The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนรู้วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สาวิตรี จุ้ยทอง, 2023-12-14 07:01:39

เล่มที่ 7 สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล

ชุดการเรียนรู้วิจัยในชั้นเรียน


ข คำนำ ข$าพเจ$า นางสาวสาวิตรี จุ$ยทอง ศึกษานิเทศก8 วิทยฐานะ ศึกษานิเทศก8ชำนาญการพิเศษ หัวหน$ากลุAมงานพัฒนาระบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิต กลุAมนิเทศ ติดตามและประเมินผล เปIนผู$จัดทำ เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองเพื่อพัฒนาสมรรถนะด$านการวิจัยในชั้นเรียนของครู โดยมุAงพัฒนา ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู$ของครูและคุณภาพผู$เรียน และเปIนประโยชน8ตAอผู$ที่เกี่ยวข$องทุกฝVาย ในการนำไปใช$เปIนแนวทางพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู$ สูAผลลัพธ8การเรียนรู$ของผู$เรียนได$อยAางมี ประสิทธิภาพ ผู$จัดทำจึงได$พัฒนาชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองเพื่อพัฒนาสมรรถนะด$านการวิจัยในชั้นเรียน ของครู พัฒนาครูให$มีความรู$ความเข$าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนในการแก$ไขปXญหาพัฒนาการจัด การเรียนรู$เพื่อพัฒนาการเรียนรู$ของผู$เรียน และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ โดยชAวยจุดประกาย ขยายความคิด ให$ครูทั้งหลาย ได$พิชิตความเปลี่ยนแปลงในชั้นเรียนของตน สูAการพัฒนาคุณภาพ ของผู$เรียนได$อยAางมีประสิทธิภาพ จำนวน 10 เลAม ประกอบด$วย เลAมที่ 1) การวิจัยกับการจัดการเรียนรู$ ปกติของครูเลAมที่ 2) การกำหนดปXญหาการวิจัยในชั้นเรียน เลAมที่ 3) ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน เลAมที่ 4) กระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ เลAมที่ 5) การเขียนโครงรAางการวิจัยในชั้นเรียน เลAมที่ 6) การเก็บรวบรวมข$อมูล เลAมที่ 7) สถิติและการวิเคราะห8ข$อมูล เลAมที่ 8) การเขียนรายงาน การวิจัยในชั้นเรียน เลAมที่ 9) การใช$ ICT เพื่อการวิจัย และเลAมที่ 10) จิตวิญญาณความเปIนครู หวังเปIนอยAางยิ่งวAา ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองเพื่อพัฒนาสมรรถนะด$านการวิจัยในชั้นเรียนนี้ จะเปIนประโยชน8ตAอศึกษานิเทศก8ในแนวทางการเสริมสร$างสมรรถนะด$านการวิจัยในชั้นเรียนของครู สามารถพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ แนวปฏิบัติที่เปIนเลิศ (Best Practice) เพื่อพัฒนาการเรียนรู$ ของผู$เรียนอยAางมีคุณภาพ และเปIนประโยชน8ตAอครูทุกคนในการจัดทำงานวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง ได$อยAางมีประสิทธิภาพ สูAการยกระดับคุณภาพผู$เรียนให$สูงขึ้นตAอไป สาวิตรี จุ$ยทอง ตำแหนAง ศึกษานิเทศก8 วิทยฐานะ ศึกษานิเทศก8ชำนาญการพิเศษ กลุAมนิเทศ ติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ ก


ค สารบัญ เรื่อง หน=า คำนำ ก สารบัญ ข คำนำการใช$ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง ค คำแนะนำการใช$ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง ง แนวคิดของชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง จ จุดประสงค8การเรียนรู$ ฉ สถิติและการวิเคราะห8ข$อมูล 3 เอกสารอ$างอิง 33 คณะผู$จัดทำ 34 ข


ง คำนำการใช.ชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเปIนแนวทางให$ครูในการพัฒนางานวิจัย ในชั้นเรียน ซึ่งเปIนการดำเนินการวิจัยที่ควบคูAกับกระบวนการจัดการเรียนรู$ของครูในชั้นเรียน พัฒนา นวัตกรรมการจัดการเรียนรู$เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู$ของผู$เรียน โดยมิติแรก คือ การพัฒนางาน ประจำสูAงานวิจัย (Routine to Research : R to R) และมิติที่สอง คือ นำผลการวิจัยที่ได$ไปใช$แก$ปXญหา ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู$ที่สAงผลตAอการยกระดับคุณภาพของผู$เรียนได$อยAางมีประสิทธิภาพ โดยใช$ กระบวนการทางวิทยาศาสตร8 ในการสร$างองค8ความรู$ เสาะแสวงหาวิธีการแก$ปXญหาอยAางมีระบบ และนAาเชื่อถือได$ โดยมีเป{าหมายสูงสุดในการนำไปสูAการพัฒนาผู$เรียนให$บรรลุผลลัพธ8การเรียนรู$ (Learning Outcomes) ผู$เรียนเกิดการเรียนรู$ได$อยAางเต็มตามศักยภาพสูงสุด ซึ่งเปIนการออกแบบ การดำเนินงานอยAางเปIนระบบตAอเนื่อง และสอดคล$องกับการจัดการเรียนรู$ปกติของครู เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองที่พัฒนาขึ้นนี้ ในแตAละเลAมประกอบด$วย เนื้อหาการเรียนรู$ สถานการณ8การเรียนรู$ และใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดให$ตามลำดับ โดยผู$ศึกษาควรปฏิบัติ ตามคำแนะนำการใช$ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง เพื่อให$เกิดความรู$ ความเข$าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติ ให$สอดคล$องกับสภาพการจัดการเรียนรู$ตามบริบทของสถานศึกษาได$อยAางเหมาะสม ผู$จัดทำหวังเปIนอยAางยิ่งวAา เอกสารเลAมนี้จะเปIนประโยชน8แกAผู$ศึกษา สามารถนำความรู$ ไปประยุกต8ใช$ในการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$เพื่อพัฒนาการเรียนรู$ ของผู$เรียนได$อยAางมีประสิทธิภาพสูงสุดตAอไป ค


จ คำแนะนำการใช.ชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองนี้ เพื่อเสริมสร$างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครู เมื่อครู ได$รับเอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองนี้แล$ว โปรดศึกษาเรียนรู$ที่ละเลAมอยAางละเอียด ด$วยความมุAงมั่น ตั้งใจในการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง เพื่อพัฒนางานของตนเองได$อยAางมีประสิทธิภาพ โดยมีการนิเทศ ติดตามให$คำปรึกษาจากศึกษานิเทศก8อยAางตAอเนื่อง โดยการศึกษาเรียนรู$ด$วยชุดการเรียนรู$นี้ภายใต$ แนวคิดที่วAา โดยให$คุณครูได$เริ่มต$นศึกษาตั้งแตAคำนำ คำชี้แจง แนวคิด วัตถุประสงค8ให$เข$าใจ ทำแบบทดสอบ กAอนศึกษาชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองและเฉลยคำตอบด$วยตนเอง แล$วจึงศึกษาเนื้อหาการเรียนรู$ตามลำดับ ของแตAละตอน ทบทวนความรู$ พยายามจดบันทึกแนวคิด ประเด็นสำคัญที่ได$ แล$วสรุปความรู$ของตนเอง พร$อมทั้งลงมือฝÄกปฏิบัติกิจกรรม เมื่อประเมินผลจากการปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดให$แล$ว ถ$าสAวนใดยังขาด หรือไมAผAานเกณฑ8การประเมิน ให$ครูศึกษาเรียนรู$ทบทวนอีกครั้ง เพื่อเติมเต็มองค8ความรู$ให$ครบถ$วน และ ลงมือฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดให$อีกครั้ง เปIนการประเมินเพื่อการเรียนรู$ โดยทำให$ดีขึ้นกวAาเดิม ดังแนวคิดที่วAา เมื่อเสร็จสิ้นแล$วจึงทำแบบทดสอบหลังศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเองอีกครั้ง เพื่อวัดความรู$ความเข$าใจ ของตนเองและตรวจสอบคำตอบ ทั้งนี้ให$ครูทำแบบทดสอบด$วยความตั้งใจ โดยคำแนะนำการใช$ ชุดการเรียนรู$นี้ มีขั้นตอนการเรียนรู$ดังนี้ 1. ครูอAานคำนำชุดการเรียนรู$ เพื่อให$ทราบถึงที่มาและความสำคัญในการพัฒนาชุดการเรียนรู$ ด$วยตนเอง เพื่อพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนในครั้งนี้ 2. ครูศึกษารายละเอียดคำชี้แจงในการเรียนรู$ เพื่อให$วางแผนการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง 3. ครูศึกษาขั้นตอนการเรียนรู$ในคำแนะนำการใช$ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง “กระตุ'นตรวจสอบพื้นฐานเดิม ส8งเสริมเติมต8อสิ่งใหม8 ๆ ให'เรียนรู' และลงมือทำ ได'สรรคGสร'างองคGความรู'ใหม8 สู8การประยุกตGใช'ได'จริง” “ประเมิน ขาด – เติมเต็ม ครบ ทำให'ดีขึ้นกว8าเดิม


