The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 137 ชไมพร สุนทร, 2024-02-10 02:06:41

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

Keywords: การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ชไมพร สุนทร วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ชไมพร สุนทร วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ผู้วิจัย นางสาวชไมพร สุนทร อาจารย์ที่ปรึกษา นายนรากร จันลาวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางปาริฉัตร พรมสอน ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียง ภาษาจีนวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้โดยสื่อ มัลติมีเดีย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีได้จากการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน และแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน วิชา ภาษาจีน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่ อิสระ สรุปผลการใช้แผนได้ดังนี้ 1. ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อ มัลติมีเดีย คิดเป็นร้อยละ 81.95 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ สื่อมัลติมีเดีย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ซึ่งรายงานวิจัยนี้สำเร็จลงได้ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก อาจารย์ปาริฉัตร พรมสอน ประธานสาขาวิชา การสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และอาจารย์นรากร จันลาวงศ์ โดยท่านได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษาพร้อมทั้งได้ตรวจสอบความถูกต้องของ รูปแบบเนื้อหาตลอดจน การเก็บรวบรวมข้อมูลและการสรุปผลการวิจัยจนสำเร็จออกมาเป็นรูปเล่ม ผู้จัดทำรายงานการวิจัยจึง ขอขอบคุณพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครูทั้ง 3 ท่าน ที่กรุณาช่วยตรวจสอบคุณภาพ และความสอดคล้องของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและขอขอบใจกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเพื่อรอคอยผลสำเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อน นักศึกษาสาขาวิชา การสอนภาษาจีน และเพื่อนร่วมรุ่นครุศาสตรบัณฑิตทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ ตลอดมา ขอขอบพระคุณคณาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาท ความรู้และประสบการณ์ อันมีค่ายิ่งแก่ศิษย์และคุณค่าอันสูงสุดจากรายงานการวิจัยฉบับนี้ ชไมพร สุนทร


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ............................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ ............................................................................................................ข สารบัญ .............................................................................................................................ค บทที่1 บทนำ ..........................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ....................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ..........................................................................................2 สมมติฐานของการวิจัย ..............................................................................................3 ขอบเขตของการวิจัย .................................................................................................3 นิยามศัพท์เฉพาะ ......................................................................................................4 ประโยชน์ที่จะได้รับ ...................................................................................................5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ...............................................................................6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ........................................................................7 ทักษะการอ่าน.............................................................................................................15 ความหมายของการอ่าน..........................................................................................15 ความมุ่งหมายในการอ่าน........................................................................................16 องค์ประกอบของการอ่าน.......................................................................................16 ลักษณะการอ่านที่ดี................................................................................................17 การอ่านออกเสียงภาษาจีน..........................................................................................18 ความหมายของการอ่านออกเสียงภาษาจีน.............................................................18 องค์ประกอบของสัทอักษรพินอิน............................................................................18 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย.............................................................19 ความหมายของสื่อมัลติมีเดีย...................................................................................19 องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย................................................................................20 รูปแบบสื่อมัลติมีเดีย ..............................................................................................21 ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดีย..........................................................................23 การนำสื่อมัลติมีเดียไปใช้ในการเรียนการสอน.........................................................25 เอกสารเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้...........................................................................27


ง สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า เอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.........................................................................39 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.........................................................................................................44 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ...................................................................................................46 กลุ่มเป้าหมาย ............................................................................................................46 รูปแบบในการทดลอง ................................................................................................46 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ............................................................................................47 การเก็บรวบรวมข้อมูล ...............................................................................................49 การวิเคราะห์ข้อมูล ....................................................................................................50 สถิติที่ใช้ในงานวิจัย......................................................................................................50 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ...........................................................................................54 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 .............................................................................................................55 การเปรียบเทียบคะแนนวิชาภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน...................56 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ......................................................................57 วัตถุประสงค์ของการวิจัย .............................................................................................57 สมมติฐานของการวิจัย ................................................................................................57 วิธีดำเนินการวิจัย ........................................................................................................57 สรุปผลการวิจัย ...........................................................................................................59 อภิปรายผล .................................................................................................................50 ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................60 เอกสารอ้างอิง .............................................................................................................61 ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………………….…64 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ...................................................................................66 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย .........................................................................68 ภาคผนวก ค ผลการหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................... 80 ภาคผนวก ง ประวัติย่อของผู้วิจัย .............................................................................84 ภาพประกอบ ............................................................................................................... 88


จ สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 …………………………………………………………………………………………………………55 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนวิชาภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน....................5


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาจีนเป็นภาษาที่สำคัญมากอีกหนึ่งภาษาและมีแนวโน้มที่จะสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี มีการสั่งสม องค์ความรู้ในด้านต่างๆ และถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาถึงปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนยังเป็น ประเทศมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลทั้งในด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง ทั้งในระดับ ภูมิภาคและระดับโลก ประเทศจีนมีความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยัง มีประชากรชาวจีนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นหากคนไทยมีความรู้ด้านภาษาจีนจะสามารถเป็น เครื่องมือในการสื่อสาร ค้นคว้าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สามารถสร้างความร่วมมือทางด้านธุรกิจ การค้าการพัฒนาด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในการแข่งขัน กับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนมาอย่างยาวนานหลาย ทศวรรษ และในทศวรรษที่ผ่านมาได้มีการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับและประเภทการศึกษา (ประภัสรา โคตะขุน, 2564) การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในฐานะภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศนั้น มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถด้านภาษาจีนและสามารถใช้ภาษาจีนในการ ติดต่อสื่อสารได้ ซึ่งการที่ผู้เรียนจะเข้าใจภาษาจีนได้อย่างลึกซึ้งนั้น ผู้เรียนต้องเข้าใจวัฒนธรรมของ ประเทศจีนด้วย เนื่องจากมนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นการจัดการเรียนการ สอนภาษาจีนในฐานะภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนจะต้องสามารถ นำเอาความรู้และทฤษฎี มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ดังความกล่าว ของ (Xun , 2012) ที่กล่าวว่าการเรียน ภาษาไม่ใช่การเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ในด้านทฤษฎี แต่เป็นการ เรียนเพื่อให้ได้ทักษะการปฏิบัติ ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในฐานะภาษาที่สองหรือ ภาษาต่างประเทศสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ผู้สอนจะถ่ายทอดความรู้อย่างไรให้ผู้เรียนสามารถนำ ความรู้ที่ ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการพัฒนาการอ่าน จึงเป็นสิ่งที่ สำคัญยิ่งต่อการจัดการเรียนการสอน ทักษะการอ่านมีความสําคัญมากต่อการดําเนินชีวิตประจําวัน และยังเป็นทักษะที่ควรให้ ความสําคัญในการติดต่อสื่อสารรวมทั้งการแสดงความคิด ความรู้สึก และการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เรียนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศผู้เรียนควรเรียนรู้การอ่าน


2 ออกเสียงเป็นสําคัญการอ่านภาษาจีนนั้นนับว่ามีความยากสำหรับผู้เรียน ซึ่งจะเห็นว่าอักษรจีน ทำให้ ยาก ต่อการจดจำเนื่องจากการออกเสียงมีความสำคัญมาก เพราะการออกเสียงที่ถูกต้องและ ชัดเจน จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายที่เราต้องการจะสื่อสาร และการออกเสียงวรรณยุกต์พินอินในภาษาจีน เป็นเสียงที่นักเรียนขณะที่ออกเสียงจะเกิดความสับสน ทำให้นักเรียนไทยส่วนใหญ่ออกเสียงแล้ว มักจะออกผิดบ่อย ๆ เนื่องจากอักษรจีนนั้นเป็นคำเดี่ยวหนึ่งตัวอักษรมีเสียงและความหมายใน ตัวเอง การใช้อักษรประสมโดยพยัญชนะและสระดังเช่นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยไม่ได้ ดังนั้นจึง ทำให้เกิด ปัญหาในการออกเสียงวรรณยุกต์พินอินในภาษาจีน และการสื่อสาร การศึกษาภาษาจีน จึงมีระบบสัท อักษรพินอิน เช่น b p m f …… มาใช้ในการแทนเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ของภาษาจีน (อาภาภรณ์ ดิษฐเล็ก, 2554) จากการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาจีนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียน เทศบาล 3 บ้านเหล่า ที่ผ่านมา ผู้วิจัยสังเกตได้ว่าการที่ผู้เรียนอ่านออกเสียงภาษาจีนไม่เข้าใจ ซึ่งเป็น อุปสรรคในการเรียนการเรียนสอนอย่างมาก เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถอ่านพินอินภาษาจีนในชั้น เรียนได้ และไม่สามารถอ่านพินอินคำศัพท์ภาษาจีนในชั้นเรียนได้ อันเนื่องมาจากนักเรียนไม่มีทักษะ การอ่านออกเสียงพินอินภาษาจีนและนักเรียนออกเสียงภาษาจีนไม่ชัดเจน ซึ่งการที่จะพูดภาษาจีนได้ ดีต้องออกเสียงพินอินได้ถูกต้อง เพราะเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการเรียนภาษาจีน เพราะการออกเสียง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษาจีน ทำให้เพิ่มความสะดวกและความง่ายในการจดจำเสียงเพื่อ เรียนรู้คำศัพท์และพัฒนาการ สื่อสารภาษาจีน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยพบว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านการอ่านพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ไม่ ถูกต้อง ผู้วิจัยจึงคิดหาแนวทางในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนของผู้เรียน ให้ผู้เรียน สามารถอ่านภาษาจีนได้อย่างถูกต้องชัดเจนและแม่นยำ โดยการใช้สื่อมัลติมีเดีย เข้ามาใช้ในการ จัดการเรียนการสอน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน จึงมีการนำเทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดียมาใช้กันอย่าง แพร่หลายในประเทศไทย เทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดียมีส่วนร่วมที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอนอย่าง มาก เป็นส่วนที่กระตุ้นให้เกิดทักษะการเรียนรู้ สามารถนำเทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดียเข้ามาบูรณาการใน การจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภคณัฏฐ์ บุญถนอม, 2553) โดยผู้สอนสามารถบูรณา การเอาข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง วิดีโอและข้อความ เข้าไปเป็น องค์ประกอบเพื่อการสื่อสารและให้ประสบการณ์กับผู้เรียน เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ (ดิเรก พรสีมา, 2559) การเรียนการสอนภาษาจีนด้วยเทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดียจึงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อ การสอนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศ ผู้สอนมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลวิธีสอนใหม่ ๆ และเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียนด้วยการใช้เทคโนโลยี สื่อมัลติมีเดียเพื่อการจัดการเรียนการสอน


3 ภาษาจีนให้มีประสิทธิภาพ จากเหตุผลดังที่กล่าวมาผู้วิจัยได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง ภาษาจีนเพราะหากผู้เรียนมีความรู้ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนก็จะสามารถนำไปต่อยอดให้กับ ผู้เรียนในด้านการศึกษาหรือด้านการประกอบอาชีพ ดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง ภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียมี ผลสัมฤทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียมี ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุดรธานี เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน23 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling)


4 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ 2.1.1 สื่อมัลติมีเดีย 2.2 ตัวแปรตาม คือ 2.2.1 ทักษะการอ่านออกเสียง 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาภาษาจีนเพิ่มเติม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน จำนวน 10 ชั่วโมง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 พยัญชนะหรรษา จำนวน 2 ชั่วโมง 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การทักทาย จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ตัวเลข จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ผลไม้ จำนวน 2 ชั่วโมง 3.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ผัก จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 สัตว์ จำนวน 2 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 วิชาภาษาจีน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การอ่าน หมายถึง การอ่านที่นักเรียนสามารถแปลความหมายจากการอ่านภาษาจีน และ การที่ผู้อ่านเปล่งเสียงของคำ วลีหรือข้อความ ออกมาได้อย่าง ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับ ผู้รับสารได้อย่างชัดเจนและถูกต้องเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ สามารถจับใจความสาระสำคัญ หรือประเด็นสำคัญ และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้


5 2. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย หมายถึง สื่อประสมหรือสื่อหลายแบบซึ่ง หมายถึงการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันนำเสนอข้อมูลเป็นหลัก โดยเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาก เทคนิคการนำเสนอ เช่น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบนจอภาพคอมพิวเตอร์หรือบนจอรับภาพในรูปแบบอื่น ๆ คำศัพท์เฉพาะมีหลายคำที่ใช้ร่วมกับมัลติมีเดีย เช่นการนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดีย (Multimedia Presentation) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยระบบมัลติมีเดีย (Multimedia CAI) และคอมพิวเตอร์ ระบบมัลติมีเดีย (Multimedia computer systems) หากพิจารณาการใช้คำศัพท์เหล่านี้ จะพบว่า มัลติมีเดียนั้นได้รวมเอาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน จะเน้นส่วนไหนมากน้อยกว่ากัน ขึ้นอยู่ กับลักษณะการใช้ การนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดียเน้นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหลากหลาย รูปแบบ ซึ่งเป็นการมองภาพของการนำเสนอมากกว่ากระบวนการ และอุปกรณ์ในการสร้างงาน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยระบบมัลติมีเดียหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดีย จะให้ ภาพทัศน์คล้าย ๆ กับการนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดีย องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย ได้แก่ 1. ข้อความหรือตัวอักษร (Text) 2. ภาพนิ่ง (Still Image) 3. ภาพเคลื่อนไหว (Animation) 4. เสียง (Sound) 5. ภาพวิดีโอ (Video) 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/2 หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่และอยู่ในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ห้อง 2 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2566 ของโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. นักเรียนได้มีการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนที่สูงขึ้น 2. ได้เผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชาเดียวกันได้นำไปใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาให้แก่ นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาภาษาจีนที่ใช้ แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 2.ทักษะการอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2 ความมุ่งหมายในการอ่าน 2.3 องค์ประกอบของการอ่าน 2.4 ลักษณะการอ่านที่ดี 3. การอ่านออกเสียงภาษาจีน 3.1 ความหมายของการอ่านออกเสียงภาษาจีน 3.2 องค์ประกอบของสัทอักษรพินอิน 4.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 4.1 ความหมายของสื่อมัลติมีเดีย 4.2 องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย 4.3 รูปแบบสื่อมัลติมีเดีย 4.4 ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดีย 4.5 การนำสื่อมัลติมีเดียไปใช้ในการเรียนการสอน 5. เอกสารเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 6. เอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 1. วิสัยทัศน์ มุ่งมั่นให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารใน สถานการณ์ต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งส่งเสริม ให้ผู้เรียนเป็นแห่งการเรียนรู้มีความรู้ความเขา้ใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของ ประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยงัสังคมโลกไดอ้ย่างสร้างสรรค์ 2. จุดมุ่งหมาย 2.1 นักเรียนใช้ภาษาต่างเพื่อการสื่อสารได้อย่างน้อย 1 ภาษา 2.2 นักเรียนมีความรู้ภาษาต่างประเทศเพียงพอสำหรับการศึกษาต่อ การแสวงหาความรู้ เพิ่มเติมและการประกอบอาชีพ 2.3 นักเรียนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาและรู้จักการเรียนรู้และ สามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ สำคัญ5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเขา้ใจ ความรู้สึก และทศันะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก เหตุผล และความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่ มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ


8 ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตดัสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ ร่วมกันในสังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไดอ้ย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ดังนี้ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ซื่อสัตย์สุจริต 4.3 มีวินัย 4.4 ใฝ่เรียนรู้ 4.5 อยู่อย่างพอเพียง 4.6 มุ่งมั่นในการทำงาน 4.7 รักความเป็นไทย 4.8 มีจิตสาธารณะ 5. ทำไมต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนัก ถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับ ประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง


9 ของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การ ปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้ง เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะ จัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม 6. เรียนรู้อะไรจากภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถ ใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อใน ระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วย สาระสำคัญ ดังนี้ 6.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและ ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม 6.2 ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาภาษาและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับวัฒนธรรมไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม 6.3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง ความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนาแสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน 6.4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้ง ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบ อาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 7. สาระและมาตราฐานการเรียน สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และ แสดงความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล


10 มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นใน เรื่องต่าง ๆ โดยการพูด และการเขียน สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา กับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธ์กับผมลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาคำประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มเกาะการเรียนรู้ อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แถลงความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๑ ในภาษาประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และกันสังคม มาตรฐาน ต ๔.๒ ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษา การ ประกอบอาชีพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 8.คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้องที่ฟัง อ่านออกเสียงตัวอักษร คำ กลุ่มคำ ประโยคง่ายๆ และบท พูดเข้าจังหวะง่ายๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของคำและกลุ่มคำที่ฟังตรงตาม ความหมาย ตอบคำถามจากการฟังหรืออ่านประโยค บทสนทนาหรือนิทานง่ายๆ 2. พูดโต้ตอบด้วยคำสั้นๆง่ายๆในการสื่อสารระหว่างบุคคลตามแบบที่ฟังใช้คำสั่งและคำขอร้อง ง่ายๆ บอกความต้องการง่ายๆของตนเองพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเพื่อน บอก ความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวหรือกิจกรรมต่างๆ ตามแบบที่ฟัง 3. พูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องใกล้ตัว จัดหมวดหมู่คำตามประเภทของบุคคล สัตว์ และ สิ่งของตามที่ฟังหรืออ่าน 4. พูดและทำท่าประกอบตามมารยาทสังคม/วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาบอกชื่อและคำศัพท์ ง่ายๆเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำคัญ/งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา เข้าร่วม กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย


11 5. บอกความแตกต่างของเสียงตัวอักษร คำ กลุ่มคำ และประโยคง่ายๆ ของภาษาต่างประเทศ และภาษาไทย 6. บอกคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 7. ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน 8. ใช้ภาษาต่างประเทศ เพื่อรวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ(เน้นการฟัง-พูด)สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว อาหาร เครื่องดื่ม และเวลาว่างและนันทนาการ ภายใน วงคำศัพท์ประมาณ 330-450 คำ (คำศัพท์ที่เป็นรูปธรรม) 10. ใช้ประโยคคำเดียว (One Word Sentence) ประโยคเดี่ยว (Simple Sentence) ในการ สนทนาโต้ตอบตามสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้อง และคำแนะนำที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทาน และบทกลอนสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน เลือก/ระบุประโยคและข้อความตรงตาม ความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน บอกใจความสำคัญ และตอบคำถามจากการ ฟังและอ่าน บทสนทนา นิทานง่ายๆ และเรื่องเล่า 2. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคล ใช้คำสั่ง คำขอร้อง และให้คำแนะนำ พูด/ เขียน แสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์ง่ายๆ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่อง ใกล้ตัว พูด/เขียนแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว กิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผล สั้นๆ ประกอบ 3. พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และตารางแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ฟังและอ่าน พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ ตัว 4. ใช้ถ้อยคำน้ำเสียงและกิริยาท่าทางอย่างสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำคัญ/งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของ ภาษา เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 5. บอกความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆการใช้เครื่องหมาย วรรคตอนและการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทย เปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลองและประเพณีของ เจ้าของภาษากับของไทย


12 6. ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และ นำเสนอด้วยการพูด/การเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลต่างๆ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ) เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ สวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟ้าอากาศ ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 1,050-1,200 คำ (คำศัพท์ ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม) 10. ใช้ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) สื่อความหมายตามบริบท ต่าง ๆ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน ระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่านเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจาก สื่อประเภทต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ใช้คำขอร้องคำ ชี้แจง และคำอธิบาย ให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอ และให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและ ให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่าน อย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่าง เหมาะสม 3. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จาก การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ


13 4. เลือกใช้ภาษา น้ำเสียงและกิริยาท่าทาง เหมาะกับบุคคลและโอกาสตามมารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและประเพณี ของเจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 5. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด ต่างๆ และการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบและ อธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม 6. ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจาก แหล่งการเรียนรู้และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ ) เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การ บริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 2,100- 2,250 คำ (คำศัพท์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) 10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentences) สื่อความหมายตามบริบท ต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้งานต่างๆ คำชี้แจง คำอธิบาย และคำบรรยายที่ฟังและ อ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครสั้นถูกต้อง ตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบต่างๆที่อ่านรวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับ ประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน จับใจความสำคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และ แสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ


14 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆใกล้ตัวประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและ เหมาะสม เลือกและใช้คำขอร้อง คำชี้แจง คำอธิบาย และให้คำแนะนำ พูดและเขียนแสดง ความต้องการเสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสมพูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของ ตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล 3. พูดและเขียนนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและประเด็น ต่างๆ ตามความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ แก่นสาระที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้ เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 4. เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา โอกาสและสถานที่ ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม แนะนำ และจัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม 5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สำนวน คำพังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย วิเคราะห์/อภิปรายความเหมือน และความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำไปใช้อย่างมีเหตุผล 6. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษาสถาน ชุมชนและสังคม 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสาร ของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ ) เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลา ว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ


15 การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวง คำศัพท์ประมาณ 3,600-3,750 คำ (คำศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่างกัน) 10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนา ทั้งที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการ ทักษะการอ่าน 1. ความหมายของการอ่าน การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์จากสิ่งพิมพ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อรับรู้ว่า ผู้เรียนคิดอะไรและพูดอะไร โดยที่ผู้อ่านต้องเริ่มทำความเข้าใจวลี ประโยค ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า แต่ละ ย่อหน้า แล้วรวมเป็นเรื่องเดียวกัน สุพรรณี วราทร (2545) กล่าวสรุปความหมายของการอ่านว่า การอ่านเปรียบเหมือนการถอดรหัส อันเป็นผลจากการ เห็นสัญลักษณ์หรือข้อความ การอ่าน เน้นกระบวนการทางสมองที่ซับซ้อน ซึ่งการอ่านนั้นเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรม 3 ลักษณะ คือ 1. การรับรู้ ได้แก่การรับรู้คำ คือแปลสัญลักษณ์ที่เน้นลายลักษณ์อักษรได้ 2. การมีความเข้าใจ มี 3 นัย คือ 2.1 การประสานความหมาย คือการกำหนดความหมายให้สัญลักษณ์ที่เป็นลาย ลักษณ์อักษร 2.2 ความเข้าใจทางภาษา หมายถึง เข้าใจข้อความที่อ่านซึ่งต้องอาศัยทักษะการอ่าน บางประการ 2.3 การตีความ เป็นการประมวลความคิดจากเนื้อหาต่าง ๆ ในข้อเขียน รับความ เข้าใจโดยเชื่อมโยงจากสิ่งที่อ่านทั้งหมด ทำให้เกิดความเข้าใจในสารที่นำเสนอ 3. การมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่อ่าน เป็นเรื่องของการประเมินผลซึ่งหมายถึงการพิจารณา วิเคราะห์ เพื่อหาข้อเท็จจริงจากการอ่าน สรุป การอ่าน คือ ผู้อ่านที่ดีควรตั้งวัตถุประสงค์ในการอ่านให้ชัดเจน เข้าใจกระบวนการอ่าน เพราะการอ่านมิใช่แต่เพียงเข้าใจความหมายของคำ อ่านคำถูก ออกเสียงได้ถูกต้องเท่านั้น แต่การอ่าน สามารถทำให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในชีวิตการเรียน การทำงาน สามารถนำสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาตนเอง และประเทศชาติต่อไป การอ่านนั้นมิใช่เป็นพรสวรรค์ แต่เกิด จากการฝึกฝนและการเรียนรู้


16 2. ความมุ่งหมายในการอ่าน การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทักษะการอ่านเร็ว และการอ่าน เพื่อได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ การที่ผู้อ่านรู้ว่าอ่านเพื่ออะไร จะทำให้สามารถเลือกสื่อการอ่านได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม และทำให้การอ่านมีสมาธิ ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการอ่านดังนี้วรรณี โสมประยูร (2544) 1. เพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เช่น อ่านตำรา บทความ สารคดี 2. เพื่อความบันเทิง เช่น อ่านนวนิยายการ์ตูน วรรณคดี 3. เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 4. เพื่อหารายละเอียดของเรื่อง เช่น อ่านสารคดีประวัติศาสตร์ 5. เพื่อวิเคราะห์วิจารณ์จากขอ้มูลที่ได้เช่น อ่านข่าว 6. เพื่อหาประเด็นว่า ส่วนใดเป็นขอ้เท็จส่วนใดเป็นจริง เช่น การอ่านคำโฆษณา 7. เพื่อจับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น อ่านบทความในวารสาร 8. เพื่อปฏิบัติตาม เช่น อ่านคา สั่งคำ แนะนำ คู่มือการใช้ 9. เพื่อออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน มีน้ำเสียงเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง สรุปความมุ่งหมายการอ่าน คือ การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ทักษะการอ่านเร็ว และการอ่านเพื่อได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ การที่ผู้อ่านรู้ว่าอ่านเพื่ออะไร จะทำให้ สามารถเลือกสื่อการอ่านได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 3. องค์ประกอบของการอ่าน บุญรวม งามคณะ (2555) ได้สรุปองค์ประกอบของการอ่าน ไว้ว่า องค์ประกอบของการอ่าน เกี่ยวข้องกับวัยและความสามารถของผู้อ่าน สิ่งแวดล้อม อารมณ์ แรงจูงใจ บุคลิกภาพ ความหมาย ของสาร การเลือกความหมาย และการนำไปใช้ รวมไปถึงสารที่นำมาใช้อ่าน กระบวนการในการอ่าน โดยผู้อ่านควรมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สมอง อารมณ์ และสังคม มีความสามารถในการอ่าน เหมาะกับระดับของสารที่นำมาใช้เป็นสื่อและได้รับการฝึกฝนให้อ่านตามลำดับขั้นของกระบวนการ อ่านจึงจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการอ่าน และสิ่งที่จะช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพนั้นต้อง อาศัยความรู้ทางภาษา และความรู้ในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะประสบการณ์เดิมของนักเรียน และความรู้ รอบตัวด้านต่างๆ ตลอดจนความเชื่อ ถ้าผู้รับสาร และผู้ส่งสารมีความเข้าใจตรงกัน ผู้รับสารก็จะยิ่ง เข้าใจความหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น


17 สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์(2540) กล่าวถึงองค์ประกอบของการอ่านที่สำคัญมี 3 ประการ คือ ประการแรก คือ สารที่ใช้อ่านควรมีความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและความสามารถในการ อ่านของผู้อ่านในระดับชั้นเรียนนั้นๆ นอกจากนั้นเรื่องราวของสารที่ใช้อ่านควรมีเนื้อหาตรงกับความ สนใจของนักเรียนด้วย ประการที่สอง ครูควรคำนึงถึงความพร้อมในการอ่านของผู้อ่านทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และประสบการณ์ทางภาษาที่ได้รับจากทางบ้านและทางโรงเรียนทั้งด้านการฟัง การ พูด การอ่าน การเขียน และการเห็นด้วยตา ประการสุดท้าย กระบวนการในการอ่านซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการอ่านเริ่มตั้งแต่ท่าทางใน การอ่าน การจัดหนังสือ การวางระยะห่างระหว่างตัวอักษร การเคลื่อนตา การกวาดสายตา โดยสมอง จะทำหน้าที่รับรู้ และแปลสัญลักษณ์ของตัวอักษร ถ้าเป็นการอ่านในใจจะใช้กระบวนการ “See and Think” กล่าวคือ เมื่อสายตารับรู้สัญลักษณ์ที่เป็นอักษรก็จะส่งไปให้สมองคิดเพื่อแปลความ ถ้าเป็น การอ่านออกเสียงจะใช้กระบวนการ “See , Say and Think” เมื่อสายตารับรู้ตัวอักษรก็จะเปล่ง เสียงและให้สมองแปลความ คำ และข้อความที่อ่านนั้นอีกครั้งหนึ่ง ในการอ่านออกเสียงยังต้อง คำนึงถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมา การเว้นวรรคตอนและความถูกต้องในการออกเสียงด้วย สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการอ่าน คือ กระบวนการอ่านจึงจะช่วยให้ประสบความสำเร็จใน การอ่าน และสิ่งที่จะช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยความรู้ทางภาษา และความรู้ในด้าน อื่นๆ โดยเฉพาะประสบการณ์เดิมของนักเรียน และความรู้รอบตัวด้านต่างๆ ตลอดจนความเชื่อ ถ้า ผู้รับสาร และผู้ส่งสารมีความเข้าใจตรงกัน ผู้รับสารก็จะยิ่งเข้าใจความหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น 4. ลักษณะการอ่านที่ดี การเป็นนักอ่านที่ดีนั้นย่อมให้ประโยชน์แก่บุคคลนั้นๆอย่างสูงสุด ซึ่งก่อนที่จะเป็นนักอ่านที่ดี ได้ ผู้อ่านควรมีความรู้เกี่ยวกับการอ่านเบื้องต้นว่าต้องมีความสามารถทางภาษา รู้คำ รู้จัก ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ รู้ว่าหนังสือประเภทใดควรใช้การอ่านอย่างไร รู้จักเลือกหนังสืออ่าน และรู้แหล่งของ หนังสืออีกด้วย การมีความรู้เรื่องเหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้เป็นนักอ่านที่ดีได้ ซึ่งนักอ่านที่ดีนั้น สมบัติ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์ (2545) ได้กล่าวไว้ดังนี้ 1. มีความตั้งใจ หรือมีสมาธิแน่วแน่ในการอ่าน 2. มีความอดทน หมายถึง สามารถอ่านหนังสือได้ในระยะเวลานานโดยไม่เบื่อ 3. อ่านได้เร็วและเข้าใจความหมายของคำ 4. มีความรู้พื้นฐานพอสมควร ทั้งด้านความรู้ทั่วไป ถ้อยคำ สำนวนโวหาร ฯลฯ 5. มีนิสัยจดบันทึก รวบรวมความรู้ความคิดที่ได้จากการอ่าน 6. มีความจำดี คือ จำข้อมูลของเรื่องได้


18 7. มีความรู้เรื่องการหาข้อมูลจากห้องสมุด เพราะจะช่วยประหยัดเวลาในการหาข้อมูล 8. ชอบสนทนากับผู้มีความรู้และนักอ่านด้วยกัน. 9. หมั่นทบทวน ติดตามความรู้ที่ต้องการทราบหรือข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สรุปการอ่านที่ดี คือ ผู้อ่านควรมีความรู้เกี่ยวกับการอ่านเบื้องต้นว่าต้องมีความสามารถทาง ภาษา รู้คำ รู้จัก ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ รู้ว่าหนังสือประเภทใดควรใช้การอ่านอย่างไร และผู้อ่านควร มีความตั้งใจ ความอดทน มีนิสัยชอบจดบันทึกเพราะจะได้มีความรู้ความคิดรวบยอดจากการอ่าน การออกเสียงภาษาจีน 3.1 ความหมายของการอ่านออกเสียงภาษาจีน การออกเสียงภาษาจีน คือ การอ่านที่ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ พยัญชนะ สระ และ วรรณยุกต์ซึ่งระบบพินอินประกอบด้วยพยัญชนะ 21 เสียง ได้แก่ เสียงริมฝีปากบน-ล่าง 3 เสียง b p m เสียงฟันบน-ริมฝีปากล่าง 1 เสียง f เสียงปุ่มเหงือก 4 เสียง d t n l เสียงต้นลิ้น-เพดานอ่อน 3 เสียงg k h เสีงเรียบตามลิ้น 3 เสียง j q x เสียงปลายลิ้น-ฟัน 3 เสียง z c s เสียงปลายลิ้น-เพดานแข็ง 4 เสียง zh ch sh r และเสียงพยัญชนะกึ่งสระ 2 เสียง y w ซึ่งการจัดการเรียนการสอนการออกเสียง ภาษาจีนเบื้องต้น ผู้สอนไม่ควรสอนความรู้เกี่ยวกับทฤษฏีการออกเสียงมากเกินไป แต่ควรให้ผู้เรียน ฝึกออกเสียงให้มาก Lei (2554) 3.2 องค์ประกอบของสัทอักษรพินอิน 3.1 พยางค์หน่วยเสียงพื้นฐานของระบบเสียงภาษาจีนกลางปัจจุบันคือพยางค์ แต่ละพยางค์ ประกอบขึ้นจากหน่วยเสียง 3 ส่วน ได้แก่ พยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ โดยทั่วไปแล้ว ตัวอักษรจีน หนึ่งตัวจะอ่านออกเสียงหนึ่งพยางค์ 3.2 พยัญชนะ คือ เสียงนำที่ขึ้นต้นในแต่ละพยางค์ ในภาษาจีนกลางมีพยัญชนะทั้งหมด 23 เสียง ได้แก่ b p m f d t n l g k h j q x zh ch sh r z c s y w. 3.3 สระหมายถึง เสียงที่ออกตามหลังพยัญชนะในแต่ละพยางค์ สระในภาษาจีนแบ่งออกเป็น เสียงสระล้วนและเสียงที่ประกอบขึ้นจากเสียงสระเป็นหลัก(เนื่องจากระบบเสียงภาษาจีนกลางได้รวม เอาเสียงตัวสะกดไว้กับเสียงสระ สระประเภทนี้จึงหมายถึงเสียงสระที่ประสมรวมกับเสียงสะกด ซึ่ง เทียบได้กับเสียงตัวสะกดแม่กน /n/ และแม่กง/ng/ ในภาษาไทย) สระจำนวนหนึ่งสามารถประสมกัน กลายเป็นสระประสม และเมื่อเรานำสระมาประสมไว้หลังพยัญชนะก็จะกลายเป็นพยางค์ในระบบสัท อักษรพินอิน ในภาษาจีนกลางมีสระทั้งหมด 36 เสียง ได้แก่ a o e i u ü


19 ai ei ui ao ou iu ie üe an en in un ün ang eng ing ong er ia iao ian iang iong ua uo uai uan uang ueng üan 3.4 การอ่านรวมเป็นพยางค์ในภาษาจีนกลาง มีพยัญชนะและสระอยู่จำนวนหนึ่งที่ประสม รวมกันเป็นเสียงพยางค์เฉพาะ เวลาอ่านเราจะไม่สะกดแบ่งพยางค์ประเภทนี้ออกเป็นเสียงพยัญชนะ และเสียงสระ แต่จะอ่านรวมออกมาเป็นพยางค์ พยางค์เฉพาะเหล่านี้มีทั้งหมด 16 เสียง ได้แก่zhi chi shi ri zi ci si ye yi yin ying wu yu yue yun yuan 3.5 พยางค์ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะนอกจากนี้หน่วยเสียงจำนวนหนึ่งในระบบเสียงภาษาจีน กลางจะไม่มีเสียงพยัญชนะ พยางค์ประเภทนี้เรียกว่า พยางค์ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะ เช่น ān 安 (สงบ สุข) a 啊 (คำช่วยน้ำเสียง สรุป การอ่านออกเสียงภาษาจีน หมายถึง การที่ผู้อ่านเปล่งเสียงของคำ วลีหรือข้อความ ออกมาได้อย่าง ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับผู้รับสารได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง สัทอักษร หมายถึง การเทียบเคียงเสียงของสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ในภาษาจีนกลาง เพื่อสื่อสารการอ่าน ออกเสียงภาษาจีนกลางให้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น พิณพร คงแท่น (2562) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 1. ความหมายสื่อมัลติมีเดีย Jetkcoate (2538) ได้กล่าวถึง ความหมายของมัลติมีเดีย คือ ระบบสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร หลาย ชนิด โดยผ่านสื่อทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ฐานข้อมูล ตัวเลข กราฟิก ภาพ เสียง และ วีดิทัศน์ กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2542) ได้กล่าวถึง ความหมายของมัลติมีเดียไว้ว่า หมายถึง การนำ สื่อ ชนิดต่างๆ มาใช้ร่วมกัน การใช้คอมพิวเตอร์สร้างและบันทึกภาพ เสียง ตัวอักษร สถานการณ์ จำลอง การสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์และการเรียกใช้ข้อมูลด้วยระบบดิจิตอลจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและ นอก เครือข่าย มนต์ชัย เทียนทอง (2545) ได้กล่าวถึง ความหมายของมัลติมีเดียไว้ว่า คือ การรวบรวม เทคโนโลยี หลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการออกแบบและใช้งาน มัลติมีเดีย เกี่ยวข้องกับ สื่อและวิธีการ จำนวน 5 ส่วน ดังนี้ ข้อความ (Text) เสียง (Sound) ภาพ (Picture) ภาพ วีดิทัศน์ (Video) การปฏิสัมพันธ์ (Interaction)


