The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาเคมี ชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Darawadee Kammee, 2022-05-22 00:15:57

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาเคมี ชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2565

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาเคมี ชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2565

การวเิ คราะหห์ ลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์

และเทคโนโลยีสกู่ ารจดั ทำแนวการจดั การเรียนรู้

วิชา เคมเี พมิ่ เตมิ 5 รหสั ว30225

สาระเคมี 1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติ

ของสาร แกส๊ และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์ และพอลิเมอร์

รวมท้ัง

การนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ สาระการ กจิ กรรม /
คุณลกั ษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
ทอ้ งถนิ่

1. สืบค้นขอ้ มลู และ สมรรถนะสำคญั สารประกอบอินทรยี เ์ ป็น - -การสบื ค้น

นำเสนอตัวอย่าง 1. ความสามารถในการส่อื สาร สารประกอบของคาร์บอน ส่วนใหญ่ -การนำเสนอ

สารประกอบอนิ ทรีย์ 2. ความสามารถในการคิด พบในสิ่งมชี วี ติ มีโครงสรา้ ง และแบง่

ที่มีพนั ธะเดย่ี ว พันธะ 1) ทักษะการสงั เกต ได้หลายประเภท เน่ืองจากธาตุ

คู่ หรือพนั ธะสาม ที่ 2) ทักษะการสำรวจคน้ หา คาร์บอนสามารถเกดิ พันธะโคเวเลนต์

พบในชีวิตประจำวนั 3) ทกั ษะการวเิ คราะห์ กับธาตคุ ารบ์ อน พนั ธะเดย่ี ว พนั ธะคู่

3. ความสามารถในการใช้ พนั ธะสามนอกจากนีย้ ังสามารถเกดิ

เทคโนโลยี พันธะโคเวเลนตก์ ับธาตอุ นื่ ๆ ได้อกี

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้วย และมีการนำ สารประกอบ

1.มวี นิ ยั อินทรยี ์ไปใชป้ ระโยชน์อยา่ ง

2.ใฝเ่ รยี นรู้ หลากหลาย

3.มุ่งมั่นในการทำงาน

2. เขยี นสูตร สมรรถนะสำคญั โครงสร้างของสารประกอบ - - การอภิปราย

โครงสร้างลวิ อสิ สตู ร 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร อินทรยี ์ แสดงได้ด้วยสูตรโครงสร้างลิว - การทำ

โครงสรา้ ง แบบย่อ 2. ความสามารถในการคดิ อิส สูตรโครงสร้างแบบย่อ หรือสูตร แบบฝึกหดั

และสตู รโครงสรา้ ง 1) ทกั ษะการสงั เกต โครงสรา้ งแบบเส้น - การทดสอบ

แบบเสน้ ของ 2) ทักษะการสำรวจคน้ หา

สารประกอบอนิ ทรยี ์ 3) ทักษะการวิเคราะห์

3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1.มวี ินยั

2.ใฝ่เรยี นรู้

3.ม่งุ ม่ันในการทำงาน

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เติม สาระการ กจิ กรรม /
คุณลกั ษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
ทอ้ งถน่ิ

3. วเิ คราะห์โครงสร้าง สมรรถนะสำคญั สารประกอบอินทรยี ม์ ีหลาย - - การอภปิ ราย

และระบุประเภทของ 1. ความสามารถในการสอื่ สาร ประเภท การพิจารณาประเภทของ - การทำ

สารประกอบอนิ ทรยี ์ 2. ความสามารถในการคิด สารประกอบอนิ ทรยี อ์ าจใชห้ มู่ฟังกช์ ัน แบบฝึกหดั

จากหมู่ฟังก์ชัน 1) ทักษะการสังเกต เป็นเกณฑไ์ ดเ้ ปน็ แอลเคน แอลคนี - การทดสอบ

2) ทกั ษะการสำรวจค้นหา แอลไคน์ อะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน

3) ทกั ษะการวเิ คราะห์ แอลกอฮอล์อีเทอร์ เอมีน แอลดไี ฮดค์ ี

3. ความสามารถในการใช้ โตน กรดคารบ์ อกซลิ ิกเอสเทอร์

เทคโนโลยี เอไมด์

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.มวี นิ ยั
2.ใฝเ่ รียนรู้
3.ม่งุ มน่ั ในการทำงาน

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ สาระการ กิจกรรม /
คุณลกั ษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
ทอ้ งถน่ิ
4. เขยี นสูตร สมรรถนะสำคญั การเรยี กชือ่ สารประกอบอินทรยี ์ - การอภปิ ราย
โครงสร้างและ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร ประเภทแอลเคน แอลคีน แอลไคน์ - - การทำ
เรยี กช่ือ สารประกอบ 2. ความสามารถในการคดิ แอลกอฮอล์อเี ทอรเ์ อมีน แอลดไี ฮด์ แบบฝกึ หัด
อนิ ทรยี ์ประเภทต่าง คโี ตน กรดคาร์บอกซลิ กิ เอสเทอร์ - การทดสอบ
ๆ ทม่ี หี มู่ ฟงั ก์ชันไม่ 1) ทักษะการสงั เกต และเอไมดจ์ ะเรยี กตามระบบ IUPAC
เกิน 1 หมู่ ตามระบบ 2) ทกั ษะการสำรวจคน้ หา หรอื อาจเรยี กโดยใช้ช่ือสามญั
IUPAC 3) ทกั ษะการวเิ คราะห์
3. ความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1.มีวินัย

2.ใฝ่เรียนรู้

3.มงุ่ มน่ั ในการทำงาน

5. เขยี นไอโซเมอร์ สมรรถนะสำคญั ปรากฏการณ์ท่ีสารมีสูตรโมเลกุล - - อภปิ ราย

โครงสรา้ งของ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เหมือนกันแต่มีสมบัติแตกต่างกัน - การทำกจิ กรรม

สารประกอบอินทรยี ์ 2. ความสามารถในการคดิ เรยี กวา่ ไอโซเมอรซิ มึ - การทำ

ประเภทตา่ ง ๆ 1) ทักษะการสังเกต และเรียกสารแต่ละชนิดว่า ไอโซเมอร์ แบบฝึกหัด

2) ทักษะการสำรวจคน้ หา ไอโซเมอร์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน - การทดสอบ

3) ทักษะการวเิ คราะห์ แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกันเรียกว่า ไอ

3. ความสามารถในการใช้ โซเมอร์โครงสร้าง

เทคโนโลยี

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1.มีวินยั

2.ใฝเ่ รยี นรู้

3.มุ่งมนั่ ในการทำงาน

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ สาระการ กจิ กรรม /
คณุ ลกั ษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
สารประกอบอินทรียท์ ่ีมหี มู่ ทอ้ งถนิ่
6. วิเคราะห์และ สมรรถนะสำคญั ฟงั กช์ ัน ขนาดโมเลกุลหรอื โครงสรา้ ง การอภิปราย
ของสารตา่ งกนั จะมจี ุดเดือดและการ - การทดลอง
เปรียบเทยี บจุดเดือด 1. ความสามารถในการสอื่ สาร ละลายในนำ้ ตา่ งกนั สำหรับการ การทำแบบฝึกหดั
ละลายของสารพิจารณาไดจ้ ากความมี - การทดสอบ
และการละลายในน้ำ 2. ความสามารถในการคิด ขัว้ ของตัวละลายและตัวทำละลาย
โดยสารสามารถละลายไดใ้ นตวั ทำ การเขียนสมการ
ของสารประกอบ 1) ทักษะการสงั เกต ละลายทม่ี ีข้วั ใกล้เคียงกนั เคมี
การอภปิ ราย
อนิ ทรีย์ทม่ี ีหมู่ฟงั กช์ ัน 2) ทักษะการสำรวจค้นหา สารประกอบ อินทรีย์ที่มีหมู่ รายงานการทดลอง
ฟังก์ชัน ขนาดโมเลกุลหรือโครงสร้าง การทำแบบฝึกหดั
ขนาดโมเลกุล หรือ 3) ทักษะการวิเคราะห์ ของสารต่างกันจะมีจุดเดือดและการ การทดสอบ
ละลายในน้ำต่างกัน สำหรับการ
โครงสรา้ งตา่ งกนั 4) ทกั ษะการตั้งสมมติฐาน ละลายของสารพิจารณาได้จากความมี
ขั้วของตัวละลายและตัวทำละลาย
5) ทักษะการทดลอง โดยสารสามารถละลายได้ในตัวทำ
ละลายทม่ี ขี ้วั ใกลเ้ คียงกัน
6) ทกั ษะการตีความหมาย
สารประกอบอินทรีย์ประเภทแอ
และลงขอ้ สรุป ลเคน แอลคนี แอลไคน์
อะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน เป็น
3. ความสามารถในการใช้ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ซ่ึงเมอื่
เกิดปฏกิ ริ ิยาการเผาไหมป้ ฏกิ ิรยิ ากบั
เทคโนโลยี โบรมนี และปฏกิ ิรยิ ากบั โพแทสเซยี ม
เปอร์แมงกาเนต จะใหผ้ ลของปฏกิ ิรยิ า
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ตา่ งกัน จึงสามารถใช้เปน็ เกณฑ์ในการ
จำแนกประเภทของสารประกอบ
1.มวี นิ ัย ไฮโดรคาร์บอนได้

2.ใฝเ่ รียนรู้

3.ม่งุ มั่นในการทำงาน

7. ระบุประเภทของ สมรรถนะสำคญั

สารประกอบ 1. ความสามารถในการสอื่ สาร

ไฮโดรคารบ์ อนและ 2. ความสามารถในการคิด

เขยี นผลิตภณั ฑ์จาก 1) ทักษะการสงั เกต

ปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ 2) ทักษะการสำรวจค้นหา

ปฏิกิรยิ ากบั โบรมีน 3) ทักษะการวเิ คราะห์

หรอื ปฏกิ ริ ยิ ากบั 4) ทักษะการตง้ั สมมติฐาน

โพแทสเซยี มเปอร์แมง 5) ทกั ษะการทดลอง

กาเนต 6) ทักษะการตคี วามหมาย

8. เขียนสมการเคมี และลงข้อสรปุ

และอธบิ ายการ 3. ความสามารถในการใช้

เกิดปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอ เทคโนโลยี

รฟิ ิเคชนั ปฏกิ ริ ิยาการ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

สงั เคราะห์เอไมด์ 1.มีวนิ ัย

ปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซสิ 2.ใฝ่เรยี นรู้

และปฏิกริ ิยาสะปอน 3.ม่งุ มั่นในการทำงาน

นิฟเิ คชัน

9. ทดสอบปฏกิ ิรยิ า

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เติม สาระการ กิจกรรม /
คณุ ลักษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
เอสเทอรฟิ เิ คชัน ทอ้ งถน่ิ
ปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ กรดคาร์บอกซิลกิ ทำปฏกิ ิริยากบั - การอภปิ รายผล
และปฏกิ ริ ยิ าสะปอน - การสืบค้นข้อมลู
นฟิ เิ คชนั แอลกอฮอลไ์ ดเ้ ปน็ เอสเทอรเ์ รยี กวา่ - การนำเสนอ

10. สบื ค้นขอ้ มูลและ ปฏิกริ ยิ าเอสเทอรฟิ เิ คชนั
นำเสนอตวั อยา่ งการ
นำสารประกอบ กรดคารบ์ อกซลิ กิ ทำปฏิกิรยิ ากับเอมีน
อินทรยี ์ไปใช้
ประโยชน์ใน เกิดเป็นเอไมดเ์ อสเทอรแ์ ละเอไมด์
ชีวิตประจำวนั และ
อุตสาหกรรม สามารถเกดิ ปฏิกริ ิยา

ไฮโดรลิซสิ ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ ิสของ

เอสเทอรใ์ นเบสแอลคาไลเรยี กว่า

ปฏกิ ิรยิ าสะปอนนิฟิเคชนั

สมรรถนะสำคญั สารประกอบอนิ ทรยี ส์ ามารถนำไปใช้

1. ความสามารถในการส่ือสาร ประโยชนไ์ ดม้ ากมายในชีวิตประจำวัน

2. ความสามารถในการคิด รวมทั้งนำไปใชเ้ ป็น

1) ทักษะการสังเกต สารต้งั ต้นและตวั ทำละลายใน

2) ทกั ษะการสำรวจคน้ หา อตุ สาหกรรมดา้ นต่างๆเชน่

3) ทักษะการวเิ คราะห์ อุตสาหกรรมเชอื้ เพลงิ และพลงั งาน

3. ความสามารถในการใช้ อตุ สาหกรรมอาหารและยา

เทคโนโลยี อุตสาหกรรมเกษตร

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1.มวี ินยั

2.ใฝเ่ รยี นรู้

3.มุ่งมั่นในการทำงาน

11. ระบปุ ระเภทของ สมรรถนะสำคญั พอลิเมอรเ์ ป็นสารทม่ี ีโมเลกลุ - การทำแบบฝกึ หดั

ปฏิกิริยาการเกิดพอลิ 1. ความสามารถในการส่ือสาร ขนาดใหญ่ซ่ึงประกอบดว้ ยหน่วยยอ่ ย การทดสอบ

