The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2.4 การขนส่งทางถนนทางยุทธวิธี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panumate5260, 2023-04-04 01:35:42

2.4 การขนส่งทางถนนทางยุทธวิธี

2.4 การขนส่งทางถนนทางยุทธวิธี

การขนสงทางถนนทางยุทธวิธี (Tactics In Road Transportation) พุทธศักราช ๒๕๖๐ กรมการขนสงทหารเรือ


คํานํา ตําราการเรียน การขนสงทางถนนทางยุทธวิธี เลมนี้ คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงคูมือ/ตํารา วิชาการขนสงทางยุทธวิธีไดจัดทําขึ้นเพื่อดําเนินการจัดทําและปรับปรุงคูมือ/ตําราเรียนวิชาการขนสงใหมี ความทันสมัยและเหมาะสมกับปจจุบัน ตําราการเรียนเลมนี้เปนสวนหนึ่งของ คูมือการเรียนการขนสงทางถนนทางยุทธวิธี ไดเรียบเรียง ขึ้นจากเอกสารและหลักฐานทางวิชาการจากแหลงตาง ๆ ทั้งทางทหารและเอกชน เนื้อหาประกอบดวย การจัด และการควบคุมขบวนลําเลียง การวางแผนการเคลื่อนยายทางถนน การลาดตระเวนเสนทาง การวางแผน การใชเสนทาง การปองกันขบวนลําเลียง การพักแรมและการปองกันที่พักแรม การพราง การขับรถในเวลา กลางคืนและการใชไฟพราง การกูรถ สัญญาณตาง ๆ ในขบวนลําเลียง และฝายอํานวยการนายทหารขนสง ยุทธบริเวณ โดยมีความมุงหมายเพื่อใชในการเรียนการสอนใหแกนักเรียนเหลาทหารขนสง หรือบุคคลที่สนใจ ใหมีความรูความเขาใจในการปฏิบัติการการขนสงทางถนนทางยุทธวิธี ตลอดจนเพื่อใชในการปฏิบัติงาน ไดอยางมีประสิทธิภาพ และเปนพื้นฐานในการที่จะศึกษาหาความรูความรูเพิ่มเติมทางดานวิชาการขนสง ใหกาวหนายิ่งขึ้น ตําราเลมนี้นับวา เปนประโยชนอยางยิ่งสําหรับผูที่เกี่ยวของกับงานดานการขนสง หรือผูที่สนใจ ที่จะศึกษา หากทานพบขอผิดพลาด หรือมีขอเสนอแนะเพิ่มเติมประการใด กรุณาแจงให กองวิทยาการ กรมการขนสงทหารเรือ (โทร ๕๔๑๐๗) ทราบดวย จักขอบพระคุณเปนอยางยิ่ง เพื่อที่จะไดพิจารณาปรับปรุง/ แกไขใหสมบูรณยิ่งขึ้นตอไป คณะผูจัดทํา


สารบัญ บทที่ ๑ การจัด และการควบคุมขบวนลําเลียง ๑-๑๗ - ความมุงหมายของการจัดขบวนลําเลียง ๑ - การจัดรูปขบวนลําเลียง ๑ - การควบคุมขบวนลําเลียง ๔ - องคประกอบที่ใชในการวางแผนการจัดและควบคุมขบวนลําเลียง ๕ - รปจ. ของหนวย ๑๒ - การปฏิบัติในขบวนลําเลียง ๑๔ บทที่ ๒ การวางแผนการเคลื่อนยายทางถนน ๑๘-๓๘ - การวางแผนขบวนลําเลียง ๑๘ - ปจจัยการวางแผน ๒๐ - ความหนาแนนและปริมาณการจราจร ๒๘ - ตารางการนําขบวน ๓๓ บทที่ ๓ การลาดตระเวนเสนทาง ๓๙-๔๔ - คุณสมบัติของเสนทาง ๓๙ - ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสภาพอากาศประจําวัน ๔๓ - การประเมินคาภูมิประเทศ ๔๓ - ผลกระทบโดยรวม ๔๓ - แผนบริวารการลาดตระเวนเสนทาง ๔๔ บทที่ ๔ การวางแผนการใชเสนทาง ๔๕-๕๒ - ขอพิจารณาในการวางแผนการใชเสนทาง ๔๕ - ปจจัยสําคัญในการวางแผน ๔๕ - การเลือกใชเสนทางในยุทธบริเวณ ๔๙ บทที่ ๕ การปองกันขบวนลําเลียง ๕๓-๖๑ - การโจมตีทางอากาศ ๕๓ - การโจมตีดวยปนใหญหรือกระสุนวิถีโคง ๕๗ - การซุมโจมตีของขาศึก ๕๘ - การปฏิบัติการของหนวยคุมกันขบวน ๖๐ บทที่ ๖ การพักแรมและการปองกันที่พักแรม ๖๒-๗๒ - การเลือกพื้นที่พักแรม ๖๒ - การระวังปองกันพื้นที่พักแรม ๖๘ บทที่ ๗ การพราง ๗๓-๗๗ - การใชเสนทางเดินรถ ๗๓ - การเลือกที่ตั้ง และที่จอดรถ ๗๔ - การพรางยานพาหนะ ๗๔


บทที่ ๘ การขับรถโดยใชไฟพราง ๗๘ -๘๕ - กลาวโดยทั่วไป ๗๘ - การขับรถกลางคืนโดยการพรางไฟ ๗๙ - หลักการเดินทางในเวลากลางคืน ๘๓ - หลักปฏิบัติในการขับรถ ๘๔ - สัญญาณในขบวนที่ใชในการขับรถในเวลากลางคืน ๘๕ บทที่ ๙ การกูรถ ๘๖ -๙๐ - การใชไมแทนลอ ๘๖ - การกูรถโดยใชรอกรอยเปน W/๒ ๘๗ - การกูรถโดยใชรอกรอยเปน W/๔ ๘๘ - การกูรถโดยใชลอแทนรอก ๘๙ บทที่ ๑๐ สัญญาณตาง ๆ ในขบวนลําเลียง ๙๑ -๙๖ - สัญญาณในการขับรถ ๙๑ - สัญญาณไฟฉายในเวลากลางคืน ๙๑ - สัญญาณในขบวนลําเลียง ๙๒ บทที่ ๑๑ ฝายอํานวยการนายทหารขนสงยุทธบริเวณ ๙๗ -๑๐๖ - ผูบังคับกองพัน ๙๗ - รองผูบังคับกองพัน ๙๗ - ฝายอํานวยการหลัก ๙๗ - นายทหารซอมบํารุงของกองพัน ๙๙ - ผูบังคับกองรอย ๙๙ - พันจากองรอย ๑๐๐ - หัวหนารถ ๑๐๐ - ผูชวยหัวหนารถ ๑๐๑ - จาสูทกรรม ๑๐๒ - พันจาสงกําลัง ๑๐๒ - ผูบังคับหมวด ๑๐๒ - รองผูบังคับหมวด ๑๐๓ - ผูบังคับตอน และ ผูบังคับหมู ๑๐๔ - พลขับรถ ๑๐๔ - นายทหารซอมบํารุงยานยนต ๑๐๕ - หัวหนาชางยานยนตลอ ๑๐๕ - ชางยานยนตลอ ๑๐๖ - พลขับรถกู ๑๐๖ เอกสารอางอิง ๑๐๗


การขนส่งทางถนนทางยุทธวิธี (Tactics In Road Transportation) พุทธศักราช ๒๕๖๐ กรมการขนส่งทหารเรือ


ค าน า ต ำรำกำรเรียน กำรขนส่งทำงถนนทำงยุทธวิธี เล่มนี้ คณะกรรมกำรพิจำรณำปรับปรุงคู่มือ/ต ำรำ วิชำกำรขนส่งทำงยุทธวิธีได้จัดท ำขึ้นเพื่อด ำเนินกำรจัดท ำและปรับปรุงคู่มือ/ต ำรำเรียนวิชำกำรขนส่งให้มี ควำมทันสมัยและเหมำะสมกับปัจจุบัน ต ำรำกำรเรียนเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือกำรเรียนกำรขนส่งทำงถนนทำงยุทธวิธี ได้เรียบเรียง ขึ้นจำกเอกสำรและหลักฐำนทำงวิชำกำรจำกแหล่งต่ำง ๆ ทั้งทำงทหำรและเอกชน เนื้อหำประกอบด้วย กำรจัด และกำรควบคุมขบวนล ำเลียง กำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน กำรลำดตระเวนเส้นทำง กำรวำงแผน กำรใช้เส้นทำง กำรป้องกันขบวนล ำเลียง กำรพักแรมและกำรป้องกันที่พักแรม กำรพรำง กำรขับรถในเวลำ กลำงคืนและกำรใช้ไฟพรำง กำรกู้รถ สัญญำณต่ำง ๆ ในขบวนล ำเลียง และฝ่ำยอ ำนวยกำรนำยทหำรขนส่ง ยุทธบริเวณ โดยมีควำมมุ่งหมำยเพื่อใช้ในกำรเรียนกำรสอนให้แก่นักเรียนเหล่ำทหำรขนส่ง หรือบุคคลที่สนใจ ให้มีควำมรู้ควำมเข้ำใจในกำรปฏิบัติกำรกำรขนส่งทำงถนนทำงยุทธวิธี ตลอดจนเพื่อใช้ในกำรปฏิบัติงำน ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ และเป็นพื้นฐำนในกำรที่จะศึกษำหำควำมรู้ควำมรู้เพิ่มเติมทำงด้ำนวิชำกำรขนส่ง ให้ก้ำวหน้ำยิ่งขึ้น ต ำรำเล่มนี้นับว่ำ เป็นประโยชน์อย่ำงยิ่งส ำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับงำนด้ำนกำรขนส่ง หรือผู้ที่สนใจ ที่จะศึกษำ หำกท่ำนพบข้อผิดพลำด หรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมประกำรใด กรุณำแจ้งให้ กองวิทยำกำร กรมกำรขนส่งทหำรเรือ (โทร ๕๔๑๐๗) ทรำบด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่ำงยิ่ง เพื่อที่จะได้พิจำรณำปรับปรุง/ แก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป คณะผู้จัดท า


สารบัญ บทที่ ๑ การจัด และการควบคุมขบวนล าเลียง ๑-๑๗ - ควำมมุ่งหมำยของกำรจัดขบวนล ำเลียง ๑ - กำรจัดรูปขบวนล ำเลียง ๑ - กำรควบคุมขบวนล ำเลียง ๔ - องค์ประกอบที่ใช้ในกำรวำงแผนกำรจัดและควบคุมขบวนล ำเลียง ๕ - รปจ. ของหน่วย ๑๒ - กำรปฏิบัติในขบวนล ำเลียง ๑๔ บทที่ ๒ การวางแผนการเคลื่อนย้ายทางถนน ๑๘-๓๘ - กำรวำงแผนขบวนล ำเลียง ๑๘ - ปัจจัยกำรวำงแผน ๒๐ - ควำมหนำแน่นและปริมำณกำรจรำจร ๒๘ - ตำรำงกำรน ำขบวน ๓๓ บทที่ ๓ การลาดตระเวนเส้นทาง ๓๙-๔๔ - คุณสมบัติของเส้นทำง ๓๙ - ภูมิอำกำศ ภูมิประเทศ และสภำพอำกำศประจ ำวัน ๔๓ - กำรประเมินค่ำภูมิประเทศ ๔๓ - ผลกระทบโดยรวม ๔๓ - แผ่นบริวำรกำรลำดตระเวนเส้นทำง ๔๔ บทที่ ๔ การวางแผนการใช้เส้นทาง ๔๕-๕๒ - ข้อพิจำรณำในกำรวำงแผนกำรใช้เส้นทำง ๔๕ - ปัจจัยส ำคัญในกำรวำงแผน ๔๕ - กำรเลือกใช้เส้นทำงในยุทธบริเวณ ๔๙ บทที่ ๕ การป้องกันขบวนล าเลียง ๕๓-๖๑ - กำรโจมตีทำงอำกำศ ๕๓ - กำรโจมตีด้วยปืนใหญ่หรือกระสุนวิถีโค้ง ๕๗ - กำรซุ่มโจมตีของข้ำศึก ๕๘ - กำรปฏิบัติกำรของหน่วยคุ้มกันขบวน ๖๐ บทที่ ๖ การพักแรมและการป้องกันที่พักแรม ๖๒-๗๒ - กำรเลือกพื้นที่พักแรม ๖๒ - กำรระวังป้องกันพื้นที่พักแรม ๖๘ บทที่ ๗ การพราง ๗๓-๗๗ - กำรใช้เส้นทำงเดินรถ ๗๓ - กำรเลือกที่ตั้ง และที่จอดรถ ๗๔ - กำรพรำงยำนพำหนะ ๗๔


บทที่ ๘ การขับรถโดยใช้ไฟพราง ๗๘ -๘๕ - กล่ำวโดยทั่วไป ๗๘- กำรขับรถกลำงคืนโดยกำรพรำงไฟ ๗๙ - หลักกำรเดินทำงในเวลำกลำงคืน ๘๓ - หลักปฏิบัติในกำรขับรถ ๘๔ - สัญญำณในขบวนที่ใช้ในกำรขับรถในเวลำกลำงคืน ๘๕ บทที่ ๙ การกู้รถ ๘๖ -๙๐ - กำรใช้ไม้แทนล้อ ๘๖ - กำรกู้รถโดยใช้รอกร้อยเป็น W/๒ ๘๗- กำรกู้รถโดยใช้รอกร้อยเป็น W/๔ ๘๘ - กำรกู้รถโดยใช้ล้อแทนรอก ๘๙ บทที่ ๑๐ สัญญาณต่าง ๆ ในขบวนล าเลียง ๙๑ -๙๖ - สัญญำณในกำรขับรถ ๙๑ - สัญญำณไฟฉำยในเวลำกลำงคืน ๙๑- สัญญำณในขบวนล ำเลียง ๙๒ บทที่ ๑๑ ฝ่ายอ านวยการนายทหารขนส่งยุทธบริเวณ ๙๗ -๑๐๖ - ผู้บังคับกองพัน ๙๗ - รองผู้บังคับกองพัน ๙๗- ฝ่ำยอ ำนวยกำรหลัก ๙๗ - นำยทหำรซ่อมบ ำรุงของกองพัน ๙๙ - ผู้บังคับกองร้อย ๙๙- พันจ่ำกองร้อย ๑๐๐ - หัวหน้ำรถ ๑๐๐ - ผู้ช่วยหัวหน้ำรถ ๑๐๑- จ่ำสูทกรรม ๑๐๒- พันจ่ำส่งก ำลัง ๑๐๒- ผู้บังคับหมวด ๑๐๒ - รองผู้บังคับหมวด ๑๐๓ - ผู้บังคับตอน และ ผู้บังคับหมู่ ๑๐๔ - พลขับรถ ๑๐๔- นำยทหำรซ่อมบ ำรุงยำนยนต์ ๑๐๕ - หัวหน้ำช่ำงยำนยนต์ล้อ ๑๐๕ - ช่ำงยำนยนต์ล้อ ๑๐๖ - พลขับรถกู้ ๑๐๖ เอกสารอ้างอิง ๑๐๗


๑ บทที่ ๑ การจัดและการควบคุมขบวนล าเลียง (Organization and Convoy Control) ขบวนล ำเลียงถูกวำงแผนขึ้น เพื่อจัดและควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยด้วยรถยนต์ โดยจะใช้ ในกำรเคลื่อนย้ำยก ำลังรบทำงยุทธวิธีกำรเคลื่อนย้ำยหน่วยส่งก ำลังบ ำรุงที่มิใช่ทำงยุทธวิธี และกำรเคลื่อนย้ำย ก ำลังพล สิ่งอุปกรณ์ และยุทธภัณฑ์ กำรเคลื่อนย้ำยด้วยรถยนต์จะส ำเร็จหรือล้มเหลวย่อมขึ้นอยู่กับแผนกำร ที่ได้วำงไว้ว่ำมีควำมละเอียดรอบคอบเพียงใด ฝ่ำยอ ำนวยกำรผู้รับผิดชอบ ต้องคิดวำงแผนย้อยหลัง จำกเวลำ เริ่มต้นภำรกิจของหน่วย เพื่อดูว่ำจะต้องเริ่มต้นเคลื่อนย้ำยเมื่อใด พิจำรณำสถำนกำรณ์เฉพำะ เพื่อวำงแผน จัดก ำลังและก ำหนดกำรเคลื่อนย้ำย ตลอดจนต้องมีกำรประสำนงำนอย่ำงใกล้ชิดกับหน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วยข้ำงเคียง เพื่อควำมส ำเร็จและควำมปลอดภัยในกำรเคลื่อนย้ำย ในบทนี้จะมีข้อมูลทุกแง่มุม ของกำรปฏิบัติเป็นขบวนล ำเลียง ๑. ความมุ่งหมายของการจัดขบวนล าเลียง ๑. เพื่อรวมกำรบังคับบัญชำไว้ ณ ระดับสูงสุดที่สำมำรถบังคับบัญชำได้ ๒. เพื่อเป็นหลักประกันว่ำกำรจัดส่งก ำลังพล ยุทธภัณฑ์ และสิ่งอุปกรณ์ ได้กระท ำ ตำมก ำหนดเวลำ และควำมเร่งด่วนที่ก ำหนด ๓. เพื่อเป็นกำรรักษำควำมคล่องตัวในกำรเผชิญกับสถำนกำรณ์ทำงยุทธวิธีที่อำจเปลี่ยนแปลงได้ ๔. เพื่อใช้เกณฑ์บรรทุกให้เกิดประสิทธิภำพ ๕. เพื่อสะดวกในกำรจัดกำรระวังป้องกัน ได้อย่ำงเพียงพอในขณะเคลื่อนย้ำย ๒. การจัดรูปขบวนล าเลียง (Convoy Organization) ๒.๑ ขบวนล าเลียง ขบวนล ำเลียง คือ กลุ่มของยำนพำหนะตั้งแต่ ๖ คัน หรือมำกกว่ำ ก ำลังเคลื่อนที่ภำยใต้ กำรบังคับบัญชำของผู้บังคับขบวนคนเดียวบนเส้นทำงเดียวกัน เวลำเดียวกันและไปในทิศทำงเดียวกัน ขบวนอำจแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ หลำยส่วนก็ได้ เพื่อควำมมุ่งหมำยในเรื่องกำรควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยอย่ำงมี ระเบียบ ค ำว่ำ ขบวนล ำเลียงไม่ได้หมำยถึงแบบหรือขนำดของกำรเคลื่อนย้ำยด้วยยำนยนต์โดยเฉพำะ แต่เป็น ค ำทั่ว ๆ ไป หมำยถึง กำรเดินทำงด้วยยำนยนต์ ยำนพำหนะทั้งหมดในขบวนจะถูกจัดเป็นกลุ่ม เพื่อให้สะดวกแก่กำรบังคับบัญชำ และกำรควบคุม ขบวนหนึ่งอำจมีขนำดเล็กเท่ำกับหนึ่งหน่วยกำรเคลื่อนที่ที่มียำนพำหนะ ๖ คัน หรือขนำดใหญ่เท่ำกับ ขบวนกำรเคลื่อนที่ที่มียำนพำหนะ ๓๐๐ คัน ขบวนจะถูกจัดขึ้นตำมสำยกำรจัดหน่วย เช่น หมู่, ตอน, หมวด, กองร้อย, กองพัน และกองพลเมื่อกระท ำได้ กำรจัดส่วนต่ำง ๆ ของรูปขบวนกำรเคลื่อนที่ และก ำหนดชื่อ เรียกไว้ โดยแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ๑. หน่วยกำรเคลื่อนที่ (March Units) ๒. ตอนกำรเคลื่อนที่ (March Serials) ๓. ขบวนกำรเคลื่อนที่ (March Columns) ๒.๑.๑ หน่วยการเคลื่อนที่ (March Units) หน่วยกำรเคลื่อนที่เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของ ขบวนล ำเลียง เมื่อเป็นส่วนย่อยที่เล็กที่สุดของขบวนกำรเคลื่อนที่ หน่วยกำรเคลื่อนที่จะประกอบด้วย ยำนพำหนะไม่เกิน ๒๐ คัน หน่วยกำรเคลื่อนที่ปกติแล้วจะมีขนำดเท่ำกับตอนถึงหมวด โดยแต่ละ หน่วยกำรเคลื่อนที่จะมีผู้บังคับหน่วยกำรเคลื่อนที่หนึ่งคน ยำนพำหนะที่มีลักษณะผิดแปลกไม่ควรจัดไว้ใน


๒ หน่วยกำรเคลื่อนที่เดียวกัน เว้นสถำนกำรณ์ทำงยุทธวิธีจะบังคับ เช่น รถสำยพำน กับรถยนต์ใช้ล้อ จะไม่จัดไว้ ในหน่วยกำรเคลื่อนที่เดียวกัน ๒.๑.๒ ตอนการเคลื่อนที่ (March Serials) ตอนกำรเคลื่อนที่เป็นกลุ่มของ หน่วยกำร เคลื่อนที่จ ำนวน ๒ ถึง ๕ หน่วย มีขนำดเท่ำกับกองร้อยถึงกองพันโดยประมำณ แต่ละตอนกำรเคลื่อนที่จะมี ผู้บังคับตอนกำรเคลื่อนที่หนึ่งคน ๒.๑.๓ ขบวนการเคลื่อนที่ (March Columns) ขบวนกำรเคลื่อนที่เป็นกลุ่มของ ตอนกำรเคลื่อนที่จ ำนวน ๒ ถึง ๕ ตอน มีขนำดเท่ำกับกองพันถึงกรมโดยประมำณ แต่ละขบวนกำรเคลื่อนที่ จะมีผู้บังคับขบวนกำรเคลื่อนที่หนึ่งคน ยกตัวอย่ำงเช่น ผู้บังคับกองร้อยทหำรขนส่งรถยนต์บรรทุกเบำ สำมำรถจัดขบวนล ำเลียงของตน เป็นหนึ่งตอนกำรเคลื่อนที่โดยแบ่งยำนพำหนะ จ ำนวน ๔๘ คัน ออกเป็น ๓ หน่วยๆ ละ ๑๖ คัน ตำมหมวด จำกนั้นผู้บังคับกองร้อยจะท ำหน้ำที่เป็นผู้บังคับขบวน และผู้บังคับหมวดทั้งสำมจะท ำหน้ำที่เป็นผู้บังคับ หน่วยกำรเคลื่อนที่ของแต่ละหน่วย ส่วนยำนพำหนะที่เหลือจะถูกจัดเพิ่มเติมให้กับหน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยเพื่อใช้ในกำรบังคับบัญชำ กำรควบคุมและกำรสนับสนุนแก่ขบวนล ำเลียง โดยทั่วไปแล้ว ผู้บังคับขบวนไม่ควรแบ่งย่อยหน่วยกำรเคลื่อนที่ที่มียำนพำหนะไม่เกิน ๒๐ คัน ออกเป็นหน่วยกำรเคลื่อนที่ที่เล็กลงไปอีกเนื่องจำกข้อพิจำรณำพื้นที่ถนน สิ่งนี้จะท ำให้ปริมำณพื้นที่ถนนที่เป็น ระยะต่อระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ขนำดเล็กนั้นลดลง ถ้ำผู้บังคับขบวนก ำหนดว่ำควำมต้องกำรทำงกำรรักษำ ควำมปลอดภัยเป็นเหตุผลพอที่จะให้ส่วนประกอบของขบวนห่ำงกันมำกขึ้น ผู้บังคับกองร้อยก็อำจแบ่ง ยำนพำหนะ จ ำนวน ๔๘ คัน ออกเป็น ๓ ตอน ๆ ละ ๑๖ คัน ตำมหมวดและแบ่งย่อยแต่ละตอนออกเป็น ๒ หน่วย ๆ ละ ๘ คัน ตำมตอนรถยนต์บรรทุกจำกตัวอย่ำงนี้ผู้บังคับหมวดจะท ำหน้ำที่เป็นผู้บังคับตอน กำรเคลื่อนที่ และผู้บังคับตอนจะเป็นผู้บังคับหน่วยกำรเคลื่อนที่ ๒.๒ ส่วนประกอบของขบวนล าเลียง (Elements Of A Convoy) ผู้บังคับหมวด และผู้บังคับตอน จะต้องรู้วิธีก ำหนดต ำแหน่งของยำนพำหนะในส่วนต่ำง ๆ ของ ขบวนกำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่และหน่วยกำรเคลื่อนที่ทั้งหมดโดยไม่ค ำนึงถึงขนำดจะมี ๓ ส่วน คือ ต้นขบวน, ตัวขบวน, ท้ำยขบวน ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีหน้ำที่เฉพำะอย่ำง ๒.๒.๑ ต้นขบวน (HEAD) คือ ยำนพำหนะคันแรกของขบวนกำรเคลื่อนที่ ตอนกำร เคลื่อนที่ และหน่วยกำรเคลื่อนที่ ซึ่งแต่ละต้นขบวนควรจะมีผู้ก ำกับควำมเร็วของตนเองโดยจะนั่งไปกับ ยำนพำหนะคันนี้ และก ำหนดควำมเร็วตำมต้องกำรเพื่อรักษำกำรเดินทำงให้เป็นไปตำมก ำหนดเวลำตำมอัตรำ กำรเคลื่อนที่ และตำมเส้นทำงที่ก ำหนดไว้ นำยทหำรสัญญำบัตร หรือนำยทหำรประทวนที่ต้นขบวน จะประกันได้ว่ำ ขบวนได้เคลื่อนที่ไปตำมเส้นทำงที่ถูกต้องโดยอำจจะต้องรำยงำนกำรมำถึงจุดตรวจตำมเส้นทำง บำงจุด เมื่อต้นขบวนปฏิบัติหน้ำที่แล้ว ผู้บังคับขบวนจะมีควำมอ่อนตัวที่จะเคลื่อนที่ขึ้นลงจำกต้นขบวน ไปท้ำยขบวนได้ เพื่อบังคับให้มีกำรใช้วินัยกำรเคลื่อนที่ ๒.๒.๒ ตัวขบวน (Main Body) คือ ยำนพำหนะที่อยู่ต่อจำกต้นขบวน ประกอบด้วย ยำนพำหนะส่วนใหญ่ที่เคลื่อนที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนล ำเลียง เป็นรถใช้งำน บรรทุกก ำลังพล ยุทธภัณฑ์ และสิ่งอุปกรณ์ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่อำจแบ่งออกเป็นตอนกำรเคลื่อนที่ และหน่วยกำรเคลื่อนที่ เพื่อสะดวก แก่กำรควบคุม ตอนกำรเคลื่อนที่ หรือหน่วยกำรเคลื่อนที่นั้น อำจจัดเป็นต้นขบวน ตัวขบวน และท้ำยขบวน ได้อีกเช่นกัน ซึ่งแต่ละตอนกำรเคลื่อนที่ หรือหน่วยกำรเคลื่อนที่ ก็จะมีผู้ก ำกับควำมเร็วของตน ๒.๒.๓ ท้ายขบวน (Trail) คือ ส่วนสุดท้ำยของแต่ละขบวนกำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่ และหน่วยกำรเคลื่อนที่ นำยทหำรสัญญำบัตร / นำยทหำรประทวน ที่ท้ำยขบวน จะรับผิดชอบต่อกำรกู้ซ่อม กำรซ่อมบ ำรุง และกำรสนับสนุนทำงกำรแพทย์ ดังนั้น รถกู้รถซ่อมบ ำรุง และรถ / ชุดสนับสนุนทำงกำรแพทย์