ฉ 4. ครูศึกษาแนวคิดของการจัดทำชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง ซึ่งตระหนักในความสำคัญ ของการวิจัยในชั้นเรียน ด$วยศึกษาเรียนรู$ด$วยชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง 5. ครูทำความเข$าใจวัตถุประสงค8ของชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง เพื่อศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง ให$บรรลุตามวัตถุประสงค8ของชุดการเรียนรู$ที่กำหนดไว$ และรับการนิเทศเพื่อให$คำแนะนำปรึกษา จากศึกษานิเทศก8เปIนระยะอยAางตAอเนื่อง เพื่อนำไปสูAการปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู$ 6. ครูทำแบบทดสอบกAอนศึกษา (Pretest) ด$วยชุดการเรียนรู$ ซึ่งเปIนการตรวจสอบความรู$เดิม สูAการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเองเพื่อเสริมเติมเต็มความรู$ความสามารถด$านการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน โดย ให$ความสำคัญในการทำแบบทดสอบกAอนศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง ซึ่งสามารถเปÉดดูเฉลยคำตอบก็ตAอเมื่อ เสร็จสิ้นการทำแบบทดสอบเทAานั้น 7. ครูศึกษาเนื้อหาการเรียนรู$ โดยศึกษาเรียนรู$ด$วยความตั้งใจ พยายามจดบันทึกแนวคิด ประเด็นสำคัญที่พบ และสรุปองค8ความรู$ที่ได$ในการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง และทำใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรม ของแตAละเลAมตามแบบฝÄกปฏิบัติการตามใบกิจกรรมฝÄกปฏิบัติในแตAละตอนอยAางครบถ$วน กรณีที่ไมAผAาน การประเมินฝÄกปฏิบัติการตามใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรม ให$ครูศึกษาเรียนรู$เพิ่มเติมทบทวนความรู$ในเนื้อหา การเรียนรู$นั้น แล$วจึงทำใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมอีกครั้ง จนกระทั่งผAานเกณฑ8การประเมิน ร$อยละ 70 ตามที่กำหนดไว$ 8. ครูศึกษาเรียนรู$จากสื่อประกอบชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองเพิ่มเติม เพื่อพัฒนางานวิจัย ในชั้นเรียนตามรูปแบบการนิเทศ เปIนการเสริมเติมเต็มการใช$ชุดการเรียนรู$ ประกอบด$วย 8.1 สื่อสิ่งพิมพ8 ได$แกA เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง สารนิทัศน8วิจัยในชั้นเรียน 8.2 แหลAงทรัพยากรการเรียนรู$แบบเปÉด (Open Educational Resources : OER) ซึ่งเปIน สาระความรู$ในรูปแบบดิจิทัลให$ครูสามารถเข$าถึงสาระหรือความรู$ตAาง ๆ ได$ด$วยตนเองทุกที่ทุกเวลา ได$แกA ใช$สื่อประกอบชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง 8.2.1) เอกสารอิเล็กทรอนิกส8 (E-book) สรุปเนื้อหาองค8ความรู$การพัฒนางานวิจัย ในชั้นเรียน โดยเผยแพรAบนเพจเฟสบุ$ค Facebook : วิชาการหวานเจี๊ยบ 8.2.2) สื่อคลิปวิดีทัศน8การนิเทศที่เสริมสร$างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน รวมจำนวน 36 ตอน โดยเผยแพรAใน YouTube ชAอง ดร.สาวิตรี จุ$ยทอง 8.2.3) สื่อ Power Point สรุปเนื้อหาองค8ความรู$การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน โดยเผยแพรA บนเพจเฟสบุ$ค Facebook : วิชาการหวานเจี๊ยบ 8.2.4) พอดแคสต8 (Podcast) เพื่อแชร8ความรู$และประสบการณ8ด$านการวิจัยในชั้นเรียน ของผู$วิจัยในรูปแบบคลิปเสียง โดยผู$วิจัยมายAอยข$อมูลความรู$และประสบการณ8ด$านการวิจัยในชั้นเรียน


ช ให$ครูฟXงแบบละเอียดและเข$าใจได$งAาย ๆ ซึ่งอัดเสียงไว$ลAวงหน$าเพื่อให$ครูสามารถย$อนกลับมาฟXงเมื่อไหรA ก็ได$ทุกที่ทุกเวลา โดยเผยแพรAใน YouTube ชAอง ดร.สาวิตรี จุ$ยทอง 9. ครูทำแบบทดสอบหลังศึกษา (Posttest) ด$วยชุดการเรียนรู$เพื่อวัดความรู$ความเข$าใจ ของตนเองและตรวจสอบผลการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง โดยให$ความสำคัญในการทำแบบทดสอบ หลังศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง ซึ่งสามารถเปÉดดูเฉลยคำตอบก็ตAอเมื่อเสร็จสิ้นการทำแบบทดสอบเทAานั้น ในกรณีที่ไมAผAานการประเมินการทำแบบทดสอบหลังศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเองนั้นให$ครูทบทวนความรู$ โดยศึกษาเรียนรู$เพิ่มเติม แล$วจึงทำแบบทดสอบอีกครั้ง จนกระทั่งผAานเกณฑ8การประเมิน ร$อยละ 70 ตามที่กำหนดไว$ 10. ครูสรุปผลการศึกษาชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง โดยเมื่อผAานการทดสอบหลังศึกษาตามเกณฑ8 ที่กำหนด เข$ารAวมประชุมเพื่อสรุปผลการศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง และสรุปผลการนิเทศ ติดตามรAวมกัน ทั้งนี้ ครูสามารถศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเอง เพื่อทบทวน เน$น ย้ำ ซ้ำทวนองค8ความรู$โดยใช$ชุดการเรียนรู$ ด$วยตนเองนี้ได$อยAางตAอเนื่อง 11. ครูจัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน “ค7นหาป:ญหา แสวงหาแนวทาง ดำเนินการวิจัย ใส@ใจสังเกตผล สะท7อนหนทางพัฒนา นำพาสู@ความยั่งยืน”


ซ ป<จจัยที่ส@งผลต@อการเรียนรู.ด.วยตนเอง การพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนให=สำเร็จลุลEวงไปได=ด=วยดีและสามารถ บรรลุตามวัตถุประสงคIที่กำหนดไว=ได=นั้น โดยมีปLจจัยที่สEงผลตEอการเรียนรู= ด=วยตนเอง ดังนี้ Ø ความมุEงมั่นตั้งใจของครูในการศึกษาเรียนรู=ด=วยตนเอง Ø การวางแผนการเรียนรู=ด=วยตนเองอยEางเปRนระบบและตEอเนื่อง Ø การเข=ารับการนิเทศ ติดตาม เพื่อชEวยเหลือ และให=คำแนะนำ ปรึกษาจากศึกษานิเทศกIอยEางตEอเนื่อง Ø การศึกษาเรียนรู=จากสื่อประกอบชุดการเรียนรู=เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให= ได=รับการเสริมเติมเต็มในการใช=ชุดการเรียนรู= และมีความสะดวก ในการเข=าถึงแหลEงเรียนรู= โดยทำให=ครูสามารถเรียนรู=สาระ เนื้อหา การเรียนรู=หรือความรู=ตEาง ๆ ได=ด=วยตนเองในทุกที่ทุกเวลา


ฌ ในคำแนะนำการใช$ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเองนี้ สามารถแสดงสรุปขั้นตอนการเรียนรู$ได$ดังนี้ ภาพประกอบ สรุปขั้นตอนการเรียนรู$ด$วยชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง อEานคำนำชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ศึกษารายละเอียดคำชี้แจงในการเรียนรู= ศึกษาขั้นตอนการเรียนรู=ในคำแนะนำการใช=ชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ทำความเข=าใจวัตถุประสงคIของชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ทำแบบทดสอบกEอนศึกษา (Pretest) ด=วยชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ศึกษาเนื้อหาการเรียนรู=และทำใบฝ^กปฏิบัติกิจกรรมในแตEละเลEม ทำแบบทดสอบหลังศึกษา (Posttest) ด=วยชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ศึกษาแนวคิดของการจัดทำชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง สรุปผลการศึกษาชุดการเรียนรู=ด=วยตนเอง ผEานเกณฑI ร=อยละ 70 ไมEผEานเกณฑI ร=อยละ 70


ญ การทำวิจัยในชั้นเรียน นับวAาเปIนสิ่งสำคัญตAอการจัดการเรียนรู$เปIนอยAางยิ่ง เพราะเปIนเครื่องมือ สำหรับครูโดยมีเป{าหมายเพื่อการแก$ไขปXญหา/พัฒนาการเรียนรู$ โดยศึกษาแนวทางการแก$ไขปXญหา ที่เกิดขึ้น เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครูให$เกิดประโยชน8สูงสุด และพัฒนาการเรียนรู$ของผู$เรียน เกิดการพัฒนาเทคนิควิธีการสอน สื่อ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ให$มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถ เผยแพรAความรู$และเทคนิควิธีการแก$ปXญหาที่ผู$วิจัยได$คิดค$น พัฒนาและทดลองใช$แล$วนั้นให$กับผู$ที่มี สAวนเกี่ยวข$องได$ใช$เปIนแนวทางแก$ไขหรือพัฒนาการจัดการเรียนรู$ได$อยAางมีคุณภาพ ครูจึงควรมีความรู$ ความเข$าใจในเรื่องตAอไปนี้ เลEมที่ 1 การวิจัยในชั้นเรียนกับการจัดการเรียนรู$ปกติของครู เลEมที่ 2 การกำหนดปXญหาการวิจัยในชั้นเรียน เลEมที่ 3 ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน เลEมที่4 กระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ เลEมที่ 5 การเขียนโครงรAางการวิจัยในชั้นเรียน เลEมที่ 6 การเก็บรวบรวมข$อมูล เลEมที่ 7 สถิติและการวิเคราะห8ข$อมูล เลEมที่ 8 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน เลEมที่ 9 การใช$ ICT เพื่อการวิจัย เลEมที่10 จิตวิญญาณความเปIนครู แนวคิดของชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง จ


ฎ จุดประสงคEการเรียนรู. เอกสารชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง มีจุดประสงค8การเรียนรู$ดังนี้ 1. ครูบอกความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนได$ 2. วิเคราะห8และกำหนดประเด็นปXญหาสูAการวิจัยได$ 3. กำหนดขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียนได$ 4. สังเคราะห8แนวคิดทฤษฎีและผลการวิจัยสูAการกำหนดกรอบแนวคิดของการวิจัยได$ 5. ใช$กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ได$ 6. เขียนโครงรAางการวิจัยในชั้นเรียนได$ 7. พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัยได$ 8. อธิบายขั้นตอนการเก็บรวบรวมข$อมูลได$ 9. เลือกสถิติที่ใช$ในการวิจัยได$ 10. วิเคราะห8และแปลผลข$อมูลการวิจัยได$ 11. สรุปและอภิปรายผลการวิจัยได$ 12. เขียนรายงานผลการวิจัยได$ 13. ประยุกต8ใช$ ICT เพื่อการวิจัยได$ ฉ