เมอรจ์ ากโครงสร้าง 2. ความสามารถในการคดิ ท่เี รียกวา่ มอนอเมอร์

ของมอนอเมอรห์ รือ 1) ทักษะการสงั เกต เชอ่ื มต่อกันดว้ ยพนั ธะโคเวเลนต์โดยมี

พอลิเมอร์ 2) ทักษะการสำรวจคน้ หา ทั้งพอลเิ มอรธ์ รรมชาติและพอลเิ มอร์

3) ทักษะการวิเคราะห์ สงั เคราะห์ปฏกิ ริ ิยาการเกดิ พอลเิ มอร์

3. ความสามารถในการใช้ อาจเป็นปฏิกิรยิ าแบบควบแนน่ หรอื

เทคโนโลยี ปฏิกิรยิ าแบบเตมิ ข้ึนอย่กู บั หมู่ฟังกช์ นั

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และโครงสรา้ งของมอนอเมอร

1.มวี ินัย

2.ใฝ่เรียนรู้

3.มุ่งมัน่ ในการทำงาน

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เติม สาระการ กจิ กรรม /
คณุ ลักษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
ทอ้ งถน่ิ
12.วเิ คราะห์และ สมรรถนะสำคญั พอลเิ มอรม์ โี ครงสรา้ งตา่ งกนั อาจเป็น - การอภปิ ราย
- - การทำกิจกรรม
อธิบายความสมั พนั ธ์ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร โครงสร้างแบบเสน้ แบบกง่ิ หรอื แบบ - การทำ
-
ระหวา่ งโครงสร้าง 2. ความสามารถในการคิด รา่ งแห ขน้ึ อยู่กบั ชนดิ แบบฝึกหดั
- การทดสอบ
และสมบัตขิ องพอลิ 1) ทักษะการสงั เกต ของมอนอเมอร์และภาวะของปฏกิ ริ ยิ า
- การอภปิ ราย
เมอร์รวมทง้ั การนำ 2) ทักษะการสำรวจค้นหา การเกดิ พอลเิ มอรซ์ ง่ึ โครงสร้างของพอ - การทำกิจกรรม
- การทำ
ไปใช้ประโยชน์ 3) ทกั ษะการวเิ คราะห์ ลิเมอรส์ ่งผลตอ่
แบบฝึกหัด
13. ทดสอบและระบุ 4) ทักษะการตง้ั สมมติฐาน จดุ หลอมเหลว ความหนาแน่น ความ - การทดสอบ

ประเภทของพลาสตกิ 5) ทกั ษะการทดลอง เปราะความเหนยี ว ความยดื หย่นุ จงึ

และผลติ ภัณฑ์ยาง 6) ทักษะการตคี วามหมาย สามารถนำไป

รวมท้งั การนำ ไปใช้ และลงขอ้ สรุป ประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้อย่างหลากหลาย

ประโยชน์ 3. ความสามารถในการใช้ • พอลิเมอร์ทใี่ ห้ความรอ้ นแล้ว

เทคโนโลยี สามารถนำกลับมาขนึ้ รูปใหมไ่ ด้

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ เรยี กว่า พอลเิ มอรเ์ ทอรม์ อพลาสตกิ

1.มีวนิ ยั ส่วนใหญม่ โี ครงสรา้ งแบบเส้นและ

2.ใฝ่เรียนรู้ แบบก่ิง สว่ นพอลเิ มอรท์ ่ีใหค้ วามรอ้ น

3.มุ่งม่นั ในการทำงาน แล้วไมอ่ อ่ นตวั

จงึ ไมส่ ามารถนำกลับมาขนึ้ รูปใหมไ่ ด้

เรยี กวา่ พอลเิ มอร์เทอร์มอเซต มี

โครงสรา้ งแบบรา่ งแห พลาสตกิ มที ้งั ท่ี

เป็นพอลิเมอรเ์ ทอรม์ อพลาสติกและ

พอลิเมอรเ์ ทอรม์ อเซต ผลติ ภณั ฑย์ าง

เปน็ พอลเิ มอรเ์ ทอร์มอเซต ซ่ึงทำให้มี

สมบัตแิ ละการนำไปใชป้ ระโยชน์

ตา่ งกนั

14. อธิบายผลของ สมรรถนะสำคญั • การปรับเปล่ยี นโครงสรา้ งหรอื การ

การปรับเปลี่ยน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร สังเคราะห์พอลิเมอร์ เช่น

โครงสร้าง และการ 2. ความสามารถในการคิด วลั คาไนเซชัน การสังเคราะห์

สงั เคราะห์พอลิเมอรท์ ่ี 1) ทักษะการสังเกต โคพอลเิ มอร์การสังเคราะห์

มตี อ่ สมบตั ขิ องพอลิ 2) ทกั ษะการสำรวจค้นหา พอลเิ มอร์นำไฟฟา้ เป็นการปรับปรงุ

เมอร์ 3) ทักษะการวเิ คราะห์ คุณภาพของพอลิเมอรเ์ พือ่ ใหไ้ ด้

4) ทกั ษะการตง้ั สมมตฐิ าน ผลิตภณั ฑ์ทส่ี ามารถนำไปใชป้ ระโยชน์

5) ทักษะการทดลอง ไดอ้ ย่างเหมาะสมและหลากหลายมาก

6) ทักษะการตีความหมาย ขนึ้

และลงข้อสรุป

ผลการเรยี นรู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ สาระการ กจิ กรรม /
คณุ ลกั ษณะ เรยี นรู้ กระบวนการ
15. สบื คน้ ขอ้ มลู และ ทอ้ งถนิ่
นำเสนอตัวอยา่ ง 3. ความสามารถในการใช้ • การใช้และการกำจดั ผลิตภัณฑพ์ อลิ - การอภปิ ราย
ผลกระทบจากการใช้ เทคโนโลยี เมอร์อาจสง่ ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวติ และ - - รายงานผลการ
และการกำจัด คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ สงิ่ แวดล้อม จึงควร
ผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์ 1.มวี ินัย ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดข้นึ และ สืบค้น
และแนวทางแก้ไข 2.ใฝ่เรยี นรู้ แนวทางแกไ้ ข - การนำเสนอ
3.มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
สมรรถนะสำคญั
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทักษะการสำรวจคน้ หา
3) ทกั ษะการวเิ คราะห์
3. ความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.มวี นิ ัย
2.ใฝเ่ รยี นรู้
3.มุง่ มน่ั ในการทำงาน

ว30225 เคมี 5 คำอธบิ ายรายวชิ า
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ

สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างสารประกอบอินทรีย์ท่ีมพี ันธะเด่ียว พันธะคู่ หรือพันธะสาม ทพ่ี บใน
ชีวิตประจำวัน เขียนสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้าง แบบย่อ และสูตรโครงสร้างแบบเส้นของ
สารประกอบอินทรีย์ วิเคราะห์โครงสร้างและระบุประเภทของ สารประกอบอินทรีย์จากหมู่ฟังก์ชัน เขียนสูตร
โครงสร้างและเรียกชื่อ สารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน 1 หมู่ ตามระบบ IUPAC
เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการ
ละลายในน้ำของสารประกอบอินทรีย์ท่ีมีหมู่ฟังก์ชัน ขนาดโมเลกุลหรือโครงสร้างต่างกัน ระบุประเภทของ
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลิตภัณฑจ์ ากปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ ปฏิกริ ิยากับโบรมีน หรือปฏิกิริยากับ
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการ
สังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสและปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน
ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการนำ สารประกอบ
อินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรม ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์จาก
โครงสร้างของมอนอเมอร์ หรือพอลิเมอร์ วิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและสมบัติของ
พอลิเมอร์ รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ ทดสอบและระบุประเภทของพลาสติกและผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งการ
นำไปใช้ประโยชน์ อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสร้างและการสังเคราะห์พอลิเมอร์ที่มีต่อสมบัติของพอลิ
เมอร์ สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างผลกระทบจากการใช้และการกำจัดผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์และแน ว
ทางแกไ้ ข

ผลการเรยี นรู้
1. สบื คน้ ข้อมลู และนำเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอินทรียท์ ี่มพี นั ธะเดี่ยว พันธะคู่ หรอื พันธะสาม ท่พี บ

ในชวี ติ ประจำวัน
2. เขียนสตู รโครงสร้างลวิ อสิ สูตรโครงสร้าง แบบย่อ และสูตรโครงสร้างแบบเสน้ ของ สารประกอบ

อินทรยี ์
3. วิเคราะห์โครงสร้างและระบุประเภทของ สารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟงั ก์ชัน
4. เขยี นสตู รโครงสร้างและเรียกชื่อ สารประกอบอินทรีย์ประเภทตา่ ง ๆ ท่ีมหี มู่ ฟงั กช์ นั ไมเ่ กิน 1 หมู่

ตามระบบ IUPAC
5. เขยี นไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทตา่ ง ๆ
6. วเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทยี บจุดเดอื ดและการ ละลายในน้ำของสารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มีหมู่ ฟงั กช์ ัน

ขนาดโมเลกุล หรอื โครงสร้างตา่ งกนั

7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลติ ภัณฑจ์ ากปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้
ปฏิกิริยากับโบรมีน หรอื ปฏิกิรยิ ากบั โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต

8. เขยี นสมการเคมีและอธบิ ายการเกดิ ปฏิกริ ิยา เอสเทอริฟิเคชัน ปฏกิ ริ ยิ าการสงั เคราะห์เอไมด์
ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟิเคชัน

9. ทดสอบปฏกิ ิรยิ าเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ิรยิ าสะปอนนฟิ ิเคชนั
10. สบื ค้นข้อมลู และนำเสนอตวั อย่างการนำ สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจำวัน
และอตุ สาหกรรม
11. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลิเมอรจ์ ากโครงสรา้ งของมอนอเมอร์ หรอื พอลเิ มอร์
12. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่าง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์ รวมท้ังการ
นำไปใช้ประโยชน์
13. ทดสอบและระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลิตภัณฑ์ยาง รวมท้งั การนำไปใชป้ ระโยชน์
14. อธบิ ายผลของการปรับเปลี่ยนโครงสรา้ ง และการสังเคราะหพ์ อลิเมอรท์ ี่มตี ่อสมบตั ิของพอลเิ มอร์
15. สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างผลกระทบจากการใช้และการกำจัดผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์และ
แนวทางแก้ไข

รวมทง้ั หมด 15 ผลการเรยี นรู้

โครงสรา้ งรายวชิ า

โครงสรา้ งรายวชิ า เคมเี พิม่ เติม5 รหัสวิชา ว30225 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้น มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 เวลา 60 ชั่วโมง /ภาคเรียน

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชม.) คะแนน

1 เคมีอินทรีย์ 1. สืบค้นขอ้ มูลและ สารประกอบอินทรยี เ์ ปน็ สารประกอบ 2 1

นำเสนอตวั อยา่ ง ของคาร์บอน ส่วนใหญ่พบในสิง่ มชี ีวติ มี

สารประกอบอินทรียท์ ่ี โครงสร้าง และแบง่ ได้หลายประเภท เน่ืองจาก

มีพันธะเดย่ี ว พันธะคู่ ธาตุคารบ์ อนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนตก์ ับธาตุ

หรอื พนั ธะสาม ทพี่ บ คาร์บอน พันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ พนั ธะสาม

ในชวี ติ ประจำวนั นอกจากนยี้ งั สามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับ

ธาตุอ่ืน ๆ ได้อีกด้วย และมกี ารนำ สารประกอบ

อนิ ทรียไ์ ปใชป้ ระโยชน์อย่างหลากหลาย

2. เขียนสูตรโครงสรา้ ง โครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ แสดง 3 2
3 2
ลวิ อสิ สตู รโครงสรา้ ง ไดด้ ้วยสูตรโครงสรา้ งลวิ อิส สตู รโครงสรา้ งแบบ 3 2
3 2
แบบย่อ และสตู ร ย่อ หรอื สูตรโครงสรา้ งแบบเส้น

โครงสรา้ งแบบเสน้

ของ สารประกอบ

อินทรีย์

3. วเิ คราะหโ์ ครงสร้าง สารประกอบอินทรียม์ หี ลายประเภท การ

และระบปุ ระเภทของ พจิ ารณาประเภทของสารประกอบอนิ ทรยี อ์ าจ

สารประกอบอนิ ทรยี ์ ใชห้ มู่ฟงั ก์ชันเป็นเกณฑ์ไดเ้ ป็นแอลเคน แอลคนี

จากหมู่ฟงั ก์ชัน แอลไคน์ อะโรมาติกไฮโดรคารบ์ อน แอลกอฮอล์

อเี ทอร์ เอมีน แอลดไี ฮด์คีโตน กรดคาร์บอกซลิ ิก

เอสเทอร์

เอไมด์

4. เขยี นสตู รโครงสรา้ ง การเรยี กช่ือสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทแอ

และเรยี กช่ือ ลเคน แอลคีน แอลไคนแ์ อลกอฮอลอ์ เี ทอรเ์ อมนี

สารประกอบอินทรีย์ แอลดีไฮด์

ประเภทตา่ ง ๆ ทีม่ หี มู่ คีโตน กรดคารบ์ อกซลิ ิก เอสเทอร์

ฟงั กช์ ันไมเ่ กิน 1 หมู่ และเอไมดจ์ ะเรยี กตามระบบ IUPAC หรอื อาจ

ตามระบบ IUPAC เรียกโดยใช้ชอื่ สามญั

5. เขียนไอโซเมอร์ ปรากฏการณ์ท่ีสารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชม.) คะแนน

โครงสร้างของ แต่มสี มบัติแตกต่างกนั เรียกวา่ ไอโซเมอริซึม
สารประกอบอินทรยี ์ และเรยี กสารแต่ละชนดิ วา่ ไอโซเมอร์
ประเภทตา่ ง ๆ
ไอโซเมอร์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่มีสูตร
โครงสร้างต่างกันเรียกวา่ ไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ ง

