The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sorawit_tolo, 2022-08-10 01:07:56

sorawit for siraporn

sorawit for siraporn

36

ทิศนา แขมมณี (2547) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอนแบบสาธิตว่า เป็นการสอนโดยใช้การ
สาธิตเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนทั้งชั้นได้เห็นการปฏิบัติจริงด้วยตาตนเองว่าท ำให้เกิดการเรียนรู้
ความเขา้ ใจในเรอื่ งหรอื การปฏิบตั นิ ัน้ ชัดเจนขนึ้

สุวิทย์ มูลคำ (2545) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอนแบบสาธติ ไวว้ ่า เป็นการช่วยให้ผู้เรยี น
ได้เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเห็นขั้นตอนต่าง ๆ จากการแสดงหรือปฏิบัติจริงแต่สามารถ
ปฏิบัติตามได้

ไสว ฟักขาว (2544) ไดก้ ลา่ วถงึ วตั ถปุ ระสงคข์ องการสอนแบบสาธติ ิ ไวด้ งั น้ี
1. เพื่อให้ผู้เรียนได้มองเห็นถึงขั้นตอนการปฏิบัติในกิจกรรมแบบอย่างมีความ ซับซ้อนและ ต้อง
อาศัยทกั ษะสงู
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นผลการทดลองที่ไม่สามารถทดลองเองได้ อันเนื่องมาจากเครื่องมือ
อปุ กรณไ์ ม่พอทจ่ี ะให้ผเู้ รียนทดลองทกุ คน หรือเปน็ การทดลองทม่ี ีอันตราย
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2540) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอนแบบสาธิตว่า เพื่อแสดงให้ผู้เรียนได้
เหน็ ขน้ั ตอนการปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจะชว่ ยใหผ้ ้เู รียนเกิดความเขา้ ใจไดอ้ ย่างลกึ ซงึ้ และสามารถปฏบิ ตั ติ ามได้
สรุปได้ว่า การสอนแบบสาธิตมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้เรียนได้เห็นขั้นตอนการปฏิบัติท่ี
ถูกต้อง และชัดเจน หากผู้เรียนมีข้อสงสัยใดก็สามารถซักถามผู้ที่สาธิตได้ทันที ส่งผลให้การเรียนรู้ของ
ผู้เรยี นน้ันประสบผลสำเร็จได้ และรวดเร็วมากยง่ิ ข้ึน อกี ประการหน่ึงคือ เพ่อื ใช้กับผเู้ รียนเป็นจำนวนมาก
ในกรณีที่ผู้สาธิตไม่สามารถสาธิตให้ผู้เรียนเห็นถึงขั้นตอนอย่างทั่วถึงได้ เมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจก็สามารถ
ใช้สื่อคลิปวีดีโอเข้ามาช่วยในการสาธิต หรือสาธิตให้ดูใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าผู้เรียนจะเข้าใจ และปฏิบัติ
ตามได้

2.5.4 ประเภทของการสอนแบบสาธติ
Sund and Throwbridge (1973, pp. 117-118) ไดแ้ บง่ การสาธิตออกเปน็ 6 ประเภทดังน้ี
1. ผู้สอนเป็นผู้สาธิต เป็นการสาธิตที่ทำให้ผู้สอนทำหน้าที่สาธิตด้วยตนเอง และทำการสาธิตกับ
ผูเ้ รียนกลมุ่ ใหญ่ ผ้สู อนสามารถควบคุมผ้เู รยี นในช้นั เรยี นไดด้ ี และนําเข้าสบู่ ทเรยี นได้ง่าย
2. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสาธิต เป็นการสาธิตที่ผู้สอน และผู้เรียนมีส่วนร่วมกันในการสาธิต
หรือปฏบิ ัตติ ามข้ันตอน โดยให้ผเู้ รยี นออกมาปฏิบตั ิ หรือสาธิตวธิ กี ารทำงานซึ่งผสู้ อนจะคอยให้คำปรึกษา
การสาธิตแบบน้ผี เู้ รยี นไดเ้ รยี นรแู้ บบมสี ่วนร่วม

37

3. ผเู้ รยี นสาธิตเปน็ กลุ่ม เปน็ การสาธิตแบบทผ่ี ู้เรียนมีสว่ นร่วมทำงานเป็นกล่มุ ให้ความร่วมมือกัน
อย่างจริงจัง โดยผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มจะมีบทบาทหรือหน้าที่ในการสาธิตแต่ละขั้นตอนที่ตนเอง
รับผิดชอบ การสาธิตแบบนี้ถ้าผู้เรียนไม่มีความพร้อมในการสาธิต จะทำให้การเรียนรู้ไม่ประสบผลดี
เทา่ ทคี่ วร

4. ผู้เรียนสาธติ เป็นรายบุคคล เป็นการสาธิตที่ผู้เรียนได้รับความรู้ และประสบการณโ์ ดยตรงจาก
การสาธติ ทผ่ี ูเ้ รียนชอบ และเกิดความร้คู วามเข้าใจในข้นั ตอนต่าง ๆ ด้วยตนเอง ผเู้ รยี นจะรสู้ ึกภาคภูมิใจท่ี
ได้เปน็ ผูส้ าธติ

5. วิทยากรสาธิต เป็นการสาธิตที่ผู้สอนเชิญวิทยากรที่มีความชํานาญมาสาธิตในเรื่องที่มี
ความสำคัญ ต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้เฉพาะทาง เช่น การสาธิตวิธีการปฐมพยาบาล ผู้ที่ถูก
กระแสไฟฟ้าดูด ผ้เู รยี นได้รบั ความรูจ้ ากผทู้ ี่มปี ระสบการณจ์ รงิ และเปน็ การเปลยี่ นบรรยากาศการเรียนรู้

6. การสาธิตเงยี บ สุวัฒน์ มทุ ธเมธา (2523, หน้า 176) แบง่ การสาธติ ออกเปน็ 2 วธิ ีดังนี้
1) สาธิตเงยี บไม่มกี ารอธิบายผูเ้ รยี นสงั เกตขัน้ ตอน และวิธกี ารต่าง ๆ จากการสาธิต ของ

ครูหรือผู้อื่น เมื่อสาธิตเสร็จแล้วครูจึงให้นักเรียนอธิบาย หรือทำแผนภูมิแสดงขั้นตอนของการ
ปฏิบัตินั้น ๆ โดยที่ก่อนทำการสาธิต ครูต้องบอกผู้เรียนก่อนว่าเป็นการสาธิตเงยี บให้ผู้เรียนคอย
สงั เกต บันทกึ ขน้ั ตอนเอาเอง

2) สาธิตแบบบรรยาย ในขณะที่ทำการสาธิตหรือก่อนที่จะทำการสาธิต ผู้สาธิตจะต้อง
อธิบายขั้นตอน หรือทำแผ่นปลิวแสดงขั้นตอนของการสาธิต วิธีการสาธิตในเวลาเดียวกันให้
ผู้เรียนดรู ายละเอยี ดแผนภูมิตา่ ง ๆ จากแผนปลวิ หรือคู่มอื การสาธติ ไปดว้ ย

2.5.5 องค์ประกอบสำคญั ของการสอนแบบสาธิต
ได้มีนักวิชาการหลายท่าน กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการสอนแบบสาธิตไว้หลากหลาย
แนวคดิ แต่ละแนวคดิ มีลกั ษณะที่สำคัญคลา้ ย ๆ กนั ดังทจ่ี ะได้กลา่ วต่อไปน้ี
สุวทิ ย์ มูลคำ (2545:43) กล่าวถงึ องคป์ ระกอบของการสอนแบบสาธติ ไว้ดังนี้

1. เรื่องหรือส่ิงทต่ี อ้ งสาธิต
2. การสาธติ
3. ผลการเรียนรูข้ องผ้เู รียนที่เกดิ จากการสาธติ

38

ทศิ นาแขมมณี (2546:19) กล่าวถงึ องค์ประกอบท่ีสำคัญของการสอนแบบสาธติ ไว้ ดังน้ี
1. เรอ่ื งหรือสิง่ ทีต่ ้องการสาธิต
2. มีการแสดงการทำให้ผเู้ รยี นสังเกตดู
3. มีผลการเรียนรู้ของผเู้ รียนทีเ่ กดิ จากการสาธิต

จากการศึกษาองค์ประกอบสำคัญของการสอนแบบสาธิต สรุปได้ว่า การสอนแบบสาธิต
ประกอบด้วย ผู้สอนและผู้เรียน เรื่องหรือสิ่งท่ีต้องการสาธิตให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้ดู และสังเกตจากการ
สาธิต ผลของการเรียนรู้ที่เกิดจากการสาธิต การจัดการเรียนการสอนในแต่ละครั้งครูผู้สอนจำเป็นต้อง
จัดเตรียมองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้ไว้ให้พร้อม และเตรียมซักซ้อมการสาธิตให้ดีเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่
เกิดการขัดขอ้ งหรือผดิ พลาดในขณะทสี่ าธิต

2.5.6 ข้ันตอนของการดำเนินการสอนแบบสาธติ
การสอนแต่ละขั้นจะมีการสอนเฉพาะตัว เช่น การสอนแบบสืบเสาะ การสอนแบบโครงการ
การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบศูนย์การเรียนรู้ ฯลฯ การสอนแบบสาธิตก็เช่นเดียวกัน จะมีขั้นตอน
เปน็ ของตวั เอง ดงั ท่นี กั วชิ าการทั้งหลายไดก้ ลา่ วได้ ดงั นี้
สุวทิ ย์ มลู คำ (อา้ งถึงในอำนาจ เจรญิ ศลิ ป์. 2545:44) ได้กลา่ วถงึ ขนั้ ตอน ของการสอน แบบสาธิต
ไว้ดังน้ี
1. ข้นั เตรยี มการสอน

1) กำหนดจดุ ประสงค์ในการสาธิตให้ชดั เจน
2) ศึกษาเนอ้ื หาในบทเรียนอย่างละเอยี ด
3) จัดทำลำดบั เนอื้ หาตามข้ันตอนใหเ้ หมาะสม
4) เตรยี มกิจกรรมการเรียนการสอน สงิ่ ที่จะให้นักเรียนปฏบิ ัติตลอดจนคำถามท่ีจะใช้ให้
รอบคอบ
5) เตรยี มสอ่ื การเรียนการสอนและเอกสารใหพ้ ร้อม
6) กำหนดเวลาในการสาธิตให้เหมาะสม
7) กำหนดวิธีการวดั ผล และประเมนิ ผลท่ชี ัดเจน

39

8) จัดเตรียมสภาพห้องเรียนให้เพียงพอเหมาะ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นการสาธิตได้อย่าง
ทั่วถึง เพราะถ้าผู้เรียนมองไม่เห็นจะทำให้การเรียนการสอนในชั่วโมงนั้นไว ผู้เรียนจะเกิดความ
เบื่อหนา่ ย

9) ทดลองสาธิตเพอื่ ใหแ้ น่ใจวา่ จะไม่เกดิ การตดิ ขัด
2. ข้นั การสาธิต

1) บอกจุดประสงค์การสาธิต และเรื่องราวทจ่ี ะสาธิตใหผ้ ู้เรยี นทราบ
2) บอกกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องปฏิบัติ เช่น ผู้เรียนจะต้องจดบันทึก สังเกตฝึกการ
ปฏิบัติการสาธติ สรุปขนั้ ตอน ตอบคำถาม เป็นต้น
3) ผสู้ อนแนะนำสอ่ื การเรยี นการสอนแตล่ ะอย่างให้ผู้เรยี นทราบ
4) ผู้สอนดำเนนิ การสาธิตตามลำดับข้ันตอนที่เตรยี มไว้อยา่ งช้า ๆ ให้ผเู้ รยี นดไู ดท้ ัน
5) ผสู้ อนคอยสงั เกตผู้เรยี นในชัน้ วา่ มองเหน็ กันทั่วถงึ หรอื ไม่
3. ขน้ั สรุป
1) ผู้สอนใหผ้ เู้ รียนสรปุ ผลการเรยี นร้จู ากการสาธิตเพื่อประเมินวา่ ผู้เรียนมีความเข้าใจใน
การเรียนเรื่องนนั้ ๆ มากน้อยเพยี งใด
2) สนทนาเพื่อให้ผู้เรียนพิจารณาขั้นตอนต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่จนเป็นที่ยอมรับกัน
ของผู้เรียน
3) ผู้สอนเปน็ ผสู้ รุปความสำคญั ข้นั ตอนของส่ิงทส่ี าธิตนน้ั ด้วยตนเอง
4) ผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นจดลงในสมดุ บันทึก ขอ้ ความน้ีจะตอ้ งเป็นข้อความทผี่ ้สู อนและผู้เรียน
ช่วยกันขดั เกลาภาษาเนื้อหาอยา่ งถกู ต้อง
4. ข้นั วัดผล
1) ให้ผ้เู รยี นคนใดคนหนงึ่ ออกมาสาธติ ถ้ามีเวลา
2) ให้ผู้เรียนตอบแบบทดสอบที่ผู้สอนทำขึ้น และคาดหวังว่าคำตอบนั้นเป็นพฤติกรรมที่
บรรลจุ ดุ ม่งุ หมายทีว่ างไว้ในตอนต้นแลว้
3) ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอนการสาธิต
มากน้อยเพียงใด เช่น ให้ตอบคำถาม ให้เขียนรายงาน ใหแ้ สดงการสาธติ ให้ดู
4) ผู้สอนควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียน ไดซ้ กั ถามหรือแสองความคิดเห็นภายหลงั การสาธิต