ฏ เลEมที่ เนื้อหาการเรียนรู= ระยะเวลา (ชั่วโมง) การวัดและประเมินผล เครื่องมือ คะแนน 1 การวิจัยในชั้นเรียนกับ การจัดการเรียนรู=ปกติ ของครู 2 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 1.1-1.2 20 2 การกำหนดปLญหา การวิจัยในชั้นเรียน 3 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 2.1-2.6 55 3 ขั้นตอน การทำวิจัยในชั้นเรียน 3 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 3.1-3.2 25 4 กระบวนการพัฒนา นวัตกรรม การจัดการเรียนรู= 4 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 4.1-4.5 60 5 การเขียนโครงรEาง การวิจัยในชั้นเรียน 4 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 5.1 30 6 การเก็บรวบรวมข=อมูล 2 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 6.1-6.2 20 7 สถิติและ การวิเคราะหIข=อมูล 3 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 7.1 25 8 การเขียนรายงาน การวิจัยในชั้นเรียน 5 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 8.1 30 9 การใช= ICT เพื่อการวิจัย 2 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 9.1 10 10 จิตวิญญาณความเปRนครู 2 ใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรมที่ 10.1 10 รวม 30 22 กิจกรรม 285 โครงสร.างเนื้อหาชุดการเรียนรู.


ฐ โครงสร.างเนื้อหาคลิปวิดีทัศนEประกอบชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง (YouTube) ที่ เนื้อหาการเรียนรู= คลิปที่ รายการคลิปวิดีทัศนI ชื่อเรื่อง ระยะเวลา (นาที) 1 แนะนำการนิเทศทางไกล 01 แนะนำตนเอง @การนิเทศทางไกล 2:04 2 แนะนำบทเรียน 02 ปฐมบท แนะนำบทเรียน 6:21 3 คำชี้แจงการศึกษาเรียนรู= ด=วยตนเอง 03 ปฐมบท แนะนำการใช$ ชุดการเรียนรู$ด$วยตนเอง 11:10 4 ตอนที่ 1 การวิจัยในชั้นเรียนกับ การจัดการเรียนรู=ปกติของครู Ep.1.1 ความหมายและความสำคัญ ของการวิจัย 9:21 5 Ep.1.2 ประโยชน8ของการวิจัย ในชั้นเรียน (เรื่องเลAาเคล$าวิจัย ในชั้นเรียนของครูณัชชา) 9:11 6 Ep.1.3 เรื่องเลAาจากคุณครู สูAการวิจัย ในชั้นเรียน (จากเรื่องเลAาเคล$า วิจัยของครูมาดาครูอำพล) 7:58 7 Ep.1.4 ความแตกตAางของการวิจัย ในชั้นเรียนและการวิจัย เชิงวิชาการ 16:03 8 Ep.1.5 บทสรุปของการวิจัยในชั้นเรียน กับการจัดการเรียนรู$ปกติของครู 7:18 9 ตอนที่ 2 การกำหนดปLญหา การวิจัยในชั้นเรียน Ep.2.1 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 1 6:39 10 Ep.2.2 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 2 12:36 11 Ep.2.3 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 3 9:24


ฑ ที่ เนื้อหาการเรียนรู= คลิปที่ รายการคลิปวิดีทัศนI ชื่อเรื่อง ระยะเวลา (นาที) 12 ตอนที่ 2 การกำหนดปLญหา การวิจัยในชั้นเรียน (ตEอ) Ep.2.4 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 4 8:03 13 Ep.2.5 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 5 8:49 14 Ep.2.6 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 6 9:16 15 Ep.2.7 การกำหนดปXญหาการวิจัย ในชั้นเรียน 7 12:25 16 ตอนที่ 3 ขั้นตอนการทำ วิจัยในชั้นเรียน Ep.3.1 ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน 1 10:07 17 Ep.3.2 ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน 2 15:47 18 ตอนที่ 4 กระบวนการพัฒนา นวัตกรรมการจัดการเรียนรู= Ep.4.1 กระบวนการพัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนรู$1 20:17 19 Ep.4.2 กระบวนการพัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนรู$2 14:02 20 ตอนที่ 5 การเขียนโครงรEาง การวิจัยในชั้นเรียน Ep.5.1 การเขียนโครงรAางการวิจัย 1 29:18 21 Ep.5.2 การเขียนโครงรAางการวิจัย 2 12:18 22 Ep.5.3 การเขียนโครงรAางการวิจัย 3 13:37 23 ตอนที่ 6 การเก็บรวบรวมข=อมูล Ep.6.1 การเก็บรวบรวมข$อมูล 1 9:46 24 Ep.6.2 การเก็บรวบรวมข$อมูล 2 15:26 25 ตอนที่ 7 สถิติและการวิเคราะหIข=อมูล Ep.7.1 สถิติและ การวิเคราะห8ข$อมูล 1 22:24 26 Ep.7.2 สถิติและ การวิเคราะห8ข$อมูล 2 13:51 27 Ep.7.3 สถิติและ การวิเคราะห8ข$อมูล 3 17:45


ฒ ที่ เนื้อหาการเรียนรู= คลิปที่ รายการคลิปวิดีทัศนI ชื่อเรื่อง ระยะเวลา (นาที) 28 ตอนที่ 8 การเขียนรายงาน การวิจัยในชั้นเรียน Ep.8.1 การเขียนรายงาน การวิจัยในชั้นเรียน 1 37:42 29 Ep.8.2 การเขียนรายงาน การวิจัยในชั้นเรียน 2 10:09 30 ตอนที่ 9 การใช= ICT เพื่อการวิจัย Ep.9.1 การใช$ ICT เพื่อการวิจัย 1 13:13 31 Ep.9.2 การใช$ ICT เพื่อการวิจัย 2 17:42 32 ตอนที่ 10 จิตวิญญาณความเปRนครู Ep.10.1 จิตวิญญาณความเปIนครู1 20:16 33 Ep.10.2 จิตวิญญาณความเปIนครู2 19:06 รวม 444.04 นาที (7 ชั่วโมง 40 นาที)


ณ คลิปวิดีทัศนEประกอบชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง ช@อง YouTube


ด คลิปวิดีทัศนEของชุดการเรียนรู.ด.วยตนเอง ช@อง YouTube


ต คลิปวิดีทัศนEแนวทางการเขียนรายงาน Best Practice ช@อง YouTube



ท ครูผู'เปPนครูตามความหมายที่แท'จริง ไม8ใช8ครูพันธุGใหม8 หรือครูพันธุGทาง แต8เปPนครู"พันธุGแท'" มืออาชีพ ครูผู'เปPนครูด'วยจิตวิญญาณของผู'ให' ไม8ใช8ครูนักธุรกิจ ผู'ให'ด'วยหวังในอามิสสินจ'างเปPนที่ตั้ง ครูผู'เปPนดวงประทีป ผู'เปPนเรือจ'าง ผู'เปPนแม8พิมพG ผู'สร'างคน แม'จะยังไม8รู'จักคำว8า "การวิจัยในชั้นเรียน" ครูท8านเหล8านั้น... ผู'จุดประกายของความศรัทธาในอาชีพนี้ อ#างอิงจาก ผ*องพรรณ ตรัยมงคลกูล


1


2


3 เลEมที่ 7


4 เล@มที่ 7 สถิติและการวิเคราะหEข.อมูล วัตถุประสงคGการเรียนรู' เมื่อศึกษาเรียนรู$เลAมนี้จบแล$ว ครูจะสามารถ 1. เลือกใช$สถิติในการวางแผนการแก$ไขปXญหา/พัฒนาการจัดการเรียนรู$ได$ สาระ/เนื้อหา สถิติสำหรับการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการเรียนรู'/กิจกรรม 1. ให$ศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเองอยAางละเอียด ทบทวนความรู$ และพยายามจดบันทึกแนวคิด ประเด็นสำคัญที่ได$ แล$วสรุปความรู$ของตนเอง 2. ศึกษาเรียนรู$ด$วยตนเองเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนจากสื่อประกอบการเรียนรู$/แหลAงเรียนรู$ เพิ่มเติม 3. รับการนิเทศ ติดตาม เพื่อให$คำแนะนำปรึกษาในการเรียนรู$ด$วยชุดการเรียนรู$เพื่อพัฒนา งานวิจัยในชั้นเรียน 4. ฝÄกปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนดให$ สื่อประกอบการเรียนรู' 1. เอกสารอิเล็กทรอนิกส8 (E-book) สรุปเนื้อหาองค8ความรู$การพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน โดย เผยแพรAบนเพจเฟสบุ$ค Facebook : วิชาการหวานเจี๊ยบ 2. สื่อคลิปวิดีทัศน8การนิเทศที่เสริมสร$างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน โดยเผยแพรAใน YouTube ชAอง ดร.สาวิตรี จุ$ยทอง 3. สื่อ Power Point สรุปเนื้อหาองค8ความรู$การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน โดยเผยแพรAบนเพจเฟสบุ$ค Facebook : วิชาการหวานเจี๊ยบ 4. พอดแคสต8 (Podcast) เพื่อแชร8ความรู$และประสบการณ8ด$านการวิจัยในชั้นเรียน โดยเผยแพรA ใน YouTube ชAอง ดร.สาวิตรี จุ$ยทอง


5 การวัดและประเมินผล 1. การตรวจผลงานใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรม โดยเกณฑ8การประเมิน ร$อยละ 70 2. สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู$ ใบฝ[กปฏิบัติกิจกรรม กรณีที่ไมAผAานการประเมินจากใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรม ร$อยละ 70 ตามที่กำหนดไว$ให$ครูศึกษาเรียนรู$ เพิ่มเติมทบทวนความรู$ในเนื้อหาการเรียนรู$นั้น ๆ แล$วจึงทำการฝÄกปฏิบัติการตามใบฝÄกปฏิบัติกิจกรรม อีกครั้ง จนกระทั่งผAานเกณฑ8การประเมิน ระยะเวลาที่ใช' จำนวน 2 ชั่วโมง


