101
คาว่า ยอดเยีย่ ม ไดแ้ ก่ โลกุตตระ ธรรมเหลา่ น้ี คือ ศลี สมาธิ
ปญั ญาและวิมุตติอนั ยอดเย่ียม
คาวา่ ทรงทาทสี่ ุดแหง่ ทุกข์ ไดแ้ ก่ พระองคไ์ ดต้ รัสรแู้ ล้วจงึ ตรสั บอก
ทรงทาทส่ี ุดแห่งวฏั ฏทกุ ขเ์ ปน็ ต้น แกภ่ กิ ษุเพื่อความรยู้ ง่ิ ทาท่ีสดุ แห่งทกุ ข์
บัญจกนบิ าต บัญจกนบิ าต
สังขิตตสตู ร ว่าดว้ ยเสขพละ สงั ขิตตสตู ร วา่ ด้วยเสขพละ
เสขพละ 5 ประการ คอื เสขพละ 5 ประการ คอื
1.กาลงั คอื ศรัทธา 1.กาลัง คือ ศรัทธา
2.กาลงั คอื หริ ิ 2.กาลัง คือ หิริ
3.กาลัง คือ.โอตตปั ปะ 3.กาลงั คือ.โอตตัปปะ
4.กาลงั คือ.วิรยิ ะ 4.กาลัง คอื .วิริยะ
5.กาลัง คอื .ปญั ญา 5.กาลัง คอื .ปญั ญา
อรรถกถาอธิบาย คือ พระสตุ ตันตปฎิ กไม่อธิบายไว้
กาลังของพระเสข 7 จาพวก กาลงั ของพระเสข 7 จาพวก
1.กาลัง คอื ศรัทธา เพราะไม่ 1.กาลงั คือ ศรัทธา เพราะไม่
หว่ันไหว ดว้ ยความไมศ่ รัทธา หวน่ั ไหว ดว้ ยความไมศ่ รัทธา
2. กาลงั คือ หิริ เพราะไม่ 2. กาลงั คอื หริ ิ เพราะไม่
หวั่นไหว ดว้ ยความไม่มีหริ ิ หวัน่ ไหว ด้วยความไม่มหี ิริ
3.กาลงั คอื .โอตตัปปะเพราะไม่ 3.กาลัง คอื .โอตตปั ปะเพราะไม่
หวั่นไหว ดว้ ยความไม่มีโอตตปั ปะ หวั่นไหว ดว้ ยความไม่มีโอตตัปปะ
4.กาลัง คือ.วิรยิ ะเพราะไม่ 4.กาลัง คอื .วิรยิ ะเพราะไม่
หวัน่ ไหว ดว้ ยความไม่มคี วาม หวนั่ ไหว ดว้ ยความไม่มคี วาม
เกยี จคร้าน เกยี จคร้าน
5.กาลงั คือ.ปัญญาเพราะไม่ 5.กาลัง คือ.ปัญญาเพราะไม่
หวน่ั ไหว ดว้ ยความไม่รแู้ จง้ หวั่นไหว ดว้ ยความไมร่ ู้แจ้ง
102
ฉกั กนบิ าต ฉกั กนบิ าต
ปฐมอาหุเนยยสูตร ปฐมอาหเุ นยยสูตร
ว่าดว้ ยอาหเุ นยบุคคล ว่าดว้ ยอาหุเนยบุคคล สูตรท่ี 1
สตู รท่ี 1 ไดอ้ ธบิ าย คาศัพท์ คือ ธรรม 6 ประการ คอื
คาว่า ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ หมายถึง 1.เห็นรูปทางตาแลว้ ไม่ดีใจ ไม่เสยี ใจ
ไม่ดีใจดว้ ยราคะ ไมเ่ สยี ใจด้วย มีอเุ บกขา มีสตสิ ัมปชญั ญะอยู่
ความโกรธ 2.ฟงั เสยี งทางหแู ล้ว ฯลฯ
คาวา่ มอี เุ บกขา มีสติ 3.ดมกลน่ิ ทางจมกู แลว้ ฯลฯ
สัมปชัญญะอยู่ 4.ลิ้มรสทางลน้ิ แล้ว ฯลฯ
หมายถงึ ความวางเฉย มสี ติ 5.ถูกตอ้ งโผฏฐพั พะทางกายแล้ว ฯลฯ
สัมปชญั ญะอยู่ 6.รแู จง้ ธรรมารมณท์ างใจแล้ว ฯลฯ
สัตตกนิบาต สตั ตกนบิ าต
วา่ ดว้ ยอรยิ ทรพั ย์ ว่าดว้ ยอรยิ ทรัพย์
ปฐมปยิ สตู ร ปฐมปิยสูตร
ธรรม 7 ประการ ยอ่ มเปน็ ทร่ี ัก ธรรม 7 ประการ ยอ่ มเป็นทีร่ ัก
เปน็ ท่ยี กย่อง เปน็ ที่เคารพ คอื เป็นที่ยกยอ่ ง เปน็ ท่ีเคารพ คือ
1.เป็นผไู้ มม่ ุ่งลาภ 1.เปน็ ผู้ไม่มงุ่ ลาภ
2.เป็นผไู้ ม่มุ่งสกั การะ 2.เป็นผูไ้ ม่มงุ่ สักการะ
3.เป็นผูไ้ ม่มุง่ ชอ่ื เสียง 3.เปน็ ผู้ไม่มงุ่ ชื่อเสียง
4.เป็นผมู้ ีหริ ิ 4.เป็นผู้มีหิริ
5.เป็นผูม้ โี อตตปั ปะ 5.เปน็ ผมู้ ีโอตตปั ปะ
6.เปน็ ผู้มักน้อย 6.เป็นผมู้ กั นอ้ ย
7.เป็นผมู้ ีสัมมาทิฏฐิ 7.เป็นผูม้ ีสัมมาทฏิ ฐิ
อัฏฐกตบิ าต อฏั ฐกตบิ าต
ปฐมโลกธรรมสูตรท่ี 1 ปฐมโลกธรรมสูตรท่ี 1
103
ธรรม 8 ประการ คอื ธรรม 8 ประการ คอื
1.ลาภ 2.เสือ่ มลาภ 1.ลาภ 2.เสอื่ มลาภ
3.ยศ 4.เสื่อมยศ 3.ยศ 4.เสือ่ มยศ
5.นินทา 6.สรรเสรญิ 5.นินทา 6.สรรเสริญ
7.สขุ 8.ทกุ ข์ 7.สุข 8.ทกุ ข์
นวกนบิ าต นวกนิบาต
อาหุเนยยสูตร ว่าดว้ ยบคุ คล อาหเุ นยยสูตร ว่าด้วยบุคคล
บคุ คล 9 จาพวกคือ บุคคล 9 จาพวกคอื
1.พระอรหันต์มรรค 1.พระอรหนั ต์มรรค
2.บุคคลผู้ปฏบิ ัตเิ พ่อื อรหนั ตผล 2.บุคคลผ้ปู ฏบิ ัติเพอื่ อรหนั ตผล
3.พระอนาคามีมรรค 3.พระอนาคามีมรรค
4.บุคคลผปู้ ฎบิ ัตเิ พอ่ื อนาคามิผล 4.บคุ คลผู้ปฎิบตั เิ พื่ออนาคามิผล
5.พระสกทาคามีมรรค 5.พระสกทาคามีมรรค
6.บุคคลผปู้ ฎบิ ัติเพอ่ื สกทาคามิผล 6.บคุ คลผูป้ ฎบิ ตั ิเพื่อสกทาคามิผล
7.โสดาบนั มรรค 7.โสดาบนั มรรค
8.บุคคลผู้ปฎบิ ตั ิเพื่อโสดาปตั ติมผิ ล 8.บุคคลผ้ปู ฎบิ ตั เิ พอ่ื โสดาปัตติมผิ ล
9.โคตรภูบุคคล (จิตระหวา่ ง 9.โคตรภูบคุ คล (จิตระหวา่ ง
ปถุ ุชนกบั โสดาปัตตมิ รรค ปุถุชนกบั โสดาปัตตมิ รรค
ทสกนบิ าต ทสกนบิ าต
สังโยชน์สูตร ว่าด้วยธรรม สงั โยชนส์ ูตร ว่าด้วยธรรม
ทีม่ ดั สัตวไ์ ว้กับทุกข์ 10 ประการ ทมี่ ดั สัตวไ์ วก้ บั ทกุ ข์ 10 ประการ
1.สักกายทิฏฐิ (ความเห็นวา่ 1.สักกายทิฏฐิ (ความเหน็ วา่
เป็นตัวของตน) 2.วจิ กิ จิ ฉา เปน็ ตัวของตน) 2.วิจกิ จิ ฉา
3.สลี พั พตปรามาส 4.กามฉันทะ 3.สลี พั พตปรามาส 4.กามฉันทะ
5.พยาบาท 5.พยาบาท
104
6.รูปราคะ 7.อรปู ราคะ 6.รปู ราคะ 7.อรูปราคะ
8.มานะ 9.อทุ ธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) 8.มานะ 9.อุทธจั จะ (ความฟงุ้ ซา่ น)
10.อวชิ ชา (ความไม่รแู้ จ้ง) 10.อวชิ ชา (ความไม่ร้แู จ้ง)
เอกทสนบิ าต เอกทสนบิ าต
พยสนสูตร วา่ ดว้ ย พยสนสตู ร ว่าด้วย
ความพนิ าศ 11 อย่าง คือ ความพินาศ 11 อย่าง คือ
1.ไมบ่ รรลุธรรมทีย่ ังไมไ่ ด้บรรลุ 1.ไม่บรรลุธรรมทยี่ ังไม่ได้บรรลุ
2.เสื่อมจากธรรมท่ไี ด้บรรลแุ ล้ว 2.เสอื่ มจากธรรมทีไ่ ดบ้ รรลแุ ลว้
3.สัทธรรมนัน้ ย่อมไมผ่ อ่ งแผว้ 3.สทั ธรรมนนั้ ยอ่ มไมผ่ ่องแผว้
4.เปน็ ผ้เู ข้าใจผิดว่าได้บรรลุสัทธรรม 4.เปน็ ผเู้ ขา้ ใจผิดวา่ ได้บรรลสุ ัทธรรม
5.เป็นผไู้ ม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ 5.เป็นผไู้ ม่ยนิ ดปี ระพฤตพิ รหมจรรย์
6.ต้องอาบัติทเ่ี ศร้าหมองอยา่ งใด 6.ตอ้ งอาบตั ิที่เศรา้ หมองอย่างใด
อย่างหน่งึ อยา่ งหนงึ่
7.บอกคนื สิกขากลับมาเปน็ คฤหัสถ์ 7.บอกคืนสิกขากลบั มาเปน็ คฤหัสถ์
8.เปน็ โรคร้ายแรง 8.เป็นโรครา้ ยแรง
9.ถึงความวิกลจรติ หรือจิตฟุ้งซา่ น 9.ถึงความวกิ ลจรติ หรอื จติ ฟงุ้ ซ่าน
10.หลงลมื สติมรณภาพ 10.หลงลืมสติมรณภาพ
11.หลังจากมรณภาพแลว้ 11.หลังจากมรณภาพแล้ว
จะไปเกดิ ในอบาย นรก เปน็ ตน้ จะไปเกิดในอบาย นรก เป็นต้น
สรปุ ท้ายบท
ผลการวิเคราะห์ ทงั้ อรรถกถา คูก่ บั พระสตุ ตนั ตปฎิ ก อธิบายไวช้ ัดเจน เช่นกัน ไดแ้ ก่
1.องั คุตตรนกิ ายประเภทนิบาต ค่กู ับ จานวนหวั ข้อธรรมเท่ากัน ไว้ในนิบาตเดยี วกนั
2.โครงสรา้ งเนอ้ื หาอรรถกถาอังคตุ ตรนกิ าย (หัวขอ้ ธรรม 1-11) ค่กู ับ พระสุตตันตปฎิ ก
เลม่ 20-24
3.วเิ คราะหอ์ รรถกถาอังคุตตรนิกาย (หวั ข้อธรรม 1-11) คู่กับ พระสตุ ตนั ตปฎิ กเล่ม 20-24
105
คาถามทา้ ยบท
1. จงอธิบายความหมาย องั คุตตรนิกายกบั พระสตุ ตันตปิฎก มาพอสังเขป
2. จงอธิบายความหมาย พระสตุ ตนั ตปฎิ กกับพระไตรปฎิ ก มาพอสงั เขป
3. จงอธบิ ายอังคุตตรนกิ าย ประเภทนบิ าต คู่กบั จานวนหวั ข้อธรรมเท่ากนั
ไว้ในนบิ าตเดยี วกนั
4. จงอธิบายโครงสร้างเนื้อหาอรรถกถาอังคตุ ตรนิกาย (หัวขอ้ ธรรม 1-11)
คู่กับ พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่ม 20-24
5. วเิ คราะห์อรรถกถาองั คตุ ตรนกิ าย (หัวข้อธรรม 1-11)
คกู่ ับ พระสุตตันตปิฎก เล่ม 20-24
106
อ้างอิงประจาบท
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปฎิ ก
องั คุตตรนกิ าย (กทม.: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2553).
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระสตุ ตันตปิฎก องั คุตตรนิกาย
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2539).
107
บทที่ 7
วเิ คราะห์อัฏฐสาลินี (อรรถกถา) ค่กู บั ธัมมสังคณี (พระอภิธรรมปฎิ ก)
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจาบท
เมือ่ ได้ศกึ ษาเนอื้ หาในบทน้แี ลว้ ผู้ศกึ ษาสามารถ
1. อธิบายโครงสรา้ งเนอ้ื หาอฏั ฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คู่กบั
ธัมมสงั คณี (พระอภธิ รรมปิฎก) ตามปรมัตถ์ 4 และ บัญญตั ธิ รรม 1 (7 คมั ภรี ์) ได้
2. อธิบายโครงสร้างเนือ้ หา อัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คู่กบั
ธมั มสงั คณี (พระอภธิ รรมปิฎก) ตามมาตกิ า (หัวข้อธรรม) คือ 22 ข้อ 100 ข้อ 42 ข้อ
3. อธิบายโครงสรา้ งเนอ้ื หาตามคมั ภีร์อรรถกถา (3 เลม่ ) คูก่ ับ
อภธิ รรม 7 คัมภีร์ (๑๒ เลม่ คือ เลม่ 34-45) ได้
4. วเิ คราะห์โครงสรา้ งเนอ้ื หาอัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คู่กับ
ธมั มสังคณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) ตามปรมตั ถ์ 4 และ บญั ญตั ิธรรม 1 ได้
5. วเิ คราะห์โครงสร้างเนือ้ หาอัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คกู่ ับ
ธัมมสงั คณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) ตามกณั ฑ์ (ตอน) ได้
ขอบขา่ ยเนอ้ื หา
ความนา
โครงสรา้ งเนื้อหาอฏั ฐสาลินี (อรรถกถา) ค่กู บั
ธมั มสังคณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) ปรมตั ถ์ 4 และ บัญญัตธิ รรม 1 (7 คัมภรี )์ ได้
โครงสรา้ งเนอ้ื หา อัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คู่กบั
ธมั มสังคณี (พระอภิธรรมปิฎก) มาติกา (หวั ข้อธรรม) คือ 22 ขอ้ 100 ข้อ 42 ข้อ
โครงสร้างคัมภีรอ์ รรถกถา (3 เลม่ ) คกู่ ับ
อภธิ รรม 7 คมั ภรี ์ (๑๒ เลม่ คือ เล่ม 34-45) ได้
วิเคราะห์โครงสร้างเน้อื หาอัฏฐสาลินี (อรรถกถา) คกู่ บั
ธมั มสงั คณี (พระอภิธรรมปฎิ ก) ได้
วเิ คราะห์โครงสรา้ งเนือ้ หาอฏั ฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คู่กับ
ธัมมสงั คณี (พระอภิธรรมปฎิ ก) ตามกณั ฑ์ทงั้ 4 (4 ตอน)
สรุปทา้ ยบท คาถามทา้ ยบท อ้างอิงประจาบท
108
ความนา
บทนี้ วิเคราะห์อัฏฐสาลินี (อรรถกถา) ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พทุ ธศักราช 2560 (พทุ ธโฆษาจารย์ รจนา) คู่กับ ธัมมสังคณี (พระอภิธรรมปิฎก)
ธัมมสังคณี คือ คัมภีร์แรก ในพระอภิธรรมปิฎกเป็นปิฎก พระไตรปิฎก มี 3 หมวด (84,000
ธรรมขนั ธ์ คอื หวั ข้อธรรม) คอื
1.พระวินยั ปิฎก เกย่ี วกบั ศลี ความเปน็ อยู่ ขนบธรรมเนยี ม และดาเนนิ กจิ การต่าง ๆ ของ
ภิกษสุ งฆ์ และ ภิกษณุ ี (มจี านวน 21,000 หัวข้อธรรม)
2.พระสตุ ตันตปฎิ ก เกย่ี วกับการอธิบายเน้ือหายาว กลาง รวมเน้ือหาเกย่ี วกับเรื่องเดียวกัน
รวมเน้ือหาจานวน 1-11 หัวข้อธรรม และเนื้อหาธรรมสนั้ ๆ (มีจานวน 21,000 ธรรมขนั ธ์)
3.พระอภธิ รรมปิฎก เกี่ยวกบั ปรมตั ถธรรม 4 และ บญั ญัตธิ รรม 1 (มีจานวน 42,000 ธรรมขนั ธ์)
พระอภิธรรมปิฎก คือ เนื้อหาที่เกี่ยวกับสภาวธรรมล้วน ๆ มิได้กล่าวถึง สัตว์ บุคคล สถานท่ี และ
เหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามาประกอบแต่อย่างใดท้ังส้ิน นับเป็นเน้ือหาธรรมท่ีละเอียด ลุ่มลึก ประเสริฐย่ิงกว่า
ธรรมทั้งปวง ซึ่งจะนาพาสรรพสัตว์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากปัญหาในชีวิตประจาวัน หรือ ไปสู่โลกสวรรค์
และ รับอารมณ์พระนิพพานได้ในทสี่ ุด
กล่าวถึงตอนพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 4 ทรงพิจารณาพระ
อภธิ รรม 7 คมั ภรี ์ 25 หลังจากนั้น พระองคเ์ สดจ็ ข้ึนไปโปรดพุทธมารดาสวรรคช์ ั้นดาวดึงส์ ติดต่อกันตลอด
พรรษา 3 เดือน ด้วยพลังบุญ (สัพพัญญุตญาณ) แสดงถึงความกตัญญูทดแทนข้าว และ น้านม
พทุ ธมารดา ๆ ได้เป็นประมุข เหลา่ เทวดาหมน่ื จกั วาล และ พรหมมาร่วมฟงั และหลงั จากนั้นไดท้ รงแสดง
แก่พระสารีบุตร ๆ นาเน้ือความมาแสดงแก่ศิษย์ของตน จานวน 500 ได้สาเร็จอรหัตตผล โดยได้ฟังพระ
อภิธรรมนั้น กาลต่อมาหลังพระพุทธองค์ได้ปรินิพพานล่วงไปแล้ว 3 เดือน พระสาวกท้ังหลายได้ทา
ปฐมสงั คาคายนา โดยมี พระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน และเปน็ ผูถ้ าม พระอุบาลีเถระ ผู้ตอบพระวนิ ัย
พระอานนท์เถระ ผ้ตู อบ พระสูตร และพระอภิธรรม ๆ และมพี ระอรหันต์เข้าร่วมสงั คายนาครั้งรแรก 500
รปู 26 นบั ว่าเปน็ คลังวิชาการทางพระพทุ ธศาสนาลว้ น ๆ สบื ทอดมาถึงทกุ วันนี้ มที ัง้ หมด 7 คัมภีร์ คือ
1. ธัมมสงั คณี (รวมเน้อื หาปรมตั ถธรรม 4 และ บัญญตั ิรรม หรอื ศกึ ษาชีวติ ตนเอง)
2. วภิ ังค์ (จาแนกปรมตั ถธรรม 4 ออกเปน็ สว่ น ๆ หรือ ศึกษาชีวติ ตนเอง)
3. ธาตกุ ถา (จัดรวมปรมัตถธรรม 4 เขา้ เป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ เขา้ กนั ได้ ไม่ได้)
4 ปคุ คลบญั ญตั ิ (แสดงปรมัตถธรรม 4 โดยบัญญัติ หรือ ศกึ ษาชวี ิตตนเอง)
25 วิ.ม. (ไทย) 4/บทนา/15.และ วิ.ม. (ไทย) 7/บทนา/39.
26 พระอธิการพรหมมาศ ธีรภทโฺ ท ,คมู่ อื การศกึ ษาปรมตั ถธรรม 4 หลกั สูตรชนั้ จฬู อาภิธรรมมิกะตรี มอบให้
อภธิ รรมโชตกิ ะวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรราชวทิ ยาลยั มลู นิธสิ ทั ธมั มโชตกิ ะ, (กรุงเทพมหานคร พิมพท์ ส่ี นองการพมิ พ์
,2536 ), หนา้ 1 - 76.(ตน้ ฉบบั มาจากอภธิ มั มัตถสังคหะ พระอนุรทุ ธาจารย์ ผรู้ จนา)
109
5. กถาวัตถุ (แสดงถาม-ตอบ หรือ โต้ตอบ ปรมัตถธรรม 4 เป็นเร่อื ง ๆ หรือ ศึกษาชีวิตตนเอง)
6. ยมก (แสดงปรมตั ถธรรม 4 เปน็ คู่ ๆ มอี นุโลม-ปฏโิ ลม หรือ ศกึ ษาชีวิตตนเอง)
7.ปฏั ฐาน (แสดงปรมตั ถธรรม 4 ตามปัจจัย 24 หรอื ศึกษาชวี ติ ตนเอง) 27
7.1 โครงสรา้ งเนื้อหาอรรถกถา (3 เล่ม) คูก่ ับ เนือ้ หาพระอภธิ รรม 7 คมั ภรี ์ (12 เล่ม)
ตามปรมตั ถธรรม 4 และบัญญัติธรรม สอดคล้องกับคู่มือการศึกษาปรมัตถธรรม 4
โครงสร้างเนื้อหาอรรถกถา (3 เล่ม ) คู่กับ เน้ือหาพระอภิธรรมปิฎก 7 คัมภีร์ (12 เล่ม) ตาม
ปรมัตถธรรม 4 และ บญั ญัตธิ รรม 1 สอดคลอ้ งกับคู่มือการศกึ ษาปรมัตถธรรม 4 มดี ังน้ี
1) จิต
ความหมาย คาว่า “จติ ” จติ หมายถงึ อาการรู้อารมณ์ คอื ไดร้ ับอารมณ์ 6 ได้แก่ สี เสยี ง กล่นิ
รส สมั ผสั รทู้ างกาย สมั ผัสรทู้ างใจ อยู่เสมอ มอี ยู่ 121/89 ดวง (อาการ)
จติ มี 9 ประเภท (เภทนยั ) คอื
1) ชาติ มี 4 คอื อกุศลชาติ กศุ ลชาติ วิปากชาติ กิริยาชาติ
2) ภูมิ มี 4 คอื กามภมู ิ รูปภมู ิ อรูปภูมิ โลกุตตรภมู ิ
3) โสภณ มี 2 คือ อโสภณะ โสภณะ
4).โลก มี 2 คอื โลกยี จิต โลกตุ ตรจิต
5) เหตุ มี 2 คอื มีเหตุ ไมม่ เี หตุ
6) ฌานมี 2 มีฌาน ไม่มีฌาน
7) เวทนา มี 5 คือ ทุกข์ทางกาย ทกุ ข์ทางใจ สุขทางกาย สขุ ทางใจ เฉย ๆ
8) สมั ปโยค (ประกอบ) คือ สมั ปยตุ ต์ (ประกอบ) วิปยตุ ต์ (ไมป่ ระกอบ)
9) สังขารริกจิต (การชักชวน) มี 2 คือ อสังขาริก (ไม่มีการชักชวน) สสังขาริก (มีการชักชวน
ศึกษา ภาพ 7.1 1.ปรมัตถธรรม 4 เร่ืองจิต
27 มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระไตรปฎิ ก พระอภิธรรมปิฎก ธมั มสังคณี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539). บทนา หน้า 10.
110
ภาพ 7.1 1 ปรมตั ถธรรม 4
111
2) เจตสิก (52 ดวง)
ความหมาย คาว่า “เจตสิก”
เจตสกิ หมายถงึ มี 4 อาการ คอื 1.อาการเกิด (ความคดิ เกดิ ผดุ ขึ้นมา) พร้อมกบั จติ
2.อาการดับ (ความคิด ดบั สนิ้ หายไป) พร้อมกบั จิต
3.รับอารมณ์ 6 อารมณ์ใด อารมณ์หนึง่ พรอ้ มกับจติ
4.อาศยั วัตถุ 6 (ประสาทรับร้ทู ง้ั 6) เกิดพร้อมกบั จติ
ไดช้ ่อื ว่า เจตสกิ คอื ครบ 4 อาการ หากขาดอาการใด อาการหนง่ึ จงึ ไมไ่ ด้ชอ่ื วา่ เจตสิก
เจตสกิ มี 3 ฝ่าย คอื
1) ฝ่ายกุศล 25 ดวง คอื
ศรัทธา (ความเช่ือกรรมและผลของกรรม และ เลีย่ มใสพระรตั นตรยั )
สติ (ระลกึ เกยี่ วกบั กุศลธรรม)
หริ ิ (ละอายต่อทุจรติ )
โอตตัปปะ (กลวั ต่อทุจริต)
อโลภะ (ไม่ติดในกามคุณใด)
อโทสะ (ไมป่ ระทษุ ร้าย)
ตัตตรมัชฌตั ตตา (เจตสิกทากิจของตนไม่ให้ย่ิงหยอ่ น)
กายปสั สัทธิ (ความสงบ) จิตปสั สทั ธิ (ความสงบ)
กายลหุตา (ความเบา) จติ ลหุตา (ความเบา)
กายมทุ ุตา (ความอ่อน) จิตตมุทตุ า (ความออ่ น)
กายกมั มัญญตา (ความควร) จิตตกมั มัญญตา (ความควร)
กายปาคุญญตา (ความคลอ่ งแคลว่ ) จิตตปาคญุ ญาตา (ความคล่องแคลว่ )
กายชุ ุกตา (ความซื่อตรง) จติ ตชุ กุ ตา (ความซื่อตรง)
สัมมาวาจา (เวน้ วจีทจุ ริต 4 ไมเ่ ก่ยี วกับอาชพี )
สัมมากัมมนั ตะ (เว้นกายทุจริต 3 ไมเ่ กย่ี วกบั อาชีพ)
สมั มาอาชีวะ (เกีย่ วกบั อาชพี เว้นวจที ุจรติ 4 กายทุจรติ 3)
กรณุ า (สงสารผทู้ ่ีได้รับความลาบากอยู่)
มทุ ุตา (ยนิ ดีกบั ผู้ที่ไดร้ ับความสุข)
ปัญญา (รตู้ ามความเป็นจรงิ )
112
2) ฝา่ ยอกุศล 14 ดวง คือ
โมหะ (หลง ไมร่ ู้ตามความเป็นจริง)
อหริ ิกะ (ไม่มคี วามละอายตอ่ ทจุ รติ )
อโนตตปั ปะ (ไม่กลัวตอ่ ทุจริต)
อทุ ธัทจะ (ความฟุ้งซา่ น)
โลภะ (ตดิ ใจในกามคุณ)
ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
มานะ (ความถือตน)
โทสะ (ประทุษรา้ ย)
อิสสา (ไม่พอใจ เกี่ยวกบั ทรพั ย์หรือวตั ถสุ งิ่ ของ และ ความดี มีมากกวา่ ตนเอง)
มจั ฉริยะ (หวงแหน ทรัพย์สมบัติ และ ความดี ของตน
กุกกุจจะ (ราคาญใจเรื่องทจุ ริตท่ที าไปแลว้ และ เรือ่ งสุจริตท่ียงั ไม่ได้ทา
ถีนะ (จติ เซื่องซึมและทอ้ ถอย)
มิทธะ (เจตสิกเซ่ืองซมึ และท้อถอย)
วจิ ิกจิ ฉา (จติ ลังเล สงสัย เก่ียวกับพระรัตนตรยั )
3) ฝา่ ยอัญญสมาน คือ ไมใ่ ช่กุศลอกุศล หรือ อัพพยากตธรรม มี 13 ดวง คือ
ผัสสะ (กระทบอารมณ์)
เวทนา (เสวยอารมณ์)
สญั ญา (จาอารมณ)์
เจตนา (กระตุ้นและชักชวนจิต เจตสกิ ทเ่ี กดิ รว่ มให้ทาหนา้ ทีข่ องตน)
เอกัคคตา (สมาธติ ัง้ อยู่ในอารมณเ์ ดียว)
ชีวติ ตินทรีย์ (รกั ษาจติ เจตสกิ ดวงอ่ืนที่เกิดรว่ ม คือ สมั ปยุตธรรม)
มนสกิ าร (มุ่งและนาสัมปยุตธรรมรับอารมณ)์
วติ ก (ยกสัมปยุตธรรมรบั อารมณ์หรอื คิดอารมณ์)
วิจาร (เคล้าคลึงอารมณ์)
อธโิ มกข์ (ตดั สนิ อารมณ)์
วิรยิ ะ (พยายามในอารมณ์)
113
ปีติ (ชื่นชมในอารมณ)์
ฉันทะ (ปรารถนาในอารมณ)์
ศึกษา ภาพ 7.1.2 เร่อื งเจตสิก
ภาพ 7.1.2 เจตสิก 52 ดวง
114
3) รูป (28รปู )
ความหมาย คาวา่ รูป
รูป หมายถึง สงิ่ ทส่ี ลาย เชน่ ความร้อน ความเย็น ยอ่ มเลี่ยนแปลงสลายไป
รูป มี 2 ประเภท คือ
2.1 รปู แท้ (นปิ ผันรูป) คือ 18 รปู ไดแ้ ก่ มหาภูตรปู ,ปสาทรูป 5 เปน็ ต้น
2.2 รปู ไมแ่ ท้ (อนิปผันรูป) คือ 10 รปู ไดแ้ ก่ กายวิญญัติ วจวี ิญญัติ เปน็ ต้น
ศึกษา ภาพ 7.1.3 เรอ่ื งรูป 28
ภาพ 7.1.3 รปู 28
115
4) อารมณพ์ ระนพิ าน
ความหมาย คาวา่ อารมณพ์ ระนพิ พาน
อารมณ์พระนพิ พาน หมายถงึ ความสงบจากกเิ ลส หรอื รูปนาม หรือ ขันธ์ 5 คอื
สนั ติลักษณะ (1 อาการ)
พระอรหนั ตม์ ีชีวติ คือ สอุปาทเิ สสนิพพาน และ พระอรหนั ต์ไม่มีชีวิต คือ
อนปุ าทิเสสนิพาน (2 อาการ)
สญู ส้ินจากกิเลสสังโยชน์ คือ สุญญตนิพพาน สว่ นไม่มนี ิมิต คือ อนิมิตตนิพพาน และไมม่ ีอารมณ์
โลภะ คือ อปั ณิหิตนิพพาน (อาการ 3) 28
5) บัญญตั ธิ รรม
ความหมาย คาว่า บัญญัตธิ รรม
บัญญตั ิธรรมคอื สมมตุ ิสัจจะ (จรงิ สมมตุ ิ) หรือ ส่วนเนื้อหานอกปรมัตถ์ธรรม คือ บัญญัติธรรม)
คอื การตั้งช่ือต่างๆ นาย นาง ชอ่ื คน สตั ว์ สง่ิ ของ หรอื ชอื่ สถานท่ี เพียงแต่เป็นช่ือสมมุติ เทา่ น้นั ไมม่ ี
สภาวธรรมจริงปรมัตถ์ เป็นต้น 29
7.2 โครงสร้างเน้ือหาตามตามช่ือ คัมภีร์อรรถกถา 3 เล่ม คู่กับ พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
(เลม่ 34-45)
โครงสรา้ งเนือ้ หาตามอรรถกถาพระอภธิ รรมปิฎกทพี่ ระพุทธโฆษาจารย์ได้รจนาไว้ มี 3 เล่ม ตาม
คัมภรี ์ คือ
1. อัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) อธิบาย ธมั มสังคณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เลม่ 34
2. สัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา) อธบิ าย วภิ ังค์ (พระอภิธรรมปิฎก) เล่ม 35
3. ปัญจปกรณ์ (อรรถกถา) อธิบาย 5 คมั ภรี ์ หรือ เลม่ 36-45 รวมเป็น 10 เล่ม คอื
ธาตุกถา (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เลม่ 36
28 พระอธิการพรหมมาศ ธรี ภทฺโท, คู่มอื การศกึ ษาปรมตั ถธรรม 4 หลกั สตู รชน้ั จฬู อาภธิ รรมมกิ ะตรี มอบให้
อภธิ รรมโชตกิ ะวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรราชวิทยาลยั มลู นธิ สิ ัทธมั มโชติกะ , (กรงุ เทพมหานคร พมิ พท์ ่ีสนองการพมิ พ์
,2536 ), หนา้ 1 76.
(ต้นฉบับมาจากอภิธมั มัตถสังคหะ พระอนรุ ุทธาจารย์ ผรู้ จนา)
29 มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,พระไตรปิฎก พระอภธิ รรมปิฎก ธัมมสงั คณี
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539).
116
ปุคคลบัญญัติ (พระอภธิ รรมปิฎก) เล่ม 37
ยมก (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เล่ม 38-39
ปฏั ฐาน (พระอภธิ รรมปิฎก) เลม่ 40-45 30
7.3 โครงสรา้ งเนื้อหาตามหัวข้อธรรม (มาตกิ า) อรรถกถา (22-100-42) คูก่ บั
ธัมมสังคณี (22 หัวขอ้ ธรรม-100 หัวขอ้ ธรรม-42 หัวข้อธรรม) พระอภธิ รรมปิฎก
โครงสรา้ งเน้ือหาตามหวั ขอ้ ธรรม (มาตกิ า) อรรถกถา (22-100-42) คู่กับ ธมั มสงั คณี
(22 หวั ขอ้ ธรรม-100 หวั ขอ้ ธรรม -42 หวั ขอ้ ธรรม ) ตามหัวขอ้ ธรรม
ธัมมสังคณี เปน็ คมั ภีรเ์ ลม่ แรกของพระอภธิ รรมปิฎก
คาว่า “ธมั มสงั คณี” นี้เป็นบทสมาส ธัมมะ + สังคณี
ธัมมะ หมายถงึ สภาวธรรมลว้ น ๆ ไมเ่ กยี่ วกับอตั ตา ตวั ตน สัตว์ บุคคล เรา เขา
สงั คณี หมายถึง การรวบรวม หรือ การนับจานวนสภาวธรรม
ธมั มสงั คณี หมายถึง รวบรวมสภาวธรรมปรมัตถล์ ้วน ๆ แยกเป็น 22 หัวข้อธรรม (ติกมาตกิ า)
100 หัวขอ้ ธรรม (ทุกมาติกา) 42 หวั ข้อธรรม
ส่วนคาว่า อฎั ฐสาลนี ี คือ ชื่ออรรถกถา อฏั ฐะ หมายถงึ เนอื้ ความ หรอื เนื้อหา
สาลนิ ี หมายถงึ มีเน้ือความไมฟ่ ั่นเฝือ ผูร้ จนา เลือกถอ้ ยคามาดีแลว้ เป็นอยา่ งดี
ดงั นน้ั รวมเปน็ อัฏฐสาลนิ ี หมายถงึ ถอ้ ยคา ท่ีนามา อธบิ ายไดค้ ัดกรองมาดแี ลว้ เอาแต่คาศัพท์
ทจี่ าเป็น ซึง่ ทาหนา้ ทอี่ ธิบาย คมั ภรี ธ์ ัมมสังคณี พระไตรปิฎกเลม่ 34
มาตกิ า (หัวข้อธรรม) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. ติกมาติกา คือ การอธิบาย 3 หัวข้อธรรม มีจานวน 22 หวั ข้อธรรม (ตกิ ะมาตกิ า) ตวั อย่าง
กุสลา ธมฺมา 1) กุสลตกิ ะ
อกสุ ลา ธมมฺ า สภาวธรรมท่ีเป็นกศุ ล
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ อกุศล
30 มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระอภิธรรมปิฎก อัฏฐสาลนิ ี
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2560)
117
อพยฺ ากต ธมมฺ า สภาวธรรมทเี่ ปน็ อพั ยากฤต
2) เวทนาตกิ ะ
สขุ าย เวทนาย สมฺปยตุ ฺตา ธมมฺ า. สภาวธรรมทีส่ มั ปยตุ ด้วยสุขเวทนา
ทกุ ขฺ าย เวทนาย สมปฺ ยตุ ตฺ า ธมมฺ า. สภาวธรรมท่สี ัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
อทกุ ฺขมสขุ าย เวทนาย สมปฺ ยตุ ฺตา ธมมฺ า. สภาวธรรมท่สี ัมปยตุ ดว้ ยอทุกขมสขุ เวทนา
มคฺคารมฺมณา ธมมฺ า. 16) มัคคารมั มณติกะ
มคคฺ เหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมทีม่ มี รรคเป็นอารมณ์
มคฺคาธิปตโิ น ธมมฺ า. สภาวธรรมท่มี มี รรคเป็นเหตุ
สภาวธรรมทมี่ ีมรรคเป็นอธบิ ดี เป็นต้น
(4-15 และ ขอ้ อน่ื ๆ ไมน่ ายกมาเป็นตัวอยา่ ง เพยี งใหร้ วู้ ่า ติกมาติกา แยกเป็น 3 หวั ขอ้ ธรรม)
2. ทุกมาติกา คือ การอธิบาย 2 หัวขอ้ ธรรม มีจานวน100 หัวข้อธรรม (มาติกา).
1) สญั โญชนทุกะ
สญโฺ ญชนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เปน็ สงั โยชน์
โน สญฺโญชนา ธมมฺ า. สภาวธรรมท่ไี ม่เป็นสงั โยชน์
2) สญั โญชนิยทกุ ะ
สญโฺ ญชนยิ า ธมมฺ า. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อารมณ์ของสังโยชน์
อสญโฺ ญชนยิ า ธมมฺ า. สภาวธรรมท่ไี ม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์
3. สตุ นั ติกทุกมาตกิ าคอื หัวข้อธรรม มจี านวน 42 มาติกา ตัวอย่าง
1) สมถวิปสั สนาทกุ ะ
สมโถ จ. สมถะ
วิปสฺสนา จ. วิปัสสนา
118
2) สมถนมิ ติ ตทกุ ะ
สมถนิมติ ฺตญฺ จ. นิมิตแหง่ สมถะ
ปคฺคาหนิมิตฺตญฺ จ. นิมติ แหง่ ความเพียร เป็นต้น
สรปุ รวม 142 ทุกะ (ทุกมาติกา 100 หัวข้อธรรม สุตนั ติกทุกมาติกา 42 หวั ข้อธรรม)
7.4 วิเคราะห์โครงสรา้ งเนอื้ หา อรรถกถา (อัฏฐสาลินี) คู่กับ พระอภธิ รรมปฎิ ก (ธัมมสงั คณี)
ตามปรมตั ถธรรม 4 และ บัญญตั ธิ รรม
ตารางวิเคราะห์โครงสรา้ งเนอ้ื หาอรรถกถา (อัฏฐสาลนิ ี) คกู่ ับ พระอภิธรรมปิฎก (ธัมมสงั คณี)
ตามปรมัตถธรรม 4 และ บัญญัตธิ รรม สงั เกตการอธบิ ายตาม ตัวอยา่ ง วเิ คราะหต์ าม ตาราง 7.4
ตาราง 7.1
โครงสร้างเนอื้ หาอรรถกถา (อัฏฐสาลนิ ี) 31 โครงสร้างเน้ือหาธมั มสงั คณี 32
มหากศุ ลจติ 8 ดวง หน้า 356 มหากุศลจิต 8 ดวง หนา้ 27
ดวง 1 ไม่ได้ อธิบาย ดวงที่ 1 อธบิ าย สภาวธรรม
ดวง 2 อธบิ าย มีเหตุชกั ชวน หมายถงึ ไมใ่ ช่สัตว์ ไมใ่ ช่ชีวิต
ดวง 3 อธบิ าย ไมป่ ระกอบ เป็นแต่ สภาวธรรมเทา่ นั้น
ด้วยญาณ ดวง 2 อธบิ าย มเี หตชุ ักชวน
ดวง 4 อธิบาย มเี หตชุ กั ชวน ดวง 3 อธิบายไมป่ ระกอบดว้ ยญาณ
ดวง 4 อธิบายมเี หตุชกั ชวน
31 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระอภิธรรมปฎิ ก อัฏฐสาลนิ ี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2560)
32มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระไตรปฎิ ก พระอภธิ รรมปฎิ ก ธัมมสงั คณี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2539).
119
ดวง 5 ประกอบดว้ ยอเุ บกขา เปน็ ตน้ ดวง 5-6 อธบิ ายประกอบด้วย
ดวงท่ี 6-8 ไม่ไดอ้ ธบิ าย อุเบกขา ดวง 7-8 อเุ กขาไม่
(เจตสิกเกิดร่วมกบั จติ ) ประกอบดว้ ยปัญญา
ปฐมฌาน 3 หน้า 369 ปฐมฌาน 3 หนา้ 57
(องค์ฌาน 5) (องคฌ์ าน 5)
มรรค หนา้ 499 มรรค หนา้ 89
(องคม์ รรค 8 ) (องค์มรรค 8 )
จติ 89/121 เจตสิก 52 รปู 28 นิพพาน เจตสิก 52 รูป 28 นิพพาน
และบญั ญัตธิ รรม และบญั ญัติธรรม
ผลการวิเคราะหอ์ ่านค่อนขา้ งยาก ผลการวเิ คราะหอ์ ่านค่อนข้างยาก
หากผทู้ ีไ่ ม่ไดเ้ รียนมาก่อน หากผทู้ ไี่ ม่ได้เรียนมาก่อน
7.5 วเิ คราะห์โครงสร้างเนื้อหาอรรถกถา (อัฏฐสาลนิ ี) คกู่ บั พระอภธิ รรมปฎิ ก
(ธมั มสงั คณี) ตามลาดบั กัณฑ์ (ตอน)
วิเคราะห์โครงสรา้ งเนื้อหาอรรถกถา (อฏั ฐสาลินี) คกู่ บั พระอภิธรรมปิฎก (ธัมมสงั คณี)
ตามลาดับกัณฑ์ (ตอน หรือ ปรจิ เฉท )
แนะนาเทคนิคในการวิเคราะห์ อัฏฐสาลินี กับ ธัมมสงั คณี มีขนั้ ตอนดงั นี้
1) ใหศ้ กึ ษาเปรียบเทียบสารบัญ จานวนหนา้ อฏั ฐสาลนิ ี ค่กู ับ ธัมมสงั คณี
2) ศึกษาความหมาย ชื่อเรือ่ งตามบทในสารบัญนน้ั ๆ ใหเ้ ข้าใจชัดเจน
120
3) ใหศ้ ึกษาเก่ียวกบั เนื้อหาเปรียบเทียบไปทีละบท และสรปุ การอธบิ าย ความเหมอื นความ
แตกต่างใหช้ ดั เจนตามลาดับสารบญั จะวเิ คราะห์ไดช้ ดั เจนมากขึ้น
ตาราง 7.2
กณั ฑ์ (ตอน) อัฏฐสาลนิ ี ธมั มสงั คณี ขอ้ สังเกต
1. จติ เจตสิก 22 ตกิ มาตกิ า 22 ติกมาติกา ธมั มสงั คณ๊
(จติ ตุปปาทกณั ฑ)์ 100 ทุกมาติกา 100 ทกุ มาตกิ า อธิบายไวน้ อก
42 ทกมาติกา 42 ทกมาตกิ า
สารบญั
2.รูป (รปู กัณฑ์) หวั ข้อธรรม 1-11 หวั ข้อธรรม 1-11 อฏั ฐสาลินอี ธบิ าย
หวั ขอ้ ธรรม 1-9 เท่านั้น
3.ติกะและทุกะ สรุป สภาวธรรม โดย สรปุ สภาวธรรม โดย อัฏฐสาลนิ ี อธิบาย
(สรุปรวม) 1.มลู (เหตุ-รากเหง้า) 1.มูล (เหตุ-รากเหงา้ ) พรอ้ มยกตวั อย่าง
บา้ งเปน็ บางข้อ
(นกิ เขปกณั ฑ)์ คอื กุศลมลู 3 คือ กุศลมูล 3
สว่ น
2.ขันธ์(หมู่ กอง) คอื 2.ขนั ธ์(หมู่ กอง) คือ ธัมมสงั คณี
เวทนาขันธ์ท่ีสัมปยตุ เวทนาขนั ธท์ ีส่ ัมปยุต ไมอ่ ธบิ ายคาศัพท์
ด้วยกุศลมูล ด้วยกศุ ลมลู
3.ทวาร 3.ทวาร
(รบั อารมณ์) คือ (รับอารมณ)์ คือ
กายกรรม กายกรรม
(กายทวาร) (กายทวาร)
ที่มี ท่มี ี
กศุ ลมลู เปน็ เหตเุ กดิ กศุ ลมลู เป็นเหตุเกิด
121
4.สถานทเี่ กิด (ภูมิ) 4.สถานทเี่ กิด (ภูมิ)
5.ความหมาย(อรรถ) 5.ความหมาย(อรรถ)
6.องคธ์ รรม(ธรรม) 6.องค์ธรรม(ธรรม)
7.ช่ือ (นาม) 7.ชื่อ (นาม)
8.คาศัพท์ (ลิงค์) 8.คาศัพท์ (ลิงค์)
5-8 คือ เกยี่ วกบั 5-8 คอื เก่ียวกับ
ติกะทกุ ะท้งั สนิ้ ตกิ ะทุกะท้ังส้ิน
เรยี กวา่ โครงสร้าง เรยี กว่า โครงสรา้ ง
พ้นื ฐาน พน้ื ฐาน
4.ตกิ ะและทกุ ะ ยกเอา ยกเอา อฏั ฐสาลินี อธิบาย
(ยอ่ ใหส้ ัน้ ) 22 (ตกิ มาตกิ า) 22 (ติกมาติกา) องค์ธรรมเกิดรว่ ม
100 ทุกติกมาตกิ า 100 ทกุ ติกมาติกา พร้อมยกตัวอย่าง
(อัฏฐกถากัณฑ์) บา้ งเปน็ บางข้อ
มาสรปุ มาสรปุ
โดยยอ่ โดยยอ่ สว่ น
ธมั มสงั คณี
อธิบายคาศัพท์
โดยรวมไม่ได้
อธิบายเปน็ ขอ้ ๆ
122
สรปุ ทา้ ยบท
แนะนาการวิเคราะห์ หรือ ศึกษาอัฏฐสาลินี คูก่ ับ ธมั มสังคณี จะทาให้เข้าใจไดร้ วดเร็ว มขี ั้นตอน
ดังต่อไปนี้
1. ให้ศึกษา ความหมาย ความสาคัญ ความเป็นมา ช่อื เรือ่ งท่จี ะวเิ คราะห์ โดยยอ่ ให้ชดั เจน
2. ให้ศกึ ษา เนอื้ หา ปรมตั ถธรรมทัง้ 4 และ บัญญตั ิธรรม ใหช้ ัดเจน
3. ให้ศึกษาเน้อื หาโดยยอ่ ทงั้ 7 คัมภรี ์ ใหช้ ัดเจน
4. ใหศ้ ึกษา ชื่อคัมภีร์อรรถกถา 3 เลม่ อธบิ าย คกู่ ับ พระอภิธรรมปิฎก ใหช้ ดั เจน
5. ให้ศกึ ษาหัวขอ้ ธรรม 22 ตกิ มาตกิ า (3 หัวขอ้ ธรรม) แสดงโดยพระอภิธรรม
100 ทกุ มาตกิ า (2 หัวขอ้ ธรรม) แสดงโดยพระอภิธรรม
42 ทุกมาติก (2 หัวขอ้ ธรรม) แสดงโดยพระสตู ร
6. ให้ศึกษาตามลาดบั กณั ฑ์ เรอ่ื งจิต เจตสกิ รูป ติกมาตกิ า และ ทกุ มาติกา มาสรุปรวมกัน
7. ใหศ้ กึ ษาแนววเิ คราะหป์ รมตั ถธรรม 4 และ บัญญตั ขิ องบคุ คลอ่ืน ๆ (หากมี)
สรุปผลการวเิ คราะห์โดยภาพรวม อัฏฐสาลินี อธบิ าย คู่กับ ธัมมสงั คณี คือ
อา่ นค่อนขา้ งยาก หากผู้ท่ีไม่ได้เรียนพระอภธิ รรมปิฎกมาก่อน แตถ่ ้าหากผู้ศึกษา หรอื นิสิตได้ปฏบิ ตั ิตาม
คาแนะนาก็จะงา่ ย และ สะดวกตอ่ การศกึ ษาทาให้เกิดความเข้าใจไดร้ วดเร็วมากยง่ิ ข้ึน
123
คาถามประจาบท
1. อธิบายโครงสร้างเนื้อหาอัฏฐสาลนิ ี (อรรถกถา) คกู่ บั
ธมั มสังคณี (พระอภธิ รรมปิฎก) ตามปรมตั ถ์ 4 และ บญั ญตั ิธรรม 1 (7 คัมภรี )์
2. อธิบายโครงสร้างเนือ้ หา อัฏฐสาลินี (อรรถกถา) คู่กับ
ธัมมสังคณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) ตามมาตกิ า (หวั ข้อธรรม) คอื 22 ขอ้ 100 ขอ้ 42 ข้อ
3. อธิบายโครงสร้างเนื้อหาตามคัมภีร์อรรถกถา (3 เลม่ ) ค่กู บั
อภิธรรม 7 คัมภรี ์ (๑๒ เล่ม คือ เลม่ 34-45)
4. วิเคราะห์โครงสรา้ งเนื้อหาอฏั ฐสาลินี (อรรถกถา) ค่กู บั
ธมั มสงั คณี (พระอภธิ รรมปิฎก) ตามปรมตั ถ์ 4 และ บัญญัติธรรม 1
5. วิเคราะห์โครงสรา้ งเนอื้ หาอัฏฐสาลินี (อรรถกถา) ค่กู ับ
ธัมมสังคณี (พระอภธิ รรมปฎิ ก) ตามกัณฑ์ (ตอน)
124
อ้างองิ ประจาบท
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระอภธิ รรมปฎิ ก อฏั ฐสาลนิ ี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2560).
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539).
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปฎิ ก พระวินยั ปิฎก มหาวรรค ภาค 1
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2539).
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ ก พระวนิ ัยปิฎก จูฬวรรค ภาค 2
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539).
พระอธิการพรหมมาศ ธีรภทฺโท, คู่มือการศึกษาปรมัตถธรรม 4 ชั้นจูฬอาภิธรรมมิกะตรี มอบให้
อภธิ รรมโชติกะวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรราชวทิ ยาลัย มูลนิธสิ ัทธมั มโชตกิ ะ,
(กรงุ เทพมหานคร: พิมพท์ ่ี สนองการพิมพ์, 2536 ), หน้า1-76. (ตน้ ฉบบั มาจากอภธิ มั มตั ถสังคหะ
พระอนุรทุ ธาจารย์ ผู้รจนา)
125
บทที่ 8
วิเคราะห์ ขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 สมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คกู่ ับ
ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 วิภงั ค์ (พระอภธิ รรมปิฎก) เลม่ 35
วัตถุประสงค์การเรยี นประจาบท
เม่ือไดศ้ ึกษาเน้ือหาในบทนี้แลว้ ผู้ศกึ ษาสามารถ
1.อธบิ ายความหมาย ความสาคัญ คมั ภรี ์สัมโมหทวิโนทนี ค่กู บั คัมภรี ว์ ิภงั ค์ได้
2.อธิบาย คาศัพท์ตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งสัมโมหทวิโนทนี คกู่ ับ คมั ภีรว์ ิภังคไ์ ด้
3.บอกวิธกี ารจาแนกโครงสรา้ งเน้ือหาสมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) ค่กู บั วิภังค์
(พระอภิธรรมปฎิ ก) เล่ม 35 ได้
4.บอกเนอื้ หาสมั โมหวิโนทนี (อรรถกถา) คู่กับ วภิ ังค์ (พระอภิธรรมปิฎก) เลม่ 35 ได้
5.วเิ คราะห์ ขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 สัมโมหวิโนทนี (อรรถกถา) คกู่ ับ
ขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 วภิ ังค์ (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เลม่ 35 ได้
ขอบขา่ ยเนื้อหา
ความนา
ความหมาย ความสาคญั คัมภีร์สมั โมหทวิโนทนี คกู่ บั คมั ภรี ว์ ิภงั ค์
คาศัพทต์ า่ ง ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ งสมั โมหทวโิ นทนี คู่กับ คัมภีร์วภิ ังค์
วิธกี ารจาแนกโครงสรา้ งเนือ้ หาสมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คกู่ บั วภิ ังค์
(พระอภธิ รรมปฎิ ก) เล่ม 35
เน้อื หาสมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คกู่ ับ วภิ ังค์ (พระอภิธรรมปฎิ ก) เล่ม 35
วิเคราะห์ ขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 สัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คกู่ บั
ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 วภิ ังค์ (พระอภธิ รรมปิฎก) เล่ม 35 ได้
สรุปทา้ ยบท
คาถามท้ายบท
อ้างองิ ประจาบท
126
ความนา
บทน้ี วิเคราะห์ สัมโมหวิโนทนี (อรรถกถา) คู่กับ วิภังค์ (พระอภิธรรมปิฎก) เล่ม 35 ก่อนจะที่
วิเคราะห์ ให้นิสิต หรือ ผู้สนใจ ศึกษาความหมาย ความสาคัญ การใช้คาศัพท์ต่าง ๆ วิธีการจาแนก
โครงสร้างเนื้อหาคัมภีร์สัมโมหทวิโนทนี คู่กับ คัมภีร์วิภังค์ พอเป็นพ้ืนฐานเบ้ืองต้นเสียก่อน จึงจะได้ง่าย
สนกุ เพลดิ เพลนิ ในการเรยี นร้เู กีย่ วกับชีวิตตนเอง และ สะดวกตอ่ การวเิ คราะห์ มเี น้ือหาตามลาดบั ดงั น้ี
8.1 ความหมาย ความสาคญั คัมภรี ส์ มั โมหทวิโนทนี คกู่ ับ คัมภรี ว์ ิภังค์
ความหมาย คาว่า “สมั โมหวิโนทนี” (อ่านว่า สา-โม-หะ-วิ-โน-ทะ-น)ี แปลวา่ คัมภีร์บรรเทา
(ลดลง ขจัด) ความโง่เขลา
สมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) หมายถงึ อรรถกถา ได้อธิบาย วิภังค์ (พระอภิธรรมปฎิ ก) เล่ม 35
ดงั ปรากฏในโครงสร้างเน้ือหาอรรถกถา (ฉบับพระพุทธโฆษาจารย์ รจนา 3 เลม่ ) อธบิ าย
พระอภธิ รรมปฎิ กตามลาดับ ดงั นี้
1. อฏั ฐสาลินี (อรรถกถา) อธิบาย ธัมมสงั คณี เล่ม 34
2. สมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) อธิบาย วิภงั ค์ เลม่ 35
3. ปญั จปกรณ์ (อรรถกถา) อธิบาย 5 คัมภรี ์ 10 เล่ม คอื
ธาตกุ ถา -ปุคคลบญั ญัติ เลม่ 36
กถาวตั ถุ เลม่ 37
ยมก เลม่ 38-39 (2 เลม่ )
ปัฏฐาน เล่ม 40-45 (6 เล่ม)
พระอภธิ รรมปฎิ ก 7 คัมภรี ์ มีโครงสรา้ งเนื้อหา (โครงสร้างชีวิตตนเอง) โดยย่อ ดงั น้ี
1.ธมั มสงั คณี หมายถงึ รวม ยกปรมัตถธรรม 4 และบญั ญตั ธิ รรม มาตง้ั ไว้เป็นหมวด หมู่ เปน็ ตน้
2.วิภงั ค์ หมายถงึ ยกปรมัตถ์ธรรม 4 จาแนกกระจายแยกเป็นส่วน ๆ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นตน้
3.ธาตกุ ถา หมายถึง ยกปรมตั ถธรรม 4 จดั กล่มุ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เขา้ กันได้ไมไ่ ด้ เปน็ ต้น
4.ปคุ คลบญั ญตั ิ หมายถงึ ยกปรมัตถธรรม 4 แสดงโดยบัญญตั ิ (จรงิ สมมตุ ิสัจจะ) เป็นต้น
5.กถาวัตถุ หมายถึง ยกปรมัตถธรรม 4 ตั้งคาถาม-คาตอบเป็นเร่อื ง ๆ เป็นตน้
6.ยมก หมายถึง ยกปรมัตถธรรม ตั้งคาถามเป็นคู่ ๆ มอี นุโลม ปฏิโลมปจุ ฉา เปน็ ต้น
7.ปฏั ฐาน หมายถึง ยกปรมัตถธรรม 4 แสดง อยา่ งกวา้ งขวาง พิสดารตามปัจจัย 24 เปน็ ตน้ 33
33มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระอภิธรรมปิฎก สัมโมหวโิ นทนี
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2560)
127
ความหมาย คาว่า “ วิภังค”์
วิภังค์ หมายถึง คัมภีร์ที่ 2 ของพระอภิธรรมปิฎก แปลตามศัพท์ว่า การจาแนก หรือ กระจาย
วภิ ังค์ คือ การจาแนกสภาวธรรมปรมัตถธรรม 4 แบ่งออกเป็นส่วน ๆ อย่างกว้างขวาง และ พิสดาร ลึกซึ่ง
สุขุม คอื จาแนกแนวพระสูตร พระอภธิ รรม และแนวถามตอบปัญหาเป็นวิธีการจาแนกทสี่ มบูรณม์ ากที่สดุ
ความสาคัญ คอื ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระราชา ผทู้ รงอปุ ถัมภ์ ในการทาสังคายนาครั้งที่
3 โดยใช้กระบวนการการคัดเลือกพระภิกษุสงฆ์ปลอม หรือ พระภิกษุสงฆจ์ รงิ โดยใช้วิธีการถามตอบ เป็น
เคร่ืองตัดสิน ถ้าตอบอย่างอืน่ ถือว่า ภิกษปุ ลอม และมีความสาคัญคอื เพ่ือให้ผฟู้ งั ได้บรรลุมรรคผล สง่ ผลดี
สืบตอ่ อายพุ ระพทุ ธศาสนาใหม้ นั่ คงต่อไป 34
8.2 คาศพั ท์ตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งสัมโมหทวโิ นทนี คู่กบั คมั ภีรว์ ภิ งั ค์
ศึกษาคาศัพท์ ความหมาย และ การใช้คาศัพท์ต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกบั คัมภีร์สัมโมหทวิโนทนี คู่กับ
คัมภีรว์ ิภังค์ มี ดังน้ี
1.อุเทส (ขอ้ ความแมบ่ ท) –วภิ ังค์ (ขอ้ ความขยายจาแนก)
2.มาติกา (หัวข้อใหญ่) -วิภงั ค์ (ข้อความขยายจาแนก)
3.อุเทส (ยกหวั ข้อขนึ้ มาแสดง) -นิเทส (ยกหัวข้อขยาย)
4.มาตกิ า (หัวขอ้ ใหญ่) – นเิ ทส (หวั ขอ้ ขยาย)
5.สงั เขป (หัวขอ้ ใหญ่) – วิตเถระ (หวั ข้อขยาย)
6.มาติกา (หัวขอ้ ใหญ่) –ปทภาชะนี (ขอ้ ความอธบิ ายรายละเอยี ด)
7.วิภังคธรรม (ธรรมของพระพทุ ธองค)์
8.สวุ ภิ ตั ตธรรม (ธรรมที่แยกแยะมาเปน็ อย่างด)ี
9.วิภงั ค์ (จาแนก 3 แนวคือ แนวพระสุตตันตปฏิ ก แนวพระอภธิ รรมปฎิ ก แนวถามตอบปัญหา)
10.ธรรมสงั คณี (ปรมัตถธรรม 4)-วิภงั ค์ (ข้อความขยายจาแนก)
11.วิภัชวาทบี คุ คล (บุคคลผู้กล่าวจาแนก) เปน็ ตน้
วิภัชวาทีบุคคล (บุคคลผู้กล่าวจาแนก) พระพุทธองค์ทรงได้รับการยกย่องว่า เป็นนักวิภัชวาที
บุคคล เป็นผู้วิเคราะห์ท่ีสมบูรณ์มากทีส่ ุด เพราะไดท้ รงแสดงจาแนกปรมตั ถธรรม 4 และอธบิ ายดา้ นทเี่ ป็น
คุณ และ โทษ พระองค์ไม่เคยตรสั คาอย่างคลมุ เครือ หรือ ตรสั เพยี งแต่ด้านเดยี ว เปน็ ต้น
34 มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปิฎก พระอภิธรรมปฎิ ก วิภังค์
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2539)
128
8.3 วธิ ีการจาแนกโครงสร้างเนือ้ หาโมหวิโนทนี คกู่ บั วภิ ังค์ (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เล่ม 35
วธิ ีการจาแนกโครงสร้างเน้ือหาสัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คู่กับ วิภังค์ (พระอภิธรรมปิฎก) เล่ม
35 แสดงเป็น ตาราง 8.1 ไดด้ งั นี้
ตาราง 8.1
วธิ ีการจาแนกโครงสรา้ งเน้ือหามโมหวิโนทนี (อรรถกถา) คกู่ ับ วิภงั ค์ (พระอภิธรรมปฎิ ก) เล่ม 35
แนวพระสุตตันตปฎิ ก แนวพระอภธิ รรมปฎิ ก แนวถามตอบปัญหา
การจาแนก การจาแนก การจาแนก
ตามอธั ยาศยั ไม่แสดงถึงบคุ คล ยกเอาตกิ ะและ
ตามจรติ ของ เวลา สถานท่ี แต่ ทุกะ มาต้ัง
ผู้ฟงั มุ่งเลอื ก แสดงองค์ธรรม เปน็ คาถาม
ให้ผู้ฟังบรรลุ โดยนยั ต่างๆ คาตอบจาก
มรรคผลในขณะ ให้สมบูรณ์เท่าน้ัน ตกิ ะ 66 บท
นัน้ ๆ ยกเอา โดยยกเอา ทกุ ะ 200 บท
สภาวธรรม สภาวธรรม โดยยกเอา
มาแสดงอย่าง มาแสดงอย่าง สภาวธรรม
ลุ่มลกึ สุขมุ ลุ่มลึก สุขุม มาแสดงอย่าง
ยกเอาติกะและ ยกเอาตกิ ะและ ลมุ่ ลึก สขุ มุ
ทุกะมาจาแนก ทุกะมาจาแนก ยกเอาติกะและ
โดยขนั ธ์ โดยขนั ธ์ ทกุ ะมาจาแนก
อายตนะ อายตนะ โดยขันธ์ อายตนะ
ธาตุ เปน็ ต้น ธาตุ เปน็ ต้น ธาตุ เป็นต้น
129
8.4 เน้อื หาสัมโมหวิโนทนี (อรรถกถา) คกู่ บั วิภงั ค์ (พระอภิธรรมปิฎก) เลม่ 35
การนา หรือ การยกเอาเนื้อหาปรมตั ถธรรม 4 (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) รวมถึงแสดงหลักเกณฑ์
และ สาเหตุท่ที รงจัดเรียงลาดับวภิ ังค์ 18 หัวขอ้ 2 คัมภีร์เนื้อหาไมแ่ ตกต่างกนั ตามตาราง 8.2 ดังน้ี
ตาราง 8.2
เนอ้ื หาสมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คู่กบั วิภงั ค์ (พระอภิธรรมปฎิ ก) เลม่ 35
เนือ้ หา สมั โมหวิโนทนี เน้อื หาวภิ ังค์
1.ขนั ธ์ 5 เหมาะสมกับบคุ คล 1.ขันธ์ 5เหมาะสมกบั บุคคล
ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ผ้มู ีปัญญาเฉยี บแหลม
2.อายตนะ 12 เหมาะสมกับ 2.อายตนะ 12 เหมาะสมกับ
บคุ คลผ้มู ีปัญญาปานกลาง บุคคลผูม้ ปี ัญญาปานกลาง
3.ธาตุ 18 เหมาะสมกับ 3.ธาตุ 18 เหมาะสมกับ
บคุ คลผมู้ ปี ัญญาเชอ่ื งชา้ บคุ คลผูม้ ปี ญั ญาเช่ืองช้า
4.อรยิ สัจ 4 เหมาะสมกับ 4.อริยสจั 4 เหมาะสมกบั
บคุ คลแทงตลอดสาเหตุ บคุ คลแทงตลอดสาเหตุ
การเกดิ ดบั ขนั ธ์ อายตนะ การเกดิ ดบั ขันธ์ อายตนะ
ธาตุ ธาตุ
5.อนิ ทรียเ์ หมาะสมกบั 5.อนิ ทรียเ์ หมาะสมกับ
บคุ คลอาศยั อนิ ทรีย์ บุคคลอาศยั อินทรยี ์
จงึ สามารถแทงตลอด จึงสามารถแทงตลอด
130
6.ปฏิจจสมุปบาทเหมาะสมกับ 6.ปฏจิ จสมปุ บาทเหมาะสมกับ
บคุ คลอาศยั อินทรียเ์ กิดขึ้น บคุ คลอาศยั อินทรียเ์ กดิ ขนึ้
7.สตปิ ัฏฐาน 4 7.สตปิ ฏั ฐาน 4
8. สัมมปั ปธาน 4 8. สัมมปั ปธาน 4
9. อทิ ธบิ าท 4 9. อทิ ธบิ าท 4
10. โพชฌงค์ 7 10. โพชฌงค์ 7
11. องคม์ รรค 8 ข้อ 7-11 11. องคม์ รรค 8 ข้อ 7-11
บุคคลจะตอ้ งเจรญิ บคุ คลจะตอ้ งเจรญิ
โพธปิ ักขิยธรรมเป็นหลกั โพธิปกั ขิยธรรมเปน็ หลัก
จึงจะบรรลมุ รรคผลได้ จงึ จะบรรลุมรรคผลได้
12. ฌาน เก้ือกูลแก่การเจริญ 12. ฌาน เกือ้ กูลแก่การเจริญ
โพธปิ ักขิยธรรม โพธิปักขยิ ธรรม
13. อัปปมญั ญา เมตตา กรุณา 13. อปั ปมัญญา เมตตา กรณุ า
มทุ ิตา อเุ บกขา เกอื้ กลู แก่ มุทิตา อุเบกขา เกื้อกลู แก่
การเจรญิ โพธิปกั ขยิ ธรรม การเจรญิ โพธปิ ักขิยธรรม
14. สิกขาบทเหมาะสมคือ 14. สกิ ขาบทเหมาะสมคอื
ศีลมีความสาคัญต่อสมาธิ ศลี มีความสาคญั ตอ่ สมาธิ
15. ปฏิสัมภิทา คอื แตกฉาน 15. ปฏิสมั ภิทา คอื แตกฉาน
(อรรถ-ธรรม-นิรตุ ติ-ปฏิภาณ) (อรรถ-ธรรม-นริ ตุ ติ-ปฏิภาณ)
16. ญาณคือ ปัญญา 16. ญาณคือ ปญั ญา
17. อกศุ ลธรรมต่าง ๆ 17. อกศุ ลธรรมตา่ ง ๆ
18. ธรรมเปรยี บเหมือนดวงใจ 18. ธรรมเปรียบเหมอื นดวงใจ
ยกเอาเน้อื หาปรมตั ถธรรม 4 ยกเอาเนือ้ หาปรมัตถธรรม 4
มาจาแนกเปน็ 18 หัวขอ้ มาจาแนกเป็น 18 หวั ขอ้
131
8.5 วิเคราะห์ ขนั ธ์ 5 (สมั โมหวิโนทน)ี ค่กู ับ ขันธ์ 5 (วิภงั ค)์ อภธิ รรมปฎิ ก เลม่ 35
ภาพ 8.1
รูปขันธ์ หมายถงึ รูป 28 (เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขันธ์ (เจตสิก 50) เกิดร่วมกบั จิต
หรือ วิญญาณขันธ์ (จติ 89/121)
คาวา่ “ขนั ธ์” มี 3 ความหมายของสภาวธรรม คือ
1. อาการว่างจากอัตตา ไร้ตัวตน
2. ขนั ธท์ ้งั 5 เปน็ ท่ีเกดิ แห่งชาติ ชรา มรณะ และเป็นอาหารของความทุกข์ (ชาติ ชรา
มรณะ) เคย้ี วกนิ (เกดิ เอง กินเอง หนีพ้น คือ อรหันต์)
132
3.รวมอาการ 11 สภาวธรรมยอ่ ย หรือ 11 ประเภท คือ
1) ปจั จบุ นั 2) อดตี 3) อนาคต
4) ภายนอก (คนอืน่ ) 5) ภายใน (ตนเอง)
6) หยาบ 7) ละเอยี ด
8) เลว 9) ประณีต
10) ใกล้ 11) ไกล
สาหรับ นพิ พาน เป็นขันธ์ไม่ได้ เป็นขันธวิมุตต์ เพราะไม่มี 11 สภาวธรรม
วเิ คราะห์ขนั ธ์ 5 (สัมโมหวิโนทนี) คู่กบั วิภงั ค์ (อภธิ รรมปิฎก) ตามตาราง 8.3 ดังนี้
ตาราง 8.3
วเิ คราะห์ขันธ์ 5 (สมั โมหวโิ นทนี) คูก่ ับ วภิ งั ค์ (อภธิ รรมปิฎก)
แยกรปู -นาม ขนั ธ์ 5 แยกรูป-นาม
สัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา)
แนวพระสตุ ตันตปฎิ ก แนวพระอภธิ รรมปฎิ ก แนวถามตอบปัญหา
อธบิ ายสภาวธรรม อธิบายสภาวธรรม อธบิ ายสภาวธรรม
รปู ขันธ์ หมายถงึ ตัวอยา่ ง คือ บรรดาขนั ธ์ 5
รปู ปจั จบุ นั อดตี ยกเอา เท่าไรเปน็ กุศล
อนาคต ย่อม รูปขนั ธ์ ขันธ์เท่าไร
เปลีย่ นแปลงไป มาแสดง เปน็ อกุศล
เพราะความรอ้ น พิสดาร ขันธ์เท่าไรเปน็
ความเยน็ 11 คู่ คือ อัพยากฤต
เปน็ ตน้ คู่ 1 คือ ในการตอบ
ในภพหนง่ึ ของคน รปู ภายใน คาถามทรง
133
หนึ่ง ๆ รูปก่อน ได้แก่ ปสาทรปู 5 ยกเฉพาะที่
ปฏิสนธิช่อื วา่ เปน็ รูปภายนอก ตอบได้
รปู ในอดีต ไดแ้ ก่ รูปที่ เทา่ นนั้
รปู ท่ีจตุ ิชอ่ื ว่า เหลอื 23 รูปขันธเ์ ป็น
รปู ทเ่ี ปน็ อนาคต อพั ยากฤต
รปู ทอ่ี ยู่ 2 กาล คู่ 2 คอื รูปเป็นท่ี คือ ร่างกาย
อาศัยเกิด ของจิต
ชือ่ ว่า รปู ท่เี ปน็ เจตสกิ , รปู ไมเ่ ปน็ ท่ี ขันธ์ 4
ปัจจบุ นั อาศยั เกิด ของจิต ทเี่ หลือ
หรือรปู สืบตอ่ เจตสกิ ไดแ้ ก่ คือเป็นกุศลก็มี
เวลาเช้า เย็น ปสาทรปู 5 เป็นอกุศลกม็ ี
กลางคนื กลางวนั หทยรปู 1
ชอ่ื ว่าเปน็ รูปปัจจบุ ัน ขนั ธ์ 4 เป็นนาม
รปู ทเ่ี กดิ ก่อน คู่ 3 คือ รูปที่ ได้แก่
ชอ่ื วา่ รปู อดตี เป็นเหตุ เวทนาขันธ์
รูปที่เกิดทีหลัง การเกิดขน้ึ คอื ความรสู้ กึ
ชอื่ ว่า ของปญั จทวารวิถี
รูปอนาคต กายกรรม สัญญาขนั ธค์ ือ
สว่ นอธบิ าย วจีกรรม มี 7 ความจา
ขันธ์อน่ื ๆ คอื ไดแ้ ก่ (ปสาทรูป 5,
เวทนาขันธ์ วญิ ญตั ริ ูป 2), สงั ขารขันธ์คือ
สญั ญาขนั ธ์ รูปที่ไมเ่ ปน็ เหตุ ความคดิ
สงั ขารขันธ์ การเกดิ ขึ้oของ
วิญญาณขนั ธ์ ปญั จทวารวถิ ี วิญญาณขนั ธค์ ือ
อธิบายลกั ษณะ (รปู ท่ีเหลอื คือ จติ รบั รู้
ทานองเดยี วกัน 21 รูป) ฯลฯ ฯลฯ
-------------------------------------- -------------------------------------- --------------------------------------
แยกรปู นาม ขันธ์ 5 (วภิ ังค)์ อภิธรรมปฎิ ก แยกรปู นาม
แนวพระสตุ ตันตปิฎก แนวพระอภธิ รรมปฎิ ก แนวถามตอบปัญหา
134
อธิบาย หมวดละ 1 ตกิ ะ (3) มาติกา
สภาวธรรม รปู 28 ทั้งหมด ทกุ ะ (2) มาตกิ า
รปู ขนั ธ์ หมายถึง ไม่เป็นเหตุ
รูปปจั จุบัน อดีต ไมม่ เี หตุ เป็นตน้ ขันธ์ 5
อนาคต ภายใน หมวดละ 2 ขันธ์เท่าไร
ภายนอก หยาบ รปู ทเี่ ห็นได้ก็มี เป็นกศุ ล
ละเอยี ด ช้ันต่า ไมเ่ ห็นได้ก็มี เท่าไร
ชนั้ ประณตี รปู ไกล หมวดละ 3 เป็นอกุศล
รูปใกล้ รปู ทเ่ี ปน็ ภายใน เทา่ ไร
เวทนาขันธ์ เป็นอุปาทายรูป
สญั ญาขนั ธ์ รูปที่เปน็ ที่เปน็ อพั ยากฤต
สงั ขารขนั ธ์ ภายนอก เปน็ ตน้
วญิ ญาณขันธ์ เปน็ อุปาทายรูปก็มี
อธิบายลักษณะ ไม่เปน็ อุปาทาย
ทานองเดยี วกัน รูป เปน็ ตน้ ฯลฯ
เป็นตน้
ผลการวิเคราะห์ ผลการวเิ คราะห์
ผลการวเิ คราะห์ สว่ นใหญ่เหมอื นกัน สว่ นใหญ่เหมือนกัน
ส่วนใหญ่เหมือนกนั ต่างกนั คอื อรรถกถา ต่างกันคือ อรรถกถา
ตา่ งกนั คือ อรรถกถา เน้นอธบิ ายคาศัพท์ เนน้ อธิบายคาศัพท์
เนน้ อธิบายคาศัพท์ เปน็ ต้น เป็นตน้
เปน็ ตน้
135
8.6 วิเคราะห์ อายตนะ 12 (สัมโมหวโิ นทน)ี คู่กับ อายตนะ (วภิ งั ค์) พระอภิธรรมปิฎก
วเิ คราะห์ อายตนะ 12 สัมโมหวโิ นทนี คู่กบั อายตนะ 12 วภิ งั ค์ พระอภธิ รรมปฎิ กแสดงตาม
ตาราง 8.4 ดงั นี้
ตาราง 8.4
วเิ คราะห์ อายตนะ 12 สัมโมหวิโนทนี คกู่ ับ อายตนะ 12 วภิ งั ค์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
(มนายตนะ คือ จิตทั้งหมด ธมั มายตนะ คอื เจตสิก 52 สุขมุ รปู 16 นิพพาน)
วิเคราะห์ อายตนะ (สัมโมหวโิ นทน)ี คูก่ บั อายตนะ (วภิ ังค์) ตามตาราง 8.6 ดงั นี้
ตาราง 8.5
วเิ คราะห์ อายตนะ (สัมโมหวโิ นทน)ี คอื ตาหู จมกู ลนิ้ กาย ใจ คกู่ บั ขนั ธ์ 5 (วิภงั ค)์
แยกรูป-นาม อายตนะ (สัมโมหวิโนทน)ี แยกรปู -นาม
แนวพระสตุ ตนั ตปิฎก แนวพระอภิธรรมปฎิ ก แนวถามตอบปัญหา
136
อธบิ ายสภาวธรรม อธบิ ายสภาวธรรม อธิบายสภาวธรรม
อายตนะ 12 คอื อายตนะ 12 คือ อายตนะ 12 คอื
จกั ขายตนะ จกั ขายตนะ จักขายตนะ
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
อธบิ ายโดย โดยความเป็น อายตนะ 12
พระไตรลกั ษณ์ อรหัตตผล เท่าไรเป็นกุศล
คอื ความไม่เทย่ี ง นพิ พานเป็น เทา่ ไรเปน็ อกุศล
อสงั ขตธาตคุ อื เทา่ ไรเปน็
โดยมีความ ความสน้ิ ราคะ อัพยากฤต
เกดิ ข้ึน โทสะ โมหะ เปน็ ต้น
และมีความ สิน้ อนุสัย 7 และยกเอา
เสอ่ื มไป ส้นิ สงั โยชน์ 10 ติกะ ทุกะ
โดยความ กเิ ลสสิ้นไป มาตงั้ เป็นคาถาม
เปน็ ของ เพราะมรรค 66บท 200 บท
ช่วั คราว ประเภทใด โดยถามวา่
โดยปฏิเสธ อรหนั ตมรรค อายตนะ 10
ความเที่ยง อรหตั ตผล (เปน็ รปู )
ความสขุ อายตนะ 10 อายตนะ 2
ความเปน็ เปน็ รูป (เป็นนาม)
ของสูญ กามมวจร มนายตนะ
ไมม่ ีเจา้ ของ ส่วนอายตนะ 2 ธัมมายตนะ
โดยปฏเิ สธ เป็นนาม เป็นได้ จัดเป็นกศุ ล
อตั ตา 4 ภูมิ ทง้ั โลกียะ อกศุ ลได้
เป็นตน้ โลกุตตระ เป็นต้น เป็นตน้
-------------------------------------- -------------------------------------- --------------------------------------
อายตนะ 12
แยกรูปนาม วภิ งั ค์ (พระอภธิ รรมปิฎก)- แยกรปู นาม
-------------------------------------- -------------------------------------- --------------------------------------
แนวพระสุตตันตปิฎก แนวพระอภธิ รรมปิฎก แนวถามตอบปัญหา (ถามผสม)
137
ลักษณะอธบิ าย ลักษณะอธบิ าย ลกั ษณะอธบิ าย
เชน่ กัน กบั อรรถกถา หมวด 1 คือ อายตนะ 10
ตา่ งกันคือ สมั ปยุต (เป็นรปู )
บางแห่งวภิ ังค์ ด้วยผัสสะ ไม่เป็นเหตุ
อธบิ ายสั้น เป็นตน้ ให้สัตวร์ ้องไห้
จักษุไมเ่ ทย่ี ง หมวด 2 คอื
เปน็ ทกุ ข์ ท่ีมเี หตุ อายตนะ 2
เป็นอนตั ตา ไมม่ ีเหตุ (เปน็ นาม)
มคี วามแปรผนั คือ มนายตนะ
ไปเป็นธรรมดา หมวด 3 คอื ธัมมายตนะ
รปู ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ กุศล จดั เปน็ กุศลก็มี
เป็นทกุ ข์ เป็นอกศุ ล อกุศลก็มี
เป็นอนตั ตา เป็นอัพยากฤตธรรม เป็นเหตใุ หส้ ตั ว์
มคี วามแปรผัน เปน็ ต้น รอ้ งไห้ก็มไี ม่เป็นเหตุ
ไปเปน็ ธรรมดา ใหส้ ตั วร์ ้องไหก้ ็มี
เป็นตน้ ผลการวิเคราะห์ การ เป็นตน้
อธบิ ายสมั โมหวโิ นทนี
ผลการวิเคราะห์ การ คกู่ ับวิภังค์ ผลการวิเคราะห์ การ
อธิบายสัมโมหวิโนทนี ส่วนใหญ่ อธิบายสัมโมหวิโนทนี
ค่กู บั วภิ ังค์ เหมอื นกัน คกู่ ับวิภงั ค์
ส่วนใหญ่ ต่างกนั คือ ส่วนใหญ่
เหมือนกนั อรรถกถา เหมือนกัน
ตา่ งกนั คือ เนน้ อธิบาย ตา่ งกันคอื
อรรถกถา คาศัพท์ อรรถกถา
เน้นอธิบาย เปน็ ต้น เน้นอธิบาย
คาศพั ท์ คาศัพท์
เปน็ ตน้ เปน็ ต้น
138
8.7 วิเคราะห์ ธาตุ 18 (สัมโมหวโิ นทนี ) คกู่ บั วภิ งั ค์ (อภิธรรมมปฎิ ก) เลม่ 35
วเิ คราะห์ ธาตุ 18 (สมั โมหวิโนทนี ) คูก่ บั วภิ ังค์ (อภธิ รรมมปฎิ ก) เลม่ 35 ไดจ้ าแนกอธิบายตาม
สภาวธรรมตามความเป็นจริง ตามตาราง 8.6 ดงั นี้
ตาราง 8.6
วเิ คราะห์ ธาตุ 18 (สัมโมหวิโนทนี ) คกู่ บั วภิ งั ค์ (อภิธรรมมปฎิ ก) เลม่ 35
นิสิต หรือ ท่านผ้สู นใจ ตอ้ งรู้จกั “องค์ธรรม” จึงจะเรยี นได้สนกุ ได้ปญั ญาที่แท้จริง มดี งั นี้
1. มโนธาตุคอื จติ 3 ดวง คอื ปจั จทวาราวชั ชนจติ 1 สัมปฏจิ ฉนจติ 2 (ให้ย้อนไป ศึกษาดูภาพ
ปรมัตถธรรม 4 และบัญญตั ธรรม บทท่ี 7)
2. มโนวญิ ญาณธาตุ คือ จิต 76 ดวง (เวน้ ทวิ 10 เว้น ทวิ 10 มโนธาตุ 3)
( จิต 76 มาจาก จติ 89-13 คือ 76 ดวง )
3. ธัมมธาตุ คือ เจตสกิ 52 สขุ มุ รูป 16 นิพพาน
139
ตาราง 8.7
วเิ คราะห์ ธาตุ 18 (สมั โมหวโิ นทนี ) คูก่ ับ วภิ ังค์ (อภิธรรมมปฎิ ก) เล่ม 35
แยกรปู นาม ธาตุ 18 (สัมโมหวิโนทนี) แยกรปู นาม
------------------------------------- -------------------------------------- -----------------------------------
แนวพระสุตตันตปฎิ ก แนวพระอภิธรรมปิฎก แนวถามตอบปัญหา (ถามผสม)
ธาตุ 6 คือ ธาตุ 18 คือ อธิบาย
ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) จกั ขุธาตุ รูปธาตุ ธาตุ 2 ทเ่ี ปน็ กศุ ลก็มี
อาโปธาตุ (ธาตุน้า) จกั ขุวิญญาณธาตุ ท่เี ปน็ อกศุ ลก็มี
เตโชธาต (ธาตไุ ฟ) โสตธาตุ สัททธาตุ ทเ่ี ปน็ อัพยากฤต
วาโยธาตุ (ธาตลุ ม) เปน็ ต้น ก็มี เปน็ ตน้
อากาสธาตุ (ท่ีวา่ ง) อธิบาย โดย ส่วนถามตอบน้ี
วิญญาณธาตุ (ธาตคุ ือ ความหมาย อรรถกถา
วิญญาณ) ลกั ษณะ โดยลาดับ ไม่ไดอ้ ธิบาย
อธบิ ายเป็นคาศพั ท์ เชน่ จักขุธาตุ มากเพราะ
บอกความหมาย รูปธาตุ เป็นเหตุ เนือ้ หาได้
เหมอื นกบั ใหจ้ กั ขุวิญญาณธาตุ อธิบายชดั เจน
พจนาณุกรม เกดิ ขน้ึ อย่ดู แี ล้ว
เป็นตน้ เปน็ ต้น เป็นต้น
-------------------------------------- -------------------------------------- -------------------------------------
แยกรูปนาม ธาตุ 18 (วิภงั ค์) แยกรปู นาม
-------------------------------------- -------------------------------------- -------------------------------------
แนวพระสตุ ตันตปิฎก แนวพระอภธิ รรมปฎิ ก แนวถามตอบปญั หา
-------------------------------------- -------------------------------------- ------------------------------------
ธาตุ 6 คือ ธาตุ 18 คือ ธาตุ 6
ปฐวธี าตุ (ธาตดุ นิ ) จกั ขุธาตุ รูปธาตุ ธาตุ 18 ยกมา
อาโปธาตุ (ธาตนุ า้ ) จกั ขุวญิ ญาณธาตุ ต้งั คาถาม คือ
เตโชธาต (ธาตไุ ฟ) โสตธาตุ สัททธาตุ เปน็ ลกั ษณะ
140
วาโยธาตุ (ธาตุลม) โสตวิญญาณธาตุ ติกมาติกาปุจฉา
อากาสธาตุ (ทว่ี า่ ง) ทุกมาติกาปุจฉา
วญิ ญาณธาตุ (ธาตุคือ ฆานธาตุ คันธธาตุ
วิญญาณ) ฆานวิญญาณธาตุ ธาตเุ ท่าไรเป็นกศุ ล
ธาตุ 6 น้ัน ปฐวีธาตุ เทา่ ไร
เป็นไฉน ชวิ หาธาตุ
ปฐวธี าตุมี 2 อย่าง รสธาตุ เป็นอกุศล เท่าไร
คือ ธรรมชาติ ชิวหาธาตุ
ทแี่ ขง็ ภาวะทแ่ี ข็ง เป็นอัพยากฤต ฯลฯ
วญิ ญาณธาตุ
เป็นภายในตน กายธาตุ เท่าไรเปน็ เหตุให้
มีกรรมประกอบ โผฏฐพั พธาตุ สตั ว์รอ้ งไห้
ตณั หาและทฏิ ฐิ กายวิญญาณธาตุ เทา่ ไรไม่เปน็ เหตุ
ยดึ ถอื เป็นภายใน ให้สตั วร์ อ้ งไห้
เช่น อาการ 32 มโนธาตุ ธัมมธาตุ
คอื ผม ขน เลบ็ มโนวิญญาณธาตุ ตกิ มาติกา วสิ ชั นา
ฟนั หนัง เป็นตน้
ปฐวีธาตทุ เี่ ปน็ บรรดาธาตุ 18 กุสลติก วสิ ัชนา
ภายนอก คือ นั้นจกั ขธุ าตุ เป็นไฉน ธาตุ 16
ภาวะทแี่ ขง็ จกั ษุใดเปน็ ปสาทรูป เป็นอพั ยากฤต
เปน็ ภายนอกตน อาศยั มหาภตู รปู 4
ไม่มีกรรม ฯลฯ ธาตุ 2 ทเ่ี ปน็
ตณั หาทฏิ ฐิ รปู ใดเปน็ สตี ่างๆ กุศลกม็ ี
ยดึ ถือคือภายนอกตน อาศัยมหาภูตรปู 4
เช่น เหลก็ โลหะ ช่ือว่า รปู ธาตบุ ้าง ทเี่ ปน็ อกศุ ลก็มี
ดีบุกขาว ดบี ุกดา เรยี กว่า รูปธาตุ
เงิน แก้ว ก้อนกรวด เป็นต้น ที่เปน็ อัพยากฤตก็มี
เป็นตน้ เปน็ ต้น
141
ผลการวเิ คราะห์ ผลการวเิ คราะห์ ผลการวเิ คราะห์
ส่วนใหญ่ สว่ นใหญ่อธบิ าย ส่วนใหญ่อธิบาย
อธิบายเหมอื นกัน เหมอื นกัน เหมือนกนั
สรปุ ทา้ ยบท
ผลการวิเคราะห์ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 การอธบิ ายสมั โมหวโิ นทนี คกู่ ับ วิภงั ค์ โดยภาพรวม
ส่วนใหญ่ อธิบายเหมือนกัน คือ อ่านเข้าใจง่าย ๆ เช่นกัน ทั้ง 2 คัมภีร์ แต่มีความแตกต่างกันบ้าง เช่น
อรรถกถาเน้น อธิบาย ความหมาย คาศัพท์ เป็นต้น ส่วนเน้ือหาถัดต่อไป คือ ต้ังแต่ อริยสัจ 4 ถึง เน้ือหา
ข้อสุดทา้ ย คอื ธัมมหทยวิภังค์ (ธรรมเปรียบเสมือนดวงใจ) ใหน้ ิสติ หรือ ผ้สู นใจ ฝึกวิเคราะห์ดว้ ยตนเอง
142
คาถามประจาบท
1 จงอธิบาย ความหมาย ความสาคญั และความเปน็ มา คัมภรี ส์ ัมโมหทวโิ นทนี คู่กับ คัมภรี ว์ ภิ ังค์
2 จงอธิบาย คาศัพทต์ ่าง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งสมั โมหทวโิ นทนี คู่กับ คัมภีร์วิภงั ค์
3 จงบอกวิธกี ารจาแนกโครงสร้างเน้อื หาสัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คู่กบั วิภังค์
(พระอภธิ รรมปิฎก) เลม่ 35
4 จงบอกเน้ือหาสัมโมหวโิ นทนี (อรรถกถา) ค่กู บั วภิ งั ค์ (พระอภธิ รรมปฎิ ก) เลม่ 35
5 จงวเิ คราะห์ขันธ์ 5 สมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) คูก่ บั วิภงั ค์ (อภธิ รรมมปฎิ ก)
6 จงวเิ คราะห์อายตนะ 12 สมั โมหวโิ นทนี (อรรถกถา) ค่กู ับ วิภังค์ (อภธิ รรมมปฎิ ก)
7 จงวิเคราะห์ธาตุ 18 สัมโมหวิโนทนี (อรรถกถา) คกู่ ับ วภิ ังค์ (อภิธรรมมปฎิ ก)
143
อา้ งองิ ประจาบท
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระอภธิ รรมปิฎก สมั โมหวโิ นทนี
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2560)
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ ก พระอภิธรรมปฎิ ก วิภังค์
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539)
144
ประวัติผ้เู ขียน เอกสารประกอบการสอนวชิ าอรรถกถาวเิ คราะห์
ชื่อ :ดร.เจรญิ มณีจักร์
ท่อี ยู่ : บ้านเลขท่ี 177 หมู่ 1 บ้านแถว ตาบลแมร่ ะกา อาเภอวังทอง
จงั หวัดพิษณโุ ลก 65130
การศกึ ษา: พ.ศ. 2513 สาเร็จการศึกษานกั ธรรมชั้นเอก แม่กองธรรม
สนามหลวง
พ.ศ. 2526 สาเร็จการศึกษาปริญญาตรีครศุ าสตรบัณฑติ (ค.บ.)
สาขาวิชาพลศกึ ษา วิทยาลยั ครูพบิ ลู สงคราม จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
พ.ศ. 2538 สาเร็จการศึกษาปริญญาโทการศึกษามหาบณั ฑิต (กศ.ม.)
สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
พ.ศ. 2557 สาเรจ็ การศึกษาปรญิ ญาเอกพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ (พธ.ด.)
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
หน้าทีง่ าน: อาจารยป์ ระจาหลักสตู ร พทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพทุ ธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธชิน
ราช มหาวิทยาลยั หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัง้ แตป่ ี 2557 ถึงปัจจบุ นั
ผลงานทางวิชาการ (งานวจิ ัย/บทความ/ หนังสือ /ตารา )
งานวิจัย : 2559 กระบวนการเปล่ยี นมิจฉาทฏิ ฐิ สู่สมั มาทฏิ ฐใิ นพระพุทธศาสนา
วิทยาลัยสงฆพ์ ุทธชนิ ราช
บทความวจิ ัย: 2560 กระบวนการเปลยี่ นมิจฉาทฏิ ฐิสู่สัมมาทฏิ ฐใิ นพระพุทธศาสนา
วิทยาลัยสงฆ์บุรรี ัมย์ 20 มีนาคม 2560
บทความวชิ าการ: เจริญ มณจี ักร์, พระครูรตั นสุตาภรณ์ (ธรี เดช โพธิท์ อง)
พระครูพิพธิ จารุธรรม (ชุมพร กวางทอง)
“มจิ ฉาทฏิ ฐิ: เหตุทาใหเ้ กิดปัญหาชวี ติ และสงั คมโลกปัจจบุ ันและอนาคต
การประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ที่ 4 พระพุทธศาสนาเพ่ือการเยยี วยาโลก
แหง่ อนาคต. วทิ ยาลยั สงฆพ์ ุทธปญั ญาศรีทวารวดี (30 เมษายน 2565) : 460 –
468
บทความวิชาการ: เจรญิ มณจี กั ร์ พระครรู ัตนสุตาภรณ์ (ธรี เดช โพธิท์ อง)
พระครพู ิพิธจารุธรรม (ชุมพร กวางทอง).
145
“สัมมาทฐิ ิเหตทุ าใหเ้ กิดความสงบสขุ แห่งชีวติ ”.
การประชุมวิชาการระดับชาติ คร้งั ที่ 2
พทุ ธนวตั กรรมกบั การพัฒนาสังคมอยา่ งยั่งยืนยคุ New Normal.
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตแพร่ (4 มถิ นุ ายน 2565)
หนงั สือ:
เอกสารประกอบการสอน
: 2563 รายวชิ าสัมมนาพระพุทธศาสนา
หลกั สูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาพระพุทธศาสนา
วทิ ยาลัยสงฆพ์ ทุ ธชนิ ราช มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
เอกสารประกอบการสอน: 2565 รายวิชาอรรถกถาวเิ คราะห์
หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาพระพุทธศาสนา
วิทยาลยั สงฆพ์ ทุ ธชินราชมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย