The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปี4 CAR 5_ธัญชนก ไชยศรี_590210011_ตอนเรียนที่2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanchanok Chaisri, 2022-03-06 11:58:45

ปี4 CAR 5_ธัญชนก ไชยศรี_590210011_ตอนเรียนที่2

ปี4 CAR 5_ธัญชนก ไชยศรี_590210011_ตอนเรียนที่2

การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสยี งและสะกดคำภาษาองั กฤษ
โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5

โรงเรียนเทศบาลวัดศรสี ุพรรณ

USING PHONICS LEARNING ACTIVITIES TO IMPROVE ENGLISH PRONOUNCING
AND SPELLING SKILLS OF GRADE 5 STUDENTS,
WAT SRISUPAN MUNICIPALITY SCHOOL

ธญั ชนก ไชยศรี

งานวิจัยน้เี ป็นสว่ นหน่ึงของกระบวนวิชา 100501 การวจิ ัยทางการศึกษา
สาขาวชิ าประเมนิ ผลและการวิจัยการศกึ ษา ภาควชิ าพืน้ ฐานและพฒั นาการศกึ ษา

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่



ชอื่ เรือ่ งวิจัย การพฒั นาความสามารถในการอ่านออกเสยี งและสะกดคำภาษาองั กฤษ
ชอ่ื ผู้ดำเนนิ การวิจยั โดยใชก้ จิ กรรมการสอนแบบโฟนิกส์
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสพุ รรณ
นางสาวธญั ชนก ไชยศรี รหัสประจำตัวนักศึกษา 590210011
สาขาวชิ าประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทคดั ย่อ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom action research) มี
วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษก่อนและหลัง
เรียนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
ครั้งน้ี ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาลวัด
ศรสี ุพรรณ จำนวน 14 คน

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถใน
การอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ เป็นแบบทดสอบแบบสอบปากเปล่า จำนวน 20 ข้อ
คะแนนเต็ม 80 คะแนน โดยไดต้ รวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือด้านความตรงเชิงเนื้อหาที่พิจารณาจากค่า
IOC ที่มากกว่า 0.50 ซึ่งทุกข้อคำถามมีค่าสูงกว่า 0.50 จึงสามารถนำมาใช้ได้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้
สถิติบรรยายในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนน
แบบทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ โดยใช้การหาร้อยละ
ค่าเฉล่ยี ของรอ้ ยละและนำมาแปลผล และค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีร้อยละของคะแนนสอบหลังได้รบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดย
ใชก้ ิจกรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ มากกว่ารอ้ ยละของคะแนนสอบก่อนการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้กจิ กรรม
การสอนแบบโฟนิกส์ ที่นักเรียนส่วนใหญ่มีร้อยละของคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 19.86 ค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน คือ 20.04 และเมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียน
ส่วนใหญ่มีร้อยละของคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 68.57 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ 13.81 และนักเรียน
ส่วนใหญ่ได้คะแนนสอบหลังเรยี นมากกวา่ ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม (จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ
93)



กติ ติกรรมประกาศ

งานวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ โดย
ใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ
สำเร็จลุล่วงด้วยดี เนื่องจากบุคคลสำคัญหลายท่านที่ช่วยอนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือ ผู้วิจัยขอ
อนญุ าตเอย่ นามบคุ คลสำคัญท่มี สี ่วนช่วยให้งานวิจยั ฉบบั นสี้ ำเรจ็ ลุลว่ งไปได้ด้วยดี

ขอขอบพระคณุ อาจารย์ ดร. ณฐั พล แจ้งอักษร อาจารยผ์ ู้สอนประจำกระบวนวิชา 100501
การวิจัยทางการศึกษา ที่ได้กรุณาให้ความรู้ในการทำวิจัย คำปรึกษา คำแนะนำข้อคิดเห็น ชี้แนะ
แนวทาง ตลอดจนตรวจสอบและแกไ้ ขขอ้ บกพร่องรายงานวิจยั มาโดยตลอด

ขอขอบพระคณุ ครทู พิ มณี สิทธวิ งศ์ หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาองั กฤษ และครูผู้สอน
ประจำวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 และครูทุกท่านในโรงเรียนเทศบาลวัดศรี
สุพรรณ ที่ให้ช่วยอนุเคราะห์จัดสรรเวลาเพื่อให้ผู้วิจัยได้เข้าไปทำการเก็บข้อมูลกับนักเรียน อีกทั้งให้
ความเมตตาเป็นที่ปรึกษาในการทำวิจัยในครั้งนี้ และให้คำแนะนำในการสังเกต การจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้ทเ่ี หมาะสม

ธัญชนก ไชยศรี

สารบัญ ค

บทคดั ย่อ หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ ก
สารบัญ ข
สารบัญตาราง ค
สารบญั ภาพ จ
สารบัญแผนภมู ิ ฉ
บทที่ 1 บทนำ ช

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา 1
คำถามวจิ ยั 3
วัตถปุ ระสงค์วิจัย 3
สมมตฐิ านวิจยั 3
ขอบเขตของการวจิ ยั 3
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 4
ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ บั 4
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง
ตอนที่ 1 การออกเสยี งภาษาองั กฤษตามหลักสัทศาสตร์ 5
ตอนที่ 2 วิธกี ารสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Method) 7
ตอนที่ 3 ความสามารถในการอ่านออกเสยี งภาษาอังกฤษ 11
ตอนที่ 4 ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การสอนแบบโฟนิกส์ 13
ตอนท่ี 5 งานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง 14
ตอนท่ี 6 กรอบแนวคิดของการวจิ ัย 15
บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวิจยั
ประชากร 16
ตวั จดั กระทำ 16
การพัฒนาตวั จดั กระทำ 16

ขั้นตอนของการวิจยั ง
เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู หน้า
การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถิติท่ีใช้ 19
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 21
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ภมู หิ ลงั ของประชากร 26
ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 27
ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะหเ์ ชิงคุณภาพ
บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 29
สรปุ ผลการวิจยั 29
อภิปรายผลการวิจัย 32
ข้อเสนอแนะ
บรรณานกุ รม 34
ภาคผนวก 35
ภาคผนวก ก รายนามผเู้ ชี่ยวชาญในการตรวจเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ยั 36
ภาคผนวก ข เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย 38
ภาคผนวก ค การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรยี นรู้ 42
ภาคผนวก จ บนั ทกึ ผลหลงั การสอน 44
สะทอ้ นคิดจากการเรยี น 49
56
80
82



สารบัญตาราง หน้า
12
ตาราง 12
ตาราง 1 การอ่านออกเสียงตามหนว่ ยเสยี งของพยญั ชนะภาษาองั กฤษแบบโฟนิกส์ 22
ตาราง 2 การอา่ นออกเสียงตามหนว่ ยเสยี งของสระภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ 23
ตาราง 3 ตารางระบุรายละเอียดของเครือ่ งมอื 25
ตาราง 4 ตารางแสดงค่าดชั นีวัดความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบ
ตาราง 5 ตารางแสดงคา่ ดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ของความเหมาะสมของเนื้อหากับส่ิงท่ี 27
ตอ้ งการวัดและวิธกี ารวดั 29
ตาราง 6 ระยะเวลาทำการวจิ ัย และแผนการดำเนนิ งานตลอดโครงการวจิ ัย 30
ตาราง 7 ขอ้ มูลภมู หิ ลัง 31
ตาราง 8 คะแนนก่อนและหลังไดร้ ับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์
ตาราง 9 คะแนนเฉล่ยี ก่อนและหลงั ไดร้ ับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์

สารบญั ภาพ ฉ

ภาพท่ี หน้า
ภาพท่ี 1 Phonics Song 17
ภาพท่ี 2 ตัวอย่างบัตรคำหนว่ ยเสียง 17
ภาพที่ 3 บตั รพยัญชนะและสระในภาษาอังกฤษ 17
ภาพท่ี 4 ตัวอย่างแบบฝกึ ทักษะชุด Beginning Word Sound 18
ภาพท่ี 5 ตวั อยา่ งบัตรคำศัพท์ (คำศัพทจ์ ากแบบฝึกทักษะ) 19
ภาพที่ 6 นกั เรยี นมีปฏสิ ัมพันธ์กบั ครูผสู้ อน 33



สารบญั แผนภูมิ หน้า
31
แผนภมู ิ
แผนภูมิวงกลม 1 แผนภูมิวงกลมแสดงร้อยละจำนวนนักเรยี นท่สี อบก่อนเรียนไดค้ ะแนน 32
มากกวา่ และน้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ของคะแนนเตม็
แผนภูมิวงกลม 2 แผนภมู ิวงกลมแสดงรอ้ ยละจำนวนนกั เรยี นทส่ี อบหลังเรียนได้คะแนน
มากกว่าและน้อยกวา่ ร้อยละ 60 ของคะแนนเตม็

1

บทท่ี 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นภาษาสากลของโลกที่ทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาตินำไปใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความ
เข้าในที่ตรงกัน การมีความรู้และความเข้าใจพื้นฐานของวิชาภาษาอังกฤษในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ในแต่ละด้านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เป็นพื้นฐาน
ให้นักเรียนไปสู่ในการสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการอ่านซึ่งเป็นพื้นฐานของ
การเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ ต่อไป เช่น ด้านการพูด หาก
นักเรียนมคี วามสามารถในด้านการอ่านเปน็ อย่างดีแลว้ นัน้ จะส่งผลให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสยี ง
และพูดประโยคหรือคำศัพท์ได้ นับได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
จึงทำให้ภาษาอังกฤษมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ และเนื่องด้วยภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ
สำคัญในการนำไปใช้ต่อยอดเพื่อการติดต่อสื่อสารดังที่กล่าวมาในข้างต้น รวมถึงการนำไปใช้ในด้าน
การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและ
วิสัยทัศน์ของชุมชนโลกและตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก
นำมาซึง่ มิตรไมตรีและความรว่ มมือกับประเทศตา่ ง ๆ ดังน้ันเพ่ือเปน็ การเตรียมเยาวชนไทยให้มีความ
พร้อมที่จะมีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ รวมถึงพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อ่ืนดี
ขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงได้บรรจุวิชา
ภาษาอังกฤษให้เป็นวิชาบังคับในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ทำให้นักเรียน
ไทยได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษมากข้ึน ทั้งนี้หากจะให้นักเรียนสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ใน
การสื่อสารหรือต่อยอดในอนาคตได้เป็นอย่างดี นักเรียนจำเป็นต้องเริ่มต้มจากการอ่านเพื่อนำไปสู่
การพดู ฟัง และเขยี นตอ่ ไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)

จากการสังเกตการสอนและมีโอกาสช่วยจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษชั้นประถมศึ กษาปีท่ี
5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ พบว่า นักเรียนไม่สามารถอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษอย่างง่ายได้ เช่น cat, run, can, pen เป็นต้น ยกตัวอย่างคำว่า pen ครูสะกดให้
นักเรียนฟังว่าต้องเขียนตัวอักษร พี-อี-เอ็น ซึ่งนักเรียนไม่สามารเขียนตัวอักษรได้หรือเขียนได้แต่
จะต้องท่องตั้งแต่ตัว A จนถึงตัวที่นักเรียนจะเขียน และเนื่องจากครูสะกดคำศัพท์โดยการใช้ตัวอักษร
ทำให้การอ่านออกเสียงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่รู้ว่าแต่ละตัวตรงกับสระหรือพยัญชนะภาษาไทย
ตัวใด ซึ่งปัญหานี้อาจสืบเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่มาจากนักเรียนไม่สามารถ

2

เขียนพยญั ชนะหรอื สระภาษาองั กฤษตั้งแต่ A – Z ได้ นักเรยี นไม่เขา้ ใจวา่ อกั ษรในภาษาองั กฤษใดตรง
กับอักษรภาษาไทยตัวใดบ้าง รวมถึงการรับรู้เสียงของอักษรแต่ละตัวเป็นอย่างไร จึงส่งผลให้นักเรยี น
ไมส่ ามารถดคู ำศัพท์และอา่ นออกเสียงคำศพั ท์ภาษาอังกฤษไดใ้ นทนั ที

ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความสามารถใน
การอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยนำแนวคิด
การสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นไปยังเสียงของตัว
พยัญชนะ และสระ มีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน โดยวิธีการอ่านแบบโฟนิกส์น้ันคือวิธีการเรียนอ่าน
เขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยใช้หลักการถอดรหัสเสียงและการผสมเสียงตัวอักษร A ถึง Z
ทั้ง 26 ตัว อีกทั้งนักเรียนจะต้องทำความเข้าใจการออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัวว่า ตัวอักษรนั้น
มีวิธีการออกเสียงแบบใดถึงจะถูกต้อง ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเสียงของตัวอักษรต่างๆ และออกเสียง
เหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้องจึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเป็นคำได้ ซึ่งจากการศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า งานวิจัยของ สรียาภรณ์ นนทะปะ (2558) ได้ทำวิจัยและนวัตกรรมเพ่ือ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนในฝัน เรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
(Phonics) โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นบ้านนำ้ แคม ผลปรากฏวา่
หลังจากการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะและสอนซ่อมเสริมแล้วนักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียง
สะกดคำภาษาองั กฤษดขี ึน้ นักเรยี นกลุ่มเกง่ อ่านไดถ้ กู ต้องและคล่องแคลว่ สว่ นนกั เรยี นปานกลางและ
อ่อนต้องใช้ความพยายามจึงสามารถอ่านได้ ณัฐพล สุริยมณฑล (2561) ได้ทำวิจัยและนวตั กรรมเพอื่
พัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนในฝัน เรื่อง การพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
(Phonics) โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนำ้ แคม ผลปรากฏว่า
หลังจากการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะและสอนซ่อมเสริมแล้วนักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียง
สะกดคำภาษาอังกฤษดขี ้นึ นกั เรียนกลุ่มเก่งอ่านได้ถูกต้องและคล่องแคลว่ สว่ นนักเรยี นปานกลางและ
อ่อนต้องใช้ความพยายามจึงสามารถอ่านได้ ปริญญา ผสมทรัพย์ (2561) ได้ทำการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษโดยการฝึกประสมคำด้วยเสียงสระ (Phonics)
ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ผลปรากฏวา่ นักเรียนมคี ะแนนกอ่ นเรยี นอยูใ่ นระดับไม่ผ่านเกณฑ์
แตเ่ ม่อื นักเรียนไดเ้ ข้าร่วมการฝึกประสมคำดว้ ยเสียงของพยัญชนะ พบวา่ นักเรียนมีคะแนนหลังเรียน
อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมตามตารางเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งแสดงให้เห็นวา่ นักเรียนมีทักษะการอ่านสะกดคำ
ภาษาอังกฤษดีขนึ้ จากท่กี ล่าวมาข้างต้น การใช้การสอนแบบโฟนิกส์และให้นักเรยี นทำแบบฝึกทักษะ
การอ่านออกเสียงสะกดคำแบบโฟนกิ สส์ ามารถสง่ เสริมทกั ษะการอ่านของนักเรียนสูงขึน้ ดังนั้นผ้วู จิ ัย
จึงมีความสนใจที่จะใช้แนวคิดการอ่านออกเสียงสะกดคำแบบโฟนิกส์ (Phonics) มาใช้ในการจัดการ
เรียนรู้ เพ่อื ชว่ ยในการพัฒนาการอ่านออกเสยี งออกเสียงสะกดคำ เพอื่ พฒั นาความสามารถในการอ่าน
ออกเสยี งอา่ นออกเสียงและสะกดคำศพั ท์ของนักเรียนใหบ้ รรลุตามเปา้ หมาย

3

คำถามวิจัย

ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษหลังจากเรียนโดยใช้กิจกรรม
การสอนแบบโฟนิกส์(Phonics Learning Activities) สูงกวา่ ก่อนเรียนหรอื ไมอ่ ยา่ งไร

วตั ถุประสงค์วจิ ัย

เพอื่ เปรยี บเทียบความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำภาษาอังกฤษก่อนและหลัง
เรียนโดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics Learning Activities)

สมมติฐานวจิ ัย

ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำภาษาองั กฤษหลงั จากเรียนโดยใช้กจิ กรรม
การสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics Learning Activities) สูงกวา่ กอ่ นเรยี น

ขอบเขตของการวิจยั

การศึกษาวิจัยครังนี้เป็นการศึกษาความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ จากการใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ จังหวั ด
เชียงใหม่ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ( Phonics Learning
Activities) เนื่องจากการสอนแบบโฟนิกส์เป็นกลยุทธ์การเรียนการสอนที่เห็นความสำคัญของหน่วย
เสียงของพยัญชนะและสระในภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงหลักการออกเสียงของอักษรแต่
ละตัวก่อนแล้วจึงเริ่มผสมเสียงอักษรเพื่อสะกดคำ เป็นการสอนท่ีสามารถช่วยพัฒนาความสามารถใน
การอ่านและการสะกดคำได้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจน (Jannuzi, 1997 อ้างใน
ณัฐพล สุริยมณฑล 2560; Tomlinson, 2006; Jones and Deterding, 2007) ซึ่งจะต่างจากการ
อ่านและสะกดคำแบบเดิมที่มักจะสะกดกันว่า ซี-เอ-ที อ่านว่า แคท (การสอนภาษาแบบองค์รวม
(Whole language) ซึ่งยากที่จะเข้าใจวา่ ทำไม ซี-เอ-ที ถึงกลายเป็น แคท ได้ การสะกดคคำแบบน้ีจะ
ไม่ใช้หลักการผสมเสียงแต่เป็นการท่องจำการสะกดคำเสียมากกว่า และเนื้อหาที่ใช้ในการจัดการ
เรียนรู้ในครั้งนี้เป็นคำศัพท์ที่ถูกบรรจุในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ระดับชั้นประถมศึกษา โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ประชากรท่ีศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ จำนวน 14 คน ซึ่งศึกษาตัวจัด
กระทำ คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning

4

Activities) ตัวจัดกระทำศึกษามาจากการนำเอาตัวแปรจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสอบแบบโฟนิกส์
และตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรสี ุพรรณ จงั หวัดเชียงใหม่

นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) หมายถึง การนำแนวคิด
การสอนแบบโฟนกิ สเ์ ขา้ มาเป็นสว่ นหนงึ่ ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

ความสามารถในการอา่ นออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ หมายถึง ความรู้ความเขา้ ใจ
ในการอ่านออกเสียงและสะกดคำในภาษาองั กฤษ โดยแบง่ ออกเปน็ 2 ดา้ น คือ ด้านการอา่ นออกเสียง
และดา้ นการสะกดคำ

การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระตามหน่วยเสียงใน
ภาษาองั กฤษ

การสะกดคำ หมายถึง การนำหน่วยเสียงของพยัญชนะและสระมาผสมเสียงกันเป็นคำ
ภาษาอังกฤษหนึง่ คำ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยเสยี งของตัวอักษรอย่างนอ้ ย 3 ตัวอักษร ได้แก่ พยัญชนะ
ต้น สระ และพยัญชนะท้าย (ตัวสะกด)

ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รบั

1. ประโยชนเ์ ชงิ วิชาการ
ผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) สามารถส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษให้กับผ้เู รียน
2. ประโยชน์เชงิ ปฏิบัติการ
ผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ชว่ ยให้ผู้เรยี นมีความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกด
คำภาษาองั กฤษสงู ขึน้

5

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง

การวิจยั ครัง้ นผ้ี วู้ ิจยั ได้ศึกษาค้นคว้า แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง ซ่ึงจะได้นำเสนอ
รายละเอียดตามหัวข้อ โดยแบ่งเป็น 7 ตอนที่สำคัญ ได้แก่ ตอนที่ 1 การออกเสียงภาษาอังกฤษตาม
หลักสัทศาสตร์ ตอนที่ 2 วธิ ีการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Method) ตอนท่ี 3 ความสามารถในการ
อ่านภาษาอังกฤษ ตอนที่ 4 ทฤษฎีการเรียนรู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการสอนแบบโฟนิกส์ ตอนที่ 5 งานวิจัยท่ี
เกย่ี วข้อง ตอนท่ี 6 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย รายละเอยี ดเนือ้ หาแตล่ ะตอนมดี งั ตอ่ ไปนี้

ตอนท่ี 1 การออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลกั สัทศาสตร์

ในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อให้ผู้ส่งสารและ

ผู้รับสารเกิดความเข้าใจตรงกัน ดังนั้นการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษตามหลักภาษาศาสตร์จึงจำเป็น

อย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกออกเสียงพยัญชนะและสระได้ถูกต้องชัดเจน (จีรนันท์ เมฆวงษ์,

2547)

การออกเสยี งภาษาพูด (Speech Production)

เสียงพูดส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนไหวของลิ้นและริมฝีปากในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งตำแหน่ง

ลิ้นและรูปแบบริมฝีปากทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างกันไปในภาษา ทำให้เราได้ยินเสียงต่าง ๆ และ

เกิดความเข้าใจในสารทีส่ ่อื ได้ (จรี นันท์ เมฆวงษ,์ 2547; อภิลักษณ์ ธรรมทวีกลุ , 2552)

เสียงพยัญชนะและฐานท่เี กดิ เสยี ง (กรองแกว้ ไชยปะ, 2544)

ฐานทเ่ี กดิ ของเสยี งเกิดจากคฐู่ านกรณแ์ ตล่ ะคู่ทที่ ำหนา้ ที่ผลิตเสียง มี 8 เสียงดังน้ี

1) Bilabial ริมฝปี ากบนและล่างปิดติดกนั หรือห่อเปน็ รูปวงกลม

เสียง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/m/ m ม

/w/ w, wh ว

/p/ (unaspirated) p (อยู่ตามหลงั s เชน่ spy) ป

/p/ (aspirated) p พ, ภ, ผ

6

2) Labio-dental เกิดจากริมฝีปากลา่ งกับฟนั บน ภาษาไทย
เสยี ง ภาษาอังกฤษ ฟ, ฝ
/f/ f, ph, gh (phone, graph) ไมม่ ี
/v/ v

3) Dental หรือ Apico-dental เกิดจากปลายลิ้นกับฟันโดยปลายลิ้นสอดหรือสัมผัสอยู่

ระหวา่ งไรฟันบนและล่าง

เสียง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/θ / th (เสยี งไม่ก้อง เช่น thank) ไม่มี

/ð/ th (เสยี งกอ้ ง เชน่ they) ไม่มี

4) Alveolar หรือ Apico-alveolar เกิดจากปลายลิ้นกับปุ่มเหงือกแตะกันหรือเบียดชิด

กนั มาก

เสียง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/t/ (aspirated) t ท, ธ, ถ, ฑ, ฒ, ฐ

/t/ (unaspirated) t (อย่ตู ามหลัง s เชน่ star) ต, ฏ

/d/ d ด, ฎ

/n/ n น, ณ

/s/ s, c (ตำแหนง่ ท้ายยคำ เช่น face) ส, ศ, ษ, ซ

/z/ z ไม่มี

/l/ l ล

/r/ r (ปลายล้นิ งอเกร็ง) ร (รวั ลนิ้ )

5) Post-alveolar เกดิ จากลน้ิ ส่วนหน้ากบั เพดานแขง็ หลังป่มุ เหงอื กแตะกนั หรือเบียดชิด

กนั มาก

เสียง ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย

/tʃ/ ch, tch ช, ฌ (ใกลเ้ คียง)

/dʒ/ j, g, d, dg (age, bridge) ไมม่ ี

/ʃ/ sh ไม่มี

/ʒ/ s, gh (vision, beigh) ไมม่ ี

7

6) Palatal เกิดจากลน้ิ ส่วนกลางเคลื่อนเข้ามาใกลห้ รอื เบียดชิดกับเพดานแข็ง

เสียง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/j/ y ย, ญ

7) Velar เกิดจากลนิ้ สว่ นหลังเบียดกบั เพดานอ่อน

เสยี ง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/k/ (unaspirated) k, c (อย่ตู ามหลงั s เชน่ sky) ก

/k/ (aspirated) k, c (come) ข, ค, ฆ

/g/ g ไมม่ ี

/ŋ/ ng, nk ง

8) Glottal เกดิ ท่ีบรเิ วณเสน้ เสียงเสน้ เสยี งเปดิ หรือปิด แล้วเปิดใหล้ มผา่ นสะดวก

เสียง ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย

/h/ h ห, ฮ

/ʔ/ Uh, huh อ

ตอนที่ 2 วธิ ีการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Method)

ความหมายของการสอนแบบโฟนิกส์
การสอนแบบโฟนิกส์เป็นกลยทุ ธ์การเรียนการสอนแบบหนงึ่ ทีช่ ่วยใหเ้ ด็กเรยี นรู้เสียงในภาษา
ที่มีความเช่ือมโยงกับตัวอักษร และใช้ความรู้ดังกลา่ วเพื่อแปลความหมายของคำ ยกตัวอย่างเช่น cat
ซึ่งจริงๆแล้วประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัว <c> <a> <t> การสอนแบบโฟนิกส์จะช่วยให้เด็กอ่าน
ตัวอักษรในลักษณะ /k/ /ae/ /t/ เด็กก็จะสามารถจำเสียงที่ปรากฏสอดคล้องกับตัวอักษรและจำ
ความหมายของคำศัพท์ได้ (Jones and Deterding, 2007) โดยยึดหลักการออกเสียงและประสม
อักษร A - Z ทั้ง 26 ตัว อย่างเป็นขั้นตอน โดยลักษณะเด่นของการสอนแบบโฟนิกส์ คือ การเรียน
ระบบของเสียงของตัวอักขระในภาษาที่มีกฎเกณฑต่างๆ แต่ละอักษรจะมีเสียงเฉพาะตัว เรียกว่า
"หน่วยเสียง (Phoneme)" ซึ่งนักเรียนจะต้องจดจำหลักการออกเสียงของอักษรแต่ละตัวให้ได้แลว้ จึง
เร่ิมประสมอักษรอย่างง่ายไปจนถึงการประสมอักษรที่มีความยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการ
สอนท่ีสามารถช่วยพฒั นาความสามารถในการอ่านและสะกดคำ ดงั นนั้ การสอนเด็กในระดับเร่ิมต้นจึง
ควรเรมิ่ ท่กี ารสอนหน่วยเสยี งเพอ่ื พฒั นาไปสทู่ ักษะท่ยี ากขน้ึ ตอ่ ไป (Tomlinson, 2006)
ความสำคญั และจดุ มุง่ หมายของการสอนแบบโฟนกิ ส์
การสอนแบบโฟนิกส์เป็นกลยุทธ์การเรียนการสอนโดยวางอยู่บนพื้นฐานในการยอมรับที่ว่า
ความตระหนักในหน่วยเสียงนั้นเป็นทักษะก่อนการอ่านสำหรับการรู้จักตัวอักษร โดยพื้นฐานแล้วใน

