The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sirirkarn Prayonghom, 2023-10-02 07:19:15

บทที่ 1.1 การประชุมกลุ่มย่อยที่ใช้ในการจัดสัมมนา

บทที่ 1.1 การประชุมกลุ่มย่อยที่ใช้ในการจัดสัมมนา


การอภิปรายในรูปแบบต่างๆ 1. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) 2. การระดมความคิด (Brainstorming) 3. การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) 4. การประชุมถกเถียง (Buzzy Session) 5. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) 6. การให้เวลาซักถาม (Question) 7. การประชุม (Conference) 8. ทัศนศึกษา (Field Trip) 9. การสาธิต (Demonstration) 10. การสอนงาน (Coaching)


1. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เป็นเทคนิดการอบรมวิธีหนึ่งที่นิยใช้กันมาก การ อภิปรายกลุ่มเป็นการอภิปรายกันระหว่างสมาชิก 6-20 คน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจร่วมกัน ลักษณะการอภิปรายแบบ นี้ เป็นการประชุมนอกแบบไม่เป็นพิธีการ เพื่อช่วยกันหาทาง ตกลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งสมาชิกทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง และผลสรุปนี้ถือว่าเป็นมติของกลุ่ม


วิธีการ 1. ผู้นำ การอภิปรายเป็นประธานของที่ประชุม และดำ เนินการ อภิปรายปัญหาโดยเห็นหน้ากัน 2. สมาชิกร่วมอภิปราย ประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 6-20 คน ร่วมกันพิจารณาปัญหา หรือข้อตกลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะคุมกันเอง อาจจะมีการแต่งตั้งเลขานุการ ขึ้นมาคนหนึ่ง เพื่อบันทึกข้อคิดเห็น ซึ่งได้จากการอภิปราย และรายงานผลเป็นระยะๆ


การจัดสถานที่ โดยมากจัดให้มีที่นั่งล้อมโต๊ะประชุมตัวใหญ่ เพื่อให้สมาชิกมองเห็น หน้ากัน และควรมีก มี ระดานดำ แผ่นป้ายสำ หรับสรุปผลการอภิปราย กลุ่ม


ข้อดี สมาชิกมีใอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและทั่วถึง เป็นการฝึกให้กล้าแสดงออก ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างผู้เข้ารับการอบรม เป็นการช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกัน เปิดใอกาสให้ปรับปรุงตนในสังคมได้ดีขึ้น


ข้อจำ กัด หากผู้นำ การอภิปรายขาดความสามารถ จะทำ ให้ได้ผล ไม่ดีเท่าที่ควร อาจเกิดการถกเลียงออกนอกลู่นอกทางได้ สมาชิกมีความแตกต่างกันมากในด้านคุณวุฒิ อาจทำ ให้การประชุมไม่ได้ผลดีเท่าที่ค ที่ วร สมาชิกบางคนอาจพูดมากเกินไปในขณะที่บางคน มีส่วนร่วมในการอภิปรายน้อยเกินไป ถ้าสมาชิกมีจำ นวนมาก เวลาที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ ต่อการรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดเพื่อหาข้อยุติ


2. การระดมความคิด (Brainstroming) เป็นเทคนิดที่กระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมทุกคนเกิดความคิด สร้างสรรค์ (Creative) เทคนิคเปิดโอกาสให้สมาชิกแสดง ความคิดเห็นอย่างเสรีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่คำ นึงว่าความ คิดนั้นจะเป็นอย่างไรถูกตัองหรือไม่ ความคิดทุกอย่างจะได้รับ การยอมรับจากกลุ่มทั้งสิ้น สุดท้ายจึงค่อย สรุปผล สำ หรับเทคนิคนี้สมาชิกทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่


วิธีการ ประธานจะเสนอหัวข้อหรือปัญหาให้กลุ่มพิจารณาบนกระดานดำ ความคิดเห็นของสมาชิกทุกคนจะต้องเป็นที่ยอมรับของที่ ประชุม ประธานจะต้องอธิบายใหัสมาชิกในที่ประชุมใหญ่ทราบความ มุ่งหมายของหัวข้อหรือสาระสำ คัญของเรื่องนั้นๆ กำ หนดเวลาสำ หรับการเสนอความคิดเห็นไว้ให้แน่นอน