6 สถิติสำหรับการวิจัยในชั้นเรียน 1.1 สถิติสำหรับการวัดแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลาง 1.1.1 ฐานนิยม 1.1.2 มัธยฐาน 1.1.3 คAาเฉลี่ย 1.2 สถิติสำหรับการวัดการกระจาย 1.2.1 พิสัย 1.2.2 สAวนเบี่ยงเบนคลอไตล8 1.2.3 สAวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.3 สถิติที่ใช$ในการทดสอบสมมติฐาน ตัวอยEาง การใช=สถิติในการวิจัยในชั้นเรียน 1.1) สถิติสำหรับการวัดแนวโน=มเข=าสูEสEวนกลาง 1.1.1) ฐานนิยม (mode) หมายถึง ข$อมูลที่ปรากฎซ้ำกันมากที่สุดหรือข$อมูลที่มีความถี่ สูงสุด เชAน ข$อมูลชุดหนึ่งมี 5 จำนวน ประกอบด$วย 8, 5, 6, 8, 4 จะได$วAาฐานนิยม ได$แกA 8 ซึ่งเปIนตัวแทน ของข$อมูลชุดนี้เพราะมีความถี่สูงสุด คือ 2 ฐานนิยมเปIนคAาสถิติวัดแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลางที่ละเอียดน$อยที่สุด ซึ่งจะใช$ในกรณี ที่ต$องการทราบคAาสถิติแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลางโดยครAาว ๆ อยAางรวดเร็ว และไมAพึงประสงค8ที่จะใช$ ในการคำนวณตAอไป อยAางไรก็ดีฐานนิยมจะใช$ในกรณีมีจำนวนข$อมูลเปIนจำนวนมากและมุAงวัดลักษณะ ความนิยม และต$องการตัวแทนที่ตรงกับข$อมูลที่ปรากฏจริง 1.1.2) มัธยฐาน (Medain) เปIนคAาสถิติสำหรับวัดแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลางของข$อมูล ชุดใดชุดหนึ่ง โดยที่มัธยฐาน หมายถึง คะแนนเปอร8เซ็นไทล8ที่ 50 หรือ คะแนนที่มี 50% ของคะแนน ที่น$อยกวAาคะแนนนั้น และอีก 50% ของคะแนนที่มากกวAาคะแนนนั้น มัธยฐานเปIนคAาสถิติ ที่กระทบกระเทือนจากข$อมูลผิดปกติน$อยที่สุด ซึ่งมัธยฐานเปIนคAาสถิติเหมาะสมที่จะใช$ในกรณี ของการแจกแจงข$อมูลที่มีลักษณะไมAสมมาตรหรือเบ$ (Shew distribution) โดยการคำนวณคAามัธยฐาน ในกรณีข$อมูลจำนวนน$อยจะอาศัยมโนมติของมัธยฐาน คือ คะแนนกึ่งกลางเปIนหลัก ซึ่งในการระบุ หาคะแนนมัธยฐานสำหรับในกรณีข$อมูลจำนวนมากที่มีการจัดชั้นข$อมูล สามารถประมาณคAามัธยฐาน หรือคะแนนเปอร8เซ็นไทส8ที่ 50 ได$อยAางรวดเร็วโดยใช$เส$นโค$งร$อยละความถี่สะสม


7 1.1.3) คEาเฉลี่ย (Mean) คือ ตัวกลางเลขคณิตเปIนคAากลางเพื่อเปIนตัวแทนของข$อมูล ชุดนั้น ซึ่งคAาถัวเฉลี่ยโดยการรวบรวมข$อมูลทั้งหมด แล$วหารด$วยจำนวนข$อมูล สถิติสำหรับการวัดแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลาง สามารถสรุปได$ดังนี้ 1) ฐานนิยม ได$มาจากข$อมูลที่ปรากฏบAอยหรือซ้ำกันมากที่สุด 2) มัธยฐาน ได$มาจากข$อมูลที่อยูAในตำแหนAงตรงกลางของการแจกแจง 3) คEาเฉลี่ย ได$มาจากการถัวเฉลี่ยข$อมูลทั้งหมด โดยถือวAาคAาเฉลี่ยเปIนคAาสถิติ วัดแนวโน$มเข$าสูAสAวนกลางที่มีความไว และสะท$อนภาพให$เห็นถึงการแจกแจงของข$อมูลทั้งหมด ทั้งนี้ ความไวตAอการเปลี่ยนแปลงของข$อมูลอาจเปIนผลเสียได$ในกรณีที่ข$อมูลนั้นเปIนข$อมูลผิดปกติยAอมทำให$ คAาเฉลี่ยผิดปกติไปด$วย แตAอยAางไรก็ดีในกรณีที่ไมAมีข$อมูลผิดปกติและการแจกแจงข$อมูลไมAเบ$มากนัก คAาเฉลี่ยนั้นจะมีความเหมาะสมที่สุด ซึ่งแสดงถึงจุดสมดุลของการแจกแจงของข$อมูล อีกทั้งคAาเฉลี่ย สามารถที่จะใช$ในการคิดคำนวณในสถิติขั้นสูงตAอไปได$ 1.2) สถิติสำหรับวัดการกระจาย 1.2.1) พิสัย ข$อมูลในการแจกแจงแตAละชุด โดยบางชุดอาจมีข$อมูลใกล$เคียงกัน ในขณะที่ข$อมูล บางชุดมีความแตกตAางกันเปIนอยAางมาก เพื่อแสดงถึงความแตกตAางดังกลAาว คAาสถิติตัวหนึ่งที่สามารถใช$ บรรยายลักษณะการกระจายของข$อมูลได$อยAางรวดเร็ว แตAเปIนบรรยายอยAางครAาว ๆ คือ พิสัย โดยพิจารณาจากความกว$างของการแจกแจงข$อมูลชุดหนึ่ง ๆ ซึ่งคำนวณได$ดังนี้ พิสัย = คะแนนสูงสุด – คะแนนต่ำสุด R = Xmax- Xmin ทั้งนี้ จุดอAอนที่สำคัญของพิสัย คือ ถ$าข$อมูลสูงสุดหรือต่ำสุดเปลี่ยนไปแม$เพียง จำนวนเดียวก็ตาม จะทำให$คAาพิสัยเปลี่ยนแปลงไปเปIนอยAางมาก 1.2.2) สEวนเบี่ยงเบนควอรIไทลI ฐานนิยมและพิสัยมีความถูกต$องในการวัดในระดับที่เทียบกันได$ฉันใด มัธยฐาน และสAวนเบี่ยงเบนควอร8ไทส8 ก็มีความถูกต$องในการวัดในระดับเทียบเคียงกันได$ฉันนั้น


8 สAวนเบี่ยงเบนควอร8ไทล8 (Quartile Deviation : QD) หรือกึ่งพิสัยระหวAางควอร8ไทล8 (Semi Inter Quartile Range : SIQR) หมายถึง กึ่งหนึ่งของระยะทางระหวAางคะแนนเปอร8เซ็นไทส825 และคะแนนเปอร8เซ็นไทส8ที่ 75 สEวนเบี่ยงเบนควอไทลI(Q.D.) = " สAวนเบี่ยงเบนควอร8ไทล8เปIนคAาสถิติสำหรับบรรยายการกระจายของข$อมูลมีความถูกต$อง เทียบเคียงในระดับเดียวกับมัธยฐาน สAวนเบี่ยงเบนควอร8ไทล8มีประสิทธิภาพสูงกวAาพิสัยในการบรรยาย ถึงการกระจายของข$อมูล ซึ่งจุดเดAนอีกประการหนึ่งก็คือ สAวนเบี่ยงเบนควอร8ไทล8ไมAกระทบกระเทือน ในกรณีมีข$อมูลเล็กหรือใหญAผิดปกติในการคำนวณหาคAา QD อยAางรวดเร็ว 1.2.3 สEวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คAาสถิติที่พึงประสงค8ในการวัดการกระจายของข$อมูล นAาจะเปIนคAาสถิติที่คำนวณ จากข$อมูลทั้งหมด มิใชAคิดคำนวณจากข$อมูลบางสAวนเทAานั้น โดยคAาสถิติที่คำนวณได$ควรบAงบอก ถึงลักษณะการกระจายของข$อมูลทั้งชุด ซึ่งคAาสถิตินั้นควรมีคุณสมบัติที่สำคัญอยAางน$อย 3 ประการ ดังนี้ 1. คAาสถิตินั้นควรจะมีคAาน$อยในกรณีที่คำนวณจากข$อมูลที่เกาะกลุAมกัน และคAาสถิตินั้น จะต$องมีคAามากในกรณีที่คำนวณจากข$อมูลที่มีความกระจายมาก 2. คAาสถิติที่คำนวณได$ไมAควรสัมพันธ8กับจำนวนข$อมูลหรือขนาดของกลุAมดังกลAาว กลAาวคือ เราไมAต$องการคAาสถิติที่มีคAามากที่เปIนเพราะมีกลุAมตัวอยAางมาก คAาสถิติที่ต$องการควรสะท$อน ภาพให$เห็นถึงความคล$ายคลึงหรือความแตกตAางของปริมาณข$อมูลเปIนสำคัญ โดยเราอาจจะมีข$อมูล เปIนพันเปIนล$านจำนวนซึ่งเปIนข$อมูลที่คล$ายคลึงเกาะกลุAมกันมาก ในกรณีนี้สถิติวัดการกระจายก็ควร จะมีคAาน$อย 3. คAาสถิติที่พึงประสงค8ควรจะเปIนคAาสถิติที่เปIนอิสระจากคAาเฉลี่ย มุAงสนใจวAาข$อมูล มีความกระจัดกระจายเพียงใด คAาเฉลี่ยไมAได$บAงบอกถึงการกระจายของข$อมูล อีกทั้งขนาดของคAาเฉลี่ย ก็ไมAควรมีอิทธิพลตAอคAาสถิติวัดการกระจายที่พึงประสงค8 ความแปรปรวน (variance) เปIนคAาสถิติที่บAงบอกถึงการกระจายของข$อมูล เปIนคAาเฉลี่ยของกำลังสองของความแตกตAางของข$อมูลแตAละจำนวนจากคAาเฉลี่ยของข$อมูลชุดนั้น โดยเปIนคAาสถิติที่ชAวยบรรยายถึงการกระจายของข$อมูล