6. วิเคราะหแ์ ละ สารประกอบอนิ ทรยี ท์ ่ีมหี มู่ฟังกช์ นั ขนาด 10 5
เปรียบเทยี บจุดเดอื ด โมเลกลุ หรือโครงสร้างของสารตา่ งกันจะมจี ุด 12 5
และการละลายในนำ้ เดอื ดและการละลายในนำ้ ตา่ งกัน สำหรับการ
ของสารประกอบ ละลายของสารพิจารณาไดจ้ ากความมีข้ัวของตัว
อนิ ทรีย์ท่ีมีหมฟู่ งั กช์ นั ละลายและตัวทำละลาย โดยสารสามารถละลาย
ขนาดโมเลกลุ หรือ ไดใ้ นตัวทำละลายท่ีมขี ้ัวใกล้เคยี งกนั
โครงสรา้ งต่างกนั
7. ระบุประเภทของ สารประกอบอินทรีย์ท่ีมีหมู่ฟังก์ชัน ขนาด
สารประกอบ โมเลกุลหรือโครงสร้างของสารต่างกันจะมีจุด
ไฮโดรคารบ์ อนและ เดือดและการละลายในน้ำต่างกัน สำหรับการ
เขยี นผลิตภณั ฑ์จาก ละลายของสารพิจารณาได้จากความมขี ั้วของตัว
ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ ละลายและตัวทำละลาย โดยสารสามารถละลาย
ปฏิกริ ิยากบั โบรมนี ไดใ้ นตวั ทำละลายทมี่ ขี ้ัวใกล้เคียงกนั
หรอื ปฏิกริ ยิ ากบั
โพแทสเซียมเปอรแ์ มง สารประกอบอนิ ทรีย์ประเภทแอลเคน แอ
กาเนต ลคีนแอลไคน์
8. เขยี นสมการเคมี อะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน เปน็
และอธบิ ายการ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซง่ึ เมอื่ เกิดปฏกิ ิรยิ า
เกดิ ปฏิกริ ิยาเอสเทอ การเผาไหมป้ ฏิกริ ยิ ากับโบรมีนและปฏกิ ริ ิยากบั
ริฟเิ คชนั ปฏิกริ ิยาการ โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต จะให้ผลของ
สังเคราะหเ์ อไมด์ ปฏกิ ริ ิยาต่างกัน จึงสามารถใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ นการ
ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ จำแนกประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
และปฏกิ ริ ยิ าสะปอน ได้
นิฟเิ คชนั
9. ทดสอบปฏกิ ริ ิยา กรดคาร์บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับ
เอสเทอรฟิ เิ คชัน แอลกอฮอลไ์ ดเ้ ป็นเอสเทอรเ์ รยี กวา่ ปฏิกิริยาเอ
ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ สเทอริฟเิ คชัน กรดคารบ์ อกซลิ ิกทำปฏิกริ ิยากบั
และปฏิกริ ยิ าสะปอน เอมนี เกิดเปน็ เอไมด์เอสเทอร์และเอไมดส์ ามารถ
เกิดปฏิกริ ยิ าไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลซิ ิสของ
เอสเทอรใ์ นเบสแอลคาไลเรยี กวา่ ปฏกิ ิริยาสะ

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชว้ี ดั / สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชม.) คะแนน

นิฟเิ คชนั ปอนนิฟเิ คชนั

10. สืบคน้ ข้อมลู และ สารประกอบอินทรียส์ ามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ 3 1
30
นำเสนอตัวอยา่ งการ ไดม้ ากมายในชีวิตประจำวัน รวมท้ังนำไปใช้เป็น 2

นำสารประกอบ สารต้งั ต้นและตวั ทำละลายในอตุ สาหกรรมด้าน 7

อินทรียไ์ ปใชป้ ระโยชน์ ตา่ งๆเชน่ อตุ สาหกรรมเชื้อเพลงิ และพลงั งาน

ในชีวิตประจำวนั และ อุตสาหกรรมอาหารและยา อุตสาหกรรมเกษตร

อุตสาหกรรม

สอบกลางภาคเรยี น 1

2 พอลเิ มอร์ 11. ระบปุ ระเภทของ พอลเิ มอร์เปน็ สารที่มีโมเลกลุ ขนาดใหญ่ ได้ 3

ปฏกิ ริ ิยาการเกิดพอลิ จากปฏิกิริยาการเกดิ พอลิเมอร์ของโมเลกลุ

เมอรจ์ ากโครงสร้าง ขนาดเลก็ ท่เี รยี กวา่ มอนอเมอร์ สมบัติทาง

ของมอนอเมอรห์ รอื กายภาพของพอลเิ มอรจ์ งึ ต่างจากมอนอเมอร์ท่ี

พอลิเมอร์ เป็นสารต้ังตน้ พอลิเมอร์มที ั้งพอลเิ มอรธ์ รรม

ชาติและพอลเิ มอรส์ ังเคราะหพ์ อลเิ มอร์อาจเกดิ

จากปฏกิ ริ ิยาการเกดิ พอลิเมอร์แบบเตมิ หรอื

แบบควบแน่น ขน้ึ อยูก่ บั หมูฟ่ งั กช์ ันท่ีทำ

ปฏิกริ ิยา

12.วิเคราะห์และ พอลิเมอรอ์ าจมโี ครงสร้างเป็นแบบเส้น แบบกง่ิ 6

อธิบายความสมั พนั ธ์ แบบร่างแห ท้งั นข้ี ึ้นกับลกั ษณะการเชอื่ มต่อกนั

ระหว่างโครงสร้างและ ของมอนอเมอรซ์ ่งึ สง่ ผลตอ่ สมบัตขิ องพอลิเมอร์

สมบัติของพอลิเมอร์ และการนำ ไปใชใ้ นการผลิตเปน็ ผลิตภณั ฑ์ท่ี

รวมท้ังการนำ ไปใช้ แตกต่างกนั

ประโยชน์ โดยพอลเิ มอร์เทอรม์ อพลาสตกิ มโี ครงสร้างเปน็

13. ทดสอบและระบุ แบบเส้นหรือแบบกิ่ง เปน็ พอลิเมอร์ที่สามารถนำ

ประเภทของพลาสตกิ มาหลอมขึน้ รปู ใหมไ่ ด้ สำหรบั พอลเิ มอรเ์ ทอรม์ อ

และผลติ ภัณฑ์ยาง เซตสว่ นใหญ่มโี ครงสรา้ งแบบรา่ งแห เป็นพอลิ

รวมท้ังการนำ ไปใช้ เมอร์ท่ไี ม่หลอมเหลวเมื่อได้รบั ความรอ้ น แตเ่ กดิ

ประโยชน์ การสลายตวั หรอื ไหม้เมื่อไดร้ ับความรอ้ นสงู จึงไม่

สามารถนำมาหลอมข้นึ รูปใหมไ่ ด้

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชม.) คะแนน

14. อธิบายผลของการ การปรับปรุงสมบตั ิพอลเิ มอร์อาจทำ ไดโ้ ดยการ 6 7
ปรับเปลยี่ นโครงสร้าง เตมิ สารเตมิ แตง่ ซง่ึ อาจเปน็ สารที่เขา้ ไปผสมใน
และการสงั เคราะห์พอ เน้ือพอลเิ มอรห์ รอื เขา้ ไปทำ ปฏิกริ ยิ าเคมกี ับพอ
ลเิ มอร์ทมี่ ตี อ่ สมบัติ ลเิ มอรน์ อกจากน้ี
ของพอลเิ มอร์

การปรับปรุงสมบตั ขิ องพอลเิ มอร์
อาจทำ ได้โดยการปรบั เปล่ียนโครงสรา้ งของพอ
ลิเมอรห์ รือการสงั เคราะหพ์ อลิเมอร์ชนิดใหม่ ๆ
เชน่ โคพอลเิ มอรพ์ อลิเมอรน์ ำ ไฟฟา้ ผลิตภัณฑ์
พอลิเมอร์ทีใ่ ชใ้ นชีวิตประจำ วันอาจผา่ นการ
ปรบั ปรงุ สมบัตหิ ลายวิธีการร่วมกนั

15. สบื ค้นข้อมลู และ การใชแ้ ละการกำจัดผลติ ภณั ฑ์พอลเิ มอรใ์ น 43

นำเสนอตัวอย่าง ชวี ติ ประจำวันควรคำนงึ ถึงผลกระทบต่อ

ผลกระทบจากการใช้ สง่ิ มีชีวิตและสิง่ แวดล้อม การป้องกนั และการ

และการกำจัด แกไ้ ขอาจทำไดโ้ ดย การลดการใช้ การรีไซเคลิ

ผลติ ภณั ฑพ์ อลิเมอร์ และการใชพ้ อลิเมอร์ยอ่ ยสลายได้

และแนวทางแก้ไข

สอบปลายภาคเรยี น 1 30

รวม 60 100

ตารางออกแบบจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ท่ี การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้

1 เคมีอินทรยี ์ 1. สืบคน้ ขอ้ มูลและ สารประกอบอนิ ทรีย์เปน็ 1. อธบิ ายการเกิดพันธะเคมขี อง

นำเสนอตัวอยา่ ง สารประกอบของคารบ์ อน สว่ นใหญพ่ บใน คารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรยี ์

สารประกอบอนิ ทรยี ท์ ม่ี ี สง่ิ มีชวี ติ มโี ครงสรา้ ง และแบง่ ไดห้ ลาย 2. สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอ

พันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือ ประเภท เนื่องจากธาตุคารบ์ อนสามารถเกดิ ตวั อยา่ งสารประกอบอินทรียท์ มี่ ี

พนั ธะสาม ทพ่ี บใน พันธะโคเวเลนต์กับธาตุคารบ์ อน พันธะเดย่ี ว พันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ หรือ

ชีวติ ประจำวัน พนั ธะคู่ พันธะสามนอกจากนีย้ งั สามารถเกดิ พันธะสาม ท่ีพบใน

พนั ธะโคเวเลนต์กับธาตอุ นื่ ๆ ไดอ้ กี ดว้ ย ชวี ติ ประจำวัน

และมีการนำ สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใช้

ประโยชนอ์ ย่างหลากหลาย

2. เขียนสตู รโครงสรา้ งลวิ โครงสรา้ งของสารประกอบอินทรีย์ 1. เขียนสตู รโมเลกลุ สตู ร

อิส สตู รโครงสรา้ ง แบบ แสดงได้ด้วยสูตรโครงสรา้ งลิวอสิ สตู ร โครงสรา้ งลิวอิส สตู รโครงสร้าง

ยอ่ และสตู รโครงสร้าง โครงสร้างแบบย่อ หรอื สตู รโครงสร้างแบบ แบบยอ่ และสตู รโครงสรา้ ง

แบบเสน้ ของ เสน้ แบบเสน้ พันธะของสารประกอบ

สารประกอบอินทรยี ์ อนิ ทรยี ์

3. วเิ คราะห์โครงสรา้ งและ สารประกอบอินทรียม์ ีหลายประเภท 1. วเิ คราะห์โครงสรา้ งและระบุ
ประเภทของสารประกอบ
ระบปุ ระเภทของ การพิจารณาประเภทของสารประกอบ อนิ ทรยี จ์ ากหมู่ฟงั ก์ชนั

สารประกอบอินทรยี ์จาก อินทรยี อ์ าจใชห้ มู่ฟังก์ชันเป็นเกณฑไ์ ด้เปน็

หมฟู่ ังก์ชนั แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ อะโรมาตกิ

ไฮโดรคารบ์ อน แอลกอฮอล์อเี ทอร์ เอมนี

แอลดีไฮด์คโี ตน กรดคารบ์ อกซลิ ิกเอสเทอร์

เอไมด์

4. เขียนสตู รโครงสรา้ ง การเรยี กช่อื สารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทแอ 1. เขยี นสูตรโครงสร้างและ

และเรียกช่ือ สารประกอบ ลเคน แอลคีน แอลไคน์แอลกอฮอลอ์ ีเทอร์เอ เรียกชือ่ สารประกอบอนิ ทรยี ์

อนิ ทรยี ์ประเภทตา่ ง ๆ ที่มี มีน แอลดีไฮด์ ประเภทต่าง ๆ ทมี่ หี มูฟ่ งั ก์ชนั ไม่

หมู่ ฟงั กช์ นั ไมเ่ กิน 1 หมู่ คโี ตน กรดคารบ์ อกซลิ ิก เอสเทอร์ เกิน1 หมู่ ตามระบบ IUPAC

ตามระบบ IUPAC และเอไมดจ์ ะเรยี กตามระบบ IUPAC หรอื

อาจเรยี กโดยใชช้ ่ือสามัญ

5. เขยี นไอโซเมอร์ ป รากฏ การณ์ ที่ ส ารมี สู ต รโม เล กุล 1. เขียนไอโซเมอร์โครงสรา้ งของ

โครงสร้างของ เหมือนกันแต่มีสมบัตแิ ตกตา่ งกนั เรียกวา่ ไอ สารประกอบอินทรีย์ประเภท

สารประกอบอนิ ทรีย์ โซเมอริซึม ตา่ ง ๆ

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้

ประเภทต่าง ๆ และเรียกสารแต่ละชนิดว่า ไอโซเมอร์ ไอโซ 1. วิเคราะหแ์ ละเปรียบเทยี บจุด
เมอรท์ มี่ ีสูตรโมเลกลุ เหมอื นกันแตม่ ีสูตร เดือดและการละลายในน้ำของ
6. วิเคราะห์และ โค รงสร้างต่างกันเรียกว่า ไอโซเม อร์ สารประกอบอนิ ทรีย์ท่ีมี
เปรียบเทยี บจุดเดือดและ โครงสร้าง หมู่ฟงั ก์ชัน ขนาดโมเลกลุ หรือ
การละลายในน้ำของ โครงสรา้ งต่างกนั
สารประกอบอินทรีย์ทม่ี ี สารประกอบอนิ ทรีย์ท่ีมหี มู่ฟังก์ชนั
หมู่ฟงั ก์ชนั ขนาดโมเลกลุ ขนาดโมเลกลุ หรือโครงสรา้ งของสารต่างกนั 1.ระบุประเภทของสารประกอบ
หรือโครงสรา้ งต่างกัน จะมีจุดเดอื ดและการละลายในนำ้ ตา่ งกัน ไฮโดรคารบ์ อนจากปฏิกริ ิยาการ
สำหรับการละลายของสารพิจารณาไดจ้ าก เผาไหม้ ปฏิกิริยากับโบรมีนหรือ
7. ระบปุ ระเภทของ ความมีขวั้ ของตวั ละลายและตัวทำละลาย ปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์
สารประกอบ โดยสารสามารถละลายไดใ้ นตวั ทำละลายทีม่ ี แมงกาเนต และเขียนสมการเคมี
ไฮโดรคารบ์ อนและเขียน ขว้ั ใกล้เคียงกัน แสดงปฏิกริ ิยาที่เกิดข้ึน
ผลิตภณั ฑจ์ ากปฏกิ ริ ิยา 2. เขียนสมการเคมีและอธิบาย
การเผาไหม้ สารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน การเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเค
ปฏกิ ริ ิยากับโบรมนี หรอื ขนาดโมเลกุลหรือโครงสร้างของสารต่างกัน ชนั ปฏิกริ ิยาการสังเคราะห์
ปฏิกริ ยิ ากับโพแทสเซยี ม จะมีจุดเดือดและการละลายในน้ำต่างกัน เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และ
เปอร์แมงกาเนต สำหรับการละลายของสารพิจารณาได้จาก ปฏิกริ ิยาสะปอนนฟิ เิ คชนั
8. เขียนสมการเคมแี ละ ความมีขั้วของตัวละลายและตัวทำละลาย 3. ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิ
อธิบายการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเอ โดยสารสามารถละลายได้ในตวั ทำละลายท่มี ี เคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และ
สเทอรฟิ เิ คชัน ปฏิกริ ิยา ขว้ั ใกล้เคียงกนั ปฏกิ ิรยิ าสะปอนนฟิ ิเคชนั
การสงั เคราะหเ์ อไมด์
ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ และ สารประกอบอนิ ทรียป์ ระเภทแอลเคน
ปฏิกิรยิ าสะปอนนิฟเิ คชัน แอลคีนแอลไคน์
9. ทดสอบปฏิกริ ิยาเอ อะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน เปน็
สเทอริฟิเคชัน ปฏิกริ ยิ า สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ซึง่ เมอื่
ไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ิยา เกิดปฏกิ ริ ิยาการเผาไหมป้ ฏิกริ ยิ ากับโบรมีน
สะปอนนฟิ ิเคชนั และปฏกิ ริ ิยากับโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกา
เนต จะใหผ้ ลของปฏกิ ิรยิ าต่างกัน จงึ
สามารถใช้เปน็ เกณฑใ์ นการจำแนกประเภท
ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้

