(ปกหน้า) ทงเลน ภาวนาเพื่อโพธิจิต Tonglen & Bodhicitta Training กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา) สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทงเลน ภาวนาเพื่อโพธิจิต Tonglen & Bodhicitta Training กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา) สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 1
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล ลิขสิทธิ์มูลนิธิพันดารา 2565 สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 2
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต คำนำ หนังส ือเล ่มน ี้ต ีพ ิมพ ์ใหม ่จากฉบับท ี่เคยพ ิมพ ์เผยแพร ่เพ ื่อเป็นคู่ม ือประกอบคอร ์สภาวนาของ มูลนิธิพันดารา แต่ได้ปรับปรุงเนื้อหา เพิ่มเติมคำสอนเจ็ดขั้นตอนแห่งโพธิจิตและอานิสงส์ของการปฏิบัติ ทงเลน (หรือเรียกว่า “ทองเลน”) พร้อมทั้งสอดแทรกข้อธรรมและการนำคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทงเลนเป็นวิธีการที่ทำให้เรามีความรัก ความกรุณา ได้กลับไปสู่ปัญญาเดิมแท้ของตัวตนที่ ถ่ายทอดออกมาเป็นพลังแห่งโพธิจิต และได้ช่วยเหลือผู้อื่น ในระหว่างการช่วยเหลือผู้อื่น เรายังได้ช่วย เหลือตัวเองด้วย และสุดท้ายแล้วเราจะพบว่าทงเลนช่วยตัวเราเองมากที่สุด โดยที่เอาผู้อื่นมาเป็นเป้า หมาย ดังนั้น ทงเลนจึงทำให้เรายิ่งใหญ่และเข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงอัตตาที่ใหญ่ แต่หมาย ถึงหัวใจนั้นใหญ่ ยิ่งเรามีหัวใจใหญ่รองรับผู้คนได้มากเท่าไร เราจะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ขอขอบคุณอาจารย์มิว เยินเต็น (Meu Yonten) ที่ได้ช่วยสอนคอร์สภาวนาทงเลนและขอบคุณ... ความดีของหนังสือเล่มนี้ขอถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche) ผู้รจนาบทสวดทงเลนที่ได้มอบให้ในหนังสือเล่มนี้ พระอาจารย์มหา บัณฑิตซูเช็น ริมโปเช (Maha Pandit Tsulchen Tempai Gyaltsen Rinpoche) ผู้ถ่ายทอดคำสอนทงเลนใน คัมภีร์ลัมริม พระอาจารย์ยงซิน ริมโปเช (Yongdzin Zopa Gyaltso Rinpoche) ผู้เป็นหลวงลุงของอาจารย์ เยินเต็น ผู้ฝึกปฏิบัติทงเลนตลอดชีวิตของท่าน พระอาจารย์ลาเซ ริมโปเช (Kundrol Mongyal Lhasey Tsognyi Rinpoche) พระปฐมอาจารย์ผู้สอนศิษย์ให้เห็นสนิมแห่งอัตตาที่เกาะกินใจและเป็นผู้ฝึกทงเลนใน ยามลำบากที่สุดในชีวิตของท่าน นั่นคือ เมื่อท่านถูกจองจำเป็นเวลาถึง 20 ปี และสุดท้าย พระอาจารย์ซู เช็น เทกชก เต็มเป ญีมา ริมโปเช ผู้มอบคำสอนทงเลนและคำสอนซกเชนทั้งชุดให้แก่ผู้เขียน ขอรำลึกถึงคุรุอาจารย์ทุกท่านที่ได้ปฏิบัติทงเลนอย่างเป็นนิจศีล คำอธิษฐานของพวกท่าน ทำให้ พวกเราได้มีชีวิตที่ปกติสุข และมีกำลังใจว่าในยามที่เราทุกข์นั้น จะยังคงมีผู้ที่เปี่ยมไปด้วยจิตเยี่ยงพระ โพธิสัตว์เช่นท่านทั้งหลาย ได้คอยทำสมาธิและสวดมนต์ให้เราอยู่เสมอ กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา) ขทิรวัน, กันยายน 2565 สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 3
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต สารบัญ หน้า บทที่ 1 พุทธวัชรยาน 5 แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ 6 ทำไมจึงมีพระพุทธเจ้าหลากหลายลักษณะ 8 บทที่ 2 จะปฏิบัติธรรมให้ได้ดีต้องทำอย่างไร 9 การยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ 11 ศรัทธาสี่ระดับ 12 บทที่ 3 การเจริญโพธิจิต 15 บทที่ 4 ประตูสู่ทงเลน 25 ความหมายของทงเลน 26 บทสวดภาวนาทงเลนและความหมาย 28 คำอธิบายบทสวดทงเลน 31 วิธีการตั้งจิตในการทำทงเลน 36 บทที่ 5 เรื่องเล่าจากพระสูตรที่เกี่ยวโยงกับความกรุณา 37 บทที่ 6 เทคนิคการฝึกทงเลน 38 เราทำทงเลนให้กับใครได้บ้าง 40 ใครบ้างที่ควรภาวนาทงเลน 46 อานิสงส์ของการฝึกทงเลน 47 บทที่ 7 เรื่องเล่าจากการปฏิบัติทงเลน 52 ภาคผนวก บทสวดทงเลน (แปลจากต้นฉบับภาษาทิเบต) 57 บทสวดทงเลนภาษาทิเบต 60 สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 4
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต รู้จักวัชรยาน แม ้ว ่าปัจจุบันจะม ีครูบาอาจารย ์หลายท ่านได ้นำคำสอนเก ี่ยวกับทงเลนไปใช ้ในมรรคว ิถ ี มหายานแบบทั่วไปและในประเพณีพุทธเถรวาท แต่หัวใจของทงเลนมาจากมรรควิถีพุทธวัชรยาน จึงมีความจำเป็นที่เราควรจะทำความเข้าใจแก่นหัวใจและลักษณะของพุทธวัชรยานเสียก่อน เพื่อให้เราเข้าใจการปฏิบัติทงเลนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น คำว่า “วัชรยาน” หรือยานแห่งวัชระ เป็นชื่อของพระพุทธศาสนาแบบทิเบตซึ่งถืออุดมคติ ของพระโพธิสัตว์ นั่นคือ การตั้งปณิธานว่าจะเข้าถึงการบรรลุธรรมเพื่อกลับมายังประโยชน์แก่ สรรพสัตว์ จนกว่าสัตว์ชีวิตสุดท้ายจะเข้าถึงการหลุดพ้น วัชรยานจึงเป็นพุทธมหายาน แต่มีความ แตกต่างจากมหายานทั่วไปตรงที่นำผล คือ การบรรลุธรรม มาเป็นหนทางแห่งการปฏิบัติ เช่น การตั้งจิตว่าเราได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ฉะนั้น ในขณะที่สวดมนต์ เราตั้งจิตว่าตัวเองเป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่ปฏิบัติบูชา เป็นบุคคลอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสมือนพระโพธิสัตว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย ศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าเราจะยังไม่ได้บรรลุสภาวะนั้นก็ตาม นี่คือตัวอย่างของการเอา ผลมาเป็นหนทางในการปฏิบัติ สัญลักษณ์สำคัญของวัชรยาน คือ วัชระ (ดอร์เจ) ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า เพชร แปลว่า ไม่สามารถทำลายได้ วัชระจึงเป็นเครื่องหมายแทนพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ ไม่สามารถทำลายล้างได้ นอกจากนี้ วัชระยังแทนสภาวะจิตเดิมแท้ของเราซึ่งเป็นอมตะ เมื่อเรา ตาย เราละกายเนื้อ แต่จิตของเรายังคงอยู่ จิตนี้จะได้รับการบ่มเพาะพัฒนาไป จนวันหนึ่งจิต จะเข้าสู่สภาวะที่เป็นนิรันดร์ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป แก่นของสภาวะนี้คือจิตเดิมแท้ เป็นจิต เดียวกับจิตของพระพุทธเจ้า เรามีจิตเช่นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม เพียงแต่ในขณะนี้เรายังเข้าไม่ถึง วัชระยังหมายถึงอุบาย (อุบายวิธี) ซึ่งเป็นวิธีการแห่งธรรม ถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้ บนโลกมนุษย์ แล้วพระองค์ไม่มีวิธีการสอน ไม่มีอุบาย เราคงไม่มีพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณ ด้วยความกรุณาอันไม่มีประมาณ พระองค์จึงทรงสอนธรรมให้แก่สาวกใน หลายลักษณะ และพวกเขาก็นำพระธรรมนั้นไปสืบทอดต่อ วัชระจึงเป็นเครื่องหมายของวิธีหรือ อุบายอันชาญฉลาดของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความกรุณาเป็นพื้นฐาน จึงกล่าวได้ว่าวัชระยังเป็น สัญลักษณ์แทนความกรุณาของพระพุทธเจ้าอีกด้วย สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 5
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต อย่างไรก็ตาม วัชระไม่เคยอยู่โดดๆ แต่ต้องวางคู่กับระฆัง (ทรีพู) เสมอ ระฆังเป็นสัญลักษณ์แทนปัญญา ปัญญานี้มีความพิเศษ คือ เป็นปัญญาแห่งการไร้ตัวตน ปัญญาแห่งการเข้าถึงศูนยตา (สุญญตา) โดยสมบูรณ์ เสียงระฆังปลุกจิตของเราให้กลับไปสู่สภาว ธรรมซึ่งเป็นความว่าง สภาวธรรมไม่ได้มีลักษณะให้เราเห็น ที่เราเห็นเป็นเพียงพลังที่ปรากฏเป็น รูปลักษณะต่างๆ ซึ่งเราเรียกว่า ความจริงโดยสมมติ / สมมติสัจจะ (Relative Truth) แต่สรรพสิ่ง รวมทั้งสรรพชีวิตมิได้ดำรงอยู่อย่างถาวรแต่จะสลายและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย เนื้อแท้อัน เป็นความว่างนั้นจึงเรียกว่า ความจริงอย่างสมบูรณ์ / ปรมัตถสัจจะ (Absolute Truth) วัชระต้องอยู่คู่กับระฆังฉันใด กรุณากับปัญญาก็ไม่เคยแยกจากกันฉันนั้น นี่เป็นแก่นธรรม ของวัชรยาน เมื่อเรามาศึกษาเรื่องราวของวัชรยาน เราก็มาบ่มเพาะความกรุณาและปัญญาซึ่งมี อยู่แล้วในจิตใจ แต่ถูกบดบังด้วยการดำรงชีวิตทางโลกที่กระทบจิตของเรา จิตของเราจึงยังมีตัว กิเลสและอัตตาอยู่ ทำให้เราเป็นทุกข์ไม่รู้จบ การเจริญทั้งกรุณาและปัญญาจะช่วยนำเราไปสู่ สภาวะผ่องแผ้วแห่งจิต ทำให้เราสามารถจัดการกับความทุกข์ที่ประสบในสังสารวัฏได้ การปฏิบัติทงเลนเป็นการปฏิบัติที่เน้นความกรุณาเป็นพิเศษ เพราะถ้าไม่มีความกรุณาเป็น พื้นฐาน อัตตาไม่มีวันหมดสิ้นไป การเจริญปัญญาอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่หากเราเข้าไปถึง รากเหง้าและแก่นแท้ของความกรุณาได้ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นด้วยเพราะกรุณาคือเส้นสายของ ปัญญา แต่เพื่อให้การเข้าถึงปัญญาเป็นไปอย่างไม่ผิดพลาด คุรุอาจารย์จึงสอนให้เราฝึกปฏิบัติบ่ม เพาะโพธิจิตด้วยวิธีการแห่งความกรุณา ทงเลนเป็นหนึ่งในวิธีการนั้นซึ่งได้รับการฝึกฝนมาหลาย ยุคสมัย ทงเลนได้กลายเป็นดังหยดน้ำในทะเลทรายสำหรับนักปฏิบัติธรรมที่ผ่านร้อนและหนาว ของสังสารวัฏ พระโพธิสัตว์ของวัชรยาน ดังได้กล่าวมาแล้วว่าพุทธมหายานของทิเบต ที่เรียกว่าวัชรยาน เป็นมรรควิถีที่ถืออุดมคติ ของพระโพธิสัตว์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของพระโพธิสัตว์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ในฝ่าย วัชรยาน คำว่า พระโพธิสัตว์ มีสองความหมาย ความหมายที่หนึ่ง พระโพธิสัตว์คือมนุษย์แบบเรา ที่ยังไม่ได้บรรลุสภาวะแห่งโพธิสัตว์โดย สมบูรณ์ แต่ดำรงอยู่บนหนทาง และกำลังเจริญรอยตามคุรุอาจารย์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ ในความ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 6
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต หมายนี้ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสภาวะแห่งพุทธะ แต่ว่ามีจิตที่จะดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของ สรรพสัตว์ ความหมายที่สอง พระโพธิสัตว์หมายถึงพระพุทธเจ้า คือท่านตรัสรู้ธรรมเป็นพระพุทธเจ้า แล้ว ดังเช่น พระแม่ตารา พระอวโลกิเตศวร (พระแม่กวนอิม) พระมัญชุศรี และพระพุทธเจ้า พระองค์อื่นที่มีหลากหลายลักษณะ เราไม่สามารถมองเห็นพระองค์เหล่านั้นได้ด้วยตาเปล่า เพราะทรงเป็น สัมโภคกาย ซึ่งหมายถึงพระวรกายอันอุ ดมไปด้วยคุณลักษณะอันพิเศษ รูปเคารพ ซึ่งเป็นองค์แทนสัมโภคกายจะมีรูปลักษณะวิจิตรและมีเครื่องประดับหกอย่าง คือที่พระเศียรมี มงกุฎ พระกรรณมีตุ้มพระกรรณ พระศอและพระวรกายมีเครื่องประดับเป็นสร้อยพาดอยู่ พระกร มีข้อพระกร และที่พระบาทมีข้อพระบาท เครื่องประดับหกอย่างนี้แสดงถึงคุณสมบัติหกประการ อันได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นบารมีหกของพระโพธิสัตว์ ทานคือการให้ ศีลคือการรักษาความบริสุทธิ์ แห่งกาย วาจา ใจ ขันติคือความอดทน อดกลั้น วิริยะคือความเพียรด้วยใจที่เป็นสุข สมาธิคือจิตที่ แน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว มีสติ ไม่วอกแวก เปี่ยมด้วยความชัดแจ้ง และปัญญาคือการเข้าถึงความเข้า จริงสูงสุด ปราศจากความสงสัยและเคลือบแคลงใจใดๆ ปราศจากการยึดติดกับอัตตาตัวตนโดย ไม่อยู่ใต้การครอบงำของอวิชชา ความเข้าใจเหลานี้ไม่ได้ผ่านการเรียนรู้ อบรมหรือฝึกฝน แต่เกิด จากการบำเพ็ญบารมีและการทำสมาธิ พระพุทธเจ้าในปางสัมโภคกายจะไม่ปรากฏให้เราเห็นบนโลกมนุษย์ แต่มีวิธีการทำสมาธิ มีการปฏิบัติบูชาที่ทำให้เราเข้าถึงสภาวะจิตของพระองค์ และหากเราเข้าถึงสภาวะจิตของพระองค์ ได้ เราจะเข้าถึงสภาวะจิตของเราเอง ฉะนั้น ความหมายที่สองของคำว่าพระโพธิสัตว์ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า จึงเป็น พระพุทธเจ้าที่ยังคงดำรงอยู่ (Active Buddha) มิได้เสด็จไปพระนิพพาน ทรงยังคงอยู่ในสังสารวัฏ เป็นพระพุทธเจ้าที่ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าตราบเท่าที่สังสารวัฏยังไม่สิ้นไป พระองค์จะยังคงดำรงอยู่ ถ้าสังสารวัฏยังอยู่อีกร้อยกัปร้อยกัลป์ พระองค์ก็จะคงดำรงอยู่กับเราตลอดไป ตามอุดมคติของ มรรควิถีวัชรยานและมหายาน สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 7
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทำไมพุทธทิเบตจึงมีพระพุทธเจ้าหลากหลายลักษณะ อาจารย์ชาวตะวันตกท่านหนึ่งเป็นนักวิชาการด้านพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ท่านเป็นชาว อเมริกันผิวดำ ไม่เคยนับถือศาสนาใด วันหนึ่งท่านมาเมืองไทยและไปที่วัดแห่งหนึ่ง ท่านได้เห็น พระพุทธรูปที่เตรียมปิดทองใหม่ ก่อนปิดทอง ช่างจะลงรักเป็นสีดำแล้วผึ่งองค์พระพุทธรูปไว้ อาจารย์่ท่านนี้เห็นเข้าก็ตกตะลึง เพราะไม่เคยเห็นพระพุทธรูปองค์สีดำซึ่งเหมือนกับสีผิวของท่าน มาก่อน ท่านจึงนั่งร้องไห้อยู่หน้าพระพุทธรูปนั้น ตั้งแต่เด็ก อาจารย์ท่านนี้เจอแต่เรื่องการเหยียดสีผิว ทั้งพ่อแม่ เพื่อนบ้าน และตัวท่านมี ปัญหานี้มาตลอด เมื่อได้ห็นรูปแทนพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยคุณลักษณะอันวิเศษมีผิวสี เดียวกับท่าน ท่านก็เกิดศรัทธา เริ่มเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ทางพุทธศาสนาตั้งแต่วันนั้น ภายหลังท่านได้มาปฏิบัติธรรมในสายวัชรยาน เรื่องนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงมีหลากหลายลักษณะ เพราะเราแต่ละ คนมีความต้องการแตกต่างกัน บางคนมีความทุกข์เพราะสอบไม่ผ่าน มีปัญหาเรื่องการเรียน บางคนอยากเข้าใจพระธรรม อยากศึกษาอภิธรรม แต่อ่านไม่รู้เรื่อง พวกเขาอาจอยากสวดบูชา พระพุทธเจ้าที่เน้นเรื่องปัญญา ซึ่งทางฝ่ายทิเบตพระแห่งปัญญาคือพระมัญชุศรี ปัญญาในที่นี้ ไม่ใช่ความรู้ทางโลก แต่คือความเข้าใจตัวเอง เป็นปัญญาในการขจัดอัตตา ขจัดอวิชชา อันเป็น รากเหง้าของกิเลสทั้งหลาย หรือบางคนอยู่ในสถานที่ที่มักเกิดแผ่นดินไหว ครูบาอาจารย์ก็อาจ ประกอบพิธีให้ โดยสวดบูชาพระวัชรปาณี เพื่อขอพรให้ที่ดินมีความมั่นคงและไม่ประสบภัยพิบัติ อย่างไรก็ดี แม้พระพุทธเจ้าจะมีหลากหลาย ทุกพระองค์มีสภาวะเดียวกัน คือสภาวะที่ กรุณาและปัญญาไม่แยกจากกัน นี่คือสภาวะจิตแห่งพุทธะ พวกเราทุกคนก็มีจิตแห่งพุทธะอยู่ ภายใน เพียงแต่ต้องค้นให้พบว่าจิตพุทธะนี้อยู่ที่ใด ด้วยการปฏิบัติบูชา ทำสมาธิ รวมทั้งทำ ประโยชน์เพื่อผู้อื่น จิตพุทธะนี้มีลักษณะแปลก คือต้องทำเพื่อผู้อื่นจึงจะหาพบ ดังเช่นพระพุทธเจ้า ที่ไม่ได้ทำเพื่อพระองค์เองเลย ทรงทำเพื่อผู้อื่นตลอดเวลา จึงกลายเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวว่า พระพุทธเจ ้ากับสัตว ์โลกแตกต ่างกันเพ ียงอย ่างเด ียว นั่นค ือ พระพุทธเจ้าเน้นให้ความสำคัญกับผู้อื่น แต่สัตว์โลกเน้นให้ความสำคัญกับตัวเอง ถ้าเราเน้นเฉพาะ ตัวเราเอง เราก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไป เวลาหิว มันจะทำร้ายตัวอื่นเพื่อให้ได้อาหาร แต่มนุษย์มีศักยภาพที่จะเข้าถึงความจริงในระดับสูงสุด เราจึงมีวิธีการที่จะพาตัวเองออกมาจาก สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 8
