บทที่ ๑ กล่าวโดยทั่วไป การขนส่งทางน ้าเป็นการขนส่งประเภทหนึ่ง ที่มนุษย์ได้พัฒนาและใช้ประโยชน์อย่าง กว้างขวางมาตั งแต่ดึกด้าบรรพ์ จนเป็นที่ยอมรับว่า การขนส่งทางน ้าเป็นการขนส่งที่ประหยัด เหมาะ ส้าหรับน้าไปใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีน ้าหนักมากๆ และมีขนาดใหญ่ ซึ่งใช้การขนส่งประเภทอื่นได้ ไม่ง่ายนัก การขนส่งทางน ้าเกิดขึ นในบริเวณที่มีเส้นทางน ้าธรรมชาติ เช่น คลอง แม่น ้า ทะเล มหาสมุทร หรือเส้นทางน ้าธรรมชาติอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้ในการขนส่งได้ นอกจากนี ยังมีการขุดคลอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่งทางน ้าอีกด้วย ส้าหรับเรือซึ่งเป็นยานพาหนะทางน ้าได้มีการพัฒนารูปแบบ และการขับเคลื่อนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการใช้งานมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน ปัจจุบันการขนส่งทางน ้า มีความส้าคัญยิ่งส้าหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศประมาณว่า การขนส่งสินค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารของโลก มากกว่า ๘๐% ของน ้าหนักบรรทุกท้าการ ขนส่งโดยทางน ้า ๑. ประวัติและวิวัฒนาการของการขนส่งทางน ้าโดยสังเขป การขนส่งทางน ้า เริ่มต้นจากการว่ายน ้าข้ามล้าน ้า การใช้แพและขอนไม้ ต่อมาได้น้าต้นไม้ มาขุดท้าเป็นรูปเรือมีหลักฐานปรากฏว่าชาวอียิปต์ได้ใช้เรือกรรเชียงเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว และชาวฟินิเซียได้คิดค้นวางแนวทางเดินเรือและใช้เรือเป็นยานพาหนะติดต่อซื อขายอยู่ในทะเล เมดิเตอเรเนี่ยน เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้วเช่นกัน การเดินเรือในสมัยโบราณในเวลากลางวัน ชาวเรือใช้ทิวทัศน์ของฝั่งทะเลเป็นเครื่องหมายในการเดินเรือในเวลากลางคืนใช้ดวงจันทร์และดวงดาว เป็นเครื่องหมายในการเดินเรือ บางคืนอากาศวิปริตมืดมัวจนไม่สามารถมองเห็นดวงจันทร์และดวงดาวได้ การเดินทางในเวลากลางคืนก็หยุดชะงักลง จนกระทั่งมีการประดิษฐ์เข็มทิศส้าหรับการเดินเรือขึ น จึงสามารถเดินเรือไปได้ระยะไกลๆ ทั งในเวลากลางวันและกลางคืน ในปี ค.ศ.๑๔๙๒ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับคณะ ได้แล่นเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากเกาะทางฝั่งตะวันตกของทวีปอัฟริกา ไปยังเกาะฝั่งตะวันออกของทีปอเมริกาใต้ส้าเร็จ และในปี ค.ศ.๑๔๙๗ วาสโก ดากามา ชาวโปรตุเกส น้าเรือออกจากกรุงลิสบอนประเทศโปรตุเกส แล่นอ้อม ทวีปอัฟริกาตัดข้ามส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย ไปยังเมืองแคลวิกิทซ์ ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ ประเทศอินเดียได้ส้าเร็จ เมื่อมีการเดินเรือกันมากขึ น ได้มีการขุดคลองเพื่อใช่ย่นระยะทางการเดินเรือให้สั นลง ใช้เวลา ในการเดินเรือน้อยลง คลองที่ขุดเพื่อใช้ประโยชน์ดังกล่าว ได้แก่ คลองสุเอช คลองปานามา เป็นต้น
๒ และมีการสร้างประภาคาร สร้างท่าเรือ อู่ซ่อมเรือ ปรับปรุงร่องน ้า ขุดสันดอน เพื่ออ้านวยความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินเรือ ทางด้านยานพาหนะทางน ้าได้มีการวิวัฒนาการ โดยการน้าเหล็กกล้ามาต่อเรือ และใช้ เครื่องจักรกลเป็นแรงขับเคลื่อนเรือแทนก้าลังลมหรือแรงพายุ ท้าให้สามารถก้าหนดเวลาการเดินทางได้ แน่นอน ในอนาคตการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการขนส่งทางน ้าจะเจริญก้าวหน้าต่อไป ประเทศไทยได้มีการติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศ มาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในสมัย กรุงศรีอยุธยาได้ใช้เรือส้าเภาเป็นยานพาหนะในการค้าขาย ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนมาใช้เรือกลไฟแทนเรือส้าเภา หลังสงครามโลก ครั งที่ ๑ ปี พ.ศ.๒๔๖๑ จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระ นครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้ทรงจัดตั งบริษัทพาณิชนาวีสยามซึ่งเป็นบริษัทไทยใน พระบรมชูปถัมภ์ขึ น เป็นการริเริ่มกิจการ พาณิชย์นาวีสมัยใหม่เป็นครั งแรก บริษัทนี รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ได้โอนเอาเรือกลไฟพาณิชย์ของประเทศเยอรมันหลายล้า ที่ยึดไว้กับการประกาศสงครามกับเยอรมัน มา ใช้เดินเรือพาณิชย์โดยไม่ต้องลงทุน เรือเหล่านี ส่วนใหญ่มีระวางขับน ้าระหว่าง ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ตัน ความเร็ว ๙ – ๑๑ น๊อต มีบรรดา นายเรือ ต้นหน ต้นกล และลูกเรือเป็นคนไทยเกือบทั งหมด ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๓ รัฐบาลได้เล็งเห็นความจ้าเป็นที่จะต้องจัดตั งพาณิชย์นาวีขึ นอีก เพื่อส่งเสริมการค้าของคนไทยให้สะดวกยิ่งขึ นอีก จึงได้จัดตั งบริษัทไทยเดินเรือทะเลจ้ากัดขึ น โดยบริษัท ได้ซื อเรือเก่าจาก สหรัฐอเมริกา ๔ ล้า และซื อเรือน ้ามันอีก ๑ ล้า ใช้เดินรับส่งสินค้าไปยังเมืองต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง อเมริกาเหนือและใต้ เป็นต้นและในปีเดียวกันรัฐบาลได้จัดตั ง บริษัทเดินเรือไทย จ้ากัดขึ น เพื่อด้าเนินธุรกิจการเดินเรือภายในประเทศ ๒. ชนิดของการขนส่งทางน ้า การขนส่งทางน ้า แบ่งเป็น ๓ ชนิด ๒.๑ การขนส่งภายในประเทศหรือการขนส่งทางน ้าในแผ่นดิน ๒.๒ การขนส่งชายฝั่ง ๒.๓ การขนส่งระหว่างประเทศหรือการขนส่งโพ้นทะเล ๓. องค์ประกอบของการขนส่งทางน ้า การขนส่งทางน ้าทุกชนิด มีองค์ประกอบที่ส้าคัญ ดังนี ๓.๑ ผู้ประกอบการ หน่วยงานส้าหรับผู้ประกอบการ ๓.๒ เส้นทาง ๓.๓ เรือ ยานพาหนะ ๓.๔ ท่าเรือและสิ่งอ้านวยความสะดวก
๓ ๔. การขนส่งทางน ้ากับการทหารของประเทศไทย ประเทศไทยมีแม่น ้าล้าคลองมากมาย จนได้ชื่อว่า “ เวนิชแห่งตะวันออก ” ดังนั นการ ขนส่งทางน ้าภายในประเทศจึงมีบทบาทส้าคัญส้าหรับการขนส่งภายในประเทศของภาคเอกชนและ กิจการทหารของประเทศไทยซึ่งปรากฏผลให้เห็นในสงครามโลกครั งที่สองเมื่อเส้นทางรถไฟ ถนน ตลอดจนสนามบินได้ถูกท้าลายลงในบางส่วนจากการกระท้าของฝ่ายตรงข้าม ท้าให้การเคลื่อนย้ายต้อง หยุดชะงักลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ในเวลานั นได้อาศัยการขนส่งทางน ้าเข้าช่วยเหลือ จึงท้าให้การขนส่ง ด้าเนินการต่อเนื่องกันไปได้โดย ไม่ต้องยุติลงจนท้าให้เกิดผลเสียหาย ปัจจุบันนี การขนส่งทางน ้าภายในประเทศได้มีบทบาทน้อยลง ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น มีการพัฒนาการขนส่งประเภทอื่นไปอย่างกว้างขวาง ใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว ประกอบกับเส้นทางน ้า ภายในประเทศเปลี่ยนแปลงไปและเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งทางน ้าเพิ่มขึ น และเหตุผลที่ส้าคัญคือ การ ขนส่งทางน ้ามีความล่าช้า เสียเวลาในการขนส่งมาก ความนิยมในการใช้การขนส่งทางน ้า ภายในประเทศจึงลดลงตามล้าดับ อย่างไรก็ตามการขนส่งทางน ้าภายในประเทศยังมีความจ้าเป็น ส้าหรับภาคเอกชนและการทหาร กองทัพจึงจัดให้มีหน่วยงานไว้ใช้ในการขนส่งทางน ้าภายในประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มพูนการขนส่งให้กับการขนส่งประเภทอื่น ดังที่กล่าวแล้วในตอนต้นการขนส่งทางน ้าสามารถแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ การขนส่ง ภายในประเทศหรือการขนส่งทางน ้าในแผ่นดิน การขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากการขนส่งชายฝั่ง และการขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของทหารขนส่ง ดังนั น ในที่นี จะกล่าวเฉพาะการขนส่งทางน ้าภายในแผ่นดินเท่านั น การขนส่งโดยทางน ้าภายในแผ่นดิน เป็นการขนส่งซึ่งจัดกระท้าโดยอาศัยเส้นทางน ้า ภายในแผ่นดินใหญ่ที่มีอยู่ อาทิเช่น แม่น ้า, ล้าคลอง หรือในทะเลสาบ เป็นต้น โดยการถ่ายเทก้าลังพลและ อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งหลั่งไหลเข้ามา ณ ท่าเรือ หรือหัวหาด ในเขตภายในเข้าสู่คลัง หรือจากเขตภายใน เข้าสู่เขตหลังของยุทธบริเวณ การขนส่งโดยทางน ้าภายในแผ่นดินนั น แม้ว่าโดยลักษณะจะมีความล่าช้า อยู่บ้าง แต่ก็เป็นการขนส่งที่สามารถบรรทุกได้คราวละมาก ๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายต่้าและสามารถ เคลื่อนย้ายพัสดุที่มีขนาดหนัก หรือขนาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะจะมีความส้าคัญอย่างยิ่งในเมื่อพื นที่นั นไม่มี เส้นทางที่จะให้ท้าการขนส่งโดยทางถนนหรือทางรถไฟได้ การขนส่งโดยทางน ้าภายในแผ่นดินในทางยุทธวิธีเหมาะที่จะจัดกระท้าในเขตภายในไปสู่ เขตหลังของยุทธบริเวณ ส่วนในเขตหน้าของยุทธบริเวณซึ่งเป็นพื นที่สู้รบของกองทัพนั นเสี่ยงต่อการถูก ท้าลายเป็นอย่างมาก จึงมักไม่จัดกระท้า นอกจากเส้นทางการขนส่งโดยทางอื่นจะถูกท้าลายจนหมดสิ น เพราะเหตุที่มีความเร็วต่้าและความคล่องตัวในล้าน ้ามีน้อย ป้องกันตัวเองได้ยาก พาหนะที่ใช้ในการ ขนส่งโดยทางน ้าภายในแผ่นดินได้แก่ เรือล้าเลียงพัสดุ เรือน ้ามัน
๔ เรือน ้า เรือลากจูง เรือประเภทเบ็ดเตล็ด เรือแต่ละประเภทตามที่กล่าวมานี มีคุณลักษณะ และคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป และมี ทั งชนิดที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองและชนิดที่ต้องใช้เรือลากจูง แต่ทั งหมดจะเป็นเรือที่มี ระวางขับน ้าไม่มากมักจะเป็นเรือท้องแบนเพื่อให้กินน ้าลึกน้อยที่สุด ส้าหรับในเรื่ององค์ประกอบของการขนส่งทางน ้า ซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการ หรือ หน่วยงานส้าหรับผู้ประกอบการ เรือหรือยานพาหนะ ตลอดจนท่าเรือ และสิ่งอ้านวยความสะดวก นับว่าทุก องค์ประกอบมีความส้าคัญเท่า ๆ กัน แต่ในกิจการขนส่งทางน ้าภายในแผ่ดินในทางทหาร ส่วนของ ผู้ประกอบการนี หน่วยงานขนส่งซึ่งมีภารกิจ หน้าที่ ความรับผิดชอบในการขนส่งทางน ้าในแผ่นดิน ซึ่ง ได้แก่ กรมการขนส่งทหารเรือ ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ จะได้อธิบายให้ทราบในบทต่อ ๆ ไป