กรดคารบ์ อกซลิ ิกทำปฏกิ ริ ิยากบั
แอลกอฮอลไ์ ดเ้ ปน็ เอสเทอร์เรยี กวา่
ปฏิกริ ิยาเอสเทอรฟิ เิ คชนั กรดคารบ์ อกซิลิก
ทำปฏกิ ิริยากบั เอมีนเกดิ เปน็ เอไมดเ์ อสเทอร์
และเอไมดส์ ามารถเกดิ ปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซสิ
ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ สิ ของเอสเทอร์ในเบสแอล
คาไลเรยี กวา่ ปฏิกริ ยิ าสะปอนนิฟเิ คชัน

หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั / สาระสำคญั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
ท่ี การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้

10. สืบค้นข้อมูลและ สารประกอบอินทรียส์ ามารถนำไปใช้ 1. สืบค้นขอ้ มูลและนำเสนอ

นำเสนอตวั อยา่ งการนำ ประโยชนไ์ ดม้ ากมายในชวี ิตประจำวนั ตวั อย่างการนำสารประกอบ

สารประกอบอินทรยี ไ์ ปใช้ รวมทง้ั นำไปใชเ้ ป็น อนิ ทรยี ์ไปใชป้ ระโยชนใ์ น

ประโยชน์ใน สารตั้งต้นและตัวทำละลายในอุตสาหกรรม ชีวิตประจำวนั และอุตสาหกรรม

ชวี ิตประจำวันและ ด้านตา่ งๆเชน่ อตุ สาหกรรมเชื้อเพลงิ และ

อตุ สาหกรรม พลงั งาน อุตสาหกรรมอาหารและยา

อุตสาหกรรมเกษตร

2 พอลเิ มอร์ 11. ระบุประเภทของ พอลิเมอร์เปน็ สารทีม่ โี มเลกลุ ขนาดใหญ่ 1. ระบุมอนอเมอรข์ องพอลเิ มอร์

ปฏิกริ ยิ าการเกดิ พอลิเมอร์ ไดจ้ ากปฏกิ ิรยิ าการเกดิ พอลเิ มอรข์ อง 2. ระบุประเภทของปฏิกริ ิยา

จากโครงสรา้ งของมอนอ โมเลกุลขนาดเลก็ ท่ีเรยี กวา่ มอนอเมอร์ การเกิดพอลเิ มอรจ์ ากโครงสร้าง

เมอรห์ รอื พอลิเมอร์ สมบัติทางกายภาพของพอลเิ มอรจ์ ึงตา่ งจาก ของมอนอเมอร์หรือพอลเิ มอร์

มอนอเมอร์ทเ่ี ป็นสารตง้ั ต้น พอลิเมอร์มที ง้ั

พอลเิ มอรธ์ รรมชาตแิ ละพอลิเมอรส์ งั เคราะห์

พอลิเมอรอ์ าจเกิดจากปฏกิ ิรยิ าการเกิดพอลิ

เมอรแ์ บบเตมิ หรือแบบควบแนน่ ขึ้นอยู่กับ

หมู่ฟังกช์ นั ท่ีทำ ปฏิกิริยา

12.วิเคราะห์และอธิบาย พอลิเมอร์อาจมีโครงสรา้ งเป็นแบบเส้น แบบ 1. วเิ คราะห์และอธิบาย

ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง กงิ่ แบบร่างแห ทง้ั น้ขี ึน้ กบั ลกั ษณะการ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งโครงสรา้ ง

โครงสรา้ งและสมบตั ิของ เชอื่ มตอ่ กนั ของมอนอเมอร์ซึ่งส่งผลตอ่ กับสมบตั ิของพอลเิ มอร์ และ

พอลเิ มอรร์ วมท้ังการนำ สมบตั ขิ องพอลเิ มอรแ์ ละการนำ ไปใช้ในการ ยกตวั อย่าง

ไปใชป้ ระโยชน์ ผลติ เป็นผลิตภณั ฑท์ ่แี ตกต่างกนั การนำไปใชป้ ระโยชน์

13. ทดสอบและระบุ โดยพอลเิ มอร์เทอร์มอพลาสตกิ มโี ครงสรา้ ง 2. ทดสอบและระบุประเภทของ

ประเภทของพลาสตกิ และ เป็นแบบเสน้ หรอื แบบกง่ิ เป็นพอลเิ มอรท์ ่ี พอลิเมอร์ในผลิตภัณฑ์พลาสติก

ผลติ ภณั ฑ์ยาง รวมทง้ั การ สามารถนำ มาหลอมขนึ้ รปู ใหมไ่ ด้ สำหรบั และผลิตภัณฑ์ยาง รวมทง้ั

นำ ไปใชป้ ระโยชน์ พอลเิ มอร์เทอรม์ อเซตสว่ นใหญ่มโี ครงสร้าง การนำไปใช้ประโยชน์

แบบรา่ งแห เป็นพอลิเมอร์ท่ไี ม่หลอมเหลว

เมอื่ ไดร้ บั ความร้อน แต่เกดิ การสลายตัวหรอื

ไหมเ้ ม่ือไดร้ ับความร้อนสูงจงึ ไมส่ ามารถ

นำมาหลอมขนึ้ รปู ใหมไ่ ด้

14. อธบิ ายผลของการ การปรับปรงุ สมบตั พิ อลเิ มอร์อาจทำ ได้โดย 1. อธิบายผลของการปรบั ปรงุ

ปรบั เปลย่ี นโครงสรา้ ง การเตมิ สารเตมิ แตง่ ซึ่งอาจเป็นสารท่เี ข้าไป สมบตั ิของพอลเิ มอรโ์ ดยการเตมิ

และการสังเคราะห์พอลิ ผสมในเน้อื พอลเิ มอรห์ รอื เข้าไปทำ ปฏิกริ ยิ า สารเติมแต่ง การปรับเปลย่ี น

เมอร์ท่ีมีตอ่ สมบตั ิของพอลิ เคมีกับพอลิเมอร์นอกจากน้ีการปรบั ปรุง โครงสรา้ งของพอลเิ มอร์ การ

เมอร์ สมบตั ขิ องพอลิเมอร์ สังเคราะห์โคพอลิเมอร์ และการ

หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐาน ตวั ชว้ี ดั / สาระสำคญั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ที่ การเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้

15. สืบค้นข้อมลู และ อาจทำ ไดโ้ ดยการปรับเปล่ยี นโครงสร้างของ สังเคราะห์พอลเิ มอร์นำไฟฟา้
นำเสนอตัวอย่าง พอลิเมอรห์ รอื การสงั เคราะห์พอลเิ มอรช์ นิด
ผลกระทบจากการใช้และ ใหม่ ๆ เชน่ โคพอลิเมอรพ์ อลเิ มอรน์ ำ ไฟฟ้า 1. สืบคน้ ขอ้ มลู และนำเสนอ
การกำจัดผลติ ภณั ฑพ์ อลิ ผลิตภณั ฑพ์ อลิเมอรท์ ่ีใชใ้ นชวี ิตประจำ วัน ตัวอย่างผลกระทบจากการใช้
เมอรแ์ ละแนวทางแกไ้ ข อาจผา่ นการปรับปรงุ สมบัตหิ ลายวธิ ีการ และการกำจัดผลติ ภณั ฑพ์ อลิ
รว่ มกนั เมอร์พร้อมทั้งแนวทางแกไ้ ข
การใชแ้ ละการกำจดั ผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์ใน
ชวี ติ ประจำวันควรคำนึงถงึ ผลกระทบต่อ
ส่งิ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม การป้องกันและ
การแกไ้ ขอาจทำไดโ้ ดย การลดการใช้ การรี
ไซเคลิ และการใชพ้ อลิเมอร์ย่อยสลายได้

กำหนดการประเมนิ

สง่ิ ทตี่ อ้ งการวดั /วธิ กี ารประเมนิ การประเมนิ ระหวา่ งจดั การประเมนิ เมอ่ื สนิ้ สดุ
กจิ กรรม กิจกรรม
- ความรู้
- ทักษะการสังเกต - สังเกตพฤตกิ รรมในการ - แบบฝึกหดั
- ทกั ษะการสื่อสารสารสนเทศและการรเู้ ท่าทันสอ่ื อภิปราย - การทดสอบ
- ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณและการ - สังเกตพฤติกรรมในการ - รายงานผลการทำ
ทำ กจิ กรรมการทดลอง กจิ กรรม
แกป้ ญั หา - สงั เกตพฤติกรรมในการ - การสบื ค้นข้อมลู
- ทกั ษะความร่วมมอื การทำงานเป็นทมี และภาวะ นำเสนอ - รายงานการทดลอง

ผู้นำ
- ทักษะการจำแนกประเภท
- จิตวิทยาศาสตร์ดา้ นความอยากรู้อยากเห็น
- จิตวิทยาศาสตร์ด้านความซอ่ื สัตย์
- จติ วทิ ยาศาสตร์ดา้ นการใชว้ จิ ารณญาณ

และความใจกวา้ ง
- จติ วิทยาศาสตร์ด้านความรอบคอบ
- จติ วทิ ยาศาสตร์ดา้ นความม่งุ มนั่ อดทน
- จิตวิทยาศาสตร์ดา้ นการเห็นคุณคา่ ทาง

วิทยาศาสตร์

ว30225 เคมี 5 คำอธบิ ายรายวชิ า
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ

สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอตวั อย่างสารประกอบอินทรียท์ ่ีมีพันธะเด่ียว พนั ธะคู่ หรือพันธะสาม ทีพ่ บใน
ชีวิตประจำวัน เขียนสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้าง แบบย่อ และสูตรโคร งสร้างแบบเส้นของ
สารประกอบอินทรีย์ วิเคราะห์โครงสร้างและระบุประเภทของ สารประกอบอินทรีย์จากหมู่ฟังก์ชัน เขียนสูตร
โครงสร้างและเรียกชื่อ สารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน 1 หมู่ ตามระบบ IUPAC
เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการ
ละลายในน้ำของสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน ขนาดโมเลกุลหรือโครงสร้างต่างกัน ระบุประเภทของ
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลติ ภณั ฑ์จากปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ ปฏกิ ริ ิยากบั โบรมีน หรือปฏิกริ ยิ ากับ
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการ
สังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสและปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน
ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการนำ สารประกอบ
อินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรม ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์จาก
โครงสร้างของมอนอเมอร์ หรือพอลิเมอร์ วิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติของ
พอลเิ มอร์ รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ ทดสอบและระบุประเภทของพลาสติกและผลิตภัณฑ์ยาง รวมท้ังการ
นำไปใช้ประโยชน์ อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสร้างและการสังเคราะห์พอลิเมอร์ที่มตี ่อสมบัติของพอลิ
เมอร์ สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างผลกระทบจากการใช้และการกำจัดผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์และแนว
ทางแกไ้ ข

ผลการเรยี นรู้
1. สืบค้นขอ้ มลู และนำเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอินทรีย์ที่มพี นั ธะเด่ียว พันธะคู่ หรอื พนั ธะสาม ท่ีพบ

ในชีวิตประจำวัน
2. เขียนสตู รโครงสร้างลวิ อสิ สูตรโครงสร้าง แบบยอ่ และสูตรโครงสร้างแบบเสน้ ของ สารประกอบ

อินทรีย์
3. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของ สารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟังก์ชัน
4. เขียนสูตรโครงสร้างและเรียกช่อื สารประกอบอินทรยี ์ประเภทตา่ ง ๆ ที่มีหมู่ ฟังกช์ ันไมเ่ กิน 1 หมู่

ตามระบบ IUPAC
5. เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรีย์ประเภทต่าง ๆ
6. วเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทียบจดุ เดือดและการ ละลายในน้ำของสารประกอบอนิ ทรียท์ ่ีมีหมู่ ฟังกช์ ัน

ขนาดโมเลกุล หรือโครงสร้างต่างกนั

7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลิตภัณฑจ์ ากปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้
ปฏิกิริยากับโบรมีน หรอื ปฏิกิรยิ ากบั โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต

8. เขยี นสมการเคมีและอธบิ ายการเกดิ ปฏิกริ ยิ า เอสเทอริฟิเคชัน ปฏกิ ริ ิยาการสงั เคราะห์เอไมด์
ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟิเคชัน

9. ทดสอบปฏกิ ิรยิ าเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ ิส และปฏกิ ิรยิ าสะปอนนฟิ ิเคชนั
10. สบื ค้นข้อมลู และนำเสนอตวั อย่างการนำ สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจำวนั
และอตุ สาหกรรม
11. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลิเมอร์จากโครงสร้างของมอนอเมอร์ หรอื พอลเิ มอร์
12. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ ง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์ รวมท้ังการ
นำไปใช้ประโยชน์
13. ทดสอบและระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลิตภณั ฑย์ าง รวมท้งั การนำไปใชป้ ระโยชน์
14. อธบิ ายผลของการปรับเปลี่ยนโครงสรา้ ง และการสงั เคราะหพ์ อลิเมอรท์ ี่มตี ่อสมบตั ิของพอลิเมอร์
15. สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างผลกระทบจากการใช้และการกำจัดผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์และ
แนวทางแก้ไข

รวมทง้ั หมด 15 ผลการเรยี นรู้

โครงสร้างรายวชิ า เคมี ม.6

ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
ลำดับ การ (ชม.)