9 1.3 สถิติที่ใช=ในการทดสอบสมมติฐาน แบบแผนการวิจัย One-Shot Case Study/ 01 Posttest Only Design One Group 02 Pretest-Posttest Design Control Group 03 Pretest-Posttest Design Time-Series Design 04 Group 1 X O Group 1 O X O Group 1 O X O Group 2 O O Group 1 O1 O2 ... X ...O3 O4 สถิติที'ใช้ในการตรวจสอบสมมุติฐาน (สถิติอ้างอิงในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ) One Sample T-Test Dependent Samples T-Test Independent T-Test One Way ANOVA


10 การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับคEาเฉลี่ยของประชากร กรณี 1 และ 2 กลุEม ในกรณีที่ผู$วิจัยมีวัตถุประสงค8ที่จะทำการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับคAาเฉลี่ยของประชากร เมื่อผู$วิจัยได$ทำการทดลองและเก็บข$อมูลจากกลุAมตัวอยAางเพื่อนำมาทำการทดสอบสมมติฐาน โดยทั่วไป แนวทางในการทดสอบคAาเฉลี่ยของประชากร สามารถแบAงได$ดังนี้ 1) การทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAาง 1 กลุAม 2) การทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAาง 2 กลุAม 3) การทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAางมากกวAา 2 กลุAม การทดสอบสมมติฐานมีขั้นตอนของการทดสอบสามารดำเนินการได$ดังนี้ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน เปIนการตั้งสมมติฐานทางสถิติ ซึ่งประกอบด$วยสมมติฐานหลัก (Null hypothesis ) (H0) และสมมติฐานรอง (Alternative hypothesis ) (H1) ซึ่งสมมติฐานรอง สามารถ ตั้งสมมติฐานได$2 แบบ คือ สมมติฐานรองแบบมีทิศทาง ซึ่งจะต$องทำการทดสอบแบบทางเดียว (One-tailed test) และ สมมติฐานรองแบบไมEมีทิศทาง ซึ่งจะทำการทดสอบแบบสองทาง (Two-tailed test) ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ซึ่งเปIนการกำหนดความนAาจะเปIนที่ผู$วิจัยจะยอมให$เกิด ความคลาดเคลื่อนประเภทที่1 (a) จากการปฏิเสธสมมติฐานหลักที่เปIนจริง โดยในการวิจัยทางการศึกษา นิยมกำหนดที่ และ ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช=ในการทดสอบสมมติฐาน ในการทดสอบคAาเฉลี่ย สถิติที่ใช$ในการทดสอบ คือ Z - test t - test และการวิเคราะห8ความแปรปรวน (ANOVA) ซึ่ง Z – test และ t - test ใช$ทดสอบ กรณีมีกลุAมตัวอยAางหนึ่งหรือสองกลุAม สำหรับการวิเคราะห8ความแปรปรวน (ANOVA) ใช$ทดสอบกรณี ที่มีกลุAมตัวอยAางมากกวAาสองกลุAมขึ้นไป โดยสถิติแตAละประเภทมีข$อตกลงเบื้องต$น ดังนี้ ข=อตกลงเบื้องต=นของการทดสอบ Z – test มีดังนี้ 1) กลุAมตัวอยAางได$มาโดยการสุAม 2) การแจกแจงของประชากรเปIนโค$งปกติ(Normal distribution) 3) ข$อมูลอยูAในมาตราอันตรภาค (Interval Scale) ขึ้นไป 4) ทราบความแปรปรวนของประชากร (s2 ) ข=อตกลงเบื้องต=นของการทดสอบ t – test มีดังนี้ 1) กลุAมตัวอยAางได$มาโดยการสุAม 2) การแจกแจงของประชากรเปIนโค$งปกติ(Normal distribution) a = .01 a = .05


11 3) ข$อมูลอยูAในมาตราอันตรภาค (Interval Scale) ขึ้นไป 4) ไมAทราบความแปรปรวนของประชากร ข=อตกลงเบื้องต=นของการวิเคราะหIความแปรปรวน (ANOVA) มีดังนี้ 1) กลุAมตัวอยAางได$มาโดยการสุAม 2) การแจกแจงของประชากรเปIนโค$งปกติ 3) ข$อมูลอยูAในมาตราอันตรภาค (Interval Scale) ขึ้นไป 4) กลุAมตัวอยAางแตAละกลุAมเปIนอิสระตAอกัน 5) มีความเปIนอิสระภายในตัวอยAาง 6) ไมAทราบความแปรปรวนของประชากร แตAความแปรปรวนของประชากรแตAละกลุAมมีคAาเทAากัน การเลือกใช$สถิติทดสอบสมมติฐานต$องพิจารณาเลือกใช$ให$สอดคล$องกับข$อตกลงเบื้องต$น ของสถิติทดสอบนั้น ๆ ดังนั้น จะเห็นได$วAาในการทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีหนึ่งหรือสองกลุAมในทางปฏิบัตินั้น จะมีการใช$ t – test เปIนสAวนมาก โดยมีเหตุผลดังนี้ 1.ข$อตกลงเบื้องต$นของ Z - test มีการระบุวAา จะใช$Z - test ได$นั้นก็ตAอเมื่อทราบคAา ความแปรปรวนของประชากร แตAในทางปฏิบัติผู$วิจัยมักจะไมAทราบคAาความแปรปรวนของประชากร จึงสามารถใช$ t – test ได$เนื่องจากไมAทราบคAาความแปรปรวนของประชากร 2.กลุAมตัวอยAางเมื่อมีขนาดใหญAมาก จะทำให$คAาองศาแหAงความเปIนอิสระ (degree of freedom : df ) มีคAามากขึ้นตามลำดับ จะทำให$คAาวิกฤตของ t กับคAาวิกฤตของ Z มีคAาใกล$เคียงกัน มากขึ้นตามลำดับเชAนกัน จนในที่สุดองศาแหAงความเปIนอิสระที่ ¥ คAาวิกฤตของ t กับคAาวิกฤตของ Z ที่ระดับนัยสำคัญเดียวกัน จะมีคAาเทAากันพอดีเชAน Z(.05) = t(.05)(df =¥) = 1.645 เปIนต$น ขั้นที่ 4 กำหนดขอบเขตวิกฤติการกำหนดขอบเขตวิกฤติเปIนการกำหนดพื้นที่หรือบริเวณ ในการแจกแจงตัวอยAางของสถิติทดสอบที่ใช$สำหรับปฏิเสธหรือยอมรับสมมติฐานหลัก (H0) ซึ่ง ในการกำหนดขอบเขตวิกฤตจะพิจารณาสมมติฐานรอง (H1 ) ที่ตั้งขึ้นวAา เปIนแบบทางเดียว (one-tailed test) หรือแบบสองทาง (two-tailed test) เพื่อนำคAาระดับนัย สำคัญ (a) ไปหาคAาวิกฤต (critical value) มาใช$ในการเปรียบเทียบกับคAาที่คำนวณได$จากกลุAมตัวอยAาง สำหรับการตัดสินใจวAา จะยอมรับ (Acceptance) หรือปฏิเสธ (Rejection) สมมติฐานหลัก (H0) ซึ่งในกรณีการทดสอบแบบสองทาง (Two-tailed test) การหาคAาวิกฤตนั้น จะต$องหารคAา a ด$วย 2 (a/2) กAอน แล$วจึงใช$ผลหารที่ได$นำไปเปÉดตารางการแจกแจงของตัวอยAาง สถิติทดสอบ แตAในกรณีทดสอบแบบทางเดียว (One-tailed test) สามารถใช$คAา a ไปเปÉดตารางได$เลย


12 การกำหนดขอบเขตวิกฤตเพื่อสรุปผลการทดสอบนั้น จะเห็นวAาสามารถพิจารณาได$2 แนวทาง ได$แกAกรณีที่ 1 พิจารณาจากคAาวิกฤตที่เปÉดจากตารางเทียบกับคAาสถิติที่คำนวณได$จากการเก็บข$อมูล จากกลุAมตัวอยAางเปIนหลัก โดยพิจารณาคAาที่อยูAในแนวแกนนอนของการแจกแจงของคAาสถิตินั้น ๆ หรือ กรณีที่ 2 พิจารณาจากพื้นที่ใต$โค$งการแจกแจง ซึ่งเปIนกรณีที่ใช$กับการคำนวณด$วยคอมพิวเตอร8 โดยพิจารณาคAา Sig. (คAา P-value) ในตารางแสดงผลการคำนวณ (Print out) นำมาเทียบกับ คAาความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 (a) ตัวอยEาง แสดงขอบเขตวิกฤติ กรณีใช=Z - test เปRนสถิติทดสอบสมมติฐานที่ระดับนัยสำคัญ (a) เปRน .05 กรณีการทดสอบแบบทางเดียว กำหนด a = .05 คEาวิกฤตของ Z จากตารางพื้นที่ภายใต=โค=งปกติ(Area under the normal curve) มีคEาดังนี้ เขตวิกฤติสำหรับปฏิเสธ H0 (Rejection region) .95 .95 เขตยอมรับ H0 เขตยอมรับ H0 ค*าวิกฤติZ(.95) = 1.645 ค*าวิกฤติZ(.05) = -1.645 กรณีการทดสอบแบบสองทาง .95 เขตยอมรับ H0 เขตวิกฤติสำหรับปฏิเสธ H0 เขตวิกฤติสำหรับปฏิเสธ H0 = .025 a 2 a = .05 a = .05 = .025 a 2 ค*าวิกฤติZ(.025) = -1.96 ค*าวิกฤติZ(.975) = 1.96