8

ภาษาอังกฤษประกอบด้วยอักษรโรมัน 26 ตัว ซึ่งใช้แทนเสียงต่าง ๆ มากกว่า 40 เสียงในการ
สร้างสรรค์หลายรูปแบบการสะกดคำ และบางครั้งคำที่ใช้โดยทั่วไปหลายคำที่ไม่เข้ากับกฏการสะกด
ทว่ั ไป ซ่ึงทำใหก้ ารเรียนการสอนแบบโฟนิกส์มปี ระโยชน์สำหรับผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ดังน้ัน
การสอนแบบโฟนิกสจ์ ึงมจี ุดมุ่งหมายหลักคือเป็นวธิ ีการสอนท่ีอธบิ ายความกระจ่างเพิ่มเติมการเรียนรู้
ของความตระหนกั ในหน่วยพื้นฐานของเสียง (Phonemic Awareness) คอื การตระหนักว่าภาษาพูด
นั้นประกอบด้วยการเรียงลำดับต่อเนื่องของหน่วยพื้นฐานของเสียงต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงความรู้ของ
เสียงและตัวอักษรเข้าด้วยกัน ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญต่อการเขียนและการอ่าน การเข้าใจ
เสียงต่าง ๆ ของภาษาจะช่วยสร้างคำและถอดรหัสคำที่ผู้เรียนไม่คุ้นเคย (Jannuzi, 1997 อ้างใน
ณัฐพล สรุ ิยมณฑล 2559; Tomlinson, 2006; Jones and Deterding, 2007)

ข้นั ตอนการสอนแบบโฟนกิ ส์
ขั้นตอนการสอนแบบโฟนิกส์ซึ่งเป็นการสอนแบบสังเคราะห์การออกเสียง ประกอบไปด้วย
6 ข้ันตอน ดงั ต่อไปนี้ (Lewis and Ellis, 2006)
ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมความพร้อม (Warm-up) เป็นขั้นตอนที่เตรียมไว้ให้ผู้เรียนพร้อมที่จะเข้าสู่
บทเรยี น โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ ทสี่ นุกสนานและสอดคล้องกบั บทเรยี น
ขั้นที่ 2 ขั้นทบทวนความรู้เก่า (Revision) เป็นขั้นที่ผู้สอนนำความรู้เก่าโดยเฉพาะอย่างย่ิง
ความรเู้ กา่ ทค่ี รูเคยสอนไปเพอ่ื กระตุ้น ใหผ้ ้เู รยี นยังคงจำเสยี งเกา่ ได้และทีส่ ำคญั เป็นการสร้างให้ผู้เรียน
มีความแมน่ ยำและเขา้ ใจในการใช้เสยี งไดม้ ากขน้ึ
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ สอนเสียงใหม่ (New Sound) เปน็ ขนั้ ท่ผี สู้ อนนำเสนอเสียงใหม่ใหก้ ับผู้เรียนพร้อม
คำอธิบาย อาจใช้ภาพประกอบที่เกี่ยวกับตำแหน่งการวางลิ้นเพื่อใหเ้ด็กได้เข้าใจการกำเนิดของเสียง
ได้ถูกต้อง การนำเสนอเสียงใหม่ให้ได้ประสิทธิภาพอาจะใช้เสียงที่มาจากเจ้าของภาษาควบคู่กันไป
ด้วยเพื่อให้ผูเ้ รียนเกิดความตระหนักถงึ เสยี งที่เรยี นรู้ใหมจ่ รงิ ๆ
ขั้นที่ 4 ขนั้ ประสมคำ (Word Making) เป็นขั้นที่ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนนำเสียงใหม่ที่ได้ไป
ประสมกับเสยี งอื่น ๆ ทผี่ ู้เรียนมคี วามรูอ้ ยู่แล้วประกอบขึ้นเป็นคำ
ขั้นที่ 5 ขั้นฝึกเขียนตัวอักษร (Letter Formation) เมื่อผู้เรียนได้ยินเสียงและฝึกใช้เสียงแล้ว
ต้องมีการฝึกเขียนตัวอักษรดังกล่าวที่สอดคล้องกับเสียงนั้นเพื่อให้เด็กสามารถเชื่อมโยงเสียงกับ
ตัวอกั ษรได้โดยผู้สอนจะต้องนำเสนอตวั อักษรใหช้ ดั เจนผา่ นกระดานหรือสื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ท่ีเหมาะแก่
การนำเสนอตวั อกั ษร
ขั้นที่ 6 เสริมให้เข้มแข็ง (Consolidation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้
ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการใช้เสียงที่ได้สอนไป สอดคล้องกับตัวอักษร เช่น กิจกรรมการ เรียน
ร่วมมอื กิจกรรมเกม การทำแบบฝกึ หดั เปน็ ตน้

9

ลำดับการสอนแบบโฟนกิ ส์

ลำดับการสอนอา่ นโฟนกิ ส์มลี ำดับการสอน ดงั ต่อไปน้ี (Jones and Deterding, 2007)

1. การสอนเสยี งพยญั ชนะจะต้องเรียงลำดับตามขน้ั ตอน 5 ขัน้ ดังน้ี

1.1 เสียงพยัญชนะต้นตัวเดียว (Single Consonant) ยกตัวอย่างเช่น <b>

จากคำว่า bat

1.2 เสียงพยัญชนะผสม หรือคำควบกล้า (Consonant Blend) เช่น <b> + <r>

จากคำวา่ brand

1.3 เสียงทวิอักษรหรืออักษรคู่ออกเสียงเดี่ยว (Digraph) เช่น <s> + <h> จากคำ

วา่ shop

1.4 เสียงพยัญชนะท้าย (Final Consonant) เสียงพยัญชนะท้ายจะมีลักษณะการ

ออกเสยี งที่ต่างออกไปจากพยญั ชนะตน้ แม้จะเป็นตวั อกั ษรเดียวกนั <p> จากคำวา่ cap

1.5 อักษรเสียง (Silent Letters) คืออักษรที่ปรากฏแต่ไม่ออกเสียง มีด้วยกันหลาย

ตัวอักษรขึน้ อยู่ตำแหน่งการเกิด เช่น [w] จากคำวา่ write หรอื และ <l> จากคำว่า walk เป็นตน้

2. การสอนเสียงสระจะตอ้ งเรียงลำดบั ตามขั้นตอนต่อไปนี้

2.1 เสียงสระเสยี งสั้น (Short Vowel Sounds) อันประกอบไปดว้ ยเสยี ง /æ/, /e/,

/ɪ/, /ɒ/, /ʌ/

2.2 เสียงสระที่มีพยัญชนะคั่น (Letter Names) หมายถึง การที่สระ <e> ปรากฏ

อยู่ท้ายสุดของคำ ทำให้เสียงสระที่อยู่ด้านหน้าเปลี่ยนไปเช่น bit เสียงสระคือ /ɪ/ แต่เมื่อนำ <e>

มาต่อท้ายเสียงสระของคำว่า bite จะเป็น /aɪ/ เป็นต้น ดังนั้นลักษณะการปรากฏของ letter

names จงึ มีอยู่ดว้ ยกนั 5 ลกั ษณะ

ดังนี้

2.2.1 <a>_<e> /eɪ/ เช่น date, name, fade

2.2.2 <e>_<e> /i:/ เช่น scene, these, Steve

2.2.3 <i>_<e> /aɪ/ เช่น bite, kite, rice

2.2.4 <o>_<e> /əu/ เชน่ phone, rose, hole

2.2.5 <u>_<e> /(j)u:/ เชน่ rule, tune, cute

2.3 เสียงสระผสม (Vowel Digraphs) ประกอบไปด้วยเสียง /eɪ/, /i:/, /au/, /oi/,

/ou/

2.4 เสียงสระทไี่ ด้รบั อทิ ธผิ ลจากเสยี ง /r/ เชน่ คำวา่ car /ɒ:/, her /3:/, sport /ɔ:/

10

2.5 เสียงฉะวา (Schwa) เป็นเสียงที่สอนยาก ปรับเปลี่ยนไปตามคำศัพท์ที่ปรากฏ
ไม่ตายตัว ใช้สัญลักษณ์แทนเสียงคือ / ə/ เช่น again /əgɛn/, data /deɪtə/, absorb
/bəˈzɔrb/, teacher /tiʧər/

ประโยชนข์ องการสอนแบบโฟนิกส์
วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ที่ใช้ในการสอนภาษาอังกฤษมีประโยชน์ คือ ช่วยในการ

แก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของนักเรียน เนื่องจากวธิ ีการสอนภาษาอังกฤษโดยสอนการอ่าน
เป็นคำ (ซี-เอ-ที อ่านว่า แคท) ที่เรียกว่า การสอนภาษาแบบองค์รวม (Whole language) ซึ่งถูก
นำมาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะทำให้ผู้เรียนมีปัญหาในการอ่านคำใหม่ ๆ เพราะระบบ
การสอนอ่านเป็นคำ สอนให้ผู้เรียนอ่านด้วยความจำ และเมื่อพบคำใหม่ก็มักจะอ่านด้วยการเดา ใน
ส่วนของการสอนแบบโฟนิกส์นั้นเริ่มต้นด้วยการสอนให้ผู้เรียนรู้จักแยกแยะหน่วยเสียงก่อนที่จะอ่าน
เป็นคำ และเมื่อเอาหน่วยเสียงมาเชื่อมกับตัวอักษร (Letters sound correspondence หรือ
Phonics) นักเรียนก็สามารถอ่านเป็นคำได้อย่างง่ายดายและชัดถ้อยชัดคำ (อินทิรา ศรีประสิทธ์ิ,
2550 อ้างใน ณฐั พล สรุ ยิ มณฑล 2560)

การใช้แบบฝกึ ทักษะในการสอนแบบโฟนิกส์
ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ

แบบฝึกทักษะ หมายถึงสื่อการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อเสริมทักษะ
ใหแ้ กน่ ักเรียและ ทบทวนส่งิ ทีเ่ รยี นผ่ามาแลว้ จากบทเรียน ทำใหน้ ักเรยี นมีความรู้ความเข้าใจและเกิด
ทักษะจนเกิดความชำนาญ มีศักยภาพและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (อกนิษฐ์ กรไกร,
2549; กรรณิการ์ ภริ มย์รัตน์, 2553)

ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ
ในการสอนทักษะการออกเสียงทางภาษา มีความจำเป็นอย่างอย่างยิ่งที่ผู้เรียน

จะต้องได้รับการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญคล่องแคล่ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางภาษาเพ่ิมขึ้นตามวยั
และความสามารถของตนที่จะทำได้และเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะทางภาษาที่ให้ผลดีก็คือ
แบบฝกึ เสริมทักษะ แบบฝกึ ทกั ษะมปี ระโยชน์ตอ่ ท้งั ครผู ู้สอนและนกั เรียน ซง่ึ เด็กจะเกดิ ความชำนาญ
และมีทักษะที่ดีได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แบบฝึกทักษะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจ
บทเรียนมากขึ้น สามารถฝึกฝนทบทวนบทเรียนด้วยตนเองก่อให้เกิดความเข้าใจที่คงทน เกิดความ
สนุกสนานในขณะเดียวกันก็ทราบความก้าวหนา้ ของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นเครือ่ งมือสำคัญสำหรบั
ครูซึ่งสามารถทำใหทราบพัฒนาการทางทักษะนั้น ๆ ของนักเรียนและเห็นข้อบกพร่องในการเรียน
สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที อันมีผลให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนเนื้อหานั้น ๆ
(ณฐั ฎา แสงคำ, 2553 อา้ งใน สรยี าภรณ์ นนทะปะ 2558)

11

ตอนที่ 3 ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งภาษาอังกฤษ

ความหมายของการอ่าน
การอ่าน คือ การรับการถ่ายทอดเปน็ สื่อความคิด เจตนา หรือการทำความเข้าใจให้

มีความรู้ จนนำไปสู่กระบวนการของความคิดที่เป็นผลมาจากความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
(สวุ ฒั น์ ววิ ัฒนานนท์, 2554; Grellet, 1988 อ้างใน ณฐั นนั ท์ นเิ วศนว์ รการ, 2560)

ความหมายของการอ่านออกเสยี ง
การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการอ่านที่

ต้องเปล่งเสียงให้ชัดเจน ซึ่งผู้อ่านจะต้องออกเสียงตัวสะกด คำควบกล้ำ ควบคุมจังหวะลีลาและแบ่ง
วรรคตอนใหเ้ หมาะแก่เนือ้ หาทอ่ี ่าน โดยแบ่งทักษะการอา่ นเป็น 3 กลุม่ ใหญ่ไดด้ งั น้ี