เรยี นรู้

1. เคมี 1. สืบค้นข้อมลู และนำเสนอตวั อยา่ ง ส า ร ป ร ะ ก อ บ อิ น ท รี ย์ เป็ น 40
อนิ ทรยี ์
สารประกอบอินทรยี ์ที่มพี นั ธะเดย่ี ว พันธะคู่ สารประกอบของคาร์บอน ส่วนใหญ่พบใน

หรือพันธะสาม ที่พบในชวี ติ ประจำวนั ส่ิงมีชีวิต มีโครงสร้าง และแบ่งได้หลาย

2. เขยี นสูตรโครงสรา้ งลวิ อสิ สูตรโครงสรา้ ง ประเภท เน่อื งจากธาตคุ าร์บอนสามารถเกดิ

แบบยอ่ และสตู รโครงสร้างแบบเสน้ ของ พันธะโคเวเลนต์กับธาตุคาร์บอน พันธะ

สารประกอบอนิ ทรยี ์ เด่ียว พันธะคู่ พันธะสามนอกจากน้ียัง

3. วิเคราะห์โครงสร้างและระบุประเภทของ สามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่น ๆ

สารประกอบอินทรยี ์จากหมฟู่ งั กช์ ัน ได้อีกด้วย และมีการนำ สารประกอบ

4. เขียนสูตรโครงสรา้ งและเรยี กชือ่ อินทรีย์ไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย

สารประกอบอินทรยี ์ประเภทต่าง ๆ ที่มีหมู่ โครงสร้างของสารประกอบอินทรยี ์ แสดงได้

ฟงั ก์ชันไมเ่ กนิ 1 หมู่ ตามระบบ IUPAC ด้วยสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้าง

5. เขียนไอโซเมอร์โครงสรา้ งของ แบบยอ่ หรือสตู รโครงสรา้ งแบบเส้น

สารประกอบอินทรยี ์ประเภทตา่ ง ๆ

6. วิเคราะหแ์ ละเปรียบเทยี บจดุ เดอื ดและ ส าร ป ร ะ ก อ บ อิ น ท รี ย์ มี ห ล า ย

การ ละลายในน้ำของสารประกอบอนิ ทรีย์ ป ระเภ ท การพิ จารณ าป ระเภ ท ของ

ท่มี หี มู่ ฟงั ก์ชนั ขนาดโมเลกลุ หรอื สารประกอบอินทรีย์อาจใช้หมู่ฟังก์ชันเป็น

โครงสร้างต่างกัน เกณฑ์จัดได้เป็นแอลเคน แอลคีน แอลไคน์

7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน แ อีเทอร์ แอลดี

ไฮโดรคารบ์ อนและเขยี นผลติ ภณั ฑ์จาก ไฮด์ คีโทน กรดคาร์บอกซิลิก เอสเทอร์ เอ

ปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ ปฏกิ ิรยิ ากบั โบรมีน มีน และเอไมด์ โดยสารประกอบอินทรีย์

หรอื ปฏิกริ ยิ ากบั โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกา แต่ละประเภทมีช่ือเรียกที่สอดคล้องกับ

เนต โครงสร้างและหมู่ฟงั ก์ชันตามระบบ IUPAC

8. เขยี นสมการเคมีและอธบิ ายการ และ ชื่อสามัญท่ยี ังนิยมใช้อยู่

เกิดปฏกิ ริ ิยา เอสเทอรฟิ เิ คชัน ปฏกิ ิริยาการ

สังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ และ ปรากฏการณ์ที่สารมีสูตรโมเลกุล

ปฏิกริ ยิ าสะปอนนฟิ เิ คชนั เหมอื นกันแต่มีสมบัติแตกต่างกัน เรียกว่า ไ

9. ทดสอบปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟเิ คชนั และเรียกสารแต่ละชนิดวา่ ไอโซเมอร์ ไอโซ

ปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ิรยิ าสะปอน เมอร์ท่ีมีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่มีสูตร

นฟิ ิเคชนั โครง เรยี กวา่ ไอโซเมอรโ์ ครงสร้าง

10. สืบค้นขอ้ มลู และนำเสนอตวั อย่างการ

นำ สารประกอบอนิ ทรียไ์ ปใชป้ ระโยชน์ใน สารประกอบอินทรีย์มีสมบัติทาง

ชีวติ ประจำวันและอุตสาหกรรม กายภาพ เช่น จุดเดือด การละลายในน้ำ

ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
ลำดบั การ (ชม.)

เรยี นรู้

ขึ้นอยู่กับขนาดโมเลกุล และโครงสร้าง สำ
หรับการละลายของสารพิจารณาได้จาก
ความมีขั้วของสารการเกิดพันธะไฮโดรเจน
โดยสารสามารถละลายได้ในตัวทำ ละลายที่
มีขั้วใกล้เคียงกัน หรือ สามารถเกิดพันธะ
ไฮโดรเจนกบั โมเลกุลของตวั ทำ ละลายได้

สมบัติทางเคมีของสารประกอบ
อินทรีย์ขึ้นอยู่กับหมู่ฟังก์ชันเป็นหลัก เช่น
แอลไคน์ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน เป็น
สารป ระกอบ ไฮโดรคาร์บ อน ซ่ึงเม่ื อ
เกิดปฏิกิริยากา ปฏิกิริยากับโบรมีน และ
ปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต
จะให้ผลของปฏิกิริยา สามารถใชเ้ ป็นเกณฑ์
ในการจำแนกประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อนได้

กรดคาร์บอกซิลิกทำ ปฏิกิริยากับ
แอลกอฮอล์ได้เป็นเอสเทอร์ เรียกว่า
ปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเิ คชนั กรดคาร์บอกซิลิก
ทำ ปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเป็นเอไมด์ เอส
เทอร์และเอไมด์สามารถเกิด ไฮโดรลิซิสได้
ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ในเบสแอล
คาไลาปฏิกริ ยิ าสะปอนนฟิ ิเคชันเรยี กว่

สารประกอบอินทรยี ์สามารถนำ ไป
ใช้ประโยชน์ได้มากมายในชีวิตประจำ วัน
รวมท้ัง เป็นสารต้ังต้นและตัวทำ ละลายใน
อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรม
เช้ือเพลิงแล อุตสาหกรรมอาหารและยา
อุตสาหกรรมเกษตร

2. พอลิเมอร์ 11. ระบปุ ระเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลิ พอลิเมอรเ์ ป็นสารทมี่ ีโมเลกุลขนาดใหญ่ 20
เมอรจ์ ากโครงสรา้ งของมอนอเมอร์ หรือพอ ได้จากปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์ของ

ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
ลำดบั การ (ชม.)

เรยี นรู้

ลิเมอร์ โมเลกุล ขนาดเล็กท่ีเรียกว่ามอนอเมอร์

12. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพนั ธ์ สมบัติทางกายภาพของพอลิเมอร์จึงต่าง

ระหว่าง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์ จากมอนอเมอร์ที่สารตั้งต้น พอลิเมอร์มีท้ัง

รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ พอลิเมอร์ธรรมชาติและพอลิเมอร์สังเครพอ

13. ทดสอบและระบปุ ระเภทของพลาสตกิ ลิเมอร์อาจเกิดจากปฏิกิริยาะห์ การเกิดพอ

และผลติ ภัณฑย์ าง รวมท้ังการนำไปใช้ ลิเมอร์แบบเติมหรือแบบควบแน่น ข้ึนอยู่

ประโยชน์ กับหมฟู่ งั ก์ชนั ทที่ ำ ปฏกิ ริ ิยา

14. อธบิ ายผลของการปรับเปลี่ยน

โครงสรา้ ง และการสังเคราะห์พอลเิ มอรท์ ม่ี ี พอลิเมอร์อาจมีโครงสร้างเป็นแบบเส้นก่ิง

ตอ่ สมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ แบบร่างแหทั้งน้ีข้ึนกับลักษณะการเช่ือม

15. สบื คน้ ข้อมลู และนำเสนอตวั อยา่ ง ของมอนอเมอร์ซึ่งส่งผลต่อสมบัติของพอ

ผลกระทบจากการใชแ้ ละการกำจดั และการนำพอลิเมอร์ ไปใช้ในการผลิตเป็น

ผลติ ภณั ฑ์พอลเิ มอรแ์ ละแนวทางแกไ้ ข ผลิตภัณฑท์ ่ีแตกต่าง โดยพอลเิ มอร์เทอร์มอ

พลาสติกมีโครงสร้างเป็นแบบเส้นหรือแบบ

ก่งิ เป็นพอลิเมอรท์ สี่ ามารถนำ มา หลอมข้ึน

รูปใหม่ไดส้ ำหรับพอลิเมอร์เทอร์มอเซตสว่ น

ใหญ่มีโครงสร้างแบบร่างแหเป็นพอลิเมอร์

ที่ไม่หลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อนแต่เกิด

การสลายตวั หรือไหม้เม่ือได้รับความรอ้ นสูง

จึงไม่ นำ มาหลอมขึ้นรปู ใหม่ได้

การปรับปรุงสมบตั พิ อลิเมอรอ์ าจทำ ได้โดย
การเติมสารเติมแต่งซึ่งอาจเป็นสารท่ีเข้าไป
ผ ส ม ใน เน้ื อ พ อลิ เม อร์ห รือเข้าไป ท ำ
ปฏิกิริยาเคมีกับพอลิเมอร์นอกจากนี้การ
ปรับปรุงสมบัติของพอลิเมอร อาจทำ ได้
โดยการปรับเปลย่ี นโครงสรา้ งของพอลเิ มอร์
หรอื การสังเคราะห์พอลิเมอร์ชนิดใหม่ๆเช่น
โคพอลิเมอร์พอลิเมอร์นำ ไฟฟ้าผลิตภัณฑ์
พอลเิ มอรท์ ี่ใช้ในชีวิตประจำวันอาจผ่านการ
ปรับ หลายวิธีการร่วมกนั

การใช้และการกำจัดผลิตภัณฑ์พอลิเมอรใ์ น
ชวี ิตประจำ วันควรคำนึงถึงผลกระทบ และ

ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
ลำดบั การ (ชม.)

เรยี นรู้

สิ่งแวดล้อมการป้องกันและการแก้ไขอาจ
ทำ ไดโ้ ดยการลดการใชก้ ารรีไซเคิลและการ
ใช้ พอลิเมอรย์ ่อยสลายได้

โครงสรา้ งรายวชิ า ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว 30225
รายวชิ า เคมีเพ่ิมเติม
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี เวลา 60 ชวั่ โมง

สปั ดาห์ หนว่ ยการ ชอ่ื หนว่ ยการการเรยี นรู้ เวลา
ท่ี เรยี นรทู้ ี่ (ชวั่ โมง)

1 - 20 1 เคมอี นิ ทรยี ์ 2 43
- พนั ธะของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรยี ์ 3
- สูตรโครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ์ 3
- หมู่ฟงั ก์ชนั 3
- ช่อื ของสารประกอบอนิ ทรยี ์ 3
- ไอโซเมอร์ 10
- สมบตั ิของสารประกอบอินทรีย์ 12
- ปฏิกริ ยิ าเคมีของสารประกอบอินทรยี ์ 3
- สารประกอบอินทรยี ใ์ นชวี ติ ประจำวนั และการนำ ไปใช้ประโยชน์ 1
สอบกลางภาค
1
2 พอลเิ มอร์ 3
- พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ 6
- ปฏิกิรยิ าการเกิดพอลิเมอร์ 5
- โครงสร้างและสมบตั ิของพอลเิ มอร์ 4
- การปรับปรงุ สมบตั ิของพอลเิ มอร์ 1
- การแก้ปัญหาขยะจากพอลเิ มอร์ 60

20 สอบปลายภาค
รวม

กิจกรรมการเรยี นการสอน
1.การอธิบาย
2.การอภิปราย
3.การสาธิต

4.การทดลอง
5.การทำกิจกรรมกลุ่ม
6.การทำแบบฝึกหัด
7.การทำใบงาน
สอ่ื การสอนและแหลง่ การเรยี นรู้
สอื่ การสอน
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาเพ่มิ เติมเคมี เลม่ 5 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6
2. ใบงาน
3. ใบกิจกรรม
4. แบบฝกึ หดั
5. Power Point
6. วิดีโอ
7. อุปกรณแ์ ละสารเคมีในการทดลอง
แหลง่ การเรยี นรู้
1. หอ้ งสมุดโรงเรียน
2. อนิ เทอร์เน็ต

การประเมนิ ผล
1. ประเมนิ ผลจากใบงาน
2. ประเมินผลจากการมีส่วนรว่ มกจิ กรรมในชน้ั เรียน
3. ประเมนิ ผลจากการทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท
4. ประเมินผลจากการสอบกลางภาคและปลายภาค

การตดั สนิ ผลการเรยี น

1. การประเมินผลรายวชิ า

สัดส่วนคะแนนระหวา่ งภาค : ปลายภาค = 70 : 30

1. คะแนนระหว่างภาค 70 คะแนน

2. คะแนนสอบปลายภาค 30 คะแนน

3. การตัดสนิ ผลการเรยี น โดยมีเกณฑ์ ดังน้ี

ระดบั ผลการเรียน 4 ได้คะแนนรอ้ ยละ 80-100
ระดบั ผลการเรียน 3.5 ได้คะแนนร้อยละ 75-79
ระดับผลการเรียน 3 ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 70-74