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ความมืดมนของสังสารวัฏ มาสู่สภาวะอันนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง และเมื่อเราเข้าสู่สภาวะนั้น เราจะกลับมาช่วยสรรพสัตว์ได้ นี่คือหัวใจของการปฏิบัติที่เรียกว่า “โพธิจิต” การเจริญโพธิจิตจึง เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติทงเลนและการปฏิบัติอื่นๆ ในสายวัชรยาน มุมมองในการปฏิบัติธรรม หลายคนอาจสงสัยว่าเราเน้นอะไรในการปฎิบัติธรรม มีคุ ณสมบัติอะไรที่เราคาดหวัง หรือ ปรารถนาจากการปฏิบัติธรรม ในประเด็นนี้ผู้เขียนขอนำสิ่งที่ชาวทิเบตพูดถึงการปฏิบัติธรรมมา แบ่งปัน การปฏิบัติธรรมของชาวทิเบตมีหลายแบบ แต่มักเริ่มจากการปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจว่า สังสารวัฏที่เราอยู่เป็นทุกข์ กล่าวคือ ให้รู้ว่าความทุกข์ในสังสารวัฏเป็นอย่างไร เมื่อเราอยาก ทำความเข้าใจสังสารวัฏ เรามีความจำเป็นต้องเข้าใจสภาวะจิตที่แท้ เพราะความเข้าใจดังกล่าวจะ สามารถเปลี่ยนความทุกข์ที่พบเจอในโลกนี้ให้เป็นความสุขได้ เพื่อว่าในภพชาติต่อไปเราจะไม่ต้อง เจอทุกข์ในแบบเช่นนี้อีก สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม การตั้งจิตอันประเสริฐที่ครูบาอาจารย์ยกย่องคือ การตั้งจิตถึงความสุขในภพชาติต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขอันเป็นบรมสุขแห่งการหลุดพ้น ไม่ใช่ความสุขฉาบฉวยที่ประสบในภพชาตินี้ นั่นคือ เราไม่ควรยึดติดกับชีวิตนี้และมองว่าเป็นชีวิต เดียวที่เราต้องมีความสุข ด้วยเหตุนี้ในคัมภีร์ จึงกล่าวไว้ว่า หากเรามีความปรารถนาที่จะปฏิบัติธรรม แต่เราขาดจิต ที่เบื่อหน่ายสังสารวัฏ (เรียกว่า เงจุง) การปฏิบัติของเราจะไม่ยั่งยืน เพราะหากเป็นอย่างนั้น เราอาจจะสนใจการปฏิบัติธรรมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือปฏิบัติธรรมเพราะมีความทุกข์ เช่น ป่วยอยู่ ต้องการหาวิธีให้หายป่วย แต่หากเราปฏิบัติธรรมเพราะเรารู้ว่าสังสารวัฏคือสภาวะแห่ง การมีกองขันธ์ุที่เกิดและดับไม่จบสิ้น โดยกองขันธุ์นี้ไม่ว่าจะเป็นภพชาติใดก็ล้วนแต่เป็นทุกข์ เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง เราจะเกิดความเบื่อหน่ายจากความทุกข์ของการเป็นสัตว์โลกที่ไม่เข้าใจ สภาวะโดยเนื้อแท้ของตน เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิบัติธรรมของเราก็จะยั่งยืนเพราะเราไม่ได้มีเป้า หมายเพียงแค่ดับทุกข์ในชาติเดียวแต่ปรารถนาจะดับทุกข์จากทุกชาติภพแห่งสังสารวัฏ อย่างไรก็ตาม การคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่กำลังประสบอยู่ ในขณะนี้ ในมุมมองของวัชรยาน ก็ยังไม่ถือเป็นการตั้งจิตที่สมบูรณ์ เพราะว่าไม่ใช่เราผู้เดียวที่เป็น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 9
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทุกข์ แต่ยังมีสรรพสัตว์อีกจำนวนมาก ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น ที่เผชิญกับความทุกข์ไม่ได้ ยิ่งหย่อนไปกว่าเรา เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นว่าสังสารวัฏไม่ได้มีแต่ตัวเรา เราจึงต้องหาหนทางที่จะช่วยเหลือ ผู้อื่นด้วย ความปรารถนาที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจึงเป็นหลักการเบื้องต้นที่สำคัญ แต่เรา ยังไม่มีศักยภาพพอ ยังไม่มีวิธีการที่จะช่วยชีวิตจำนวนมากให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เราจึงต้อง ปฏิบัติธรรมเพื่อให้มีความสามารถดังพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเราได้เข้าถึงการตื่นรู้ภายในเหมือนกับพวกท่าน เราจะสามารถช่วยเหลือสัตว์อื่นๆ ได้ ดังเช่น พระสมณโคดม พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปกว่าสองพันหกร้อยปีแล้ว แต่พวกเรา ยังได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พระองค์ทิ้งไว้ พวกเราสามารถเป็นเหมือนพระองค์ คือเข้าถึงการบรรลุ ธรรมที่ยิ่งใหญ่เพื่อการกลับมาโปรดสัตว์ โดยผู้ที่ต้องยอมรับความยากลำบากในการช่วยเหลือ สรรพสัตว์ก็คือตัวของเราเอง หากเรามีปณิธานแบบนี้แล้ว การปฏิบัติของเราจะมั่นคงและทำให้ เราอยากปฎิบัติธรรม ครูบาอาจารย์ในวัดทิเบตจะเน้นสอนเด็กๆ ที่เข้ามาบวชเป็นเณรด้วยคำพูดแบบนี้ จนฝัง เข้าไปอยู่ภายในจิต อาจารย์เยินเต็นเล่าว่าตอนบวชใหม่ๆ สมัยยังเป็นเด็ก พระอาจารย์มักถามว่า มาบวชทำไม ไม่ได้ถามอาจารย์เยินเต็นคนเดียว แต่ถามพระและเณรหลายรูปที่ชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้น มาบวชเพราะอยากได้ข้าวกินอย่างนั้นหรือ อันนั้นถือว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่น่ายกย่อง แต่ถ้า ตั้งใจมาบวชเพื่อให้ชีวิตในชาติหน้าดีกว่าปัจจุบัน ถือว่าเป็นการตั้งจิตที่สูงส่งกว่าแบบแรก และการ ตั้งจิตที่ดีที่สุดสำหรับผู้ละโลกมาใช้ชีวิตเป็นนักบวช คือการช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุด พ้น เราเรียกว่า “ทาเป ซัมปา” (ทัศนคติเพื่อการหลุดพ้น) เป็นการตั้งจิตที่จะทำให้เรามีความมุ่ง มั่นในการปฏิบัติธรรม ให้สมคุณค่าที่ได้บวช สำหรับพวกเราที่ไม่ได้เติบโตมาในวัด และหลายท่านมาปฏิบัติธรรมตอนอายุมากแล้ว พวกเราเป็นผู้ที่บวชใจ ซึ่งหากเรารู้และเข้าใจความหมายของการปฏิบัติธรรม สิ่งนี้จะมีค่ายิ่งกว่า ทองคำ เพราะเราจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าครูบาอาจารย์จะไม่ได้อยู่ใกล้เรา เราก็ยังสามารถดูแลชีวิตและจิตใจของตัวเองได้ ตราบจนเราเข้าถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คำถามที่มักได้ยินเสมอคือ เมื่อขาดคุรุ ศิษย์จะปฏิบัติธรรมอย่างไร ใครจะดูแลศิษย์ เราจะ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างดีเยี่ยมจนเมื่อวันที่คุรุจากไป (หรือกล่าวอย่างถูกต้องคือ กายเนื้อของคุรุ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 10
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต จากไป) เราจะมั่นใจได้ว่าเราจะดูแลตัวเองได้ และสภาวะแห่งคุรุไม่ได้จากไปไหนแต่ดำรงอยู่กับเรา ตลอดเวลา การปฏิบัติธรรมจึงต้องควบคู่กับศรัทธาแห่งปัญญา มิใช่ศรัทธาในตัวบุคคล แต่ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ที่คุรุชี้นำจนกระทั่งเกิดปัญญาในการเข้าใจตัวตนและสรรพ สิ่ง เมื่อเข้าใจแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับยิ่งเพิ่มพูนและมีแต่จะมากขึ้น จนกลายเป็นศรัทธาแห่ง ปัญญาที่ทำให้ผู้เป็นศิษย์มิเคยพรากจากคุรุของเขาและจะประสบสภาวะด้านในของท่าน ซึ่งมิใช่ อื่นใดแต่คือปัญญาเดิมแท้ของเขาเองที่เกิดขึ้นด้วยศรัทธาปสาทะอย่างบริสุทธิ์และมั่นคง การปฏิบัติธรรมต้องทำให้เรามาถึงจุดที่ว่าเราดูแลตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ พระธรรมจะอยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าจะอีกกี่ภพกี่ชาติ เมื่อเราตายไป คำสอนจะอยู่ในคลังแห่งจิต และคำสอนนี้จะเป็นกัลยาณมิตรที่แท้ของเรา จะนำทางเราไป ตรงนี้เป็นหัวใจของการภาวนา ไม่ว่าจะภาวนาทงเลน ภาวนาเพื่อเตรียมจิตสำหรับวาระ สุดท้าย ภาวนาวิถีของพระพุทธเจ้า หรือการทำสมาธิ เราต้องไม่แยกการภาวนากับการทำความ เข้าใจเรื่องการปฏิบัติธรรม เพราะจะทำให้จิตของเราเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รองรับคำสอนอัน ศักดิ์สิทธิ์ แล้วตัวเราจะมีความขยันหมั่นเพียร เข้าใจสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติ จนประสบผลจากการ ปฏิบัติ นอกจากการมีมุมมองที่ถูกต้องในการปฏิบัติธรรมแล้ว เรายังต้องเป็นภาชนะที่เหมาะสม สำหรับรองรับคำสอน วัชรยานมักเปรียบว่า ขอให้เราเป็นหม้อที่หงาย ไม่ใช่หม้อคว่ำ เพราะหาก เป็นหม้อคว่ำ คำสอนก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เราจึงต้องหงายหม้อไว้ ด้วยการตั้งใจฟัง ตั้งใจปฏิบัติ แต่หากหงายหม้อไว้ แต่ในหม้อมีรูรั่ว คำสอนที่ใส่ไปก็รั่วออกไปหมด และที่ร้ายแรงที่สุดคือมียา พิษในหม้อ เพราะไม่ว่าจะใส่อะไรไป ทุกอย่างก็กลายเป็นพิษ อาทิเช่น การไม่เชื่อในกฏแห่งกรรม ไม่เชื่อในหลัก ปฏิจจสมุปบาท เพราะฉะนั้น ก่อนการปฏิบัติธรรม เราจึงสำรวจตัวเองว่าเราเป็น ภาชนะแบบใด หากคว่ำ ก็หงายไว้ หากมีรูรั่ว ก็ปิดรูรั่วเสีย หากมียาพิษ ก็ล้างหม้อให้สะอาดเสีย ก่อน แล้วพระธรรมคำสอนจะอยู่กับเราและเอื้อประโยชน์ให้แก่เรา จะปฏิบัติธรรมได้ดีต้องมีศรัทธา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในการปฏิบัติธรรมคือศรัทธาหรือความไว้เนื้อเชื่อใจในพระธรรม คำสอนและวิถีปฏิบัติอย่างไม่ เคลือบแคลงใจ ศรัทธาจะทำให้เรามีแรงที่จะฝึ กปฏิบัติ ทำให้เรา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 11
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต อดทนเมื่อพบความยากลำบากและทำให้มีความเพียรจนการปฏิบัติลุล่วง อย่างไรก็ตาม เราไม่ สามารถบีบบังคับศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ แต่ศรัทธาจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นจนมั่นคง ศรัทธามีหลายระดับและหลายแบบ ดังนี้ ศรัทธาแบบรักแรกพบ เป็นศรัทธาแบบเวลาเราไปที่ใดแล้วเกิดความรู้สึกชอบสถานที่นั้น เป็นพิเศษ เราบอกตัวเราว่าที่นี่ใช่เลย เราจะปฏิบัติธรรมที่นี่ ทั้งที่เรายังไม่รู้เลยว่าเขาปฏิบัติอะไร กัน เรายังไม่ได้ศึกษาแก่นธรรม ยังไม่ได้ฟังคำสอนเท่าไร แบบนี้เป็นศรัทธาที่มากับความชอบ เหมือนรักแรกพบ ซึ่งเป็นศรัทธาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมาก บางครั้งศรัทธาประเภทนี้เกิดจากความประทับใจในคุรุสอนธรรมท่านใดท่านหนึ่งประทับใจ ในการพูดจาและการสอนของท่าน ไปจนถึงวัตรปฏิบัติของท่าน แล้วเรามีความปรารถนาที่จะอยู่ ใกล้ชิดท่าน ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน แต่ถ้าความปรารถนานั้นเกิดจากความประทับใจรูปลักษณ์ บุคลิก หรือคำสอนของท่าน โดยเราไม่พยายามนำคำสอนนั้นมาปรับใช้ในชีวิตของเรา ไม่ขวนขวาย ที่จะศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าและฝึกปฏิบัติเพิ่มเติม ไม่ใคร่ครวญคำสอนจนความหมาย ตกผลึกในใจ วันหนึ่งหากคุรุท่านนั้นเกิดเปลี่ยนไป เช่น ท่านสึกจากเพศบรรพชิต หรือมีเหตุการณ์ ที่ทำให้เรามีความขัดแย้งกับท่าน เช่น ท่านดุด่าว่ากล่าวเรา เราก็หมดศรัทธาในตัวท่านทันที นั่นแสดงว่า ศรัทธาของเราเป็นแบบรักแรกพบซึ่งเป็นศรัทธาที่ง่อนแง่นและพร้อมจะหมดสิ้นไป ศรัทธาที่เกิดจากความเข้าใจ หรือศรัทธาที่เกิดจากการตกผลึกภายใน เป็นศรัทธาที่ดีที่สุด เพราะจะไม่เปลี่ยนแปลง ศรัทธาแบบนี้ไม่ได้เกิดจากคน สถานที่ หรือสิ่งใด แต่เกิดมาจากความ เข้าใจสภาวธรรม เมื่อปฏิบัติแล้วเกิดความเข้าใจ ศรัทธาแบบนี้จึงเป็นศรัทธาที่มั่นคง นิทานเรื่องศรัทธา กาลครั้งหนึ่งที่แคว้นอูซัง ทางตอนกลางของทิเบต ที่นั่นมีพระอาจารย์ชื่อเชนกูเจีย เป็นโยคี ที่ปฏิบัติดีมาก จึงเป็นที่เคารพบูชาของชาวทิเบต ชาวอัมโดคนหนึ่ง (อัมโดอยู่ทางภาคตะวันออก ของทิเบต) ได้ข่าวเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่น่าเลื่อมใสท่านนี้ จึงอยากจะไปปฏิบัติธรรมด้วย สมัย ก่อนการเดินทางจากแคว้นอัมโดไปแคว้นอูซังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเป็นอย่างน้อยเพราะเดินเท้าไป และเนื่องจากระหว่างทางไม่มีร้านอาหาร เขาจึงต้องขออาหารจากชาวบ้านไปเรื่อยๆ แต่เพื่อพระ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 12
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ธรรมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อพบพระอาจารย์ ผู้จะชี้นำหนทางการภาวนาให้แก่เขา แม้จะ ลำบากเพียงไร ชายผู้นี้ก็ยินดีแบกรับความยากลำบากนั้น ชายผู้นี้เดินไปถามคนไปตลอดทางว่าภาคกลางไปอย่างไร พระอาจารย์เชนกูเจีย อยู่ที่ไหน หนึ่งปีผ่านไป เขาไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนชี้บอกว่าบ้านพระอาจารย์อยู่ในทุ่งนานั้น เมื่อมองไป เขาก็เห็นชายแก่คนหนึ่งกำลังไถนา ชาวบ้านบอกว่า “นั่นไง คนที่ไถนาอยู่นั่นแหละคือพระอาจารย์ เชนกูเจีย” ชายผู้นั้นคิดว่าเป็นไปได้อย่างไร อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ใช้เวลาเดินทางเป็นปี เพื่อมา เจอพระอาจารย์ผู้เป็นชาวนา แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก จึงเดินเข้าไปหาแล้วถามว่า “ท่านคือพระ อาจารย์เชนกูเจียหรือไม่” ท่านตอบว่า “ใช่ แล้วเธอเป็นใคร” เขาตอบว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมาจาก แคว้นอัมโด ท่านกล่าวต่อไปว่า “ดีจัง อยากมาปฏิบัติธรรม มา มา ได้เลย” ในใจของชายผู้นั้นคิด ว่า ตัวเองลำบากลำบนเดินทางมาเป็นปี ขออาหารมาตลอดทาง เพื่อมาพบพระอาจารย์เช่นนี้หรือ แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรและไหนๆ ก็มาแล้ว คงต้องปฏิบัติกับท่านนี้ไปก่อน เมื่อเสร็จงาน พระอาจารย์ชวนชายผู้นั้นกลับเข้าบ้าน แล้วท่านก็ขี่ม้ากลับบ้านไป เมื่อกลับถึงบ้าน พระอาจารย์คิดว่าทำอย่างไรดี ชายผู้นี้มาเดินทางอย่างยากลำบากมาเป็น ปี แต่ท่านไม่มีอะไรจะเลี้ยง ท่านอยากเลี้ยงอาหารดีๆ เพื่อต้อนรับลูกศิษย์ใหม่ ท่านจึงลงมือล้มม้า ขณะแล่เนื้อม้า ท่านกล่าวว่า “กระดูกของม้า นี่อย่าทิ้งนะ เอามากองไว้รวมกันก่อน ส่วนเนื้อนี่เรา มากินกัน” หลังจากต้มเนื้อม้าในหม้อ ท่านก็กินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับชวนลูกศิษย์ใหม่ว่า “กินสิ กินด้วย กัน” แต่ชายผู้นั้นกลับกินไม่ลง ท่านถามว่า “ทำไมไม่กินล่ะ” เขาตอบว่า “ไม่หิวเลย” เมื่อกินเสร็จ พระอาจารย์เสกกองกระดูกม้าให้กลับมามีชีวิตใหม่ ขณะนั้นเอง เขาจึงคิดได้ ว่าพระอาจารย์ท่านนี้น่าจะไม่ใช่บุคคลคธรรมดา แม้ว่าพฤติกรรมภายนอกจะดูไม่น่าเลื่อมใส ดื่มเหล้าและฆ่าม้าก็ตาม พระอาจารย์ถามต่อไปว่า “เราต้องสอนธรรมะใช่ไหม เพราะเธอลำบากลำบนมาเพื่อมา เรียนธรรมะ” ชายคนนั้นตอบว่า “ใช่ครับ” ท่านจึงให้เขามานั่งตรงหน้า แล้วสวดมนต์ ขณะที่ท่าน ทำสมาธิ เหนือกระหม่อมของท่านในอากาศเบื้องหน้า มีแสงเหมือนวงรุ้งปรากฏขึ้น กลางวงรุ้งมี พระพุทธเจ้าสมันตภัทร (กุนตุ ซังโป) ผู้เป็นกายแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฏขึ้น องค์ท่านมีสีน้ำเงิน อยู่ในท่าทำสมาธิ ชายคนนั้นพูดขึ้นว่า “พระอาจารย์ พระอาจารย์ ที่เหนือ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 13