20 ครรชิต มาลัยวงศ์ (2549) ได้กล่าวถึง ความหมายของมัลติมีเดียไว้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ คอมพิวเตอร์สามารถแสดงข้อความเสียง และภาพ ซึ่งอาจจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวได้ พร้อมๆ กัน โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับข้อความ ภาพ และเสียงที่เห็นและได้ยิน ธราภรณ์ ศรีงาม และคณะ (2549) ได้กล่าวถึง ความหมายของมัลติมีเดียไว้ว่า องค์ประกอบ ของมัลติมีเดีย มัลติมีเดียที่สมบูรณ์ควรจะต้องประกอบด้วยสื่อ มากกว่า 2 สื่อตามองค์ประกอบ ดังนี้ ตัวอักษร ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว การเชื่อมโยงแบบปฏิสัมพันธ์ และวีดิทัศน์ เป็นต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และใช้คอมพิวเตอร์ แสดงผลในลักษณะผสมสื่อหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งตัวอักษร รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ โดยเน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ 2. องค์ประกอบของสื่อมัลติมีเดีย ณัฐกร สงคราม (2553) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของมัลติมีเดียไว้ว่า จะต้องประกอบด้วย สื่อ การรับรู้ในรูปแบบต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตัวอักษร (Text) ตัวอักษรถือว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญในการเขียนโปรแกรม มัลติมีเดีย โปรแกรมประยุกต์โดยมากมีตัวอักษรให้ผู้เขียนเลือกได้หลายๆ แบบ และสามารถที่จะเลือก สีของตัวอักษรได้ตามต้องการ นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดขนาดของตัวอักษร ได้ตามต้องการ การ โต้ตอบกับผู้ใช้ก็ยังนิยมใช้ตัวอักษร รวมถึงการใช้ตัวอักษรในการเชื่อโยงแบบปฏิสัมพันธ์ได้ เช่น การ คลิกไปที่ตัวอักษรเพื่อเชื่อมโยงไปนำเสนอ เสียง ภาพกราฟิกหรือเล่นวีดิทัศน์ เป็นต้น ภาพนิ่ง (Still Image) ภาพนิ่งเป็นภาพกราฟิกที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพถ่าย หรือ ภาพวาด เป็นต้น ภาพนิ่งมีบทบาทสำคัญต่อมัลติมีเดียมาก ทั้งนี้เนื่องจากภาพจะให้ผลในเชิงของการ เรียนรู้ด้วยการมองเห็น ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วารสาร ฯลฯ จะมีภาพเป็นองค์ประกอบ เสมอ ดังนั้น ภาพนิ่งจึงมีบทบาทมากในการออกแบบมัลติมีเดียที่มีตัวอักษรและภาพนิ่งเป็น GUI (Graphical User Interface) ภาพนิ่งสามารถผลิตได้หลายวิธี อย่างเช่น การวาด (Drawing) การ สแกนภาพ (Scanning) เป็นต้น เสียง (Sound) เสียงในมัลติมีเดียจะจัดเก็บอยู่ในรูปของข้อมูลดิจิตอล และสามารถเล่นซ้ำ (Replay) ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี การใช้เสียงในมัลติมีเดียก็เพื่อนำเสนอข้อมูลหรือสร้าง สภาพแวดล้อมให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น เสียงน้ำไหล เสียงหัวใจเต้น เป็นต้น เสียงสามารถใช้เสริม ตัวอักษรหรือนำาเสนอวัสดุที่ปรากฏบนจอภาพได้เป็นอย่างดี เสียงที่ใช้ร่วมกับโปรแกรมประยุกต์ สามารถบันทึก เป็นข้อมูลแบบดิจิตอลจากไมโครโฟน แผ่นซีดีเสียง (CD-ROM Audio Disc) เทป เสียง และวิทยุ เป็นต้น


21 ภาพเคลื่อนไหว (Animation) หมายถึง การเคลื่อนไหวของภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว จึงมี บอบบ่ายตั้งแต่การสร้างภาพด้วยกราฟิกอย่างง่าย พร้อมทั้งการเคลื่อนไหวกราฟิกนั้น จนถึง กราฟิกมี รายละเอียดแสดงการเคลื่อนไหวโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างภาพเคลื่อนไหวในวงการธุรกิจที่มี Autodesk Animator ซึ่งมีคุณสมบัติดีทั้งในด้านของการออกแบบกราฟิกละเอียดสำหรับใช้ใน มัลติมีเดียตามต้องการ วีดิทัศน์ (Video) การใช้มัลติมีเดียในอนาคตจะเกี่ยวข้องกับการนำเอาภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ซึ่ง อยู่ในรูปของดิจิตอลรวมเข้าไปกับโปรแกรมประยุกต์ที่เขียนขึ้น โดยทั่วไปของวีดีทัศน์จะนำเสนอ ด้วยเวลาจริงที่จำนวน 30 ภาพต่อวินาที ในลักษณะนี้จะเรียกว่า วีดีทัศน์ดิจิตอล (Digital Video) คุณภาพของวีดิทัศน์ดิจิตอลจะทัดเทียมกับคุณภาพที่เห็นจากจอโทรทัศน์ ดังนั้นทั้ง วีดิทัศน์ดิจิตอล และเสียงจึงเป็นส่วนที่ผนวกเข้าไปสู่การนำเสนอ ได้ทันทีด้วยจอคอมพิวเตอร์ในขณะที่เสียงสามารถ เล่นออกไปยังลำโพงภายนอกได้โดยผ่านการ์ดเสียง (Sound Card) โดยที่องค์ประกอบเหล่านี้มี ความสำคัญต่อการออกแบบ ดังนี้ ปฏิสัมพันธ์ (Interactive) การที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบสื่อสารกับโปรแกรมมัลติมีเดียได้ ไม่ว่า จะเป็นการเลือกดูข้อมูลที่สนใจ หรือการสั่งงานให้โปรแกรมแสดงผลในรูปแบบที่ต้องการ โดยผู้ใช้ สื่อสารผ่านอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น การคลิกเมาส์ การกดแป้นพิมพ์ หรืออุปกรณ์ขั้นสูง เช่น การสัมผัส หน้าจอ หรือเสียงผ่านลำโพง เป็นต้น ซึ่งองค์ประกอบข้อนี้นับเป็นคุณลักษณะสำคัญที่มีอยู่เฉพาะใน มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ สรุปความหมายของมัลติมีเดีย ผู้วิจัยสรุปได้ว่า เป็นการรวบรวมองค์ประกอบต่างๆ เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ข้อความ วีดิทัศน์ เสียง มารวมกันไว้ เพื่อประกอบเป็นสื่อที่สามารถมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้ ทำให้เกิดความน่าสนใจในตัวสื่อ 3. รูปแบบสื่อมัลติมีเดีย ณัฐกร สงคราม (2553) ได้กล่าวถึง รูปแบบสื่อมัลติมีเดีย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. มัลติมีเดียเพื่อการศึกษา (Education multimedia) เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียที่ผลิตขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเริ่มได้รับความนิยมและนำมาใช้ในการฝึกอบรมเฉพาะงานก่อนที่จะ นำมาใช้ในระบบชั้นเรียนอย่างจริงจัง เช่น โปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโปรแกรมพัฒนา ภาษา โปรแกรมทบทวนสำหรับเด็ก มี 3 รูปแบบแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้ 1.1 ฝึกอบรมตนเอง (Self training) เป็นโปรแกรมการศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองในด้านทักษะต่าง ๆ มีการนำเสนอหลายรูปแบบ เช่น การฝึกหัดแบบสถานการณ์


22 จำลองเน้นการเรียนการสอนรายบุคคลเป็นสื่อที่มีทั้งการสอนความรู้ การฝึกปฏิบัติและการ ประเมินผลภายในโปรแกรมเดียวผู้ใช้สามารถศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีครูผู้สอน 1.2 ช่วยสอน (Assisted instruction) เป็นโปรแกรมการศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ข้อมูล หรือประกอบเนื้อหาต่าง ๆ หรือใช้เป็นสื่อในการศึกษาเพิ่มเติมและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนใน โปรแกรมอาจจะสร้างเป็นรูปแบบไฮเปอร์เท็กซ์ให้สามารถโยงเข้าสู่รายละเอียดที่นำเสนอไว้ช่วยให้ การค้นคว้าง่ายขึ้น 1.3 บันเทิงศึกษา (Edutaiment) โปรแกรมการศึกษาที่ประยุกต์ความบันเทิงเข้ากับความรู้มี รูปแบบในการนำเสนอแบบเกมหรือการเสนอความรู้ในลักษณะเกมสถานการณ์จำลองหรือการ นำเสนอเป็นเรื่องสั้น 2. มัลติมีเดียเพื่อการฝึกอบรม (Training multimedia) เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียที่ผลิตขึ้น เพื่อการฝึกอบรมช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของบุคคลด้านทักษะการทำงาน เจตคติต่อการทำงานใน หน่วยงาน 3. มัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง (Entertainment multimedia) เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียที่ ผลิตขึ้น เพื่อความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน เพลง 4. มัลติมีเดียเพื่องานด้านข่าวสาร (Information access multimedia) เป็นโปรแกรม มัลติมีเดียที่รวบรวมข้อมูลใช้เฉพาะงานจะเก็บไว้ในรูปแผ่นบันทึกข้อมูล (CD-ROM) หรือมัลติมีเดีย เพื่อช่วยในการรับส่งข่าวสารใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข่าวสารการประชาสัมพันธ์ไปยัง กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ 5. มัลติมีเดียเพื่องานขายและการตลาด (Sales and marketing multimedia) เป็น มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอและส่งข่าวสารเป็นการนำเสนอและส่งข่าวสารในรูปแบบวิธีการที่น่าสนใจ จะประกอบด้วยสื่อหลายอย่างประกอบการนำเสนอ เช่น ด้านการตลาด รวบรวมข้อมูลการซื้อขาย แหล่งซื้อขายสินค้าต่าง ๆ นำเสนอข่าวสารด้านการซื้อขายทุกด้าน ผู้ที่สนใจยังสามารถสั่งซื้อสินค้า หรือขอคำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนั้น ๆ ได้ทันที 6. มัลติมีเดียเพื่อการค้นคว้า (Book adaptation multimedia) เป็นโปรแกรมมัลติมีเดียที่ รวบรวมความรู้ต่าง ๆ เช่น แผนที่ แผนผัง ภูมิประเทศของประเทศต่าง ๆ ทำให้การค้นคว้าเป็นไป อย่างสนุกสนานมีรูปแบบเป็นฐานข้อมูลมัลติมีเดีย โดยผ่านโครงสร้างไฮเปอร์เท็กซ์ เช่น สารานุกรม ต่าง ๆ 7. มัลติมีเดียเพื่อช่วยงานวางแผน (Multimedia as a planning aid) เป็นกระบวนการสร้าง และการนำเสนองานแต่ละชนิดให้มีความเหมือนจริงมี 3 มิติ เช่น การออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม และภูมิศาสตร์หรือนำไปใช้ในด้านการแพทย์การทหารการเดินทาง โดยสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสเหมือนอยู่ในสถานการณ์จริง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถจะไปอยู่ในสถานการณ์จริงได้


