The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 137 ชไมพร สุนทร, 2024-02-10 02:06:41

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย

Keywords: การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน

43 สรุปลักษณะของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือ เป็นสิ่งที่ผู้เรียนแสดงออกทั้งทางด้านสมอง ร่างกาย และจิตใจ ที่เกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งสามารถวัดผลที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยการวัดจากความรู้ ความสามารถ ทักษะ และเจตคติ และเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดว่าเมื่อผู้เรียนเรียนรู้แล้ว ต้องการให้ เกิด อะไรกับผู้เรียน อย่างไร ตามจุดมุ่งหมาย 4. คุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สิริพร ทิพย์คง (2545) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีไว้ ดังนี้ 1) ความเที่ยงตรง เป็นแบบทดสอบที่สามารถนำไปวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้ อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 2) ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดได้คงที่ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม เช่น ถ้านำแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิมคะแนนจากการสอบทั้งสองครั้ง ควรมีความสัมพันธ์ กันดี เมื่อสอบได้คะแนนสูงในครั้งแรกก็ควรได้คะแนนสูงในการสอบครั้งที่สอง 3) ความเป็นปรนัย เป็นแบบทดสอบที่มีคำถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกต้องตามหลัก วิชา และเข้าใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอ่านคำถามจะเข้าใจตรงกัน ข้อคำถามต้องชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจ ตรงกัน 4) การถามลึก หมายถึง ไม่ถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรู้ความจำ โดยถามตามตำราหรือถาม ตามที่ครูสอนแต่พยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกว่าขั้นความรู้ความจำได้แก่ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า 5) ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ข้อสอบที่บอกให้ทราบว่าข้อสอบข้อนั้น มีคนตอบถูก มากหรือตอบถูกน้อย ถ้ามีคนตอบถูกมากข้อสอบข้อนั้นก็ง่ายและถ้ามีคนตอบถูกน้อยข้อสอบข้อนั้นก็ ยาก ข้อสอบที่ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถ จำแนกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้หมดก็ไม่ สามารถจำแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไป 6) อำนาจจำแนก หมายถึง แบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อนโดย สามารถจำแนกนักเรียนออกเป็นประเภท ๆ ได้ทุกระดับอย่างละเอียดตั่งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด 7) ความยุติธรรม คำถามของแบบทดสอบต้องไม่มีช่องทางชี้แนะให้นักเรียนที่ฉลาดใช้ไหว พริบในการเดาได้ถูกต้องและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เกียจคร้านซึ่งดูตำราอย่างคร่าว ๆ ตอบได้และ ต้องเป็นแบบทดสอบที่ไม่ลำเอียงต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จากข้อมูลของคุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต้องเป็นแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัย ถามลึก มีความยากง่ายพอเหมาะ มีค่าอำนาจจำแนก และมีความยุติธรรม


44 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จันทิมา เคลือบสำราญ (2562 ) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการอ่าน การฟังและการพูด ภาษาอังกฤษ โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ระดับอนุบาลชั้นปีที่ 2 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน โรงเรียนปทุมวิทยากร ผลการวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมรายบุคคลและ โดยรวมของเด็กปฐมวัยในด้านทักษะการอ่าน การฟังและการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อมัลติมีเดียผล การพัฒนาทักษะการฟัง พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทักษะการฟัง มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 3.80 คะแนน และ 15.67 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและ หลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ผลการพัฒนาทักษะการพูด พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทักษะการพูด มี คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 1.57 คะแนน และ 15.00 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง คะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 นันทิวัน อินหาดกรวด (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน พื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4-6 โรงเรียนบ้านวังหันน้ำดึง โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ศึกษา ผลการวิจัยการอ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน โดยหาค่าสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความตรง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกค่าเฉลี่ยและการทดสอบค่า ttestพบว่าหลังจากใช้สื่อมัลติมีเดีย ผู้เรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงที่ดีขึ้น ผ่านเกณฑ์70/70อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ จากการใช้สื่อมัลติมีเดียพัฒนาทักษะการ อ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานของนักเรียน จะเห็นได้ว่าสื่อมัลติมีเดียช่วยสอนสร้างความสนใจและ สามารถพัฒนาทักษะการอ่านภาษาจีนของนักเรียนได้ดีขึ้น มัณทนา ชินนาพันธ (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พิน อิน) โดยใช้สื่อมัลติมีเดียนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคลองนามิตรภาพที่ 201อำเภอ กาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีผลการวิจัยพบว่า การอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) การอ่านออก เสียงสัทอักษร(พินอิน) ก่อนและหลังเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนทำ คะแนนสูงสุดได้ 17 คะแนน คะแนนต่ำสุด 16 คะแนน คะแนนเฉลี่ย (̅)16.60 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) 0.55 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดียนักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) สูง กว่าก่อนเรียน


