วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ถูกทําร้ายร่างกาย ประเมินความต้องการของเด็ก เพราะความต้องการของเด็กอาจจะไม่เหมือนกับ
ผู้ปกครอง ประเมินความสัมพันธ์ของเด็กกับสมาชิกในครอบครัวเพ่ือจะนําไปสู่สาเหตุของปัญหาได้
เช่นกัน เพราะนักสังคมฯอาจจะพบว่าเด็กมีภาวะขาดรัก คือไม่มีความม่ันคงทางอารมณ์ ก้าวร้าวต่อสู้
หรอื ถกู ปล่อยปละละเลย ซ่งึ อาจจะมสี าเหตุมาจากการเล้ยี งดหู รือความสัมพันธข์ องคนในครอบครัว
- การเย่ียมบ้าน เพื่อเป็นการสังเกตสภาพแวดล้อมรอบบ้านว่ามีความปลอดภัยเพียงใด เพื่อสังเกต
สมาชิกในครอบครัว รวมถึงเพ่ือนบ้าน ว่าจะมีปัจจัยใดบ้างท่ีส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและอารมณ์
ของเดก็
- การเย่ียมโรงเรียน นักสังคมสงเคราะห์เข้าไปสัมภาษณ์เพ่ือรับข้อมูลจากครูท่ีปรึกษาหรือผู้ท่ี
เก่ียวข้อง โดยเพื่อทําความเข้าใจว่าครูมีการรับรู้ มีทัศนคติและมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเป็นอย่างไร ใน
มุมมองของครูจะมองว่าเด็กคนน้ีเป็นอย่างไร การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนเป็นไปในลักษณะไหน รวมถึงครู
มวี ิธกี ารจัดการปญั หาของเดก็ อยา่ งไร
การประเมนิ /วนิ จิ ฉัย
- การประเมินจําเป็นต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ท้ังการประเมินศักยภาพในตัวเด็กเอง ศักยภาพ
ของครอบครัวในการเล้ียงดู ความต้องการท่ีจะต้องได้รับการพัฒนา ปัจจัยท่ีสนับสนุน ความเส่ียง
สภาพแวดล้อมรอบๆตัว สังคม กฎหมาย เหล่าน้ีล้วนมีอิทธิพลท่ีจะส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจและ
สังคมของเด็กได้ โดยในการประเมนิ น้นั มเี ครอ่ื งมือสําหรับการประเมนิ หลายชนิด อย่างเช่น
Assessment Framework
ข้ันตอนในการประเมินน้ีเป็นข้ันตอนสําคัญและละเอียดอ่อน นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการประเมิน
อย่างรอบด้าน ท้ังด้านสุขภาพ การศึกษา อารมณ์การแสดงออก ความสัมพันธ์ของครอบครัว การ
ดูแลของผู้ปกครอง ชุมชน สภาพแวดล้อม ฯลฯ เพราะอาจเป็นตัวบ่งช้ีสาเหตุของปัญหาท่ีเกิดข้ึน
และทําให้ทราบประเภทของอาการท่ีเป็นอยู่ได้ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ในการประชุมทีมสหวิชาชีพเพื่อการ
ช่วยเหลอื ทม่ี ีประสิทธภิ าพ
การวางแผนการช่วยเหลือ โดยการลําดับการให้ความช่วยเหลือและจะให้การช่วยเหลือเป็นไป
ในรูปแบบใดบ้าง ใครมสี ่วนเก่ยี วข้องในการใหค้ วามชว่ ยเหลอื เพื่อการดาํ เนนิ การในแต่ละขน้ั ตอน
การตดิ ตามการรกั ษา ช่วยเหลอื การลงมือดาํ เนนิ การให้ความชว่ ยเหลือและตดิ ตามเปน็ ระยะ
47
วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
การประสานงาน ส่งต่อ คือการประสานงานกับหน่วยงานหรือวิชาชีพท่ีเก่ียวข้อง เม่ือมีการ
เปล่ียนแปลงหรือเหตุการณ์บางอย่าง จะต้องมีการประสานงานหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องหรือผู้ท่ีมีความ
รับผิดชอบโดยตรงเพื่อส่งต่อ และให้การช่วยเหลือต่อไป อย่างเช่น แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา
ตาํ รวจ ทนายความ ผนู้ ําหมบู่ ้าน เปน็ ต้น
การยุตกิ ารใหบ้ ริการ
48
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
มนต์ธัช จิตกลาง 6105681628
ความบกพร่องทางร่างกาย โดยท่ัวไปแล้วครอบคลุมลักษณะของความบกพร่องทางการ
เคล่ือนไหว ซ่ึงอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ ตัวอย่างของความบกพร่องทางร่างกาย ได้แก่ โรค
สมองพิการ โรคลมชัก และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายอาจมี
หรือไม่มีความจําเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความรุนแรงของปัญหา ซ่ึงความ
ช่วยเหลือท่ีเด็กควรได้รับ ได้แก่ กายภาพบําบัด รวมไปถึงบรรดิการพลศึกษา หรือการจัดกิจกรรม
พลศึกษาใหเ้ หมาะสมกับเดก็ ทม่ี ีความผิดปกติ เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพบางคน
อาจไม่มีข้อจํากัดในการเรียนรู้หรือทํากิจกรรม ในขณะท่ีเด็กท่ีมีความบกพร่องดังกล่าวส่วนใหญ่ล้วน
จําเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์และความช่วยเหลือในการศึกษาเล่าเรียนอย่างใกล้ชิด
ปัญหาทางด้านร่างกายสามารถขัดขวางความสามารถในการเคล่ือนไหว ความสัมพันธ์ในการทํางาน
ของอวัยวะ ความแข็งแรง การสื่อสาร หรือความสามารถในการเรียนรู้ จนถึงระดับท่ีเด็กไม่สามารถ
บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา
งานสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มท่ีมีความบกพร่องด้านการเคล่ือนไหว ในด้านของบทบาทน้ันนัก
สังคมมีส่วนช่วยอย่างมากในการทํางานกับเด็กและเยาวชนท่ีเป็นผู้บกพร่องด้านการเคล่ือนไหว
เช่น เม่ือนักสังคมสงเคราะห์เม่ือได้รับกรณีผู้ป่วยรายน้ีมาปรึกษาเร่ือง การหาญาติดูแล นักสังคม
สงเคราะห์ต้องประเมินความพร้อมของครอบครัวโดยนัดญาติมาประเมินความพร้อมด้านต่าง ๆ
ได้แก่ ด้านความผูกพันในครอบครัว ด้านการดูแลผู้ป่วยและการจัดการปัญหา ด้านเศรษฐกิจฐานะ
ของญาติ นักสังคมสงเคราะห์ มีวางแผนร่วมกับผู้ป่วย ท้ังระยะส้ัน และระยะยาว อาทิ ส่งผู้ป่วยเข้า
หน่วยฟ้ นื ฟู สมรรถภาพแห่งใดแห่งหน่ึงก่อนเพ่ือฝึกให้ผู้ป่วยได้ปรับตัว สร้างสัมพันธภาพกับผู้อ่ืนได้
ฝึกการทํางาน ให้รู้ความถนัดของตนเอง และฝึกให้ผู้ป่วยทํางานได้อย่างต่อเน่ืองเป็นระยะเวลา
ยาวนานระดบั หนง่ึ ซ่งึ ผปู้ ว่ ยแต่ละรายต้องไดร้ บั การฝึกไมเ่ ท่ากนั บางคนเปน็ เดอื น บางคนเปน็ ปี
นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสําคัญ ในการปรับเปล่ียนจิตใจ ให้ผู้ป่วยต่อสู้กับปัญหา โดยนัด
ให้คําปรึกษาแนะนําปัญหาทางจิตใจอย่างต่อเน่ือง ให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อ่ืนได้ นอกจากน้ียัง
ค้นหาแหล่งงานท่ีเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นระยะ เม่ือมีหน่วยงานท่ีเปิดรับตลาดงานคนพิการก็ให้
คําปรึกษาแนะนําการเตรียมพร้อมเข้าสมัครงานด้วยตนเอง และเตรียมพร้อมทํางานในองค์กรได้
นอกจากนน้ี กั สังคมสงเคราะหย์ ังเปน็ ผู้มีส่วนเก่ยี วข้องในการประสานงานกบั บรกิ ารต่าง ๆ ดงั น้ี
บริการดา้ นการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางสังคม
การฟ้ นื ฟูสมรรถภาพทางสังคมพบแนวทางการดําเนินการด้านการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพท่ีสําคัญ
คือ การทํางานในรูปแบบทีมสหวิชาชีพ โดยนักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้วางแผนการฟ้ นื ฟูสมรรถภาพ
รายบุคคล และประสานทีมสหวิชาชีพดําเนินการฟ้ ืนฟู สมรรถภาพตามแผน ได้แก่ พยาบาล
นกั จิตวิทยา ครูฝกึ อาชพี และผู้ดแู ลผูร้ ับการสงเคราะห์
49
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
บริการดา้ นการประสานงานกับหน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน เด็กพิการและคนพิการท่ีจดทะเบียน
ตามพระราชบัญญัติการฟ้ ืนฟู สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ซ่ึงประสบปัญหาความเดือดร้อน
เน่ืองจากอยู่ตามลําพังไม่มีผู้อุปการะ ครอบครัวขัดสนขาดแคลน หรือ ครอบครัวประสบปัญหาความ
เดือดร้อน เช่น หัวหน้าครอบครัวเจ็บป่วย พิการ ตกงาน ทําให้มีผลกระทบต่อการเล้ียงดูคนพิการ
กรณีเด็กพิการ ช่วยเหลือเป็นเงินตามความจําเป็นและความเหมาะสม ไม่เกิน 1,000 บาท/ คร้ัง และ
ช่วยเหลือติดต่อกันไม่เกิน 3 คร้ัง / ครอบครัว กรณีคนพิการ ช่วยเหลือเป็นเงินตามความจําเป็นและ
เหมาะสม ไมเ่ กนิ 2,000 บาท/ คร้งั และช่วยเหลือติดตอ่ กันไม่เกนิ 3 คร้งั / ครอบครัว เป็นตน้
คนพิการบางคนต้องการความช่วยเหลือในระดับบุคคลเพ่ือให้ตนเองสามารถท่ีจะมีส่วนร่วมใน
ชีวิตครอบครัวและ ชุมชนได้ ในประเทศท่ีมีรายได้ต่ําซ่ึงมีบริการและสวัสดิการทางสังคมจ ากัดน้ัน
ครอบครัว อาจเป็นเพียงส่ิงเดียวท่ีจะให้ การสนับสนุนคนพิการองค์ประกอบด้านสังคมของโปรแกรม
ซีบีอาร์น้ีจะแสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้ทรัพยากรของ ชุมชนได้อย่างไรบ้าง เพื่อช่วยให้คนพิการและ
ครอบครัวสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือในระดับบุคคลท่ีเหมาะสมกับ ความจ าเป็นและความชอบของ
คนพิการแต่ละคน จึงต้องอาศัยนักสังคมสงเคราะห์ให้เข้าไปมีบทบาทในการประสานงานและให้ความ
ร่วมมอื กบั เด็กท่มี คี วามพิการหรือผดิ ปกตทิ างร่างกาย
50
วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
จริ ภทั ร ไกรนรา 6105681636
สําหรับบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทํางานกับกลุ่มเด็กผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน
จะมีขน้ั ตอนการปฏบิ ัติการงานสังคมสังเคราะหไ์ ดต้ ามลาํ ดบั ดังต่อไปน้ี
แรกรับ (Intake case) เป็นข้ันตอนแรกของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์โดยในข้ันตอนน้ี
เป็นข้ันตอนในท่ีจะพบเจอกับผู้ประสบปัญหาหรือผู้ใช้บริการท่ีประสบปัญหา และในส่วนของ
ผู้ใช้บริการท่ีมีปัญหาเก่ียวกับการบกพร่องทางการได้ยินน้ัน ในข้ันตอนน้ี ข้ันตอนแรกคือกการ
ประเมินความต้องการของผู้ใช้บริการว่ามีความต้องการในด้านใดบ้าง เช่น การศึกษา การเข้ารับสิทธิ
สวัสดิการสังคม หรือจะเป็นปัญหาในด้านของการอยู่ร่วมในสังคมกับผู้คนอ่ืน ๆ ซ่ึงความสําคัญของ
ข้ันตอนน้ีจะข้ึนตรงกับความต้องการกับผู้ใช้บริการ หรือนักสังคมสงเคราะห์จะประเมินหรือแนะนําให้ผู้
บริการได้เข้าถึงสิทธิหรือสวัสดิการท่ีตนเองพึงได้รับตามนโยบายของภาครัฐก็ได้ หรือตรวจสอบ
ประเมินอาการของผู้ใช้บริการโยการใช้เคร่ืองมือแบบสอบถามท้ังด้านกาย จิต และสังคม เพ่ือท่ีจะได้
รับรู้ถึงความต้องการและสามารถท่ีจะส่งต่อให้ไปให้หน่วยงานท่ีอยู่ในหน้าท่ีรับผิดชอบได้ถ้าผู้ใช้บริการ
มีความเสียงมากในปัญหานน้ั ๆ เป็นต้น
การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact finding) เป็นข้ันตอนต่อมาจากข้ันตอนการแรกรับผู้ใช้บริการ
โดยในข้ันตอนการค้นหาข้อเท็จจริงน้ีจะเป็นในส่วนของการสอบถามข้อมูลของผู้ใช้บริการในด้านของ
ปัญหาท่ีผู้บริการน้ันได้ประสบพบเจอโดยรวม ท้ังด้านของทางกาย ทางจิตใจ และทางสังคมของ
ผู้ใช้บริการ โดยในการสอบถามข้อมูลน้ันจําเป็นท่ีจะต้องได้รับความร่วมมือในส่วนของผู้ปกครองของ
เด็กด้วย เช่น ในกรณีของผู้ใช้บริการท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินก็จะสอบถามประวัติของ
ผู้ปกครองว่าเคยพบเจอหรือเป็นอยู่สําหรับปัญหาการทางได้ยิน หรือ ระยะเวลาท่ีประสบปัญหา
เพ่ื อท่ีจะได้ข้อมูลของต้นตอของความบกพร่องทางการได้ยินว่าเป็นในทางลักษณ์ของพั นธุกรรม
หรือไม่ หรือความบกพร่องน้ีเกิดข้ึนโดยเหตุการณ์หรือการเกิดอุบัติเหตุอ่ืน ๆ ในข้ันตอนน้ีน้ันจําเป็น
อย่างมากท่ีจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองเพื่อท่ีจะได้ข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน และ
ในการหาข้อเท็จจริงต่อมาคือการสอบถามประวัติจากตัวเด็กด้วย ในส่วนน้ีอาจจะเป็นข้ันตอนท่ี
ยากลําบากเพราะผู้ใช้บริการคือผู้ใช้บริการท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน ในข้ันตอนน้ีอาจจะต้อง
พ่ึงพาในส่วนของล่ามภาษามือในการเป็นตัวกลางในการส่ือสาร หรือถ้าผู้บริการเป็นเด็กท่ีไม่เคยได้รับ
การรักษาหรือได้รับการเรียนรู้ทางด้านการส่ือสาร ก็จําเป็นท่ีจะต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง
เป็นหลัก และอาจจะหาข้อมูลทางสภาพแวดล้อมโดยการเย่ียมท่ีพักอาศัยของผู้ใช้บริการก็ได้ด้วย
เช่นกัน เพื่อสอบถามหรือสืบหาปัญหาในด้านสภาพแวดล้อมหรือความปลอดภัยและเหมาะสมสําหรับ
ผ้ใู ชบ้ ริการ
การประเมิน/วินิจฉัย (Assessment) ในข้ันตอนน้ีจะเป็นข้ันตอนท่ีจะประเมินปัญหาจาก
ข้อมูลท่ีได้รับจากข้ันตอนการค้นหาข้อเท็จจริง ว่าผู้ใช้บริการน้ันพบเจอปัญหาในความรุนแรงระดับใด
ท้ังในด้านศักยภาพในการเล้ียงดูหรือการให้ความร่วมมือของครอบครัวของผู้ใช้บริการว่าเป็นไปใน
ด้านท่ีดีหรือไม่ หรือจะเป็นปัญหาในด้านของการเข้าสังคม ท้ังการเข้าถึงการศึกษาหรือการเข้าถึง
สังคมของเด็กท่ีมีความบอพร่องทางการได้ยินเองด้วย ซ่ึงในข้ันตอนน้ีสิ่งท่ีสําคัญก็คือการประเมิน
ปัญหาของผู้ใช้บริการได้อย่างครบถ้วน ว่าผู้ใช้บริการควรได้รับสิทธิหรือสวัสดิการในด้านใด ซ่ึงใน
51
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
กรณีปัญหาของผู้ใช้บริการท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินส่วนใหญ่ คือการเข้าถึงอุปกรณ์หรือการ
เข้าถึงสถานศึกษา ซ่ึงในปัจจุบันสถานศึกษาของผู้ใช้บริการท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินน้ันยังไม่
เพียงพอและไม่ครอบคลุมท่ัวท้ังประเทศ แต่ทางภาครัฐก็ยังมีนโยบายสําหรับผู้ท่ีมีความบกพร่อง
ทางการได้ยินอยู่ เช่นการเข้ารับบริการเคร่ืองช่วยฟงั เพ่ือท่ีจะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้โดยปกติ
แต่ก็จําเป็นท่ีจะต้องผ่านการประเมินทางการแพทย์ในด้านของสุขภาพของผู้ใช้บริการด้วยว่าต้อง
ปญั หาความบกพรอ่ งน้รี ุนแรงในระดับมากน้อยเพียงใด
การวางแผนการช่วยเหลือ (implement treatment) คือข้ันตอนในการวางแผนจากการ
ได้ข้อมูลและประเมินปัญหา โดยในข้ันตอนการวางแผนน้ีจําเป็นท่ีจะต้องร่วมมือกับสหวิชาชีพในการ
วางแผนให้ผู้ใช้บริการ โดยจะมีอาชีพท่ีเก่ียวข้อง เช่น นักสังคมสงเคราะห์ มีหน้าท่ีในการดูแลในด้าน
ของสังคมและการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของผู้ใช้บริการ แพทย์ ได้แก่ แพทย์ท่ัวไป หรือแพทย์
ผู้เช่ียวชาญเฉพาะโรค เช่น กุมารแพทย์ แพทย์ทางโสต จิตแพทย์ หรือแพทย์ท่ีทําหน้าท่ีวินิจฉัย
อาการของผู้ใช้บริการ โดยมีหน้าท่ีส่วนใหญ่คือการรักษาในท้ังสุขภาพทางกายและสุขภาพจิตใจของ
ผู้ใช้บริการ ต่อมาคือนักโสตสัมผัสวิทยา จะมีหน้าท่ีในการคัดเลือกและประเมินเคร่ืองช่วยฟงั อันเป็น
ส่วนของงานเทคนิคทางการแพทย์ และยังมีหน้าท่ีคอยประสานกับครูหรือคนรอบตัวของเด็กเพื่อ
แนะนาํ เก่ยี วกบั การช่วยเหลือผใู้ ช้บริการอย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม
การติดตามการรักษา ช่วยเหลือ (Follow up) ในส่วนของการติดตามการรักษาและ
ช่วยเหลือผู้ใช้บริการ กล่าวคือ ในการส่วนของให้บริการผู้บกพร่องทางการได้ยิน ข้ันตอนน้ีจะเป็น
ข้ันตอนการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในการติดตามผลการรักษาจากทีมแพทย์ในการให้การ
ช่วยเหลือทางด้านของเคร่ืองช่วยฟังหรือว่าจะเป็นการผ่าตัดเย่ือแก้วหูตามสิทธ์ิสวัสดิการของผู้
พิการ และติดตามท้ังในส่วนของสภาพสังคมของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเรียนในสถานศึกษา
หรือโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสําหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินหรือจะเป็นโรงเรียนระบบปกติ นัก
สั งคมสงเคราะห์จะมีส่ วนในการประสานงานกับคุณครูเพ่ื อให้ได้ทราบถึงสภาวะข้อจํากัดหรือส่ิ งท่ี
ผู้ใช้บริการต้องการเป็นพิเศษในการเรียนการสอน เช่น ตําแหน่งท่ีมีผลต่อการได้ยินในการเรียนการ
สอน การเข้าสังคมหรือการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อน ๆ ในห้องเรียน เพ่ือให้ผู้ใช้บริการได้เข้าถึง
สภาพสังคมหรือสภาพสิ่งแวดล้อมทเ่ี ปน็ มิตรและปลอดภัย
การยุติการให้บริการ (Terminate) สําหรับข้ันตอนน้ีจะข้ันตอนสุดท้ายของการปฏิบัติงาน
สังคมสงเคราะห์กับผู้ใช้บริการ โดยในข้ันตอนน้ีจะมีวิธีการการตรวจสอบหรือประเมินว่าผู้ใช้บริการน้ัน
พร้อมจะสามารถใช้ชีวิตกับสภาพแวดล้อมน้ัน ๆ ได้หรือไม่ โดยจะประเมินท้ังความต้องการข้ันพ้ืนฐาน
ของผู้ใช้บริการ ท้ังในเร่ืองของโอกาสในการเข้าถึงศึกษาข้ันพื้นฐาน ทักษะการใช้ชีวิตหรือการพ่ึงพา
ตนเอง การรับรู้ท่ีเก่ียวกับตนเองและสังคม ในส่วนของสภาพแวดล้อมของผู้ใช้บริการว่าเหมาะสม
และดํารงชีวิตได้อย่างปกติหรือไม่ จนไปสู่ถึงการประเมินสภาพของครอบครัวของผู้ใช้บริการ ท้ังใน
เร่ืองของความสัมพันธ์ครอบครัว ความม่ันคงในการเล้ียงดูของผู้ปกครองว่าจะสามารถเล้ียงดู
ผู้ใช้บริการได้หรือไม่ ถ้าหากว่าผู้ใช้บริการน้ันผ่านการประเมินอย่างครอบถ้วนตามปัจจัยข้างต้น
ก็เพียงพอและเหมาะสมในการท่จี ะยุติการบรกิ าร
52
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
คธั รนิ ทร์ บวั ทอง 6105681644
โ ร ค ส ม า ธิ สั้ น ห รื อ attention-deficit hyperactivity disorder (ADHD) เ ป็ น ภ า ว ะ
บกพร่องในการทําหน้าท่ีของสมองท่ีมีอาการหลักเป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่
ขาดสมาธิท่ีต่อเน่ือง , ซนมากกว่าปกติหรืออยู่ไม่น่ิง และขาดการย้ังคิดหรือหุนหันพลันแล่น โดยเร่ิม
แสดงอาการต้ังแต่ในวัยเด็ก และส่วนใหญ่มักเป็นต่อเน่ืองไปจนถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ หากไม่ได้รับ
การรักษาช่วยเหลือท่ีดีอาการความผิดปกติท่ีจะเป็น จะทําให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วย ท้ังในด้านการ
เรียน อาชีพ ครอบครัว และสังคม ซ่ึงโรคดังกล่าวสามารถใช้ยาในการรักษาหรือบรรเทาได้ ดังน้ัน
เด็กท่ีเป็นโรคสมาธิส้ัน ถ้าหากบุคคลรอบตัวไม่ทราบถึงโรคดังกล่าว จะเข้าใจว่าเด็กเป็นท่ีซุกซน
บางคร้ังเข้าใจว่าเป็นเด็กข้ีเกียจ ทําให้บางคร้ังถูกปล่อยปะละเลยจากการดูแลของครู และผู้ปกครอง
รวมถึงเข้าใจพฤติกรรมในทางท่ีผิด ซ่ึงส่งผลให้เด็กเกิดการแสดงพฤติกรรมท่ีก้าวร้าว และทําให้เด็ก
หลุดออกจาระบบการศึกษาในท่ีสุด ซ่ึงนักสังคมสงเคราะห์สามารถมีบทบาทในการให้บริการกับเด็ก
กลุ่มนไ้ี ด้ โดยทําการประเมนิ ดังน้ี
การประเมนิ แรกรบั
โดยประเมินในส่วนของความต้องการของผู้ปกครอง ความต้องการของเด็ก ประเมิน
ความเส่ี ยงและความปลอดภัยของเด็ก บริการท่ีเร่งด่วนสํ าหรับเด็ก ความร่วมมือ
ของผทู้ ่พี ามาเขา้ รบั บรกิ าร
การค้นหาข้อเท็จจริง
โดยจะมีการซักประวัติจากเด็ก เช่น ทราบหรือไม่ว่ามาหาหมอเพราะอะไร การซัก
ประวัติของผู้ปกครอง เพ่ือทราบถึงพฤติกรรมของเด็กท่ีผู้ปกครองเห็น เช่น พฤติกรรมท่ีไม่
สามารถอยู่น่ิงๆได้ การซุกซนเกินกว่าปกติ ทราบระยะเวลาของปัญหา การตอบสนองต่อ
พฤติกรรมในครอบครัว เช่น เม่ือเด็กซนและใช้การทําร้ายร่างกายเพ่ือให้เด็กน่ิง เป็นต้น
เพื่อทราบถึงผลท่ีเกิดข้ึนกับเด็ก และทัศนคติของครอบครัวท่ีมีต่อเด็ก ซ่ึงจะทําการควบคู่ไป
กับการเย่ียมบ้าน และการเย่ียมโรงเรียน เพ่ือเป็นการสังเกตุสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์
ของสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์ของเด็กท่ีมีต่อโรงเรียน การรับรู้และทัศนคติของ
บุคคลรอบข้างท่ีมีต่อเด็กตามบริบทของครอบครัวและโรงเรียน เช่น คุณครู เพ่ื อน
ว่ามีมุมมองอย่างไรต่อเด็ก หรือเด็กมีพฤติกรรมอย่างไรในโรงเรียน รวมไปถึงการใช้วิธี
แก้ปัญหาของเด็กในบุคคลต่าง ๆ เช่น ครู พ่อแม่ หรือเครือญาติ และนักสังคมสงเคราะห์จะ
ใช้เคร่ืองมือทําการประเมินอย่างมีแบบแผน เช่น Assessment Freamwork เพ่ือประเมิน
ปัจจัยด้านครอบครัว ความสามารถในการเล้ียงดูของพ่อแม่ และความต้องการการรับการ
พัฒนาของเด็ก โดยจะใช้เคร่ืองมือทําการประเมินน้ีร่วมไปกับข้ันตอนการค้นหาข้อเท็จจริง
โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี
1. ความต้องการการรับพัฒนาการของเดก็
• สุขภาพ จะประเมินในส่วนของกาย จติ สังคม
• การศึกษา จะประเมินอายุแรกเข้ารับการศึกษา สถานศึกษาท่ีเข้ารับเป็นแบบ
ไหน ผลของการศึกษา ความสม่าํ เสมอกบั กจิ กรรมการเรยี น
53
วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ สู้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
• การพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรม จะประเมินพ้ืนฐานของอารมณ์ พฤติกรรม
ไม่พึงประสงค์ การจดั การอารมณ์ การปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรม
• การรบั รู้เก่ยี วกบั ตนเอง
• ครอบครัวและสัมพั นธภาพทางสังคม จะประเมินการร่วมกิจกรรมใน
ครอบครัว ชุมชน สังคม สัมพันธภาพอนั ดีของเด็ก
• การเข้าสังคมและทกั ษะทางสังคม
• ทักษะการดูแลตนเอง เช่น การรับผิดชอบกิจวัตรประจําวัน และการดูแลช่วง
วยั ของตนเอง
2.ความสามมารถในการเล้ยี งดลู กู ของพ่อแม่
• การดแู ลเด็กในชวี ิตประจําวนั
• การดูแลและปกป้องให้ปลอดภัย ประเมินว่าผู้ปกครองสามารถสร้างความ
ปลอดภัยในชีวติ ให้แกเ่ ด็กไดห้ รือไม่
• การให้ความยึดเหนย่ี วและพ่ึงพิงทางจติ ใจ
• ความสามารถกระตนุ้ พัฒนาการตามวัย
• การช้แี นะแนวทางและกาํ หนดขอบเขตในการวางตวั
• การให้รสู้ ึกความม่นั คงทางจติ ใจ ประเมนิ สังคม จิตใจ และเศรษฐกจิ
3.ปัจจยั ดา้ นครอบครัวและสังคมแวดล้อม
• ประวัตขิ องครอบครวั บทบาทหนา้ ท่ี
• เครือญาติ
• ท่ีอยู่อาศัย ประเมินลักษณะของท่ีพักอาศัยว่าเป็นในรูปแบบลักษณะใด แออัด
หรือไม่ ลักษณะสภาพแวดลอ้ มโดยรอบ ๆ เปน็ เชน่ ไร
• การทํางาน ประเมินความม่ันคง ความเสี่ยง สถานท่ีการทํางาน และความ
เสี่ยงจากการทาํ งาน
• รายได้ ประเมินแหลง่ ท่มี าของรายได้ ความถ่ขี องรายได้ท่ไี ด้รับ
• การมีส่วนร่วมในสังคม
• แหล่งทรัพยาการในชุมชน ประเมินว่ามีทรัพยากรใดบ้างท่ีสนับสนุน เช่น
โรงเรียน สถานีอนามยั สถานตี าํ รวจ
• กฎหมาย
โดยเม่ือนักสังคมสงเคราะห์ได้ทําการแสวงหาข้อเท็จจริง ทําการประเมิน จึงรวบรวมข้อมูล
ท้ังหมดเพ่ือนําไปวางแผนการดําเนินงาน ซ่ึงสามารถวางแผนร่วมกับนักจิตวิทยา แพทย์ หรือคุณครู
และครอบครัว เช่น วางแผนการรักษา หรือ วางแผนในการดูแลเด็กในสถาณศึกษา เช่น การให้
คุณครูจัดหาบัดด้ีให้แก่เด็ก หรือการรับมือกับอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก หรือการปรับเปล่ียน
ทัศนคติของคนรองข้างท่ีมีต่อเด็ก เป็นต้น โดยการวางแผนน้ันสามารถทําได้ท้ังระยะส้ันและระยะยาว
ซ่ึงเม่ือได้กระทําการวางแผนและดําเนินการตามแผนแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ก็ต้องมีบทบาทในการ
ติดตามผลของการดําเนินงานตามท่ีวางแผนไว้ รวมไปถึงการติดต่อ ประสาน และส่งต่อไปยัง
หน่วยงานต่างๆตามข้นั ตอน และการยุติการใหบ้ ริการ
54
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารย์ผสู้ อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
จึงเห็นได้ว่านักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทต้ังแต่แรกเร่ิมการรับเคสจนถึงข้ันตอนของการยุติ
เคส แต่นักสังคมสงเคราะห์จะไม่ใช่คนวินิจฉัยโรค แต่จะเป็นเพียงผู้สังเกต ดังน้ันนักสังคมสงเคราะห์
จึงต้องรู้ถึงกลุ่มของอาการเบ้ืองต้น พัฒนาการของเด็ก รวมไปถึงทรัพยากรด้านต่าง ๆ เพื่อบรรลุ
ในการช่วยเหลือเด็ก และนักสังคมสงเคราะห์ต้องสร้างความเข้าใจและทัศนคติอันดีของบุคคลรอบ
ข้างท่มี ตี อ่ ตัวเด็ก เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจ และรับรถู้ งึ สถาณการณ์ทเ่ี ดก็ กําลังเผชิญ
55
วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ฟา้ ประดบั ดาว สุวรรณคร 6105681719
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทาํ งานกบั เดก็ พิเศษดา้ นการไดย้ นิ
เด็กท่ีมีความพิเศษ คือ เด็กท่ีต้องการบริการมากกว่าเด็กคนอ่ืน ต้องได้รับการเล้ียงดูเป็น
พิเศษ มีลักษณะท่ีโดดเด่นกว่าหรือแตกต่างจากเด็กคนอ่ืน ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ในสาขาต่าง ๆ
ว่ามีความบกพร่องหรือความผิดปกติจากเด็กท่ัวไป และเด็กท่ีมีความพิเศษในด้านการได้ยิน คือ เด็กท่ี
มีความพิเศษในเร่ืองของประสาทสัมผัสเก่ียวกับการได้ยิน การรับเสียงท่ีมีความผิดปกติไปจากเดิม
ท้ังได้ยินเสียงไม่ชัดเจน และไม่ได้ยินเสียงเลย โดยการทํางานกับเด็กกลุ่มพิเศษด้านการได้ยินน้ัน
ต้องมีการประสานงานและการทํางานร่วมกันกับหลากหลายวิชาชีพ ท้ังแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา
รวมไปถึงนกั สังคมสงเคราะห์ท่มี หี นา้ ท่ปี ระสานงานกับสหวิชาชพี ตา่ ง ๆ
โดยบทบาทของนักสั งคมสงเคราะห์ในการทํางานกับเด็กพิ เศษด้านการได้ยินน้ัน
ได้นํากระบวนการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์มาดําเนินใช้กับการทํางานในบทบาทหน้าท่ีของนัก
สังคมสงเคราะห์ โดยมีวิธีการดังน้ี ข้ันแรกรับ (Intake case), การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact
finding), ก า ร ป ร ะ เ มิ น / ก า ร วิ นิ จ ฉั ย (Assessment), ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ
(Implement/Treatment), การติดตามการรักษา ช่วยเหลือ (Follow up), การประสาน ส่งต่อ
(Referral) และการยุติการให้บริการ (Terminate) โดยในแต่ละข้ันน้ันก็มีข้ันตอนและวิธีการทํางาน
ดงั น้ี
- ข้นั แรกรบั (Intake case)
ในข้ันของการแรกรับน้ันจะเป็นการประเมินในด้านต่าง ๆ ท้ังในเร่ืองความต้องการของเด็ก
ความต้องการของผู้ปกครอง ความเสี่ยงและความปลอดภัยของเด็ก ว่าเป็นกรณีท่ัวไปท่ีให้บริการใน
รูปแบบปกติ ในทีน้ีหมายถึงกรณีของการให้คําปรึกษา หรือเป็นการบริการท่ีเร่งด่วน ซ่ึงในทีน้ีจะใช้
การตัดสินใจจากอาการของโรคประเภทต่าง ๆ นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องมีความรู้เร่ืองโรคใน
เบ้ืองต้นท้ังทายร่างกายและทางจิตใจ เน่ืองจากโดยในการตัดสินจากอาการของโรคน้ัน บางรายอาจ
อยู่ในภาวะท่ีเร่งด่วน มีอาการแทรกซ้อนหรือมีอาการหูหนวกในข้ันรุนแรง ต้องการการช่วยเหลือ
อย่างมาก นักสังคมสงเคราะห์จะต้องเข้ามาช่วยตัดสิน และหลังจากน้ันจะเป็นการประเมิน
โดยประเมินท้ังทางด้านพฤติกรรม ด้านอารมณ์ และด้านพัฒนาการ จึงวางแผนช่วยเหลือเพื่อเข้าไป
รับบริการในหน่วยงานหรือโรงพยาบาลท่ีเหมาะสม โดยมีการแยกโดยใช้การเข้าบริการตามสิทธ์ิ
เช่น ในหน่วยงานในพ้ืนท่ีใกล้เคียงกับท่ีอยู่อาศัยเพ่ือการเดินทางท่ีสะดวก หรือจากความเช่ียวชาญ
ของทีมในการทํางานตามกรณี และนอกจากน้ีทางนักสังคมสงเคราะห์ต้องมีการประเมินถึงความ
รว่ มมอื ของผปู้ กครองหรอื ผทู้ พ่ี าเดก็ มาเข้ารบั บริการวา่ มคี วามรว่ มมือมากหรือนอ้ ยเพียงใด
- การคน้ หาข้อเท็จจริง (Fact finding)
ในข้ันตอนของการค้นหาข้อเท็จจริงน้ัน เป็นการซักถามในเร่ืองต่าง ๆ ท่ีมีความจําเป็นในการ
จัดบริการ โดยมีการซักประวัติจากผู้ปกครองถึงปัญหาและความต้องการในการเข้ามารับบริการ
ซักถามถึงระยะเวลาท่ีเกิดปัญหารวมไปถึงสอบถามถึงการตอบสนองต่อปัญหาท่ีเกิดข้ึนของสมาชิก
ในครอบครัว ทัศนคติของครอบครัวเป็นอย่างไร และท่ีสําคัญคือการซักถึงผลกระทบท่ีเกิดข้ึนต่อเด็ก
56
วิชา สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
โดยเป็นการซักถามจากครอบครัวแต่หากจะให้ทําความเข้าใจถึงปัญหาท่ีเกิดข้ึนอย่างถ่องแท้ จึงต้อง
มีการซักประวัติจากตัวเด็กเองด้วย โดยจะเป็นการซักถามในเร่ืองราวท่ีเด็กสามารถตอบได้เอง
เช่น การรับรู้ของเด็กต่อสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน ท้ังในการมาพบแพทย์หรือการเข้ารับบริการ นักสังคม
สงเคราะห์ต้องทําหน้าท่ีในการสังเกตอาการของเด็กท้ังทางกาย ทางจิต และทางสังคม ประเมิน
ความต้องการของเด็ก ประเมินความเส่ียงและประเมินในด้านความสัมพันธ์ของเด็กกับสมาชิกใน
ครอบครวั
นอกจากการซักถามท้ังตัวเด็กและผู้ปกครองหรือผู้ท่ีพามาเพื่อให้ได้ข้อมูลแล้ว ยังมีการค้นหา
ข้อเท็จจริงผ่านการเย่ียมบ้าน (Home visit) โดยการลงไปเย่ียมบ้านน้ันเป็นการสังเกตท้ัง
สภาพแวดล้อมในท่ีอยู่อาศัยของเด็ก ได้ข้อมูลในเร่ืองของความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวโดย
ผ่านการสัมภาษณ์และผ่านการสังเกต เพื่อค้นหาความเสี่ยงท้ังภายในและภายนอกบ้าน และค้นหา
แหลง่ ท่จี ะสนบั สนนุ เพ่ือการใหค้ วามชว่ ยเหลอื
การค้นหาข้อเท็จจริงผ่านการเย่ียมโรงเรียน (School visit) โดยเป็นการซักข้อมูลผ่านครู
หรือผู้มีส่วนเก่ียวข้องในโรงเรียน เพื่ อดูถึงความสัมพั นธ์ระหว่างเด็กและคุณครูหรือเพื่ อน ๆ
ในโรงเรียน รวมถึงทัศนคติของเพื่อนและครูท่ีมีต่อเด็กและครอบครัวแต่จะเป็นการสัมภาษณ์ผ่าน
คุณครู และหน้าท่ีท่ีสําคัญของนักสังคมฯคือการพู ดคุยส่ือสารกับครูเพ่ื อสร้างความเข้าใจใน
สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ตําหนิคุณครูผู้สอนเพื่ อไม่ให้เกิดผลกระทบในภายหลังกับเด็ก
อีกท้ังแสดงออกถึงความเข้าใจในปัญหาท่ีครูกําลังเผชิญ แนะเสนอตัวในการช่วยเหลือในการแก้ไข
ปญั หา
- การประเมนิ /การวนิ จิ ฉัย (Assessment)
การประเมนิ เปน็ ข้นั ตอนทเ่ี ป็นกระบวนการทเ่ี กดิ ขน้ึ อย่างต่อเนอ่ื งในการทาํ ความเข้าใจประเดน็
ปญั หาท่เี กิดขน้ึ ภายใจสภาพแวดลอ้ มของเดก็ ทําความเขา้ ใจถงึ ปัญหา เพื่อวางแผนการช่วยเหลือซ่งึ
จะก่อให้เกิดการ ปรับปรุงหรือเปล่ียนแปลงท่ีเหมาะสมในตัวบุคคลและสภาพแวดล้อม โดยในการ
ประเมินน้ัน จําเป็นจะต้องมีเคร่ืองมือมาตรฐานการเล้ียงดูเด็กข้ันต่ํา เคร่ืองมือทางจิตวิทยา (สําหรับ
นักจติ วทิ ยาคลินิกและวิชาชพี เฉพาะ) การวินิจฉยั ทางการแพทย์ รวมไปถงึ ทมี สหวิชาชพี
โดยในการประเมินเด็กน้ัน จะประเมินจากอาการเบ้ืองต้น มีการประเมินจากตัวของเด็ก
ท้ังพฤติกรรม การแสดงออก โดยอาจจะใช้เคร่ืองมือสามเหล่ียม (Assessment Framework)
ประเมินความต้องการรับการพัฒนาของเด็ก ความสามารถในการเล้ียงดูของพ่อแม่ และปัจจัยด้าน
ครอบครัวและสิ่งแวดล้อม และสามารถใช้เคร่ืองมือวงกลม เป็นเคร่ืองมือในการประเมินครอบครัว
การทํางานของครอบครัว องค์ประกอบขององค์กรครอบครัวและลักษณะครอบครัว ซ่ึงถือเป็น
เคร่ืองมือในการประเมินเด็กข้ันต่ํา โดยสามารถประเมินถึงมาตรฐานในการเล้ียงดู รวมไปถึงความ
ต้องการของเดก็
ในการประเมินครอบครัวและสิ่งแวดล้อม จะเป็นการประเมินศักยภาพในการเล้ียงดูเด็ก
โดยประเมินจากปัจจัยครอบครัวและปัจจัยด้านสังคม ส่ิงแวดล้อม ว่ามีความพร้อมในการเล้ียงดูเด็ก
หรือไม่ มีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวกันอย่างไรนอกจากน้ียัง โดยการประเมินเด็กและครอบครัวน้ี
57
วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
เป็นการประเมินเพ่ือท่ีจะนําไปจัดบริการให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของเด็กและครอบครัว อาทิเช่น
การจัด Family Therapy, Individual counselling เปน็ ตน้
โดยข้ันตอนในการประเมินน้ัน สามารถใช้เคร่ืองมือท่ีหลากหลายเข้ามาช่วยในการประเมิน
เ ช่ น Team meeting, GFES, Management, CGAS (Children’s Global Assessment Scale)
คือเป็นการประเมินรอบตัวท่ัวไป เช่น ส่ิงแวดล้อม ครอบครัว การเปล่ียนแปลงรอบตัว โดยมีช่วง
ค ะ แ น น เ ป็ น ร ะ ดั บ ใ น ก า ร วั ด , CGI-Severity (Clinical Global Impression–Severity Scale)
คือเคร่ืองมือบอกถึงระดับในการสร้างเสริมการเรียนรู้ เม่ือเทียบกับผู้ป่วยอ่ืนท่ีโรคเดียวกัน โดยมีเลข
0-7 เป็นระดับในการวัดว่าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเพียงใด, CGI-Improvement (Clinical Global
Impression–Improvement ) เป็นการวัดระดับเม่ือเทียบกับการประเมินในคร้ังแรกว่าผู้ป่วยมีการ
เปล่ยี นแปลงมากน้อยเพียงใด โดยมเี ลข 0-7 เปน็ ระดบั ในการวดั
- การวางแผนช่วยเหลอื (Treatment)
หลังจากประเมินและซักข้อเท็จจริงแล้วจึงทําการจัดการดําเนินการวางแผนการช่วยเหลือ
โดยอิงจากทรัพยากรท่ีมีในตัวบุคคล ครอบครัวหรือสังคม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากน้ีนัก
สังคมสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือในการข้ึนทะเบียนคนพิการให้แก่เด็ก จัดบริการและประสานการรักษา
แก่เด็ก โดยเป็นการให้ความช่วยเหลือด้าน Bio-psycho-social care ประสานงานในการเบิก
เคร่ืองช่วยฟังให้แก่เด็กหรือประสานงานในกรณีท่ีเด็กต้องทําการผ่าตัดใส่เคร่ืองช่วยฟัง หรือใส่
ประสาทหูเทยี ม
- การตดิ ตามการรักษา ช่วยเหลอื (Follow up)
เม่ือเด็กได้รับเคร่ืองช่วยฟงั แล้วจะมีการติดตามประเมินผลการใช้งานในชีวิตประจําวันเพ่ือดู
การตอบสนองของเด็ก ฝึกฟงั และฝึกการพู ด โดยมีนักการแก้ไขคําพู ดให้การช่วยเหลือ นอกจากน้ัน
นักสังคมสงเคราะห์น้ันมีหน้าท่ีในการติดตามและประเมินผลกับผู้ปกครองและกับเด็กในเร่ืองของ
สภาพจติ ใจและการปรบั ตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่หลังการผา่ ตัด
- การประสาน ส่งตอ่ (Referral)
ก า ร ป ร ะ ส า น ง า น ห รื อ ก า ร ส่ ง ต่ อ น้ั น จ ะ เ กิ ด ข้ึ น ใ น ก ร ณี ท่ี ห น่ ว ย ง า น ไ ม่ ส า ม า ร ถ ดํ า เ นิ น ก า ร
ช่วยเหลือได้ จึงจําเป็นต้องส่งต่อไปยังหน่วยงานท่ีเช่ียวชาญเฉพาะในเร่ืองน้ัน ๆ มากกว่าตาม
กลุ่มเปา้ หมาย
- การยุตกิ ารใหบ้ ริการ (Terminate)
เม่ือเด็กและครอบครัวสามารถแก้ไขปัญหาท่ีมีลงได้ นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องมีการยุติการ
ให้บริการซ่ึงเป็นการถอนตัวออกจากการให้ความช่วยเหลือโดยเป็นการค่อย ๆ ลดการติดต่อ
ปฏสิ ัมพันธก์ ับผ้รู ับบรกิ ารลงเร่อื ย ๆ
การทํางานให้ความช่วยเหลือและบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์กับท่ีมีความพิเศษในด้านการ
ได้ยินหรือไม่ว่าจะในด้านใดก็ตามน้ันต้องมีการประยุต์ใช้องค์ความรู้ท่ีหลากหลาย มีการ
ประสานงานและการทํางานร่วมกันของสหวิชาชีพท่ีเก่ียวข้อง โดยมีพ้ืนฐานของสิทธิมนุษยชน
ความเท่าเท่ียมเป็นพื้นฐานในการจัดบริการต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือ เพื่อท่ีไม่ว่าจะเป็นคน
58
วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ นิ หทยั หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ปกติหรือคนท่ีมีความพิ เศษในด้านใดด้านนึงก็ตาม จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและ
ปลอดภัยในสังคมไดอ้ ยา่ งเทา่ เทียมกนั
59
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ้สู อน ผศ.ดร.ป่ นิ หทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
ปานตะวนั เฝ้าดา่ น 6105681750
กลมุ่ เดก็ พิเศษท่สี นใจ : เด็กทม่ี ีความแปรปรวนทางพฤตกิ รรมและอารมณ์
เด็กท่ีไม่สามารถปฏิบัติตามศีลธรรมและค่านิยมของสังคม แต่จะแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ท่ี
สังคมไม่ยอมรับ ซ่ึงเป็นเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษและเป็นเด็กท่ีไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์
ปัญญาตรงหน้าได้ดี หากเด็กไม่ได้รับการรักษาและการดูแลจะทําให้เด็กเกิดพฤติกรรมท่ีส่งผลกระทบ
ต่อสังคม เช่น ทําร้ายร่างกายผู้อ่ืน ฉุนเฉียว ลักทรัพย์ และพฤติกรรมท่ีอาจเกิดกับตัวเด็กเอง เช่น
ขาดความม่ันใจ ทําร้ายตัวเอง เป็นต้น ซ่ึงพฤติกรรมและอารมณ์ดังกล่าวสามารถรักษาให้ดีข้ึนได้
หากผู้เก่ียวข้องช่วยกันปรับพฤติกรรม และดําเนินการรักษาตามกระบวนการอย่างถูกต้อง ซ่ึงนัก
สังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการช่วยดําเนินการรักษาปัญหาเด็กท่ีมีความแปรปรวนทางพฤติกรรม
และอารมณ์ ดังตอ่ ไปน้ี
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ มีดังต่อไปน้ี
1) แรกรบั intake case
ทําการประเมินความเส่ียงของเด็กด้านพฤติกรรมและอารมณ์รุนแรง ความปลอดภัยของเด็ก
และอาการของโรคอ่ืน ๆท่ีต้องดําเนินการรักษาควบคู่ และทําการประเมินความร่วมมือของ
ผู้ปกครองว่าให้ความสนใจเด็กแค่ไหน และความต้องการของผู้ปกครองคืออะไร ยกตัวอย่าง
ในกรณีของเด็กท่ีมีความเส่ียงมาก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แล้ว จําเป็นต้องรับเคสเด็ก
เพ่ือดูแลอย่างใกล้ชิดและดําเนินการรักษาต่อไป และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองให้
เดก็ ไดเ้ ขา้ รับการรักษา
2) การคน้ หาข้อเท็จจริง fact finding
ครอบครัว ความต้องการและปัญหาท่ีมาใช้บริการ สิ่งใดท่ีครอบครัวคิดว่าเป็นปัญหา สังเกต
น้ําเสียงและพฤติกรรมของผู้ปกครอง จะให้ทํานักสังคมสงเคราะห์รับรู้ถึงอารมณ์และ
ความรสู้ ึกท่ผี ู้ปกครองมตี อ่ เด็ก
ของเด็ก ประเมินการรับรู้ของเด็กในการมาพบแพทย์ คือ เด็กรับรู้หรือไม่ว่าตนเองกําลังมา
พบแพทย์เพ่ือแก้ไขปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ , ตรวจสอบว่าเด็กรับรู้หรือไม่ว่าตนเอง
มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์, สังเกตเด็กว่ามีพฤติกรรมและอารมณ์อย่างไรเม่ือได้พบ
แพทย์ และสอบถามความต้องการของเด็ก ยกตัวอย่างในกรณีท่ีเด็กมีพฤติกรรมท่ีใช้ความ
รุนแรงและอาละวาดผู้อ่ืนให้ทําการประเมินเด็กว่าเม่ือทําส่ิงน้ันลงไปรับรู้หรือไม่ หากรับรู้ความ
ต้องการเม่อื ทําเหตนุ ้นั แลว้ คืออะไร
การเย่ียมโรงเรียน เพ่ือสัมภาษณ์ครูว่าเม่ืออยู่โรงเรียนเด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ต่อเพ่ือน
อย่างไร การรับรู้ของครูและเพ่ือนเข้าใจเด็กอย่างไร เพื่อนในโรงเรียนปฏิบัติต่อเด็กอย่างไร
เม่ือรู้ว่าเด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีแปรปรวน และครูจัดการแก้ปัญหาอย่างไรเม่ือเด็กมี
อารมณ์และพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม จากการเย่ียมโรงเรียนจะทําให้รับรู้ปัญหาและ
ความสัมพันธ์ของเด็กกับบุคคลในโรงเรียนเพ่ือจัดการแก้ไขให้ตรงจุด ยกตัวอย่างกรณี
คุณครูให้ความสนใจเด็กไม่เท่ากัน เด็กท่ีมีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรมต้องการ
60
วชิ า สค.362 นโยบายและสวัสดกิ ารการศึกษาสําหรบั เด็กพิเศษ Section 810001 อาจารย์ผู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
ความสนใจของคุณครู จึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว โยนสิ่งของ ทะเลาะวิวาทกับเพื่อน
ต้องการใหค้ รูสนใจเพ่ือตอบสนองความต้องการ
การเย่ียมบ้าน เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมว่ามีส่ิงใดกระตุ้นพฤติกรรมของเด็ก หรือเด็ก
ลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากบุคคลใด ค้นหาแหล่งสนับสนุน,ค้นหาความเส่ียงภายในบ้านและ
นอกบ้าน ยกตัวอย่างในกรณีของภายนอกบ้านมีอุปกรณ์แหลมคม เคร่ืองมือช่าง ท่ีเป็น
อันตราย ควรจัดเก็บให้อยู่ห่างมือเด็กเพราะเด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีแปรปรวน ดังน้ันจะ
ทาํ ใหเ้ กิดอันตรายได้
3) การประเมนิ /วินิจฉัย assessment
เป็นการประเมินเด็กซ่ึงครอบคลุมใน 3 มิติเพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี มิติท่ี 1
ความต้องการรับการพัฒนาของเด็ก ประเมินด้านสุขภาพว่ามีปัญหาทับซ้อนนอกเหนือจาก
ปัญหาด้านความแปรปรวนด้านพฤติกรรมและอารมณ์หรือไม่ ทักษะการดูแลตนเองของเด็ก
และสัมพันธภาพของเด็กและผู้อ่ืนเป็นอย่างไร หากเรารู้ปัญหาของเด็กท่ีมีความแปรปรวน
ด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เราจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งกระตุ้นพฤติกรรมและอารมณ์
เด็ก มิติท่ี 2 ความสามารถในการเล้ียงดูเด็กของพ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นส่วนสําคัญท้ัง
สามารถเป็นต้นเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีแปรปรวนและสามารถช่วยรักษาปัญหา
ของเด็กได้ ดังน้ันการประเมินครอบครัวต้องทราบการดูแลเด็กในชีวิตประจําวัน ผู้ปกครอง
สามารถเป็นท่ียึดเหน่ียวทางจิตใจของเด็กได้หรือไม่ ถ้าทราบว่าผู้ปกครองไม่สามารถเป็นท่ียึด
เหน่ียวของเด็กเราสามารถสันนิษฐานได้ว่าเด็กมีปัญหากับผู้ปกครองได้ ในมิติท่ี 3 ปัจจัยด้าน
ครอบครัวและสังคมแวดล้อม ประเมินสภาวะแวดล้อมรอบด้านของเด็กไม่ว่าจะเป็นเครือญาติ
การมีส่วนร่วมของชุมชนว่ามีความสามารถในการดูแลเด็กได้หรือไม่ ประเมินรายได้/การ
ทํางานขอวครอบครัว พ่อแม่ต้องด้ินรนหารายได้ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเด็กอาจจะไม่ได้รับ
ความรัก/ความอบอุ่นจากครอบครัวจึงแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ท่ีไม่ดีออกมา จะเห็นได้ว่า
การประเมินสามารถทําให้นักสังคมสงเคราะห์ทราบถึงปัญหาและได้ข้อมูลข้อเท็จจริงให้แพทย์
วนิ จิ ฉัยในกระบวนการต่อไป
4) การวางแผนการชว่ ยเหลอื implement/treatment
การวางแผนและช่วยเหลือต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทีมสหวิชาชีพ
ครอบครัว ชุมชน คุณครู เพื่อน ความร่วมมือของพ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นส่ิงสําคัญท่ีจะ
ผลักดันให้การรักษาความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกสัมฤทธ์ิผล โดยพ่อแม่
ควรติดต่อจิตแพทย์และผู้เช่ียวชาญอย่างสม่ําเสมอเพื่อให้ม่ันใจว่าลูกมีพัฒนาการท่ีดีข้ึน ย่ิง
ไปกว่าน้ัน ความพยายามร่วมกันของทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ โรงเรียน และ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้ปกครอง มักนํามาซ่ึงความสําเร็จเสมอ ผู้ป่วยท่ีมีความบกพร่องทาง
พฤติกรรมและอารมณ์ชนิดรุนแรง เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึมเศร้า (Major
Depression) แ ล ะ โ ร ค อ า ร ม ณ์ แ ป ร ป ร ว น ( Bipolar Disorder) ล้ ว น มี แ น ว โ น้ ม ค ว า ม
เปล่ียนแปลงของพฤติกรรมไปในทางบวกเม่ือได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม พ่อแม่ซ่ึงเป็น
บุคคลท่ีใกล้ชิดและมีความสําคัญกับเด็กมากท่ีสุด จึงมีบทบาทสําคัญในการช่วยเหลือหรือ
แก้ไขปัญหาความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก โดยวิธีการท่ีผู้ปกครองควร
61
วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดกิ ารการศึกษาสําหรบั เดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ้สู อน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
กระทําต่อลูกเพ่ือสนับสนุนการรักษาดังกล่าว ได้แก่ 1.พ่อแม่ควรตระหนักถึงบทบาทของ
ตนเอง และความสําคัญของการแก้ไขปัญหาของลูกท่ีบ้าน โดยการช่วยให้ลูกเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมการแสดงออก รวมถึงปรับเปล่ยี นทศั นคติ
ช้ีให้ลูกเห็นพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมท่ีลูกแสดงออก และแสดงตัวอย่างการกระทําท่ีเหมาะสมให้
ลูกเห็น พร้อมท้ังสนับสนุนให้เขาปฏิบัติตาม 2. ต้ังกฎภายในบ้านให้ชัดเจน และบังคับใช้อย่าง
สมเหตุสมผล โดยระมัดระวังไม่ให้เคร่งครัดจนเกินไป เพราะอาจเป็นปัจจัยท่ีทําให้ลูกเครียด
หรือรู้สึกกดดัน อันจะนําไปสู่ปัญหาท่ีเพิ่มมากข้ึน 3. ชมเชยเม่ือลูกสามารถปฏิบัติตาม
กฎระเบียบในบ้านและในสังคมได้ดี 4. ดูแลลูกด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความอดทน
รวมถึงเคารพการตัดสินใจของลูก เพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากเด็กกลับคืนมาเช่นกัน 5.
หม่ันสังเกตแนวโน้มของพฤติกรรมของลูก หากลูกมีพฤติกรรมท่ีเปล่ียนไป พ่อแม่ควรหา
สาเหตุของปัญหา เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เช่น ความเครียด ความกลัว
หรือภาวะซึมเศร้า เป็นตน้
6. ไม่เป็นต้นเหตุปัญหาของลูก ท้ังน้ีเพราะพ่อแม่อาจเป็นสาเหตุสําคัญของความบกพร่อง
ทางพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกได้ เช่น การทะเลาะกันระหว่างพ่อกับแม่ การหย่าร้าง การ
เลย้ี งลูกด้วยความเครง่ ครัดจนเกนิ ไป และการใชค้ วามรนุ แรงในครอบครัว เปน็ ต้น
ครูก็คืออีกบุคคลหน่ึงท่ีสําคัญ ท้ังน้ีเพราะการรักษาท่ีดําเนินไปอย่างสอดคล้องและ
ต่อเน่ืองระหว่างบ้านและโรงเรียน ย่อมสามารถกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมท่ีเหมาะสมได้ดี
ย่ิงกว่าเดิม ดังน้ันผู้ปกครองและครูจึงควรพู ดคุยเพื่อแลกเปล่ียนปัญหาของเด็กท่ีพบในบ้าน
และโรงเรียน และร่วมมือกันแกไ้ ขปัญหาอย่างใกลช้ ิด
5) การติดตามการรักษา ชว่ ยเหลือ follow up
เม่ือผู้ปกครองและสภาวะแวดล้อมของเด็กได้ช่วยพยายามปรับตัวและสังเกตพฤติกรรมของ
เด็ก นักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพก็จะคอยสนับสนุนให้การปรึกษาและสนับสนุนทุน
ทรพั ยากรใหเ้ ด็ก
6) ยตุ ิการให้บรกิ าร terminate
เม่อื เหน็ ว่าเดก็ และผูป้ กครองสามารถปรบั ตวั และแก้ไขปญั หาได้
ดังน้ันจะสรุปได้ว่านักสั งคมสงเคราะห์ทําหน้าท่ีตามกระบวนการเพื่ อทําให้ทราบถึงปัญหาท่ี
แท้จริง เยียวยาจิตใจเด็กและผู้ปกครองได้ ซ่ึงเด็กท่ีมีความแปรปรวนทางพฤติกรรมและอารมณ์
สามารถรักษาให้ดีข้ึนได้ แต่จะไม่ประสบผลสําเร็จเลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากตัวเด็กเองและ
บุคคลรอบตัว,สภาพแวดล้อม ดังน้ันการรักษาท่ีลุล่วงไปด้วยดีทุกคนต้องมีความพยายามและ
เปา้ หมายท่เี หมือนกนั
62
วิชา สค.362 นโยบายและสวัสดิการการศึกษาสําหรับเดก็ พิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ู้สอน ผศ.ดร.ป่ ินหทยั หนนู วล
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ศรตุ า เขยี วผิว 6208680279
ใบงานท่ี 5
บทบาทนกั สังคมสงเคราะหท์ ่จี ะเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกับเดก็ เร่ร่อน
1.แรกรบั (Intake)
การประเมินการแรกรับ ในกรณีท่ีเด็กอยู่กับผู้ปกครอง สอบถามความต้องการองผู้ปกครอง
ว่าต้องการความช่วยเหลืออย่างไร แต่หากเด็กเป็นเด็กเร่ร่อนคนเดียวสอบถามเด็กว่าต้องการความ
ช่วยเหลืออย่างไร ตรวจประเมินเด็กเพื่อส่งต่อไปดูแลต่อท่ีไหน เช่น เด็กท่ีมีสภาพจิตใจย่ําแย่จากการ
ถกู ทารณุ กรรมจงี ออกมาเร่ร่อน ตดิ ต่อจิตแพทย์มาช่วยดแู ลแกไ้ ข
2.การค้นหาข้อเท็จจรงิ (Fact Finding)
การซักประวัติจากผู้ปกครอง ในกรณีเด็กอยู่กับครอบครัวสอบถามประวัติพื้นหลังครอบครัว
เช่น จํานวนคนในครอบครัว การประกอบอาชีพท่ีอาจส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจในครัวเรือน ทําให้มีทุน
ทรัพย์ไม่พอ อาจทําให้เด็กต้องออกมาทํางานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ลักษณะความสัมพันธ์ใน
ครอบครัว เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันเสมอ คนในบ้านด่ืมสุราเมาอาละวาด การเล้ียงดูท่ีอาจส่งผลกับเด็ก
ครอบครัวทําร้ายร่างกาย บังคับใช้งานหนักหรือไม่ สภาพจิตใจและร่างกายของเด็กมีลักษณะซึมเศร้า
ก้าวร้าว ปรับตัวไม่ได้หรือไม่ เพ่ือดูทัศนคติของคนในครอบครัว หาสาเหตุความต้องการมาใช้บริการ
ว่าตอ้ งการสิ่งใด
การซักประวัติจากเด็ก สอบถามสังเกตอาการทางร่ายกาย จิตใจ สังคมว่าได้รับผลกระทบ
จากการทําร้ายร่างกายมาหรือไม่ สอบถามความรู้สึกของเด็กว่ารู้สึกอย่างไร ต้องการส่ิงใด
เชน่ ความรักความอบอุ่นในครอบครัว ทพ่ี ักอาศัย การศึกษา สอบถามสาเหตุของการออกมาเร่ร่อน
การเย่ียมบ้าน เพ่ือสังเกตสภาพแวดล้อมท่ีเด็กอยู่อาศัย ในกลุ่มเด็กท่ีอาศัยอยู่กับครอบครัว
อยู่ในบ้านมีลักษณะใด เช่น บ้านพักคนงานในพ้ืนท่ีการก่อสร้าง บ้านพักในไร่หรือในชุมชนแออัด
สัมภาษณ์บุคคลในครอบครัวและสังเกตความสัมพันธ์ในครอบครัวว่ามีความรัก ความอบอุ่น ใส่ใจ
ดูแลกันภายในครอบครัวหรือครอบครัวแตกแยก มีการใช้ความรุนแรงกันภายในบ้าน และกลุ่มเด็กท่ี
แยกออกมาจากครอบครัวอาศัยท่ีใด ใต้สะพาน ข้างถนน ป้ายรอรถโดยสาร นักสังคมสงเคราะห์มี
บทบาทเข้าไปตรวจสอบว่าพ้ืนท่ีท่ีเด็กอาศัยอยู่น้ันมีส่ิงแวดล้อมปลอดภัย เหมาะสมแก่การดํารงชีวิต
และการเจรญิ เติบโตหรอื ไม่
การเย่ียมโรงเรียน สัมภาษณ์ข้อมูลจากผู้ท่ีเก่ียวข้อง เช่น ครูประจําช้ัน ครูประจําวิชา
และเพ่ือน เก่ียวกับการปฏิบัติตน สัมพันธภาพ ทัศนคติของเพ่ือนร่วมช้ันเรียน ครูและเด็กมีลักษณะ
อย่าไร เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับคนอ่ืนได้หรือไม่ วิธีการท่ีครูสร้างความเข้าใจ ช่วยจัดการปัญหา
ให้กับเด็ก เช่น หากเพ่ือนร่วมช้ันเกิดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ไม่ยอมรับเด็กข้ึน ครูมีวิธีจัดการ
ส่ือสาร สร้างความเขา้ ใจใหเ้ พื่อนร่วมช้นั เรียนเขา้ ใจได้อย่างไร
3.การประเมินเด็กและครอบครัว (Assessment) ในกรณีท่ีเด็กอยู่กับผู้ปกครอง นักสังคม
สงเคราะห์ต้องตรวจสอบปัจจัยครอบครัว สังคมแวดล้อม ศักยภาพในการเล้ียงดูเด็กในด้านต่าง ๆ
เช่น ท่ีอยู่อาศัยท่ีไม่ปลอดภัย การทํางานรายได้ไม่เพี ยงพอต่อการดูแลเด็ก ความสัมพั นธ์ใน
ครอบครัว ครอบครัวไม่พร้อมในการดูแลเด็กเน่ืองจากคนในครอบครัวแต่งงานใหม่และเด็กปรับตัวให้
เข้ากันไม่ได้ บทบาทความเป็นพ่อแม่พร้อมหรือไม่ในการดูแลเด็ก หรือต้องทํางานตลอดไม่มีเวลาใน
63
วชิ า สค.362 นโยบายและสวสั ดิการการศึกษาสําหรับเด็กพิเศษ Section 810001 อาจารยผ์ ูส้ อน ผศ.ดร.ป่ ินหทัย หนูนวล
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
การให้ความรกั ความอบอุ่น ดแู ลเดก็ ได้ ในส่วนเด็กท่ไี มไ่ ด้อยู่กับครอบครวั ประเมนิ ความตอ้ งการการ
รับการพัฒนาของเด็ก เช่น เด็กไม่ได้เรียนหนังสือต้องการเข้ารับการศึกษา หรือการบริการทางด้าน
สุขภาพในกลุ่มเด็กท่ีถูกทําร้ายร่างกายจากครอบครัว เด็กท่ีถูกใช้แรงงานจากการหารายได้เล้ียงชีพ
หรอื เดก็ ทข่ี ายบริการทางเพศต้องการไดร้ บั พัฒนาการทางอารมณ์และจติ ใจ การรับรู้เกย่ี วกบั ตนเอง
4.การวางแผนการช่วยเหลือ (Implement Treatment) หากเด็กมีอาการป่วยจากการถูกทําร้าย
ร่างกาย การถูกบังคับใช้แรงงานหนักและการถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศร่วมด้วยต้องรักษา
อาการป่วยให้หายก่อน เม่ือสภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงแล้วตามหาครอบครัว โดยถามเด็กว่า
ต้องการกลับไปอยู่กับครอบครัวหรือสถานสงเคราะห์ โดยกระทําตามความต้องการของเด็ก ติดต่อ
โรงเรียน
5.การติดตามการรักษา ช่วยเหลือ (Follow up) เม่ือดําเนินการช่วยเหลือผู้ใช้บริการแล้วก็จะมีการ
ติดตามและประเมินผล เด็กมีสภาพจิตใจและร่างกายดีข้ึนหรือยัง ในกรณีเด็กอยู่กับครอบครัวดูว่า
ครอบครัวได้รับความต้องการครบแล้วหรือ ยังต้องการความช่วยเหลืออ่ืนอีกหรือไม่ หากครอบครัวมี
การทาํ รา้ ยรา่ งกายภายในครอบครวั ตอนน้หี ยดุ พฤตกิ รรมนน้ั หรอื ยัง
6.การประสานงาน ส่งต่อ (Referral) ในกรณีท่ีสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กยังไม่ดีข้ึน
ให้ติดตามประสานงานกับจิตแพทย์เพ่ือช่วยเหลือต่อให้ดีข้ึน เด็กท่ีต้องการรับการศึกษาประสานงาน
กับโรงเรียนเพื่ อส่ งเด็กเข้าศึ กษาต่อ ติดต่อบ้านพั กเด็กเพื่ อส่ งเด็กเข้าอยู่ให้มีท่ีพั กอาศั ย
หรือ ในกรณีท่ีเด็กอยู่กับครอบครัวประสานงานกับกรมจัดหาแรงงานให้คนครอบครัวมีอาชีพท่ีเป็น
หลักแหล่ง และได้รับรายได้เพียงพอตอ่ การยังชีพของคนในครอบครัว
7.การยุติการให้บริการ (Terminate) ในกรณีท่ีเด็กมีสภาพร่างกายและจิตใจดีข้ึน ได้รับการศึกษา
และเข้าพักในสถานสงเคราะห์ หรือครอบครัวสามารถดูแลเด็กได้และเด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
ครอบครัวได้ จึงยุตกิ ารบรกิ าร
64