The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by charoen.ma, 2022-08-28 09:20:32

รวมเล่ม_clone

รวมเล่ม

51

มสี าเหตุเกิดจาก มีสาเหตุเกิดจาก
อมนุษยท์ ัง้ หลาย อมนษุ ย์ท้ังหลาย
รบกวนอยตู่ ลอดเวลา รบกวนอย่ตู ลอดเวลา
พระองค์ทรงแนะนา พระองค์ทรงแนะนา
ให้ สวดพระสตู รนี้ ให้ สวดพระสตู รนี้
เดือนละ 8 วนั เป็นตน้ เดอื นละ 8 วัน เปน็ ต้น

3.สาระสาคญั ในเมตตาสตู ร 3.สาระสาคยั ในมตตาสตู ร
ชาวพทุ ธต้องดาเนนิ ตาม ชาวพุทธตอ้ งดาเนินตาม
อริยมรรคองค์ 8 อรยิ มรรคองค์ 8
- เมอ่ื ปฏบิ ตั ิ ได้ ย่อมไดร้ ับการ - เมือ่ ปฏิบัติ ได้ ยอ่ มไดร้ บั การ
บรรลุอรหันตไ์ มต่ ้องเกิดอีกตอ่ ไป บรรลอุ รหันต์ไมต่ อ้ งเกดิ อีกต่อไป

ผลการวิเคราะห์จากการสังเกตการ ผลการวิเคราะห์จากการสังเกตการ
อ ธิ บ า ย อ ร ร ถ ก ถ า กั บ ก า ร อ ธิ บ า ย ใ น อ ธิ บ า ย อ ร ร ถ ก ถ า กั บ ก า ร อ ธิ บ า ย ใ น
พระไตรปฎิ กอ่านเขา้ ใจง่าย เช่นกัน พระไตรปิฎกอา่ นเขา้ ใจง่าย เชน่ กัน

สรปุ ทา้ ยบท

บทน้ี ได้ วเิ คราะห์ 7 เรื่อง (บท) ดงั นี้

1.พจิ ารณา อาการ 32 2, สามเณร อายุ 7 ขวบ บรรลอุ รหนั ต์,

3. มงคล 38 ,ประการ 4 รตนสูตร มคี ุณคา่ มาก หาส่งิ ใดเปรียบมิได้

5. เปรต รอบญุ จากญาติอทุ ศให้ 6. การฝงั ขมุ ทรัพย์ 4 ชนดิ ,

7. การแผ่เมตตาให้ตนเอง และ สรรพสตั ว์ทง้ั หลาย

สรปุ ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสงั เกต การเปรยี บเทียบ คือ การอธบิ ายอรรถกถา คู่กบั การอธิบาย
ในพระไตรปฎิ ก อ่านเขา้ ใจงา่ ย อธบิ าย เชน่ กัน ทุกประการ

52

คาถามประจาบท

1.จงวเิ คราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (อาการ 32) คู่กับพระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ
2.จงวิเคราะหเ์ นอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (7 ขวบ อรหนั ต)์ ค่กู ับพระไตรปิฎกขุททกปาฐะ
3.จงวเิ คราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (มงคล 38 ) คูก่ บั พระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ
4.จงวิเคราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (รตนสตู ร ) ค่กู ับพระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ
5.จงวิเคราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (เปรตรอบุญอุทศิ ให)้ คกู่ ับพระไตรปิฎกขุททกปาฐะ
6.จงวิเคราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (ฝัง 4 ขมุ ทรัพย์) คกู่ ับพระไตรปิฎกขุททกปาฐะ
7.จงวเิ คราะห์เนอื ้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (แผ่เมตตาใหต้ น,สตั ว์) คูก่ บั พระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ

53

อา้ งอิงประจาบท

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย
ขุททกปาฐะ ,(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2556).

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ,พระไตรปฎิ ก พระสุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย
ขทุ ทกปาฐะ, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2539 เล่ม 25 ).

54

บทที่ 4
วเิ คราะหอ์ รรถกถา (ธรรมบท, อุทาน, อติ ิวตุ ตกะ, สตุ ตนิบาต)
คูก่ ับ พระสุตตันตปิฎก (ธรรมบท, อทุ าน, อิตวิ ตุ ตกะ, สตุ ตนบิ าต) เลม่ 25

การเรียนประจาบท
เม่ือไดศ้ ึกษาเนื้อหาในบทนีแ้ ลว้ ผ้ศู ึกษาสามารถ

4.1 อธบิ ายความหมายและสาระสาคญั ของแตล่ ะวรรคในธรรมบทได้
4.2 อธบิ ายโครงสรา้ งเน้ือหา ขุททกนิกาย (อรรถกถา) คูก่ ับ ขุททกนิกาย (พระสุตฯ) เล่ม 25) ได้
4.3 วิเคราะห์เนอ้ื หาอรรถกถา (ธรรมบท) คู่กบั พระสตุ ตันตปฎิ ก (ธรรมบท) เล่ม 25 ได้
4.4 วเิ คราะห์เน้อื หาอรรถกถา (อทุ าน) คู่กบั พระสตุ ตันตปิฎก (อทุ าน) เลม่ 25 ได้
4.5 วเิ คราะห์เนื้อหาอรรถกถา (อิติวุตตกะ) คู่กับพระสตุ ตันตปฎิ ก (อติ วิ ุตตกะ) เล่ม 25 ได้
4.6 วิเคราะห์เนื้อหาอรรถกถา (สตุ ตนบิ าต) คู่กบั พระสตุ ตันตปิฎก สตุ ตนิบาต เลม่ 25 ได้

ขอบขา่ ยเนอื้ หา

ความนา
ความหมายและสาระสาคัญของแตล่ ะวรรคในธรรมบทได้
โครงสรา้ งเน้อื หา ขุททกนิกาย (อรรถกถา) คูก่ ับ ขุททกนิกาย (พระสุตฯ) เล่ม 25
วิเคราะห์เน้ือหาอรรถกถา (ธรรมบท) คู่กบั พระสตุ ตนั ตปฎิ ก (ธรรมบท) เลม่ 25
วเิ คราะห์เนือ้ หาอรรถกถา (อุทาน) คกู่ ับ พระสุตตันตปฎิ ก (อทุ าน) เลม่ 25
วิเคราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา (อิติวุตตกะ) คูก่ บั พระสุตตนั ตปิฎก (อิติวตุ ตกะ) เลม่ 25
วเิ คราะหเ์ น้อื หาอรรถกถา (สุตตนิบาต) คู่กบั พระสุตตันตปิฎก สุตตนิบาต เลม่ 25
คาถามทา้ ยบท
อา้ งอิงประจาบท

55

ความนา
บทนี้ คอื ตวั อย่าง การวเิ คราะห์ ธรรมบท (ธรรมภาษิตสนั้ ๆ) คูก่ ับ พระสตุ ตันตปิฎก (ธรรมบท,

อทุ าน, อติ วิ ตุ ตกะ, สุตตนบิ าต) เล่ม 25 เรียงตามลาดับเนือ้ หา ดังน้ี
ธรรมบท (ธรรมภาษติ สนั้ ๆ) คือ

1.ยมก วรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่กัน คือ เร่ืองจักขุบาลเถระ พระพุทธองค์ตรัส พระคาถา
แก่ภิกษทุ ้ังหลาย ดังน้ี

“ธรรมทั้งหลาย มีใจเปน็ หวั หนา้
มีใจเปน็ ใหญ่ สาเรจ็ ดว้ ยใจ
ถา้ คนมีใจชว่ั กพ็ ูดช่วั หรอื ทาชว่ั ตามไปดว้ ย
เพราะความชัว่ น้ัน ทกุ ขย์ อ่ มตดิ ตามเขาไป

เหมือนลอ้ หมุน ตามรอยเทา้ โคท่ีลากเกวยี นไป ฉะนนั้ ” 14

2. พาล วรรค หมวดว่าด้วยคนพาล คอื เร่อื งพระอทุ ายเี ถระ พระพุทธองค์ตรัสพระคาถา แก่ภิกษุ
ทงั้ หลาย ดงั น้ี

“คนพาล แม้จะอย่ใู กล้ บัณฑิต ชั่วชีวิต
ก็ไมร่ ู้แจง้ ธรรม เหมอื นทพั พไี ม่รูร้ สแกง” 15

3. อตั ตวรรค หมวดว่าด้วยตน คอื เรือ่ ง พระปธานิกติสสเถระ พระพุทธองค์ตรัส พระคาถา แก่
ภิกษุประมาณ 500 รูป ดงั น้ี

“บุคคลพร่าสอนผอู้ ื่น อยา่ งไร กพ็ งึ ทาตนอย่างนนั้
ผทู้ ี่ฝกึ ตนดแี ลว้ จงึ ควรฝึกผู้อน่ื
เพราะตนนัน่ แล ฝกึ ไดย้ ากย่งิ ” 16
4. โลกวรรค หมวดว่าด้วย เร่ืองโลก คอื เร่ือง นายกาละบตุ รของอนาถบิณฑกิ เศรษฐี

14 ข.ุ ธ. (ไทย) 25/1/21.
15 ข.ุ ธ. (ไทย) 25/64/47.
16 ข.ุ ธ. (ไทย) 25/159/82.

56

พระพทุ ธองคต์ รัส พระคาถาแก่ อนาถบิณฑกิ เศรษฐี ดงั นี้

“โสดาปตั ตผิ ล ประเสรฐิ กวา่ ความเปน็ เอกราช ในแผน่ ดนิ
กว่า การไปสู่สวรรค์ หรือ กว่า ความเป็นใหญ่ ในโลกน้ี” 17

ธรรมบท เหลา่ น้ี เปน็ หัวข้อธรรม (ภาษิตสั้น) ของขทุ ทกนกิ าย
ขทุ ทกนกิ าย คือ หวั ขอ้ ธรรมสัน้ ๆ ซง่ึ เปน็ หัวข้อของพระสุตตันตปิฎก
พระสุตตนั ตปฎิ ก เปน็ ปิฎกหนง่ึ ของพระไตรปิฎก
คณะสงฆ์ไทยไดใ้ ชเ้ ปน็ หลักสตู ร วชิ าบาลี ตง้ั แตช่ ้นั ประโยค 1-2 ถึง ประโยค ป.ธ. 6

4.1 ความหมายและสาระสาคัญของแตล่ ะวรรคในธรรมบท

ธรรมบท หมายถงึ ธรรมภาษิตสั้น ๆ มคี ัมภีรอ์ รรถกถา 2 เลม่ อธบิ าย พระสุตันตปิฎก เลม่ 25
มเี นือ้ หา 26 วรรค (เร่ือง) ซึ่งมีความหมาย และ สาระสาคัญของแตล่ ะวรรคในธรรมบท ได้ดังนี้

1. ยมกวรรค หมายถงึ หัวข้อธรรมตรงกนั ข้ามกัน คือ อธบิ าย (พรรณนา) เป็นคู่ ๆ เช่น ผเู้ รียน
มากแต่ประมาท ขาดสติ ย่อมไมบ่ รรลมุ รรคผล ตรงกนั ข้ามกับ ผเู้ รยี นน้อย แต่ไมป่ ระมาท สติไม่ขาด ย่อม
ไดบ้ รรลมุ รรคผล เปน็ ตน้

2. อัปปมาทวรรค หมายถงึ หมวดว่าดว้ ยความไมป่ ระมาท (สติไม่ขาด) เป็นทางแหง่ ความสาเร็จ
เช่น ประมวลความสาเรจ็ ผลทีพ่ ึงปรารถนาตา่ ง ๆ คือ สติเป็นเหตุให้ได้รบั เกียติยศ สติเป็นเหตใุ หบ้ รรลุถงึ
อารมณ์พระนพิ พาน ปราศจากกิเลสอย่างส้นิ เชิง เปน็ ตน้

3. จิตวรรค หมายถงึ หมวดว่าด้วยการฝึกจติ คาวา่ จิต หมายถงึ ธรรมชาติ ทีค่ ดิ และสัง่ สม
อารมณ์ (ทางดี ทางไม่ดี ) เป็นตน้

คาว่า การฝึก หมายถงึ การฝกึ อริยมรรค 4 คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามมิ รรค เป็นตน้
การฝึกจิต หมายถึง การใช้อริยมรรค ข่มจิต ระงับจิตท่ีด้ินรน ไปมา ไม่มีรูปร่าง ให้พ้นจากบ่วง
มาร คือ พน้ จากความโง่ อวิชชา ตัณหา อปุ าทาน เปน็ ตน้
4. ปปุ ผาวรรค หมายถงึ หมวดวา่ ด้วยดอกไม้ เปรยี บเทยี บธรรม ๆ กับดอกไม้ เช่น
การเลือก โพธิปักขิยธรรม 37 กับ การเลอื ก เก็บดอกไม้ เป็นตน้

17 ข.ุ ธ. (ไทย) 25/178/88.

57

5. พาลวรรค หมายถึง หมวดคนพาล คือ หมวดคนโง่ ไม่รูจ้ ักโลกนี้ โลกหน้า ไม่รู้ธรรมเวยี นว่าย
ตายเกิด เป็นตน้

6. บณั ฑติ วรรค หมายถงึ ผู้ปฏิบตั ิตามหลักธรรม คอื กุศลกรรมบถ 10 เปน็ ตน้
7. อรหันตวรรค หมายถึง หมวดผ้กู าจัดขา้ ศึกกิเลส ดว้ ยอริยมรรค ผู้อยูห่ ่างไกลจากกเิ ลส เป็นตน้
8. สหัสส วรรค หมายถงึ หมวดวา่ ด้วยหน่ึงในร้อยในพนั การเปรยี บเทยี บเหมอื นชวี ิตท่ีมสี าระ
จานวน 1 ดกี วา่ กบั ส่งิ ทไ่ี รส้ าระ จานวน 100 หรือ จานวน 1,000 เปน็ ตน้
9. บาป วรรค หมายถึง บาปทางกายทุจริต บาปวจที จุ รติ บาปมโนทุจริต หรอื อกศุ ลจติ เปน็ ตน้
10. ทัณฑวรรค หมายถงึ การใชก้ าลังทารา้ ย หรือเบียดเบียนคนอื่น ให้ได้รับความเดือดร้อน โดย
ใช้วัตถุ ท่อนไม้ ก้อนดิน หรือ วจาท่หี ยาบคาย ให้ผูอ้ นื่ ได้รับโทษ เป็นต้น
11. ชราวรรค หมายถงึ หมวดความแก่ ความทรุดโทรม ถูกความมืดอวิชชาปกคลุมไว้ เป็นตน้
12. อตั ตวรรค หมายถึง ตนเองเท่านั้น ทากุศลถงึ มรรคผล ไม่มใี ครทจ่ี ะทาใหไ้ ด้ เปน็ ตน้
13. โลกวรรค หมายถงึ วัฏฏทุกข์ หรือ ขนั ธ์ 5 หรอื แผ่นดิน (โลกมีความหมายหลายนัย) เปน็ ต้น
14. พทุ ธวรรค หมายถงึ พระพุทธเจา้ ผู้ตรสั รูธ้ รรมท้งั ปวง ผยู้ นิ ดีในอารมณ์พระนิพพาน เป็นต้น
15. สขุ วรรค หมายถึง ไมม่ ีความเดอื ดร้อน เพราะกิเลส ละความตดิ ใจในกามคณุ เปน็ ตน้
16. ปิยวรรค หมายถึง ส่งิ เปน็ ทนี่ ่ารัก วตั ถุกาม และ กเิ ลสกาม ศีล สมาธปิ ญั ญา เปน็ ตน้
17. โกรธ หมายถึง ความไมพ่ อใจอย่างรนุ แรง
18. มลทินวรรค หมายถงึ ส่วนเสียต่าง ๆ แห่งชวี ติ ตนเอง มลทนิ คอื กิเลสต่าง ๆ มีราคะ เปน็ ตน้
19. ผตู้ ัง้ อยู่ในธรรม หมายถึง อริยบคุ คลไม่เบยี ดเบียนผู้อืน่ หรอื ผบู้ รรลุ โลกุตระธรรม 9 เปน็ ตน้
20. มรรควรรค หมายถงึ อริยมรรคมีองค์ 8 หรือ วิปสั สนาปญั ญา เป็นตน้
21.ปกณิ ณกวรรค หมายถึง เรอื่ งเบ็ดเตล็ด ธรรมท่วั ไป
22. นริ ยวรรค หมายถึง คนทาชวั่ ตกนรก พดู อวด เพ่ือแสวงหาลาภ เป็นเหตุ ให้ตกนรก เป็นตน้
23. นาควรรค หมายถึง นาคหรือ ช้าง เปน็ สตั วต์ วั ใหญ่ ผู้ไม่ดาเนนิ ชีวิตด้วยกิเลส เป็นตน้
24. ตัณหาวรรค หมายถงึ ความอยากในอารมณ์ตัณหา เป็นตน้

58

25. ภิกขวุ รรค หมายถึง ผู้สารวม มีสตปิ อ้ งกันกเิ ลส มใิ ห้เกิดในตน จักอยเู่ ป็นสุข เปน็ ตน้

26. พราหมณว์ รรค หมายถึง บุคคลผตู้ ัดกระแสตัณหาได้ เปน็ ตน้

หวั ข้อ 26 วรรค ดังกล่าวน้ี เป็นหวั ขอ้ ที่ 2 ต่อจาก ขุททกปาฐะ ในโครงสร้างเน้อื หาของ
ขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา) คกู่ ับ ขุททกนิกาย (พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ 25) แสดงเปน็ ตาราง 4.2 ไดด้ งั น้ี

4.2 โครงสร้างเนื้อหา ขุททกนิกาย (อรรถกถา) คกู่ บั ขุททกนกิ าย (พระสตุ ตนั ตปิฎก)
เลม่ 25)

ตาราง 4.1

โครงสร้างเนอื้ หา ขุททกนิกาย (อรรถกถา) คู่กบั ขุททกนิกาย (พระสตุ ตนั ตปิฎก เล่ม 25)

โครงสร้างเน้อื หาขุททกนิกาย โครงสร้างเนือ้ หาขุททกนกิ าย
(อรรถกถา) 18 (พระสุตตันตปฎิ ก เลม่ 25) 19

ธรรมบท (ภาษติ ส้นั ) คือ ธรรมบท (ภาษิตสั้น) คือ
เร่อื งที่ 2 เรอื่ งท่ี 2

1. ขุททกปาฐะ (บทสวดสน้ั ) 1. ขุททกปาฐะ (บทสวดสั้น)
2. ธรรมบท (ภาษติ ส้ัน) 2. ธรรมบท (ภาษติ ส้นั )
3. อุทาน 4. อติ ิวตุ ตกะ 3. อุทาน 4. อิตวิ ตุ ตกะ
5. สตุ ตนิบาต 5. สุตตนบิ าต
คมั ภรี ์ (เรื่อง) 1-5 นี้ อธบิ าย คมั ภีร์ (เรือ่ ง) 1-5 นี้ อธิบาย
คกู่ ับ เลม่ 25 (พระไตรปฎิ ก) ค่กู ับ เล่ม 25 (พระไตรปิฎก)

18 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปฎิ ก ขุททกนิกาย ธรรมบท,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2556), หนา้ บทนา.
19 มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ ก พระสุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2539), หน้า บทนา.

59

6. วิมานวตั ถุ 7. เปตวตั ถุ 6. วมิ านวัตถุ 7. เปตวตั ถุ
8. เถรคาถา 9. เถรีคาถา 8. เถรคาถา 9. เถรคี าถา

คัมภรี ์ 6-9 นี้ อธบิ าย คู่กับ คมั ภรี ์ 6-9 นี้ อธิบาย คู่กับ
เล่ม 26 (พระไตรปิฎก) เล่ม 26 (พระไตรปิฎก)

10.ชาตกะ ชาตกะ (ปฐมภาค) 10.ชาตกะ ชาตกะ (ปฐมภาค)
อธบิ าย คูก่ ับ อธิบาย คูก่ บั
เลม่ 27 (พระไตรปิฎก) เล่ม 27 (พระไตรปิฎก)

ชาตกะ (ทุตยิ ภาค) ชาตกะ (ทุติยภาค)
อธบิ ายคู่กับ อธบิ ายคกู่ บั
เล่ม 28 (พระไตรปฎิ ก) เล่ม 28 (พระไตรปฎิ ก)

11.นิเทส มหานเิ ทส 11.นิเทส มหานเิ ทส
อธบิ าย คู่กบั อธิบาย คกู่ บั
เลม่ 29 (พระไตรปิฎก) เล่ม 29 (พระไตรปฎิ ก)

จูฬนเิ ทส จฬู นเิ ทส
อธิบาย คู่กับ อธิบาย คูก่ บั
เล่ม 30 (พระไตรปิฎก) เล่ม 30 (พระไตรปฎิ ก)

12. ปฏสิ ัมภิทามรรค 12. ปฏิสัมภิทามรรค
อธบิ าย คู่กับ อธิบาย คู่กับ
เล่ม 31 (พระไตรปฎิ ก) เลม่ 31 (พระไตรปฎิ ก)

13.อปาทาน (ปฐมภาค) 13.อปาทาน (ปฐมภาค)
อธบิ าย คกู่ ับ อธบิ าย คู่กบั
เลม่ 32 (พระไตรปิฎก) เล่ม 32 (พระไตรปิฎก)

60

อปทาน (ทตุ ยิ ภาค) อปทาน (ทุติยภาค)
14.พุทธวงั สะ 15.จริยาปฎิ ก 14.พุทธวงั สะ 15.จริยาปฎิ ก

คัมภรี ์ 13-15 อธบิ าย คูก่ บั คมั ภีร์ 13-15 อธบิ าย คูก่ ับ
เลม่ 33 (พระไตรปฎิ ก เล่ม 33 (พระไตรปิฎก

4.3 วเิ คราะห์เน้ือหาอรรถกถา (ธรรมบท) คูก่ บั พระสตุ ตันตปฎิ ก (ธรรมบท) เลม่ 25

ตาราง 4.2
วิเคราะห์เนอ้ื หา อรรถกถา (ธรรมบท) คกู่ ับ พระสตุ ตนั ตปิฎก (ธรรมบท เลม่ 25)

อรรถกถา ธรรมบท (ภาษิตสน้ั ๆ ) พระสุตตนั ตปิฎก ธรรมบท เล่ม 25

1. ยมกวรรค (วรรควา่ ดว้ ยธรรมเป็น คกู่ นั ) 1. ยมกวรรค (วรรควา่ ด้วยธรรมเปน็ คกู่ ัน)
มี 14 เรอ่ื ง 20 คาถา เช่น เรื่อง จกั ขบุ าล มี 14 เรอ่ื ง 20 คาถา เชน่ เรอ่ื ง จักขุบาล
เป็นต้น เปน็ ตน้

2. ความไม่ประมาทมสี ติ หมายถงึ ความไม่ 2. ความไมป่ ระมาทมสี ติ หมายถงึ ความไม่
ประมาท มีสติเป็นเหตใุ ห้บรรลอุ ารมณ์ ประมาท มีสติเปน็ เหตุใหบ้ รรลุอารมณ์
พระนิพพาน เช่น พระนางสามาวดี เป็นตน้ พระนิพพาน เช่น พระนางสามาวดี เป็นตน้

3. การฝึกจติ หมายถึง การใช้อริยมรรค 4 3. การฝึกจิต หมายถึง การใช้อรยิ มรรค 4
ข่มจิตระงบั จิตท่ี ดิ้นรนไปมา ไม่มีรูปร่าง ข่มจิตระงับจติ ที่ ด้ินรนไปมา ไมม่ รี ปู ร่าง
พน้ จากบว่ งมาร (อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน) พ้นจากบ่วงมาร (อวิชชา ตณั หา อุปาทาน)

4. ดอกไม้ หมายถึง การเปรียบเทียบ 4. ดอกไม้ หมายถึง การเปรยี บเทยี บ
ระหวา่ ง ธรรมกับดอกไม้ เช่น ใหเ้ ลือก ระหว่าง ธรรมกับดอกไม้ เชน่ ใหเ้ ลือก
ปฏบิ ตั ิตามโพธปิ ักขิยธรรม 37 กบั ดอกไม้ ปฏบิ ตั ติ ามโพธิปกั ขิยธรรม 37 กบั ดอกไม้

61

5. คนพาล หมายถึง คนโง่ ไม่มีปัญญา 5. คนพาล หมายถึง คนโง่ ไม่มปี ญั ญา
ไมร่ ูจ้ ักประโยชน์ในโลกนีแ้ ละโลกหน้า ไมร่ ู้จักประโยชน์ในโลกนีแ้ ละโลกหน้า
เปน็ ตน้ เช่น พระอบุ ลวรรณาเถรี เปน็ ต้น เชน่ พระอบุ ลวรรณาเถรี
ธรรมบทอรรถกถา ภาค 1 หน้า 459 พระสุตตันตปิฎก เลม่ 25 หนา้ 48

ไดอ้ ธบิ ายขยายไว้ 4 หน้า กระดาษ ไมไ่ ดอ้ ธบิ าย เพยี งแต่มีคาถาตั้งไว้
“ตลอดเวลาท่ีบาปยังไม่ใหผ้ ล “ตลอดเวลาท่บี าปยังไม่ให้ผล
คนพาลย่อมสาคญั บาปดจุ น้าผึง้ (สขุ ) คนพาลย่อมสาคัญบาปดจุ นา้ ผ้ึง (สุข)
(ให้ความสาคัญบาปอกุศลท่ตี นทาอย)ู่ (ใหค้ วามสาคัญบาปอกุศลทตี่ นทาอย)ู่
แต่เมอ่ื ใดบาปใหผ้ ล เม่ือนนั้ คนพาล แตเ่ มอื่ ใดบาปให้ผล เม่ือน้ันคนพาล
ย่อมประสบทุกข์” ย่อมประสบทุกข์”

6. บัณฑติ หมายถึง ผู้ยนิ ดีปฏบิ ตั ิตาม 6. บัณฑติ หมายถึง ผู้ยนิ ดีปฏบิ ัตติ าม
กุศลกรรมบถ 10 เปน็ ต้น กุศลกรรมบถ 10 เปน็ ตน้

7. อรหนั ต์ หมายถงึ ผกู้ าจัดด้วยอริยมรรค 7. อรหนั ต์ หมายถงึ ผกู้ าจัดด้วยอรยิ มรรค
ไม่มคี วามเร่ารอ้ น ไมห่ วน่ั ไหว เปน็ ต้น ไมม่ คี วามเร่ารอ้ น ไม่หว่นั ไหว เป็นต้น

8. หนง่ึ ในร้อยในพัน หมายถงึ การ 8. หนง่ึ ในร้อยในพนั หมายถึง การ
เปรยี บเทยี บ เชน่ ธรรมบทเดยี ว เปรยี บเทยี บ เช่น ธรรมบทเดยี ว
คนฟงั แลว้ สงบได้ ดีกว่า ร้อยธรรม คนฟงั แล้ว สงบได้ ดีกว่า ร้อยธรรม
ร้อยคาถา หรอื พนั คาถา เป็นต้น ร้อยคาถา หรอื พนั คาถา เป็นตน้

9.บาป หมายถงึ กายทุจริต วาจาทุจรติ 9.บาป หมายถงึ กายทุจริต วาจาทุจรติ
มโนทจุ รติ กอ่ ให้เกดิ ความทุกข์ มโนทจุ รติ กอ่ ให้เกดิ ความทุกข์

10. การใชก้ าลังทาร้าย หมายถึง ฆ่าหรือ 10. การใช้กาลงั ทาร้าย หมายถงึ ฆา่ หรือ
เบียดเบยี นคนอ่นื ใหไ้ ดร้ บั ทุกข์ เปน็ ตน้ เบียดเบียนคนอ่ืน ให้ไดร้ ับทุกข์ เป็นตน้

62

11. ชรา หมายถงึ ความแก่ ความทรุด 11. ชรา หมายถึง ความแก่ ความทรุด
โทรม ถูกความมดื อวชิ ชาปกคมุ ไว้ โทรม ถกู ความมืด อวชิ ชาปกคุมไว้
เชน่ นางสริ มิ า ธรรมบท ภาค 2 หน้า 97 เชน่ นางสิรมิ า พระสุตตนั ตปิฎก หนา้ 77

12. ตน หมายถงึ ตนเองเทา่ น้ัน จะทา 12. ตน หมายถงึ ตนเองเท่าน้ัน จะทา
กศุ ลแลว้ เข้าถึงสวรรค์ บรรลุมรรคผลได้ กศุ ลแลว้ เขา้ ถึงสวรรค์ บรรลมุ รรคผลได้

13. โลก หมายถงึ ขันธ์ 5 หรอื แผน่ ดนิ 13. โลก หมายถึง ขนั ธ์ 5 หรือ แผ่นดนิ
มีความหมายหลายนัย เป็นต้น มคี วามหมายหลายนยั เป็นต้น

14. พระพุทธเจ้า หมายถึง ผูต้ รสั รู้อริยสจั 4 14. พระพทุ ธเจา้ หมายถึง ผูต้ รัสรอู้ ริยสจั 4
โดยชอบดว้ ยพระองค์เอง โดยชอบด้วยพระองค์เอง

15. ความสุข หมายถึง ความไมม่ เี วร 15. ความสขุ หมายถึง ความไมม่ เี วร
ต่อกัน ไม่มคี วามเดือนร้อนเพราะกิเลส ตอ่ กัน ไม่มีความเดือนร้อนเพราะกเิ ลส
เพราะละความยดึ ตดิ กามคณุ 5 จะได้ เพราะละความยดึ ตดิ กามคุณ 5 จะได้
อยรู่ ่วมกับพระอริยะ เป็นต้น อยู่ร่วมกับพระอริยะ เปน็ ตน้

16. สงิ่ เปน็ ที่รกั หมายถึง อารมณ์ 16. สง่ิ เป็นท่รี ัก หมายถึง อารมณ์
ท่ีนา่ รกั ได้แก่กามคุณ 5 เป็นตน้ ทน่ี ่ารกั ได้แก่กามคุณ 5 เป็นตน้

17. โกรธ หมายถึง ความไมพ่ อใจ 17. โกรธ หมายถึง ความไมพ่ อใจ
อยา่ งรนุ แรงละความโกรธ คือ อย่างรนุ แรงละความโกรธ คือ
ความสุข เปน็ ตน้ ความสุข เปน็ ต้น

18. มลทนิ หมายถึง กิเลสต่าง ๆ หรอื 18. มลทิน หมายถึง กิเลสต่าง ๆ หรือ
อกุศลธรรมท้ังปวง เป็นตน้ อกศุ ลธรรมท้ังปวง เปน็ ตน้

19. ผูต้ ง้ั อยู่ในธรรม หมายถึง อรยิ ะไม่ 19. ผูต้ ง้ั อยใู่ นธรรม หมายถึง อริยะไม่
เบียดเบียนสตั ว์อ่นื ในเร่ืองผู้พิพากษา เบียดเบยี นสตั วอ์ ืน่ ในเรื่องผู้พิพากษา
หมายถึง ผู้ปราศจากอคติ 4 เป็นตน้ หมายถงึ ผู้ปราศจากอคติ 4 เปน็ ตน้