๓ จะอยู่ในท้ำยขบวนนี้ นำยทหำรสัญญำบัตร / นำยทหำรประทวน จะช่วยเหลือผู้บังคับขบวนในกำรรักษำวินัย ในกำรเคลื่อนที่ และอำจจะต้องรำยงำนเวลำผ่ำนพ้นที่จุดตรวจตำมเส้นทำงด้วย ๒.๓ การวางต าแหน่งยานพาหนะ (Vehicle Placement) ปัจจัยบำงอย่ำงมีอิทธิพลต่อกำรก ำหนดต ำแหน่งยำนพำหนะในขบวนล ำเลียง ผู้บังคับขบวน ควรพิจำรณำค ำแนะน ำในกำรก ำหนดต ำแหน่งยำนพำหนะในแต่ละส่วนของขบวนล ำเลียง ดังต่อไปนี้ ๒.๓.๑ ให้ควำมสนใจยำนพำหนะที่บรรทุกกระสุนและน้ ำมันจ ำนวนมำกเป็นพิเศษ พยำยำม แยกยำนพำหนะเหล่ำนี้ หรือกระจำยอยู่ตำมส่วนต่ำง ๆ ของกำรเคลื่อนที่ ระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะ ที่บรรทุกกระสุน และน้ ำมันที่ห่ำงกันมำกขึ้นนั้นอำจต้องก ำหนดไว้ด้วย แยกสิ่งอุปกรณ์ที่ล่อแหลมไว้ต่ำงหำกอย่ำง ถูกต้องตำมยุทธวิธีเพื่อประกันว่ำไม่มีส่วนใด หรือขีดควำมสำมำรถหำยไปเนื่องจำก กำรปฏิบัติกำรของข้ำศึก ๒.๓.๒ วำงต ำแหน่งยำนพำหนะที่หนักกว่ำหรือช้ำกว่ำไว้ที่หัวขบวน เพื่อช่วยในกำรรักษำ ควำมเร็วของขบวนตำมที่ก ำหนด ๒.๓.๓ วำงต ำแหน่งยำนพำหนะบัญชำกำรและควบคุมไว้ตรงที่ซึ่งจะสำมำรถรักษำ กำรควบคุมขบวนล ำเลียงได้ และพิจำรณำถึงกำรป้องกันยำนพำหนะดังกล่ำวจำกกำรปฏิบัติกำรของข้ำศึกด้วย เพรำะยำนพำหนะเหล่ำนี้เป็นเป้ำหมำยแรกของข้ำศึก ผู้บังคับขบวนอำจใช้รูปแบบกำรวำงที่ไม่เป็นไปตำมแบบ หรืออำจใช้รถบรรทุกแทนยำนพำหนะล้อเอนกประสงค์ที่มีควำมคล่องตัวสูง หรือยำนพำหนะบรรทุก อเนกประสงค์ทำงพลเรือน ๒.๓.๔ วำงต ำแหน่งรถซ่อมบ ำรุงและรถกู้ไว้ท้ำยสุดของหน่วยกำรเคลื่อนที่แต่ละหน่วย และท้ำยสุดของขบวนล ำเลียง เพื่อกู้หรือท ำกำรซ่อมเร่งด่วนให้กับยำนพำหนะช ำรุดที่ลงไปอยู่ข้ำงถนน ๒.๓.๕ เมื่อกำรวำงต ำแหน่ง ไม่สำมำรถประนีประนอมกับกำรรักษำควำมปลอดภัยขบวน ล ำเลียงได้ ก ำหนดให้รถบรรทุกที่ต้องเสียเวลำในกำรขนลงนำนที่สุด อยู่ที่ต้นขบวนของส่วนกำรเคลื่อนที่ เพื่อให้ ได้เวลำวงรอบที่เร็วที่สุด ๒.๔ แบบของรูปขบวน (Types Of Column Formations) ขบวนถูกจัดขึ้นเพื่อบรรลุควำมต้องกำรของภำรกิจ และประกันกำรควบคุมระดับหน่วย ผู้บังคับขบวนจะตัดสินใจเลือกใช้แบบกำรจัดรูปขบวนส ำหรับกำรควบคุม ซึ่งมี ๓ แบบ คือ รูปแบบขบวนปิด, รูปขบวนเปิด และรูปขบวนแทรกซึม ควำมแตกต่ำงระหว่ำง ๓ แบบนี้ คือ กำรเว้นระยะยำนพำหนะหนึ่งช่วง หรือระยะต่อ ผู้บังคับขบวนจะต้องชั่งน้ ำหนักปัจจัยทั้งหลำย เช่น ภัยคุกคำม ประเภทของเส้นทำง และ ขีดควำมสำมำรถในกำรติดต่อสื่อสำรที่จะตัดสินระยะต่อที่ถูกต้อง ส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยระยะต่อ จะก ำหนด โดยควำมยำวและควำมเร็วของยำนพำหนะ วิธีกำรดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลมำแล้ว ส ำหรับระยะต่อของยำนพำหนะ คือ ให้ระยะต่อเป็นเวลำ ๔ วินำที ส ำหรับรถบรรทุกถ้ำขบวนล ำเลียงมียำนพำหนะที่มีรถพ่วงด้วย จะให้ระยะ ต่อเป็นเวลำ ๘ วินำที ปกติแล้วระยะต่อมีระยะ ๒๕ ถึง ๕๐ เมตร ส ำหรับพื้นที่ในเมือง (ขบวนปิด) และ ๑๐๐ เมตร ในพื้นที่ชนบทหรือบนทำงหลวง (ขบวนเปิด) พลขับจะรับผิดชอบต่อกำรรักษำระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะบนเส้นทำง กำรฝึกพลขับและผู้น ำ เป็นเรื่องจ ำเป็น เฮลิคอปเตอร์ หรืออำกำศยำนอื่น สำมำรถช่วยเหลือผู้บังคับขบวนในกำรรักษำระยะต่อที่ ถูกต้อง ถ้ำใช้ได้ เมื่อนักบินแจ้งผู้บังคับขบวนถึงกำรรักษำระยะต่อของพลขับว่ำดีหรือไม่ดีอย่ำงไรแล้ว ผู้บังคับขบวนก็สำมำรถท ำกำรปรับได้ตำมควำมจ ำเป็น ๒.๔.๑ รูปขบวนปิด (Close Column) เป็นรูปขบวนที่ยำนพำหนะแต่ละคันใน หน่วยกำรเคลื่อนที่มำรวมกันให้หนำแน่น เพื่อที่จะลดช่วงถนนและควำมยำวเป็นเวลำให้น้อยที่สุด ด้วยระยะต่อ เพียงพอที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะท ำให้ควำมสำมำรถรับกำรจรำจรของถนนสำมำรถใช้ได้อย่ำงเต็มที่ ควบคุมง่ำย, มีควำมต้องกำรผู้น ำทำง, ผู้คุ้มกันและเครื่องหมำยเส้นทำงน้อยลง แต่กำรกระจำยก ำลัง


๔ อย่ำงรวดเร็วกระท ำได้ยำก ขบวนง่ำยต่อกำรตรวจพบของข้ำศึกและเป็นอันตรำยร่วมกัน อำจเป็นเหตุให้เกิด กำรคับคั่ง ณ จุดที่มำถึง ต้องมีกำรจัดตำรำงเวลำและกำรควบคุมที่กวดขัน เพื่อหลีกเลี่ยงกำรปิดกั้นที่ทำงแยก พลขับเครียดและเหน็ดเหนื่อยมำก เพรำะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับควำมปลอดภัยในกำรขับ โดยทั่ว ๆ ไปจะใช้ เมื่อทัศนวิสัยลดลงเวลำกลำงคืนซึ่งต้องพรำงไฟ เส้นทำงที่ท ำเครื่องหมำยไม่ดีในย่ำนชุมชนซึ่งมีกำรจรำจรคับคั่ง ๒.๔.๒ รูปขบวนเปิด (Open Column) เป็นรูปขบวนที่มีระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะ เพิ่มมำกขึ้นกว่ำรูปขบวนปิด เพื่อกระจำยยำนพำหนะ โอกำสที่ข้ำศึกจะสังเกตกำรณ์ หรือมีควำมเสียหำย จำกกำรโจมตีน้อยลง สัมภำระเคลื่อนย้ำยไปได้เร็วขึ้น อำกำรเหนื่อยล้ำของพลขับน้อยลง อุบัติเหตุน้อยลง มีควำมอ่อนตัวมำกแต่กำรบังคับบัญชำและกำรควบคุมกระท ำได้ยำก กำรรักษำระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะ กระท ำได้ยำก โดยทั่ว ๆ ไปจะใช้เมื่อเส้นทำงที่มีฝุ่นมำก เวลำกลำงวันทำงหลวงและเส้นทำงที่ท ำเครื่องหมำยไว้ อย่ำงดี ๒.๔.๓ รูปขบวนแทรกซึม (Infiltration Column) เป็นรูปขบวนที่ยำนพำหนะ ในขบวนเคลื่อนที่เป็นคัน ๆ หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ (กลุ่มละ ๔-๕ คัน) และปล่อยให้เคลื่อนที่โดยมีระยะต่อ ไม่สม่ ำเสมอ เป็นรูปขบวนที่มีกำรกระจำยรถมำกที่สุด ป้องกันกำรตรวจกำรณ์และ กำรโจมตีจำกข้ำศึกดีที่สุด แต่ยำกต่อกำรควบคุม พลขับอำจหลงทำง รำยละเอียดเฉพำะจะต้องแจกจ่ำยให้กับพลขับ กำรซ่อมบ ำรุง, กำรเติมน้ ำมันเชื้อเพลิง และกำรประกอบเลี้ยงนั้นยำกแก่กำรจัดเตรียม พลขับต้องมีประสบกำรณ์ ค ำสั่งยำก แก่กำรเปลี่ยนแปลง หน่วยไม่สำมำรถจัดขบวนใหม่ให้เป็นหน่วยได้ จนกว่ำยำนพำหนะคันสุดท้ำยจะมำถึง ปลำยทำง ท ำให้เสียเวลำมำกกว่ำจะเคลื่อนย้ำยเสร็จ โดยทั่ว ๆ ไปจะใช้เพื่อรักษำควำมลับ ควำมปลอดภัย กำรลวงกำรเคลื่อนย้ำยของส่วนล่วงหน้ำ เวลำกลำงวัน พื้นที่คับคั่งมีกำรจรำจรหนำแน่น ผ่ำนข้ำมเส้นทำง ตาราง แบบของรูปขบวน (Types Of Column Formations) แบบของรูปขบวน ระยะต่อระหว่างยานพาหนะ อัตราการเคลื่อนที่ ขบวนปิด ๒๕ ถึง ๕๐ ม. ๒๕ กม. ใน ชม. ขบวนเปิด ๑๐๐ ถึง ๑๕๐ ม. ๕๐ กม. ใน ชม. ขบวนแทรกซึม - ไม่คงที่ ตาราง รูปแบบของขบวนในเวลากลางคืน (Night Column Formations) แบบ ระยะต่อระหว่างยานพาหนะ อัตราการเคลื่อนที่ กำรขับด้วยวิธีพรำงไฟ ๑๕ ถึง ๒๐ ม. ๑๐ ถึง ๒๐ กม. ใน ชม. กำรขับที่ใช้ไฟ ๕๐ ถึง ๑๐๐ ม. ๓๐ ถึง ๕๐ กม. ใน ชม. ๓. การควบคุมขบวนล าเลียง (Convoy Control) กำรควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนปฏิบัติได้ ๒ วิธี คือ วิธีแรกจะปฏิบัติโดยหน่วยที่ ท ำกำร เคลื่อนย้ำย ซึ่งเป็นกำรควบคุมระดับหน่วย ส่วนวิธีที่สองปฏิบัติโดยผู้บัญชำกำรของพื้นที่ ที่ขบวนล ำเลียงเคลื่อน ผ่ำนเข้ำไป เป็นกำรควบคุมระดับพื้นที่


๕ ๓.๑ การควบคุมระดับหน่วย (Organizational Control) กำรควบคุมระดับหน่วย ปฏิบัติโดย หน่วยที่เคลื่อนย้ำยที่ปฏิบัติทั้งก่อนกำรเคลื่อนย้ำย ระหว่ำงกำรเคลื่อนย้ำย และหลังกำรเคลื่อนย้ำย กำรควบคุมระดับหน่วยที่มีประสิทธิภำพนั้นต้องมีวินัยกำรเคลื่อนที่ ซึ่งวินัยกำรเคลื่อนที่นี้เป็นควำมรับผิดชอบ ทำงกำรบังคับบัญชำที่มำจำกกำรควบคุม และกำรฝึกระดับหน่วยที่ได้ผลมีควำม ส ำคัญต่อประสิทธิภำพ ของขบวนกำรเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันกำรเกิดข้อขัดแย้งกับกำรเคลื่อนย้ำยอื่น ๆ ในพื้นที่ วินัยกำรเคลื่อนที่ จะได้มำจำกกำรฝึกอย่ำงเต็มที่ กำรก ำกับดูแลกำรปฏิบัติกำร โดยผู้น ำที่มีควำมสำมำรถทำงเทคนิคและควำม สนใจในข้อปลีกย่อย วินัยกำรเคลื่อนที่ต้องกำรในสิ่งต่อไปนี้ ๓.๑.๑ กำรใช้พลขับที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ซึ่งใช้ยำนพำหนะของตนอย่ำงปลอดภัย ภำยใต้ สถำนกำรณ์ของกำรขับขี่ที่แตกต่ำงกัน ๓.๑.๒ กำรยึดถือ รปจ. ของหน่วยที่ระบุกลยุทธและเทคนิคส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำย, กำรฝึก กำรปฏิบัติเร่งด่วน และเทคนิคทำงกำรติดต่อสื่อสำร ๓.๑.๓ กำรปฏิบัติตำมระเบียบจรำจรโดยเคร่งครัด ๓.๑.๔ กำรบรรจบเวลำที่จุดเริ่มต้น จุดตรวจบนเส้นทำง และจุดแยกโดยไม่มีกำรล้มเหลว ๓.๑.๕ กำรด ำเนินกำรปฏิบัติตำมเส้นทำงและอัตรำกำรเคลื่อนที่ที่ก ำหนด ๓.๑.๖ กำรหยุด ณ ที่หยุดพักตำมเวลำที่ก ำหนด ๓.๑.๗ กำรใช้มำตรกำรป้องกันอย่ำงมีประสิทธิภำพ รวมทั้งกำรรักษำระยะห่ำงของ ยำนพำหนะตำมที่ก ำหนด วินัยกำรใช้วิทยุและกำรขับด้วยวิธีพรำงไฟระหว่ำงกำรปฏิบัติขบวนล ำเลียงในเวลำ กลำงคืน ๓.๑.๘ กำรดูแลรักษำยุทธภัณฑ์อย่ำงถูกต้อง ๓.๑.๙ กำรปฏิบัติตำมระเบียบและนโยบำยควำมปลอดภัยตลอดเวลำ ๓.๑.๑๐ กำรประกันว่ำพลขับรถปฏิบัติตำมกฎของถนน ระเบียบหรือกฎหมำยจรำจร ควำมเร็วที่จ ำกัดและเวลำกับระยะต่อ ๓.๒ การควบคุมระดับพื้นที่ (Area Control) กำรควบคุมประเภทนี้ ปฏิบัติโดยผู้บัญชำกำร ที่ควบคุมพื้นที่/ภูมิประเทศที่ขบวนล ำเลียงเคลื่อนผ่ำน กำรควบคุมระดับพื้นที่ ปกติแล้วปฏิบัติโดยผ่ำนสำยกำร ควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยและที่รู้จักกันในนำม กำรจัดระเบียบทำงหลวง ซึ่งจะมีกำรวำงแผนโดยนำยทหำรขนส่ง ของกองพล (Division Transportation Officer / DTO) ให้กับพื้นที่ส่วนหลังของกองพล กองพันทหำรขนส่ง โดยหน่วยควบคุมกำรเคลื่อนย้ำย (Movement Control / MC) ท ำกำรวำงแผนให้กับพื้นที่ส่วนหลัง ของกองทัพน้อยและหน่วยควบคุมกำรเคลื่อนย้ำย ยุทธบริเวณ (Theater Movement Control Agency) วำงแผนให้กับเขตหลัง (COMMZ) ๔. องค์ประกอบที่ใช้ในการวางแผนการจัดและควบคุมขบวนล าเลียง นอกจำกกำรจัดและกำรควบคุมขบวนล ำเลียงแล้ว ผู้บังคับขบวนยังจะต้องพิจำรณำถึงส่วนต่ำง ๆ ในระหว่ำงกำรวำงแผน ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ๑. ส่วนล่วงหน้ำ / ส่วนเตรียมพัก ๒. เจ้ำหน้ำที่ควบคุมขบวน ๓. จุดเริ่มต้นและจุดแยกขบวน ๔. จุดวิกฤตและจุดตรวจ ๕. กำรหยุด ๖. ที่พักริมทำง ๗. กำรติดต่อสื่อสำร


๖ ๘. กำรลำดตระเวนเส้นทำง ๙. ส่วนคุ้มกันและส่วนรักษำควำมปลอดภัย ๑๐. กำรสนับสนุนขบวนล ำเลียง ๔.๑ ส่วนล่วงหน้า/ส่วนเตรียมที่พัก (Advance / Quartering Party) ส่วนล่วงหน้ำและส่วนเตรียมพักจะประสำนกำรมำถึงขบวนล ำเลียงที่สถำนีปลำยทำง ส ำหรับ ภำรกิจกำรสนับสนุน ส่วนล่วงหน้ำจะประสำนกับหน่วยรับในเรื่องที่จอดยำนพำหนะ เพื่อกำรขนขึ้นหรือขนลง เครื่องมือยกขนยุทธภัณฑ์หนัก และกำรรักษำควำมปลอดภัย เมื่อหน่วยย้ำยที่ตั้งใหม่ ส่วนเตรียมที่พัก จะเตรียมกำรส ำหรับกำรมำถึงของตัวขบวนของขบวนล ำเลียง ส่วนล่วงหน้ำอำจเดินทำงไปพร้อมกับขบวนกำร เคลื่อนที่ในช่วงแรก ๆ ของกำรเคลื่อนย้ำย แต่จะต้องถึงที่หมำยปลำยทำงก่อนขบวน เพื่อจะได้มีเวลำปฏิบัติ ภำรกิจของตนอย่ำงเพียงพอ จำกกำรควบคุมขบวนล ำเลียงที่ปรำกฏ หน้ำที่หลักของส่วนล่วงหน้ำหรือส่วนเตรียมที่พักนั้นต้อง ประกันได้ว่ำ ขบวนสำมำรถเคลื่อนที่ออกนอกเส้นทำง และเข้ำสู่พื้นที่จัดขบวน หรือที่รวมพลได้อย่ำงรวดเร็ว อีกทั้งก ำหนดต ำแหน่งยำนพำหนะแต่ละคันภำยในพื้นที่จัดขบวนหรือที่รวมพลด้วยกำรปฏิบัตินี้ จะป้องกัน กำรคับคั่งบนเส้นทำง และส่งเสริมกำรรักษำควำมปลอดภัยด้วยกำรไม่เปิดโอกำสให้ยำนพำหนะจอดเรียงรำย ตำมเส้นทำงขณะคอยเข้ำพื้นที่จัดขบวนหรือที่รวมพล ส่วนล่วงหน้ำจะต้องมีเจ้ำหน้ำที่อย่ำงพอเพียงในกำร ปฏิบัติกิจนี้ให้ส ำเร็จลุล่วงไป และจะต้องให้กำรรักษำ ควำมปลอดภัย และปัดกวำดพื้นที่จำกกำรเปื้อนพิษ หรือกำรปฏิบัติของข้ำศึกถ้ำพื้นที่ไม่ปลอดภัย ๔.๒ เจ้าหน้าที่ควบคุมขบวนล าเลียง (Convoy Control Personnel) ผู้ปฏิบัติกำรควบคุม คือ ผู้บังคับขบวนกำรเคลื่อนที่ ผู้บังคับตอนกำรเคลื่อนที่ และผู้บังคับหน่วย กำรเคลื่อนที่ นำยทหำรส่วนล่วงหน้ำ นำยทหำรส่วนท้ำยขบวน ผู้ก ำกับควำมเร็ว และผู้คุ้มกัน จะช่วยเหลือ ผู้บังคับขบวนในกำรควบคุมกำรเคลื่อนย้ำย ๔.๒.๑ ผู้บังคับขบวนกำรเคลื่อนที่, ผู้บังคับตอนกำรเคลื่อนที่และผู้บังคับหน่วยกำรเคลื่อนที่ (Column, Serial and March Unit Commanders) ผู้บังคับส่วนต่ำง ๆ เหล่ำนี้จะวำงแผนและควบคุม กำรเคลื่อนที่ของขบวนทั้งหมดและบังคับใช้วินัยกำรเคลื่อนที่รับผิดชอบในเรื่องต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้นกับขบวนของตน ตัดสินปัญหำต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งอำจเป็นนำยทหำรสัญญำบัตร หรือนำยทหำรประทวนก็ได้ ผู้บังคับส่วนต่ำง ๆ เหล่ำนี้ จะอยู่ที่ใดในขบวนก็ได้ตำมแต่ต้องกำร เพื่อก ำกับดูแลกำรเคลื่อนที่ขบวนของตน ๔.๒.๒ ผู้ก ำกับควำมเร็ว (Pacesetter) ผู้ก ำกับควำมเร็วควรเป็นผู้ที่มีประสบกำรณ์ เป็นนำยทหำรสัญญำบัตรหรือนำยทหำรประทวน ที่นั่งไปกับยำนพำหนะคันแรกของแต่ละส่วนในขบวน ผู้ก ำกับควำมเร็วจะรักษำและปรับอัตรำกำรเคลื่อนที่ที่จ ำเป็นเพื่อให้เป็นไปตำมตำรำง ในกำรนี้ผู้ก ำกับควำมเร็ว จะแนะน ำให้ขบวนเร่งควำมเร็วขึ้น เพื่อทดแทนเวลำที่เสียไป เนื่องจำกสภำพภูมิประเทศ สภำพลมฟ้ำอำกำศ สภำพกำรจรำจร หรือสิ่งกีดขวำงอื่น ๆ งำนของผู้ก ำกับควำมเร็วเป็นงำนที่ล่อแหลม เมื่อจะต้องประกันว่ำขบวน ได้มีกำรเฉลี่ยอัตรำกำรเคลื่อนที่ตลอดควำมยำวของเส้นทำงให้เท่ำ ๆ กัน ๔.๒.๓ นำยทหำรท้ำยขบวน (Trail Officer) นำยทหำรท้ำยขบวนจะประจ ำอยู่ที่ท้ำย ขบวนกำรเคลื่อนที่ นำยทหำรผู้นี้จะท ำกำรตรวจและสังเกตดูยำนพำหนะ, หน่วยกำรเคลื่อนที่ หรือตอนกำร เคลื่อนที่ ณ จุดเริ่มต้น และประกันว่ำกำรจรำจรจำกข้ำงหลังที่ก ำลังเข้ำมำใกล้ได้รับกำรแจ้งเตือนเมื่อขบวนจะ ท ำกำรหยุด เป็นผู้เก็บเครื่องหมำยและป้ำยบอกทำงที่ปล่อยทิ้งไว้โดยส่วนหน้ำของขบวนกำรเคลื่อนที่ท ำกำร สอบสวนอุบัติเหตุ ณ ที่เกิดเหตุ ก ำกับกำรส่งกลับผู้บำดเจ็บและท ำกำรจัดวำงยุทธภัณฑ์ที่ช ำรุดเป็นไปด้วยควำม เรียบร้อย


๗ ๔.๒.๔ นำยทหำรซ่อมบ ำรุงท้ำยขบวน(Trail Maintenance Officer) ช่ำงซ่อมบ ำรุง / นำยทหำรซ่อมบ ำรุง จะนั่งไปกับเจ้ำหน้ำที่พร้อมอุปกรณ์ในกำรกู้และซ่อมบ ำรุง โดยจะอยู่ที่ท้ำยขบวน กำรเคลื่อนที่ และก ำกับดูแลกำรปฏิบัติกำรซ่อมบ ำรุงบนเส้นทำง ในขบวนกำรเคลื่อนที่ที่มีขนำดเล็กนั้น นำยทหำรท้ำยขบวนและนำยทหำรซ่อมบ ำรุงท้ำยขบวนอำจเป็นบุคคลเดียวกัน ๔.๒.๕ ผู้ชี้ทำง (Guides) ผู้ชี้ทำง เพื่อประกันว่ำขบวนล ำเลียงจะด ำเนินไปตำมเส้นทำง ที่ก ำหนด ผู้ชี้ทำงนี้จะมีควำมส ำคัญมำก เมื่อปฏิบัติกำรในพื้นที่ที่เครื่องหมำยของถนนมีสภำพไม่ดีหรือไม่ เหลืออยู่บนเส้นทำงควบคุม ผู้บัญชำกำรพื้นที่อำจให้มีผู้ชี้ทำงเพื่อน ำทำงหน่วย หรือยำนพำหนะที่เคลื่อนย้ำย บนเส้นทำงเหล่ำนี้ หน่วยจัดระเบียบทำงหลวงจะใช้ชุดจัดระเบียบกำรเคลื่อนย้ำย และสำรวัตรทหำรในกำร ช่วยเหลือหน่วยที่เคลื่อนย้ำย แม้ว่ำชุดเหล่ำนี้ปกติแล้วจะไม่คุ้มกันขบวนล ำเลียงในกำรป้องกันกำรขัดแย้งกันกับ ขบวนล ำเลียงอื่น ๆ แต่จะช่วยเหลือผู้บังคับขบวนในกำรหำที่ตั้งหน่วยที่รับกำรสนับสนุนและให้ข่ำวสำรอื่น ที่เกี่ยวกับเส้นทำง ส ำหรับเส้นทำงที่ไม่มีกำรควบคุมนั้น ปกติแล้วหน่วยที่เคลื่อนย้ำยจะรับผิดชอบต่อกำรจัดหำ ผู้ชี้ทำงเอง ๔.๓ จุดเริ่มต้นและจุดแยกขบวน (Start Points and Release Points) ยำนพำหนะทุกคันที่ท ำกำรเคลื่อนย้ำย ถูกก ำหนดตำมตำรำงจำกจุดเริ่มต้นไปยังจุดแยกขบวน เมื่อยำนพำหนะทั้งหมดเริ่มจำกต ำบลเดียวกัน อย่ำงไรก็ตำม ขบวนกำรเคลื่อนที่นั้นบำงครั้งจะประกอบด้วย ยำนพำหนะจำกหน่วยต่ำง ๆ หลำยหน่วยที่อำจจะไม่เริ่มจำกต ำบลเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้บังคับขบวนจะต้อง เลือกจุดเริ่มต้นที่ใช้ร่วมกันได้กับทุกหน่วย และยำนพำหนะบนเส้นทำง ท ำนองเดียวกัน ยำนพำหนะไม่ทุกคันที่ มีสถำนีปลำยทำงสุดท้ำยเดียวกัน กระนั้นก็ยังต้องมีสถำนที่ซึ่งส่วนต่ำง ๆ ของขบวนกำรเคลื่อนที่อำจแยกออก จำกกำรควบคุมของขบวนเพื่อปฏิบัติภำรกิจตำมที่ได้รับมอบหมำยต่อไป สถำนที่นี้คือ จุดแยกขบวน ๔.๓.๑ จุดเริ่มต้น (Start Point – SP) คือ สถำนที่ที่ก ำหนดให้ทุกหน่วยในขบวนใช้เป็นจุด ร่วมกันในกำรเริ่มต้นเดินทำง ภำยใต้กำรควบคุมของผู้บังคับส่วนนั้น ๆ ถ้ำใช้เส้นทำงเคลื่อนย้ำยหลำยเส้นทำง ในแต่ละเส้นทำงมีจุดเริ่มต้น ๑ จุด จุดเริ่มต้นนี้จะก ำหนดตำมเส้นทำงที่สังเกตได้ง่ำยทั้งบนแผนที่ และในภูมิประเทศ เช่น ทำงแยกไม่ควรจะอยู่ในถนนที่เป็นช่องเขำ บนเนิน หรือเป็นทำงโค้งหักมุม ควรจะอยู่ ห่ำงจำกที่จอดรถพอสมควร ที่จะให้หน่วยที่เคลื่อนที่มีเวลำจัดขบวนและเคลื่อนที่ผ่ำนด้วยควำมเร็วที่ก ำหนด โดยปกติแล้ว จุดเริ่มต้นนี้จะเป็นจุดตรวจแรกของเส้นทำงที่ขบวนล ำเลียงผ่ำน ก่อนที่จะเริ่มกำรเคลื่อนย้ำย หน่วยหลักแต่ละหน่วยของตอนกำรเคลื่อนที่ จะต้อง ลำดตระเวนเส้นทำงของตนไปยังจุดเริ่มต้น และคิดเวลำที่แน่นอนส ำหรับกำรเคลื่อนที่ในระยะทำงนี้ ค ำสั่งกำร เคลื่อนย้ำยจะระบุเวลำที่ขบวนจะเคลื่อนที่ไปถึง และผ่ำนพ้นจุดเริ่มต้น ดังนั้น จุดเริ่มต้นของหน่วยกำรเคลื่อนที่ อำจเป็นจุดเดียวกันกับจุดเริ่มต้นของตอนกำรเคลื่อนที่ก็ได้ ๔.๓.๒ จุดแยกขบวน (Release Point – RP) คือ สถำนที่ที่ก ำหนดให้ทุกหน่วยในขบวน ถูกแยกออกจำกกำรควบคุมของผู้บังคับขบวน และจะส่งมอบกำรควบคุมให้แก่ผู้บังคับหน่วยแต่ละหน่วย เพื่อเคลื่อนที่ต่อไปยังพื้นที่ที่ก ำหนด จุดแยกขบวนควรจะอยู่บนเส้นทำงกำรเคลื่อนย้ำยเหมือนกับจุดเริ่มต้น และสังเกตเห็นได้ง่ำยทั้งบนแผนที่และในภูมิประเทศ จุดแยกขบวนจะไม่เป็นทั้งสถำนีปลำยทำงสุดท้ำย และที่หยุดของขบวนล ำเลียง ขบวนล ำเลียงจะต้องผ่ำนพ้นจุดแยกขบวนและออกจำกเส้นทำงอย่ำงรวดเร็ว เพื่อป้องกันกำรคับคั่งจำกกำรเคลื่อนย้ำยที่เข้ำมำตำมตำรำง กำรเคลื่อนย้ำย ผู้ชี้ทำงของหน่วยอำจพบกับหน่วย ของตนเมื่อมำถึงจุดแยกขบวน แล้วน ำไปยังพื้นที่ ที่ก ำหนด ปกติจุดแยกขบวนเป็นจุดตรวจสุดท้ำยบนเส้นทำง ที่ขบวนล ำเลียงผ่ำน


๘ ถ้ำสถำนีปลำยทำงเป็นที่ตั้งกำรสนับสนุนของหน่วยใช้ ผู้บังคับขบวนควรใช้ส่วนล่วงหน้ำ หรือกำรติดต่อสื่อสำรอื่นในกำรติดต่อกับหน่วยรับก่อนตัวขบวนจะมำถึง ซึ่งจะท ำให้หน่วยรับได้พบกับ ขบวนล ำเลียงที่จุดแยกขบวน และน ำยำนพำหนะไปยังที่ที่ต้องกำร ทั้งยังจะอ ำนวยควำมสะดวก ในกำรน ำ ยำนพำหนะออกจำกเส้นทำงได้อย่ำงรวดเร็ว โดยที่ไม่ขัดขวำงกำรจรำจรตำมก ำหนดตำรำงกำรเคลื่อนย้ำยอื่น อีกด้วย หลังจำกกำรบรรทุกลงและกำรซ่อมบ ำรุงหลังกำรปฏิบัติกำรแล้ว ยำนพำหนะจะแยกย้ำยกันออกไป พลขับควรได้รับกำรแจ้งให้ทรำบถึงสถำนที่ และเวลำในกำรรวมเพื่อกำรเดินทำงกลับ ๔.๔ จุดวิกฤตและจุดตรวจ (Critical Points, Obstruction Points and Check Points) จุดวิกฤติ (CR)คือ สถำนที่ที่ก ำหนดไว้ตำมเส้นทำงกำรเคลื่อนย้ำยและเป็นอุปสรรคในกำรเคลื่อนที่ ของขบวน เช่น สะพำน ทำงแยก ทำงรถไฟตัดผ่ำน ท่ำข้ำมหรือทำงอ้อมผ่ำน ซึ่งกำรเคลื่อนที่อำจถูกจ ำกัดลง หรือขัดขวำงในบำงขณะ กำรวำงแผนควรประสำนกำรเคลื่อนย้ำยเพื่อหลีกเลี่ยงกำรชักช้ำที่อำจจะเกิดขึ้นโดย อำจเริ่มต้นเคลื่อนที่ผ่ำนแต่เนิ่นก่อนที่ข้อจ ำกัดต่ำงๆ จะเกิดขึ้น หรือถ่วงเวลำลงเพื่อให้ข้อจ ำกัดหมดไปก่อน หรือหยุดพักขบวนรอให้ข้อจ ำกัดหมดไปก่อนหรือหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทำงอื่น ส ำหรับจุดตรวจ (CP) คือ สถำนที่ ที่ก ำหนดไว้ตำมเส้นทำงเพื่อควบคุมขบวนล ำเลียง โดยเลือกจำกลักษณะที่สังเกตได้ง่ำยเป็นจุดตรวจ และแสดง ไว้อย่ำงชัดเจนบนแผนที่เส้นทำงที่จ่ำยให้กับพลขับแต่ละคน จุดตรวจก ำหนดเป็นหมำยเลขเรียงตำมล ำดับเสมอ ปกติหน่วยต้องรำยงำนเมื่อผ่ำน แต่ไม่ต้องหยุดกำรเคลื่อนที่ จุดตรวจก็นับว่ำเป็นจุดวิกฤตด้วย ๔.๕ การหยุด (Halts) กระท ำเพื่อควำมมุ่งหมำยให้พลขับได้พักผ่อน จัดควำมเหมำะสมเกี่ยวกับร่ำงกำย ผ่อนคลำยและท ำ ธุระส่วนตัว ประกอบเลี้ยง รับประทำนอำหำร เติมน้ ำมัน กำรตรวจยุทธภัณฑ์ ปรนนิบัติบ ำรุง หยุดเพื่อให้ หน่วยอื่นผ่ำน กำรปรับตำรำงกำรเคลื่อนย้ำย ก ำหนดเวลำและห้วงเวลำหยุดจะก ำหนดไว้ใน รปจ. หรือ ค ำสั่ง กำรเคลื่อนย้ำย ๔.๕.๑ กำรหยุดระยะสั้น ๆ จะกระท ำเพื่อกำรผ่อนคลำยและกำรท ำธุระส่วนตัว ตรวจตรำ ยุทธภัณฑ์ และตรวจยุทธภัณฑ์บนเส้นทำง กำรหยุดนี้ปกติแล้วเมื่อสิ้นชั่วโมงแรกจะหยุด ๑๕ นำที และ หลังจำกนั้นจะหยุด ๑๐ นำที ทุก ๆ สองชั่วโมง อัตรำกำรเคลื่อนที่ของขบวนที่ก ำหนดไว้จะรวมเวลำหยุดระยะ สั้น ๆ นี้ไว้ด้วย (กำรหยุดครั้งแรกเป็นเวลำ ๑๕ นำที ให้เวลำเจ้ำหน้ำที่ประจ ำรถบรรทุกเพิ่ม ๕ นำที เพื่อตรวจ ซ้ ำสิ่งบรรทุก และผูกมัดหำกจ ำเป็น) ถ้ำท ำได้ส่วนต่ำง ๆ ของขบวนที่ใช้เส้นทำงเดียวกัน จะหยุด ณ เวลำ พร้อมกันบนไหล่ทำงก็ได้ แต่ลักษณะของเส้นทำงอำจจะท ำให้ต้องหยุด ณ ที่เฉพำะแห่งของเส้นทำงมำกกว่ำ ที่จะหยุดพร้อม ๆ กัน (นอกเส้นทำง) ๔.๕.๒ กำรหยุดยำว จะวำงแผนไว้ล่วงหน้ำ ซึ่งได้แก่ กำรประกอบเลี้ยง กำรรับประทำน อำหำร และกำรเติมน้ ำมัน จะใช้เวลำนำนเท่ำที่กำรปฏิบัติเหล่ำนี้จะเสร็จสิ้น โดยปกติใช้เวลำ ๓๐ นำทีถึง ๑ ชั่วโมง ซึ่งเวลำหยุดยำวนี้จะต้องเพิ่มเข้ำไปในเวลำเคลื่อนย้ำยทั้งสิ้นด้วย เมื่อสถำนกำรณ์อ ำนวย กำร ประกอบเลี้ยงและกำรเติมน้ ำมันควรจะกระท ำพร้อมกัน ควรจะพิจำรณำถึงพื้นที่ที่มีกำรบริกำรต่ำง ๆ และ สำมำรถให้พลขับได้พักผ่อน ที่หยุดปกติจะเลือกไว้ให้พอที่ยำนพำหนะทุกคันสำมำรถจะจอดนอกเส้นทำงได้ ๔.๕.๓ พื้นที่กำรหยุด (Halts Location) เลือกพื้นที่ส ำหรับกำรหยุดตำมตำรำงไว้ล่วงหน้ำ ก ำหนดลงไว้ในค ำสั่งให้แน่นอน และแสดงไว้บนข่ำยเรขำกำรเคลื่อนย้ำย ในพื้นที่ปฏิบัติกำรส่วนใหญ่ ที่ตั้งของ พื้นที่หยุดพักบนเส้นทำงควบคุมจะเลือกโดยผู้บังคับกำรที่ปฏิบัติกำรควบคุมระดับพื้นที่ที่เป็นย่ำนกลำง กำรหยุดพักบำงประเภท โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง กำรหยุดพักเพื่อกำรเติมน้ ำมัน กำรซ่อมบ ำรุง และกำรประกอบ เลี้ยงนั้น อำจก ำหนดโดยกรมสนับสนุนพื้นที่ (เขตหลัง) กรมสนับสนุนของกองทัพน้อย (กองทัพน้อย) หรือ กรมสนับสนุนของกองพลในกำรสนับสนุนกำรผ่ำนเส้นทำงของขบวนล ำเลียงทั้งหมด ไม่ว่ำผู้ใดจะเป็นผู้วำงแผน ในกำรก ำหนดพื้นที่กำรหยุดพักก็ตำม พื้นที่เหล่ำนี้ควรมีทำงเข้ำและทำงออกที่พอเพียงต่อกำรน ำยำนพำหนะ


๙ เข้ำและออก ให้กำรซ่อนพรำงและกำรกระจำยและกว้ำงใหญ่พอที่จะให้ควำมสะดวกแก่ยำนพำหนะทั้งหมด และกำรปฏิบัติหน้ำที่ต่ำง ๆ ในขณะหยุดพัก ถ้ำกำรหยุดกระท ำในระยะเวลำสั้น ๆ และไม่ขัดขวำงกำรจรำจร อำจจะหยุดขบวนบนไหล่ทำงก็ได้ พื้นที่หยุดพักขบวนที่เหมำะนั้นควรจะเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่นอกเส้นทำง ถ้ำกำรหยุดพักต้องกระท ำ ณ ทำงแยก ทำงรถไฟตัดผ่ำน หรือจุดวิกฤตต่ำง ๆ จะต้องให้ขบวนหยุดพัก มีระยะห่ำงจำกพื้นที่เหล่ำนี้ ๔.๕.๔ ระเบียบปฏิบัติในกำรหยุด (Halt procedures) ใช้ระเบียบปฏิบัตินี้เมื่อท ำกำรหยุด ๑) วำงแผนส ำหรับกำรหยุดในพื้นที่ ที่มีกำรรักษำควำมปลอดภัยเป็นอย่ำงดี ๒) หลีกเลี่ยงกำรหยุดบนทำงโค้งและทำงลำดชัน ๓) ไม่ขวำงถนนเมื่อท ำกำรหยุด ควรจะจอดให้ชิดขอบทำงมำกที่สุด ๔) ควรจะหยุด ณ สถำนที่ซึ่งมองเห็นรอบข้ำงได้ชัดเจน ตำมปกติควรสังเกตกำรณ์ ได้จำกต้นขบวนและท้ำยขบวนออกไปไม่น้อยกว่ำ ๒๐๐ หลำ (๑๘๐ เมตร) ๕) รักษำระยะต่อตำมที่ก ำหนด เพื่อส่งเสริมกำรรักษำควำมปลอดภัย ๖) กันพลเรือนมิให้เข้ำใกล้ยำนพำหนะ ๗) วำงเครื่องป้องกันไว้ที่หน้ำและท้ำยขบวนล ำเลียง เพื่อเตือนกำรจรำจรที่เข้ำมำใกล้ เจ้ำหน้ำที่ทุกคนจะมีควำมรับผิดชอบที่แน่นอน ผู้บังคับบัญชำทุกคนในขบวนให้ถือโอกำส ขณะหยุดพัก ตรวจตรำดูแลสิ่งบรรทุก และก ำกับดูแลกำรปรนนิบัติบ ำรุง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่ำง ๆ ให้เรียบร้อย เจ้ำหน้ำที่ประกอบเลี้ยง เจ้ำหน้ำที่พยำบำล และเจ้ำหน้ำที่ซ่อมบ ำรุง จะปฏิบัติหน้ำที่ของตน ตำมวัตถุประสงค์และระยะเวลำที่กำรหยุดจะอ ำนวย พลขับจะตรวจตรำสัมภำระและท ำกำรปรนนิบัติบ ำรุง ยำนพำหนะของตนทันทีทุกครั้งที่หยุดพัก ๔.๖ ที่พักริมทาง (Rest Areas) คือ สถำนที่ที่ก ำหนดขึ้น เพื่อให้มีกำรพักผ่อน ในกำรผ่อนคลำยอิริยำบถ กำรท ำธุระส่วนตัว กำรประกอบอำหำร กำรเติมน้ ำมันเชื้อเพลิง กำรตรวจสอบและกำรซ่อมบ ำรุง และกำรปรับตำรำงกำรน ำขบวน ที่พักส ำหรับกำรหยุดจะต้องแสดงไว้อย่ำงชัดเจนบนแผนที่ ๔.๗ การติดต่อสื่อสาร (Communications) กำรติดต่อสื่อสำรระหว่ำงกำรปฏิบัติกำรขบวนล ำเลียงเป็นเรื่องส ำคัญ จะต้องจัดตั้งข่ำยวิทยุ เพื่อเชื่อมโยงผู้บังคับขบวนกับกองบังคับกำรระดับเหนือ กำรสนับสนุนของปืนใหญ่และอำกำศยำน ผู้บังคับส่วน ของขบวน ผู้บังคับหน่วยรักษำควำมปลอดภัย รถบรรทุกติดปืน แพทย์ และผู้บังคับส่วนท้ำยขบวน ส่วนกำร เคลื่อนที่แต่ละส่วน อำจมีข่ำยควบคุมที่เชื่อมกับผู้บังคับส่วนกำรเคลื่อนที่, ส่วนต้นขบวนและท้ำยขบวน เทคนิค ในกำรติดต่อสื่อสำรอื่น ๆ จะต้องก ำหนดขึ้นและท ำกำรซักซ้อม เช่น สัญญำณต่ำง ๆ กำรติดต่อสื่อสำร ขณะปฏิบัติกำรขบวนล ำเลียงนั้นมีหลำยวิธีได้แก่ ๔.๗.๑ ทัศนสัญญำณ (Visual signals) มีกำรใช้สัญญำณมือและแขน ไฟฉำย ธงสัญญำณ โคมไฟหน้ำรถยนต์ และพลุสัญญำณ ซึ่งสัญญำณเหล่ำนี้ควรจะระบุไว้ใน รปจ. เพื่อว่ำพลขับจะได้คุ้นเคยกับ สัญญำณเหล่ำนี้ โดยจะต้องมีกำรฝึกและกำรซ้อม ๔.๗.๒ เสียงสัญญำณ (Audio, sound signals) อำจมีกำรใช้นกหวีด แตร กำรสั่งกำร ด้วยเสียง เพรำะอำกำศยำนและยำนพำหนะอำจมีเครื่องขยำยเสียงล ำโพงประกอบติดไว้ด้วย เพื่อใช้ในกำร กระจำยข่ำวสำรค ำแนะน ำ


๑๐ ๔.๗.๓ วิทยุ (radio) วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในกำรติดต่อสื่อสำรระหว่ำงกำรเคลื่อนที่บนถนน แต่กระนั้นก็มีหลำยสิ่งที่จะต้องค ำนึงถึงเกี่ยวกับกำรใช้วิทยุ คือ ๑) ควำมสำมำรถที่ใช้ได้ของวิทยุ ถูกจ ำกัดให้ใช้ภำยในขบวนล ำเลียงและจะจ ำกัดไว้ ให้กับยำนพำหนะบัญชำกำรและยำนพำหนะควบคุม ๒) ระยะของวิทยุนั้นสั้น เว้นเสียแต่ว่ำจะมีกำรจัดตั้งสถำนีถ่ำยทอด ๓) วิทยุไม่สำมำรถใช้ได้ในทุกสถำนกำรณ์ โดยเฉพำะกรณีที่ต้องกำรปกปิดเป็นควำมลับ ๔) ภำยใต้สถำนกำรณ์สู้รบอำจไม่อ ำนวยให้มีกำรถ่ำยทอดวิทยุ ควำมกังวำนของกำรส่ง วิทยุและควำมสำมำรถของข้ำศึกในกำรส่งวิทยุกลับ อำจท ำให้วิทยุที่ถ่ำยทอดมำนั้นเชื่อถือไม่ได้ในบำงกรณี แม้ว่ำจะใช้วิทยุที่ใหม่กว่ำก็ตำม ๔.๘ การลาดตระเวนเส้นทาง (route Reconnaissance) กำรตกลงใจว่ำจะใช้เส้นทำงใด ขึ้นอยู่กับเส้นทำงที่ใช้ได้ภำยใต้แผนจัดระเบียบทำงหลวงที่เป็น ปัจจุบัน และควำมสำมำรถของเส้นทำงในกำรสนับสนุนประเภทของกำรเคลื่อนย้ำยยำนพำหนะ บ่อยครั้งที่ เส้นทำงจะถูกก ำหนดโดยกองบังคับกำรหน่วยเหนือ ถ้ำเป็นกรณีนี้ กำรลำดตระเวนบนแผนที่จะช่วยให้ผู้บังคับ ขบวนและฝ่ำยอ ำนวยกำรของกองพัน สำมำรถเลือกจุดตรวจคร่ำว ๆ ได้ หรือยืนยันว่ำจุดตรวจต่ำง ๆ ได้มีกำร จัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับขบวนสำมำรถสืบทรำบจุดที่ล่อแหลม และที่ตั้งของกำรซุ่มโจมตีที่มีศักยภำพได้ โดยติดต่อกับส ำนักงำนขนส่งของกองพล หรือหน่วยควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยส่วนแยกเจ้ำของพื้นที่ที่ขบวน ล ำเลียงจะผ่ำน ผู้บังคับขบวนควรจะท ำกำรลำดตระเวนเส้นทำงทั้งทำงพื้นดินและทำงอำกำศ เมื่อได้ท ำกำร ลำดตระเวนบนแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้บังคับขบวนของหน่วยรองควรร่วมไปกับกำรลำดตระเวนด้วย เพื่อช่วยให้คุ้นเคยกับเส้นทำง ถ้ำเห็นถนนหรือสะพำนช ำรุดเสียหำย ผู้บังคับขบวนควรจะแจ้งกองบังคับกำร ระดับเหนือ ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งให้ส ำนักงำนขนส่งของกองพล หรือหน่วยควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยส่วนแยกทรำบ เมื่อถึงครำวลำดตระเวนเส้นทำงควรมีกำรพิสูจน์ทรำบจุดคับขัน และจุดตรวจ อีกทั้งกำรเลือกจุดเริ่มต้น จุดแยกขบวน พื้นที่กำรหยุดและทำงอ้อมผ่ำนหรือเส้นทำงส ำรอง ๔.๙ ส่วนคุ้มกันและส่วนรักษาความปลอดภัย (Escort and Security Elements) หน่วยสำรวัตรทหำร อำจให้รักษำควำมปลอดภัยขบวนล ำเลียงแก่ขบวนพิเศษหรือพื้นที่ส ำคัญ กำรรักษำควำมปลอดภัยเส้นทำงเป็นภำรกิจของสำรวัตรทหำร อย่ำงไรก็ตำม ควำมสำมำรถที่ใช้ได้ของกำร สนับสนุนของสำรวัตรทหำรจะขึ้นอยู่กับภัยคุกคำมในพื้นที่ปฏิบัติกำร ควำมล่อแหลมของสัมภำระ และภำรกิจ อื่น ๆ ที่สำรวัตรทหำรจะต้องสนับสนุน ส่วนคุ้มกันและส่วนรักษำควำมปลอดภัยจะใช้ในกำรให้ควำมปลอดภัย และอำรักขำขบวนล ำเลียงจำกกำรปฏิบัติของข้ำศึก หำกมี โดยส่วนของขบวนดังกล่ำวปกติแล้วจะเป็น ควำมรับผิดชอบของหน่วยที่เคลื่อนย้ำยและสำรวัตรทหำรอำจจัดให้ตำมภำรกิจส ำคัญ อันอำจเกิดขึ้นได้จำก ภัยคุกคำมและควำมส ำคัญของขบวนล ำเลียง ผู้บังคับขบวนจะต้องร้องขอกำรสนับสนุนจำกสำรวัตรทหำร โดยผ่ำนสำยกำรบังคับบัญชำและสำยควบคุม กำรเคลื่อนย้ำย ถ้ำกำรสนับสนุนได้รับกำรอนุมัติ ผู้บังคับขบวน จะต้องประสำนอย่ำงใกล้ชิดกับหน่วยสำรวัตรทหำรที่ได้รับค ำสั่งให้ไปท ำกำรสนับสนุน กำรมีสำรวัตรทหำร หรือผู้คุ้มกันอื่นๆ มิได้ปลดเปลื้องควำมรับผิดชอบของผู้บังคับขบวนต่อขบวนล ำเลียงเลย ดังนั้นผู้บังคับขบวน จะต้องวำงแผนและประสำนโดยผ่ำนสำยกำรบังคับบัญชำของตนในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับกำรรักษำ ควำมปลอดภัยขบวนล ำเลียง ซึ่งมีดังต่อไปนี้ - วินัยกำรใช้เสียง กำรทิ้งขยะและกำรใช้แสง - กำรรักษำควำมปลอดภัยทำงด้ำนหน้ำ ด้ำนข้ำงและด้ำนหลัง - กำรรักษำควำมปลอดภัยในระหว่ำงกำรหยุด - กำรบังคับทำงอำกำศ


๑๑ - กำรสนับสนุนกำรยิง - กำรรักษำควำมปลอดภัยทำงกำรติดต่อสื่อสำร - กำรลวง ขบวนล ำเลียงอำจได้รับสำรวัตรทหำรหรือผู้คุ้มกันจำกก ำลังรบ ในกำรก ำหนดต ำแหน่งแหล่งที่ ของผู้คุ้มกันนั้น ผู้บังคับขบวนจะต้องพิจำรณำถึงจ ำนวนยำนพำหนะที่ใช้ได้ ขนำดของขบวนล ำเลียง ลักษณะ ของภูมิประเทศ และของเส้นทำง และกำรปฏิบัติของข้ำศึกที่น่ำจะมี ก ำหนดให้ผู้คุ้มกันอยู่ในต ำแหน่งที่จะให้ กำรป้องกันสูงสุดแก่ส่วนต่ำง ๆ ของขบวนล ำเลียงที่มีควำมล่อแหลมมำกที่สุด โดยยำนพำหนะคุ้มกันบำงคัน จะต้องอยู่ท้ำยของส่วนกำรเคลื่อนที่ยำนพำหนะคุ้มกันนั้นขึ้นสมทบ เพรำะเป็นกำรง่ำยกว่ำในกำรที่จะเคลื่อนไป ข้ำงหน้ำ ถ้ำมียำนพำหนะคุ้มกันเพียงคันเดียว จะต้องก ำหนดให้อยู่ท้ำยของขบวนล ำเลียง เพื่อจะสำมำรถ เคลื่อนไปข้ำงหน้ำได้ในกรณีฉุกเฉินทำงยุทธวิธี ๔.๑๐ การสนับสนุนแก่ขบวนล าเลียง (Convoy Support) กำรสนับสนุนแก่ขบวนล ำเลียง อำจเป็นเรื่องต่อไปนี้ คือ กำรสนับสนุนด้วยกำรยิง กำรสนับสนุน ของหน่วยบินรบ กำรประกอบเลี้ยงบนเส้นทำง กำรซ่อมบ ำรุงบนเส้นทำง กำรเติมน้ ำมันบนเส้นทำง และกำร สนับสนุนทำงกำรแพทย์บนเส้นทำง ซึ่งอยู่บนรำกฐำนของภำรกิจและกรณีแวดล้อมของกำรเคลื่อนย้ำย ๔.๑๐.๑ กำรสนับสนุนด้วยกำรยิง (Fire support) โดยหลักแล้ว ผู้บังคับขบวน จะไม่ประสำนกำรสนับสนุนด้วยกำรยิง แต่จะมีกำรวำงแผนและประสำนโดยส่วนสนับสนุนกำรยิงบนพื้นที่หลัก (เช่น ศูนย์ปฏิบัติกำรของฐำน ศูนย์ปฏิบัติกำรของกลุ่มฐำน หรือศูนย์ปฏิบัติกำรของพื้นที่ส่วนหลัง) ในกำรวำงแผนนี้อำจมีกำรสนับสนุนกำรยิงแก่เส้นทำงส่งก ำลังหลักหรือเส้นทำงอื่นๆ ถ้ำข่ำวกรองบอกเหตุว่ำ ข้ำศึกน่ำจะเล็งเป้ำขบวนล ำเลียง ณ ที่ใดโดยเฉพำะ ๔.๑๐.๒ กำรสนับสนุนของหน่วยบินรบ (Combat aviation support) ส่วนหนึ่งของกำร สนับสนุนกำรยิง คือ เฮลิคอปเตอร์โจมตีของนำวิกโยธิน เฮลิคอปเตอร์โจมตีนี้ควรอยู่ในสภำพเตรียมพร้อม หรือบินอยู่เหนือศีรษะในขณะที่ขบวนก ำลังอยู่บนเส้นทำงโดยกำรประสำนงำนในแต่ละสถำนกำรณ์ ขบวนล ำเลียงและพนักงำนที่ใช้วิทยุในกำรรักษำควำมปลอดภัย ตลอดจนเจ้ำหน้ำที่ที่ควบคุม จะต้องทรำบ ควำมถี่วิทยุของเฮลิคอปเตอร์ ในกำรท ำเครื่องหมำยของยำนพำหนะให้เป็นมำตรฐำนเดียวกันนั้นจะต้องเป็นไป ตำมขั้นตอน เพื่อป้องกันกำรสังหำรกันเอง ๔.๑๐.๓ กำรประกอบเลี้ยงบนเส้นทำง (Messing en route) พลขับควรได้รับอำหำร จำกควำมสำมำรถในกำรเลี้ยงดูในสนำมของหน่วยตน หรือโรงอำหำรชั่วครำวในขณะอยู่ในขบวนล ำเลียง ส ำหรับโรงอำหำรของหน่วย ผู้บังคับขบวนจะใช้ขีดควำมสำมำรถที่อยู่ในอัตรำในกำรเตรียมอำหำร เช่น รถครัว เคลื่อนที่ หรืออำหำรส ำเร็จรูป กรมสนับสนุนพื้นที่ หรือกรมสนับสนุนของกองพลจะจัดตั้งที่ตั้งกำรเลี้ยงดูใน สนำมตำมเส้นทำงส่งก ำลังหลัก กระท ำได้ ๓ ลักษณะ ๑) จัดเจ้ำหน้ำที่ประกอบเลี้ยงไปกับขบวน ใช้ส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยทำงยุทธวิธี รถประกอบเลี้ยงของหน่วยพร้อมเจ้ำหน้ำที่อำจจะเคลื่อนที่ไปพร้อมขบวน หรืออำจล่วงหน้ำไปก่อน เพื่อด ำเนินกำรประกอบเลี้ยง ในกรณีที่สถำนกำรณ์อ ำนวยให้ขณะที่ขบวนเคลื่อนที่ เจ้ำหน้ำที่ประกอบเลี้ยง จะนั่งไปกับรถครัวและเตรียมประกอบอำหำรไปด้วย เพื่อประหยัดเวลำขณะขบวนหยุดพัก และต้องระมัดระวัง ถึงเรื่องกำรสุขำภิบำลในสนำม ควำมส ำเร็จของเจ้ำหน้ำที่ประกอบเลี้ยงระหว่ำงทำงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับกำรฝึก ควำมช ำนำญและควำมเฉลียวฉลำดของเจ้ำหน้ำที่ ๒) จัดให้มีต ำบลประกอบเลี้ยงระหว่ำงทำง เหมำะกับขบวนที่เคลื่อนที่อยู่เป็นประจ ำ และกำรขนส่งระยะไกลใช้ส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยทำงธุรกำร กำรประกอบเลี้ยงจะต้องแจ้งให้ต ำบลประกอบ เลี้ยงทรำบล่วงหน้ำ และให้มีเวลำพอที่จะเตรียมอำหำรตำมจ ำนวนที่ต้องกำรได้ตำมก ำหนดเวลำ


๑๒ ๓) จัดอำหำรติดตัวไปรับประทำนระหว่ำงกำรเดินทำง เป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว เหมำะส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยทำงยุทธวิธี เพรำะแต่ละคนสำมำรถรับประทำนอำหำรขณะใดก็ได้เมื่อมีเวลำว่ำง เพียงพอ และไม่ต้องเสียเวลำหยุดพักขบวนในกรณีที่มีผู้ช่วยพลขับเดินทำงไปด้วย ๔.๑๐.๔ กำรซ่อมบ ำรุงบนเส้นทำง (Maintenance en route) กำรซ่อมบ ำรุง บนเส้นทำงจะปฏิบัติโดยพลขับและโดยช่ำงเครื่องที่อยู่ในส่วนท้ำย เมื่อกำรซ่อมเกินขีดควำมสำมำรถของพลขับ พลขับจะต้องปรนนิบัติบ ำรุงตำมปกติเสมอ เมื่อท ำกำรหยุดเจ้ำหน้ำที่ซ่อมบ ำรุงที่อยู่ในส่วนท้ำยจะปฏิบัติกำร ซ่อมระดับหน่วยทั้งหมดให้กับยำนพำหนะในขบวน ถ้ำยำนพำหนะสำมำรถซ่อมได้อย่ำงรวดเร็ว ก็ให้พยำยำม ท ำกำรซ่อม แต่ถ้ำไม่สำมำรถซ่อมได้อย่ำงรวดเร็วได้หรือมีข้อสงสัยให้ลำกหรือกู้แล้วด ำเนินกำรเคลื่อนที่ต่อไป ยำนพำหนะที่อยู่ในระหว่ำงกำรซ่อมหรือที่ถูกละทิ้ง หรือถูกท ำลำยจะถูกเคลื่อนออกจำกถนน รถเสียที่แล่น ไม่ได้ต้องไม่ให้ขวำงกำรจรำจร โดยให้จอดนอกเส้นทำงแล้วรำยงำนทันที พลขับให้สัญญำณแก่รถที่ตำมมำให้ ผ่ำนไป ถ้ำซ่อมเสร็จให้เข้ำต่อหลังขบวน ยำนพำหนะที่ออกนอกขบวนไม่ว่ำกรณีใดก็ตำมควรจะกลับเข้ำที่เดิม ขณะเมื่อขบวนก ำลังหยุดพัก ขณะยังเข้ำที่เดิมไม่ได้ให้อยู่หลังขบวนแต่หน้ำส่วนท้ำยขบวน ๔.๑๐.๕ กำรเติมน้ ำมันเชื้อเพลิงบนเส้นทำง (Refueling en route) ควำมต้องกำรส ำหรับ กำรเติมน้ ำมันเชื้อเพลิงนั้น อยู่บนรำกฐำนของระยะปฏิบัติกำรปกติของยำนพำหนะขบวนล ำเลียง ระยะ ปฏิบัติกำร คือ ระยะทำงปกติที่ยำนพำหนะสำมำรถเดินทำงด้วยน้ ำมันเชื้อเพลิงที่เต็มถัง ระยะปฏิบัติกำร จะแตกต่ำงกันตำมภูมิประเทศ ยำนพำหนะ และน้ ำหนักบรรทุก กำรปฏิบัติกำรของรถบรรทุกที่มีสัมภำระหนัก บนถนนที่มีสภำพไม่ดีในภูมิประเทศที่เป็นภูเขำนั้น จะได้ระยะทำงที่วิ่งน้อยกว่ำรถที่มีสัมภำระเบำบนถนน วิธีเติมน้ ำมัน เติมจำกต ำบลเติมน้ ำมันที่จัดขึ้นไว้ล่วงหน้ำตำมเส้นทำง หน่วยแจกจ่ำย หรือสถำนีเติมน้ ำมันในทำงกำรค้ำ ใช้รถน้ ำมันร่วมไปกับขบวนหรือไปล่วงหน้ำขบวน และหยุดเติมน้ ำมันให้ ณ ต ำบลที่คำดว่ำน้ ำมันใกล้จะหมด วิธีที่เร็วที่สุดของกำรเติมน้ ำมัน คือ กำรใช้ถังน้ ำมันที่บรรจุแล้วแจกจ่ำย ให้กับรถก่อนออกเดินทำง ๔.๑๐.๖ กำรสนับสนุนทำงกำรแพทย์บนเส้นทำง (Medical support en route) ผู้บังคับ ขบวนจะต้องพิจำรณำถึงกำรสนับสนุนทำงกำรแพทย์ โดยอยู่บนรำกฐำนของภำรกิจและควำมน่ำจะเป็นในกำร ประชิดของข้ำศึก กำรสนับสนุนทำงกำรแพทย์อำจจัดให้โดยเจ้ำหน้ำที่ของหน่วยที่ได้รับกำรฝึกเป็นผู้ช่วยชีวิต ในสนำมรบ โดยชุดทำงกำรแพทย์ที่จัดสมทบให้กับขบวนล ำเลียงโดยกองบังคับกำรหน่วยเหนือหรือโดย ผู้บัญชำกำรพื้นที่ ๕. รปจ. ของหน่วย (Unit Standing Operating Procedure) รปจ. ของหน่วยที่สมบูรณ์จะท ำกำรวำงแผนมีควำมสะดวกมำกขึ้น ในระดับกองร้อยนั้น รปจ. ควรสอดคล้องกับ รปจ. ที่เตรียมโดยกองบังคับกำรกองพัน อย่ำงน้อยที่สุดควรมีหัวข้อต่อไปนี้ หน้ำที่ของผู้บังคับขบวนและเจ้ำหน้ำที่ควบคุมขบวนอื่น กำรจัดขบวนล ำเลียง อำวุธและกระสุนที่ต้องบรรทุก กำรเสริมควำมแข็งแรงแก่ยำนพำหนะ กำรป้องกันกำรสึกหรอของยุทธภัณฑ์ กำรปฏิบัติกำรต่อต้ำนกำรซุ่มโจมตี มำตรกำรรักษำควำมปลอดภัยทำงกำรปฏิบัติกำร กำรฝึกกำรปฏิบัติเร่งด่วน กำรซ่อมบ ำรุงและกำรกู้ยำนพำหนะที่ช ำรุด


๑๓ กำรเติมน้ ำมันเชื้อเพลิง และกำรหยุดพัก กำรติดต่อสื่อสำร กำรปฏิบัติที่จุดแยก กำรรำยงำน (ตัวอย่าง) รปจ. การควบคุมขบวนล าเลียง รร.ขส.กวก.ขส.ทร. เรื่อง การจัดและการปฏิบัติเป็นขบวนล าเลียง ---------------------------- ๑. หลักฐานอ้างอิง ต ำรำกำรขนส่งทำงยุทธวิธี รร.ขส.กวก.ขส.ทร. ๒. ความมุ่งหมาย เพื่อก ำหนดระเบียบและกำรปฏิบัติเป็นขบวนล ำเลียง ให้สำมำรถท ำกำรเคลื่อนย้ำยก ำลังพล และสิ่งอุปกรณ์ได้โดยถูกต้องตำมหลักกำรและปลอดภัย ๓. การจัดขบวนล าเลียง ๓.๑ แบบของขบวนล ำเลียง, ตัวคูณควำมเร็ว และน้ ำหนักบรรทุกแต่ละคัน จะก ำหนดโดย ผบ.ขบวนล ำเลียง เมื่อสั่งใช้หน่วยปฏิบัติงำน ๓.๒ กำรจัดและกำรปฏิบัติของขบวนล ำเลียง เป็นควำมรับผิดชอบของ ผบ.หน่วย ๓.๓ กำรเคลื่อนย้ำยเป็นขบวนล ำเลียงจะต้องมี ผบ.ขบวน หรือผู้ควบคุมเป็นผู้บังคับบัญชำ นอกจำกจะได้ก ำหนดเป็นอย่ำงอื่น ๓.๔ กำรก ำกับกำรของขบวนล ำเลียง ไม่เพียงแต่เรื่องกำรเคลื่อนย้ำยเท่ำนั้น แต่จะต้องรวมทั้ง กำรปรนนิบัติบ ำรุงของพลขับด้วย ๓.๕ ขบวนล ำเลียงที่มีรถตั้งแต่ ๒ ถึง ๘ คัน ต้องจัดนำยทหำรชั้นสัญญำบัตร เป็นผู้ควบคุม ขบวน ๑ นำย เว้นแต่จะระบุให้เป็นอย่ำงอื่น ๓.๖ ขบวนล ำเลียงที่มีรถตั้งแต่ ๙ คันขึ้นไป ต้องจัดนำยทหำรสัญญำบัตร เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นผู้ช่วย ผู้ควบคุมขบวนอีก ๑ นำย ๓.๗ ขบวนล ำเลียงที่เคลื่อนย้ำยออกนอกพื้นที่ตั้งของหน่วย จะต้องมีช่ำงยำนยนต์ล้อไปด้วย ส ำหรับขบวนล ำเลียงที่เคลื่อนย้ำยอยู่ในเขตพื้นที่ตั้งของหน่วย ให้ตอนยุทธกำรฯ พิจำรณำจัดควำมเหมำะสม ๓.๘ ถ้ำไม่สั่งเป็นอย่ำงอื่น กำรควบคุมขบวนล ำเลียง กระท ำโดยใช้ รยบ. ๑/๔ ตัน ๔ × ๔ ซึ่งจะใช้เป็นรถน ำขบวนด้วย ๓.๙ ผู้ก ำกับควำมเร็ว จะต้องอยู่บนรถงำนคันแรกเสมอ ๔. หน่วยของขบวนล าเลียงและการควบคุม ๔.๑ ขบวนล ำเลียง อำจจัดรูปขบวนเป็น ขบวนปิด, ขบวนเปิด และขบวนแทรกซึม ๔.๒ ขบวนปิด ใช้ตัวคูณควำมเร็ว ๑ ๔.๓ ขบวนเปิด ใช้ตัวคูณควำมเร็ว ๒ หรือ ตัวคูนควำมเร็ว ๓ ๔.๔ กำรรักษำระยะต่อระหว่ำงรถ ใช้ตัวคูณควำมเร็ว คูณกับควำมเร็วที่ใช้ ๔.๕ กำรควบคุม ใช้สัญญำณมือ นกหวีด หรือเครื่องมือสื่อสำรอื่น ๆ ก ำหนดขึ้นใช้เป็นครั้งครำว


๑๔ ๕. ความเร็ว และระยะต่อของขบวนล าเลียง ๕.๑ ควำมเร็วที่ขับในเมือง (ในเขตเทศบำล) ควำมเร็วไม่เกิน ๖๐ กม. / ชม. ๕.๒ ควำมเร็วบนถนนเปิด (นอกเขตเทศบำล) ควำมเร็วไม่เกิน ๘๐ กม. / ชม. ๕.๓ ควำมเร็วที่ขับผ่ำนเข้ำไปในเมือง, หมู่บ้ำน หรือชุมชนที่มีคนอำศัยอยู่ รวมทั้งบริเวณหน่วย ทหำร และที่ตั้งหน่วย ควำมเร็วไม่เกิน ๔๐ กม. / ชม. เว้นแต่เมื่อต ำบลนั้น ๆ ได้มีเครื่องหมำยจ ำกัดควำมเร็วไว้ ให้ใช้ควำมเร็วตำมที่เจ้ำพนักงำนจรำจรก ำหนดไว้ ๕.๔ ยำนพำหนะที่ไม่อยู่ในขบวนล ำเลียงหรือใช้งำนทำงธุรกำร ให้ปฏิบัติตำมข้อ ๕.๑ – ๕.๓ ๕.๕ สภำพของถนนอำจท ำให้ควำมเร็วของขบวนลดลงต่ ำกว่ำควำมเร็วที่ก ำหนดไว้ หรือที่แสดง ไว้ตำมข้ำงทำงได้ ๕.๖ ขบวนล ำเลียงจะต้องมีระยะต่ออย่ำงน้อยที่สุด ๑๐๐ เมตร ระหว่ำงคันรถ ยกเว้นเมื่อผ่ำน ตัวเมือง ระยะต่อต่ ำสุดระหว่ำงรถ ให้ลดลงเป็น ๒๐ เมตร ๕.๗ ระยะต่อระหว่ำงรถ ขณะหยุดพัก ๕ เมตร ๕.๘ ขบวนล ำเลียงที่ใช้เส้นทำงมี ๓ ช่องทำง ให้ใช้ช่องกลำง แต่ถ้ำที่ใช้มี ๒ ช่องทำง ให้ใช้ ช่องนอก (ช่องขวำสุด) ๕.๙ รถที่วิ่งทำงโท เมื่อถึงทำงแยก จะต้องหยุดให้เรียบร้อยและออกรถใหม่อย่ำงระมัดระวัง เว้นแต่ทำงแยกนั้นควบคุมโดยสำรวัตรทหำร หรือเจ้ำพนักงำนจรำจร ซึ่งได้ให้สัญญำณให้ผ่ำนไปได้ ๖. การปฏิบัติในขบวนล าเลียง ๖.๑ กำรท ำเครื่องหมำย ก. ขบวนล ำเลียง จะต้องมีเครื่องหมำยเขียนด้วยตัวหนังสือสีด ำสูง ๔ นิ้ว บนพื้นสีเหลือง บอกให้ทรำบถึง - ผบ. ขบวน - ล ำดับขบวนที่ ๑, ล ำดับขบวนที่ ๒ - ต้นขบวน - ท้ำยขบวน ข. แต่ละล ำดับขบวน จะต้องท ำเครื่องหมำย ด้วยธงขนำดกว้ำง ๑๒ นิ้ว ยำว ๑๘ นิ้ว ดังนี้ - รถต้นขบวน สีน้ ำเงิน - รถท้ำยขบวน สีเขียว - ผบ.ขบวน สีขำวและด ำข้ำงละซีกของเส้นทแยงมุม ส่วนที่เป็นสีขำวให้ อยู่ครึ่งบนและสีด ำให้อยู่ครึ่งล่ำง ค. กำรแสดงหมำยเลขประจ ำรถในขบวน - แสดงหมำยเลขขบวนล ำเลียงด้วยเลขโรมัน ตำมล ำดับ ถ้ำมีขบวนล ำเลียง เคลื่อนย้ำยในครำวนั้น มำกกว่ำ ๑ ขบวน - ล ำดับขบวนล ำเลียง ในขบวนล ำเลียงแสดงด้วยอักษรไทยตำมล ำดับ (ก, ข, ค ฯลฯ) - หมำยเลขประจ ำคันรถ แสดงด้วยเลขอำรบิค (1, 2, 3, 4, 5, ฯลฯ) ตัวอย่ำง ขบวนที่ ๑ ล ำดับขบวนที่ ๑ คันที่ ๑ เขียนว่ำ I – ก – 1 - กำรแสดงหมำยเลข ให้รถงำนทุกคันเขียนด้วยชอล์กสีขำวตัวบรรจง ขนำดสูง ๔ นิ้ว โดยเขียนไว้ที่ด้ำนข้ำงทั้ง ๒ ข้ำง และด้ำนหลังของตัวรถ (ห้ำมมิให้เขียนบนผ้ำใบ)


๑๕ ๖.๒ กำรหยุดพัก ก. กำรหยุดพัก เมื่อสิ้นชั่วโมงแรก ให้หยุดพัก ๑๕ นำที และหลังจำกนั้นให้หยุดพัก ๑๐ นำที ทุก ๆ ๒ ชั่วโมง กำรหยุดรับประทำนอำหำรไม่เกิน ๑ ชั่วโมง ข. ห้ำมมิให้ขบวนล ำเลียงหรือรถแต่ละคันหยุดพัก ณ จุดใด ๆ นอกจำกจุดที่ได้ก ำหนดไว้ และห้ำมหยุดพักในเมืองหรือย่ำนชุมชน ยกเว้นแต่ว่ำจะได้สั่งเป็นพิเศษ ค. ห้ำมหยุดขบวน ณ ต ำบลที่มีถนนตัดผ่ำน นอกจำกเจ้ำหน้ำที่ในกำรควบคุมพื้นที่นั้น ได้อนุญำตแล้ว ง. กำรหยุดพัก ผบ.ขบวนจะต้องหยุดขบวนพัก ณ ต ำบลที่มีถนนกว้ำงพอที่จะให้กำรจรำจร ของผู้ใช้อื่น ๆ ผ่ำนได้ โดยจอดรถให้ชิดขอบทำงด้ำนซ้ำยให้มำกที่สุด และให้ดับเครื่องยนต์ แล้วลงจำกรถพัก อยู่ทำงด้ำนซ้ำยเท่ำนั้น จ. พลขับและผู้ช่วย จะต้องท ำกำรปรนนิบัติบ ำรุงรถของตนทันทีทุกครั้งที่หยุดพัก ฉ. ช่ำงท้ำยขบวนจะต้องท ำกำรตรวจรถจำกท้ำยขบวนถึงต้นขบวนทุกครั้งที่หยุดพัก ช. ผู้บังคับบัญชำทุกคนในขบวนล ำเลียง ให้ถือโอกำสขณะหยุดพัก ตรวจตรำดูแลสิ่งบรรทุก และก ำกับดูแลกำรปรนนิบัติบ ำรุง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่ำง ๆ ให้เรียบร้อย ๖.๓ กำรรักษำควำมปลอดภัย ก. กระสุนและน้ ำมัน - รถที่บรรทุกวัตถุระเบิด จะต้องมีธงแดง ขนำด ๑๘ นิ้ว × ๑๘ นิ้ว แสดงไว้ที่เสำธง ซึ่งติดอยู่ที่กันชนหน้ำข้ำงขวำ - รถที่บรรทุกวัตถุไวไฟ จะต้องมีป้ำยเขียนวัตถุไวไฟ - ห้ำมสูบบุหรี่ในรถหรือภำยในระยะ ๑๐๐ ฟุต ห่ำงจำกรถที่บรรทุกวัตถุระเบิด/ไวไฟ - ยำนพำหนะทุกคันจะต้องมีเครื่องดับเพลิงติดไปด้วยทุกครั้ง ข. น้ ำหนักและกำรบรรทุก - ขีดควำมสำมำรถในกำรบรรทุกของ รยบ.ปกติ ขนำดใหญ่ ๖ ตัน ๔ × ๒ เป็นน้ ำหนักบรรทุก ๖ ตัน (๖,๐๐๐ ก.ก.) บนทำงหลวง และบรรทุก ๓ ตัน (๓,๐๐๐ ก.ก.) ในภูมิประเทศ - ขนำดของสิ่งของที่บรรทุก เป็นปริมำตรลูกบำศก์เมตร - กำรบรรทุกขึ้นอยู่กับน้ ำหนักหรือปริมำตรเป็นหลัก - สิ่งบรรทุกจะต้องไม่ยื่นออกไปห่ำงข้ำงของรถ และสูงไม่เกินหลังคำของรถ - สิ่งบรรทุกที่ยื่นออกท้ำยรถ ๒ – ๓ ฟุต หรือมำกกว่ำ จะต้องมีผ้ำแดงขนำดไม่ต่ ำกว่ำ ๑๒ นิ้ว × ๑๒ นิ้ว ผูกติดส่วนที่ยื่นออกมำนั้นไว้ - ยำนพำหนะจะต้องไม่บรรทุกเกินอัตรำที่ก ำหนดไว้ หรือบรรทุกไว้อย่ำงไม่ปลอดภัย - เป็นควำมรับผิดชอบร่วมกันของพลขับ และ ผบ.ขบวน (ผู้ควบคุม) - ภำยใต้สภำพที่ปกติ พลขับไม่ต้องท ำกำรยกขนสิ่งบรรทุก ๖.๔ ล ำดับควำมเร่งด่วนของกำรจรำจร ณ จุดแยกต่ำง ๆ ในเส้นทำง รถในขบวนที่เคลื่อนย้ำยเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน ย่อมมีสิทธิ์ ที่จะผ่ำนจุดนั้นก่อนรถในขบวนอื่น ๆ


๑๖ ๖.๕ ยำนพำหนะช ำรุดเสียหำยระหว่ำงทำง ก. ให้จอดชิดทำงด้ำนซ้ำยให้มำกที่สุด พลขับให้สัญญำณแก่รถที่ตำมมำให้ผ่ำนไปแล้ว ท ำกำรซ่อมแก้ภำยในขอบเขตที่ตนรับผิดชอบ (ซ่อมขั้นที่ ๑) เรียบร้อยแล้ว ให้รีบออกเดินทำงติดตำมขบวน ล ำเลียงของตนทันที แต่ทั้งนี้ห้ำมมิให้แซงขบวนของหน่วยกำรเดินอื่นที่ไปตำมทัน นอกจำกหน่วยนั้นหยุดพัก ข. ถ้ำกำรช ำรุดนั้นเกินขอบเขตกำรซ่อมในหน้ำที่พลขับ ให้เป็นหน้ำที่ของช่ำงท้ำยขบวน ท ำกำรซ่อม ๖.๖ กำรปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ก. พลขับปฏิบัติดังนี้ - รีบแจ้งให้ ผบ.ขบวน หรือผู้ควบคุมขบวนทรำบโดยด่วนด้วยเครื่องมือสื่อสำร ที่เร็วที่สุด - ป้องกันสิ่งบรรทุก ตลอดจนส่วนประกอบยำนพำหนะมิให้เกิดกำรสูญหำย - รีบแจ้งให้ ผู้บังคับบัญชำ ทรำบโดยเร็วที่สุด ข. เมื่อ ผู้บังคับบัญชำ ได้รับรำยงำนอุบัติเหตุ จะต้องรีบด ำเนินกำร ดังนี้ - จัดส่งรถกู้ซ่อม และจัดรถที่จะต้องไปเปลี่ยนพร้อมพลขับ ทดแทนรถที่เกิด อุบัติเหตุเท่ำที่จ ำเป็น - รำยงำนให้หน่วยเหนือทรำบถึงกำรเกิดอุบัติเหตุ และกำรแก้ไขที่ได้กระท ำไป ๗. อื่น ๆ ๗.๑ ให้เปิดไฟใหญ่ในขบวนล ำเลียงตลอด เว้นหน่วยเหนือก ำหนดให้งดใช้เป็นครั้งครำว ๗.๒ ห้ำมแซงกันในขณะเคลื่อนที่ในขบวนล ำเลียง และระหว่ำงขบวนล ำเลียง เว้นขบวนล ำเลียง จอดพักอยู่ ๗.๓ เมื่อท ำกำรเคลื่อนย้ำย สป.๓ และ สป.๕ พลขับจะต้องใช้ควำมระมัดระวัง เป็นพิเศษ ในขณะขับรถ เมื่อจอดรถจะต้องจัดยำมไว้โดยกวดขัน ๗.๔ หลักฐำนต่ำง ๆ ที่จะต้องใช้ในกำรปฏิบัติเป็นขบวนล ำเลียง ก. กำรสั่งใช้รถ อำจกระท ำโดย - ค ำสั่งยุทธกำร - ค ำสั่งกำรใช้รถ - กำรสั่งใช้รถทั้ง ๒ วิธีนี้ ให้พิจำรณำประกอบกับสถำนกำรณ์ทำงยุทธวิธี ข. ผบ.ขบวน (ผู้ควบคุม) ต้องเตรียมหลักฐำนต่ำง ๆ ดังนี้ - บัญชีรำยชื่อก ำลังพลที่ปฏิบัติงำนในครำวนั้น - แผนที่เส้นทำง - ตำรำงน ำขบวน - รปจ. กำรปฏิบัติเป็นขบวนล ำเลียง - รำยกำรตรวจสอบของ ผบ.ขบวน - แบบรำยงำนของ ผบ.ขบวน ค. เมื่อปฏิบัติภำรกิจเรียบร้อยแล้ว ผบ.ขบวน จะต้องรำยงำนผลกำรปฏิบัติงำน ให้หน่วย เหนือทรำบ ภำยใน ๓ วัน ตำมแบบฟอร์มที่แนบ


๑๗ ๗.๕ หัวข้อสั่งกำรของ ผบ.ขบวน (ผู้ควบคุม) ผบ.ขบวน (ผู้ควบคุม) จะต้องประชุมชี้แจงพลขับและเจ้ำหน้ำที่ต่ำง ๆ ทุกครั้ง ก่อนออกเดินทำง ณ ที่รวมพล ตำมหัวข้อเรื่อง ดังนี้ ก. สถำนกำรณ์ทำงยุทธวิธี (ถ้ำมี) ข. ภำรกิจ ค. น้ ำหนักและกำรบรรทุก ง. รูปขบวนที่ใช้ และล ำดับขบวน (ถ้ำมีหลำยล ำดับขบวน ก ำหนดระยะต่อไว้ด้วย) จ. ควำมเร็วที่ใช้และตัวคูณควำมเร็ว ฉ. จุดคับขัน (จุดอันตรำย) ต่ำง ๆ ในเส้นทำง ช. กำรปฏิบัติเมื่อรถช ำรุด ขัดข้อง หรือเกิดอุบัติเหตุ ซ. กำรตรวจ แก้ไขสิ่งบรรทุก รวมทั้งกำรโยงยึดตรึง ๗.๖ เส้นทำงกำรจรำจร เป็นไปตำมก ำหนด ๘. ผบ.ขบวนหรือผู้ควบคุม จะต้องรับผิดชอบในกำรปฏิบัติของขบวนล ำเลียงให้ส ำเร็จภำรกิจที่ได้รับด้วยควำมปลอดภัย และทันเวลำ โดยอำศัยระเบียบนี้เป็นแนวทำงในกำรปฏิบัติ ๙. วันบังคับใช้ รปจ. ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ก ำหนด ในกำรบังคับใช้จนกว่ำจะมีกำรเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือยกเลิก


๑๘ บทที่ ๒ การวางแผนการเคลื่อนย้ายทางถนน (Road Movement Planning) สงครำมในปัจจุบันเป็นสงครำมที่ใช้กำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนเป็นหลัก กำรที่ผู้บังคับหน่วยสำมำรถ กระจำย หรือรวมก ำลังพล ยุทธภัณฑ์ และสิ่งอุปกรณ์ได้อย่ำงรวดเร็ว อำจเป็นกำรตัดสินผล กำรยุทธในครั้งนั้น ผลจำกกองทัพต้องกระจำยก ำลังทำงยุทธวิธี อันเนื่องมำจำกกองทัพยุคใหม่มีขีดควำมสำมำรถทำงอำวุธ นิวเคลียร์ จึงจ ำเป็นต้องมีควำมคล่องแคล่วในกำรเคลื่อนที่มำกขึ้น ควำมคล่องแคล่วนี้ก็ได้มำจำก กำรเคลื่อนย้ำยด้วย ทุกครั้งที่มีกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน หรือเคลื่อนที่เป็นขบวนล ำเลียง ควรจัดรูปขบวน ให้เป็นไปตำมแผนที่ที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้ำ บำงกรณีในแผนอำจบอกแต่เพียงว่ำจะไปไหน ขนอะไร ใช้เส้นทำง ใดและจะเริ่มเมื่อเวลำใด แผนชนิดนี้อำจใช้เวลำคิดเพียงเล็กน้อย และต้องกำรแต่เพียงค ำสั่งด้วยวำจำ ส ำหรับ กรณีอื่น ๆ อำจมีควำมจ ำเป็นต้องมีค ำสั่งเป็นลำยลักษณ์อักษรอย่ำงละเอียด เพื่อเป็นหลักประกันถึงกำร เคลื่อนย้ำยทำงถนนที่มีประสิทธิภำพ ถ้ำท่ำนเป็นผู้ควบคุมกำรเคลื่อนย้ำยและเป็นผู้วำงแผน ท่ำนจะต้องทรำบว่ำจะวำงแผนอย่ำงไร เพื่อให้ท่ำนเห็นจริงในปัญหำที่ท่ำนจะได้รับในขณะใดขณะหนึ่ง จึงขอยกตัวอย่ำงกำรเคลื่อนย้ำยของหน่วย กองพลยำนยนต์ ถ้ำท่ำนยืนอยู่ที่สี่แยกซึ่งกองพลยำนยนต์เคลื่อนย้ำยผ่ำนมำด้วยระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำง หน่วยใหญ่ ๑๐ นำที ระหว่ำงหน่วยย่อย ๕ นำที ด้วยอัตรำกำรเคลื่อนที่ ๕๐ กม. ใน ชม. หำกท่ำนจะต้องยืน อยู่ที่นั่นเป็นเวลำ ๓ ชม. ๓๐ นำที ขบวนจึงจะผ่ำนหมด ในกรณีนี้ถ้ำท่ำนนั่งเครื่องบินตรวจดูขบวนนี้ บนเส้นทำง จะเห็นว่ำขบวนนี้ยำว ๑๗๕ กม. นั้น หมำยควำมว่ำเป็นควำมยำวที่นับจำกรถคันแรกถึงรถคัน สุดท้ำยของขบวน ในกำรนี้หำกท่ำนไม่มีแผนในกำรปฏิบัติแล้ว กำรเคลื่อนย้ำยครั้งนี้ย่อมท ำไม่ได้ สิ่งส ำคัญก็คือ ท่ำนจะต้องเข้ำใจและสำมำรถใช้ควำมรู้ที่ได้รับจำกบทเรียนเข้ำแก้ปัญหำในกำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยได้โดยใน บทเรียนท่ำนจะได้ทรำบหลักกำรต่ำง ๆ ของขบวนกำรปฏิบัติและกำรควบคุม รวมทั้งกำรค ำนวณเบื้องต้นที่ใช้ ในกำรเคลื่อนย้ำยด้วยรถยนต์ ท่ำนจะได้วำงแผนท ำข่ำยเรขำกำรเคลื่อนย้ำย รวมทั้งแบบฟอร์มต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกำรเคลื่อนย้ำยด้วยขบวนยำนยนต์ด้วย ๑. การวางแผนขบวนล าเลียง (Convoy Planning) เมื่อหน่วยได้รับภำรกิจ หรือค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน นำยทหำรของหน่วยและเจ้ำหน้ำที่ ฝ่ำยอ ำนวยกำรเริ่มลงมือท ำแผน กำรวำงแผนขบวนล ำเลียงส่วนใหญ่ควรอยู่บนรำกฐำนของ รปจ. และควรระบุ กำรปฏิบัติในกำรวำงแผนที่ธรรมดำที่สุด อย่ำงไรก็ตำม ควำมต้องกำรบำงเรื่องจะต้องมีกำรประสำนนอกหน่วย เคลื่อนย้ำย และต้องมีกำรสนับสนุนจำกกองพันและฝ่ำยอ ำนวยกำรระดับสูง ผู้บังคับขบวนล ำเลียงจะต้อง ปฏิบัติหน้ำที่เฉพำะในกำรเตรียมขบวนล ำเลียง โดยปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้เป็นผลส ำเร็จด้วยเวลำที่มีอยู่อย่ำง จ ำกัด คือ เลือกและส ำรวจเส้นทำง เสนอค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนหำกจ ำเป็น แสดงผลกำรประสำนส ำหรับกำรรักษำควำมปลอดภัยบนเส้นทำง ให้ค ำแนะน ำแก่ผู้บังคับส่วนรองและเจ้ำหน้ำที่ก ำกับดูแลอื่น ตรวจตรำยำนพำหนะและเจ้ำหน้ำที่ บรรยำยสรุปแก่เจ้ำหน้ำที่ขบวนล ำเลียง


๑๙ ล าดับขั้นของการวางแผน (ถ้ำมีเวลำพอ) กำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนจะส ำเร็จหรือล้มเหลว ย่อมขึ้นอยู่กับกำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยว่ำมี ควำมละเอียดรอบคอบเพียงใด ฝ่ำยอ ำนวยกำรผู้รับผิดชอบ ต้องคิดวำงแผนย้อนหลังจำกเวลำเริ่มต้นปฏิบัติ ภำรกิจของหน่วย เพื่อดูว่ำจะต้องเริ่มต้นเคลื่อนย้ำยเมื่อใด พิจำรณำสถำนกำรณ์เฉพำะ เพื่อวำงแผนจัดก ำลัง และก ำหนดกำรเคลื่อนย้ำย ตลอดจนต้องมีกำรประสำนงำนอย่ำงใกล้ชิดกับหน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วย ข้ำงเคียง เพื่อควำมส ำเร็จและควำมปลอดภัยในกำรเคลื่อนย้ำย งำนส ำคัญที่ผู้บังคับบัญชำและฝ่ำยอ ำนวยกำร ที่เกี่ยวข้องต้องกระท ำเพื่อกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน คือ ๑. กำรออกค ำสั่งเตรียม ๒. กำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน ๓. กำรออกค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน ๔. กำรก ำกับดูแล ๑.๑ การออกค าสั่งเตรียม (ระดับกองร้อยลงมำจะออกค ำสั่งด้วยวำจำ) เพื่อให้หน่วยรองมีเวลำ เตรียมกำรมำกที่สุด ต้องบรรจุข่ำวสำรเกี่ยวกับกำรเคลื่อนย้ำย ในลักษณะที่สำมำรถให้ควำมชัดเจนแก่ผู้รับ ปฏิบัติ ดังนี้ ใคร (Who) กล่ำวถึงหน่วยที่จะต้องปฏิบัติ อะไร (What) กล่ำวถึงภำรกิจที่ต้องปฏิบัติ เมื่อไร (When) กล่ำวถึง วัน ว. เวลำ น. ที่จะปฏิบัติ ที่ไหน (Where) กล่ำวถึงไปปฏิบัติที่ไหน เส้นทำงไหน อย่ำงไร (How) กล่ำวถึงปฏิบัติอย่ำงไร ท ำไม (Why) กล่ำวถึงควำมมุ่งหมำยโดยทั่วไปในกำรเคลื่อนย้ำย ๑.๒ การวางแผนการเคลื่อนย้ายทางถนน ๑.๒.๑ ท ำกำรประมำณกำรเคลื่อนย้ำย เลือกเส้นทำง และจัดรูปขบวน ฝอ.๓ จะประมำณสถำนกำรณ์จำกภำรกิจที่ได้รับมอบประกอบแผนที่ รวมทั้ง จะพิจำรณำถึงลมฟ้ำอำกำศ ภูมิประเทศ ปัจจัยต่ำง ๆ ที่เกี่ยวกับ เวลำ ระยะทำง เส้นทำงที่มีอยู่ ยำนพำหนะ ขีดควำมสำมำรถของข้ำศึก กำรวำงก ำลังของฝ่ำยเรำ สภำพร่ำงกำยและกำรฝึก และหนทำงปฏิบัติของหน่วย ที่มีอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้หนทำงปฏิบัติที่ดีที่สุดในกำรเคลื่อนย้ำยของหน่วย ๑.๒.๒ กำรจัดและส่งส่วนลำดตระเวนเส้นทำง และส่วนล่วงหน้ำ (ควรเป็นไปตำม รปจ.) ๑.๒.๓ กำรท ำแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนโดยละเอียด กำรจัดขบวน เพื่อสะดวกแก่กำรควบคุมและก ำหนดเวลำ กำรใช้ข่ำวสำรจำกกำรลำดตระเวน เลือกเส้นทำงก ำหนดจุดต่ำงๆ ใช้อัตรำควำมเร็ว กำรค ำนวณกำรเดินทำง รูปขบวนและควำมเร็วในกำรเดินทำงเวลำผ่ำนพ้น กำรร่ำงตำรำงกำรเคลื่อนย้ำย ใช้ผลกำรค ำนวณท ำตำรำงกำรเคลื่อนย้ำย กำรตรวจสอบแผน ใช้ตำรำงกำรเคลื่อนย้ำย และข่ำยเรขำกำรเคลื่อนย้ำยมำท ำ กำรตรวจสอบแผน เพื่อให้แน่ใจว่ำแผนนั้นสอดคล้องกับค ำสั่งหน่วยเหนือ


๒๐ ๑.๓ การออกค าสั่งการเคลื่อนย้ายทางถนน หลังจำก ผู้บังคับบัญชำได้ตรวจและอนุมัติแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนแล้ว ฝอ.๓ ของหน่วย จะด ำเนินกำรท ำค ำสั่ง และแจกจ่ำยค ำสั่งยุทธกำรให้แก่หน่วยรอง ค ำสั่งยุทธกำรนั้นอำจเป็นลำยลักษณ์อักษร หรือค ำสั่งด้วยวำจำก็ได้ ๑.๓.๑ ค ำสั่งยุทธกำร กำรท ำและกำรออกค ำสั่งยุทธกำรให้ใช้แบบฟอร์มมำตรฐำน ๕ ข้อ และประกอบด้วยผนวกต่ำง ๆ เท่ำที่จ ำเป็น เพื่อให้รำยละเอียดในข่ำวสำรที่ต้องกำร ส ำหรับค ำสั่ง กำรเคลื่อนย้ำยที่ออกด้วยวำจำจะออกในระดับกองร้อยลงมำ ๑.๓.๒ ตำรำงกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน ท ำเป็นรูปผนวกประกอบค ำสั่งยุทธกำร เพื่อให้ ผู้บังคับตอนกำรเดินทรำบเวลำถึง และเวลำผ่ำนพ้น ณ จุดคับขันต่ำง ๆ ตำมเส้นทำงกำรเคลื่อนย้ำย และให้ ผู้บังคับขบวนได้ทรำบข่ำวสำรเกี่ยวกับที่อยู่ที่คำดไว้ของส่วนต่ำง ๆ ของขบวนตำมเวลำต่ำง ๆ ๑.๓.๓ แผ่นบริวำร กำรอธิบำยด้วยภำพ หรือเครื่องหมำยทำงทหำรลงในแผ่นบริวำร ประหยัดกำรเขียนเป็นลำยลักษณ์อักษร ท ำให้เข้ำใจได้ง่ำย อย่ำงน้อยที่สุดควรจะแสดงที่ตั้งของหน่วยปัจจุบัน เส้นทำงกำรเดิน จุดคับขันต่ำง ๆ และที่ตั้งใหม่ของหน่วย ณ ที่หมำยปลำยทำง ๑.๓.๔ แผนที่เส้นทำง มีลักษณะเป็นแผนผังเส้นทำงกำรเคลื่อนย้ำย และแสดงที่หมำย ในภูมิประเทศ และจุดคับขันต่ำง ๆ ด้วยระยะทำงระหว่ำงต ำบลเหล่ำนั้น แผนที่เส้นทำงนี้อำจจะแจกจ่ำยเป็น ผนวกประกอบค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยเพิ่มเติมจำกแผ่นบริวำร หรือใช้แทนแผ่นบริวำรก็ได้ ๑.๓.๕ ตำรำงกำรน ำขบวน ท ำขึ้นแจกจ่ำยเจ้ำหน้ำที่ต่ำง ๆ ในขบวน เฉพำะอย่ำงยิ่งผู้ก ำกับ ควำมเร็วจะต้องใช้ตำรำงกำรน ำขบวนนี้ประกอบในกำรพิจำรณำใช้ควำมเร็วของขบวน เพื่อให้ถึงจุดตรวจ ตำมเวลำและเวลำหยุดพักของขบวน ๑.๓.๖ ข่ำยเรขำกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน เป็นผังกรำฟแสดงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเวลำ กับระยะทำง ใช้ในกำรวำงแผน ตรวจสอบ และควบคุม ในที่นี้จะพิจำรณำแต่เพียงกำรใช้ข่ำยเรขำ กำรเคลื่อนย้ำยเท่ำนั้น ไม่แสดงถึงกำรท ำข่ำยเรขำกำรเคลื่อนย้ำย ๑.๔ การก ากับดูแล อ ำนวยกำรปฏิบัติกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนให้เป็นไปตำมแผนที่ได้วำงไว้ ๒. ปัจจัยการวางแผน (Planning Factors) ผลส ำเร็จของกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่ำง ๆ ที่เกื้อกูลแก่กำรเคลื่อนย้ำย ปัจจัยเหล่ำนี้ ได้แก่ ภำรกิจที่ได้รับมอบ สภำพภูมิประเทศ ลมฟ้ำอำกำศ สถำนกำรณ์ทำงยุทธวิธี จ ำนวน และชนิดยำนพำหนะในขบวน ควำมช ำนำญของพลขับ จุดเริ่มต้นของขบวน เวลำที่ต้องกำรให้ถึงปลำยทำง ระยะทำงเคลื่อนย้ำย อัตรำกำรเคลื่อนที่ เจ้ำหน้ำที่วำงแผนจะต้องคำดกำรณ์และวำงแผนไว้ให้ใช้ได้ แม้ว่ำ ปัจจัยเหล่ำนี้จะเปลี่ยนไปโดยมิได้คำดฝัน แต่อย่ำงไรก็ตำมควำมรับผิดชอบในขั้นสุดท้ำยอยู่ที่ผู้ปฏิบัติซึ่งจะต้อง ทรำบและเรียนรู้รำกฐำนของกำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยเสียก่อน ซึ่งได้แก่ ควำมสัมพันธ์ของระยะทำง เวลำ และอัตรำกำรเคลื่อนที่ ก่อนจะน ำเอำควำมสัมพันธ์อันนี้ไปใช้ในกำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน ท่ำนจะต้องคุ้นเคยกับค ำต่ำง ๆ ที่ใช้ในปัจจัยเวลำ ระยะทำง และเกณฑ์กำรเคลื่อนย้ำยเสียก่อน ๒.๑ ปัจจัยเวลา – ระยะทาง (Time – Distance Factor) ปัจจัยเวลำและระยะทำง ใช้ในกำรค ำนวณอย่ำงกว้ำง ๆ ส ำหรับกำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนน และเพื่อปรับปรุงกำรเคลื่อนย้ำย หรือตำรำงกำรเคลื่อนย้ำย


๒๑ ๒.๑.๑ ปัจจัยระยะทาง (Distance Factor) ปัจจัยระยะทำงจะมีหน่วยเป็นกิโลเมตร หรือเมตร ค ำที่ใช้ในกำรบอกปัจจัยระยะทำงมีดังต่อไปนี้ ปัจจัยเกี่ยวกับรถ ๑) ควำมยำวรถ (Length) คือ ควำมยำวของรถที่ครอบคลุมอยู่บนถนน วัดจำก กันชนหน้ำของรถไปยังกันชนหลังของรถ เกณฑ์กำรวำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยทำงถนนใช้ ๙ เมตร (๑๐ หลำ) ส ำหรับ รยบ. ๒ ๑/๒ และ ๑๘ เมตร ส ำหรับรถกึ่งพ่วง ๑๒ ตัน ๒) ระยะต่อระหว่ำงรถ (Vehicle Gap) คือ ระยะห่ำงระหว่ำงรถ วัดจำกกันชน หลังของรถไปยังกันชนหน้ำของรถที่ตำมมำ มีหน่วยเป็นเมตร ๓) ระยะน ำของรถ (Vehicle Lead) คือ ระยะห่ำงระหว่ำงรถ วัดจำกกันชนหน้ำ ของรถไปยังกันชนหน้ำของรถที่ตำมมำ ระยะน ำของรถจะเท่ำกับควำมยำวรถรวมกับระยะต่อระหว่ำงรถ ระยะน ำของรถ = ควำมยำวรถ + ระยะต่อระหว่ำงรถ ปัจจัยเกี่ยวกับขบวน / ส่วนประกอบของขบวน ๑) ควำมยำวขบวน (Column Length : CL) คือ ควำมยำวของขบวนหรือ ส่วนประกอบของขบวนที่ครอบคลุมอยู่บนถนน วัดจำกกันชนหน้ำของยำนพำหนะคันแรกไปยังกันชนหลัง ของยำนพำหนะคันสุดท้ำย และรวมระยะต่อภำยในขบวนทั้งหมด มีหน่วยเป็นกิโลเมตร ๒) ระยะต่อระหว่ำงขบวน (Column Gap) คือ ระยะห่ำงระหว่ำงหน่วย กำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่ หรือขบวนกำรเคลื่อนที่ วัดจำกยำนพำหนะคันสุดท้ำยของส่วนหนึ่งไปยัง ยำนพำหนะคันแรกของส่วนที่ตำมมำ ระยะต่อระหว่ำงส่วนกำรเคลื่อนที่นี้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร ๓) ระยะน ำของขบวน (Column Lead) คือ ระยะห่ำงระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่ หรือขบวนกำรเคลื่อนที่ วัดจำกยำนพำหนะคันแรกของส่วนหนึ่งไปยังยำนพำหนะคันแรก ของส่วนที่ตำมมำ ระยะน ำของขบวนจะเท่ำกับควำมยำวขบวนรวมกับระยะต่อระหว่ำงขบวน ระยะน ำของขบวน = ควำมยำวขบวน + ระยะต่อระหว่ำงขบวน ๔) ระยะทำงบนถนน (Road Distance) คือ ระยะทำงจำกจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง บนเส้นทำงกำรเคลื่อนย้ำย มีหน่วยเป็นกิโลเมตร ๕) พื้นที่ถนน (Road Space) คือ ควำมยำวทั้งสิ้นบนถนนที่ขบวนล ำเลียง ครอบคลุมอยู่ วัดจำกกันชนหน้ำของยำนพำหนะคันแรกไปยังกันชนหลังของยำนพำหนะคันสุดท้ำยและรวม ระยะต่อภำยในขบวนทั้งหมด มีหน่วยเป็นกิโลเมตร (ตำมปกติพื้นที่ถนนจะเป็นอันเดียวกับควำมยำวขบวน) ตัวอย่างการค านวณปัจจัยระยะทาง ๑. หน่วยกำรเคลื่อนที่หนึ่ง มียำนพำหนะ ๒๐ คัน ระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะ ๒๕ เมตร ยำนพำหนะยำว ๙ เมตร หน่วยกำรเคลื่อนที่นี้มีควำมยำวเท่ำไร ๙ ม. ๙ ม. ๙ ม. ๒๕ ม. ๒๕ ม. …………… ๒๐ คัน ควำมยำวยำนพำหนะ ๒๐ คัน = ๒๐ × ๙ = ๑๘๐ เมตร ระยะต่อทั้งหมด (๑๙) = ๑๙ × ๒๕ = ๔๗๕ เมตร ควำมยำวของหน่วยกำรเคลื่อนที่ = ๑๘๐ + ๔๗๕ = ๖๕๕ เมตร


