The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kornie Kaew, 2023-10-21 09:36:51

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

ล่าสุดฎีกาประชุมใหญ่ไปไม่นาน คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องและมีค าขอให้จ าเลยชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนกรณีโจทก์ฎีกาในคดีส่วนอาญาและส่วนแพ่ง โจทก์ไม่จ าต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งอีก


จ าเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลชั้นต้นลงโทษมา ศาลอุทธรณ์จะฟังข้อเท็จจริงต่างจากค าให้การรับสารภาพและยกฟ้องได้หรือไม่ (ศาลชั้นต้น จ าคุก 1 ปี จ าเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การ พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจ าคุก 6 เดือน) ฎีกาที่ 7950/2549 ศาลฎีกายืนยันว่าการค้นหาความจริงโดยความ กระตือรือร้นของศาลเอง ในการสืบข้อเท็จจริงเพิ่มเป็นสิ่งที่เหมาะสมและ ถูกต้องตามกฎหมาย


ฎ.7950/2549 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ที่ว่า ในชั้นพิจารณาถ้าจ าเลยให้การรับ สารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้นั้น มิได้หมายความว่าเมื่อจ าเลยให้การรับสารภาพแล้ว ศาลจะต้องพิพากษาลงโทษ จ าเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจ าเลยมิได้กระท าความผิด หรือการกระท าของ จ าเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 หรือ หากศาลเห็นสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีค าพิพากษา ก็เป็นอ านาจ ของศาลที่จะมีค าสั่งให้กระท าได้


เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีข้อสงสัยว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีค าสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ก็เป็นอ านาจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะกระท าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) เมื่อของกลางตามผลการตรวจวิเคราะห์เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 แต่ โจทก์ฟ้องว่า จ าเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจ าหน่าย และ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีค าสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าของ กลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามฟ้อง เมื่อโจทก์อ้างส่งแต่เพียงรายงานการตรวจ วิเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งระบุว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุการ มีไว้ในครอบครองเพื่อจ าหน่ายไม่มีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าจ าเลยจะให้การรับ สารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจ าเลย


โจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือ พิมพ์ฟ้อง ปัญหาตามป.วิ.อ.มาตรา 158 “ฟ้องต้องท าเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (8) ลายมือชื่อ” แนวของศาลฎีกาล่าสุด รวมถึง กรณีฟ้องบกพร่องเกี่ยวกับลายมือชื่อโจทก์ คือ ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นมีค าพิพากษาแล้ว ศาลอุทธรณ์สั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้


ฟ้องไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง ฎ 6386/2562 (ประชุมใหญ่) “ป.วิ.อ. มาตรา 160 บัญญัติว่า “ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง” และมาตรา 158 “ฟ้องต้องท า เป็นหนังสือและมี ฯลฯ (8) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” ตามฟ้องโจทก์ โจทก์ได้ลง ลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับมอบอ านาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้ เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์ค าขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้ พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีค าพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่ สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นด าเนินการให้ โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นก าหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยัง มิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งส านวนไปยัง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี”


เคยมีการประชุมใหญ่ ในคดีตามค าพิพากษาฎีกาที่ 8819/2561 ซึ่งที่ ประชุมมีมติว่า โจทก์แต่งทนายความให้มีอ านาจด าเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น มิได้ระบุให้มีอ านาจด าเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา การที่ ทนายความด าเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นเรื่อง ข้อบกพร่องในเรื่องใบแต่งทนายความ มิใช่ทนายความไม่มีอ านาจ ยังแก้ไขได้ ไม่มี ผลให้เป็นประบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ (แต่คดีนี้มีการถอนฎีกาไปเสียก่อน มติที่ประชุมจึง ไม่ปรากฏในค าพิพากษาฎีกา) นอกจากนี้ยังมีค าพากษาฎีกาที่ 7069/2560 วินิจฉัยไว้ว่า แม้ทนายความที่ ถูกถอนใบอนุญาตลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอ านาจใช้ สิทธิอุทธรณ์นั้น แต่ศาลก็สั่งอนุญาตให้แก้ไขโดยให้ตัวความลงชื่อเองได้