1. การอ่านเปน็ การแปลสัญลักษณออกมาเป็นคําพูด โดยการผสมเสียงเพื่อใช้ในการ
ออกเสียงให้ตรงกับคำพดู เรียกว่า อ่านออก

2. การอ่านเป็นการใช้ความสามารถในการผสมผสานของตัวอักษรออกเป็นเสียง
คำพดู หรอื ประโยค เขา้ ใจความหมายเรยี กได้วา่ อ่านได้

3. การอ่านเป็นการสื่อความหมาย ถ่ายโยงความคิด ความรู้จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน
ทำใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจความรสู้ ึกนกึ คิดของผู้เขยี นเรียกว่า อ่านเปน็
(บนั ลือ พฤกษะวัน, 2536; ศรรี ตั น์ เจิงกลิ่นจันทร์, 2542; สุนนั ทา ม่นั เศรษฐวิทย์, 2539 อ้างใน
ชลารนิ ทร์ สรุ นิ จักร, 2554)

การสอนและการพฒั นาความสามารถในการอ่านโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์
การสอนแบบโฟนิกส์สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนได้ จากรายงาน

การวิจัยของคณะกรรมการการอ่านของสหรัฐอเมริกาได้ทบทวนผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยและ
องค์กรการศึกษาในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกบั การสอนที่เสริมสร้างกระบวนการอ่าน โดยที่สำคัญที่สดุ คอื
ต้องทำตามขั้นตอนการอ่านจากล่างขึ้นบน นั่นคือ เป็นรูปแบบการอ่านเนื้อความที่สร้างความเข้าใจ
โดยการถอดรหัสสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยการพิจารณาทั้งเสียงของสัญลักษณ์นั้น ๆ และความหมาย
ร่วมกันหรือเป็นที่เข้าใจกันว่า การอ่านจากล่างสู่บน คือการอ่านจากส่วนย่อย ๆ เพื่อเข้าใจภาพรวม
ของเนื้อความ (Part to Whole) ซึ่งสอดคล้องกับการสอนอ่านภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ โดยมี
องคป์ ระกอบ 5 อย่างดังนี้

1. เสริมความตระหนักรู้ทางเสียง (Phonemic Awareness) ความสามารถในการ
ได้ยนิ รับรแู้ ละแยกแยะหนว่ ยเสียง (Phonemes) ตา่ งๆของภาษาอังกฤษได้

2. องค์ความรู้ทีเ่ กี่ยวกับความเชอ่ื มโยงระหว่างตวั อกั ษรกับเสยี ง (Phonics)
3. กลยุทธก์ ารสอนอา่ นใหค้ ลอ่ ง (Fluency Instruction)
4. กลยทุ ธก์ ารสอนคำศัพท์ (Vocabulary Learning Strategies)

12

5. กลยุทธก์ ารสอนความเขา้ ใจในบทอา่ น (Comprehension Strategies)

วิธิีการสอนแบบโฟนิกส์สามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการออกเสียง

ภาษาอังกฤษอันเป็นรากฐานของการเรียนภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้เรียนสามารถออกเสียง

จนสามารถเชื่อมโยงระหว่างรูปคำศัพท์และความหมายได้แ้ล้วจะนำไปสู่ความเข้าใจในการอ่าน

(Reading Comprehension) แต่อยา่ งไรกต็ ามการสอนแบบโฟนกิ ส์ไม่ใชก่ ารสอนอา่ นโดยตรง ผ้เู รียน

จะตอ้ งเรียนรู้กลวธิ ีการอ่าน และทักษะอ่ืน ๆ เพื่อใชใ้ นการอ่านรว่ มดว้ ย (National Reading Panel,

2000; Ehri and Nunes, 2001)

หลกั การอ่านออกเสยี งแบบโฟนกิ ส์

วิธีการอ่านออกเสียงแบบโฟนกิ ส์เริ่มต้นด้วยการสอนให้นักเรียนรู้จักแยกแยะหนว่ ย

เสียงหรอื ถอดรหัสเสียง (Phonemic awareness/decoding) ของพยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ

ก่อนที่จะอ่านเป็นคำ และเมื่อเอาหน่วยเสียงมาเชื่อมกับตัวอักษร (letter sound correspondence

หรือ phonics) จะได้เป็นคำศัพท์

การอ่านออกเสยี งพยญั ชนะโฟนกิ ส์

ตาราง 1 การอ่านออกเสียงตามหนว่ ยเสยี งของพยัญชนะภาษาองั กฤษแบบโฟนิกส์

b เบอะ c เคอะ d เดอะ

f ฟึ (เสียงลอดไรฟนั g เกอะ h ฮะ (เหมือนเป่าลม)

ฟนั บนแตะริมฝปี ากลา่ ง)

j เจอะ k เคอะ l อลั (ลิ้นแตะเพดาน)

m มมึ หรือ เมอะ (พูด n อึน p เพอะ

เรว็ ๆ จะไดเ้ สียง m ปากต้อง

ปดิ เวลาออกเสียง)

q ควุ ะ r อะเรอ (พูดเรว็ ๆ จะ s สึ

ไดเ้ สยี ง r ล้นิ ไม่แตะอะไรเลย)

t ทึ v เวอะ w เวอะ

x เอะคะสึ (พูดเรว็ ๆจะ y เยะ z ซึ

ได้เสยี ง x)

การอา่ นออกเสยี งสระโฟนิกส์

ตาราง 2 การอา่ นออกเสยี งตามหน่วยเสียงของสระภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์

a อะ หรอื แอะ e เอะ i อิ

o เอาะ u อะ

13

หลักการอ่านออกเสียงสะกดคำแบบโฟนกิ ส์
หลังจากนักเรียนเรียนรู้การอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระตามหน่วยเสียงใน

ภาษาอังกฤษแลว้ น้ันเม่ือเอาหนว่ ยเสียงมาเชื่อมกบั ตัวอักษร (letter sound correspondence หรือ
phonics) จะได้เป็นคำศัพท์ โดยการอ่านออกเสียงสะกดคำเป็นหลักการถอดรหัสเสียงและการผสม
เสียงตัวอักษร ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเสียงของตัวอักษรต่าง ๆ และออกเสียงเหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้อง
จึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเปน็ คำได้ถูกตอ้ ง ยกตวั อยา่ งเชน่ การสะกดคำว่า cat จะสอนใหร้ ู้จกั ตัว
“c” จากเสียงของมันคือเสียง “ค” (ออกเสียงเคอะเบา ๆ ในลำคอ) ตัว “a” เป็นเสียง “แอะ” และ
ตัว “t” เป็นเสียง “ท” (ออกเสียงเทอะเบา ๆ ใช้ปลายลิ้นกระทบฟันหน้าบน) และผสมเสียงกันเป็น
“ค-แอะ-ท แคท” (ดวงใจ ตง้ั สงา่ , 2555-2556)

ตอนที่ 4 ทฤษฎกี ารเรียนรทู้ เ่ี ก่ยี วข้องกบั การสอนแบบโฟนิกส์

วิธีการสอนแบบโฟนิกส์จะมีการจัดเตรียมกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การฟัง การออกเสียง
การดู การเคลื่อนไหว การสัมผัส เป็นต้น ดังนั้นแล้ววิธีการสอนแบบโฟนิกส์จึงสอดคล้องกับวิธี
พหุประสาทสัมผัส (Multi-Sensory Learning) ซึ่งเป็นแนวคิดสำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้
ผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัสที่หลากหลายในการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้มากข้ึน
ก็สามารถเพิ่มช่องทางในการเรียนรู้ได้มากขึ้น และยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูท้ ี่คงทน นอกจากนี้
วิธพี หปุ ระสาทสมั ผสั จะชว่ ยให้สมองทำงานประสานกับระบบประสาทหลายส่วน เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ใชป้ ระสามสมั ผสั รับรู้ทีต่ นเองถนดั การนำวธิ พี หุสัมผัสมาใช้สอนอ่าน โดยใหผ้ ู้เรียนเรียนผ่านประสาม
สัมผัสทั้งการเห็น การได้ยิน และการเคลื่นไหวร่างกาย ร่วมกับการสัมผัส จะช่วยให้ผู้เรียนรับรู้ และ
จดจำขอ้ มูลไดด้ ี เชน่ เด็กสามารถเข้าใจเร่ืองรูปแบบของตัวเขยี นได้ดี เกิดความเชื่อมโยงความสัมพันธ์
ของเสียงกับรูปตัวอักษร ซึ่งนอกจากจะส่งผลดตี ่อทกั ษะการอ่านแลว้ ยังสง่ ผลต่อความสามารถในการ
เขยี น และการสะกดคำอีกดว้ ย อกี ท้ังวธิ พี หุประสาทสัมผัสยังเปน็ การชว่ ยสร้างความสนใจในการอ่าน
ของนักเรียนมากขึ้นอีกด้วย การสอนโดยใช้วิธีพหุประสาทสัมผัสในการสอนอ่านจะสอนให้นักเรียน
เชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษร (ตัวเขียน) ด้วยการรับรู้หรือรู้สึกถึงรูปร่างของตัวเขียน ขณะที่นักเรียน
เรียนรู้ตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษรใหม่ ๆ เช่น s หรือ th นักเรียนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วไล่ตามตัวอักษร
ลอกตามแบบ และเขียนตัวอักษรพรอ้ มทัง้ ออกเสยี งของตวั อักษรนน้ั ๆ ดว้ ย ครูออกเสียงตัวอกั ษรและ
ให้นักเรียนบอกชื่อตวั อักษร หลังจากนัน้ ให้นกั เรียนอ่าน สะกดคำ โดยใช้หลักการเดียวกันนี้ ซึ่งทั้งครู
และนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายด้านไปพร้อม ๆ กัน (Quality Improvement
Agency, 2008; Sweet, 2013 อา้ งใน ณฐั นันท์ นิเวศน์วรการ 2560)

14

ตอนท่ี 5 งานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง

จากการท่ผี ู้วจิ ยั ได้คน้ คว้าศึกษางานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้องกับการสอนแบบโฟนิกส์และความสามารถ
ดา้ นทกั ษะการอ่านออกเสียงภาษาองั กฤษของผู้เรียน โดยทำการศึกษางานวิจยั ท้งั ในและนอกประเทศ
พบว่า การสอนแบบโฟนิกส์ในการเรียนรู้ทกั ษะการอ่านออกเสียงและสะกดคำมีประสิทธิภาพมากใน
การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียน และมีทักษะการอ่านออกเสียงสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
สอดคล้องกับวิจัยของ ณัฐพล สุริยมณฑล (2560) ที่ศึกษาการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออก
เสียงและความรู้คำศัพทภ์ าษาอังกฤษของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ซึ่งการสอนแบบโฟนิกส์เป็น
วิธีการสอนที่สามารถช่วยพัฒนาการอ่านและการสะกดคำ เนื่องจากนักเรียนจะได้เรียนรู้หน่วยเสียง
แต่ละเสียงในภาษาอังกฤษ การผสมหน่วยนั้น ๆ เป็นคำ พบว่านักเรียนมีการออกเสียงภาษาอังกฤษ
หลังการสอนแบบโฟนิกสผ์ ่านเกณฑร์ ้อยละ 60 อยู่ในระดบั ท่ดี ีเยี่ยมและมีความรู้คำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
หลังการสอนแบบโฟนิกส์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม ซึ่งสอดคล้องกับวิจัยของ
ปริญญา ผสมทรัพท์ (2561) ที่ทำการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดย
การฝึกประสมคำดว้ ยเสยี งสระ (Phonics) ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ซ่ึงการจัดการเรียนการ
สอนแบบโฟนิกส์โดยการฝึกประสมคำ เป็นลำดับขั้นตอนในการสอนแบบโฟนิกส์แบบหนึ่งโดยอ่าน
ออกเสียงพยัญชนะ – สระ การประสมคำและการอ่านออกเสียงคำให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง
ภาษาอังกฤษ ได้แก่ การออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ (Final sound) และการลงเสียงเน้นหนักในคำ
(Stress) ซ่ึงจะเห็นไดว้ ่าการจดั การเรียนการสอนแบบโฟนิกส์จะทำให้ผู้เรียนมคี วามเขา้ ใจและมีทักษะ
การอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษดีขึ้นเมื่อเทียบจากก่อนเรียน สอดคล้องกับวิจัยของ
สรียาภรณ์ นนทะปะ (2558) ที่ได้ทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนในฝัน
เรอ่ื ง การพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาองั กฤษ (Phonics) โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านน้ำแคม พบว่าหลังจากการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะและสอน
เสริมแล้ว นักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษดีขึ้น นักเรียนกลุ่มเก่งอ่านได้
ถกู ต้องและคลอ่ งแคลว่ สว่ นนักเรียนปานกลางและออ่ นต้องใช้ความพยายามจึงสามารถอ่านได้ อีกท้ัง
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนด้านการอ่านออกเสยี งสะกดคำภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐานทต่ี ้ังไว้ นอกจากนใี้ นงานวิจัยต่างประเทศยัง
พบว่าการเรียนการสอนแบบโฟนิกส์เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกอ่านออกเสียงคำต่าง ๆ ได้
อยา่ งถกู ตอ้ ง สง่ เสรมิ ความสามารถในการอา่ นออกเสียงภาษาอังกฤษ ฝกึ ฝนการจำแนกความแตกต่าง
ของเสียงและออกเสียงได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ สอดคล้องกับ
วิจัยของ Najla (2019) ที่ทำการศึกษาผลของการเพิ่มความตระหนักในระบบเสียงโฟนิกส์เพ่ือ
พัฒนาการอ่านและทักษะการสะกดคำ (The Impact of Raising Phonological Awareness and
Phonics to Improve Reading and Spelling Skill) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในซาอุดิ

15

อาราเบีย ที่พบว่าวิธีการใช้การรับรู้สัทศาสตร์และการออกเสียงในภาษาอังกฤษ สามารถใช้เพื่อให้
นักเรียนในโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการอ่านและการสะกดคำ นอกจากนี้ครูมีความสนใจใน
การอ่านการเรียนการสอนและหวังว่าจะมีเพิ่มขึ้นในการเรียนการสอนการอ่าน ประกอบกับวิจัยของ
Sun (2019) ที่ทำการศึกษาการใช้โฟนิกส์ในการสอนการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนระดับ
ประถมศึกษาในประเทศจีน (Using Phonic to teach English reading to elementary school
students in China) ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบโฟนิกส์กระตุ้นให้เกิดการรับรู้สัทศาสตร์ของ
นกั เรียนและความช่วยเหลอื เกย่ี วกบั ทักษะการอ่านของนักเรียน อีกท้ังงานวิจยั นไ้ี ดแ้ สดงให้เหน็ วา่ การ
อ่านออกเสียงเป็นสิ่งสำคัญมากโดยวิธีการสอนนี้มีประสิทธิภาพมาในการออกเสียง แต่อย่างไรก็ตาม
การอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ไม่ใช่เพีงวิธีการเดียวที่จะทำให้การอ่านออกเสียงมีประสิทธิภาพมาก
ที่สุด การปรบั วธิ กี ารเพ่ือให้สอดคล้องกับความต้องหลักสูตรเป็นส่ิงที่สำคัญมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ
วิจัยของ Ehri and Flugman (2018) การให้คำปรึกษาครูผู้สอนในการเรียนการสอนการออกเสียง
ระบบและประสิทธิผลของหลกั สูตรเร่งรัดในโครงการประจำผ่านครูผู้สอนช้ันสอนประถมศึกษาปีที่ 3
และนักเรียนของเขา (Mentoring teachers in systematic phonics instruction: effectiveness
of an intensive year-long program for kindergarten through 3rd grade teachers and their
students) ที่พบว่าครูที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอาจทำให้เกิดการเรียนรู้ระบบเสียงภาษาอังกฤษ
คลาดเคลื่อน ทำให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้นหลักการออกเสียง
แบบโฟนิกสจ์ ะแสดงใหเ้ หน็ ว่านักเรียนมที ักษะการอ่านและสะกดคำท่ดี ีข้ึนโดยเฉพาะในระดับอนุบาล
และประถมศึกษา อีกทั้งผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมในทักษะ
การอ่านของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจในระบบเสียง และเพื่อนำไปปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทาง
การอ่านใหด้ ขี นึ้

จากผลการวิจัยจากข้างต้นสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์นั้นสามารถช่วยพัฒนานักเรียนในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษได้ ซึ่งนักเรียน
จะได้เรียนรเู้ ก่ียวกับการออกเสยี งหนว่ ยเสียงของพยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ ตลอดจนการผสม
เสียงพยัญชนะและสระเพื่อการสะกดคำ แสดงให้เห็นว่าการใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์เป็นการ
จดั การเรียนการสอนทสี่ ามารถพฒั นาความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำภาษาอังกฤษได้
ในการวิจัยครั้งนี้จึงนำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์มาเป็นกระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน
ออกเสียงและสะกดคำภาษาองั กฤษ
ตอนที่ 6 กรอบแนวคดิ ของการวิจยั

กิจกรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ ความสามารถในการอา่ น
(Phonics Learning Activities) ออกเสียงและสะกดคำ

ภาษาอังกฤษ

16

บทท่ี 3

วธิ ีดำเนนิ การวิจยั

การวิจัยคร้งั นี้เปน็ การวจิ ยั ปฏบิ ัติการในชนั้ เรียน ซ่งึ ศกึ ษาเกีย่ วกบั การพัฒนาความสามารถใน
การอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมการ
สอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics Learning Activities) ซ่งึ มรี ายละเอยี ดของวธิ ดี ำเนินการวจิ ัยดงั ต่อไปน้ี

ประชากร
ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียน

เทศบาลวัดศรีสุพรรณ จังหวดั เชยี งใหม่ จำนวน 14 คน

ตัวจัดกระทำ
ตวั จดั กระทำ คอื กจิ กรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics Learning Activities)
ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านออกเสยี งและสะกดคำภาษาองั กฤษ

การพฒั นาตวั จัดกระทำ
ตัวจัดกระทำ คือ กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) โดยผู้วิจัยได้สร้าง
ผ่านแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง Funny Phonics สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1
แผน 2 ชว่ั โมง ซง่ึ มีรายละเอยี ดข้ันตอนการจัดกิจกรรมดังตอ่ ไปนี้

ขน้ั ที่ 1 ข้นั เตรียมความพร้อม (Warm-up)
นักเรียนฟงั เพลง Phonics Song โดยเปดิ ผา่ นสือ่ อนไลน์ YouTube:

https://www.youtube.com/watch?v=ffeZXPtTGC4 และรว่ มกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั การออกเสยี ง
ของแตล่ ะตัวอักษร

17

ภาพที่ 1 Phonics Song
ขั้นที่ 2 ขั้นทบทวนความรเู้ ก่า (Revision)

นกั เรยี นทอ่ ง A-Z และลองเทียบเสยี งทีต่ นเองพูดกบั เพลง
ขั้นท่ี 3 ขน้ั สอนเสยี งใหม่ (New Sound)

1. ครูอธิบายการออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัว โดยครูจะออกเสียงให้ฟัง 1 คร้ัง
จากน้ันให้นักเรยี นพดู ตาม 2 ครั้ง และครเู ขียนคำอา่ นกำกับไว้ และใหน้ ักเรียนอา่ นเอง

ภาพท่ี 2 ตัวอยา่ งบัตรคำหนว่ ยเสยี ง
2. ครูใหน้ กั เรยี นแยกพยัญชนะและสระออกจากกนั จากนน้ั ครอู ธบิ ายการออกเสียง
สระเพม่ิ เตมิ โดยครูจะออกเสยี งให้ฟัง 1 ครั้ง และใหน้ กั เรยี นพูดตาม 2 ครั้ง

ภาพที่ 3 บตั รพยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ

18

ข้นั ที่ 4 ขนั้ ประสมคำ (Word Making)
1. ครอู ธิบายการผสมเสียงของพยัญชนะและสระ โดยครยู กตวั อย่างคำศัพท์ cat จะ

ออกเสียงเปน็ /c/ เคอะ /a/ แอะ /t/ ทึ <แคท> ,hen, pig
2. นักเรียนฝึกออกเสียงสระและพยัญชนะในภาษาอังกฤษด้วยตนเอง และครู

กำหนดคำ (hit, dig, cap, ran, run, can, pan, etc) เพื่อให้นักเรียนผสมเสียง อ่านออกเสียงและ
สะกดคำด้วยตนเอง

ข้นั ที่ 5 ขัน้ ฝึกเขียนตัวอักษร (Letter Formation)
นักเรียนทำแบบฝึกทักษะชุด Beginning Word sound โดยครูออกเสียงเพื่อให้

นักเรียนสามารถเชอ่ื มโยงเสยี งกับตวั อักษรได้ เช่นคำว่า can ครจู ะอา่ นคำวา่ can 1 ครง้ั แล้วสะกดคำ
c เคอะ a แอะ t ทึ

ภาพท่ี 4 ตวั อย่างแบบฝึกทกั ษะชดุ Beginning Word sound
ขน้ั ที่ 6 เสริมให้เข้มแขง็ (Consolidation)

1. นักเรียนเล่นเกมจับคู่โดยให้นักเรียนจับคู่หน่วยเสียงในภาษาอังกฤษกับหน่วย
เสียงในภาษาไทย โดยครูจะวางหน่วยเสียงภาษาไทยกระจายไว้บนโต๊ะและถือหน่วยเสียง
ภาษาอังกฤษ จากนั้นถ้าครูชูบัตรคำหน่วยเสียงภาษาอังกฤษและนักเรียนจะต้องจับคู่กับหน่วยเสียง
ภาษาไทยให้ถกู ตอ้ ง และนำไปตดิ บนกระดาน (ใชส้ ่อื ชดุ เดียวกนั กบั ข้นั ท่ี 3)

19

2. นกั เรยี นทำกิจกรรมนำบัตรคำศัพท์ (คำศพั ทจ์ ากแบบฝกึ ทักษะ) ทตี่ รงกับภาพมา
แปะบนกระดานและอ่านออกหน่วบยเสียงพยัญชนะและสระ พร้อมทั้งผสมเสียงเพื่ออ่านออกเสียง
สะกดคำใหถ้ ูกต้อง

ภาพท่ี 5 ตัวอย่างบตั รคำศัพท์ (คำศัพทจ์ ากแบบฝึกทกั ษะ)

ข้นั ตอนของการวจิ ยั
การวจิ ัยคร้งั นเี้ ปน็ การวจิ ยั ในช้ันเรียนทีท่ ำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน โดยประยุกต์

และปรับใชร้ ูปแบบการวจิ ัยเชิงปฏิบตั ิการ P-A-O-R โดยปรับวงจรดงั กล่าวเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ขัน้ วางแผน (Plan) ประกอบดว้ ย
1.1 การวางแผนการพัฒนาโดยศึกษาข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน กำหนดเป้าหมายและวิธีการ

ในการพฒั นา เรมิ่ จาก
1.1.1 สังเกตการสอนและสอบถามสภาพปญั หาจากผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน

ของประชากรคอื นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
1.1.2 ศึกษาข้อมูลจากปฏิบัติตนในชั้นเรียนและการอ่านออกเสียงคำศัพท์ด้วย

ตนเองของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
1.1.3 รวบรวมข้อมูลของนักเรียนเกี่ยวกับความรู้ในคำศัพท์พื้นฐานในวิชา

ภาษาองั กฤษ
จากนั้นนำข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาวางแผนการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและ

สะกดคำภาษาองั กฤษ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรยี นเทศบาลวดั ศรีสุพรรณ
1.2 การวางแผนปฏิบัติการจัดการเรียนรู้และดำเนนิ การเกี่ยวกับเคร่ืองมือที่ใช้ในการจัดการ

เรยี นรู้
1.2.1 การวางแผนปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ โดยนำเอาข้อมูลที่ได้จากขั้นที่ 1.1

มาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยวิธีจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนา
ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำภาษาองั กฤษ มขี นั้ ตอน คือ

20

1) ศึกษาวิธีการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาองั กฤษ จากตำรา งานวจิ ยั และเอกสารที่เกีย่ วขอ้ ง

2) เขียนโครงรา่ งการวิจัย
3) สร้างตวั จัดกระทำทใี่ ชใ้ นการวิจยั

3.1) ตัวจัดกระทำในการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษ คือ กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ท่ีสร้างผ่านแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง
Funny Phonics โดยศึกษามาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ขั้นตอนการออกแบบและจัดทำแผน
จัดการเรยี นรโู้ ดยวธิ ีวธิ ีการสอนแบบโฟนิกส์ จำนวน 1 แผน 2 ชัว่ โมง ดงั น้ี

- แผนการจดั การเรยี นรู้ เรือ่ ง Funny Phonics
ช่ัวโมงท่ี 1 เรื่อง การอา่ นออกเสยี งและสะกดคำแบบโฟนิกส์
ชว่ั โมงท่ี 2 เรอื่ ง เรียนรู้คำศัพทแ์ บบโฟนกิ ส์

5) ตรวจสอบความถกู ต้องเหมาะสมของตวั จัดกระทำ
5.1) ตัวจัดกระทำที่ใช้ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสยี งและ

สะกดคำภาษาองั กฤษ
- นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพ่ือ

ตรวจสอบความถกู ต้อง แลว้ แกไ้ ขปรบั ปรงุ ตามข้อเสนอแนะ
6) สรา้ งเครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั
- ศกึ ษางานวิจยั ท่เี กีย่ วข้อง
- สร้างแบบทดสอบและแบบประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียง

และสะกดคำภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นโดยพัฒนาจาก แบบทดสอบความสามารถในการอ่าน
ออกเสียงภาษาอังกฤษ ใน เรมกิ า กุลาตี (2558)

- นำแบบทดสอบและแบบประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษ เสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แล้วปรับปรุงแก้ไขตาม
ข้อเสนอแนะ

- นำแบบทดสอบและแบบประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษ ที่ผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาและแก้ไขเรียบร้อบแล้วเสนอต่อ
ผทู้ รงคณุ วุฒิ จำนวน 3 ทา่ น เพือ่ ตรวจสอบความตรงเชิงเน้อื หาของแบบทดสอบ และตรวจสอบความ
ถูกต้องเหมาะสมเนือ้ หากับสิ่งท่ีตอ้ งการวัด และวิธีการวัด โดยวิเคราะห์คา่ เฉลี่ยของความคิดเห็นของ
ผู้เชย่ี วชาญต่อรายการถามโดยข้อท่ีมีค่าเฉล่ยี ต้ังแต่ 0.50 ขึน้ ไป ถอื วา่ มคี วามสอดคล้องกันในเกณฑ์ท่ี
ยอมรับได้แลว้ นำมาปรับปรุงแกไ้ ข

21

1.2.2 การดำเนินการเกี่ยวกับเครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ โดยมขี ั้นตอนคือ
1) จดั ทำเอกสารประกอบการสอน
2) จัดทำสื่อท่ีใช้ในการทำกจิ กรรม
3) ชุดแบบฝึกทกั ษะ Beginning Word Sound
ระยะท่ี 2 ขน้ั ปฏิบตั แิ ละรวบรวมขอ้ มูล (Act and Observe หรือ Do and Check)
ประกอบดว้ ย
1.1 การปฏิบัติการสอนตามแผนการเรียนรู้ที่สร้างและในระหว่างสอนทำการเก็บรวบรวม
ข้อมลู เกย่ี วกับพฤตกิ รรมของผู้เรียน กิจกรรมการเรยี นการสอน สือ่ การเรยี นการสอน ใบงานท่ใี ชใ้ นแต่
ละคาบวา่ บรรลุตามจุดประสงค์อย่างไร
1.2 ศกึ ษาผลการเรียนรู้ของผู้เรียนยึดตามมาตรฐาน ตวั ชี้วดั และวัตถุประสงค์ของการจัดการ
เรยี นรู้
1.3 การประเมินและสะท้อนการจัดการเรียนรู้ พิจารณาถึงผลการเรียนรู้ของนักเรียนตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละคาบว่าผ่าน/ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ มีปัญหา/อุปสรรคอย่างไร
แลว้ นำผลทไี่ ด้ไปปรับแผนการสอนในบทต่อไป
ระยะที่ 3 ขั้นทบทวนและประเมินผล (Reflect) หรือปฏิบตั ิการปรับปรุงแกไ้ ข (Action)
ทบทวนและประเมินการจัดการเรียนการสอนแต่ละแผน บันทึกผลหลังการสอนของผู้สอน
เพ่ือนำไปปรบั ปรงุ แก้ไขแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในคร้งั ต่อไปให้มปี ระสิทธิภาพยิง่ ข้นึ

เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำโดยใช้กิจกรรม
การสอนแบบโฟนกิ ส์ (Phonics Learning Activities) โดยเครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจัยคร้ังน้ี คือ
แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการ
สอนแบบโฟนิกส์ เป็นแบบทดสอบแบบสอบปากเปล่า จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยได้
พัฒนาจาก แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ ใน เรมิกา กุลาตี (2558)
โดยมกี ารดำเนินการสร้างเครือ่ งมือตามขน้ั ตอน ดงั ต่อไปนี้

ข้ันตอนที่ 1 การกำหนดนยิ ามตวั แปร
นยิ ามเชิงทฤษฎี
ความสามารถในการอา่ นออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ หมายถงึ การอ่านท่ตี อ้ งเปล่ง
เสยี งให้ชดั เจนโดยผ่านการจำแนกหน่วยเสยี งหรอื ถอดรหัสเสียงของพยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ

22

ตามหลักโฟนิกส์ก่อนที่จะอ่านเป็นคำ และนำหน่วยเสียงของพยัญชนะและสระมาเชื่อมโยงกัน ผสม

เสียงของหนว่ ยเสียงแตล่ ะตวั อกั ษรเพอ่ื อา่ นออกเสียงสะกดคำเปน็ คำ

นยิ ามเชิงปฏบิ ัตกิ าร

ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ หมายถึง ความสามารถใน

การอ่านที่ต้องเปล่งเสียงตามหน่วยเสียงของพยัญชนะและสระตามหลักโฟนิกส์ทั้ง 26 ตัว จากการ

เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ และนำความรู้เรื่องหน่วยเสียงพยัญชนะและสระมาผสม

เสียงเพื่ออ่านออกเสียงสะกดคำที่มีตัวอักษรอย่างน้อย 3 ตัวอักษร ได้แก่ พยัญชนะต้น สระ และ

พยัญชนะทา้ ย (ตัวสะกด) ไดถ้ กู ตอ้ งดว้ ยตนเอง

ขั้นตอนท่ี 2 สรา้ งตารางระบรุ ายละเอียดของเครือ่ งมือ

ตาราง 3 ตารางระบุรายละเอยี ดของเคร่อื งมือ

วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม น้ำหนักความสำคญั จำนวน ข้อท่ี
(รอ้ ยละ) ขอ้

ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งพยญั ชนะ และ 50 10 1 - 10

สระตามหน่วยเสยี ง

ความสามารถในการผสมเสยี งเพอ่ื อา่ นสะกดคำ 50 10 11 - 20

ได้ถูกตอ้ ง

รวม 100 20

ข้ันตอนท่ี 3 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยนำแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง
และสะกดคำโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความที่ยงตรง
เชิงเนื้อหา แล้วนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ (IOC: Index of item objective
congruence) โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแตล่ ะขอ้ คำถาม ดังนี้
+1 หมายถึง แน่ใจวา่ ข้อคำถามวัดไดต้ รงตามวตั ถุประสงคเ์ ชิงฤติกรรม
0 หมายถงึ ไม่แนใ่ จว่าข้อคำถามวัดไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม
-1 หมายถึง แนใ่ จวา่ ข้อคำถามวัดไดไ้ มต่ รงตามวตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรม
ผลพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน พบว่า ข้อคำถามทั้งหมดที่สร้างมามีค่าความตรงเชิงเนื้อหา
อยทู่ ่ี 1.00 ดงั นน้ั จึงสามารถนำแบบทดสอบนี้ไปใช้ในการเกบ็ ขอ้ มลู ได้ ดังตาราง 4

23

ตาราง 4 ตารางแสดงคา่ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบ

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ ข้อคำถาม ความคิดเหน็
พฤติกรรม
ของผู้เชย่ี วชาญ ค่าเฉล่ีย แปลผล
123

ความสามารถในการ ให้นกั เรยี นอ่านออกเสยี ง +1 +1 +1 1 ใช้ได้

อา่ นออกเสยี ง พยัญชนะและสระตาม

พยัญชนะและสระ หนว่ ยเสยี งตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง

ตามหน่วยเสยี ง 1. /m/ /u/ /m/

2. /s/ /a/ /t/

3. /t/ /o/ /p/

4. /l/ /e/ /t/

5. /b/ /e/ /n/

6. /w/ /i/ /g/

7. /n/ /o/ /t/

8. /r/ /a/ /p/

9. /d/ /e/ /n/

10. /d/ /i/ /p/

ความสามารถในการ ใหน้ ักเรยี นผสมเสยี ง และอา่ น +1 +1 +1 1 ใช้ได้

ผสมเสียง อ่านออก ออกเสยี งสะกดคำดังต่อไปนใ้ี ห้

เสียงสะกดคำไดต้ าม ถกู ต้อง

หลักโฟนกิ ส์ 1. flag

2. log

3. med

4. lot

5. kid

6. fed

7. rub

8. him

24

ตาราง 4 (ตอ่ ) ตารางแสดงค่าดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบ

วัตถปุ ระสงค์เชิง ขอ้ คำถาม ความคดิ เหน็
พฤติกรรม ของผูเ้ ชี่ยวชาญ ค่าเฉล่ีย แปลผล
123

9. gun

10. tap

รวม 1 ใชไ้ ด้

2. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยนำแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง
และสะกดคำโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
เหมาะสมของเนื้อหากับสิ่งที่ต้องการวัดและวิธีการวัดแล้วนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องของ
แบบทดสอบ (IOC: Index of item objective congruence) โดยกำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนนแต่ละ
ขอ้ คำถาม ดังน้ี
เกณฑก์ ารให้คะแนนในแต่ละข้อคำถาม +1 หมายถึง แน่ใจว่าเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนดน้ัน

สามารถวดั ได้ตามสงิ่ ทต่ี ้องการวดั
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนดน้ัน

สามารถวัดได้ตามสง่ิ ทต่ี ้องการวัด
-1 หมายถึง แน่ใจว่าเกณฑ์การให้คะแนนที่กำหนดนั้น

ไม่สามารถวดั ไดต้ ามส่งิ ทต่ี อ้ งการวัด
ผลพิจารณาของผเู้ ชี่ยวชาญทั้ง 3 คน พบว่า สิง่ ทตี่ ้องการวัดท้ังหมดทีส่ ร้างมามีค่าความเหมาะสมของ
เน้อื หากับสง่ิ ท่ตี อ้ งการวดั และวธิ ีการวัด อยู่ท่ี 1.00 ดงั น้นั จงึ สามารถนำแบบประเมนิ แบบทดสอบก่อน
และหลงั เรยี นน้ีไปใช้ได้ ดังตาราง 5

25

ตาราง 5 ตารางแสดงค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของความเหมาะสมของเนื้อหากับสิ่งที่ต้องการ

วดั และวธิ กี ารวดั

ความคิดเห็นของ

สงิ่ ท่ตี ้องการวดั วธิ กี ารวดั ผู้เชีย่ วชาญ ค่าเฉล่ีย แปลผล

123

1. การอา่ นออก วธิ กี ารวดั +1 +1 +1 1 ใชไ้ ด้

เสียงพยญั ชนะ ให้นักเรียนอา่ นออกเสยี ง

และสระตาม พยัญชนะและสระตามหนว่ ยเสียง

หนว่ ยเสียง ต่อไปน้ีให้ถกู ตอ้ ง โดยครูให้

คะแนนตามเกณฑต์ ่อไปนี้

4 คะแนน: อา่ นออกเสยี ง

พยัญชนะ และสระไดถ้ ูกต้องทกุ

เสยี ง

3 คะแนน: อา่ นออกเสียง

พยญั ชนะได้ถูกตอ้ งทุกเสียง แต่

อา่ นออกเสยี งสระได้ไม่ถกู ต้อง

หรือ อา่ นออกเสียงพยัญชนะได้

ไม่ถูกตอ้ ง แตอ่ ่านออกเสียงสระ

ไดถ้ ูกต้องทุกเสียง

2 คะแนน: อ่านออกเสยี ง

พยญั ชนะได้ถูกต้อง 1 เสียง แต่

อา่ นออกเสียงสระได้ถูกตอ้ ง

หรือ อา่ นออกเสียงพยัญชนะได้

ถูกต้อง 1 เสียง แต่อา่ นออกเสยี ง

สระได้ไมถ่ ูกตอ้ งทุกเสียง

1 คะแนน: อ่านออกเสยี ง

พยัญชนะได้ไมถ่ ูกตอ้ งทุกเสียง

แต่อ่านออกเสียงสระไดถ้ ูกต้อง

26

ตาราง 5 (ต่อ) ตารางแสดงค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของความเหมาะสมของเนื้อหากับสิ่งท่ี

ต้องการวดั และวิธีการวดั

ความคิดเหน็ ของ

ส่ิงท่ตี ้องการวดั วธิ กี ารวดั ผู้เชย่ี วชาญ คา่ เฉล่ีย แปลผล

123

2. การผสมเสียง วธิ กี ารวดั +1 +1 +1 1 ใช้ได้

อ่านออกเสียง ใหน้ ักเรียนผสมเสยี ง และอา่ น

สะกดคำได้ ออกเสียงสะกดคำดังต่อไปนใ้ี ห้

ถกู ต้องตาม ถูกต้อง โดยครูให้คะแนนตาม

หลกั โฟนกิ ส์ เกณฑ์ตอ่ ไปนี้

4 คะแนน: ผสมเสยี ง อ่านออก

เสียงสะกดคำได้ถูกต้องใน 1 ครั้ง

3 คะแนน: ผสมเสยี ง อ่านออก

เสียงสะกดคำได้ถกู ต้อง แต่อ่าน

ผดิ 1 - 2 ครัง้

2 คะแนน: ผสมเสียง อา่ นออก

เสยี งสะกดคำได้ถูกต้อง แต่อา่ น

ผดิ 3 - 4 คร้งั

1 คะแนน: ผสมเสยี ง อ่านออก

เสยี งสะกดคำได้ถูกต้อง แต่อา่ น

ผดิ ตงั้ แต่ 4 ครงั้ ข้ึนไป

รวม 1 ใช้ได้

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล

การเกบ็ ข้อมูลวจิ ยั ในครั้งน้ี ผวู้ ิจัยเป็นผูด้ ำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ตามขั้นตอน
ตอ่ ไปนี้

1. ขั้นวางแผน (Plan) โดยมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของประชากร วิเคราะห์ปัญหา เลือก
ปัญหาที่จะทำวิจัย เลือกนวัตกรรมที่จะใช้ในการแก้ปัญหา/พัฒนา เขียนโครงร่างวิจัย ดำเนินการ
สรา้ ง/พฒั นาเครื่องมอื วิจัย และหาคุณภาพของเครื่องมือวจิ ยั