๕ บทที่ ๒ การจัดหน่วยและยานพาหนะทางน ้าภายในแผ่นดิน ๑. กรมการขนส่งทหารเรือ ๑.๑ ภารกิจ มีหน้าที่อ้านวยการ ประสานงาน แนะน้า ก้ากับการ และด้าเนินการ เกี่ยวกับการขนส่ง การซ่อมพาหนะสายขนส่ง การส่งก้าลังพัสดุสายขนส่ง รวมทั งการวิจัยและ พัฒนาการขนส่ง ตลอดจนให้การฝึกและศึกษาวิชาการขนส่ง และวิชาการอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย มีเจ้ากรมการขนส่งทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ๑.๒ การแบ่งมอบ เป็นส่วนราชการขึ นตรงกองทัพเรือ ๑.๓ ขอบเขตความรับผิดชอบและหน้าที่ส้าคัญ ๑.๓.๑ วางแผน อ้านวยการ ประสานงาน ก้ากับการเกี่ยวกับ การขนส่ง การส่งก้าลัง และซ่อมบ้ารุงสายขนส่งของกองทัพเรือ ๑.๓.๒ จัดและด้าเนินการขนส่งทั งทางถนน ทางรถไฟ ทางน ้า และทางอากาศ รวมทั งการจัดระวางบรรทุก และขนถ่ายทางทะเล ๑.๓.๓ บริการยานพาหนะทางบกและทางน ้าในแผ่นดิน รวมทั งการด้าเนินการใน เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเรือราชพิธี ๑.๓.๔ ด้าเนินการซ่อม สร้าง ดัดแปลง แก้ไข ยานพาหนะ อุปกรณ์ชิ นส่วน และ เครื่องประกอบยานพาหนะสายขนส่งถึงระดับโรงงาน ๑.๓.๕ ด้าเนินการจัดหา เก็บรักษา แจกจ่าย และจ้าหน่ายพัสดุ ตลอดจนเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมบ้ารุงยานพาหนะสายขนส่ง ๑.๓.๖ วิจัยและพัฒนา ควบคุม ให้ค้าแนะน้าทางวิทยาการ การขนส่ง รวมทั ง ด้าเนินการให้การฝึกและศึกษา แก่เหล่าทหารขนส่ง ๑.๔ การแบ่งส่วนราชการและหน้าที่กรมการขนส่งทหารเรือ แบ่งส่วนราชการออกเป็น ๑.๔.๑ กองบังคับการ มีหน้าที่วางแผน อ้านวยการ ประสานงาน แนะน้า และก้ากับ การเกี่ยวกับกิจการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทหารเรือ ๑.๔.๑.๑ กองก้าลังพลและธุรการ มีหน้าที่อ้านวยการ ประสานงาน ก้ากับการ และด้าเนินการเกี่ยวกับการก้าลังพลในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั งการธุรการ การสวัสดิการ และการบริการ ต่าง ๆ ๑) แผนกธุรการ มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับ การธุรการและการสารบรรณ ๒) แผนกจัดการก้าลังพล มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการบรรจุ การ เลื่อน การลด การปลด และการย้ายของก้าลังพลเหล่าทหารขนส่ง
๖ ๓) แผนกบัญชีพล มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการจัดท้าบัญชีพล สถิติ ทะเบียน การขอบ้าเหน็จความชอบ การขอเบี ยหวัด บ้าเหน็จบ้านาญ และการขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ๔) แผนกบริการ มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการซ่อมบ้ารุงสถานที่ ในระดับหน่วยผู้ใช้ ตลอดจนการบริการแรงงานในงานโยธา การรักษาความปลอดภัยสถานที่ การ สวัสดิการ ก้าลังพล การสงเคราะห์ และการปฐมพยาบาลเบื องต้น ๑.๔.๑.๒ กองแผน มีหน้าที่อ้านวยการ ประสานงาน ก้ากับการ และ ด้าเนินการ เกี่ยวกับการจัดท้าแผนการขนส่ง แผนปฏิบัติราชการ การด้าเนินการด้านงบประมาณและ บริหารทรัพยากร รวมทั งการด้าเนินกรรมวิธีข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการขนส่ง ๑) แผนกแผน มีหน้าที่จัดท้าแผนที่เกี่ยวกับการขนส่ง การเคลื่อนย้าย ทางยุทธวิธี การฝึกขนส่งทางยุทธการ และแผนการขนส่ง สนับสนุนแผนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมทั ง แผนปฏิบัติราชการ ๒) แผนกงบประมาณ มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการงบประมาณ ควบคุม วิเคราะห์ การด้าเนินงาน และการบริหารทรัพยากร ๓) แผนกกรรมวิธีข้อมูล มีหน้าที่ด้าเนินการรวบรวมข้อมูล การ กรรมวิธีข้อมูล และสารสนเทศด้านการขนส่ง รวมทั งก้ากับดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรม ๑.๔.๑.๓ กองส่งก้าลังบ้ารุง มีหน้าที่อ้านวยการ ประสานงาน ก้ากับการ และ ด้าเนินการเกี่ยวกับการจัดท้าโครงการ การส่งก้าลัง และการซ่อมบ้ารุงสายขนส่ง ๑) แผนกโครงการ มีหน้าที่ประสานงาน และด้าเนินการจัดท้า โครงการที่เกี่ยวกับการขนส่ง การซ่อมบ้ารุงสายขนส่ง รวมทั งการตรวจสอบวิเคราะห์และประเมินค่า การด้าเนินการตามโครงการ ตลอดจนการรวบรวม และพิจารณาความต้องการพัสดุ และงบประมาณ ตามโครงการ ๒) แผนกส่งก้าลัง มีหน้าที่ประสานงาน และด้าเนินการเกี่ยวกับการ ส่งก้าลังสายขนส่ง รวมทั งเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการ การจัดหา เก็บรักษา แจกจ่าย และจ้าหน่าย พัสดุสายขนส่ง ตลอดจนการด้าเนินการด้านงานทะเบียนพาหนะสายขนส่ง ๓) แผนกซ่อมบ้ารุง มีหน้าที่ประสานงาน และก้ากับการเกี่ยวกับการ ซ่อมบ้ารุงสายขนส่ง รวมทั งด้าเนินการตรวจ ส้ารวจพาหนะสายขนส่ง ๑.๔.๑.๔ กองจัดการขนส่ง มีหน้าที่อ้านวยการ และประสานงานการ ปฏิบัติการขนส่งทางถนน ทางรถไฟ ทางน ้า และทางอากาศ ตลอดจนด้าเนินการ การจัดท้าแผนงาน ปฏิบัติการขนส่ง การจัดหาแรงงาน และสิ่งอ้านวยความสะดวก เพื่อการขนส่ง และการบรรทุกขนถ่าย ๑) แผนกจัดการ มีหน้าที่พิจารณาค้าขอการขนส่ง จัดท้าแผนงาน งบประมาณการขนส่ง รวบรวมสถิติข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับความสะดวกและปลอดภัยในการขนส่ง
๗ ๒) แผนกปฏิบัติการขนส่ง มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการขนส่งทาง ถนน ทางน ้า ทางรถไฟและทางอากาศ รวมทั งเสนอความต้องการสิ่งอ้านวยความสะดวกในการขนส่ง ๓) แผนกขนส่งทางพาณิชย์มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการจ้างการ ขนส่งจัดท้าใบแลกการขนส่งแจกจ่ายและควบคุมการใช้รวมทั งการช้าระหนี ในการใช้ใบแลกการขนส่ง ๔) แผนกบรรทุกและขนถ่าย มีหน้าที่ด้าเนินการบรรทุกและขนถ่าย พัสดุยุทโธปกรณ์ที่น้าเข้าและน้าออกทั งทางบก ทางน ้า และทางอากาศ ๑.๔.๑.๕ แผนกการเงิน มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับ การเบิก รับจ่าย เก็บรักษาเงิน และเอกสารหลักฐานการเงิน การบัญชี ตลอดจนรายงานทางการเงินและทางบัญชี ๑.๔.๑.๖ แผนกพระธรรมนูญ มีหน้าที่สืบสวนและสอบสวนคดี ตามค้าสั่งของ ผู้บังคับบัญชา เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เสนอแนะความเห็นเกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย รวมทั ง ด้าเนินการเกี่ยวกับการตรวจร่างสัญญาต่าง ๆ ๑.๔.๒ กองรถยนต์ มีหน้าที่บริการยานพาหนะในการขนส่งทางถนนให้กับ หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ เก็บรักษา ซ่อมบ้ารุง ระดับหน่วยให้แก่ยานพาหนะในความรับผิดชอบ ๑.๔.๒.๑ แผนกรถยนต์บรรทุก มีหน้าที่บริการรถยนต์ในการขนส่งทางถนน ให้หน่วยต่าง ๆ และข้าราชการในกองทัพเรือ ๑.๔.๒.๒ แผนกรถยนต์โดยสาร มีหน้าที่บริการรถยนต์โดยสารแก่หน่วยต่าง ๆ และข้าราชการในกองทัพเรือ ๑.๔.๒.๓ แผนกรถยนต์นั่ง มีหน้าที่บริการรถยนต์นั่งแก่หน่วยต่าง ๆ และ ข้าราชการในกองทัพเรือ ๑.๔.๒.๔ แผนกรถยนต์เฉพาะการ มีหน้าที่บริการรถเฉพาะการประเภทต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะงาน เพื่อสนับสนุนการขนส่งทางถนนแก่หน่วยต่าง ๆ และ ข้าราชการในกองทัพเรือ ๑.๔.๒.๕ แผนกตรวจสอบและซ่อมบ้ารุง มีหน้าที่ตรวจสอบและซ่อมบ้ารุง ระดับหน่วยให้แก่ยานพาหนะในความรับผิดชอบ ๑.๔.๒.๖ หมวดคลังพัสดุ มีหน้าที่เบิก เก็บรักษา และแจกจ่ายชิ นส่วนซ่อม อุปกรณ์ประจ้ารถยนต์ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ๑.๔.๓ กองเรือเล็ก มีหน้าที่บริการยานพาหนะในการขนส่งทางน ้าในแผ่นดินให้กับ หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ เก็บรักษา ซ่อมบ้ารุงยานพาหนะทางน ้า ในความรับผิดชอบ ระดับผู้ใช้ รวมทั งด้าเนินการเกี่ยวกับเรือราชพิธีที่ได้รับมอบหมาย ๑.๔.๓.๑ แผนกเรือบริการ มีหน้าที่รับส่งข้าราชการและบุคคลส้าคัญ ตลอดจน บริการยานพาหนะทางน ้า ในการติดต่องานด้านธุรการของหน่วยต่าง ๆ
๘ ๑.๔.๓.๒ แผนกเรือลากจูง มีหน้าที่บริการเคลื่อนย้ายพาหนะทางน ้าและ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนตัวเองไม่ได้ ๑.๔.๓.๓ แผนกเรือล้าเลียง มีหน้าที่บริการยานพาหนะทางน ้าในการ ล้าเลียงพัสดุและสิ่งอุปกรณ์ทางทหารให้กับหน่วยต่าง ๆ ๑.๔.๓.๔ แผนกเรือราชพิธีมีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับเรือราชพิธีตามที่ได้ รับมอบหมาย ๑.๔.๔ กองโรงงาน มีหน้าที่ซ่อม สร้าง ดัดแปลงยานพาหนะสายขนส่งทางบก และเรือที่ใช้การเฉพาะทางน ้าในแผ่นดินของกองทัพเรือ ระดับกลางและระดับโรงงาน ๑.๔.๔.๑ แผนกจัดแผนงาน มีหน้าที่จัดท้าแผนงาน ก้าหนดงาน ความต้องการ ชิ นส่วนซ่อมพัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้ในการซ่อม สร้าง ดัดแปลงยานพาหนะ ออกใบสั่งงาน ใบเบิกพัสดุ และก้ากับการซ่อม สร้าง ดัดแปลงยานพาหนะ ๑.๔.๔.๒ แผนกควบคุมคุณภาพ มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมกรรมวิธีการ ซ่อม สร้าง ดัดแปลง ควบคุมคุณภาพของชิ นส่วนซ่อมพัสดุเครื่องมือเครื่องใช้ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่ก้าหนดไว้ รวมทั งทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ และระบบต่าง ๆ ของยานพาหนะ ๑.๔.๔.๓ แผนกซ่อมเครื่องยนต์ มีหน้าที่ปรับซ่อมเครื่องยนต์ และระบบ ถ่ายทอดก้าลัง ของยานพาหนะทางบกและทางน ้าในแผ่นดินของกองทัพเรือ ๑.๔.๔.๔ แผนกซ่อมตัวรถ มีหน้าที่ซ่อม สร้าง ดัดแปลงตัวรถและโครงสร้าง ปรับซ่อมระบบบังคับเลี ยว และระบบผ่อนแรงสะเทือน ๑.๔.๔.๕ แผนกซ่อมระบบไฟฟ้า มีหน้าที่ซ่อมระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ของ ยานพาหนะ ๑.๔.๔.๖ แผนกเครื่องมือกล มีหน้าที่ใช้เครื่องมือกล ปรับแต่งชิ นส่วนซ่อม และส่วนประกอบของยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการซ่อม สร้าง ดัดแปลงยานพาหนะ ๑.๔.๔.๗ แผนกช่างเรือ มีหน้าที่ซ่อมท้าตัวเรือและส่วนประกอบ ตลอดจน ระบบขับเคลื่อนของยานพาหนะทางน ้าในแผ่นดิน ๑.๔.๔.๘ หมวดคลังพัสดุ มีหน้าที่เบิก เก็บรักษา แจกจ่ายชิ นส่วนซ่อมและ พัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการซ่อม สร้าง ดัดแปลงยานพาหนะ ๑.๔.๕ กองการพัสดุ มีหน้าที่จัดหา เก็บรักษา แจกจ่าย และจ้าหน่ายพัสดุ ยานพาหนะทางบกสายขนส่ง ตลอดจนเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมบ้ารุง ด้าเนินการเกี่ยวกับ พัสดุทั่วไป และการจัดเลี ยง ๑.๔.๕.๑ แผนกจัดการและตรวจสอบ มีหน้าที่รวบรวม และก้าหนดความ ต้องการพัสดุ เสนองบประมาณ ตรวจสอบสถานภาพและปริมาณพัสดุ ส้ารวจและเสนอแนะเกี่ยวกับ บริหารงานพัสดุสายขนส่ง
