รายงานการน า “หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา” ปีการศึกษา 2565 เอกสารหมายเลข 49 /2566 กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ส านักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ในพ ื ้ นท ี่จ ั งหว ั ดบร ุ ี ร ั มย ์
คำนำ รายงานการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชน และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2565 จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา รวมทั้งปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำเนินการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในบริบท ที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อต้านการทุจริต ดำเนินการโดยการสอบถามข้อมูลไปยังสถานศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูล การนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการปรับฐานความคิดทุกช่วงวัยให้สามารถ แยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม ส่งเสริมให้มีระบบ และกระบวนการกล่อมเกลา ทางสังคมเพื่อต้านทุจริต และประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต รวมถึงมุ่งเน้น เสริมพลัง การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต “สร้างสังคมที่ไม่ทน ต่อการทุจริต” ผู้รายงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานการกำกับติดตามผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ใน สถานศึกษา ปีการศึกษา 2565 ฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ใน สถานศึกษา ปีการศึกษา 2566 และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกันต่อต้านการทุจริต ด้วยการขับเคลื่อนผ่านการใช้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดำเนินการกิจกรรม ด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นางสาวชมพูนุท ทองปาน ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ก
สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข บทที่ 1 ที่มา และความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ 3 ขอบเขตของการประเมิน 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 6 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตร 6 การจัดการเรียนรู้ 14 หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 21 แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 24 การนิเทศ กำกับ ติดตามการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา 26 งานเอกสารที่เกี่ยวข้อง 27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 35 กลุ่มเป้าหมาย 35 เครื่องมือที่ใช้ 36 การเก็บรวบรวมข้อมูล 36 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 36 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 37 บทที่ 5 สรุปผล และข้อเสนอแนะ 46 สรุปผลการรายงาน 46 ข้อเสนอแนะ 50 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก 54 ข
1 บทที่ 1 บทนำ หลักการและความเป็นมา ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต มุ่งเน้นให้ความสำคัญ ในกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ “ไม่ทนต่อการทุจริต” โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลา ทางสังคมในทุกระดับช่วงวัยตั้งแต่ปฐมวัยเพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต และปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต ดำเนินการผ่านสถาบันหรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม และได้ กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัยตั้งแต่ปฐมวัย ให้สามารถแยกระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบ และกระบวนการกล่อมเกลา ทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริตและ กลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต โดยกำหนดให้ต้องดำเนินการจัดทำหลักสูตรบทเรียนการเรียนการสอน การนำเสนอ และรูปแบบการป้องกัน การทุจริต รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมและสื่อการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย การเสริมสร้างคุณธรรม จริธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ป้องกันการทุจริต” มี เป้าหมายหลักเพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทย และยกระดับคุณธรรม จริยธรรมของคนไทยให้สูงขึ้น อันจะ ส่งผลต่อค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index : CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังได้กำหนดยุทธศาสตร์ การดำเนินการเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายใน 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเด็กเยาวชน โดยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้ยืดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนให้เกิดความเข้มแข็งมากที่สุดเพราะเป็นอนาคต ของชาติ 2) กลุ่มภาครัฐ เสริมสร้าง และสนับสนุนให้ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร ให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยืดถือหลักปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ 3) กลุ่ม ภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร และเข้ามามีส่วนร่วมใน การป้องกัน และปราบปรามการทุจริต 4) กลุ่มภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิด การมีส่วนร่วมของทุกหมู่เหล่าในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต นับเป็นความพยายามที่ดีของสำนักงาน ป.ป.ช. และภาคีทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วย การป้องกันปราบปรามการทุจริต เพื่อใช้เป็นกรอบชี้นำในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศ จะเห็นได้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง และเป็นอุปสรรค สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2 ในสถานศึกษา เพื่อวางรากฐานการปลูกจิตสำนึกซึ่งเป็นกลไกในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ของประเทศชาติ โดยกำหนดจุดหมายปลายทางที่มุ่งสู่การเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุขทุกหน่วยงาน รับผิดชอบ ตอบสนองการป้องกันทุจริต” โดยมีขอบเขตของภารกิจและ จุดมุ่งเน้นที่ต้องดำเนินการ คือ 1) พัฒนาทุกหน่วยงานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีระบบและวิถีพอเพียง มีความสุจริต รับผิดชอบ ปลอดอบายมุข 2) พัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้ง ปลูกจิตสำนึกให้นักเรียน มีทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์ อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ ยึดมั่น ในคุณธรรม จริยธรรม และป้องกันการทุจริต 3) พัฒนาครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาแบบบูรณาการ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องให้มีคุณภาพความพอเพียง สุจริต รับผิดชอบ ปลอดอบายมุขบนพื้นฐานการเรียนรู้ ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง 4) ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้ด้านการส่งเสริม ต่อต้าน การทุจริตอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายระดับชาตินานาชาติที่เข้มแข็ง และก้าวหน้าอย่างมีพลวัตร คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 646/2560 ลงวันที่ 26 เมษายน 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต เพื่อดำเนินการสร้างหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต สำหรับ ใช้เป็นมาตรฐานกลางเพื่อให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษา นำไปปรับใช้ในการเรียน การสอนให้กับนักเรียนนักศึกษาในทุกระดับชั้นเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งหลักสูตรสำหรับฝึกอบรมให้กับบุคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และหลักสูตรโค้ช โดยมี คณะอนุกรรมการร่วมจัดทำหลักสูตรประกอบด้วย ที่ปรึกษา และผู้บริหารสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษา จากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1-1/2560 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 เพื่อหารือ เกี่ยวกับกรอบการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันในการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการ ป้องกันการทุจริต หัวข้อวิชา 4 วิชา ประกอบด้วย 1) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม 2) ความอาย และความไม่ทนต่อการทุจริต 3) STRONG: จิตพอเพียงต้านทุจริต 4) พลเมือง และความรับผิดชอบต่อสังคม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ได้มีการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาลงสู่สถานศึกษา และมหาวิทยาลัยทุกสังกัดทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ทุกสถานศึกษานำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปขับเคลื่อน ตั้งแต่ปีการศึกษา 1/2562 (เดือนพฤษภาคม 2562) เป็นต้นไป รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
3 จึงได้กำหนดการติดตามการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อผลักดัน และให้คำปรึกษาแก่สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ ดังนั้น เพื่อให้การติดตาม และประเมินผลการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาเกิด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับ ดูแลประสาน และติดตามกระบวนการดำเนินการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ จึงได้มีการศึกษาแนวทาง การนำหลักสูตร ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุง และเสนอแนะแนวทางในการนำหลักสูตร ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริต และประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 - 2580) ต่อไป วัตถุประสงค์ของการรายงาน การรายงานครั้งนี้ผู้รายงานกำหนดวัตถุประสงค์ของการรายงาน ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ไปใช้ในสถานศึกษา ขอบเขตของการรายงาน 1. กลุ่มเป้าหมาย คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนใน จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 แห่ง รวมจำนวน 64 แห่ง 2. ขอบข่ายเนื้อหาในการรายงานครั้งนี้คือ แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ ในสถานศึกษา ใน 3 ด้าน คือ 2.1 ด้านแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา 2.2 ด้านกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 2.3 ด้านปัญหา/อุปสรรค ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา 3. ระยะเวลาในการรายงาน ตั้งแต่ 16 พฤษภาคม 2565 -16 พฤษภาคม 2566
4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. สถานศึกษา หมายถึง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์การศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดบุรีรัมย์ 2. แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ หมายถึง แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เสนอสำหรับใช้เป็นแนวทางในการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปปรับใช้ ในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ประกอบด้วย 1. เปิดรายวิชาเพิ่มเติม 2. บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 3. บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระอื่น ๆ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 5. จัดเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร 3. ด้านกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตร หมายถึง การบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาเช่น การสนับสนุนพัฒนาบุคลกร จัดสรรงบประมาณ ทรัพยากร จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา กำกับดูแล คุณภาพการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นเรียน โดยการนิเทศ ติดตาม การใช้หลักสูตร และติดตามผลการใช้ หลักสูตร 4. ทักษะกระบวนการคิด หมายถึง ความสามารถในการจำแนก แยกแยะ ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ หรือโทษ และสมารถยกตัวอย่าง บุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดีในโรงเรียน ชุมชน และสังคมได้ 5. มีวินัย หมายถึง การปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อบังคับ กฎติกา ระเบียบของโรงเรียน และสังคม 6. ความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง การยึดมั่นในความสัตย์จริง และในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม มีความซื่อตรง และมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ปฏิบัติต่อตนเอง และผู้อื่นโดยชอบ ไม่คดโกง การนำไปใช้ พูดความจริง ไม่ลักขโมยทำตัวเป็นที่น่าเชื่อถือ ทำตามสัญญา ตรงไปตรงมา กล้าเปิดเผยความจริง รู้จักแยกแยะประโยชน์ ส่วนตัวส่วนรวม การดำเนินชีวิตในสังคมนั้น ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็น ไม่ว่าจะซื่อสัตย์ ต่อตนเองหรือผู้อื่น ดังนั้น การที่เราจะมีความซื่อสัตย์สุจริตนั้น เราจะต้องปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับ ความซื่อสัตย์สุจริตอย่างถูกต้อง และให้เห็นโทษของการไม่ซื่อสัตย์สุจริตว่าจะส่งผลต่อตนเอง และสังคมอย่างไร 7. เป็นอยู่อย่างพอเพียง หมายถึง การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ละโมบโลภมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ และต้องไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น การนำไปใช้ รู้จักความเพียงพอความพอดี มีความอดทนอดกลั้น รู้จักบังคับตัวเอง ไม่กลัวความยากลำบาก ไม่ทำอะไร
5 แบบสุดขั้วหรือสุดโต่งมีสติและเหตุผล การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ถือว่าเป็น แบบอย่างที่ดีที่ควรถือปฏิบัติการรู้จักความพอดี พอประมาณในการใช้ชีวิต การรู้สึกพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ การรู้ประหยัด และรู้คุณค่าสิ่งของเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างนิสัยที่เป็นอยู่อย่างพอเพียงจะไม่ทำให้เกิด การดิ้นรนแบบเห็นแก่ตัว และขาดสติ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และสังคมในภาพรวมด้วย 8. การมีจิตสาธารณะ หมายถึง การมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม มีความตระหนักรู้และคำนึง ถึงสังคมส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการกระทำใด ๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมการนำไปใช้ ร่วมดูแลสังคม รับผิดชอบส่วนรวม เสียสละเพื่อส่วนรวม เอื้อเฟื้อ เมตตา มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว การอยู่ร่วมกันของสมาชิก ในสังคมหนึ่งนั้นต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเข้าใจซึ่งกัน และกัน รวมทั้งการที่สมาชิกในสังคมคิดและ ทำเพื่อส่วนรวมรู้จักการให้เพื่อสังคม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ และพร้อมที่จะเสียสละหรือช่วย ปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดบุรีรัมย์ ปี การศึกษา 2565 จำนวน 41 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 แห่ง รวมจำนวน 64 แห่ง มีแนวทางการนำหลักสูตร ต้านทุจริตศึกษาไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ซาติ ว่าด้วยการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต 2. ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถขับเคลื่อนการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในโรงเรียนได้ อย่างมีคุณภาพตามบริบทของโรงเรียน 3. ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนการรู้ให้เกิดคุณลักษณะ 5 ประการของโรงเรียนสุจริต ได้แก่ กระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และจิตสาธารณะ 4. นักเรียนได้รับการปลูกฝังและเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตย ความสามัคคี สมานฉันท์ สันติวิธี ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และการปลูกฝังให้ต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ มีความตระหนักรู้และสามารถปฏิบัติตนตามแนว ทางการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต และมีพฤติกรรมที่ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต
6 บทที่ 2 เอกสารและงานที่เกี่ยวข้อง การรายงานครั้งนี้ มุ่งศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดบุรีรัมย์และสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์ผู้รายงานจึงได้ศึกษาเอกสาร และงานเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิด ความเข้าใจ และครอบคลุม โดยได้นำเสนอเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. ความรู้เบื้องตันเกี่ยวกับหลักสูตร 1.1 ความหมายของหลักสูตร 1.2 การนำหลักสูตรไปใช้ 1.3 การนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตร 2. การจัดการเรียนรู้ 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้ 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ 2.3 จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ 2.4 การเรียนรู้ของผู้เรียน 3. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4. หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 5. แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 6. การนิเทศ กำกับ ติดตามการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตร หลักสูตรถือเป็นหัวใจของการจัดการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทาง การจัดการศึกษา เพื่อที่จะพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิต สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนเอง และสังคมได้ การจัดการศึกษาที่ดีจึงควรมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพชีวิต และสังคม ของผู้เรียน หลักสูตรจึงจำเป็นต้องปรับปรุงหรือพัฒนาให้มีความเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
7 ความหมายของหลักสูตร มีนักการศึกษาให้ความหมายของคำว่า “หลักสูตร” แตกต่างกันออกไป ดังนี้ ทาบา (Taba: 1962) กล่าวว่า หลักสูตร คือประสบการณ์ทุกอย่างที่โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียน ซึ่งประกอบด้วยแผนการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยจุดประสงค์และจุดมุ่งหมายเฉพาะการเลือก และการจัดเนื้อหา วิธีการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผล เพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข โบแชมพ์ (Beauchamp: 1981) ได้กล่าวถึงความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตรเป็นศาสตร์ สาขาหนึ่งซึ่งศึกษาถึงกระบวนการพัฒนาหลักสูตร และวิธีใช้ นอกจากนี้หลักสูตรยังมีขอบเขต ข้อกำหนด เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่เขียนขึ้นอย่างเป็นทางการ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554) ได้กล่าวถึงความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตร (Curriculum) มีรากศัพท์จากภาษาลาตินว่า "race - course" หมายถึง เส้นทางที่ใช้วิ่งแข่งขัน เนื่องมาจากเป้าหมายของ หลักสูตรที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต อยู่ในสังคมแห่งอนาคต และนปัจจุบัน ความหมายของหลักสูตร หมายถึง มวลประสบการณ์ทางการเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ใน รายวิชา กลุ่มวิชา เนื้อหาสาระ รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน อย่างมีประสิทธิภาพ สงัด อุทรานันท์ (2532 ได้กล่าวไว้ว่า ความหมายของหลักสูตรในขอบเขตของข้อกำหนดเกี่ยวกับ การเรียนการสอนที่เขียนขึ้นอย่างเป็นทางการจะหมายถึงเอกสารหลักสูตรประกอบด้วยรายละเอียด ของจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน เนื้อหาสาระ และกิจกรรมการเรียนการสอน ข้อกำหนดเกี่ยวกับการวัด และประเมินผลการเรียน รวมทั้งการกำหนดเวลา สำหรับการเรียนการสอน ส่วนความหมายของหลักสูตร ในขอบเขตของระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรจะหมายถึง กิจกรรมทั้งหมดที่มีความเกี่ยวข้องกับ หลักสูตรซึ่งได้แก่ การจัดบุคลากร กระบวนการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการใช้หลักสูตร โดยเน้นที่กระบวนการ ทำงานและผลิตผลที่เกิดจากกระบวนการนั้น ๆ จากแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่าน จะเห็นได้ว่า มีการให้นิยามความหมายแตกต่างกันไป ซึ่งการให้คำนิยามของแต่ละท่านได้อธิบายแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ ซึ่งผู้ศึกษาในครั้งนี้ สรุปได้ว่า หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดทำขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการจัดประสบการณ์และ/หรือเอกสารที่มี การจัดทำขึ้นเป็นกำหนดการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ แผนงาน โครงงานหรือโครงการ โดยมีการกำหนด วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือ จุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกำหนดไว้
8 การนำหลักสูตรไปใช้ การนำหลักสูตรไปใช้ เป็นขั้นตอนที่นำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ ความหมายของคำว่า การนำ หลักสูตรไปใช้มีแตกต่างกันออกไป นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมาย คำนิยามของคำว่าการนำหลักสูตร ไปใช้ดังนี้ โบแชมป์ (Beauchamp: 1975) ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ หมายถึง การนำ หลักสูตรไปปฏิบัติ โดยการะบวนการที่สำคัญที่สุด คือการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอนการจัดสภาพสิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนให้ครูได้มีพัฒนาการเรียนการสอน สันต์ ธรรมบำรุง (2527) กล่าวว่า การนำหลักหลักสูตรไปใช้หมายถึงการที่ผู้บริหารโรงเรียนและ ครูนำโครงการของหลักสูตรที่เป็นรูปเล่มนั้นไปปฏิบัติให้บังเกิดผล รวมถึงการบริหารงานด้านวิชาการ ของโรงเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนสามารถสอนและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สงัด อุทรานันท์ (2532) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ว่า เป็นขั้นตอน ของการพัฒนาหลักสูตรไปสู่การเรียนการสอนในห้องเรียน ได้แก่การจัดเอกสารประกอบหลักสูตร การเตรียม บุคลากร การบริหารและบริการหลักสูตร และการนิเทศการใช้หลักสูตร จากความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ ตามที่นักการศึกษาได้ให้ไว้ข้างต้น พอสรุปได้ว่า การนำ หลักสูตรไปใช้ หมายถึง การดำเนินงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นดำเนินไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นับแต่การเตรียมบุคลากร อาคาร สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อม และการจัด การเรียนการสอนในโรงเรียน แนวคิดเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ ถ้าเรายอมรับว่าการนำหลักสูตรไปใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้หลักสูตร เกิดผลต่อ การใช้อย่างแท้จริงแล้ว การนำหลักสูตรไปใช้ก็ควรจะเป็นวิธีการปฏิบัติการที่มีหลักเกณฑ์ และมีกระบวนการ ปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ พอที่จะมั่นใจได้ว่า หลักสูตรที่ได้สร้างขึ้นนั้นจะมีโอกาสนำไปปฏิบัติจริง ๆ อย่างแน่นอนนักการศึกษาต่างก็ให้ทัศนะซึ่งเป็นแนวคิดในการนำหลักสูตรไปใช้ดังนี้ โบแชมป์ (Beauchamp: 1975) กล่าวว่า สิ่งแรกที่ควรทำคือ การจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าที่แปลงหลักสูตรไปสู่การสอน โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนากลวิธีการสอน สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำหลักสูตรไปใช้ให้เห็นผลตามเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหาร ครูใหญ่ต้องเห็นความสำคัญ และสนับสนุนการดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้หลักสูตรไว้ว่า การนำหลักสูตร ไปใช้นั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีการนำหลักสูตรที่สร้างขึ้นไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตรนั้น ๆ หลักสูตรก็ไม่มีความหมาย และอีกประการ
9 ถึงแม้ว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นจะดีเลิศ และเหมาะสมมากเพียงใดก็ตามแต่ถ้าการนำหลักสูตรไปใช้ยังไม่มี ประสิทธิภาพที่ดี ก็ยากที่หลักสูตรนั้น ๆ จะบรรลุตามเจตนารมณ์ที่กำหนดได้ รุจิร์ ภู่สาระ (2545) กล่าวไว้โดยสรุปว่า หลักสูตรจะสร้างขึ้นมาดีเพียงใด ถ้านำไปใช้อย่างไม่มี ประสิทธิภาพหลักสูตรก็จะประสบความลัมเหลวอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นความจำเป็นสำหรับการศึกษาและพัฒนา ทฤษฎีเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรมีความสำคัญมาก แนวทางการใช้หลักสูตร์ให้มีประสิทธิภาพอาจจะประกอบด้วย เรื่องต่าง ๆ ดังนี้ คือ 1) ระบบการบริหารหลักสูตร 2 พฤติกรรมการใช้หลักสูตร 3) การส่งเสริมและ การควบคุมคุณภาพการใช้หลักสูตร และความล้มเหลวของหลักสูตรที่ได้พัฒนาขึ้นมานั้นจะปรากฏผลในขั้นตอน การนำหลักสูตรไปใช้ กล่าวได้ว่า กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของการนำหลักสูตรไปใช้คือการจัดกิจกรรมการสอน เพราะ หลักสูตรจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการสอนของครู ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ในด้านการถ่ายทอด เนื้อหาความรู้การวัด และประเมินผล จิตวิทยาการสอนตลอดทั้งปรัชญาการศึกษาของแต่ละระดับ จึงจะทำให้ การเรียนของผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของหลักสูตร หลักการที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ได้ดังนี้ 1. มีการวางแผน และเตรียมการในการนำหลักสูตรไปใช้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะได้ศึกษา วิเคราะห์ทำความเข้าใจหลักสูตรที่จะนำไปใช้ให้มีความเข้าใจตรงกันเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทำนองเดียวกัน และสอดคล้องต่อเนื่องกัน 2. มีคณะบุคคลทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่นที่จะต้องทำหน้าที่ประสานงานกันเป็นอย่างดี ในแต่ละขั้นตอนในการนำหลักสูตรไปใช้ 3. ดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นไปตามขั้นตอนที่วางแผนและเตรียมการไว้การนำหลักสูตรไปใช้ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้การนำหลักสูตรไปใช้ประสบความสำเร็จได้ ปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เอกสารหลักสูตร ตลอดจนสถานที่ ที่จะเป็นแหล่งให้ความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนได้เมื่อได้รับการร้องขอ 4. ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ ดังนั้น ครูจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ และจริงจัง ตั้งแต่การอบรมความรู้ ความเข้าใจทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรอย่างเข้มข้น 5. การนำหลักสูตรไปใช้ควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานที่มีผู้ชำนาญการพิเศษ เพื่อให้การสนับสนุน และ พัฒนาครูโดยการทำหน้าที่นิเทศ ติดตามผลการนำหลักสูตรไปใช้ และควรปฏิบัติงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิด 6. หน่วยงาน และบุคลากรในฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ 7. การนำหลักสูตรไปใช้สำหรับผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน จะต้องมีติดตามและ
10 ประเมินผลเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้นำข้อมูลต่าง ๆ มาประเมินวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาทั้งในแง่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และการวางแนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ สรุปได้ว่า หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ ต้องมี การวางแผน และเตรียมการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีความเข้าใจตรงกันเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทำนองเดียวกัน และสอดคล้องต่อเนื่องกัน เพื่อให้การดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นไปตามขั้นตอนที่วางแผน และเตรียมการไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เอกสารหลักสูตร แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ บทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนาหลักสูตรไปใช้ การนำหลักสูตรไปใช้ จะดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้จำเป็นต้องอาศัย บุคคลหลายฝ่ายร่วมมือกันส่งเสริม และดำเนินการปฏิบัติให้ลุล่วงไปด้วยดี สงัด อุทรานันท์ (2527) กล่าวถึง บุคลากรและบทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร มีดังนี้ 1. นักวิชาการ ซึ่งได้แก่ศึกษานิเทศก็หรือนักวิชาการ ที่ทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตร และดำเนินการ เรียนการสอนตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร 1.1 ช่วยพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร และดำเนินการเรียน การสอนตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร 1.2 ทำการนิเทศและติดตามผลการใช้หลักสูตรในหน่วยงานที่ใช้หลักสูตร 1.3 ให้การสนับสนุน และส่งเสริมการดำเนินการใช้หลักสูตร โดยการให้บริการวัสดุหลักสูตร และให้กำลังใจแก่ผู้นำหลักสูตรไปใช้ 2. ผู้บริหารโรงเรียน มีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนการใช้หลักสูตรดังนี้ 2.1 ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรที่โรงเรียนใช้อยู่อย่างแจ่มแจ้ง 2.2 ดำเนินการนิเทศ และติดตามผลการใช้หลักสูตรในโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ 2.3 กระตุ้นและส่งเสริมครูในการใช้หลักสูตรอย่างถูกต้อง เช่น การอบรมหรือจัด 2.4 ให้กำลังใจ และบำรุงขวัญแก่ครูผู้ใช้หลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นชัดแจ้ง 3. หัวหน้ากลุ่มวิชา หรือหัวหน้าสายวิชา ควรจะดำเนินการส่งเสริมการใช้หลักสูตรดังต่อไปนี้ 3.1 ศึกษารายละเอียด และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรที่ตนเองรับผิดชอบอย่าง 3.2 ช่วยวางแผน และจัดทำแผนการเรียนการสอน 3.3 จัดหาวัสดุหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ให้บริการแก่ครูคนอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน ที่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ตนเองรับผิดชอบ 3.4 ดำเนินการนิเทศ และติดตามผลการใช้หลักสูตรที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนเอง อย่างสม่ำเสมอ