วิธีการ จัดแบ่งสมาชิกของที่ประชุมใหญ่ออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อพิจารณาข้อเสนอของ ที่ประชุมโดยแต่ละกลุ่มเลือกข้อเสนอที่เหมาะสมเพื่อนำ เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ ขั้นสรุป ที่ประชุมจะเป็นผู้พิจารณาและประเมินคุณค่าของข้อ เสนอหรือความคิดเห็นของกลุ่มที่เสนอมา ข้อเสนอที่ใกล้เคียง กันเอามารวมกันและปรับปรุงให้ได้ใจความสมบูรณ์ วิธีการระดมความคิดนี้ เหมาะสมสำ หรับการแก้ปัญหาที่ยุ่ง ยากซับซ้อน เพราะ เป็นวิธีการที่ยอมรับในหลักการที่ว่า "หลายหัวดีกว่าหัวเดียว" และเป็นการสอนให้รู้จักเคารพและ ยอมรับในความคิดเห็นของผู้อื่น


การจัดสถานที่ ควรใช้ห้องประชุมที่มีกระดานดำ สำ หรับจดความคิดต่างๆ เพื่อเก็บไว้สำ หรับพิจารณาประเมินผล สำ หรับโต๊ะประชุมควร จัดเป็นรูปครึ่งวงกลม เพื่อสะดวกต่อการอภิปรายภายหลังการ ระดมความคิด


ข้อดี สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ใช้ในการรวบรวมความคิดเห็นในการประชุมได้ ข้อจำ กัด ความคิดเห็นอาจจะกระจายกว้างเกินไป อาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกเกิดขึ้นได้


3. การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) เป็นเทคนิคการฝึกอบรมวิธีหนึ่ง โดยจัดให้ผู้เข้าอบรมแสดง บทบาทในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเหมือนในชีวิตจริง โดย ผู้จัดการอบรมหรือวิทยากรจะกำ หนดโครงเรื่องให้เพียงคร่าวๆ แล้วผู้เข้าอบรม แสดงไปตามความรู้สึกของตนเองในบทบาทสมมติ ที่ใด้รับ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้แสดงพฤติกรรมใหม่ๆ และได้ พัฒนาทักษะในด้านมนุษยสัมพันธ์ใหม่ๆ และได้ พัฒนาทักษะในด้านมนุษยสัมพันธ์ รวมทั้งอาจช่วยในการ เปลี่ยนแปลงทัศนคติด้วยการแสดงบทบาทนี้ บางครั้งมักใช้ควบคู่ กับเทคนิคการอบรมอื่นๆ เช่น การบรรยาย การอภิปราย เป็นต้น


วิธีการ ก่อนเริ่มการแสดงบทบาท กลุ่มจะต้องเข้าใจปัญหาหรือ สถานการณ์อย่างชัดเจน และผู้นำ กลุ่มจะเป็นผู้จัดฉากและ ประสานงานกับสมาชิกในกลุ่ม ควรเลือกผู้แสดงก่อนริ่มบทบาทนั้นเลย ไม่มีการบอกให้ ทราบล่วงหน้า ให้มีเวลาเตรียมตัวและรับบทบาทนั้นเพียง เล็กน้อยเพื่อสลัดความเป็นตัวของตัวเองออกและสวม วิญญาณตัวบุคคลที่ตนรับบทบาทสมมตินั้นแทน


ผู้นำ ควรเปิดโอกาสให้แสดงจนเห็นว่าพอแก่ความเข้าใจแล้ว จึงให้หยุดการแสดง อภิปรายหลังจากจบการแสดงหรืออาจจะให้มีการแสดงซ้ำ โดยเลือกผู้แสดงชุดใหม่ก็ได้ วิธีการ