๙ ๑.๔.๕.๒ แผนกจัดรายการพัสดุ มีหน้าที่พิจารณาทางเทคนิคเกี่ยวกับพัสดุ สายขนส่ง จัดท้ารายการพัสดุ รวบรวมมาตรฐานพัสดุ และด้าเนินการเกี่ยวกับอัตราพัสดุสายขนส่ง ๑.๔.๕.๓ แผนกควบคุม มีหน้าที่จัดท้าแผนงานและควบคุมการจัดหา แจกจ่าย จ้าหน่ายพัสดุ ๑.๔.๕.๔ แผนกจัดหา มีหน้าที่ประสานงานและด้าเนินการเกี่ยวกับการจัดหา พัสดุสายขนส่ง รวบรวมและด้าเนินการด้านเอกสารซื อขายและแลกเปลี่ยนพัสดุที่จ้าหน่ายแล้ว เก็บรักษา สัญญาหลักฐานและตัวอย่างพัสดุที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนอ้านวยความสะดวกในการด้าเนินกรรมวิธีซื อขาย และติดตามผล ๑.๔.๕.๕ แผนกคลังพัสดุ มีหน้าที่รับ เก็บรักษา จ่าย จ่ายยืม จัดส่ง อนุรักษ์ และเสนอแนะการจ้าหน่ายพัสดุสายขนส่ง ๑.๔.๕.๖ หมวดจัดเลี ยง มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการประกอบอาหาร จัดเลี ยง และบริการ ๑.๔.๖ กองวิทยาการ มีหน้าที่อ้านวยการ ประสานงาน และด้าเนินการเกี่ยวกับ การศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา เผยแพร่ ให้ค้าแนะน้า ด้านวิทยาการการขนส่ง ตลอดจนการฝึก และศึกษาวิชาการในสายวิทยาการขนส่ง ๑.๔.๖.๑ แผนกวิทยาการ มีหน้าที่ด้าเนินการศึกษา ค้นคว้า เผยแพร่ ให้ ค้าแนะน้าทางวิทยาการด้านการขนส่ง และรวบรวมเก็บรักษาคู่มือทางเทคนิค จัดท้า ปรับปรุงและ พัฒนาหลักสูตร ประมวลการศึกษา เอกสารคู่มือ และต้ารา จัดท้าแผนโครงการฝึกศึกษา รวมทั งงาน กิจการห้องสมุด และการประกันคุณภาพการศึกษา ๑.๔.๖.๒ แผนกวิจัยและพัฒนา มีหน้าที่ด้าเนินการวิจัย ค้นคว้า ทดลอง พัฒนา และดัดแปลงสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง รวบรวมข้อมูล มาตรฐาน และคุณลักษณะเฉพาะของสิ่ง อุปกรณ์สายขนส่ง ตลอดจนจัดท้ารายงานสถิติและวิเคราะห์เพื่อการพัฒนา ๑.๔.๖.๓ โรงเรียนการขนส่งทหารเรือ มีหน้าที่ให้การฝึกและศึกษา ในสาย วิทยาการการขนส่งแก่ข้าราชการ ทหารกองประจ้าการ นักเรียนทหาร และลูกจ้าง รวมทั งการทดสอบ ความรู้ความช้านาญ ๑.๔.๖.๔ แผนกบริการการศึกษา มีหน้าที่ด้าเนินการด้านงานบริการการศึกษา การบริการและซ่อมบ้ารุงอุปกรณ์ด้านการศึกษา งานพัสดุทางการศึกษา และการบริการอุปกรณ์ เครื่องช่วยการศึกษาภายในกรม รวมทั งการจัดเลี ยงให้แก่ผู้ที่เข้ารับการศึกษา ในโรงเรียนการขนส่ง ทหารเรือ และหลักสูตรต่าง ๆ
๑๐ ๒. หน่วยสนับสนุนในสายวิทยาการขนส่ง ๒.๑ กองขนส่ง ฐานทัพเรือกรุงเทพ ภารกิจ กขส.ฐท.กท. มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับการขนส่งทางบกและทางน ้า การท่า และการดับเพลิง ตลอดจนการซ่อมบ้ารุงยานพาหนะ และอุปกรณ์ดับเพลิง ตามค้าสั่งกองทัพเรือ (เฉพาะ) ที่ ๒๐/๒๕๓๙ เรื่อง แก้อัตรากองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๐๑ และเป็นศูนย์รถที่มีรถไว้เพื่อบริการแก่ หน่วยของตนเอง และหน่วยในกองบัญชาการ ฐท.กท. กองขนส่ง ฐท.กท. กองกิจการพิเศษ ฐท.กท. และ ดย.ทร.ฐท.กท. รวมทั งสนับสนุนจัดวิทยากรให้ความรู้ในด้านการป้องกันอัคคีภัยทั งใน ทร. และ นอก ทร. ๒.๒ แผนกเรือ กองขนส่ง ฐานทัพเรือสัตหีบ ภารกิจ แผนกเรือ กขส.ฐท.สส. มีหน้าที่ให้บริการการขนส่งทางน ้า สนับสนุนงานด้าน บริการและการส่งก้าลังบ้ารุงให้กับหน่วยต่าง ๆ ของ ทร. ในพื นที่สัตหีบ และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจน การบริการยืมพาหนะ เพื่อการสวัสดิการแก่ข้าราชการ ทร. ๒.๓ แผนกเรือ กองขนส่ง ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ ๒ ภารกิจ แผนกเรือ กขส.ฐท.สข.ทรภ.๒ มีหน้าที่รับผิดชอบให้การสนับสนุน พาหนะ ทางน ้า เพื่อบริการขนส่งให้กับหมู่เรือต่าง ๆ ที่มาปฏิบัติราชการในพื นที่ภาคใต้ฝั่งทะเลอ่าวไทย ตอนล่าง ตลอดจนภารกิจอื่น ๆ ตามความเหมาะสมอีกทั งจะต้องดูแลและซ่อมบ้ารุงเรือที่มีอยู่ในอัตราให้ อยู่ในสภาพพร้อมใช้ราชการได้ตลอดเวลา ๒.๔ แผนกเรือ กองขนส่ง ฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ ๓ ภารกิจ แผนกเรือ กขส.ฐท.พง.ทรภ.๓ มีหน้าที่ให้บริการยานพาหนะในการขนส่ง ทางน ้า ดูแลเก็บรักษา และซ่อมบ้ารุงเรือ โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี ๒.๔.๑ จัดเรือและเจ้าหน้าที่ประจ้าเรือ ออกลาดตระเวนตามเส้นทาง อ่าวทับละมุ – บริเวณเขาหน้ายักษ์ และแนวชายฝั่ง ฐท.พง. ๒.๔.๒ จัดเรือให้การสนับสนุน กอง รปภ.ฐท.พง. คือ หมู่ – ตอน – มว. และทหาร ไปฝึกยิงอาวุธบริเวณเขาหน้ายักษ์ ๒.๔.๓ จัดเรือสนับสนุน กอง รปภ.ฐท.พง. ท้าการส้ารวจพื นที่เขาหน้ายักษ์ และ บริเวณใกล้เคียงในห้วงระยะเวลา ๒ ครั ง/เดือน ครั งละ ๗ วัน
๑๑ ผังการจัดส่วนราชการ กรมการขนส่งทหารเรือ กองบังคับการ กองก ำลังพลและธุรกำร กองแผน กองส่งก ำลังบ ำรุง กองจัดกำรขนส่ง แผนกกำรเงิน แผนกพระธรรมนูญ กองเรือเล็ก แผนกเรือบริกำร แผนกเรือลำกจูง แผนกเรือล ำเลียง แผนกเรือรำชพิธี กองการพัสดุ แผนกจัดกำรและตรวจสอบ แผนกจัดรำยกำรพัสดุ แผนกควบคุม แผนกจัดหำ แผนกคลังพัสดุ หมวดจัดเลี้ยง กองรถยนต์ แผนกรถยนต์บรรทุก แผนกรถยนต์โดยสำร แผนกรถยนต์นั่ง แผนกรถยนต์เฉพำะกำร แผนกตรวจสอบและซ่อมบ ำรุง หมวดคลังพัสดุ กองโรงงาน แผนกจัดแผนงำน แผนกควบคุมคุณภำพ แผนกซ่อมเครื่องยนต์ แผนกซ่อมตัวรถ แผนกซ่อมระบบไฟฟ้ำ แผนกเครื่องมือกล แผนกช่ำงเรือ หมวดคลังพัสดุ กองวิทยาการ แผนกวิทยำกำร แผนกวิจัยและพัฒนำ โรงเรียนกำรขนส่งทหำรเรือ แผนกบริกำรกำรศึกษำ
๑๒ กองบังคับการ กองก าลังพลและธุรการ แผนกธุรกำร แผนกจัดกำรก ำลังพล แผนกบัญชีพล แผนกบริกำร กองส่งก าลังบ ารุง แผนกโครงกำร แผนกส่งก ำลัง แผนกซ่อมบ ำรุง แผนกการเงิน กองแผน แผนกแผน แผนกงบประมำณ แผนกกรรมวิธีข้อมูล กองจัดการขนส่ง แผนกพระธรรมนูญ แผนกจัดกำร แผนกปฏิบัติกำรขนส่ง แผนกขนส่งทำงพำณิชย์ แผนกบรรทุกและขนถ่ำย
๑๓ ๓. กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ ๓.๑ ภารกิจ มีหน้าที่บริการยานพาหนะในการขนส่งทางน ้าในแผ่นดินให้กับหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ เก็บรักษา ซ่อมบ้ารุงยานพาหนะทางน ้า ในความรับผิดชอบระดับผู้ใช้รวมทั ง ด้าเนินการเกี่ยวกับเรือราชพิธีที่ได้รับมอบหมาย ๓.๒ การแบ่งมอบ เป็นส่วนราชการขึ นตรง กรมการขนส่งทหารเรือ ๓.๓ ขอบเขตความรับผิดชอบและหน้าที่ส้าคัญ ของกองเรือเล็ก กรมการขนส่ง ทหารเรือ แบ่งส่วนราชการออกเป็น ๓.๓.๑ แผนกเรือบริการ มีหน้าที่ รับ – ส่ง ข้าราชการและบุคคลส้าคัญ ตลอดจน บริการยานพาหนะทางน ้าในการติดต่องานด้านธุรการของหน่วยต่าง ๆ ๑) หมวดเรือบริการที่ ๑ (๑) เรือเวรข้ามฟาก (๒) เรือเวรด่วนทางธุรการ ๒) หมวดเรือบริการที่ ๒ (๑) เรือรับรองประเภทเรือยนต์นั่งพิเศษ (๒) เรือรับรองประเภทเรือยนต์โถง (๓) เรือรับรอง ขส.ทร.๑๓๑ ๓.๓.๒ แผนกเรือลากจูง มีหน้าที่บริการ เคลื่อนย้ายพาหนะทางน ้า และอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนตัวเองไม่ได้ ๑) หมวดเรือลากจูงที่ ๑ (๑) เรือลากจูง ๒) หมวดเรือลากจูงที่ ๒ (๑) เรือใช้สอย (๒) เรือท้องแบนไฟเบอร์กลาส ๓.๓.๓ แผนกเรือล้าเลียง มีหน้าที่บริการยานพาหนะทางน ้าในการล้าเลียงพัสดุ และ สิ่งอุปกรณ์ทางทหารให้กับหน่วยต่าง ๆ ๑) หมวดเรือล้าเลียงที่ ๑ (๑) เรือล้าเลียง ขนาด ๒๐ ตัน (๒) เรือล้าเลียงพัสดุขนาด ๖๐ ตัน ๒) หมวดเรือล้าเลียงที่ ๒ (๑) เรือบรรทุกน ้า ขนาด ๒๐ ตัน (๒) เรือบรรทุกน ้า ขนาด ๘๐ ตัน
๑๔ ๓.๓.๔ แผนกเรือราชพิธี มีหน้าที่ด้าเนินการเกี่ยวกับเรือราชพิธี ตามที่ได้รับ มอบหมาย ๑) หมวดเรือราชพิธี (๑) เรือใช้สอย (๒) เรือดั ง (๓) เรือแซง (๔) เรือต้ารวจ (๕) เรือพระราชพิธีอื่น ๆ ได้แก่ เรืออีเหลือง เรือแตงโม เรือเสือ ทะยานชล เรือเสือค้ารณสินธุ์ เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น เรือรุ้งประสานสาย เรือเหลืองใหญ่ ๒) หมวดอุปกรณ์เรือราชพิธี มีหน้าที่จัดเก็บอุปกรณ์ประกอบเรือราชพิธี และ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือราชพิธี ๓.๔ การตั งชื่อเรือใช้สอย ๓.๔.๑ เรือใช้สอย หมายถึง เรือที่สังกัดอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ ในอัตรากองทัพเรือ และไม่ใช่เป็นเรือเล็กประจ้าเรือหลวงหรือเรือส้าหรับฝึกโดยเฉพาะ ๓.๔.๒ การตั งชื่อเรือใช้สอยให้ตั งชื่อด้วยอักษรย่อของหน่วยขึ นตรงกองทัพเรือ หรือ หน่วยรอง เฉพาะหน่วยกรมการขนส่งทหารเรือ โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ที่เรือนั น สังกัดอยู่มีหมายเลขต่อท้ายอักษร โดยก้าหนดหมายเลขตามประเภท และขนาดของเรือให้สะดวกแก่ การเรียกและสั่งการ ๓.๔.๓ ให้หน่วยขึ นตรงกองทัพเรือเป็นผู้ตั งชื่อเรือใช้สอย เมื่อตั งชื่อแล้วให้ส่งรายชื่อให้ กรมส่งก้าลังบ้ารุงทหารเรือทราบ เพื่อขึ นบัญชีไว้เป็นหลักฐาน ๓.๔.๔ การเขียนชื่อเรือ ให้เขียนด้วยสีขาวทั งสองข้างตอนหัวเรือ ตรงกึ่งกลางระหว่าง แนวน ้ากับแนวกราบเรือ เว้นแต่เรือที่ทาสีขาวให้เขียนด้วยสีด้า หมายเลขที่เขียนให้เขียนเลขอาระบิค ขนาดของชื่อที่เขียนให้เหมาะสมกับเรือล้านั น ๆ
๑๕ ผังกำรจัดส่วนรำชกำร กรล.ขส.ทร. กองเรือเล็ก แผนกเรือบริกำรแผนกเรือลำกจูงแผนกเรือล ำเลียงแผนกเรือรำชพิธี บริกำรที่ หมวดเรือ ๑บริกำรที่ หมวดเรือ ๒ลำกจูงที่ หมวดเรือ ๑ลำกจูงที่ หมวดเรือ ๒ล ำเลียงที่ หมวดเรือ ๑ หมวดเรือ ล ำเลียงที่๒ หมวดเรือ รำชพิธี หมวดอุปกรณ์ เรือเวรด่วนทำงธุรกำร เรือเวรข้ำมฟำก เรือรับรองป เรือยนต์นั่งพิเศษ เรือรับรองประเภท ระเภท ขส.ทร. เรือรับรอง เรือยนต์โถง ๑๓๑ เรือลำกจูง ไฟเบอร์กลำส เรือท้องแบน เรือใช้สอยเรือล ำเลียงขนำด ๒๐ ตัน เรือล ำเลียงพัสดุขนำด ๖๐ ตัน ขนำด เรือบรรทุกน้ ำ ๒๐ ตัน ขนำด เรือบรรทุกน้ ำ ๘๐ ตัน เรืออีเหลือง, เรือต ำรวจ เรือแซง เรือดั้ง เรือใช้สอย เรือแตงโม, เรือรุ้งประสำนสำย, เรือเหลืองใหญ่ เรือทองขวำนฟ้ำ, เรือทองบ้ำบิ่น, เรือเสือทะยำนชล, เรือเสือค ำรณสินธุ์, เรือรำชพิธี จัดเก็บอุปกรณ์
๑๖ ภาพที่ ๑.๑ เรือเวรข้ามฟาก ภาพที่ ๑.๒ เรือเวรด่วนทางธุรการ (ไม้)
๑๗ ภาพที่ ๑.๓ เรือเวรด่วนทางธุรการ (เหล็ก) ภาพที่ ๑.๔ เรือเวรด่วนทางธุรการ (Catamalan)
๑๘ ภาพที่ ๑.๕ เรือรับรองประเภทเรือยนต์นั่งพิเศษ ภาพที่ ๑.๖ เรือรับรองประเภทเรือยนต์โถง
๑๙ ภาพที่ ๑.๗ เรือลากจูง 2101 2202 ภาพที่ ๑.๘ เรือใช้สอย
๒๐ ภาพที่ ๑.๙ เรือล้าเลียง ขนาด ๒๐ ตัน ภาพที่ ๑.๑๐ เรือล้าเลียงพัสดุ ขนาด ๖๐ ตัน
๒๑ ภาพที่ ๑.๑๑ เรือบรรทุกน ้า ขนาด ๒๐ ตัน ภาพที่ ๑.๑๒ เรือบรรทุกน ้า ขนาด ๘๐ ตัน
๒๒ ภาพที่ ๑.๑๓ เรือพระราชพิธี