11 3.5 ทำการประสานงานการใช้หลักสูตรกับหมวดวิชาอื่น หรือสายวิชาอื่น เพื่อการใช้หลักสูตร ภายในโรงเรียน 4. ครูผู้สอน ในฐานะเป็นผู้ใช้หลักสูตรโดยตรง มีส่วนที่จะช่วยสนับสนุนให้การใช้หลักสูตร ในโรงเรียนมีประสิทธิภาพได้ดังนี้ 4.1 ศึกษาหลักสูตร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรที่ตนเองใช้อยู่อย่างแจ่มแจ้ง 4.2 สนับสนุนการปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้อยู่ให้มีความเหมาะสมกับสภาพ และความต้องการ ของท้องถิ่น 4.3 ทำการสอนให้ถูกต้องกับเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่ใช้อยู่ 4.4 พยายามคิดค้นหาวิธีกรที่เหมาะสม หรือวิธีการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการใช้หลักสูตร ที่ตนเองเป็นผู้ใช้ 5. บุคลากรอื่น ๆ ภายในโรงเรียน ซึ่งได้แก่ บรรณารักษ์ นักเทคโนโลยีทางการศึกษานักวัดผล นักแนะแนว ฯลฯ ต่างก็มีบทบาทในการสนับสนุน และส่งเสริมการใช้หลักสูตรโดยปฏิบัติให้ความช่วยเหลือ หรือให้บริการแก่ครูผู้ใช้หลักสูตรอย่างเหมาะสม วิชัย วงษ์ใหญ่ (2525) ได้กล่าวถึงบทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 กลุ่ม ที่จะทำให้หลักสูตร บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ คือ 1) ครูใหญ่ 2) ครูประจำชั้น 3) ชุมชนหรือผู้ปกครอง ครูใหญ่เป็นผู้มีบทบาทมากเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร จะต้องทำการศึกษาหลักสูตรให้ชัดเจน เพื่อที่จะจัดวางแผนเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร ดังต่อไปนี้ 1. การเตรียมวางแผนเพื่อใช้หลักสูตรใหม่ 2. การเตรียมการอบรมครูเพื่อใช้หลักสูตรใหม่ 3. การจัดครูเข้าสอน 4. การจัดตารางสอน 5. การจัดบริการวัสดุอุปกรณ์หลักสูตรและสื่อการเรียน 6. การประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตร กับผู้ปกครองและคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียน ชุมชน เกี่ยวกับจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง และจัดประสบการณ์การเรียน 7. การจัดสภาพแวดล้อม อาคารสถานที่ และการเลือกสรรโครงกรกิจกรรมเสริมหลักสูตร 8. การจัดโครงการประเมินผลการใช้หลักสูตรและการปรับปรุงหลักสูตร ครูประจำชั้นหรือ ครูผู้สอนเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพราะเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่เด็ก ครูจะต้อง มองเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสังคม และก้าวให้ทันกับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หลักสูตรจะบรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่อยู่ที่ครูเป็นสำคัญ ชุมชนและผู้ปกครองเป็นผู้มีส่วนให้การสนับสนุนร่วมมือ ในการใช้หลักสูตร การประชาสัมพันธ์ การใช้หลักสูตรกับผู้ปกครอง คณะกรรมการศึกษาของโรงเรียน
12 และประชาชนในชุมชนเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ จะต้องทำการเผยแพร่ว่าการใช้หลักสูตรใหม่นั้น ลูกหลานของเขา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนรู้ เจตคติ ค่านิยม และความสามารถในการแก้ปัญหา ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539) กล่าวถึง บทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ ว่าการนำหลักสูตรไปใช้ให้ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน รวมทั้ง อาศัยการสนับสนุนจากบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งต้องกระตุ้น ยั่วยุ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ผู้บริหารโรงเรียน มีบทบาทในด้านการบริหารหลักสูตร การบริหารหลักสูตร การนิเทศติดตาม ผล การเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจ การประชาสัมพันธ์ มีแนวปฏิบัติดังนี้ 1.1 ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร และเอกสารประกอบหลักสูตรให้กระจ่าง 1.2 จัดเตรียมบุคลากรโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การประชุมชี้แจง การฝึกอบรมการ ประชุมสัมมนา 1.3 จัดครูเข้าสอนให้เหมาะสกับความรู้ ความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและ ประสบการณ์ 1.4 ให้บริการและสนับสนุนการสอนของครู โดยจัดทำ จัดหาเอกสารหลักสูตร และเอกสาร ประกอบหลักสูตร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ ที่เอื้อต่อการเรียนการสอน 1.5 ดำเนินการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ 1.6 ให้ขวัญและกำลังใจ ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเหมาะสม 1.7 ประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรแก่นักเรียน ครูผู้สอน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน 1.8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมยุติธรรม 2. ครูผู้สอน ครูผู้สอนมีบทบาทหน้าที่หลัก คือ การสอน ต้องใช้หลักสูตรประกอบการ เตรียมการสอน การทำแผนการสอนหรือกำหนดการสอน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้ 2.1 ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร และเอกสารประกอบหลักสูตรให้กระจ่าง และประชุมวิเคราะห์หลักสูตร พิจารณาจุดประสงค์หลักสูตรและเนื้อหาวิชาในแต่ละวิชา เพื่อวางแผนการใช้ แผนการสอนให้เหมาะสม 2.2 ทำความรู้จักนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น ความรู้ความสามารถ และปัญหาของผู้เรียน เพื่อหาทางพัฒนาผู้เรียนทั้งชั้นและรายบุคคล 2.3 ศึกษาแผนการสอน คู่มือครูให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดก่อนทำการสอน
13 2.4 ให้มีบรรยากาศส่งเสริมการเรียนการสอน และเตรียมสื่อการเรียนการสอนที่จะใช้ในแต่ละ การสอนแต่ละครั้งก่อนสอน 2.5 ศึกษา และลงมือปฏิบัติการสอนด้วยกลวิธีหลากหลายให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการฟังอ่านเพียงอย่างเดียว 2.6 พัฒนาวิธีการจัดการเรียนการสอนใหม่ ๆ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจ ของผู้เรียน และเกิดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามเจตนารมณ์ของครู 2.7 จัดสอนซ่อมเสริมแก่ผู้เรียนที่จำเป็นต้องเรียน 2.8 ตรวจสอบความก้าวหน้าของครูผู้สอนเป็นระยะ ๆ โดยใช้เทคนิควิธีและเครื่องมือ ที่เหมาะสม เพื่อหาทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน 2.9 ปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้อยู่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ ของท้องถิ่น โรงเรียน และผู้เรียน 3. ศึกษานิเทศก์ การนำหลักสูตรไปใช้ นอกจากผู้บริหารโรงเรียน และครูจะมีบทบาทสำคัญแล้ว ศึกษานิเทศก์เป็นผู้หนึ่งที่สามารถทำให้การนำหลักสูตรไปใช้บรรลุผลตามต้องการได้ โดยมีบทบาท ในการสนับสนุนการใช้หลักสูตรในโรงเรียน ดังนี้ 3.1 จัดอบรมหรือแนะนำครูเพื่อเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ หลักสูตรและการดำเนินการเรียนการสอน 3.2 เป็นที่ปรึกษาของครูในกรณีที่มีปัญหาทางด้านวิชาการและจัดให้มีการประชุม เพื่อแก้ปัญหาตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแสวงหาวิธีการใช้หลักสูตรให้มีประสิทธิภาพเป็นครั้งคราว ในระดับต่าง ๆ 3.3 เป็นผู้ประสานงานทางวิชาการระหว่างโรงเรียนกับกรม กอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โรงเรียนสามามารถจัดการเรียนการสอนตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร 3.4 สร้างเสริมแรงจูงใจเพื่อให้ครูมีกำลังใจในการทำงาน และพัฒนาวิชาชีพของตน 3.5 นิเทศติดตามการใช้หลักสูตรของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงคุณภาพ 3.6 ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของโรงเรียนให้ผู้สนใจได้เข้าใจและมีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น 3.7 จัดให้การบริการต่าง ๆ เช่น วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น ติดต่อวิทยากรมาให้ความรู้แก่ ครูผู้สอนหรือศึกษานิเทศก์เป็นวิทยากรเอง 4. ผู้ปกครองและชุมชน ผู้ปกครอง และชุมชนมีบทบาทในการสนับสนุนส่งเสริมการใช้หลักสูตร คือ การสอนของครู 4.1 ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในการจัดหาจัดทำวัส อุปกรณ์และสื่อประกอบการเรียน การสอนต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้การเรียนการสอนของครูและผู้เรียน
14 4.2 ช่วยประชาสัมพันธ์สนับสนุน และเผยแพร่ความรู้เรื่องหลักสูตรแก่บุคคลที่ยังไม่เข้าใจ ในท้องถิ่น 4.3 แสดงความสนใจในการเรียนของผู้เรียนด้วยการซักถามผลการเรียน และช่วยเสนอ แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม 4.4 ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนเมื่อโรงเรียนขอความร่วมมือมา เช่น เป็นวิทยากรพิเศษ ให้กับโรงเรียน หรือให้การสนับสนุนให้ด้านสถานประกอบการ จากแนวคิดของนักการศึกษาสรุปได้ว่า การนำหลักสูตรไปใช้จะให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ของหลักสูตรต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ้าย โดยเฉพาะผู้บริหารให้บริการ และสนับสนุนการสอน ของครู โดยจัดหางบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม และบรรยากาศ ที่เอื้อต่อการเรียนการสอน ครูผู้สอนเป็นตัวจักรสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยดี รวมทั้ง ความร่วมมือจากศึกษานิเทศก์ ผู้ปกครอง และชุมชนจะช่วยเสริมให้การใช้หลักสูตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่าง ๆ การจัดการเรียนรู้ เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 24 มุ่งหมายให้ สถานศึกษาดำเนินการ 1. จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล 2. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ ป้องกันและแก้ไขปัญหา 3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4. จัดการเรียน โดยผสมผสานสาระความรู้ต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และสิ่งอำนวย ความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันจากสื่อการเรียนการสอน และแหล่งวิทยาการประเภท 6. จัดการเรียนรู้ให้เกิดได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
15 ความหมายของการจัดการเรียนรู้ คำว่า “กิจกรรมการเรียนการสอน “ หลักสูตรปัจจุบันจะใช้ว่า “กิจกรรมการเรียนรู้” เพราะ ต้องการเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง เน้นที่บทบาทของผู้เรียน ถึงแม้ว่าจะเน้นที่บทบาทของผู้เรียน แต่ผู้สอนก็ยังคงมีบทบาทร่วมด้วยเช่นกัน คือเป็นผู้อำนวยความสะดวก ( Facilitator) ได้แก่เป็นผู้ให้คำปรึกษา เป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด เป็นผู้จัดระเบียบ เป็นผู้แนะนำ และกำกับไม่ให้ออกนอกทางหรือหลงทาง เป็นต้น ดังนั้นการใช้คำการเรียนการสอนจึงมีความหมายที่ยังคงใช้ได้กับหลักสูตรปัจจุบัน นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ดังนี้ ทิศนา แขมมณี (2553) กล่าวว่าการจัดการเรียนการสอน หมายถึง วัตถุประสงค์ในการเรียน การสอนวิธีการ/กระบวนการ ที่ใช้ในการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน สื่อ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน ทัศนีย์ ศุภเมธี (2532 ได้ให้ความหมายของกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ว่า กิจกรรมการเรียน การสอน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำขึ้นเพื่อให้การเรียนการสอนในครั้งนั้น ๆ ได้ผลดี หมายถึง การสอน ของครูเป็นไปอย่างมีความหมาย นักเรียนได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลิน จากความหมายดังกล่าวข้างต้น พิจารณาได้ว่าเป็นความหมายที่กล่าวไว้ในแนวเดียวกัน ถึงการกระทำของครูและนักเรียน ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อการเรียนการสอน ดังนั้น จึงสรุปความหมายได้ว่า กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนดำเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพ และการเรียนรู้ของผู้เรียนบรรลุสู่จุดประสงค์การสอนที่กำหนดไว้ ดังนั้น การจัดการการเรียนรู้ครูผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้อย่างเหมาะสม ใช้รูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย โดยเน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพ จริงการเรียนรู้เกิดจากการปฏิบัติจริง มีสื่อการเรียนการสอน และแหล่งเรียนรู้ มีการวัด และประเมินผล อย่างหลากหลาย ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning theory) การเรียนรู้ คือ กระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของ เด็กและผู้ใหญ่จะต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ ที่มีอยู่ แต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ที่จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปแบบใดก็ได้ เช่น ความเป็นกันเอง ความเข้มงวดกวดขัน หรือความไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้างเงื่อนไข และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้งการสร้าง ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน ทฤษฎีการเรียนรู้ที่นำเสนอในบทนี้ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ได้แก่
16 1. การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม (Bloom: 1956) ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1.1 ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด 1.2 ความเข้าใจ (Comprehend) 1.3 การประยุกต์ (Application) 1.4 การวิเคราะห์ (Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้ 1.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) สามารถนำส่วนต่าง ๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้ แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่ 1.6 การประเมินค่า (Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิดประกอบการตัดสินใจ บนพื้นฐานของเหตุผล และเกณฑ์ที่แน่ชัด 2. การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบรุนเนอร์ (Bruner: 1963) 2.1 ความรู้ถูกสร้างหรือหล่อหลอมโดยประสบการณ์ 2.2 ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียน เป็นผู้สร้างความหมายขึ้นมาจากแง่มุมต่าง ๆ 2.4 ผู้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง 2.5 ผู้เรียนเลือกเนื้อหา และกิจกรรมเอง 2.6 เนื้อหาควรถูกสร้างในภาพรวม 3. การเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tyler: 1949) 3.1 ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ในวิชาทักษะ ต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะ ในกิจกรรม ประสบการณ์บ่อย ๆ และต่อเนื่องกัน 3.2 การจัดช่วงลำดับ (sequence) หมายถึง หรือการจัดสิ่งที่มีความง่าย ไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้นการจัดกิจกรรม และประสบการณ์ ให้มีการเรียงลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 3.3 บูรณาการ (integration) หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ ผู้เรียน ได้เพิ่มพูนความคิดเห็น และได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถ ทั้งหมด ของผู้เรียนที่จะได้ใช้ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ประสบการณ์การเรียนรู้จึงเป็นแบบแผน ของปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างผู้เรียนกับสถานการณ์ที่แวดล้อม 4. ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น ของกานเย่ (Gagne: 1985) 4.1 การจูงใจ (Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรงจูงใจ 4.2 การรับรู้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับรู้สิ่งที่ 4.3 การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้เกิดความจำเรียนรู้ สอดคล้องกับความตั้งใจระยะสั้นและระยะยาว 4.4 ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