63

20. มรรค หมายถงึ อรมิ รรคมอี งค์ แปด 20. มรรค หมายถงึ อรมิ รรคมีองค์ แปด
เป็นทางแหง่ ความส้ินทกุ ข์ เป็นต้น เปน็ ทางแหง่ ความสนิ้ ทกุ ข์ เป็นตน้

21. เรอ่ื งเบ็ดเตล็ด หมายถึง ธรรมทว่ั ไป 21. เรือ่ งเบ็ดเตล็ด หมายถึง ธรรมทว่ั ไป
เช่น เรอื่ งบุพกรรมของพระองค์ เช่น เร่อื งบพุ กรรมของพระองค์
ทรงเสียสละความสุขเล็กน้อยเพอ่ื ทรงเสยี สละความสุขเล็กนอ้ ยเพื่อ
พระนิพพาน พระนิพพาน

22. คนทาช่ัวตกนรก มีความหลายนัย 22. คนทาชั่วตกนรก มีความหลายนัย
ตามพฤตกิ รรมของบุคคลต่างๆ ท่ี ตามพฤติกรรมของบุคคลตา่ งๆ ท่ี
ปรากฏในวรรคน้ี ปรากฏในวรรคน้ี

23. ช้าง หมายถึง การเปรียบเทียบ 23. ช้าง หมายถึง การเปรยี บเทียบ
การฝกึ ตนกบั ฝึกช้าง การฝึกตนกับฝึกชา้ ง

24. ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก 24. ตัณหา หมายถงึ ความทะยานอยาก
ในกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตณั หา ในกามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตัณหา
ขุดรากตัณหาไดด้ ้วยอรยิ มรรค 4 ขุดรากตัณหาได้ด้วยอรยิ มรรค 4

25. ภกิ ษุ หมายถึง บุคคลผู้สารวม ไม่ 25. ภิกษุ หมายถงึ บุคคลผู้สารวม ไม่
เบยี ดเบยี นสตั วท์ ้งั หลาย มสี ติปอ้ งกัน เบยี ดเบียนสัตวท์ ง้ั หลาย มสี ติปอ้ งกนั
อกุศล มิใหเ้ กดิ ข้นึ ในตน อกุศล มิให้เกิดข้ึนในตน

26. พราหมณ์ หมายถงึ บุคคลผู้ตดั 26. พราหมณ์ หมายถงึ บคุ คลผู้ตดั
กระแส คือ ตัณหาได้ กระแส คือ ตณั หาได้

ผลการวิเคราะหจ์ ากการสังเกต ผลการวเิ คราะห์จากการสงั เกต
การอธิบาย อรรถกถาได้ขยาย การอธิบาย อรรถกถาได้ขยาย
ไวล้ ะเอยี ดมาก เชน่ จกั ขุบาลเถระ ไวล้ ะเอียดมาก เชน่ จกั ขบุ าลเถระ
อธิบาย ยาวถึง รวม 23 หนา้ อธบิ าย ยาวถงึ รวม 23 หน้า
ทาใหเ้ ขา้ ใจลกึ ซึง้ มาก ๆ ย่ิงขึ้น ทาให้เข้าใจลึกซง้ึ มาก ๆ ยิ่งข้ึน

64

แต่ใน (พระสตุ ตันตปฎิ ก) เพยี ง แต่ใน (พระสตุ ตันตปิฎก) เพียง
ต้ังคาถาไว้ และมีคาอธบิ ายเป็น ตงั้ คาถาไว้ และมีคาอธบิ ายเป็น
เชงิ อรรถไว้เป็นบางคาถา เชงิ อรรถไว้เปน็ บางคาถา
เหมือนกันทงั้ 26 วรรค (เรอ่ื ง) เหมือนกันทั้ง 26 วรรค (เรื่อง)

4.4 วิเคราะหเ์ นอื้ หาอรรถกถา (อุทาน) คูก่ บั พระสตุ ตนั ตปิฎก (อทุ าน) เลม่ 25

อทุ าน หมายถึง คาพดู ท่ีเปล่งออกมาทางวาจาด้วยปีตพิ ร้อมด้วยความดีใจ ไมส่ ามารถยบั ยงั้
ไว้ได้ แตใ่ นท่ีนี ้หมายถึง พทุ ธอทุ าน มีเนือ้ หาสาระทงั้ หมด 8 วรรค แสดงเป็นตาราง 4.3 ได้ ดงั นี ้

ตาราง 4.3
วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา (อุทาน) คู่กับ พระสตุ ตันตปิฎก (อทุ าน) เลม่ 25

อรรถกถา (อทุ าน) พระสุตตนั ตปฎิ ก (อุทาน) เล่ม 25

1.โพธิ หมายถึง ตอนเหตุการณ์ 1.โพธิ หมายถึง ตอนเหตุการณ์
พระองค์แรกตรัสรูใ้ หม่ ๆ พระองค์แรกตรสั รู้ใหม่ ๆ

2. พญานาคมุจลินท์ คราวเสวย 2. พญานาคมุจลนิ ท์ คราวเสวย
วมิ ุตติสุข ทา่ มกลางสายฝน วมิ ตุ ตสิ ขุ ท่ามกลางสายฝน
พราตลอด 7 วนั พราตลอด 7 วนั

3. พระนนั ทเถระ 4. พระเมฆิยเถระ 3. พระนนั ทเถระ 4. พระเมฆิยเถระ
5. พระโสภณเถระ 6. ผู้บอดโดยกาเนิด 5. พระโสภณเถระ 6. ผบู้ อดโดยกาเนดิ
7. เร่อื งเล็กนอ้ ย 8. เก่ียวกบั นิพาน 7. เรอ่ื งเล็กนอ้ ย 8. เก่ียวกับนพิ าน

65

ตัวอยา่ ง ตัวอย่าง
การวเิ คราะห์ คือ วรรค 1 เท่าน้ัน การวิเคราะห์ คือ วรรค 1 เทา่ นน้ั

1.โพธิ หมายถึง ตอนเหตุการณ์ 1.โพธิ หมายถงึ ตอนเหตุการณ์
พระองค์แรกตรสั รู้ใหม่ๆพระองค์ พระองค์แรกตรสั รูใ้ หม่ๆพระองค์
ได้ประทับเสวยวมิ ตุ ตสิ ุขอยู่ใต้ ไดป้ ระทับเสวยวมิ ตุ ตสิ ุขอยู่ใต้
ตน้ โพธิเ์ ป็นเวลายาวนาน 7 วนั ตน้ โพธ์ิเป็นเวลายาวนาน 7 วนั
ทรงพิจารณา ปฎจิ สมปุ บาท ทรงพจิ ารณา ปฎิจสมุปบาท
เกิดอุทาน 3 ครง้ั หรือ ยาม คือ เกดิ อุทาน 3 ครั้ง หรอื ยาม คือ
ปฐมยามคือ พิจารณาฝ่ายเกิด ปฐมยามคือ พจิ ารณาฝา่ ยเกดิ
มชั ฌมิ ยามคือ พจิ ารณาฝา่ ยดับ มัชฌิมยามคือ พจิ ารณาฝ่ายดับ
ปจั ฉมิ ยามคือ พิจารณาฝ่ายเกิด ปจั ฉิมยามคือ พจิ ารณาฝ่ายเกิด
และดบั และดบั

ผลการวิเคราะห์จากการสังเกต ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกต
การอธบิ าย คาอทุ านเหมือนกัน การอธบิ าย คาอุทานเหมอื นกัน
ทัง้ 3 ยาม แต่ต่างกนั วธิ ีการ ทงั้ 3 ยาม แตต่ า่ งกันวธิ ีการ
พจิ ารณา คาอธิบายอ่าน พจิ ารณา คาอธบิ ายอ่าน
คอ่ นข้างจะเข้าใจยาก ค่อนข้างจะเข้าใจยาก
สว่ นตัง้ แต่ ขอ้ 2หรอื วรรค 2 ใหน้ สิ ิต สว่ นตง้ั แต่ ข้อ 2 หรือ วรรค 2 ใหน้ สิ ิต
หรอื ผสู้ นใจไปฝึกวิเคราะหด์ ว้ ยตนเอง หรอื ผูส้ นใจไปฝกึ วเิ คราะหด์ ว้ ยตนเอง

66

4.5 วิเคราะหเ์ น้ือหาอรรถกถา (อติ วิ ตุ ตกะ) คกู่ ับ พระสุตตันตปฎิ ก (อิตวิ ตุ ตกะ) เล่ม 25

อิตวิ ุตตกะ หมายถึง พระสตู รทอี่ ้างถงึ พระอานนท์ ในคราวสงั คายนาครงั้ ท่ี 1 เนือ้ หาสาระเป็น
ประเภทรอ้ ยกรอง มี 4 นิบาต แสดงเปน็ ตารางได้ ดังน้ี

ตาราง 4.4

วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถาอิติวุตตกะคู่กับพระสุตตนั ตปฎิ กอติ ิวุตตกะ เล่ม 25

อรรถกถา อิติวตุ ตกะ พระสุตตันตปฎิ ก อิติวตุ ตกะ เลม่ 25

เอกกนบิ าต ตวั อยา่ ง คอื เอกกนบิ าต ตัวอยา่ ง คือ
พระสตู รวา่ ดว้ ยโลภะ พระสูตรวา่ ดว้ ย พระสูตรว่าด้วยโลภะ พระสตู รวา่ ด้วย
โทสะ พระสตู รว่าดว้ ยโมหะ เปน็ ตน้ โทสะ พระสตู รวา่ ดว้ ยโมหะ เปน็ ต้น

ทุกนิบาตคือ ตวั อย่าง คือ ทุกนิบาตคือ ตัวอย่าง คือ
อวชิ ชาเป็นหัวหน้าแหง่ อกุศลธรรม อวิชชาเป็นหวั หนา้ แห่งอกศุ ลธรรม
สว่ นวชิ าเป็นหัวหน้าแหง่ กศุ ล เปน็ ต้น สว่ นวิชาเปน็ หวั หนา้ แหง่ กุศล เปน็ ต้น

ตกิ นิบาติ ตวั อยา่ ง คอื ติกนบิ าติ ตวั อย่าง คือ
อกุศลมลู 3 โลภะ โทสะ โมหะ อกุศลมูล 3 โลภะ โทสะ โมหะ
เปน็ ตน้ เปน็ ตน้

จตุกนบิ าต คือ ตัวอย่างคอื จตุกนบิ าต คือ ตวั อยา่ งคอื
อรยิ สัจ 4 เปน็ ต้น อริยสจั 4 เป็นต้น

ผลการวเิ คราะห์จากการสงั เกต ผลการวิเคราะห์จากการสังเกต
การอธบิ ายอรรถกถา อติ ิวตุ ตกมี การอธบิ ายอรรถกถา อติ วิ ุตตกมี
ความละเอยี ดดว้ ยนยั ตา่ ง ๆ ความละเอยี ดดว้ ยนยั ต่าง ๆ
สมบูรณด์ ้วยอรรถ และ พยญั ชนะ สมบูรณด์ ้วยอรรถ และ พยัญชนะ
ส่วนพระสตุ ตนั ตปิฎก ตง้ั เป็นบทคาถา ส่วนพระสุตตนั ตปฎิ ก ตัง้ เป็นบทคาถา
บทประพนั ธ์ไว้ เท่าน้ัน บทประพันธ์ไว้ เท่าน้นั

67

4.6 วิเคราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา (สตุ ตนบิ าต) คู่กบั พระสตุ ตันตปฎิ ก สตุ ตนิบาต เลม่ 25

สตุ ตนบิ าต หมายถงึ ประเภทร้อยกรองล้วน ๆ (คาถา) บางครงั้ มผี สมบา้ ง โครงสร้างของอรรถ
กถา สตุ ตนบิ าต (บทร้อยกรอง) เนอ้ื หา มี 5 วรรค คือ 1.การกาจดั กิเลสดจุ งูลอกคราบ 2. เรือ่ งเล็กน้อย
3.เรอื่ งใหญ่ 4.การไมต่ ิดอยใู่ นกาม 5.ธรรมเปน็ เหตุใหถ้ งึ ฝงั่

ตาราง 4.5

วเิ คราะหเ์ นื้อหาอรรถกถาสตุ ตนิบาตคูก่ บั พระสตุ ตันตปฎิ กสตุ ตนิบาต เลม่ 25

อรรถกถา สตุ ตนิบาต (บทร้อยกรองลว้ นๆ) พระสตุ ตันตปฎิ ก สตุ ตนบิ าต เล่ม 25

อรุ ควรรค (กาจดั กิเลสดุจงลู อกคราบ) - อรุ ควรรค (กาจัดกเิ ลสดุจงูลอกคราบ)
อธบิ าย วธิ กี ารกาจัดความโกรธ ราคะ สตุ ตนบิ าต ในพระสุตตันตปิฎก
ตณั หา และมานะ เปน็ ตน้ ตวั อย่าง เชน่ ตัวอยา่ ง เช่น
อรรถกถา สตุ ตนบิ าต ภาค 1 เรอ่ื ง
อุรคสตู ร มคี าถาแรกนีว้ ่า อุรคสตู ร มีคาถาแรกนีว้ า่

ภิกษผุ กู้ าจดั ความโกรธ ทเี่ กิดขึ้นได้ ภกิ ษุผกู้ าจัดความโกรธ ทีเ่ กิดขนึ้ ได้
เหมอื นหมองกู าจัดพิษงู ทแี่ ผ่ซา่ น เหมือนหมองกู าจัดพิษงู ทแี่ ผ่ซ่าน
ไปด้วย ยากาจัดพิษ ชอื่ วา่ ละฝัง ไปด้วย ยากาจัดพิษ ชือ่ วา่ ละฝัง
ในนัน้ ดุจงูลอกคราบทิง้ ไป ฉะน้ัน ในนั้น ดุจงลู อกคราบทิ้งไป ฉะนัน้

ละความโกรธได้ด้วยอนาคามิมรรค เพียงแต่ต้ังบทคาถา ไวเ้ ทา่ นัน้
ละตัณหามานะไดด้ ้วยอรหัตตมรรค ไมไ่ ดอ้ ธิบายสว่ นละเอยี ด เป็นตน้

วรรครัตน ตวั อย่างบทคาถา เช่น วรรครตั น ตัวอยา่ งบทคาถา เชน่
สง่ิ ที่ มคี า่ มากชัง่ ไมไ่ ด้ เห็นได้ยาก พระพุทธเจ้าผู้ประเสรฐิ ทรงรู้ธรรม
และไมใ่ ชข่ องที่ สตั วต์ า่ ทราม อันประเสรฐิ ทรงประทานธรรมอนั
จะใช้สอยได้ เรียกว่า รัตน ประเสริฐ เปน็ ต้น

68

มหาวรรค หมวดวา่ ด้วยเร่ืองใหญ่ มหาวรรค หมวดวา่ ด้วยเรอื่ งใหญ่
วา่ ดว้ ยการสรรเสริญบรรพชาคอื วา่ ด้วยการสรรเสริญบรรพชาคอื

พระอานนท์ทลู สรรเสรญิ พระอานนท์ทลู สรรเสรญิ
พระพทุ ธองค์ ณ พระเชตะวัน พระพทุ ธองค์ ณ พระเชตะวัน
วา่ ดงั นี้ การบวชปลอดโปร่ง วา่ ดังนี้ การบวช ปลอดโปรง่
แตก่ ารอยูค่ รองเรอื นคับแคบ แต่การอยคู่ รองเรอื นคับแคบ

ปธานสตู ร ปธานสูตร
วา่ ด้วยความเพยี รอยา่ งโดดเดีย่ ว ว่าด้วยความเพยี รอย่างโดดเดย่ี ว