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต กระหม่อมเบื้องหน้าท่านมีพระพุทธเจ้า” พระอาจารย์ถามกลับมาว่า “แล้วเธออยากปฏิบัติธรรม กับใคร อยากปฏิบัติกับเรา หรืออยากปฏิบัติกับพระพุทธเจ้าที่อยู่ในวงแสง” ชายคนนั้นสารภาพว่า เขาอยากปฏิบัติกับพระพุทธเจ้า เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านจึงเปล่งเสียง “…อา…” เมื่อสิ้นเสียง พระพุทธเจ้าองค์นั้นก็ค่อยๆ เล็กลง จนสลายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของท่าน ท่านถามอีกครั้งว่า “เธออยากปฏิบัติกับใคร” คราวนี้ เขาตอบว่า “อยากปฏิบัติกับพระอาจารย์” แต่พระอาจารย์บอกว่า เนื่องจากเธอยังมีความสงสัย ยังมีสิ่งปิดบังดวงตาของเธออยู่ ทำให้มองไม่ เห็นว่าอะไรคือสภาวธรรม จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะปฏิบัติกับเรา เธอต้องกลับไปบำเพ็ญบุญบารมีเพิ่ม ท่านจึงส่งเขาไปไถนาเพื่อสลายบาปกรรมและดับเครื่องเศร้าหมองในจิตใจ ชายผู้นั้นเข้าใจโดย ทันทีว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร จึงออกไปทำงานและบำเพ็ญบุญบารมี ทำทุกอย่างที่พระอาจารย์ บอก จนกระทั่งได้กลับไปปฏิบัติกับพระอาจารย์อีกครั้ง และได้กลายเป็นคุรุที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือความหมายของการเข้าถึงศรัทธาอันเป ี่ยมไปด้วยความเข้าใจอย่างตกผลึกซึ่งไม่ได้เกิด ขึ้นในวันแรกที่เราพบครูบาอาจารย์ ปณิธานเจ็ดประการของพุทธมหายาน ปณิธานของพุทธมหายานคือการบรรลุธรรมเพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงมีคำกล่าวว่า หาก ปัญญากับกรุณายิ่งใหญ่ จึงเป็นมหายาน โดยเราสามารถตรวจสอบว่าเรามีคุณสมบัติของความ เป็นมหายานหรือไม่ตามรายการดังนี้ และขอให้รายการนี้เป็นสิ่งเตือนใจให้เราได้ดำรงอยู่บนวิถี พุทธมหายานหากเรามีความตั้งใจที่จะดำรงอยู่ในวิถีนี้ หรือได้สมาทานศีลพระโพธิสัตว์ การสมาทานศีลอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าเราจะได้บรรลุสภาวะแห่งพุทธมหายาน มีความ จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติให้สภาวะนั้นสุกงอมในจิตของเรา 1. มีปณิธานที่จะบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่เพียงทำประโยชน์เพื่อตัว เอง คำว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายในที่นี้คือไม่เลือกมิตรหรือศัตรูไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือก มนุษย์หรืออมนุษย์ 2. มีการปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งหลาย สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 14
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต 3. มีปัญญา หากการปฏิบัตินั้นเป็นไปโดยไร้อัตตาตัวตน ก็แสดงว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็น ปัญญาอันยิ่งใหญ่ ปัญญาที่เน้นในมรรควิถีพระสูตรจึงเป็นปัญญาแห่งการไร้ตัวตน 4. มีความเพียรพยายาม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ว่าจะทรงเผยแผ่พระธรรมในวิถีใด ต่างเสด็จมาประสูติในแต่ละกัปกัลป์และประทับอยู่อย่างไม่เกียจคร้าน ทุกพระองค์เพียร พยายามบำเพ็ญบารมี ประกอบกรณียกิจเพื่อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์เหมือนกันหมด ผู้อยู่ บนวิถีนี้ก็ต้องตั้งสัจจะว่าจะเพียรพยายามเช่นกัน 5. ประสานกรุณากับปัญญา แม้เราจะดำรงชีวิตอยู่ในสังสารวัฏที่เต็มไปด้วยข้อเสีย เต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ มีข้อบกพร่องมากมาย แม้แต่ในโลกของการปฏิบัติธรรมที่เราเรียก ว่า สังสารวัฏสีขาว ซึ่งหมายความว่า แม้แต่ในวัดก็ยังเต็มไปด้วยกิเลส ฉะนั้น เมื่อเราดำรง อยู่ในสังสารวัฏ เรารู้วิธีที่จะทำให้ตัวเราไม่ตกไปอยู่ในข้อเสียของสังสารวัฏ เรียกว่า เรามี วิธีการอันเปี่ยมไปด้วยปัญญาและกรุณา 6. มีพละกำลัง ผู้อยู่ในวิถีนี้ต้องเปี่ยมไปด้วยกำลังกายกำลังใจเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้กับ ผู้อื่น 7. มีกรณียกิจ ไม่ว่าสังสารวัฏจะยาวนานเพียงไร ตราบเท่าที่สังสารวัฏยังคงดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจักขอดำรงอยู่เพื่อยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ นี่จึงเป็นคำสัญญาที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำ เล่าและได้รับการอ้างอิงจากคุรุอาจารย์อยู่เสมอ คำสอนเจ็ดขั้นตอนแห่งการเจริญโพธิจิต คำสอนเจ็ดขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่ต้องใคร่ครวญก่อนการฝึกปฏิบัติทงเลน เมื่อใคร่ครวญแล้ว เราจะฝึกปฏิบัติอย่างไม่ผิดพลาด มีความรักและกรุณาอย่างจริงใจ และมีความเพียรที่จะทำการ งานไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เพื่อประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 15
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต คำสอนเจ็ดขั้นตอนประกอบไปด้วยเหตุและผล ขั้นตอนที่ 1 เป็นเหตุของขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นผล ขั้นตอนที่ 2 เป็นเหตุของขั้นตอนที่ 3 ซึ่งเป็นผล ต่อเนื่องกันไป จนถึงขั้นตอนที่ 6 ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดขั้นตอนที่ 7 ขั้นตอนที่ 1 รู้ว่าทุกชีวิตล้วนแต่เป็นมารดา (มา ชีปะ) คำว่า มา แปลว่า แม่ ชีปะ แปลว่า รู้ ความหมายของ มา ชีปะ คือ รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายคือ มารดาหรือแม่ของตน นี่เป็นสิ่งแรกที่ต้องรู้ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในพระสูตรว่า ไม่มีสัตว์ใดไม่เคย เชื่อมโยงต่อกัน และตัวอย่างที่ชอบยกกันคือ สมมติว่าเรามีเมล็ดข้าวโพดสีดำหนึ่งเมล็ด แล้วนำไป คั่วรวมกับข้าวโพดเมล็ดสีขาวในหม้อ แม้เราจะบอกไม่ได้ว่ามีเมล็ดข้าวโพดสีขาวเมล็ดใดบ้างที่ไป สัมผัสเมล็ดข้าวโพดสีดำ แต่เราเชื่อว่าเมล็ดข้าวโพดสีขาวทั้งหมดเคยสัมผัสกับเมล็ดข้าวโพดสีดำ พวกเราก็เหมือนกับเมล็ดข้าวโพดสีดำ ที่ไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่เคยเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับเรา ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่เรียกว่าสังสารวัฏ เราไม่รู้ว่าในสายน้ำแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ เราเคยมีความสัมพันธ์กับชีวิตใดมาก่อน เมื่อไม่รู้ เราจึงต้องคิดว่าเรามีความสัมพันธ์กับทุกชีวิต ไม่ใช่คิดว่าเราไม่สัมพันธ์กับใครเลย ดังนิทานเรื่องหนึ่งที่ใช้ยกตัวอย่างความสัมพันธ์ของผู้คนในสังสารวัฏ เรื่องมีอยู่ว่า มีพระโพธิสัตว์ องค์หนึ่งมาประสูติเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มีญาณหยั่งรู้ ท่านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกอยู่บนตัก และกำลังกินเนื้อปลาอยู่ สุนัขตัวหนึ่งเดินเข้ามาหา ผู้หญิงคนนี้ก็เอาก้อนหินปาเพราะเกรงว่ามันจะ มาทำอันตรายลูกของเธอ เนื่องจากท่านเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้ ท่านจึงทราบว่าเด็กที่ผู้หญิงคนนี้อุ้ม อยู่อย่างรักใคร่นั้น ในอดีตชาติคือศัตรูของเธอเอง เนื้อปลาที่เธอกินอยู่คือพ่อของเธอเมื่อชาติที่ แล้ว ส่วนสุนัขคือแม่ในชาติที่แล้ว โยคีท่านนี้จึงเกิดความรู้สึกสังเวชใจ สังสารวัฏช่างไม่เที่ยงและ ไม่มีแก่นสาระ พวกเราต่างถูกลวงให้ยึดติดกับสิ่งที่เราเห็นในชาตินี้ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์อันลวงตา เรื่องนี้บอกเราว่าอย่ายึดติดเฉพาะสิ่งที่เห็น และให้รักทุกชีวิต ไม่ดูถูกชีวิตอื่นที่ดูต่ำต้อย กว่า หรือยกย่องเฉพาะชีวิตที่สูงกว่า เพราะไม่มีชีวิตใดที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรา ถ้าในชาตินี้ เรามีแม่ เราก็ต้องเคยมีแม่ในอดีตชาติ ด้วยสรุปไม่ได้ว่าใครเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน เราจึงต้อง คิดว่าทุกชีวิตคือแม่ของเรา นี่คือความหมายของคำว่า มา ชีปะ รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนเคยเป็น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 16
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต มารดา ในบทสวดมนต์ของฝ่ายทิเบต หรือคำกล่าวของฝ่ายทิเบต จึงมีคำว่า มา เซ็มแจน แปลว่า แม่สัตว์โลก เพื่อเตือนใจผู้คนว่าทุกชีวิตล้วนแต่เคยเป็นมารดา ขั้นตอนที่ 2 ระลึกถึงพระคุณ (ทริน เทรนปะ) ทริน แปลว่า บุญคุณ เทรน แปลว่า ระลึกถึง เมื่อเรารู้แล้วว่าทุกชีวิตคือแม่ เราก็ย่อมระลึก ถึงบุญคุณของพวกเขาเหล่านั้น โดยเริ่มคิดถึงบุญคุณของแม่ในชาตินี้ก่อน เพราะหากให้เราคิดถึง บุญคุณของแม่ทุกชีวิต เราอาจจะนึกไม่ออก ฝ่ายทิเบตใช้คำว่า แม่ เป็นคำกว้างๆ รวมความหมายของแม่และพ่อ แต่ก็จะเน้นที่แม่เป็น พิเศษเนื่องจากแม่อุ้มท้อง คลอดลูก และเลี้ยงดูลูกด้วยความรักใคร่ อาจารย์เยินเต็นเล่าให้ฟัง เสมอว่า คนทิเบตแม้ในปัจจุบันนี้เวลาเช็ดน้ำมูกให้ลูก เขาใช้ลิ้นเลีย เพราะหากใช้มือหรือกระดาษ ลูกอาจจะเจ็บ นี่เป็นการแสดงความรักอย่างที่สุดของแม่ ต่างจากแม่ที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งให้ ความรักและดูแลลูกไม่นานโดยทำไปตามสัญชาตญาณ แต่แม่ที่เป็นมนุษย์นั้น ดูแลตั้งแต่ลูกยังเล็ก จนโต ทั้งให้ความรัก ให้อาหาร หรือแม่บางคนอยู่อย่างยากจน เพราะต้องการเก็บสมบัติไว้ให้ลูก สิ่งเหล่านี้เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ของแม่ ขณะที่เราคิดถึงพระคุณของแม่ก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งด้วยการเพ่งจิตไปที่แม่ในชาตินี้ ผู้ให้กำเนิดชีวิตของเรา ในขณะนั้น ใจของเราไม่คิดถึงเรื่องอื่นนอกจากนึกถึงพระคุณของแม่ จนกระทั่งขนลุก น้ำตาไหล นั่นคือการทำสมาธิถึงความรักของแม่ หากแม่คนนี้ได้ให้ความรักและ ดูแลเราเช่นนี้ แม่ท่านอื่นๆ ในอดีตชาติก็ได้ให้ความรักแก่เราไม่ยิ่งหย่อนกว่าแม่ในปัจจุบัน การรำลึกถึงพระคุณของแม่เช่นนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ทรินเทรน เมื่อนึกถึงพระคุณแล้ว เราจะอยาก ตอบแทน บุญคุณซึ่งเป็นขั้นตอนถัดไป ขั้นตอนที่ 3 ตอบแทนพระคุณ (ทรินโซ) เมื่อตระหนักถึงบุญคุณของแม่แล้ว เราย่อมอยากตอบแทนบุญคุณ หากไม่ตอบแทนบุญ คุณ ในทางโลกก็ถือว่าเราเป็นบุคคลที่ใช้ไม่ได้ ไม่มีความกตัญญู ในทางธรรม เราจะขาดมงคลที่ สำคัญที่จะทำให้ชีวิตได้ก้าวหน้าไปในทางธรรม หากใครทำร้ายแม่ของเขาเอง ในคัมภีร์กล่าวว่า พระโพธิสัตว์จะร้องไห้ เพราะเสียพระทัยที่สัตว์โลกฆ่า หรือทำร้ายพ่อแม่ของตัวเอง สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 17
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต การตอบแทนบุญคุณทำอย่างไร เช่น เป็นคนดีของสังคม ปรนนิบัติต่อท่านด้วยความรัก พาท่านไปท่องเที่ยว หาอาหารอร่อยๆ ให้ท่านรับประทาน และดูแลยามเจ็บป่วย การตอบแทนเช่น นี้ช่วยดับทุกข์ของแม่ได้และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ แต่ก็เป็นการดับทุกข์เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะแม่ยังต้องไปเกิดใหม่ในสังสารวัฏแห่งการเกิดแก่เจ็บตายอันยาวนาน แม่ต้องไปเผชิญกับ ความทุกข์อีกไม่รู้จบ เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดถึงเพียงความทุกข์ของแม่ในชาตินี้ ถือว่าเป็นการ ตอบแทนพระคุณอย่างน้อยนิด เมื่อเทียบกับความทุกข์อันมากมายที่แม่ต้องไปเผชิญในสังสารวัฏ มีคำกล่าวว่า บุญคุณของแม่ แม้เราอุ้มแม่ไปเดินรอบเขาพระสุเมรุในจักรวาลต่างๆ ก็ตอบแทนไม่ หมด เพราะบุญคุณของแม่มีมากเหลือเกิน เป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่กว่าบุญคุณใดๆ การที่เรา ตอบแทนด้วยทรัพย์สิน เกียรติยศ ชื่อเสียง ในชาตินี้เพียงอย่างเดียว เป็นการตอบแทนที่ไม่ยั่งยืน เราต้องตอบแทนด้วยการดับทุกข์ของแม่ในทุกภพทุกชาติด้วย เราจะช่วยดับทุกข์ของแม่ได้อย่างไร หากเราไม่มีศักยภาพ เช่น เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง เราก็จะช่วยแม่ได้ไม่มาก เปรียบเสมือนเราจะช่วยผู้ยากไร้ แต่ตัวเราก็ขัดสน เช่นกัน เราก็ไม่สามารถช่วยเจือจุนเขาได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องภาวนาและปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุด เพื่อให้เราพร้อมที่จะตอบแทนพระคุณแม่และมีศักยภาพที่จะนำพาแม่ออกไปจากสังสารวัฏ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราปฏิบัติธรรมอย่างเดียว โดยไม่ดูแลปรนนิบัติแม่ในภพชาตินี้ หากท่านต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือ และในขณะที่เราดูแลท่าน มีความจำเป็นที่เราจะพูดจาด้วยถ้อยคำที่ทำให้ท่านมีความสุขและเบิกบานใจ การตอบแทนทั้ง ทางโลกและทางธรรมจึงมีความสำคัญ ขั้นตอนที่ 4 ทำสมาธิถึงเมตตาและความรัก (ชัมปา กม) เมื่อมีความปรารถนาที่จะตอบแทนบุญคุณ ก็จะเกิดความรักอันยิ่งใหญ่ ชัมปา แปลว่า ความรัก และ กม แปลว่า สมาธิ ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ถึงความรักและความปรารถนาดีไปยังแม่ สัตว์โลกโดยความรักที่แผ่ออกไปนั้นไม่มีประมาณ การทำสมาธิเช่นนี้บางทีเรียกว่า “เมตตา ภาวนา” อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเราจะเจริญเมตตาอย่างไร สัตว์โลกก็ยังมีความสุขไม่ได้หากจิตใจของ พวกเขาถูกครอบงำด้วยกิเลส เราจึงอยากปฏิบัติธรรมเพื่อให้กิเลสในจิตใจของเราหมดสิ้นไป สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 18