๒๒ ๒. ตอนกำรเคลื่อนที่ ประกอบด้วย ๓ หน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยกำรเคลื่อนที่มีควำมยำว ๒ กม. ระยะต่อระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ ๑ กม. เดินทำงจำกต ำบล ก. ไปยังต ำบล ข. ระยะทำง ๓๐ กม. จงตอบค ำถำมต่อไปนี้ ๓๐ กม. ๒ กม. ๒ กม. ๒ กม. ๑ กม. ๑ กม. ต ำบล ก. ต ำบล ข. - ตอนกำรเคลื่อนที่นี้มีควำมยำวเท่ำกับ (๘ กิโลเมตร) - ระยะต่อระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ (๑ กิโลเมตร) - ระยะน ำของหน่วยกำรเคลื่อนที่ (๓ กิโลเมตร) - ระยะทำงบนถนน (๓๐ กิโลเมตร) - พื้นที่ถนน (๘ กิโลเมตร) ๒.๑.๒ ปัจจัยเวลา (Time Factor) ปัจจัยเวลำจะแสดงเป็นจ ำนวนชั่วโมงหรือนำที ค ำที่ ใช้บอกปัจจัยเวลำมีดังต่อไปนี้ ๑) ควำมยำวขบวนเป็นเวลำ (Time Length : TL) คือ จ ำนวนเวลำที่ขบวน หรือส่วนประกอบของขบวน เคลื่อนที่ผ่ำนจุดที่ก ำหนด วัดจำกกันชนหน้ำของยำนพำหนะคันแรกไปยังกันชน หลังของยำนพำหนะคันสุดท้ำย และรวมระยะต่อเป็นเวลำภำยในขบวนทั้งหมด มีหน่วยเป็นนำทีหรือชั่วโมง ๒) ระยะต่อเป็นเวลำ (Time Gap) คือ จ ำนวนของเวลำที่วัดระหว่ำงยำนพำหนะ หน่วยกำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่ หรือขบวนกำรเคลื่อนที่ เมื่อผ่ำนจุดที่ก ำหนด วัดจำกยำนพำหนะคันท้ำย ของส่วนหนึ่ง ไปยังยำนพำหนะคันแรกของส่วนที่ตำมมำ ระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงยำนพำหนะนี้ มีหน่วยเป็น วินำที ส่วนระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงส่วนกำรเคลื่อนที่จะเป็นนำที ๓) ระยะน ำเป็นเวลำ (Time Lead) คือ จ ำนวนของเวลำที่ขบวนหรือส่วนประกอบ ของขบวนเคลื่อนที่ผ่ำนจุดที่ก ำหนด วัดจำกยำนพำหนะคันแรกของส่วนหนึ่งไปยังยำนพำหนะ คันแรกของส่วนที่ตำมมำ ระยะน ำเป็นเวลำจะเท่ำกับ ควำมยำวขบวนเป็นเวลำรวมกับระยะต่อเป็นเวลำ ระยะน ำเป็นเวลำ = ควำมยำวขบวนเป็นเวลำ (TL) + ระยะต่อเป็นเวลำ ๔) ระยะทำงเป็นเวลำ (Time Distance) คือ จ ำนวนเวลำที่ใช้ในกำรเคลื่อนที่ จำกจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ด้วยอัตรำกำรเคลื่อนที่ที่ก ำหนด ระยะทำงเป็นเวลำจะไม่รวมเวลำกำรหยุดพัก ๕) เวลำผ่ำน (Pass Time) คือ จ ำนวนเวลำที่ต้องกำรส ำหรับขบวนล ำเลียง หรือส่วนประกอบของขบวนในกำรเคลื่อนที่ผ่ำนจุดที่ก ำหนดบนเส้นทำง ตำมปกติเวลำผ่ำนจะเป็นอันเดียวกับ ควำมยำวขบวนเป็นเวลำ (Time Length) มีหน่วยเป็น นำที ชั่วโมง ๖) เวลำผ่ำนพ้น (Clear Time) คือ เวลำนำฬิกำที่ยำนพำหนะคันสุดท้ำยของหน่วย กำรเคลื่อนที่ ตอนกำรเคลื่อนที่ หรือขบวนกำรเคลื่อนที่ผ่ำนพ้นจุดเริ่มต้น (SP) จุดตรวจ (CP) หรือจุดแยก ขบวน (RP) เป็นเวลำปกติตำมหน้ำปัทม์นำฬิกำ เวลำผ่ำนพ้นค ำนวณมำจำกเวลำผ่ำน (Pass Time)


๒๓ ตัวอย่างการค านวณปัจจัยเวลา ขบวนประกอบด้วย ๓ หน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยกำรเคลื่อนที่ที่มีควำมยำวเป็นเวลำ (TL) ๑๐ นำที ระยะต่อระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ ๕ นำที ออกเดินทำงจำก SP. เวลำ ๐๘๐๐ ใช้เวลำในกำร เดินทำงจำก SP. ไปยัง RP. ๒.๕ ชม. จงตอบค ำถำมต่อไปนี้ ๑๐ นำที ๑๐ นำที ๑๐ นำที ๕ นำที ๕ นำที SP RP ๑. ขบวนนี้มีควำมยำวเป็นเวลำ (TL) (๔๐ นำที) ๒. ระยะต่อเป็นเวลำ (๕ นำที) ๓. ระยะน ำเป็นเวลำ (๑๕ นำที) ๔. ระยะทำงเป็นเวลำ (TD) (๒ ชม. ๓๐ นำที) ๕. เวลำผ่ำนของขบวน (๔๐ นำที) ๖. ขบวนจะผ่ำนพ้น SP เวลำ (๐๘๔๐) ๒.๒ ปัจจัยเกณฑ์การเคลื่อนย้าย (Movement Measurement) กำรเคลื่อนย้ำยจะวัดโดยกำร ค ำนวณระยะเวลำที่ใช้ในกำรเคลื่อนย้ำยของขบวนล ำเลียงบนเส้นทำง ซึ่งกำรค ำนวณนี้จะเกี่ยวข้องกับปัจจัย เวลำ และระยะทำง ค ำที่ใช้ในกำรบอกเกณฑ์กำรเคลื่อนย้ำยมีดังต่อไปนี้ ๒.๑.๑ ควำมเร็ว (Speed) คือ ควำมเร็วที่แท้จริงของยำนพำหนะที่เคลื่อนที่ในห้วงเวลำหนึ่ง ที่วัดได้จำกเครื่องวัดควำมเร็วบนแผงหน้ำปัด มีหน่วยวัดเป็นไมล์ / ชม. หรือ กม. / ชม. ๒.๒.๒ ควำมเร็วที่ก ำหนด (Pace) คือ ควำมเร็วที่รถน ำ หรือผู้ก ำกับควำมเร็วก ำหนดให้แก่ ขบวน หรือส่วนประกอบของขบวน โดยควำมเร็วนี้ต้องปรับอยู่ตลอดเวลำ ขึ้นอยู่กับสภำพของเส้นทำง มีหน่วย วัดเป็นไมล์ / ชม. หรือ กม. / ชม. ๒.๒.๓ ควำมเร็วสูงสุด (Maximum Speed) เป็นกำรควบคุมควำมเร็วของยำนพำหนะ เนื่องจำกส่วนต่ำงๆ ของขบวนอำจพบปัญหำเกี่ยวกับเส้นทำง และสิ่งกีดขวำงต่ำง ๆ กันในห้วงเวลำเดียวกัน ซึ่งจะมีผลท ำให้แต่ละส่วนใช้ควำมเร็วต่ำง ๆ กันไป ท ำให้รูปขบวนยืด ๆ หด ๆ หรือมีกำรเร่งควำมเร็ว ตำม ค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยจะก ำหนดควำมเร็วของขบวน อัตรำกำรเคลื่อนที่ของขบวน และควำมเร็วสูงสุดที่จะ กระท ำได้ เพื่อตำมให้ทัน เพื่อควำมปลอดภัย และเพื่อลดกำร “เร่งควำมเร็ว” ด้วย ๒.๒.๔ อัตรำกำรเคลื่อนที่ (Rate of March) คือ จ ำนวนระยะทำงโดยเฉลี่ย ตำมที่คำดไว้ ในกำรเดินทำงในห้วงเวลำหนึ่งโดยเฉพำะ เนื่องจำกอัตรำกำรเคลื่อนที่เป็นค่ำเฉลี่ย มันจึงทดแทนให้กับเวลำ หยุดเป็นระยะสั้นๆ และกำรล่ำช้ำอื่น ๆ ที่อำจเกิดขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีสำเหตุมำจำกสภำพเส้นทำง และกำรจรำจรคับคั่ง โดยไม่รวมกำรหยุดยำว เช่น กำรหยุดเพื่อรับประทำนอำหำร กำรหยุดเติม สป. ๓ และกำรหยุดเพื่อปรับขบวนเคลื่อนที่ในเวลำกลำงคืน อัตรำกำรเคลื่อนที่ มีหน่วยวัดเป็น กม. ใน ชม. หรือ ไมล์ ใน ชม. ผู้วำงแผนกำรเคลื่อนย้ำยควรใช้อัตรำกำรเคลื่อนที่ในกำรค ำนวณกำรเคลื่อนย้ำย โดยใช้สูตรดังนี้ อัตรำกำรเคลื่อนที่ = ระยะทำง เวลำ ๒.๕ ชม.


๒๔ ๒.๓ ตัวคูณความเร็ว (Speedometer Multiplier ) ระยะห่ำงระหว่ำงยำนพำหนะ (ระยะต่อ) ผู้บังคับขบวนจะก ำหนดระยะต่อโดยอยู่บนรำกฐำน ของอัตรำกำรเคลื่อนที่, เส้นทำงและภัยคุกคำม ถ้ำก ำหนดให้ทุกควำมเร็วใช้ระยะต่อเดียวกัน กำรเคลื่อนย้ำย จะปฏิบัติเป็นแบบขบวนที่ก ำหนดตำยตัว แต่ถ้ำระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตำมควำมเร็ว ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่ำงสม่ ำเสมอแล้ว กำรเคลื่อนย้ำยจะปฏิบัติโดยขบวนควบคุม อัตรำกำรเคลื่อนที่จะขึ้นอยู่กับสภำพของถนน, กำรจรำจร และควำมเร็วของยำนพำหนะที่ช้ำที่สุด อัตรำกำรเคลื่อนที่จะต้องต่ ำกว่ำควำมเร็วจ ำกัดตำมกฎหมำยตำมที่ติดไว้โดยทุกกรณี หลำยหน่วยจะระบุอัตรำ กำรเคลื่อนที่สูงสุดของขบวนล ำเลียง ภำยใต้สถำนกำรณ์ทำงกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน ผู้บังคับขบวนจะต้อง ทรำบนโยบำยของหน่วยในท้องถิ่น ถ้ำขบวนควบคุมถูกก ำหนดขึ้น เทคนิคในกำรก ำหนดระยะต่อที่ถูกต้องให้กับพลขับ จะอยู่บน รำกฐำนของควำมเร็ว คือ ตัวคูณควำมเร็ว (คร.) ซึ่งตัวคูณควำมเร็วนี้ คือ ตัวเลขที่ก ำหนดขึ้น (๑, ๒ หรือ ๓) เพื่อใช้รักษำระยะต่อของยำนพำหนะในขบวน คูณกับควำมเร็ว เช่น ควำมเร็วของยำนพำหนะ ๔๐ กม. / ชม. ใช้ตัวคูณควำมเร็ว ๒ จะมีระยะต่อเท่ำกับ ๘๐ เมตร ถ้ำควำมเร็วของยำนพำหนะ ๒๕ ไมล์ / ชม. ใช้ตัวคูณ ควำมเร็ว ๓ จะมีระยะต่อเท่ำกับ ๗๕ หลำ ดังนั้น ระยะต่อจะเปลี่ยนแปลงตำมควำมเร็วและตัวคูณควำมเร็ว เนื่องจำกระยะต่อจะเปลี่ยนแปลงไปโดยเป็นสัดส่วนโดยตรงกับควำมเร็ว เมื่อควำมเร็วของยำนพำหนะลดลง ระยะต่อก็จะลดลงด้วย ขบวนจะเริ่มปิดระยะต่ออย่ำงช้ำ ๆ และจะเปิดระยะต่อออกไปเมื่อขบวนค่อย ๆ เพิ่มควำมเร็ว พลขับจึงต้องเปิดและปิดระยะต่อ เพื่อปรับให้เข้ำกับสถำนกำรณ์ที่เปลี่ยนแปลง ผลดีคือได้ควำม ปลอดภัยในกำรเพิ่มระยะห่ำงระหว่ำงยำนพำหนะ เมื่อควำมเร็วสูงขึ้น ๒.๓.๑ กำรค ำนวณหำระยะต่อ และระยะต่อเป็นเวลำ โดยมีตัวคูณควำมเร็วเข้ำมำเกี่ยวข้อง ๑) กำรรักษำระยะต่อโดยใช้ตัวคูณควำมเร็ว ตัวอย่ำง เช่น ก ำหนดให้รถวิ่งด้วยควำมเร็ว ๒๐ กม. /ชม. , ๓๐ กม./ชม. , ๔๐ กม./ชม. , ๕๐ กม./ชม. , ๖๐ กม./ชม. และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ ตัวคูณควำมเร็ว ๒ ๒ × ๒๐ = ๔๐ เมตร ๒ × ๓๐ = ๖๐ เมตร ๒ × ๔๐ = ๘๐ เมตร ๒ × ๕๐ = ๑๐๐ เมตร ๒ × ๖๐ = ๑๒๐ เมตร สรุป กำรรักษำระยะต่อโดยใช้ตัวคูณควำมเร็ว ระยะต่อจะเปลี่ยนแปลงไปตำมควำมเร็วของรถ ร อ ว


๒๕ ๒) กำรรักษำระยะต่อเป็นเวลำโดยใช้ตัวคูณควำมเร็ว ตัวอย่ำงเช่น ก ำหนดให้รถวิ่งด้วย ควำมเร็ว ๒๐ กม./ชม. , ๓๐ กม./ชม. , ๔๐ กม./ชม. , ๕๐ กม./ชม. , ๖๐ กม./ชม. และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้ตัว คูณควำมเร็ว ๓ ๓ × ๒๐ = ๖๐ เมตร ระยะต่อเป็นเวลำ = ๖๐ × ๖๐ × ๖๐ = ๑๐.๘ วินำที ๒๐ × ๑,๐๐๐ ๓ × ๓๐ = ๙๐ เมตร ระยะต่อเป็นเวลำ = ๙๐ × ๖๐ × ๖๐ = ๑๐.๘ วินำที ๓๐ × ๑,๐๐๐ ๓ × ๔๐ = ๑๒๐ เมตร ระยะต่อเป็นเวลำ = ๑๒๐ × ๖๐ × ๖๐ = ๑๐.๘ วินำที ๔๐ × ๑,๐๐๐ ๓ × ๕๐ = ๑๕๐ เมตร ระยะต่อเป็นเวลำ = ๑๕๐ × ๖๐ × ๖๐ = ๑๐.๘ วินำที ๕๐ × ๑,๐๐๐ ๓ × ๖๐ = ๑๘๐ เมตร ระยะต่อเป็นเวลำ = ๑๘๐ × ๖๐ × ๖๐ = ๑๐.๘ วินำที ๖๐ × ๑,๐๐๐ สรุป ระยะต่อเป็นเวลำจะคงที่เสมอแม้ว่ำควำมเร็วของรถจะเปลี่ยนแปลงไป ๒.๓.๒ กำรค ำนวณหำควำมยำวขบวน (ทรำบจ ำนวนรถ และตัวคูณควำมเร็ว) ตัวอย่ำงเช่น ๑) หน่วยกำรเคลื่อนที่หนึ่งมีรถ ๔๐ คัน ควำมยำวของรถแต่ละคัน ๙ เมตร เมื่อขบวน วิ่งด้วยควำมเร็ว ๓๐ กม. / ชม. ตัวคูณควำมเร็ว ๓ หน่วย หน่วยกำรเคลื่อนที่นี้มีควำมยำวทั้งสิ้นเท่ำไร ควำมยำวของรถ ๔๐ คัน = ๔๐ × ๙ = ๓๖๐ ม. .............. (๑) ระยะต่อแต่ละคัน = ๓ × ๓๐ = ๙๐ ม. มี ๓๙ ระยะต่อ = ๓๙ × ๙๐ = ๓,๕๑๐ ม. .............. (๒) หน่วยกำรเคลื่อนที่นี้มีควำมยำวทั้งสิ้น = (๑) + (๒) = ๓๖๐ + ๓๕๑๐ = ๓,๘๗๐ ม. = ๓.๘๗ กม. ๒) ตอนกำรเคลื่อนที่หนึ่ง มี ๒ หน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยกำรเคลื่อนที่มี ยำนพำหนะ ๒๕ คัน ระยะต่อระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ ๒ นำที ควำมยำวของยำนพำหนะ ๑๐ เมตร ใช้อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๓๐ กม. ใน ชม. ตัวคูณควำมเร็ว ๒ ตอนกำรเคลื่อนที่นี้มีควำมยำวทั้งสิ้นเท่ำไร ๒๕ คัน ๒๕ คัน ควำมยำวของยำนพำหนะทั้งหมด ๕๐ คัน = ๕๐ × ๑๐ = ๕๐๐ ม. ........ (๑) ระยะต่อแต่ละคัน = ๒ × ๓๐ = ๖๐ ม. หน่วยกำรเคลื่อนที่ ๑ มี ๒๔ ระยะต่อ = ๒๔ × ๖๐ = ๑,๔๔๐ ม. .... (๒) หน่วยกำรเคลื่อนที่ ๒ มี ๒๔ ระยะต่อ = ๒๔ × ๖๐ = ๑,๔๔๐ ม. ..... (๓) ระยะต่อหน่วยกำรเคลื่อนที่ = ๒ นำที ๒ นาที


๒๖ อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๓๐ กม. ใน ชม. ๖๐ นำที ได้ระยะทำง ๓๐ × ๑,๐๐๐ ม. ๒ นำที ได้ระยะทำง ๓๐ × ๑,๐๐๐ × ๒ = ๑,๐๐๐ ม. .............(๔) ๖๐ ตอนกำรเคลื่อนที่มีควำมยำวทั้งสิ้น = (๑) + (๒) + (๓) + (๔) = ๕๐๐ + ๑๔๔๐ + ๑๔๔๐ + ๑,๐๐๐ = ๔,๓๘๐ ม. = ๔.๓๘ กม. ๒.๓.๓ กำรรักษำระยะต่อของพลขับ วิธีง่ำย ๆ ที่จะให้พลขับปฏิบัติเกี่ยวกับกำรรักษำระยะต่อ จะกระท ำได้ ๓ วิธี ๑) กำรใช้ตัวคูณควำมเร็ว คือ กำรน ำตัวคูณควำมเร็วคูณกับควำมเร็วที่หน้ำปัทม์ ของรถจะได้ระยะต่อตำมต้องกำรที่พลขับจะต้องปฏิบัติ ๒) กำรใช้ควำมยำวของรถ คือ พลขับใช้ควำมยำวของรถ ช่วยในกำรกะระยะ ด้วยสำยตำ โดยปกติพลขับทุกคน สำมำรถกะระยะของรถของตนเมื่อต้องกำรแซงหน้ำรถคันอื่น หรือยอมให้รถ คันอื่นหลบเข้ำมำอยู่ข้ำงหน้ำของตน พลขับซึ่งคุ้นเคยกับควำมยำวของรถ ปกติคำดคะเนได้ ประมำณ ๑๐ หลำ หรือ ๙ เมตร ฉะนั้นจึงก ำหนดระยะต่อได้ว่ำจะเป็นกี่ช่วงของรถ โดยใช้เกณฑ์ ๙ เมตร ต่อ ๑ ช่วง ทั้งนี้อำศัยตัว คูณควำมเร็วมำประกอบ เช่น ตัวคูณควำมเร็ว ๒ ที่ควำมเร็ว ๓๐ กม./ชม. จะเป็นระยะต่อเท่ำกับ ๖๐ เมตร จึงเท่ำกับระยะต่อ ๖ ช่วงรถ “ผลส ำเร็จของกำรรักษำระยะต่อโดยใช้ตัวคูณควำมเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับกำรกะระยะ ของพลขับ ถ้ำพลขับไม่ได้รับกำรฝึกฝนอย่ำงดีแล้ว กำรใช้ตัวคูณควำมเร็วจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย” ๓) กำรนับเป็น ๒ เท่ำของตัวคูณควำมเร็ว เรำได้ศึกษำมำแล้วว่ำกำรใช้ตัวคูณ ควำมเร็วนั้น ท ำให้ได้ระยะต่อเป็นเวลำคงที่ แม้ว่ำควำมเร็วและระยะต่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่ำงไรก็ตำม พลขับ สำมำรถรักษำระยะต่อได้ด้วยกำรนับครั้งละ ๑ วินำทีเสมอจนครบ กำรนับให้เริ่มนับเมื่อท้ำยขบวนรถคันหน้ำ ผ่ำนที่หมำยหนึ่งที่หมำยใด ๆ ซึ่งพลขับก ำหนดขึ้นเองตำมแต่จะเห็นควร และนับเรื่อยไปจนครบจ ำนวนระยะ ต่อเป็นเวลำทันทีที่นับครบจ ำนวน หน้ำรถของคันที่พลขับท ำกำรนับจะต้องถึงที่หมำยที่ก ำหนดไว้นั้นพอดี จึงจะ ถือว่ำระยะต่อถูกต้อง ตัวอย่ำงกำรนับ (เช่น หน่วยกำรเคลื่อนที่ใช้ SM ๒ ซึ่งระยะต่อที่เป็นเวลำของ SM ๒ มีค่ำเท่ำกับ ๗.๒ วินำที) ฉะนั้นกำรนับเป็น ๒ เท่ำของตัวคูณควำมเร็วคือ นับ ๔ ครั้ง ได้แก่ พัน.ขส.ร้อย ๑, พัน.ขส.ร้อย ๒, พัน.ขส.ร้อย. ๓, พัน.ขส.ร้อย ๔ คือนับ ๔ ครั้ง ๆ ละ ๑ วินำที จะมีค่ำเท่ำกับ ๔ วินำทีและเมื่อรวมกับช่วง จังหวะกำรหำยใจในระหว่ำงนับอีก ๓ ครั้ง คือ ๓ วินำที เมื่อเสร็จสิ้นกำรนับจะมีค่ำเท่ำกับ ๗ วินำที ซึ่งมีค่ำ ใกล้เคียงกับระยะต่อที่เป็นเวลำ SM ๒ (๗.๒ วินำที) ดังนั้นพลขับจะต้องฝึกหัดนับครั้งให้ได้ ครั้งละ ๑ วินำที กำรรักษำระยะต่อแบบนี้ กำรปฏิบัติของพลขับจะง่ำยขึ้นมำก เพรำะพลขับมีหน้ำที่อยู่อย่ำงเดียว คือ กำรนับเป็น ๒ เท่ำของตัวคูณควำมเร็ว และจังหวะของกำรนับจะอยู่ห่ำงกัน ๑ วินำที แล้วระยะต่อก็จะ เกิดขึ้นไปในตัวเอง ควำมเร็ว ไมล์/ชม. , ระยะต่อ (หลำ) ควำมเร็ว กม./ชม. , ระยะต่อ (เมตร)


๒๗ ความเร็ว กม./ชม. , ระยะต่อ (เมตร) ตาราง ๑ (ตัวคูณความเร็ว ๒) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ความเร็ว กม./ชม. ระยะต่อ (เมตร) ๒ × ความเร็ว ระยะต่อเป็นเวลา (วินาที) ความสัมพันธ์กับ ตัวคูณความเร็ว จ านวนครั้งที่นับ ๑๐ ๒๐ ๗.๒ ๒ × ๒ ๔ ๒๐ ๔๐ ๗.๒ ๒ × ๒ ๔ ๓๐ ๖๐ ๗.๒ ๒ × ๒ ๔ ๔๐ ๘๐ ๗.๒ ๒ × ๒ ๔ ๕๐ ๑๐๐ ๗.๒ ๒ × ๒ ๔ ๑ วินำที ๑ วินำที ๑ วินำที ๑ วินำที ๑ วินำที ๑ วินำที ๑ วินำที หมายเหตุ กำรปฏิบัติ จ ำนวนกำรนับ ๔ ครั้ง ๆ ละ ๑ วินำที จะเท่ำกับ ๔ วินำที มีระยะกำรหำยใจ จ ำนวน ๓ ครั้ง ๆ ละ ๑ วินำที จะเท่ำกับ ๓ วินำที เมื่อรวมจ ำนวนครั้งจำกกำรนับและระยะหำยใจ จะเท่ำกับ ๗ วินำที ซึ่งใกล้เคียงกับระยะต่อเป็น เวลำ ๗.๒ วินำที(ทำงทฤษฎี) ตาราง ๒ (ตัวคูณความเร็ว ๓) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ความเร็ว กม./ชม. ระยะต่อ (เมตร) ๓ × ความเร็ว ระยะต่อเป็นเวลา (วินาที) ความสัมพันธ์กับ ตัวคูณความเร็ว จ านวนครั้งที่นับ ๑๐ ๓๐ ๑๐.๘ ๒ × ๓ ๖ ๒๐ ๖๐ ๑๐.๘ ๒ × ๓ ๖ ๓๐ ๙๐ ๑๐.๘ ๒ × ๓ ๖ ๔๐ ๑๒๐ ๑๐.๘ ๒ × ๓ ๖ ๕๐ ๑๕๐ ๑๐.๘ ๒ × ๓ ๖ หมายเหตุ กำรปฏิบัติ จ ำนวนกำรนับ ๖ ครั้ง ๆ ละ ๑ วินำที จะเท่ำกับ ๖ วินำที มีระยะกำรหำยใจ จ ำนวน ๕ ครั้ง ๆ ละ ๑ วินำที จะเท่ำกับ ๕ วินำที เมื่อรวมจ ำนวนครั้งจำกกำรนับและระยะหำยใจ จะเท่ำกับ ๑๑ วินำที ซึ่งใกล้เคียงกับระยะต่อเป็น เวลำ ๑๐.๘ วินำที (ทำงทฤษฎี) พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑ พัน ขส. ร้อย ๑


๒๘ ๓. ความหนาแน่นและปริมาณการจราจร (Density And Traffic Flow) ๓.๑ ความหนาแน่น (Density) ใช้ระยะทำงเป็นหลัก คือ จ ำนวนยำนพำหนะโดยเฉลี่ยที่ครอบคลุมอยู่บนพื้นที่ถนน เป็นระยะทำง ๑ ไมล์ หรือ ๑ กม. มีหน่วยเป็น คัน/ไมล์ หรือคัน/กม. หรือพูดง่ำย ๆ ว่ำ ใน ๑ กม. จะมียำนพำหนะกี่คัน ดังนั้น จ ำนวนยำนพำหนะจะมำกหรือน้อยในระยะทำงดังกล่ำว จึงขึ้นอยู่กับควำมยำวของระยะต่อ ถ้ำระยะต่อ สั้นก็จะมียำนพำหนะจ ำนวนมำก ท ำให้ควำมหนำแน่นของยำนพำหนะมำกขึ้น ถ้ำระยะต่อยำวจะท ำให้มี จ ำนวนยำนพำหนะน้อย ท ำให้ควำมหนำแน่นของยำนพำหนะน้อยลง ๓.๒ ปริมาณการจราจร (Traffic Flow) ใช้เวลำเป็นหลัก คือ จ ำนวนยำนพำหนะโดยเฉลี่ยทั้งสิ้นที่วิ่งผ่ำนจุดใดจุดหนึ่งในห้วงเวลำ ที่ก ำหนด ตำมปกติใช้ ๑ ชม. มีหน่วยเป็น คัน/ชม. หรือเรียกอีกอย่ำงว่ำ ใน ๑ ชม. จะมียำนพำหนะวิ่งผ่ำนจุด ที่ก ำหนดกี่คัน ดังนั้น จ ำนวนยำนพำหนะที่วิ่งผ่ำนจุดดังกล่ำวจะมำกหรือน้อยถ้ำระยะต่อไม่มีกำรเปลี่ยนแปลง จะขึ้นอยู่กับอัตรำกำรเคลื่อนที่ที่ใช้ ถ้ำอัตรำกำรเคลื่อนที่สูง จะท ำให้ปริมำณกำรจรำจรมำกขึ้น แต่ถ้ำอัตรำ กำรเคลื่อนที่ต่ ำก็จะให้ปริมำณกำรจรำจรน้อยลง ๓.๓ สูตรที่ใช้ในการค านวณ ๓.๓.๑ กำรค ำนวณหำควำมหนำแน่น (Density) ควำมหนำแน่น = ๑,๐๐๐ เมตร ระยะต่อยำนพำหนะ + ควำมยำวยำนพำหนะโดยเฉลี่ย หมายเหตุ ระยะต่อยำนพำหนะจะบอกเป็นเมตร ซึ่งแสดงระยะต่อระหว่ำงยำนพำหนะ ควำมยำว ของยำนพำหนะโดยเฉลี่ยจะบอกเป็นเมตรเช่นเดียวกันซึ่งจะแสดงควำมยำวโดยเฉลี่ยของยำนพำหนะที่ธรรมดำ ที่สุดในขบวนกำรเคลื่อนที่ ตัวอย่าง ถ้ำระยะต่อยำนพำหนะ ๑๐๐ เมตร อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๕๐ กม./ชม. ตัวคูณควำมเร็ว ๒ และควำมยำวของยำนพำหนะโดยเฉลี่ยเป็น ๙ เมตร ดังนั้น ควำมหนำแน่น = ๑,๐๐๐ = ๑,๐๐๐ = ๙.๑๗ ปัด = ๑๐ คัน/กม. ๑๐๐ + ๙ ๑๐๙ ๓.๓.๒ กำรค ำนวณหำควำมยำวขบวน (CL) เมื่อทรำบควำมหนำแน่น ควำมยำวขบวน แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ - ควำมยำวขบวนเป็นระยะทำง (Column Length : CL) - ควำมยำวขบวนเป็นเวลำ (Time Length : TL) ๑) กำรหำควำมยำวขบวนเป็นระยะทำง (CL) (๑) ในกรณีที่มีหน่วยกำรเคลื่อนที่เดียว ควำมยำวขบวน (CL) = จ ำนวนยำนพำหนะ ควำมหนำแน่น


๒๙ ตัวอย่าง จ ำนวนยำนพำหนะ ๓๖ คัน ควำมหนำแน่น ๑๐ คัน/กม. CL = ๓๖ = ๓.๖ กม. ๑๐ (๒) ในกรณีที่มีหลำยหน่วยกำรเคลื่อนที่ ควำมยำวขบวน (CL) = จ ำนวนยำนพำหนะ + ระยะต่อเป็นเวลำ × อัตรำกำรเคลื่อนที่ ควำมหนำแน่น ๖๐ (นำที) ตัวอย่าง ตอนกำรเคลื่อนที่หนึ่งมี๓ หน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยกำรเคลื่อนที่มียำนพำหนะ ๒๐ คัน ระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงหน่วย ๒ นำที ขบวนใช้อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๓๐ กม. ใน ชม. ควำมหนำแน่น ๒๐ คัน/กม. จงหำ CL ควำมยำวขบวน (CL) = จ ำนวนยำนพำหนะ + ระยะต่อเป็นเวลำ × อัตรำกำรเคลื่อนที่ ควำมหนำแน่น ๖๐ (นำที) = ๓ × ๒๐ + ๔ × ๓๐ ๒๐ ๖๐ = ๓ + ๒ = ๕ กม. ๒) กำรหำควำมยำวของขบวนเป็นเวลำ (TL) ในกรณีที่ทรำบควำมหนำแน่น กระท ำได้ ๒ วิธี โดยกำรใช้สูตรดังนี้ (๑) สูตรที่หนึ่ง TL (นำที) = CL × ๖๐ (นำที) อัตรำกำรเคลื่อนที่ ตัวอย่าง ตอนกำรเคลื่อนที่หนึ่งประกอบด้วย ๓ หน่วยกำรเคลื่อนที่ แต่ละหน่วยกำรเคลื่อนที่มีรถ ๒๐ คัน ระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงหน่วย ๒ นำที ขบวนใช้อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๔๕ กม. ใน ชม. ควำมหนำแน่น ๑๒ คัน/กม. จงหำ TL เนื่องจำก CL = จ ำนวนยำนพำหนะ + ระยะต่อเป็นเวลำ × อัตรำกำรเคลื่อนที่ ควำมหนำแน่น ๖๐ (นำที) = ๓ × ๒๐ + ๔ × ๔๕ ๑๒ ๖๐ = ๕ + ๓ = ๘ กม.


๓๐ (นำที) = CL × ๖๐ (นำที) อัตรำกำรเคลื่อนที่ = ๘ × ๖๐ = ๑๐.๖๖ = ๑๑ นำที ๔๕ (๒) สูตรที่สอง TL (นำที) = จ ำนวนยำนพำหนะ × ๖๐ (นำที) + ระยะต่อเป็นเวลำ ควำมหนำแน่น อัตรำกำรเคลื่อนที่ = ๓ × ๒๐ × ๖๐ + ๔ ๑๒ ๔๕ = ๖.๖๖ + ๔ = ๑๐.๖๖ = ๑๑ นำที ๓.๓.๓ กำรค ำนวณหำระยะต่อเป็นเวลำ (Time Gaps) TG = [ (U – ๑) × TGU ] + [ (S – ๑) × (TGS - TGU) ] TG = ระยะต่อเป็นเวลำ U = จ ำนวนหน่วยกำรเคลื่อนที่ S = จ ำนวนตอนกำรเคลื่อนที่ TGU = ระยะต่อเป็นเวลำของหน่วยกำรเคลื่อนที่ TGS = ระยะต่อเป็นเวลำของตอนกำรเคลื่อนที่ ตัวอย่าง ขบวนกำรเคลื่อนที่ ประกอบด้วย ๒ ตอนกำรเคลื่อนที่ ซึ่งแต่ละตอนกำรเคลื่อนที่มี ๒ หน่วยกำรเคลื่อนที่ ระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงหน่วยกำรเคลื่อนที่ ๕ นำที และระยะต่อเป็นเวลำระหว่ำงตอน กำรเคลื่อนที่ ๑๐ นำทีดังนั้น ระยะต่อเป็นเวลำ = [(๔ – ๑) × ๕] + [(๒ – ๑) × ๕] = [๓ × ๕] + [๑ × ๕] = ๑๕ + ๕ = ๒๐ นำที ๓.๓.๔ กำรหำเวลำผ่ำน (Pass Time) โดยใช้ควำมหนำแน่น ใช้สูตรดังนี้ เวลำผ่ำน (เป็นนำที) = N × ๖๐ + TG D × R N = จ ำนวนยำนพำหนะ D = ควำมหนำแน่น (จ ำนวนยำนพำหนะ ต่อ กม. / ไมล์) R = อัตรำควำมเร็ว TG = ระยะต่อเป็นเวลำ


๓๑ ตัวอย่ำง จ ำนวนยำนพำหนะ = ๑๐๒ คัน ควำมหนำแน่น = ๑๐ คัน / กม. อัตรำกำรเคลื่อนที่ = ๕๐ กม. ใน ชม. ระยะต่อเป็นเวลำ = ๒๐ นำที เวลำผ่ำน = ๑๐๒ × ๖๐ + ๒๐ = ๑๒.๒ + ๒๐ = ๓๒.๒ หรือ ๓๓ นำที ๑๐ × ๕๐ ๓.๓.๕ กำรค ำนวณหำเวลำถึงและเวลำผ่ำนพ้น (Arrive and Clear Time Calculation) เพื่อให้ค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำยเสร็จสมบูรณ์ หน่วยเคลื่อนย้ำยจะต้องค ำนวณเวลำถึง และเวลำ ผ่ำนพ้นที่จุดเริ่มต้น (SP) จุดตรวจบนเส้นทำง (CP) และจุดแยกขบวน (RP) เวลำถึงและเวลำผ่ำนพ้นจะไม่ เหมือนกับปัจจัยเวลำ ซึ่งวัดจำกจ ำนวนของเวลำหรือระยะทำง ส่วนเวลำถึงและเวลำผ่ำนพ้นเป็นเวลำปกติ ตำมหน้ำปัดนำฬิกำ เวลำถึง เป็นเวลำที่ยำนพำหนะคันแรกของขบวนเคลื่อนที่มำถึงจุดเริ่มต้น (SP) จุดตรวจ (CP) หรือจุดแยกขบวน (RP) ซึ่งเวลำถึงนี้จะได้มำจำกระยะทำงเป็นเวลำ (Time Distance) เวลำผ่ำนพ้น เป็นเวลำที่ยำนพำหนะคันสุดท้ำยของขบวนกำรเคลื่อนที่ผ่ำนพ้นจุดเริ่มต้น (SP) จุดตรวจ (CP) หรือจุดแยก ขบวน (RP) เวลำผ่ำนพ้นจะได้มำจำกเวลำผ่ำน (Pass Time) ผู้วำงแผนจะต้องก ำหนดเวลำถึง และเวลำผ่ำนพ้น ให้กับขบวนกำรเคลื่อนที่ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยตอนกำรเคลื่อนที่ และหน่วยกำรเคลื่อนที่ภำยในขบวน กำรเคลื่อนที่ ๑) กำรค ำนวณหำเวลำถึง (Arrive Time) ในกำรค ำนวณเวลำถึงที่จุดตรวจแรก ให้น ำระยะทำงจำกจุดเริ่มต้นไปยังจุดตรวจแรกตั้ง แล้วหำรด้วยอัตรำกำรเคลื่อนที่ตำมที่วำงแผนไว้ จำกนั้นคูณ ด้วย ๖๐ (นำที) จะได้ระยะทำงเป็นเวลำ (Time Distance) น ำจ ำนวนของระยะทำงเป็นเวลำนี้ไปบวกกับเวลำ ถึงที่จุดเริ่มต้น จะเป็นเวลำถึงที่จุดตรวจแรก ตัวอย่าง ระยะทำงจำกจุดเริ่มต้นถึงยังจุดตรวจแรก ๓๐ กม. อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๕๐ กม. ใน ชม. ผลลัพธ์ ๓๐ ÷ ๕๐ = .๖๐ ชม. × ๖๐ = ๓๖ นำที ถ้ำเวลำถึงที่จุดเริ่มต้นเป็นเวลำ ๐๘๐๐ เวลำถึงที่จุดตรวจแรกจะเป็นเวลำ ๐๘๓๖ ในกำรค ำนวณเวลำถึงที่จุดตรวจที่สอง ให้น ำระยะทำงจำกจุดตรวจแรก ไปยังจุดตรวจที่สองตั้ง แล้วหำรด้วยอัตรำกำรเคลื่อนที่ที่วำงแผนไว้ คูณด้วย ๖๐ (นำที) จำกนั้นบวกระยะทำงเป็นเวลำนี้กับเวลำถึงที่ จุดตรวจแรก เพื่อก ำหนดเวลำถึงจุดตรวจที่สอง ตัวอย่าง ระยะทำงจำกจุดตรวจแรกถึงจุดตรวจที่สอง ๔๕ กม. อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๕๐ กม. ใน ชม. ผลลัพธ์ ๔๕ ÷ ๕๐ = .๙๐ ชม. × ๖๐ = ๕๔ นำที ถ้ำเวลำถึงที่จุดตรวจแรกเป็นเวลำ ๐๘๓๖ เวลำถึงที่จุดตรวจที่สองจะเป็นเวลำ ๐๙๓๐ ใช้วิธีนี้ค ำนวณเวลำถึงที่จุดตรวจต่อไปจนถึงจุดแยกขบวน (RP) ๒) กำรค ำนวณหำเวลำผ่ำนพ้น (Clear Time) ที่จุดตรวจแต่ละจุด เวลำผ่ำนพ้นที่ จุดเริ่มต้น (SP), จุดตรวจ (CP) หรือจุดแยกขบวน (RP) ผู้วำงแผนจะต้องค ำนวณหำเวลำผ่ำน (Pass Time) ตำมปกติเวลำผ่ำนจะเป็นเวลำเดียวกับควำมยำวขบวนเป็นเวลำ (Time Length) มีหน่วยเป็น นำที ชั่วโมง ในกำรค ำนวณเวลำผ่ำนพ้นที่จุดเริ่มต้น ให้น ำเวลำผ่ำนนี้ไปบวกกับเวลำถึงที่จุดเริ่มต้น


๓๒ ถ้ำเวลำผ่ำนที่จุดเริ่มต้น คือ ๓๓ นำที หลังจำกยำนพำหนะคันแรกถึงที่จุดเริ่มต้น เป็นเวลำ ๐๘๐๐ เวลำผ่ำนพ้นจุดเริ่มต้นก็จะเป็น ๐๘๓๓ ถ้ำเวลำถึงจุดตรวจแรก คือ ๐๘๓๖ เวลำผ่ำนพ้นจุดตรวจแรก ก็จะเป็น ๐๙๐๙ ใช้วิธีเดียวกันนี้ในกำรค ำนวณเวลำถึงและผ่ำนพ้นที่จุดตรวจต่อไปจนถึงจุดแยกขบวนกำร เคลื่อนย้ำยนี้ อำจแสดงได้ดังนี้ จุดตรวจ เวลาถึง เวลาผ่านพ้น SP ๐๘๐๐ ๐๘๓๓ ๑ ๐๘๓๖ ๐๙๐๙ ๒ ๐๙๓๐ ๑๐๐๓ เวลำผ่ำนจะคงที่ตลอดเส้นทำง ตรำบเท่ำที่อัตรำกำรเคลื่อนที่ และตัวคูณควำมเร็วไม่ เปลี่ยนแปลง แต่ถ้ำอัตรำกำรเคลื่อนที่และตัวคูณควำมเร็วเปลี่ยน ให้ค ำนวณเวลำผ่ำนใหม่ เพื่อก ำหนดเวลำ ผ่ำนพ้นใหม่ ๓.๓.๖ กำรหยุดพัก (Rest Halts) เมื่ออัตรำกำรเคลื่อนที่ ทดแทนเวลำหยุดสั้นๆ แล้ว ดังนั้น จึงไม่รวมกำรหยุดพักยำว ซึ่งกำรหยุดพักยำวนี้จะต้องวำงแผนในระหว่ำงกำรด ำเนินกรรมวิธีวำงแผนกำร เคลื่อนย้ำย กำรหยุดพักยำวนี้สำมำรถก ำหนดได้ทั้งที่จุดตรวจ หรือระหว่ำงจุดตรวจก็ได้ ถ้ำเวลำหยุดพัก ก ำหนดที่จุดตรวจ เวลำถึงจุดตรวจก็จะไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยน คือ เวลำผ่ำน พ้นที่จุดตรวจกับเวลำถึงและเวลำผ่ำนพ้นที่จุดตรวจจุดต่อ ๆ ไป ดังนั้นจะต้องมีกำรปรับเวลำผ่ำนพ้นโดยจะต้อง เพิ่มเวลำหยุดพักยำวเข้ำไปในเวลำเคลื่อนย้ำยทั้งสิ้น ถ้ำกำรหยุดพักก ำหนดในระหว่ำงจุดตรวจแล้ว เวลำถึงและเวลำผ่ำนพ้นที่จุดตรวจต่อไปก็ จะต้องปรับตำมเวลำหยุดพักยำวด้วย ต่อจำกตัวอย่ำงที่แสดงให้ดูแล้ว ถ้ำกำรหยุดพักที่ใช้เวลำ ๓๐ นำที ก ำหนดขึ้นระหว่ำงจุด ตรวจที่ ๑ และ ๒ กำรปรับเวลำที่จุดตรวจที่ ๒ จะเป็นดังนี้ จุดตรวจ เวลาถึง เวลาผ่านพ้น SP ๐๘๐๐ ๐๘๓๓ ๑ ๐๘๓๖ ๐๙๐๙ ๒ ๑๐๐๐ ๑๐๓๓ ให้สังเกตว่ำ เวลำในกำรมำถึงและผ่ำนพ้นจุดตรวจที่ ๒ จะล่ำช้ำออกไป ๓๐ นำที ถ้ำกำรหยุดพักก ำหนดที่จุดตรวจที่ ๑ เวลำผ่ำนพ้นจุดตรวจที่ ๑ รวมทั้งเวลำถึง และเวลำผ่ำนพ้นจุด ตรวจที่ ๒ จ ำเป็นต้องมีกำรปรับดังนี้ จุดตรวจ เวลาถึง เวลาผ่านพ้น SP ๐๘๐๐ ๐๘๓๓ ๑ ๐๘๓๖ ๐๙๓๙ ๒ ๑๐๐๐ ๑๐๓๓ ให้สังเกตกำรล่ำช้ำ ๓๐ นำที ในกำรผ่ำนพ้นจุดตรวจที่ ๑ กำรมำถึงจุดตรวจที่ ๒ และกำรผ่ำนพ้น จุดตรวจที่ ๒


๓๓ ๔. ตารางการน าขบวน (Column Tables) เป็นเอกสำรแสดงกำรค ำนวณเวลำถึงส ำหรับกำรเคลื่อนที่ของขบวนทั้งหมดจำกจุดเริ่มต้น (SP) ถึงจุด แยกขบวน (RP) ท ำขึ้นเพื่อแจกจ่ำยให้เจ้ำหน้ำที่ต่ำง ๆ ในขบวน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งผู้ก ำกับควำมเร็ว จะต้องใช้ ตำรำงกำรน ำขบวนประกอบกำรพิจำรณำใช้ควำมเร็วของกำรน ำขบวน เพื่อให้ขบวนถึงจุดตรวจ (CP) ตำมเวลำ ตำรำงกำรน ำขบวนนี้จะกล่ำวถึงชื่อถนน สถำนที่ส ำคัญ ๆ ระยะทำงและเวลำถึงสถำนที่ส ำคัญ ๆ เหล่ำนั้น และ ยังกล่ำวถึงสถำนที่และเวลำที่หยุด และหยุดพักของขบวน (แบบฟอร์ม) ตารางการน าขบวน หน่วย.............................................. เส้นทำง.................................................................. ถนน จุดตรวจ ระยะทำงจำก จุดตรวจที่แล้ว ระยะทำงจำก จุดเริ่มต้น เวลำออก / ถึง หมำยเหตุ จำกจุดตรวจใช้ ถนนอะไร จะ ใช้ชื่อ หรือ หมำยเลขถนน ก็ได้ สถำนที่ต้น ขบวนเดินทำง ถึง จุด SP. และ RP. ถือว่ำเป็น จุดตรวจด้วย ระยะทำงจำก จุดตรวจที่แล้ว ถึงจุดตรวจ ถัดไป ระยะทำงจำก จุดเริ่มต้นถึงจุด ตรวจปัจจุบัน เวลำที่ต้น ขบวนเดินทำง ออก / ถึงจุด ตรวจถัดไป บันทึก เหตุกำรณ์ หรือสถำนที่ หยุดพักตำม ค ำสั่งกำร เคลื่อนย้ำย หรือหยุด ประจ ำ ชม. ขบวนที่.........................................ตอนกำรเคลื่อนที่........................................... ระยะต่อระหว่ำงตอนกำรเคลื่อนที่...............................................................นำที อัตรำกำรเคลื่อนที่.................กม. ใน ชม. ควำมเร็วสูงสุด.................กม. / ชม. ตัวคูณควำมเร็ว....................................................................................................


๓๔ ตัวอย่าง รร.ขส.ฯ วำงแผนกำรฝึกภำคสนำมในกำรปฏิบัติขบวนล ำเลียงหลักสูตร นรจ. เหล่ำ ขส. ชั้นปีที่ ๒ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ ๑. จัดขบวนล ำเลียง ๑ ขบวน จ ำนวนรถ ๑๒ คัน (ควำมยำวของรถ ๙ เมตร) ๒. ระยะทำงที่ใช้ในกำรฝึก จำกวัดกร่ำง – ค่ำยเทวำพิทักษ์ ระยะทำง กม. ถนนหมำยเลข ๙ วัดกร่ำง – แยกบำงปะอิน ระยะทำง ๒๒ กม. แยกตัดไปนครนำยก ระยะทำง ๒๕ กม. ด่ำนทับช้ำง ระยะทำง ๓๔ กม. ถนนหมำยเลข ๗ จุดพักรถมอเตอร์เวย์ ระยะทำง ๔๔ กม. ถนน ๓๔๔ ทำงแยกเข้ำบ้ำนบึง ระยะทำง ๒๔ กม. แยกถนน๓๓๑ ตัด ๓๔๔ ระยะทำง ๒๘ กม. แยกวังจันทร์ ระยะทำง ๕๐ กม. ถนนหมำยเลข ๓ แยกแกลง ระยะทำง ๒๔ กม. แยกหนองสีงำ ระยะทำง ๓๕ กม. HA 123 แยกปำกแซง ระยะทำง ๓๒ กม. แยกทับไทร ระยะทำง ๓๘ กม. ค่ำยเทวำพิทักษ์ ระยะทำง ๔ กม. รวม ระยะทำง ๓๖๐ กม. ๓. ออกเดินทำงจำกจุดเริ่มต้น (SP) เวลำ ๐๘๐๐ ๔. อัตรำกำรเคลื่อนที่ ๖๐ กม. ใน ชม. ๕. ควำมเร็วสูงสุด ๘๐ กม. / ชม. ๖. รักษำระยะต่อด้วยตัวคูณควำมเร็ว ๓ ๗. กำรหยุดในเวลำสั้น ๆ จะรวมอยู่ในอัตรำกำรเคลื่อนที่ ๘. หยุดพักรับประทำนอำหำรกลำงวัน และเติมน้ ำมัน ๑ ชม. เวลำ ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐ น. หน่วยจะท ำกำรฝึกเคลื่อนย้ำยจำกวัดกร่ำง (ปทุมธำนี) ไปยังค่ำยเทวำพิทักษ์ และจะต้องท ำตำรำง กำรน ำขบวน โดยแผนที่เส้นทำงตำมจุดต่ำงๆ ที่ก ำหนด โดยใช้วัดกร่ำงเป็นจุดเริ่มต้น (SP) และปำกทำงเข้ำ ค่ำยเทวำพิทักษ์ เป็นจุดแยกขบวน (RP) จะออกเดินทำงจำกจุดเริ่มต้น เวลำ ๐๘๐๐ SP/ CP๑ วัดกร่ำง – CP๒ แยกบำงปะอิน = ๒๒ กม. CP๒ – CP๓ แยกตัดไปนครนำยก = ๒๕ กม. CP๓ – CP๔ ด่ำนทับช้ำง = ๓๔ กม. CP๔ – CP๕ จุดพักรถมอเตอร์เวย์ = ๔๔ กม. CP๕ – CP๖ ทำงแยกเข้ำบ้ำนบึง = ๒๔ กม. CP๖ – CP๗ แยกถนน ๓๓๑ ตัด ๓๔๔ = ๒๘ กม. CP๗ – CP๘ แยกวังจันทร์ = ๕๐ กม. CP๘ – CP๙ แยกแกลง = ๒๔ กม. CP๙ – CP๑๐ แยกหนองสีงำ = ๓๕ กม. CP๑๐ – CP๑๑ แยกปำกแซง = ๓๒ กม. CP๑๑ – CP๑๒ แยกทับไทร = ๓๘ กม. CP๑๒ – RP/ CP๑๓ ทำงเข้ำค่ำยเทวำพิทักษ์ = ๔ กม. รวม = ๓๖๐ กม.