40

อาภรณ์ ใจเทยี่ ง (2546:143) ได้กำหนดขั้นตอนการสอนแบบสาธิตไว้ 3 ข้ันตอนดงั น้ี
1. ขัน้ เตรยี มการสอน
1) กำหนดจดุ ประสงคก์ ารสาธิตไวช้ ดั เจน
2) จดั ลำดับเน้ือหาตามข้ันตอนท่เี หมาะสม
3) เตรียมกิจกรรมการเรียนการสอนสงิ่ ทีจ่ ะใหน้ ักเรียนปฏิบตั ิตลอดจนคำถามที่
จะใช้ให้รอบครอบ
4) เตรียมสือ่ การเรียนการสอนและเอกสารประกอบให้พร้อม
5) กำหนดเวลาท่ีสาธิตใหพ้ อเหมาะ
6) กำหนดวธิ กี ารท่วี ัดผลประเมินผลให้ชัดเจน
7) เตรียมสภาพห้องเรยี นให้เหมาะสมเพ่ือให้นักเรยี นเหน็ การสาธติ อยา่ งท่วั ถงึ
8) ทดลองสาธติ เพื่อให้แนใ่ จวา่ ไมเ่ กดิ การติดขดั
2. ขนั้ การสาธิต
1) บอกจดุ ประสงค์ให้นกั เรียนทราบ
2) บอกกิจกรรมที่ต้องให้นักเรียนปฏิบัติ เช่น นักเรียนต้องจดบันทึก สังเกต
กระบวน การสรุปขน้ั ตอน ตอบคำถาม
3) ดำเนินการสอนตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไว้ ประกอบกับการอธิบายอย่าง
ชัดเจน
3. ข้นั สรปุ ประเมนิ ผล
(1) ผู้สอนเปน็ ผูส้ รุปความสำคัญ ข้ันตอนของสิง่ ทส่ี าธติ น้นั ดว้ ยตนเอง
(2) ใหผ้ ู้เรียนเป็นผู้สรุป เพอ่ื ประเมนิ วา่ ผเู้ รียนเป็นผู้เข้าใจในบทเรยี นนัน้ ๆ มาก
น้อยเพยี งใด
(3) ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอน
การสาธิตมากน้อยเพยี งใด เชน่ ใหต้ อบคำถาม ให้เขยี นรายงาน ให้แสดงการสาธติ ใหด้ ู
(4) ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็นภายหลัง
สาธติ แล้ว

41

ไสว ฟกั ขาว (2544:98) ได้กล่าวถงึ ขั้นตอนการสอนแบบสาธิตไว้ 3 ข้นั ตอน ดงั นี้
1. ขน้ั เตรียม เปน็ ข้ันทค่ี รูจะตอ้ งเตรยี มวัสดุอุปกรณ์ เครอ่ื งมือ ให้อยู่ในสภาพท่ีพร้อมใช้

งานรวมทั้งขั้นตอนการสาธิตให้แม่นยำ นอกจากนี้ต้องวางแผนเรื่องสถานที่ ที่จะทำการสาธิตซ่ึง
ตอ้ งมั่นใจวา่ ผู้เรยี นจะตอ้ งมองเห็นได้อย่างท่วั ถงึ

2. ขน้ั สาธิต เปน็ ขนั้ ท่ีครูนำเข้าเรือ่ งทส่ี าธติ และทำการสาธติ ตามข้นั ตอนทีเ่ ตรยี มไว้ถ้ามี
เวลาอาจใหผ้ ู้เรียนบางคนมารว่ มสาธิตดว้ ยกไ็ ด้

3. ขั้นสรุป และประเมินผล เป็นขั้นที่ครูซักถามผู้เรียนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้สาธิตไปแล้ว
เพ่อื ประเมนิ ความเข้าใจวา่ ผู้เรยี นจะมองเหน็ ได้อยา่ งทวั่ ถงึ

จากผลการศึกษาค้นคว้า ขั้นตอนของการสอนแบบสาธิต สามารถสรุปได้ คือ ขั้นตอน การสอน
แบบสาธติ น้นั มี 3 ขนั้ ตอนคอื ขนั้ เตรยี มการสอน ซ่ึงประกอบไปด้วยการกำหนด จุดประสงค์การสอน การ
จัดแบ่งเนื้อหา การเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ การกำหนดวิธีการวัด การเตรียม เครื่องมือวัด
และเตรียมการฝึกการสาธิตกับนักเรียนตัวแทนก่อนเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในขณะทำการสาธิต ขั้นการสาธิต
ขั้นนี้ครูจะบอกจุดประสงค์ของการเรียน การสอนแบบสาธิต บอกกิจกรรมที่ผู้เรียนตอ้ งปฏิบัติและวธิ กี าร
วัดผลประเมินผล จากนั้นตัวแทน นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการสาธิตให้สมาชิกในกลุ่มดู ขั้นสุดท้ายคือ
ขั้นสรุปและประเมนิ ผล

2.5.7 การสรุปและประเมินผลการสอนแบบสาธติ
1. ผสู้ อนเปน็ ผ้สู รปุ ความสำคัญ ขั้นตอนของสง่ิ ท่สี าธิตนั้นด้วยตนเอง
2. ให้ผเู้ รยี นเปน็ ผูส้ รุป เพอื่ ประเมนิ ว่าผเู้ รยี นมีความเข้าใจในบทเรยี นนั้น ๆ มากน้อยเพยี งใด
3. ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอน การสาธิตมากน้อย
เพียงใด เชน่ ให้ตอบคำถามให้เขยี นรายงานใหแ้ สดงสาธิตใหด้ ู ฯลฯ
4. ผสู้ อนควรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนไดซ้ ักถามหรือแสดงความคดิ เหน็ ภายหลงั จากการสาธิตแลว้

42

ข้นั สรุป
1. ผู้สอนให้ผู้เรียนสรุปผลจากที่เห็นตามลำดับขั้นต่างจากการสังเกต เพื่อประเมินว่าผู้เรียนมี

ความเข้าใจในการเรยี นน้ัน ๆ มากนอ้ ยเพียงใด
2. สนทนาเพื่อให้ผู้เรียนพิจารณาจากขั้นตอนต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ของผเู้ รยี น
3. ผสู้ อนเป็นผู้สรุปความสำคญั ขั้นตอนของสิ่งทสี่ าธิตนั้นด้วยตนเอง
4. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนจดลงในสมดุ บันทกึ
5. ผสู้ อนและผูเ้ รียนช่วยกนั ขัดเกลาภาษาและเนอ้ื หาอย่างถูกตอ้ ง

ข้ันวดั ผล
1. ให้ผ้เู รียนคนใดคนหน่ึงออกมาสาธติ ให้ดูถ้ามเี วลา
2. ให้ผู้เรียนตอบแบบทดสอบที่ผู้สอนทำขึ้น และคาดหวังคำตอบนั้นเป็นพฤติกรรมที่บรรลุ

จุดมุง่ หมายทีว่ างไวใ้ นตอนตน้ แลว้
3. ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอน การสาธิตมากน้อย

เพยี งใด เชน่ ใหต้ อบคำถาม ให้เขยี นรายงาน ใหแ้ สดงการสาธิตให้ดู ฯลฯ
4. ผู้สอนควรเปดิ โอกาสให้ผ้เู รยี นไดซ้ กั ถามหรอื แสดงความคิดเหน็ ภายหลังการสาธติ แล้ว

2.5.8 ขอ้ ดีและขอ้ จำกดั ของวิธสี อนโดยใช้การสาธิต
ในยุคสมัยปัจจุบันแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนมักจะรณรงค์ให้ครูใช้
วิธีการจดั การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรยี นเป็นศนู ย์กลาง แตก่ ไ็ มไ่ ดห้ มายความวา่ การเรยี นการสอนที่เน้นครู
เป็นศูนย์กลางจะใช้ไม่ไดเ้ ลย ทฤษฎีทกุ ทฤษฎี หลกั การทุกหลักการล้วนมีจดุ แข็งละจุดอ่อน ท้งั สิน้ หารครู
ยดึ หลกั การคำนงึ ถงึ ประโยชน์ของผ้เู รยี นเป็นสำคัญแลว้ ครกู ต็ อ้ งเลอื กแนวทางที่ สามารถทำให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรูไ้ ด้ดีท่ีสุด การเรียนการสอนแบบสาธิตกเ็ ช่นกัน แม้จะมีข้อจำกัดอยู่บา้ งแต่ก็มขี ้อเสียอยู่ไม่น้อย
ดงั ทน่ี ักวชิ าการทง้ั หลายไดก้ ล่าวไว้ เชน่

43

อาภรณ์ ใจเทย่ี ง (2546:144) ไดจ้ ำแนกขอ้ ดขี อ้ เสยี ของการสอนแบบสาธิตไว้ดังน้ี
ข้อดี

1. ประหยัดเวลาการลองผิดลองถูกของนักเรียน และประหยัดวัสดุในการสอนเมื่อสาธิตให้เด็กดู
เปน็ หมหู่ รอื ท้ังช้นั

2. นักเรียนสามารถเข้าใจวิธีปฏิบัติได้ดี เพราะเป็นประสบการณ์ตรงมีตัวอย่างให้ดูจับต้องได้ละ
เหน็ ขั้นตอนในการปฏบิ ัตอิ ยา่ งชัดเจน

3. เป็นการกระตนุ้ การเรยี นการสอน เพราะเปิดโอกาสให้นกั เรียนรว่ มกจิ กรรม
4. เป็นการฝกึ ใหน้ กั เรยี นให้เป็นคนรูจ้ กั การสงั เกตหาเหตผุ ล และสรปุ หลักเกณฑต์ ่าง ๆ ได้
ขอ้ จำกดั
1. ครคู วรจะได้ศึกษาภูมหิ ลงั ของนกั เรียน และเมื่อมีความจำเปน็ ควรให้ความร้พู ้ืนฐานแกน่ ักเรียน
ก่อนดำเนินการสาธติ
2. การสาธติ ถ้าใช้กับนักเรยี นกลมุ่ ใหญเ่ กินไปครคู วรจะต้องแน่ใจวา่ นกั เรยี นเห็นการสาธิต ทั่วถงึ
3. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมการสาธิตเท่าที่จะทำได้ เช่น การเตรียมวัสดุ
อุปกรณ์ การชว่ ยในการแสดงการสาธติ การสาธติ ในส่วนทไ่ี ม่ยงุ่ ยากซบั ซอ้ น
4. การสาธิตทตี่ ดิ ขดั มีข้อบกพรอ่ ง หรืออบุ ตั ิเหตุ จะไม่เปน็ ผลดีหรอื อาจจะเปน็ ผลเสียโดยตรงต่อ
การเรียนการสอน ฉะนั้นครคู วรจะไดเ้ ตรยี มและฝึกทักษะในการแสดงเร่ืองที่จะสาธติ ใหพ้ ร้อม
5. โดยปกติการสาธิตจะใช้ควบคู่กับการบรรยายหรืออภิปราย ฉะนั้นครูควรจัดให้มีการบรรยาย
พอเหมาะ และเปิดโอกาสให้นกั เรียนอภิปราย หรือซกั ถามข้อขอ้ งใจได้เต็มที่

สุวิทย์ มูลคำ (2542:46-47) ได้กลา่ วถึงข้อดลี ะขอ้ จำกดั ของการสอนแบบสาธติ ไว้ดงั นี้
ข้อดี

1. เป็นวิธีที่ผู้เรียนเข้าใจวิธีปฏิบัติได้ดี เพราะได้รับประสบการณ์ตรงและจับต้องได้ผู้เรียนเห็น
ขนั้ ตอนในการปฏบิ ตั อิ ย่างชดั เจน