13 การทดสอบ คEาวิกฤติของ Z ระดับนัยสำคัญ (a) .05 .01 .005 แบบทางเดียว (One-tailed test) - 1.645 หรือ 1.645 - 2.33 หรือ 2.33 - 2.58 หรือ 2.58 การทดสอบ คEาวิกฤติของ Z ระดับนัยสำคัญ (a) .025 .05 .0025 แบบสองทาง (Two-tailed test) - 1.96 และ 1.96 - 2.58 และ 2.58 - 2.81 และ 2.81 ขั้นที่ 5 คำนวณคEาสถิติทดสอบสมมติฐานตามสูตร เปIนการคำนวณคAาสถิติโดยนำข$อมูลที่ได$ จากตัวอยAางที่ศึกษานำไปแทนคAาตAาง ๆ ตามสูตรของสถิติทดสอบ ขั้นที่ 6 สรุปตัดสินใจ โดยนำคAาสถิติจากการคำนวณมาเปรียบเทียบกับคAาที่ได$จากตาราง (คAาวิกฤติ) แล$วจึงจะตัดสินใจเกี่ยวกับผลทดสอบ โดยมีหลักพิจารณาดังนี้ 6.1) ถ=าสถิติที่คำนวณได=ตกอยูEในขอบเขตคEาวิกฤติ(คAาคำนวณมากกวAาหรือเทAากับ คAาวิกฤติ โดยไมAคิดเครื่องหมาย) จะปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) และยอมรับสมมติฐานรอง (H1) นั่นคือ จะยอมรับสมมติฐานการวิจัยตามที่ผู$วิจัยกำหนด 6.2) ถ=าคEาสถิติที่คำนวณได=ตกอยูEนอกขอบเขตคEาวิกฤติ(คAาคำนวณน$อยกวAาคAาวิกฤติ โดยไมAคิดเครื่องหมาย) จะยอมรับสมมติฐานหลัก (H0) นอกจากนี้ในปXจจุบันมีการนำข$อมูลที่เก็บรวบรวมได$จากกลุAมตัวอยAางไปวิเคราะห8ผล โดย ใช$โปรแกรมสำเร็จรูปตAางๆในคอมพิวเตอร8 เชAนโปรแกรม SPSS for Window ซึ่งในการแสดงผล การวิเคราะห8จะมีการคำนวณคAา P-value มาให$ซึ่งคAา P-value เปIนคAาความนAาจะเปIนที่จะเกิดคAาสถิติ ทดสอบที่คำนวณได$ภายใต$ H0 โดยคAา P-value ในตารางจะแสดงในคอลัมท8ของ Sig(2-tailed) เราสามารถนำคAา Sig(2-tailed) มาพิจารณาเพื่อปฏิเสธหรือยอมรับสมมติฐานหลัก (H0) ได$เชAนกัน โดยมีหลักพิจารณา ดังนี้ ก. ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) และยอมรับสมมติฐานรอง (H1) ที่ระดับนัยสำคัญ a เมื่อความนAาจะเปIนที่จะเกิดคAาสถิติทดสอบที่คำนวณได$ภายใต$ H0(Sig (2-tailed)) มีคAาน$อยกวAาหรือเทAากับ a (Sig (2-tailed) £ a)


14 ข. ยอมรับสมมติฐานหลัก (H0) และปฏิเสธสมมติฐานรอง (H1) ที่ระดับนัยสำคัญ a เมื่อความนAาจะเปIนที่จะเกิดคAาสถิติทดสอบที่คำนวณได$ภายใต$ H0 มีคAามากกวAา a (Sig(2-tailed) a) อยAางไรก็ตามจะต$องพิจารณาลักษณะของการทดสอบสมมติฐานควบคูAไปด$วย กลAาวคือ ถ$าการทดสอบนั้น เปIนการทดสอบสมมติฐานแบบสองทางให$นำคAา Sig(2-tailed) มาเปรียบเทียบกับ a ได$เลย แตAถ$าเปIนการทดสอบสมมติฐานแบบทางเดียว กAอนที่จะนำมาเปรียบเทียบนั้น ให$นำคAา Sig (2-tailed) หารด$วย 2 กAอน แล$วจึงนำผลหารมาใช$เปIนตัวเปรียบเทียบโดยใช$หลักการที่กลAาวมาข$างต$น ดังนั้น สามารถสรุปแนวทางในการพิจารณาการตัดสินใจของการทดสอบสมมติฐานได$ดังนี้ 1) กรณีที่เปรียบเทียบโดยใช=คEาวิกฤตกับคEาที่คำนวณได=จากกลุEมตัวอยEาง ก. ถ$าตั้งสมมติฐานแบบทางเดียว การหาคAาวิกฤตให$นำคAา a ไปใช$ในการเปÉดคAา ในตารางได$เลย ข. ถ$าตั้งสมมติฐานแบบสองทาง การหาคAาวิกฤตให$หาร a ด$วย 2 แล$วนำผลหารที่ได$ ไปใช$ในการเปÉดตาราง ค. การสรุปเพื่อตัดสินใจ ถ$าคAาคำนวณมากกวAาหรือเทAากับคAาวิกฤต (ไมAคิด เครื่องหมาย) จะปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 แตAถ$าคAาคำนวณน$อยกวAาคAาวิกฤต (ไมAคิดเครื่องหมาย) จะยอมรับ H0 2) กรณีที่เปรียบเทียบโดยใช=คEา Sig(2-tailed) จากตารางแสดงผลการวิเคราะหI (Print out) ก. ถ$าตั้งสมมติฐานแบบทางเดียว ให$นำคAา Sig(2-tailed) หารด$วย 2 แล$วนำคAาผลหาร ที่ได$ไปเปรียบเทียบกับคAา a ข. ถ$าตั้งสมมติฐานแบบสองทาง ให$นำคAา Sig(2-tailed) ไปเปรียบเทียบกับ a ได$เลย ค. การสรุปเพื่อตัดสินใจ ถ$าคAา Sig(2-tailed) ที่นำมาเปรียบเทียบมากกวAา a จะยอมรับ H0 ถ$าคAา Sig(2-tailed) ที่นำมาเปรียบเทียบน$อยกวAา a จะปฏิเสธ H0 และ ยอมรับ H1 >


15 การทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAาง 1 กลุAม และการทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAาง 2 กลุAม สามารถทำได$ทั้ง Z – test และ t - test โดยมีกรณีกลุAมตัวอยAาง t - test ดังนี้ 1. การทดสอบคEาเฉลี่ย กรณีกลุEมตัวอยEาง 1 กลุEม ในการทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีที่กลุAมตัวอยAางมี 1 กลุAมจะเปIนการทดสอบความแตกตAางของคAาเฉลี่ย กับคAาคงที่คAาหนึ่งที่ผู$วิจัยสนใจที่ต$องการเปรียบเทียบ ซึ่งคAาคงที่นี้อาจได$มาจากการกำหนดขึ้น หรือการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข$องในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งการใช$สถิติทดสอบ t – test ทดสอบคAาเฉลี่ยกรณี กลุAมตัวอยAาง 1 กลุAม มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ è ; df2 = n2 - 1 ตัวอยEางที่ 1 การวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาผลการใช$ชุดกิจกรรมสอนซAอมเสริมการเรียน คณิตศาสตร8ชั้นประถมศึกษาป®ที่ 4 ผู$วิจัยได$สุAมตัวอยAางนักเรียนมาจำนวน 25 คน ที่มีผลการเรียน คณิตศาสตร8ต่ำ แล$วทดลองใช$ชุดการสอนนี้ โดยหลังการทดลองได$ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร8ของนักเรียนกลุAมนี้ ปรากฏวAาได$คะแนนเฉลี่ย 22 คะแนน และสAวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.6 ให$ทดสอบวAาการใช$ชุดกิจกรรมนี้ทำให$ผลการเรียนซAอมเสริมวิชาคณิตศาสตร8สูงกวAาเกณฑ8ที่กำหนด คือ 17 คะแนนหรือไมA ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ.05 ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน สมมติฐานทางสถิติ H0 : H1 : ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช=ในการทดสอบสมมติฐาน ; df = n - 1 S n X t -µ = n X t s -µ = µ £ 17 µ > 17 a = .05 S n X t -µ =


16 ขั้นที่ 4 กำหนดขอบเขตวิกฤติ จากกำหนด a = .05 และเปIนการตั้งสมมติฐานแบบทางเดียว df = 25-1 = 24 เปÉดตาราง ที่ a = .05 จะได$คAาวิกฤต t = 1.711 ( t ตาราง = 1.711 ) ขั้นที่ 5 คำนวณคEาสถิติตามสูตร ; df = 25 - 1 = 24 = = 4.46 ขั้นที่ 6 สรุปตัดสินใจ เมื่อ t คำนวณ > t ตาราง จะ ปฏิเสธ H0 และ ยอมรับ H1 เมื่อ t คำนวณ < t ตาราง จะยอมรับ H0 เนื่องจาก t คำนวณ = 4.46 มากกวAา t ตาราง = 1.711 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 นั้นคือ หลังการใช$ชุดกิจกรรมจะทำให$ผลการเรียน ซAอมเสริมวิชาคณิตศาสตร8สูงกวAาเกณฑ8ที่กำหนดไว$ คือ 17 คะแนน อยAางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. การทดสอบคEาเฉลี่ยกรณีกลุEมตัวอยEาง 2 กลุEม ในการทดสอบคAาเฉลี่ยกรณีกลุAมตัวอยAาง 2 กลุAมนั้นจะพิจารณาวAา กลุAมตัวอยAางทั้งสองกลุAม เปIนอิสระจากการหรือไมA เพื่อเลือกใช$สูตรของสถิติทดสอบให$ถูกต$อง นอกจากนี้ยังพิจารณาอีกวAา ความแปรปรวนของประชากรของกลุAมตัวอยAางเทAากันหรือไมA ซึ่งในการใช$สถิติt - test ทดสอบกรณี กลุAมตัวอยAาง 2 กลุAม ที่เปIนอิสระตAอกันนั้นมีสูตรที่ใช$ทดสอบอยูA 2 สูตรด$วยกัน ได$แกA สูตรที่ใช$ในกรณี ความแปรปรวนของประชากร 2 กลุAมมีคAาเทAากัน (s1 2 = s2 2 ) หรือในกรณีกลุAมตัวอยAางแตAละกลุAม มีจำนวนเทAากัน (t - test แบบ Pooled variance) และสูตรที่ใช$ในกรณีความแปรปรวนของประชากร 2 กลุAม มีคAาไมAเทAากัน (s1 2 ≠ s2 2 ) (t - test แบบ Separated variance) S n X t -µ = 5.6 25 22-17 t = 1.12 5