๓๕ การค านวณระยะทางเป็นเวลาของท่านได้ดังนี้ ระยะทำงเป็นเวลำ (Time Distance) SP/CP ๑ ถึง CP ๒ = ๒๒ ๖๐ × ๖๐ = ๒๒ นำที CP ๒ ถึง CP ๓ = ๒๕ ๖๐ × ๖๐ = ๒๕ นำที CP ๓ ถึง CP ๔ = ๓๔ ๖๐ × ๖๐ = ๓๔ นำที CP ๔ ถึง CP ๕ = ๔๔ ๖๐ × ๖๐ = ๔๔ นำที CP ๕ ถึง CP ๖ = ๒๔ ๖๐ × ๖๐ = ๒๔ นำที CP ๖ ถึง CP ๗ = ๒๘ ๖๐ × ๖๐ = ๒๘ นำที CP ๗ ถึง CP ๘ = ๕๐ ๖๐ × ๖๐ = ๕๐ นำที CP ๘ ถึง CP ๙ = ๒๔ ๖๐ × ๖๐ = ๒๔ นำที CP ๙ ถึง CP ๑๐ = ๓๕ ๖๐ × ๖๐ = ๓๕ นำที CP ๑๐ ถึง CP ๑๑ = ๓๒ ๖๐ × ๖๐ = ๓๒ นำที CP ๑๑ ถึง CP ๑๒ = ๓๘ ๖๐ × ๖๐ = ๓๘ นำที CP ๑๒ ถึง RP/๑๓ = ๔ ๖๐ × ๖๐ = ๔ นำที


๓๖ จำกนั้นจะต้องค ำนวณเวลำถึง ซึ่งเวลำถึงนี้จะมำจำกระยะทำงเป็นเวลำโดยมีเวลำหยุดพักตำม ค ำสั่งกำรเคลื่อนย้ำย หรือหยุดประจ ำ ชม. เข้ำมำเกี่ยวข้อง การค านวณเวลาถึง ยำนพำหนะคันแรกออกจำกจุดเริ่มต้นเวลำ ๐๘๐๐ ระยะทำงเป็นเวลำจำก SP/ CP ๑ ถึง CP ๒ เท่ำกับ ๒๒ นำที เวลำถึงที่ CP ๒ จะเป็นเวลำ ๐๘๒๒ จุดตรวจ เวลาถึง SP /CP ๑ ๐๘๐๐ CP ๒ ๐๘๒๒ ในกำรค ำนวณเวลำถึงที่จุดตรวจที่ ๓ (CP ๓) ระยะทำงเป็นเวลำ จำก CP ๒ ถึง CP ๓ เท่ำกับ ๒๕ นำที เวลำถึงที่ CP ๓ จะเป็นเวลำ ๐๘๔๗ และจะด ำเนินกำรค ำนวณไปทุกจุดตรวจ จุดตรวจ เวลาถึง SP /CP ๑ ๐๘๐๐ CP ๒ ๐๘๒๒ CP ๓ ๐๘๔๗ CP ๔ ๐๙๒๑ ให้สังเกตในระหว่ำง CP ๓ และ CP ๔ ขบวนจะหยุดประจ ำชั่วโมงแรก ๑๕ นำที (กม. ที่ ๖๐) เวลำ ๐๙๐๐ – ๐๙๑๕ และไม่น ำเอำเวลำหยุด ๑๕ นำที มำคิดเพิ่ม โดยให้รวมอยู่ในเวลำกำรเดินทำง จะสังเกตได้ว่ำเรำไม่สำมำรถเข้ำจุดตรวจที่ ๔ (CP ๔) ได้ทันเวลำ เนื่องจำกเรำหยุดพักใน ชม. แรก ไป ๑๕ นำที โดยไม่น ำเวลำพักมำคิดเพิ่ม แต่เรำสำมำรถเพิ่มควำมเร็วและจะเข้ำจุดตรวจได้ทันในจุดตรวจถัดไป จุดตรวจ เวลาถึง SP /CP ๑ ๐๘๐๐ CP ๒ ๐๘๒๒ CP ๓ ๐๘๔๗ หยุดพัก ชั่วโมงแรก ๑๕ นำที กม.ที่ ๖๐ (ระหว่ำง CP ๓ และ CP ๔) CP ๔ ๐๙๒๑ CP ๕ ๑๐๐๕ CP ๖ ๑๐๒๙ CP ๗ ๑๐๕๗ CP ๘ ๑๑๔๗ หยุดพักรับประทำนอำหำร (ระหว่ำง CP ๘ และ CP ๙) ๑ ชม. ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐ CP ๙ ๑๓๑๑ ให้สังเกตในระหว่ำง CP ๗ และ CP ๘ ขบวนจะหยุดประจ ำชั่วโมงที่สอง ๑๐ นำที กม. ที่ ๑๘๐ (๓ ชม. × ๖๐ กม./ชม.) เวลำ ๑๑๐๐ – ๑๑๑๐ และหยุดพักรับประทำนอำหำร ๑ ชม. ในระหว่ำง กม. ที่ ๒๔๐ (๔ ชม. × ๖๐ กม./ชม.) เวลำ ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐


๓๗ ในกำรค ำนวณเวลำถึงที่จุดตรวจที่ ๙ (CP ๙) ระยะทำงเป็นเวลำ จำก CP ๘ ถึง CP ๙ = ๒๔ นำที ถ้ำกำรหยุดพักรับประทำนอำหำรกลำงวัน ๑ ชม. ก ำหนดในเวลำ ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐ เวลำในกำรมำถึงจุดตรวจ ที่ ๙ จะล่ำช้ำออกไป ๑ ชม. ดังนั้นเวลำถึงที่ CP ๙ จะเป็นเวลำ ๑๓๑๑ จุดตรวจ เวลาถึง CP ๙ ๑๓๑๑ CP ๑๐ ๑๓๔๖ CP ๑๑ ๑๔๑๘ CP ๑๒ ๑๔๕๖ RP/ CP ๑๓ ๑๕๐๐ จำกนั้นให้ลงรำยละเอียดตำรำงกำรน ำขบวนส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยของกองร้อย ดังนี้ ๑. ลงข้อมูลรำยกำรจุดตรวจ (สถำนที่) ทุกรำยกำรลงไปทั้งหมด ๒. ในช่องถนน ให้ดูว่ำจำกจุดตรวจใช้ถนนอะไร จะใช้ชื่อหรือหมำยเลขถนนก็ได้ ๓. ลงข้อมูลระยะทำงจำกจุดตรวจที่แล้วถึงจุดตรวจถัดไป ๔. ลงข้อมูลระยะทำงจำกจุดตรวจเริ่มต้นถึงจุดตรวจปัจจุบัน ๕. ลงเวลำออกเดินทำง (SP/CP ๑) เวลำออกเดินทำง ๐๘๐๐


๓๘ ตารางการน าขบวน หน่วย....รร.ขส.กวก.ขส.ทร.... เส้นทำง.....วัดกร่ำง (ปทุมธำนี) – ค่ำยเทวำพิทักษ์(จันทบุรี)....... ถนน จุดตรวจ ระยะทำง จำกจุดตรวจ ที่แล้ว ระยะทำง จำก จุดเริ่มต้น เวลำออก / ถึง หมำยเหตุ หมำยเลข ๙ วัดกร่ำง ๐ ๐ ๐๘๐๐ จุดเริ่มต้น (SP/CP๑) แยกบำงประอิน ๒๒ ๒๒ ๐๘๒๒ หยุด ๑๕ นำที กม. ๖๐ แยกนครนำยก ๒๕ ๔๗ ๐๘๔๗ หยุด ๑๕ นำที กม.๖๐ ด่ำนทับท้ำง ๓๔ ๘๑ ๐๙๒๑ เวลำ ๐๙๐๐ – ๐๙๑๕ ๗ จุดพักมอเตอร์เวย์ ๔๔ ๑๒๕ ๑๐๐๕ หยุด ๑๐ นำที กม.๑๘๐ เวลำ ๑๑๐๐ – ๑๑๑๐ พักรับประทำนอำหำร ๑ ชม. กม. ๒๔๐ เวลำ ๑๒๐๐ –๑๓๐๐ ๓๔๔ ๓ แยกเข้ำบ้ำนบึง แยกถนน ๓๓๑ แยกวังจันทร์ แยกแกลง ๒๔ ๒๘ ๕๐ ๒๔ ๑๔๙ ๑๗๗ ๒๒๗ ๒๕๑ ๑๐๒๙ ๑๐๕๗ ๑๑๔๗ ๑๓๑๑ HA 123 แยกหนองสีงำ แยกปำกแซง แยกทับไทร ค่ำยเทวำพิทักษ์ ๓๕ ๓๒ ๓๘ ๔ ๒๘๖ ๓๑๘ ๓๕๖ ๓๖๐ ๑๓๔๖ ๑๔๑๘ ๑๔๕๖ ๑๕๐๐ จุดแยกขบวน (RP/CP๑๓) ขบวนที่....................๑.................ตอนกำรเคลื่อนที่...........๑........... ระยะต่อระหว่ำงตอนกำรเคลื่อนที่.....(กรณีที่มีหลำยตอนกำรเคลื่อนที่).........นำที อัตรำกำรเคลื่อนที่.......๖๐...........กม.ใน ชม. ควำมเร็วสูงสุด.............๘๐............กม./ชม. ตัวคูณควำมเร็ว.................๓................ การกรอกรายการช่องหมายเหตุ ๑. จุดเริ่มต้น (SP/CP๑ วัดกร่ำง) เวลำ ๐๘๐๐ ๒. จุดแยกขบวน (RP/CP๑๓ ปำกทำงเข้ำค่ำยเทวำพิทักษ์) ๓. กำรหยุดประจ ำ ชม. ให้รวมอยู่ในเวลำกำรเดินทำง แต่ต้องระบุว่ำหยุดที่ใด ระหว่ำงเวลำใด - ชั่วโมงแรก หยุด ๑๕ นำที ที่ กม. ๖๐ เวลำ ๐๙๐๐ – ๐๙๑๕ - หยุด ๑๐ นำที อีกทุก ๒ ชม. ที่ กม. ๑๘๐ เวลำ ๑๑๐๐ - ๑๑๑๐ ๔. กำรหยุดพักรับประทำนอำหำร ๑ ชม. ระหว่ำงเวลำ ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐ ที่ กม. ๒๔๐ ๕. ใช้ระยะเวลำที่เดินทำง รวมกับเวลำพักรับประทำนอำหำร ๐๘๐๐ – ๑๕๐๐ รวม ๗ ชม. ๖. ลงอัตรำกำรเคลื่อนที่ของขบวนที่ใช้เดินทำง และลงควำมเร็วสูงสุด ๗. ลงตัวคูณควำมเร็ว


๓๙ บทที่ ๓ การลาดตระเวนเส้นทาง (Route Reconnaissance) กำรตกลงใจว่ำจะใช้เส้นทำงใดนั้นขึ้นอยู่กับกำรหำข้อมูลข่ำวสำรของเส้นทำง โดยเริ่มต้นจำกกำร ใช้แผนที่ทำงพลเรือน ซึ่งจะมีข่ำวสำรและรำยละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับทำงหลวง เช่น หมำยเลขเส้นทำง พื้นผิว เส้นทำง สะพำนและอุโมงค์ต่ำง ๆ นอกจำกนั้น ยังหำรำยละเอียดได้จำกแผนที่ทำงอำกำศ กำรลำดตระเวนทำง พื้นดิน และจำกรำยงำนต่ำง ๆ ของคนในพื้นที่ หรือผู้เดินทำงสัญจรอยู่ที่แห่งนั้นเป็นประจ ำ ข้อพิจารณาการใช้เส้นทาง กำรประเมินค่ำข่ำยเส้นทำงนั้น ยังจะต้องพิจำรณำไปถึงขีดควำมสำมำรถวัสดุที่ใช้ก่อสร้ำงเส้นทำง และสะพำนต่ำง ๆ รวมทั้งจะต้องพิจำรณำถึงกำรปฏิบัติฝ่ำยเรำ และหน่วยข้ำงเคียง เปรียบเทียบกับกำรปฏิบัติ ของฝ่ำยข้ำศึก ดินฟ้ำอำกำศ ภูมิประเทศ และคุณสมบัติของเส้นทำงนั้นอำจเป็นสำเหตุให้มีกำรเปลี่ยนแปลง กำรใช้เส้นทำงได้เสมอ ดังนั้น ข้อพิจำรณำต่ำงๆ เกี่ยวกับเส้นทำง จะต้องพิจำรณำสิ่งเหล่ำนี้ คือ ๑. คุณสมบัติของเส้นทำง ๒. ภูมิอำกำศ ภูมิประเทศ และสภำพอำกำศประจ ำวัน ๓. กำรประเมินค่ำภูมิประเทศ ๔. ผลกระทบโดยรวม ๑. คุณสมบัติของเส้นทาง กำรก ำหนดคุณสมบัติของเส้นทำง จะท ำให้เจ้ำหน้ำที่ที่รับผิดชอบ ต่อกำรเคลื่อนย้ำย และกำรขนส่ง สำมำรถก ำหนดลักษณะของข่ำยเส้นทำง หรือเส้นทำงต่ำง ๆ ได้ง่ำยขึ้น ปัจจัยต่ำง ๆ ต่อไปนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อกำรก ำหนดคุณลักษณะของเส้นทำง คือ ๑.๑ ความกว้างของเส้นทาง (Width Of Route) คือ ส่วนที่แคบที่สุดของเส้นทำงที่ใช้ในกำร เดินทำง ควำมกว้ำงจะก ำหนดขนำดของยำนพำหนะ และจ ำนวนช่องทำงที่จะจัดให้ได้ ปกติแล้วจะประมำณ ๓.๕๐ เมตร ส ำหรับยำนพำหนะที่ใช้ล้อและ ๔ เมตร ส ำหรับรถสำยพำน จำกจ ำนวนของช่องทำงถนน หรือเส้นทำง อำจแบ่งเป็น ๑.๑.๑ ทำงแคบ (Limited Access) คือ ควำมกว้ำงของถนน / เส้นทำงไม่เกิน ๓.๕๐ เมตร ทำงแคบนี้ จะก ำหนดขนำดส ำหรับยำนพำหนะที่มีควำมกว้ำงไม่เกิน ๓.๕๐ เมตร ที่สำมำรถผ่ำนได้ ๑.๑.๒ ช่องทำงเดียว (Single Lane) คือ ควำมกว้ำงของถนน / เส้นทำง เกิน ๓.๕๐ เมตร ถึง ๕.๕๐ เมตร ให้เดินรถช่องทำงเดียวเท่ำนั้นไม่ว่ำเวลำใดห้ำมเดินรถสวนกัน ๑.๑.๓ เส้นทำงที่ใช้เดินรถทำงเดียว (Single Flow) คือ ควำมกว้ำงของถนน / เส้นทำงเกิน ๕.๕๐ เมตร ถึง ๗.๓๐ เมตร ใช้เดินรถทำงเดียวและอนุญำตให้เดินรถสวนกันได้ ณ จุดที่ก ำหนดเส้นทำง / ถนน มีควำมกว้ำงอย่ำงน้อย ๑ ช่องทำง ๑.๑.๔ เส้นทำงเดินรถไป – กลับ (Double Flow) คือ ควำมกว้ำงของถนน / เส้นทำง มำกกว่ำ ๗.๓๐ เมตร ใช้เดินรถสวนกันได้ เส้นทำง / ถนน มีควำมกว้ำงอย่ำงน้อย ๒ ช่องทำง ๑.๒ ประเภทของเส้นทาง (Type Of Route) เส้นทำงต่ำงๆ จะถูกจ ำกัดด้วยผลกระทบจำก สภำวะดินฟ้ำอำกำศ ในกำรพิจำรณำเส้นทำงว่ำจะเป็นประเภทใด จะต้องพิจำรณำจำกส่วนของเส้นทำงที่เป็น อุปสรรคที่สุดเป็นหลัก เส้นทำงแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ


๔๐ ๑.๒.๑ ประเภท X เส้นทางทุกสภาพอากาศ (X – All - Weather Route) เป็นเส้นทำงที่ ใช้ได้ทุกฤดูกำล สำมำรถผ่ำนได้ตลอดปี แม้สภำพอำกำศจะเลวร้ำยเพียงใด เพรำะมีกำรซ่อมบ ำรุงตำมสมควร มีพื้นผิวที่ทนน้ ำและได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจำกฝนหรือจำกควำมร้อน จะไม่มีกำรปิดถนนอันเนื่องมำจำก ผลกระทบจำกสภำพอำกำศ มำกกว่ำกำรปิดถนนจำกน้ ำท่วม ๑.๒.๒ ประเภท Y เส้นทางทุกสภาพอากาศที่จ ากัด (Y – Limited All - Weather Route) เป็นเส้นทำงที่ใช้ได้ทุกฤดูกำล สำมำรถผ่ำนได้ตลอดปี แต่เป็นบำงเวลำ จ ำกัดด้วยสภำพอำกำศ เช่น พำยุ ฝน เมื่อเส้นทำงช ำรุดสำมำรถซ่อมกลับคืนได้รวดเร็ว ปกติมีพื้นผิวไม่ทนน้ ำ และได้รับผลกระทบจำกฝน หรือควำมร้อน เส้นทำงประเภทนี้จะปิดถนนในช่วงเวลำสั้น ๆ ถึงหนึ่งวันจำกสภำพ อำกำศที่ไม่ปกติ ๑.๒.๓ ประเภท Z เส้นทางที่มีสภาพอากาศดีพอใช้ (Z – Fair - Weather Route) เป็นเส้นทำงที่ไม่สำมำรถใช้ได้ทุกฤดูกำล ผ่ำนได้เฉพำะในเวลำสภำพอำกำศ ปกติ ได้รับผลกระทบอย่ำงหนักจำกสภำพอำกำศที่เลวร้ำยจนท ำให้เส้นทำงถูกปิดเป็นระยะเวลำนำน เมื่อเส้นทำงช ำรุดสำมำรถซ่อมกลับคืนได้ยำกและใช้เวลำนำน ๑.๓ การก าหนดชั้นการบรรทุกของเส้นทาง (Route Load Classification) คือ กำรก ำหนด ควำมสำมำรถในกำรรับน้ ำหนักที่ปลอดภัยของเส้นทำง เส้นทำงต่ำง ๆ ที่ใช้ทั่วไป ต่ำงก็มีขีดควำมสำมำรถ และมีข้อจ ำกัดในกำรรับน้ ำหนักบรรทุกของยำนพำหนะต่ำง ๆ ได้แตกต่ำงกัน ตลอดจนสภำพของสิ่งก่อสร้ำง ต่ำง ๆ ที่มีอยู่บนเส้นทำง เช่น สะพำนต่ำง ๆ ที่ต้องรับน้ ำหนักของยำนพำหนะพร้อมสิ่งบรรทุก กำรก ำหนดชั้น กำรบรรทุกของเส้นทำงนี้ จะก ำหนดด้วยตัวเลข เพื่อใช้กับข่ำยถนนต่ำง ๆ ฉะนั้น กำรลำดตระเวนเส้นทำง จึงจ ำเป็นต้องทรำบขีดควำมสำมำรถในกำรรับน้ ำหนักของเส้นทำงเหล่ำนั้นด้วย ตัวอย่ำง เช่น - เส้นทำง ชั้น ๕๐ เป็นเส้นทำงสัญจรทั่วไป สำมำรถรับน้ ำหนักบรรทุกไม่เกิน ๒๐ ตัน - เส้นทำง ชั้น ๘๐ เป็นเส้นทำงส ำหรับรถบรรทุกหนัก สำมำรถรับน้ ำหนักบรรทุก ไม่เกิน ๒๘ ตัน - เส้นทำง ชั้น ๑๒๐ เป็นเส้นทำงส ำหรับยำนพำหนะหนักมำก เช่น รถถัง เป็นต้น สำมำรถรับน้ ำหนักบรรทุกไม่เกิน ๓๖ ตัน ชั้นรับน้ ำหนักของเส้นทำงนี้ให้พิจำรณำส่วนของเส้นทำง และสะพำนที่รับน้ ำหนักได้น้อยที่สุด เป็นเกณฑ์ เช่น เส้นทำง(ถนน) อำจเป็นชั้น ๑๒๐ แต่สะพำนของถนนนี้มีชั้นรับน้ ำหนัก ๘๐ ก็ต้องถือว่ำขีด ควำมสำมำรถในกำรรับน้ ำหนักของเส้นทำงนี้เป็นชั้น ๘๐ เช่นกัน รำยละเอียดเกี่ยวกับควำมสัมพันธ์ระหว่ำง ชั้นเส้นทำงกับขีดควำมสำมำรถกำรรับน้ ำหนัก สำมำรถศึกษำจำกตำรำง


๔๑ ตาราง แสดงหมายเลขชั้นเส้นทาง และการรับน้ าหนัก หมำยเลขชั้นถนน กำรรับน้ ำหนักจำกเพลำรถ เพลำล้อหลังคู่ (ตัน) เพลำล้อหลังเดี่ยว (ปอนด์) ๔ ๘ ๑๒ ๑๖ ๒๐ ๓๐ ๔๐ ๕๐ ๖๐ ๗๐ ๘๐ ๙๐ ๑๐๐ ๑๒๐ ๑๕๐ ๒.๕ ๕.๕ ๘.๐ ๑๐.๐ ๑๑.๐ ๑๒.๐ ๑๓.๕ ๑๗.๐ ๒๐.๐ ๒๓.๐ ๒๕.๕ ๒๘.๐ ๓๐.๐ ๓๒.๐ ๓๖.๐ ๒,๕๐๐ ๕,๕๐๐ ๘,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ ๑๑,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐ ๑๓,๕๐๐ ๑๗,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๒๑,๐๐๐ ๑.๔ เครื่องกีดขวาง (Obstructions – OB) คือ สิ่งกีดขวำงตำมธรรมชำติ และสิ่งกีดขวำง ที่ท ำขึ้น หรืออำจรวมกันทั้งสองอย่ำง ที่ขัดขวำงหรือหน่วงเหนี่ยวให้กำรเคลื่อนย้ำยของขบวนให้หยุดหรือช้ำลง ในช่วงถนนบำงช่วง เช่น ควำมสูงของสะพำนลอย ควำมลำดชันของถนน โค้งแคบ ทำงลุยข้ำมหรือบรรทุกข้ำม ควำมแคบของเส้นทำง เป็นต้น สิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนี้ ผู้ที่กระท ำกำรลำดตระเวนเส้นทำง จะต้องบันทึกในรำยงำน กำรลำดตระเวนเส้นทำง พร้อมทั้งรำยละเอียดของอุปสรรคเหล่ำนั้น สิ่งกีดขวำงต่ำง ๆ เหล่ำนี้ ประกอบด้วย ๑.๔.๑ สิ่งกีดขวำงด้ำนเหนือศีรษะน้อย เช่น ลวดขึง กิ่งไม้ สะพำน อุโมงค์ ทำงลอดต่ำง ๆ มีควำมสูงจำกผิวถนนที่ใช้สัญจรน้อยกว่ำ ๔.๒๐ เมตร (๑๔ ฟุต) ๑.๔.๒ สิ่งกีดขวำงด้ำนข้ำงลดลง เช่น ควำมแคบของถนน สะพำน อุโมงค์ และสิ่งก่อสร้ำง ต่ำงๆ ที่ยื่นหรือล้ ำเข้ำมำ ๑.๔.๓ สิ่งกีดขวำงเกี่ยวกับคุณสมบัติของถนน เช่น ขีดควำมสำมำรถของสะพำน เส้นทำง ที่มีกำรทำงลุยข้ำม เส้นทำงที่มีเรือบรรทุกข้ำมฟำก ที่มีขีดควำมสำมำรถรับน้ ำหนักได้น้อยกว่ำถนน ๑.๔.๔ เส้นทำงที่มีควำมลำดชันเกิน ๗ % (๔ องศำ) ขึ้นไป ๑.๔.๕ โค้งแคบที่มีรัศมีน้อยกว่ำ ๓๐ เมตร (๑๐๐ ฟุต) ๑.๔.๖ ข้อจ ำกัดทำงสภำพอำกำศเช่น โคลน หมอก น้ ำท่วม


๔๒ ตาราง แสดงการแปลงค่ามุมลาดชันกับความลาดชันที่เป็นร้อยละ มุมลำดชันเป็นองศำ ควำมลำดชันเป็นร้อยละ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑๐ ๑๕ ๒๐ ๒๕ ๓๐ ๔๐ ๑.๗ ๓.๕ ๕.๒ ๗.๐ ๘.๗ ๑๗.๖ ๒๖.๗ ๓๖.๔ ๔๖.๖ ๕๗.๗ ๘๓.๙ การเขียนหมายเลขบอกสภาพเส้นทาง (Route Classification Formulas) หลังจำกที่ได้ตรวจสภำพเส้นทำงตำมที่ได้รับมอบหมำยแล้ว เมื่อมีกำรเขียนรำยงำนในแผนที่ สังเขปหรือในแผ่นบริวำร จะเขียนอย่ำงสั้น ๆ แต่มีควำมหมำยคลอบคลุมสิ่งที่ต้องกำร ยกตัวอย่ำงเช่น ๑) ๖ ม. Z ๑๒ หมำยถึง ถนนกว้ำง ๖ เมตร เหมำะในกำรใช้เดินรถทำงเดียว เพรำะมีควำมกว้ำง น้อย (ขบวนสวนกันล ำบำก) เป็นเส้นทำงที่ไม่สำมำรถใช้ได้ทุกฤดูกำล เป็นถนนชั้น ๑๒ สำมำรถรับน้ ำหนัก บรรทุกไม่เกิน ๑๐ ตัน ไม่เหมำะกับกำรสัญจรของยำนพำหนะที่บรรทุกน้ ำหนัก ๒) ๖ ม. Z ๑๒ (OB) หมำยถึง ถนนที่มีสภำพเช่นเดียวกับข้อ ๑ แต่เพิ่มเติม OB เพื่อแสดงว่ำ เส้นทำงนี้มีอุปสรรคตำมที่ศึกษำแล้วอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งหรือมำกกว่ำ อย่ำงไรก็ดี ควำมกว้ำงของถนน ๓) ๖ เมตร อำจถือเป็น OB ได้ ในเมื่อถนนสำยนี้จะต้องใช้กับยำนพำหนะที่ต้องเดินทำงสวนกัน เป็นประจ ำ ๔) ๗ ม. Y ๕๐ (OB) หมำยถึง ถนนที่มีควำมกว้ำง ๗ เมตร สำมำรถใช้ได้ทุกฤดูกำล รับน้ ำหนัก ได้มำกพอควร เหมำะกับยำนพำหนะที่บรรทุกน้ ำหนักปำนกลำง เพรำะเป็นถนนชั้น ๕๐ แต่ยังมีอุปสรรคหำกใช้ กับยำนพำหนะใช้ล้อกับยำนพำหนะสำยพำนในกำรเดินทำงสวนกัน เพรำะมีควำมกว้ำงของเส้นทำงจ ำกัด ๕) ๑๐.๕ ม. X ๑๒๐ (OB) หมำยถึง ถนนกว้ำง ๑๐.๕ เมตร ใช้ได้ทุกฤดูกำล รับน้ ำหนักได้สูง เหมำะกับยำนพำหนะทุกประเภท แต่ยังมีอุปสรรคตำมที่ได้ศึกษำมำแล้วอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งหรือมำกกว่ำ นอกจากนี้ยังมีอักษรประกอบเป็นพิเศษ เพื่อให้ทราบสภาพเส้นทาง คือ ๑) T ใช้แทนเส้นทำงที่เป็นหิมะปกคลุม เช่น ๘ ม. Y ๕๐ (T) หมำยถึง ถนนกว้ำง ๘ เมตร ใช้สัญจร ตลอดปี ชั้น ๕๐ ขณะนี้มีหิมะปกคลุมแต่สำมำรถเดินทำงไปได้ ขณะเดียวกันถ้ำเขียนเป็น ๘ ม. Y ๕๐ (OB) (T) หมำยถึง เส้นทำงนี้มีอุปสรรคหิมะปกคลุมมำก จนไม่สำมำรถใช้เส้นทำงนี้ได้ ๒) W ใช้แทนเส้นทำงที่มีน้ ำท่วม กำรเขียนสภำพเส้นทำงก็คงเป็นแบบ ก. เช่น ๗ ม. Y ๘๐ (W) หมำยถึง ถนนกว้ำง ๗ เมตร เดินทำงได้ตลอดปี ชั้น ๘๐ มีน้ ำท่วมเป็นบำงตอน ใช้สัญจรได้ แต่ถ้ำเป็น ๗ ม. Y ๘๐ (OB) (W) แสดงว่ำ เส้นทำงนี้ถูกน้ ำท่วมมำก จนไม่สำมำรถสัญจรได้


Click to View FlipBook Version