2. ประหยัดเวลาการลองผดิ ลองถูกของผู้เรยี น และประหยดั วัสดใุ นการจัดการเรียนการสอนเมอ่ื
สาธติ ให้ดูเป็นหมูค่ ณะหรือทัง้ ช้นั

3. เป็นการกระตุ้นการเรียนการสอนให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าร่วม
กจิ กรรมในทุกขน้ั ตอน

44

4. เปน็ การฝึกให้ผู้เรยี นรู้จักสังเกตหาเหตผุ ล และสรุปหลักเกณฑไ์ ด้
5. เป็นวิธีการสอนท่ีผู้สอนสามารถใช้สอนผเู้ รียนไดจ้ ำนวนมาก
6. ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยเฉพาะการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้สารเคมี
หรอื อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ที่อาจเกดิ อนั ตรายได้เมอ่ื ปฏบิ ตั ผิ ิดพลาด
ข้อจำกดั
1. การสาธติ ถา้ ใช้กับผเู้ รียนกลุ่มใหญเ่ กินไป อาจทำใหผ้ เู้ รียนไม่สามรถมองเห็นการสาธิตได้อย่าง
ทัว่ ถึง
2. ผู้สอนต้องศึกษาภูมิหลังของผู้เรียนทุกคน และให้ความรู้พื้นฐานแก่ผู้เรียนก่อนดำเนินการ
สาธติ
3. เป็นวิธีที่ผู้เรียนไม่ได้ลงมือปฏิบัติเอง อาจทำให้การเรียนไม่ลึกซึ่งเท่าที่ควร เพราะขาดการลง
มือปฏบิ ตั จิ ริง
4. การสาธิตอาจติดขดั หรือเกิดอุบตั ิเหตุ จนก่อใหเ้ กดิ ผลเสียต่อการเรียนการสอน
5. โดยปกติการสาธิตจะใช้ควบคู่กับการบรรยายหรืออภิปราย เวลาที่เปิดโอกาส ให้ผู้เรียน
อภปิ รายหรือซกั ถามขอ้ สงสัยอาจมไี มเ่ พยี งพอสำหรับทุกคน

จากการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการสอนแบบสาธติ ทำใหเ้ ราทราบการจดั การเรียน การสอน
แบบตา่ ง ๆ ก็มีข้อดีและข้อจำกดั ผ้วู ิจัยจงึ ได้สรุปไวด้ งั นี้
ข้อดี

1. ผ้เู รยี นสามารถมองเห็น ขน้ั ตอนบางอยา่ งทม่ี คี วามยากและซับซ้อนได้
2. หากผูเ้ รยี นไมเ่ ขา้ ใจกส็ ามารถซกั ถามได้ทันทีและตลอดเวลา
3. ผสู้ อนสามารถถ่ายทอดความรูส้ าธติ ให้ดูซ้ำ ๆ ได้
4. ผูเ้ รยี นได้รับประสบการณ์ใกล้เคยี งตามทฤษฎีการเรียนรู้ กรวยประสบการณข์ อง เดล (Dale)
5. การทผ่ี ู้เรยี นได้รับการสาธติ จากเพ่ือน ทำให้เขา้ ใจงา่ ย
6. ผ้เู รียนสามารถจับต้องได้ และบางครั้งได้มโี อกาสได้ลงมอื ปฏิบตั ิจริงทำใหเ้ ข้าใจมากยิ่งขน้ึ
7. เป็นการฝกึ ทกั ษะการสงั เกตใหผ้ ้เู รียนไดเ้ ปน็ อย่างดี
8. เป็นการสอนที่ผ้เู รียนไดช้ ว่ ยเหลือกนั

45

ขอ้ จำกดั
1. การสอนแบบสาธิตโดยใช้เทคนิคจิกซอว์หากใช้กับนักเรียนกลุ่มใหญ่เกินไป นักเรียนอาจ

มองเหน็ ไมท่ วั่ ถึง
2. หากครูไม่ได้ฝึกซ้อมการสาธิตให้กับนักเรียนตัวแทนเป็นอย่างดี อาจจะทำให้นักเรียนตัวแทน

ไม่เขา้ ใจและนำไปสาธติ แบบผิด ๆ
3. ต้องใช้เวลาในการสาธิตให้กับนกั เรียนตัวแทนนอกเวลา จึงเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้สอนการ

สอนแบบสาธิตนั้น ควรใช้กับการเรียนการสอนที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง ปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน เหมาะสำ
หรับสาขาในงานกลุ่มเกษตร งานประดิษฐ์ พลศกึ ษา ดนตรี นาฏศลิ ป์ และตอ้ งสอน ในกลุ่มผู้เรียนไม่มาก
เกินไป ไมค่ วรสอนอยา่ งเรง่ รีบ และควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนไดซ้ ักถามหากไม่เขา้ ใจ

2.6 งานวิจัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยชิงบรรยายโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มีวัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของเครื่องแต่งกายละครไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ววิ ฒั นาการและการพัฒนาเครอื่ งแต่งกายละครในของกรมศลิ ปากร รปู แบบการแต่งกายยนื เครอ่ื งละครใน

ที่เป็นแบบฉบับของกรมศิลปากร เพื่อเป็นข้อมลู ในการศึกษาด้านนาฏศลิ ปไ์ ทยสืบตอ่ ไปในอนาคต

จากการศึกษา “เครื่องแต่งกายละครและการพัฒนา : การแต่งกายยืนเครื่องละครในของ

กรมศิลปากร” พบว่า การแต่งกายยืนเครื่องละครใน มีการพัฒนามาจากเครื่องต้นหรือเครื่องทรงของ

พระมหากษัตริย์ และวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานะสภาพการณข์ องสังคม แต่ยังคงอนุรกั ษ์ไว้ซ่งึ

เอกลักษณ์ของความเป็นมาตรฐานด้านนาฏศิลป์ไทย เพื่อใช้เป็นแบบแผนและแนวทางในการศึกษา

ค้นคว้าสืบต่อไป (กรมศิลปากร, 2547)

คำว่า “ศิราภรณ์” เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า “ศิระ” กับ “อาภรณ์” ตามพจนานุกรมฉบับ

ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2525 อธิบายความหมายของคำทั้งสองไว้ดงั น้ี

- ศริ ะ, ศิร (สริ ะ) น. หัว, ยอด, ดา้ นหนา้ (ส. ศิรส, ป.ศิระ)

- อาภรณ์ น. เครอ่ื งประดับตกแตง่ รา่ งกาย (ป. ส.)

รวมความหมายแลว้ คำวา่ “ศริ าภรณ์” จงึ หมายถึงเครื่องประดบั เครื่องตกแต่งศรี ษะ

ในขน้ั ตน้ คนไทยเราไว้ผมยาว แล้วเกล้าผมสูงตัง้ อยู่บนกระหม่อม จะเหน็ ได้จากภาพเทวดาปูนปั้น

สมัยทวารวดี ที่พบ ณ ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ก็มีการไว้ผมทรงสูง การไว้ผมทรงสูงนี้ไทยเราอาจมีมา

46

นานแล้ว หรืออาจได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในประเทศอินเดียคนในวรรณะกษัตริย์
นิยมไว้ผมยาวแล้วเกล้าผมสูง ซึ่งชาวอินเดียถือว่าการไว้ผมเกล้าสูง เป็นลักษณะของผู้เป็นกษัตริย์ผู้มี
อำนาจวาสนา พระพุทธเจ้า เมื่อเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระแสงขรรค์ก็แสดงว่า
พระองคท์ รงไว้ผมยาว เมื่อไวผ้ มยาวจึงตอ้ งเกลา้ มุ่นไว้กลางกระหม่อม หรือทา้ ยทอย เพือ่ ไมใ่ หผ้ มรงุ รัง ทำ
ให้เกดิ ความรำคาญ แล้วมีส่งิ มารัดรอบหัว หรือรอบผม เรียกวา่ “เก้ยี ว”

คำว่า “เกี้ยว” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อธิบายความหมายว่า หมายถึง ผูก,
รัด, เกี้ยว เกี้ยวที่รัดรอบผมนี้ ทำโดยการนำดอกไม้มาร้อยอย่างพวงมาลัย ต่อมาเกี้ยวดอกไม้สดก็
กลายเป็นโลหะไป แต่ลวดลายของเกี้ยวก็ยังคงเป็นพวงดอกไม้อยู่ โลหะที่ใช้ทำนั้น ได้แก่ เงิน ทอง นาก
ประดับดว้ ยแกว้ สีตา่ ง ๆ แลว้ เอาปลายสองข้างมาเก่ยี วกนั ไว้เป็นวง

ผมทเ่ี กล้าสงู นน้ั ไม่มอี ะไรกำบัง จึงตอ้ งเอาผา้ โพกไว้ แลว้ เอาพวงดอกไม้สวมผม ต่อมาเมื่อคนนิยม
ไว้ผมสั้นการโพกผ้าก็เปลีย่ นไป โดยทำผ้าโพกนั้นให้เป็นรูปกระโจมอยา่ งเดิม เรียกว่า “ลอมโพก” ใช้สวม
ศีรษะแทนผา้ โพก แล้วพวงดอกไม้ไปสวมลอมโพกเชน่ ท่ีเคยสวมมาแต่ก่อน คำวา่ “ลอมโพก” น้ันเรียกกัน
เพี้ยนไปเป็น ลำพอก ตะลอมพอก จนมาเรยี กว่า “ลอมพอก” ในทส่ี ุด

ลักษณะของลอมพอก มีรูปร่างสูงเหมือนชฎา แต่ไม่ได้ประดับตกแต่งมากเหมือนชฎา มีโครงข้าง
ในเป็นไม้ไผ่สาน เพื่อรักษาทรงผมให้ตั้งสูงไว้แล้วหุ้มด้วยผ้าพันพับเป็นเกลียวขึ้นไปจบถึงยอด ตรงขอบ
ของลอมพอกจะมีพวงดอกไม้สวมอยู่เนื่องจากดอกไม้สดนั้นเหี่ยว ต้องหามาเปลี่ยนใหม่เสมอ จึงเปลี่ยน
ดอกไม้สดเป็นโลหะร้อยเอาปลายทงั้ สองตอ่ กนั ทีเ่ รียกวา่ เกย้ี ว ดงั ได้กลา่ วไปแล้วขา้ งต้น การสวมลอมพอก
มมี านานแลว้ ดังจะเหน็ ได้จากภาพถา่ ย และจติ รกรรมตามท่ตี า่ ง ๆ เชน่ ภาพริ้วขบวนพยหุ ยาตรา

ลอมพอกนั้นต่อมาก็มีวิวัฒนาการทำดว้ ยโลหะ เช่น ทอง ทองลงยา จนถึงทองลงยาประดับเพชร
เรียกว่า “ชฎา” คำว่าชฎาใกล้เคียงกับคำว่า “ชัฏ” ซึ่งแปลว่า ยุ่ง หรือ รก อันหมายถึงการไว้ผมเกล้าสูง
อย่างพวกชฎิล พวงดอกไม้โลหะที่เรียกว่าเกี้ยวก็ยังใช้เป็นเครื่องประดับศีรษะอยู่ เมื่อชฎามีรูปแบบทรง
อย่างเดียวกับลอมพอก เพียงแต่เป็นของทีท่ ำด้วยโลหะมคี ่า เพราะฉะนั้นชฎา ก็คือลอมพอกประดับเก้ยี ว
นั่นเอง

เครื่องศิราภรณ์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วคือ เกี้ยว ลอมพอก และชฎา ก็ยังมี มาลา หรือหมวกคำ
ว่ามาลาเป็นผลมาจากการนำดอกไม้ทั้งดอกไม้จริง และดอกไม้ประดิษฐ์มาสวมรอบหมวก เช่นที่เคยสวม
รอบลอมพอก และสวมผมในสมัยก่อน พวงดอกไม้นั้นเรียกว่า มาลา โดยเหตุท่ีเอามาลาไปสวมหมวก คน
จึงเข้าใจว่า มาลาแปลว่าหมวก ภายหลังมาลาจึงกายมาเป็น ชื่อของหมวกอันเป็นเครื่องสวมหัวประเภท

47

หนึง่ หมวกท่สี วมหัวน้มี ีทง้ั ทเ่ี ปน็ แบบผา้ , หนังหรือสักหลาด มีท้งั แบบมปี กี และไม่มีปีก หมวกตา่ ง ๆ ท่ีเรามี
นีส้ มเด็จเจา้ ฟา้ กรมพระยานริศรานุวัดตวิ งศ์ กลา่ วไว้ในบนั ทกึ เร่อื งความรู้ต่าง ๆ วา่ ไทยเราคงจำแบบอย่าง
มาจากต่างประเทศเพราะเดิมเราใชผ้ ้าโพกพันขึ้นไปตามผม

เครื่องประดับศีรษะอกี ชิ้นหนึง่ คอื “มงกฎุ ” ซง่ึ เดมิ หมายความวา่ “พวงดอกไม้สวมหัว” ลกั ษณะ
ของมงกุฎปัจจุบันทำด้วยโลหะ ใช้สำหรับสวมศีรษะมีทั้งทรงสงู และทรงเตี้ย พระมหากษัตริย์ของอินเดยี
โบราณนยิ มสวม เพราะถอื วา่ เป็นผู้มอี ำนาจเหนือคนทง้ั หลาย

มงกุฎของไทยในสมัยโบราณตั้งแต่สมัยทวารวดีพบ รูปเทวดาปูนปั้นประดับศีรษะด้วยมงกุฎที่
ตำบลคบู วั อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ในสมยั สโุ ขทัยพบเทวรปู , ภาพสลักทวารบาล, สวมมงกุฎคล้ายของ
อินเดีย และภาพเทวดาที่วัดประพังทอง จังหวัดสุโขทัย ก็สวมมงกุฎคล้ายของทางลังกา ในสมัยพระเจ้าติ
โลกราช ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ กป็ รากฏว่ามีรปู เทวดาปูนปัน้ ทรงมงกฎุ ทวี่ ัดเจดียเ์ จด็ ยอด จังหวัดเชียงใหม่
มาถึงสมัยอยุธยา ได้พบมงกุฎอย่างที่ใช้สวมมวยผมการกระหม่อม ในกรุพระปรางค์วัดราษฎร์บูรณะ
จงั หวัดอยธุ ยา

เครื่องศิราภรณ์ที่กล่าวถึงนั้น เป็นเครื่องประดับศีรษะที่ใช้กันทั่วไปในระดับ คนธรรมดาสามัญ
เมื่อนำมาใช้กับพระมหากษัตริย์ซึ่งคนไทยนับถือ และยกให้พระองค์มีฐานะเหนือคนธรรมดา ตามคติ
เทวราชาที่ไทยรับมาจากเขมรว่า พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนอวตารของเทพเจ้าบนสวรรค์ สิ่ งของ
เครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ จึงต้องมีการประดับตกแต่งให้ดูแตกต่างไปจากที่คนธรรมดาใช้ถ้อยคำที่ใช้
กับพระมหากษัตริย์ก็ต้องเป็นคำราชาศัพท์ไม่ว่าจะใช้พูด หรือใช้เรียกสิ่งของต่าง ๆ เครื่องศิราภรณ์หรือ
เคร่ืองประดับตกแตง่ ศีรษะกเ็ ช่นกนั เม่ือนำมาเป็นเครื่องประดับตกแต่งพระเศยี รของพระมหากษัตริย์มีชื่อ
เรียกเปน็ คำราชาศพั ท์ ว่า “เคร่ืองราชศิราภรณ์” (เครอ่ื งราชศริ าภรณใ์ นสมยั รัตนโกสินทร,์ 2528)

งานวิจัยครัง้ น้ีมีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อศกึ ษาเรือ่ งคลงั เครือ่ งแต่งกายโขนละครของบ้านคุณรัตน์ในดา้ น
ประวัติและองค์ประกอบในการจัดการ คลังเครื่องแต่งกายโขนละครในอดีตหมายถึง หน่วยงานหนึ่งที่ทำ
หน้าท่ี ขัดสรา้ ง จดั เก็บ ดูแล บำรุงรักษา เครอื่ งทรงของพระมหากษัตริย์ เครือ่ งแต่งกายโขนและละครจะ
มีผู้รับผิดชอบตามหน้าที่ต่าง ๆ และมีชื่อเฉพาะเช่น พระคลังข้างที่หุ้มแพร ฯลฯ เมื่อบ้านเมือง
เปลี่ยนแปลงการละครของไทยก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้มีการทำกิจการเครื่องแต่งกายโขน ละครออกมาสู่
เอกชนทวั่ ไปเป็นที่นิยมมากจนถึงปัจจบุ ัน

บุญวงศ์ วงศ์วิรัตน์ (2551) บ้านเครื่องเป็นชื่อเรียกกันในวงการนาฏศิลป์ไทย มีหน้าที่และความ
รับผิดชอบเหมือนกัน แต่จะมีการกำหนดราคาค่าบริการไว้ ในปัจจุบันมีบ้านเครื่องแต่งกายโขนละคร

48

จำนวนมากกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย บ้านเครื่องคุณรัตน์เป็นบ้านหนึ่งที่ได้ประกอบ
กิจการทางด้านเครื่องแต่งกายโขนละครมานานจนได้รับความนิยม และมีชื่อเสียงมากในวงการนาฎศิลป์
ไทย บา้ นเครือ่ งคณุ รัตน์จะให้บริการในด้านตา่ ง ๆ อย่างครบวงจร อาทิ ด้านบริการ บา้ นเครอื่ งคณุ รัตน์จะ
ให้ความสะดวกทุกเรื่อง เช่น ให้เชา่ เครอ่ื งแต่งกาย บรกิ ารแต่งหน้าทำผม แตง่ ตัว บา้ นเคร่ืองคุณรัตน์จะมี
การดำเนินการทเ่ี ปน็ ระเบียบ ถูกตอ้ ง และรวบรวมเคร่ืองแต่งกายหลายราคาไว้ให้เลือกซ่ึงจะเป็นผลดีตรง
กับความต้องการของลูกค้า ทำให้มีผู้ใช้บริการหลากหลายกลุ่ม คุณรัตน์ยังเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์
และสรา้ งสรรค์งานทดี่ ีตอ่ วงการนาฏศลิ ป์ไทยดว้ ย

การศึกษาเรื่องคลังเครื่องแต่งกายโขนละครของบ้านเครื่องคุณรัตน์ทำให้เห็นขั้นตอนการจัดการ
เครื่องแต่งกายโขนละคร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการแสดง เป็นประโยชน์แก่การอนุรักษ์การจัดการเครื่อง
แตง่ กายโขนละครสืบตอ่ ไป

กมลทิพย์ บริบูรณ์ (2557) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบสาธิต เรื่องอัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ศึกษา
ความก้าวหน้าทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย
เทคนคิ การสอนแบบสาธิต เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี กลมุ่ เป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
5 จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2557 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน
ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ
ข้อมูลดังกล่าวนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติทดสอบท่ีความก้าวหน้าทางการเรียน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าร้อยละ
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ค่าเฉลี่ยแตกต่างกันใน
การสอบก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความก้าวหน้าทางการเรียนทั้งชั้น
เรียนอยู่ในระดับสูง (ค่าจีเท่ากับ 0.70) นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุดต่อเทคนิคการสอนแบบ
สาธิต (คา่ เฉลย่ี เท่ากับ 4.54)

สุลักษณ์ ศรีบุรี (2543) ศึกษาการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปศึกษา โดยการใช้ภูมิปัญญา
ท้องถิ่น “หนังตะลุง” ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา ศึกษาความ
คดิ เห็นของครูผู้สอน และปราชญช์ าวบา้ นในการจดั การเรียนการสอนวชิ าศลิ ปศกึ ษา โดยการใชภ้ ูมิปัญญา
ท้องถิ่นในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในด้านการเตรียมการสอน การกำหนดวัตถุประสงค์ การสอน
การเลือกใช้วิธีเทคนิคการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน การวัดประเมินผล และการสอนซ่อมเสริม
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัยประกอบดว้ ยครูผ้สู อนศลิ ปศึกษา จำนวน 24 คน และปราชญ์ชาวบา้ นจำนวน 6

49

คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจยั ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล
โดยการหาคา่ รอ้ ยละค่าเฉลย่ี ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ด้านเนื้อหา

รสรินทร์ ขุนแก้ว (2555) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาศิลปะสำหรับครูปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการสอนแบบสาธิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
จำนวน 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง สัปดาหล์ ะ 1 วนั วันละ 4 ชว่ั โมง เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย
คือ แผนการจัดกจิ กรรม แบบทดสอบวชิ าศิลปะสำหรบั ครปู ฐมวยั และแบบประเมนิ ความพงึ พอใจที่ผู้วิจัย
สรา้ งขึน้ วิธกี ารดำเนนิ การทดลอง มีแบบแผนการทดลองแบบ One - Group Pretest - Postest Design
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบสาธิต โดยเฉลี่ยร้อยละ 21.2 ว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสาธิต โดยเฉลี่ยร้อยละ
34.2 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนพัฒนา โดยเฉลี่ยร้อยละ 22.2 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
รายวิชาศิลปะสำหรับครูปฐมวัยหลังการทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นความเข้าใจในเนื้อหา
การสง่ เสริม และการกระตุ้นให้มีความ กระตอื รือร้นใน การปฏบิ ัติกิจกรรมมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ 4.51 และ
รองลงมา คอื การสาธิตขัน้ ตอน ครอบคลมุ และเขา้ ใจง่าย มคี ่าเฉล่ยี 4.50

บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนินการวจิ ัย

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอกล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
ตำรา บทความทางวิชาการ โดยผวู้ จิ ัยวางแผนการดำเนินงานวจิ ัยเพื่อให้บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษา
ความเป็นมา และการสร้างคลิปวีดีโอ ชุด การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” (ระยะเวลา
1-3 นาที) สำหรับการศึกษาผ่าน Application Tik Tok โดยใช้ทฤษฎีการสอนแบบสาธิต ผู้วิจัยได้
ดำเนนิ การศกึ ษาค้นคว้ารายละเอียดเกี่ยวกบั วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั และได้นำเสนอรายละเอียดของวิธีการ
ดำเนนิ การวจิ ัย ดังน้ี

3.1 เครื่องมือและอุปกรณ์
3.1.1 เครอื่ งบนั ทึกภาพ
ใช้บันทึกภาพเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในงานวิจัย ผู้วิจัยใช้ได้ใช้ iPad Air 4 เป็นเครื่องมือ

ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู รปู ภาพในคร้ังนี้
3.1.2 เคร่ืองบันทกึ เสียง
ใช้บันทึกเสียงระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้วจิ ัยใช้ได้

ใช้โทรศัพท์มือถอื iPhone 8+ เป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในครั้งน้ี
3.1.3 แบบสงั เกตโดยมีสว่ นรว่ ม
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยลงพื้นที่แบบมีส่วนร่วมกับอาจารย์สมศักดิ์ ทองปาน

ครูผู้เชีย่ วชาญดา้ นการประดิษฐ์ศริ าภรณ์ โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ระยอง เพ่ือนำ
ข้อมูลท่ไี ด้มาวเิ คราะหเ์ พม่ิ เติม

3.2 วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
3.2.1 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
- รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และตำรางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ วิวัฒนาการศิราภรณ์

เครื่องแตง่ กายละครและการพฒั นา สือ่ คลิปวีดีโอ และทฤษฎีการสอนแบบสาธิต
- การลงพื้นทแี่ บบมสี ่วนร่วมในการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” โดยแหล่งพ้ืนท่ีคือ

โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรีนครินทร์ ระยอง

51

3.2.2 เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย
- แบบสงั เกตโดยมสี ว่ นร่วม
- เครื่องบนั ทกึ เสยี ง
- เคร่ืองบันทึกภาพ
- แบบประเมินสื่อคลิปวีดีโอ ชุด การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด”

(ระยะเวลา 1-3 นาที) สำหรบั การศกึ ษาผ่าน Application Tik Tok โดยรปู แบบการสอนแบบสาธิต

3.2.3 กลมุ่ ประชากร
- อาจารย์สมศักดิ์ ทองปาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ศิราภรณ์ โรงเรียนเฉลิมพระ

เกยี รติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยอง
- อาจารย์กุลธิดา ทุ่งคลาใน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านทฤษฎีทางการศึกษา คณะครุศาสตร์

สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั บ้านสมเด็จเจา้ พระยา

3.2.4 ขัน้ ตอนในการวจิ ัย
- ข้ันตอนการนำเสนอข้อมลู
- ข้ันตอนการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
- ขั้นตอนการวเิ คราะหข์ ้อมูล
- ขั้นตอนการสรปุ วจิ ัย
- ขนั้ ตอนการพมิ พว์ ิจยั

3.3 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล
พื้นทภ่ี าคสนาม
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยอง 1 หมู่ 4, ต.นาตาขวัญ อ.เมือง

จ.ระยอง 21000
แหล่งข้อมลู ท่ีศึกษา
1. ศึกษาข้อมูลเอกสารจากหนังสอื เอกสารวชิ าการและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง
2. หอสมุดแห่งชาติ
3. คลงั ข้อมลู วจิ ยั ไทย จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั

52

3.4 การวิเคราะห์ข้อมลู
ผู้วิจยั ดำเนินการวิเคราะหข์ ้อมลู ได้ ดงั น้ี
1. วิเคราะห์จากเอกสารข้อมูล สิ่งพิมพ์ งานวิจัย หนังสือ ตำรา วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง

โดยนำมาวเิ คราะหข์ อ้ มูลอย่างละเอียดด้วยตนเอง เพอื่ ให้เกดิ องค์ความรู้ใหม่
2. วเิ คราะห์ข้อมูลจากสื่อคลปิ วีดีโอชุด การศกึ ษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด”

(ระยะเวลา 1-3 นาที) สำหรับการศกึ ษาผา่ น Application Tik Tok

บทที่ 4

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู

การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” โดยใช้ทฤษฎกี ารสอนแบบการสาธติ น้ี ผู้วิจัยได้
ลงพื้นที่ภาคสนามแบบมีส่วนร่วม เพื่อศึกษาวิธีการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” โดยมีผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการประดิษฐ์ศิราภรณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาซึ่งดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทฤษฎีการ
สอนแบบสาธติ ของ ผศ.ดร.ไสว ฟกั ขาว แบบ 3 ขน้ั ตอน ประกอบดว้ ย 1.ขัน้ เตรียม 2.ขั้นสาธติ 3.ข้ันสรุป
และประเมินผล ซง่ึ การวิจยั ดงั กล่าวมีวัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย ดงั นี้

4.1 เพ่ือศกึ ษาการประดิษฐศ์ ิราภรณ์ ผ่านรปู แบบการสอนแบบสาธติ
4.2 เพื่อสร้างคู่มือ และประดษิ ฐศ์ ิราภรณ์ “รัดเกลา้ ยอด” โดยใช้ทฤษฎีการสอนแบบสาธติ
4.3 เพื่อพัฒนาสื่อคลิปวีดีโอ ชุด การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” (ระยะเวลา
1-3 นาท)ี ใชส้ ำหรบั การศึกษาผา่ น Application Tik Tok

4.1 เพือ่ ศกึ ษาการประดษิ ฐศ์ ริ าภรณ์ ผ่านรูปแบบการสอนแบบสาธติ
4.1.1 การศึกษาการประดษิ ฐ์ศริ าภรณ์
ประวัตคิ วามเป็นมาศิราภรณ์ ศิราภรณ์หรอื เครอ่ื งประดบั มาจากคำวา่ “ศีรษะ” และ “อาภรณ์”

หมายความถึงเครื่องประดับสำหรับใช้สวมศีรษะมีวิวัฒนาการมาจากการโพกผ้าของชาว “รัดเกล้า” เป็น
เครื่องประดับศีรษะสตรีสูงศักดิ์ในราชสํานักแต่โบราณ และประดับศีรษะนางละครแต่งยืนเครื่อง ซ่ึง
เลียนแบบสตรีสูงศักดิ์ มี 2 แบบ คือ “รัดเกล้ายอด” และ “รัดเกล้าเปลว” จะมีเส้นรอบวงขนาดกลาง
สามารถวางพอดีรอบกะโหลกศีรษะโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-5.5 นิ้ว ทั้ง 2 แบบ จะมีจุดท่ี
แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนี้ “รัดเกล้ายอด” จะมียอดแหลมคล้ายกับชฎา แต่ไม่มีกรอบหน้า
ขอบด้านล่างจะเรียบ เวลาสวมใส่นั้นจะมีจอนหู และรัดท้ายช้อง ใช้สำหรับนางละครที่มี
ยศถาบรรดาศักด์ิเป็นนางกษัตริย์ หรือตัวเอกเท่านั้น “รัดเกล้าเปลว” จะมียอดปักช่อกระหนกเปลวไมม่ ี
ยอดแหลมเหมือนกับรดั เกล้ายอด ไม่มีกรอบหน้า ขอบด้านล่างจะเรียบ เวลาสวมใส่นั้นจะมีจอนหู และ
รัดท้ายช้องเช่นเดียวกับรัดเกล้ายอด ใช้สาํ หรับนางละครผทู้ ่มี ียศถาบรรดาศักด์ิ รองลงมาจากนางกษัตริย์
นัน่ คอื นางแปลง และพระสนม

54

4.1.2 รปู แบบการสอนแบบสาธิต
ไสว ฟกั ขาว (2544:98) ไดก้ ลา่ วถงึ ขัน้ ตอนการสอนแบบสาธิตไว้ 3 ข้ันตอน ดงั น้ี
1. ขั้นเตรยี ม เปน็ ข้ันที่ครูจะต้องเตรยี มวัสดุอปุ กรณ์ เครอื่ งมือ ใหอ้ ยใู่ นสภาพท่ี
พร้อมใช้งานรวมทั้งขั้นตอนการสาธิตให้แม่นยำ นอกจากนี้ต้องวางแผนเรื่องสถานที่
ท่ีจะทำการสาธติ ซ่งึ ตอ้ งม่นั ใจว่าผเู้ รยี นจะต้องมองเหน็ ได้อย่างทัว่ ถงึ
2. ขั้นสาธิต เป็นขั้นที่ครูนำเข้าเรื่องที่สาธิต และทำการสาธิตตามขั้นตอนที่
เตรียมไวถ้ า้ มี เวลาอาจใหผ้ เู้ รียนบางคนมารว่ มสาธติ ด้วยกไ็ ด้
3. ขั้นสรุป และประเมินผล เป็นขั้นที่ครูซักถามผูเ้ รยี นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้สาธิตไป
แลว้ เพื่อประเมนิ ความเข้าใจวา่ ผู้เรียนจะมองเหน็ ได้อย่างทั่วถึง

1.ขนั้ เตรียม

เป็นขั้นที่ผู้วิจัยจะต้องเตรียมข้อมูลที่จะศึกษาประกอบการทำวิจัย ซึ่งขั้นนี้จะประกอบไปด้วย
ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติความเป็นมา ข้อมูลด้านพื้นที่ภาคสนาม ความพร้อมด้านร่างกาย วิธีการประดิษฐ์
ศิราภรณ์ วิธีการสร้างคลิปวีดีโอ ชุด การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” (ระยะเวลา 1-3
นาที) และได้นำสื่อคลิปวีดีโอมาบูรณาร่วมกับการเรียนการสอนผ่าน Application Tik Tok ใช้สำหรับ
การศึกษาดงั น้ี

เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมในการหาข้อมูลพื้นฐานที่สนใจจะศึกษา และสามารถลง
รายละเอียดงานได้ ดังนี้ ประวัตคิ วามเปน็ มาศิราภรณ์ ศริ าภรณ์หรือเคร่ืองประดับ มาจากคำว่า “ศีรษะ”
และ “อาภรณ์” หมายความถึงเครื่องประดบั สำหรับใช้สวมศีรษะมีวิวฒั นาการมาจากการโพกผา้ ของชาว
ชฎิล “รัดเกล้า” เป็นเครื่องประดับศีรษะสตรีสูงศักดิ์ในราชสํานักแต่โบราณ และประดับศีรษะนางละคร
แต่งยืนเครื่อง ซึ่งเลียนแบบสตรีสูงศักดิ์ มี 2 แบบ คือ “รัดเกล้ายอด” และ “รัดเกล้าเปลว” จะมีเส้น
รอบวงขนาดกลางสามารถวางพอดีรอบกะโหลกศีรษะโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-5.5 นิ้ว ทั้ง
2 แบบ จะมีจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนี้ “รัดเกล้ายอด” จะมียอดแหลมคล้ายกับชฎา แต่
ไม่มีกรอบหน้า ขอบด้านล่างจะเรียบ เวลาสวมใส่น้ันจะมีจอนหู และรัดท้ายช้อง ใช้สำหรับนางละครท่ี
มียศถาบรรดาศักด์ิเป็นนางกษัตริย์ หรือตัวเอกเท่าน้ัน “รัดเกล้าเปลว” จะมยี อดปักช่อกระหนกเปลวไม่
มียอดแหลมเหมือนกับรัดเกล้ายอด ไม่มีกรอบหน้า ขอบด้านล่างจะเรียบ เวลาสวมใส่นั้นจะมีจอนหู
และรัดท้ายช้องเช่นเดียวกับรัดเกล้ายอด ใช้สําหรับนางละครผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ รองลงมาจากนาง
กษัตรยิ ์ นน่ั คอื นางแปลง และพระสนม

55

เตรียมข้อมูลด้านพื้นท่ี

ภาพท่ี 27 พ้นื ท่ีในการทำงาน
(ท่ีมา: สรวิชญ์ หางสลดั )

ผู้วิจัยต้องเตรียมข้อมูลด้านพื้นที่ เพื่อให้พร้อมและง่ายต่อการลงพื้นที่เก็บข้อมูลแบบภาคสนาม
นัน้ ซ่ึงในสว่ นนี้ ผวู้ จิ ยั ไดเ้ ตรยี มศกึ ษาดา้ นการลงพน้ื ที่ โดยได้เตรยี มศกึ ษาเส้นทาง การเดนิ ทางก่อนที่จะลง
พื้นท่จี รงิ นัน่ คอื โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรนี ครินทร์ ระยอง 1 หมู่ 4 ตำบลนาตาขวัญ อำเภอ
เมอื ง จังหวัดระยอง 21000

เตรยี มร่างกาย

ภาพท่ี 28 ตรวจ ATK ก่อนลงพ้นื ท่ี

(ท่ีมา: สรวชิ ญ์ หางสลดั )

ทั้งนผ้ี ู้วิจัยต้องเตรยี มความพร้อมดา้ นร่างกายให้พร้อม เนื่องจากว่าในสถานการณ์ covid-19 นี้มี
ความเสี่ยงสูงสำหรับการลงพื้นที่เพื่อภาคสนาม ซึ่งผู้วิจัยได้เตรียมร่างกายโดยเฝ้าระมัดระวังตนเอง สวม
หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากห้อง ลา้ งมือบ่อย ๆ ฉดี สเปรยแ์ อลกอฮอล์ทุกครง้ั ท่ีได้รับการสัมผัส เว้น

56

ระยะหา่ ง และหลีกเล่ียงการเดนิ ทางไปในสถานท่ีเสย่ี ง เชน่ ห้างสรรพสนิ ค้า ตลาด สวนสาธารณะ เปน็ ตน้
นอกเหนอื จากการเตรียมรา่ งกายให้พรอ้ มแลว้ ผู้วจิ ยั จำเป็นต้องเตรียมใจใหพ้ รอ้ มสำหรับการทำงาน

เตรียมอุปกรณ์

การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์คร้ังนี้ ผู้วิจัยจำเปน็ ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการสร้าง

ช้นิ งานเพอ่ื การศกึ ษาการประดิษฐศ์ ริ าภรณ์ “รัดเกลา้ ยอด” มดี งั น้ี

ลำดับ ชอื่ รูปภาพ หมายเหตุ

1. ปะเกน็ กระดาษ ขนาด 0.75 มม.

2. ยอดไม้กงึ ยอดไม้กึงสูงประมาณ
3. คมี 18 ซม.