23 8. มัลติมีเดียเพื่อเป็นสถานีข่าวสาร (Information terminals) จะพบเห็นในงานบริการ ข้อมูลข่าวสารในงานธุรกิจจะติดตั้งอยู่ส่วนหน้าของหน่วยงาน เพื่อบริหารลูกค้า โดยลูกค้าสามารถเข้า สู่ระบบบริหารของหน่วยงานนั้นด้วยตนเองสามารถใช้บริการต่าง ๆ ที่นำเสนอไว้โดยผ่านหน้า จอคอมพิวเตอร์สะดวกทั้งผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการมีลักษณะเป็นป้ายหรือจออิเล็กทรอนิกส์ขนาด ใหญ่ติดตามกำแพงเสนอภาพ เสียง ข้อความต่าง ๆ ที่น่าสนใจ 9. ระบบเครือข่ายมัลติมีเดีย (Networking with multimedia)คอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบันมีอยู่หลายประเภทคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียทางการศึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท 1. ประเภทการสอนเสริมทางการศึกษา (Tutorials education) 2. ประเภทการฝึกและปฏิบัติ (Drill and practice) 3. ประเภทสถานการณ์จำลอง (Simulations) 4. ประเภทเกมการศึกษา (Educational games) 5. ประเภทการค้นพบ (Discovery) สรุปรูปแบบสื่อมัลติมีเดียสื่อ คือ สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบของซีดีรอมกำลังได้รับความนิยม เป็นอย่างมาก การออกแบบสื่อมัลติมีเดียมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น หากออกแบบเพื่อการเรียนการสอน เราเรียกว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ Computer – Assisted Instruction ( CAI) สื่อมัลติมีเดียไม่จำเป็นต้องเป็น CAI เสมอไป ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราสืบค้น ทางอินเทอร์เน็ตซึ่งมีภาพและเสียงก็ถือเป็นสื่อมัลติมีเดีย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาเกือบ ทุกระดับได้เล็งเห็นความสำคัญของสื่อมัลติมีเดีย 4. ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดีย ข้อดีของสื่อมัลติมีเดีย มนต์ชัย เทียนทอง (2545) ได้กล่าวถึงข้อดีของสื่อมัลติมีเดีย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. เทคโนโลยีด้านสื่อมัลติมีเดียช่วยให้การออกแบบบทเรียน ตอบสนองต่อแนวคิด และ ทฤษฎีการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยที่ผ่านมา แสดง ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อมัลติมีเดียว่า สามารถช่วยเสริมการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้ 2. สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบของซีดีรอม ใช้ง่าย เก็บรักษาง่าย พกพาได้สะดวกและสามารถทํา สำเนาได้ง่าย


24 3. สื่อมัลติมีเดียเป็นสื่อการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพ ความต้องการ และความสะดวกของตนเอง สามารถสร้างสถานการณ์จำลอง จำลองประสบการณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยสร้างบทเรียน (authoring tools) ที่ง่ายต่อการใช้งานทำให้ บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถสร้างบทเรียนสื่อมัลติมีเดียใช้เองได้ 5. ผู้สอนสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อสอนเนื้อหาใหม่ เพื่อการฝึกฝน เพื่อเสนอสถานการณ์ จำลอง และเพื่อสอนการคิดแก้ปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้เป็นประการสำคัญ รูปแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ และรูปแบบการคิดหาคำตอบ 6. สื่อมัลติมีเดียช่วยสนับสนุนให้มีสถานที่เรียนไม่จำกัดอยู่เพียงห้องเรียน เท่านั้น ผู้เรียน อาจ เรียนรู้ที่บ้าน ที่ห้องสมุด หรือภายใต้สภาพแวดล้อมอื่นๆ ตามเวลาที่ ตนเองต้องการ 7. เทคโนโลยีสื่อมัลติมีเดีย สนับสนุนให้เราสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียกับผู้เรียนได้ ทุกระดับ อายุ และความรู้ หลักสำคัญอยู่ที่การออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้น 8. สื่อมัลติมีเดียที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วยให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนของโรงเรียน หรือหน่วยงานแล้ว ความก้าวหน้าของระบบครือข่าย ยังช่วยส่งเสริมให้การใช้สื่อมัลติมีเดียเป็น ประโยชน์ต่อสถานศึกษาอื่นๆ อีกด้วย สรุปข้อดีของสื่อมัลติมีเดีย คือ เสนอสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม ภาพเคลื่อนไหวนำเสนอข่าวสารในรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ เช่น บทเรียนมัลติมีเดีย สร้างสื่อ เพื่อความบันเทิงสร้างสื่อโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ ข้อจํากัดของสื่อมัลติมีเดีย มนต์ชัย เทียนทอง (2545) ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดีย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ และค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะ ลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้นจำเป็นต้อง มี การพิจารณากันอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย ตลอดจนการดูแลรักษาด้วย 2. การออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพเหมาะสมตามหลักทางจิตวิทยา และ การเรียนรู้นับว่ายังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่นๆ ทำให้ สื่อ มัลติมีเดียเพื่อการศึกษามีจำนวน และขอบเขตจำกัดที่จะนำมาใช้ในการเรียนวิชาต่างๆ 3. ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถใช้ได้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน


25 4. การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานั้นเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น 5. เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้ผลิตสื่อ มัลติมีเดีย ต้องหาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ สรุปข้อจำกัดสื่อมัลติมีเดีย คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว มาก ทำให้ผู้ผลิตสื่อมัลติมีเดียต้องหาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอและในการผลิตสื่อ มัลติมีเดียนั้นต้องการทีมงานที่มีความชำนาญในแต่ละด้านเป็นอย่างมากอีกทั้งต้องมีการประสานงาน กันในการทำงานสูง 5. การนำสื่อมัลติมีเดียไปใช้ในการเรียนการสอน การใช้มัลติมีเดียเพื่อเป็นวัสดุทางการสอนทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ วัสดุ การสอนธรรมดาและสามารถเสนอเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าการสอนที่สอนตามปกติอาทิการเตรียมนำเสนอ ไว้อย่างเป็นขั้นตอนและใช้สื่อประเภทภาพประกอบคำบรรยายและการใช้ข้อความในส่วน รายละเอียดพร้อมภาพเคลื่อนไหวหรือใช้วีดิทัศน์เช่นนี้แล้วก็จะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น Harfield และ Bitter (1994) ได้นำเสนอคุณสมบัติเด่น10 ประการของการใช้มัลติมีเดียแบบ ปฏิสัมพันธ์ดังนี้ 1. ส่งเสริมการเรียนด้วยตนเองแบบเชิงรุก (active) กับสื่อนำเสนอการสอนแบบเชิงรับ (Passive) 2. สามารถเป็นแบบจำลองการนำเสนอหรือตัวอย่างที่เป็นแบบฝึกและการสอนที่ไม่มีแบบฝึก 3. มีภาพประกอบและมีปฏิสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น 4. สามารถพัฒนาการตัดสินใจและการแก้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ยอมให้ผู้ใช้ควบคุมได้ด้วยตนเองและมีระบบหลายแนวทางในการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ 6. สร้างแรงจูงใจและมีหลากหลายรูปแบบของการเรียน 7. มีสิ่งที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจและเพิ่มศักยภาพในการคิด 8. จัดการด้านเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้เวลาในการเรียนน้อยกว่า 9. มีจำนวนของข้อมูลมากมายและหลากหลายรูปแบบ 10. มีการนำเสนอวัฒนธรรมแบบประสม ดังนั้นจึงอาจสรุปคุณค่าของมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนได้ว่ามัลติมีเดียเป็นสื่อ ทางการ เรียนที่มีขอบเขตกว้างขวางเพิ่มทางเลือกในการเรียนการสอนสามารถตอบสนองรูปแบบ ของการ เรียนของนักเรียนที่แตกต่างกันได้สามารถจำลองสภาพการณ์ของวิชาต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ได้ นักเรียน


26 ได้รับประสบการณ์จริงก่อนการลงมือปฏิบัติจริงสามารถที่จะทบทวนขั้นตอนและกระบวนการ ได้เป็น อย่างดีและนักเรียนสามารถที่จะเรียนหรือฝึกซ้ำได้จึงกล่าวได้ว่ามัลติมีเดียมีความเหมาะสมืจะนำมาใช้ ทางการเรียนและการสอน สื่อมัลติมีเดีย ที่ครูผู้สอนหรือผู้เรียนนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อ เรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ มีประโยชน์หลายประการดังนี้ 1. ส่งเสริมการเรียนด้วยตนเอง (self-pacing) 2. เป็นสื่อการสอนที่มีการสื่อสารแบบสองทาง (two way communication) 3. ส่งเสริมการร่วมกิจกรรมทุกรูปแบบ (active learning) ที่มีการฟังบรรยาย การอ่าน หนังสือและกิจกรรมต่างๆ การฝึกหัดและการเรียน ทำแบบทดสอบ ตามที่กำหนดไว้ในบทเรียน แต่ละ ขั้นตอน 4. เป็นการนำสื่อประสม (multimedia) ที่มีตัวอักษร ภาพและเสียงมาใช้อย่างกลมกลืน 5. ส่งเสริมการเรียนที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual difference) มีความ ยืดหยุ่น (flexibility) ซึ่งสามารถสนองความต้องการในการเรียนของผู้เรียนได้ตลอดเวลา 6. ส่งเสริมการเรียนเสริมของผู้เรียน (tutorial) 7. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ (information technology) 8. แก้ปัญหาการสอนแบบตัวต่อตัว 9. แก้ปัญหาเนื้อหาที่มีความยาก หรือซับซ้อนมาก 10. แก้ปัญหาการขาดแคลนครูและการบริหารเวลาการเรียนการสอนของโรงเรียน กษม ศรยุทธ (2544) ได้กล่าวถึงคุณค่าของมัลติมีเดียเพื่อการสอนว่ามัลติมีเดียใน ปัจจุบัน เป็นนวัตกรรมตัวหนึ่งที่มีการเติบโตขึ้นทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ราคาของมัลติมีเดีย ถูกลงอย่าง มากในขณะที่ทางด้านของประสิทธิภาพเสียงและวีดิทัศน์ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น การเพิ่ม ศักยภาพของคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกระทำได้ง่ายส่วนในด้านของซอฟท์แวร์ทำงานได้ง่ายขึ้น และ นำไปประยุกต์ใช้พัฒนาโปรแกรมต่างๆ ทางด้านการศึกษาได้อย่างกว้างขวางขึ้นและง่ายขึ้น รวมถึงมี การนำมัลติมีเดียเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรและการสอน ความต้องการนำมัลติมีเดีย ไปใช้ในการ ฝึกอบรมหรือการเรียนการสอนมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ห้องเรียนมัลติมีเดียและรายวิชา ได้จัดขึ้นเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนตามสถานศึกษาต่างๆ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถหาซื้อ มาเรียนหรือ ฝึกอบรมได้ด้วยตนเองมากขึ้นส่วนหนึ่งใช้เสริมความรู้เดิมและอีกส่วนหนึ่งใช้สอน ความรู้ใหม่ทนการ ไปนั่งฟังการบรรยายในชั้นเรียน สรุปแล้วมัลติมีเดียโดยมากนำไปใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเรียนและสนองตอบรูปแบบ การ เรียนที่แตกต่างกันของผู้เรียนและด้วยการออกแบบโปรแกรมแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อให้สามารถ นำเสนอ สื่อได้หลายชนิดตามความต้องการของผู้เรียนจึงตอบสนองการเรียนด้วยตนเองแบบเชิงรุกได้ ซึ่งช่วย ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงก่อนลงมือปฏิบัติจริงและสามารถที่จะทบทวนความรู้ต่างๆ หรือฝึก


