ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ทงเลนกับการละอัตตา อาจมีคำถามว่า ทำไมทงเลนจึงนำไปสู่การละอัตตา อัตตา (ตักซิน) คืออะไร แล้วทำไมเรา ต้องละอัตตา การปฏิบัติทุกอย่างในพระพุทธศาสนาล้วนเป็นการปฏิบัติที่นำไปสู่การละอัตตา แม้ว่าจะไม่ ได้ระบุไว้ แต่เป้าหมายก็เพื่อสิ่งนี้ โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ถึง 84,000 วิธีการ ที่ต้องมีวิธีการ มากมายขนาดนี้ ก็เพราะถ้าแยกย่อย กิเลสของเราก็จะมีถึง 84,000 ชนิด อย่างไรก็ดีใน 84,000 วิธีการ พุทธวัชรยานรวมกันแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 มรรควิถี คือ พระสูตร ตันตระ และซกเชน ส่วนกิเลส 84,000 ชนิด เมื่อรวมกันก็จะแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ เรียกว่า ยาพิษจิตใจทั้ง 3 คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือเรียกว่ากิเลส 5 คือ โลภะ โทสะ โมหะ ริษยา หยิ่งยโส แต่ยาพิษจิตใจนี้หากรวมให้เหลือ 1 อย่างก็คือ อัตตาตัวตน หรือการยึดติดในตัวตน หรือ ตักซิน (ตัก=ตัวตน ซิน=ยึดเอาไว้) เพราะฉะนั้นเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมก็เพื่อเอาอัตตาออกไป จากจิตใจเรา เพราะถ้ายังมีการยึดติดในตัวตน เราก็จะไม่มีวันหลุดพ้น ต้องอยู่ในสังสารวัฏไป เรื่อยๆ ซึ่ง 3 วิถีมีวิธีการทำให้อัตตาตัวตนหมดไปแตกต่างกัน พระสูตร เป็นวิถีแห่งการละโลก เมื่อละแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือปัญญา ปัญญานั้นเรียกว่า ปรัชญาปารมิตา อันเป็นปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้น ปัญญาที่นำไปสู่อีกฝากฝั่งหนึ่ง คือจากฝั่ง ทางโลกไปสู่ฝั่งทางธรรม ฝ่ายพระสูตรบอกว่าปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้นเกิดจากการประสาน ศูนยตากับความชัดใสของจิต หรือการประสานระหว่างปัญญากับกรุณา (ศูนยตาคือปัญญา ส่วน ความชัดใสของจิตถ่ายทอดออกมาเป็นกรุณา) ตันตระ เป็นวิถีแห่งการเปลี่ยนโลก คือไม่ได้ทิ้งไป แต่จะเปลี่ยนอัตตาให้เป็นปัญญาผ่านมุม มอง ผ่านการคิด ซึ่งมีวิธีการมากมายที่จะเปลี่ยนกิเลส 5 ให้เป็นปัญญา 5 โดยฝ่ายตันตระเน้นว่า หัวใจหลักเป็นการประสานระหว่างศูนยตากับมหาสุข ซกเชน เป็นวิถีที่ไม่ทิ้งกิเลส และก็ไม่เปลี่ยนกิเลส แต่เราจะไม่ตามอัตตาตัวตนหรือไม่ตาม กิเลสไป โดยจะอยู่กับจิตเดิมแท้ หากเราดำรงอยู่กับจิตเดิมแท้โดยไม่หลงทาง กิเลสก็จะทำอะไร ไม่ได้ อัตตาตัวตนจะสลายไปเอง ในคำสอนฝ่ายชกเชน เน้นคำว่า ริกกม หมายถึง การประสาน ปัญญาญาณกับศูนยตา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 50
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ในเมื่อทั้ง 3 มรรควิถีมีเป้าหมายเพื่อเอาอัตตาตัวตนออกไป ฉะนั้น เราต้องรู้ว่าอัตตาตัวตน คืออะไร เหมือนกับการยิงธนู เราต้องรู้ว่าเป้าอยู่ที่ไหน การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เราต้องรู้ว่า อัตตาอยู่ที่ไหน จะได้รู้จักเป้าหมายของเรา จะได้ไม่หลงทาง และบรรลุผลของการปฏิบัติอย่าง รวดเร็ว เหมือนกับเราจะไปลาซา หากเราไม่รู้ว่าไปอย่างไร ไม่ได้วางแผนด้วย ไม่รู้ว่าไปทิศไหน