สูตรว่าด้วยการละโลภะทฏิ ฐมิ านะ สูตรวา่ ดว้ ยการละโลภะทฏิ ฐมิ านะ

สูตรวา่ ดว้ ยชรา คือ ตรัสกบั เมอื ง สูตรวา่ ด้วยชรา คือ ตรัสกบั เมอื ง
สาเกตว่า ชวี ติ ของสัตว์ท้งั หลาย สาเกตว่า ชวี ติ ของสัตวท์ ้ังหลาย
น้อยนัก ภายใน 100 ปี ก็ตายแล้ว นอ้ ยนัก ภายใน 100 ปี ก็ตายแลว้
ดังนนั้ ควรไม่ยดึ ถือสงิ่ ทั้งปวง คอื ดงั น้ัน ควรไม่ยึดถอื ส่งิ ท้งั ปวง คอื
ขันธ์ 5 เป็นต้น ขนั ธ์ 5 เป็นต้น

สูตรว่าดว้ ยการทะเลาะวิวาท สตู รว่าด้วยการทะเลาะวิวาท
เพราะ ทฏิ ฐิ จึงขาดความสามัคคี เพราะ ทฏิ ฐิ จึงขาดความสามคั คี
คือทรงตอบ ปญั หาลัทธิ 62 ตา่ ง คอื ทรงตอบ ปญั หาลัทธิ 62 ตา่ ง

ฝา่ ยต่างกลา่ วอา้ งว่า ตนเป็นคน ฝ่ายตา่ งกลา่ วอา้ งว่า ตนเป็นคน
ฉลาด ดา่ วา่ ผู้มีลัทธิขดั แยง้ ฉลาด ดา่ ว่าผมู้ ีลัทธิขดั แย้ง

กับตนว่าเป็นคนโง่ ทรงตรัสว่า กบั ตนวา่ เปน็ คนโง่ ทรงตรัสว่า
ท้ัง 2 ฝ่ายนนั้ ต่างกเ็ ป็นคนโง่ ท้ัง 2 ฝ่ายนน้ั ตา่ งก็เป็นคนโง่
ด้วยกัน แต่อริยสาวก ผไู้ มโ่ อ้อวด ด้วยกัน แตอ่ รยิ สาวก ผไู้ ม่โอ้อวด

69

ผรู้ มู้ รรคสจั จะ หรือ มรรคญาณ ผู้รู้มรรคสจั จะ หรอื มรรคญาณ
หรืออริสัจ 4 (รวมธรรมทุกข์ขอ้ ) หรืออรสิ จั 4 (รวมธรรมทุกข์ขอ้ )
คอื ผู้ทปี่ ลงภาระได้ ไมย่ ดึ มน่ั คอื ผูท้ ปี่ ลงภาระได้ ไมย่ ดึ มน่ั
ทิฏฐิ 62 เป็นต้น ทฏิ ฐิ 62 เปน็ ต้น

ผลการวเิ คราะหเ์ น้ือหา ผลการวิเคราะหเ์ นื้อหา
อรรถกถา สุตตนิบาต (บทรอ้ ยกรอง) อรรถกถา สุตตนบิ าต (บทรอ้ ยกรอง)
อธบิ าย คู่กบั พระสุตตนั ตปิฎก อธบิ าย คกู่ ับ พระสุตตันตปฎิ ก
สตุ ตนิบาต เล่ม 25 ได้รคู้ วามหมาย สตุ ตนิบาต เล่ม 25 อ่านแล้วเข้าใจงา่ ย
แตล่ ะคาศพั ท์ละเอียดมากยง่ิ ขัน้ เช่นกัน เพียงแตเ่ ปน็ คาถาไว้ เป็นต้น

สว่ นวรรคอ่ืน ๆ ให้นสิ ติ ผู้สนใจ สว่ นวรรคอืน่ ๆ ใหน้ ิสิต ผสู้ นใจ
ให้ฝกึ วิเคราะหด์ ้วยตนเอง ให้ฝึกวิเคราะห์ดว้ ยตนเอง

สรปุ ท้ายบท

ได้ทราบ ความหมาย และ สาระสาคัญของแตล่ ะวรรคในธรรมบท และ โครงสร้างเนื้อหา

ขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา) คู่กบั ขุททกนิกาย (พระสุตตนั ตปิฎก เลม่ 25) เปน็ ความร้เู บื้องต้น
ผลการวิเคราะห์
อรรถกถา (ธรรมบท, อุทาน, อติ ิวุตตก,สตุ นิบาต) ค่กู บั พระสตุ ตันตปฎิ ก, เล่ม 25 โดยภาพรวม

คอื ผลการวเิ คราะห์วิเคราะห์เน้อื หา ไดร้ ู้ความหมาย แต่ละคาศัพท์ ละเอยี ดมากย่งิ ขั้น

สว่ นพระสตุ ตันตปิฎก เล่ม 25 (ธรรมบท, อทุ าน, อติ วิ ุตตก,สุตตนิบาต) เพียงแต่เป็นคาถาตัง้ ไว้
อ่านแล้วเขา้ ใจง่าย เช่นกนั

70

คาถามประจาบท

1. จงอธิบายความหมายและสาระสาคัญของแต่ละวรรคในธรรมบท

2. จงอธบิ ายโครงสร้างเน้ือหา ขุททกนิกาย (อรรถกถา) คกู่ ับ ขทุ ทกนิกาย (พระสตุ ฯ) เล่ม 25)
3. จงวเิ คราะห์เนอ้ื หาอรรถกถา (ธรรมบท) คู่กับ พระสุตตันตปฎิ ก (ธรรมบท) เลม่ 25
4. จงวิเคราะหเ์ น้ือหาอรรถกถา (อุทาน) คู่กบั พระสุตตันตปิฎก (อทุ าน) เลม่ 25
5. จงวิเคราะห์เนื้อหาอรรถกถา (อิติวุตตกะ) คกู่ ับพระสุตตันตปิฎก (อิติวตุ ตกะ) เล่ม 25
6. จงวิเคราะหเ์ นอื้ หาอรรถกถา (สุตตนบิ าต) ค่กู บั พระสุตตนั ตปฎิ ก สตุ ตนบิ าต เลม่ 25

71

อ้างอิงประจาบท

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปฎิ ก ขุททกนกิ าย,
ธรรมบท 2 ภาค, อุทาน 1 เล่ม, อติ ิวุตตก 1 เล่ม, สุตตนบิ าต 2 ภาค

(กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2556).
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ,พระไตรปฎิ ก พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย

(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2539).

72

บทท่ี 5
วเิ คราะห์อรรถกถา (สงั ยตุ ตนกิ าย) สคาถวรรค ภาค 1, นทิ านวรรค ภาค 2
คู่กบั พระสุตตนั ตปิฎก (สงั ยตุ ตนกิ าย) สคาถวรรค เลม่ 15, นทิ านวรรค เล่ม 16

วัตถปุ ระสงค์การเรยี นประจาบท
เมือ่ ไดศ้ ึกษาเนอื้ หาในบทนี้แลว้ ผูศ้ ึกษาสามารถ

1.อธบิ ายโครงสรา้ งเน้ือหาอรรถกถา (สงั ยุตตนกิ าย) 3 ภาค (ภาค 1- ภาค 3)
คู่กับ พระสตุ ตันตปฎิ ก 5 เล่ม (15-19) ได้

2.วเิ คราะหอ์ รรถกถา (สังยุตตนกิ าย) สคาถวรรค ภาค 1, นทิ านวรรค ภาค 2
คู่กบั พระสตุ ตันตปฎิ ก (สงั ยุตตนกิ าย) สคาถวรรค เล่ม 15, นทิ านวรรค เล่ม 16 ได้

ขอบขา่ ยเนอ้ื หา

ความนา
โครงสรา้ งเน้ือหาอรรถกถา (สงั ยุตตนิกาย) 3 ภาค (ภาค 1 ภาค 3)
คูก่ ับ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก 5 เลม่ (15-19)
วเิ คราะหอ์ รรถกถา สงั ยุตตนกิ าย สคาถวรรค ภาค 1, นิทานวรรค ภาค 2
คู่กบั พระสตุ ตนั ตปิฎก เลม่ 15, นทิ านวรรค เลม่ 16
สรปุ ทา้ ยบท
คาถามท้ายบท
อา้ งอิงประจาบท

73

ความนา

บทนี้ คอื การวิเคราะห์อรรถกถา สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1, นทิ านวรรคภาค 2
คู่กบั พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ 15, นทิ านวรรค เลม่ 16

สังยตุ ตนกิ าย คือ การรวบรวมหมวดธรรมตา่ งๆ เชน่
สคาถวรรค คอื ลักษณะเป็นบทประพันธ์ ในสารตั ถปั ปกาสินี (ช่ืออรรถกถา)
ภาค 1, นิทานวรรค ภาค 2 อธบิ าย คู่กับ พระสุตตนั ตปฎิ ก สังยุตตนิกาย
สคาถวรรค เลม่ 15, นทิ านวรรค เลม่ 16

คาวา่ “นิกาย” แปลว่า หมวด หรือ หมู่ ธรรม
คาว่า สงั ยุตต แปลวา่ การรวบรวมไวเ้ ปน็ หมวด เพ่ือสะดวกในการศกึ ษา
สงั ยตุ ตนกิ าย หมายถึง การรวมหมวดธรรมท่เี ก่ียวข้องกนั มารวมไวเ้ ปน็ หมวดเดียวกนั

สงั ยตุ ตนิกาย คอื หมวด หรือ เป็นนกิ าย อนั ดบั ที่ 3 ของพระสตุ ตนั ปิฎก
พระสตุ ตนั ปฎิ ก เปน็ ปฎิ กหนง่ึ ของพระไตรปิฎก มี 5 หมวด ดงั น้ี

1.ทฆี นิกาย คอื หมวดอธิบายยาว ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก 3 เล่ม คือ 9-11
2.มชั ฌิมนกิ าย คือ หมวดอธิบายกลาง ๆ ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก 3 เลม่ คอื 12-14
3.สงั ยตุ ตนกิ าย คือ หมวดอธบิ ายไม่ยาว ในพระสตุ ตนั ตปิฎก 5 เลม่ คือ 15-19
4.องั คุตตรนิกาย คือ หมวดอธบิ ายไมย่ าว ในพระสตุ ตนั ตปิฎก 5 เล่ม คอื 20-24
5 ขทุ ทกนกิ าย คอื หมวดอธบิ ายสัน้ ๆ ในพระสตุ ตันตปฎิ ก 9 เล่ม คือ 25-33

สงั ยุตตนกิ าย ซง่ึ เปน็ หมวด อันดบั ที่ 3 ของพระสุตตนั ปิฎก คอื เล่ม 15-19 ,มี 5 วรรค คือ
1. สคาถวรรค คือ อธิบายเกี่ยวกับเทวดาๆ สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์ เป็นประเภท

รอ้ ยกรองล้วน มีความไพเราะ ลึกซง้ึ เปน็ ตน้ เล่ม 15
2. นิทานวรรค คอื อธิบายเก่ยี วกบั ต้นเหตุเกิดแหง่ ทกุ ข์คอื ปฏจิ สมปุ บาท เลม่ 16
3. ขนั ธ์วรรค คอื อธิบายเกย่ี วกับขนั ธ์ 5 เล่ม 17
4. อายตนะวรรค คือ อธบิ ายเกี่ยวกบั อายตนะ เลม่ 18
5. มหาวรรค คือ เก่ยี วกบั ต้นเหตุดับแห่งทกุ ข์ อธบิ ายโพธิปักขยิ ธรรม 37 เลม่ 19

74

สคาถวรรค คือ เร่ืองท่ี 1 ในหมวดสังยตุ ตนกิ าย ซ่ึงมีเนอ้ื หาอธิบายเป็นประเภทร้อยกรองล้วน มกี ฎเกณฑ์
มีความไพเราะ มีความลึกซึ้ง มี 11 เร่อื ง (สงั ยุต) คอื

เทวดาทูลถามวา่ 1. เกีย่ วกับเทวดา สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์

บุคคลให้อะไร ชือ่ ว่าใหก้ าลงั
บคุ คลใหอ้ ะไร ช่ือว่าใหว้ รรณะ
บคุ คลใหอ้ ะไร..ช่อื ว่าใหค้ วามสขุ
บคุ คลให้อะไร ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกย่าง เปน็ ต้น

พระพุทธองคท์ รง ตอบวา่
บุคคลให้ข้าว ช่อื วา่ ใหก้ าลัง
บคุ คลใหผ้ า้ ชอ่ื วา่ ใหว้ รรณะ
บคุ คลใหย้ านพาหนะ ชอ่ื วา่ .ใหค้ วามสขุ
บคุ คลใหป้ ระทีป ช่อื ว่า ให้จกั ษุ
บุคคลให้ผู้ใหท้ ่พี ักอาศัย ชอื่ ว่าให้ทุกส่งิ ทุกอย่าง เปน็ ต้น

2. เก่ียวกับเทพบตุ ร สนทนาธรรมกบั พระพุทธองค์
เทพบุตรกล่าวว่า

ชีวติ ถกู ชรานาเขา้ ไป อายจุ ึงส้ัน
ผู้ท่ถี ูกชรานาเข้าไปแลว้ ไม่มเี คร่อื งต้านทาน
บคุ คลพิจารณาเหน็ ภยั นี้ในมรณะ
ควรทาบุญท่นี าสุขมาให้
พระพทุ ธองค์ตรสั ว่า

ควรละโลกามิส ม่งุ สู่สันตเิ ถดิ

3. เกย่ี วกบั พระมหากษตั ริยแ์ หง่ แคว้นโกศลสนทนาธรรมกับพระพุทธองค์
เช่น เร่ืองการยืนยันเลื่อมใสการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ พระมหากษัตริย์แห่งแคว้นโกศลตรัสว่าครูท้ัง 6
หรือ ลัทธิท่ีมชี ่ือเสียงในสมัยนนั้ ไมก่ ล้ายืนยัน
ในการตรสั รู้ ของลทั ธิทั้ง 6 นั้น

75

4. เกี่ยวกบั การโตต้ อบระหว่างมารกับพระพทุ ธองค์
มารทูลถามว่า

ท่านนอนหลับด้วยความซึมเศรา้ หรือ
ประโยชนข์ องทา่ นมีไมม่ าก

พระพุทธองค์ทรง ตอบวา่
นอนคานึงถงึ สัตว์ท้งั ปวงด้วยความเอ็นดู เปน็ ตน้

นอกจากนี้ ยังกลา่ วถงึ ธิดามาร 3 นาง คือ เนรมิตกาย เปน็ หญงิ สาว
สุดสวย เขา้ ไปยว่ั ยวน พระพทุ ะองค์ใหเ้ กดิ ความกาหนดั ราคะ
แตพ่ ระองคท์ รงมไิ ด้สนใจ (พระทัย) และขับไลธ่ ดิ ามารแสนสุดสวย
ใหห้ นีไป พระองค์ทรงร้ทู ัน และ กาจดั มารได้ทกุ ครง้ั เป็นตน้

5. เก่ียวกับการโตต้ อบระหวา่ งมารกบั ภกิ ษุณี ทาใหภ้ กิ ษณุ ีกลัว

6. เกย่ี วกบั พรหม สนทนาธรรมกบั พระพุทธองค์ อาราธนาใหพ้ ระองคท์ รงแสดงธรรม

7. เกีย่ วกับ.พราหมณ์สนทนาธรรมกบั พระพุทธองค์เลือ่ มใส ออกบวช จนบรรลุเป็นพระอรหนั ต์