45 สุกัญญา แดนแก้วรัตน์สกุล (2563) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการออกเสียงพินอิน โดย ใช้สื่อมัลติมีเดีย รายวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของการจัดการ เรียนการสอน มีค่าเท่ากับ82.2/85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อน-หลังใช้สื่อมัลติมีเดีย มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 6.07 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.7 โดยนักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าสูงสุด8 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมี ทักษะการออกเสียงพินอินที่และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนพบว่า ผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อัญทิกาน์ คำมะณีและ อรนุช ลิมตศิร (2564) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะอ่าน ภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดียนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย ผลการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาจีนอ่าน-เขียน 2เรื่อง 苹果一斤多少钱?และ 我 换人民币 ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ประสิทธิภาพเท่ากับ 82.25/79.832. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาจีนอ่าน-เขียน 2 หลังเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สื่อ มัลติมีเดีย เรื่อง 苹果一斤多少钱?,我换人民币。สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05


46 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียง ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/2 ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การ เก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 23 คน ที่ได้มาจากการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รูปแบบในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) T1 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)


47 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 แผน รวม 10 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สื่อมัลติมีเดียมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้สื่อมัลติมีเดีย 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551หลักสูตร สถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสารที่ เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์ 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 พยัญชนะหรรษา จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การทักทาย จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ตัวเลข จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ผลไม้ จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ผัก จำนวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 สัตว์ จำนวน 2 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้(ราย ชั่วโมง) สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล


48 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระที่ปรึกษา แล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาจีน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผลการ เรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลประกอบด้วย 2.1.5.1 นางปาริฉัตร พรมสอน ตำแหน่ง อาจารย์หลักสูตรสาขาวิชาการสอน ภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2.1.5.2 นางสาวสุจิตรา วิระศักดิ์ตำแหน่ง ครูผู้สอนรายวิชาภาษาจีน โรงเรียน เทศบาล ๓ บ้านเหล่า สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.1.5.3 นางสาวลภัสรดา คำธานีตำแหน่ง ครูผู้สอนรายวิชาภาษาจีน โรงเรียน เทศบาล ๓ บ้านเหล่า สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมด้านการวัดการประเมินผล ด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอน และตรวจสอบความสอดคล้อง รวมทั้งความเป็นไปได้ระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหา นิยามศัพท์เฉพาะ กิจกรรม วิธีดำเนินการ และการประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ลงความเห็น และให้คะแนน ดังนี้ (นครชัย ชาญอุไร, 2561) ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผลแล้วนำ คะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ (Index of Item-objective Congruence : IOC) โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.67 - 1.00 2.1.6 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยง 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิชาภาษาจีนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง


49 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิชาภาษาจีน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่3 การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเอกสารที่เกี่ยวข้องเทคนิคการเขียน ข้อสอบ การสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2.2.2 วิเคราะห์เนื้อหา เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นเนื้อหาย่อยๆ แล้วเขียนจุดประสงค์การ เรียนรู้ 2.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ตามตารางวิเคราะห์ หลักสูตร 2.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะในด้านความเหมาะสมของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้แล้วนำมา ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี การ ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้สื่อมัลติมีเดีย ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและ บทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาภาษาจีน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาจีน โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย กับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6แผน ใช้ เวลา10 ชั่วโมง


50 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางพฤติกรรม ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการหาค่าร้อยละ ของทักษะการอ่าน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทาง พฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for window) 2. การทดสอบสมมติฐาน นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีนและทักษะการอ่าน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากที่ได้รับกิจกรรมการเรียนการ สอนวิชาภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย โดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample ttest) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และ สังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สาย ยศ, 2543) IOC = ∑ R N เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้อง ∑R หมายถึง ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