27

2. ขั้นปฏิบัติและรวบรวมข้อมูล (Act and Observe) โดยปฏิบัติการสอนจริงตามแผนการ
จัดการเรียนรู้ แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และชิ้นงานระหว่างการเรียน
การสอน แบบบนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้

3.ขั้นทบทวนและประเมินผล (Reflect) นำผลที่ได้จากการประเมินการจัดการเรียนรู้แต่ละ
แผนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปสอนครั้ง ต่อไปและดำเนินการเช่นน้ี
เรื่อยไปกระทง่ั จบบทเรียน และหลงั จากการเรียนการสอนครบทั้ง 2 ชว่ั โมง จงึ มีการสอบเพ่ือประเมิน
ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออก
เสยี งและสะกดคำกอ่ นและหลงั เรยี นโดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบโฟนิกส์

ตาราง 6 ระยะเวลาทำการวจิ ัย และแผนการดำเนนิ งานตลอดโครงการวิจัย

ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดอื น (มกราคม – มนี าคม 2562)

กจิ กรรม ระยะเวลา (สัปดาห์ท)่ี
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12

วิเคราะหป์ ัญหา

เลือกปัญหาที่จะทำวิจัย สำรวจและเลือก

นวัตกรรมท่จี ะใช้ในการแกป้ ญั หา/พฒั นา

เขยี นโครงรา่ งวิจยั

ดำเนินการสรา้ ง/พฒั นาเครื่องมอื วจิ ยั

หาคุณภาพของเครอื่ งมือวิจยั

ดำเนินการวิจยั

เขยี นรายงานการวจิ ัย

การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสถติ ิท่ใี ช้

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทไี่ ด้จากการสอบวดั ความสามารถในการอา่ นออกเสียงและสะกด

คำโดยการหาค่าร้อยละคะแนนแล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์ในการแปลผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

การวิเคราะหข์ ้อมลู ได้ใช้สูตรการหาคา่ รอ้ ยละ (Percentage)

P = F×100 เม่อื P แทน รอ้ ยละ
F แทน ความถที่ ตี่ อ้ งการแปลคา่ ใหเ้ ปน็ รอ้ ยละ
n

n แทน จำนวนความถีท่ ง้ั หมด

28

เกณฑใ์ นการแปลผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
เกณฑ์ในการประเมินผลการเรียนรู้จากการสอบวัดความสามารถในการอ่านออก

เสียงและสะกดคำ ตามเปา้ หมายของการวจิ ัยกำหนดไวด้ ังน้ี
ร้อยละ 80 – 100 หมายถึง มีความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำ
ในระดบั ดีมาก
รอ้ ยละ 65 – 79 หมายถึง มีความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ในระดับดี
รอ้ ยละ 50 – 64 หมายถงึ มีความสามารถในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำ
ในระดับพอใช้
ต่ำกวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง มคี วามสามารถในการอา่ นออกเสียงและสะกดคำ
ในระดบั ควรปรบั ปรุง

เป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้คือผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ ได้ในระดับ
พอใช้ข้ึนไป

29

บทที่ 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

การวิจัยครั้งนีเ้ ป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในช้ันเรียน (Classroom action research) โดยใช้
การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนน ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์เป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูล
ภมู ิหลังของประชากร ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์การจัดการเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาความสามารถในการอ่าน
ออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ และ ตอนที่ 3 ผลการ
วิเคราะหข์ ้อมลู เชงิ คุณภาพ ซ่ึงแตล่ ะตอนมรี ายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลภูมหิ ลังของประชากร

ประชากรในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
โรงเรียนเทศบาลวดั ศรีสพุ รรณ จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญเ่ ป็นเพศชาย (จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ
64.29) รายละเอยี ดดังตาราง 7
ตาราง 7 ข้อมูลภมู ิหลัง

ข้อมูล จำนวน (คน) ร้อยละ (%)

เพศ

ชาย 9 64.29

หญิง 5 35.71

รวม 14 100

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียง

และสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใชก้ ิจกรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์

จากการวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้
กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์โดยใช้แบบทดสอบความสามารถการอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการ
สอนแบบโฟนกิ ส์ นักเรียนส่วนใหญม่ คี ะแนนเฉลีย่ เท่ากับ 19.86 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 24.82 ซึ่งอยู่
ในระดับควรปรับปรุง แตเ่ มื่อได้รับการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ นักเรียนส่วน
ใหญ่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 54.86 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 68.57 ซึ่งอยู่ในระดับดี และนักเรียน

30

ส่วนใหญ่ได้คะแนนสอบหลังเรียนมากกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม (จำนวน 13 คน คิดเป็น

ร้อยละ 93 ของนักเรียนทั้งหมด) แสดงว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ

ภาษาอังกฤษมากขึ้น รายละเอยี ดดงั ตาราง 8 ตาราง 9 แผนภมู วิ งกลม 1 และแผนภูมิวงกลม 2

ตาราง 8 คะแนนก่อนและหลงั ได้รับการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้กิจกกรมการสอนแบบโฟนิกส์

ก่อนเรยี น หลังเรยี น

นกั เรียนคน คะแนน รอ้ ยละ แปล คะแนน รอ้ ยละ แปล
ท่ี ก่อนเรยี น ความหมาย หลงั เรียน ความหมาย

1 26 32.50 ควร 59 73.75 ดี
ปรับปรุง

2 0 0.00 ควร 37 46.25 ควร
ปรับปรุง ปรบั ปรงุ

3 5 6.25 ควร 53 66.25 ดี
ปรบั ปรุง

4 13 16.25 ควร 52 65.00 ดี
ปรบั ปรงุ

5 20 25.00 ควร 51 63.75 พอใช้
ปรับปรงุ

6 0 0.00 ควร 40 50.00 พอใช้
ปรบั ปรุง

7 18 22.50 ควร 49 61.25 พอใช้
ปรับปรุง

8 23 28.75 ควร 77 96.25 ดมี าก
ปรบั ปรงุ

9 22 27.50 ควร 54 67.50 ดี
ปรบั ปรุง

10 40 50.00 พอใช้ 59 73.75 ดี

11 0 0.00 ควร 45 56.25 พอใช้
ปรับปรุง

12 29 36.25 ควร 65 81.25 ดมี าก
ปรบั ปรงุ

13 56 70.00 ดี 74 88.75 ดีมาก

31

ตาราง 8 (ต่อ) คะแนนกอ่ นและหลงั ได้รบั การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ิจกกรมการสอนแบบโฟนิกส์

ก่อนเรยี น หลังเรียน ก่อนเรียน หลงั เรียน

นักเรียนคน คะแนน รอ้ ยละ นักเรียนคน คะแนน รอ้ ยละ นักเรียนคน
ท่ี กอ่ นเรยี น ที่ กอ่ นเรยี น ที่

14 26 32.50 ควร 56 70.00 ดี
ปรับปรงุ

ตาราง 9 คะแนนเฉล่ียก่อนและหลงั ไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้โดยใชก้ จิ กกรมการสอนแบบโฟนิกส์

ขอ้ มูล จำนวน (คน) คะแนนเฉลีย่ รอ้ ยละเฉล่ีย สว่ นเบีย่ งเบน
มาตรฐาน

คะแนนสอบก่อน 14 19.86 24.82 20.04

เรยี น

คะแนนสอบหลัง 14 54.86 68.57 13.81

เรียน

แผนภูมวิ งกลม 1 แผนภูมวิ งกลมแสดงร้อยละจำนวนนักเรยี นทสี่ อบก่อนเรียนได้คะแนนมากกว่าและ
นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม

ร้อยละของจาํ นวนนกั เรยี นท่สี อบก่อนเรยี นไดค้ ะแนนมากกว่าและน้อยกว่า
ร้อยละ 60 ของคะแนนเตม็

14

86
คะแนนสอบก่อนเรียนมากกวา่ รอ้ ยละ 60 คะแนนสอบก่อนเรียนน้อยกวา่ ร้อยละ 60

32

แผนภมู วิ งกลม 2 แผนภมู วิ งกลมแสดงร้อยละจำนวนนักเรียนทสี่ อบหลังเรียนได้คะแนนมากกว่าและ
น้อยกวา่ รอ้ ยละ 60 ของคะแนนเต็ม

รอ้ ยละของจาํ นวนนักเรยี นที่สอบหลงั เรยี นไดค้ ะแนนมากกว่าและนอ้ ยกว่า
รอ้ ยละ 60 ของคะแนนเตม็

7

93

คะแนนสอบหลงั เรยี นมากกวา่ ร้อยละ 60 คะแนนสอบหลังเรยี นนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 60

ตอนที่ 3 ผลการวเิ คราะห์เชงิ คุณภาพ
ผวู้ ิจยั วเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพจากข้อมูลการสังเกตการณส์ อน ผลจากการทำกิจกรรมของ
นักเรียน และบันทึกหลังการสอน ซึ่งบ่งชี้ถึงการเรียนรู้ของนักเรียนระหว่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้
โดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบโฟนกิ สข์ องนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ดังน้ี
จากการสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 14 คน พบวา่
ก่อนการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกบั
หน่วยเสียงของพยัญชนะและสระภาษาอังกฤษทำให้นักเรยี นไม่สามารถนำเสียงมาผสมอ่านออกเสยี ง
และสะกดคำภาษาอังกฤษได้ แต่หลังจากเร่ิมใชก้ ารจัดการเรยี นรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์
พบว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษมากขึ้น และสามารถ
เทียบเสียงพยัญชนะและสระตามหน่วยเสียงภาษาอังกฤษกับหน่วยเสียงภาษาไทยได้ รู้จักการนำ
หน่วยเสียงของพยัญชนะและสระภาษาอังกฤษมาประยุกต์ใช้ในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์
อนื่ ทีน่ อกเหนือจากในบทเรียน อกี ท้ังกิจกรรมการสอนแบบโฟนกิ ส์ทำใหน้ ักเรยี นมคี วามสนุกสนานกับ
การเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมถึงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีความร่วมมือ

33

เป็นอย่างดี และมีการปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอนอย่างสม่ำเสมอ ดังภาพที่ 6 และบันทึกหลังการสอนใน
ภาคผนวก จ

ภาพท่ี 6 นกั เรียนมปี ฏิสัมพนั ธ์กบั ครผู ู้สอน

34

บทที่ 5

สรุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom action research) โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษก่อนและ
หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ประชากรที่ใช้ในการ
สจิ ัยคร้งั นี้ ได้แก่ นกั เรยี นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสพุ รรณ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน
14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานในการแปลความหมายคะแนนสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอน
แบบโฟนิกส์และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย ผลการวิจยั สามารถสรุป อภิปราย และมี
ข้อเสนอแนะ ดังนี้

สรปุ ผลการวจิ ยั

จากการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ
กอ่ นและหลังเรียนโดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 14 คน พบว่า
หลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 54.86
คะแนน คิดเป็นร้อยละ 68.57 มีการกระจายของคะแนน คือ 13.81 และนักเรียนส่วนใหญ่สามารถ
สอบได้มากกว่าร้อยละ 60 (จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 93) และข้อมูลเชิงคุณภาพจากข้อมูลการ
สังเกตการณ์สอน ผลจากการทำกิจกรรมของนกั เรียน และบันทึกหลงั การสอน พบว่า หลังจากเร่มิ ใช้
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียง
และสะกดคำภาษาอังกฤษมากข้ึน สามารถเทียบเสียงพยัญชนะและสระตามหน่วยเสียงภาษาอังกฤษ
กับหน่วยเสียงภาษาไทยได้ และรู้จักการนำหน่วยเสียงของพยัญชนะและสระภาษาอังกฤษมา
ประยุกตใ์ ชใ้ นการอ่านออกเสียงและสะกดคำอ่นื ทีน่ อกเหนือจากในบทเรยี น

35

อภิปรายผลการวิจยั

จากการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ
ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กจิ กรรมการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Learning Activities) ของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 สามารถอภิปรายผลการวจิ ยั ได้ ดังน้ี

1. จากการวเิ คราะห์คะแนนสอบเฉล่ียก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กจิ กรรมการสอน
แบบโฟนกิ ส์ พบว่า ก่อนไดร้ ับการจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ นักเรียน
มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 19.86 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 24.82 อยู่ในระดบั ควรปรบั ปรุง แต่เม่อื ไดร้ บั การ
จัดการการเรียนรู้โดยใชก้ ิจกรรมการสอบแบบโฟนิกส์ นักเรียนส่วนใหญ่มคี ะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 54.86
คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 68.57 อยู่ในระดบั ดี ซ่ึงถอื วา่ นกั เรียนมีความสามารถในการอา่ นออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษมากขึ้น สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ เนื่องจากในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์ โดยใช้หน่วยเสียงของตัวอักษรนั้น ๆ เพื่อให้
นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงและสะกดคำภาษาอังกฤษ ได้ดีขึ้นกว่าการอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ภาษาองั กฤษแบบองค์รวม (Whole language) ซง่ึ เป็นการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำภาษาอังกฤษท่ี
ใช้ชื่อเรียกของตัวอักษรในภาษาอังกฤษมาแทนการใช้หน่วยเสียงของตัวอักษร ทำให้เกิดความสับสน
ในการอา่ นออกเสยี งและสะกดคำ

2. นอกจากคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์ที่มากขึ้นกว่าร้อยละเฉลี่ยก่อนเรียนเมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบ
โฟนิกส์แล้ว การกระจายของข้อมูลของคะแนนหลังเรียนอยู่ที่ 13.81 หมายความว่าการกระจายของ
คะแนนนักเรียนน้อยลง นั่นคือ คะแนนของนักเรียนอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้
โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์สามารถทำให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงและ
สะกดคำภาษาอังกฤษมากขึ้น และสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษของนักเรียนส่วนใหญ่ในห้องเรียน เป็นวิธีกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้กับ
นักเรียนทุกคนในหอ้ งเรียน สามารถพัฒนานักเรียนทุกคนไดอ้ ย่างเสมอภาคกนั

3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนที่มีขั้นตอนชัดเจน
ตามหลักโฟนิกส์ ตั้งแต่การสอนให้นักเรียนเข้าในใจหน่วยเสียงของพยัญชนะและสระ ทำให้นักเรียน
เรียนรู้ถึงการออกเสียงท่ถี ูกตอ้ งสามารถออกเสียงท้ังเสียงพยัญชนะและสระได้อยา่ งถูกตอ้ งและชัดเจน
ทำให้ร้วู ่าพยญั ชนะแตล่ ะตัวออกเสียงอย่างไร รูปปากตอ้ งเปน็ แบบใดทจ่ี ะทำใหเ้ กิดเสียงนั้น ๆ จากนั้น
ผู้เรียนได้ฝกึ ารผสมเสียงของพยัญชนะและสระเพื่ออ่านเป็นคำ เมื่อนักเรียนมีทักษะการสะกดคำตาม
ขั้นตอนเหล่านี้แล้ว ผู้เรียนจะเกิดความตระหนักในการเรียนรู้และสามารถถอดรหัสของการออกเสียง
คำศพั ทภ์ าษาองั กฤษ รวมไปถงึ ผสมเสยี งเปน็ คำอา่ นได้ ซง่ึ สอดคล้องกบั Tomlinson (2006) ไดก้ ล่าว
ไว้ว่าการสอนแบบโฟนิกส์เป็นกลยทุ ธก์ ารเรียนการสอนแบบหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เสียงในภาษาที่มี

36

ความเชื่อมโยงกบั ตวั อักษร แต่ละอักษรจะมีเสยี งแต่ละตัวนั่นคือ หน่วยเสยี ง ซึ่งนักเรียนจะต้องจดจำ
หลกั การออกเสยี งของอักษรแต่ละตวั ให้ได้แลว้ จึงเรมิ่ ประสมอักษรอย่างงา่ ยไปจนถึงการประสมอักษร
ที่มีความยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสอนที่สามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่าน
และสะกดคำ ดังน้ันการสอนเด็กในระดบั เริ่มต้นจึงควรเร่ิมที่การสอนหน่วยเสียงเพ่ือพัฒนาไปสู่ทักษะ
ที่ยากขึ้นต่อไป รวมทั้ง Jones and Deterding (2007) ที่กล่าวว่าการสอนแบบโฟนิกส์มีจุดมุ่งหมาย
หลักคือเป็นวิธีการสอนที่อธิบายความกระจ่างเพิ่มเติมการเรียนรู้ของความตระหนักในหน่วยพื้นฐาน
ของเสียง (Phonemic Awareness) คือ การตระหนักว่าภาษาพูดนั้นประกอบด้วยการเรียงลำดับ
ต่อเนื่องของหน่วยพื้นฐานของเสียงต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงความรู้ของเสียงและตัวอักษรเข้าด้วยกัน ซึ่ง
มีความจำเป็นและสำคัญต่อการเขียนและการอ่าน การเข้าใจเสียงต่าง ๆ ของภาษาจะช่วยสร้างคำ
และถอดรหัสคำท่ีผู้เรยี นไม่ค้นุ เคย

4. ระหว่างการปฏิบตั ิกจิ กรรมของนักเรียนพบวา่ นอกจากความสนกุ สนานในการทำกิจกรรม
ของนักเรียนแล้ว ผู้สอนยังสังเกตได้วา่ นักเรียนได้ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี มีการ
ช่วยเหลือและเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ทำให้เกิดกระบวนการคิดและแก้ไขปัญหา
แฝงไประหว่างทำกิจกรรม โดยสังเกตได้จากการทำกิจกรรมเกมจับคู่หน่วยเสียงและกิจกรรม
Beginning Words sound อีกทั้งผู้สอนยังใช้แบบฝึกทักษะ Beginning Words sound เพื่อให้
นักเรียนได้ฝึกฝนการออกเสียงอย่างถูกต้องทำให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงและสะกดคำ
ภาษาอังกฤษได้และอยู่คงทน ตามทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดร์ค (Connectionism) อ้างใน
ทิศนา แขมมณี (2557) ที่เชื่อว่ากฎแห่งการฝึกหัด การฝึกหัดหรือการกระทำบ่อยๆ ด้วยความเข้าใจ
จะทำให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวร ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อยๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร และ
ในที่สุดอาจลืมได้ และแนวคิดวิธีพหุประสาทสัมผัส ที่เชื่อว่าผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัสที่หลากหลาย
ในการเรยี นรู้ ทำใหผ้ เู้ รียนเรยี นรไู้ ด้มากขน้ึ ตามความถนัดของตนเอง และชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ท่ีคงทน

ขอ้ เสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะในการนำผลวจิ ยั ไปใช้
1.1 ประชากรของการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน

เทศบาลวัดศรีสุพรรณ จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นการนำผลการวิจัยไปใช้ครูผู้สอนจำเป็นต้องวิเคราะห์
การเรียนรูข้ องนกั เรียนวา่ มีผลการเรียนเป็นอย่างไร แล้วนำผลวิจัยไปใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั บรบิ ทโรงเรียน
และนักเรียนของตนเอง เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนมี
ความสามารถท่ีสงู ข้นึ

37

1.2 เนื่องจากในขั้นตอนของวิธีการสอนแบบโฟนิกส์เป็นขั้นตอนแบบซ้ำ ๆ อาจทำ
ให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย ผู้สอนควรมีการเสริมแรงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติกิจกรรม เช่น
การใช้สติกเกอร์เป็นแต้มสะสมในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการ
ปฏิบตั ิกิจกรรม

1.3 การฝึกให้นักเรียนผสมเสียงนั้นควรฝึกผสมที่ละสองเสียงก่อน ยกตัวอย่างเช่น
bat นักเรียนควรฝึกผสมเสียง /b/ + /a/ ก่อน แล้วจึงตามด้วยเสียง /t/ ไม่ควรให้นักเรียนผสมเสียง
ทั้งสามเสียงพร้อมกันซึ่งอาจจะทำให้นักเรียนสับสน โดยหลักการนี้จะคล้ายกับการฝึกอ่านแจกลูกคำ
ในภาษาไทยที่จะต้องเรม่ิ จากพยญั ชนะตน้ กับสระกอ่ นและจึงตามดว้ ยพยญั ชนะทา้ ยหรือตวั สะกด

2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการทำวิจัยเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงและสะกดคำที่ซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากพยัญชนะหรือสระบางตัวสามารถออกได้หลายเสียง ซึ่งอาจทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสนใน
การผสมเสียงและอ่านออกเสียงคำศพั ท์

38

บรรณานุกรรม

กรรณิการ์ ภินมย์รัตน์. (2553). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ ภูมิศาสตร์
เรื่องทวีปยุโรป ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ. วิจัยทุนอุดหนุน มหาวิทยาลัยราชภัฎ
สวนสนุ นั ทา.

กรองแก้ว ไชยปะ. (2544). สัทศาสตร์อังกฤษและสรวิยาเบื้องต้น. เลย: คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎเลย.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว.

จีรนนั ท์ เมฆวงษ์. (2547). การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษและความคงทนใน
การเรียนรู้คำศัพท์ดว้ ยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์. วิทยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการ
สอนภาษาอังกฤษ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่

ชลารินทร์ สุรินจักร. (2554). การสอนภาษาแบบโฟนิกสป์ ระกอบกับการสอนภาษาไทยแบบองค์รวมเพ่ือ
พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงและการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้
ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. การสอนภาษาไทย บัณฑิต
วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.

ณัฐนันท์ นิเวศน์วรการ. (2560). การใช้การสอนแบบโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกเสียง
ความรู้คำศัพท์ และการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ ศึกษา
ศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาหลักสูตรการสอนและเทคโนโลยีการเรียนรู้ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่

ณฐั พล สุรยิ มณฑล. (2560). การสอนแบบโฟนกิ ส์เพือ่ สง่ เสริมการออกเสยี งและความรู้คำศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา
หลักสตู รการสอนและเทคโนโลยีการเรียนรู้ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.

39

ดวงใจ ตั้งสง่า. (2555-2556). ชวนลูกเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ตอน โฟนิคส์คืออะไร ทำไมต้องเรียน.
สืบคน้ เม่อื 20 มกราคม 2563, จาก http://taamkru.com/th/โฟนกิ สค์ อื อะไร-ทำไมต้องเรียน/

ทศิ นา แขมมณ.ี (2557). ใน ศาสตร์การสอน. กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
บันลือ พฤกษะวัน. (2536). มิตใิ หม่ในการสอนอา่ น. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ จำกัด.
ปริญญา ผสมทรัพย์. (2561). การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษโดยการฝึกประสมคำด้วย

เสียงสระ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2563, จาก
http://stm.st.buu.ac.th/dataup/project_153414568908287700.pdf.
เรมิกา กุลาดี. (2558). การใช้การสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษและความรู้
คำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาหลักสูตร
การสอนและเทคโนโลยกี ารเรียนรู้ (การสอนภาษาองั กฤษ) บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
ศรีรัตน์ เจงิ กล่ินจันทร์. (2542). การอ่านและการสรา้ งนสิ ยั รกั การอ่าน. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ จำกัด.
สรียาภรณ์ นนทะปะ. (2558). การพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ (Phonics) โดยใช้
แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2563, จาก
https://www.kroobannok.com/news_file/p50900691231.pdf.
สุวฒั น์ ววิ ฒั นานนท์. (2554). ทกั ษะการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น. นนทบุรี: ซี.ซ.ี นอลลิดจ์ลิงคส์.

อกนิษฐ์ กรไกร. (2549). การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กาพย์ยานี 11 ด้วยแบบฝึกทักษะ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ Co-op Co-op และแบบเดี่ยว. วิทยานิพนธ์
กศ.ม. มหาสารคาม มหาวิทยาลนั มหาสารคาม.

อภิลักษณ์ ธรรมทวีกุล. (2552). สัทศาสตร์ A Course in Phonics. สมุทรปราการ: บริษัทพงษ์วริน
การพมิ พ์จำกัด.

Ehri, L., & Nunes, S. (2001). Systematic Phonics Instruction Helps Students Learn to Read:
Evidence from the National Reading Panel’s Meta-Analysis. Journal of Direct
Instruction,2(2), 121-166. Retrieved January 20, 2020, from
https://www.dyslexie.lu/JDI_02_02_04.pdf.

40

Lewis, Maureen., & Ellis, Sue. (2006). Phonics Practice, Research and Policy. London: Paul

Chapman Publishing.

Linnea C. Ehri, and Bert Flugman. ( 2 0 1 8 ) . Mentoring teachers in systematic phonics
instruction: effectiveness of an intensive year-long program for kindergarten through
3rd grade teachers and their students. Retrieved February 13, 2020, from
https://link.springer.com/article/10.1007/s11145-017-9792-7.

Najla AL Harthy. ( 2 0 1 9 ) . The Impact of Raising Phonological Awareness and Phonics to
Improve Reading and Spelling Skill. Retrieved February 11, 2020, from https://krex.k-
state.edu/dspace/bitstream/handle/2097/39505/Alharthy%2c%20Najla-done.pdf?
sequence=1&isAllowed=y.

National Reading Panel. (2000). Teaching Children to Read: An evidence-based
assessment of the scientific research literature on reading and its implications for
reading instruction. Retrieved January 20, 2020, from https://www.nichd.nih.gov/
sites/default/files/publications/pubs/nrp/Documents/report.pdf.

Sally Ann Jones, and David Deterding. (2007). Phonics and Beginning Reading. Singapore:
Mc Graw Hill.

Tomlinson, N. (2006). Teaching Reading with Phonics and Flashcards. Retrieved January
18, 2020, from http://www.geocities.ws/nelstomlinson/Reading.and.Phonics.html

Yixing Sun. (2019). Using Phonic to teach English reading to elementary school students
in China. Retrieved February 11, 2020, from https://minds.wisconsin.edu/bitstream/
handle/1793/79093/Sun%2C%20Yixing.pdf?sequence=1&isAllowed=y.

41

ภาคผนวก

42

ภาคผนวก ก
รายนามผู้เชย่ี วชาญในการตรวจเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั


Click to View FlipBook Version