1.คีมปากนกแก้ว ใช้
สำหรับตัดลวด
2.คีมปากจิ้งจก ใช้
สำหรับดัดลวด

ลำดับ ช่อื รปู ภาพ (ต่อ) 57
4. แมพ่ มิ พล์ ายไทย
หมายเหตุ
5. นำ้ มันพชื , กาวทาไม้ ในอดีตนั้น แม่พิมพ์จะ
6. กาวยาง ใช้เป็นหินสบู่แกะลาย
ไทย ซึ่งความละเอียด
ของแม่พิมพ์หินสบู่นั้น
ลายจะมีความคมชัด
มาก แต่ในปัจจุบันน้ี
นิยมใช้แบบแผ่นเรซ่ิน
แทน
1.น้ำมันพืช ใช้ชโลม
แม่พิมพ์ เพื่อกันไม่ให้
ดนิ ติดแมพ่ มิ พ์
2.กาวทาไม้ TOA จะมี
คณุ สมบตั ทิ เ่ี หนียวขน้

กาวยางสำหรับซ่อม
รองเทา้ ตรา หมา

7. แผน่ ทอง การเลือกซื้อแผ่นทอง
วิทยาศาสตร์ เนื้อทอง
ท่ีดีนน้ั ผิวจะเรียบ และ
เต็มแผ่น

ลำดบั ชอ่ื รูปภาพ (ตอ่ ) 58
8. เพชร
หมายเหตุ
9. สี Flex จะใช้เพชรสีอะไรก็ได้
แต่ส่วนมากจะนิยม
เพชรสีขาว และสีแดง
เบอร์ 12, 14, 16

สี Flex Yellow 2613
ตรา ทหาร

10. กิ๊บสำหรับยึดห่วง, ใช้ลวดเบอร์ 18 ทำได้
ห่วงกลม, ลวดสปริง แมก็ ซ์ เบอร์ 35
,

11. แม็กซ์, เข็มก้นทอง,
ด้ายมะพร้าว หรือ
เชือกเทียน

ลำดับ ช่อื รปู ภาพ (ต่อ) 59
12. สว่านมือ
หมายเหตุ
ใช้สำหรับปั่นลวด
สปรงิ

13. เลือ่ ยฉลุลาย ใช้สำหรับฉลุลวดลาย
เล็ก ๆ และฉลุโครง
ชน้ิ งาน

14 สที อง ใช้ทาพื้นหลังเพื่อเก็บ
รายละเอียดชิ้นงาน
สามารถใช้สีอะคริลิค
สที องแทนได้

ลำดับ ช่ือ รูปภาพ (ต่อ) 60
15. พู่กัน, น้ำมันสน, สี
หมายเหตุ
รองพืน้ สรี องพืน้ สีขาว

16. ดินตลี าย ดินตีลาย จะมีอยู่
17. ลวด หลายสูตรอยู่ด้วยกัน
ครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้
สูตรดินไทย

ลวดเย็บเสริงชิ้นงาน
เบอร์ 20

ตารางที่ 2 อปุ กรณ์การประดิษฐ์ศริ าภรณ์
(ที่มา: สรวิชญ์ หางสลัด)

จากการศึกษาขั้นต้นผู้วิจัยพบว่า ในขั้นเตรียม นั้นประกอบไปด้วย เตรียมข้อมูลพื้นฐาน เตรียม
ข้องมูลด้านพื้นที่ เตรียมร่างกาย และเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งสรุปได้ว่าในขั้นเตรียมข้อมูลพื้นฐานคือเตรียม
ศกึ ษาข้อมูลเบ้ืองต้นเก่ียวกับศริ าภรณ์จากตำรา เตรียมข้อมูลดา้ นพื้นท่ีเป็นการศึกษาข้อมลู พื้นฐานสำหรับ
การเดินทางไปลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูล เตรียมร่างกายเป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของ
ร่างกายเพื่อให้พรอ้ มสำหรบั การไปเกบ็ ข้อมลู ขั้นเตรียมอปุ กรณ์นน้ั ประกอบไปด้วย 17 ข้ันตอน

61

2.ขนั้ สาธิต

เป็นขั้นที่ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนาม เพื่อศึกษากระบวนการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด”
แบบมสี ่วนร่วม โดยมอี าจารย์สมศกั ด์ิ ทองปาน เปน็ ผู้สาธิตกระบวนการประดษิ ฐ์ศริ าภรณ์ “รดั เกลา้ ยอด”
เพื่อใช้เป็นแนวในการศึกษาต่อ และผลิตสื่อคลิปวีดีโอเพื่อนำมาบูรณาร่วมกับการเรียนการสอนผ่าน
Application Tik Tok ใชส้ ำหรบั การศึกษาดังน้ี

วธิ กี ารประดษิ ฐ์ศิราภรณ์ “รดั เกลา้ ยอด”
การศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนามแบบมีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทางด้านการประดิษฐ์ศิราภรณ์ ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ วิธีการทำ และเทคนิคในการสร้างชิ้นงาน
ด้วยรูปแบบการสอนแบบการสาธิต ซึ่งมีวิธีการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” โดยแยกเป็นทีละ
ข้นั ตอน มดี งั น้ี

ข้ันการคำนับครู

ลำดบั รปู ภาพ วธิ ที ำ

1. - ก่อนลงมือศึกษาการประดิษฐ์ศิราภรณ์น้ัน

ตามจารีตของนาฏศิลป์ไทยนั้น ผู้ศึกษาต้อง

เคารพครู เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์กับคุณครูด้วย

พวงมาลัยดอกไม้สด ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ

สร้างช้ินงานชิน้ แรกที่เรยี กวา่ “งานชน้ิ ครู”

ตารางที่ 3 การคำนับครู
(ที่มา: สรวิชญ์ หางสลัด)

62

ข้นั ตอนการทำโครงรัดเกล้ายอด

ลำดับ รปู ภาพ วิธิทำ

1. - เริ่มจากการใช้วงเวียนวาดวงกลมบน

ประเก็น เพื่อสร้างโครงรักร้อยตัวเรือนรัด

เกล้ายอด ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.5

นิ้ว

- วาดวงกลมวงแรกด้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง

2.75 นว้ิ

2. - วัดจากวงนอกออกไป 1 นิ้ว แล้วใช้วงเวียน
วาดวงนอก แล้วจะได้เป็นวงกลม 2 วงซ้อน
กันบนแผ่นประเก็น

3. - ใช้กรรไกร หรือเลื่อยฉลุ ฉลุวงกลมที่ร่างไว้
ออกมา
- ทำเครื่องหมายเพื่อตัดส่วนเกินวงในออก
ประมาณ X นิ้ว วัดจากวงใน และ X นิ้ววัด
จากวงนอก

63

ลำดับ รปู ภาพ (ตอ่ ) วธิ ิทำ

4. - ใช้กรรไกร หรือเลื่อยฉลุ ฉลุส่วนเกินที่ทำ

เครื่องหมายไว้ ออกไป

- จะได้วงกลมทเ่ี ป็นตัวซี 1 วง

- ใช้วงกลมรูปตัวซีที่ได้วางเป็นแบบบนแผ่น

ประเก็นแล้วใช้ดินสอวาดเพื่อลอกลายให้ได้

วงกลมรปู ตวั ซีอกี 1 วง

5. - ใชก้ รรไกร หรอื เลื่อยฉลุ ตดั รปู วงกลมท่ีเป็น
ตัวซแี ยกออกมาจากแผ่นประเกน็

6. - จากที่ได้ทำการตัดวงกลมที่เป็นตัวซีออก
จากแผน่ ประเก็นแล้ว จะไดว้ งกลมที่เป็นตัวซี
2 วง

7. - ใช้ด้ามปากกา หรือดินสอก็ได้ นวดขืน
ประเก็นให้อ่อนเพื่อจะได้นำไปประกอบให้
เป็นวงกลม

64

ลำดบั รปู ภาพ (ตอ่ ) วิธิทำ

8. - หลังจากนวดขืนประเก็นแล้ว จับส่วนหัว

และส่วนท้ายปรองประเก็นมาประกบต่อกัน

โดยใช้แม็กซ์เบอร์ 35 เย็บเพื่อล็อคแผ่น

ประเกน็ ไว้

- ทำเชน่ เดยี วกันทง้ั สองวง

9. - หลังจากเย็บประกบแต่ละชิ้นแล้ว จะได้
วงกลมคลา้ ยรูปพีระมิดทรงกรวยหัวตัด 2 วง
- จดั ทรงทง้ั สองวงใหเ้ ปน็ วงกลม

10. - ใชก้ าวยางทาบริเวณรอบวงกลม วงนอก
- สังเกตกาวที่พร้อมสำหรับประกบชิ้นงาน
เนื้อกาวจะเปลีย่ นสีเป็นสีเหลอื ง
- เมื่อกาวเปลี่ยนสีแล้วให้ประกอบวงกลมทั้ง
สองเข้าด้วยกัน โดยการติดนั้นควรเลีย่ งไมใ่ ห้
รอยต่อทีใ่ ช้แมก็ ซ์เยบ็ ตรงกัน

11. - ตัดประเก็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด
6x45 ซม. (กว้างxยาว) จำนวน 1 แผ่น
เพอ่ื ทำเปน็ ฐานหรือตัวเรือนรดั เกลา้ ยอด

65

ลำดบั รปู ภาพ (ต่อ) วิธทิ ำ

12. - หลังจากได้ประเก็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้าแล้ว

ใช้ด้ามปากกา หรือดินสอช่วยในการนวดขืน

ประเก็น

- ขดเป็นวงกลมเพื่อนำไปวัดกับวงในของรัก

ร้อย แล้วใช้แม็กซ์เย็บรอยต่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า

แบบมุมชนมุมให้เปน็ วงกลม

13. - จะไดอ้ งค์ประกอบของรดั เกลา้ ยอดเป็นสอง
ชิ้นส่วนอยู่ด้วยกัน คือ รักร้อย ฐานหรือตัว
เรอื นของรดั เกล้ายอด

14. - นำชิ้นส่วนวงกลมที่ประกอบเป็นรักร้อยมา
ทากาวยางท้งั ข้างบน และขา้ งล่าง
- รอให้กาวเซต็ ตวั เปล่ียนเปน็ สเี หลอื ง

15. - ใช้ไม้บรรทดั วดั จากฐานหรือตวั เรือนของรัด
เกล้ายอดขนึ้ มา 1 ซม. แล้วใช้ปากกาลากเสน้
เพ่ือทำเครื่องหมายสำหรับติดรกั ร้อย
- นำชิ้นส่วนของรักร้อยที่ทากาวยางไว้ใน
ขั้นตอนที่ 15 มาประกอบกับฐานหรือตัว
เรือนของรัดเกล้ายอด ตามที่ได้ทำ
เคร่ืองหมายไว้

66

ลำดับ รปู ภาพ (ต่อ) วธิ ิทำ

16. - ใช้ไม้บรรทัดวัดบนแผ่นประเก็นขนาด

1.5x40 ซม. แล้วใช้ปากการ่างเส้นไว้จำนวน

7 เส้น

17. - ใช้มีดคัทเตอร์ กรีดเพื่อแยกตัวเส้นที่วัดไว้
ออกจากแผ่นประเก็น เพื่อใช้ในการขดทำ
โครงของตวั เรือนช้นั ที่ 1

18. - ใช้กาวยางทาบริเวณข้างในของตัวเรือน
เพื่อจะได้ขดเส้นเข้าข้างในตัวเรือนไว้สำหรับ
ทำเชิงบาตรใหเ้ สมอขอบบนไวส้ ำหรับติดลาย
ดอกกระจังชนั้ ที่ 1
- ขดเสน้ สำหรับเชิงบาตรช้นั แรกเส้นที่ 1
- ขดเส้นสำหรับเชงิ บาตรช้นั แรกเส้นที่ 2
- ขดเส้นสำหรบั เชงิ บาตรช้ันแรกเส้นท่ี 3

19. - เมื่อขดเส้นทำโครงสำหรับเชิงบาตรชัน้ แรก
จำนวน 3 เสน้ แล้วจะไดด้ งั รปู ภาพ
- ข้อควรระวังคือ ในขณะดามเส้นเชิงบาตร
ควรจดั รูปทรงให้ดี จดั ให้เปน็ วงกลม

67

ลำดับ รปู ภาพ (ต่อ) วิธทิ ำ

20. - ใชก้ าวยางทาบริเวณขา้ งในของเชิงบาตรชั้น

ที่ 1 เพื่อจะได้ขดเส้นเข้าข้างในตัวเรือน

สำหรับทำเชิงบาตร โดยจะติดขึ้นเหนือชั้นท่ี

1 ประมาณ 1.5 ซม. ไวต้ ดิ ลายดอกกระจงั ช้ัน

ท่ี 2

- ขดเสน้ สำหรับเชิงบาตรชั้นทีส่ องเสน้ ที่ 4

- ขดเส้นสำหรับเชิงบาตรชัน้ ที่สองเสน้ ท่ี 5

- ขดเส้นสำหรบั เชงิ บาตรชั้นทส่ี องเส้นท่ี 6

21. - ใช้กาวยางทาบรเิ วณข้างในของเชงิ บาตรชั้น

ที่ 2 เพื่อจะขดเส้นเข้าข้างในตัวเรือนสำหรับ

ทำเชิงบาตร โดยจะติดขึ้นเหนือชั้นที่ 2

ประมาณ 1 ซม. ไวต้ ิดลายดอกกระจงั ช้นั ที่ 3

- ขดเสน้ สำหรบั เชงิ บาตรชน้ั ทส่ี องเส้นท่ี 7

22. - ใช้ปากการ่าง เพื่อวาดลายกรีบบัวลงบน
แผ่นประเกน็ ประมาณ 9 กรบี

68

ลำดบั รูปภาพ (ต่อ) วธิ ิทำ

23. - เมื่อวาดลายกรีบบัวเสร็จแล้วใช้มีดคัทเตอร์

หรือเลื่อยฉลุ ฉลุลายกรีบบัวที่วาดออกมา

จากแผ่นประเกน็

24. - หลังจากฉลุลายกรีบบัวเสร็จแล้ว นำลาย
กรีบบัวที่ฉลุมาทดลองวัดกับวงในของเชิง
บาตรชั้นที่ 3 ดูว่าพอดีหรือไม่ ถ้ายาวเกินให้
ตัดกรีบบัวออก แต่ถ้าสั้นเกินให้วาดแล้วฉลุ
กรีบบัวเพิม่

25. - เมื่อวัดใส่กับเชิงบาตรชั้นที่ 3 พอดีแล้ว
ใช้ลวดเบอร์ 20 มาเย็บเพื่อดามโครงชิ้นงาน
ไว้สำดัดจัดทรงกรีบบัวให้รองรับ และเข้ากับ
ทรงของยอด โดยการเย็บนั้นจะใช้เข็มก้น
ทองกับด้ายมะพร้าว หรือแม็กซ์เบอร์ 35
เยบ็ แลว้ ใช้ค้อนทุบเพ่อื ล็อคใหแ้ นน่ กไ็ ด้

26. - นำฐานของยอดไมก้ ลึงมาวดั แลว้ วาดลงบน
แผน่ ประเกน็ จะเป็นรูปวงกลม
- แบ่งวงกลมออกเป็น 4 ส่วน ลากเส้นยาว
ออกมาเป็นกากบาททับวงกลม
- ฉลุชิ้นงานออกมาจากแผน่ ประเกน็

69

ลำดับ รปู ภาพ (ตอ่ ) วิธทิ ำ

27. - นำลวดเบอร์ 20 มาเยบ็ ดามไว้เป็นกากบาท

เพื่อเสริมความแข็งแรงใหก้ ับตัวฐานของยอด

ไม้กลึง

- จะใช้แม็กซ์เบอร์ 35 หรือเข็มก้นทองกับ

ดา้ ยมะพร้าวเยบ็ ให้ลวดกับประเกน็ ก็ได้

28. - นำยอดไม้กลึง กับฐานที่ฉลุและดามลวดไว้
ในขั้นตอนที่ 28 มาประกอบกับ โดยใช้กาว
ยางเป็นตัวเชื่อมระหว่างฐานไม้กลึงกับ
ประเกน็

29. - นำลายกรีบบัวที่ดามลวดแล้ว มาประกอบ
กับตัวโครงท่ีเตรยี มไวใ้ นขั้นตอนท่ี 22 โดยจะ
ใช้กาวยางเปน็ ตัวเชือ่ มช้นิ งาน ซึ่งจะประกอบ
เข้ากับวงในของเชิงบาตรชัน้ ท่ี 3

30. - เมื่อเชื่อมตัวเรือน กับกรีบบัวเรียบร้อยแล้ว
จะไดโ้ ครงรดั เกล้ายอดดังรูปภาพ

70

ลำดับ รูปภาพ (ต่อ) วธิ ทิ ำ

31. - วาดดอกไมไ้ หว จำนวน 9 ใบ

32. - ฉลุดอกไม้ไหวออกมาจากแผน่ ประเก็น

33. - นำสว่านมือมาปั่นทำลวดสปริง โดยใช้เข็ม
ก้นทองเป็นแกนกลาง ซึ่งจะใช้ลวดเบอร์ 18
มาป่ันทับเขม็ จนสุดปลายเข็มแลว้ ดงึ ลวดออก
จากเข็ม

34. - ใช้เหล็กแหลมเจาะรูตรงกลางดอกไม้ไหว
เพื่อจะได้ประกอบตัวดอกไม้ไหว และลวด
สปริงเขา้ ดว้ ยกัน

71

ลำดบั รปู ภาพ (ตอ่ ) วธิ ิทำ

35. - เมื่อประกอบดอกไม้ไหวกับลวดสปริงเข้า

ดว้ ยกนั แล้วจะได้ดอกไม้ไหวดังรูปภาพ

36. - ทำกิ๊บสำหรับติดตุ้งติ้งสำหรับดอกไม้ไหว
และที่ติดกบ๊ิ บนศีรษะ
- ใช้ลวดเบอร์ 18 พันด้ามพู่กันเบอร์ 1 เป็น
ลักษณะคลา้ ยก๊ิบ (สำหรับติดตุง้ ตงิ้ )
- ใชล้ วดเบอร์ 18 พันดา้ มพู่กนั เบอร์ 12 เป็น
ลักษณะคล้ายกิ๊บ (สำหรับทำก๊บิ ตดิ ศีรษะ)

37. - นำลวดเบอร์ 18 พันรอบตะเกียบคล้ายกับ
ป่นั สปรงิ
- ใช้คีมปากนกแก้วตัดตรงกลางวงเพื่อจะได้
หว่ งสำหรับคลอ้ งตงุ้ ต้งิ กบั ตวั ชนิ้ งาน

38. - นำเศษประเก็นที่เหลือมาตัดเป็นหยดน้ำ
พร้อมเจาะรูตรงกลาง เพื่อติดกิ๊บสำหรับทำ
ตงุ้ ติง้ ใชต้ ดิ ดอกไมไ้ หว

72

ลำดบั รูปภาพ (ต่อ) วธิ ิทำ

39. - หลังจากเตรียมในขั้นตอนที่ 36, 37, 38,

39 แล้ว จะได้ดังรูปภาพ

40. - ประกอบตุ้งติ้งกับดอกไม้ไหวเข้าด้วยกันให้
ครบทั้ง 9 ใบ โดยดอกไม้ไหว 1 ใบ จะใช้
ตงุ้ ตง้ิ ทงั้ สน้ิ 3 ชิน้

41. - นำเหล็กแหลม เจาะรูที่เชิงบาตรชั้นที่ 3 ที่
จดุ กึ่งกลางกรบี บวั
- นำดอกไม่ไหวที่ติดกับลวดสปริงมาเสียบใส่
ช่องที่เจาะ แล้วใช้ปลายลวดสปริงที่เหลือ
ลอ็ คดอกไมไ้ หวเข้ากบั ตวั เชงิ บาตรชั้นที่ 3

42. - ใช้นิ้วหัวแม่มือรองใต้ท้องลวดสปริง แล้วใช้
นิ้วชี้ ดัดลวดสปริงให้โค้งงอออกมาข้างนอก
เพอื่ สง่ ตัวดอกไมไ้ หวให้เดง้ ออกมาข้างนอก

73

ลำดับ รูปภาพ (ต่อ) วธิ ิทำ

43. - เมื่อประกอบดอกไม้ไหวเข้ากับตัวเรือนรัด

เกล้ายอด และดัดลวดสปริงเพื่อจัดทรง

เรียบร้อยแล้วจะได้ดังรปู ภาพ

44. - นำยอดไม้กลึงที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 29
มาประกอบเข้ากับตัวเรือน ซึ่งจะเจาะรูที่เชิง
บาตรชั้นที่ 3 แล้วใช้ลวดที่ดามยอดไม้กลึง
เสียบเข้ารูเพื่อล็อคตัวยอดเข้ากับตัวเรือนให้
แน่น
- ก่อนจะล็อคลวดเขา้ กับตวั เรือนใหพ้ ิจารณา
ว่ายอดเอยี งไปทางใดหรือสูงเกนิ ไปหรือไม่
- ถ้าเอียงหรือสูงเกินไปให้ทำการจัดทรงใหม่
ใหส้ มส่วน
-ทำการดัดกรีบบัวให้ปลายโน้มเข้าหายอด
คล้ายกบั ดอกบวั ตมู

ตารางที่ 4 ขนั้ ตอนการทำโครงรัดเกล้ายอด
(ที่มา: สรวชิ ญ์ หางสลดั )

74

ขั้นตอนการกระแหนะลาย

ลำดับ รปู ภาพ วธิ ที ำ

1. - ใช้น้ำมันพชื ชโลมลงบนแม่พมิ พ์ลาย

- นำดนิ ตีลาย กดลงแมพ่ ิมพล์ าย

- ใชเ้ ขม็ หรือเหลก็ แหลมแซะดินตลี ายท่ีกดลง

ในแมพ่ ิมพ์ขนึ้ มา

- ใช้เหล็กแหลมเจาะรูเพื่อใส่ห่วงสำหรับติด

กิ๊บกบั ศรี ษะ บรเิ วณฐานรัดเกลา้ ยอด

- ใช้กาว TOA ทาไม้ทำบนชิ้นงาน และนำ

ลายที่กระแหนะมาติด โดยเราสามารถ

ออกแบบลายไดต้ ามจนิ ตนาการ

- เริ่มติดลายจากยอดบนสุดลงมายังฐาน

ล่างสดุ

2. - ทุกครั้งของการติดลายลงบนชิ้นงาน ให้ใช้
ด้ามพู่กันส่วนปลายกดย้ำบริเวณหลุมเพชร
เพอ่ื ไม่ให้หลุดเพชรตืน้ เกนิ ไป
- เมื่อกระแหนะลายติดบนชิ้นงานสำเร็จแลว้
นำชิ้นงานไปผึ่งแดดประมาณ 30 นาที
เพื่อให้ดินตีลาย และกาวที่ใช้เชื่อมตัวเรือน
กันลายนัน้ แห้งสนิท

ตารางที่ 5 ข้นั ตอนการกระแหนะลาย
(ท่ีมา: สรวชิ ญ์ หางสลัด)

75

ขน้ั ตอนการลงสรี องพื้น, Flex, ลงทอง

ลำดับ รปู ภาพ วิธีทำ

1. - เมื่อช้ินงานแห้งสนิทแล้ว ใช้สีรองพื้นสีขาว

ลงบนตัวเรือน ยอดไม้กลึง และตุ้งติ้งให้ทั่ว

โดยเริ่มทาสีรองพื้นตั้งแต่ตัวยอดไม้กลึงไล่

ระดับลงมาเรื่อย ๆ จนถึงส่วนฐานของรัด

เกล้ายอด

- ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการทาสีรองพื้นบน

ลวดสปริงให้ได้มากที่สุด เนื่องจากจะทำให้

ลวดสปริงนั้นแข็ง ส่งผลให้ในขณะสวมใส่ทำ

การแสดงนั้นสปริงจะไมเ่ ด้ง

2. - หลงั จากท่ที าสรี องพน้ื สีขาวเสร็จแลว้ ให้นำ
ชิ้นงานไปผึ่งแดดประมาณ 20 นาที เพื่อให้สี
แหง้ สนทิ

76

ลำดบั รปู ภาพ (ตอ่ ) วิธิทำ

3. - เมื่อสีรองแห้งสนิทดีแล้วใช้สี Flex Yellow

ทาลงบนชนิ้ งานให้ท่วั

- ระวงั อยา่ ใหส้ ี Flex ถูกลวดสปรงิ

- เมื่อลงสี Flex เสร็จแล้วให้นำชิ้นงานไปผึ่ง

แดดประมาณ 1.30 ชม. (ระยะเวลาในการ

ผึ่งชิ้นงานขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ณ วัน

เวลานนั้ ด้วย)

- เฝ้าเช็คชิ้นงานเป็นระยะ ๆ โดยใช้หลังมือ

สัมผัสไปบนชิ้นงาน ชิ้นงานที่พร้อมลงทอง

จะต้องไม่มีสี Flex ติดมือออกมา แต่จะมี

ความหนึบอยู่ ซึ่งความหนึบนี้จะเป็นตัวช่วย

ในการดูดแผ่นทองวิทย์

4. - เมื่อสี Flex แห้งเซ็ตตัวพร้อมที่จะลงทอง

แล้ว ให้นำแผ่นทองวิทย์มาติดลงบนชิ้นงาน

ให้ทั่วทุกมุมของชิ้นงาน อย่าหวงแผ่นทองยิ่ง

เยอะยิ่งสวย

- ควรทำในกล่องทรงสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการ

โดนลม เนอ่ื งจากแผน่ ทองวทิ ย์นน้ั มีความเบา

บาง ถ้าถูกลมพัดแล้วจะปลิวฟุ้งกระจายไป

ทั่ว

77

ลำดบั รปู ภาพ (ตอ่ ) วธิ ิทำ

5. - หลงั จากตดิ แผ่นทองวทิ ย์ ลงบนชนิ้ งานแล้ว

ใช้แปรงขนกระต่ายกระทุ้งแผ่นทองเข้ากับ

ชิ้นงาน เพื่อให้แผ่นทองนั้นติดลงบนชิ้นงาน

ทุกซอกทกุ มุม

- ชิ้นงานส่วนไหนไม่มีทองติดให้ใช้แปรงโกย

ผงทองท่ีหลน่ ในกล่องมากระท้งุ ซำ้ บนชิ้นงาน

ให้ทัว่

6. - หลังจากกระทุ้งแผนทองลงบนชิ้นงาน

เรียบร้อยแล้ว ใช้แปรงขนกระต่ายในการปัด

เศษผงทองส่วนเกินที่ติดบนชิ้นงานออกให้

หมดทกุ ซอกทกุ มุม

78

ลำดบั รปู ภาพ (ตอ่ ) วิธทิ ำ

7. - หลังจากกระทุ้งทอง และปัดเศษผงทอง

สว่ นเกนิ ออกแลว้ จะได้ผลงานดงั รูปภาพ

- สังเกตได้ว่าจากท่ีได้ปัดเศษผงทองออกจาก

ชิ้นงานแล้ว จะยังมีผงทองติดอยู่บนช้นิ งาน

8. - เปิดน้ำให้ไหลผ่านชิ้นงาน เพื่อให้เศษทอง
ส่วนเกนิ ท่เี หลืออยูต่ ามมุมเล็ก ๆ นัน้ หลุดไหล
ไปกบั นำ้
- ข้อควรระวัง ในขณะที่เปิดน้ำล้างเศษทอง
นัน้ อย่าใช้มือถชู ิ้นงานโดยเดด็ ขาด