51 1.2 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543) โดยใช้สูตร ดังนี้ P = จำนวนผู้สอบที่ตอบข้อนั้นถูก จำนวนผู้สอบที่ตอบข้อนั้นทั้งหมด หรือในกรณีที่จำแนกเป็นกลุ่มสูงกลุ่มต่ำจะคำนวณได้จากสูตร P = RH + RL NH + NL เมื่อ P เป็น ค่าความยากของแบบทดสอบแต่ละข้อ RH เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มสูง RL เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ NH เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบในกลุ่มสูง NL เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบในกลุ่มต่ำ เกณฑ์ความยากง่ายที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 ถ้าค่า P มีค่านอกเกณฑ์ที่ กำหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป (กรมวิชาการ, 2545) 1.3 ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบทดสอบที่ ได้จากการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ โดยอาศัยเทคนิค 33% ตามแนวคิดของจุง เตห์ ฟาน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) โดยใช้สูตร ดังนี้ r = RH − RL NH หรือ r = RH − RL N เมื่อ r เป็น ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ RH เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มสูง RL เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ NH NL เป็น จำนวนผู้สอบที่ตอบในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ เกณฑ์อำนาจจำแนกที่ยอมรับได้จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 - 1.00 ถ้าค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่า 0.20 จะต้องปรับปรุงแบบทดสอบข้อนั้น หรือตัดทิ้งไป (กรมวิชาการ. 2545)


52 1.4 ค่าความเชื่อมั่น KR–20 โดยวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson : KR) เป็น สูตรในการหาค่าความเชื่อมั่นที่เหมาะสำหรับแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายในลักษณะกระจายสูตร ที่ใช้ในการหามีรูปแบบดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2552) r = k k − 1 {1 − ∑ 2 } เมื่อ rt แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ k แทน จำนวนข้อสอบทั้งฉบับ p แทน สัดส่วนจำนวนของผู้ตอบถูกแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนจำนวนของผู้ตอบผิดแต่ละข้อ (1-p) st 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ 2. ค่าสถิติพื้นฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543) 2.1 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552) = F n × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลค่าให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) (ประสาท เนืองเฉลิม, 2556) X̅ = ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑x แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่คูณคะแนน n แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนข้อมูลทั้งหมด


53 2.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552) S. D. = √ n ∑ x 2 − (∑ x) 2 n(n − 1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด (∑ ) 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลัง 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 3.1 เปรียบเทียบผลคะแนนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) (ประสาท เนืองเฉลิม, 2556) t = ΣD √ NΣD2 − (ΣD) 2 N − 1 เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน


54 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อ มัลติมีเดีย ตามหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Puposive Sampling) ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านอออกเสียงภาษาจีน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดสอบทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า มีรายละเอียดดังแสดงในตาราง ตารางที่1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 นักเรียน (เลขที่) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความก้าวหน้า ก่อนเรียน หลังเรียน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 3 8 7 6 5 9 7 8 9 10 14 17 15 16 14 17 17 16 15 17 18 19 14 7 9 8 12 8 9 12 8 8 5


55 นักเรียน (เลขที่) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความก้าวหน้า ก่อนเรียน หลังเรียน 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 5 7 13 7 9 7 12 9 4 9 6 7 17 18 20 16 15 14 17 16 16 17 15 15 12 11 7 9 6 7 5 7 12 8 9 8 ค่าเฉลี่ย 7.87 16.39 8.74 ร้อยละ 39.35 81.95 43.70 จากตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของ นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การอ่านออกเสียง ภาษาจีน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.87 คิดเป็นร้อยละ 39.35 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.39 คิดเป็นร้อยละ 81.95 คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 7.48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 43.70 นั้นคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนวิชาภาษาจีนของนักเรียน ก่อนเรียนหลังเรียน โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียนและหลังเรียน 20 คะแนน และเปรียบเทียบ คะแนนวิชาภาษาจีนก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่ 2


56 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนวิชาภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ S.D. t ก่อนเรียน หลังเรียน 20 20 7.87 16.39 39.35 81.95 2.69 1.50 17.66** ** มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน ออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การอ่านออกเสียงภาษาจีน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.87 คิดเป็นร้อยละ 39.35 และ หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 15.39 คิดเป็นร้อยละ 76.95 และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน ออกเสียงภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


57 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ในรายวิชาภาษาจีนเรื่อง การ อ่านออกเสียงภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียมี ผลสัมฤทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียมี ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 23 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จากการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 23 คนเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้


58 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบ จำนวนทั้งสิ้น 6 แผน รวม 10 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็น แบบทดสอบปรนัยมี4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แต่ละข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 มีความยากง่ายระหว่าง 0.2-0.8 ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบรายข้อ มีค่าตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป และค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับมีค่า 0.8 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีการ ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 3.1 เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอน การเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาภาษาจีน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อน ทำการทดลอง 3.2 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาจีน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3.3 ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาจีน โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน ใช้เวลา10 ชั่วโมง 3.4 ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดย ใช้เวลา 1 ชั่วโมงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


