The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kornie Kaew, 2023-10-21 09:36:51

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

อบรมตรวจร่างคำพิพากษา 16-17 ต.ค.66

“ผมเห็นเด็กชายอายุประมาณสิบขวบเดินผ่านมา เขาแบกทารกไว้บนหลัง ซึ่งในญี่ปุ่นสมัยนั้น เรามักจะเห็นเด็กๆ เล่นโดยมีน้องชายหรือน้องสาวเล็กๆ อยู่บนหลัง แต่เด็กชายคนนี้แตกต่าง ออกไปอย่างเห็นได้ชัด ผมเห็นว่าเขามาที่นี่ด้วยสายตาแข็งแกร่ง ไม่สวมรองเท้า ศีรษะเล็กๆ ของน้องสาวของเขา ถูกเอนไปด้านหลังราวกับว่าหลับสนิท เขายืนอยู่ตรงนั้นประมาณห้าหรือ สิบนาที จากนั้นมีชายสวมหน้ากากสีขาวเดินเข้ามาหาเขาและเริ่มถอดเชือกที่รัดน้องสาวของเขาออก อย่างเงียบๆ นั้นท าให้ผมรู้เลยว่าน้องสาวของเขาได้เสียชีวิตแล้วชายดังกล่าวได้อุ้มศพน้องสาว จัดวางมือและเท้าไว้บนกองไฟ เด็กชายยืนอยู่กับที่ประมาณ 5-10 นาที มองดูเปลวเพลิง เขากัดริมฝีปากล่างอย่างแรงจนเลือด ไหลท าให้รู้เลยว่าเขาได้อดกลั้นเพื่อไม่ให้น้ าตาไหลออกมา เปลวเพลิงลุกโพลงเหมือนพระ อาทิตย์ก าลังจะตกดิน ไม่นานเขาหันหลังกลับและเดินจากไปอย่างเงียบๆ” ภาพถ่าย “อะคิยูกิ โนซากะ แบกร่างน้องสาวที่ไร้วิญญาณ” โดยช่างภาพชาวอเมริกันชื่อ Joe O’Donnell เป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่ง โดยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปนี้ว่า


ต่อมา อะคิยูกิ โนซากะ ได้น าเรื่องตนเองมาเขียนนวนิยาย เรื่อง “สุสานหิ่งห้อย” ( Grave of the Fireflies) ที่ถูก น ามาท าเป็นหนังแอนิเมชัน กล่าวถึงช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เล่าถึงสองพี่น้อง โดยพี่ชายชื่อ ว่า เซตะ อายุ 14 ปี และ เซซึโกะ ผู้เป็นน้องสาวอายุ 4 ขวบ ขณะนั้นเครื่องบินของทหารอเมริกาทิ้งระเบิดลงมา ท าให้เซตะและเซซึโกะพลัดหลงกับแม่ ภายหลังพวกเขาพบว่า บ้านของพวกเขาถูกไฟไหม้หมดทั้งหลัง และรอบๆ บริเวณนั้นถูกท าลายจากการทิ้งระเบิด ท าให้แม่ของเซตะเสียชีวิตจากสงครามนี้ จากนั้นทั้งสองได้ถูกรับไปเลี้ยงโดยป้าของพวกเขา แต่ก็ไม่สามารถทนอยู่กับนิสัยของป้าได้ เพราะ โดนเอารัดเอาเปรียบ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้ท างานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เหมืองแร่ เก่าๆ เมื่อเวลาผ่านไปอาหารที่ประทังชีวิตก็เริ่มหมดลงเรื่อยๆ เซซึโกะเกิดภาวะขาดสารอาหารอย่างหนัก จนเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา เมื่อเซตะทราบว่าน้องสาวเสียชีวิตก็ตรงดิ่งไปหาน้องสาว จากนั้นก็กอดและอุ้มร่างไร้ วิญญาณของเซซึโกะเพื่อน าไปเผาบนกองไฟ ท้ายที่สุดก็เสียชีวิตตามน้องสาวไปในเวลาต่อมา ด้วยภาวะขาด สารอาหารเช่นเดียวกันกับน้องสาว อะคิยูกิ โนซากะ ได้เขียนเปรียบเทียบชีวิตของเด็กๆ ในช่วงสงครามกับหิ่งห้อย เพราะหิ่งห้อยเป็น สัตว์ที่ตายง่าย เมื่อไรที่หิ่งห้อยตาย แสงสว่างก็ได้ดับลง เสมือนความหวังของเด็กๆ ได้ดับลงไปเช่นกัน


“ถ้ามนุษย์แปลกแยกจากกฎธรรมชาติ และหลงสมมุติ คือติดอยู่ แค่กฎสมมุติเมื่อไร ชีวิตและสังคมจะวิปลาสทันที เริ่มจากคนท า สวนซึ่งมาท าสวนเพียงเพราะต้องการผลตามกฎมนุษย์ คือ ต้องการเงินเดือน 5,000 บาท เขาไม่ต้องการผลตามกฎของ ธรรมชาติ ไม่ได้ต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม อะไรจะเกิดขึ้น ผลเสียหรือความวิปลาสที่เกิดขึ้น” คือ ท่านอาจารยประยุทธ์ ปยุตโต กล่าวไว้ในหนังสือนิติศาสตร์แนวพุทธ 1. ในด้านชีวิตของตัวบุคคลนั้นเองคนท าสวนก็ไม่มีความสุขในการท าสวน เพราะเขาท าสวนด้วยความฝืนใจ เนื่องจากเขาไม่ได้ต้องการคนที่แท้จริง ของการท าสวน แต่สิ่งที่เขาต้องการ คือเงิน การท าสวนจึงท าให้เขาต้อง ทรมาน ต้องรอเวลา เดือนนึงกว่าจะได้เงินเดือน ซึ่งเป็นภาวะที่แย่จริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงท าสวนด้วยใจทุกข์ทรมานเต็มที่ตลอดเวลา