17 4.5 ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase) 4.6 การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้วGeneralization Phase) 4.7 การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase) 4.8 การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้เรียนได้รับทราบผลเร็ว จะทำให้มีผลดีและประสิทธิภาพสูง 5. แนวคิดนักการศึกษากานเย่ (Gagne) องค์ประกอบที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ได้แก่ 5.1 ผู้เรียน (Learner มีระบบสัมผัสและ ระบบประสาทในการรับรู้ 5.2 สิ่งเร้า (Stimulus) คือ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 5.3 การตอบสนอง (Response) คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ 5.4 เทคนิคการสอนด้วยสื่อตามแนวคิดของกานเย่ (Gagne) 1) เร้าความสนใจ มีโปรแกรมที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เช่น ใช้ 2) ความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียนการตั้ง 3) บอกวัตถุประสงค์ ผู้เรียนควรทราบถึงวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนสนใจใน 4) กระตุ้นความจำผู้เรียน สร้างความสัมพันธ์ในการโยงข้อมูลกับความรู้ที่มีอยู่ก่อน เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดความทรงจำในระยะยาวได้เมื่อได้โยงถึงประสบการณ์ผู้เรียน โดยการตั้งคำถาม เกี่ยวกับแนวคิดหรือเนื้อหานั้น 5) เสนอเนื้อหา ขั้นตอนนี้จะเป็นการอธิบายเนื้อหาให้กับผู้เรียน โดยใช้สื่อชนิดต่าง ๆ ในรูปกราฟิก หรือ เสียง วิดีโอ 6) การยกตัวอย่างสามารถทำได้โดยยกกรณีศึกษาการเปรียบเทียบ เพื่อให้เข้าใจได้ซาบซึ้ง 7) การฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะหรือพฤติกรรม เป็นการวัดความเข้าใจว่าผู้เรียนได้เรียน ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการอธิบายซ้ำเมื่อรับสิ่งที่ผิด 8) การให้คำแนะนำเพิ่มเติม เช่น การทำแบบฝึกหัด โดยมีคำแนะนำ 9) การสอบ เพื่อวัดระดับความเข้าใจ 10) การนำไปใช้กับงานที่ทำในการทำสื่อควรมี เนื้อหาเพิ่มเติม หรือที่ควรจะรู้เพิ่มเติม อาจสรุปได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้หลักที่นำมาใช้เป็นกระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของบุคคล อาจมีผลสืบเนื่องจากประสบการณ์ หรือการฝึกฝน โดยมีเป้าหมายคือ วัตถุประสงค์ ตอบสนองความ ต้องการ หรือแก้ปัญหาก็ตาม องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ใน 3 ด้าน คือ ผู้เรียนสิ่งเร้า สิ่งแวดล้อม ครู สื่ออุปกรณ์การสอน กระบวนการจัดการเรียนการสอน แรงจูงใจ และมีการตอบสนอง จากนักเรียน ทำให้นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้เข้ามามีส่วนร่วมหลาย ๆ ครั้ง จนมีพัฒนาการเป็นนิสัยหรือ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในที่สุด
18 จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้ 1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปพร้อมกัน 2. เพื่อสนองความสามารถ ความถนัด ความสนใจของผู้เรียนทุกคน ซึ่งแต่ละคนจะมีแตกต่างกัน 3. เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนเรียนด้วยความเพลิดเพลิน ไม่เกิดความรู้สึก เบื่อหน่ายในการเรียน 4. เพื่อสนองเจตนารมณ์ของหลักสูตร ให้ผู้เรียนได้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เกิดทักษะ กระบวนการให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข และมีความเป็นไทย 5. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงออก และมีส่วนร่วมในการเรียน ผู้สอนจึงควรจัดกิจกรรม การเรียนการสอนทุกครั้ง เพื่อประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นสำคัญการเรียนรู้ของผู้เรียน นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ (2545) ตัวบ่งชี้ที่บอกถึงลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนประกอบด้วย 1. การเรียนรู้อย่างมีความสุข เนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล คำนึงถึงการทำงนของสมองที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้เรียน ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่อง ที่ต้องการในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ บรรยากาศของการเอื้ออาทรและเป็นมิตร ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย นำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ 2. การเรียนรู้จากการได้คิดและลงมือปฏิบัติจริง คือ “เรียนด้วยสมองและสองมือ” เป็นผลจาก การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้คิด ไม่ว่าจะเกิดจากสถานการณ์หรือคำถามก็ตาม และได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งเป็น การฝึกทักษะที่สำคัญคือ การแก้ปัญหา ความมีเหตุผล 3. การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และเรียนรู้ร่วมกับบุคคลอื่น เป้าหมายสำคัญด้านหนึ่ง ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญคือ ผู้เรียนแสวงหาความรู้ที่หลากหลายทั้งในและนอกโรงเรียนทั้งที่ เป็นเอกสาร วัสดุ สถานที่ สถานประกอบการ บุคคล ซึ่งประกอบ ด้วยเพื่อน กลุ่มเพื่อน วิทยากร หรือผู้เป็น ภูมิปัญญาของชุมชน 4. การเรียนรู้แบบองค์รวมหรือบูรณาการ เป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ ได้สัดส่วนกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ความดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชาที่จัดให้เรียนรู้ 5. การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเข้าใจของผู้จัดการ เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญว่าทุกคนเรียนรู้ได้ และเป้าหมายที่สำคัญคือ พัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถที่จะ แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้จัดการเรียนรู้จึงควรสังเกตและศึกษาธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าถนัดที่จะ เรียนรู้แบบใดมากที่สุด ในขณะเดียวกันกิจกรรมการเรียนรู้จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วางแผนการเรียนรู้ด้วย ตนเอง การสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง นอกจากผู้เรียนจะได้ฝึกด้านการ จัดการแล้วยังได้ฝึกด้านสมาธิ ความมีวินัยในตนเอง และการรู้จักตนเองมากขึ้น
19 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลัง ของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยึดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษา สำหรับการศึกษาในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษา ขั้นพื้นฐานดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
20 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงมในสังคม และอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีสมรรถนะ สำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับ และส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้ วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่าง เหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน การแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกัน ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทงเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเอง และสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงานการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม
21 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองไทย และพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้จัดทำหลักสูตรหรือ ชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต สำหรับใช้เป็นเนื้อหามาตรฐานกลาง ให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาปรับใช้ในการเรียนการสอนให้กับกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทุกระดับชั้นเรียน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการแยกแยะประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมจิต พอเพียง และสร้างพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับ และไม่ทนต่อการทุจริต อันเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2561) ยุทธศาสตร์ที่ 1 “สร้างสังคมไม่ทน ต่อการทุจริต” กลยุทธ์ที่ 2 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัยให้สามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม และกลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต่อต้านทุจริต ประกอบด้วย 5 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) หลักสูตรอุดมศึกษา 3) หลักสูตรกลุ่ม ทหารและตำรวจ 4) หลักสูตรวิทยากร ป.ป.ช./บุคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 5) หลักสูตรโค้ช โดยเนื้อหา ในหลักสูตรประกอบด้วย 4 ชุดวิชา ได้แก่ 1) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม 2) ความอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3) STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต 4) พลเมือง และความรับผิดชอบต่อสังคม
22 หลักสูตรสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1) ชื่อหลักสูตร “รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต” (2) จุดมุ่งหมายของรายวิชา เพื่อให้นักเรียน (2.1) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม (2.2) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความละอาย และความไม่ทนต่อการทุจริต (2.3) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ STRONG: จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต (2.4) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลเมือง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (2.5) สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ (2.6) ปฏิบัติตนเป็นผู้ละอาย และไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ (2.7) ปฏิบัติตนเป็นผู้ที่ STRONG: จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต (2.8) ปฏิบัติตนตามหน้าที่พลเมือง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (2.9) ตระหนักและเห็นความสำคัญของการต่อต้าน และป้องกันการทุจริตส่วนรวม (3) คำอธิบายรายวิชา ศึกษาเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์ส่วนรวม ความละอาย และความไม่ทนต่อการทุจริต STRONG : จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต รู้หน้าที่ของพลเมือง และรับผิดชอบ ต่อสังคม ในการต่อต้านการทุจริต โดยใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ จำแนก แยกแยะ การฝึกปฏิบัติจริง การทำ โครงงาน กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) การอภิปราย การสืบสอบ การแก้ปัญหา ทักษะการอ่าน และการเขียน เพื่อให้มีความตระหนัก เห็นความสำคัญของการต่อต้านและการป้องกันการทุจริต (4) ผลการเรียนรู้ (4.1) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ (4.2 มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความละอาย และความไม่ทนต่อการทุจริต (4.3) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ STRONG: จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต (4.4) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลเมือง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (4.5) สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ (4.6) ปฏิบัติตนเป็นผู้ละอาย และไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ (4.7) ปฏิบัติตนเป็นผู้ที่ STRONG: จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต (4.8) ปฏิบัติตนตามหน้าที่พลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (4.9) ตระหนัก และเห็นความสำคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต
23 (5) ตารางชั่วโมงการจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1) การคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม 2) ความไม่ทน และความอายต่อการทุจริต 3) STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4) พลเมือง กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยกำหนดชั่วโมงการจัดการเรียนการสอนดังนี้ ตารางที่ 2.1 แสดงการกำหนดชั่วโมงการจัดการเรียนการสอน ที่ หน่วยการเรียนรู้ ระดับการศึกษา ปฐมวัย ประถมศึกษา ตอนต้น ประถมศึกษา ตอนปลาย มัธยมศึกษา ตอนต้น มัธยมศึกษา ตอนปลาย 1 การคิดแยกแยะ ผลประโยชน์ส่วนตนกับ ผลประโยชน์ส่วนรวม 14 ชั่วโมง 16 ชั่วโมง 14 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 2 ความอาย และความไม่ทน ต่อการทุจริต 12 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง 7 ชั่วโมง 3 STRONG: จิตพอเพียง ต้านทุจริต 9 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง 4 พลเมือง และความ รับผิดชอบต่อสังคม 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 15 ชั่วโมง รวม 40 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง 40 ชั่วโมง โดยหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต การศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเป็น 1 หลักสูตร และแยกเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ระดับชั้นปี ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1- 6 และระดับ มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 - 6 ทั้งนี้ ในแต่ละระดับชั้นปี จะใช้เวลาเรียนทั้งปี จำนวน 40 ชั่วโมง ซึ่งจะมีเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมและการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย (6) กิจกรรมการเรียนรู้ แนวคิดและแนวการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้นการใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ การสร้างความรู้ ได้แก่ 1) ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Construction Theory) 2) ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social Constructivism Theory) 3) ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive Constructivism) 4) ทฤษฎี ประมวลผลข้อมูล ( Information Processing Theory) 5) ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) 6) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning Theory) ในการจัดการเรียน