8. เกย่ี วกบั พระภกิ ษุวงั คีสะ สนทนาธรรมกับพระพทุ ธองค์
พระภิกษุวังคสี ะ ชอบแตง่ กลอน ปฏิเสธสตรสี าวสุดสวย
เห็นความกาหนดั รบกวนจิต ไม่ยินดสี ตรี คดิ ว่า ไม่ใช่ลาภของเรา
เราไดช้ ่ัวแล้ว เราตัง้ มน่ั ยนิ ดพี ระนพิ พาน ในท่ีสุด เล่ือมใส ออกบวช
จนบรรลุเป็นพระอรหนั ต์

9. เกยี่ วกบั พระภกิ ษุผู้อยู่ในป่า เผลอสตเิ ทวดาเข้ามาเตือน

ดว้ ยความหวังดี

10. เกย่ี วกับยกั ษ์ สนทนาธรรมกับพระพทุ ธองค์
ยักษ์ ถามว่า

อะไรเปน็ ทรพั ย์ทปี่ ระเสรฐิ ของบรุ ุษในโลกนี้
พระพทุ ธองค์ ตอบว่า

ปัญญาเป็นทรพั ยป์ ระเสรฐิ สุด

76

11.เกยี่ วกับท้าวสกั กะจอมเทพ สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์
เทวดาทูล ถามว่า

บคุ คลฆา่ อะไรได้ จงึ อยูเ่ ปน็ สขุ
บุคคลฆ่าอะไรจงึ ไมเ่ ศร้าโศก

พระพุทธองค์ทรง ตอบว่า
บคุ คลฆา่ ความโกรธ จงึ อยู่เป็นสุข
บุคคลฆา่ ความโศกจงึ ไมเ่ ศรา้ โศก เปน็ ต้น

กล่าวโดยภาพรวม แสดงเป็นตาราง 5.1 คือ โครงสร้างเน้ือหาอรรถกถา (สังยุตตนิกาย) 3 ภาค
(ภาค 1-ภาค 3) คู่กับ พระสตุ ตนั ตปิฎก 5 เล่ม (15-19) ดังน้ี

5.1 โครงสร้างเน้ือหาอรรถกถา (สงั ยุตตนิกาย) 3 ภาค (ภาค 1-ภาค 3)
คกู่ ับ พระสุตตันตปฎิ ก 5 เล่ม (15-19)

ตาราง 5.1
โครงสรา้ งเน้อื หาอรรถกถา (สงั ยุตตนกิ าย) 3 ภาค (ภาค1- ภาค 3) คกู่ บั พระสุตตันตปิฎก 5 เลม่ (15-19)

อรรถกถา (สงั ยุตตนิกาย) มี 3 ภาค 20 พระสุตตนั ตปิฎก (สงั ยตุ ตนกิ าย) มี 5 เล่ม 21

ภาค 1 คอื สารัตถัปปกาสนิ ี พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
พระพุทธโฆสเถระ รจนา (สงั ยตุ ตนกิ าย)
อธบิ ายพระไตรปฎิ ก เล่ม 15 เล่ม 15

20มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปฎิ ก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1,
นทิ านวรรค ภาค 2 (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2553).
21มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ ก พระสตุ ตนั ตปฎิ ก สงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค,
นทิ านวรรค, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539)

77

ภาค 2 คอื อรรถกถา สงั ยตุ ตนกิ าย พระสุตตนั ตปิฎก
นทิ านวรรค- ขนั ธ์วรรค สังยตุ ตนกิ าย
สารัตถัปปกาสินี นิทานวรรค-ขนั ธ์วรรค
อธิบาย พระไตรปาก เล่ม 16-17 เลม่ 16-17

ภาค 3 คือ สฬายตนวรรค สฬายตนวรรค พระไตรปฎิ ก
อธบิ าย พระไตรปฎิ ก เล่ม 18 เลม่ 18

ภาค 3 คือ มหาวรรค มหาวารวรรค โพธิปกั ขยิ ธรรม 37
โพธปิ กั ขยิ ธรรม 37 สารตั ถัปปกาสินี เลม่ 19
อธบิ ายพระไตรปิฎก คอื เลม่ 19

5.2 วเิ คราะหอ์ รรถกถาสังยุตตนกิ าย สคาถวรรค ภาค 1 คกู่ ับ พระสตุ ตันตปิฎก สคาถวรรค
เลม่ 15

วิเคราะห์อรรถกถาสงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค ภาค 1 มี 11 สงั ยตุ 271 พระสตู ร
คกู่ บั พระสุตตนั ตปฎิ ก สังยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค เล่ม 15 มี 11 สงั ยตุ 271 พระสตู ร
แสดงเปน็ บางพระสูตรเท่าน้ัน เพื่ออา่ นเขา้ ใจงา่ ยในการศึกษา

ตาราง 5.2

ตารางวิเคราะห์อรรถกถา สงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1 ค่กู บั พระสุตตนั ตปิฎก สคาถวรรค เลม่ 15

อรรถกถาสังยตุ ตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1 พระสุต ฯ สังยุตฯ สคาถวรรค เลม่ 15
มี 11 สงั ยตุ 271 พระสูตร มี 11 สังยุต 271 พระสูตร

1.เทวดาสงั ยตุ มี 81 พระสตู ร 1.เทวดาสังยุต มี 81 พระสตู ร
เร่ืองเกีย่ วกบั เทวดา สนทนา เรื่องเก่ียวกับเทวดา สนทนา
ธรรมกบั พระพทุ ธองค์ ตัวอยา่ ง ธรรมกบั พระพุทธองค์ ตวั อยา่ ง

78

เทวดาทลู ถามวา่ เทวดาทลู ถามว่า
บุคคลใหอ้ ะไร ชือ่ ว่าใหก้ าลัง บุคคลใหอ้ ะไร ช่อื วา่ ใหก้ าลัง
บุคคลให้อะไร ชื่อว่าให้วรรณะ บุคคลให้อะไร ชือ่ ว่าใหว้ รรณะ
บุคคลให้อะไร..ชอื่ ว่าใหค้ วามสุข บคุ คลให้อะไร..ชื่อวา่ ให้ความสขุ
บุคคลให้อะไร ช่อื ว่าให้ทุกส่ิง บุคคลให้อะไร ชือ่ ว่าใหท้ ุกสิง่
ทุกยา่ ง เปน็ ต้น ทกุ ย่าง เปน็ ต้น

พระพทุ ธองค์ทรง ตอบวา่ พระพทุ ธองค์ทรง ตอบวา่
บุคคลใหข้ ้าว ชือ่ วา่ ใหก้ าลัง บุคคลใหข้ ้าว ช่ือวา่ ใหก้ าลงั
บคุ คลให้ผ้า ชอ่ื ว่าใหว้ รรณะ บคุ คลให้ผา้ ชอ่ื วา่ ใหว้ รรณะ
บคุ คลให้ยานพาหนะ ชื่อว่า.ให้ บุคคลใหย้ านพาหนะ ชอ่ื วา่ .ให้
ความสุข บุคคลให้ประทีป ชื่อว่า ความสุข บุคคลให้ประทีป ช่ือว่า
ให้จกั ษบุ คุ คลใหผ้ ใู้ หท้ ่ีพักอาศยั ให้จกั ษบุ ุคคลใหผ้ ู้ใหท้ ่พี ักอาศยั
ชือ่ ว่าใหท้ กุ สิ่งทกุ อยา่ ง เป็นต้น ชือ่ ว่าใหท้ ุกส่งิ ทกุ อย่าง เปน็ ต้น

พระสตู ร ว่าด้วยการขา้ มโอฆะ พระสตู ร ว่าดว้ ยการขา้ มโอฆะ
เทวดาทูลถามว่า เราไมเ่ พียร เทวดาทูลถามวา่ เราไมเ่ พยี ร
ทรงข้ามโอฆะไดอ้ ย่างไร ทรงขา้ มโอฆะไดอ้ ยง่ ไร
พระพุทธองค์ตรสั ตอบวา่ เราตอ้ ง พระพทุ ธองคต์ รสั ตอบวา่ เราต้อง
มคี วามเพียร จงึ ข้ามโอฆะได้ มีความเพยี ร จงึ ขา้ มโอฆะได้

2. เทพบตุ รสงั ยตุ 30 พระสูตร 2. เทพบุตรสังยตุ 30 พระสตู ร
เร่ืองเกย่ี วกบั เทพบตุ ร สนทนา เร่ืองเกย่ี วกบั เทพบุตร สนทนา
ธรรมกบั พระพทุ ธองค์ ธรรมกบั พระพทุ ธองค์
เทพบุตรกลา่ ววา่ ชวี ติ ถูกชรา เทพบุตรกล่าวว่า ชีวติ ถกู ชรา
นาเข้าไป อายจุ งึ สนั้ นาเข้าไป อายุจงึ สนั้
ผทู้ ถ่ี กู ชรานาเขา้ ไปแลว้ ผทู้ ีถ่ ูกชรานาเขา้ ไปแลว้
ไมม่ ีเครื่องตา้ นทาน ไม่มเี ครอื่ งตา้ นทาน
บุคคลพจิ ารณาเหน็ ภยั นี้ บคุ คลพิจารณาเหน็ ภยั นี้

79

ในมรณะ ควรทาบุญทนี่ าสขุ ในมรณะ ควรทาบุญทน่ี าสุข
มาให้ พระพุทธองคต์ รสั ว่า มาให้ พระพทุ ธองคต์ รัสวา่
ควรละโลกามสิ มุ่งสู่สนั ติเถดิ ควรละโลกามิส มงุ่ ส่สู นั ตเิ ถิด

3. พระเจ้าโกศลสังยุต มี 25 พระสูตร 3. พระเจา้ โกศลสงั ยตุ มี 25 พระสูตร
เรอ่ื งเก่ยี วกับพระมหากษัตริย์ เรอ่ื งเกยี่ วกับพระมหากษัตริย์
แหง่ แควน้ โกศลสนทนาธรรมกบั แห่งแควน้ โกศลสนทนาธรรมกบั
พระพทุ ธองค์ เชน่ เรอ่ื งการ พระพทุ ธองค์ เช่น เรือ่ งการ
ยืนยัน เลอื่ มใสการตรสั รูข้ อง ยืนยนั เลือ่ มใสการตรสั รูข้ อง
พระพุทธองคพ์ ระมหากษัตรยิ ์ พระพุทธองคพ์ ระมหากษัตริย์
แห่งแคว้นโกศลตรัสวา่ ครทู ัง้ 6 แห่งแควน้ โกศลตรัสวา่ ครทู ัง้ 6
ไมก่ ล้ายนื ยัน ในการตรสั รู้ของ ไม่กล้ายนื ยัน ในการตรสั รขู้ อง
ลัทธทิ ง้ั 6 นน้ั ลทั ธทิ งั้ 6 นน้ั

4. มารสังยตุ มี 25 พระสตู ร 4. มารสงั ยุต มี 25 พระสตู ร
เรอื่ งเก่ียวกับการโตต้ อบ เรือ่ งเกย่ี วกบั การโตต้ อบ
ระหว่างมารกับพระพทุ ธองค์ ระหว่างมารกับพระพทุ ธองค์
ตัวอย่าง มารทลู ถามว่า ตัวอยา่ ง มารทูลถามว่า
ท่านนอนหลบั ด้วยความซมึ เศรา้ ทา่ นนอนหลบั ดว้ ยความซึมเศร้า
หรอื ประโยชน์ของทา่ นมไี ม่มาก หรอื ประโยชนข์ องทา่ นมไี ม่มาก

พระพทุ ธองค์ทรง พระพุทธองค์ทรง
ตอบว่านอน ๆ คานึงถงึ สัตว์ ตอบวา่ นอน ๆๆคานึงถึงสตั ว์
ท้งั ปวงด้วยความเอ็นดู เป็นตน้ ท้งั ปวงดว้ ยความเอน็ ดู เป็นตน้

นอกจากนี้ ยงั กล่าวถงึ ธิดามาร นอกจากนี้ ยังกลา่ วถงึ ธดิ ามาร
3 นาง คอื เนรมิตกาย เปน็ หญิง 3 นาง คือ เนรมิตกาย เป็นหญงิ
สาวสุดสวย เข้าไปย่ัวยวน สาวสดุ สวย เข้าไปย่วั ยวน
พระพุทะองคใ์ ห้เกิดความกาหนดั พระพุทะองคใ์ หเ้ กดิ ความกาหนดั

80

ราคะ แต่พระองค์ทรงมิไดส้ นใจ ราคะ แตพ่ ระองคท์ รงมิไดส้ นใจ
พระทัยและขบั ไลธ่ ิดามาร (พระทยั ) และขับไลธ่ ิดามาร
สดุ สวยให้หนไี ป พระองค์ทรงรูท้ ัน สดุ สวยใหห้ นไี ป พระองค์ทรงรทู้ นั
และกาจดั มารได้ทุกคร้งั เป็นตน้ และ กาจัดมารไดท้ ุกครั้ง เปน็ ตน้

5.ภกิ ษุณสี ังยตุ มี 10 พระสตู ร 5.ภิกษุณีสงั ยุต มี 10 พระสูตร
เรื่องเกีย่ วกบั การโตต้ อบ เรอื่ งเกี่ยวกบั การโต้ตอบ
ระหวา่ งมารกบั ภิกษุณี ทาให้ ระหว่างมารกับภกิ ษุณี ทาให้
ภิกษุณีกลวั ภกิ ษุณกี ลัว

6.พรหมสังยุต มี15 พระสตู ร 6.พรหมสงั ยตุ ม1ี 5 พระสตู ร
เรื่องเกย่ี วกับพรหมสนทนา เรือ่ งเกย่ี วกับพรหม สนทนา
ธรรมกบั พระพุทธองค์ ธรรมกบั พระพทุ ธองค์
อาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงธรรม อาราธนาให้พระองคท์ รงแสดงธรรม

7. พราหมณส์ ังยตุ มี 22 พระสตู ร 7. พราหมณ์สังยตุ มี 22 พระสูตร
เก่ียวกับพราหมณส์ นทนา เกี่ยวกับ.พราหมณส์ นทนา
ธรรมกับพระพทุ ธองคเ์ ล่ือมใส ธรรมกบั พระพทุ ธองคเ์ ล่อื มใส
ออกบวช จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ออกบวช จนบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์

8. วงั คีสะสงั ยตุ มี12 พระสูตร 8. วงั คสี ะสงั ยุต มี12 พระสตู ร
เกี่ยวกับพระภิกษุวงั คสี ะ . เก่ียวกบั พระภิกษุวงั คสี ะ
สนทนาธรรมกับพระพทุ ธองค์
พระภกิ ษวุ งั คสี ะ ชอบแตง่ กลอน สนทนาธรรมกับพระพทุ ธองค์
ปฏิเสธสตรีสาวสดุ สวย เห็นความ พระภิกษวุ ังคสี ะ ชอบแต่งกลอน
กาหนดั รบกวนจิต ไมย่ ินดสี ตรี ปฏิเสธสตรสี าวสดุ สวย เห็นความ
คดิ ว่า ไม่ใชล่ าภของเรา เราไดช้ ว่ั กาหนดั รบกวนจิต ไมย่ ินดีสตรี
แล้ว เราตัง้ ม่ันยินดพี ระนพิ พาน คิดวา่ ไม่ใช่ลาภของเรา เราไดช้ ่วั
แล้ว เราต้งั มั่นยนิ ดพี ระนิพพาน

81

ในทสี่ ดุ เลือ่ มใส ออกบวช จน ในทส่ี ดุ เลอ่ื มใส ออกบวช จน
บรรลุเป็นพระอรหนั ต บรรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์

9. วนสังยุต มี 14 พระสตู ร 9. วนสงั ยุต มี 14 พระสูตร
เร่ืองเก่ยี วกับพระภกิ ษผุ ู้อยูใ่ นป่า เรอ่ื งเกย่ี วกบั พระภิกษผุ อู้ ยใู่ นป่า
เผลอสตเิ ทวดาเขา้ มาเตือนด้วย เผลอสติเทวดาเข้ามาเตอื นด้วย
ความหวงั ดี ความหวงั ดี