ท่านอาจารยประยุทธ์ ปยุตโต กล่าวไว้ในหนังสือนิติศาสตร์แนวพุทธ “ถ้ามนุษย์แปลกแยกจากกฎธรรมชาติ และหลงสมมุติ คือติดอยู่แค่ กฎสมมุติเมื่อไร ชีวิตและสังคมจะวิปลาสทันที เริ่มจากคนท าสวนซึ่งมาท า สวนเพียงเพราะต้องการผลตาม กฎมนุษย์ คือ ต้องการเงินเดือน 5,000 บาท เขาไม่ต้องการผลตามกฎของธรรมชาติ ไม่ได้ต้องการให้ต้นไม้เจริญ งอกงาม อะไรจะเกิดขึ้น ผลเสียหรือความวิปลาสที่เกิดขึ้น” คือ 1. ในด้านชีวิตของตัวบุคคลนั้นเองคนท าสวนก็ไม่มีความสุขในการท าสวน เพราะเขาท าสวน ด้วยความฝืนใจ เนื่องจากเขาไม่ได้ต้องการคนที่แท้จริงของการท าสวน แต่สิ่งที่เขาต้องการ คือเงิน การท าสวนจึงท าให้เขาต้องทรมาน ต้องรอเวลา เดือนนึงกว่าจะได้เงินเดือน ซึ่งเป็น ภาวะที่แย่จริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงท าสวนด้วยใจทุกข์ทรมานเต็มที่ตลอดเวลา


2. ในด้านกิจการของสังคมประโยคส่วนรวมก็เสีย เพราะว่าเมื่อคนท าสวนไม่เต็มใจท าสวน นอกจากตัวเขาเองจะไม่มีความสุขแล้ว ก็ยังไม่ตั้งใจท างานอีก เมื่อไม่ตั้งใจท าสังคมก็ไม่ได้ประโยชน์ที่ควรจะได้จากเขา กิจการของสังคมก็เสีย เพราะการท าสวนไม่มีคุณภาพและไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นเมื่อคนท าสวนนี้ แปลกแยกจากกฎธรรมชาติ ต้องการผลแต่ตามกฎมนุษย์ และไม่ตั้งใจท าสวน สังคมมนุษย์ก็ต้องตั้งกฎมนุษย์ซ้อนเพิ่มเข้ามาอีก เช่น จะต้อง ด าเนินการตั้งคนคุมขึ้นมา เพื่อคุมคนท าสวนคนนี้ แต่นายคนคุมก็แปลกแยกจากกฎ ธรรมชาติ ต้องการแต่ผลตามกฎมนุษย์อย่างเดียว ก็เลยไม่ได้เรื่องอีกแล้วก็ตั้ง กฎซ้อน เข้ามาเป็นชั้น ๆ จนซับซ้อนอย่างยิ่งแต่ผลที่สุดก็ล้มเหลวหมด


การมีฉันทะในการช่วยท าค าพิพากษา เทียบเคียงจาก ธรรมบรรยาย เร ื ่ อง “ชาวพ ุ ทธอะไรก ั น ฉ ั นทะกไ็ ม ่ ร ู ้ อ ุ เบกขากไ็ ม ่เข้าใจ


- อยากประเภทหน ึ่ง ทเ ี่ร ี ยกว ่ า “ตัณหา” กับอยากอีก อย ่ างหน ึ่งทเ ี่ร ี ยกว ่ า “ฉันทะ” - อยากเอาให้ตัวได้ กับ อยากท าให้มันดี


อย่างเอ้อ ทีนี้มันไม่สะอาด มันสกปรก ฝุ่นเฝิ่นมันเยอะ หนูกวาดบ้านหน่อยดี ไหม เด็กมันไม่เอาด้วยเลย มันไม่มีฉันทะ มันอยากจะกินอย่างเดียว อยากจะอร่อย อย่างเดียว มีแต่ตัณหา แล้วท าไม อยากจะท าให้สะอาด อยากท าให้ดี มันเป็น ฉันทะ เด็กไม่มี ตอนนี้เรายังไม่สามารถจะให้เด็กมีฉันทะ เราก็ใช้ตัณหา เอ้า หนูกวาดบ้าน ให้สะอาดครั้งนี้ ให้เท่าไหร่ 10 บาท หรือให้ขนมเท่านั้น นี่ล่อด้วย ตัณหา และนี่จะเอาให้ตัวได้ เด็กจะเอาให้ตัวได้ใช่ไหม อยากเสพ ก็เอา นี่ก็ตัณหา ก็ มาแล้ว ให้เด็กกวาดบ้านด้วยตัณหา แต่ว่าถ้าท าด้วยตัณหาเขาเรียกว่าระบบเงื่อนไข ใจเขาไม่เอา เขาไม่มีฉันทะนิ เขาก็ไม่อยากกวาด เขาไม่ได้นึกถึงบ้านสะอาดหรอก กวาดไปตามเงื่อนไขที่ว่าจะได้รางวัล ก็ท าพอให้ได้รางวัล เพราะฉะนั้นถ้าท าด้วย ตัณหาเนี่ย ท าในระบบเงื่อนไข ไม่ได้ผล ผลเสียด้วย เด็กก็สักแต่ว่าท า ให้มันได้ชื่อ ว่ากวาด