การจัดสถานที่ เป็นห้องขนาดใหญ่พอที่ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนมีที่นั่ง สามารถ มองเห็นการแสดงบทบาทสมมติได้ อาจไม่จำ เป็นต้องใช้เวทีหรือ ยกพื้นก็ได้ สำ หรับผู้ที่เข้ารับการอบรมไม่เกิน 30 คนหรือน้อยกว่านั้น ส่วนการแต่งกายตลอดจนการตกแต่งฉากอย่างดีอาจไม่จำ เป็นต้อง ใช้ก็ได้


ข้อดี เทคนิคนี้สามารถเร้าความสนใจผู้เข้ารับการอบรมได้ดี ช่วยให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาที่ปฏิบัติจริงได้ ผู้แสดงมีโอกาสสวมบุคลิภาพของผู้อื่น คิดและทำ เหมือนคนๆ นั้น ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นกันเองและสร้างความร่วมมือใน กลุ่ม


ข้อจำ กัด ถ้าผู้เข้าอบรมขาดคุณสมบัติหรือความสามารถในการแสดง เทคนิคนี้ก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ ผู้เข้าอบรมทั้งผู้ดูและผู้แสดง อาจไม่สามารถนำ แนวการแก้ ปัญหาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะอาจมีเหตุการณ์อื่นที่อยู่นอก เหนือการควบคุมของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การกำ หนดรายละเอียดของการแสดงมากจนเกินไป อาจ ทำ ให้ผู้แสดงไม่มีอิสระในการแสดงออกตามความรู้สึกของตนเอง และอาจแสดงได้ไม่สมจริงสมจังเพราะจะพะวงอยู่กับ คำ พูดและท่าทางที่จะต้องแสดงให้ถูกต้องกับบทบาทที่สมมติให้ นอกจากนี้ ถ้าหากว่าบทบาทที่กำ หนดให้นั้นไม่สมเหตุสมผลก็จะ ทำ ให้การแสดงไม่เกิดผลดีหรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้


4. การประชุมถกเถียง (Buzzy Session) เป็นเทคนิคการฝึกอบรมที่สามารถดึงผู้เข้ารับการอบรม ทั้งหมดให้ได้มีส่วนร่วมในการแปลงความคิดเห็น โดยการแบ่งสมาชิก ในที่ประชุมออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ระหว่าง 3-6 คน เพื่ออภิปรายปัญหา ในช่วงเวลาจำ กัดซึ่งแต่ละกลุ่มอาจพิจารณากลุ่มละเรื่องหรือเรื่อง เดียวกันแต่คนละประเด็น เช่น ช่วยการตั้งคำ ถามหรือสิ่งที่ต้องการ ทราบเพิ่มเติมจากวิทยากร เทคนิคการประชุมถกเถียงนี้ อาจให้ช่วย ให้ร่วมกับเทคนิคอื่นๆ ได้ เช่น การบรรยายการอภิปราย


วิธีการ ผู้นำ การอภิปรายแนะนำ หลักกฎเกณฑ์ในการประชุมกลุ่มย่อยแล้วจัดแบ่ง กลุ่มย่อยโดยใช้วิธีนับจำ นวนผู้เข้ารับการอบรมป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น 4 คนต่อจาก นั้นก็มอบหัวเรื่องให้แต่ละกลุ่มนำ ไปพิจารณา แต่ละกลุ่มจะต้องเลือกผู้นำ กลุ่มและเลขานุการ ผู้นำ กลุ่มต้องคอยดูให้สมาชิกได้มีโอกาสพูดทั่วกันและมีเลขานุการเป็นผู้ จดความคิดของแต่ละคน เวลาสำ หรับการอภิปรายจะยืดหยุ่นตามเรื่องที่แต่ละกลุ่มได้รับมอบหมาย ประมาณ 5-20 นาทีเต็มที่ ผู้นำ หรือเลขานุการแต่ละกลุ่มรายงานในที่ประชุมกลุ่มใหญ่


การจัดสถานที่ ตามปกติการประชุมกลุ่มย่อยนี้ อาจรวมอยู่ในห้องประชุม ทุกกลุ่ม การจัดสถานที่ก็จัดแบบประชุมกลุ่มใหญ่ธรรมดา แต่ ที่นั่งควรมีการโยกย้ายได้สะควก ในกรณีที่แยกเป็นกลุ่ม ย่อยๆ


5. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) เป็นเทคนิคการอบรมวิธีหนึ่ง การศึกษาเฉพาะกรณีนี้ เป็นการศึกษาเรื่อง ราวซึ่งได้รวบรวมจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันเพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พิจารณา ตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ภายใต้ส ต้ ภาพการณ์ที่ใกเคียงกับความจริงมากที่สุด เทคนิคนี้เหมาะที่จะใช้กับคนกลุ่มน้อยเพราะจะต้องร่วมกันศึกษารายละเอียด อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจในกรณีที่ได้รับมอบหมายร่วม กันศึกษารายละเอียด อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจในกรณีที่ ได้รับมอบหมายให้ทำ การศึกษาอย่างเสรี โดยเรื่องที่จะมอบหมายให้ศึกษานั้น ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะทำ ให้ผู้เข้ารับการอบรมมองเห็นจุดสำ คัญของ ปัญหาและข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาได้ เทคนิคนี้อาจจะใช้ ภายหลังการบรรยายก็ได้ รายละเอียดการวิเคราะห์กรณีศึกษาจะได้ศึกษา ในบทต่อไป


วิธีการ 1 3 2 ประธานหรือพิธีกรแนะนำ หัวข้อและวิธีการศึกษาเฉพาะกรณีแก่ ผู้เข้าอบรม และมอบหมายเรื่องให้แก่กลุ่มเพื่อศึกษารายละเอียด ต่อไป สมาชิกในกลุ่มจะต้องร่วมกันศึกษา วิเคราะห์แลกเปลี่ยน ความคิดและตัดสินใจในเรื่องที่ได้รับมอบหมาย ในกรณีที่เรื่องอยู่ในรูปของข้อเขียน ควรแจกให้แก่สมาชิก ล่วงหน้าและให้อ่านมาก่อนเข้าประชุม


การจัดสถานที่ การจัดสถานที่สำ หรับเทคนิคนี้ จะเป็นแบบใดก็ได้แล้วแต่ วิธีการศึกษาเฉพาะกรณี ถ้าใช้ข้อเขียนก็ควรให้สมาชิกได้นั่ง เห็นหน้ากัน เป็นต้น


ข้อดี ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสฝึกความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ในเรื่องจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง และสามารถนำ ไปปรับใช้กับ เหตุการณ์อื่นๆ เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและ กันอย่างกว้างขวาง ช่วยให้สามารถเข้าใจปัญหาได้หลายแง่หลายมุม และหาทางเลือกในการแก้ปัญหาใด้หลายทาง ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้เข้าอบรม


ข้อจำ กัด สมาชิกบางคนอาจเห็นว่าเรื่องที่ยกมาศึกษาไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เขาประสบอยู่หรือปัญหาของกลุ่ม หากที่ปรึกษาไม่มีความสามารถ การศึกษาเฉพาะกรณีอาจไม่ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้ ที่ ตั้ งไว้ สมาชิกบางคนอาจพูดมากเกินไปจนกระทั่งสมาชิกอื่นไม่มี โอกาสแสดงความคิดเห็นอะไรเลย การสร้างเรื่องที่จะใช้ในการฝึกอบรมเป็นงานที่ต้องการใช้ เวลาและต้องใช้จ่ายมาก


6. การให้เวลาซักถาม (Question) เทคนิคนี้มักใช้ภายหลังจากการบรรยายหรือการอภิปราย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ถามคำ ถามโดยตรงแก่ผู้บรรยายหรือผู้ อภิปราย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่ออธิบาย จุดสำ ดัญบางประการเพิ่มเติมและเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ฟังถาม นอกเหนือจากที่ผู้บรรยายได้พูดไปแล้วด้วย สำ หรับเวลาในการ ซักถามผู้บรรยายมากน้อยเพียงใด ส่วนมากประมาณ -1 ชั่วโมง


วิธีการ 1 3 2 ประธานหรือพิธีกรแจ้งแก่ผู้ฟังว่า ช่วงเวลาต่อไปนี้เปิดให้มีการ ซักถามได้ โดยอธิบายให้ทราบถึงวิธีการถาม ผู้บรรยายอ่านหรือทวนคำ ถามและผู้ตอบคำ ถาม เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม กวรจดคำ ถามของผู้ฟังส่งให้ผู้บรรยาย หรืออาจใช้วิธีให้ผู้ฟังเขียนคำ ถามแล้วรวบรวมส่งให้ผู้ บรรยายหรือพิธีกร


การจัดสถานที่ ถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ควรมีไมโครโฟนที่มีสายยาวหรืออย่างน้อย ควรมีสัก 2 ตัว ตั้งไว้ทั้งตอนหน้าและตอนหลังของห้องประชุม ควรมีกระดาษหรือเครื่องเขียนในกรณีที่ให้เขียนคำ ถาม


ข้อดี การให้เวลาซักถามนี้ เปิดโอกาสที่ผู้บรรยายและผู้ฟังจะได้โต้ตอบและ ซักถามข้อสงสัยของผู้ฟังที่มีต่อผู้บรรยายและช่วยกระตุ้นให้ผู้ฟังมีความ สนใจอย่างใกล้ชิดในขณะการบรรยาย สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งหรือคล้อยตามทางด้านความคิดเห็นของ ผู้ฟังที่มีต่อผู้บผู้ รรยาย เทคนิคนี้มีผลทางด้านจิตวิทยาที่ผู้ฟังได้ทราบว่า ผู้บรรยายให้โอกาส ผู้ฟังได้มีส่วนแสดงความคิดเห็นได้ แต่ไม่จำ เป็นว่าทุกคนจะใช้โอกาสนั้น หรือไม่


ข้อจำ กัด ช่วงเวลาซักถามนั้นมีกำ หนดให้ อาจจะไม่เพียงพอเพราะช่วงซักถามนี้ เป็นช่วงเวลาตอนท้ายและมักถือว่าเป็นส่วนของโปรแกรมที่เข้าก็ได้ ไม่เข้า ก็ได้ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่กระทำ หลังการบรรยาย ซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่มักจะ ฟังจนเหนื่อยล้า อยากจะเลิกเต็มที่แล้ว สมาชิกบางคนอาจจะถามมากเกินไป สมาชิกบางคนอายและไม่กล้าซักถาม


7. การประชุม (Conference) เทคนิดการประชุมแบบนี้ เป็นการประชุมอย่างเป็นพิธีการ ซึ่ง ประกอบด้วยผู้ร่วนประชุม จำ นวนประมาณไม่เกิน 20 คน เพื่อแก้ ปัญหาเรื่องใคเรื่องหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และความคิดเห็น ในเรื่องที่ทุกคนมีความสนใจร่วมกัน ผู้เข้าร่วม ประชุมจะต้องเป็นผู้มีความสนใจในเรื่องที่จะประชุมอภิปรายอย่าง แท้จริง จึงจะทำ ให้การประชุมอภิปรายเกิดประโยชน์ และบรรลุผล ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้


วิธีการ ผู้ทำ การอภิปรายต้องจัดเตรียมรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ การอภิปรายไว้ล่วงหน้า เช่น เนื้อเรื่องที่จะอภิปราย แบบแผนการ อภิปราย เอกสาร แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมตลอดจนเตรียมสถานที่ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ระหว่างการอภิปราย สมาชิกทุกคนจะออกความคิดเห็น ต่างๆ เพื่อหาข้อยุติร่วมกันในเรื่องที่อภิปราย จนกระทั่งสุดท้าย ได้ข้อยุติ


วิธีการ เมื่อเริ่มดำ เนินการอภิปราย ผู้นำ การอภิปรายจะต้องพยายาม กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมออกความคิดเห็น หรือได้มีโอกาสพูดโดยทั่ว ถึงกัน และคอยควบคุมมิให้ผู้เข้าร่วมประชุมพูดออกนอกลู่นอกทาง จะ ต้องคอยสรุปเป็นระยะๆ ผู้นำ การอภิปรายจะต้องเป็นผู้มีความสามารถ พิเศษ สามารถใช้เทคนิคต่างๆ ในอันที่จะควบคุม การอภิปรายดำ เนินไป ตามแผน และบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้


การจัดสถานที่ หลักสำ คัญในการจัดสถานที่คือ จะต้องจัดให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน สามารถมองเห็นหน้ากันได้มีความใกล้ชิดกัน สามารถมองเห็นกระดาน ดำ หรือโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ได้อย่างชัดเจนโดย อาจจะจัดเป็นรูปตัว ยู U และทุกคนสามารถได้ยินเสียงชัดเจน


ข้อดี โดยปกติสมาชิกที่จะเข้าร่วมประชุมมักจะมาจากบุคคลที่มีความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง ผู้เข้าร่วมประชุมได้ฝึกฟัง และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มากขึ้น เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และการหาเหตุผล ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน มีสิทธิออกความคิดเห็นได้อย่างกว้าง ขวางและเสรี ส่งเสริมให้มีการพิจารณาเรื่อง หรือแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็น คณะ ช่วยให้เกิดความสามัคคี เป็นกันเอง ซึ่งจะมีผลดีต่อการ ทำ งานภายในองค์การ


ข้อจำ กัด ยากที่จะคาดคะเนว่าผู้เข้าร่วมประชุมจะเป็นอย่างไร เช่น มี ความรู้ในเรื่องที่จะอภิปรายหรือไม่ มีความสนใจอย่างแท้จริงหรือไม่ มีความพร้อมในการที่จะช่วยออกความคิดเห็นอย่างเต็มที่หรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น การหาผู้นำ การอภิปรายที่จะมีทั้งความรู้ในเรื่องที่จะอภิปราย และมีความสามารถในการเป็นผู้นำ การอภิปรายด้วยนั้น ทำ ได้ยาก


ข้อจำ กัด การประเมินผลการประชุมอภิปรายทำ ได้ยาก สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม คนใดคนหนึ่งอาจพูดมากเกินไป และ พยายามชักนำ คนอื่นๆ ให้คล้อยตามมากกว่าจะฟังความคิดเห็น ของคนอื่นๆ บ้าง


8. ทัศนศึกษา (Field trip) เทคนิคการฝึกอบรมนี้เป็นการให้ผู้เข้าอบรมไปยังสถานที่อื่น นอกจากสถานที่จัดอบรมปกติเพื่อศึกษาจากสภาพการณ์จริงๆ ด้วย ตนเอง เทคนิคนี้อาจใช้ได้กับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนานักบริหารหรือ การฝึกอบรมอื่น ซึ่งจำ เป็นต้องอาศัยการศึกษาจากของจริง เพื่อให้ได้ ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาสำ หรับทัศนศึกษานี้อาจเพียง 2-3 ชั่วโมงหรืออาจนานกว่านั้นมาก การจัดทัศนศึกษาแม้ว่าจะทำ ได้ง่าย แต่ถ้าไม่วางแผนให้รอบคอบและไม่ควบคุมให้ดี ก็จะไม่ให้ประโยชน์ เต็มที่ เทคนิคอื่นๆ ที่อาจใช้ร่วมกับการจัดทัศนศึกษานี้ ได้แก่ การ บรรยาย การอภิปราย การเสนอแนะ ฯลฯ


บุคคลที่เกี่ยวข้อง 1 ผู้ดำ เนินการ เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานหรือสถาน ที่ต้องการจะไปศึกษาจะต้องกำ หนดวัดถุประสงค์ที่จำ กัดและ ชัดเจนของการศึกษานอกสถานที่นั้นและจะต้องอธิบายให้ ผู้เข้าอบรมทราบถึงวัตถุประสงค์ รายละเอียดต่างๆ ที่จำ เป็น นอกจากนั้นยังเป็นผู้เตรียมการผู้ควบคุมให้การทัศนศึกษา เป็นไปตามแผนและตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ด้วย


บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนหน่วยงานหรือสถานที่ที่ไปทัศนศึกษา เป็นผู้คอยประสาน งานกับผู้ดำ เนินการตามข้อ 1) เตรียมการสำ หรับกิจกรรมระหว่าง การศึกษาว่าจะทำ อะไรที่ไหนเมื่อไร โดยต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ รายละเอียดต่างๆ ที่จำ เป็น นอกจากนั้นยังเป็นผู้เตรียมการผู้ ควบคุมให้การทัศนศึกมาเป็นไปตามแผนและตามวัตถุประสงค์ที่ วางไว้ ผู้เข้าอบรม ในระหว่างการศึกษานอกสถานที่ โดยปกติผู้เข้าอบรม จะมีหน้าที่เพียงเป็นผู้สังเกตและอาจอภิปรายชักถามเจ้าหน้าที่ของ หน่วยงาน หรือสถานที่ที่ไปศึกษานั้น 3 2


อุปกรณ์ สำ หรับเทคนิคการศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา โคยปกติแล้วผู้จัดการอบรม ไม่จำ ม่ จำเป็นต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ แต่จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ถูกไป เยี่ยมเยียนที่จะจัดว่าจะแสดงอะไรให้ผู้เข้าอบรมดู จะต้องใช้ อุปกรณ์อะไรบ้าง ผู้จัดการอบรมเพียงแต่เตรียมเรื่องเกี่ยวกับ การเดินทาง เช่น รถ เวลา การนัดหมาย จำ นวนผู้เข้าอบรม เป็นต้น


สถานที่ ในเรื่องสถานที่ก็เช่นเดียวกับเรื่องอุปกรณ์ ผู้จัดการ อบรมไม่ต้องเป็นผู้จัดเตรียม แต่ต้องให้รายละเอียดที่จำ เป็น ต่อการจัดสถานที่แก่หน่วยงานที่จะไปเยี่ยมอย่างถูกต้อง เช่น เวลาที่จะไปถึง เวลากลับ จำ นวนผู้เข้าอบรม จำ นวนหน้าที่จัด อบรมที่จะร่วมเดินทางไปด้วย กิจกรรมที่ทำ ระหว่างการไป เยี่ยมเยียนเหล่านี้ เป็นต้น เพื่อหาทางหน่วยงานจะได้จัด เตรียมสถานที่ได้ถูกต้องทันเวลาและเหมาะสมแก่สภาพ การณ์


วิธีการ ขั้นเตรียมการ - เลือกหน่วยงานหรือสถานที่ที่จะไป โดยคำ นึงถึง ประโยชน์และความร่วมมือที่จะได้รับ - ติดต่อขอความร่วมมือจากหน่วยงาน แจ้ง วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม รายละเอียดเกี่ยวกับการ ฝึกอบรมที่จำ เป็น วัตถุประสงค์ของการไปเยี่ยมหน่วย งาน - จัดเตรียมกำ หนดการและยานพาหนะที่จะใช้ในการ เดินทางและแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบ 1


2 วิธีการ ขั้นเดินทางไปทัศนศึกษา - ตรวจสอบรายชื่อ จำ นวนผู้ร่วมคณะก่อนออกเดินทาง - ก่อนจะถึงสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาแต่ละจุดควรจะแจ้งให้ผู้รับการ อบรมทราบว่าเป็นสถานที่ใด วัตถุประสงค์ในการเข้าชมคืออะไร และจะใช้ เวลาเข้าชมนานเพียงใด - เมื่อสิ้นสุดการทัศนศึกษาแต่ละจุดควรสรุปวัตถุประสงค์และสิ่งที่ได้ เรียนรู้จากสถานที่นั้นๆ ให้ผู้รับการอบรมได้ทราบอีกครั้งและเมื่อเสร็จจาก การทัศนศึกษาแล้ว ควรให้ผู้เข้าอบรมเขียนรายงานในสิ่งที่เขาได้เห็นได้รู้และ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา และงานของเขาซึ่งจะช่วยให้เขาดึง ประโยชน์จากการทัศนศึกษานี้ได้มากขึ้น และรายงานนี้ยังช่วยผู้จัด จัดการ ทัศนศึกษาในด้านการประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เข้าอบรมอีกด้วย


ข้อดี นอกจากจะได้เรียนรู้ในภากทฤษฎีแล้ว ทัศนศึกษาจะช่วยให้ผู้ เข้ารับการอบรมได้เห็นการปฏิบัติจริงๆ ช่วยขยายแนวความคิดเพื่อ ความเข้าใจได้ดีและถูกต้องตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะได้รับฟัง โดยไม่มีโอกาสได้เห็นภาพปฏิบัติงานจริงๆ ทัศนศึกษา เป็นเทคนิคที่สร้างความสนใจและความกระตือรือร้น ให้แก่ผู้เข้าอบรมได้เ ด้ป็นอย่างดี


ข้อดี ทัศนศึกษาจะให้ประโยชน์อย่างมาก ถ้าจัดให้มีส่วนสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดและสอดคล้องกับส่วนอื่นๆ ของการอบรม ทัศนศึกษาช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เข้าอบรมอันจะ เป็นประโยชน์ต่อการร่วมมือประสานงานกันต่อไป


ข้อจำ กัด การจัดการศึกษานอกสถานที่จำ เป็นต้องใช้งบประมาณมากรวมทั้งต้องใช้เวลาเตรียมการมากด้วย หากขาดความร่วมมือจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะให้ประโยชน์ไม่เต็มที่ห ที่ รืออาจจะไม่บรรลุ วัตถุประสงค์ที่วางไว้ การควบคุมการจัดทัศนศึกษาให้เป็นไปตามแผนทำ ได้ยาก การเดินทางอาจทำ ให้ผู้เข้าอบรมเหน็ดเหนื่อย และไม่ สามารถศึกษาสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ การเข้าชมหน่วยงาน อาจทำ ให้หน่วยงานนั้นต้องหยุด หรือเสียเวลาปฏิบัติงานตามปกติไป


9. การสาธิต (Demonstration) การสาธิต (Demonstration) เป็นการแสดงโคยวิทยากรให้ผู้ เข้ารับการฝึกอบรมได้เห็นสถานการณ์ที่เป็นจริงโดยแสดงให้เห็น กระบวนการหรือขั้นตอน การปฏิบัติงาน การใช้เครื่องมือ หรือการ ทดลองต่างๆ แล้วจึงเปิดโอกาสห้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ทดลอง ทำ ตามที่ได้เรียนรู้แล้วด้วย


วิธีการ จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไว้ให้พร้อม โดยจัดไว้ในที่ที่เหมาะสม ผู้เข้ารับ การฝึกอบรมทุกคนมองเห็นได้ชัดเจน วิทยากรจะอธิบายหรือชี้แจงหลักการวิธีการ และขั้นตอนการสาธิตให้ ผู้รับการฝึกอบรมได้รู้ก่อนทำ การสาธิต หว่างการสาธิต ผู้สาธิต วิทยากรอาจจะบรรยายไปด้วยเพื่อช่วยให้ผู้เข้า รับการฝึกอบรมทำ ความเข้าใจกับรายละเอียดต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และผู้เข้า รับการอบรมอาจจะชักถามรายละเอียดเพิ่มเติมในระหว่างนี้ได้ หลังสาธิตควรเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ทดลองปฏิบัติบ้าง เพื่อทดสอบว่ามีความเข้าใจดีหรือไม่ หรืออาจเปิดอภิปรายแสดงความคิด เห็นในสิ่งที่ได้ดูไปแล้ว


Click to View FlipBook Version