24 การสอน โดยภาพรวมจะใช้กลยุทธ์ การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือจัดตามความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ด้วยการสอนโดยใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์คิดสังเคราะห์การฝึกปฏิบัติจริงการทำโครงงานสืบสวนสอบสวน กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) การอภิปราย การแก้ปัญหาตลอดจนใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย เหมาะกับผู้เรียนแต่ละวัย (7) สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ จัดกิจกรรมด้วยสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น วิดีโอ ข่าว VTR นิทาน การ์ตูน ภาพยนตร์สั้น เอกสารแก้ทุจริตคิดฐานสอง สื่อสิงพิมพ์ต่าง ๆ ใบความรู้ ใบงาน วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจน แหล่งเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้น (8) การวัดและประเมินผล (8.1) การประเมินการเรียนรู้ โดยใช้เครื่องมือประเมินการเรียนรู้ในด้าน - ความรู้ความเข้าใจ - การปฏิบัติ - คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เครื่องมือที่ใช้ประเมิน - แบบสอบ - แบบประเมินการปฏิบัติงาน - แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน (8.2) การประเมินผล นักเรียนผ่านการประเมินทุกกิจกรรม ร้อยละ 80 ขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) มีวัตถุประสงค์ในการปลูกฝัง และสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ส่วนตนสิ่งใดเป็นประโยชน์ ส่วนรวมสามารถยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและ เกรงกลัวที่จะไม่ทุจริต และไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจ และทักษะให้แก่ ผู้เรียนหรือผู้ผ่านการอบรมในเรื่องการคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ความอาย และความไม่ทนต่อการทุจริต STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และพลเมืองกับความรับผิดชอบต่อ สังคม เพื่อร่วมกันป้องกันหรือต่อต้านการทุจริต มิให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในสังคมไทย และร่วมสร้างสังคมไทย ที่ไม่ทนต่อการทุจริตต่อไปโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหลักสูตรดังกล่าวไปพิจารณาปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ระดับปฐมวัยประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้ง อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบ
25 การศึกษาตามอัธยาศัย และสถาบันการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษาในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันการศึกษาทางทหาร เป็นต้นต่อเนื่องไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ครอบคลุม ทั้งระบบการศึกษา นอกจากนี้ ยังรวมถึงหลักสูตร ฝึกอบรมสำหรับบุคลากรของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจในหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำหลักสูตรนี้ไปปรับใช้ในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรข้าราชการ บุคลากรภาครัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่บรรจุใหม่ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรให้มีความชัดเจน และให้หมายความรวมถึงบุคลากรทางการศึกษา เช่น ครู อาจารย์ หรือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ทั้งในหลักสูตรการศึกษาชั้นพื้นฐาน และหลักสูตรอุดมศึกษาด้วย เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาที่เข้ารับ การอบรมหลักสูตรดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการถ่ายทอดความรู้หรือช่วยในการจัดการเรียนให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลักสูตรสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1. ชื่อหลักสูตร "รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต" 2. กลุ่มเป้าหมายการนำไปใช้ 1) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ ) 2) โรงเรียนสาธิต 3) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 4) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 5) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 6) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 7) สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร 8) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9) สำนักการศึกษา เมืองพัทยา 10) กรมกิจการเด็กและเยาวชน 11) สถาบันการบินพลเรือน 12) สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 13) กองทัพบก กระทรวงกลาโหม 14) กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม 15) กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหมวัฒนธรรม
26 3. แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ แนวทางที่ 1 เปิดรายวิชาเพิ่มเติม แนวทางที่ 2 บูรณาการการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แนวทางที่ 3 บูรณาการการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระอื่น ๆ แนวทางที่ 4 จัดในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แนวทางที่ 5 จัดเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร แนวทางที่ 6 บูรณาการกับวิถีชีวิตในโรงเรียน การนิเทศ กำกับ ติดตามการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ได้มีการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาลงสู่สถานศึกษา และมหาวิทยาลัยทุกสังกัดทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ทุกสถานศึกษานำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปขับเคลื่อน ตั้งแต่ ปีการศึกษา1/2562 (เดือนพฤษภาคม 2562) เป็นต้นไป รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ทั้ง 5 หลักสูตร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้กำหนดให้มีการติดตามการนำหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาไปใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด และเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายและตัวชี้วัด ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 - 2580) ในการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตและส่งเสริมให้ประชาชนมีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต ที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงาน ป.ป.ช. กำหนดการดำเนินโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ซึ่งมี ศูนย์ให้คำปรึกษา อยู่ที่สำนักต้านทุจริตศึกษา และกำหนดการลงพื้นที่เพื่อกำกับติดตาม และให้คำปรึกษา หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ซึ่งได้รับข้อมูลจากการลงพื้นที่ในแต่ละภูมิภาครวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่คัดเลือก จากหน่วยงานที่ยังไม่ได้นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ หรือหน่วยงานที่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ แล้วแต่ยังไม่ได้รายงานผลการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษามายังสำนักงาน ป.ป.ช. และในการจัดเก็บ ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยประชุมหารือการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษากับผู้แทน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใส ใจสะอาด "Youngster with Good Heart") รัฐบาลได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ในการปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรมค่านิยมที่พึงประสงค์ และด้านที่ 6 ด้านการปรับสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ในการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ สอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2560 - 2564) แผนงานที่ 5.9 การสร้างกลไก “ยับยั้ง”
27 และ “สร้างความตระหนักรู้” เพื่อป้องกันการทุจริต เพื่อสร้งองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อ การเปลี่ยนแปลง ปลูกจิตสำนึก ทักษะกระวนการคิดมีวินัย ชื่อสัตย์ อยู่อย่างพอเพียง จิตสาธารณะ โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบมุ่ง ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนแม่บทบูรณาการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) และยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 -2564) ซึ่งมี แนวทางหลักในการดำเนินงาน 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึกให้มีวัฒนธรรม และพฤติกรรมชื่อสัตย์สุจริต 2) ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และ 3) ปราบปรามการทุจริต งานเอกสารที่เกี่ยวข้อง กมล แสงบุญ (2559). การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านคิดเป็นทำเป็นของนักเรียน โรงเรียน บ้านดอนพะยอม โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษา สภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านดอนพยอม โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการคิดเป็น ทำเป็น ของนักเรียนโรงเรียนบ้านดอนพยอม โดยใช้หลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน บ้านดอนพยอม โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติมาก และคุณลักษณะที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนอันเป็นผลเนื่องมาจากสภาพการจัดการเรียนการสอน 2) การพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ ด้านคิดเป็นทำเป็นของนักเรียนโรงเรียนบ้านดอนพยอม โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง โดยใช้ประเด็นคำถามการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง และข้อมูลสารสนเทศ ที่บ่งชี้คุณภาพของผู้เรียนพบว่า นักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ตามโครงการที่โรงเรียนจัดทำขึ้นสามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น โดยดูผลจากการจัดกิจกรรม โครงการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและผู้บริหาร ข้าราชการครู นักเรียน คณะกรมกาสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียน ร่วมกันดำเนินงานการพัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยใช้หลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยวิธีการที่หลากหลาย และเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม และจัดให้มีระบบนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พระมหาปัญญาเลิศ อคุคปญฺโญ (ขำศรีพันธุ์). (2561). แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ตามหลักสังคหวัตถุ 4 สำหรับนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาด้าน ความรับผิดชอบต่อครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อ
28 เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อครอบครัวตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อ นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อครอบครัวตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข ต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อครอบครัวตามหลักสังคหวัตถุ 4 1) ด้านทาน นักเรียนให้ ความเคารพต่อกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน และสังคมอยู่เสมอเมื่อโรงเรียนมีกิจกรรม นักเรียนจะช่วย ทำงานอย่างเต็มที่รวมถึงให้ความสะดวก แก่เพื่อนทุกคนในโรงเรียน อย่างเต็มความสามารถ และให้คำแนะนำ และปรึกษาในเรื่องที่นักเรียนทราบ ด้วยความยินดี2) ด้านปิยวาจา นักเรียนพูดจาทักทายกับเพื่อนด้วยถ้อยคำ ที่ไพเราะอ่อนหวานน่าฟัง ให้คำแนะนำเพื่อนด้วยถ้อยคำนุ่มนวลเป็นประโยชน์และเป็นกันเอง ไม่พูดจาในสิ่งที่ ผู้อื่นฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจน้อยใจหรือคับแค้นใจ และไม่พูดจาส่อเสียด ว่าร้ายผู้อื่นให้เกิดความโมโห หรือเศร้า โศกเสียใจ 3) ด้านอัตถจริยา นักศึกษามีความสนใจใฝ่เรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่เกี่ยวข้องไปใช้ประโยชน์ใน การปฏิบัติและแก้ปัญหาให้สำเร็จ และมีน้ำใจ ไม่นิ่งดูดาย เมื่อมีผู้ต้องการความช่วยเหลือโดยขวนขวายให้ความ ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้มาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ 4) ด้านสมานัตตตา นักเรียนวางตนเป็นกันเอง มีอัธยาศัยไมตรี ไม่ทำให้เกิดความอึดอัด โดยวางตัวกับทุกคนความด้วยความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน และร่วมกันประเมินผลงานทั้งที่ปฏิบัติด้วยตนเองและปฏิบัติรวมกลุ่ม เพื่อสรุปผลสำเร็จ และคุณค่าความภูมิใจ ในการปฏิบัติ พระสมชาย เตชปญฺญ (เตชะ ได้ศึกษาเรื่อง การบริหารงานวิชาการตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษา สภาพการบริหารงานวิชาการตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนคศรีอยุธยา ในภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจากรายด้านแล้วทุกด้านอยู่ใน ระดับมากด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการวัดผล และประเมินผล ด้านกิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน ด้านสื่อ การเรียน การสอน ด้านการเรียนการสอน ด้านหลักสูตร ตามลำดับ 2) ข้อเสนอแนะ แนวทางในการพัฒนา การศึกษา การบริหารงานวิชาการตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนคศรีอยุธยา ต้องมีการพัฒนาใน 5 ด้าน คือ 1) ด้านหลักสูตร 2) ด้านการเรียนการสอน 3) ด้านสื่อการเรียนการสอน 4) ด้านกิจกรรมเสริมการเรียนการสอน 5) ด้านการวัดผล และประเมินผลเพื่อให้ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พิษณุ หอมสมบัติ (2562) การจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนด้านการป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชั่น ตามหลักฆราวาสธรรม 4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม จังหวัดสกลนคร การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สร้างรูปแบบ และเสนอรูปแบบ ในการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา 2) เพื่อส่งเสริมผู้เรียนด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