ดูซิว่าอีกตาคนนี่ที่บอกให้รางวัลเนี่ย คอยดูอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่ดูเนี่ย ก็ไม่ตั้งใจกวาด ใช่มั้ย เอ่อ หาทางหลบ หาทางเลี่ยง แกไม่ได้คิดจะท าให้มันสะอาดหรอก กวาดไปอย่างนั้นเอง จะเอาให้ได้ขนม ให้ได้รางวัล อย่างนี้เรียกว่าระบบเงื่อนไข ที่เอาตัณหามา ทีนี้เราจะท าให้เกิด ฉันทะอย่างไร เราก็อาศัยตัณหาเนี่ยเป็นตัวสร้างเงื่อนไข พอสร้างเงื่อนไขและเงื่อนไขก็ท าให้เกิด โอกาส พอเกิดโอกาส เราก็ให้การศึกษาเลย น่า ทีนี้เด็กจ าเป็นต้องยอมฟังเราแล้ว เพราะไม่งั้น แกไม่ฟังหรอก ทีนี้แกอยากได้รางวัล แกก็ฟังเรา เราก็ได้โอกาส เราก็บอก ค่อย ๆ แนะน าแก ไม่ต้องไปเที่ยวเอาจริงเอาจังหรอก ค่อย ๆ บอก เห็นมั้ย ทีนี้ถ้ามันสะอาดแล้วมันจะดีงั้น ๆ แล้วมันสกปรกไม่ได้ความเลย ต่อไปค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ แนะน า ให้เกิดความรักสิ่งที่ดีงาม ความรักสภาวะที่เป็นอุดม สภาวะที่ดีที่สุด


อยากให้เด็กเนี่ยชอบใจ เด็กก็เห็นว่าเออ บ้านสะอาด มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราจะนอนก็สะดวก เราจะท าอะไรก็ง่าย แล้วก็ไม่มีเชื้อโรค อะไรต่อมิอะไรก็ว่าไปอธิบาย ปัญญาความรู้มันก็จะท าให้เด็กค่อย ๆ เกิดฉันทะ เกิดความอยากท าให้มันดี มันยังสกปรกก็ ท าให้มันสะอาด ต่อไปไม่ต้องให้รางวัลแล้ว แกฉวยไม้กวาด กวาดเองเลย เพราะแกอยากท าให้ มันดี อยากท าให้มันสะอาด มีฉันทะแล้ว นั่นตอนแรกเราก็อาศัยตัณหาเนี่ยเป็นปัจจัย โดยวิธีสร้างระบบเงื่อนไข ท าให้เด็กได้ท าสิ่งนั้น แม้จะไม่เต็มใจ ท าไม่ได้ผลดี แล้วเราก็ใช้โอกาสนั้น ในการที่จะให้ปัญญาเพื่อจะปลูกฝังฉันทะขึ้นมา แล้วเด็กก็เจริญก้าวหน้าในฉันทะ พอเด็กมีฉันทะแล้ว ทีนี้วางใจได้ ปล่อยได้เลย แกท าเองและสมัครใจ และ ก็เจริญก้าวหน้าในการศึกษา แล้วอย่างนี้ประเทศชาติก็จึงจะพัฒนาได้


คือ ฉันทะในการที่จะชี้กรรม ไม่ให้ชี้ผิด ชี้พลาด ชี้ขาด ชี้เกิน ชี้ด้วย ความละเอียดลออ มีปัญญาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างจริงจัง และ ใช้หลักพรหมวิหารสี่ในการชี้กรรม พรหมวิหารสี่เป็นอย่างไร อุเบกขาแบบ “เฉยโง่” เป็นอย่างไร ดูในธรรมะบรรยาย หน้า 22 ถึง 25 ฉะนั้นฉันทะในการท าค าพิพากษา


ความ “อยาก” ในทางกุศล อยากเขียนอยากท าเพื่อชี้กรรมให้ถูกต้อง ที่สุดไปตามพรหมวิหารสี่ จะได้มีความสุขอิ่มเอมใจที่ได้ท าค าพิพากษา นั้นออกไป แล้วประชาชนยอมรับและพูดว่า “เชื่อมั่นในศาลยุติธรรม” สรุปได้ว่า “ฉันทะในการท าค าพิพากษา” น่าจะหมายถึง


- อยากท าให้มันเสร็จ ๆ ไปเพื่อเอาเวลาไปเที่ยว - อยากท าให้เสร็จเพื่อเอาเวลาไปลงทุนอื่น - อยากท าเพื่อเอาใจผู้มีอ านาจ - อยากท าเพื่อรักษาสถานะการมีงานท าต่อไป - อยากท าให้มันยุติธรรม ชี้กรรมได้ถูกต้อง VS


ฉันทะในการท าค าพิพากษา คือ อยากมีความสุขอิ่มเอมใจใน การท าค าพิพากษาให้ยุติธรรม ชี้กรรมได้ถูกต้อง ไม่ชี้ผิด ชี้พลาด ชี้ขาด ชี้เกิน


แต่ “ฉันทะ” ละด้วยการท าให้ ส าเร็จ “ตัณหา” ละโดยไม่ต้องท า ตามมัน


หน้าที่ผู้พิพากษา คือ ผู้ชี้กรรม “การที่ผู้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตจ าเลยนั้น ผู้พิพากษา ไม่บาป เพราะผู้พิพากษาเป็นแต่เพียงผู้ชี้กรรม แต่ถ้าผู้พิพากษา ชี้ผิด ชี้พลาด ชี้ขาด ชี้เกิน ส่วนที่ชี้ผิด ชี้พลาด ชี้ขาด หรือชี้เกินนั้นเป็นกรรมของผู้พิพากษาผู้นั้นเอง” (ค าบรรยายท่านพุทธทาสภิกขุ อบรมผู้ที่จะรับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นตุลาการ)


ชี้ผิด ชี้พลาด ชี้ขาด หรือชี้เกินนั้นเป็นกรรมของผู้พิพากษาผู้นั้นเอง


หลักธรรมค าสอนส าหรับผู้ที่ตัดสิน ในพระไตรปิฎก พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกอ ามาตย์ผู้วินิจฉัย เป็นผู้ตกอยู่ในอ านาจอคติ มีฉันทาคติเป็น ต้น ตัดสินความโดยผลุนผลัน ไม่เชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ส่วนพวกที่ไต่สวนความผิดแล้ว ตัดสินความโดยละเอียดลออ ตามสมควรแก่ ความผิดนั่นแหละ เป็นผู้ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม ดังนี้แล้ว “บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม เพราะเหตุที่น าคดีไปโดยความผลุนผลัน ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยคดีไปโดยละเอียดลออ โดยธรรมสม่ าเสมอ ผู้นั้นอันธรรมคุ้มครองแล้ว เป็นผู้มีปัญญาเรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม”


ตามหลักอินทภาษกฎหมายตราสามดวง ผู้พิภากษาตัดสินคดีพึงกระท าสันดานให้นิราศปราศจากอะคติธรรมทั้งสี่ คือ ฉันทาคติ 1 โทษาคติ 1 ภะยาคติ 1 โมหาคติ 1... แลซึ่งว่าให้ผู้พิภากษาปราศจากฉันทาคะตินั้น คือ ให้ท าจิตรให้นิราศจากขาดจากโลภ อย่าได้ เหนแก่ลาภะโลกามิศสีนจ้างสีนบน... ถึงมาทว่าผู้ต้องดดีนั้นจะเปนเผ่าพันธุเปนต้นว่า บิดามานดาตนก็ดีอย่า พึงเข้าด้วยสามาถฉันทาคติอันมิควรจะพึงไป จงท าจิตรให้ตั้งอยู่ในอุเบกขา ญาณ จึงได้ชื่อว่าเปนองคตุลาการ มีอาการอันเสมอเหมือนตราชู... แลให้ปราศจากโทษาคตินั้น คือ กระท าจิตรให้เสมอ อย่าได้ไต่ไปตามอ าานาจ์โทษาพยาบาทจอง เวร ว่าผู้นี้เปนคนปะฏิปักขข้าศึกผิดกันกับอาตมา อย่ากระท าซึ่งความโกรธแลเวระพญาบาทเปนเบื้องหน้า แล้วแลพิจารณากดขี่ให้พ่ายแพ้... พึงด าเนินไปตามธรรมสาตรราชสาตร แลตั้งจิตรไว้ในมัชฌะอุเบกขาให้แน่ แน่วแล้วจึ่งพิจารณาตัดสีน เปนท่ามกลาง ฯลฯ


ซึ่งว่ากระลาการแลผู้พิภากษาปราศจากภะยาคะติ นั้น คือ ให้ผู้พิภากษากระลาการ กระท าจิตรให้มั่นคง อย่าได้หวั่นไหวแต่ไภยความกล้วฝ่ายโจทแลฝ่ายจ าเลย อย่าสดุ้งหวาดเสียว ว่าผู้นี้เปนอธิบดีมียศถาศักดิแลเปนราชตระกูลประยูรอันยิ่งใหญ่ ถ้าอาตมาพิภากษาควรแพ้ แลแพ้ ลงบัดนี้ ก็จะท าให้อาตมาถึงซึ่งความฉิบหายด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งเปนมั่นคง อนึ่งอย่าพึ่งกลัวว่าผู้นี้มีวิทยาคมแลฝีมือก าลังกายแกล้วกล้าถ้าพ่ายแพ้ลงก็จะเคียดโกรธ อาตมา แล้วจะท าความวินาศอันใดอันหนึ่งให้ถึงเรา เพราะเหตุเราบังคับบันชาให้พ่ายแพ้ในที่อัน ควรจะแพ้พึงกระท าจิตรให้องอาจ์อย่าได้หวาดไหวแต่ไภยความกลัวอะธิบดีตระกูล...


แลให้ปราศจากโมหาคตินั้น โมหะเจตสิกดวงนี้ คือ ตัวอะวิชา มีลักษณอันมืดไป ในที่ทังปวง...คดีใดควนแก่แพ้ ก็พึงพิจารณาให้เหนด้วยปัญาว่าควนแพ้ คดีใดจะพึงชนะ ก็สอด ให้เหนด้วยปัญาโดยแท้ว่าควรชนะ อย่าบังคับบันชาด้วยความโมหาคติอันมืด หลงใหล ถ้าเหลือ สติปัญาตน ก็พึงเทียบทานถามซึ่งบัณฑิตยเสวะกามาตผู้มีปัญาชาญ ฉลาดในราชบัญญัติ แลเคยในกิจคดี ตัดสีนพิภากษาในกาลก่อน อย่าทะอึงอวดตนด้วยอุณต มานะอันโมหาเหนเปล่าแล้วแต่หลงใหล พึงหยุดหน่วงซึ่งหลักคือสุจริตธรรม แล้วพึงไต่ไป ตามธรรมสาดรราชสาตร อย่ากลับซึ่งคดีอันแพ้ให้ชนะ กลับคดีชนะให้แพ้ด้วยอ านาจแห่งโมหะคือความ หลง...” (200 ปี กฎหมายตราสามดวง ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)


พระบรมราโชวาทพระบรมราโชวาท เนติบัณฑิต สมัยที่ 33 “ผู้ที่ท าหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ควรระมัดระวัง ควรจะได้ท าความเข้าใจให้แน่ชัดว่า กฎหมายนั้น ไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมือ อย่างหนึ่งในการใช้รักษาและอ านวยความยุติธรรมเท่านั้น กฎหมายต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทกฎหมายเอง และการรักษาความ ยุติธรรมอันดีก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของ กฎหมาย หากต้องขยายให้ออกไปถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย”


“สังคมที่ยุติธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงจากการสร้างอรรถประโชน์สูงสุด หรือการรับประกันว่าทุกคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจการสร้างสังคมที่ ยุติธรรมแปลว่าเราต้องใช้เหตุผลร่วมกันถึงความหมายของชีวิตที่ดี และสร้างวัฒนธรรมสาธารณะที่โอบอุ้มความเห็นต่างที่จะต้องเกิดขึ้น ความยุติธรรมตามทัศนะของ Michael J.Sandel (สอนวิชา “ความยุติธรรม” ที่ Harvard กล่าวถึงความยุติธรรมใน หนังสือเรื่อง Justice, What’s the Right Thing to Do? ว่า)


ท่านเทนซิน เกียตโซ ทะไลลามะองคที่ 14 ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง “จักรวาลในหนึ่งอะตอม” ว่า “ถ้าทิศทางของวิทยาศาสตร์ขาดแรงบันดาลใจพื้นฐานที่ เพรียบพร้อมไปด้วยจริยธรรมและความเมตตากรุณาแล้ว มันย่อมไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์อันไพบูลย์ขึ้นได้ทั้งยังอาจ ก่อให้เกิดผลร้ายสุดคาดคิด”


เท่ากับว่า ไม่ว่าจะ เป็นกฎหมาย การใช้ กฎหมาย วิทยาศาสตร์ หรือ การใช้ผลงานทาง วิทยาศาตร์ ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ เพียบพร้อมไปด้วย ศีลธรรม จริยธรรม และความเมตตา กรุณา กฎหมายต้องรับใช้ ความยุติธรรม ไม่ใช่ ให้ความยุติธรรมไป รับใช้ความมีอยู่ของ กฎหมาย กฎหมาย ห่ ว ย ต้ อ ง ตี ค ว า ม ไม่ให้ห่วย หรือใช้ ช่ อ ง ท า ง ข อ ง กฎหมายที่จะยกเลิก หรือไม่บังคับใช้ (ดูพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การร่างกฎหมายฯ)


การตรวจส านวนโดยละเอียดและแม่นย า ในข้อเท็จจริง กับความรู้ในข้อกฎหมาย ความรู้ในค าพิพากษาฎีกา และความรู้ทาง วิชาการทั้งของไทยและต่างประเทศ เป็นอ านาจที่แท้จริงในกองผู้ช่วย และเป็น ตัวก าหนดว่าค าพิพากษาจะต้องเป็นอย่างไร


ท างานในกองผู้ช่วยอย่างไรให้มีความสุข ความเห็นบนฐานข้อมูล บทฐานของความรู้ สนุกไปกับการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อสร้าง ความยุติธรรม ดูส านวนละเอียด เข้าใจกฎหมายในเรื่องนั้นให้กระจ่าง รู้แนวฎีกา วิเคราะห์ผลกระทบ อ่านค าพิพากษาแล้วมันมีเหตุผลที่ชัดเจน 1 2 3 4 5 ไม่ท างานแบบเพียงขอให้เสร็จ ๆ ไป ยุติธรรมหรือไม่มีสนใจ ถ้อยค าหรือรูปแบบ ไม่ต้องซีเรียสมาก มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ไซร์-จะ-ยศ พลต ารวจเอก ไม่ต้องตกผลึกแบบราชบัณฑิตย์แป็ะๆ ละมุนภัณฑ์ เงินตราเข้ารหัสลับ คู่มือ อิตราเน็ต กฎหมาย ต ารา ความรู้ถึงผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ศึกษาประชุมใหญ่มิฉะนั้นจะขัดกัน 6 7 ออกก าลัง ดูแลอาหาร ความรู้สึกพอใจในงานที่ท า คนแรกที่ได้รับคือเราเอง