10. ยกั ษส์ ังยุต มี 12 พระสตู ร 10. ยกั ษ์สงั ยุต มี 12 พระสูตร
เกย่ี วกับยกั ษ์ สนทนา .เกี่ยวกับยกั ษ์ สนทนา
ธรรมกับพระพุทธองค์ ยกั ษถ์ ามวา่ ธรรมกบั พระพทุ ธองค์ ยกั ษถ์ ามวา่
อะไรเป็นทรพั ยท์ ป่ี ระเสรฐิ ของ อะไรเปน็ ทรัพย์ทป่ี ระเสริฐของ
บุรษุ ในโลกนี้ พระพุทธองค์ บรุ ุษในโลกน้ี พระพุทธองค์
ตอบว่า ปัญญาเปน็ ทรพั ย์ ตอบวา่ ปัญญาเปน็ ทรพั ย์
ประเสริฐสดุ ประเสรฐิ สดุ

11. สักกสงั ยุต มี 25 สตู ร 11. สักกสังยุต มี 25 สูตร
เกีย่ วกบั ท้าวสักกะ เกี่ยวกับท้าวสกั กะ
จอมเทพ สนทนาธรรมกับ จอมเทพ สนทนาธรรมกับ
พระพทุ ธองค์ ตัวอย่าง พระพุทธองคต์ ัวอยา่ ง
เทวดาทูลถามว่า เทวดาทูลถามว่า
บคุ คลฆา่ อะไรได้ จงึ อยูเ่ ปน็ สุข บุคคลฆา่ อะไรได้ จงึ อยเู่ ป็นสขุ
บุคคลฆา่ อะไรจงึ ไมเ่ ศร้าโศก บคุ คลฆา่ อะไรจึงไม่เศรา้ โศก

พระพุทธองคท์ รง ตอบวา่ พระพทุ ธองคท์ รง ตอบว่า
บุคคลฆา่ ความโกรธ จึงอยเู่ ปน็ สขุ บคุ คลฆ่าความโกรธ จึงอยเู่ ป็นสขุ
บุคคลฆา่ ความโศกจึงไมเ่ ศร้าโศก บุคคลฆา่ ความโศกจงึ ไม่เศร้าโศก
เป็นต้น เป็นตน้

82

ผลการวเิ คราะห์อรรถกถา ผลการวิเคราะห์อรรถกถา
สงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1 สงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1
คกู่ ับ พระสตุ ตนั ตปิฎก เล่ม 15 คกู่ ับ พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่ม 15
ทาใหผ้ อู้ า่ น หรอื นสิ ติ ทาให้ผอู้ า่ น หรอื นิสติ
จะไดท้ ราบความหมาย จะได้ทราบความหมาย
ไดช้ ดั เจน ละเอียดมากขึ้น ได้ชดั เจน ละเอียดมากขึ้น

5.3 วเิ คราะห์ (อรรถกถา) สังยตุ ตนิกาย นิทานวรรค ภาค 2 คู่กับ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
นทิ านวรรค เลม่ 16

ตาราง 5.3
วิเคราะห์ (อรรถกถา) สังยุตตนกิ าย นิทานวรรค ภาค 2 คกู่ บั พระสตุ ตันตปฎิ ก

นทิ านวรรค เลม่ 16

อรรถกถา สังยุตตนิกาย พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
นทิ านวรรค ภาค 2 ค่กู ับ นทิ านวรรค
พระสตุ ตันตปิฎก นทิ านวรรค เล่ม 16 มี 10 สังยุต
เลม่ 16 มี 10 สงั ยตุ

1.นิทานสงั ยตุ เกีย่ วกับ 1.นิทานสังยตุ เกี่ยวกบั
เหตแุ ห่งทกุ ข์และ ความดับ เหตแุ หง่ ทกุ ขแ์ ละ ความดับ
แหง่ ทุกขต์ ามวงจร แหง่ ทกุ ขต์ ามวงจร
ปฏจิ สมปุ บาท แบ่งเป็น ปฏจิ สมปุ บาท แบง่ เปน็
8 วรรค คอื พทุ ธวรรค 8 วรรค คอื พุทธวรรค
มี 213 สูตร ยกมากล่า มี 213 สูตร ยกมากลา่ ว

83

เปน็ บางสตู ร เช่น เป็นบางสตู ร เชน่
ปฏิจสมปุ บาทสูตรคือ ปฏิจสมปุ บาทสูตรคือ
สายเกิดทกุ ข์ สายดบั ทกุ ข์ สายเกิดทุกข์ สายดบั ทุกข์

วิภังคสูตร คือ การอธบิ าย วิภงั คสตู ร คอื การอธิบาย
การแยกแยะปฏิจสมปุ บาท การแยกแยะปฏิจสมุปบาท
แต่ละองค์ แต่ละองค์

ปฏปิ ทาสูตร คือ ปฏิปทาสตู ร คอื
พระพทุ ธองค์ทรงแสดง พระพทุ ธองค์ทรงแสดง
ปฏิปทา 2 ประการ คอื ปฏิปทา 2 ประการ คือ
ขอ้ ปฏิบัติผดิ อนั ได้แก่ ข้อปฏบิ ัติผิด อนั ได้แก่
ปฏจิ จสมุปบาทสายเกิดทกุ ข์ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์
ข้อปฏบิ ตั ิถกู อนั ได้แก่ ขอ้ ปฏิบตั ถิ กู อนั ได้แก่
ปฏิจจสมุปบาทสายดบั ทุกข์ ปฏจิ จสมุปบาทสายดับทกุ ข์

วปิ ัสสีสตู ร คือ พจิ ารณา วิปสั สีสตู ร คือ พิจารณา
ปฏจิ สมปุ บาท ทง้ั สายเกดิ ทกุ ข์ บาท ท้งั สายเกดิ ทุกข์
สายดับทกุ ข์ สายดับทุกข์

สิขสี ูตร คือ สิขีสตู ร คือ
พิจารณาปฏจิ สมุปบาท พจิ ารณาปฏิจสมปุ บาท
ทง้ั สายเกดิ ทุกข์ สายดับทุกข์ ทั้งสายเกดิ ทกุ ข์ สายดับทกุ ข์
เป็นการแสดงให้เหน็ ว่า เปน็ การแสดงใหเ้ ห็นวา่
พระพุทธเจา้ ทั้งหลายไดต้ รัสรู้ พระพุทธเจ้าท้งั หลายได้ตรสั รู้
ปฏจิ สมปุ บาทสตู รน้ี ปฏจิ สมุปบาทสตู รนี้
โดยอาการอย่างเดยี วกัน เปน็ ต้น โดยอาการอย่างเดยี วกนั เปน็ ต้น

84

อรรถกถา นทิ านสงั ยตุ พระไตรปฎิ ก
อธบิ ายเกีย่ วกับเหตแุ หง่ ทุกข์ นทิ านสงั ยุต เกย่ี วกบั เหตุแหง่ ทุกข์
และ ความดับแห่งทุกข์ ไดอ้ ธิบาย และ ความดบั แห่งทกุ ข์ ไดอ้ ธบิ าย
ไว้ยาวมากกวา่ พระไตรปิฎก ไวน้ ้อยกวา่ อรรถกถา
ตง้ั แต่หน้า 1-187 หน้า ตงั้ แตห่ น้า 1-157 หน้า

2. อภสิ มยสังยุต เกีย่ วกบั 2. อภสิ มยสังยุต เกีย่ วกบั
การตรัสรธู้ รรม เป็นสิง่ ท่ียง่ิ ใหญ่ การตรัสรธู้ รรม เปน็ สิ่งทยี่ ิ่งใหญ่

และมีคณุ คา่ ต่อสรรพสัตว์ และมีคุณคา่ ตอ่ สรรพสัตว์
มี 11 สูตร ยกมากลา่ ว มี 11 สตู ร ยกมากลา่ ว
เปน็ บางสตู ร เชน่ เป็นบางสูตร เช่น

นขสิกสูตร นขสกิ สูตร
ว่าดว้ ยฝนุ่ ตดิ ปลายเลบ็ อปุ มา ว่าดว้ ยฝุน่ ติดปลายเลบ็ อปุ มา
พระอริยสาวกมีความทกุ ข์ พระอรยิ สาวกมคี วามทุกข์
เหลือน้อย เหลอื นอ้ ย

ปพั พตสตู ร ปัพพตสตู ร
ว่าด้วยภเู ขา อุปมา วา่ ดว้ ยภเู ขา อุปมา
พระอริยสาวกมคี วามทกุ ข์ พระอริยสาวกมีความทุกข์
เหลอื น้อย เหมือนภูเขาหมิ พานต์ เหลอื น้อย เหมือนภเู ขาหมิ พานต์
กับเหมือนกบั ก้อนหนิ เท่าเมล็ด กบั เหมือนกับก้อนหนิ เทา่ เมล็ด
พนั ธผ์ ักกาด พนั ธ์ผกั กาด

พระสตู รนีอ้ า่ นเข้าใจงา่ ย พระสูตรนอี้ ่านเขา้ ใจงา่ ย
เชน่ กนั ทัง้ อรรถกถากับพระไตรปิฎก เชน่ กนั ทั้งอรรถกถากบั พระไตรปิฎก

3. ธาตสุ งั ยุต เกยี่ วกับธาตุ 18 3. ธาตุสงั ยุต เก่ียวกับธาตุ 18
มี 39 สตู ร ยกมากลา่ ว มี 39 สตู ร ยกมากลา่ ว

เปน็ บางสูตร เชน่ 85

ธาตุนานตั ตสตู ร เปน็ บางสูตร เช่น
ว่าด้วยความต่างแห่งธาตุ
ธาตุนานัตตสตู ร
ผัสสนานัตตสูตร วา่ ดว้ ยความต่างแห่งธาตุ
วา่ ดว้ ยความต่างแห่งผสั สะ
ผสั สนานัตตสตู ร
4. อนมตคั คสงั ยตุ เกย่ี วกบั ว่าด้วยความตา่ งแหง่ ผสั สะ
สังสารวัฏอนั มเี บ้ืองตน้
เบื้องปลายรู้ไม่ได้ มี 20 สูตร 4. อนมตัคคสังยุต เก่ยี วกับ
สังสารวฏั อันมีเบ้อื งต้น
5. กสั สปสงั ยตุ เกย่ี วกบั เบือ้ งปลายรูไ้ ม่ได้ มี 20 สตู ร
มหากัสสปะ ไมห่ ลงตดิ ใน
ปัจจัย 4 เปน็ ผมู้ สี นั โดษ 5. กสั สปสงั ยุต เกี่ยวกับ
มี 13 สูตร มหากสั สปะ ไมห่ ลงติดใน
ปัจจัย 4 เปน็ ผมู้ ีสนั โดษ
6. ลาภสักการสังยุต เกยี่ วกับ มี 13 สตู ร
สิ่งทเ่ี ปน็ อนั ตรายต่อการ
บรรลุธรรม ตอ้ งละใหไ้ ด้ 6. ลาภสกั การสงั ยุต เกยี่ วกบั
เพอื่ ไมใ่ หค้ รอบงาจิต สิ่งทเี่ ปน็ อนั ตรายต่อการ
มี 43 สตู ร ยกมากล่าว บรรลธุ รรม ตอ้ งละใหไ้ ด้
เป็นบางสูตร เชน่ เพื่อไมใ่ ห้ครอบงาจิต
มี 43 สูตร ยกมากล่าว
ทารณุ สูตร เปน็ บางสูตร เชน่
ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เป็นสิ่งทารุณและเปน็ อันตราย ทารณุ สตู ร
ต่อการบรรลุธรรม ลาภสักการะและความสรรเสรญิ
เป็นสิ่งทารณุ และเปน็ อนั ตราย
ต่อการบรรลธุ รรม

86

กลั ยาณสิ ตู ร กลั ยาณสิ ตู ร
วา่ ดว้ ยนางงาม ประจาแควน้ 1 คน วา่ ด้วยนางงาม ประจาแคว้น 1 คน
ก็สามารถยา่ ยจี ติ ของภิกษไุ ด้ เปน็ กส็ ามารถยา่ ยีจติ ของภกิ ษุได้ เป็น
อนั ตรายต่อการบรรลุธรรม อันตรายต่อการบรรลธุ รรม

เอกปุตตกสุตร เอกปตุ ตกสตุ ร
วา่ ด้วยบตุ รคนเดยี วกส็ ามารถย่ายี วา่ ด้วยบตุ รคนเดียวกส็ ามารถย่ายี
จติ ขได้และ เป็นอันตรายต่อการ จติ ขไดแ้ ละ เป็นอันตรายต่อการ
บรรลุธรรม บรรลุธรรม

7. ราหุลสงั ยตุ เกย่ี วกับราหลุ 7. ราหุลสงั ยุต เกยี่ วกบั ราหลุ
ทูลถามปญั หากับพระผ้มู พี ระภาค ทูลถามปัญหากับพระผู้มพี ระภาค
เก่ยี วกบั ขนั ธ์ 5 มี 22 สูตร เกย่ี วกับขันธ์ 5 มี 22 สตู ร

8. ลกั ษณสังยุต เก่ียวกบั 8. ลกั ษณสังยตุ เกย่ี วกับ
การถามปญั หาเรื่องเปรต การถามปัญหาเรื่องเปรต
ตา่ ง ๆ มี 21 สตู ร ต่าง ๆ มี 21 สตู ร

9.โอปมั มสังยุต เกีย่ วกบั 9.โอปมั มสังยุต เกย่ี วกับ
การแสดงธรรมดว้ ยการ การแสดงธรรมดว้ ยการ
เปรยี บเทียบ มี 12 สูตร เปรียบเทียบ มี 12 สตู ร

10.ภิกขุสังยุต เกี่ยวกบั ภกิ ษุ 10.ภกิ ขสุ ังยตุ เกยี่ วกบั ภกิ ษุ
ท่ีเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ี ทเี่ ป็นแบบอยา่ งที่ดี

ผลการวิเคราะห์อรรถกถา ผลการวิเคราะหอ์ รรถกถา
สงั ยตุ ตนิกาย นิทานวรรค ภาค 2 สังยตุ ตนกิ าย นทิ านวรรค ภาค 2
อธิบาย คกู่ บั พระสุตตนั ตปฎิ ก อธบิ าย คกู่ ับ พระสุตตนั ตปฎิ ก
นิทานวรรค เลม่ 16 มี 10 สงั ยุต นิทานวรรค เลม่ 16 มี 10 สงั ยตุ

87

ทาให้ผ้อู า่ น หรือ นสิ ติ จะได้ ทาใหผ้ อู้ ่าน หรอื นสิ ติ จะได้
ทราบความหมาย หรอื คานิยาม ทราบความหมาย หรือ คานิยาม
ชดั เจน มากกว่า สังยตุ ตนิกาย ชดั เจน มากกว่า สังยุตตนกิ าย
นทิ านวรรค พระสตุ ตันตปฎิ ก นทิ านวรรค พระสตุ ตันตปฎิ ก
เลม่ 15 เปน็ ต้น เลม่ 15 เป็นตน้

สรุปทา้ ยบท
ได้ทราบภาพรวมเป็นเบื้องต้นเก่ียวกับโครงสร้างเนื้อหาอรรถกถา (สังยุตตนิกาย) 3 ภาค (ภาค

1- ภาค 3) คู่กบั พระสตุ ตันตปิฎก 5 เลม่ (15-19)
ผลการวิเคราะห์อรรถกถายุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1, นิทานวรรค ภาค 2 คู่กับพระ

สุตตนั ตปิฎก เลม่ 15, นิทานวรรค เล่ม 16 ทราบความหมาย หรือ คานยิ าม ชดั เจน มากยิง่ ขน้ึ

88

คาถามท้ายบท

1. จงอธบิ ายความแตกตา่ งคาวา่ นกิ ายกับสงั ยุตตนิกาย พอสังเขป
2. จงอธิบายความแตกต่าง คาว่า สคาถวรรค กับ สงั ยตุ ตนิกาย พอสงั เขป
3. จงอธิบายความแตกตา่ ง คาวา่ สารตั ถัปปกาสนิ ี กับ สงั ยตุ ตนกิ าย พอสังเขป
4.จงอธบิ ายโครงสรา้ งเนอื้ หาอรรถกถา (สังยตุ ตนิกาย) 3 ภาค (ภาค 1-ภาค 3)
ค่กู บั พระสุตตันตปิฎก 5 เลม่ (15-19)

5.จงวิเคราะห์อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภาค 1,นิทานวรรค ภาค 2 คู่กับ พระ
สตุ ตันตปฎิ ก เลม่ 15 , นิทานวรรค เลม่ 16

89

อ้างอิงประจาบท

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปิฎก สงั ยุตตนกิ าย
สคาถวรรค ภาค 1, นทิ านวรรค ภาค 2, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2553).
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ,พระไตรปฎิ ก พระสตุ ตนั ตปิฎก สังยุตตนิกาย
สคาถวรรค เลม่ 15, นทิ านวรรค เล่ม 16, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539).