27 เรียนได้ส่วนการใช้มัลติมีเดียเป็นสื่อทางการสอนจะเป็นการส่งเสริมการสอนที่มีลักษณะ การสอนโดย สื่อประสมซึ่งสามารถนำเสนอเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าการบรรยายแบบปกติจึงอาจกล่าว ได้ว่ามัลติมีเดีย กลายมาเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเรียนการสอนในปัจจุบันและในอนาคต ข้างหน้า แผนการจัดการเรียนรู้ 1. ความหมายของแผนการจัดเรียนรู้ สุวิทย์มูลคำ และคณะ (2545) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า คือ แผนการเตรียมการสอนหรือการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดทำไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากวัตถุประสงค์ว่าจะให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้าน ใด (สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งเรียนรู้ ใด และจะประเมินผลอย่างไร กรมวิชาการ (2545) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ คือผลของการเตรียมการ วางแผนการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบโดยนำสาระและมาตรฐานการเรียนรู้คำอธิบาย รายวิชา และกระบวนการเรียนรู้ โดยเขียนเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามศักยภาพของ ผู้เรียน สาลี รักสุทธี และคณะ (2546) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่าคือการนำ วิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างเป็นแผน การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน การใช้สื่ออุปกรณ์การสอนและการวัดและประเมินผล สำหรับเนื้อหาสาระและ จุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้น ของหลักสูตร สภาพผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุอุปกรณ์และตรงกับชีวิตจริงในท้องถิ่น วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2553) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การ วัดผลประเมินผลให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์ที่กหำนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแผนที่จัดทำขึ้นจากคู่มือครู หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการ ทำให้ผู้จัดการเรียนรู้ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใด จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้สื่อ อะไร และวัดผลประเมินผลโดยวิธีใด ชนาธิป พรกุล (2552) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการจัดการ เรียนรู้เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เขียนไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้สอน มีความพร้อม และมั่นใจว่าสามารถสอนได้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ และดำเนินการสอนได้ราบรื่น


28 สรุปจากความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ข้างต้นสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการหรือโครงสร้างที่จัดทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการปฏิบัติการสอนในวิชาหนึ่ง เป็นการ เตรียมการสอนอย่างเป็นระบบและเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู่ จุดมุ่งหมายการเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบเนื้อหาสาระที่ ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และวิธีวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ทำให้ ผู้สอนมีความพร้อม และมั่นใจว่าสามารถสอนได้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 2. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ประภาพร สุขพูล (2544) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแผนการสอน ไว้ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้ ทั้งหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้ เหมาะสม 2) ครูได้เตรียมการสอนไว้ล่วงหน้า 3) อำนวยความสะดวกแก่ครูที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการสอน 4) ให้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอนแทน เมื่อติดธุระหรือลา 5) ทำให้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 6) เพื่อเป็นแนวทางในการแนะนำหรือนิเทศการเรียนการสอน สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2545: 58) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1) ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดีที่เกิดจากการผสมผสานความรู้ และ จิตวิทยาการศึกษา 2) ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3) ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใด หรือทราบ ว่าจะสอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไรและจะวัดผล และประเมินผลอย่างไร 4) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้ จะจัดหาและ ใช้สื่อแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลประเมินผล 5) ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา 7) เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอนสำหรับ ประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น


29 อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้ 1) ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ เมื่อเกิดความมั่นใจในการสอนย่อมจะสอนด้วยความ คล่องแคล่วเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด การสอนจะดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง อย่างสมบูรณ์ 2) ทำให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป เพราะผู้สอนมีเป้าหมาย และมีทิศทางใน การสอน ไม่ใช่สอนอย่างเลื่อนลอย ผู้เรียนจะได้รับความรู้ ความคิด เกิดเจตคติ เกิดทักษะ ประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนวางแผนไว้ทำให้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณค่า 3) ทำให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทั้งนี้เพราะในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ผู้สอน ต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์ เนื้อหาสารที่จะสอน การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน การใช้ สื่อการสอน และการวัดผลและประเมินผล แล้วจัดทำออกมาเป็นแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตร 4) ทำให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิ เนื่องจากผู้สอนต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้ อย่างรอบคอบในทุกองค์ประกอบของการ รวมทั้งการจัดเวลาเวลา สถานที่ และสิ่งอำนวยความ สะดวกต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อมีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่รอบคอบ และปฏิบัติตามแผน การจัดการ เรียนรู้ที่วางไว้ ผลของการสอนย่อมสำเร็จได้ดีกว่าการไม่ได้วางแผนการจัดการเรียนรู้ 5) ทำให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจำสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสอนต่อไปทำให้ไม่ เกิดความซ้ำซ้อน และเป็นแนวทางในการทบทวนหรือการออกข้อสอบเพื่อวัดผล และประเมินผล ผู้เรียนได้ นอกจากนี้ทำให้ผู้สอนมีเอกสารไว้เป็นแนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอน ในกรณีที่ผู้สอนไม่สามารถเข้า สอนเองได้ ผู้เรียนจะได้รับความรู้ และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน 6) ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอน และต่อวิชาที่เรียน ทั้งนี้เพราะผู้สอนสอนด้วยความ พร้อมเป็นความพร้อมทั้งทางด้านจิตใจคือ ความมั่นใจในการสอน และความพร้อม ทางด้านวัตถุ คือ การที่ผู้สอนได้เตรียมเอกสาร หรือสิ่งการสอนไว้อย่างพร้อมเพรียงเมื่อผู้สอน มีความพร้อมในการสอน ย่อมสอนด้วยความกระจ่างแจ้ง ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน ในบทเรียนอันจะส่งให้ ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอน และต่อวิชาที่เรียน ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแผนการจัดกาเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพมีการเตรียมล่วงหน้า แผนการจัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และจิตวิทยาการ เรียนรู้มาผสมผสานกัน หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล


30 3) แผนการจัดการเรียนรู้ทำให้ครูผู้สอน และครูที่จะปฏิบัติการสอนแทนสามารถปฏิบัติการ สอนแทนได้อย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครูซึ่งสามารถนำไป เสนอเป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ หรือตำแหน่งได้ สรุปแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอนมีความสำคัญที่จะช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ครูมีความมั่นใจในการจัด การเรียนรู้ ได้ตาม เป้าหมาย สามารถปฏิบัติการสอนได้อย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพ 3. ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี สุวิทย์ มูลคำ และคณะ (2545) ได้กล่าวถึงลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าควรประกอบด้วยกิจกรรมหลาย ๆ อย่างและหลาย ๆ วิธีการก่อนที่จะใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ใด ควรจะมีการประเมินผู้เรียนก่อนเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการและ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อผู้เรียนจะได้ไปสู่พฤติกรรมที่คาดหวัง แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ดีจะต้องมีรายละเอียดชัดเจนถึงกิจกรรมนักเรียน บทบาทของครู การใช้สื่อการวัดผล จน ผู้อ่านมองเห็นภาพพฤติกรรมจริง ๆ ในห้องเรียนได้สมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี และไม่จำเป็นต้องทำบันทึกการสอนอีก ก็ได้เพราะแผนการจัดการเรียนรู้ชที่ชัดเจนใช้แทนบันทึกการ สอนได้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรมีกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีลักษณะ 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนเป็นผู้ได้ลงมือปฏิบัติให้มาก ที่สุดโดยครูเป็นเพียงผู้คอยชี้นำส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมาย 2) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบหรือทำสำเร็จด้วย ตนเองโดย ครูพยายามลดบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือปัญหา ให้ ผู้เรียนคิดแก้หรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทากิจกรรมเอง 3) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการมุ่งให้ผู้เรียนรับรู้และนำกระบวนการ ไปใช้จริง 4) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์สำเร็จรูปราคาสูง นาตยา ปิลันธนานนท์ (2545) ได้กล่าวถึงลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องประกอบไปด้วย 1) เจตคติที่ดี ผู้สอนควรมีความรู้สึกที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ไม่ควรมองว่างาน เขียนแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการสร้างภาระ ความยุ่งยาก เพราะแผนการจัดการเรียนรู้ จะเป็น


31 ประโยชน์ต่อทั้งผู้สอน ผู้เรียน ผู้บริหาร สถานศึกษา และต่อสังคมที่จะจัดการศึกษา ให้มีคุณภาพหาก ผู้สอนมีความรู้สึก มีเจตคติที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ก็จะทำให้ แผนการจัดการเรียนรู้มี คุณภาพ และนำไปใช้ได้จริง 2) นักวางแผน นักคิด การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวลการสอนหรือ แนวการสอน หรือกำหนดการสอน คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สามารถสะท้อน ความเป็นนัก วางแผน นักคิดสร้างสรรค์ของผู้สอนได้ 3) เครื่องมือสื่อสาร แผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวลการสอน ที่ใช้เป็นเครื่องมือ สื่อสารความเข้าใจสำหรับตัวผู้สอน ผู้บริหาร พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ได้รับทราบว่าโรงเรียนจัด การศึกษาอย่างไร ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างไร 4) เฉพาะเจาะจง ครอบคลุม พอเพียง การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ควรต้องระบุสิ่งที่จะ เรียนจะสอนให้ชัดเจน ครอบคลุม และพอเพียงที่จะทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพ ความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ไม่ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยการกำหนดจุดประสงค์ที่ กว้างมากเกินไปหรือน้อยเกินไป และต้องเป็นประโยชน์กับผู้เรียน 5) ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ แผนการจัดการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนจะมีการ เรียนการสอนจริง ๆ การกำหนดข้อมูลใด ๆ ไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ควรมีความยืดหยุ่นที่จะ สามารถปรับเปลี่ยนแก้ปัญหาได้ ในกรณีที่มีปัญหาเมื่อมีการนำไปใช้หรือไม่สามารถดำเนินการตาม แผนการจัดการเรียนรู้นั้น สามารถปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการเรียน การสอน และผลการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีนั้นนอกจาก ต้องครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้4 ลักษณะ คือ ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเอง เน้นทักษะกระบวนการ และส่งเสริมให้ผู้เรียน เน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นแล้ว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องผ่าน ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้วย จึงจะทำให้การจัดกิจกรรมประสบผลสำเร็จตาม แผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้มีการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ชัดเจนมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ตลอดจน มีความชัดเจนทุกคนสามารถนำไปใช้สอนแทนได้ และมีการนำไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเอง เน้นทักษะกระบวนการ


32 4. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ สาลี รักสุทธี และคณะ (2546) ได้กล่าวว่า การทำแผนการจัดการเรียนรู้มีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาหลักสูตร ต้องศึกษาหลักสูตรอย่างกว้างขวางและอย่างลึกในวิชา และรายวิชาที่สอน เช่น ศึกษาโครงสร้างของวิชา จุดประสงค์ของวิชา สื่อการเรียนการสอนที่กำหนดในรายวิชา คำอธิบาย รายวิชาและธรรมชาติของวิชา เป็นต้น 2) วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา เวลาและกิจกรรม วิเคราะห์ได้จากคำอธิบาย รายวิชา โดยให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของวิชาและจุดประสงค์ของหลักสูตร 3) หากลวิธีสอน กลวิธีสอนจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตร โดยใช้ทักษะกระบวนการ และ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดทั้งประสมประสานระหว่างประสบการณ์และจินตนาการของผู้สอนเอง คงจะไม่มีวิธีสอนใดวิเศษสุดในโลก แต่วิธีการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้มาก ที่สุดจะต้องยึดหลักให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ ให้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ให้รู้จักการวางแผนและฝึก ทักษะเป็นกลุ่มและรายบุคคล เพื่อให้นักเรียนได้เป็นผู้คิดเป็น ทำเป็น และเห็นช่องทางในการทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ 4) จัดทำสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับกิจกรรม การเรียน การสอน ซึ่งอาจจะเป็นสื่อที่ใช้อยู่แล้วหรือสื่อที่คิดขึ้นใหม่ก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะสม และสอดคล้องกับ เนื้อหาด้วย 5) จัดทำเครื่องมือวัดผลและประเมินผล ให้สอดคล้องกับหลักสูตร โดยเครื่องมือนั้นจะต้อง วัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย ตลอดทั้งครอบคลุม ถึงกระบวนการวางแผนของนักเรียนทั้งจากสถานการณ์จริงและสถานการณ์จำลองด้วย 6) กำหนดโครงสร้างสำหรับ 1 รายวิชา การกำหนดโครงสร้างสาหรับหนึ่งรายวิชา สามารถปฏิบัติได้2 ลักษณะ กล่าวคือ โครงสร้างอย่างสังเขปและโครงสร้างอย่างละเอียด เป็นการวาง โครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาเวลา กระบวนการ สื่อการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลให้เห็นภาพรวมตลอดใน1รายวิชา ส่วนโครงสร้างอย่างสังเขป เป็นการวาง โครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาและเวลา เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดใน 1 รายวิชา 7) เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ขยายจากโครงสร้าง เป็นการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ นำไปใช้ในแต่ละคาบ/ชั่วโมง อย่างละเอียดและปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้โดยมีส่วนประกอบในแผนกาจัดการ เรียนรู้ที่จะช่วยให้การดาเนินการสอนบรรลุเป้าหมาย ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ซึ่งมีมากมาย หลากหลายข้อแตกต่างกันไป แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้จะต้องมีในแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอน การวัดผลและ ประเมินผล โดยส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำเสนอโดยได้แนวคิดจากการดาเนิน การ