ฏ.8819/2561 โจทก์แต่งตั้งทนายความโดยระบุในใบแต่งทนายความให้มีอ านาจ ด าเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น มิได้ระบุให้มีอ านาจด าเนิน กระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา การที่ทนายความด าเนิน ก ร ะ บ ว น พิ จ า ร ณ า แ ท น โ จ ท ก์ ใ น ชั้ น อุ ท ธ ร ณ์ แ ล ะ ชั้ น ฎี ก า เป็นเรื่องข้อบกพร่องในเรื่องใบแต่งทนายความ มิใช่ทนายความไม่มี อ านาจ ยังแก้ไขได้ไม่มีผลให้เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ


ล่าสุดฎีกาประชุมใหญ่ไปไม่นาน คดีที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จ าเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่น ค าร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในค าพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและ ลงชื่อในค าพิพากษา ศาลชั้นต้นมีค าสั่งในฎีกาของจ าเลยว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้อความ ที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาส าคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงและรับฎีกาจ าเลย” เป็นการชอบด้วยประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 แล้ว


ศาลสูงยกฟ้องไปถึงจ าเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้หรือไม่ (ฎ.7551/2561 ประชุมใหญ่) แม้ข้อหาความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจ าหน่าย ศาลฎีกาไม่ อนุญาตให้จ าเลยฎีกาก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจ าเลยมิได้กระท าผิด จึงให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจ าเลย ไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 19/2561) มีค าพิพากษาฎีกาในปี 2565 ที่สั่งออกแล้วอีกหลายเรื่อง น าไปใช้แก่คดีที่จ าเลยหลายคน ศาลฎีกายกฟ้องไปถึงจ าเลยที่ไม่ได้ฎีกา ด้วย A


ในปี 2564 ถึง ปัจจุบัน ศาลฎีกายกย้อน น้อยมาก การยกย้อนเพราะศาล ล่างผิดพลาด ควรท า เพื่อให้ศาลล่างจดจ าไม่ ท าผิดอีก หรือไม่ ถ้าค้นในระบบอินทราเน็ตศาลฎีกาจะพบถ้อยค าว่า“ศาลฎีกาเห็นสมควร วินิจฉัยไปเสียทีเดียว” เกือบทั้งหมด เช่น ฎ.5980/2564, 4076/2564, 2959-2962/2564, 2446-2528/2564, 2602/2564, 2108/2564, 1775/2564


คดีดอกเบี้ยตามอ าเภอใจ ลูกหนี้ช าระหนี้ดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้คิดเกินอัตราที่กฎหมายก าหนด ฎีกาเดิม ถือว่าช าระหนี้ ดอกเบี้ยโดยอ าเภอใจหรือช าระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย นับแต่ปี 2548 เปลี่ยนแปลง ไป หากเจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ถือว่าดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ช าระไว้หรือ หักช าระไว้ ไม่เป็นการช าระหนี้ตามอ าเภอใจหรือช าระโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย (ฎ.2165/2548 และ 6465/2552) แต่ในกรณีเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ทั่วไปซึ่งรวมถึงเจ้าหนี้ เงินกู้นอกระบบ ในปี 2552 ฎีกายังไม่เปลี่ยน (ฎ.4738/2552 และ 7666/2552) จนกระทั่งมี ฎีกาที่ 2131/2560 ชัดเจนแล้วว่า ไม่ถือเป็นการช าระหนี้ตามอ าเภอใจหรือฝ่าฝืนข้อห้าม ตามกฎหมายอีกต่อไป ไม่ว่าจะผู้ให้กู้เป็นธนาคารพาณิชย์หรือบุคคลธรรมดา


แนวค าพิพากษาฎีกาที่ทันต่อเทคโนฯ ค าพิพากษาฎีกาที่ 350/2564 บัตรเครดิตเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตาม นิยาม แห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ก) ซึ่งผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ส่วนข้อมูลบัตรเครดิต ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ ซึ่ง ปรากฏอยู่ บนบัตรเครดิตนั้น ไม่เป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ข) แต่การกระท าใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต้องพิจารณาว่าการ กระท านั้นเป็นวิธีใช้ โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่ ไม่จ ากัดว่าหาก เป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (14) (ก) แล้ว การใช้ จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่น ใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น เพราะ สามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน การที่จ าเลยน าข้อมูลบัตรเครดิตของ โจทก์ไปใช้ช าระค่าบริการที่พักของจ าเลยผ่านเว็บไซด์ จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของ โจทก์โดยมิชอบ


ข้อความทางเฟซบุ๊กก็เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ (ค าพิพากษาฎีกาที่ 6757/2560)