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต และเพื่อให้ได้กลับมาช่วยทำให้กิเลสของแม่สัตว์โลกหมดสิ้นไปด้วย นี่คือความหมายของคำว่า เมตตา ที่แท้ ซึ่งไม่ใช่เพียงความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขทางโลก แต่เป็นความปรารถนาให้มี ความสุขทางธรรมให้หมดสิ้นซึ่งกิเลสอาสวะ ให้มีจิตใจผ่องแผ้วและกลับคืนสู่สภาวะโดยเนื้อแท้ และเราไม่ได้ต้องการทำให้เพียงพ่อ แม่ ผู้มีพระคุณ บุคคลที่เรารักเท่านั้น แต่ทำให้กับทุกชีวิต เราจึงเรียกว่า มหาเมตตา ซึ่งเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ เป็นความรักอันไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข แบบเดียวกับที่พระพุทธเจ้ามี ขั้นตอนที่ 5 ทำสมาธิถึงความกรุณา (ญิงเจ กม) ญิงเจ (ออกเสียงว่า หนิงเจ) แปลว่าความกรุณา เป็นความปรารถนาให้สัตว์โลกปราศจาก ความทุกข์ มีคำกล่าวว่าความทุกข์เป็นดังเมฆหมอก เมฆหมอกจะหายไปได้เมื่อมีลมพัด ฉะนั้น หากลมแห่งความกรุณาพัดผ่าน ความทุกข์ก็จะสลายไปได้ เมื่อเราภาวนาถึงความกรุณา ความทุกข์ก็จะหายไป ความทุกข์ของสัตว์โลกแบ่งเป็นสามประเภทใหญ่ๆ : ประเภทแรก ความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นความทุกข์ที่ดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง เกิดกับทุกชีวิตในสังสารวัฏ ประเภทที่สอง ความทุกข์จากการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดกับสัตว์โลกในสุคติภูมิ เช่น เทวดาตกสวรรค์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานดังที่เรากล่าวว่าเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข เนื่องจากความสุขที่ได้รับไม่ยั่งยืน ขึ้นกับเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยหมดไป ความสุขก็หลุดลอยไป และประเภทที่สาม ความทุกข์จากความทุกข์ ซึ่งเกิดกับสัตว์โลกในอบายภูมิ เช่น สัตว์นรกและ เปรตมีทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสุข และสัตว์เดรัจฉานแม้ว่าบางตัวอาจมีชีวิตที่ดูสุข สบายก็มีทุกข์จากความโง่เขลาและอยู่กับความกลัวตลอดเวลา เปรียบเหมือนเรานั่งอยู่บนพื้น หญ้าที่ด้านล่างขั้นใต้ดินเป็นไฟจึงมีธรรมชาติเป็นความร้อนที่แอบแฝง โดยปกติแล้ว เมื่อเราเห็นคนอื่นมีทุกข์ หากเป็นแม่ เป็นลูก เพื่อนหรือบุคคลที่เรารัก เราก็ คงจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไม่ลังเล แต่หากเป็นคนแปลกหน้า บางครั้งเราจะพิจารณาก่อนว่าเรา ช่วยได้หรือไม่ หากช่วยได้ เราก็อาจจะเข้าไปช่วย หรือถ้าช่วยไม่ได้ เราก็สามารถช่วยทางอ้อมผ่าน การสวดมนต์ภาวนาหรือมอบสิ่งที่จะทำให้เขาคลายจากความทุกข์ แต่วิถีพุทธวัชรยานสอนให้เรา มีความกรุณาแบบที่เราไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ให้เรารักและกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายดุจดังพวกเขา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 19
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต คือลูกคนเดียวของเรา สมมติว่าลูกของเราถูกไฟไหม้ เราจะไม่คิดถึงสิ่งใด นอกจากหาทางช่วย เหลือโดยทันทีอย่างเต็มความสามารถ นั่นคือความกรุณาแบบที่วัชรยานสอนเรา หากมีความ กรุณาเช่นนี้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นความกรุณาอันยิ่งใหญ่ ขั้นตอนที่ 6 การทำสมาธิ (ลักซัม กม) การทำสมาธิเช่นนี้เกิดจากจิตบริสุทธิ์ แน่วแน่ เปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่จะทำประโยชน์ต่อ สรรพสัตว์ เมื่อเรามีเมตตาและกรุณาแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะตั้งสัจจะเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ สัตว์โลกทั้งหลายที่เคยเป็นแม่ของเรา การตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการขอบรรลุธรรมเพื่อช่วยให้ สรรพสัตว์ได้หลุดพ้น ขั้นตอนนี้เป็นมากกว่าการคิดว่าจะตอบแทนพระคุณ (ขั้นตอนที่ 3) เราขอตั้ง สัจจะที่จะทำเพื่อผู้อื่นและพยายามอย่างดีที่สุดที่จะปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญบารมี ละวางจาก อกุศลกรรมทั้งหลาย จนกระทั่งเข้าถึงการตระหนักรู้โดยสมบูรณ์ อันนำไปสู่ขั้นตอนที่ 7 ขั้นตอนที่ 7 โพธิจิต จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อย่างไรก็ดี น้อยคนนักจะเข้าถึงโพธิจิตโดยทันที ส่วนใหญ่แล้วจะ ต้องผ่านการคิดใคร่ครวญตามลำดับว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นแม่ของเรา (ขั้นตอนที่ 1) และมี ความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม เข้าใจชาติภพอย่างชัดเจน เมื่อเข้าใจจึงสำนึกในบุญคุญ เมื่อสำนึก ในบุญคุณก็อยากตอบแทนบุญคุณ คนทิเบตจำนวนมาก เมื่อพ่อแม่จากไป เขาจะทำให้ทุกอย่าง เพื่อให้พ่อแม่ได้รับบุญกุศล เมื่อเราเข้าถึงความรู้สึกว่าต้องตอบแทนบุญคุณ ความรักจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ความรัก และความกรุณาที่ไม่มีประมาณตรงนี้จะทำให้เกิดจิตอันผ่องแผ้ว จนกระทั่งจิตของเรากลายเป็น โพธิจิตอันสมบูรณ์ อันเป็นประตูสู่การบรรลุธรรม แม่และคุรุผู้มีพระคุณสูงสุดของชีวิต ไม่ว่าเราจะมีชีวิตทางโลกหรือทางธรรม มีคำหนึ่งที่สำคัญมากคือคำว่า บุญคุณ และการ ตอบแทนบุญคุณ สำหรับชาวทิเบตแล้วในโลกนี้มีบุคคลสองคนที่ถือว่ามีบุญคุณที่สุด ท่านหนึ่งคือ แม่ หรือ อาม่า และอีกท่านคือ คุรุหรือลามะ (ออกเสียง ลามา) สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 20
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต สัตว์โลกประกอบไปด้วยกายและจิต ผู้ที่ให้กายแก่เราคือพ่อแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ เพราะท่านต้องอุ้มท้องเก้าเดือน ท่านจึงเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ และเมื่อคลอดเราแล้ว ความรัก ของแม่ที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตของลูกนั้นไม่สามารถพรรณนาได้ ขณะที่ลูกยังกินข้าวไม่เป็น แม่ก็ให้ อาหาร เช่น ให้นม ป้อนอาหาร หรือเคี้ยวอาหารให้ เพื่อให้อาหารนั้นย่อยง่ายและทดสอบก่อนว่า ปลอดภัย เมื่อตอนเป็นเด็ก ลูกไม่รู้ภาษา แม่ก็ช่วยถ่ายทอดภาษาและความรู้ทุกอย่างให้ ด้วยเหตุนี้ แม่จึงมีพระคุณยิ่งใหญ่ แล้วเราจะตอบแทนพระคุณของท่านอย่างไร ในทางโลก เราซื้อหาหรือพา ท่านไปรับประทานอาหารที่อร่อย หาเสื้อผ้าที่ดีที่สุดให้ท่าน พูดจาอ่อนหวานกับท่าน ดูแลท่านใน ยามเจ็บป่วย แต่การตอบแทนนี้แม้ว่าสำคัญก็ยังไม่เพียงพอ มีความจำเป็นที่เราจะต้องฝึกปฏิบัติ จนบรรลุธรรมซึ่งจะเป็นการตอบแทนพระคุณของแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเราจะสามารถช่วยให้ แม่หลุดพ้นจากความทุกข์แห่งสังสารวัฏได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเจริญโพธิจิต และเรียนรู้ธรรมชาติ ของจิต โดยบุคคลที่จะทำให้เราเข้าใจจิตของเราได้อย่างถ่องแท้ก็คือ คุรุ ซึ่งหมายถึงมารดาที่ ประเสริฐกว่ามารดาใดๆ เราเรียกผู้นำทางจิตวิญญาณว่า คุรุ ไม่ใช่เพราะเครื่องแบบที่ท่านสวมใส่ หรือตำแหน่ง ใหญ่โตที่ท่านอาจมี แต่เพราะท่านมีศักยภาพที่จะช่วยนำพาชีวิตของเราได้และเพราะการตื่นรู้ ภายในของท่าน ท่านมีความสามารถในการเกื้อหนุน สั่งสอน และดูแลศิษย์ โดยเฉพาะทำให้เขา เข้าใจจิตที่แท้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำกล่าวว่า หากเปรียบคุรุกับพระพุทธเจ้าแล้ว คุรุมีพระคุณมากกว่า เพราะพระพุทธเจ้าเสด็จจากไป พระองค์ไม่ได้อยู่กับเราในขณะนี้ แต่คุรุอยู่กับเรา ท่านเป็นผู้ที่สั่ง สอนเราตามคำสอนและการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดและฝึกฝน หากเราพากเพียร ปฏิบัติตามสิ่งที่คุรุสอนจนสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเราได้ตอบแทนพระคุณของท่าน ไม่เพียงเท่านั้นแต่เรา ยังได้ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ เพราะไม่ว่าท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจพระธรรม พ่อแม่ทั้งหลาย ล้วนแต่ต้องการให้ลูกเป็นคนดี แล้วถ้าเราปฏิบัติธรรมอย่างเป็นนิจศีลจนเข้าถึงสภาวธรรม เราก็จะเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ โดยมีกำไรอันยิ่งใหญ่คือการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวว่า “ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดคือลูกศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุผลตามที่คุรุ สอน” ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เดินตามคุรุอาจารย์ คอยดูแล เกื้อหนุนปัจจัยสี่ ซึ่งก็เป็นสิ่งดี แต่การ ตอบแทนพระคุณต้องมีมากกว่านั้นด้วยการฝึกฝนจนจิตของศิษย์เป็นหนึ่งเดียวกับจิตของคุรุ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 21
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต โพธิจิตคือเมล็ดพันธุ์ “โพธิจิตคือเมล็ดพันธุ์ ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ก็จะไม่มีต้นไม้ใดๆ เติบโต” นี่คือคำสอนแรกของ ทงเลน ในการทำสมาธิทงเลน เราต้องแลกเปลี่ยนตัวเรากับผู้อื่น หากเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มี อัตตาตัวตนสูง การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติทงเลนได้ดีที่สุดคือผู้ที่มี โพธิจิต ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องรู้จักความหมายที่แท้ของคำว่าโพธิจิต โพธิ คือ ตื่นรู้ เหมือนจิตของพระพุทธเจ้าที่ละวางจากสังสารวัฏ ไม่ยึดติดกับตัวตน ความหมายของโพธิจิตคือความปรารถนาที่จะปฏิบัติธรรมหรือทำกิจการต่างๆ จนเข้าถึง พระสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งทำให้มีศักยภาพที่จะช่วยผู้อื่นให้เข้าถึงสภาวะนี้ด้วย โพธิจิตจึงเป็นการ ตั้งปณิธานหรือความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปฏิบัติธรรมรวมทั้งทำการกระทำใดๆ เพื่อประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอรหันต์ หรือพระปัจเจกพุทธ แต่ปฏิบัติเพื่อบรรลุสภาวะเดียวกับพระพุทธเจ้าซึ่งจะทำให้สามารถกลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง หลาย ในคัมภีร์ระบุว่า โพธิจิตไม่ใช่ความเมตตากรุณาทั่วไป ไม่ใช่แค่รักผู้อื่น ซึ่งยังไม่เพียงพอ แต่ต้องรักผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ เราจึงมีวิริยะในการปฏิบัติจนเข้าถึงการหลุดพ้น เพื่อจะสามารถช่วย ให้เขาเข้าถึงการหลุดพ้นได้ โพธิจิตจึงเป็นพลังที่ทำให้เกิดความเพียรพยายามโดยมีเป้าหมายที่ สูงส่งอยู่เบื้องหน้า ในพระสูตรมีการพูดถึงการตั้งจิตแบบโพธิจิตว่ามีอยู่สามแบบคือ แบบผู้นำทาง (หรือบางที เรียกว่า แบบกษัตริย์หรือเจ้านคร) บุคคลผู้เจริญโพธิจิตเดินทางไปสำรวจเส้นทางก่อน แล้วค่อย กลับมานำพาผู้อื่นไป แบบคนพายเรือ ซึ่งจะไปพร้อมกับผู้โดยสาร เพื่อที่วันหนึ่งจะเข้าสู่ฝั่งพระ โพธิญาณพร้อมกัน และแบบนักเลี้ยงแกะ เน้นให้แกะ (ซึ่งหมายถึงผู้อื่น) ไปก่อน ในทิเบต แกะมี อันตรายจากสุนัขจิ้งจอก นักเลี้ยงแกะจึงต้องแน่ใจว่าแกะกลับเข้าไปในคอกทั้งหมดแล้ว เขาจึงจะ กลับบ้าน นี่คือการปวารณาตัวของผู้ที่ตั้งปณิธานแบบพระโพธิสัตว์ โพธิจิตยังแบ่งออกเป็นการตั้งจิตหรือการสวดบทเจริญโพธิจิตเฉยๆ แต่ไม่ได้ลงมือกระทำ กับการตั้งจิตแล้วลงมือทำจริง แน่นอนว่าอย่างหลังย่อมนำไปสู่จิตแห่งการตรัสรู้ที่แท้ ในคัมภีร์กล่าวถึงการสนทนาระหว่างพระอาจารย์เทรนปา นัมคา กับศิษย์ของท่าน ดังนี้ ศิษย์ถามพระอาจารย์ว่า “บุคคลใดในโลกนี้ที่ถือว่าวิเศษสุด” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 22
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต พระอาจารย์ตอบว่า “บุคคลที่ไม่คิดถึงตัวเองเลยแม้เพียงขณะเดียว ถือว่าเป็นคนที่ วิเศษสุด” ศิษย์ถามต่อว่า “ในพระธรรม 84,000 ธรรมขันธ์ พระธรรมใดถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด” พระอาจารย์ตอบว่า “พระธรรมที่ว่าด้วยโพธิจิต” ศิษย์ถามต่ออีกว่า “แล้วยานใดที่ถือว่าเป็นมหายาน” พระอาจารย์ตอบว่า “ยานที่เปี่ยมไปด้วยความรักและกรุณา นอกเหนือจากนี้ไม่มียาน อื่นอีกแล้วที่จะได้ชื่อว่ามหายาน" พระอาจารย์เทรนปา นัมคา เน้นว่า สิ่งที่ท่านรจนานี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เข้าถึงโพธิจิต หรือผู้เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว ท่านรจนาคัมภีร์นี้เพื่อผู้สนใจทั่วไปที่จะฝึกฝนบนหนทางแห่งโพธิจิต บทสวดเจริญโพธิจิต ทงเลนเป็นวิธีการทำสมาธิเพื่อให้โพธิจิตบังเกิดขึ้นในใจเราอย่างรวดเร็วจริงๆ เรามีโพธิจิต ในจิตเดิมแท้แต่แรกเริ่ม แต่โพธิจิตนี้ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกแห่งอวิชชา เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ถูกบดบังโดยกลุ่มเมฆ ดังนั้น ก่อนปฏิบัติเราจึงมักสวดบทเจริญโพธิจิต เพื่อเตือนตัวเองว่าเราทำ ทงเลนด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้ บทเจริญโพธิจิตมีหลายบทขึ้นอยู่กับมรรควิถีและสายการปฏิบัติ และแม้แต่ในหนึ่งมรรค วิถีก็ยังมีบทเจริญโพธิจิตที่หลากหลาย สำหรับบทที่ยกมานี้เป็นบทปฏิบัติเบื้องต้น (เงินโดร) ที่ผู้ปฏิบัติธรรมในสายอาทรี ซกเชน สวดกันเป็นประจำ เราสามารถสวดบทนี้ในทุกที่ที่เราอยู่ ในทุกสภาวะที่เราเป็น ไม่ว่าเราจะกำลังมีความสุข อย่างที่สุด หรือทุกข์อย่างที่สุด ขอให้เราอย่าลืมเจริญโพธิจิต แผ่กุศลผลบุญที่เราได้เคยทำในภพ ชาติไม่ถ้วนในกาลทั้งสามอันได้แก่ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต ให้เป็นเหตุปัจจัยให้ชีวิตทั้งหลายผู้ เป็นดังแม่ของเราได้ประสบความสุขอันเป็นนิรันดร์ ให้พวกเขาได้เข้าถึงพระโพธิญาณ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 23
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต บทเจริญโพธิจิต จินตา เกียลวา พักปา จิฉิน ตุ ติสก ตูซุม เกเว เทอปา จิ เซ็มแจน ซังเจ ทบปา ชาเว ชี ตักนิ ชังฉุบ ชกตุเซ็มเจด โด ดังพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงเจริญโพธิจิต ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในสามกาล ข้าพเจ้าขอเจริญโพธิจิต เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ คำสวดนี้เป็นคำสวดที่คุรุอาจารย์ได้สวดกันมานานหลายศตวรรษ จึงทำให้เรามีวันคืนดีๆ ที่เรายัง คงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางกระแสแห่งความขัดแย้ง ความวุ่นวายแห่งสงคราม และการทำร้ายกัน หากเราหมั่นตั้งจิตอันประเสริฐเช่นนี้ นอกจากตัวเราจะได้รับประโยชน์เพราะ เราได้บำเพ็ญบารมีให้กับตัวเราเองแล้ว ลูกหลานของเราก็จะได้รับประโยชน์ด้วย เราได้ให้คำ อธิษฐานแก่แผ่นดิน ทำให้แผ่นดินแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อนาบุญอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อลูก หลานของเราเท่านั้น เราจะทำให้กับลูกหลานนับจำนวนไม่ถ้วนที่จะเกิดมาในอนาคต อานิสงส์ของโพธิจิต 1. ทำให้เป็นพระโพธิสัตว์ที่แท้ มีคำกล่าวว่า ถ้าบุคคลใดก็ตามเจริญโพธิจิต แล้วจิตของเขา บริสุทธิ์สมบูรณ์ เป็นโพธิจิตที่แท้ บุคคลนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เรียกว่า ยุงตรุง เซ็มปะ แปลว่า ผู้กล้าที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ หรือ ชังฉุบ เซ็มปะ ผู้ที่เข้าถึงการตื่นรู้ อย่างสมบูรณ์ บุคคลนั้นจะเป็นภาชนะที่เหมาะสมสำหรับการนอบน้อมของมนุษย์และ เทวดา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 24