ระดบั ผลการเรยี น 2.5 ได้คะแนนร้อยละ 65-69
ระดับผลการเรยี น 2 ได้คะแนนรอ้ ยละ 60-64
ระดบั ผลการเรยี น 1.5 ได้คะแนนร้อยละ 55-59
ระดบั ผลการเรียน 1 ได้คะแนนรอ้ ยละ 50-54
ระดบั ผลการเรยี น 0 ได้คะแนนรอ้ ยละ 49 ลงมา

- นักเรียนท่ีขาดสอบปลายภาคหรือส่งงานไม่ครบตามที่กำหนดไว้ จะได้ผลการเรียน ร เม่ือสอบหรือส่ง
งานครบแล้วจะไดผ้ ลการเรียนปกติ

- นักเรียนที่มีเวลาเรยี นไม่ถึงร้อยละ 80 ( ขาดเรยี นเกนิ 8 ชั่วโมง ) แต่ไมต่ ำ่ กวา่ ร้อยละ 60 ( 16 ชั่วโมง
) จะจัดให้เรียนเพิ่มเติมจนมีเวลาเรียนครบ จึงจะให้เข้าสอบได้ แต่ถ้าไม่มาเรียนตามที่กำหนด จะได้ผลการเรียน
มส และต้องเรยี นวิชานี้ในภาคเรียนต่อไป
2. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ / การประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน นักเรียนต้องได้รับการ
ตดั สนิ ผลประเมินในระดับ ผา่ นเกณฑ์ ขนึ้ ไปจึงจะถอื วา่ ผ่าน
3. การประเมินสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถในการใช้ทักษะ นักเรียนต้องได้รับการ
ตัดสนิ ผลประเมนิ ในระดบั ผา่ นเกณฑ์ ขึน้ ไปจะถือวา่ ผา่ น

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 1

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

เรอื่ ง พนั ธะของคารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรยี ์ จำนวน 2 ชวั่ โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

1. สืบคน้ ขอ้ มูลและนำ เสนอตวั อยา่ งสารประกอบอนิ ทรยี ์ท่มี ีพนั ธะเดี่ยว พัน พันธะสาม ทพ่ี บในชีวติ ประจำ

วัน

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. อธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมีของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรีย์

2. สืบค้นข้อมูลและนำ เสนอตวั อย่างสารประกอบอนิ ทรีย์ที่มีพนั ธะเดี่ยว พนั ธะคู่ พันธะสาม ท่ีพบใน

ชีวิตประจำวนั

ทักษะกระบวนการทาง ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 จติ วิทยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์

1.การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่า 1.การใช้วิจารณญาณ

ทนั ส่อื 2. ความใจกวา้ ง

- 2. ความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และ 3. ความอยากรู้อยากเห็น

ภาวะผ้นู ำ 4. การเหน็ คุณค่าทาง

วิทยาศาสตร์

3. สาระการเรยี นรู้
พันธะของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรีย์

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
สารประกอบอนิ ทรียเ์ ป็นสารประกอบของคารบ์ อน สว่ นใหญพ่ บในสิ่งมีชวี ิต มโี ครงสร้าง และแบ่งไดห้ ลาย

ประเภท เนื่องจากธาตุคาร์บอนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุคาร์บอน พันธะเดี่ยว พันธะคู่ พันธะสาม
นอกจากน้ียังสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่น ๆ ได้อีกด้วย และมีการนำ สารประกอบอินทรีย์ไปใช้
ประโยชน์อย่างหลากหลาย โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ แสดงได้ด้วยสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตร
โครงสรา้ งแบบย่อ หรือสูตรโครงสร้างแบบเสน้

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวินยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทำงาน
1) ทักษะการสังเกต
2) ทักษะการสำรวจคน้ หา
3) ทกั ษะการวิเคราะห์
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
1. ครยู กตวั อย่างสิ่งตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจำวนั ซ่งึ เป็นสารประกอบอินทรีย์ เชน่ อาหาร เครื่องนงุ่ ห่ม เครอ่ื งสำอาง

พลาสติก น้ำมันเชื้อเพลิง รวมท้ังองคป์ ระกอบของส่ิง ความหมายของสารประกอบอินทรีย์และเคมีอินทรีย์
2. ครูทบทวนความรเู้ กยี่ วกับพันธะโคเวเลนตข์ องธาตุคาร์บอนตามกฎออกเตต โดยใชต้ ัวการเกิดพนั ธะระหว่าง

อะตอมของคารบ์ อนด้วยกนั คาร์บอนกบั ไฮโดรเจน หรอื กับธาตชุ นิด โดยยกตัวอยา่ งสารในตาราง 12.1
ประกอบการอธบิ าย

3. ครูให้ความร้เู ก่ียวกับการเช่ือมตอ่ กนั ระหว่างอะตอมของคาร์บอนในโมเลกุลของสาร อินทรยี แ์ บบตา่ ง ๆ
โดยใช้รปู 12.1 ประกอบการอธบิ าย

4. ครูชใ้ี ห้นักเรยี นเห็นวา่ อะตอมของคาร์บอนสามารถเกดิ พันธะโคเวเลนตก์ บั อะตอมของ คาร์บอนด้วยกนั เอง
หรอื กบั ธาตุอ่ืนดว้ ยรูปแบบพันธะและลกั ษณะการเช่ือมต่อทห่ี ลาก สารประกอบอินทรีย์จำนวนมาก เพื่อนำ เขา้ สู่
กิจกรรม 12.1

5. ครใู ห้นกั เรียนทำ กิจกรรม 12.1 สบื ค้นข้อมลู สารประกอบอินทรยี ท์ พี่ บในชีวิตประจำวนั
6. ครแู ละนักเรยี นอภิปรายร่วมกนั เพื่อสรปุ ความรู้เก่ยี วกบั พนั ธะของคาร์บอนใน อนิ ทรยี ์วา่ สารประกอบ
อนิ ทรยี ์เป็นสารประกอบของคารบ์ อน สว่ นใหญ่พบในส่ิงมีชวี ติ มีโครงสร้างหลากหลายและแบ่งได้หลายประเภท
เนือ่ งจากธาตุคารบ์ อนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์ ธาตคุ าร์บอนด้วยพันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสาม
นอกจากนยี้ ังสามารถเกดิ พนั ธะ กบั ธาตุอน่ื ๆ ได้อกี ด้วย และมีการนำสารประกอบอนิ ทรียไ์ ปใชป้ ระโยชน์อย่าง
หลากหลาย
7. การวดั และประเมนิ ผล
1. ความรเู้ กย่ี วกับพนั ธะของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรีย์ จากการอภิปราย ผลการสืบค้นขอ้ มลู และการ
ทดสอบ
2. ทกั ษะการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เทา่ ทันสือ่ จากผลการสบื ค้นขอ้ มลู และการนำเสนอ
3. ทกั ษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ จากการสังเกตพฤติกรรมในการทำกิจกรรม
4. จติ วทิ ยาศาสตรด์ า้ นการใช้วิจารณญาณและความใจกว้าง จากการสงั เกตพฤติกรรมในการอภปิ ราย
5. จติ วทิ ยาศาสตรด์ ้านความอยากรู้อยากเห็น จากการสังเกตพฤติกรรมในการทำกิจกรรม

6. จติ วทิ ยาศาสตรด์ า้ นการเหน็ คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ จากผลการสืบคน้ ข้อมลู

8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนเคมี ม.6 เล่ม 5 หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 1 เคมีอินทรยี ์

8.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ

บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้

การประเมนิ ด้านพุทธพิ สิ ยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านทักษะพิสัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านจติ พิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หา/อุปสรรค
…………………………………………………….........................................................................................................................
......................................................................................... ........……………………………………….........................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. ......………………………..............
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………..………….ผ้สู อน
( นางสาวดาราวดี ขำมี )

ความคดิ เหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรือผู้ท่ีได้รับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอ่ื ……………………………..………………….
( นางสาววรารัตน์ กนั เพช็ ร์)

รองผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นแกง่ ชชั วลติ วิทยา

ความคิดเหน็ ของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรือผทู้ ่ีไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชือ่ ……………………………..………………….
( นายเกษม รัตนพรหม)

ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ จำนวน 3 ชว่ั โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

2. เขียนสตู รโครงสรา้ งลวิ อสิ สตู รโครงสรา้ งแบบย่อ และสตู รโครงสรา้ งแบบเสน้ ของสารประกอบอินทรีย์

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. เขยี นสตู รโมเลกลุ สตู รโครงสรา้ งลวิ อสิ สูตรโครงสรา้ งแบบย่อ และสตู รโครงสร แบบเส้นพนั ธะของ

สารประกอบอนิ ทรยี ์

ทักษะกระบวนการทาง ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 จติ วทิ ยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์

1. การใชว้ จิ ารณญาณ

- 2. ความใจกวา้ ง
- 3. ความรอบคอบ

3. สาระการเรยี นรู้
สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
สารประกอบอินทรียเ์ ป็นสารประกอบของคาร์บอน สว่ นใหญพ่ บในส่ิงมีชวี ติ มีโครงสร้าง และแบ่งได้หลาย

ประเภท เนื่องจากธาตุคาร์บอนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุคาร์บอน พันธะเด่ียว พันธะคู่ พันธะสาม
นอกจากน้ียังสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่น ๆ ได้อีกด้วย และมีการนำ สารประกอบอินทรีย์ไปใช้
ประโยชน์อย่างหลากหลาย โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ แสดงได้ด้วยสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตร
โครงสร้างแบบย่อ หรอื สูตรโครงสรา้ งแบบเสน้

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มวี ินยั

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรยี นรู้

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) ทักษะการสงั เกต 3. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
2) ทกั ษะการสำรวจค้นหา
3) ทักษะการวเิ คราะห์
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครูใหน้ กั เรียนพิจารณาตาราง 12.2 แล้วใชค้ ำถามวา่ สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอินทรีย์

แบบใดทส่ี ามารถเขยี นได้ง่ายกว่า ซ่ึงควรได้คำตอบวา่ สูตรโครงสรา้ งแบบยอ่ เพือ่ นำเข้าสวู่ ิธีการ
เขยี นสูตรโครงสร้างแบบย่อ

2. ครอู ธิบายวธิ ีการเขยี นสตู รโครงสร้างแบบยอ่ โดยใชต้ าราง 12.2 ประกอบการอธบิ าย
และช้ใี หเ้ ห็นวา่

- สูตรโครงสร้างแบบยอ่ แสดงเฉพาะสญั ลกั ษณ์ของธาตุ พันธะค่หู รอื พันธะสามระหว่าง
อะตอมของคาร์บอน และตวั เลขท่ีแสดงจำนวนอะตอม โดยไมจ่ ำเป็นต้องแสดงพนั ธะเดย่ี ว

- ถ้ามกี ลุ่มอะตอมทซี่ ้ำกนั มากกวา่ 1 กลุ่มทีต่ ่อกนั หรือตอ่ กับอะตอมเดยี วกัน อาจเขยี น
ไว้ในวงเล็บ และใชต้ ัวเลขแสดงจำนวนกลุ่มอะตอม
- โครงสรา้ งแบบวงให้แสดงพันธะเด่ียวระหว่างอะตอมของคาร์บอนภายในวงและพนั ธะ
ของอะตอมท่ีไม่ใช่ไฮโดรเจนที่เชือ่ มต่อกบั วง
- สตู รโครงสร้างแบบยอ่ อาจแสดงพนั ธะเดี่ยวระหว่างอะตอมท่ีไม่ใชไ่ ฮโดรเจนเพื่อความ
ชัดเจน

3. ครูใหน้ กั เรยี นตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ
4. ครูใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาตาราง 12.3 แล้วใชค้ ำถามนำว่า เสน้ และมมุ ในสตู รโครงสร้าง
แบบเสน้ พันธะแสดงถงึ อะไร เพ่อื นำเขา้ สู่การเขยี นสตู รโครงสร้างแบบเสน้ พันธะ
5. ครูอธบิ ายวธิ กี ารเขยี นสูตรโครงสร้างแบบเสน้ พันธะ โดยใชต้ าราง 12.3 ประกอบ
การอธิบายและช้ใี ห้เหน็ วา่
- สตู รโครงสร้างแบบเส้นพันธะนยิ มแสดงเส้นพันธะระหว่างอะตอมทไ่ี ม่ใชไ่ ฮโดรเจน และ
เชอ่ื มตอ่ กนั ในลักษณะเส้นซกิ แซ็ก
- โซก่ งิ่ จะแสดงดว้ ยเสน้ ตรงที่ต่อออกมาจากมมุ ของเส้นซิกแซก็
- มมุ ระหวา่ งพนั ธะเดย่ี วกับพันธะสามในสตู รโครงสร้างแบบเส้นพนั ธะ ให้เขียนเปน็ เส้นตรง
ตามมมุ พันธะจรงิ (180o)
- โครงสร้างแบบวงจะแสดงด้วยรูปเหลีย่ มด้านเท่า
- โครงสรา้ งทมี่ อี ะตอมของธาตอุ ่ืน เชน่ ออกซิเจน ไนโตรเจน ต้องแสดงสัญลักษณ์ของธาตุ
และอะตอมไฮโดรเจนท่ีต่อกับธาตุเหลา่ น้ันดว้ ย