ก็ไม่รู้ว่าจะถึงลาซาเมื่อไร หรือจะถึงลาซาหรือเปล่า ในการปฏิบัติใดๆ ก็ตาม เราต้องเข้าใจหนทาง ที่เราจะเดินไป จึงกลับมาที่คำถามว่า อัตตาตัวตนคืออะไร อัตตาตัวตนคืออะไร เวลาเราพูดถึงตัวฉัน เราก็จะกลับมาดูตัวเรา และมีการพูดว่านี่ของ ฉัน แขนของฉัน ขาของฉัน แต่หากดูอย่างชัดเจนว่า “ฉัน” มีหรือเปล่า เมื่อเราดูไป เราก็จะหาไม่ เจอ เราไม่สามารถค้นหาตัวฉันผ่านร่างกายของเราได้ เมื่อตัวฉันไม่ได้เกี่ยวพันกับสิ่งที่เป็นร่างกาย หรือรูป ก็น่าจะต้องเกี่ยวพันกับจิตใจ ซึ่งมีหลายอย่าง เราใช้คำว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อมาดูที่ใจ ในแง่อารมณ์ก็จะมีความสุข มีความทุกข์ มีความเศร้า ในแง่บุญกุศลก็จะมี ความรัก ความกรุณา โพธิจิต ถ้าดูสิ่งที่ทำให้เราหรือผู้อื่นเป็นทุกข์ก็คือความอิจฉา ริษยา หยิ่งยโส แล้วคำว่าตัวฉันคืออะไร เมื่อเราค้นๆ ไปจะไม่เจอคำว่าตัวฉัน แต่จะเจอความว่าง ไม่ใช่เราคนเดียว ที่หาไม่เจอ แต่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย หรือพระพุทธเจ้าก็หาไม่เจอ เมื่อท่านหาไม่เจอ ท่านจึงไม่ สนใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี เพราะถ้าเราทำให้ใครเจ็บ เขาก็จะร้องทันที หรือโกรธ หรือสงสัย เมื่อเราเอาสิ่งที่เรียกว่ารูปกับนาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกันมาแล้วจึงเป็นคำว่าฉัน ข้าพเจ้า เมื่อ 5 อย่างนี้มารวมกันจึงเกิดตัวตน แล้วยังมีคำว่ายึดติดกับตัวตน ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้ตัวตนคือความว่าง แต่เรายังไปยึดติด ก็เท่ากับเราทำในสิ่งที่ไร้สาระ ขณะที่เราปฏิบัติทงเลน เราอาจจะไม่ได้เน้นที่ตัวอัตตาโดยตรง แต่การปฏิบัติทงเลนก็จะ ทำให้อัตตาไม่มีที่อยู่ จะสลายไปเอง เพราะทงเลนเป็นการทำสมาธิเพื่อบ่มเพาะความรักความ กรุณา หากความรักความกรุณามีมากในใจของเรา เราจะเกิดปัญญาที่ทำให้เข้าใจว่าไม่มีตัวตน ปัญญานี้มีอยู่แล้ว แต่ถูกบดบัง เมื่อเรามีความกรุณามาก สิ่งที่บดบังปัญญาจะออกไป แล้วปัญญาจะปรากฎขึ้น เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาที่เข้าใจว่าไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นอวิชชาอย่างที่สุด ของสัตว์โลก ก็จะเกิดขึ้น เพราะโดยปกติกิเลสไม่ได้มีอยู่ แต่มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่ไปยั่วยุการทำงาน ของกิเลส ถ้าจิตของเราเป็นโพธิจิตที่แท้ เปี่ยมไปด้วยความรักความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 51
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ปัญญาจะเกิดขึ้น เมื่อปัญญาเกิดขึ้น หากมีสิ่งใดมากระทบก็ไม่สามารถทำร้าย หรือทำให้เราเกิด ความรู้สึกยึดติดในตัวตนได้ ขณะนี้ปัญญาที่เราพูดถึงคือปัญญาที่ทำให้เราเข้าใจตัวตน แต่วันหนึ่ง ปัญญาที่แท้ ที่ทำให้เราเรียกว่าการตระหนักรู้ realization จะเกิดขึ้น ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ เราจะมี อิสรภาพ อยู่เหนือการทำงานของจิตที่ตามอารมณ์ การปรุงแต่งของจิต คนรุ่นใหม่ชอบอิสรภาพ ไม่อยากถูกบังคับ ชอบคิดสร้างสรรค์ ทุกอย่างนี้ประเสริฐ แต่อิสรภาพที่แท้คือการไม่ตามการปรุง