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต 2. โพธิจิตทำให้กิเลสเครื่องเศร้าหมองหมดไป มีคำกล่าวว่าผลบุญจากการเจริญโพธิจิตจะ ไม่มีวันหมดสิ้น ดุจดังน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้งจากทะเล และตราบเท่าที่สังสารวัฏยังคง ดำรงอยู่ ผลบุญของการเจริญโพธิจิตจะยังคงอยู่ ไม่มีวันหมดสิ้นไป กุศลใดๆ ก็ตาม เทียบไม่ได้กับการเจริญโพธิจิต แม้ผู้ที่ทำอนันตริยกรรม ซึ่งถือว่าเป็นบาปอันร้ายแรงนำ ไปสู่การตกนรกโดยทันที แต่หากผู้นั้นสำนึกผิด และทุ่มเทกายวาจาใจให้กับการเจริญ โพธิจิตไปตลอด บุคคลผู้นั้นก็ได้รับการคุ้มครอง บาปกรรมก็จะสลายไปได้ เหมือนกับวัน ที่มืดมิด ไม่มีแสงแดด แล้วอยู่ๆ ก็มีพระอาทิตย์ส่องแสงลงมา สลายความมืดมิดไปทันที และมีการเปรียบว่าโพธิจิตเป็นดังต้นอรูระ ซึ่งเป็นราชาแห่งยา เป็นสมุนไพรที่รักษาได้ทุก โรค โพธิจิตสามารถรักษาความเจ็บป่วยทั้งหลายที่เกิดจากพิษแห่งกิเลส 3. ตราบเท่าที่โพธิจิตไม่เสื่อมสลายไป จะก่อให้เกิดนิพพานในสังสารวัฏ คุรุอาจารย์ที่เข้าถึง โพธิจิตโดยสมบูรณ์ แม้ท่านจะดำรงอยู่ในสังสารวัฏ แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือทำอะไร ก็ตาม ท่านก็จะไม่ถูกแปดเปื้อนโดยมลทินของสังสารวัฏ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งสาม กาลจึงต่างยึดถือหนทางแห่งโพธิจิตเป็นหนทางธรรมเพียงหนทางเดียว พระพุทธเจ้าทั้ง หลายจึงทรงเจริญโพธิจิต โพธิจิตคือแก่นสาระของพุทธะที่อยู่ในจิตของพระโพธิสัตว์ และคุรุอาจารย์ทุกท่าน โพธิจิตมั่นคงด้วยทงเลน การทำสมาธิทงเลนเป็นการภาวนาที่ทำให้เรามีศักยภาพ มีวิธีที่จะเชื่อมโยงและช่วยเหลือผู้ อื่น ในการช่วยเหลือผู้อื่น เราจะรู้วิธีในการช่วยเหลือตัวเรา อย่างไรก็ดี แม้การปฏิบัติทงเลนจะเน้น ทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่สุดท้ายผู้ที่ได้รับประโยชน์มากกว่าผู้ใดก็คือตัวเราเอง หากเราเข้าถึงหัวใจของการปฏิบัติ เราจะไม่ถูกความทุกข์รบกวน เพราะเราเข้าใจธรรมชาติของ ทุกข์ว่าไม่ได้เกิดกับเราเพียงคนเดียว ในคัมภีร์ ลัมริม ดวงประทีปชัดใสแห่งคำสอน พระอาจารย์มหาบัณฑิตยังได้เล่าเรื่องการ สนทนาธรรมของพระอาจารย์กับศิษย์คู่หนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ ครั้งหนึ่งศิษย์ถามคุรุว่า “บุคคลใดได้ชื่อว่าวิเศษกว่าบุคคลใดๆ ” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 25
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต คุรุตอบว่า “ผู้ที่ละความปรารถนาของตัวเอง แล้วดำรงอยู่เพื่อความปรารถนาของผู้ อื่นเท่านั้น ถือว่าวิเศษยิ่งกว่าบุคคลใดๆ ” ศิษย์ถามต่อว่า “หนทางธรรมใดสำคัญที่สุดและเรียกว่าเป็นหนทางที่ยิ่งใหญ่” ท่านตอบว่า “หนทางแห่งโพธิจิตที่คิดแต่จะยังประโยชน์ให้สรรพสัตว์” ศิษย์ถามต่อไปอีกว่า “แล้วยานใดถึงจะเรียกว่าเป็นยานที่ยิ่งใหญ่” คุรุยิ้มและกล่าวว่า “ยานอันเปี่ยมล้นด้วยความกรุณา” ผู้ปฏิบัติธรรมด้วยจิตอันเปี่ยมล้นด้วยความกรุณาจึงเป็น “นักรบแห่งจิตวิญญาณ” เป็นผู้ที่ กล้าทิ้งความปรารถนาของตัวเองแล้วให้ความสำคัญกับความปรารถนาของผู้อื่น กล้าให้เวลากับ การช่วยเหลือผู้อื่น แม้ตัวเองจะต้องเสียเวลาไปเป็นวันๆ ความหมายของทงเลน ทงเลนเป็นความรู้เฉพาะทาง เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งในหลายวิธีของทิเบต หากเรา ทำได้ดี เราจะมีความสุขและพึงพอใจไปตลอดชีวิต นอกจากจะเป็นวิธีการทำสมาธิแล้ว ทงเลนยัง เชื่อมโยงกับการตั้งจิตและพฤติกรรมทั้งหลายในการดำรงชีวิตของเรา ครูบาอาจารย์ทิเบตที่ ปฏิบัติทงเลนจึงเป็นผู้มีความสุข ชีวิตของท่านเหล่านั้นเรียบง่าย แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับความ หมายของทงเลนก่อน ความหมายของทงเลน ชื่อเต็มของการปฏิบัติทงเลนมาจากคำว่า เตตุก ทงเลน คำว่า เต มาจากคำว่า เตวา แปล ว่า ความสุข ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงแค่กินข้าวอิ่มแล้วมีความสุข หรืออากาศดีแล้วมีความสุข แต่ความสุขในที่นี้หมายถึงความสุขที่เป็นมหาสุข (bliss) ไม่ใช่แค่ความสุข (happiness) ธรรมดา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 26
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ตุก มาจากคำว่า ตุกเง แปลว่า ความทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติคือมีทั้งสุขและ ทุกข์ ทง หรือชาวทิเบตบางถิ่นออกเสียงว่า ตง หมายถึง ให้ หรือส่ง ส่งออกไป เลน หมายถึง รับ รับเข้ามา เราให้อะไร และรับอะไร หากต้องตอบสั้นๆ ก็คือให้ความสุข รับความทุกข์ สำหรับความสุขที่ผู้ปฏิบัติส่งออกไปเป็น ความสุขที่อยู่บนพื้นฐานของความรักอย่างเต็มเปี่ยม และไม่ใช่สักแต่ว่าให้หรือให้เพราะถูกบีบ บังคับ แต่ให้เพราะเข้าใจ เมื่อเข้าใจจะมีความรักที่เราเรียกว่า “เมตตา” เพราะฉะนั้นตอนให้เราได้ บำเพ็ญเมตตาภาวนา ซึ่งนอกจากจะให้ความสุข ความปีติยินดีแล้ว เรายังให้คำอธิษฐานที่ ประเสริฐ ซึ่งในคัมภีร์พูดถึงว่าเราจะให้ทั้งปัจจัยภายนอกกับปัจจัยภายในที่เกี่ยวโยงกับธรรมะ สำหรับปัจจัยภายนอกที่มอบให้ในขณะทำทงเลนคือ ขอให้เขาได้มีกัลยาณมิตรซึ่งเป็นเพื่อน ที่แท้ ให้ได้พบคุรุอาจารย์ เพราะถ้าขาดคุรุอาจารย์ชี้นำ ก็อาจจะเข้าใจผิดพลาด ทำให้ไม่บรรลุผล รวมทั้งเราขอให้ผู้รับได้สิ่งที่จะเกื้อหนุนชีวิตทางธรรม เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ส่วนปัจจัยภายในที่เราจะมอบให้ก็คือ ขอให้ผู้รับมีจิตที่ไม่ยึดติดกับชีวิตในสังสารวัฏ เป็นจิต แห่งการตื่นรู้ และที่น่าสนใจคือเรายังมอบมุมมองที่ประเสริฐ คำว่าประเสริฐหมายถึงบริสุทธิ์ เป็นมุมมองที่ไม่ด่างพร้อยด้วยการปรุงแต่งใดๆ ขอให้เขามีมุมมองที่ถูกต้องต่อชีวิต ซึ่งมุมมองนั้น จะเป็นสภาวธรรมที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตเขา และช่วยให้เขาเกิดการตื่นรู้ที่แท้ที่มาจากภายในของตัว เอง (Realization) เมื่อเป็นดังนี้ เขาจะได้เข้าถึงมหาสุข และเหตุแห่งสุขทั้งปวง อันจะนำไปสู่การ หลุดพ้น ในการปฏิบัติทงเลน เราได้ให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ผ่านลมหายใจของเราเอง ส่วนการรับ เราขอรับทุกอย่างที่เป็นความทุกข์เข้ามา โดยอาจจะเป็นความทุกข์ของเราเอง หรือของผู้อื่น โดยในการรับนั้น เราได้บ่มเพราะความกรุณา กระนั้นก็ดี สำหรับบางคน การรับเป็น สิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องโพธิจิตมาก่อน เมื่อได้ยินสิ่งที่เราจะต้องรับจากการ ปฏิบัติทงเลนก็ไม่อยากปฏิบัติ เพราะกลัว เราจึงต้องหมั่นสวดบทเจริญโพธิจิตเพื่อเตือนตัวเอง จิตแห่งการตื่นรู้เช่นนั้นจะทำให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องและเกิดความรักความกรุณาอย่างไม่มี ประมาณ พลังความรักความกรุณาเช่นนี้จะทำให้ความกลัวซึ่งเกิดจากการยึดติดในตัวตนลดน้อย จนหมดสิ้นไป สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 27
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต บทสวดทงเลนและความหมาย การฝึกทงเลนจะมีพลังมาก หากเราหมั่นสวดบทสวดมนต์นี้ เพราะนอกจากจะช่วยเตรียม จิตของเราให้มีความพร้อมแล้ว ยังเป็นการขอพรจากครูบาอาจารย์ที่เคยสวดมนต์บทนี้ ขอให้เรามี ความสามารถในการให้และการรับ โกนชก ซุมจี เต็มปา ตัง เพินญิด เต็มเป เต็มปา ยี โตรเว ติกตุก จิยัง รุง เทกูน ตักลา มินจูร์จิก ด้วยสภาวธรรมแห่งพระรัตนตรัย และความเป็นธรรมดา ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์โศกเพียงไร ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และโศกนั้น ตักแฉน เญินมง ชังวา โช ติกปา ทัมเจ ตักปา โช เลแงน นัมมิน เซปา โช ผูเลิน แลนชัก เคปา โช เนิดเช ตุกเซ็ม ฉีวา โช ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป ขอให้บาปกรรมได้รับการสลาย ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง ขอให้จิตแห่งการทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 28
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต กังฉิก ตักลา เตจูร์ตัม เมิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง ซังแงน เลจี เทรวา นัม ตักกี ทาปา ทงปา โช ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ เซ็มแจน แฉนลา เนิดปา นิ วาปูเซซัม มิเช จิง แพนเต มาลูดรุบนูโช เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง เพินญิด เต็มเป เต็มบา ตัง ตักกิ ซัมจอร์เกเว ทู เมินลัม ตับฉิน ดรุบปา โช สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 29
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู ลายัง โตรเติน มาลูทาชิน โช ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้ ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช อันท ี่จร ิงบทสวดภาวนาทงเลนม ีหลายบท แต ่บทน ี้ม ีความพ ิเศษตรงท ี่รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า พระอาจารย์ชาซา ริมโปเช และ เป็นบทที่ผู้เขียนได้รับมอบจากพระปฐมอาจารย์ คือ พระอาจารย์ลาเซ ริมโปเช ผู้เป็นศิษย์ของ พระอาจารย์ชาซา ริมโปเช ท่านเป็นผู้ที่เปลี่ยนจิตของผู้เขียนให้ละทิ้งการงานทางโลกเพื่อการ ปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ชาซา ริมโปเช เป็นพระภิกษุ แต่ในช่วงที่อยู่จำศีลภาวนาท่านเป็นโยคี (ไม่ปลงผม) ท่านเป็นคุรุอยู่จนถึง ค.ศ. 1934 ในปีนั้นท่านละสังขารด้วยวิธีพิเศษ ตอนที่ท่านละ สังขาร ท่านทำสมาธิอยู่ในกระโจมเป็นเวลา 7 วัน กระโจมนี้เป็นกระโจมปิดอย่างดี ไม่มีใครเข้า ออกได้ ในแต่ละวันที่ท่านทำสมาธิอยู่ในกระโจม ร่างของท่านค่อยๆ สลายไปรวมกับอากาศข้าง สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 30
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต นอก จึงมีรุ้งกินน้ำเกิดขึ้นมากมาย อันเป็นสัญญาณว่าท่านได้เข้าถึงกายรุ้ง (Rainbow Body) ซึ่ง เป็นสัญญาณว่าท่านเข้าถึงการบรรลุธรรมอย่างสมบูรณ์ และท่านจะไม่กลับมาเกิดอีก การได้กายรุ้งของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายในยุคสมัย นี้หันมาสนใจการปฏิบัติธรรม ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านยังเป็นคุรุที่มีลูกศิษย์มากมายทั้งในวิถี ยุงตรุงเพิน (พุทธเพิน/เพิน) ที่ท่านฝึกปฏิบัติเป็นหลักและในนิกายอื่นๆ ของพุทธวัชรยาน เรามีคำพูดว่า เมื่อครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ชิดเรา พรของท่านจะมาถึงเราอย่างรวดเร็ว เมื่อเราสวดบททงเลนนี้ จึงเหมือนพระอาจารย์ชาซา ริมโปเชอยู่ไม่ไกลจากเรา ขอให้เรามีความ มั่นใจว่าพรจะหลั่งไหลมาและการฝึกปฏิบัติทงเลนของเราจะมั่นคง คำอธิบายบทสวดทงเลน การสวดมนต์เป็นเรื่องสำคัญมาก ขณะสวดมนต์ใจไม่ควรวอกแวก แต่พุ่งเน้นไปที่ความ หมายของแต่ละคำที่สวด มีคำกล่าวในภาษาทิเบตว่า “ถ้าเราสวดมนต์แล้วไม่เข้าใจความหมาย หรือไม่ทำความเข้าใจกับความหมาย แม้ว่าจะได้รับพร หรือมีบุญกุศลเกิดขึ้น เพราะบทสวดเป็น พระวจนะของพระพุทธเจ้า แต่บทสวดจะไม่เติบโตในหัวใจ เพราะเราไม่เข้าใจความหมาย” ไม่ต่าง จากการที่เราสอนนกแก้วนกขุนทองให้สวด โอม มณี เปเม ฮุง มันสวดได้ แต่ไม่รู้ความหมาย ด้วยสภาวธรรมแห่งพระรัตนตรัย และความเป็นธรรมดา ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์โศกเพียงไร ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และโศกนั้น “ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์โศกเพียงไร ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และโศกนั้น” เป็นคำอธิษฐานที่ยิ่ง ใหญ่เหลือเกิน หากเราอธิษฐานเช่นนี้เสมอ เราจะไม่ทุกข์ เพราะว่าเราต้องการและตั้งใจที่จะแบ่ง รับความทุกข์ของผู้อื่น และทำให้เรากล้าที่จะรับความทุกข์ของตัวเอง เหมือนการ “หนามยอก เอา หนามบ่ง” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 31
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต สำหรับคำว่า “ความเป็นธรรมดา” หมายถึง สภาวธรรม สภาวะแห่งการเข้าถึงสัจธรรม ซึ่ง หากเราเข้าถึงสภาวะนั้นได้จะเกิดปัญญายิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยปัญญาและผลบุญในการเข้าไปถึงสภาวะ นี้ ขอให้คำอธิษฐานของเราสัมฤทธิ์ผล ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป ขอให้บาปกรรมได้รับการสลาย ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง ขอให้จิตแห่งทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป คำว่า “ขอให้บาปกรรมได้รับการสลาย ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป ขอให้หนี้กรรมได้รับการ ชำระล้าง” หมายถึงบาปกรรม ผลกรรม หนี้กรรมของข้าพเจ้าและสรรพสัตว์ ในสายวัชรยานเชื่อ ว่า เราเคยเกิดและมีพ่อแม่มาแล้วนับภพชาติไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ทำสิ่งต่างๆ มามากมาย การกระทำที่เราเคยทำเรียกว่ากรรม มีทั้งกรรมดี กรรมชั่ว หากทำกรรมดีย่อมส่งผลเป็นบุญ ทำกรรมไม่ดีย่อมส่งผลเป็นบาป บุญและบาปไม่ได้หายไปไหน แต่ประทับอยู่ในดวงจิตของเรา และ ไม่เพียงประทับอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เรามีสุขและทุกข์ในทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าเราเคยทำบาปกรรม ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป อย่าได้ติดตามไปในภพชาติหน้า และในขณะที่เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง คือหากเราได้ทำอะไรผิดขอ ให้ผลกรรมนั้นปรากฏอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าผลกรรมพอกพูนไปในภพชาติหน้า เราอาจจะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือเราอาจเกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่ครบสมบูรณ์ ไปเกิดในแดนสงคราม ไม่ได้ฟังพระธรรม เกิดมายากไร้ หรือมีความทุกข์อย่างมากจนไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เพราะ ไม่มีปัจจัยเกื้อหนุน ดังนั้นเมื่อเราสนใจปฏิบัติธรรมในชีวิตนี้แล้ว หากมีผลกรรมใดที่เราได้เคยทำ ขอให้สุกงอม ในขณะที่เรามีจิตที่ดี ในขณะที่เราได้เรียนรู้พระธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมจะช่วยให้เรารับมือกับ ผลกรรมที่เกิดขึ้นได้ อย่างท่านองคุลีมาลซึ่งทำบาปมาก สังหารคนมากมาย ยังสามารถบรรลุ ธรรมได้ เพราะเมื่อท่านหันมาปฎิบัติธรรม บาปกรรมนั้นได้รับการสลายจนหมดสิ้น หรือคนที่ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 32
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ศึกษาวัชรยาน คงเคยได้ยินชื่อพระอาจารย์มิลาเรปะ ท่านได้สังหารคนมามากเช่นเดียวกัน เพื่อ ล้างแค้นให้แม่ แล้วท่านก็เสียใจ และมีความทุกข์ที่เห็นผู้คนจำนวนมากตายไป ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ ธรรม แต่พระอาจารย์เห็นว่าท่านทำบาปมามาก จึงให้ท่านบำเพ็ญบุญบารมีด้วยการสร้าง ปราสาท (หนังสือบางเล่มเรียก หอคอย) เพื่อพิสูจน์ว่าท่านมีความมั่งคงในการปฏิบัติ และเป็น ภาชนะที่ดีที่จะรองรับพระธรรมอันเปรียบเสมือนน้ำอมฤต ซึ่งท่านก็ได้พิสูจน์ตัวเอง จนในที่สุด ท่านเข้าถึงการบรรลุธรรม ทั้งที่ท่านเคยฆ่าคนมามากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าบาปกรรม หมดสิ้นไปได้จริง ในการปฏิบัติทงเลน เราจะอุทิศผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับชีวิตที่เราเคยไป เบียดเบียน ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ทั้งที่รู้และไม่รู้ ทั้งในภพชาตินี้และภพชาติก่อนๆ ขอให้เขา ได้รับแต่ความสุข ส่วนความทุกข์ของเขา เราขอรับเอามา โดยความทุกข์อย่างหนึ่งที่เราอาจจะไม่ ค่อยคิดถึงคือความโกรธแค้นที่เขามีต่อเรา โกรธจนทำให้เขาเป็นทุกข์และไม่ได้ไปเกิดในที่ดี เราก็ ขอเอามาด้วย หากเราปฏิบัติธรรมอย่างดีด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ด้วยความเมตตากรุณา ไม่ต้อง กลัวว่าหนี้กรรมจะไม่ได้รับการชำระล้าง นอกจากนี้ ทุกครั้งที่เราเจ็บป่วย ขอให้เรายินดี เพราะความเจ็บป่วยเกิดจากหนี้กรรม แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่รักษา ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา แต่ถ้าเราไปหาหมอและกินยาแล้ว เรายัง โกรธความเจ็บป่วยอยู่ เราก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเอง สำหรับประโยคสุดท้ายที่บอกว่า “ขอให้จิตแห่งการทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้น ไป” เป็นคำอธิษฐานที่งดงาม และอยากฝากพวกเราด้วยว่า เวลาตั้งจิตอธิษฐาน ขออย่าทิ้งโอกาส ที่จะอธิษฐานว่าขอให้สันติภาพบังเกิด ขอให้การทำลายล้าง การล่า การฆ่าทั้งหลาย และความ รุนแรงทุกรูปแบบหมดสิ้นไป ไม่เพียงแค่ความรุนแรงทางกายอย่างการข่มขืน การลักทรัพย์ แต่รวมถึงความรุนแรงทาง วาจาอย่างการด่าว่า การทำให้ผู้อื่นเสียใจด้วยคำพูด การนินทา การโกหกแล้วเขาเชื่อซึ่งอาจก่อ ให้เกิดการกระทำต่างๆ ตามมา เช่น ทำให้ผู้อื่นผิดใจกัน ทั้งหมดนี้เป็นความรุนแรงทางวาจา ส่วนความรุนแรงทางจิตใจก็อย่างเช่นเมื่อเห็นผู้อื่นได้เลื่อนขั้นหรือได้ดี แล้วเราตั้งจิตขอให้ เขาถูกลดตำแหน่งไวๆ เมื่อเขาได้รถใหม่ เราขอให้รถของเขามีปัญหา นี่คือความอิจฉาและเป็น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 33
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต อกุศลกรรม เป็นความรุนแรงทางจิตใจ ขอให้มิจฉาทิฐิทั้งหลายเหล่านี้หมดสิ้นไป เพื่อให้เกิด สันติภาพที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น ความหมายของบทนี้คือ ใครก็ตามที่รักเราหรือไม่รักเรา หรือเขาจะด่าว่าเราอย่างไร เราก็จะนำพา เขาไปสู่ความหลุดพ้น ถือเป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ เป็นปณิธานของพระโพธิสัตว์ เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว ตรงนี้ก็เป็นคำอธิษฐานที่วิเศษมากๆ คือไม่เพียงชาตินี้ แต่ในชาติหน้าและในภพชาติอื่นๆ เราก็จะ ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นแม้เพียงเสี้ยวรูขุมขน คือจะไม่ทำร้ายผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ว่าผู้ อื่นนั้นจะเป็นมนุษย์ด้วยกันหรือสัตว์ก็ตาม และไม่เพียงไม่ทำร้าย แต่เรายังขออำนวยสุขและทำ ประโยชน์ให้พวกเขาไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 34
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต “ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ” คนไทยมักจะพูดถึงพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวทิเบตจะใช้คำว่าจตุรัตนะ หรือแก้วทั้งสี่ ซึ่งหมายถึง คุรุ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ชาวทิเบตจะให้คำว่า คุรุ มาก่อน เพราะเขามักจะพูดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่กับเราตอนนี้ เราเข้า ไม่ถึงพระองค์ นอกจากสักการะรูปหล่อและศึกษาคุณธรรมของพระองค์ และการศึกษาพระธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยตัวเอง บางครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด ด้วยเรามี ปัญญาอันน้อยนิดรวมถึงยังมีกิเลส และแม้ว่าจะมีกัลยาณมิตรบนหนทางธรรม (ซึ่งหมายทั้ง นักบวชและฆราวาสผู้ฝึกปฏิบัติ) ที่ช่วยดำรงคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แต่หากขาดคุรุช่วย อธิบาย หรือเป็นผู้ชี้นำหนทางที่ทำให้เข้าใจคำสอน เราอาจจะปฏิบัติไม่ได้ดี คุรุจึงเป็นองค์ ประกอบที่สำคัญของการยึดเป็นสรณะ ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้ ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ ย่อหน้าสุดท้ายเป็นคำสอนซกเชน คำสอนชั้นสูงที่นำเราไปสู่จิตเดิมแท้ คำกล่าวที่บอกว่า “ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้ ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัว ตน” หมายถึง ทุกสิ่งที่เราเห็นอยู่นี้ จริงๆ แล้วมีความหมายขึ้นมาจากภายใน จากการปรุงแต่ง การสร้างเรื่องราวของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เหมือนภาพสะท้อนของกระจก เมื่อเราเช็ด กระจกให้ใส แล้วไปยืนอยู่หน้ากระจก เราจะมองเห็นตัวเราอย่างชัดเจน แต่ตัวเราที่เห็นในกระจก นั้นเป็นเพียงภาพที่สะท้อนออกมา ไม่ใช่ตัวเราแท้ๆ เช่นเดียวกับสังสารวัฏและทุกสิ่งทุกอย่างที่ ปรากฏให้เราเห็น ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เนื้อแท้ แต่เป็นภาพสะท้อนของกระจก ดังนั้นขอให้เรา มองเห็นสิ่งต่างๆ ตรงนี้จากมุมมองอีกแบบหนึ่ง คือจากความเข้าใจภายในของเรา ในบทนี้ยังบอกอีกว่า “ขอให้เราได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล” ฐานในที่นี้ ตรงกับคำ ว่า ฉี ในภาษาทิ เบต หมายถึงพื้นฐานของสรรพสิ่ง พื้นฐานของจักรวาล พื้นฐานแห่งจิต เหมือน แผ่นดินที่รองรับต้นไม้ พื้นฐานนี้มีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก ขอให้ได้หลุดพ้นใน“ฐานแห่งความ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 35
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ไพศาล” ซึ่งก็คือ ขอให้เข้าถึงศูนยตา ซึ่งเป็นความผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเจือปนอยู่เลย และเป็นความ ผ่องแผ้วที่มีมาแต่เริ่มต้น ตั้งแต่สังสารวัฏอันไกลโพ้น ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์เดิมแท้ ขอให้เราได้กลับ ไปสู่สภาวะนี้ เมื่อกลับไปสู่สภาวะนี้ได้ เราจะบรรลุธรรม และเมื่อบรรลุแล้ว ก็ขอให้ได้กลับมายัง ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ อันเป็นจิตวิญญาณของมหายาน วิธีตั้งจิตในการทำสมาธิทงเลน ก่อนทำสมาธิทงเลน เราจะตั้งจิตถึงบุคคลที่เราปรารถนาจะทำสมาธิให้ ไม่ว่าจะเป็นแม่ พ่อ หรือใครก็ตาม โดยคิดถึงรูปร่างลักษณะของเขาอย่างละเอียด หากเป็นผู้ที่กำลังเจ็บป่วย เราก็จะคิดถึงความเจ็บป่วยของเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจ ในขณะที่หายใจเข้า เราจะสูดความทุกข์ของเขาที่แปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันสีดำเข้ามา เมื่อสูดหายใจเข้ามาแล้ว ให้คิดว่าควันสีดำนี้มาอยู่ที่กลางใจ และคิดว่ากิเลส เครื่องเศร้าหมอง ความเจ็บป่วยของเราก็มารวมอยู่ในควันสีดำนี้ด้วย เพราะเราก็ปรารถนาที่จะเปลี่ยนตัวเองเหมือน กัน จากนั้น เราจะแปรเปลี่ยนควันสีดำให้เป็นแสงสีขาวอันบริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยความรัก ความกรุณา แล้วส่งแสงสีขาวนั้นไปให้บุคคลที่เราปรารถนาจะช่วยเหลือ เราส่งแสงสีขาวนี้ออกไป พร้อมกับลมหายใจออก โดยจินตนาการว่าแสงสีขาวนี้เข้าไปในรูจมูกของบุคคลที่เราทำทงเลนให้ และแสงสีขาวเข้าไปยังร่างกายของเขาทุกๆ อณู โดยในขณะที่ส่งแสงสีขาวออกไป ให้เราตั้งจิต อธิษฐานขอให้เขามีคุณสมบัติทางโลกที่จะนำไปสู่ความสุข และนำไปสู่การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึง ความสุขที่แท้ทางธรรม จนกระทั่งเข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ เราขอส่งบุญกุศล ความดีงาม ทั้งหมดที่เรามีให้กับเขาโดยไม่กักเอาไว้เลย ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในพลังของบุญกุศล เราจะสูดลมหายใจรับเอาหมอกควันสีดำเข้ามาและส่งแสงสีขาวออกไปกับลมหายใจออก ครั้งแล้วครั้งเล่า ในครั้งแรกๆ เราอาจจะยังไม่สามารถสูดเอาความทุกข์ของผู้ที่เรานึกถึงเข้ามาได้ ทั้งหมด เราจึงทำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า จนกายและใจของเขาผ่องแผ้วในที่สุด ทงเลน ศูนย์รวมแห่งเมตตา กรุณา และปัญญา ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ลมหายใจท ี่เข ้ามากับลมหายใจท ี่ออกไปในการทำสมาธ ิทงเลนนั้นม ี ความแตกต่างกัน โดยลมหายใจที่รับเอาความทุกข์หรือควันสีดำเข้ามาเป็นลมแห่งความกรุณา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 36
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ส่วนลมหายใจที่มอบความสุขออกไปนั้นเป็นลมแห่งเมตตา โดยจิตของเราทำหน้าที่เหมือนเครื่อง ฟอกอากาศในการเปลี่ยนควันสีดำให้เป็นแสงสีขาว ในการเปลี่ยนนี้ เราใช้ปัญญาในการเปลี่ยน ดังนั้น ในการปฏิบัติทงเลน เราได้ฝึกสามอย่างไปพร้อมกันคือ เมตตา กรุณา และปัญญา ทั้งสาม อย่างนี้มีอานุภาพในการสลายความทุกข์ สมาธิทงเลนจึงเป็นการปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ และเนื่องจาก เป็นการภาวนาแห่งโพธิจิต จึงจะสามารถนำเราไปบนเส้นทางแห่งการหลุดพ้น ความกรุณาที่แท้เรื่องเล่าจากพระสูตร เรื่องมีอยู่ว่า มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นภิกษุชาวอินเดียชื่ออสังคะ ท่ านมีความผูกพันกับ พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งจะเสด็จมาเป็นบรมครูในอนาคต (รูปแทนพระองค์จึงอยู่ใน ลักษณะประทับห้อยพระบาท เตรียมที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อเสด็จไปโปรดสัตว์ ส่วนท่ามือ (มุทรา) แสดงลักษณะว่าจะหมุนธรรมจักร) ท่านอสังคะมีความปรารถนาอย่างมากที่จะปฏิบัติ พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรยให้ได้ดี จึงขึ้นไปจำศีลภาวนาถึงพระองค์อยู่ในถ้ำ ผู้ที่นับถือวัชรยานเชื่อว่า เมื่อปฏิบัติถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ใด หากปฏิบัติได้ดีที่สุด เราจะ ได้ยลโฉมของพระองค์ซึ่งเป็นสัญญาณ ท่านอสังคะก็มีความใฝ่ฝันว่าจะได้ยลพระพุทธเจ้า พระองค์นี้ แต่เมื่อปฏิบัติไปสามปี ท่านก็ยังไม่ได้ยลพระพุทธเจ้า ไม่แม้แต่จะฝันถึง ท่านจึงเสียใจ ท้อแท้ ท่านตัดสินใจเลิกปฏิบัติ แล้วจึงเดินลงจากภูเขา ขณะลงมาใกล้ถึงตีนเขา ท่านก็เห็นชายคนหนึ่งนำอุปกรณ์มาฝนก้อนหิน จึงถามขึ้นว่า “ท่านกำลังทำอะไร” เขาตอบว่า “อยากได้เข็มสักเล่มจากหินก้อนนี้” พอได้ฟังเช่นนั้น ท่านอสังคะ ก็รู้สึกละอายใจ เพราะชายผู้นี้กำลังทำสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนตัวท่านเองปฏิบัติธรรม เพียงเท่านี้ก็ท้อเสียแล้ว ท่านจึงกลับขึ้นไปภาวนาในถ้ำบนภูเขาใหม่ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติต่ออีกสามปี เมื่อสามปีผ่านไป พระพุทธเจ้าก็ยังไม่มาปรากฏให้เห็น ไม่แม้แต่ในความฝันเช่นเดิม ท่านอสังคะเกิดความท้อใจอีก ครั้ง จึงเดินลงมาจากภูเขา แต่เมื่อใกล้จะถึงตีนเขา ท่านก็ได้พบผู้ชายอีกคนหนึ่งกำลังเอาขนนกชุบ น้ำมาถูก้อนหิน ท่านถามเขาว่า “กำลังทำอะไร” ชายผู้นั้นตอบว่ า “ก้อนหินนี้บังแสงพระอาทิตย์ จึงอยากจะทำให้ก้อนหินเล็กลง” ท่านได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความละอายใจว่าตัวเองช่างท้อถอยง่าย เหลือเกิน สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 37
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ท่านจึงกลับขึ้นไปภาวนาบนภูเขาใหม่ ตั้งใจจะปฏิบัติต่ออีกสามปี เมื่อเวลาผ่านไปสามปี พระพุทธเจ้าก็ยังไม่มาปรากฏให้เห็นแม้แต่ในความฝันอีก คราวนี้ท่านตัดสินใจเด็ดขาดว่าพอแล้ว เลิกปฏิบัติแน่นอน จึงเดินลงจากภูเขา เมื่อเดินลงมาจนใกล้ถึงหมู่บ้าน ก่อนที่จะถึงตลาด ท่านเจอ หมาแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งซึ่งดูน่าสงสารมาก เพราะนอกจากจะหิวโซแล้ว มันยังอ่อนแรงและมี บาดแผลซึ่งมีหนอนชอนไชจากการเป็นขี้เรื้อน ด้วยความรู้สึกสงสาร ท่านจึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเอาหนอนออกจากตัวหมา เพื่อไม่ให้มัน ทุกข์ทรมาน แต่ท่านคิดว่า หากเอามือหยิบหนอนออกมา หนอนก็จะเจ็บ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะ ใช้ลิ้นเลียหนอนออกมาทีละตัว และในทันทีที่ท่านอสังคะก้มลงไปเลียหนอน ก็มีแสงรัศมีเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรยปรากฏพระองค์ให้ท่านเห็น ทันทีที่เห็นพระพุทธเจ้า ท่านอสังคะก็ ต่อว่าว่า “ข้าพเจ้าภาวนาถึงพระองค์ด้วยความพากเพียร ยากลำบาก ทำไมพระองค์ จึงเพิ่งเสด็จ มา” พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราอยู่กับท่านมาตั้งแต่วันแรกที่ท่านสวดมนต์ถึงเรา แต ่เน ื่องจากจ ิตใจของท ่านยังม ี กิเลส มีความอยาก มีความปรารถนา มีเครื่องเศร้าหมอง รวมทั้งบาปกรรมในกาล ก่อน ท่านจึงมองไม่เห็นเรา แต่ในวันนี้ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านมีความกรุณาอัน เปี่ยมล้น ท่านตั้งใจทำเพื่อหมาจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ท่านจึงสามารถเห็นเราได้ ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราอยู่กับท่านจริง จงดูเส ื้อผ ้าของเราท ี่เป ื้อนเสลดและน ้ำลายของ ท่านที่ถ่มถุยออกมาตอนท่านภาวนาอยู่ในถ้ำ แม้จะได้ฟังเช่นนั้น ท่านอสังคะก็ยังรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าไม่เมตตา พระองค์จึงบอกอีกว่า “ขอให้ท่านจงแบกเราขึ้นบ่าแล้วเดินเข้าไปในตลาด ดูสิว่าคนที่ไม่มีความกรุณาในใจจะมองเห็นเรา ไหม” พระพุทธเจ้าจึงเสด็จขึ้นประทับบนบ่าของท่านอสังคะ เมื่อเดินเข้าไปในตลาด ท่านก็ถามชาว บ้านที่เดินสวนมาว่า “ท่านเห็นไหมว่าเราแบกใครมา” ทุกคนต่างส่ายหัวและตอบว่า “ไม่มี ว่างเปล่า” มีเพียงหญิงชราคนหนึ่งซึ่งมีจิตใจงดงามแต่ก็ยังไม่มากพอ ที่ตอบว่า “ท่านนี่แปลกจัง สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 38