59 สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดียเรื่อง การอ่านออกเสียงภาษาจีน มีคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนเท่ากับ 7.87 คิดเป็นร้อยละ 39.35 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.39 คิดเป็นร้อยละ 81.95 และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า มีประเด็นในการนำมาอภิปรายผลตามลำดับ ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการทดสอบการอ่านออกเสียงภาษาจีนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการฝึกการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้ สื่อมัลติมีเดีย พบว่าก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.87คะแนน คิด เป็นร้อยละ 39.35 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 16.39คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.95 ซึ่งเป็นผล การเรียนระดับต่ำ แต่หลังจากการทดสอบการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ผู้วิจัยได้ใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ชุดเดิมพบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนสูงกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 80 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานอาจเป็นเพราะวิธีการสอนโดยใช้ ภาษาจีนช่วยให้ผู้เรียนสนุกสนาน เพลิดเพลินในการเรียน มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ นักเรียน เข้าใจเรื่องที่เรียนเป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับ มัณทนา ชินนาพันธ (2562) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการ พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) โดยใช้สื่อมัลติมีเดียนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคลองนามิตรภาพที่ 201อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีผลการวิจัยพบว่า การ อ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) การอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) ก่อนและหลังเรียนโดยใช้สื่อ มัลติมีเดีย นักเรียนทำคะแนนสูงสุดได้ 17 คะแนน คะแนนต่ำสุด 16 คะแนน คะแนนเฉลี่ย (̅)16.60 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) 0.55 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย นักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) สูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับ สุกัญญา แดน แก้วรัตน์สกุล (2563) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการออกเสียงพินอิน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย รายวิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสน ภูวิทยาประสาท) จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน มีค่า เท่ากับ82.2/85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลังใช้สื่อ


60 มัลติมีเดีย มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 6.07 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.7 โดยนักเรียน มีคะแนนความก้าวหน้าสูงสุด8 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีทักษะการออก เสียงพินอินที่และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนพบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสอดคล้องกับ นันทิวัน อินหาดกรวด (2562) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการ พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4-6 โรงเรียน บ้านวังหันน้ำดึง โดยใช้สื่อมัลติมีเดียศึกษา ผลการวิจัยการอ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานก่อนเรียน และหลังเรียน โดยหาค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าความตรง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจ จำแนกค่าเฉลี่ยและการทดสอบค่า t-testพบว่าหลังจากใช้สื่อมัลติมีเดีย ผู้เรียนมีทักษะการอ่านออก เสียงที่ดีขึ้น ผ่านเกณฑ์70/70อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ จาก การใช้สื่อมัลติมีเดียพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานของนักเรียน จะเห็นได้ว่าสื่อ มัลติมีเดียช่วยสอนสร้างความสนใจและสามารถพัฒนาทักษะการอ่านภาษาจีนของนักเรียนได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ จากผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย วิชาภาษาจีน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/2 ผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะในการวิจัย และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ครูผู้สอนควรอธิบายวิธีการ ขั้นตอน การทำกิจกรรม ต่าง ๆ แก่นักเรียน และเวลาที่ใช้ ในแต่ละขั้นตอนการทำกิจกรรมให้นักเรียนเข้าใจ ก่อนปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ครูผู้สอนควรศึกษาแนวคิดการสอน และนวัตกรรมในการสอนให้เข้าใจก่อนเพื่อนำไปปรับใช้ในแผนและบทเรียนที่จะนำไปสอนนักเรียน 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรเปรียบเทียบวิธีการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนกับวิธีการสอนแบบอื่น ๆเพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่าง 2.2 ควรจัดเตรียมสื่อมัลติมีเดีย ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจ ในด้านการเรียนการสอนมากขึ้น


61 รายการอ้างอิง กษม ศรยุทธ. (2544). การพัฒนาชุดบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอนคนหูหนวก เรื่อง สุภาษิตและคําพังเพยไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์อุสาหกรรมมหาบัณฑิต ภาควิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2566, จาก https://www.moe.go.th. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัย (Assessment of research tools). สืบค้นเมื่อ 13 มีนาคม 256, จาก ttp://www.ipernity.com/blog. การทดสอบสมมติฐาน. (2565). สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2566, จาก http://elearning.psru.ac.th/courses. กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. (2542). มัลติมีเดีย. สารานุกรมศึกษาศาสตร์.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญ. (2552). การอ่านออกเสียงภาษาจีน.สืบค้นเมื่อ 22 ธันวาคม 2566, จาก https://www.getbookie.com/product. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (2556). การอ่านออกเสียง. สืบค้นเมื่อ 22 ธันวาคม 2566, จาก https://thaiedu2104.blogspot.com. ค่าความยากง่าย. (2553). สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2566, จาก https://www.nur.psu.ac.th ครรชิต มาลัยวงศ์. (2549). พจนานุกรมไอที ฉบับคำย่อ. กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC). ชนาธิป พรกุล. (2552). การออกแบบการสอน การบูรณาการการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการ เขียน.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2531). ชุดการสอนระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. จันทิมา เคลือบสำราญ. (2562). การพัฒนาทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษ ผ่านสื่อมัลติมีเดีย. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 18 (1), 119-124. ณัฐกร สงคราม. (2554). การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เดโช สวนานนท์. (2552). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.