ทัศนะที่อาจท าให้ศาลเป็นสวรรค์ เรามีงานในอุดมคติของความเป็นผู้พิพากษาให้ท า มีสถานที่ที่ท างานที่ดี


ตัวอย่างผลงานกองผู้ช่วยศาลฎีกา


ฎ.6233/2564 แม้ในการโอนเงินจ าเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ท าการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจ าเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่า ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการท ารายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ได้ ความว่าโจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ ย่อมแสดง ให้เห็นว่าจ าเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อน ทั้งเหตุเกิดซ้ า ๆ กับลูกค้าจ านวนมาก จ าเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็น ผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการท ารายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่าย เดียว ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่ว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถด าเนินการ ธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจ าเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ (รับความเสียหายไปฝ่ายละครึ่ง) คดีส่งผลดียิ่งในการแก้ปัญหาให้แก่สังคม: คดีคอลเซนเตอร์


ฎ. 3167-3168/2565 ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยเป็นล้อแม็ก น็อต สกรู คู่มือการใช้งาน รีเลย์ พรมปูพื้น แต่ชุดระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องยนต์ ชุดแกนพวงมาลัย น าเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า สินค้าที่น าเข้าบางรายการเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบแล้วพร้อมน าไปติดตั้งทันที เช่น ชุดหม้อน้ า และ พัดลมระบายความร้อน ชุดถังน้ ามันเชื้อเพลิง ชุดชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ ชุดแม่ปั๊มเบรก ชุดบังคับ เลี้ยว ชุดท่อไอเสีย และหม้อพักไอเสีย ชุดสายไฟส าเร็จชุดเข็มขัดนิรภัย ชุดสายไฟแรงดันสูงส าหรับ ระบบไฮบริด ชุดเครื่องยนต์ ชุดเกียร์ ชุดแบตเตอรี่ไฮบริด ชุดเครื่องกลับกระแสไฟฟ้า ชุดเพลา ประกอบแล้วทั้งซ้ายขวาส่วนประกอบพวงมาลัย คอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ ชุดอุปกรณ์ปัด น้ าฝน ชิ้นส่วนรถยนต์ที่โจทก์น าเข้า เป็นรถยนต์ที่เป็นชิ้นส่วนครบชุดสมบูรณ์ (วินิจฉัยส่วนพิเคราะห์ ละเอียด จ าแนกแยกแยะชัดเจน ถึง 61 หน้า) เหต ุ ผลด ีประชาชนสน ิ ้ สงส ั ยในผลและสถาบ ั น : ภาษีรถโตโยต้า


ฏ.3507/2563 การกระท าผิดของจ าเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแม่ยายผู้ตาย เกิดจากการที่ผู้ตายกระท าต่อ จ าเลยที่ 3 บุตรคนเดียวของจ าเลยที่ 2 ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วบางครั้งยังจะท าต่อหลานเล็ก ๆ ของจ าเลยที่ 2 อันเนื่องมาจากปัญหาการควบคุมอารมณ์ของผู้ตาย โดยที่ก่อนเกิดเหตุมี ความไม่แน่นอนว่าผู้ตายซึ่งเป็นนักกีฬายิงปืน มีอาวุธปืน อาจใช้อาวุธปืนของตนกระท าต่อ จ าเลยที่ 3 และครอบครัวในขณะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็เป็นได้ เพราะก่อนเกิดเหตุเพียง 2 เดือน ผู้ตายก็ยังใช้อาวุธปืนยิงไปทางคนรับใช้และบุตรคนเล็กจนผู้ตายถูกจับและถูกควบคุมตัวที่ เรือนจ า และเพิ่งได้รับการประกันตัวมาไม่นาน การกระท าความผิดของจ าเลยที่ 2 ที่ขณะเกิดเหตุเป็นหญิงมีอายุ 72 ปีและ บัดนี้อายุเกือบ 80 ปี แล้วและไม่เคยกระท าความผิดมาก่อน จึงเข้าลักษณะของผู้กระท า ความผิดที่ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัสมีเหตุบรรเทาโทษตามป.อ.มาตรา 78 คดีหาทางออกลงโทษได้สัดส่วน : คดแ ี ม่หมอน ิ่ม


กฎหมาย : “เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” ตีความ : ลตสสช 24/2566 หุ้น 200 หุ้น จาก 2,973,925,791 หุ้น คิดเป็นเงินเพียง 39,000 บาท จาก 579,971,000,000 บาท ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ย่อมไม่มีอ านาจสั่งการให้บริษัทเผยแพร่ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเลือกตั้งได้ การตีความว่ามีลักษณะต้องห้าม ย่อมไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย : ฎ.1356/2562 และอีก 3 คดี ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ใน การประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ จ าหน่ายและออกหนังสือพิมพ์ด้วย จึงเป็นบุคคล ต้องห้ามตามกฎหมาย ฎีกาใดสะท้อนเหตุผลตามความเป็นจริงได้ดี


แนวค าพิพากษาฎีกาที่เปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางที่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการ ยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือก ปฏิบัติและให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ โดยสะดวกรวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร


มาตรา 172 การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ท าโดยเปิดเผยต่อ หน้าจ าเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจ าเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อ ว่าเป็นจ าเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จ าเลยฟัง และถามว่าได้ ก ระท าผิดจ ริงห รือไม่ จะให้ก า รต่อสู้อย่ างไ รบ้ าง ค าให้ก า ร ของจ าเลยให้จดไว้ ถ้าจ าเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และ ด าเนินการพิจารณาต่อไป


ความผิดพลาดของศาลชั้นต้นกรณีสอบค าให้การเรื่องลักทรัพย์หรือรับของโจรไว้ไม่ชัดเจน เดิมศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า “โจทก์ต้องน าพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ ความว่าจ าเลยทั้งสองกระท าความผิดใน ข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้น าสืบให้ ได้ความเช่นว่านั้น” แต่ตั้งแต่ปี 2557 ศาลฎีกายก ย้อนไปให้ศาลชั้นต้นสอบใหม่ให้ ชัดเจน


ฎ.6007/2557 เมื่อศาลชั้นต้นมีค าสั่งประทับฟ้องคดีโจทก์ไว้พิจารณาศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่าน และอธิบายฟ้องให้จ าเลยฟัง และถามว่าจ าเลยกระท าความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง ตามป.วิ.อ.มาตรา 172 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจ าเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของ โจรฐานใดฐานหนึ่ง ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จ าเลยฟังแล้ว จ าเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามด้วยว่าจ าเลยจะให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรแล้ว พิพากษาลงโทษจ าเลยในความผิดนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามให้ชัดแจ้ง กลับพิพากษาลงโทษ จ าเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจ าเลยให้การรับสารภาพในความผิด ฐานดังกล่าว การด าเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และมีผลให้กระบวน พิจารณาถัดมาตลอดจนค าพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่ชอบไปด้วย


ท่านอยากจะใช้เหตุผลไม่นับโทษต่อให้เพราะ “ไม่ใช่หน้าที่ศาลที่จะต้องตรวจสอบ”หรือไม่ ฎ.4928/2561 ก่อนศาลชั้นต้นมีค าพิพากษาไม่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ดังกล่าวมีค าพิพากษาแล้วหรือไม่ และผลคดีเป็นอย่างไรเพื่อที่ศาลชั้นต้นจะได้ใช้ดุลพินิจในการนับโทษ ต่อให้ ทั้งในอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ก็คงกล่าวอ้างแต่เพียงหมายเลขคดีด าของคดีที่ขอให้นับโทษต่อ เท่านั้น มิได้ระบุว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจ าคุกหรือไม่เพียงใด ซึ่งหากพิพากษายกฟ้องแล้วก็ ไม่อาจจะนับโทษในคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าวได้ท าให้ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจให้นับโทษต่อหรือไม่อย่าง ถูกต้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่กฎหมายก าหนดให้ศาลต้องรู้เอง ทั้งไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่ จะต้องตรวจสอบ เมื่อโจทก์มิได้แถลงถึงผลคดีที่ขอให้นับโทษต่อแล้วที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่นับ โทษของจ าเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวจึงชอบแล้ว


ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 ระหว่างพิจารณาโดยพลการ หรือ คู่ความฝ่ายใดร้องขอศาลมีอ านาจสืบพยานเพิ่มเติม จะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ มาตรา 229 ศาลเป็นผู้สืบพยาน จะสืบใน ศาลหรือนอกศาลก็ได้ แล้วแต่เห็นควรตาม ลักษณะของพยาน


แต่ก็มีฎีกา “ไม่ได้ระบุว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลพิพากษาลงโทษจ าเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลก็นับโทษต่อได้” ฎ.4333/2560 โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จ าเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจ าเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจ าเลยต่อจากโทษของจ าเลยใน คดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จ าเลยถูกฟ้องเป็นจ าเลยใน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จ าต้องระบุรายละเอียดว่าคดี ดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจ าเลยหรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมาย บัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดดังกล่าวมาในค าฟ้อง เมื่อจ าเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่า จ าเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจ าเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงานกระบวนพิจารณา ของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจ าเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ จึงนับ โทษจ าเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นได้


พฤติการณ์ที่ถือได้ว่าปรากฏแก่ศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้ว ไม่ต้องรอให้โจทก์แถลงอีก ศาลนับโทษต่อกันได้ - ฎ 423/2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลยในคดีนี้กับในคดีอีกสี่ส านวนของศาล ชั้นต้นซึ่งมีค าพิพากษาในวันเดียวกันและในเวลาใกล้เคียงเกี่ยวเนื่องกันติดต่อกันไป ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านค าพิพากษาคดีนี้โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอื่นอีกสี่ ส านวนนั้นศาลชั้นต้นมีค าพิพากษาลงโทษจ าเลยหรือไม่อย่างไร ทั้งตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอื่นอีกสี่ ส านวนนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจ าเลยแล้วโดยไม่จ าต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ าอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจ าเลยติดต่อกันจึงชอบแล้ว


คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ถ้าจ าเลยตาย คดีแพ่งจะท าอย่างไรต่อ เดิมจ าเลยตายจ าหน่ายทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ฎ. 6576/2553 เมื่อจ าเลยถึงแก่ความตาย สิทธิน าคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และค าขอให้ใช้ค่าสินไหม ทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจ าหน่ายคดีเสียจากสารบบความ” (นอกจากนี้มีอีกหลายฎีกา)


ป.วิ.อ.มาตรา 40 “การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง” ป.วิ.พ. มาตรา 42 “ถ้าคู่ความฝ่ายใด...มรณะ...ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่า ทายาทของผู้มรณะ...จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ โดยมีค าขอเข้ามา... ค าขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในก าหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ ถ้าไม่มีค าขอ...ให้ศาลมีค าสั่งจ าหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ”


ตั้งแต่ต้นปี 58 เป็นต้นมาฎีกาเปลี่ยนเป็นว่าในส่วนคดีแพ่ง ต้องเลื่อนไปเพื่อด าเนินการตามปวิพ. มาตรา 42 ฎ. 89696/2556 และ ฎ. 1093/2556 เมื่อจ าเลยถึงแก่ความตาย สิทธิน าคดีอาญา มาฟ้องย่อมระงับไปตามปวิอ. มาตรา 39(1) จึงให้จ าหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ส่วนคดีส่วนแพ่งให้เลื่อนคดีไปตามปวิพ.มาตรา 42” นอกจากนี้มีฎ. 10023/2558, 10024/2558, 10026/2558, 10027/2558 จ าเลยที่ 1 ตายระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาสั่งไว้ในท่อนพิพากษาว่า “ส าหรับคดีส่วนแพ่งของจ าเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้น ด าเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42” กับมีฎ. 11002/2558 ซึ่งจ าเลยที่ 1 ตายระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งจ าหน่ายคดีแพ่งส่วนจ าเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาเพิกถอนค าสั่งศาลอุทธรณ์ใน ส่วนนี้และสั่งว่า “ส าหรับคดีส่วนแพ่งของจ าเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นด าเนินการตามปวิพ. มาตรา 42 เสร็จแล้วส่งศาลอุทธรณ์”


ปัญหากรณีขอให้จ าเลยคดีอาญาชดใช้ค่าเสียหายตาม ปวิอ. มาตรา 44/1 “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพ ในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระท า ความผิดของจ าเลย ผู้เสียหายจะยื่นค าร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับ จ าเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้”


ตั้งแต่กลางปี 2558 เป็นต้นมามีแนวฎีกาใหม่เริ่มตั้งแต่ ฎีกา 4186/2558 และ ฎีกา 4342/2558 และอีกหลายฎีกาถัดมาวินิจฉัยว่า “แม้โจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็สั่งให้จ าเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ ผู้เสียหายได้” เหตุผลก็คือ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ต้องไปฟ้องคดีกันใหม่และให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของปวิอ. มาตรา 44/1” และตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมามีฎีกาประชุมใหญ่ ฎ. 5400/2560 ตีความค าว่าผู้เสียหาย ตามมาตรา 44/1 ไว้อย่างกว้างว่า ไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4)


ฎ.5400/2560 ปวิอ.มาตรา 44/1 บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์... ผู้เสียหายจะยื่นค าร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจ าเลยชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ตนก็ได้” เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทาง แพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการด าเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้ เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิยื่นค าร้องขอให้ จ าเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว


การตีความ ค าว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 จึงไม่ต้องถือตามความหมาย เช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า “ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าค าใด มีค าอธิบายไว้แล้วให้ถือตามความหมายดังได้ อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับค าอธิบายนั้น” ดังนั้น การพิจารณาว่า ผู้ใดจะมีสิทธิยื่นค าร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะน า ความหมายของค าว่า ผู้เสียหายในทางอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือ ผู้มีอ านาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ ส าหรับคดีนี้ผู้ร้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนมา 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของ ผ. และค่าขาดไร้ อุปการะ ส าหรับค่าเสียหายของรถยนต์


ผ. เป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อ ผ. ถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิ ในการเรียกค่าเสียหายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบ ด้วยกฎหมายของ ผ. จึงใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ ได้ และค่าขาดไร้อุปการะนั้น ผู้ร้องในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม และมาตรา 1461 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหม ทดแทนส่วนนี้ได้เช่นกัน ส่วนความประมาทของ ผ. นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จะน ามาใช้ประกอบ ดุลพินิจในการก าหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ท าให้สิทธิของ ผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป


ล่าสุดฎีกาประชุมใหญ่ไปไม่นาน ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะยื่นค าร้องขอให้บังคับจ าเลยชดใช้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ไม่จ าต้องเป็น ความเสียหายที่เกิดจากการกระท าความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ได้ ฟ้องร้องเท่านั้น (ฟ้องยิงเข้าไปในรถฐานพยายามฆ่า ขอความเสียหายจากทรัพย์สินคือ ส่วนที่รถเสียหายได้)


Click to View FlipBook Version