บทบาทของศาลฎีกากับการต่อสู้ กับกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ก่อภาระหรือเป็นผลร้ายต่อประชาชน หรือก าหนดโทษไว้ไม่ได้สัดส่วน กับการกระท าผิด


ตีความเรื่องพืชกระท่อมไม่ให้เป็นการผลิต ฎ.13054/2558 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามค าว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ท า ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้ หมายถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ซึ่งการกระท าความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษ มากกว่าการมีไว้ในครอบครอง ย่อมต้องมีลักษณะการกระท าที่รุนแรงกว่า การต้มใบพืช กระท่อมของจ าเลยเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพ โดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มา เป็นการต้มเป็นน้ าเพื่อสะดวกแก่การน าเข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับมีปริมาณเล็กน้อย ไม่ ปรากฏว่าจ าเลยน าน้ าต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอหรือน้ าอัดลมเพื่อให้เกิด การมึนเมา ประสาทหลอน และเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคม การกระท าของจ าเลยจึงไม่ เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานมีไว้ใน ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เท่านั้น


แม้เข้านิยามว่าผลิตก็รอการลงโทษให้ ฎ.1664/2560 นิยามค าว่า “ผลิต” หมายความว่า เพาะ ปลูก ท า ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวม บรรจุด้วย การผลิตตามความมุ่งหมายในการออกกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ได้มีความหมายเพียง แค่การผลิตตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่มีความหมายครอบคลุมกว้างขวางถึงการผสมและ การปรุงด้วย การที่จ าเลยต้มน้ าพืชกระท่อมแล้วน ามาผสมกับยาแก้ไอ เพื่อให้เกิดการมึนเมา จึงเข้าลักษณะของการผสมและการปรุงอันเป็นการผลิตตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว เป็น ความผิดฐานผลิตซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 แต่พืชกระท่อมที่ต้มเสร็จและน ามาผสม กับยาแก้ไอแล้วนั้นมีปริมาตรเพียง 3,000 มิลลิลิตร ซึ่งเท่ากับ 3 ลิตร โดยไม่ปรากฏว่า ปริมาตร 3,000 มิลลิลิตรนั้นมีพืชกระท่อมผสมอยู่เท่าไร เมื่อไม่ปรากฏว่าจ าเลยเคยกระท า ความผิดมาก่อน กรณีมีเหตุสมควรรอการก าหนดโทษให้


มาตรา 70 ผู้ใดกระท าการละเมิดลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคหนึ่งเป็น การกระท าเพื่อการค้า ผู้กระท าต้องระวาง โทษจ าคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปีหรือ ปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา 31 ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควร รู้ว่างานใดได้ท าขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของ ผู้อื่นกระท าอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้น เพื่อหาก าไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระท าการ ละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระท าดังต่อไปนี้ (1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า… (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน โทษตามกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้สัดส่วน


บังคับโทษตามกฎหมายให้ได้สัดส่วนกับการกระท าผิด ฎ 7195/2554 ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมีดีวีดี ภาพยนตร์ของกลางเพียง 3 แผ่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจรอการก าหนดโทษนั้นศาลฎีกา แผนกคดีทรัพย์สินเห็นพ้องด้วย ฎ 3045/2551 จ าเลยกระท าละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายโดยการน าเสื้อ เด็กซึ่งมีผู้ท าซ้ าและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เสนอขายแก่บุคคล ทั่วไปเพื่อแสวงหาก าไรทางการค้าเพียง 2 ตัวจึงเห็นสมควรให้โอกาส จ าเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยให้รอการก าหนดโทษจ าเลยไว้


มาตรา 79 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาตรา 38 วรรคหนึ่ง หรือประกอบกิจการดังกล่าวใน ระหว่างถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอน ใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และ ปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 38 ห้ามผู้ใดประกอบ กิจการให้เช่า แลก เปลี่ยน หรือ จ าหน่ายภาพยนตร์โดยท าเป็นธุรกิจ หรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน โทษตามพรบ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2550 ไม่ได้สัดส่วน


หลักการตาม ปอ.มาตรา 56 เดิม ปอ มาตรา 56 วรรคแรก ผู้ใดกระท าความผิดซึ่งมีโทษจ าคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจ าคุกไม่เกินสามปีถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้น ได้รับโทษจ าคุกมาก่อน... ศาลจะพิพากษาว่า ผู้นั้นมีความผิดแต่รอ การก าหนดโทษไว้...ก็ได้ เมื่อมีฎีกาบอกว่ารอการก าหนดโทษปรับไม่ได้ ฎ 1596/2553 โทษปรับรอการก าหนดโทษไม่ได้ ฎ 6576/2551 กระท าผิดที่มีแต่โทษปรับ รอไม่ได้


ศาลฎีกาขอให้มีการแก้ไขกฎหมายผ่านทางส านักงานศาล ปี 2559 สนช.ผ่านกฎหมายโดยแก้ไขหลายมาตรา กฎหมายที่ส าคัญที่สุด คือ แก้ปอ. มาตรา 56 ให้รอ การก าหนดโทษปรับได้ มาตรา 56 ผู้ใดกระท าความผิดที่มีโทษจ าคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจ าคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจ าคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจ าคุกมาก่อนแต่เป็นโทษส าหรับความผิดที่ได้กระท าโดยประมาท หรือ ความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (3) เคยรับโทษจ าคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจ าคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระท า ความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระท าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ


รอการก าหนดโทษปรับ หลังแก้มาตรา 56 ฎ.1459/2560 พรบ.ภาพยนตร์ ม.82 ผู้กระท าผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสน บาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการ ก าหนดโทษปรับได้ เมื่อไม่ปรากฎว่าจ าเลยเคยได้รับโทษจ าคุกมาก่อนเห็นควรให้ โอกาสจ าเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยรอการก าหนดโทษปรับให้แก่จ าเลย รอการก าหนดโทษคดีเช็ค


(1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงาน...จัดให้กระท ากิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ (2) ให้ฝึกหัดหรือท างานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ (3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจ..; (4) ให้ไปรับการบ าบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ... (5) ให้เข้ารับการฝึกอบรม ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลก าหนด (6) ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย หรือห้ามเข้าในสถานที่ใด... (10) เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรก าหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ ผู้กระท าความผิด กระท าหรือมีโอกาสกระท าความผิดขึ้นอีก หรือเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหายตามที่เห็นสมควร (8) ให้แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ.... (7) ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเยียวยาความเสียหายโดย... เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระท าความผิดตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจก าหนด ข้อเดียวหรือ หลายข้อตามควรแก่กรณีได้ ดังต่อไปนี้


คดีลุงวิศวะ ฎ.8666/2563 ไม่ปรากฏว่าจ าเลยเคยต้องโทษจ าคุกมาก่อน ประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูครอบครัวตลอดมา เหตุคดีนี้เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของจ าเลยจนเป็นเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วยส่วนหนึ่ง จึงเห็นสมควรให้โอกาสจ าเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยรอการ ลงโทษจ าคุกไว้สักครั้งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่จ าเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจ าคุกไป เสียทีเดียว อย่างไรก็ดีเมื่อการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุของจ าเลย ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะปัญหาจาก การควบคุมอารมณ์ และผลที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ของทั้งสองฝ่าย ท าให้ผู้ตายถึง แก่ความตาย ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ทุกฝ่ายตลอดจนสังคมส่วนรวม จึงเห็นสมควรก าหนดเงื่อนไขเพื่อ คุมความประพฤติของจ าเลยโดยให้จ าเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ที่เกิด จากการใช้รถใช้ถนน และกระท ากิจกรรมบริหารสังคมหรือสาธารณประโยชน์ต่อผู้ต้องได้รับความ เสียหายอันเกิดจากการกระท าด้วยความรุนแรง กับให้จ าเลยท างานร่วมกันเป็นกลุ่มที่จะช่วยพัฒนา และส่งเสริมการสร้างสัมพันธ์ของจ าเลยกับผู้อื่นในสังคมให้ดีขึ้น


ศาลแก้ไขกฎหมายได้เองหรือไม่ : มาตรา 77 รธน.60 “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จ าเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุง กฎหมายที่หมดความจ าเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือ ที่เป็นอุปสรรคต่อการด ารงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และด าเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัว บทกฎหมายต่างๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อ ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง …รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบ ระยะเวลาที่ก าหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป”


พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดท าร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จ าเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจ าเป็นหรือไม่สอดคล้อง กับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการด ารงชีวิติหรือการประกอบ อาชีพ โดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน


พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดท าร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 6 ในการที่ศาลยุติธรรมจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษอาญา...หรือสภาพบังคับที่ เป็นผลร้ายอื่นแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อม เหตุผลและศาลเห็นว่าเป็นเหตุผลอันสมควรว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นไม่สอดคล้องกับ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ... และยังไม่มีค าวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับ บทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อประธานศาลฎีกาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาล ฎีกาเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลด าเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ ชั่วคราวจนกว่าจะมีค าวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลจะไม่ลงโทษหรือจะ ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายก าหนด หรือจะก าหนดสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแตกต่างจากที่ ก าหมายก าหนดไว้ แล้วแต่กรณี ก็ได้ ค าวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าบทบัญญัติแห่ง กฎหมายใดไม่สอดคล้องกับมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ให้ใช้ได้กับคดีทั้งปวงที่ศาลยุติธรรมมีอ านาจ พิจารณาพิพากษาคดี


มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลด โทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาล เห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระท าความผิดนั้นก็ได้ เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระท าความผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกความผิดและพยายาม บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะท านอง เดียวกัน ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ.มาตรา 289 ที่มีโทษประหารชีวิต สถานเดียว ถ้าจ าเลยให้การปฏิเสธมาตลอด จะไม่ประหารได้หรือไม่


เหตุอื่น ๆในลักษณะท านองเดียวกัน ช่วยผู้ใหญ่บ้านจับคนร้ายแต่ท าเกินกว่าเหตุ (ฏ.190/2482) สมัครใจวิวาทกัน จ าเลยแทงผู้วิวาทตายและจ าเลยก็ถูก ผู้อื่นยิง ประกอบกับเหตุผลทั่ว ๆ ไปในท้องส านวน (ฏ.29/2498) ยิงไม่ถูกก็ไม่ยิงซ้ าแม้ยังมีกระสุน (ฏ.1243/2456) ผู้ใหญ่บ้านห้ามคนเมาสุรามิให้เอะอะ แต่คนเมาจะต่อยจึงตีคนเมาตาย (ฏ.729/2459) ร่วมกันเป็นตัวการยิงผู้อื่นแต่ ยืนเฉย ๆ (ฏ.1556/2462) จ าเลยรู้ตัวเจ้าพนักงานต้องการตัว จึงเข้าหาเจ้าพนักงาน (ฏ.347/2500) จ าเลยเป็น ต ารวจเข้าจับกุมคนร้ายหนี จ าเลยใช้ปืนยิงกระสุนปืนไปถูกผู้ตาย (ฏ.1337/2517) พฤติการณ์การกระท าผิดก็เข้า ลักษณะเหตุอื่นได้ (ฏ.1955/2515) การที่จ าเลยได้น าเจ้าพนักงานต ารวจตรวจค้นบริเวณบ้าน (ฏ.720/2536) ช่วย ผู้ใหญ่บ้านจับคนร้ายแต่ท าเกินกว่าเหตุ (ฏ.190/2482) สมัครใจวิวาทกัน จ าเลยแทงผู้วิวาทตายและจ าเลยก็ถูกผู้อื่น ยิง ประกอบกับเหตุผลทั่ว ๆ ไปในท้องส านวน (ฏ.29/2498) ยิงไม่ถูกก็ไม่ยิงซ้ าแม้ยังมีกระสุน (ฏ.1243/2456) ผู้ใหญ่บ้านห้ามคนเมาสุรามิให้เอะอะ แต่คนเมาจะต่อยจึงตีคนเมาตาย (ฏ.729/2459)ร่วมกันเป็นตัวการยิงผู้อื่นแต่ ยืนเฉย ๆ (ฏ.1556/2462)จ าเลยรู้ตัวเจ้าพนักงานต้องการตัว จึงเข้าหาเจ้าพนักงาน (ฏ.347/2500) จ าเลยเป็น ต ารวจเข้าจับกุมคนร้ายหนี จ าเลยใช้ปืนยิงกระสุนปืนไปถูกผู้ตาย (ฏ.1337/2517) พฤติการณ์การกระท าผิดก็เข้า ลักษณะเหตุอื่นได้ (ฏ.1955/2515) การที่จ าเลยได้น าเจ้าพนักงานต ารวจตรวจค้นบริเวณบ้าน (ฏ.720/2536)


การกระท าผิดของจ าเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแม่ยายผู้ตายเกิดจากการที่ผู้ตายกระท าต่อ จ าเลยที่ 3 บุตรคนเดียวของจ าเลยที่ 2 ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วบางครั้งยังจะท าต่อหลานเล็ก ๆ ของจ าเลยที่ 2 อันเนื่องมาจากปัญหาการควบคุมอารมณ์ของผู้ตาย โดยที่ก่อนเกิดเหตุมีความไม่แน่นอนว่าผู้ตายซึ่ง เป็นนักกีฬายิงปืน มีอาวุธปืน อาจใช้อาวุธปืนของตนกระท าต่อจ าเลยที่ 3 และครอบครัวในขณะ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็เป็นได้ เพราะก่อนเกิดเหตุเพียง 2 เดือน ผู้ตายก็ยังใช้อาวุธปืนยิงไปทางคนรับ ใช้และบุตรคนเล็กจนผู้ตายถูกจับและถูกควบคุมตัวที่เรือนจ า และเพิ่งได้รับการประกันตัวมาไม่นาน การกระท าความผิดของจ าเลยที่ 2 ที่ขณะเกิดเหตุเป็นหญิงมีอายุ 72 ปีและบัดนี้อายุเกือบ 80 ปี แล้วและไม่เคยกระท าความผิดมาก่อน จึงเข้าลักษณะของผู้กระท าความผิดที่ตกอยู่ในความทุกข์ อย่างสาหัสมีเหตุบรรเทาโทษตามป.อ.มาตรา 78 คดีแม่หมอนิ่ม (ฏ.3507/2563)


มาตรา 78 เหตุบรรเทาโทษนั้น (1) เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา (2) ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส (3) มีคุณความดีมาแต่ก่อน (4) รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย แห่งความผิดนั้น (5) ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือ (6) ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การ พิจารณา (7) หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะท านอง เดียวกัน มาตรา 56 “และเมื่อศาลได้ค านึงถึงอายุ ป ระ วัติ ค ว ามป ระพฤติ สติปัญญ า การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือหรือการรู้สึกความผิด และสภาพ ความผิด พยายามบรรเทาผลร้ายที่ เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว” การลงโทษโดยดูแต่ยี่ต๊อกเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่


เดิมน าเข้าแม้เพียง 1 เม็ด ก็ต้องลงโทษประหารอย่างเดียว ● ค าพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่ามีไว้ในครอบครอง ● ค าพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถือว่ามีไว้ในครอบครอง ● ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 9206/2555 ถือว่าน าเข้าต้องวางโทษประหารชีวิต ● ในปี 2560 ประธานศาลฎีกาผลักดันให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพ ติดจนสภาออกกฎหมายใหม่ยกเลิกข้อสันนิษฐาน และลดโทษเรื่องการ น าเข้ายาเสพติดลงโดยให้ดุลพินิจศาล


เดิมน าเข้าแม้เพียง 1 เม็ด ก็ต้องลงโทษประหารอย่างเดียว ➢ ค าพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่ามีไว้ในครอบครอง ➢ ค าพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถือว่ามีไว้ในครอบครอง ➢ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 9206/2555 ถือว่าน าเข้าต้องวางโทษประหารชีวิต ➢ ในปี 2560 ประธานศาลฎีกาผลักดันให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ ยาเสพติดจนสภาออกกฎหมายใหม่ยกเลิกข้อสันนิษฐาน และ ลดโทษเรื่องการน าเข้ายาเสพติดลงโดยให้ดุลพินิจศาล


เดิมขายเก่งครั้งเดียวหมดกรรมเดียวขายไม่เก่งเหลือบางส่วนสองกรรม (ฎ. 5118/2555, ฎ. 6634/2553, ฎ.943/2547) ประชุมใหญ่สามครั้งก็ยังวินิจฉัยเหมือนเดิม ปัจจุบัน ประมวลกฎหมายยาเสพติดและ ฎีกาใหม่ที่ตัดสินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด รวมเป็นกรรมเดียว


พิจารณานอกเหนือจากที่อนุญาตให้ฎีกาได้ ฎ.1551/2561 แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดฐานจ าหน่ายกัญชา ไม่อนุญาตให้ฎีกาในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจ าหน่าย แต่ศาลฎีกาก็ยังหยิบยกความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจ าหน่ายขึ้น วินิจฉัยได้


ประชุมใหญ่กลับประชุมใหญ่เรื่องฟ้องป.ป.ช. ฎ. 5673/2562 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทาง ในการด าเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่โจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระท า ความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ราชการของจ าเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ยังคงมีอ านาจฟ้อง จ าเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มี อ านาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง (1)


“ฉันทะที่จะท าความยุติธรรมให้ส าเร็จ มันไม่ได้เป็นภาระเลย เป็นความสุขที่ได้ท า”


Click to View FlipBook Version