6. ครูใหน้ ักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ
7. ครใู ห้นกั เรียนพิจารณาตาราง 12.4 แลว้ ใช้คำถามนำวา่ โมเลกลุ CH4 มีรปู ร่างโมเลกุลเป็น
แบบใด และสตู รโครงสร้างลวิ อิสแสดงรูปรา่ งโมเลกลุ หรือไม่ เพ่ือนำเขา้ สู่แบบจำลองโมเลกุล 3 มิติ
8. ครูช้ีให้เหน็ ว่า สตู รโครงสรา้ งลวิ อสิ เปน็ การแสดงการเชือ่ มตอ่ กนั ของอะตอมในโมเลกุลดว้ ยรูป
2 มติ ิ โดยไม่ไดแ้ สดงถึงรปู ร่างโมเลกุลหรอื ตำแหน่งของอะตอมใน 3 มิติ จากน้ันครูต่อแบบจำลองโมเลกลุ
ของมีเทนแล้วเปรียบเทยี บกบั ภาพแบบจำลองโมเลกลุ 3 มิติ ในตาราง 12.4 ท้งั นี้ครูอาจให้นกั เรียน
ตอ่ แบบจำลองโมเลกุลอนื่ ๆ ในตาราง 12.4
9. ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝกึ หัด 12.1 เพ่ือทบทวนความรู้

7. การวดั และประเมนิ ผล
1. ความรู้เกีย่ วกบั สตู รโครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ์ จากการอภปิ ราย การทำแบบฝึกหัด

และการทดสอบ
2. จิตวิทยาศาสตร์ด้านการใช้วจิ ารณญาณและความใจกว้าง จากการสังเกตพฤติกรรมในการ

อภปิ ราย
3. จติ วิทยาศาสตร์ดา้ นความรอบคอบ จากการทำแบบฝึกหัด

8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือเรยี นเคมี ม.6 เล่ม 5 หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 เคมีอินทรีย์
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุด
2) ห้องปฏบิ ัติการวิทยาศาสตร์
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้

การประเมนิ ด้านพุทธิพสิ ัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินดา้ นทกั ษะพิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมนิ ด้านจิตพิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหา/อปุ สรรค
…………………………………………………….........................................................................................................................
.................................................................................................……………………………………….........................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. ......………………………..............
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………..………….ผูส้ อน
( นางสาวดาราวดี ขำมี )

ความคิดเหน็ ของหัวหนา้ สถานศกึ ษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอ่ื ……………………………..………………….
( นางสาววรารัตน์ กันเพช็ ร์)

รองผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา

ความคดิ เห็นของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอื่ ……………………………..………………….
( นายเกษม รัตนพรหม)

ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านแก่งชชั วลิตวิทยา

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 3

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง หมฟู่ งั กช์ นั จำนวน 3 ชวั่ โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

3. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและระบุประเภทของสารประกอบอินทรีย์จากหมูฟ่ ังก์ชัน

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. วิเคราะห์โครงสรา้ งและระบุประเภทของสารประกอบอินทรยี จ์ ากหมู่ฟังก์ชนั

ทกั ษะกระบวนการทาง ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 จติ วิทยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์

1. การใชว้ ิจารณญาณ

1. การจำแนกประเภท 2. ความใจกวา้ ง
- 3. ความรอบคอบ

3. สาระการเรยี นรู้

หมฟู่ งั กช์ นั

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด

สารประกอบอนิ ทรีย์มหี ลายประเภท การพจิ ารณาประเภทของสารประกอบอนิ ทรีย์อาจใช้

หมูฟ่ งั กช์ นั เปน็ เกณฑจ์ ดั ได้เป็นแอลเคน แอลคนี แอลไคน์ แอโรแมตกิ ไฮโดรคาร์บอน แอลกอฮอล์

อเี ทอร์ แอลดไี ฮด์ คโี ทน กรดคารบ์ อกซิลกิ เอสเทอร์ เอมนี และเอไมด์ โดยสารประกอบอินทรยี ์

แต่ละประเภทมีชอื่ เรียกที่สอดคล้องกับโครงสร้างและหมู่ฟังก์ชนั ตามระบบ IUPAC และบางชนิดอาจมี

ชอ่ื สามญั ทยี่ งั นิยมใชอ้ ยู่

5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี นและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มีวนิ ัย

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรียนรู้

1) ทักษะการสังเกต 3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน

2) ทักษะการสำรวจคน้ หา

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
3) ทักษะการวิเคราะห์
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
1. ครูนำเขา้ สบู่ ทเรียนโดยให้นกั เรยี นจัดกลุ่มสารที่เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนที่ครูกำหนดให้

พร้อมทงั้ ใหเ้ หตผุ ลในการจัดกลุ่มนน้ั จากน้ันครูและนักเรยี นอภปิ รายร่วมกัน โดยครูช้ีให้เหน็ วา่ ส่วนใดในโครงสรา้ ง
ท่ีใช้ในการจดั กลุม่ สาร เพ่ือนำเขา้ สู่หมฟู่ ังกช์ ัน ตัวอยา่ งสารประกอบเปน็ ดงั นี้

2. ครใู ห้ความรูเ้ กี่ยวกบั การแบ่งประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนตามหมู่ฟงั ก์ชนั ได้เป็น
แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ และแอโรแมติกไฮโดรคารบ์ อน โดยใชต้ าราง 12.5 ประกอบการอธบิ าย

3. ครใู ห้ความรู้เกี่ยวกบั สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนอิ่มตัวและไซโคลแอลเคน โดยใช้รูป 12.2
ประกอบการอธิบาย

4. ครูให้นกั เรียนตอบคำถามชวนคดิ
5. ครูใหค้ วามรู้เกี่ยวกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อ่ิมตัว สารแอโรแมตกิ ไฮโดรคารบ์ อน และ
อะลิฟาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน โดยใชร้ ูป 12.3 และ 12.4 ประกอบการอธบิ าย
6. ครใู ห้นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเขา้ ใจ
7. ครใู หค้ วามรูเ้ กย่ี วกับประเภทและหมู่ฟงั กช์ นั ของสารประกอบอินทรยี ์ทมี่ ีธาตุออกซิเจน
เป็นองค์ประกอบ โดยใชต้ าราง 12.6 ประกอบการอธิบาย และให้ความรเู้ กี่ยวกบั สญั ลักษณท์ ี่ใช้แทน
หม่แู อลคิลและหมู่แอริล
8. ครใู ห้นกั เรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ
9. ครูให้ความรู้เก่ียวกับประเภทและหมู่ฟงั ก์ชนั ของสารประกอบอนิ ทรยี ท์ ีม่ ธี าตุไนโตรเจน
เปน็ องค์ประกอบ โดยใช้ตาราง 12.7 ประกอบการอธิบาย
10. ครแู ละนักเรยี นอภิปรายร่วมกันเพ่ือสรปุ ความรู้เกย่ี วกับหมูฟ่ งั กช์ ันของสารประกอบอินทรีย์
ว่า การพิจารณาประเภทของสารประกอบอินทรยี อ์ าจใช้หมู่ฟงั กช์ ันเปน็ เกณฑ์ได้เป็นแอลเคน แอลคีน
แอลไคน์ แอโรแมตกิ ไฮโดรคารบ์ อน แอลกอฮอล์ อเี ทอร์ แอลดีไฮด์ คโี ทน กรดคาร์บอกซิลกิ เอสเทอร์
เอมีน และเอไมด์
11. ครูให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หัด 12.2 เพ่อื ทบทวนความรู้

7. การวดั และประเมนิ ผล

1. ความรูเ้ กยี่ วกบั หมู่ฟังก์ชันและประเภทของสารประกอบอินทรยี ์ จากการอภิปราย
การทำแบบฝึกหัด และการทดสอบ

2. ทกั ษะการจำแนกประเภท จากการทำแบบฝึกหัด
3. จิตวิทยาศาสตรด์ า้ นการใช้วจิ ารณญาณและความใจกว้าง จากการสังเกตพฤติกรรมในการ
อภปิ ราย
4. จิตวิทยาศาสตร์ด้านความรอบคอบ จากการทำแบบฝึกหดั
8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนเคมี ม.6 เลม่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เคมีอินทรยี ์
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องสมุด
2) หอ้ งปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
ผลการจัดการเรียนรู้

การประเมนิ ด้านพุทธพิ ิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินดา้ นทกั ษะพิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านจิตพิสยั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหา/อุปสรรค
…………………………………………………….........................................................................................................................
.................................................................................................………………………………………............. ............
แนวทางแก้ไข
...................................................................................................................................……………………… ..............
......................................................................................... .....................................................................................

ลงช่ือ………………………………………..………….ผ้สู อน
( นางสาวดาราวดี ขำมี )

ความคดิ เหน็ ของหวั หน้าสถานศกึ ษาหรือผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอื่ ……………………………..………………….
( นางสาววรารตั น์ กนั เพ็ชร์)

รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแกง่ ชชั วลิตวทิ ยา

ความคดิ เหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรือผทู้ ี่ได้รบั มอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชื่อ……………………………..………………….
( นายเกษม รัตนพรหม)

ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านแก่งชชั วลติ วทิ ยา

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 4

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง ชอ่ื ของสารประกอบอนิ ทรีย์ จำนวน 3 ชวั่ โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

4. เขยี นสูตรโครงสรา้ งและเรียกชอ่ื สารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทต่าง ๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน

1 หมู่ ตามระบบ IUPAC

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. เขียนสูตรโครงสร้างและเรยี กชอ่ื สารประกอบอนิ ทรีย์ประเภทตา่ ง ๆ ท่มี หี มู่ฟังกช์ ันไม่เกิน

1 หมู่ ตามระบบ IUPAC

ทักษะกระบวนการทาง ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 จติ วทิ ยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์

1. การใชว้ ิจารณญาณ

2. ความใจกว้าง

- 3. ความรอบคอบ

3. สาระการเรยี นรู้
− ช่ือของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
− ชอ่ื ของสารประกอบอนิ ทรียท์ ่ีมธี าตอุ อกซิเจนเปน็ องค์ประกอบ
− ชอื่ ของสารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มีธาตไุ นโตรเจนเปน็ องค์ประกอบ

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
สารประกอบอินทรีย์มีหลายประเภท การพิจารณาประเภทของสารประกอบอนิ ทรยี ์อาจใช้

หมู่ฟังกช์ ันเปน็ เกณฑจ์ ัดได้เปน็ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอโรแมตกิ ไฮโดรคารบ์ อน แอลกอฮอล์
อีเทอร์ แอลดไี ฮด์ คีโทน กรดคาร์บอกซลิ กิ เอสเทอร์ เอมีน และเอไมด์ โดยสารประกอบอินทรีย์
แต่ละประเภทมชี ่อื เรียกทส่ี อดคล้องกบั โครงสรา้ งและหมู่ฟงั ก์ชนั ตามระบบ IUPAC และบางชนดิ อาจมี
ช่ือสามัญทยี่ ังนยิ มใชอ้ ยู่

5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี ินัย
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุง่ ม่นั ในการทำงาน
1) ทักษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการสำรวจค้นหา
3) ทกั ษะการวิเคราะห์
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครนู ำเข้าสบู่ ทเรยี นโดยยกตัวอย่างชือ่ สามัญของสารประกอบอนิ ทรียท์ ี่พบในชวี ิตประจำวัน

เช่น กรดแอซตี ิก (CH3COOH) เอทลิ แอลกอฮอล์ (CH3CH2OH) จากนั้นครแู ละนักเรียนอภิปรายร่วมกนั
เพ่ือใหไ้ ด้ข้อสรุปวา่ การเรียกชื่อสามัญไม่สามารถส่ือถึงโครงสร้างของสารได้ IUPAC จึงไดต้ ั้งขอ้ กำหนด
ในการเรยี กชื่อสารประกอบอินทรยี ท์ ี่สัมพันธ์กับโครงสร้างของสารอยา่ งเป็นระบบ

2. ครูอธบิ ายวธิ กี ารเรยี กช่อื สารประกอบอินทรีย์ตามระบบ IUPAC ซึง่ สามารถแบง่ ได้เป็น 3
สว่ น คือ ส่วนคำลงท้าย โซห่ ลกั และคำนำหนา้ โดยใช้ตัวอย่าง 2-methylpentane ในหนังสือเรยี น

3. ครูอธบิ ายการเขียนและการออกเสียงคำลงทา้ ยและชื่อท่ีแสดงจำนวนอะตอมของคาร์บอน
ในตาราง 12.8 และ 12.9 ตามลำดับ และการใช้คำนำหนา้ โดยครอู าจยกตวั อย่างชอ่ื สารเพ่มิ เติม
แล้วให้นักเรียนระบวุ า่ สว่ นใดเป็นคำลงทา้ ย โซห่ ลกั และคำนำหน้า รวมท้งั โซห่ ลกั มีจำนวนอะตอม
ของคารบ์ อนเทา่ ใด ตวั อยา่ งช่ือสารเป็นดังนี้

4. ครูอธบิ ายวธิ กี ารเรยี กชอ่ื ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน โดยเริม่ จากการเรียกช่ือแอลเคน
ตามระบบ IUPAC ท้งั แอลเคนที่เป็นโซ่ตรงและแอลเคนที่เปน็ โซก่ ่ิง ตามขนั้ ตอนและตวั อยา่ งในหนงั สือเรยี น

5. ครแู สดงโครงสรา้ งของสารทหี่ มแู่ อลคิลตำแหน่งแรกเปน็ ตำแหน่งเดียวกนั แล้วใหน้ ักเรียน
เรียกช่อื สาร จากนน้ั ครูและนักเรียนอภปิ รายร่วมกัน โดยครชู ใ้ี ห้เห็นว่า ถา้ ตำแหน่งของหมแู่ อลคลิ
ตำแหน่งแรกเป็นตำแหนง่ เดยี วกนั ให้ดตู ำแหน่งถดั ไป จนกระทงั่ พบตำแหน่งทต่ี า่ งกนั ให้เลือกตำ�แหน่ง
ของหมู่แทนท่ีที่นอ้ ยทส่ี ดุ ตวั อยา่ งเช่น

6. ครอู ธิบายวิธีการเรยี กช่อื ไซโคลแอลเคน แอลคนี แอลไคน์ ไซโคลแอลคนี ไซโคลแอลไคน์
และแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน โดยใช้ตัวอยา่ งในหนังสอื เรียน

7. ครอู ธบิ ายวิธีการเรยี กชอ่ื ของสารประกอบอินทรยี ์ท่ีมธี าตอุ อกซเิ จนเป็นองค์ประกอบ และ
สารประกอบอนิ ทรยี ์ท่มี ธี าตุไนโตรเจนเป็นองคป์ ระกอบ โดยใช้ตัวอยา่ งในหนังสือเรยี น

8. ครูอาจใหน้ ักเรียนทำกิจกรรมเพื่อทบทวนการเรียกช่อื ของสารประกอบอินทรีย์
9. ครูใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหัด 12.3 เพ่ือทบทวนความรู้

7. การวดั และประเมนิ ผล
1. ความรเู้ ก่ียวกบั วธิ ีการเรยี กชือ่ สารประกอบอนิ ทรยี ์ตามระบบ IUPAC จากการอภปิ ราย

การทำแบบฝึกหดั และการทดสอบ
2. จติ วิทยาศาสตรด์ ้านการใช้วจิ ารณญาณและความใจกว้าง จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการ

อภิปราย
3. จิตวิทยาศาสตร์ดา้ นความรอบคอบ จากการทำแบบฝึกหัด

8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นเคมี ม.6 เลม่ 5 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เคมีอินทรยี ์
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุด
2) ห้องปฏบิ ตั ิการวิทยาศาสตร์
3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ

บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้

การประเมนิ ดา้ นพุทธพิ ิสัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินดา้ นทักษะพสิ ัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านจติ พิสัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หา/อุปสรรค
…………………………………………………….........................................................................................................................
.................................................................................................……………… ……………………….........................
แนวทางแก้ไข
.......................................................................................... .........................................……………………… ..............
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………..………….ผสู้ อน
( นางสาวดาราวดี ขำมี )

ความคดิ เห็นของหัวหนา้ สถานศึกษาหรือผ้ทู ่ีไดร้ บั มอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอื่ ……………………………..………………….
( นางสาววรารัตน์ กนั เพ็ชร์)

รองผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบ้านแกง่ ชชั วลิตวิทยา

ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผ้ทู ี่ไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชือ่ ……………………………..………………….
( นายเกษม รัตนพรหม)

ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบา้ นแก่งชชั วลติ วทิ ยา

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 5

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง ไอโซเมอร์ จำนวน 3 ชวั่ โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

5. เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทตา่ ง ๆ

2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. เขยี นไอโซเมอรโ์ ครงสร้างของสารประกอบอินทรยี ์ประเภทต่าง ๆ

ทกั ษะกระบวนการทาง ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 จติ วทิ ยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์ 1. การใช้วิจารณญาณ
2. ความใจกวา้ ง
1. การสงั เกต 1. ความรว่ มมือ การทำงาน 3. ความอยากรอู้ ยากเห็น
4. ความรอบคอบ
2. การสร้างแบบจำลอง เป็นทีมและภาวะผู้นำ

3. สาระการเรยี นรู้
ไอโซเมอร์

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
ปรากฏการณ์ท่ีสารมีสูตรโมเลกุลเหมอื นกนั แต่มีสมบัติแตกต่างกัน เรยี กวา่ ไอโซเมอรซิ ึม

และเรยี กสารแต่ละชนดิ ว่า ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์ทม่ี สี ูตรโมเลกลุ เหมือนกนั แตม่ ีสูตรโครงสรา้ งตา่ งกัน
เรียกวา่ ไอโซเมอรโ์ ครงสร้าง

5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้

1) ทักษะการสงั เกต 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน

2) ทักษะการสำรวจค้นหา

3) ทกั ษะการวเิ คราะห์

3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครูนำเข้าสู่บทเรยี นโดยให้นกั เรียนเขยี นสตู รโครงสร้างของ C3H8O ซึง่ จะพบว่านักเรยี น

อาจเขียนสตู รโครงสรา้ งไดต้ ่างกนั ทั้งทีม่ สี ูตรโมเลกุลเดียวกัน จากนนั้ อภิปรายร่วมกนั เพ่ือให้ได้ขอ้ สรปุ
วา่ สารประกอบอินทรยี ์บางชนดิ ทีม่ สี ตู รโมเลกลุ เหมือนกนั อาจเขียนสตู รโครงสร้างได้ตา่ งกนั
เพ่อื นำเข้าส่เู รอ่ื งไอโซเมอร์ ตวั อยา่ งสตู รโครงสร้างของ C3H8O เป็นดังน้ี

2. ครใู ห้ความหมายของไอโซเมอรซิ มึ ไอโซเมอร์ และไอโซเมอร์โครงร่างหรือไอโซเมอร์โครงสร้าง
จากนั้นครูใช้คำถามนำว่า ลำดบั การต่อกนั ของอะตอมจะทำใหส้ ารมีโครงสร้างโมเลกลุ แตกต่างกนั อยา่ งไร
เพือ่ นำเข้าสกู่ ิจกรรม 12.2

3. ครูใหน้ ักเรยี นทำกิจกรรม 12.2 การจดั เรยี งอะตอมของคารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรยี ์
4. ครูให้ความรเู้ กย่ี วกับสารทีเ่ ป็นไอโซเมอร์กนั ทมี่ หี มู่ฟังก์ชันเดยี วกนั โดยใชส้ ารท่ีมีสูตรโมเลกลุ
เป็น C4H10 ในรปู 12.5 เปน็ ตวั อย่างตามรายละเอียดในหนังสือเรียน
5. ครูใหค้ วามรูเ้ กย่ี วกับไอโซเมอรข์ องแอลคีนและแอลไคน์ โดยชีใ้ หเ้ หน็ ตำแหน่งของพนั ธะคู่
หรือพันธะสามในสายโซ่คาร์บอนทต่ี า่ งกนั ดังรูป 12.6 และการต่อกันของอะตอมของคาร์บอนแบบโซเ่ ปดิ
และแบบวง ดงั รปู 12.7 ประกอบการอธบิ าย
6. ครูใหน้ ักเรยี นตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ
7. ครอู าจให้นกั เรียนทำกจิ กรรมเพิม่ เติมโดยการเรยี กชือ่ สารแตล่ ะไอโซเมอรท์ ่มี ีสตู รโมเลกุล
C5H10 ในคำถามตรวจสอบความเขา้ ใจ เพือ่ ทำใหท้ ราบว่าเป็นสารต่างชนิดกันดว้ ยการตรวจสอบ
จากชอ่ื สารทีต่ า่ งกนั
8. ครใู หค้ วามร้เู ก่ียวกับไอโซเมอร์ฟังกช์ นั ซึง่ เป็นไอโซเมอร์ท่ีมีหมู่ฟังกช์ นั ตา่ งกัน โดยใชต้ วั อยา่ ง
ในรูป 12.8 ประกอบการอธิบาย
9. ครูให้นกั เรียนทำแบบฝึกหัด 12.4 เพอื่ ทบทวนความรู้

7. การวดั และประเมนิ ผล
1. ความรู้เก่ียวกับไอโซเมอรซิ ึม ไอโซเมอร์ และไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ ง จากการอภิปราย

การทำกจิ กรรม การทำแบบฝึกหดั และการทดสอบ
2. ทักษะการสงั เกตและการสร้างแบบจำลอง จากการทำกิจกรรม
3. ทักษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผู้นำจากการสังเกตพฤติกรรมในการทำกิจกรรม
4. จิตวิทยาศาสตรด์ ้านการใช้วิจารณญาณและความใจกว้าง จากการสงั เกตพฤตกิ รรมในการอภปิ ราย
5. จติ วิทยาศาสตร์ด้านความอยากรู้อยากเห็น จากการสงั เกตพฤตกิ รรมในการทำกิจกรรม
6. จติ วิทยาศาสตร์ด้านความรอบคอบ จากการทำแบบฝกึ หัด

8. สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนเคมี ม.6 เลม่ 5 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1 เคมีอินทรยี ์
2) แบบจำลองอะตอม
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องสมุด
2) หอ้ งปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ

บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้

การประเมนิ ด้านพุทธพิ สิ ัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านทักษะพิสัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประเมินด้านจติ พิสัย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หา/อุปสรรค
…………………………………………………….........................................................................................................................
................................................................................................. ……………………………………….........................
แนวทางแก้ไข
...................................................................................................................................……………………… ..............
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ………………………………………..………….ผ้สู อน
( นางสาวดาราวดี ขำมี )

ความคดิ เห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชอื่ ……………………………..………………….
( นางสาววรารตั น์ กนั เพช็ ร์)

รองผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นแก่งชัชวลิตวทิ ยา

ความคิดเห็นของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ไดร้ บั มอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………..

ลงชื่อ……………………………..………………….
( นายเกษม รัตนพรหม)

ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านแก่งชัชวลติ วทิ ยา

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว30225 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง สมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรยี ์ จำนวน 10 ชว่ั โมง

ผสู้ อน นางสาวดาราวดี ขำมี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ผลการเรยี นรู้

6. วิเคราะหแ์ ละเปรยี บเทยี บจดุ เดือดและการละลายในนำ้ ของสารประกอบอนิ ทรีย์ทมี่ ีหมฟู่ งั ก์ชนั ขนาด

โมเลกุล หรือโครงสรา้ งตา่ งกัน

2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. วเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทียบจดุ เดือดและการละลายในน้ำ ของสารประกอบอินทรียท์ ี่มี

หมูฟ่ งั กช์ นั ขนาดโมเลกุล หรือโครงสร้างตา่ งกัน

ทักษะกระบวนการทาง ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 จติ วทิ ยาศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์

1. การสังเกต 1. การสอ่ื สารสารสนเทศ 1. การใชว้ ิจารณญาณ

2. การทดลอง และการรู้เท่าทันสอื่ 2. ความใจกว้าง

3. การตีความหมายข้อมลู 3. ความซือ่ สัตย์

และลงข้อสรปุ

3. สาระการเรยี นรู้
− สมบตั ขิ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
− สมบัติของสารประกอบอนิ ทรียท์ ่มี ีธาตอุ อกซิเจนเป็นองค์ประกอบ
− สมบตั ิของสารประกอบอินทรีย์ทม่ี ีธาตุไนโตรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
สารประกอบอินทรยี ์มสี มบตั ทิ างกายภาพ เชน่ จดุ เดือด การละลายในนำ้ ขึ้นอยู่กบั หมฟู่ ังก์ชนั

ขนาดโมเลกลุ และโครงสรา้ ง สำหรับการละลายของสารพจิ ารณาไดจ้ ากความมีขว้ั ของสารและ
การเกิดพนั ธะไฮโดรเจน โดยสารสามารถละลายได้ในตวั ทำละลายท่ีมีขัว้ ใกล้เคียงกนั หรอื โมเลกุล
สามารถเกดิ พนั ธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของตัวทำละลายได้

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุ่งม่ันในการทำงาน
1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการสำรวจคน้ หา
3) ทกั ษะการวเิ คราะห์
4) ทักษะการต้งั สมมติฐาน
5) ทักษะการทดลอง
6) ทกั ษะการตีความหมายและลงข้อสรปุ
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครทู บทวนความรู้เกย่ี วกับชนดิ และโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน จากนั้นอธิบาย

เกยี่ วกบั สภาพข้ัวของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน โดยยกตัวอยา่ งโมเลกุลมีเทนและโพรพีนตามรปู
12.9 ประกอบ

2. ครูอธบิ ายสมบัตกิ ารละลายในน้ำ ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนโดยใช้หลักการ
like disolves like ตามรายละเอยี ดในหนังสือเรียน

3. ครอู ธบิ ายเกีย่ วกบั ปัจจยั ท่ีส่งผลให้สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนมีจุดเดือดและจดุ หลอมเหลว
ต่ำ กว่าสารประกอบอนิ ทรียป์ ระเภทอ่นื ๆ ตามรายละเอียดในหนังสอื เรยี น จากน้นั ใช้คำ ถามนำ วา่
แนวโนม้ จดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเมื่อมีจำ นวนอะตอมของคาร์บอน
ตา่ งกันเปน็ อยา่ งไร เพ่ือนำ เข้าสู่กิจกรรม 12.3

4. ครใู หน้ กั เรียนทำ กิจกรรม 12.3 สืบคน้ ขอ้ มูลจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของแอลเคน
5. ครูเชอื่ มโยงแนวโน้มจดุ เดอื ดของแอลเคนจากกิจกรรม 12.3 กบั แรงยดึ เหนยี่ วระหว่าง
โมเลกลุ ของแอลเคนซง่ึ เป็นแรงแผก่ ระจายลอนดอนที่ข้นึ อยู่กับขนาดของโมเลกุลและโครงสร้าง
ของสารและชีใ้ ห้เห็นว่า การเพ่มิ ขึ้นของจุดหลอมเหลวมีลักษณะไมต่ ่อเน่ืองเหมือนจุดเดือดเน่อื งจาก
มีปจั จัยอื่น ๆ ทีเ่ ก่ียวข้อง เช่น การจัดเรียงตัวของโมเลกลุ ในของแขง็ ดงั น้ันการเปรยี บเทียบสมบตั ทิ ี่
เกี่ยวขอ้ งกบั แรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกลุ ของสารจึงนยิ มพจิ ารณาจุดเดือดมากกวา่ จุดหลอมเหลว
6. ครใู หน้ กั เรียนตอบคำ ถามตรวจสอบความเข้าใจ
7. ครูให้นักเรยี นพจิ ารณาข้อมลู จุดเดอื ดของแอลคนี และแอลไคนโ์ ซ่ตรงในตาราง 12.10
จากนั้นอภปิ รายรว่ มกนั เกย่ี วกบั แนวโน้มจดุ เดอื ดของแอลคีนและแอลไคนท์ ่ีมีจำ นวนอะตอมของ
คาร์บอนตา่ งกนั เพ่อื ให้ไดข้ ้อสรปุ ว่าจุดเดือดของแอลคนี และแอลไคน์โซต่ รงเพิ่มข้ึนเม่ือจำ นวนอะตอม
ของคารบ์ อนเพ่มิ ขึ้น
8. ครูใช้คำ ถามว่า สารประกอบอนิ ทรยี ์ท่ีมธี าตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบมสี ภาพข้วั ต่างจาก


Click to View FlipBook Version