33 สอนของกรมวิชาการก็จะเพิ่มกิจกรรมเสนอแนะเข้าเพิ่มอีกด้วย จากข้อมูลดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดทำแผนการเรียนรู้จะเริ่มจากการศึกษาหลักสูตรวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา เวลาและกิจกรรม หาเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา จัดทำสื่อการเรียนการสอน จัดทำ วิธีการวัดและประเมินผล จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปการจัดทำแผนการเรียนรู้ คือการจัดทำแผนการสอน โดยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ควร มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงเหมาะสมกับความสามารถ ความถนัดและความสนใจ ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้ค้นพบคำตอบหรือการกระทำด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนรับรู้และนำกระบวนการไป ใช้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้ง ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ในท้องถิ่น โดยครูคอยให้ คำแนะนำและดูแลนักเรียน 5. องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ สาลี รักสุทธี และคณะ (2546) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้(Lesson Plan) ไว้ว่าประกอบด้วย 9 หัวข้อโดยการบูรณาการของหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ7 หัวข้อเพิ่มเติมของคณะกรรมการข้าราชการครู9 หัวข้อ ดังนี้ 1) สาระสำคัญ (Concept) เป็นความคิดรวบยอดหรือหลักการของเรื่องหนึ่ง ที่ต้องการให้ เกิดกับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 2) จุดประสงค์การเรียนรู้(Learning Objective) เป็นการกำหนดจุดประสงค์ ที่ต้องการให้ เกิดกับผู้เรียนเมื่อเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 3) เนื้อหา (Content) เป็นเนื้อหาที่จัดกิจกรรมและต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนการสอน (Instructional Activities) เป็นการเสนอกระบวนการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะนาไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 5) สื่อและอุปกรณ์ (Instructional Media) เป็นสื่อและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 6) การวัดผลประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป็นการกำหนดขั้นตอนหรือ วิธีการวัดผลประเมินผลว่า นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ตามกำหนดในกิจกรรมการเรียน การสอน แยก ประเมินผลเป็นประเมินผลก่อนสอน ขณะสอนและหลังการสอน 7) กิจกรรมเสนอแนะ เป็นกิจกรรมการบันทึกการสอนก่อนนำไปใช้สอน 8) ข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชา เป็นการบันทึกการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อ เสนอแนะหลังจากได้ตรวจสอบความถูกต้อง การกำหนดรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆในแผนการเรียนรู้ มีความสมบูรณ์ เช่น การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อ และการวัดผลประเมินผลให้มีความสอดคล้อง ส่งเสริมการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอน


34 9) บันทึกการสอน เป็นการบันทึกของผู้สอน บันทึกหลังจากนำแผนการใช้สื่อ และการวัดผล ประเมินผลไปใช้แล้วเพื่อนำแผนไปปรับปรุงและใช้สอนในคราวต่อไป เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ (2552) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ไว้ว่ามี 7องค์ประกอบหากขาดองค์ประกอบใดก็มิอาจทำให้แผนการจัดการเรียนรู้นั้นสมบูรณ์ดังนี้ 1) สาระสำคัญ เป็นการเขียนในลักษณะเป็นความคิดรวบยอด หรือ Concept 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ เขียนในลักษณะจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเมื่อผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติทุกพฤติกรรมในแต่ละแผนการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ แล้วบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด และมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ในแต่ละหน่วย 3) สาระการเรียนรู้ เป็นการเขียนเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นประเด็นสำคัญ ให้สอดคล้องกับ เนื้อหาสาระที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ จะระบุวิธีสอน กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เทคนิค การสอนที่ หลากหลาย เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบถ้วนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ เมื่อเรียนครบทุก แผนการจัดการเรียนรู้ผู้เรียนจะได้รับความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ ครบถ้วนตามเป้าหมายการเรียนรู้ของตัวชี้วัด และมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ โดยออกแบบการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติในแต่ละรายชั่วโมงอย่างชัดเจน 5) สื่อ แหล่งการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จะกำหนดสื่อการเรียนรู้ ที่ใช้ ประกอบการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน มีใบความรู้ ใบงาน แบบฝึกทักษะการเรียนรู้เอกสาร เพิ่มเติมสำหรับผู้สอนตามความเหมาะสมและบอกแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่จะช่วยให้การจัดกิจกรรม การเรียนรู้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 6) การวัดและประเมินผล ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่อง การ วัดและประเมินผล ทุกแผนการการจัดการเรียนรู้จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องการวัด และ ประเมินผลคือ หลักฐานการเรียนรู้ ร่องรอยการเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือ ในการวัด และประเมินผล 7) บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ เป็นการบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในแต่ละแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายจากข้อมูล องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้สามารถสรุปได้ว่า รูปแบบของแผน การจัดการเรียนรู้ควร ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้สื่อ แหล่งการ เรียนรู้การวัดและประเมินผล บันทึกผลกาจัดการเรียนรู้ สรุปองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ คือองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสาคัญ จุดประสงค์การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่ง


35 การเรียนรู้ การวัดและประเมินผล บันทึก ผลหลังสอน หลักในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ 6. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้คือการนําแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้ ตามขั้นตอนที่กาหนดไว้แล้วนําไปปรับปรุงเพื่อนําไปสอนจริง ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งมีผู้ให้ความสำคัญไว้ ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2531) กล่าวว่าเกณฑ์และการกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของแผนการ สอนสามารถอธิบายได้ดังนี้ 1) เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของชุดการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตชุดการสอนพึงพอใจ หากชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่ กำหนดไว้ แสดงว่าชุดการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะนำไปสอน และคุ้มค่ากับการลงทุนผลิตออกมาเป็น จำนวนมาก 2) การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ทำโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งประเมิน ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องจะเป็นการกำหนดค่าของประสิทธิภาพ E1 ซึ่งเป็น ประสิทธิภาพของกระบวนการ และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายจะกำหนดค่าเป็น E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องเป็นการประเมินผลพฤติกรรมย่อย หลาย พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า กระบวนการ (Process) ของผู้เรียนโดยสังเกตจากรายงานกลุ่ม การ รายงานบุคคลหรือจากการปฏิบัติงามตามที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ครูผู้สอนได้ กำหนดไว้ ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายเป็นการประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพิจารณา จากผลการสอบหลังเรียน และสอบปลายปีและปลายภาควิธีคำนวณหาประสิทธิภาพ ซึ่งในการหา ประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้เกณฑ์ E1/E2 เป็นวิธีการที่สามารถชี้วัดประสิทธิภาพของ แผนการสอนได้ทั้งภาพรวมในลักษณะกว้าง และวัดส่วนย่อยเป็นรายจุดประสงค์ทำให้ได้ผลการวัดที่ ชัดเจน นำข้อมูลที่ได้มาเป็นเครื่องตัดสินใจได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการอื่นมาประกอบให้เกิดการซ้ำซ้อนอีก เกณฑ์ที่ใช้คือ E1/E2 อาจเท่ากับ 80/80 หรือ 90/90 หรืออื่น ๆ อีกก็ได้ แต่ถ้ากำหนดเกณฑ์ไว้ต่ำ เกินไปอาจทำให้ผู้ใช้บทเรียนไม่เชื่อถือ คุณภาพของบทเรียน การหาค่า E1 และ E2 มีวิธีการคำนวณหาค่าร้อยละ โดยใช้สูตรต่อไปนี้


36 1 = ∑ × 100 โดย E1 คือประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในชุดการสอนคิดเป็นร้อยละจากการทำ แบบฝึกหัดและหรือประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนระหว่างเรียน เมื่อ ∑ x คือ คะแนนรวมจากการทำแบบฝึกหัดและหรือการประกอบกิจกรรมการเรียน ระหว่างเรียน A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดและหรือกิจกรรมการเรียน N คือ จำนวนนักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2 = ∑ × 100 โดยที่ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (พฤติกรรมที่เปลี่ยนในตัวผู้เรียนหลังการเรียนด้วยชุด การเรียนการสอน) คิดเป็นอัตราส่วนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนและหรือประกอบกิจกรรมหลัง เรียน ∑ F คือ คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนและหรือการประกอบ กิจกรรมหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนและหรือกิจกรรมหลังเรียน N คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมดแต่โดยทั่ว ๆ ไป จะตั้งค่าประสิทธิภาพที่ 80/80 ชวลิต ชูกำแพง (2553: 131-132) กล่าวว่าการวิจัยทางหลักสูตรและการสอนนักวิจัยจะใช้ การจัดการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งต้องหาคุณภาพของนวัตกรรมที่ใช้นิยมหา ค่าประสิทธิภาพของ (ซึ่งไม่ใช่ค่าสถิติ) เป็นขั้นตอนทำการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้แล้ว สามารถหาประสิทธิพของสื่อ (E1/E2) ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้กับนักเรียน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างด้วยรายละเอียดดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เป็นค่าที่บ่งบอกว่าการจัดการเรียนรู้นั้น สามารถ พัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ภายในกิจกรรมที่กำหนดให้ โดยมีการ เก็บข้อมูล ของผลการเรียนรู้ซึ่งสามารสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและความงอกงามของผู้เรียนได้โดยทั่วไป มักจะคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อย หรือคะแนนจากพฤติกรรม การเรียน หรือ


37 คะแนนจากกิจกรรมการเข้ากลุ่ม (ไม่ใช่คะแนนจากการทำแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะ) ซึ่งคํานวณ ได้จากสูตร 1 = ∑ × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑x แทน ผลรวมของคะแนนทุกฝ่าย A แทน คะแนนเต็มของทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เรียน 2) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ค่าที่บ่งบอกว่าการจัดการเรียนรู้นั้นส่งผลให้ผู้เรียน เกิด สัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในการจัดการ ํเรียนรู้มากน้อย เพียงใด ซึ่งคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบสดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ทดสอบหลัง เรียน) ของผู้เรียนทุกคนซึ่งคํานวณได้จากสูตร 2 = ∑ × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑y แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน การหาค่าประสิทธิภาพจะต้องมีการกำหนดเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณา โดยเกณฑ์ดังกล่าว นิยมใช้หลักการเรียนแบบรอบรู้คือตั้งเกณฑ์ไว้ที่ร้อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาดได้ ไม่เกินร้อย ละ 2.5 ดังนั้นต้องมีประสิทธิภาพไม่ตํ่ากว่า 80 - 2.5 = 77.5 ส่วนการกาหนดเกณฑ์ ความผิดพลาดที่ ยอมรับได้คือไม่ควรเกินร้อยละ 5 นอกจากนั้นยังพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่นประเภทของสื่อ นวัตกรรมสติปัญญาของกลุ่มผู้เรียน และวุฒิภาวะของกลุ่มผู้เรียน เป็นต้น โดยทั่วไปนวัตกรรมการ สอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมักจะกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพตํ่ากว่าการพัฒนาการเรียนรู้ ทั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาทักษะต้องใช้เวลามากกว่า เช่นนวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาความรู้ อาจกำหนด เท่ากับ 80/80 ส่วนนวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาทักษะต่าง ๆ อาจกำหนด E1/E2 ที่ 75/75 เป็นต้น


38 เผชิญ กิจระการ (2544: 49) ได้กล่าวว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึงผลรวมของการหาคุณภาพทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่แสดงในรูปแบบภาษาที่เข้าใจได้ เป็นผลแสดงถึงสิ่งที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ถูกต้องตามเกณฑ์ที่คาดหวัง โดยสูตรใน การหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1 = ∑ × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอนที่จัดไว้ในแผนการจัดการ เรียนรู้ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน ∑ x แทน คะแนนรวมจากการทำชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน N แทน จำนวนนักเรียน 2 = ∑ × 100 เมื่อ E แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำ แบบทดสอบหลังเรียน ∑ x แทน คะแนนรวมจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด จากการกำหนดประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สามารถสรุปได้ว่า แผนการจัดการ เรียนรู้ที่สร้างขึ้นมาใช้ในการวิจัยต้องมีการหาค่าประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หาก แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะถือว่าเป็นแผนที่ดีสามารถนำไปใช้ได้ โดยจะต้องหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกว่าการจัดการเรียนรู้ภายใน กิจกรรมที่ครูกำหนดให้ โดยมีการเก็บข้อมูลของผลการเรียนรู้โดยการที่ผู้เรียนทำแบบทดสอบย่อย ของเรื่องที่เรียน เป็นต้น จากนั้นหาค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ซึ่งเป็นค่า ที่บ่งบอกว่าการ จัดการเรียนรู้นั้นส่งผลให้ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป็นไปตามที่กำหนด ไว้ในการจัดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ซึ่งคํานวณจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบสดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยสามารถกำหนค่า E1/E2 เป็น 80/80 หรือ 90/90 หรือค่าอื่น ๆ ก็ได้ แต่ถ้ากำหนดเกณฑ์ไว้ต่ำเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้บทเรียนไม่เชื่อถือคุณภาพของบทเรียนโดยจะต้อง


39 พิจารณาจากหลายปัจจัย เช่นประเภทของสื่อนวัตกรรม สติปัญญาของกลุ่มผู้เรียน และวุฒิภาวะของ กลุ่มผู้เรียน เป็นต้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บรรดล สุขปิติ(2552) ได้กล่าวถึงความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึงการนำ ชุดของคำถามหรือกลุ่มของงานหรือสภาพการณ์ต่าง ๆที่ได้จัดเตรียมไว้ไปกระตุ้น ให้นักเรียนแสดง พฤติกรรมที่มุ่งหวังตอบสนองออกมา แล้วสังเกตพฤติกรรมที่ตอบสนองนั้นว่า มีลักษณะอย่างไรและมี คุณภาพดีเพียงใดซึ่งการทดสอบต้องประกอบด้วย 2 ส่วนต่อเนื่องกันคือ ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร้ากับ ส่วนที่เป็นพฤติกรรมของนักเรียนที่ตอบสนองออกมาจนสังเกต และวัดได้ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร้า หรือกระตุ้น เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสิ้น อารีย์ วชิรวราการ (2542) ได้อธิบายความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ ผลที่ เกิดขึ้นจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมิได้มองแต่ในแง่ของความรู้ความสามารถทางสมองเท่านั้น ในทางที่เป็นจริงแล้วความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรม ก็เป็นผลจากการฝึกสอนและอบรม ซึ่งก็นับเป็น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน หมายถึง วิธีการ ตรวจสอบว่านักเรียนมีพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้เพียงใด การวัดผลสัมฤทธิ์ใน การเรียนจึงเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ ทางสมองและสติปัญญา ของนักเรียนภายหลังจากที่เรียนไปแล้วโดยใช้แบบทดสอบ ปราณี กองจินดา (2549) ได้อธิบายความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน เดโช สวนานนท์ (2552) ได้อธิบายความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง ความสำเร็จที่ได้รับจากความพยายาม จากการลงแรง เพื่อมุ่งในการจุดหมายปลายทาง ที่ต้องการ หรืออาจจะหมายถึงความสำเร็จที่ได้แต่ละด้านจากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การวัดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่ ตอบสนองต่อสิ่งที่เรียนรู้ และเป็นการตรวจสอบว่านักเรียนมีพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา ที่ตั้งไว้เพียงใด การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดผู้เรียนทั้งด้านความรู้ และด้านความรู้สึก


40 ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบ แต่ละแบบมีชื่อเรียกที่ต่างกัน เช่น แบ่งตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใช้วัด รูปแบบของ การถามตอบ ลักษณะการตอบ เวลาที่กำหนดให้ตอบ เป็นต้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เป็นแบบชุดข้อสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อดูว่านักเรียนมีความรู้ ความสามารถตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ สรุปความหมายของผลสัมฤทธิ์ คือ ผลสมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นพฤติกรรมหรือความสามารถ ของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอน เป็นพฤติกรรมที่ พัฒนามาจากการฝึกอบรมสั่งสอนโดยตรง อันประกอบด้วย พฤติกรรม 6 ประการคือ ความรู้ความจํา ความเข้าใจ การนําไปใช้การวิเคราะห์การ สังเคราะห์และการประเมินค่า ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน และการวดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้ง 6 ด้าน 2. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพศาล หวังพานิช (2526) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่ามี อยู่ 6 ด้าน ดังนี้ 1) คุณลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านร่างกายและสติปัญญา ความสามารถ ทางด้านทักษะ ร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ เช่น ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึก ตนเอง อายุและเพศ และความเข้าใจในสถานการณ์ 2) คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ระดับการศึกษา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนา ความรู้ ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ เจตคติ ค่านิยม ความรู้สึกคิดกับตนเอง อายุและเพศ และความเข้าใจในสถานการณ์ 3) พฤติกรรมระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการสอนทั้งหลาย เช่น วิธีการสอน ปฏิสัมพันธ์ทางความรู้ และความคิด 4) คุณลักษณะของกลุ่ม ได้แก่ โครงสร้าง เจตคติ ความสามัคคี และการเป็นผู้นำ 5) คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองเครื่องมืออุปกรณ์ 6) แรงผลักดันจากภายนอก ได้แก่ ครอบครัว สิ่งแวดล้อมทางสังคม อิทธิพล ของศิลปะ วัฒนธรรมเป็นต้น Bloom (1976) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่ามีตัว แปรอยู่ 3 ตัว ดังนี้ 1) พฤติกรรมด้านปัญญา (Cognitive Entry Behavior) เป็นพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด และความเข้าใจ หมายถึง การเรียนรู้ที่จำเป็นต้องเรียนเรื่องนั้นและมีมาก่อนเรียน ได้แก่ ความถนัด และพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ใหม่


41 2) ลักษณะทางอารมณ์ (Affective Entry Behavior) เป็นตัวกำหนดด้านอารมณ์ หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความกระตือรือร้นที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนรวมถึงทัศนคติของนักเรียน ที่มีต่อวิชาต่อ โรงเรียน และระบบการเรียนหรือมโนภาพเกี่ยวกับตนเอง 3)คุณภาพของการสอน (Quality Entry Behavior) เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพ ในการ เรียนของผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วย การชี้แนะ หมายถึง การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียน การสอนและ งานที่จะต้องทำให้นักเรียนทราบอย่างชัดเจน การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน สรุปได้ว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี2 สาเหตุได้แก่ 1) อิทธิพลของ ผู้เรียน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านร่างกายและสติปัญญา ความสามารถทางด้านทักษะ ร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ และ2) อิทธิพลของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญาระดับการศึกษา ความรู้ในวิชาที่สอน วิธีการสอน ปฏิสัมพันธ์ทางความรู้ และความคิด 3. ลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วนิดา ดีแป้น (2553) ได้กล่าวถึงลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลายลักษณะ โดยจะ กล่าวถึง 2 ด้าน ดังนี้ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านสมอง จําแนกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1.1) ผลสัมฤทธิ์ด้านความจํา เป็นสิ่งที่สำคัญทางการเรียน ความจำเป็นตัวเสริมให้เกิดความรู้ ความสามารถในการเรียน ความจำเป็นผลสัมฤทธิ์พื้นฐานก่อนการแสดง ความสามารถ ในระดับสูงขึ้น 1.2) ผลสัมฤทธิ์ด้านความเข้าใจ เป็นการแสดงความสามารถในระดับสูงขึ้นกว่าความจํา 1.3) ผลสัมฤทธิ์ด้านการนําไปใช้ เป็นการนําความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วไปใช้ ในสถานการณ์อื่นที่ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการบรรลุจุดมุ่งหมายของการนําไปใช้ 1.4) ผลสัมฤทธิ์ด้านการวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะเนื้อหาให้เป็นส่วนย่อยแล้วระบุส่วนย่อย กับส่วนย่อย หรือส่วนย่อยกับส่วนใหญ่ 1.5) ผลสัมฤทธิ์ด้านการสังเคราะห์ เป็นการนําสิ่งที่วิเคราะห์มาผสมผสาน เป็นเรื่องใหม่ 1.6) ผลสัมฤทธิ์ด้านการประเมิน ความสามารถในด้านการประเมินเพื่อให้ ได้คุณค่าบางอยาง ถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายของการพัฒนาทางสังคมของผู้เรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านจิตใจ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและมีขอบเขตกว้างมากตั้งแต่การรับรู้ จนถึงความพึงพอใจในคุณค่า แบ่งย่อยเป็น 5 ระดับ ดังนี้ 2.1) ขั้นการรับรู้ เป็นระดับตํ่า หมายถึง การที่บุคคลแต่ละคนเปิดใจอยากรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายนอกบ้างคือการรู้ตัว และการตั้งใจรับรู้เพิ่ม 2.2) ขั้นการตอบสนองเป็นขั้นที่นักเรียนได้แสดงตอบต่อคนสิ่งของและปรากฏการณ์ 2.3) ขั้นการแสดงคุณค่าเป็นขั้นที่มีการรับรู้คุณค่า


42 2.4) ขั้นการสร้างมโนทัศน์ของคุณค่าเป็นขั้นการสร้างความเข้าใจ 2.5) ขั้นการแสดงลักษณะ เป็นขั้นการแสดงบุคลิกนิสัยของบุคคลเหล่านั้นออกมา Bloom (1976) ได้กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวกับ กระบวนการต่าง ๆ ทางด้านสติปัญญาและสมอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 6 ด้านดังนี้ 1.1) ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถระลึกถึงเรื่องราวประสบการณ์ที่ผ่านมา 1.2) ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจ ความ การแปลความ การตีความ และการขยายความ 1.3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้หรือหลักวิชา ที่เรียนมาแล้วในการ สร้างสถานการณ์จริง ๆ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน 1.4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อ ต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่างส่วนรวม และตลอดจน หลักการที่แสนอยู่ในเรื่อง 1.5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ มาจัดระบบใหม่เป็นเรื่องใหม่ที่ ไม่เหมือนเดิม มีความหมาย และประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม 1.6) การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของบุคคล เรื่องราว วัสดุ สิ่งของอย่างมี หลักเกณฑ์ 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และ พัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่าง ๆ ของนักเรียน 3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho-motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ทักษะในการปฏิบัติและการดำเนินการ เช่น การทดลองจากข้อมูลลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถวัดได้ 3 ด้านดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ทางด้านสติปัญญาและสมองเน้นไปที่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์และการประเมินค่า 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและ พัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่าง ๆ 3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho-motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ทักษะในการปฏิบัติและการดำเนินการ


Click to View FlipBook Version