17 ดังนั้น เมื่อผู$วิจัยจะใช$สถิติt - test กรณีดังกลAาวจะต$องทำการทดสอบกAอนวAา ความแปรปรวน ของประชากรแตAละกลุAมมีคAาเทAากันหรือไมA โดยใช$สถิติF - test ทดสอบ เพื่อจะได$เลือกใช$สูตร ของ t - test ได$อยAางถูกต$องและเหมาะสมตAอไป 2.1 กรณีกลุEมตัวอยEางเปRนอิสระตEอกัน 2.1.1) เมื่อสุAมตัวอยAางขนาด n1 และ n2 มาโดยอิสระจากกัน มีการแจกแจงแบบปกติ ที่มีคAาเฉลี่ย µ1 และ µ2 ความแปรปรวน s1 2 และ s2 2 ซึ่งไมAทราบคAา แตAทราบวAา s1 2 = s2 2 โดย n1 และ n2 น$อยกวAา 30 ให$ใช$สูตร t – test ( t-test แบบ Pooled variance ) เมื่อ 2.1.2) เมื่อสุAมตัวอยAางขนาด n1 และ n2 มาโดยอิสระจากกัน มีการแจกแจงแบบปกติ ที่มีคAาเฉลี่ย µ1 และ µ2 ความแปรปรวนเทAากับ s1 2 และ s2 2 ซึ่งไมAทราบคAา แตAทราบวAา s1 2 s2 2 โดย n1 และ n2 น$อยกวAา 30 ใช$สูตร t – test (t-test แบบ Separated variance) เนื่องจากการทดสอบทั้ง 2 กรณีข$างต$นเกี่ยวข$องกับการทราบคAาของความแปรปรวน s1 2 และ s2 2 วAา เทAากันหรือไมA ดังนั้น ในการวิเคราะห8ข$อมูลกรณีตัวยAาง 2 กลุAม เราจึงจำเปIนต$องทำการทดสอบ ความเทAากันของความแปรปรวนโดยใช$สถิติทดสอบ F - test กAอนเพื่อเลือกใช$สถิติให$ถูกต$อง ดังนี้ ¹ df n n 2 n 1 n 1 s x x t 1 2 1 2 2 p 1 2 = + - ÷ ø ö ç è æ + - = 1 1 2 2 2 1 2 1 1 2 2 2 2 2 1 1 2 1 2 2 2 2 1 2 1 : - ÷ ÷ ø ö ç ç è æ + - ÷ ÷ ø ö ç ç è æ ÷ ÷ ø ö ç ç è æ + = + - = n n s n n s n s n s df n s n s x x t ( ) ( ) 2 1 1 1 2 2 2 2 2 2 1 1 + - - + - = n n n s n s Sp


18 df1 = n1-1 เมื่อ n1 = จำนวนกลุAมตัวอยAางที่มีคAา S2 มีคAามาก df2 = n2-1 เมื่อ n2 = จำนวนกลุAมตัวอยAางที่มีคAา S2 มีคAาน$อย อาทิเชAน 1) ข$อมูลของกลุAมตัวอยAางที่ 1 มีคAา S2 = 9 และ n = 10 ข$อมูลของกลุAมตัวอยAางที่ 2 มีคAา S2 = 14 และ n = 16 จะได$ S2 max = 14 df1 = 16-1 = 15 และ S2 min = 9 df2 = 10-1 = 9 2) ข$อมูลของกลุAมตัวอยAางที่ 1 มีคAาสAวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) = 5 และ n = 14 ข$อมูลของกลุAมตัวอยAางที่ 2 มีคAา S2 = 9 และ n = 7 จะได$ S2 max = 25 df1 = 14-1 = 13 และ S2 min = 9 df2 = 7-1 = 8 ตัวอยEางที่ 2 ผู$วิจัยสนใจที่จะศึกษาผลของการสอน 2 วิธี ในรายวิชาวิทยาศาสตร8กับนักเรียน จำนวน 2 กลุAม ๆ ละ 10 คน โดยกลุAมที่ 1 ได$รับการสอนด$วยชุดฝÄกทักษะและกลุAมที่ 2 ได$รับการสอน ด$วยบทเรียนออนไลน8หลังจากผAานไป 10 สัปดาห8ดำเนินการรวบรวมคะแนนของนักเรียนทั้ง 2 กลุAม พบวAา กลุAมที่ 1 ได$คAาเฉลี่ยคะแนน 370 คะแนน สAวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 190 กลุAมที่ 2 ได$คAาเฉลี่ยคะแนน 200 คะแนน สAวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 70 ให$ทดสอบวAา การสอน 2 วิธีสAงผลทำให$ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตAางกันหรือไมA ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน ตั้งสมมติฐานทางสถิติ : H0 : H1 : ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช=ในการทดสอบสมมติฐาน 2 min 2 max = S S F 1 2 µ = µ 1 2 µ ¹ µ a = .05


19 เนื่องจาก t –test มี 2 สูตร กAอนจะตัดสินใจเลือกใช$สูตรใด ให$ทำการทดสอบ หาคAาความแปรปรวนของทั้งสองกลุAมวAาเทAากันหรือไมAเทAากัน การทดสอบ F-test ตั้งสมมติฐานทางสถิติ : เมื่อพิจารณาจะพบวAาเปIนการทดสอบแบบสองทาง ( ) กำหนด a = .05 เปÉดหาคAาวิกฤติ ณ ตำแหนAง =.025 , df1 = 9 และ df2 = 9 หรือ F.025(9,9) เปÉดตารางหาคAาวิกฤตของ F ( Fตาราง ) ได$คAาเทAากับ 4.03 จากสูตร = = = 7.37 พบวAา Fคำนวณ = 7.37 > F ตาราง = 4.03 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 นั่นคือ จากผลการทดสอบจึงตัดสินใจเลือกใช$สถิติ t - test แบบ Separated variance ดังนี้ 2 2 2 0 1 H : s =s 2 2 2 1 1 H : s ¹s 2 2 2 1 1 H : s ¹s 2 .05 a = 2 2 2 1 S S F = 2 2 (70) (190) 4900 36100 2 2 2 1 s ¹s n 1 n s n 1 n s n s n s 2 2 2 1 2 1 2 1 2 2 2 2 2 1 2 1 2 1 2 2 2 2 1 2 1 : df n s n s x x t - ÷ ø ö ç è æ + - ÷ ø ö ç è æ ÷ ø ö ç è æ + = + - =


20 ขั้นที่ 4 กำหนดขอบเขตวิกฤติ ปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 เมื่อ t คำนวณ > t ตาราง คำนวณหาคAา df df = 11.39 เมื่อกำหนด a = .05 และเปIนการทดสอบสมมติฐานแบบสองทาง (H1 : ) เปÉดตารางที่ df = 11 , a = .05/2 = .025 ได$คAาวิกฤต t ( tตาราง ) = 2.20 ขั้นที่ 5 คำนวณคEาสถิติตามสูตร = = = 2.66 1 2 µ ¹ µ ( ) ( ) 10 70 10 190 370 200 2 2 + - t = 4100 170 64.03 170 2 2 2 1 2 1 2 1 n s n s x x t + - = n 1 n s n 1 n s n s n s 2 2 2 2 2 1 2 1 2 1 2 2 2 2 1 2 1 df - ÷ ø ö ç è æ + - ÷ ø ö ç è æ ÷ ø ö ç è æ + = 9 10 36100 9 10 36100 10 4900 10 36100 2 2 2 df ÷ ø ö ç è æ + ÷ ø ö ç è æ ÷ ø ö ç è æ + =


21 ขั้นที่ 6 สรุปตัดสินใจ เนื่องจาก tคำนวณ = 2.66 > tตาราง = 2.20 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 นั่นคือ วิธีการสอนทั้งสองวิธีสAงผลให$ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแตกตAางกันอยAางมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยมีแนวทางการสรุปผลการทดสอบดังนี้ ตาราง ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวAางนักเรียนกลุAมที่ได$รับการสอนโดยใช$ ชุดฝÄกทักษะและกลุAมที่ได$รับการสอนโดยใช$บทเรียนออนไลน8 นักเรียน N SD t ใช=ชุดฝ^กทักษะ 10 370 190 2.66* ใช=บทเรียนออนไลนI 10 200 70 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 กรณีกลุEมตัวอยEางมีความสัมพันธIกัน การเปรียบเทียบความแตกตAางของคะแนนเฉลี่ย 2 กลุAมที่มีความสัมพันธ8กัน (ไมAอิสระจากกัน ) เชAนในกรณีที่ทำการศึกษาที่มีลักษณะเปIนคูAกัน เชAน นักเรียนกลุAมเดียวแตAมีการทดสอบสองครั้ง เชAน การทดสอบกAอนเรียนและหลังเรียน โดยใช$คAาแจกแจง t – test แบบ Dependent Samples ดังนี้ ; df = n-1 เมื่อ แทน คAาสถิติที่ใช$ในการพิจารณาใน t – distribution แทน ความแตกตAางของคะแนนแตAละคูA แทน จำนวนคูAของคะแนนหรือจำนวนนักเรียน แทน ผลรวมทั้งหมดของผลตAางของคะแนนกAอนและหลังการทดลอง แทน ผลรวมของกำลังสองของผลตAางของคะแนนกAอนและหลังการทดลอง x ( ) 1 2 2 - - = å å å N N D D D t t D N å D 2 å D