62 ธรากรณ์ ศรีงามและคณะ (2551). การศึกษาตัวอย่างชิ้นงานและการนำเสนอแบบมัลติมีเดีย. สืบค้นเมื่อ22 ธันวาคม 2566, จาก hup://pirun.ku.ac.th. นันทิวัน อินหาดกรวด. (2562). พัฒนาทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาจีนพื้นฐานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4-6 โรงเรียนบ้านวังหันน้ำดึง โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย. คณะครุศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. นาตยา ปิลันธนานนท์. (2545). จากมาตรฐานสู่ชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. บรรดล สุขปิติ. (2552). การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์. นครปฐม: สถาบันราชภัฏนครปฐม. บุญรวม งามคณะ. (2555). การพัฒนาการอ่านสรุปความโดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นิทาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. “วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์. ประภาพร สุขพูล. (2544). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้. รายงานการศึกษา ค้นคว้า อิสระการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ประภัสรา โคตะขุน. (2564).การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2566,จาก https://prapasara.blogspot.com. ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิด เลขในใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะ การคิดเลขในใจกับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร บัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. พิณพร คงแท่น, อัญชนา ทองกระจาย และ Huanhuan Ma. (2562).การพัฒนาการอ่านออกเสียง ภาษาจีนกลาง สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาจีน คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, 1 (1), 161-187. พิมพันธ์ เตชะคุปต์. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจเม็นท์. ไพศาล หวังพานิช. (2526). การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. มัณทนา ชินนาพันธ์. (2562). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสัทอักษร(พินอิน) โดยใช้ สื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านคลองนามิตรภาพที่ 201 อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี. สืบค้นเมื่อ22 ธันวาคม 2566, จาก http://www.ska2.go.th.


63 มนต์ชัย เทียนทอง. (2545). การออกแบบและพัฒนาคอร์สแวร์สำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ผลิตตำราเรียนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนคร เหนือ. วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์. (2553). การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Backward Design. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย. (2558). วิธีสอนทั่วไป. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. สาลี รักสุทธี. (2546). คู่มือการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ใหม่ของ กค. กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา. สถาบันสอนภาษา AUA. (2562). ประโยชน์และความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาจีน ในปัจจุบัน. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2566, จาก https://www.witsnet.org/. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: บริษัทพัฒนา คุณภาพวิชาการ (พว.) จำกัด.สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุกัญญา แดนแก้วรัตน์สกุล. (2563).การพัฒนาทักษะการออกเสียงพินอินโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย รายวิชาภาษาจีนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) จังหวัดเชียงราย. สืบค้นเมื่อ22 ธันวาคม 2566, จากhttps://web.rpg15.ac.th. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2540). การเขียนเพื่อการสื่อสาร.กรุงเทพฯ: พัฒนาการศึกษา. สืบค้นเมื่อ 22ธันวาคม 2566, จาก https://so01.tci-thaijo.org. สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอน. (2555). ค้นเมื่อ 23 มกราคม 2567, จาก https://wanussanun.wordpress.com สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น. (2563). ความสำคัญของภาษาจีนภาษาจีนในชีวิตประจำวันสำคัญ ทำไมถึงควรรู้. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2566,จาก https://www.praphansarn.com/. อัญทิกาน์คำมะณีและ อรนุช ลิมตศิร. (2564). การพัฒนาการอ่านออกเสียงพยัญชนะ ภาษาจีนโดยใช้เกมบัตรคำพยัญชนะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 2 วัดทุ่งสวน จังหวัดกำแพงเพชร. วารสารอักษราพิบูล, 1 (1), 27-38 .อารีย์ วชิรวราการ. (2542). การวัดผลและประเมินผลการเรียน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏ. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2553). หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. (2552). กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาแนวคิดสู่ปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: บุ๊คพอยท์.


64 Lei . (2554). การออกแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการออกเสียงภาษาจีน สำหรับนักเรียนไทยที่เรียนภาษาจีนเบื้องต้น. วิทยานิพนธ์ศึกษามหาบัณฑิต. สาขา เทคโนโลยีทางการศึกษา คณะ ศึกษาศาสตร์:มหาวิทยาลัยบูรพา.


65 ภาคผนวก


66 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ


67 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 1. นางปาริฉัตร พรมสอน ตำแหน่ง : อาจารย์หลักสูตรสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สถานที่ทำงาน: ปัจจุบันสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 2. นางสาวสุจิตรา วิระศักดิ์ ตำแหน่ง : ครูผู้สอนรายวิชาการสอนภาษาจีน โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สถานที่ทำงาน: ปัจจุบันสอนที่โรงเรียนเทศบาล 3 บ้าน เหล่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีสังกัด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 3. นางสาวลภัสรดา คำธานี ตำแหน่ง : ครูผู้สอนรายวิชาการสอนภาษาจีน โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า สถานที่ทำงาน: ปัจจุบันสอนที่โรงเรียนเทศบาล 3 บ้าน เหล่า อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีสังกัด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น


68 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย


69 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ หน่วยการจัดการเรียนรู้ที่ ๕ ผลไม้และผัก รายวิชา ภาษาจีน รหัสวิชา จ ๑๓๒๐๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ แผนการเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง ผักหรรษา เวลา ๑ ชั่วโมง วันที่ .................................................. ผู้สอน นางสาวชไมพร สุนทร ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความหมายเรื่องที่ฟังจากและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และความแสดง คิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในด้าน ต่างๆโดยการพูดและการเขียน ตัวชี้วัด ต ๑.๑ ป.๓/๑ ปฏิบัติตามคำสั่งและคำขอร้องที่ฟังหรืออ่าน ต ๑.๑ ป.๓/๒ อ่านออกเสียงคำ สะกดคำ ประโยคง่ายๆ และถูกต้องตามหลักการอ่าน ต ๑.๒ ป.๓/๔ พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ต ๑.๓ ป.๓/๑ พูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ๒. สาระสำคัญ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์เรื่อง ผักและผลไม้ภาษาจีน สามารถนำไปฝึกด้วยตนเอง ได้และสามารถนำไปฝึกอ่านในรูปแบบคำศัพท์ในครั้งต่อไปได้เป็นอย่างดีและนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน ๓. จุดประสงค์การเรียนรู้ (เชิงพฤติกรรม) ด้านความรู้ (K) นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์เรื่องผักภาษาจีน ด้านทักษะ (P) นักเรียนสามารถอ่านคำศัพท์ผักภาษาจีนได้ถูกต้อง ด้านจิตพิสัย (A) มีวินัย ส่งงานตรงเวลา และใฝ่เรียนรู้


70 ๔. สาระการเรียนรู้ เนื้อหาที่ใช้สอนในบทเรียน ๑. สอนคำศัพท์เรื่องผัก 蔬菜 คำศัพท์ผักภาษาจีน คำศัพท์ 生词 ความหมาย 意思 1. 包心菜 กะหล่ำปลี 2. 空心菜 ผักบุ้ง 3. 辣椒 พริก 4. 红萝卜 แครรอท 5. 西红柿 มะเขือเทศ 6. 白菜 ผักกาดขาว 7. 葱 ต้นหอม 8. 小黄瓜 แตงกวา 9. 豆芽菜 ถั่วงอก 10.芥蓝菜 คะน้า ๕. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นำเข้าสู่บทเรียน ๑. ครูกล่าวทักทายนักเรียนด้วยคำว่า 你好 และ 你好吗? ๒. ครูเช็คชื่อนักเรียน ๓. ครูบอกนักเรียนว่าวันนี้จะเรียนเรื่อง ผักภาษาจีน ขั้นสอน ๑. ครูเปิดสื่อ ppt เรื่อง ผัก ๒. ครูอ่านคำศัพท์เรื่อง ผักให้นักเรียนฟัง 2 รอบ ๓. ครูผู้สอน สอนนักเรียนอ่าน และให้นักเรียนอ่านตาม 2 รอบ ๔. ครูผู้สอนให้นักเรียนฝึกอ่านทีละแถว และอ่านพร้อมกันอีกครั้ง ๕. ครูผู้สอนสุ่มถามนักเรียนทีละคน


71 ขั้นฝึก ๑. ครูให้นักเรียนฝึกอ่านคำศัพท์ นำไปใช้ ๑. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเรื่อง ผักและเล่นเกมกะหล่ำปลี ขั้นสรุป ๑. ครูพานักเรียนอ่านออกเสียงคำศัพท์และความหมาย 1รอบ ๖. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ ๖.๑ สื่อการเรียนรู้ ๑. สื่อ PowerPoint ๒. แบบฝึกหัด ๖.๒ สื่อแหล่งเรียนรู้ ๑. ห้องเรียน ๒. สื่อออนไลน์ ๗. กระบวนการวัดและประเมินผล จุดประสงค์ เครื่องมือ/วิธีการวัด เกณฑ์ความสำเร็จ ๑. นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับ คำศัพท์เรื่อง ผักภาษาจีน การทดสอบ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ๒. นักเรียนสามารถอ่านคำศัพท์ ผักได้ถูกต้อง แบบฝึกหัด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ๓. มีวินัย ส่งงานตรงเวลา และใฝ่ เรียนรู้ แบบประเมินสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐


72 บันทึกผลหลังสอน ๑. ปัญหาที่เกิดขึ้น ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ๒. วิธีการแก้ปัญหา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ๓. ผลการแก้ปัญหา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ.......................................... (นางสาวชไมพร สุนทร) ครูผู้สอน .............../.............../................. ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ............................................ (นางสาวสิรินา แพงดวงแก้ว) ครูพี่เลี้ยง .............../.............../.................. ความคิดเห็นของผู้บริหาร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ................................................ (นางสาวอารีรัตน์ นุตะภิบาล) ผู้บริหารสถานศึกษา .............../.............../.................


73 เกณฑ์การประเมินการอ่าน ระดับคะแนน ประเด็น การประเมิน ๔ ๓ ๒ ๑ ความถูกต้อง อ่านคำศัพท์ผัก ภาษาจีนได้ ถูกต้องทั้งหมด อ่านคำศัพท์ผัก ภาษาจีนได้เป็น ส่วนใหญ่ อ่านคำศัพท์ผัก ภาษาจีนได้เป็น บางส่วน อ่านคำศัพท์ผัก ภาษาจีนได้น้อย มาก น้ำหนักเสียง อ่านออกเสียง ถูกต้องชัดเจน ทั้งหมด อ่านออกเสียง ถูกต้องชัดเจน เป็นบางส่วน อ่านออกเสียงได้ น้อย อ่านออกเสียง เบาทำให้สื่อสาร ไม่เข้าใจ คล่องแคล่ว อ่านคำศัพท์ผัก ได้ถูกต้องชัดเจน สื่อสารเข้าใจ อ่านตะกุกตะกัก เป็นบางส่วน แต่ยังสื่อสารได้ อ่านเป็นบางคำๆ ทำให้สื่อสารไม่ ชัดเจนและไม่ ถูกต้อง อ่านได้น้อยมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๑-๑๒ ดีมาก ๙-๑๐ ดี ๗-๘ พอใช้ ๕-๖ ควรปรับปรุง ๓-๔ ตก เกณฑ์การผ่าน ตั้งแต่ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน


74 เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการ ประเมิน ระดับคะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ มีวินัยในการทำงาน ปฏิบัติตาม ข้อตกลงตาม กฎระเบียบมีความ รับผิดชอบในการ ทำงาน ปฏิบัติตามข้อตกลง ตามกฎระเบียบมี ความรับผิดชอบแต่ มีการตักเตือน บางครั้ง ปฏิบัติตามข้อตกลง ตามกฎระเบียบแต่มี การตักเตือนบ่อยๆ ไม่ปฏิบัติตาม ข้อตกลงตาม กฎระเบียบและไม่มี ความรับผิดชอบใน การทำงาน ตรงต่อเวลา เข้าเรียนและส่ง งานตรงต่อเวลา เข้าเรียนและส่งงาน ช้าเป็นบางครั้ง เข้าเรียนและส่งงาน ช้าบ่อยๆ ไม่เข้าเรียนและไม่ ส่งงาน ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการ เรียน และเข้าร่วม กิจกรรมการเรียนรู้ ต่างๆ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการเรียน และเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้ต่างๆ บ่อยครั้ง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่ในการ เรียน กิจกรรมการ เรียนรู้ต่างๆ เป็น บางครั้ง ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ศึกษาค้นคว้าหา ความรู้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๑-๑๒ ดีมาก ๙-๑๐ ดี ๗-๘ พอใช้ ๕-๖ ควรปรับปรุง ๓-๔ ตก เกณฑ์การผ่าน ตั้งแต่ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน


75 เอกสารประกอบการสอน ๑. สื่อ Powerpoint


76 ๒. แบบฝึกหัด


77 ๓. เฉลยแบบฝึกหัด


78 แบบทดสอบวัดผลสมัฤทธิ์ ระดับชนั้ประถมศกึษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ ้านเหล่า


79


80 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย


81 ตารางหาIOC ผลการวิเคราะห์แบบประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชา ภาษาจีน ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ สรุป IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสำคัญ ครบถ้วนและสัมพันธ์กัน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายเหมาะสมและ สอดคล้องกับความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 5 กิจกรรมการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้น +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 สื่อ/แหล่งเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและ จุดประสงค์ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 สื่อหลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วัย และ ความสามารถผู้เรียน +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 วิธีการวัดผลและเครื่องมือสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และกิจกรรม +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 เกณฑ์การประเมินผลชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ สรุปจากตารางการคำนวณค่าความสอดคล้อง ( IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 6 แผน มีค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 สามารถนำไปใช้สอนได้


82 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาจีน ผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวดัผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ลำดับที่ ผู้เชี่ยวชาญ การแปลผล คนที่1 คนที่2 คนที่3 ค่าIOC 1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 4 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้ สรุปตารางผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญมีค่าตั้งแต่ 0.67-1.00 เป็นแบบทดสอบที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหา และ สามารถนำไปใช้ได้จริง


83 ค่าความยากง่าย Descriptive Statistics N Minimum Maximum Sum Mean Std. Deviation t1 20 .00 1.00 11.00 .5500 .51042 t2 20 .00 1.00 11.00 .5500 .51042 t3 20 .00 1.00 16.00 .8000 .41039 t4 20 .00 1.00 10.00 .5000 .51299 t5 20 .00 1.00 9.00 .4500 .51042 t6 20 .00 1.00 10.00 .5000 .51299 t7 20 .00 1.00 13.00 .6500 .48936 t8 20 .00 1.00 12.00 .6000 .50262 t9 20 .00 1.00 12.00 .6000 .50262 t10 20 .00 1.00 7.00 .3500 .48936 t11 20 .00 1.00 13.00 .6500 .48936 t12 20 .00 1.00 7.00 .3500 .48936 t13 20 .00 1.00 5.00 .2500 .44426 t14 20 .00 1.00 10.00 .5000 .51299 t15 20 .00 1.00 7.00 .3500 .48936 t16 20 .00 1.00 6.00 .3000 .47016 t17 20 .00 1.00 8.00 .4000 .50262 t18 20 .00 1.00 7.00 .3500 .48936 t19 20 .00 1.00 14.00 .7000 .47016 t20 20 .00 1.00 7.00 .3500 .48936 Valid N (listwise) 20 ค่าความเชื่อมั่น Reliability Statistics Cronbach's Alpha Cronbach's Alpha Based on Standardized Items N of Items .954 .951 20


84 ค่าอำนาจจำแนก Item-Total Statistics Scale Mean if Item Deleted Scale Variance if Item Deleted Corrected ItemTotal Correlation Squared Multiple Correlation Cronbach's Alpha if Item Deleted t1 14.1667 37.788 .861 . .949 t2 14.1667 37.788 .861 . .949 t3 14.1667 37.788 .861 . .949 t4 14.0000 40.909 .438 . .955 t5 14.1667 37.788 .861 . .949 t6 14.0000 40.545 .513 . .954 t7 14.1667 37.788 .861 . .949 t8 14.0833 39.356 .649 . .953 t9 14.0000 40.545 .513 . .954 t10 14.0000 40.909 .438 . .955 t11 14.1667 37.788 .861 . .949 t12 14.1667 37.788 .861 . .949 t13 14.1667 37.788 .861 . .949 t14 14.0000 40.909 .438 . .955 t15 14.1667 37.788 .861 . .949 t16 14.0000 40.545 .513 . .954 t17 14.1667 37.788 .861 . .949 t18 14.0833 39.356 .649 . .953 t19 14.0000 40.545 .513 . .954 t20 14.0000 40.909 .438 . .955 ค่าT-test Paired Samples Test Paired Differences t df Sig. (2- Mean tailed) Std. Deviation Std. Error Mean 99% Confidence Interval of the Difference Lower Upper Pair 1 posttest - pretest 8.52174 2.31339 .48238 7.16204 9.88144 17.666 22 .000


85 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ-นามสกุล : นางสาวชไมพร สุนทร เกิดวันที่ : 25 ตุลาคม 2543 รหัสนักศึกษา : 62100106137 ที่อยู่ : 196/3 บ้านพร้าวเหนือ ตำบลกวนวัน อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 43000 เบอร์โทร : 0994690252 ประวัติการศึกษา ระดับการศึกษา สถานที่ ปีการศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านพร้าวเหนือ 2555 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร 2 2558 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกวนวันวิทยา 2562 ระดับอดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กำลังศึกษา


86 ภาพประกอบ


87


88


Click to View FlipBook Version