๒๓ บทที่ ๓ เส้นทางน ้าภายในแผ่นดิน ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีแม่น ้าล้าคลองอยู่มากมาย เส้นทาง จึงถูกใช้เป็นวิถีทางการคมนาคมของประชาชนมาตั งแต่ครั งอดีต เพื่อสัญจรไปมาหาสู่ และขนส่งผลิตผล ท้าการค้าขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน อีกทั งยังได้ตั งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยอยู่ริมแม่น ้าล้าคลอง เป็นส่วนใหญ่ เพื่อความสะดวกในการด้ารงชีวิต สมัยก่อนการขนส่งทางบกยังไม่เจริญ ต้องพึ่งพาสัตว์ และยานพาหนะจ้าพวกเกวียน ซึ่งบรรทุกได้น้อยและเดินทางได้ช้า การท้ามาค้าขายจึงจ้ากัดอยู่ในวงแคบ ผิดกับทางน ้า สามารถขนส่งได้เป็นจ้านวนมาก แม้กระทั่งในปัจจุบัน สินค้าพวกไม้ซุง ข้าว ทราย หรือ ผลิตผลทางการเกษตร ก็ยังต้องใช้การขนส่งทางน ้าอยู่ เส้นทางน ้าภายในแผ่นดิน ได้แก่ แม่น ้า ทะเลสาบ ช่องแคบในทะเล อ่าว และคลอง ที่มี ความลึกพอที่จะให้เรือในเส้นทางน ้าภายในแผ่นดินแล่นผ่านไปมาได้ เส้นทางน ้าภายในแผ่นดินทาง การทหาร ได้แก่ เส้นทางน ้าภายในแผ่นดินในเขตยุทธบริเวณซึ่งอยู่ในความควบคุมของทางการทหาร ๑. ลักษณะเส้นทางน ้า ๑.๑ เส้นทางน ้าภายในแผ่นดิน จ้าแนกออกตามหลักการขั นมูลฐานในทางทหาร แบ่งออก ได้เป็น ๓ ลักษณะ ดังนี ๑.๑.๑ เส้นทางน ้าตื นมาก ได้แก่ เส้นทางน ้าที่มีความลึกไม่ถึง ๔ ๑/๒ ฟุต ๑.๑.๒ เส้นทางน ้าที่ความลึกปานกลาง ได้แก่ เส้นทางน ้าที่มีความลึกระหว่าง ๔ ๑/๒ ฟุต ถึง ๗ ฟุต ๑.๑.๓ เส้นทางน ้าลึก ได้แก่ เส้นทางที่มีความลึกเกินกว่า ๗ ฟุต ขึ นไป ๑.๒ ประเภทของเส้นทางน ้าภายในแผ่นดิน แบ่งโดยทั่วไปได้ดังนี ๑.๒.๑ ทะเลสาบที่อยู่ในแผ่นดิน และทะเลที่มีแผ่นดินล้อมรอบ เช่น ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น ๑.๒.๒ แม่น ้า เช่น แม่น ้าเจ้าพระยา แม่น ้าแม่กลอง และแม่น ้าท่าจีน ๑.๒.๓ คลองเรือใหญ่ผ่านได้ เช่น คลองปานามา คลองสุเอซ ๑.๒.๔ คลองส้าหรับเรือล้าเลียงท้องแบน เช่น คลองมหาชัย คลององครักษ์คลอง ด้าเนินสะดวก ๑.๒.๕ เส้นทางน ้าที่ขนานไปกับฝั่งทะเล คือ เส้นทางน ้าซึ่งตามปกติสร้างไว้ให้แล่นขนาน ไปกับแนวฝั่งทะเล อยู่ลึกเข้าไปจากฝั่งทะเลพอสมควร และมีที่ก้าบังดีพอที่จะใช้ในการเดินเรือเล็ก ๆ ได้
๒๔ ๒. เส้นทางน ้าภายในแผ่นดินในประเทศไทย ประเทศไทยมีแม่น ้าล้าคลองทั งประเทศ ความยาวรวมทั งสิ นประมาณ ๕,๙๐๐ กิโลเมตร แต่ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการขนส่ง การคมนาคมได้ทั งหมด เนื่องจากบางส่วนมีความตื นเขิน ในฤดูแล้ง เรือจะผ่านไม่ได้ หรือ ปากน ้ามีเขื่อนขวางกั น จนเป็นอุปสรรคในการเดินเรือ ส้าหรับแม่น ้าและล้าคลอง ที่ยังใช้ท้าการขนส่ง คมนาคมได้ที่ส้าคัญ ๆ มีดังนี ๑) แม่น ้าตามธรรมชาติ มีแม่น ้าส้าคัญอยู่ ๖ สาย คือ ๑.๑ แม่น ้าเจ้าพระยา มีความยาวประมาณ ๓๗๙ กิโลเมตร ๑.๒ แม่น ้าท่าจีน ” ๓๐๗ ” ๑.๓ แม่น ้าป่าสัก ” ๕๑๓ ” ๑.๔ แม่น ้าแม่กลอง ” ๑๔๐ ” ๑.๕ แม่น ้าบางปะกง ” ๒๙๔ ” ๑.๖ แม่น ้าน้อย ” ๑๓๐ ” ๒) คลอง คลองขุดที่สามารถใช้ในการเดินเรือได้ ๑๓ สาย คือ ๒.๑ คลองมหาชัย มีความยาวประมาณ ๖๕ กิโลเมตร ๒.๒ คลองมหาสวัสดิ์ ” ๒๕ ” ๒.๓ คลองพระพิมล ” ๓๕ ” ๒.๔ คลองพระยาบันลือ ” ๔๐ ” ๒.๕ คลองเจ้าเจ็ด ” ๓๐ ” ๒.๖ คลององครักษ์ ” ๕๓ ” ๒.๗ คลองล้าลูกกา ” ๗๕ ” ๒.๘ คลองแสนแสบ ” ๗๐ ” ๒.๙ คลองประเวศน์ ” ๕๐ ” ๒.๑๐ คลองส้าโรง ” ๔๕ ” ๒.๑๑ คลองด้าเนินสะดวก + ภาษีเจริญ ” ๖๕ ” ๒.๑๒ คลองภาษีเจริญ + พระพิมล ” ๕๕ ” ๒.๑๓ คลองระพีพัฒน์ + แยกตะวันออก ” ๔๓ ” เส้นทางส้าหรับท้าการขนส่งทางน ้าภายในแผ่นดินในประเทศไทย แบ่งออกเป็น ๔ เส้นทาง ดังนี ๒.๑ เส้นทางสายเหนือ ได้แก่ เส้นทางที่อาศัยแม่น ้าเจ้าพระยาเป็นหลัก นับว่าเป็น เส้นทางที่ส้าคัญที่สุด เพราะเป็นเส้นทางที่ครอบคลุมอาณาเขตในบริเวณที่ราบลุ่มในภาคกลาง จังหวัด ต่าง ๆ ซึ่งตั งอยู่บนแม่น ้า เส้นทางนี มีจ้านวน ๒๑ จังหวัด โดยแบ่งออกได้เป็น ๓ ตอน คือ
๒๕ ๒.๑.๑ เส้นทางตอนเหนือ ตั งแต่จังหวัดชัยนาทขึ นไป ส่วนมากเป็นแม่น ้าเจ้าพระยา แม่น ้าน่าน และแควต่าง ๆ ที่มาบรรจบกับแม่น ้าเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดที่ติดต่อกันได้ ด้วยเส้นทางนี ก็มี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ น่าน พิจิตร นครสวรรค์ และทางใต้ลงมาก็มีจังหวัดอุทัยธานี และ ชัยนาท ๒.๑.๒ เส้นทางตอนกลาง ตั งแต่จังหวัดชัยนาท ลงมาถึง สุพรรณบุรี และอยุธยา เส้นทางตอนนี แยกออกไปได้หลายทาง คือ ๑) เส้นทางแม่น ้าเจ้าพระยา ตั งแต่จังหวัดชัยนาทมาตามแม่น ้าเจ้าพระยา ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา เส้นทางนี ในฤดูแล้ง เรือกินน ้าลึกผ่านไม่ได้ เพราะน ้าใต้ เขื่อนลดระดับลงมาก ๒) เส้นทางแม่น ้าน้อย เริ่มจากจังหวัดชัยนาท เข้าแม่น ้าน้อยทางประตูน ้า บรมธาตุ ล่องลงมาจนถึงอ้าเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เส้นทางสายนี มีน ้าให้เรือผ่านได้ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูแล้ง เรือจะใช้เส้นทางนี เป็นส่วนมาก ๓) เส้นทางจากจังหวัดชัยนาทเข้าทางประตูน ้าพลเทพ คลองขุดมะขามเฒ่า แม่น ้าสุพรรณบุรี เส้นทางสายนี มีการขนส่งทางน ้าได้ตลอดปีเช่นกัน ๒.๑.๓. เส้นทางตอนล่าง ตั งแต่สุพรรณบุรี และอยุธยา จนถึง กรุงเทพมหานคร เส้นทางตอนนี แยกได้หลายสาย คือ ๑) จากอยุธยาและอ้าเภอเสนา เป็นเส้นทางขนส่งทางน ้าที่มาจากแม่น ้า เจ้าพระยา และแม่น ้าน้อย เส้นทางทั งสองจะมาบรรจบกับแม่น ้าเจ้าพระยา ผ่านจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จนถึงกรุงเทพมหานคร ๒) เส้นทางที่มาจากแม่น ้าสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี แยกมาได้เป็น ๒ ทาง คือ จากสุพรรณบุรี การขนส่งมาตามคลองเจ้าเจ็ด หรือคลองลาดชะโด มาถึงอ้าเภอเสนา บรรจบกับ เส้นทางที่มาจากแม่น ้าน้อย ต่อจากนั นก็มาตามแม่น ้าเจ้าพระยาถึงกรุงเทพมหานคร และอีกสายหนึ่ง จากสุพรรณบุรี ผ่านแม่น ้าสุพรรณบุรี แม่น ้านครชัยศรี เข้าคลองพระพิมล ออกแม่น ้าเจ้าพระยาที่อ้าเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หรือเข้าคลองมหาสวัสดิ์จนถึงกรุงเทพมหานคร หรือจะล่องมาถึงแม่น ้าท่าจีน เข้าคลองภาษีเจริญ จนถึงกรุงเทพมหานคร ๒.๒ เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เส้นทางตามล้าน ้าป่าสักที่ผ่านจังหวัดลพบุรี สระบุรี มาบรรจบแม่น ้าเจ้าพระยาที่อยุธยา แล้วล่องมาตามแม่น ้าเจ้าพระยา ผ่านปทุมธานี นนทบุรี เข้า กรุงเทพมหานคร เส้นทางสายนี ฤดูแล้งแม่น ้าป่าสักบางตอนในจังหวัดสระบุรี และลพบุรี ใช้ท้าการ ขนส่งไม่ได้ เพราะน ้าลดลงมาก ๒.๓ เส้นทางสายตะวันออก เป็นเส้นทางที่ใช้แม่น ้าบางปะกงเป็นเส้นทางการขนส่งหลัก เส้นทางสายนี ติดต่อระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดต่าง ๆ ดังนี
๒๖ ๒.๓.๑ เส้นทางระหว่างนครนายกกับกรุงเทพมหานคร จากจังหวัดนครนายกผ่าน แม่น ้านครนายก เข้าประตูน ้าเสาวภาผ่องศรี คลองรังสิต เข้าอ้าเภอปากเกร็ด นนทบุรี ออกสู่แม่น ้า เจ้าพระยา จนถึงกรุงเทพมหานคร ๒.๓.๒ เส้นทางระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับกรุงเทพมหานคร เส้นทางสายนี ผ่าน แม่น ้าปราจีน คลองแสนแสบจนถึงกรุงเทพมหานคร ๒.๓.๓ เส้นทางระหว่างฉะเชิงเทรากับกรุงเทพมหานคร เส้นทางสายนี ผ่านแม่น ้า บางปะกง ฉะเชิงเทรา ผ่านคลองแสนแสบ จนถึงกรุงเทพมหานคร หรือจากบางปะกง ชลบุรี เข้าคลอง ส้าโรง หรือคลองพระโขนง ออกสู่แม่น ้าเจ้าพระยา เข้ากรุงเทพมหานครได้ เส้นทางสายตะวันออกนี เนื่องจากในปัจจุบันมีการขนส่งทางบกซึ่งสะดวกอยู่แล้ว ทั งเป็นเส้นทางที่ไกลจากกรุงเทพมหานครมาก ดังนั นการขนส่งทางน ้าจึงมีน้อย จะมีอยู่บ้างเฉพาะการขนส่ง ภายในท้องถิ่นเท่านั น ๒.๔ เส้นทางสายตะวันตก เส้นทางสายนี อยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานครมาก มีแม่น ้าท่าจีน แม่น ้า แม่กลอง และคลองต่างๆ เส้นทางเหล่านี ติดต่อกับกรุงเทพมหานครได้ดังนี ๒.๔.๑ ระหว่างจังหวัดนครปฐมกับกรุงเทพมหานคร โดยผ่านคลองมหาสวัสดิ์ เข้า มากรุงเทพมหานครหรือเข้ามาตามแม่น ้านครชัยศรี แม่น ้าท่าจีน คลองภาษีเจริญ เข้ากรุงเทพมหานคร ออกแม่น ้าเจ้าพระยาสู่กรุงเทพมหานคร ๒.๔.๒ ระหว่างราชบุรี โดยผ่านคลองด้าเนินสะดวก คลองภาษีเจริญ ออกแม่น ้า เจ้าพระยา เข้ากรุงเทพมหานคร ๒.๔.๓ ระหว่างสมุทรสงคราม ผ่านแม่น ้าแม่กลองเข้าจังหวัดสมุทรสาคร คลอง มหาชัย หรือผ่านแม่น ้าท่าจีน คลองภาษีเจริญ ออกแม่น ้าเจ้าพระยา เข้ากรุงเทพมหานครได้ ๓. ขีดจ้ากัดของเส้นทางน ้าภายในแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เป็นอุปสรรคส้าคัญในการใช้เส้นทางน ้าใน แลตติจูด เหนือ ระหว่างฤดูหนาว น ้าจะเกิดการแข็งตัวกลายเป็นน ้าแข็งจนท้าให้การจราจรต้องหยุดชะงักหมด ต้อง น้าเรือท้าลายน ้าแข็งมาเปิดทางให้ใช้เส้นทางนั นได้ น ้าท่วมและน ้าแห้ง ก็มีอิทธิพลต่อความสามารถใน การใช้เส้นทางน ้าในการสนับสนุนภารกิจได้เช่นเดียวกัน เส้นทางน ้าเป็นสิ่งที่ดัดแปลงให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี ไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้จะมีการขุดคลองให้ เชื่อมโยงกับเส้นทางน ้าในลักษณะอื่นๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าไม่ได้ส้าหรับการปฏิบัติการในทางทหาร สิ่งที่ มนุษย์สร้างขึ น เช่น ประตูน ้า สะพาน คลองลัด และเขื่อนกั นน ้าที่มีอยู่ในเส้นทางน ้า ก็มีจุดอ่อนที่อาจ ถูกท้าลายและกลายเป็นเครื่องกีดขวางเส้นทางน ้าได้ โดยที่การล้าเลียงขนส่งเข้าทางน ้า เป็นวิธีการที่มีความประหยัดมากที่สุดแต่ก็เป็นวิธีการที่มี ความล่าช้า เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งด้วยวิธีอื่นๆ ฉะนั นในการวางแผนการล้าเลียงขนส่งจึงต้อง
๒๗ ชั่งน ้าหนักในปัจจัยเหล่านี ด้วยความระมัดระวังเพื่อพิจารณาว่าจะกระท้าได้หรือไม่ได้เพียงใด เท่าๆกับที่ เห็นว่าการล้าเลียงขนส่งด้วยวิธีนี เป็นวิธีการที่มีความประหยัดเป็นอันมาก ๔. ข้อดีข้อเสียของการขนส่งทางน ้า การขนส่งทางน ้ามีทั งข้อดีและข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น ๔.๑ ข้อดี ๔.๑.๑ รัฐบาลเป็นผู้ปรับปรุงและดูแลเส้นทางน ้า การขนส่งทางน ้าก็เหมือนการขนส่ง ทางถนนซึ่งรัฐบาล เป็นผู้จ่ายค่าบ้ารุงรักษาและปรับปรุงเส้นทางให้ ๔.๑.๒ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้เส้นทาง ๔.๑.๓ อัตราค่าขนส่งถูกกว่าการขนส่งประเภทอื่นๆ ๔.๑.๔ สามารถขนส่งได้ปริมาณคราวละมากๆ ๔.๑.๕ ใช้ขนสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ – น ้าหนักมาก ซึ่งท้าการขนส่งด้วยวิธีอื่นไม่ได้ หรือไม่สะดวก ๔.๑.๖ ถูกท้าลายจากข้าศึกได้ยากกว่าทางรถไฟและทางท่อ ๔.๑.๗ ควบคุมการเคลื่อนไหวได้สะดวก ๔.๒ ข้อเสีย ๔.๒.๑ ความล่าช้า การขนส่งทางน ้ามีความล่าช้ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่ง ประเภทอื่น ๔.๒.๒ การบริการขนส่งทางน ้าบางพื นที่มีข้อจ้ากัดในบางฤดูกาล ๔.๒.๓ การบริหารถูกจ้ากัดด้วยธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ การขนส่งทางน ้า ภายในประเทศบางเส้นทางถูกขัดขวางโดยธรรมชาติ เช่น น ้าแห้ง หรือถูกขัดขวางจากสิ่งก่อสร้าง เช่น สะพาน ประตูน ้า ๔.๒.๔ ต้องมีความรู้ความช้านาญในการขนถ่ายและการบรรทุก ๔.๒.๕ ต้องมีท่าเทียบเรือและเครื่องมือยกขน ๔ .๒.๖ ค่าซ่อมแซมสูง
๒๘ ภาพที่ ๓.๑ เส้นทางสายเหนือ
๒๙ ภาพที่ ๓.๒ เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ
๓๐ ภาพที่ ๓.๓ เส้นทางสายตะวันออก
๓๑ ภาพที่ ๓.๔ เส้นทางสายตะวันตก
๓๒ บทที่ ๔ การเรือและการน้าเรือ ๑. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเรือ ในทุกอาชีพมักจะมีศัพท์เฉพาะที่ใช้งานของตนเอง แต่ก็ไม่มีอาชีพใดที่มีศัพท์เฉพาะที่ใช้ มากเท่าทหารเรือ ศัพท์ของทหารหรือที่เรียกกันว่า ภาษาทางเรือนั น บางทีได้กลายมาเป็นภาษาพูด ประจ้าวันอยู่ทั่วไปก็มีมาก ส้าหรับผู้ที่เริ่มเรียนการเรือ ก่อนอื่นก็จ้าเป็นจะต้องศึกษาหาศัพท์ชาวเรือหรือภาษาชาวเรือ โดยทั่วไปเสียก่อน ส่วนศัพท์เฉพาะอื่นๆ ก็มีอธิบายอยู่แล้วในบทต่อ ๆ ไป นิยามค้าศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ของเรือ ตัวเรือ (The hull) คือ ส่วนของเรือที่นับจากดาดฟ้าใหญ่หรือดาดฟ้าบนสุดลงมา แบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ ได้สามส่วน คือ ส่วนหัวเรือ (Fore part) ส่วนกลาง (Midship part) และส่วนท้าย เรือ (After part) ภาพที่ ๔.๑ ส่วนแบ่งตัวเรือ (Parts of the hull) เส้นที่ลากผ่านกลางล้าเรือจากหัวเรือมาท้ายเรือเรียกว่า “เส้นแนวกระดูกงู (Fore - and - aft centre line)” และเส้นที่ลากขนานกับเส้นนี เรียกว่า “เส้นแนวล้าเรือ (Fore – and – aft – line)” ภาพที่ ๔.๒ ส่วนแบ่งตัวเรือ พื นที่ตั งฉากที่ผ่านเส้นแนวกระดูกงูจะแบ่งตัวเรือออกเป็น ๒ ส่วนในทางยาวเมื่อเรายืนอยู่ บนเส้นแนวกระดูกงูนี หันหน้าไปทางหัวเรือ ส่วนที่อยู่ทางขวาเรียกว่า “กราบขวา (Starboard side)” และส่วนที่อยู่ซ้ายมือเรียกว่า “กราบซ้าย (Port side)”
๓๓ ภาพที่ ๔.๓ ส่วนแบ่งตัวเรือ เป็นประเพณีของทหารเรือที่จะใช้ “เลขคี่” ส้าหรับสิ่งของเครื่องมือที่อยู่ทางกราบขวา และ “เลขคู่” ส้าหรับกราบซ้าย ส่วนต่าง ๆ ของพื นที่ผิวตัวเรือ (Hull surfaces) ส่วนข้างของตัวเรืออาจจะแบ่งเป็น ส่วนใหญ่ ๆ ได้ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ทางกราบขวาและที่อยู่ทางกราบซ้าย โดยมีเส้นแบ่งที่กระดูกงู ทาง ปลายของส่วนหัว (Fore part) เรียกว่า “หัวเรือ (Bow)” แบ่งได้เป็นหัวเรือกราบขวา และหัวเรือกราบ ซ้าย ทางปลายของส่วนท้าย (After part) เรียกว่า “ท้ายเรือ (Quarter)” แบ่งได้เป็นท้ายเรือกราบขวา และท้ายเรือกราบซ้าย ส่วนกลางล้าเรือทั งหมดเรียกว่า “กลางล้าเรือ (Amidships)” เมื่อเรืออยู่ในน ้า ส่วนข้างของตัวเรือก็จะถูกแบ่งโดย “เส้นแนวน ้า (Water line)”เป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่อยู่เหนือแนวน ้าเรียกว่า “ข้างเรือ (Ship’s side)”ส่วนที่อยู่ใต้แนวน ้าเรียกว่า“ท้องเรือ (Bottom)” ค้าศัพท์สองค้านี ใช้ในความหมายทั่ว ๆ ไป ไม่เจาะจง เช่นเมื่อกล่าวถึงการทาสีข้างเรือหรือการขูดท้อง เรือเป็นต้น ถ้าหากต้องการจะกล่าวถึงพื นที่ส่วนใดโดยเจาะจงแล้ว ก็จ้าเป็นต้องบอกถึงกราบส่วนของ ตัวเรือและระยะจากเส้นแนวน ้าของพื นที่นั นด้วย เช่น “เรือทะลุที่หัวเรือกราบขวาใต้แนวน ้า ๔ ฟุต” ภาพที่ ๔.๔ ส่วนต่าง ๆ ของพื นผิวตัวเรือ (Hull surfaces) พื นเรือที่ติดกันตลอดล้าเรียกว่า “ดาดฟ้า” ด้านฟ้าบนที่โดนลมและฝนตลอดเวลาเรียกว่า “ดาดฟ้าเปิด” (Weather decks) นิยามศัพท์ที่เกี่ยวกับตัวเรือ (Terms applied to the hull) ๑. สูงเหนือแนวน ้า (Freeboard) คือส่วนสูงจากเส้นแนวน ้าตรงที่ใดก็ได้ถึงดาดฟ้าบน (Upper deck) ๒. กินน ้าลึกหรือดร๊าฟท์ (Draught) คือส่วนลึกของกระดูกงูจากเส้นแนวน ้าตรงที่ใดของตัว เรือก็ได้
๓๔ ๓. บีม (Bream) คือส่วนที่กว้างที่สุดของเรือ ๔. ดาดฟ้าโค้ง (Cumber) คือความโค้งหรือความนูนของดาดฟ้า เพื่อให้น ้าไหลลงข้างเรือ โดยง่าย ๕. โค้งท้องเรือ (Bilge) คือส่วนท้องเรือที่มีลักษณะโค้งของตัวเรือทั งด้านในและด้านนอก Bilge มีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือหมายถึงน ้าท้องเรือ ๖. กระดูกงูปีก (Bilge keel) มีลักษณะเป็นครีบแบน ส้าหรับช่วยลดอาการโคลงของเรือ ตามปกติแล้วจะอยู่ใต้ท้องเรือตรงมุมโค้งของท้องเรือ ๗. ข้างเรือโค้งเข้า (Tumble home) คือการที่ข้างเรือมีลักษณะโค้งเข้าในส่วนที่เหนือจาก แนวน ้า ๘. ข้างเรือโค้งออก (Flare) คือการที่ข้างเรือมีลักษณะโค้งออกในส่วนที่เหนือจากแนวน ้า ๙. ดาดฟ้าบนแบบติดต่อ (Flush deck) คือดาดฟ้าบนของเรือที่ติดต่อจากหัวจรดท้ายเรือ โดยตลอด ไม่มีส่วนใดที่สูงขึ นหรือต่้าลง ยกเว้นโครงสร้างส่วนบนของเรือ (เรือรบอเมริกันส่วนใหญ่มี ดาดฟ้าแบบนี ) ๑๐. กระดูกงู (Keel) เป็นท่อนเหล็กหรือท่อนไม้ซึ่งอยู่ตอนล่างสุดของล้าเรือ ทอดไป ตามยาวของเรือตลอดล้าถึงที่ติดต่อกับท่อนเหล็กหรือท่อนไม้ที่อยู่ตอนหัวเรือและท้ายเรือ กระดูกงูนี เป็นส่วนส้าคัญที่สุดของเรือ เพราะส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นล้าเรือขึ นจะมีส่วนติดต่อกับกระดูกงูเกือบ ทั งสิ น ๑๑. กระดูกงูตั ง (Keelson) เป็นแผ่นเหล็กหรือไม้ยาวซึ่งอยู่บนกระดูกงูตลอดหัวเรือและ ท้ายเรือส้าหรับยึดเหนี่ยวกระดูกงู ๑๒. กงตั ง ( Transverse frame) เป็นแผ่นเหล็กหรือไม้หนาวางขวางเป็นมุมฉากกับ กระดูกงูส้าหรับยึดเหนี่ยวแผ่นเหล็กหรือไม้ที่ปูเรือและยึดเหนี่ยวกงตามยาว ๑๓. กงตามยาว (Longitudinal frame) เป็นกงวางขนานกับกระดูกงู ตามยาวของเรือ จากหัวเรือจนถึงท้ายเรือและยึดเหนี่ยวกับกงตั งแต่อยู่ภายนอกของกงตั ง กงตามยาวเป็นส่วนส้าคัญใน การยึดเรือให้มั่นคง ภาพที่ ๔.๕ ศัพท์ที่เกี่ยวกับตัวเรือ (Hull terms)
๓๕ ดาดฟ้าเรือ (Decks) ถึงแม้ว่าเรือต่างชนิดกันจะมีดาดฟ้าอยู่ในลักษณะต่างๆ กันก็ตาม ความรู้เกี่ยวความเป็นมา ดั งเดิมของดาดฟ้าก็จะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย ในราวปลายศตวรรษที่ ๑๖ (สมัยที่อังกฤษรบกับกองเรือ Armada ของสเปน) นั น “ดาดฟ้าบน (Upper deck)” ของเรือใบสร้างต่อกันเป็นชั นๆ แบบบันไดทั งส่วนหัวและท้าย ซึ่งเรียกว่า “ดาดฟ้าเรือ (Forecastle)”และ “ดาดฟ้ายกท้ายเรือ (After castle)”เพื่อให้ทหาร (ซึ่งเป็นแบบทหารราบ) เข้าประจ้าที่ได้สะดวก ที่ว่างระหว่างดาดฟ้าทั งสองนี (ภาพที่ ๔.๖ รูปบน) เรียกว่า “ดาดฟ้าเปิดกลาง (Waist)” จากนั นสงครามทางเรือก็วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะสิ นศตวรรษที่ ๑๘ เรือใบก็มีรูปร่าง เปลี่ยนแปลงไป ดังภาพที่ ๔.๖ (รูปที่ ๒) คือดาดฟ้าบนถูกยกให้สูงขึ นไปอีกเพื่อจะได้ติดปืนเพิ่มขึ น แต่ก็ ยังคงดาดฟ้าแบบบันไดเอาไว้และเปลี่ยนเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “ดาดฟ้ายกบนหัวเรือ (Topgallant forecastle)” และ “ดาดฟ้ายกบนท้ายเรือ (poop)” ดาดฟ้ายกบนหัวเรือกลายเป็น ส่วนหนึ่งของ ดาดฟ้าบนอยู่หน้าของเสาหน้า ส่วน “ดาดฟ้าท้ายเรือ (Quarterdeck)” นั น เป็นส่วนของดาดฟ้าบนอยู่ ระหว่างเสาใหญ่ (Mainmast) และดาดฟ้ายกบนท้ายเรือ เมื่อถึงสมัยของเนลสัน (Nelson) เรือขนาดใหญ่จะมีดาดฟ้าเพิ่มขึ นอีกดาดฟ้าหนึ่งระหว่าง ดาดฟ้ายกบนหัวเรือและดาดฟ้ายกบนท้ายเรือแล้ว ก็เลยกลายเป็นดาดฟ้าบน (Upper deck) ไป ส่วน ยกบนท้ายเรือนั นก็ถูกยกให้สูงขึ นอีกเพื่อให้เป็นห้องพักส้าหรับนายพลเรือ ดาดฟ้าที่อยู่ใต้ดาดฟ้าบนลง มา มีชื่อเรียกดังนี คือ “ดาดฟ้าใหญ่ (Main deck)” “ดาดฟ้ากลาง (Middle deck)” “ดาดฟ้าล่าง (lower deck)”และ “ดาดฟ้าล่างสุด (Or lop deck)” ที่ว่างระหว่างดาดฟ้าล่างสุดและท้องเรือเรียกว่า “ห้องท้องเรือ” (Hold) (ภาพที่ ๔.๖ รูปที่ ๓) ที่ดาดฟ้าบนกลางล้ามีบูม (Booms) ซึ่งอยู่เหนือ “ฝากั น น ้าใหญ่ (Main hatch)” ที่บูมนี ใช้เป็นที่เก็บเพลาใบอะไหล่และเก็บเรือโบ๊ต (ภาพที่ ๔.๖ รูปที่ ๔) ห้อง นายพลเรือและห้องฝ่ายเสนาธิการอยู่บนดาดฟ้าใหญ่ท้ายเรือ ช่องว่างของดาดฟ้าใหญ่ระหว่างเสาใหญ่ และห้องพักดังกล่าวเรียกว่า “ดาดฟ้าเปิดท้าย (Half deck)” ช่องว่างระหว่างเสาใหญ่และเสาหน้า เรียกว่า “ดาดฟ้าเปิดกลาง (Waist)” และช่องว่างระหว่างเสาหน้าและหัวเรือใช้เป็นห้องครัว เรียกว่า “ดาดฟ้าเปิดหัว (Galley)” (ภาพ ๔.๖ รูปที่ ๕)
๓๖ ภาพที่ ๔.๖ ดาดฟ้าของเรือรบสมัยเรือใบ ชื่อที่ใช้เรียกตามดาดฟ้าเหล่านี ก็ยังคงใช้เรียกดาดฟ้าของเรือสมัยใหม่อยู่ แต่ก็มี เปลี่ยนแปลงไปบางตามชนิดของเรือ นอกจากชื่อแล้วดาดฟ้าของเรือรบสมัยใหม่ยังมีเลขก้ากับอีกด้วย โดยเรียงจากดาดฟ้าบนสุดมาดาดฟ้าล่างสุด คือดาดฟ้าหมายเลข ๑,๒,๓ ฯลฯ ตามล้าดับ ภาพที่ ๔.๗ แสดงให้การเรียกชื่อและการให้เลขหมายก้ากับ ส้าหรับเรือรบสมัยใหม่ โครงสร้างบน (Super structure) ของเรือใช้หมายเลขก้ากับดาดฟ้าจาก ๐๑,๐๒,๐๓ ฯลฯ ขึ นไปตามล้าดับ
๓๗ ภาพที่ ๔.๗ ดาดฟ้าของเรือรบสมัยใหม่ (Arrangement if decks in Sailing man – of – War) ตามปกติดาดฟ้าต่อเนื่องที่สูงสุดของเรือเรียกว่า “ดาดฟ้าบน (Upper deck)” ยกเว้น เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งเรียกว่า “ดาดฟ้าบิน (Flight deck)” ช่องว่างระหว่างดาดฟ้าล่างสุด (Platform deck) และท้องเรือเรียกว่า “ห้องท้องเรือ (Hold)” ส้าหรับเรือบรรทุกเครื่องบินนั น “ดาดฟ้าเก็บเครื่องบิน (Hander deck)” ก็คือดาดฟ้าบนนั นเอง แต่การให้หมายเลขก้ากับให้นับจาก ดาดฟ้าบินลงมาตามล้าดับ ภาพที่ ๔.๘ ส่วนประกอบบนดาดฟ้าเปิดและโครงสร้างบนเรือ ส่วนของดาดฟ้า (Parts of decks) ส่วนของดาดฟ้าต่าง ๆ อาจจะมีชื่อเรียกพิเศษตามที่ อยู่ของสถานที่เหล่านั นย่อยลงไปอีก เช่น “ดาดฟ้าสัญญาณ (Signal deck or flat)” ดาดฟ้าปืนท้าย (X-Gun deck) เป็นต้น การเรียกชื่อต้าบลที่ต่าง ๆ ในเรือ ( Position in general) จะเริ่มต้นตั งแต่ทหารคนหนึ่งกลับจากบกมาลงเรือที่เขาประจ้าอยู่ หากทหารผู้นี กลับมา โดยเรือโบ๊ต เขาก็จะขึ นเรือใหญ่ทางบันไดข้างเรือ (Accommodation ladder) ซึ่งแขวนอยู่ข้างกราบ เรือด้าน “นอกเรือใหญ่ (Outboard)” ถ้าหากเรือเทียบท่า (Alongside) อยู่ ทหารผู้นั นก็จะขึ นเรือใหญ่ ทาง “สะพานข้าง (Brow)” ในทั งสองกรณีเมื่อทหารผู้นี ก้าวข้ามกราบเรือ (Ship’s side) เข้ามาในเรือ แล้วก็ถือว่า เขาได้อยู่ “ในเรือใหญ่ (Inboard)” แล้ว
๓๘ เมื่อรายงานตัวให้นายยามทราบว่าเขาได้กลับถึงเรือแล้วตามระเบียบ เขาก็จะลงไปใต้ ดาดฟ้า (Go below) เพื่อไปยังห้องกลาสี (Mess) ซึ่งจัดไว้เป็นที่อยู่อาศัยของเขาในเรือ โดยลงทาง “บันไดช่องทางลง (Ladder)” ช่องทางนี เปิดปิดได้โดย “ฝากั นน ้า (Hatch)” ห้องกลาสีนี มี “ผนังกั นน ้า (Bulkhead)” ทั ง ๔ ด้าน ส่วน “เพดานห้อง (Deck bead)” ก็คือดาดฟ้าเรือชั นเหนือขึ นไป ส่วนพื น ห้อง (Duck) ก็เป็นส่วนของดาดฟ้าเรือชั นนั นนั่นเอง ภาพที่ ๔.๙ ต้าบลของในแนวหัวและท้ายเรือ (Position fore and aft) ดูภาพที่ ๔.๙ เสาใหญ่อยู่ทางหัวเรือ (Forward) ปล่องอยู่ทางท้ายเรือ (Aft) เสาธงท้ายตั งอยู่ “ทางท้ายเรือสุด (Right aft) ส่วนเสาธงหัวตั งอยู่ “ทางด้านหัวเรือสุด (Right forward)” ฝาระวางอยู่ “กลางล้า (Amidships)” ค้าว่า “กลางล้า” นอกจากจะกล่าวถึงต้าบลที่ตอนกลางล้าเรือแล้ว ยังใช้เรียกต้าบลที่ของ วัตถุในส่วนอื่น ๆ ของเรือโดยทั่วไปว่า วัตถุนั นอยู่กลางล้ามิได้อยู่ทางกราบซ้าย หรือกราบขวา หากจะเปรียบเทียบต้าบลที่ของ ๆ สองสิ่งในเรือ เราจะพูดว่าปล่องเรืออยู่ “หลัง (Abaft)” สะพานเรือเดินอยู่ “หน้า (Before or forward of)” ปล่อง ต้าบลที่ด้านขวางล้าเรือ (Position athwart ships) ด้านขวางล้าเรือนั น เราจะกล่าวกันกว้าง ๆ ว่าสิ่งของนั นอยู่ทางกราบขวาหรือกราบซ้ายของเรือ โดยถือเส้นที่แบ่งเรือออกเป็นสองส่วนคือกราบขวาและกราบซ้าย ถ้าอยู่ด้านนอกของข้างเรือเราเรียกว่า “นอกเรือใหญ่ (Outboard)” ถ้าอยู่ด้านในของข้างเรือเราเรียกว่า “ในเรือใหญ่ (Inboard)” (ภาพที่ ๔.๑๐) ภาพที่ ๔.๑๐
๓๙ ตามภาพที่ ๔.๑๐ เรือใหญ่มีเรือโบ๊ตอยู่ ๓ ล้าด้วยกัน ล้าหนึ่งถูกหมุนออกไปไว้ “นอกเรือ ใหญ่” ทางกราบซ้าย ส่วนอีก ๒ ล้าเก็บไว้ “ในเรือใหญ่” ทางกราบขวา เมื่อเราจะเปรียบเทียบต้าแหน่ง ของเรือโบ๊ตทั ง ๒ ล้า ที่เก็บอยู่ในเรือใหญ่แล้ว เราอาจจะพูดว่า “เรือโบ๊ตสีด้าด้านใน” หรือ “เรือโบ๊ตสี ขาวอยู่ด้านนอก” วิธีการแสดงต้าแหน่งต่าง ๆ ให้ระเอียดลงไปอีกดูได้จากภาพที่ ๔.๑๑ ภาพที่ ๔.๑๑ การเคลื่อนย้ายวัตถุบนเรือ (Movements of objects on board) ชาวเรือเมื่อจะพูดถึงการเคลื่อนย้ายวัตถุไปข้างหน้า ข้างหลัง, ข้างล่าง, บนดาดฟ้าหรือบน ที่สูงแล้วจะใช้ค้าพูดโดยเฉพาะที่เหมือน ๆ กัน เช่น ในการยกของไปทางท้ายเรือหรือหัวเรือหรือใช้ชิด กราบเรือ ต่อไปนี เป็นค้าจ้ากัดความ (ศัพท์) โดยเฉพาะที่ใช้เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัตถุ To launch การปล่อยเรือลงน ้าหรือการเลื่อน (ดึง, ลาก) ไปในทางยาวของเรือ To lift and launch การยกวัตถุนั นขึ นแล้วเลื่อนไปในทางยาวของเรือ To fleet การยกวัตถุในระยะสั น ๆ To ship การวางวัตถุลงยังที่ๆ ก้าหนด To up ship การเคลื่อนย้ายวัตถุจากที่ๆ ก้าหนด ค้าจ้ากัดความ (ศัพท์) เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเรือ (Terms defining the movement of a ship) ลอยล้า (Under way) ความหมายโดยเฉพาะหมายถึงเรือที่ไม่ได้ทอดสมอ ผูกทุ่น ผูกกับฝั่ง เกยตื นแต่อย่างใด แต่โดยทั่วไปแล้วหมายถึงเรือก้าลังแล่น เดินหน้า (Going ahead or making head way) คือ เรือที่ก้าลังเคลื่อนไปข้างหน้า ถอยหลัง (Going astern or making sternway or making a stern board) คือ เรือที่ก้าลังเคลื่อนที่ ไปข้างหลังหรือทางท้าย หางเสือกินน ้า (Steerage way) คือ เรือที่มีความเร็วพอที่จะใช้หางเสือบังคับเรือได้ (หางเสือไม่กินน ้า เมื่อเรือช้าเกินไป)
๔๐ หยุดนิ่ง (Making no way or stop) คือ เรือที่ก้าลังแล่นแต่มิได้เดินหน้าหรือถอยหลังแต่อย่างไร (เรือลอยอยู่นิ่งๆ) เมื่อเรือก้าลังเดินหน้าแต่ขณะเดียวกันถูกลมพัดด้านข้างท้าให้เรือตกตามลม เรียกว่าเรือมี “ลีเวย์ (Leeway)” ข้างเรือด้านที่ลมพัด เรียกว่า “ด้านเหนือลม (Weather side)” และด้านตรงกัน ข้าม เรียกว่า “ด้านใต้ลม (Lee side)” เราถือท้ายเรือโดย “เข็มทิศถือท้าย” และ “เข็ม (Course)” ที่สั่งให้ถือท้ายตามนั นเรียกว่า “เข็มถือท้าย (Compass course) ๒. หลักการน้าเรือเบื องต้น ๒.๑ หลักการน้าเรือ (Piloting) เจ้าหน้าที่น้าเรือ หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ในทางเทคนิคเกี่ยวกับเส้นทางน ้าในท้องถิ่น อันได้แก่ ช่องแคบในทะเล อ่าว ท่าเรือ แม่น ้าและคลอง เจ้าหน้าที่น้าเรือมีหน้าที่ท้าการน้าเรือใน เส้นทางน ้าภายในแผ่นดินนั น จ้าเป็นจะต้องเรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ หลายอย่าง เช่น อาการของใบจักร ระยะวงหัน วงเลี ยวของเรือ ตลอดจนระยะทางที่เรือแล่นได้และแรงเฉื่อยของเรือเมื่อสั่งหยุดเครื่องจักร เรือใบจักรเดี่ยว เรือที่ใช้ใบจักรหมุนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) อาการต่างๆ ซึ่งจะต้องพิจารณา ในการถือท้ายเรือมีดังนี ๑. อ้านาจของหางเสือ ๒. กระแสน ้าใบจักร ๓. ก้าลังที่เกิดขึ น เมื่อใบจักรหมุน ๔. พลิ วน ้า ๒.๑.๑ อ้านาจของหางเสือ ๑) เรือเดินหน้า หางเสือตรง เรือแล่นตรงไป เมือหันหางเสือขวากระแสน ้าจะไหลมา ปะทะด้านหน้าของหางเสือ ดันให้ท้ายหันไปทางซ้าย หัวเรือหันไปทางขวา เมื่อหันหางเสือซ้าย ท้ายเรือ จะไปทางขวา หัวเรือหันไปทางซ้าย ๒) เรือถอยหลัง หางเสือตรง เรือจะถอยหลังตรงไป (ไม่พูดถึงอาการอื่นๆ) หางเสือหัน ขวา กระแสน ้าที่ไหลมาทางท้ายเรือจะปะทะด้านหลังของหางเสือท้าให้ท้ายเรือหันไปทางขวา หัวเรือหัน ไปทางซ้าย หางเสือหันไปทางซ้ายท้ายเรือจะหันไปทางซ้าย หัวเรือหันไปทางขวา ๒.๑.๒ กระแสน ้าใบจักร เมื่อใบจักรหมุนกระแสน ้าจะถูกดูดเข้ามาจากทางหนึ่งและผลักออกไปอีกทางหนึ่ง เรือ เดินหน้ากระแสน ้าจะถูกดูดมาจากทางหัวเรือและผลักออกไปทางท้ายเรือ เมื่อเรือถอยหลังกระแสน ้าจะ ถูกดูดเข้ามาจากทางท้ายเรือจะผลักออกทางหัวเรือ ตามปกติแล้วกระแสน ้าที่ถูกดูดเข้ามานั นจะขนาน
๔๑ กับเพลาใบจักรและกระดูกงู แต่การหมุนของใบจักรท้าให้กระแสน ้ากระท้าเป็นมุมกับกระดูกงูและเพลา ใบจักรในทางทแยง ๑) เมื่อใบจักรหมุนเดินหน้า จะถูกกระแสน ้าจากหัวไหลไปตามข้างๆ เรือไปยังที่ใบจักร แต่ไม่มีอ้านาจกระท้าให้เกิดผลในการถือท้ายแต่อย่างใด ซึ่งผิดกับกระแสน ้าที่ผลักออกไปทางท้ายเรือ โดยการหมุนของใบจักร กระแสน ้านี จะไปดันกับหลักแกนของหางเสือในทางทแยงมุม (เมื่อหางเสือตรง) จะท้าให้เกิดก้าลังดันท้ายเรือให้หันไปอีกทางหนึ่ง แต่ก็ยังมีอาการอื่นช่วยอยู่อีก ๒ อย่าง ซึ่งกระท้า อาการตรงข้าม คือ (๑) ใบจักรบนจะผลักกระแสน ้าไปดันข้างซ้ายตอนบนของแกนหางเสือและหางเสือ (๒) ใบจักรล่างจะผลักกระแสน ้าไปดันข้างขวาตอนล่างของหางเสือ ตามธรรมดาส่วนล่างของหางเสือย่อมใหญ่กว่าส่วนบน เพราะฉะนั น ก้าลังรวมของ ใบจักรใบบนและใบล่างจะดันให้ท้ายหางเสือไปทางซ้าย (เมื่อเรือเดินหน้าหางเสือตรง) เมื่อเรือเดินหน้า เครื่องจักรหมุนเดินหน้า อ้านาจของใบจักรจะเพิ่มอ้านาจให้แก่ หางเสือทวีมากขึ น และเป็นการง่ายแก่การใช้หางเสือบังคับเรือ ๒) เมื่อใบจักรหมุนถอยหลัง จะดูดกระแสน ้ามาจากทางท้ายเรือและผลักออกไปทาง หัวเรือกระแสน ้าที่ใบจักรหมุนพัดออกไปส่วนท้ายเรือด้วยความเร็วในทางทแยงมุม แต่กระแสน ้าที่ถูกดูด เข้ามาจากทางท้ายเรือนี จะไม่ท้าให้เกิดอาการอย่างใด ๆ เลย ในเมื่อหางเสือตรงเพราะน ้าที่ถูกดูดเข้ามานี จะไหลขนานกับกระดูกงูแต่เป็นสิ่งส้าคัญในการบังคับเรืออยู่มาก เมื่อหันหางเสือไปทางใดทางหนึ่ง เมื่อขณะเรือ ถอยหลังอยู่นี ก้าลังต้านทานของกระแสน ้าจะเพิ่มอ้านาจให้แก่การหันของหางเสือทวีมากขึ นอีก แต่ถ้ากลับให้ เครื่องจักรถอยหลังขณะที่เรือยังแล่นไปข้างหน้า กระแสน ้าจะต้านทานและลดอ้านาจของหางเสือลง ถ้า กระแสน ้าที่ถูกดูดเข้ามามีความต้านทานแรงกว่าก็อาจจะท้าให้หัวเรือหันตรงกันข้ามกับทางที่หันหางเสือ ได้เมื่อเรือถอยหลังใบจักรก็จะหมุนผลักน ้าไปดันส่วนท้ายของเรือ กระแสน ้าที่เกิดขึ นจากการหมุนของใบ จักรจะไปกระทบกับแนวกระดูกงูในทางเป็นมุม และดันให้ท้ายเรือหันไปทางที่ใบจักรหมุน ในข้อนี เราจะเห็น ได้ชัดเจนว่าใบจักรใบบนของเรือ (ใบจักรหมุนขวา) เมื่อถอยหลังใบจักรใบบนจะผลักน ้าไปดันท้ายเรือ ส่วนบนข้างขวา ใบจักรใบล่างจะผลักน ้าไปดันส่วนล่างข้างซ้าย ก้าลังทั งสองนี กระท้าในทางตรงกันข้าม และลบล้างซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเราพิจารณาดูลักษณะรูปร่างของท้ายเรือและที่ตั งของใบจักรของทั ง สองแล้วจะเห็นได้ว่า ใบจักรใบบนตั งอยู่ในที่อันเหมาะสมกว่าใบล่าง เพราะฉะนั น อาการที่เกิดขึ นจะ ต่างกัน และไม่เพียงแต่ใบจักรใบบนอยู่ใกล้ท้ายเรือมากกว่าเท่านั น กระแสน ้าใบจักรที่มาดันก็ยังเป็นมุม ดีกว่าอีกด้วย จึงเชื่อได้ว่าอาการที่บังเกิดขึ นจากกระแสน ้าใบจักร จะดันให้ท้ายเรือหันไปทางซ้าย ๒.๑.๓ ก้าลังที่เกิดขึ นเมื่อใบจักรหมุน เมื่อใบจักรหมุนจะเกิดมีก้าลังผลักให้ท้ายเรือหันไปในทางตรงกันข้างทางที่ใบจักร ผลัก แต่ใบจักรใบล่างและใบบนต่างหมุนผลักดันในทางตรงกันข้าม และเกิดก้าลังขึ นเกือบเท่า ๆ กัน กระท้าการต้านทานซึ่งกันและกัน แต่ใบจักรใบล่างที่อยู่ใต้น ้ามีก้าลังดันกดมากกว่าใบจักรใบบน ฉะนั น
๔๒ จึงมีก้าลังต้านทานมากกว่าใบจักรใบบน ท้าให้เกิดการผลักท้ายเรือไปในทางที่ใบจักรใบล่างหมุน เมื่อ เรือเดินหน้าจะผลักท้ายเรือให้ไปทางขวา เมื่อเรือทอยหลังจะผลักท้ายเรือให้ไปทางซ้าย ๒.๑.๔ พลิ วน ้า พลิ วน ้าเกิดขึ นเมื่อเรือมีความเร็วแล่นผ่านไปในน ้า เนื่องจากความฝืดในระหว่างน ้า กับผิวท้องเรือ น ้าจะม้วนมีอาณาเขตแผ่ออกไปทั งสองข้าง ผลที่เกิดขึ นจากพลิ วน ้านี จะท้าให้หางเสือ ลดอ้านาจในการถือท้ายเรือลง แต่กระท้าให้ใบจักรบนเพิ่มก้าลังต้านทานทวีมากขึ นพอที่จะลบล้าง อาการซึ่งเกิดขึ นเนื่องจากใบจักรใบล่างซึ่งอยู่ใต้น ้ามากกว่าได้ ๒.๒ การน้าเรือเข้าเทียบและออกจากเทียบ ๒.๒.๑ การน้าเรือเข้าเทียบ ควรน้าเรือแล่นทวนน ้าและใช้หัวเรือเข้าเทียบก่อนจะเป็น การสะดวก เว้นแต่ในเวลาน ้าอ่อน อาจจะใช้หัวเรือหรือท้ายเรือเข้าเทียบก่อนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามธรรมดาตอนท้ายเรือย่อมหันได้ง่ายกว่าตอนหัวเรือ ถ้าเป็นเรือที่มีใบจักรยื่นพ้น ข้างเรือออกมา จะต้องระวังในเวลาเทียบท่า อย่าให้ท้ายเรือเหวี่ยงเข้ากระแทกกับท่าเรือ เพราะอาจเป็น อันตรายต่อใบจักร ทางที่ดีควรให้ตอนกลางล้าเข้าเทียบแนบกับท่าก่อน เพราะเป็นบริเวณที่กว้างและ ยื่นออกมากว่าตอนหัวเรือและท้ายเรือ โดยเอาหัวเรือเข้าเทียบก่อน เมื่อผูกเชือกหัวเรียบร้อยแล้วจึง บังคับเรือให้หัวเรือเบนออก ท้ายเรือจะได้ค่อย ๆ เข้าเทียบกับท่า ถ้าเห็นว่าหางเสือไม่สามารถจะบังคับให้ท้ายเรือให้เข้าเทียบได้ ก็ควรใช้เครื่องจักรช่วย ส้าหรับเรือที่มีเครื่องจักรและใบจักรคู่ ถ้าใช้เครื่องจักรช่วยป้องกันท้ายเรือมิให้เบียดกับท่าโดยแรงนั น ควรใช้เครื่องจักรที่อยู่ด้านนอกเดินขึ นหน้า และเครื่องจักรด้านในเดินถอยหลัง ท้ายเรือจะเบนออกจากท่า ถ้าต้องการให้ท้ายเบียดกับท่าก็ให้ใช้เครื่องจักรช่วยโดยท้าตรงกันข้าม หรือถ้าเป็นเรือเบาใบจักรไม่จมน ้ามาก เราอาจจะใช้เครื่องจักรที่อยู่ด้านในระหว่างท่า ถอยหลังประมาณ ๒ – ๓ รอบ ก็จะท้าให้ท้ายเรือปัดออกได้ ขณะเรือเข้าเทียบท่าทางหัวเรือโดยแล่นทวนน ้า เมื่อมีลมพัดมาทางกราบที่อยู่นอกท่า ให้น้าเรือมาหยุดให้พอดีกับท่า และให้หัวเรือห่างจากหน้าท่าเล็กน้อย เพราะเมื่อเรือหยุดแล้ว ลมจะพัด หัวเรือให้เข้ามาหาท่าเอง ส่วนทางท้ายเรือก็จะถูกก้าลังของกระแสน ้าพัดเข้ามาแนบกับท่าได้เช่นเดียวกัน ถ้าลมพัดมาทางกราบใน คือกราบที่จะใช้เทียบท่า ให้น้าเรือเข้าเทียบเช่นเดียวกันกับ วิธีก่อน แต่เมื่อเรือเข้าเทียบท่าในทันทีจะต้องรีบผูกเชือกหัวและเชือกท้ายโดยเร็ว มิฉะนั นลมจะพัดให้ เรือออกห่างจากท่าไป เพราะในบางครั งกระแสน ้าอาจจะไม่แรงพอที่จะช่วยปัดท้ายเรือให้เข้าหาท่าเช่น วิธีก่อน แต่ถ้ากระแสน ้าแรงกว่ากระแสลม ก็ให้ผูกเชือกหัวก่อน เพราะท้ายเรือนั นกระแสน ้าจะพัดให้ ท้ายเรือเข้าหาท่าอยู่แล้ว จึงไม่จ้าเป็นจะต้องรีบผูกเชือกท้ายเท่าใดนัก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า การน้าเรือเข้าเทียบท่าที่ดีที่สุดคือน้าเรือเข้าเทียบให้ขนานกับท่า ในกรณีที่จ้าเป็นจะต้องน้าเรือเข้าเทียบท่าโดยหัวเรือตามน ้า จงจ้าไว้ว่าเชือกเส้นท้าย ส้าคัญที่สุด เมื่อเรือเข้าเทียบท่าจะต้องผูกเชือกท้ายโดยเร็วที่สุด
๔๓ ๒.๒.๒ การน้าเรือออกจากท่า การน้าเรือออกจากท่าเทียบที่จะให้เป็นผลส้าเร็จเรียบร้อย โดยไม่มีอันตรายนั น ข้อส้าคัญอยู่ที่การใช้เครื่องจักรน้าเรือให้ออกห่างจากท่า คือจะใช้เดินหน้าหรือ ถอยหลังแล้วแต่เหตุการณ์ หากกระแสน ้าไหลผ่านทางหน้าท่าของหัวเรือ (คือออกเรือทวนน ้า) เราอาจใช้ก้าลัง รวมของเครื่องจักรและกระแสน ้าช่วยน้าเรือออกจากท่าโดยปราศจากอันตรายได้ คือก้าลังของ เครื่องจักร และกระแสน ้าจะช่วยส่งให้เรือลอยล้าออกจากท่าได้ ๑) การน้าเรือออกจากท่าโดยแล่นทวนน ้า เมื่อเตรียมเครื่องจักรพร้อมแล้วให้ปลด เชือกต่างๆ ออกหมดทุกเส้น (ถ้าสปริงท้ายเรือออกจากท่าเล็กน้อยให้ปลดเชือกก่อน) แล้วเดินเครื่องจักร ช่วยเบาๆ (เดินหน้า) พอให้เรือมีก้าลัง แล้วหักหางเสือออกเล็กน้อย ปลดเชือกหัวทันที การที่ให้ปลด เชือกหัวออกทีหลังนั นเพื่อป้องกันมิให้เรือลอยล้าไปทางท้ายได้ ถ้าเรือจะลอยล้าไปทางท้ายเชือกหัวจะ ดึงไว้ ตลอดจนป้องกันมิให้หัวเรือเปิดออกจากความเร็วกระแสน ้า เมื่อเรือออกไปพ้นท่าเรียบร้อยแล้วก็ ให้ใช้เครื่องจักรเดินหน้าต่อไปตามต้องการ การใช้หางเสือช่วยบังคับในการน้าเรือออก เมื่อเรือออกจากท่าให้หักหัวเรือออกห่าง จากท่าเล็กน้อย เมื่อเรือเดินหน้าออกไปจะต้องรีบหักหางเสือให้หัวเรือปัดเข้าท่าเล็กน้อย เพื่อรับท้ายมิ ให้ท้ายเหวี่ยงเข้ากระแทกกับท่า เมื่อเห็นว่าท้ายเรือพ้นท่าแล้วจึงใช้หางเสือบังคับให้เรือไปตามทิศทางที่ ต้องการ ๒) การน้าเรือออกจากท่าโดยแล่นตามน ้า เมื่อกระแสน ้าไหลมาทางท้ายเรือ การน้า เรือออกจะต้องถอยหลังออกก่อน โดยปลดเชือกหัวออกก่อน คงเหลือเชือกท้ายไว้ จนกระทั่งเรือเริ่มถอย หลังออกจากท่าแล้วจึงปลดเชือกท้าย เมื่อท้ายเรือออกพ้นท่าและปลอดภัยแล้วจึงเดินหน้าต่อไป ในบางโอกาส อาจมีลมพัดมาจากทางด้านนอก ท้าให้เรือเบียดกับท่า จะเดินหน้าหรือ ถอยหลังออกไม่สะดวก เราอาจจะต้องใช้คนช่วยผลักเรือที่หน้าท่า หรือหาสมอไปทิ งด้านเหนือลม หรือ ทุ่นที่มีอยู่ทางด้านเหนือลม เพื่อช่วยดึงให้เรือออกห่างท่า ในท่าเทียบบางแห่งหน้าท่าไม่ได้อยู่ในแนวขนานกับกระแสน ้า และกระแสลม กระแสน ้าหรือกระแสลมพัดเข้าหาหน้าท่าเช่นนี เมื่อจะน้าเรือออกจากท่าควรพิจารณาหาหลักหรือทุ่น หรือทิ งสมอเพื่อผูกหัวเรือ และท้ายเรือทางด้านนอกท่าแล้วดึงออก ควรกระท้าเมื่อกระแสน ้าหรือลมไม่ แรงมากนัก ๒.๒.๓ การน้าเรือเข้าเทียบกับเรือที่จอดทอดสมอ ตามธรรมดาเรือที่จอดทอดสมออยู่นั น เรือจะต้องหันหัวเรือทวนน ้าหรือทวนลม ฉะนั น ก่อนที่จะน้าเรือเข้าเทียบจะต้องตรวจดูเสียให้แน่ก่อนว่า เรือที่ทอดสมออยู่นั น หัวเรือหันทวนน ้าหรือทวนลมอยู่ในขณะนั น เมื่อรู้แน่ชัดแล้วจึงจัดการน้าเรือเข้า เทียบดังจะได้กล่าวต่อไปนี การน้าเรือเข้าเทียบกับเรือที่ทอดสมออยู่นั น ให้น้าเรือเข้าเทียบทางท้ายเรือที่ ทอดสมอในทางขนานกัน แต่ถ้าลมพัดมาทางกราบ จะน้าเรือเข้าเทียบโดยให้หัวเรือท้ามุมกับเรือที่
๔๔ ทอดสมอเล็กน้อยก็ได้แต่เมื่อเรือแล่นเข้ามาใกล้ให้ใช้เครื่องจักรเดินหน้าเบา ๆ พอเรือแล่นมาพอดีกับที่ เราจะเทียบให้หยุดเครื่อง หรือถอยหลังเล็กน้อยเพื่อให้เรือหยุดนิ่ง แล้วจัดการส่งเชือกหัวและเชือกท้าย ขณะเข้าเทียบมีกระแสลมพัดมาทางกราบนอกของเรือเรา ลมจะพัดให้เรือเราเข้า เทียบกับเรือที่จอดทอดสมออยู่ ถ้าเรือที่จอดทอดสมออยู่หันหัวเรือทวนน ้าแต่กระแสลมพัดในทางตั ง ฉากกับเรือที่ทอดสมออยู่ การเข้าเทียบจะต้องตัดสินใจว่าควรจะเข้าเทียบทางด้านใต้ลมหรือเหนือลม เมื่อตัดสินใจเข้าเทียบทางเหนือลมจะต้องแล่นเรือโดยให้หัวเรือทวนกระแสน ้าไว้ ไม่ต้องคิดถึงก้าลังลม เมื่อเรือแล่นเข้าไปเคียงอยู่ข้างๆ กับเรือที่ทอดสมออยู่ลมจะท้าให้หัวเรือเบนเข้าหากันเอง เมื่อได้ระยะที่ ส่งเชือกหัวก็ให้ส่งเชือกหัวผูก แล้วใช้เครื่องจักรและหางเสือช่วย ให้เรือเดินหน้าเบา ๆ หักหางเสือให้หัว เรือออก ท้ายเรือจะได้เข้าเทียบเข้าไปแล้วสั่งหยุดเครื่องหรือถอยหลังพร้อมกับส่งเชือกท้ายขึ นผูก ถ้าตัดสินใจเข้าเทียบทางด้านใต้ลม จะต้องน้าเรือเข้าเทียบในทางขนานและต้องใช้ หางเสือบังคับให้เรือขนานกับเรือที่ทอดสมออยู่ตลอดเวลา และให้เรือแล่นเข้าไปใกล้ ๆ เดินหน้าเบา เมื่อ ถึงระยะพอที่จะส่งเชือกหัวและเชือกท้ายได้จึงสั่งหยุดเครื่อง ส่งเชือกหัว เชือกท้ายขึ นผูก สั่งเครื่องจักร หยุดหรือเดินหน้าถอยหลังแต่งระยะให้พอดี ถ้าไม่แต่งให้เรือขนานกันแล้ว ลมอาจจะพัดให้เรือออกห่าง จากเรือที่ทอดสมออยู่ ๒.๒.๔ การน้าเรือออกจากเทียบกับเรือที่ทอดสมอ จะต้องเลือกดูว่าเราควรจะเลื่อนเรือ ออกทางท้ายหรือทางหัวเรือของเรือที่ทอดสมออยู่ แต่ธรรมดาการน้าเรือออกจากเทียบในลักษณะเช่นนี ควรปลดเชือกท้ายออกก่อน เชือกเส้นหัวยังไม่ปลด แล้วใช้หางเสือและเครื่องจักรช่วยให้ท้ายเรือออก ห่างจากเรือที่เทียบ เมื่อท้ายเรือออกห่างพอสมควรแล้วจึงปลดเชือกหัวและถอยหลังออกไป หากมีลม พัดมาทางด้านกราบนอก การถอยหลังออกจะช่วยให้ท้ายเรือออกห่างจากเรือที่เทียบอยู่ได้ง่าย เพราะ ท้ายเรือมักจะหันไปในทิศทางลมแล้วจึงแต่งให้หัวเรือห่างออกมา ระวังอย่าให้หัวเรือครูดมากับกราบ ของเรือที่ทอดสมออยู่ ส้าหรับเรือกลเล็ก ๆ เราอาจจะเดินหน้าออกก็ได้ ถ้าเราพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้างหน้า ไม่มีสิ่งกีดขวาง เช่น โซ่สมอของเรือที่ทอดสมออยู่ หรือเรือแพที่มีอยู่ข้างหน้า ในการน้าเรือออกโดยวิธีนี ควรปลดเชือกหัวและเชือกท้ายออกพร้อม ๆ กัน แต่งหัวเรือให้ห่างจากเรือที่เทียบเล็กน้อย พร้อมกับใช้ เครื่องจักรเดินหน้าช่วยให้เรือมีก้าลังแล่นไปข้างหน้า แต่ต้องระวังรับหางเสือโดยไม่ให้ท้ายเรือกระแทก กับเรือที่ทอดสมออยู่ เมื่อเห็นว่าท้ายเรือไม่กระแทกกับเรือหรือครูดกับเรือที่ทอดสมอแล้ว จะต้องแร่ง เครื่องจักรให้เรือมีก้าลังทรงตัวและหักหัวเรือออกให้พ้นโดยไม่เซเข้าไปปะทะกับโซ่สมอ ๒.๓ การพ่วงจูง การปฏิบัติการลากจูงไปตามเส้นทางน ้าภายในแผ่นดินนั น ขึ นอยู่กับลักษณะการลากจูง ของเรือที่เป็นต้นก้าลัง ลักษณะการลากจูงอาจแบ่งได้ดังนี ๒.๓.๑ การลากจูงแบบพ่วงข้าง วิธีนี มีข้อดีคือ เดินทางได้เร็ว แต่จะท้าได้ดีเมื่อคลื่นลม สงบ และเรือพ่วงต้องพยายามใช้หางเสือไปในทางเดียวกันกับเรือจูงเสมอ จึงจะท้าให้เรือถือท้ายได้ง่าย
๔๕ ๒.๓.๒ การลากจูงแบบพ่วงท้าย วิธีนี ตามปกติเหมาะส้าหรับใช้ตามล้าน ้าที่แคบมากๆ และช่องทางเดินเรือคดเคี ยว ๒.๓.๓ การลากจูงแบบดันทางท้าย ในกรณีที่มีลักษณะทางธรรมชาติของเส้นทางน ้า ไม่เป็นอุปสรรคขัดข้อง การลากจูงแบบให้เรือที่เป็นต้นก้าลังดันอยู่ทางท้ายขบวน เป็นวิธีปฏิบัติการได้ โดยมีประสิทธิภาพมากที่สุด ๒.๓.๔ การลากจูงแบบต้นก้าลังลากจูงอยู่บนฝั่ง ในเส้นทางน ้าบางแห่งมีอุปกรณ์การ ลากจูงเรืออยู่บนฝั่ง โดยวิธีเกี่ยวขอเชือกลากจูงเข้ากับรถแทร๊กเตอร์ซึ่งวิ่งไปตามรางหรือรถแทรกเตอร์ แบบล้อยางให้ลากจูงไป ๒.๔ หลักการช่วยคนตกน ้า การน้าเรือเก็บคนตกน ้านั น ก่อนอื่นต้องเชื่อว่าคนตกน ้านั นอยู่ทางท้ายเรือ ถ้าเหตุการณ์ สนับสนุนพอ ให้หันท้ายเรือออกห่างคนตกน ้า และหยุดเครื่องจักรทางกราบที่อยู่ทางคนตกน ้าทันที เวลาเกิดเหตุจริง ๆ แล้ว การปฏิบัติดังกล่าวมักจะกระท้าไม่ทัน จึงให้เลี ยวฉกาจไปทางที่คนตกน ้าทันที เพื่อความหวังที่จะให้ท้ายเรือหันออกจากคนตกน ้า การน้าเรือเข้าเก็บคนตกน ้าท้าได้ ๒ วิธี Full Rudder Turn (วิธีเห็นคนตกน ้า) การน้าเรือด้วยวิธีนี คือ การใช้หางเสือให้เรือเลี ยว ไปทางเดียวต่อเนื่องกัน จนกว่าหัวเรือจะหันตรงคนตกน ้าความเร็วลดลงเหลือ ๑๕ นอต เมื่อเรือแล่นไป ได้ครึ่งรอบและเครื่องจักรถอยหลัง ๒/๓ เมื่อห่างจากคนตกน ้าเป็นระยะ ๔๕๐ หลา ตามภาพที่ ๔.๑๒ ภาพที่ ๔.๑๒
๔๖ Williamson Turn (วิธีไม่เห็นคนตกน ้า) การน้าเรือด้วยวิธีนี คือ การใช้หางเสือให้เรือ เลี ยวไปทางเดียวต่อเนื่องกันจนเป็นมุม ๖๐ จากทิศหัวเรือเดิม จึงสั่งหางเสือเลี ยวเรือกลับในทางตรงกัน ข้าม ลักษณะนี หัวเรือจะหันต่อไปจนเกือบท้ามุม ๗๐ จากทิศหัวเรือเดิมจึงจะเริ่มหันกลับ หัวเรือจะหัน กลับในทางตรงกันข้ามจนกว่าจะถึงเข็มตรงข้ามกับเข็มที่แล่นอยู่เดิมเป็นการแล่นสวนทางค้นหาคนตก น ้า ตามภาพที่ ๔.๑๓ ภาพที่ ๔.๑๓ การค้นหาคนตกน ้าค่อนข้างยาก ควรโยนพวงชูชีพที่มีไฟโหม ซึ่งจะมีทั งแสงและควันแสดง ต้าบลที่ของเรือก่อนเลี ยวเรือจะท้าให้การค้นหาได้ผลดียิ่งขึ น ๓. สิ่งอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ประจ้าเรือ ๓.๑ เชือกและการใช้เชือก – ลวด ๓.๑.๑ ชนิดของเชือก และวัสดุที่ใช้ท้าเชือก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แบ่งเป็น ๑๒ ชนิด คือ ๑) เชือกป่าน (Hemp rope) ๒) เชือกมะนิลา (Manila rope) ๓) เชือกกราบมะพร้าว (Coir rope or grass rope) ๔) เชือกมะเล็น (Marlene rope) ๕) เชือกน ้ามัน (Tar rod rope) ๖) เชือกกัญชา (White rope) ๗) เชือกปอ (Jute rope) ๘) เชือกสปันยาร์น (Spun yarn rope) ๙) เชือกด้าย (Cotton rope)
๔๗ ๑๐) เชือกสายล๊อก (Log line rope) ๑๑) เชือกลวด (Steel wire rope) ๑๒) เชือกใยสังเคราะห์ (Man – mace fiber cordage) เชือกชนิดต่าง ๆ ดังกล่าวนี ถ้าจะแบ่งตามคุณลักษณะของเชือกแล้ว ก็จะแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทที่ ๑ เป็นเชือกที่ท้ามาจากพืช (Cordage made of vegetable fibers) ประเภทที่ ๒ เป็นเชือกที่ท้ามาจากใยสังเคราะห์ (Cordage made of man modifiers) ประเภทที่ ๓ เป็นเชือกที่ท้ามาจากโลหะ (Steel wire rope) ๓.๑.๒ การวัดขนาดของเชือกและลวด ๑) การวัดขนาดของเชือกชนิดต่าง ๆ นั น ใช้วัดความยาวของเส้นรอบวงของเส้นเชือก หน่วยที่ใช้วัดเป็นนิ วฟุต เช่น เชือกขนาด ๕ นิ วฟุต หมายความว่า เส้นรอบวงของเชือกเส้นนั นยาว ๕ นิ วฟุต หรือเขียนโดยย่อว่า เชือกขนาด ๕” (ในนาวีสหรัฐ ฯ วัดขนาดเชือกด้วยความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลาง ของเชือก ๒) การวัดขนาดของเชือกลวดชนิดต่าง ๆ นั น ใช้วัดขนาดความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลาง ของเส้นเชือกลวด หน่วยที่ใช้วัดเป็นนิ วฟุต เช่น เชือกลวดขนาด ๒ นิ วฟุต หมายความว่า เส้นผ่าศูนย์กลาง ของเชือกลวดเส้นนั นยาว ๒ นิ วฟุต หรือเขียนโดยย่อว่า เชือกลวดขนาด ๒” ๓.๑.๓ การผูกเชือกเงื่อนต่าง ๆ และประโยชน์ใช้สอย ๑) ผูกหักคอชั นเดียวและสองชั น ใช้ผูกกับเสา ขอห่วง เพื่อตึงไว้ชั่วคราว แก้ง่าย และ มักน้าไปผูกประกอบเงื่อนต่าง ๆ ๒) ผูกเจ๊ก ให้ผูกปลายเชือกเข้ากับเสา เหล็ก ท่อนไม้ หรือต้นไม้ให้แน่นแก้ง่าย รูดออก ได้ง่าย ผูกของบรรจุกระสอบ เช่นข้าวสาร ๓) ผูกเจ๊กลากซุง ส้าหรับผูกดึงและลากของยาว ๆ เช่น เสาซุง วิธีนี เชือกรูดออกไม่ได้ ยิ่งดึงยิ่งแน่น ๔) ผูกตะกรุดเบ็ดชั นเดียวและสองชั น ใช้ในการผูกเชือกเล็กกับเชือกใหญ่ ปล่อยหาง เชือกไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีก ใช้ผูกกับเสากลมหรือเหลี่ยมไม่ให้รูดออกได้ง่าย แน่นและมั่นคงใช้ผูก ของขึ นลงเวลาปัจจุบันทันด่วน ๕) ผูกตะกรุดเบ็ดกลืน (๑) ชั นเดียว มีประโยชน์ใช้ผูกกับที่เป็นห่วง เช่นที่สมอโยทะกาส้าหรับเรือเล็ก (๒) สองชั น มีประโยชน์อย่างเดียวกันแต่ใช้ส้าหรับเรือใหญ่ เพราะแน่นและมั่นคง ดีกว่า ๖) ผูกรัสโต ประโยชน์ใช้ผูกของกลมหรือแบน เช่นเสากระดาน เพื่อยกขึ นลง หรือผูก เชือกส้าหรับชักใบ
๔๘ ๗) ผูกกะ (๑) ชั นเดียวใช้ผูกของที่รูดไปมาได้ หรือกับของที่จะไม่รูดออกง่าย แบบนี ใช้การ ได้มาก เช่น ผูกเรือกับห่วง เสา หรือเหล็ก ต่อเชือกสองเส้นเข้าด้วยกัน ผูกให้คนนั่งหรือลงไปท้างานกราบเรือ (๒) สองชั น เป็นการผูกเชือกเปล่า ๆ ให้คนนั่งหรือโหนตัวลงไปท้างาน เช่น ดูแนวน ้า ท้างานข้างเรือ เป็นต้น (๓) กะบ่วง หรือห่วง ใช้ผูกเป็นเงื่อนรูดเข้าไปกับสิ่งที่ผูกได้ด้วยบ่วง ๘) ผูกสอดสร้อย ใช้ในการต่อเชือกชั่วคราว หรือถักตาข่าย ๙) ผูกเลขแปด ใช้ผูกหางเชือกให้เป็นปม เช่น ผูกร้อยรอกเพื่อมิให้เชือกหลุดจากรูร้อย ๑๐) ผูกยายแก่ ใช้ในการต่อเชือก ซึ่งต้องการก้าลังดึงมาก ๑๑) ผูกร่น ส้าหรับร่นเชือกที่ยาวให้สั นลง ๑๒) ผูกตราสังข์ ผูกของที่เป็นห่อหรือม้วน เช่น ม้วนผ้าใบ ๑๓) ผูกสมาธิห่วง (๑) ชั นเดียว ผูกของที่เป็นห่วง เช่นห่วงธง (๒) สองชั น ประโยชน์ เช่นเดียวกันแต่แน่นกว่า ๑๔) ผูกถังตั ง ใช้ผูกของที่คล้ายถังเพื่อยกหรือหย่อน ๑๕) ผูกต่อกะ ส้าหรับต่อเชือกให้แน่นและแก้ง่าย ๑๖) ผูกต่อหักคอใช้ต่อเชือกใหญ่แล้วเอาหางเชือกผูกหนีบเสียแต่ต้องให้แก้ง่าย ๑๗) ผูกกระดานชุลีใช้ผูกกระดานห้อยส้าหรับหย่อนข้างเรือ เพื่อนั่งทาสีเคาะสนิมและอื่นๆ ๑๘) ผูกบาระตูกับไม้ ใช้ผูกไม้สองอันประกบไขว้กันให้แน่นในทางมุมฉาก ๑๙) ผูกหักคอขอ ใช้ผูกเชือกกับขอทั งชั นเดียวและสองชั น ๒๐) ผูกขัดสมาธิขอ ใช้ผูกเชือกกับขอ ๒๑) ผูกกะสองห่วง ใช้ผูกด้วยปลายเชือกข้างเดียว วิธีผูกเช่นเดียวกับผูกกะธรรมดา แต่ร้อยปลายเชือกออกมาท้าเป็นห่วงอีก ๑ อัน แล้วจึงร้อยกลับท้าเข้าไปแบบผูกกะ เมื่อผูกเสร็จแล้วจะ เป็นห่วงสองห่วง การผูกที่ถูกต้องเชือกเส้นบนเมื่อดึงดูจะรูดไม่ได้ ยิ่งดึงยิ่งแน่น ประโยชน์ให้คนเข้าไปนั่ง โดยให้ห่วงล่างอยู่ใต้ก้น ห่วงบนรัดอยู่ใต้รักแร้ (แต่งห่วงทั งสองให้พอเหมาะกับรูปร่าง) ให้ปมเงื่อนอยู่ ตรงหน้าอกพอดี ส้าหรับให้คนนั่งออกไปท้างานนอกเรือ เช่น เคาะสนิม ทาสี แก้เชือกทุ่นสมอที่พันหัว สมอ โดยที่ปลายเชือกอีกข้างหนึ่งดึงไว้กับที่มั่นคงข้างบน ๓.๑.๔ การใช้เชือก – ลวด ดังที่รู้ ๆ กันแล้ว เชือกได้ถูกใช้งานอย่างหนักมาตั งแต่ เริ่มแรกแล้ว เชือก, ลวด ได้ถูกน้าไปใช้กับสมอเรือ หรือใช้ในการพ่วงจูงเรือ ในปัจจุบัน เชือกใหญ่ เชือก เล็ก ลวด จะยังคงใช้งานอีกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ นสุด ใช้ในการผูกสิ่งของ การล้าเลียงขนถ่ายในเรือ ใช้กับ เครื่องมือเครื่องใช้และใช้งานหนักต่าง ๆ เช่น พ่วงจูง การเทียบเรือ และจอดเรือ เป็นต้น
๔๙ กฎความปลอดภัย ก่อนที่จะท้างานเกี่ยวกับเชือกหรือลวด ทหารเรือควรจะรู้กฎของ ความปลอดภัยอย่างง่าย ๆ ดังนี ๑. ให้มองดูเส้นเชือกหรือลวดแล้วพิจารณาว่า ส่วนไหนเป็นปลายเชือก ส่วนไหนเป็น ส่วนดึง และส่วนไหนเป็นส่วนโค้ง หรือ ขด ๒. ต้องไม่ยืนใกล้วงเชือก – ลวด หรือ ขดเชือก – ขดลวด ๓. อย่าอยู่ใกล้เชือก – ลวด ที่ร้อยผ่านรอกเข้ากว้าน เพราะถ้ารอกขาด เชือกลวดจะ ดีดมาถูกและเป็นอันตรายได้ ๔. อย่ายืนอยู่ด้านล่าง ขณะที่เชือกหรือลวดอยู่ข้างบน ถ้าดึงเชือกหรือลวดมาจาก ข้างบนควรออกเสียงให้ผู้ที่อยู่บิเวณนั นหลีกไป ๕. อย่าอยู่ใกล้ของที่ก้าลังยก เชือกอาจจะขาดและของจะทับเราเป็นอันตรายได้ ๖. ให้ระวังบริเวณที่เชือกหรือลวดครูด หรือขัดสีกับเหล็ก อาจจะขาดแล้วดีดหรือฟาด มาเป็นอันตรายได้ ๗. เชือกที่ผูกต๋งเมื่อถูกน ้า ฝน หรือน ้าค้าง อาจจะตึงเครียดจนขาดได้ ต้องระมัดระวัง คอยผ่อนคลายอยู่เสมอ ๓.๑.๕ การผูกเชือกน้ากับเชือกพ่วง (Bending ropes to hawsers) การผูกเชือกน้าเข้ากับเชือกหัวเชือกท้ายหรือไกหัว ไกท้าย เพื่อความปลอดภัยเชือกน้า ต้องท้าเป็นห่วงยาวๆ อันนี จะท้าให้ดึงเชือกใหญ่ได้ดีกว่า เมื่อห่วงเชือกใหญ่มาถึงพุกก็สามารถแก้เชือก น้าได้สะดวก เชือกกันถ่าง (Breast Ropes) เชือกกันถ่างนี ใช้ส้าหรับดึงด้านข้างของตัวเรือให้เข้า ใกล้ชิดกับท่าเทียบและใช้ส้าหรับแต่งระยะระหว่างท่ากับตัวเรือ เชือกไก (Spring) เชือกไกนี ส้าหรับป้องกันเรือเทียบท่ามิให้เรือเลื่อนไปข้างหน้า เมื่อ เรือผูกเทียบอยู่กับท่า ไกหัวและไกท้ายจะป้องกันมิให้เรือเลื่อนไปข้างหน้าหรือเลื่อนไปทางหลังได้และ ยังมีเชือกกันถ่าง ช่วยให้เรืออยู่ชิดกับท่าตลอดเวลา ส้าหรับเรือขนาดใหญ่ที่เทียบใกล้กัน หรือผูกเรือใน ทัศนวิสัยที่คลื่นลมจัด อาจจะใช้เชือกไกคู่ เชือกหัวและเชือกท้าย (Head and Stem Ropes) เชือกหัวและเชือกท้ายนี ใช้ช่วยผ่อน แรงให้กับเชือกไกชั นที่หนึ่ง ป้องกันมิให้เรือเลื่อนไปมาได้โดยจะใช้เมื่อเรือจอดในต้าแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ๓.๑.๖ การคล้องเชือกและการปลดเชือก (Securing and Castling Off) เมื่อเรือจะเข้าเทียบท่า เชือกที่ใช้ส้าหรับการเทียบเรือ ตามปกติจะใช้เชือกหัว – เชือก ท้าย ไกหัวและไกท้าย และบางทิอาจใช้เชือกกันถ่าง (Breast Ropes) อีก ๒ เส้น การออกค้าสั่งในการ ส่งเชือกขึ นอยู่กับเวลาและโอกาส แต่เชือกทุกเส้นจะต้องพร้อมที่จะใช้งานได้ทันที การน้าเชือกเข้าพุก หรือน้าเชือกออกไว้นอกเรือจะต้องผ่านก้ามปูที่ถูกต้อง และพักไว้บนราวลวด ซึ่งพร้อมที่จะส่งดิ่งทราย เมื่อเรือไปใกล้ได้ระยะกับท่าเทียบ ถ้าหากต้องการใช้เชือกหัวและเชือกท้าย
๕๐ ในขณะที่เรือเทียบท่าอยู่ เราต้องพิจารณาถึงกระแสน ้าขึ นน ้าลง เพราะการที่น ้าขึ นน ้า ลงจะท้าให้เรือที่เทียบท่าอยู่นั นสูงขึ น หรือต่้าลงตามระดับน ้าที่ขึ นลง เมื่อน ้าขึ นเรือที่เทียบท่าอยู่ก็จะ สูงขึ นด้วย เชือกเส้นต่าง ๆ ที่ผูกยึดเรือจะหย่อน หรือเมื่อน ้าลงเรือจะต่้าจากท่า เชือกที่ผูกเรือจะตึง เราต้องผ่อนเชือกหรือเก็บเชือก ตามที่เรือสูงและต่้าตามกระแสน ้าขึ นน ้าลง การผูกเรือเมื่อเทียบท่า เพื่อความสะดวก บางทีก็น้าเชือกขึ นคู่เข้ากับพุกบนท่าเทียบ ก่อนออกเรือจากท่าเทียบ เพื่อความ รวดเร็วหรือสะดวก เมื่อบนท่าไม่มีคนส้าหรับปลดเชือก เราใช้เชือกขึ นจากเรือไปอ้อมพุกบนท่าแล้วเอา ปลายเชือกทั งสองทางผูกไว้บนเรือ เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า เราจึงปลดเชือกทางหนึ่ง เรือจะดึงเชือก ออกจากพุกโดยไม่ต้องใช้คนปลด เพียงแต่คอยเก็บเชือกขึ นมาบนเรือเท่านั น เมื่อเรือออกจากท่าเทียบ จ้านวนเชือกที่ผูกเรือจะคงเหลือไว้กี่เส้นนั น ขึ นอยู่กับโอกาสและความจ้าเป็น แต่ตามปกติจะปลดเชือก ที่ไม่จ้าเป็นออกก่อน เหลือเชือกเส้นที่ส้าคัญไว้คือ เชือกหัว เชือกท้าย ไกหัว ไกท้าย ก็เป็นการเพียงพอ แล้ว เชือกหัวและเชือกท้าย บางทีก็ต้องน้าเข้ากว้าน ส่วนไกหัวหรือไกท้าย บางทีก็หะเรียฝืด ในขณะที่เรือเทียบท่าอยู่นั น เมื่อเรือถ่างออกจากท่าเรือ เชือกผูกเรือบางเส้นหย่อนเกินไป เราจึงต้องดึงหรือเก็บเชือกให้ตึง โดยน้าเชือกไปเข้ากว้าน เมื่อเก็บเชือกตึงดีแล้วให้เก็บให้เรียบร้อย ๓.๑.๗ ลวดสลิง หรือ สลิง หรือเชือกลวด (Wire rope) ลวดสลิงลักษณะโดยทั่วไปจะ คล้ายกับเชือกมะนิลา หรือเชือกไนลอน เพียงแต่ท้าจากวัสดุที่ต่างกัน ลวดสลิงท้าจากเส้นลวดเหล็กกล้า ขนาดเล็ก ๆ มาถักหรือมัดเป็นเกลียว ปัจจุบันนิยมใช้ลวดสลิงกันมาก ในการยกเคลื่อนย้ายวัสดุ เพราะมี ความแข็งแรงมากกว่าเมื่อมีขนาดเท่ากัน ความแข็งไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเปียกหรือแห้ง และยังคงทน ไม่ยืดตัวและหดง่ายตามสภาวะอากาศ ลวดสลิงประกอบไปด้วยเส้นลวดเหล็กกล้าขนาดเล็ก ๆ มาถักหรือมัด แล้วตีหรือหมุน รวมกันเป็นเส้นเกลียว เส้นเกลียวหลาย ๆ เส้นมามัด ตีหรือหมุนรวมกันเป็นเกรียวใหญ่ขึ นเรียกว่า ลวดสลิง ลวดสลิงบางชนิดเส้นเกลียวแต่ละเส้นถ้ามีเส้นลวดเหล็กกล้าจ้านวนมาก จะท้าให้ลวดสลิงอ่อน ตัวได้ง่ายจึงมีความคล่องตัวในการท้างานเพิ่มขึ น ลวดสลิงที่ใช้ยกย้ายวัสดุที่ต้องการความคล่องตัวสูงจะ ใช้ชนิดมี ๖ เส้นเกลียว แต่ละเส้นเกลียวนั นลวดเหล็กกล้า ๑๖ เส้นถึง ๔๙ เส้น การใช้และการบ้ารุงรักษาลวดสลิง ท้าได้ดังนี ๑. ไม่ควรลากลวดสลิงผ่านพื นโรงงาน บริเวณสกปรก บริเวณที่มีของมีคม เพราะจะท้า ให้ช้ารุดได้ง่าย ๒. การใช้ลวดสลิงพันรอบชิ นงานหลาย ๆ ชิ น จะท้าให้เพิ่มการรับแรงจึงควรหลีกเลี่ยง ๓. การต่อลวดสลิง ควรใช้ผู้ที่ช้านาญและเมื่อต่อเสร็จแล้วควรทดสอบด้วยแรงดึง ๒ เท่าของน ้าหนักที่ใช้ปกติ ๔. เลือกวิธีการท้าห่วงลวดสลิงให้เหมาะสมกับงานที่ยกย้ายวัตถุเพราะประสิทธิภาพ ของห่วงสลิง จะแตกต่างกัน