29 ตามหลักฆราวาสธรรม 4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม จังหวัดสกลนคร ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ตามหลัก ฆราวาสธรรม 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียน ด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ตามหลักฆราวาสธรรม 4 ด้านสัจจะ ใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จริง ด้านทมะ ใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษา ด้านขันติ ใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ และด้านจาคะ ใช้วิธีการสอนแบบแก้ปัญหาแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนด้านการป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชั่น ตามหลักฆราวาสธรรม 4 ด้านสัจจะ คุณครูควรใช้วิธีการสอน โดยใช้สื่อ ข่าวสาร หรือสถานการณ์จริง ผ่านกระบวนการกลุ่มในการระดมความคิดและวิเคราะห์เกี่ยวกับสัจจะ ด้านทมะ ครูใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษาให้นักเรียนศึกษา ด้านขันติ ครูใช้วิธี การจัดการเรียนรู้ ใช้วิธีการสอนแบบแสดงบทบาทสมมุติแล้วให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ จากการแสดงบทบาทสมมุติ ด้านจาคะ ครูใช้วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผู้เรียนด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น จะใช้หลากหลายวิธีแล้วแต่ ความเหมาะสมกับเนื้อหาและพื้นฐานของนักเรียนเช่นวิธีการสอนแบบแก้ปัญหา วิธีการสอนแบบอริยสัจ 4 หรือกระบวนการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ สุภาภรณ์ วธัญญา (2551) การพัฒนากระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ของสถานศึกษาขนาดเล็ก กรณีศึกษา : โรงเรียนวัดศรีภวังค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ของสถานศึกษา ขนาดเล็ก กรณีศึกษาโรงเรียนวัดศรีภวังค์ โดยใช้การวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาคือ ครูไม่มั่นใจในการดำเนินการใช้หลักสูตร ความไม่ชัดเจนในการบริหาร ขาดการนิเทศ กำกับ ติดตาม และการดำเนินการใช้หลักสูตรอย่างเป็นระบบ อานนท์ หล้าหนัก (2551) การบริหารงานวิชาการ ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา การบริหารงาน วิชาการตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ผลการวิจัย พบว่าสภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขนาดเล็ก โดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านหลักสูตร และการบริหารหลักสูตรมีสภาพปัญหาการบริหาร อยู่ในระดับมาก ส่วนอีก 4 ด้านมีสภาพปัญหาการบริหารอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการนิเทศภายใน ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา และด้านการประกันคุณภาพการศึกษา สภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการที่สำคัญ คือ บุคลากรที่ไม่เพียงพอ ในการจัดทำ และบริหารหลักสูตร มีครูไม่ครบชั้นเรียน ผู้บริหารและครูมีหน้าที่รับผิดชอบมาก และมีภาระงาน หลายด้านจึงไม่มีเวลานิเทศ ครูมีภาระงานมากจึงไม่สามารถสร้างเครื่องมือวัด และประเมินผลการเรียนให้ได้ มาตรฐาน และครอบคลุมตามเนื้อหา สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และขาดบุคลากรในการดำเนินงาน การประกันคุณภาพการศึกษา และมีแนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญ คือ เพิ่มอัตรากำลังครูให้ครบชั้นเรียน
30 และเพียงพอ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ควรใช้วิธีพูดคุย ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบไม่เป็น ทางการระหว่างเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น ร่วมกันในกลุ่มสถานศึกษาขนาดเล็กข้างเคียงจัดทำเครื่องมือวัด และประเมินผลการเรียนให้สมบูรณ์แบบ และเพิ่มบุคลากรให้กับสถานศึกษาขนาดเล็ก ประยงค์ พันธุ์ไพโรจน์ (2551) การศึกษาปัญหาการบริหารหลักสูตรสถนศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 การวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาหลักสูตร สถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการบริหาร หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 1 ในภาพรวมพบว่ามีปัญหา น้อยและเมื่อพิจารณาแต่ละขั้นตอนพบว่าทุกขั้นตอนมีปัญหาอยู่ในระดับน้อยเรียงตามลำดับปัญหาสูงสุด ไปต่ำสุด ได้ดังนี้ 1) การวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตรของสถานศึกษา 2 ) การปรับปรุงการใช้หลักสูตร ของสถานศึกษา 3) การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา 4) การดำเนินการใช้หลักสูตรของสถานศึกษา 5) การนิเทศ กำกับติดตามประเมินผลการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา 6) การจัดทำสาระของหลักสูตร ของสถานศึกษา บุญทรง ประดิษฐบุญ (2553) การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีความมุ่งหมาย ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการ หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำแนกตามขนาด โรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขในการบริหารจัดการหลักสูตร สถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมและรายด้าน มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีสภาพการปฏิบัติมากที่สุด คือ ด้านการเตรียม ความพร้อม รองลงมา คือ ด้านการจัดทำสาระหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตร สถานศึกษา และด้านการดำเนินการบริหารหลักสูตรนำหลักสูตรไปใช้ ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติน้อย ที่สุด คือ ด้านการสรุปผล การดำเนินการ ด้านการนิเทศกำกับ ติดตาม และด้านการปรับปรุง และพัฒนา ตามลำดับ 2) เปรียบเทียบสภาพการปฏิบัติการบริหารจัดการ หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 พบว่า มีสภาพการปฏิบัติต่อการบริหารจัดการหลักสูตร สถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 05 ทุกด้าน 3. ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 3 พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ และโรงเรียนขนาดกลางบางส่วน ขาดแคลน บุคลากรที่มีความความสามารถ ในมาตรฐานของหลักสูตร ทำให้ขาดความมั่นใจในการกำหนดเนื้อหา และกิจกรรมที่เหมาะสมได้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงาน
31 ต้นสังกัดครูส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอน และครูไม่ได้สอนตรงตามวิชาเอก แนวทางแก้ไข 1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือจัดอบรมให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจตรงกัน ในหลักสูตรสถานศึกษา 2) รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการจะต้องบรรจุครู หรือลูกจ้างประจำให้กับโรงเรียน ที่ขาดแคลน 3) รัฐบาล หรือกระทวงศึกษาธิการจะต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนอย่างเพียงพอ 4) ให้โรงเรียนที่มีบริบท และสภาพแวดล้อมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน รวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำหลักสูตร สถานศึกษาด้วยกัน และ 5)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้บริหารโรงเรียนมีการนิเทศกำกับ ติดตาม อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จันทิมา รุ่งเรือง (2552) การประเมินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ของโรงเรียนดรุณาราชบุรี แผนกสองภาษา การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการประเมินการใช้หลักสูตรของโรงเรียนดรุณาราชบุรี แผนกสองภาษา ด้านบริบทของหลักสูตร ปัจจัยนำเข้า กระบวนการใช้หลักสูตร และผลผลิตของหลักสูตร ผลการวิจัยปรากฏผล ดังนี้ 1) ด้านบริบทของหลักสูตรสถานศึกษา พบว่า หลักสูตรสถานศึกษา มีความสอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม วิสัยทัศน์ของโรงเรียนมีความชัดเจน สามารถ นำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม จัดการศึกษาตอบสนองความต้องการของชุมชน 2) ด้านปัจจัยนำเข้า ของหลักสูตรสถานศึกษาพบว่าผู้บริหาร ครูผู้สอนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติมีคุณลักษณะเหมาะสม ตามเกณฑ์ที่กำหนด คือมีความรู้ความสามารถเหมาะสมตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ด้านงบประมาณ ในการจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมต่าง ๆ มีอย่างเพียงพอ และมีความเหมาะสม การจัดสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และเอกสารประกอบหลักสูตรมีเพียงพอด้านห้องเรียนห้องประกอบการ และแหล่งเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอกสถานศึกษามีเพียงพอ ได้แก่ ห้องสมุด ห้องพยาบาล ห้องจริยธรรม ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องวิทยาศาสตร์ห้องดนตรี แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีเพียงพอ 3) ด้านกระบวนการ ใช้หลักสูตรสถานศึกษา พบว่า การวิเคราะห์มาตรฐานช่วงชั้นของครูเป็นไปอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่อง ของแต่ละช่วงชั้น สาระการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มวิชาครอบคลุมเนื้อหาของแต่ละวิชา ผู้สอนจัดการสอนโดยเน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ 4) ด้านผลผลิตของหลักสูตรสถานศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ คุณลักษณะอันพึงประสงค์และความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนของนักเรียนสอดคล้องกับ เกณฑ์ที่กำหนด ทางด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา พบว่า ผู้ปกครองมีความ พึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในเรื่อง การจัดเวลาของการเรียนรู้ทั้งในภาคภาษาไทย และภาษาอังกฤษ การประเมินผลภาคภาษาอังกฤษและภาคภาษาไทยที่มีคุณภาพ การรายงานผลการเรียนรู้ ให้ผู้ปกครองทราบอย่างเป็นระบบ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก ความพึงพอใจ
32 ต่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจวิธีการสอนของครู ที่น่าสนใจและมีความหลากหลาย พรสวรรค์ พงษ์ดี (2551) แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเวียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึ่งประสงค์ ของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นครสวรรค์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ ของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองนักเรียน มีแนวทาง คือโรงเรียนควรประสานกับสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาในการจัดเตรียมความพร้อมของครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และประสานความ ร่วมมือกับชุมชนในการวางแผน กำหนดนโยบาย และขอความอนุเคราะห์ใช้ทรัพยากรจากชุมชนโดยเน้นการมี ส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ นอกจากนี้โรงเรียนต้องกำหนดแนวทาง และวางแผนการบริหารจัดการสถานที่ เกี่ยวกับการบำรุง ดูแล รักษาสถานที่ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง และปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมให้ครูศึกษาคู่มือ การสอนโดยเน้นให้นักเรียนทำโครงงานหรือทำงานเป็นกลุ่ม โรงเรียนควรประสานกับชุมชน และหน่วยงานที่ เที่ยวข้องเพื่อขอรับการสนับสนุนสื่อ โสดทัศนูปกรณ์มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือนำนักเรียน ไปศึกษาเรียนรู้ในชุมชน นอกจากนี้โรงเรียนต้องนิเทศ ติดตามการทำงนของครูและส่งเสริมยกย่องชมเชย หรือมอบรางวัลให้แก่ครูที่มีความตั้งใจ และมีผลงานดีเด่น และที่สำคัญโรงเรียนต้องส่งเสริมให้ครูวัดผล และประเมินผลนักเรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมถึงจัดทำรายงานผลการพัฒนาคุณภาพ ของนักเรียน รายงานให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนมีความไว้วางใจ ต่อโรงเรียนมากยิ่งขึ้น 2) การเปรียบเทียบแนวทางการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองนักเรียน จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์และขนาด โรงเรียนพบว่าในภาพรวมไม่แตกต่างกัน พระสุริยน กตที่โป (ทับโชติ) (2561) แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะ ด้านความซื่อสัตย์สุจริตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3 จังหวัดนนทบุรี ผลวิจัยตามวัตถุประสงค์ พบว่า 1) สภาพปัญหาของการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นักเรียนจากผลการสำรวจ พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต มีการประพฤติตรงตาม ความเป็นจริงต่อ “ตนเอง” และ “ผู้อื่น” 2) หลักและวิธีการการจัดการเรียนรู้ สถานศึกษาได้กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจเป้าประสงค์ของโรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเข็มทิศของโรงเรียน ส่วนมากมีวิสัยทัศน์ที่เน้นการส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมประจำโรงเรียน และได้กำหนดให้คุณธรรมเป็นเป้าหมายหลักและกำหนดยุทธศาสตร์
33 ในการส่งเสริม สนับสนุน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ทั้ง 8 ด้าน หลักธรรมที่สามารถนำมาสนับสนับสนุนความซื่อสัตย์ สุจริทางกาย ทางวาจา และทางใจ ประกอบด้วยหลักธรรม 1) หลักธรรมว่าด้วย หิริ โอตัปปะ 2) หลักธรรม ว่าด้วยสุจริต 3 และ 3)หลักธรรมว่าด้วยมรรคมีองค์ 8 3) แนวทางการพัฒนาพัฒนาคุณลักษณะ ด้านความซื่อสัตย์สุจริตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีดังนี้ แนวทางที่ 1 การพัฒนาหลักสูตรวิชา เฉพาะเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่ดีของเด็ก และเยาวชน โดยจัดให้มีหลักสูตรวิชาดังกล่าวแยกต่างหากจาก กลุ่มสาระวิชาที่มีอยู่ให้หลักสูตรปกติ แนวทางที่ 2 การบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะที่ดีเข้าไปกับ เนื้อหาวิชาต่าง ๆ เป็นการสอดแทรกการพัฒนาคุณลักษณะที่ดีเข้าไปในการจัดการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระวิชา โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับคุณลักษณะที่ต้องการเสริมสร้างพัฒนาให้เหมาะสม เป็นการบูรณาการการพัฒนา คุณลักษณะที่ดีกับการจัดการเรียนรู้ปกติ ให้นักเรียนมีความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม จริยธรรม แนวทาง ที่ 3 การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมที่จัดนอกเหนือจากที่ กำหนดไว้ในหลักสูตร ไม่ยึดติดกับ เนื้อหาวิชา แต่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักสูตรหรือส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน และเป็น กิจกรรมที่ทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แนวทางที่ 4 การจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่ดี ของเด็ก และเยาวชนให้แตกต่างจากกิจกรรมเสริมหลักสูตรตรงที่กิจกรรมพิเศษจะจัดขึ้นเป็นครั้งคราว ตามวาระ ไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ และกิจกรรมดังกล่าวมักเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนจิตสำนึกในการพัฒนา ตนเอง โดยกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็น กิจกรรมที่ให้สถาบันที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาคุณลักษณะของ นักเรียน เช่น สถาบันครอบครัว โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองปลูกฝัง และพัฒนา คุณลักษณะของเด็ก และเยาวชนเมื่ออยู่ในครอบครัว หรือสถาบันศาสนา สามารถใช้สถานที่สำคัญทางศาสนา ทำกิจกรรม พัฒนาคุณลักษณะของเด็ก และเยาวชนได้ ทั้งนี้ควรมีการประเมินเพื่อกำกับติดตามความก้าวหน้า ในการพัฒนาคุณลักษณะที่ดีของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างดำเนินการอย่างสม่ำสมอ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้น ผลักดัน ให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป จำรัส บานเย็น (2551) การศึกษาการดำเนินงานพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบการดำเนินงานพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านการกำหนดนโยบาย ผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นผู้กำกับดูแลติดตามปฏิบัติให้ถูกต้องตามนโยบาย โครงการ แผนงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา ที่กำหนดไว้ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมหรือหัวหน้าโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในโรงเรียน เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติโดยตรงตามที่สถานศึกษาได้กำหนดไว้ ส่วนประธานกรรมการ สถานศึกษา มีหน้าที่ปฏิบัติโดยตรงตามที่สถานศึกษาปฏิบัติให้ถูกต้องตามนโยบายที่กำหนดไว้ 2) ด้านการจัด หลักสูตรการเรียนการสอน ผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา
34 และวัฒนธรรมหรือหัวหน้าโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในโรงเรียน และประธานกรรมการสถานศึกษาได้ ประชุมรวมคณะครูในโรงเรียนเพื่อวางแผนจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนให้ได้หลักสูตรสถานศึกษาที่มี ความสอดคล้องกับท้องถิ่น 3) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้กำหนดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมที่หลากหลายและชัดเจน เช่น พานักเรียนเข้าวัดไหว้พระ สวดมนต์ ฟังธรรม เข้าค่ายคุณธรรม บันทึกความดี อบรมคุณธรรม จริยธรรมทุกวันสุดสัปดาห์ เป็นต้น ทั้งด้าน ทฤษฎีและปฏิบัติจริงเพื่อให้นักเรียนเกิดแนวคิดปฏิบัติและประสบการณ์ตรง สามารถวัดผลประเมินผลได้ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมหรือหัวหน้าโครงการพัฒนาคุณธรรม จริธรรม ในโรงเรียนเป็นผู้ปฏิบัติจริงโดยตรง เพราะว่าครูทุกคนได้รับหลักการทฤษฎีและการปฏิบัติจากข้อประชุมรวม ของคณะวิชาการโรงเรียน ส่วนประธานกรรมการสถานศึกษามีส่วนช่วยให้การสนับสนุนในด้านระดมทรัพยากร หางบประมาณจากภายนอก และขออนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนสามารถดำเนินการตามกิจกรรม สำเร็จลุล่วงได้ 1) ด้านบุคลากร สถานศึกษามีการแต่งตั้งคณะกรรมการโดยมีคณะครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และนำผลการเข้าร่วมกิจกรรมมาประเมินผล การเรียนการสอนวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์และได้นำมาวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นต่อไป สถานศึกษา ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจนเท่าที่ควร แม้จะมีการประเมินผลการจัดงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทุกโครงการแต่ยังขาดการรายงานเสนอแนะให้ชุมชนได้รับทราบ และสถานศึกษาได้สร้าง เครื่องมือในการวัดและประเมินผลเอง ยังขาดการหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือนั้น ๆ ดังนี้การประเมินผล ในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม นักเรียนมีความเที่ยงตรง ยุติธรรม สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่ การสังเกต พฤติกรรม การสอบถามจากครู และผู้ปกครองนักเรียน
35 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การรายงานครั้งนี้ มุ่งศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดบุรีรัมย์ และสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการสำรวจ โดยจะได้นำเสนอวิธีดำเนินการ ดังนี้ รูปแบบแผนการรายงาน การรายงานครั้งนี้เป็นการสำรวจ คือใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลครั้งเดียว มีกระบวนการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหา และกำหนดปัญหา 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 3. กำหนดรูปแบบของการวิจัย 4. การดำเนินการ 4.1 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 4.2 สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการสำรวจ 4.3 เก็บรวบรวมข้อมูล 4.4 วิเคราะห์ข้อมูล 5. รายงานผล กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มประชากร คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 แห่ง รวมจำนวน 64 แห่ง เครื่องมือในการวิจัย 1. การสร้างเครื่องมือในการรายงานครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (questionnaire) โดยได้ดำเนินการ สร้างตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรสถานศึกษา และหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
36 1.2 ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการสร้างแบบสอบถาม จากตำรา เอกสาร และวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อนำมาสร้างแบบสอบถาม 1.3 สร้างแบบสอบถามตาหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมเนื้อหาโดยศึกษาจากแบบสอบถามต่าง ๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน 2. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงและแก้ไขแล้วนำไปเก็บข้อมูลจริง เครื่องมือที่ใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิดและปลายเปิด แบ่งออกเป็น ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อการนำ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้ 1. ทำหนังสือแจ้งสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดบุรีรัมย์จำนวน 64 แห่ง ตอบแบบสำรวจการนำ ได้รับการตอบกลับมา 64 คำตอบ คิดเป็นร้อยละ 100 2. นำผลข้อมูลที่ได้ไปดำเนินการสรุป และรายงานผล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว ผู้รายงานได้นำเครื่องมือทั้งหมดมาวิเคราะห์ข้อมูล 2. การจัดกระทำข้อมูล 2.1 คำถามที่เป็นแบบสำรวจรายการ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 1 วิเคราะห์ หาค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง 2.2 แบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับ ปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะนำมา วิเคราะห์โดยวิธีการสังเคราะห์ความคิดเห็นที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน แล้วหาค่าความถี่เพื่อนำมา ประกอบการอภิปรายผลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สรุปเป็นคำบรรยายตามหมวดหมู่ ของข้อมูล
37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การรายงานครั้งนี้เป็นการสำรวจ คือใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลครั้งเดียว มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา (2) ศึกษา กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของสถานศึกษา (3) ศึกษาปัญหาอุปสรรค ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ผู้รายงาน ได้แบ่งเนื้อหา การนำเสนอ ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป ผู้รายงานได้ทำหนังสือแจ้งสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดบุรีรัมย์จำนวน 64 แห่ง ได้รับการตอบกลับมา 64 คำตอบ คิดเป็นร้อยละ 100.00 ตารางที่ 4.1 แสดงจำนวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม หน่วยงาน อำเภอ จำนวนทั้งหมด (สถานศึกษา) จำนวน ตอบแบบสอบ ร้อยละ สถานศึกษาสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนในจังหวัด บุรีรัมย์ 41 41 100.00 สถานศึกษาสังกัดสำนักงาน ส่งเสริมการศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตาม อัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์ 23 23 100.00 รวม 64 64 100.00 จากตารางที่ 4.1 พบว่า จำนวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม หน่วยงาน โดยรวม คิดเป็นร้อยละ 100.00 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในจังหวัดบุรีรัมย์ คิดเป็นร้อยละ 100.00 และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดบุรีรัมย์คิดเป็นร้อยละ 100.00
38 ตารางที่ 4.2 แสดงจำนวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม ระดับชั้นที่เปิดสอนในสถานศึกษา ระดับชั้น จำนวน (โรงเรียน) ร้อยละ ปฐมวัย 6 9.37 ปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 16 2.50 ปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 8 12.50 ปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4 6.25 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 1 1.56 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 1 1.56 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 5 7.81 อื่น ๆ (กศน.) 23 35.93 รวม 64 100.00 จากตารางที่ 4.2 พบว่า จำนวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม ระดับชั้นที่เปิดสอน ในสถานศึกษา ชั้นปฐมวัย คิดเป็นร้อยละ 9.37 ชั้นปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คิดเป็นร้อยละ 2.50 ชั้นปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 12.50 ชั้นปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คิดเป็นร้อยละ 6.25 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 คิดเป็นร้อยละ 1.56 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็น ร้อยละ 7.81 และอื่น ๆ (กศน.) คิดเป็นร้อยละ 35.93
39 ตารางที่ 4.3 แสดงจำนวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา การนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา จำนวน (สถานศึกษา) ร้อยละ เปิดรายวิชาเพิ่มเติม 4 7.40 บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 22 40.74 บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระอื่น ๆ 15 27.77 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 10 18.51 จัดเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร - - บูรณาการกับวิถีชีวิตในโรงเรียน - - ยังไม่นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน 3 5.55 รวม 64 100.00 จากตารางที่ 4.3 พบว่า จำนวน และร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามการนำหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 40.74 บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 27.77 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน คิดเป็นร้อยละ 18.51 เปิดรายวิชาเพิ่มเติม คิดเป็นร้อยละ 7.40 และยังไม่นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน คิดเป็นร้อยละ 5.55 2. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 2 กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริต ศึกษาของสถานศึกษา วิเคราะห์โดยวิธีการสังเคราะห์ความคิดเห็นที่มี ความหมายคล้ายคลึงกัน แล้วหาความถี่ เพื่อนำมาประกอบการอภิปรายผล ดังต่อไปนี้ 2.1. กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในสถานศึกษาของท่านมีผลเป็นอย่างไร กลุ่มตัวอย่างส่วนมากมีความเห็นว่า การบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในโรงเรียนมีผล ดังนี้ 2.1.1 ประกาศเจตนารณ์และรณรงค์ป้องการการทุจริตในสถานศึกษา และมีความพร้อม ในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริต ทั้งด้านบุคลากร สื่อการสอน คณะครูมีความรู้ความเข้าใจ ในเนื้อหาแต่ละหน่วย มีเอกสาร หลักฐาน ร่องรอย เป็นต้น
40 2.1.2 ครูผู้สอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จัดการเรียนการสอนต้านทุจริต บูรณาการในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สามารถจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด และมีการวัดผลประเมินตามตัวชี้วัด 2.1.3 นักเรียนและคณะครูได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น โดยกิจกรรมดังกล่าวมีความ สอดคล้องและเกี่ยวกับวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวันจึงทำให้เข้าถึงนักเรียนได้ง่าย 2.1.4 นักเรียนได้ปฏิบัติจริง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต การทุจริต มีสำนึก และตระหนักถึงความซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอ 2.1.5 นักเรียนเกิดคุณลักษณะ 5 ประการ คือทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และจิตสาธารณะ จากการวัดและการประเมินผล นักเรียนเกิดคุณลักษณะตามที่หลักสูตรต้าน ทุจริตที่ได้กำหนด มีคุณธรรม จริยธรรม ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการทุจริต 2.2 กิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักเรียน 1) โครงการโรงเรียนคุณธรรม 2) โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข 3) โครงการโรงเรียนสุจริต 4) โครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน 2.3. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านทักษะกระบวนการคิด 1) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา การคิดแยกแยะ ระบบ คิดฐาน 2 ระบบคิดฐาน 10 ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ ส่วนรวมการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบของ ผลประโยชน์ทับซ้อน 2) บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ ฝึกให้นักเรียนมีความสามารถในการจำแนก เปรียบเทียบให้เหตุผล มีวิจารณญาณแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ได้ว่าสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ และไม่ควร ประพฤติปฏิบัติไม่ให้เกิดการการกระทำใด ๆ เพื่อตนเองหรือผู้อื่นให้ได้รับผลประโยชน์ที่ไม่มีสิทธิ์จะได้รับโดย วิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่ซื่อสัตย์ 3) กิจกรรมการแสดงบทบาทสมมุติ เรื่องการลอกข้อสอบในระหว่างที่มีการสอบปลายภาค แล้วให้นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์นั้น ว่าบทบาทที่แสดงนักเรียน ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการสอบถูกต้องหรือไม่อย่างไร 4) ผู้สอนสร้างสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการทุจริต โดยนำเสนอในรูปแบบ สื่อวีดิโอ ภาพยนตร์สั้น ให้นักเรียนและผู้สนใจได้วิเคราะห์ถึงแนวคิดที่ได้