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทำไมถึงแบกหมาขี้เรื้อนเอาไว้บนบ่าของท่าน” ท่านอสังคะจึงเข้าใจว่าเฉพาะผู้ที่ได้สลายบาปกรรม และมีความกรุณาอย่างเปี่ยมล้นเท่านั้นจึงจะได้ยลพระพุทธเจ้า จากเรื่องนี้จะเห็นว่า หากเรามีจิตที่ปรารถนาจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าจะ ประทับอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าเราจะปฏิบัติธรรมบทใดก็ตาม เทคนิคการฝึกทงเลน เม ื่อฝ ึกปฏ ิบัต ิทงเลนใหม ่ๆ หลายคนอาจจะรู้ส ึกว ่าการประสานลมหายใจให ้เป็นจังหวะ เดียวกับการตั้งจิตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องฝึกฝนเป็นประจำ การทำสมาธิเหมือน กับการทำกับข้าว ไม่มีใครทำกับข้าวอร่อยตั้งแต่วันแรก แต่หากเราทำอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งสัก ร้อยครั้ง รับประกันได้เลยว่าเราต้องทำได้อร่อยแน่นอน เช่นเดียวกัน ถ้าเราฝึกสมาธิทงเลนเป็น ร้อยครั้ง เราจะทำได้ดีและเกิดความมั่นใจ แต่สำหรับบางคนที่การทำทงเลนโดยคิดถึงความทุกข์ของผู้อื่นอาจจะทำให้เศร้าเกินไป สามารถเริ่มฝึกโดยการคิดถึงความทุกข์ของตัวเองก่อน เช่น เอาความไม่สบายใจของเราออกมาไว้ ข้างนอก แล้วสูดลมหายใจนำความไม่สบายใจนั้นเข้ามาภายใน มาไว้ที่จิตของเรา แล้วให้จิตของ เราเป็นเครื่องฟอกอากาศ เปลี่ยนความไม่สบายใจนั้นให้เป็นความสุขใจ แล้วส่งกลับออกไป การฝึกเช่นนี้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะช่วยให้รู้สึกว่าเราสามารถทำทงเลนได้ง่ายขึ้น ให้เน้นที่ลม หายใจเป็นหลัก และให้สูดเข้ามาอย่างอ่อนโยน เช่นเดียวกับการผ่อนลมหายใจออก ให้ทำอย่าง อ่อนโยน อย่าสูดลมเข้ามาแรงเกินไป เพราะอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้ ในการปฏิบัติเราต้องดูตัว เอง ปฏิบัติแล้วเบิกบาน ถ้าปฏิบัติแล้วไม่สบายแสดงว่ามีบางอย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจ เคร่งเครียดกับการปฏิบัติหรือเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป ในกรณีที่การคิดถึงความทุกข์ของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ยากเย็น เราอาจจะต้องศึกษาข้อธรรมว่า ด้วยเรื่องโพธิจิตให้มากขึ้น ทบทวนคำสอนเจ็ดขั้นตอน แล้วฝึกแผ่ความกรุณาให้แก่สรรพสัตว์ด้วย ความปรารถนาดีจากก้นบึ้งของหัวใจ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 39
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต บุคคลที่ควรทำทงเลนให้ 1) ตัวเอง เราสามารถตั้งจิตถึงตัวเอง โดยเฉพาะในยามที่เราเจ็บป่วย 2) บุคคลอันเป็นที่รัก เราสามารถตั้งจิตถึงคนที่เรารัก โดยเฉพาะในยามที่เขาเจ็บป่วย มีวิกฤต มีทุกข์ ไม่เพียงทุกข์ทางกาย แต่อาจจะเป็นทุกข์ทางใจก็ได้ 3) ผู้ป่วย เราสามารถตั้งจิตถึงผู้ป่วยคนเดียวหรือจำนวนมากก็ได้ 4) ผู้ที่กำลังจะจากไป และได้จากไปแล้ว 5) ผู้ที่เรามีความขัดแย้งด้วย หรือเราอาจจะไม่ได้ขัดแย้งกับเขา แต่เขาขัดแย้งกับเรา หรือบาง คนที่เรารู้สึกว่าไม่สามารถที่จะเป็นมิตรได้ หรือคนที่เราเรียกว่าศัตรู 6) กลุ่มที่ไม่มีประมาณ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราสามารถตั้งจิตภาวนาทงเลนในชีวิตประจำวัน ทั้งในยามที่เรามีสุขและทุกข์ ในยามที่ญาติพี่น้องของเราอยู่ดีมีสุข ขอให้เราอย่าลืมกลุ่มนี้ซึ่ง มีจำนวน มากมายเทียบเท่าท้องฟ้า เราไม่ระบุว่าเป็นใคร เพราะในมุมมองของทิเบต สังสารวัฏเริ่มมาเมื่อไรไม่มีใครตอบได้ นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่าชาตินี้ไม่ใช่ชาติแรกของเรา เมื่อเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน เราย่อมต้องมีพ่อมีแม่นับไม่ถ้วนเช่นกัน ดังนั้น แม้ว่าเราจะ ไม่รู้ว่าในอดีตชาติใครเป็นพ่อแม่ของเรา แต่ที่แน่ๆ คือพ่อแม่ในชาตินี้ได้ให้ความรักแก่เรา มากเพียงใด พ่อแม่ในอดีตชาติก็ให้ความรักแก่เราไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในทางอุดมคติแล้ว เราจึงควรทำสมาธิทงเลนให้กับทุกชีวิตโดยไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว เพราะพวกเขาคือพ่อแม่ สัตว์โลก (มา เซ็มแจน) แบบฝึกหัดแรก : ทำทงเลนให้แม่ ดังท ี่ได ้อธ ิบายไปแล ้ว จะเห็นว่าหลักการทำทงเลนมีไม่มาก แต่หัวใจสำคัญคือเราต้อง ปฏิบัติ ทงเลนคือการปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นแล้วทงเลนก็จะไม่มีประโยชน์ โดยในการปฏิบัตินอกจากการ ตั้งจิตถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย (กลุ่มที่ ๖) เราสามารถตั้งจิตเป็นพิเศษถึงใครคนใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มต้นปฏิบัติทงเลน เป้าหมายที่เราควรคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ พ่อแม่ของเราโดยเฉพาะแม่ หรือหากว่าพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูเรามา เราก็อาจจะคิดถึงผู้มีพระคุณที่ เลี้ยงดูเรามา เพื่อตอบแทนพระคุณของท่าน เพราะการตอบแทนพระคุณที่ประเสริฐ คือการ ภาวนาให้ การอุทิศกุศลผลบุญให้ท่านได้เข้าถึงการบรรลุธรรม สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 40
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ในการทำทงเลนให้กับแม่ ขอให้เราอยู่ในท่าทำสมาธิ ประสานมือไว้ที่หน้าตัก นึกถึงภาพ ของแม่ของเราอย่างชัดเจนที่เบื้องหน้าของเรา ท่านมีหน้าตา สีหน้าแบบไหน ใส่เสื้อผ้าอย่างไร นึกถึงให้ชัดเจนมากที่สุด และให้นึกถึงความทุกข์ของท่านทั้งทางกาย ทางใจ โดยความทุกข์ที่ยิ่ง ใหญ่กว่าความทุกข์ใดๆ คือความทุกข์จากการเป็นสัตว์โลกในสังสารวัฏซึ่งแม่ของเรากำลังเผชิญ อยู่ นึกถึงท่านด้วยจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความกรุณา และนึกถึงพระคุณของแม่ และความปรารถนาที่อยากจะดับทุกข์ให้ท่าน จากนั้น ตั้งจิตว่าความทุกข์ทั้งหลายของแม่ ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ท่านเจ็บป่วยที่ อวัยวะใด หรือหากแม่ยังมีสุขภาพแข็งแรง แต่มีความทุกข์ทางใจ มีความโกรธแค้น ก็ขอให้นึกถึง ความทุกข์เหล่านั้น และแปรเปลี่ยนความทุกข์เหล่านั้นเป็นควันสีดำ สูดควันสีดำเข้ามาที่รูจมูกของ เรา เมื่อเข้ามาแล้ว ควันสีดำนี้เข้ามาหยุดอยู่ที่กลางจักระหัวใจของเรา ผสมรวมไปกับกิเลส โทสะ โลภะ โมหะ ริษยา หยิ่งยโส อัตตาตัวตนของเรา ทำให้ควันสีดำนั้นมีขนาดใหญ่มากขึ้น แล้วตัวปัญญาภายในที่อยู่ที่กลางจิตของเราซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรัก ความกรุณา และปัญญาเดิม แท้ แปรเปลี่ยนควันสีดำนั้นให้เป็นแสงสีขาว แล้วเราก็หายใจออก ส่งแสงสีขาวนั้นเข้าไปในรูจมูก ของแม่ ตั้งจิตว่าท่านได้รับแสงสีขาวที่เต็มไปด้วยความรักอันไม่มีประมาณ เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ เป็นสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงท่านได้สูดพรอันประเสริฐที่จะเป็นเหตุปัจจัยที่จะช่วยให้ท่านหลุดพ้น จากความทุกข์ในสังสารวัฏ ขอให้แสงสีขาวเข้าไปเยียวยาร่างกายหรือจิตใจที่มีอาการเจ็บป่วย แล้วคิดว่าท่านพึงพอใจ ดีใจ อาการเจ็บป่วยของท่านดีขึ้น หรือหาย ท่านยิ้ม มีความสุข มีความ เบิกบาน ขอให้เราทำซ้ำๆ แบบนี้ ชุดละเจ็ดครั้ง แล้วหยุดนิ่งสักครู่หนึ่งในขณะทำสมาธิอยู่ แล้วเริ่ม ทำใหม่อีกครั้ง ทำเช่นนี้สามชุด ทำโดยมีสติรู้ตัว เมื่อทำครบ ๒๑ ครั้งให้เราสลายภาพของแม่ของ เราจนหมดสิ้น แล้วกลับไปอยู่กับสภาวะเดิมแท้ของจิต โดยไม่คิดสิ่งใด ไม่ตามความคิดเกี่ยวกับสิ่ง ที่เกิดขึ้นแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ให้จิตอยู่ในความเป็นปัจจุบัน ไม่พูดคุยกับตัวเอง หรือแม้แต่ เอ่ยคำภาวนาใดๆ ในใจ ขอให้ดำรงอยู่เช่นนี้สักครู่หนึ่งก่อนออกจากสมาธิ เมื่อออกจากสมาธิ ควรทำในขณะที่จิตไม่ปรุงแต่ง ไม่วอกแวก เพื่อให้เป็นประสบการณ์ที่ดีของสมาธิทุกครั้ง สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 41
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต แบบฝึกหัดที่สอง : ทำทงเลนให้สรรพสัตว์ ในการทำทงเลนให้สรรพสัตว์นี้ ขอให้คิดถึงชีวิตมากมายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว คิดถึงสรรพ สัตว์นับจำนวนไม่ถ้วน โดยไม่ต้องลงรายละเอียดว่าเป็นสัตว์ใด เพราะหากลงรายละเอียด จะทำให้ ขาดความเชื่อมโยงกับสรรพสัตว์ที่มีจำนวนไม่มีประมาณ ให้คิดว่าพวกเขาอยู่เบื้องหน้าของเรา ทุกชีวิตมีความทุกข์แบบเดียวกัน โหยหาความสุขแบบเดียวกัน เราจะขอน้อมรับความทุกข์และเหตุ แห่งทุกข์ของสรรพสัตว์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความแก่ชราจากสังขารที่ร่วงโรย หรือความทุกข์ของ เด็กเกิดใหม่ที่กำลังร้องไห้ เช่นเดียวกัน เราจะสูดลมหายใจพร้อมกับรับความทุกข์ของสรรพสัตว์เข้ามา แล้วแปร เปลี่ยนส่งมอบกลับไปพร้อมกับเหตุแห่งสุข เราไม่ควรใช้ความคิดในขณะปฏิบัติ คิดถึงเพียงการรับ ความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ และส่งมอบความสุขและเหตุแห่งสุข หรือปัจจัยที่จะทำให้พวกเขามี ความสุข เมื่อส่งออกไปแล้วให้คิดว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายยินดี โดยให้ทำชุดละเจ็ดครั้ง สามชุด เมื่อทำครบ ขอให้สลัดจินตภาพต่างๆ ทิ้งไป แล้วกลับไปสู่สภาวะที่นิ่งภายใน ไม่คิดสิ่งใด ในชีวิตประจำวันหากมีผู้ใดที่ต้องการความรักและกำลังใจเป็นพิเศษ เราสามารถตั้งจิตทำ ทงเลนถึงเขาได้ มิฉะนั้นแล้วสรรพสัตว์จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เราทำทงเลนให้ การภาวนาทง เลน โดยตั้งจิตถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะทำให้เกิดสภาวะศูนยตาในใจเรา ปกป้องไม่ให้เรายึดติด กับตัวตน ซึ่งจะทำให้ใจของเราผ่องแผ้ว เป็นจิตเดียวกับของพระโพธิสัตว์ แบบฝึกหัดที่สาม : การทำทงเลนให้กับศัตรู ศัตรู หร ือคนท ี่ทำให ้เราโกรธ เป็นคำท ี่เข ้าใจยากมากว ่าเราผ ิดต ่อเขาหร ือเขาผ ิดต ่อเรา ในทางพุทธศาสนา ไม่มีศัตรูที่แท้ เพราะแม้ว่าเราจะคิดว่าเขาเป็นศัตรู แต่เขาก็มีพ่อแม่ มีเพื่อน ที่รักใคร่เขา การทำทงเลนให้ศัตรูนี้ นอกจากเราจะได้บ่มเพาะความเมตตา กรุณา และปัญญา แล้ว เรายังได้ฝึกการให้อภัยและฝึกขันติบารมี ซึ่งเป็นหนึ่งในบารมีหกของพระโพธิสัตว์ เพราะเรา ต้องคิดถึงใบหน้าของบุคคลที่เรามีความขัดแย้งด้วยในขณะที่ทำทงเลน เคยมีผู้ฝึกภาวนาคนหนึ่งบอกว่ารู้สึกอึดอัดเมื่อต้องทำทงเลนให้กับคนที่เป็นศัตรู รู้สึก หายใจเข้าไม่ค่อยได้ พอรู้สึกว่าจะต้องรับความทุกข์ของศัตรูเข้ามา ลมหายใจก็เกิดติดขัด แต่เมื่อ เขาได้ฝึกไปเรื่อยๆ เขากลับบอกว่าเขารู้สึกเบิกบาน สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 42
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต แม้คนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูจะไม่รู้ว่าเราได้รับความทุกข์ของเขามาผ่านลมหายใจของเรา แต่เราก็ได้เยียวยาตัวเอง เพราะการคิดถึงเขา จะไม่มีผลในทางลบต่อจิตใจของเราอีกต่อไป หากเราหมั่นทำทงเลนให้แก่คนที่เราโกรธหรือทะเลาะวิวาทด้วย เชื่อได้เลยว่าจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงทั้งตัวเราและตัวเขา นอกจากการทำทงเลนให้ศัตรูแล้ว เรายังควรมีทัศนคติเกี่ยวกับคนที่เราเรียกว่าศัตรูอย่าง ถูกต้อง หากมีบุคคลที่ทำร้ายเรา คิดไม่ดีกับเรา สร้างปัญหาให้กับเรา โดยเฉพาะคนที่ไม่เชื่อในกฎ แห่งกรรมหรือผู้ที่มียึดติดอย่างยิ่งกับนิกายของตนแล้วดูถูกวิถีการปฏิบัติและความเชื่อของเรา ปฏิกิริยาแรกที่เราควรมีคือความกรุณาที่เขาไม่เข้าใจสภาวธรรม เขาจึงปฏิบัติตนเช่นนั้น เมื่อเรารู้สึกกรุณาต่อเขา ความโกรธของเราจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง คนทิเบตจะกล่าวว่า “เมื่อไม่เกิดการตื่นรู้ในสภาวะธรรมชาติแห่งจิต สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่เราควรจะกรุณา” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่มีความลึกซึ้งมาก ปกติเมื่อเราเห็นคนยากไร้ เราก็อาจจะอยากช่วยเหลือ แต่การ ช่วยที่เป็นมหากรุณา (ญิงเจ เช็มโป) ซึ่งไปไกลกว่าระดับวัตถุคือการภาวนาถึงเขาด้วยความกรุณา อย่างจริงใจ ในพระพุทธศาสนาจึงเน้นว่าผู้ที่ควรค่าแก่ความกรุณาที่สุดคือผู้ที่มีจิตยังไม่ตื่นรู้ เมื่อไม่ตื่นรู้จึงยังปล่อยเวลาไปให้ไร้ประโยชน์ เที่ยวเล่นอย่างไร้จุดหมายในวังวนแห่งวัฏสงสาร แบบฝึกหัดที่สี่ : ทำทงเลนให้ผู้ป่วย ให้เราคิดถึงบุคคลที่เราคุ้นเคยที่มีความเจ็บป่วย ก่อนที่จะสูดลมหายใจรับความทุกข์ของ เขาเข้ามา แล้วส่งมอบความสุข สุขภาพที่แข็งแรงให้เขา เราต้องไม่กลัวว่า การทำทงเลนให้เขาจะ ทำให้เราเจ็บป่วยตามไปด้วย เพราะคำสอนในฝ่ายทิเบตบอกว่า ถ้าเราน้อมรับความทุกข์ของคน อื่นเข้ามาด้วยความกรุณา และมอบสิ่งดีๆ คืนกลับไปให้เขาด้วยพลังเมตตาบริสุทธิ์ ไม่มีทางที่ ความทุกข์หรือความเจ็บป่วยนั้นจะเกิดขึ้นกับเราได้ ในคัมภีร์ของท่านมหาบัณฑิตฯ เองก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเรารับความทุกข์สีดำ ของผู้ที่เราทำทงเลนให้เข้ามาด้วยความกรุณา ความกรุณาจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ลมนั้นบริสุทธิ์ และด้วยอานุภาพของความกรุณา เราจะมีเกราะกำบัง หรือมีรัศมีแห่งการคุ้มครอง เราจึงไม่ได้รับ ผลจากความทุกข์นั้น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 43
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต นอกจากนี้ ความทุกข์ที่เข้ามาก็ไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างกายของเราอย่างสะเปะสะปะ แต่มา อยู่ที่จักระหัวใจ หรือช่องกลางกาย ซึ่งตรงนี้เป็นที่อยู่ของปัญญาสูงสุดซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของ จิต ซึ่งมีมิติแห่งความกระจ่าง และมีธรรมชาติเป็นความว่าง หากเราให้จิตอยู่ในความว่างอัน ผ่องแผ้วเช่นนี้ได้ เราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไร ดังกล่าวข้างต้น เมื่อเราสูดลมหายใจเข้ามา เราไม่ได้เพียงแปรเปลี่ยนความทุกข์ของคนอื่น ให้เป็นความสุข แต่เรายังเปลี่ยนกิเลสของตัวเราเองให้เป็นปัญญา ปัญญานี้เรียกว่า ตักเม หรือ การไม่ยึดติดในตัวตน เมื่อเปลี่ยนแล้ว เราก็หายใจออกนำแสงสีขาวส่งออกไปยังบุคคลที่เราตั้งจิต ถึง มอบความรัก ความสุขที่แท้ออกไปด้วยเมตตา นอกจากนี้ พลังของโพธิจิตก็จะปกป้องเรา เราไม่ต้องรอให้เราเจริญโพธิจิตจนเมตตาที่แท้ ฉายออกมา แต่ด้วยปณิธานของเราที่จะปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อกลับมา ช่วยเหลือสรรพสัตว์ เราจึงได้รับการปกป้อง และอาจจะด้วยเหตุนี้คนทิเบตจึงมักไม่อ่านคัมภีร์แล้ว ปฏิบัติเอง แต่จะปฏิบัติกับคุรุของเขา โดยท่านจะสอนทัศนคติและข้อธรรมด้วย ไม่ได้สอนเพียงวิธี การปฏิบัติอย่างเดียว เพื่อเปลี่ยนมุมมองของผู้ปฏิบัติให้บริสุทธิ์ ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะหากเรามีทัศนคติที่บริสุทธิ์เราจะไม่มีวันถูกลงโทษ (ล้มป่วย) จากการปฏิบัติ แต่หากว่าเราได้รับความทุกข์จากการปฏิบัติทงเลนจริงๆ ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าเราสามารถปฏิบัติทงเลนได้ดีในระดับพระโพธิสัตว์ผู้เข้าถึงการตระหนัก รู้ ดังเรื่องราวของพระอาจารย์อาทรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นคุรุหลักของพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริม โปเช พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเชเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า พระอาจารย์อาทรัก ริมโปเช เป็นผู้ เจริญโพธิจิตได้อย่างดี โดยตลอดชีวิตท่านมักจะจำศีลในกุฏิเล็กๆ เมื่อมีผู้นำเงินหรือทรัพย์สมบัติ มาถวายท่าน ท่านก็นำไปมอบให้ผู้อื่นจนหมดสิ้น ท่านเลี้ยงสุนัขไว้ในวัดหลายตัวด้วยความสงสาร เมื่อมีคนนำอาหารดีๆ มาถวาย หรือไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไรที่มี ท่านก็จะแบ่งให้สุนัขครึ่งหนึ่ง ฉันเองครึ่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งสุนัขตัวหนึ่งที่ท่านเลี้ยงไว้ มันกำลังตั้งท้อง จึงดุและชอบเห่าผู้คน วันหนึ่งมันไป สร้างความรำคาญให้กับผู้ชายคนหนึ่ง เขาจึงปาก้อนหินใส่มัน ทำให้มันมีแผลเหวอะหวะที่หัวไหล่ ด้านหลัง ตลอดชีวิตของพระอาจารย์อาทรัก ริมโปเช ท่านสวดภาวนาทงเลนอยู่ตลอดเวลา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 44
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต เมื่อสุนัขตัวนี้ได้รับบาดเจ็บ ท่านก็ทำสมาธิทงเลน น้อมรับความทุกข์ของมันเข้ามา ปรากฏว่าหลัง จากที่ท่านถอนจากสมาธิ หลังของท่านเป็นแผล ส่วนแผลที่หลังของสุนัขกลับหายไป แต่พระ อาจารย์ก็ไม่ได้มีความเจ็บปวดใดๆ นี่คือตัวอย่างของผู้ที่ภาวนาทงเลนได้อย่างดีจนสามารถช่วย เหลือผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกตัวอย่างหนึ่งคือสมเด็จองค์การ์มาปะที่ 16 ได้เสด็จไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ท่านละ สังขารที่โรงพยาบาล คุรุอาจารย์ทิเบตผู้ยิ่งใหญ่มักละสังขารที่วัด แต่องค์การ์มาปะที่ 16 เป็นกรณี พิเศษ ท่านอาจเลือกที่จะจากไปที่โรงพยาบาล ตลอดเวลาที่ท่านรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่านได้รับการรักษาต่างๆ เช่น ท่านมีอาการเกี่ยว กับปอด หมอก็เจาะปอด ท่านก็ดีขึ้น อีกสองสามวันต่อมา ท่านจะมีอาการเกี่ยวกับตับ หมอก็ ทำการรักษาเกี่ยวกับตับให้ ท่านมีอาการเกี่ยวกับหลายอวัยวะจนหมอเกิดความประหลาดใจ ข้อสำคัญท่านไม่แสดงความเจ็บป่วยใดๆ เลย ท่านกลับมีแต่ความยินดีจนทุกคนเชื่อว่าท่านทำทง เลนให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล ท่านรับความทุกข์มาอยู่ที่ท่าน ไม่เจ็บปวดใดๆ จนกระทั่งท่านละ สังขาร กล่าวกันว่าสรีระของท่านอยู่ในทุกตัม (หัวใจอุ่นซ ึ่งแสดงว ่าจ ิตยังอยู่ในกายแม ้หมดลม เป็นสัญญาณของการหลุดพ้น) เป็นเวลาหลายวัน เชื่อว่าท่านยังทำสมาธิอยู่ ไม่เพียงแต่ครูบา อาจารย์ที่มีตำแหน่งสูง แต่บุคคลธรรมดาที่ปฏิบัติธรรมได้ดี ก็สามารถดำรงอยู่ในทุกตัมเช่นนี้ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เราปรารถนาจะเชื่อมโยงกับผู้ป่วยผ่านการภาวนาทงเลนด้วยความ กรุณา เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งปฏิบัติทงเลนต่อหน้าผู้ป่วย เราสามารถทำให้เขาที่บ้านหรือที่ภาวนา ใดก็ตาม ขอให้เรามั่นใจว่าหากเราปฏิบัติทงเลนอยู่ตลอดเวลา เราจะกลายเป็นผู้ที่สามารถช่วย เหลือผู้อื่นได้ เหมือนเราเป็นหมอโดยธรรมชาติ เพราะสภาวะจิตของเราได้รับการยกระดับ ในขณะ ที่เพื่อนของเราป่วย หรือญาติของเราป่วย เพราะเราเป็นผู้ฝึกปฏิบัติทงเลนอย่างเป็นนิจศีล เมื่อเรา ทำสมาธิหรือสวดมนต์ให้ จะไม่เหมือนคนทั่วไปสวดมนต์หรือทำสมาธิ ขอให้เรามีความมั่นใจใน อานิสงส์ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์มีโพธิจิตและปฏิบัติอย่างไม่ผิดพลาด เรื่องเล่าเกี่ยวกับความกรุณาของผู้ปฏิบัติทงเลน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความกรุณาอีกเรื่องที่เกี่ยวกับทงเลนโดยตรง คือ พระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ท่านเป็นนักปราชญ์ ศึกษาพระธรรม อ่านพระสูตร และปฏิบัติ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 45
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทงเลนเป็นหลัก โดยได้รับมอบคำสอนจากพระอาจารย์ของท่าน ต่อมาท่านป่วยเป็นโรคเรื้อน (สมัยก่อนคนทิเบตเป็นโรคเรื้อนกันมาก) ได้รับความทุกข์ทรมาน เพราะนิ้วของท่านกุดไปเรื่อยๆ ท่านจึงไปอาศัยอยู่ข้างวัด เพราะไม่สามารถที่จะทำพิธีกรรมด้วยการสวดมนต์ในวัดร่วมกับพระ ภิกษุรูปอื่นได้ เมื่อปลีกตัวออกมา ท่านทำทงเลนเป็นหลัก ปรากฏว่าอาการโรคเรื้อนของท่าน ค่อยๆ หายไป หลังจากนั้นท่านก็ใช้ชีวิตแบบโยคี ไม่ยึดติดกับสถานภาพหรือสิ่งใด เน้นการรักษา จิตให้ผ่องแผ้วอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งขณะที่ท่านนอนอยู่ข้างวัด แมงป่องออกมาจากรูจมูกของท่าน แต่ท่านจับมันใส่ เข้าไปในจมูกใหม่ แล้วพูดกับแมงป่องว่า “เจ้าจะไปไหน ไม่มีที่อื่นที่จะให้เจ้าอยู่ อยู่กับเรานี่แหละ” ท่านทราบว่าแมงป่องที่ออกมาคือตัวเชื้อโรค โดยทั่วไป ผู้คนคงดีใจที่ตัวเชื้อโรคออกไปจาก ร่างกายของเขา แต่เพราะท่านเป็นผู้ปฏิบัติทงเลนได้ดีมากจนจิตท่านเปี่ยมล้นไปด้วยความกรุณา ท่านจึงไม่ต้องการให้ตัวเชื้อโรคออกไปทำร้ายผู้อื่น ท่านขอให้มันกลับมาอยู่กับท่าน นี่คือจิต วิญญาณของผู้ปฏิบัติทงเลนที่แท้ ใครบ้างที่ควรภาวนาทงเลน หากผู้ที่เรารักที่สุดในครอบครัวเป็นทุกข์ต่อหน้าต่อตา เช่น ป่วยหนัก ถ้าเราไม่ใช่หมอก็ แทบจะช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยในด้านการบำบัดรักษา แต่ถ้าเรารู้วิธีการทำสมาธิทงเลน เราสามารถช่วยรับความทุกข์ของเขาได้ นี่เป็นเหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมทุกคนจึงควรภาวนาทงเลน เพราะหากมีคนที่เรารู้จักเจ็บป่วยหรือมีความทุกข์ ทงเลนจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำให้แก่เขาได้ นอกจากนี้ การปฏิบัติทงเลนยังทำให้เราเห็นว่าความทุกข์ไม่ใช่ของน่ารังเกียจ และการรับ มาเป็นความงดงาม เป็นโอกาสวิเศษที่มนุษย์ได้รับ และหากเราหมั่นทำ ตัวเราเองจะเข้มแข็ง อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัติทงเลน เราจะเริ่มทำทงเลนให้กับคนที่เรารักหรือคนที่อยู่ใกล้ตัวก่อน แล้ว ค่อยๆ ขยายวงออกไป สาเหตุที่ให้เริ่มที่คนที่เรารักก่อนก็เพราะหากเรารักใครจริง เราจะกล้า ขอรับความทุกข์ของเขาเข้ามา ผู้ที่ทำทงเลนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูง หรือเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธวัชรยาน แต่ขอให้มีจิตที่อยากจะช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าคนอื่นนั้นจะคือ แม่ เพื่อน สัตว์เลี้ยง หรือชีวิตใด สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 46
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ก็ตามที่เป็นสัตว์โลก เพียงขอให้มีคำว่าคนอื่นในใจเรา เพียงนี้เราก็มีคุณสมบัติเต็มที่ในการปฏิบัติ ทงเลน อย่างไรก็ตาม หากเราทำสมาธิทงเลนให้พ่อแม่ แต่พอท่านขอความช่วยเหลือจากเรา เรากลับนิ่งเฉย อย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราได้ผลประโยชน์จากการปฏิบัติทงเลน จิตของเราต้องไป กับการปฏิบัติ เหมือนกับที่ฝ่ายทิเบตกล่าวว่า ในการปฏิบัติธรรม เราอย่าทิ้งองค์ประกอบสาม อย่างได้แก่ มุมมอง การทำสมาธิ และพฤติกรรม ตัวผู้เขียนเองเคยทำทงเลนให้คุณพ่อในช่วงที่ท่านป่วย รวมถึงเคยสวดมนต์ให้คนๆ หนึ่งที่ ตกเสาไฟฟ้าลงมา 7 เมตร ชีวิตนี้เราไม่เคยรู้จักกัน เขาเป็นพนักงานในบริษัทของน้องสาว แต่เมื่อ ทราบข่าวว่าเขาได้รับความกระทบกระเทือนมากจากอุบัติเหตุ สมองร้าว หน้าผากบวมช้ำ ติดเชื้อ ในสมอง จึงมีความปรารถนาที่จะทำกุศลให้เขาเท่าที่สามารถทำได้ โดยได้สวดมนต์ ปล่อยปลา และภาวนาทงเลนให้ สำหรับผู้ที่จริงจังกับการปฏิบัติธรรมโดยมีพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นเป้าหมายซึ่งเป็น การปฏิบัติเพื่อละอัตตาตัวตนให้หมดสิ้นไป การภาวนาทงเลนซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่จะนำเราไปสู่ จุดหมายปลายทาง อานิสงส์ของการฝึกทงเลน อานิสงส์ของการทำสมาธิทงเลนไม่สามารถพรรณนาได้ เพราะว ่าการปฏ ิบัต ิน ี้เป็นการ ปฏิบัติบนหนทางแห่งพระโพธิสัตว์ ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยคุณสมบัติมากมาย แม้ว่าวิถีของพระ โพธิสัตว์จะไม่ใช่วิถีที่ง่ายเมื่อเทียบกับวิถีของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่การปฏิบัติตามวิถีพระ โพธิสัตว์ด้วยการทำสมาธิทงเลนจะทำให้เราได้รับอานิสงส์มากมายดังนี้ 1) ช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของตัวเองและผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเจ็บป่วย แม้เราจะไม่ได้ ฝึกทงเลนเพื่อให้ตัวเองหายป่วย แต่ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เราก็จะได้ประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อเราปฏิบัติทงเลนด้วยความกรุณา และมีความเข้าใจเรื่องจิตเดิมแท้ สองอย่างนี้จะยิ่ง เอื้อประโยชน์ เพราะในมุมมองของชาวทิเบต โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากยาพิษในจิตใจ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 47
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต เมื่อเราโกรธ แค้น สับสน คิดมาก เซลล์ในร่างกายจะถูกกระทบกระเทือน และจิตของเราก็ จะหมกมุ่นปรุงแต่ง เมื่อตามอารมณ์และความคิดอย่างมาก จิตก็จะเต็มไปด้วยพลังลบที่เป็นดัง ปีศาจแห่งจิต และสิ่งนี้จะส่งผลต่อลมหายใจ กล่าวคือ ทำให้ลมหายใจติดขัด และมีลมเสียไปกัก อยู่ตามที่ต่างๆ อันเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทำทงเลนแล้ว เราไม่ ต้องกินยา ไม่ต้องไปหาหมอ ทงเลนไม่ได้ขจัดตัวเชื้อโรคหรือไวรัส แต่จะขจัดปีศาจแห่งจิต ขจัดสิ่ง ที่ทำให้เชื้อโรคเติบโตหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของเราแย่ลง นอกจากนี้ การทำสมาธิทงเลนใน ขณะที่เราต้องกินยา ก็จะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น 2) ทงเลนช่วยให้บุคลิกของเราเปลี่ยนไป หากเรามีบุคลิกที่ไม่พึงประสงค์ เช่น โกรธเกรี้ยว โมโหร้าย หงุดหงิดง่าย ขี้บ่น อยู่ด้วยยาก ฯลฯ การปฏิบัติทงเลนจะช่วยเปลี่ยนบุคลิกของเรา เพราะการปฏิบัตินี้เน้นการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น (แฉนแพน) เป็นการนำผู้อื่นมาเป็นตัวตั้ง ถ้าเรา ทำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเปลี่ยนบุคลิกของเราโดยไม่รู้ตัว นักภาวนาทงเลนปกติเป็นผู้มีความสุข ใช้ ชีวิตอย่างเรียบง่าย และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 3) ทำให้มีจิตใจที่กว้างขวางมากขึ้น ไม่ คับแคบ และมีความกล้าหาญ ทำอะไรก็บรรลุผล เพราะไม่กลัวความยากลำบาก ดังนั้นแม้เราจะไม่สามารถเข้าถึงอานิสงส์ของการปฏิบัติทงเลนได้ ภายใน เวลาไม่กี่วันหลังได้คำสอน แต่หากตั้งแต่วันนี้ไปจนวันสุดท้ายของชีวิตเราไม่ทิ้งการภาวนา นี้ การภาวนานี้จะให้อานิสงส์แก่เราอย่างแน่นอน จะเปลี่ยนเราให้เป็นบุคคลผู้มีมหาสันติ จิตใจจะเปี่ยมไปด้วยความกรุณาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีหญิงหรือชายใดที่ฝึกทงเลนแล้วไม่กลาย เป็นบุรุษหรือสตรีผู้มีมหาสันติ 4) ทำให้บารมีหกเพิ่มพูน เพราะขณะที่ทำทงเลน เราได้บำเพ็ญบารมีหก เริ่มจาก ทานบารมี เมื่อเราภาวนาทงเลน เรากำลังเป็นผู้ให้ ยิ่งถ้าเราทำทงเลนให้กับสรรพ สัตว์ที่ไม่มีประมาณ การให้ของเราก็ยิ่งใหญ่เหลือเกิน และเชื่อว่าหากเราให้ไปเรื่อยๆ ความตระหนี่ ในใจจะหมดสิ้นไป เราจะกลายเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น ให้ทั้งลมหายใจ ความปรารถนา และสิ่งของที่เรามี สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 48
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ศีลบารมี หากเราทำทงเลน เราย่อมไม่ทำอกุศลกรรมทางกาย เราย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลัก ทรัพย์ หรือทุจริตใดๆ รวมทั้งไม่ประพฤติผิดในกาม เราจะไม่ทำอกุศลกรรมทางวาจา โดยไม่ ด่าว่า ไม่นินทาเพ้อเจ้อ โกหก อวดอ้าง ส่อเสียด และไม่ทำอกุศลกรรมทางใจ ด้วยการคิดลบเต็ม ไปด้วยความอิจฉาริษยา มีจิตพยาบาทต่อผู้อื่น และสุดท้าย เราจะไม่มีมิจฉาทิฐิ เมื่อเราภาวนาทง เลนก็เท่ากับว่าเราปวารณาตัวว่าจะขอเดินบนหนทางของพระโพธิสัตว์ ขันติบารมี เมื่อเราภาวนาทงเลนก็เหมือนการภาวนาอื่นๆ แม้เราเหนื่อย แต่เราไม่ยอมแพ้ เราจะไม่ท้อที่จะภาวนา วิริยะบารมี เรามีความขยันหมั่นเพียรในการภาวนาและทำด้วยความสุข การปฏิบัติที่ดีที่สุด คือการทำอย่างสม่ำเสมอวันละเล็กวันละน้อยเหมือนน้ำที่ไหลไปอย่างไม่หยุดนิ่ง สมาธิบารมี หากเราทำสมาธิทงเลนได้อย่างเข้าถึงแก่นหัวใจ จิตของเราจะสงบ เป็นสมถะ อย่างเป็นธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่ง ปัญญาบารมี หากเราทำทงเลนโดยไม่ยึดติดใดๆ จะเก ิดปัญญาบารม ีท ี่เร ียกว ่า ปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นปัญญาสูงสุดแห่งการเข้าถึงศูนยตา ปัญญานี้นำเรากลับไปสู่ความ ผ่องแผ้วแรกเริ่ม ซึ่งก็คือจิตเดิมแท้ ทงเลนเป็นกุญแจที่พาเราไปถึงจุดนั้น 5) ได้เข้าถึงการหลุดพ้น เมื่อเราหมั่นทำทงเลน มุมมองที่เรามองผู้อื่นจะเปลี่ยนไป กลายเป็นมุม มองที่เต็มไปด้วยความรักและการยกย่อง ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง ไม่มีคนรับใช้ ไม่มีแม้ชีวิตที่เรียกว่า สัตว์เดรัจฉานผู้ต่ำต้อย ทุกชีวิตจะอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน และต่างเป็นผู้ ประเสริฐในมุมมองของเรา และหากเราปฏิบัติโดยเข้าถึงแก่นหัวใจของทงเลน เราจะได้เข้าถึงการ หลุดพ้น ด้วยเหตุนี้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่ปฏิบัติทงเลนเป็นเรื่องแรก เพราะทงเลนช่วย เปลี่ยนใจท่านได้เร็วที่สุด อยากให้กำลังใจว่า ถ้าเราอยากได้รับผลการปฏิบัติดังครูบาอาจารย์ของเรา ท่านฝึกฝน อย่างไร เราก็ต้องฝึกฝนอย่างนั้น ถ้าเราไม่มีวิริยะแบบท่าน เราก็ไม่ได้ผลแบบท่านเท่านั้นเอง คำสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่ ไม่ใช่คำสอนเล็กๆ ดังนั้น ถ้าเราอยากบรรลุธรรมแต่เราไม่มีวิริยะ อุตสาหะ เป็นไปไม่ได้เลย สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 49