79

ลำดบั รูปภาพ (ตอ่ ) วิธิทำ

9. - เมื่อล้างเศษทองเสร็จแล้ว ให้นำชิ้นงานไป

ผึ่งแดดประมาณ 30 นาที เพื่อให้ชิ้นงาน

และประเก็นที่ล้างน้ำแหง้ สนิท (ระยะเวลาใน

การผึ่งแดดขึ้นอยู่กับสภาพ๓มิอากาศ ณ วัน

เวลาน้ันดว้ ย)

10. - หลงั จากล้างเศษทอง พร้อมท้ังผ่ึงผลงานจน
แห้งเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่าผลงานนั้นจะ
ดูสะอาดขึ้นมาทันที และพร้อมที่จะนำไป
ประดับแววในขัน้ ถัดไป

ตารางที่ 6 ขัน้ ตอนการกระแหนะลาย
(ท่ีมา: สรวชิ ญ์ หางสลดั )

80

ขัน้ ตอนการประดบั แวว

ลำดบั รปู ภาพ วธิ ที ำ

1. - ใช้กาว TOA สำหรับทาไม้หยอดลงบนหลุม

ติดเพชร ทุกหลุมโดยไล่หยอดจากยอดลงมา

หาฐานทลี ะชนั้

- ใช้ดินน้ำมัน หรือเทียนขี้ผึ้งช่วยในการจับ

เพชรไปติดลงหลุมบนชิ้นงานท่หี ยอดกาวไว้

- ข้อควรระวัง อย่าให้กาวเลอะหน้าเพชร

เน่อื งจากวา่ จะทำให้เพชรไม่วาว

2. - ประดับแววจนครบทุกหลุมแลว้ ให้ตั้งทิ้งไว้
รอให้กาวแห้ง
- ในการเลือกใช้สีเพชรนั้น ผู้สร้างชิ้นงาน
สามารถออกแบบ และเลือกใช้สีตามความ
เหมาะสมได้เลยอย่างอสิ ระ
- เก็บรายละเอียดชิ้นงานข้างใน โดยใช้สี
อะคริลิคสีทองทาเพื่อเก็บรายละเอียดโครง
ดา้ นในของชน้ิ งาน

81

ลำดบั รูปภาพ (ต่อ) วธิ ทิ ำ

3. - เมอ่ื สำเรจ็ แล้วจะได้ช้ินงาน “รดั เกล้ายอด”

ทสี่ มบูรณ์

ตารางท่ี 7 ขนั้ ตอนการประดับแวว
(ท่ีมา: สรวิชญ์ หางสลัด)

ผู้วิจัยพบว่า ขั้นสาธิตเป็นขั้นที่ผู้วิจัยผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนามแบบมีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
ทางด้านการประดิษฐ์ศิราภรณ์ ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ วิธีการทำ และเทคนิคในการสร้างชิ้นงาน
ด้วยรูปแบบการสอนแบบการสาธิต ซึ่งมีวิธีการประดิษฐ์ศิราภรณ์ “รัดเกล้ายอด” โดยแยกเป็นทีละ
ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นการคำนับครูประกอบไปด้วย 1 ขั้นตอน ขั้นตอนการทำโครงรัดเกล้ายอด
ประกอบไปดว้ ย 44 ข้ันตอน ขั้นตอนการกระแหนะลาย 2 ขนั้ ตอน ขนั้ ตอนการลงสีรองพ้ืน, Flex, ลงทอง
10 ขนั้ ตอน และขน้ั ตอนการประดบั แวว 3 ขัน้ ตอน

82

3. ขัน้ สรปุ และประเมินผล

เปน็ ข้ันทผ่ี ้วู ิจัยได้เก็บรวบรวมขอ้ มลู จากผลของการประเมินความพงึ พอใจของการรับชมสื่อจาก
ผู้เชย่ี วชาญดา้ นการประดษิ ฐ์ศริ าภรณ์ และผเู้ ขา้ มาศึกษาจากส่อื มาสรปุ ผลได้ดังน้ี

สรุปรายงานการประเมนิ ผล
แบบประเมินสื่อคลิปวีดีโอส้ันเพือ่ การศึกษา โดยบูรณาการผา่ น Application Tik Tok

จากการสอบถามความพึงพอใจขอผเู้ ขา้ ร่วมชมสื่อคลิปวดี โี อสน้ั เพ่ือการศึกษา โดยบรู ณาการผ่าน
Application Tik เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมประเมินสื่อคลิปวีดีโอสั้นเพื่อการศึกษา โดยบูรณาการผ่าน
Application Tik Tok จำนวนทั้งสิ้น 159 คน ตอบแบบสอบถามจำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 29.61
สรุปขอ้ มูลได้ดงั นี้

เกณฑท์ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู มรี ะดับคะแนน ดงั นี้
มคี วามพึงพอใจดีมาก ระดบั คะแนนเท่ากับ 5
มคี วามพึงพอใจดี ระดบั คะแนนเทา่ กบั 4
มีความพงึ พอใจปานกลาง ระดบั คะแนนเทา่ กบั 3
มคี วามพงึ พอใจนอ้ ย ระดับคะแนนเทา่ กับ 2
มีความพึงพอใจนอ้ ยมาก ระดับคะแนนเท่ากบั 1

การหาค่าเฉลย่ี เปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การประเมนิ คา่ เฉล่ยี
คา่ เฉล่ยี ระดบั 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจมากที่สดุ
ค่าเฉลี่ยระดับ 3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจมาก
ค่าเฉลี่ยระดบั 2.51 – 3.50 มคี วามพงึ พอใจปานกลาง
คา่ เฉล่ียระดบั 1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจนอ้ ย
คา่ เฉลย่ี ระดบั 1.00 – 1.50 มีความพงึ พอใจน้อยที่สดุ

83

ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผูต้ อบแบบประเมนิ

ตารางที่ 1 แสดงจำนวนร้อยละ ของเพศผูต้ อบแบบประเมนิ

เพศ จำนวน (คน) รอ้ ยละ

ชาย 13 27.66

หญิง 34 72.34

รวม 47 100

จากตารางท่ี 1 พบวา่ ผตู้ อบแบบประเมินเปน็ เพศหญิงมากกวา่ เพศชาย

ตารางที่ 2 แสดงจำนวนร้อยละ ของอายุผู้ตอบแบบประเมิน

อายุ จำนวน (คน) ร้อยละ

ตำ่ กวา่ 15 ปี 2 4.26

15–18 ปี 2 4.26

19-25 ปี 30 63.83

25 ปีข้นึ ไป 13 27.66

รวม 47 100

จากตารางที่ 2 พบวา่ ผู้ตอบแบบประเมนิ ส่วนใหญอ่ ายุ 19-25 ปี คิดเปน็ ร้อยละ 63.83 รองลงมา

อายุ 25 ปขี ้ึนไป คดิ เป็นรอ้ ยละ 27.66 อายุ 15-18 ปี คดิ เป็นร้อยละ 4.26 และอายตุ ่ำกว่า 15 ปี คิดเป็น

รอ้ ยละ 4.26

84

ตารางท่ี 3 แสดงจำนวนรอ้ ยละ ของอาชพี ผู้ตอบแบบประเมิน

อาชีพ จำนวน (คน) ร้อยละ

นักเรยี น 4 8.51

นกั ศึกษา 17 36.17

ขา้ ราชการ 3 6.38

ประชาชนท่ัวไป 23 48.94

รวม 47 100

จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้ตอบแบบประเมนิ ส่วนใหญ่อาชพี ประชาชนทัว่ ไป คิดเป็นร้อยละ 48.94

รองลงมาอาชีพนักศึกษา คิดเปน็ รอ้ ยละ 36.17 อาชพี นกั เรียน คดิ เป็นรอ้ ยละ 8.51 และอาชีพข้าราชการ

คดิ เปน็ รอ้ ยละ 6.38

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์แสดงความพึงพอใจของส่ือคลิปวีดโี อส้ันเพ่ือการศึกษา โดยบูรณา

การผา่ น Application Tik Tok

ตารางที่ 4 ความคดิ เห็นเกย่ี วกับการความพงึ พอใจ การเข้าชมส่ือคลปิ วดี โี อส้นั เพ่ือการศึกษา โดยบูรณา

การผา่ น Application Tik Tok

ระดับคววามพงึ พอใจ

ข้อ ประเด็นเกยี่ วกบั กิจกรรม ดี ดี ปาน น้อย น้อย คา่ เฉลย่ี ผลลัพธ์
มาก กลาง ท่สี ุด ระดับ

1 สอ่ื นำเสนอไดช้ ดั เจนตรงประเด็น 30 17 0 0 0 4.64 ดมี าก
(63.83) (36.17)

2 เนื้อหามีการจัดลำดับการ การ 28 16 3 0 0 4.53 ดีมาก

นำเสนอเขา้ ใจง่าย (59.57) (34.04) (6.38)

3 ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในส่ือ 27 20 0 0 0 4.57 ดีมาก

และนำไปสกู่ ารปฏิบตั ิได้ (57.45) (42.55)

4 ภาษาที่ใช้สื่อความหมาย ไม่ 32 11 4 0 0 4.60 ดีมาก

ซับซ้อนเข้าใจงา่ ย (68.09) (23.40) (8.51)

5 รูปแบบสื่อมีความทันสมัย แปลก 26 19 2 0 0 4.51 ดีมาก
ใหม่ (55.32) (40.43) (4.26)

85

ระดบั คววามพึงพอใจ (ตอ่ )

ขอ้ ประเดน็ เก่ยี วกบั กิจกรรม ดมี าก ดี ปาน นอ้ ย น้อย คา่ เฉลีย่ ผลลพั ธ์
กลาง ท่สี ดุ ระดบั

6 ความชัดเจนในการอธิบายเนือ้ หา 30 15 2 0 0 4.60 ดมี าก
(63.83) (31.91) (4.26)

7 การใชร้ ะยะเวลาที่เหมาะสม 30 15 2 0 0 4.60 ดีมาก
(63.83) (31.91) (4.26)

8 ความน่าสนใจ ในรูปแบบการ 27 16 3 1 0 4.47 ดี

นำเสนอส่ือ (57.45) (34.04) (6.38) (2.13)

9 สามารถนำไปต่อยอดความรู้ 28 17 2 0 0 4.51
ดีมาก
และศึกษาเพิ่มเติมได้ (59.57) (36.17) (4.26)

คา่ เฉล่ยี รวม 4.56 ดีมาก

รอ้ ยละ 91.20

จากตารางที่ 4 พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินมีความพึงพอใจประเด็นเกี่ยวกับสื่อนำเสนอได้ชัดเจน

ตรงประเดน็ ในระดบั ดีมาก คดิ เปน็ รอ้ ยละ 4.64 เนอื้ หามกี ารจัดลำดับการ การนำเสนอเข้าใจง่ายในระดับ

ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 4.53 ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในสื่อ และนำไปสู่การปฏิบัตไิ ด้ในระดับดีมาก คิด

เป็นร้อยละ 4.57 ภาษาที่ใช้สื่อความหมาย ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่ายในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 4.60

รูปแบบสื่อมีความทันสมัย แปลกใหม่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 4.51 ความชัดเจนในการอธิบาย

เนื้อหาในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 4.60 การใช้ระยะเวลาที่เหมาะสมในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ

4.60 ความนา่ สนใจ ในรูปแบบการนำเสนอส่ือในระดบั ดี คิดเปน็ ร้อยละ 4.47 และ สามารถนำไปต่อยอด

ความรู้ และศึกษาเพ่มิ เตมิ ได้ในระดับดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ 4.51


Click to View FlipBook Version