41 5) โครงการค่ายคุณธรรม เน้นการพัฒนาให้นักเรียนได้ตระหนักถึงความรักต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรู้จักหน้าที่ตนเอง การเคารพผู้อื่น การแสดงออกอย่างมีสติ 2.4. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านอยู่อย่างพอเพียง 1) การจัดหลักสูตรสถานศึกษาบูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นักเรียน เข้าใจและประยุกต์ใช้หลักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่อย่างพอเพียงมีจิตสาธารณะ ยึดมั่นใน คุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิตและต่อต้านการทุจริต การเน้นการปฏิบัติตามคุณธรรม 8 ประการ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ 2) กิจกรรมการปลูกจิตสำนักให้นักเรียนได้รู้จักความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความ จำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีหลักสำคัญซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี 3) การยอมรับความเป็นตัวเรา พอมีพอใช้ ไม่อยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน เพราะนั่นคือ จุดเริ่มต้นของการทุจริตทั้งปวง การหักห้ามใจไม่อยากได้อยากมี และการอดออมเพื่อสะสมทรัพย์ตามกำลังเมื่อ มีกำลังทรัพย์ เราก็สามารถซื้อหาในสิ่งที่เราอยากได้ โดยไม่ต้องเดือดร้อน 4) นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน รู้จักดำรงตน อยู่โดยมีสติ รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ มีความเข้มแข็ง ทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจใฝ่ต่ำ 5) บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้นักเรียนดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความ พอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 2.5. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านมีวินัย 1) จัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้นักเรียนมี จิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตนเองและ ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อบังคับ กติกา ระเบียบ กฎหมายของ ครอบครัวโรงเรียน สังคม และยอมรับผลที่เกิดจากการปฏิบัติเคารพสิทธิของผู้อื่นและเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชน สังคมประเทศชาติและสังคมโลก 2) ปลูกฝังวินัยให้กับนักเรียนโดยผ่านกิจกรรม คือ การเข้าแถวหน้าเสาธง การทำความสะอาด แต่ละเขตสี การทำเวรประจำวัน การแปรงฟันในตอนกลางวัน การเดินแถวเข้าโรงเรียนและกลับบ้าน 3) ส่งเสริมนักเรียนให้มีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบ กฎหมายของโรงเรียน สังคม และเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชน ฯลฯ 4) จัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความเสียสละ อดทนฝึกการมีระเบียบวินัย ต่อตนเองและผู้อื่น
42 5) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดทักษะด้านระเบียบวินัยยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เช่น กิจกรรมสภานักเรียน กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นต้น 2.6. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านซื่อสัตย์ 1) โรงเรียนดำเนินงาน โครงการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรม การปฏิบัติตามคุณธรรม 8 ประการ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ 2) กิจกรรมการปลูกฝังให้นักเรียนความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรมการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การมีวินัยในตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม 3) กิจกรรมของหายได้คืน โดยนักเรียนซึ่งเมื่อนักเรียนเก็บสิ่งของได้นำมาส่งครูและประกาศ หาเจ้าของ คุณครูประชั้นจะให้คะแนนเพิ่มในเรื่องของความซื่อสัตย์ และคะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านความซื่อสัตย์ 4) บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้นักเรียนแสดงออกถึงความประพฤติ ตรงตามความเป็นจริงต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและโลก ทั้งทางกาย วาจา และใจ 5) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนตระหนักถึงความซื่อสัตย์สุจริต โตไปไม่คดโกง 2.7. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านมีจิตสาธารณะ 1) สถานศึกษาจัดกิจกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ที่ผู้เรียนควรตระหนักและต้องหมั่น ปฏิบัติอยู่เสมอ คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ 2) ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และสังคมเช่น ทำความสะอาดวัด และช่วยบริการน้ำดื่มในงานฌาปนกิจศพ เป็นต้น 3) การเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในสถานศึกษา ชุมชน เพื่อจะได้มีประสบการณ์ต่อการ พัฒนาด้านจิตสาธารณะ ทำให้ได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง คนดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเกิดความ ภาคภูมิใจในตนเอง 4) จัดกิจกรรมบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ฝึกให้ นักเรียนคิดวิเคราะห์แยกแยะการกระทำที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและ สังคมสาธารณะประโยชน์ 5) จัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญ พานักเรียนบำเพ็ญประโยชน์เก็บขยะและทำความสะอาดรอบ บริเวณโรงเรียนและชุมชน และปลูกต้นไม้รอบสถานศึกษา เป็นต้น
43 2.8. เอกสาร หลักฐานอ้างอิง สนับสนุนกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของ สถานศึกษา 1) มีแผนการดำเนินงานหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 2) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ 3) บันทึกการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4) หลักสูตรสถานศึกษา 5) คู่มือหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 6) แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละระดับชั้น 7) รายงานการประชุมโรงเรียน 8) รายงานผลการดำเนินงานโครงการ 9) ผลงาน/ใบงานนักเรียน 10) ภาพกิจกรรม 2.9. เอกสาร หลักฐานอ้างอิง สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 1) แนวการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปจัดในกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือบูรณาการกับวิถี ชีวิตในสถานศึกษา 2) หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาและแผนการจัดการเรียนรู้ 3) แผนบูรณาการการจัดการเรียนรู้และบันทึกหลังสอน 4) เครื่องมือวัดและประเมินผล 5) รายงานผลการประเมินผู้เรียน 2.10. เอกสาร หลักฐานอ้างอิง การประเมินคุณภาพผู้เรียนที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เครื่องมือประเมินคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต แบบบันทึกผลการประเมินคุณธรรมของโรงเรียน สมุดบันทึกความดี สรุปผลการประเมินผู้เรียน และรายงานผล การประเมิน 2.11. จุดเด่นของสถานศึกษา 1) สถานศึกษามีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ทั้งด้าน บุคลากร คณะครูมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาแต่ละหน่วย มีแผนการจัดการสอนบูรณาการ มีการส่งเสริม ให้นักเรียนอยู่ในศีลธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรม มีพระวิทยากรมาอบรมให้ความรู้ในแต่ละสัปดาห์ มีห้อง จัดแสดงพระราชกรณียกิจ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเผยแพร่หลักสูตร แผนการจัดการเรียนการสอน สื่อนวัตกรรม ผลงาน เป็นต้น
44 2) สถานศึกษามีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา มีแผน การจัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประเมินผล จากการสังเกตพฤติกรรมที่ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความสุจริต นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 3) สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษาการป้องกันทุจริต โดยผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถาศึกษา นักเรียน ให้ความร่วมมือ และประพฤติ ปฏิบัติตามอย่างดีเยี่ยมปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 4) เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่มาก สามารถจัดการอบรมคุณธรรม จริยธรรมให้นักเรียน กิจกรรมบูรณาการ จัดเพิ่มเติมไปในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การจัดกิจกรรมรณรงค์ จัดทำป้ายรณรงค์ต่อต้าน การทุจริตทุกรูปแบบและนำนักเรียน ร่วมเดินรณรงค์และอบรมให้ความรู้รูปแบบการโกง ปัญหาการคอร์รัปชั่น 3. ปัญหา อุปสรรคข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ใน สถานศึกษา 3.1 ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงาน 3.1.1 การดำเนินงานการนำหลักสูตรต้านทุจริตมาใช้ในสถานศึกษามีความล่าช้า ตรงที่มี การจัดประชุมชี้แจงแนวทางการนำหลักสูตรไปใช้ หลังจากการกำหนดหลักสูตรสถานศึกษาไปแล้ว ทำให้ สถานศึกษากำหนดรูปแบบการดำเนินหลักสูตรต้านทุจริตเป็นไปได้ยาก 3.1.2 ไม่มีครูสอนสังคมโดยตรง และครูมีภารงานรับผิดชอบมาก ทำให้ไม่มีเวลากำกับ ติดตามพฤติกรรมนักเรียนได้อย่างเต็มที่ 3.1.3 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอน หลักสูตรต้านทุจริตนั้นไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการจัดการเรียน การสอน ประกอบกับเนื้อหาในรายวิชาสังคมศึกษาเดิมก็มีเนื้อหาค่อนข้างมาก จึงทำให้การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ไม่เต็มศักยภาพ 3.2 ข้อเสนอแนะ 3.2.1 ควรมีการประชุมชี้แจงกำหนดแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตมาใช้ใน สถานศึกษาก่อนที่สถานศึกษาจะกำหนดสูตรสถานศึกษาก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อสถานศึกษาจะได้กำหนด แนวทางในการดำเนินการและเตรียมความพร้อมได้ทันเวลา 3.2.2 สร้างเครือข่าย อบรมแกนนำครู ชุมชนและนักเรียน เพื่อเผยแพร่กิจกรรมให้ ครอบคลุมทุกพื้นที่ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง 3.2.3 สถานศึกษาต้องการบุคลากรที่ตรงเอกเพื่อให้ได้คุณภาพในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมให้ได้สอดคล้องกับหลักสูตร
45 3.2.4 จัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติ ครู นักเรียน ผู้ปกครองที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็น แบบอย่างที่ดี โรงเรียนและชุมชนที่มีการบริหารจัดการด้านการป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน 3.2.5 ควรนำและเน้นหลักสูตรเรื่อง คุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ให้มากเพื่อป้องกัน ลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของเยาวชน เพราะสมัยนี้ เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่จะควบคุม หากเยาวชนไม่มีคุณธรรม จริยธรรมมาเป็นเกาะกำบังชีวิตได้ ย่อมส่งผลเสียต่อประเทศชาติและส่วนรวม 3.2.6 การปลูกฝังจิตสำนึกและพัฒนาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนควรปฏิบัติ อย่างต่อเนื่องและจริงจังจากทุกฝ่าย
46 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ใน สถานศึกษา (2) ศึกษากระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของสถานศึกษา (3) ศึกษาปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดบุรีรัมย์ ปี การศึกษา 2565 จำนวน 41 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 แห่ง รวมจำนวน 64 แห่ง เครื่องมือ ที่ใช้ใน การรายงานเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับศึกษาแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ใน สถานศึกษามี 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับ กระบวนการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูล จากการตอบแบบสำรวจการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ผ่านทางกูเกิ้ลฟอร์ม ได้รับ การตอบกลับมา 64 คำตอบ คิดเป็นร้อยละ 100 00 นำข้อมูลไปวิเคราะห์โดยวิธีการแจกแจงความถี่ คำนวณ เป็นค่าร้อยละ สังเคราะห์ความคิดเห็นที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน แล้วนำมาอภิปรายผลโดยการวิเคราะห์ เนื้อหา (Content Analysis) สรุปผลการรายงาน ผู้รายงานได้ทำหนังสือแจ้งให้โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนใน จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41 แห่ง และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย จังหวัดบุรีรัมย์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 23 แห่ง รวมจำนวน 64 แห่ง โรงเรียนตอบแบบสำรวจ การนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ได้รับการตอบกลับมา 64 คำตอบ คิดเป็นร้อยละ 100 00 เปิดการเรียนการสอน ดังนี้ 1) ปฐมวัย 2) ปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) ปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 5) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 6) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3และ 7) มัธยมศึกษาปีที่ 3 8) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 9) อื่น ๆ (กศน.) 1. แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า แนวทางการนำหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา มากที่สุด ได้แก่ บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
47 ศาสนาและวัฒนธรรม บูรณาการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระอื่น ๆ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เปิดรายวิชาเพิ่มเติม และยังไม่นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ 2. กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของสถานศึกษา (1) กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในโรงเรียนของท่านมีผลเป็นอย่างไร พบว่าโรงเรียนมีการดำเนินการดังต่อไปนี้ ประกาศเจตนารมณ์และรณรงค์ป้องการการทุจริตในโรงเรียน เตรียม ความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริต ทั้งด้านบุคลากร สื่อการสอน คณะครูมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาแต่ละหน่วย ครูมีแผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรต้านทุจริตโดยการบูรณาการในทุกกลุ่ม สาระการเรียนรู้ สามารถจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด และมีการวัดผลประเมินตา มตัวชี้วัด มีเอกสารหลักฐาน ร่องรอย เป็นต้น (2) กิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักเรียน พบว่า โรงเรียนมี การดำเนินโครงการโรงเรียนคุณธรรม โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โครงการ ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน เป็นต้น (3) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านทักษะกระบวนการคิด พบว่า โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา การคิด แยกแยะระบบคิดฐาน 2 ระบบคิดฐาน 10 ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต ประโยชน์ส่วนตน และประโยชน์ส่วนรวมการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบ ของผลประโยชน์ทับช้อนบูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ ฝึกให้นักเรียนมีความสามารถในการจำแนก เปรียบเทียบ ให้เหตุผล มีวิจารณญาณแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมุติ สร้างสถานการณ์จำลอง สื่อวีดิโอ ภาพยนตร์สั้น และโครงการคุณธรรมต่าง ๆ (4) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านอยู่ อย่างพอเพียง พบว่า โรงเรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้นักเรียนดำเนินชีวิตโดยยืดหลักความพอประมาณ ความมี เหตุผล มีภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ยืดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิตและ ต่อต้านการทุจริต การเน้นการปฏิบัติตามคุณธรรม 8 ประการ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ (5) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมในการป้องกันการทุจริต ด้านมีวินัยพบว่า โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับทุกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้นักเรียนมี จิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตนเองและปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อบังคับ กติกา ระเบียบ กฎหมายของ ครอบครัวโรงเรียน สังคม และยอมรับผลที่เกิดจากการปฏิบัติเคารพสิทธิของผู้อื่นและเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชน