเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านครอบครัวหรือสังคม
ท่ีเป็นสาเหตุทําให้เด็กมีการแสดงออกท่ีไม่เหมาะสม หรือเป็นผลมาจากการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
บางอย่างข้ึนในชีวิตจึงส่งผลให้เกิดอาการทางจิตหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมท่ีไม่ดี และจึง
ส่งผลให้เด็กไม่สามารถท่ีจะประตัวเข้ากับสังคมได้ นอกจากน้ัน การประเมินความถ่ีของอาการก็เป็น
อีกส่ิงหน่ึงท่ีควรคํานึงถึง โดยในเด็กท่ีมีอาการของโรคทางจิตเวชน้ัน การจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคได้
จะต้องมีอาการเกิดติดต่อกันนานกว่า 1 - 6 เดือน ข้ึนอยู่กับชนิดของโรค ซ่ึงการเกิดโรคน้ีจะกระทบ
ต่อการใช้ชีวิตและการเรียนของเด็กเป็นอย่างมาก โดยจะสามารถประเมินและจําแนกอาการของโรค
ต่างได้จากการศึกษาคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสําหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and
Statistical Manual of Mental Disorders - DSM) ซ่ึงได้แยกการวินิจฉัยโรคในกลุ่ม Mood
disorders ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคอารมณ์สองข้ัว (Bipolar and related disorders)

37

วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

และ กลุ่มโรคซึมเศร้า (Depressive disorders) ท้ังน้ี การวินิจฉัยท่ีถูกต้องรวดเร็วและการรักษาท่ี
เหมาะสมจะเป็นปัจจยั หน่งึ ท่จี ะชว่ ยลดระยะเวลาของการเปน็ โรคและลดโอกาสเกิดซา้ํ ได้

การประเมินเด็กสามารถทําได้หลายวิธีผ่านการจัดทําเคร่ืองมือในการทํางานต่าง ๆ ของนัก
สังคมสงเคราะห์ เช่น การนําข้อมูลจากการซักถามประวัติของเด็กมาทําเป็นแผนผังครอบครัว
(Genogram) และสังคมมิติ (Ecological map) เพื่อทําการประเมินสภาพความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก
กับบริบทแวดล้อม รวมถึงทรัพยากรท่ีสามารถมีส่วนในการให้ความช่วยเหลือเด็กได้ หรือการจัดทํา
กรอบการประเมินศักยภาพเด็ก (Child assessment framework) ซ่ึงเป็นการประเมินเด็กใน 3
ด้านคือ การประเมินความต้องการในการรับการพัฒนาของเด็ก การประเมินความสามารถในการ
เล้ียงดูของพ่อแม่ และ การประเมินปัจจัยด้านครอบครัวและสังคมแวดล้อม ซ่ึงจะเป็นการประเมินเพ่ือ
ดูแนวโน้มความเส่ียงในชีวิตของเด็กเพ่ือนําไปหาแนวทางในการให้เด็กได้รับการปกป้องและคุ้มครอง
ตอ่ ไป

4. การวางแผนการช่วยเหลอื (Implement treatment)
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวางแผนช่วยเหลือเด็กพิเศษท่ีมีความบกพร่องทางด้านพฤติกรรมและ

อารมณ์ สามารถทําได้โดยการจัดทํา Contract plan ซ่ึงประกอบไปด้วยการกําหนดเป้าหมายในการ
ช่วยเหลือ และการกําหนดแผนการดําเนินงานว่าจะทําอะไรในรูปแบบใดบ้าง เป็นการวางแผนท้ังใน
ระยะส้ันและระยะยาว รวมถึงกําหนดว่าจะใช้ทรัพยากรใดบ้างในการจะทําให้แผนบรรลุผลได้ ในกรณี
ของผู้ท่ีมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ผู้ท่ีมีความเก่ียวข้องในการช่วยเหลือเป็นอันดับ
ต้นๆ นอกเหนือจากนักสังคมสงเคราะห์แล้วน้ัน ยังมีตํารวจและนักกฎหมาย ซ่ึงช่วยในส่วนของการ
ให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็ก รวมไปถึงนักจิตวิทยา หรือนักบําบัดในการให้
การช่วยเหลือเร่ืองของการรักษาอาการทางจิต และสหวิชาชีพอ่ืน ๆ ซ่ึงถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่าง
ย่ิงในการให้ความช่วยเหลือดูแลเด็กในกลุ่มน้ี เน่ืองจากความผิดปกติท่ีเกิดข้ึนน้ัน จะต้องได้รับการ
วินิจฉัยจากจิตแพทย์ และจะต้องได้รับการบําบัดรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อให้อาการบรรเทาลงได้ไม่ว่าจะ
เป็นการใช้ยาหรือการทํากิจกรรมบําบัดร่วมด้วย ซ่ึงการกระจายงานให้แก่ผู้ท่ีมีความเช่ียวชาญ
มากกวา่ นน้ั จะทําให้การปฏิบตั งิ านมีประสิทธภิ าพมากย่งิ ข้นึ

5. การตติ ตามการรกั ษาช่วยเหลือ (Follow up)
ภายหลังจากการวางแผนและนําแผนไปปฏิบัติแล้วน้ัน ข้ันตอนต่อมาท่ีนักสังคมจะต้องทําคือ

การติดตามผลการดําเนินงานจากการปฏิบัติตามแผนน้ัน ท้ังน้ี เพ่ื อดูความคืบหน้าและการ
เปล่ียนแปลงภายหลังจากการให้บริการ อีกท้ังยังเป็นการสํารวจจุดแข็งจุดอ่อนของแผนเพื่อหาแนว
ทางการแก้ไขรับมือต่อไปอีกด้วย ซ่ึงหากแผนท่ีต้ังไว้สามารถท่ีจะทําให้เด็กมีการปรับตัวเข้ากับสังคม
ได้ดีข้ึนหรือสัมฤทธ์ิผลแล้วน้ัน ข้ันตอนต่อไปก็จะทําการยุติการให้บริการ (Terminate) แต่หากเกิน
กว่าขอบเขตหรือความสามารถในการให้บริการแล้วน้ัน นักสังคมจะต้องทําการประสานส่งต่อ
(Referral) เช่นการส่งต่อให้เด็กได้เข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์โดยตรงเพ่ือทําให้ผู้ใช้บริการได้รับ
การช่วยเหลืออยา่ งเตม็ ท่จี ากหน่วยงานอน่ื ต่อไป

กล่าวโดยสรุปคือ บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานกับกลุ่มเปราะบางอย่าง
เด็กท่ีมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ตามท่ีได้กล่าวไปในข้างต้น เป็นการทํางานในรูปแบบ

38

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผ้สู อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

การจัดการรายกรณี (Case management) ซ่ึงเป็นกระบวนการทํางานระหว่างนักสังคมกับ
ผู้ใช้บริการโดยตรง โดยทําหน้าท่ีในการประเมินความต้องการและความจําเป็นของผู้ใช้บริการ รวมถึง
การทําการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธ์ิของเด็กร่วมด้วย โดยอาศัยความร่วมมือจากสหวิชาชีพต่าง ๆ
ในการทําการประเมิน วางแผน ดําเนินงาน รวมถึงการประสานงานจัดการทรัพยากร เพื่อให้เด็กใน
กลุ่มน้ีได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการความช่วยเหลืออย่างเต็มท่ี เพ่ื อทําให้เกิดพั ฒนาการท่ี
เปล่ียนแปลงไปอย่างเหมมาะสมและท่ีควรจะเป็นไปตามวัย รวมถึงการทําให้การบริการมีประสิทธิภาพ
มากย่งิ ข้นึ ท่จี ะสามารถเปลย่ี นแปลงคณุ ภาพชวี ิตของเด็กในกลมุ่ นไ้ี ด้

39

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ศศิภา แย้มบบุ ผา 6105680919

บทบาทนกั สังคมสงเคราะหใ์ นการทํางานกบั เด็กท่มี ีความบกพร่องทางการเรยี นรู้
เดก็ ท่มี คี วามบกพร่องทางการเรยี นรู้ (Children with Learning Disabilities) หรอื LD

จัดอยู่ในกลุ่ม Atypical Learners เน่ืองจากเป็นความบกพร่องในด้านสติปัญญาและการ
เรียนรู้ ซ่ึงในปัจจุบันเป็นกลุ่มอาการท่ีพบได้มากในเด็ก โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
(2545) กล่าวว่า ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning disabilities หรือ LD) เป็นความ
บกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ท่ีแสดงออกมาในรูปของปัญหาการอ่าน การเขียน การสะกดคํา การ
คํานวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เกิดจากการทํางานท่ีผิดปกติของสมอง ทําให้ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนต่ํากว่าท่ีควรจะเป็น โดยสามารถพิจารณาจากผลการเรียนเปรียบเทียบกับระดับเชาวน์
ปัญญา จากความบกพร่องท่ีเกิดข้ึนทําให้เด็กกลุ่มท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้น้ันมีเกิดอุปสรรค
และความยากลําบากในการเรียนมากกว่าเด็กคนอ่ืน ๆ ในช้ันเรียนและหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่าง
ทนั ทว่ งทีกส็ ามารถส่งผลกระทบและเป็นอุปสรรคในระยะยาวได้

โดยในส่วนของการทํางานกับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาท
ในข้นั ตอนต่าง ๆ ดังน้ี

1. ข้นั แรกรบั (Intake case)
ในข้ันตอนแรกรับนักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทเป็นผู้ประเมินในข้ันต้น โดยจะมีการประเมิน

ความต้องการของเด็ก ความต้องการของผู้ปกครอง ครอบครัว ประเมินความเส่ียง สภาวะอารมณ์
ของเด็ก การประเมินในกรณีท่ีเด็กจําเป็นต้องได้รับบริการเร่งด่วน ประเมินความรุนแรงของอาการ
ต้ อ ง มี ก า ร ช้ี แ จ ง ถึ ง ก า ร ใ ห้ บ ริ ก า ร เ พ่ื อ ใ ห้ เ ด็ ก แ ล ะ ผู้ ป ก ค ร อ ง ส า ม า ร ถ ตั ด สิ น ใ จ ต า ม ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร
รวมถึงต้องได้รับความร่วมมือจากครอบครัวและตัวเด็กเองด้วยเพ่ือทําการส่งต่อหรือเข้าสู่การวาง
แผนการชว่ ยเหลือตอ่ ไป

2. การค้นหาข้อเทจ็ จริง (Fact finding)
นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการค้นหาข้อเท็จจริงในกรณีของความบกพร่องทางการเรียนรู้ท่ี

เกิดข้ึนในเด็ก ปัญหา ความต้องการ สาเหตุหรือแนวโน้มของการเกิดอาการ ระยะเวลาท่ีพบอาการ
ระดับความรุนแรง หรือประเภทของความบกพร่อง โดยอาจดูได้จากสมุดบันทึกพัฒนาการ สมุดผล
การเรียน คําบอกเล่า การสังเกตจากบุคคลรอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู เพื่อนร่วมช้ัน
เรียน การสังเกตอาการทางกาย จิต สังคมของเด็ก ในบางรายอาจจะต้องมีการเย่ียมบ้านเพ่ือ
ประเมินสภาพแวดล้อม ศักยภาพของครอบครัว หรืออาจมีการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเรียนผ่าน
การเย่ียมโรงเรียน สัมภาษณ์ครูหรือผู้ท่ีเก่ียวข้อง สัมพันธภาพ ทัศนคติของเพื่อนและครู วิธีการ
สอนหรือการจัดสื่อการสอนของคุณครู เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนให้การ
ชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป

40

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

3. การประเมินวินิจฉัย (assessment)
เม่ือได้มีการแรกรับและค้นหาข้อเท็จจริงแล้วนักสังคมสงเคราะห์จะได้รับชุดข้อมูลท่ีสามารถ

นํามาประเมิน วินิจฉัยข้อมูลอย่างละเอียด โดยทําการสืบประวัติ ประเมินด้านพฤติกรรม อารมณ์
สังคม พัฒนาการ และมีการประเมินความรุนแรงหรือความเส่ียงของภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้
ของเด็กโดยใช้การสัมภาษณ์เด็ก ผู้ปกครอง สังเกตพฤติกรรมของเด็ก ประกอบกับการประเมินของ
แพทย์หรือผู้เช่ียวชาญ รวมถึงประเมินแนวโน้มของอาการ ประกอบการตัดสินใจเพื่อส่งต่อเข้ารับการ
รกั ษาบําบดั ในขน้ั ตอ่ ไป

4. การวางแผนการช่วยเหลือ (implement/ treatment)
ในข้ันตอนการวางแผนนักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทเป็นผู้ประสานงานกับสหวิชาชีพต่าง ๆ

เช่น คณุ ครู แพทย์ นกั การศึกษา เป็นตน้ โดยในการวางแผนการชว่ ยเหลอื นักสังคมสงเคราะห์กับสห
วิชาชีพต้องทํางานร่วมกันเป็นทีม โดยมุ่งเน้นการเสริมพั ฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ
การออกแบบแผนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ของเด็ก เช่น เด็กท่ี
มีความบกพร่องด้านการเขียนสะกดคํา อาจจัดการสอนโดยเน้นการใช้รูปภาพประกอบเพื่อให้สามารถ
แยกตัวสะกดได้ เน้นการสร้างความเช่ือมโยงรูปประโยค การแยกจับคู่ตัวอักษรท่ีคล้ายคลึงกันผ่าน
การจับคู่ตัวอักษร เป็นต้น หรือ เป็นวางวางแผนจัดทําแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IEP) ซ่ึงเป็นแผน
กําหนดแนวทางการจัดการศึกษาท่ีสอดคล้องกับความจําเป็นพิเศษของบุคคลแต่ละบุคคล รวมไปถึง
กําหนดส่ิงอํานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออ่ืน ๆ ทางการศึกษาให้เป็นเฉพาะ
บุคคล โดยท่ัวไปจะจัดให้กับเด็กท่ีมีอายุต้ังแต่ 3 ปีข้ึนไปโดยมีจุดประสงค์ในการสอนท่ีหลากหลาย
แตกต่างไปตามความเฉพาะของบุคคล และมีการเสริมสร้างความเข้าใจสําหรับคุณครู ผู้ปกครอง
และผู้ท่ีเก่ียวข้องให้มีทัศนคติท่ีดีต่อเด็กและก่อให้เกิดความร่วมมือกันของทุกฝ่าย และนอกจากน้ันนัก
สังคมสงเคราะห์ยังมีบทบาทในการเตรียมความพร้อมของเด็ก ผู้ปกครองและคุณครู รวมไปถึง
สภาพแวดล้อมต่าง ๆ และสังคมรอบตัวเด็กให้เอ้ืออํานวยต่อการพัฒนาของเด็กอย่างรอบด้าน
และเป็นผู้ประสานงานระหว่างโรงเรียน องค์กรชุมชนในการทํางานและมีการนําทรัพยากรภายในและ
ภายนอกโรงเรียนและครอบครัวมาใช้ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด

5. การติดตามผล (follow up)
หลังจากท่ีได้มีการวางแผนการช่วยเหลือจนนําไปสู่การปฏิบัติจริง นักสังคมสงเคราะห์มี

บทบาทในการเป็นผู้ประเมินและติดตามผลความคืบหน้าของแผนการช่วยเหลือ และความพัฒนาของ
เด็กโดยประเมินได้จากการใช้เคร่ืองมือในการประเมินท่ีออกแบบมาเพื่อประเมินภาวะบกพร่องทางการ
เรียนรู้ การทดสอบเฉพาะบุคคล การติดตามผลโดยการพูดคุยกับเด็ก ผู้ปกครอง ครอบครัว คุณครู
รวมถึงประเมินสภาวะทางกาย จิต สังคมของเด็กด้วย เพื่อให้ม่ันใจว่าเด็กสามารถเรียนได้อย่างมี
ความสุขและไม่ประสบอุปสรรคในการเรียน รวมถึงได้อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม ทัศนคติของ
ผู้คนรอบข้างไปในทศิ ทางท่ดี แี ละมีความเข้าใจในตวั เด็ก

41

วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

ศศิกานต์ โคว้ วลิ ัยแสง 6105680927
คนพิการทางการมองเห็น

ในทางการแพทย์ คนท่ีบกพร่องทางการมองเห็นหรือท่ีเรียกว่า คนตาบอด หมายถึงผู้ท่ีมอง
ไม่เห็น หรือ พอเห็นเห็นแสง เห็นเลือนราง และมีความบกพร่องทางสายตาท้ังสองข้าง
โดยมีความสามารถในการมองเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนปกติ หลังจากท่ีได้รับการรักษาและแก้ไข
ทางการแพทย์ หรือมลี านสายตากว้างไมเ่ กิน30 องศา โดยแบง่ เปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี
1. ตาบอดสนิท หมายถึง คนท่ีไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรืออาจมองเห็นได้บ้างไม่มากนัก
ไม่สามารถใช้สายตา หรือไม่มีการใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ ในการเรียน การสอน หรือทํากิจกรรมได้
ต้องใช้ประสาทสัมผัส อ่ืนแทนในการเรียนรู้ และหากมีการทดสอบสายตาประเภทน้ี อาจพบว่าสายตา
ข้างดีสามารถมองเห็นได้ในระยะ 20/20 หรือน้อยกว่าน้ัน และมีลานสายตา โดยเฉล่ียอย่างสูงสุดจะ
แคบกว่า 5 องศา
2. ตาบอดไม่สนิท หรือบอดเพียงบางส่วน สายตาเลือนราง หมายถึง มีความบกพร่องทางสายตา
สามารถมองเห็นบ้าง แต่ไม่เท่าคนปกติ เม่ือทดสอบสายตาประเภทน้ี จะมีสายตาข้างดี สามารถ
มองเห็นได้ในระยะ 20/60 หรือน้อยกว่าน้ัน และมีลานสายตา โดยเฉล่ีย อย่างสูงสุด จะกว้างสูงสุด
ไม่เกิน 30 องศา

คนพิการทางการมองเห็น ในปี พ.ศ. 2563 กระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์
รายงานสถานการณ์ด้านคนพิ การในประเทศไทยพบว่าคนพิ การท่ีได้รับการออกบัตรประจําตัวคน
พิการ จํานวน 2,076,313 คน (ร้อยละ 3.12 ของประชากรท้ังประเทศ) เป็นคนพิการ เพศชาย จํานวน
1,083,556 (ร้อยละ 52.19) และเพศหญิง จํานวน 992,757 คน (ร้อยละ 47.81) มีผู้พิการทางการเห็น
มากเปน็ ลําดบั ท่ี 3 จาํ นวน 191,020 คน (ร้อยละ 9.20)
สิทธขิ องผู้พิการตามกฎหมาย

คนพิการท่ีได้จดทะเบียนตามกฎหมายจะได้รับการสงเคราะห์ การพัฒนา และการฟ้ ืนฟู
สมรรถภาพ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. บริการฟ้ ืนฟู สมรรถภาพโดยวิธีการทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาล
ค่าอุปกรณ์ เพื่อปรับสภาพทางร่างกาย ทางสติปัญญา หรือทางจิตใจ หรือ เสริมสร้างสมรรถภาพ
ให้ดีขน้ึ ตามทก่ี าํ หนด ในกฎกระทรวง

2. การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ หรือการศึกษาสาย อาชีพ หรือ
อุดมศึกษา ตามแผนการศึกษาแห่งชาติตามความเหมาะสม ซ่ึงให้ได้รับโดยการจัดเป็นสถานศึกษา
เฉพาะหรือจัดรวม ในสถานศึกษาธรรมดาก็ได้ โดยให้ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาในสังกัด
กระทรวงศึกษาธกิ ารใหก้ ารสนบั สนุน ตามความเหมาะสม

3. คําแนะนําช้ีแจงและปรึกษาเก่ียวกับการประกอบอาชีพ และการฝึกอาชีพท่ี เหมาะสมกับ
สภาพของรา่ งกายและสมรรถภาพท่มี อี ยเู่ พื่อให้ประกอบอาชีพได้

4. การยอมรับและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและส่ิงอํานวยความสะดวกและบริการต่าง
ๆ ท่จี าํ เป็น สําหรบั คนพิการ
คนท่มี คี วามผิดปกตทิ างการเห็นทกุ ระดบั ต้องอย่ภู ายใต้เง่อื นไขดงั ตอ่ ไปน้ี

1. เม่อื ภาวะตาอักเสบได้รบั การรกั ษาแลว้ อยา่ งน้อย 3 เดือน

42

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563

2. หลงั การผ่าตัดเปน็ เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดอื น
3. ในรายท่ีมีความผิดปกติของกล้ามเน้ือตา (extraocular muscle) และต้อกระจกท่ีเกิดจาก
อุบัติเหตุ (traumatic cataract) ให้ลงความเห็นหลังได้รับอันตรายต่อตาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12
เดือน
คนพิการทางการเห็นตามกฎหมายไมค่ รอบคลมุ บคุ คลท่มี ภี าวะดงั ต่อไปน้ี
1. ตาบอดหรอื สายตาเลือนราง 1 ขา้ ง
2. ตาบอดสี
จากกลุ่มคนพิการทางการมองเห็น บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานเร่ิมแต่แรกรับ
ผู้ใช้บริการเข้ามา นักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้ประเมินผู้ใช้บริการถึงอาการท่ีเป็น อย่างในการประเมิน
ผู้บกพร่องทางการเห็นหรือคนตาบอดน้ัน นักสังคมสงเคราะห์จําเป็นต้องมีความรู้ในเร่ืองการประเมิน
เบ้ืองต้น ซ่ึงก็คือการซักประวัติ ในบางกรณีประวัติอาจทําให้ทราบถึงสาเหตุของความพิการ จึงควร
ถามถึงประวัติการต้ังครรภ์ ประวัติการคลอด โรคตาท่ีพบในครอบครัว เช่น โรคต้อหิน ประวัติ
อุบัติเหตุ รวมท้ัง โรคประจําตัว ซ่ึงอาจนําไปสู่ความพิการทางตาได้ เช่น โรคเบาหวาน ตลอดจนการ
ใช้ยาบางชนิด เช่น ethambutal, chloroquine, steroid ซ่ึงอาจทําให้สายตามัวลงได้ รวมถึงใน
กรณีท่ีผู้ใช้บริการเป็นเด็กนักสังคมสงเคราะห์จะต้องรู้พัฒนาการของเด็ก ว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่
มีความเสี่ยงอะไรท่ีสําคัญต่อเด็กและครอบครัวหรือเปล่า ต่อมานักสังคมสงเคราะห์ต้องรู้ว่าจะส่งต่อ
ผู้ใช้บริการไปท่ีแหล่งทรัพยากรไหน (หมอฝ่ายไหน โรงเรียน ทุน จดทะเบียนคนพิการท่ีไหน) เพื่อให้
ผู้ใช้บริการและครอบครัวรู้ว่าต้องทําอย่างไรต่อไป ในขณะการดําเนินงานนักสังคมสงเคราะห์ต้อง
คอยให้ข้อมูลท่ีสามารถเปิดเผยได้ให้กับผู้ใช้บริการและครอบครัวเพ่ือให้เข้าใจเก่ียวกับตัวเอง จัดการ
กับความกังวลและทําให้พ่อแม่เข้าใจเด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองเด็กรับรู้ถึงความเส่ียง การดูแลเด็ก
ข้อจํากัดต่าง ๆ เพราะครอบครัวเป็นทรัพยากรสําคัญท่ีใกล้ชิดกับเด็กมากท่ีสุดและเป็นรากฐานท่ี
ส่งผลตอ่ จติ ใจ อารมณ์ ความคดิ ทัศนคติของเดก็ จนโตข้นึ

43

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

รตมิ า แกว้ จอ้ น 6105681420

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กบั เดก็ กลุ่ม Dyslexia

เด็กกลุ่ม Dyslexia เป็นเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ท้ังการอ่าน เขียน สะกดคํา
และการแยกแยะเสียง โดยอาการของเด็กกลุ่ม Dyslexiaคือไม่สามารถท่ีจะออกเสียงพยางค์ยาว ๆ
ได้ ไม่สามารถจําตัวอักษร ตัวเลข สี ไม่สามารถท่ีจะเข้าใจสํานวนหรือบทกลอนได้ อีกท้ังยังมีการ
เขียนตัวเลขและตัวอักษรท่ีผิดไปจากปกติเช่นการเขียนเลข 9 เป็น 6 ตัว เขียน dเป็นb เป็นต้น
อาการท้ังหมดเหล่าน้ีทําให้เด็กกลุ่ม Dyslexiaมีปัญหาทางด้านการเรียน การเขียน และการอ่าน
อย่างชัดเจนทําให้เด็กกลุ่ม Dyslexia จะต้องใช้เวลาในการเขียนและการอ่านท่ีมากกว่าคนปกติ
ซ่ึงเด็กกลุ่ม Dyslexiaจะต้องได้รับการบําบัดและการรักษาโดยแพทย์ การเรียนการสอนท่ีเหมาะสม
กับเด็กโดยคุณครูและการเล้ียงดูท่ีเหมาะสมและถูกต้องจากครอบครัวท้ังหมดน้ีจะทําให้พัฒนาการ
ของ เด็กกลุ่ม Dyslexia ดีข้ึนเร่ือย ๆ จนสามารถท่ีจะอ่าน เขียนและเรียนหนังสือได้มากกว่าเดิม
ซ่ึงเด็กกลุ่มน้ีมักจะโดนดูถูกว่าเป็นเด็กโง่หรือเด็กท่ีเรียนไม่เก่ง พ่อแม่และครูไม่เข้าใจในส่ิงท่ีตัวเด็ก
กําลังเป็นอยู่ซ่ึงการไม่เข้าใจน้ีทําให้เด็กอาจจะเกิดภาวะเครียดและกดดันตัวเองจึงทําให้เด็กน้ันอาจจะ
ทาํ ตัวก้าวรา้ วและซมึ เศรา้ ได้ ดังน้นั นกั สังคมสงเคราะห์จงึ มีบทบาทตา่ ง ๆ ในการช่วยเหลอื เด็กดงั น้ี

1. บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการวินิจฉัยโรค โดยนักสังคมสงเคราะห์น้ันจะต้องเป็นผู้ให้
ข้อมูลกับแพทย์เก่ียวกับผู้ป่วย เพ่ือให้แพทย์น้ันมีข้อมูลในการรักษาผู้ป่วยต้ังแต่อาการแรก ๆ
ท่เี ข้ามารกั ษา และขอ้ มูลเกย่ี วกบั พัฒนาการเม่อื ผ้ปู ว่ ยอยู่ระหวา่ งการเข้ารับการรกั ษา

2. ปรับครอบครัวของผู้ป่วยให้สมดุล เน่ืองจากหลายๆครอบครัวท่ีมีลูกเป็นเด็กพิเศษจะมีภาวะ
เครียด ความกังวลเพราะพ่อแม่จะต้องรับภาระในการดูแลเด็กอย่างถูกวิธีเพ่ือท่ีจะเสริมสร้าง
พัฒนาการของเด็ก ยังต้องรับภาระในค่าใช้จ่ายเก่ียวกับการรักษาอีกด้วยเม่ือครอบครัวเกิด
ความเครียดข้ึนทําให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไม่ดีทําให้ส่งผลต่อปัญหาทางจิตของ
คนในครอบครัว ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์จะเข้าไปดูแลและให้คําปรึกษากับครอบครัวของผู้ป่วย
ให้ผู้ป่วยและครอบครัวเห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเองและช่วยแนะนําวิธีการรับมือกับ
ปญั หาทจ่ี ะเกิดขน้ึ กบั ครอบครวั ของผปู้ ่วย

3. นักสังคมสงเคราะห์ทําหน้าท่ีในการประเมินสิ่งต่าง ๆ เก่ียวกับผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการประเมิน
ตัวผู้ป่วยเอง ยังจะต้องประเมินครอบครัว โรงเรียนและสังคมรอบข้างด้วยเช่นการประเมิน
ปัญหาทางสังคม การประเมินความพร้อมของครอบครัว การเย่ียมโรงเรียนและบ้านเป็นต้น
เพ่ือเป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือตัวผู้ป่วยได้และวางแผนในการบําบัดรักษากับทีมสห
วิชาชพี

4. นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการเสริมพลังให้กับครอบครัวผู้ป่วยเพ่ือให้ครอบครัวผู้ป่วยน้ัน
มีพลังในการจะดําเนินชีวิตต่อไปและพร้อมท่ีจะต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ หรือภาระท่ีตัวเองน้ัน
ตอ้ งรบั ผดิ ชอบ

5. สร้างความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับพัฒนาการของเด็กให้กับครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชนและ
สังคมเพ่ือทําให้คนรอบ ๆ ข้างน้ันสามารถท่ีจะช่วยกันดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยได้และลดการ

44

วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

ตําหนิหรือดูถูกของผู้คนรอบข้างแก่ผู้ป่วย ทําให้ผู้ป่วยน้ันไม่มีอาการเครียดกดดันและมี
กําลงั ใจในการท่จี ะพัฒนาตัวเองตอ่ ไปเพราะมผี คู้ นรอบข้างทเ่ี ขา้ ใจ
6. ให้คําปรึกษาและคําแนะนําเก่ียวกับกฎหมายและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ป่วยและเป็นผู้ท่ี
คอยช่วยพิทักษ์สิทธิต่าง ๆ ให้กบั ผปู้ ว่ ยอกี ด้วย
7. ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้ป่วยและครอบครัว
ของผปู้ ่วยตามความต้องการของผปู้ ว่ ยและครอบครวั ผปู้ ่วย
8. ให้การบําบัดครอบครัวผู้ป่วยและผู้ป่วยท่ีมีปัญหาทางด้านสังคมและจิตใจเช่นปัญหา
ความเครียดท่ีมีผลกระทบต่อหน้าท่ีและบทบาทในครอบครัว ปัญหาต่าง ๆ ท่ีมีความซับซ้อน
ยากท่ีจะแก้ไขได้โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องให้ผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยสามารถท่ีจะ
ใช้ศักยภาพของตัวเอกท่ีจะเข้าใจปัญหา สาเหตุของปัญหากละความต้องการของตัวเองให้
ชัดเจนเพื่อท่ีจะสามารถจัดการปัญหาและสามารถท่ีจะทําหน้าท่ีในสังคมได้อย่างปกติเหมาะสม
รวมท้ังนักสังคมสงเคราะห์ยังช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพั นธ์ในครอบครัวและแก้ไข
สภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทเ่ี ปน็ อปุ สรรคต่อการบาํ บดั รกั ษาผปู้ ่วย
9. ติดตามเก่ียวกับปัญหาของผู้ท่ีทํางานเก่ียวกับผู้ป่วยในขณะท่ีผู้ป่วยได้รับการรักษาอยู่เพ่ือ
ไมใ่ ห้การรกั ษาของผปู้ ่วยสะดดุ และไม่ส่งผลกระทบตอ่ ผปู้ ่วย
10. ให้คําแนะนําเก่ียวกับการดูและและการฝึกวินัยต่าง ๆ ของผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยน้ันสามรถท่ีจะ
ดํารงชวี ติ ในสังคมได้อย่างปกติ

45

วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

สุธิดา หนวู นั 6105681438

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิเศษ ส่วนใหญ่จะเป็นการทํางานกับ
ครอบครัวเป็นหลัก เน่ืองจากครอบครัวมีความสําคัญสําหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานการใช้
ชีวิต การดูแลพ้ืนฐานร่างกาย จิตใจและพฤติกรรมการแสดงออกทางสังคม ซ่ึงเด็กพิเศษมีความ
จําเป็นท่ีจะต้องพึ่งพาครอบครัวเป็นหลัก ดังน้ันบทบาทท่ีสําคัญของนักสังคมสงเคราะห์ก็คือการ
ทํางานกับครอบครัว เพ่ือปรับสมดุลในเร่ืองของภาระท่ีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นด้าน
การเงิน สังคมและสภาวะอารมณ์ จิตใจของผู้ดูแลเด็กพิเศษซ่ึงส่ิงสําคัญของนักสังคมสงเคราะห์คือ
ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับเด็กพิเศษว่า เด็กพิเศษคือเด็กท่ีได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์สาขา
ต่างๆว่ามีความบกพร่องหรือผิดปกติไปจากเด็กท่ัวไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กท่ีมีความบกพร่องทางกาย
เช่น พิการแขนขา สติปัญญาล่าช้า หรือเด็กท่ีมีความบกพร่องทางจิตใจและสังคม เช่น เด็กขาดรัก
เด็กทถ่ี กู ปลอ่ ยปละละเลยหรือเจบ็ ปว่ ยทางดา้ นจติ ใจรุนแรง เปน็ ต้น

ซ่ึงจากงานเดิมของนักศึกษาคือ ศึกษาเร่ืองความเครียดในวัยรุ่น ท่ีมีความเก่ียวข้องกับด้าน
อารมณ์และสังคม ถึงแม้ภาวะความเครียดท่ีหลายคนประสบปัญหาอยู่อาจจะวิตกกังวลเป็นคร้ังคราว
หรือเม่ือเวลาผ่านไปก็กลับมาเป็นปกติ แต่สําหรับบางคนท่ีไม่สามารถรับมือหรือปรับตัวไม่ได้กับภาวะท่ี
เผชิญอยู่น้ัน จากความเครียดเล็กน้อยอาจจะกลายเป็นความเครียดเร้ือรัง ท่ีส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ
และสังคมมากจนเกิดเป็นความบกพร่องทางด้านจิตใจสังคมได้ในอนาคต ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์
จําเป็นจะต้องรับรู้ข้อมูลเบ้ืองต้นในการตรวจประเมิน แต่การวินิจฉัยน้ันเป็นหน้าท่ีของแพทย์
ดงั น้นั นักสังคมสงเคราะห์จงึ มีบทบาทในการประเมนิ โดยการพูดคยุ สอบถามหรือสัมภาษณ์ ดังน้ี

แรกรับ
- สอบถามความต้องการของผู้ปกครองและเด็ก
- ความเสี่ยงทต่ี ้องมีการระมดั ระวงั เป็นพิเศษ
- ประสานงานกบั หนว่ ยงานท่เี ก่ยี วข้อง
- ประเมนิ อาการของเดก็ และการให้ความร่วมของผู้ปกครองเบอ้ื งต้น

การค้นหาขอ้ เท็จจริง ได้แก่
- การซักประวัติจากผู้ปกครอง โดยสอบถามถึงปัญหาและความต้องการในการมาใช้บริการ
อย่างเช่นในกรณีน้ีผู้ใช้บริการมีปัญหาหรือเด็กมีความบกพร่องทางจิตใจและสังคม นักสังคมฯ
สอบถามถึงลักษณะอาการของเด็กจากผู้ปกครอง สอบถามระยะเวลาท่ีเกิดปัญหาเพื่อประเมินความ
รุนแรง สอบถามและสังเกตการตอบสนองของสมาชิกในครอบครัวเพื่อทราบทัศนคติของคนใน
ครอบครัวท่มี ตี อ่ เด็ก
- ซักประวัติจากเด็ก แน่นอนว่าการประเมินจะต้องมีการรับข้อมูลจากหลายฝ่าย ซ่ึงข้อมูลจากเด็กจะ
เป็นส่วนสําคัญในการพิจารณา ถามถึงการรับรู้ของเด็กในการมาพบแพทย์ เพราะโดยเฉพาะอาการ
ทางจิตใจ อารมณ์อาจไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเป็นรูปธรรม ซ่ึงอาจจะทําให้เด็กไม่เข้าใจว่าทําไมตนต้องมา
พบแพทย์เพราะเขาไม่ได้มีไข้หรือเจ็บปวดส่วนไหนของร่างกาย ดังน้ันจึงต้องมีการประเมินการรับรู้
ของเด็ก อีกท้ังยังต้องสังเกตลักษณะภายนอก เช่น แววตาท่ีเป็นส่วนสําคัญในการส่ือสารถึง
อารมณ์และความรู้สึกได้ สีหน้าของเด็ก รอยย้ิมขณะพู ดคุย รวมถึงร่างกายท่ีอาจจะมีร่องรอยการ

46


Click to View FlipBook Version