90

บทท่ี 6

วิเคราะหอ์ รรถกถาอังคตุ ตรนกิ าย (หัวขอ้ ธรรม 1-11) คกู่ ับ พระสุตตันตปิฎกเลม่ 20-24

วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นประจาบท
เม่ือไดศ้ กึ ษาเนื้อหาในบทนแ้ี ลว้ ผ้ศู ึกษาสามารถ

1. อธบิ าย อังคตุ ตรนิกาย ประเภทนิบาต คู่กบั จานวนหัวขอ้ ธรรมเท่ากัน ไวใ้ นนิบาตเดยี วกนั ได้
2. อธบิ ายโครงสร้างเน้ือหาอรรถกถาองั คุตตรนกิ าย (หวั ขอ้ ธรรม 1-11)

ค่กู บั พระสุตตนั ตปฎิ กเลม่ 20-24
3. วเิ คราะหอ์ รรถกถาองั คตุ ตรนิกาย (หวั ข้อธรรม 1-11) คู่กบั พระสตุ ตนั ตปฎิ กเลม่ 20-24

ขอบข่ายเนือ้ หา

ความนา

องั คตุ ตรนิกาย ประเภทนิบาต คกู่ ับ จานวนหวั ขอ้ ธรรมเท่ากัน ไวใ้ นนิบาตเดียวกนั ได้
โครงสร้างเนือ้ หาอรรถกถาอังคตุ ตรนิกาย (หัวข้อธรรม 1-11) ค่กู ับ พระสตุ ตนั ตปฎิ กเล่ม 20-24
วเิ คราะหอ์ รรถกถาองั คุตตรนิกาย (หวั ขอ้ ธรรม 1-11) ค่กู ับ พระสุตตนั ตปฎิ กเล่ม 20-24
สรปุ ทา้ ยบท
คาถามท้ายบท
อา้ งอิงประจาบท

91

ความนา

บทนี้ คือ วิเคราะห์ อรรถกถา องั คตุ ตรนิกาย (หวั ข้อธรรม 1-11) คกู่ บั พระสุตตันตปฎิ ก
เล่ม 20-24

อังคตุ ตรนิกาย เป็นนกิ าย อันดบั ที่ 4 ของพระสุตตันปฎิ ก
พระสตุ ตันปฎิ ก เป็นปิฎกหน่ึง ของพระไตรปิฎก
พระสุตตนั ปิฎกมี 5 หมวด ดงั นี้
1.ทีฆนกิ าย คือ หมวดอธิบายยาว ในพระสุตตันตปิฎก 3 เล่ม คือ 9-11
2.มชั ฌิมนกิ าย คือ หมวดอธิบายกลางๆ ในพระสตุ ตันตปฎิ ก 3 เล่ม คือ 12-14
3.สังยุตตนกิ าย คอื หมวดอธิบายไม่ยาว ในพระสตุ ตันตปิฎก 5 เล่ม คือ 15-19
4.อังคุตตรนิกาย คอื หมวดอธบิ ายไมย่ าว ในพระสตุ ตันตปฎิ ก 5 เล่ม คอื 20-24
5 ขทุ ทกนกิ าย คือ หมวดอธบิ ายสน้ั ๆ ในพระสุตตันตปฎิ ก 9 เล่ม คือ 25-33

คาว่า นกิ าย คือ หมวด หรือ หมู่
คาวา่ นิบาต คอื จานวนหัวข้อธรรม ท่มี จี านวนเทา่ กนั จดั ไว้ในนบิ าต หรอื กลุ่มเดยี วกัน

ตวั อย่าง เอกนบิ าต 1 หวั ข้อธรรม
คอื รูปขนั ธเ์ ป็นท่ีครอบงาจติ บรุ ษุ และ สตรี,
และ พระพุทธองค์ตรสั ยกยอ่ งวา่ พระอัญญาโกณฑญั ญะเลิศกว่าภิกษุสาวกทง้ั หลาย เรยี กวา่
พระเอตทัคคะ หมายถึง เป็นผู้ยอดเยี่ยม เปน็ ผ้ปู ระเสรฐิ ท่ีสุด

ตวั อยา่ ง ทุกนบิ าต 2 หัวขอ้ ธรรม
คือ วชั ชสูตร วา่ ด้วยโทษ โทษ 2 ประการ หวังหลุดพน้ โทษได้บรรลอุ รหนั ต์ คือ มรรค 4 ผล 4
คือทาดเี พ่ือความหลุดพน้ โทษ 1.โทษทใ่ี หผ้ ลในภพน้ี 2.โทษทใ่ี ห้ผลในภพหนา้
และปธานสตู รวา่ ดว้ ยความเพียรที่เกิดได้ยาก ในโลก
คอื 1.ความเพียรของพวกคฤหัสถ์เพอื่ ให้เกิดเครอื่ งนงุ่ หม่ อาหาร ที่อย่อู าศยั และยารกั ษาโรค

2.ความเพียรของผู้ออกจากเรือนเปน็ บรรพชิตเพ่ือสละท้ิงอุปธิกเิ ลสทั้งปวง

ตวั อยา่ ง ทุกนบิ าต 3 หัวขอ้ ธรรม
คือ ภยสูตร วา่ ด้วยผเู้ ปน็ ภยั ลว้ นเกิดจากคนพาล และผู้ไม่เป็นภัย ลว้ นเกดิ จากบณั ฑติ คนพาลมี
3 ลกั ษณะ กายทุจริต วจีทจุ ริต มโนทุจรติ

92

คนพาลชอบคดิ 3 ลกั ษณะ ชอบคิดแต่เร่อื งช่ัว ชอบพูดแตเ่ รื่องชัว่ ชอบทาแต่กรรมช่ัว
บณั ฑติ มี 3 ลกั ษณะ กายสจุ ริต วจสี ุจรติ มโนสุจรติ เปน็ ต้น
คนบณั ฑติ ชอบคิด 3 ลกั ษณะ
ชอบคดิ แต่เร่ืองดี ชอบพดู แต่เรอ่ื งดี ชอบทาแต่กรรมดี หรอื สนใจทาแต่กรรมดี เป็นตน้

6.1 องั คตุ ตรนกิ าย ประเภทนิบาต คูก่ บั จานวนธรรมหัวข้อเท่ากัน ไว้ในนบิ าตเดยี วกัน

ตาราง 6.1

อังคุตตรนิกายประเภทนิบาต คู่กบั จานวนหัวขอ้ ธรรมเท่ากัน ไว้ในนิบาตเดียวกนั

อังคตุ ตรนิกาย ประเภท มี 11 นบิ าต หัวขอ้ ธรรม จานวนเท่ากัน ไว้ในนิบาตเดียวกนั

1. เอกนิบาต จานวน 1 หวั ขอ้ เทา่ กนั
2. ทกุ นิบาต จานวน 2 หัวข้อ เท่ากนั
3. ตกิ นบิ าต จานวน 3 หวั ขอ้ เท่ากัน
4. จตกุ กนิบาต จานวน 4 หัวข้อ เทา่ กนั
5. ปญั จกนิบาต จานวน 5 หวั ข้อ เทา่ กนั
6. ฉักกนบิ าต จานวน 6 หัวข้อ เท่ากัน
7. สตั ตกนบิ าต จานวน 7 หัวขอ้ เท่ากัน
8. อัฏฐกนิบาต จานวน 8 หัวข้อ เท่ากัน
9. นวกนบิ าต จานวน 9 หวั ข้อ เทา่ กัน
10. ทสกนบิ าต จานวน 10 หัวขอ้ เท่ากัน
11. เอกาทสกนบิ าต จานวน 11 หวั ขอ้ เทา่ กัน

93

6.2 โครงสร้างเน้อื หาอรรถกถาอังคุตตรนิกาย (หวั ข้อธรรม 1-11)
คกู่ ับ พระสตุ ตนั ตปิฎกเลม่ 20-24

ตาราง 6.2

โครงสรา้ งเน้อื หาอรรถกถาอังคุตตรนิกาย (หวั ข้อธรรม 1-11) คูก่ ับ พระสตุ ตันตปิฎกเลม่ 20-24

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย 3 ภาค พระสุตตนั ตปฎิ กองั คตุ ตรนิกาย
ช่ือ มโนรถปรู ณี มี 11 นิบาต 5 เลม่ คือ เล่ม 20–24 มี 11 นิบาต

อรรถกถา ภาค 1 อธบิ าย คือ พระสตุ ตันตปฎิ ก เลม่ 20
เอกนบิ าต ทง้ั เล่ม เอกนิบาต 1 หวั ขอ้ ธรรม
คกู่ บั พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่ม 20 เลม่ 20 มีเนอ้ื หา
เล่มเดียว อธิบายเฉพาะเอกนบิ าต เอกนิบาต-ตกิ นิบาต

ภาค 2 อรรถกถา อธบิ าย พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ 21
ทกุ นบิ าต - จตุกกนบิ าต จตุกนิบาต 4 หัวข้อธรรม
คกู่ บั พระไตรปฎิ ก เลม่ 20 เล่มเดียว อธิบายเฉพาะ
และเลม่ 21 (จตุกนบิ าต) จตกุ นบิ าต
อธบิ ายเฉพาะจตกุ นบิ าต

ภาค 3 อธิบาย ปัญจ-เอกทสนบิ าต ปญั จกนบิ า-เอกทสนบิ าต
คกู่ ับ พระไตรปฎิ ก เล่ม 22–24 พระสุตตนั ตปิฎกคือ เล่ม 22-24

94

6.3 วเิ คราะห์อรรถกถาองั คุตตรนกิ าย (หัวข้อธรรม 1-11) คกู่ บั พระสตุ ตันปฎิ กเล่ม 20-24
ตาราง 6.3

วเิ คราะหอ์ รรถกถาอังคตุ ตรนิกาย (หัวข้อธรรม 1-11) คู่กับ พระสุตตนั ตปิฎก เล่ม 20-24

อรรถกถาอังคตุ ตรนิกาย 22 พระสุตตนั ตปิฎก เลม่ 20-24 23

เอกนิบาต เอกนบิ าต
ยกมาวิเคราะหเ์ ปน็ บาง ยกมาวิเคราะห์เปน็ บาง
พระสตู ร คอื พระสตู ร คอื
รปู าทวิ รรค ว่าดว้ ยเอกธรรม รปู าทิวรรค วา่ ด้วยเอกธรรม
หมายถึง รูป เสยี ง กล่นิ รส หมายถงึ รปู เสียง กล่นิ รส
และโผฏฐพั พะ แตล่ ะอย่าง และโผฏฐพั พะ แต่ละอย่าง
ครอบงาจติ บุรุษ และ สตรี ครอบงาจติ บรุ ุษ และ สตรี

อรรถกถาได้อธิบาย พระสตุ ตนั ตปิฎก ไมไ่ ดอ้ ธิบาย
คาศัพทด์ งั นี้ คาศพั ท์
คาวา่ “อยา่ งน้ี (เอวัง) ” คาวา่ “อย่างนี้ (เอวงั ) ”
และ คาวา่ “ขา้ พเจ้า (เม)” และ คาวา่ “ขา้ พเจ้า (เม)”
เปน็ อวชิ ชมานบัญญตั ิ เป็น อวิชชมานบญั ญตั ิ
(บัญญตั สิ ิง่ ท่ไี มม่ ีอยู่ เชน่ (บัญญัตสิ ิง่ ที่ไมม่ อี ยู่ เชน่
ชาย หญงิ ชาย หญิง
คือ ไม่มีสภาวะปรมัตถป์ รากฏอยู)่ คือ ไมม่ สี ภาวะปรมัตถป์ รากฏอยู่)

22 มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตนั ตปฎิ ก องั คุตตรนกิ าย
เอกนิบาต มโนรถปูรณ,ี ภาค 1, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2553).

23 มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ ก พระสตุ ตันตปฎิ ก องั คุตตรนกิ าย
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539).

95

อวชิ ชมานมัญญัติ ได้แก่ อวิชชมานมญั ญัติ ไดแ้ ก่
บญั ญัติส่งิ ที่ไม่มีอยู่จรงิ บญั ญัตสิ ิ่งทไี่ ม่มีอยู่จรงิ
แต่เรียกกนั ตามภาษาของ แตเ่ รียกกันตามภาษาของ
ชาวโลก หมายความว่า ชาวโลก หมายความวา่
สิ่งท่ีไมม่ สี ภาวะปรมตั ถ์ สิง่ ที่ไม่มีสภาวะปรมตั ถ์
ปรากฏอยู่ เชน่ คาวา่ ปรากฏอยู่ เช่น คาว่า
แผ่นดนิ ภูเขา ตนั ไม้ แมน่ า้ แผ่นดนิ ภเู ขา ตันไม้ แมน่ ้า
บา้ น ชาย หญิง เปน็ ตนั บา้ น ชาย หญงิ เปน็ ตนั

สจั ฉิกัฏฐปรมตั ถ์ แยกเปน็ ๒ คา สัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ แยกเปน็ ๒ คา
คือ สัจฉิกัฏฐะ + ปรมตั ถะ คือ สจั ฉกิ ัฏฐะ + ปรมตั ถะ

คาว่า สจั ฉิกัฏฐะ แปลว่า คาวา่ สจั ฉิกัฏฐะ แปลวา่
สภาวะทแี่ ทจ้ รงิ เปน็ ได้ สภาวะที่แทจ้ รงิ เป็นได้
ท้ังสมมุติสจั จะ และ ท้ังสมมตุ ิสัจจะ และ
ปรมัตถสัจจะ ปรมตั ถสัจจะ

สว่ นคาวา่ ปรมตั ถะ เป็น ส่วนคาวา่ ปรมัตถะ เปน็
ปรมัตถสจั จะอยา่ งเดียว ปรมตั ถสจั จะอยา่ งเดียว
คอื จิต เจตสกิ รปู นิพพาน คือ จิต เจตสิก รปู นิพพาน

ส่วน คาว่า วิชชมานบัญญัติ ส่วน คาว่า วิชชมานบญั ญัติ
ไดแ้ ก่ บญั ญตั สิ ง่ิ ทเี่ ป็นกศุ ลธรรม ไดแ้ ก่ บญั ญตั สิ ิ่งทเี่ ป็นกศุ ลธรรม
และอกุศลธรรม หมายความวา่ และอกศุ ลธรรม หมายความว่า
เป็นบญั ญตั ิท่มี สี ภาวะปรมัตถ์ เปน็ บญั ญัติท่ีมีสภาวะปรมตั ถ์
ปรากฏอยู่ เชน่ คาวา่ รปู เวทนา ปรากฏอยู่ เชน่ คาว่า รูป เวทนา
สัญญา สงั ขารวิญญาณ นพิ พาน สัญญา สังขารวิญญาณ นิพพาน
เป็นต้น เป็นต้น

96

อุปาทาบญั ญตั ิ ไดแ้ ก่ อปุ าทาบญั ญตั ิ ไดแ้ ก่
บัญญัติท่อี าศยั ปรมัตถธรรม บญั ญัติท่ีอาศัยปรมตั ถธรรม
ทีแ่ สดงไวใ้ นปุคคลบญั ญัติ ทแ่ี สดงไวใ้ นปคุ คลบัญญัติ

อปุ นธิ ายบัญญัติ ได้แก่ อุปนิธายบัญญตั ิ ได้แก่
บัญญตั ทิ ่เี ปรียบเทยี บ เชน่ บญั ญัตทิ ่ีเปรียบเทียบ เชน่
กลา่ ววา่ ทห่ี น่ึง ทส่ี อง ส้นั ยาว กลา่ วว่า ที่หนึ่ง ทส่ี อง ส้นั ยาว
เลก็ ใหญ่ เปน็ ตน้ 24 เลก็ ใหญ่ เป็นตน้

ทุกนบิ าต ทกุ นบิ าต
วชั ชสตู ร ว่าด้วยโทษ วชั ชสูตร ว่าดว้ ยโทษ
ขา้ พเจา้ (พระอานนท์) ได้สดบั มา ขา้ พเจ้า (พระอานนท)์ ได้สดบั มา
อย่างนี้ สมัยหน่ึง พระพุทธองค์ อยา่ งน้ี สมยั หนง่ึ พระพทุ ธองค์
ประทับอยู่ ณ พระเชตวนั อาราม ประทบั อยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เขตกรุง ของอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตกรงุ
สาวตั ถี ได้รบั สัง่ เรยี กภิกษทุ ัง้ หลาย สาวัตถี ไดร้ ับสง่ั เรียกภิกษุท้ังหลาย
มาตรสั เรือ่ งนีว้ ่าภิกษทุ ง้ั หลาย มาตรสั เรือ่ งน้ีว่าภิกษทุ ง้ั หลาย
โทษ 2 ประการ น้คี อื โทษ 2 ประการ น้คี อื

1. โทษทใี่ หผ้ ลในภพน้ี 1. โทษทใี่ ห้ผลในภพนี้
2. โทษทใี่ ห้ผลในภพหน้า 2. โทษท่ีใหผ้ ลในภพหน้า

โทษทใ่ี ห้ผลในภพน้ี เป็นอยา่ งไร โทษที่ใหผ้ ลในภพนี้ เป็นอย่างไร
คอื บคุ คลบางคนในโลกนเี้ หน็ คอื บคุ คลบางคนในโลกน้ีเห็น
พระราชารับส่ังใหจ้ บั โจรผมู้ ัก พระราชารบั สง่ั ใหจ้ บั โจรผู้มกั
ประพฤติชัว่ แลว้ ให้ลงโทษทัณฑ์ ประพฤตชิ วั่ แลว้ ให้ลงโทษทัณฑ์
นานาชนิด คอื เฆย่ี นดว้ ยแสบ้ า้ ง นานาชนิด คือ เฆยี่ นด้วยแสบ้ า้ ง

24 มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปฎิ ก องั คตุ ตรนิกาย
เอกนบิ าต มโนรถปรู ณี ภาค 1, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2553). หน้า 10.

97

เฆีย่ นด้วยหวายบ้าง ตดั ทงั้ มอื เฆย่ี นดว้ ยหวายบ้าง ตัดท้ังมือ
เทา้ บา้ งราดด้วยน้ามนั ร้อนบา้ ง เทา้ บา้ งราดด้วยนา้ มนั ร้อนบา้ ง
เขามีความคดิ อย่างน้วี า่ เพราะ เขามคี วามคดิ อยา่ งนว้ี า่ เพราะ
กรรมชั่ว เชน่ ใด เป็นเหตุ ให้ กรรมชั่ว เช่นใด เป็นเหตุ ให้
พระราชารับสง่ั ให้จับผเู้ ปน็ โจร พระราชารับส่งั ใหจ้ บั ผ้เู ป็นโจร
ประพฤติชัว่ แล้วลงโทษทณั ฑ์ ประพฤติชวั่ แล้วลงโทษทณั ฑ์
นานาชนดิ นานาชนดิ

กถ็ ้าเราเองพึงทากรรมชวั่ กถ็ า้ เราเองพึงทากรรมชว่ั
เชน่ นั้น พระราชาพงึ เชน่ นัน้ พระราชาพึง
รับสัง่ ใหจ้ ับเรา แลว้ ให้ลงโทษทณั ฑ์ รบั ส่งั ใหจ้ ับเรา แล้วให้ลงโทษทณั ฑ์
นานาชนดิ อย่างนี้ เขากลวั โทษ นานาชนดิ อยา่ งนี้ เขากลัวโทษ
ท่ีใหผ้ ลในภพนี้ น้ี เรยี กวา่ ที่ใหผ้ ลในภพน้ี นี้ เรยี กว่า
โทษทใี่ ห้ผลในภพนี้ โทษท่ใี หผ้ ลในภพนี้

ส่วนโทษที่ให้ผลในภพหน้า สว่ นโทษที่ใหผ้ ลในภพหน้า
คือบคุ คลบางคนในโลกนี้ คือบคุ คลบางคนในโลกนี้
เหน็ ประจักษ์ ดังน้วี ่า เห็นประจกั ษ์ ดังนว้ี ่า

ผลของกายทุจริต เปน็ ผล ผลของกายทจุ รติ เปน็ ผล
ทเี่ ลวทราม เป็นทุกขบ์ ุคคล ทเี่ ลวทราม เป็นทุกขบ์ คุ คล
จะตอ้ งได้รบั ในภพหน้า จะต้องไดร้ ับในภพหน้า
ผลของวจีทจุ ริตเปน็ ผล ผลของวจที ุจริตเป็นผล
ท่เี ลวทราม เปน็ ทุกข์บคุ คล ทเ่ี ลวทราม เปน็ ทกุ ขบ์ ุคคล
จะต้องได้รบั ในภพหน้า จะตอ้ งไดร้ บั ในภพหน้า

ผลของมโนทุจรติ เปน็ ผล ผลของมโนทุจรติ เป็นผล
ที่เลวทราม เปน็ ทุกข์ บคุ คล ทเ่ี ลวทราม เป็นทุกข์ บุคคล
จะต้องไดร้ ับในภพหน้า จะต้องไดร้ บั ในภพหนา้

98

กถ็ ้าเราพึง ประพฤติช่ัว กถ็ ้าเราพึง ประพฤตชิ ่ัว
ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ
ความชัว่ บางอยา่ งน้ัน พงึ ความชวั่ บางอยา่ งน้นั พึง
เปน็ เหตุใหเ้ ราหลังจากตาย เปน็ เหตุให้เราหลงั จากตาย
แล้วไปเกดิ ในอบายคอื นรก แล้วไปเกิดในอบายคอื นรก
เขากลวั โทษทใ่ี หผ้ ลในภพหน้า เขากลวั โทษท่ีใหผ้ ลในภพหน้า
จึงละกายทุจริต บาเพ็ญกาย จึงละกายทุจรติ บาเพญ็ กาย
สจุ รติ ละวจที ุจริต บาเพ็ญวจี สุจริต ละวจที จุ รติ บาเพ็ญวจี
สจุ ริต ละมโนทุจรติ บาเพ็ญมโน สุจริต ละมโนทจุ รติ บาเพญ็ มโน
สุจริตบริหารตนให้บริสทุ ธิ์ นี้ สุจรติ บริหารตนใหบ้ ริสุทธิ์ น้ี
เรยี กวา่ โทษที่ให้ผลในภพหน้า เรียกว่า โทษทใ่ี ห้ผลในภพหนา้

อรรถกถาอธิบายว่า พระสุตตันตปิฎก ไดอ้ ธิบายวา่
เหตุท่ีพ้นจากโทษทั้งปวง คือ พ้นด้วย เหตุท่ีพ้น จากโทษทั้งปวง คือ พ้นด้วย
มรรค 4 ผล 4 คือ บรรลอุ รหันต์ กรรมชวั่ มรรค 4 ผล 4 คือบรรลอุ รหนั ต์ กรรมชั่ว
ใหม่ในภพหนา้ ไมม่ ี เปน็ ต้น ใหม่ในภพหน้าไมม่ ี เปน็ ต้น

ติกนิบาตร ตกิ นบิ าต
ภยสูตร วา่ ด้วยผู้เป็นภยั และไม่ ภยสตู ร ว่าด้วยผู้เปน็ ภยั และไม่
เป็นภยั พระอานนท)์ ได้สดบั มา เปน็ ภัย พระอานนท์) ไดส้ ดับมา
สมยั หนง่ึ พระผมู้ ีพระภาคประทับ สมัยหนงึ่ พระผูม้ พี ระภาคประทบั
อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของ อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของ
อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตกรงุ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุง
สาวัตถี พระผู้มพี ระภาคได้ สาวตั ถี พระผู้มีพระภาคได้
รบั ส่งั เรียกภกิ ษทุ งั้ หลายมาตรัส รบั ส่ังเรยี กภิกษุท้งั หลายมาตรสั
เรื่องนว้ี า่ ภกิ ษุทัง้ หลาย ภัย เรื่องนีว้ า่ ภกิ ษุทงั้ หลาย ภัย
(จิตสะดุง้ กลวั ) ทเี่ กิดขึน้ ท้ังสน้ิ (จติ สะดุง้ กลัว) ทเี่ กิดข้ึนท้งั สิ้น
ลว้ นเกิดจากคนพาล มิใชเ่ กดิ ลว้ นเกิดจากคนพาล มิใช่เกดิ
จากบณั ฑิต จากบัณฑติ

อุปัททวะ (จติ ฟ้งุ ซา่ น) ที่เกิดขน้ึ 99
ท้ังสนิ้ ล้วนเกดิ จากคนพาล มใิ ช่
เกดิ จากบณั ฑติ อปุ สรรค อุปัททวะ (จติ ฟุง้ ซา่ น) ท่ีเกดิ ขน้ึ
(อาการทม่ี คี วามขัดข้อง) ที่เกิด ทง้ั สน้ิ ลว้ นเกดิ จากคนพาล มิใช่
ขนึ้ ทง้ั สิ้น ล้วนเกดิ จากคนพาล เกดิ จากบัณฑิต อุปสรรค
มใิ ช่เกิดจากบณั ฑติ (อาการทม่ี คี วามขัดข้อง) ที่เกิด
ฉะนัน้ คนพาลมภี ัย ข้ึนทงั้ สนิ้ ลว้ นเกดิ จากคนพาล
บณั ฑิตไม่มภี ยั มิใชเ่ กิดจากบณั ฑติ
ฉะนัน้ คนพาลมีภยั
คนพาลมอี ุปัททวะ บณั ฑติ ไมม่ ภี ยั
บัณฑติ ไม่มีอปุ ทั ทวะ
คนพาลมีอปุ สรรค คนพาลมอี ปุ ัททวะ
บณั ฑิตไม่มอี ปุ สรรค บัณฑติ ไม่มอี ปุ ทั ทวะ
ภยั ไมม่ จี ากบัณฑิต คนพาลมีอปุ สรรค
อุปทั ทวะไมม่ จี ากบณั ฑติ บณั ฑิตไมม่ อี ปุ สรรค
อุปสรรคไม่มีจากบณั ฑติ ภยั ไมม่ ีจากบณั ฑติ
อุปัททวะไม่มีจากบัณฑิต
เพราะเหตุนนั้ เธอท้งั หลายพึง อุปสรรคไม่มีจากบณั ฑติ
สาเหนยี กละวน้ ลักษณะของ
คนพาล ธรรม 3 ประการ คอื เพราะเหตนุ น้ั เธอทั้งหลายพงึ
กายทจุ รติ วจที ุจรติ มโนทุจริต สาเหนียกละเว้น ลกั ษณะของ
คนพาล ธรรม 3 ประการ คอื
ให้ยึดถือปฏิบตั ิธรรม 3 ประการ กายทจุ รติ วจีทุจริต มโนทุจริต
ลักษณะของบัณฑิต คอื
กายสุจรติ (ความประพฤติชอบ ให้ยึดถอื ปฏบิ ัติธรรม 3 ประการ
ดว้ ยกาย) ลกั ษณะของบณั ฑิต คอื
วจสี จุ รติ (ความประพฤตชิ อบ กายสุจรติ (ความประพฤตชิ อบ
ด้วยวาจา) ดว้ ยกาย)
วจีสุจริต (ความประพฤติชอบ
ดว้ ยวาจา)

100

มโนสุจรติ (ความประพฤตชิ อบ มโนสจุ รติ (ความประพฤติชอบ
ดว้ ยใจ) ให้ประพฤตไิ มข่ าดสาย ดว้ ยใจ) ให้ประพฤติไม่ขาดสาย

อรรถกถาอธบิ ายวา่ เช่นกัน คอื พระสุตตันตปิฎกอธบิ าย เชน่ กัน คอื
คนพาลมกี รรมเป็นเครือ่ งกาหนด คนพาลมีกรรมเปน็ เครอื่ งกาหนด
ประพฤติมาไม่ขาดสายสนับสนุน ประพฤตมิ าไม่ขาดสายสนบั สนนุ
ของคนพาลมาตลอด เช่นกัน ของคนพาลมาตลอด เชน่ กัน

จตกุ นิบาต จตกุ นิบาต
อรรถกถาได้อธบิ ายบางคาศพั ท์ อนพุ ุทธสตู ร
เชน่ คาว่า เพราะไมร่ รู้ แู้ จ้ง ได้แก่ ว่าด้วยการตรัสรู้
เพราะไม่รู้ คือเพราะไมท่ ราบ ธรรมเปน็ เหตสุ ิน้ ภพ
คือ ธรรม 4 ประการ
คาวา่ ไมแ่ ทงตลอด ไดแ้ ก่ เพราะไม่
1.อรยิ ศลี 2.อรยิ สมาธิ
แทงตลอด คอื เพราะไมท่ าให้ประจกั ษ์ 3.อรยิ ปญั ญา 4.อริยวมิ ุตติ

คาว่า ตลอดกาลยาวนาน ไดแ้ ก่ เพราะไมร่ แู้ จ้งแทงตลอด
ส้ินกาลนาน จึงเทย่ี วเร่ร่อนไปตลอดกาล
ยาวนานอยา่ งน้ี
คาวา่ เทีย่ ว ได้แก่ ไปด้วยสามารถ
ไปจากภพสภู่ พ เราไดร้ ้แู จง้ แทงตลอดอริยปญั ญา
เราได้ร้แู จง้ แทงตลอดอริยวิมตุ ติ
คาว่า เร่รอ่ นไป ด้วยการไป และ เราถอนภวตณั หาได้แล้ว
มาบอ่ ย ๆ ภวเนตติ (ตัณหาคอื เครอ่ื งผกู
สัตว์ในภพ) สิน้ ไปแลว้
คาว่า อรยิ ะ ไดแ้ ก่ ไม่มีโทษ มรรค บดั น้ีภพใหมไ่ มม่ ีอีก”
และผล เทา่ นั้น ชือ่ วา่ วิมุตติ พระพทุ ธองค์ ไดต้ รัส
คาถาประพนั ธ์ต่อไปอีกว่า


Click to View FlipBook Version