22 ตัวอยEางที่ 3 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู$โดยใช$ชุดกิจกรรม โดยกAอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู$ ได$ทำการทดสอบความรู$กAอนใช$ชุดกิจกรรมและหลังใช$ชุดกิจกรรมด$วยแบบทดสอบฉบับเดียวกัน ปรากฏผลดังตาราง จงทดสอบวAานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวAากAอนเรียนหรือไมA ที่ระดับนัยสำคัญ .05 คะแนน คนที่ รวมคะแนน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 กEอนเรียน 20 18 20 15 8 3 10 15 18 19 146 หลังเรียน 30 25 28 30 20 19 20 25 28 29 254 D 10 7 8 15 12 16 10 10 10 10 108 100 49 64 225 144 256 100 100 100 100 1,238 ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐาน ตั้งสมมติฐานทางสถิติ H0 : H1 : ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ขั้นที่ 3 เลือกสถิติที่ใช=ในการทดสอบสมมติฐาน ; df = n-1 ขั้นที่ 4 กำหนดขอบเขตวิกฤติ กำหนด และเปIนการทดสอบแบบทางเดียว ( H1 : ) คAาวิกฤตของ t ณ df = 9 และ จะได$คAาวิกฤตของ t ( t ตาราง ) = 1.83 2 D µ post = µ pre µ post > µ pre a = .05 ( ) 1 2 2 - - = å å å N N D D D t a = .05 µ post > µ pre a = .05


23 ขั้นที่ 5 คำนวณคEาสถิติตามสูตร = = ขั้นที่ 6 สรุปตัดสินใจ พิจารณา เมื่อ t คำนวณ > t ตาราง จะปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 เมื่อ t คำนวณ < t ตาราง จะยอมรับ H0 ปฏิเสธ H1 เนื่องจาก tคำนวณ =12.11 > tตาราง = 1.83 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 นั่นคือ หลังใช$ชุดกิจกรรมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกวAากAอนใช$ชุดกิจกรรมอยAางมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 โดยมีแนวทางการแสดงผลการทดสอบ ดังนี้ ตาราง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวAางกAอนใช$ชุดกิจกรรมและหลังใช$ชุดกิจกรรม นักเรียน N SD SD2 t กEอนใช=ชุดกิจกรรม 10 14.60 108 1,238 12.11* หลังใช=ชุดกิจกรรม 10 25.40 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( ) 1 2 2 - - = å å å N N D D D t 10 -1 10(1,238) (108) 108 2 - t = 9 12380 11664 108 - 9 716 108 t = 8.92 108 79.56 108 = t = 12.11 x


24 เทคนิคการเลือกใช้สถิติเพื3อการวิจัย สถิติ เชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ร้อยละ ค่าเฉลี-ย พิสัย การแจกแจงความถี, การวัดแนวโน้มเข้าสู่ศูนย์กลาง การวัดการกระจาย มัธยฐาน ฐานนิยม ส่วนเบี(ยงเบนควอไทล์ ส่วนเบี(ยงเบนมาตราฐาน สถิติอ้างอิง (อนุมาน) (Inference Statistics) เปรียบเทียบค่าเฉลี,ย A กลุ่ม กับ ค่าคงที, เปรียบเทียบค่าเฉลี,ย C กลุ่ม อิสระต่อกัน เปรียบเทียบค่าเฉลี,ย C กลุ่ม สัมพันธ์กัน เปรยีบเทียบค่าเฉล ี, ย I กลมุ่ขKึนไป อิสระตอ่กนั การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ การวิเคราะห์ปัจจัยที,ส่งผลต่อตัวแปรตาม One Sample Test Independence Samples Test Paired Samples Test Analysis Of Variance Chi-Square Correlation Coefficient Regression Analysis


25


แนวทาง การแก=ปLญหา ชื่อเรื่อง การวิจัย วัตถุประสงคI ของการวิจัย ประโยชนI ที่คาดวEาจะได=รัแนวทาง การแก$ปXญหา ที่ครูเลือกใช$ใน การแก$ไขปXญหา อยAางเหมาะสม ระบุชื่อเรื่อง ให$มีความชัดเจน มีสAวนประกอบ สำคัญที่บAงถึง ตัวแปรที่ศึกษา กลุAมเป{าหมาย และวิธีการศึกษา แนวทางการค$นหา คำตอบ กำหนด ประเด็นที่ต$องการ จะทำในงานวิจัย ใช$ภาษาชัดเจน สามารถวัดได$ โดยสอดคล$อง กับสภาพปXญหา ชื่อเรื่อง ครอบคลุม สิ่งที่ต$องการศึกษา และตัวแปร ระบุถึงผลที่เกิดขึภายหลังการทำ วิจัย โดย สอดคล$อง กับวัตถุประสงค8 ของการวิจัย ที่กำหนด การวางแผนการแก'ไขป]ญหา/


26 รับ แนวคิด/ทฤษฎีที่ใช= วิธีดำเนินการวิจัย ระยะเวลา ที่ใช=ในการวิจัย ขึ้น แสดงให$เห็นถึงแนวคิด ทฤษฎี หลักการที่ นำมาใช$สูAการพัฒนา งานวิจัย เปIนแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข$อง กับตัวแปรต$นและ ตัวแปรตาม โดยศึกษา จากเอกสาร ตำรา บทความ และงานวิจัย ที่เกี่ยวข$อง นำไป สูAการสังเคราะห8 แนวคิดที่ได$ และนำไปใช$ใน การดำเนินงานวิจัย นำเสนอขั้นตอน การดำเนินการแตAละ ขั้นตอนวAาทำอะไร จนกระทั่งเสร็จสิ้น กระบวนการ ประกอบด$วย - ประชากร/ตัวอยAาง หรือกลุAมเป{าหมาย - การพัฒนาเครื่องมือ ที่ใช$ในการวิจัย - การเก็บรวบรวมข$อมูล - การวิเคราะห8ข$อมูล - สถิติที่ใช$ใน การวิเคราะห8ข$อมูล กำหนดระยะเวลา ในการดำเนินการ วิจัยแตAละขั้นตอน เพื่อขับเคลื่อน งานวิจัย อยAางเปIนระบบ และติดตาม ประเมินผลลัพธ8 ที่เกิดขึ้นของงาน /พัฒนาการจัดการเรียนรู'


แนวทาง การแก=ปLญหา ที่เหมาะสม ชื่อเรื่อง การวิจัย วัตถุประสงคI ของการวิจัย ประโยชนที่คาดวEาจะไพัฒนา ชุดฝ^กทักษะ การคิด คำนวณ การพัฒนาชุดฝÄก ทักษะการคิด คำนวณ เพื่อ สAงเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คณิตศาสตร8 ของผู$เรียน ชั้นประถมศึกษา ป®ที่ 6 โรงเรียน... 1) เพื่อพัฒนา ชุดฝÄกทักษะ การคิดคำนวณ เพื่อสAงเสริม ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คณิตศาสตร8 ของผู$เรียน ชั้นประถมศึกษา ป®ที่ 6 โรงเรียน... ให$มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ8ที่ กำหนดไว$ 80/80 1) ผู$เรียน ได$เรียนพัฒนาทักษะการคิคำนวณทางคณิตศของตนเอง สามารความรู$ความสามาทางคณิตศาสตร8 ทกระบวนการทำงามีความพึงพอใจตAอ การเรียนรู$โดยใช$ชุทักษะการคิดคำนวมีความสุขในการเรีและเกิดการเรียนรู$ตามศักยภาพ ตัวอย@าง การวางแผนการแก.ไขป<ญ


27 นI ด=รับ แนวคิด/ทฤษฎี/ หลักการที่ใช= วิธีดำเนินการวิจัย ระยะเวลา ที่ใช=ในการวิจัย นรู$และ คิด ศาสตร8 รถพัฒนา ารถ ทักษะ านกลุAม อชุดฝÄก วณ รียนรู$ รู$ 1) แนวคิด/ทฤษฎี ที่เกี่ยวข$องใน การจัดการเรียนรู$ คณิตศาสตร8 2) แนวคิด กระบวนการเรียนรู$ - โรเบิร8ตเอ็มกาเยA (Robert M. Gagne’) - บรูเนอร8 (Jerome S. Bruner) - บลูม (Benjamin Bloom) 1) การกำหนดประชากร และการเลือกกลุAมตัวอยAาง/ กลุAมเป{าหมาย - นักเรียนระดับชั้น... 2) เครื่องมือที่ใช$ในการวิจัย - ชุดฝÄกทักษะการคิดคำนวณ - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร8 - แบบประเมินความพึงพอใจ ของผู$เรียนที่มีตAอชุดฝÄกทักษะ การคิดคำนวณ 3) การสร$างและการหา คุณภาพของเครื่องมือ 1 มิ.ย. – 30 ส.ค. 2565 1) กำหนดปXญหา และวิเคราะห8 สาเหตุ .......................... 2) วางแผน กำหนด แนวทางเลือกที่ใช$ ในการแก$ปXญหา หรือพัฒนา .......................... ญหา/พัฒนาการจัดการเรียนรู.


2) เพื่อ เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คณิตศาสตร8 กAอนและหลัง การจัดการเรียนรู$ โดยใช$ชุดฝÄกทักษะ การคิดคำนวณ เพื่อสAงเสริม ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คณิตศาสตร8 ของผู$เรียน ชั้นประถมศึกษา ป®ที่ 6 โรงเรียน... 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจ ของผู$เรียนที่มีตAอ 2) ครูได$แนวทาง ในการจัดการเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทางการเรียนคณิตให$สูงขึ้น โดยใช$ชุดทักษะการคิดคำนวเพื่อสAงเสริมผลสัมทางการเรียนคณิตโดยสามารถนำไปใเปIนแนวทางในกาสื่อ และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู$ วิชาคณิตศาสตร8 ในระดับที่สูงขึ้นตAอ3) ผู$บริหาร สามานำข$อมูลสารสนเทจากการพัฒนาชุดÄการคิดคำนวณ เพืสAงเสริมผลสัมฤทธิ์


Click to View FlipBook Version