แต่งของจิต เรารู้ว่าอะไรคือลวง คือการมีอิสรภาพเหนือการดำรงอยู่เหนือสังสารวัฏ หากเรา ปรารถนาอิสรภาพขอให้เราไปไกลกว่าอิสรภาพชั่วคราวในชีวิตนี้ ริกปะกับมาริกปะ การทำทงเลนเราใช้ความเมตตาและกรุณา แล้วเมตตา กรุณา มาจากไหน มาจากริกปะ หรือปัญญาญาณ โดยเมตตา กรุณา เป็นพลัง (ซัล) ของริกปะ ส่วนมาริกปะก็เป็นสิ่งที่ตรงข้าม กับริกปะ ในการปฏิบัติธรรม การรู้จักริกปะกับมาริกปะเป็นสิ่งที่สำคัญ นิทานริกปะกับมาริกปะ คนที่เล่านิทานเรื่องนี้เป็นพระภิกษุในวัดตกเต็น ท่านเป็นผู้ปฏิบัติซกเชน แม้ไม่ใช่ผู้มี ตำแหน่งเป็นลามะหรือคุรุ แต่ด้วยความรู้และการปฏิบัติที่ลึกซึ้งของท่านทำให้ท่านได้รับการ ยกย่องว่าเป็นดังลามะ ท่านอยู่จำศีล 12 ปี มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ และมีความ สามารถทั้งในการสอนธรรมทางวาจาและการเขียน นิทานเรื่องนี้ท่านเขียนในระหว่างที่อยู่จำศีล 12 ปี คืนวันหนึ่งขณะที่โยคีซกเชนท่านหนึ่งกำลังจะนอน ก่อนล้มตัวลงนอน ท่านตั้งจิตถึงริกปะ (จิตกระจ่าง จิตแห่งการตื่นรู้ซึ่งเป็นปัญญาญาณ) แล้วก็หลับไป เมื่อหลับโดยตั้งจิตถึงจิตกระจ่าง เช่นนี้ ท่านโยคีก็หลับไปอย่างมีความสุข ริกปะซึ่งอาศัยอยู่ในร่างกายของท่านโยคีก็สรรเสริญท่านว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษ บอกว่า โยคีท่านนี้พิเศษจัง ช่างเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ยอดเยี่ยม เพราะตั้งจิตถึงจิตกระจ่างหรือริกปะก่อน นอน ไม่ว่าคืนไหนก็ตาม ท่านโยคีไม่เคยหลับไหลไปพร้อมกับโมหะเลย หลับไปพร้อมกับจิต กระจ่างเสมอ เมื่อท่านตั้งจิตเช่นนี้ ร่างกายของท่านก็เป็นร่างกายของจิตกระจ่าง สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 52
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต พอริกปะกล่าวออกมาเช่นนี้ มาริกปะ (อวิชชา จิตที่ตรงกันข้ามกับจิตกระจ่าง) ซึ่งอยู่ใน ร่างกายของโยคีเช่นกันก็โกรธ เกิดความอิจฉาริษยา คิดว่าเจ้าริกปะช่างโอหัง เป็นไปได้อย่างไรที่ จะยึดร่างกายของท่านโยคีให้เป็นของเขาทั้งหมด ร่างกายของโยคีท่านนี้เราเป็นเจ้าของมาเนิ่นนาน แล้ว เพราะตอนที่เรามาครอบครองร่างกายนี้ใหม่ๆ เราไม่เห็นริกปะเลย เราเป็นคนแรกที่มาอยู่ ก่อน ไม่ว่าคนที่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นลามะ คนธรรมดา ไปจนถึงมด แมลง เราก็อาศัยอยู่ใน ร่างกายของพวกเขาทั้งหมด เจ้าริกปะมีอำนาจอะไร จึงโอหัง อวดดี มาบอกว่าร่างกายของโยคี เป็นของมัน ริกปะก็บอกมาริกปะว่า เจ้ามันโง่เขลาและหยิ่งยโส มาริกปะไม่เคยมีมาแต่เก่าก่อน เจ้าพึ่ง มา แล้วก็มาบอกว่าร่างกายนี้เป็นของเจ้า ทั้งสองจึงทะเลากัน โดยมาริกปะบอกว่าข้าไม่ได้มาคน เดียว ข้ามีเหล่าบริวาร อย่ามาดูถูกข้า บริวารของข้ามีกลอุบายที่ชาญฉลาด ชื่อกิเลสห้า บริวารชุด ที่หนึ่งชื่อโทสะ ชุดที่สองชื่อโลภะ ชุดที่สามชื่อโมหะ ชุดที่สี่คือริษยา และชุดที่ห้าคือหยิ่งยโส นอกจากนี้ ข้ายังมีบริวารอีก 10 เหล่า ชื่ออกุศลกรรมบถ 10 แล้วเจ้าอกุศลกรรมบถ 10 ก็ยังมีลูก สมุนถึง 84,000 ริกปะเจ้าตัวคนเดียว เจ้าสู้เราได้หรือ ฝ่ายริกปะก็โต้ตอบว่า เราก็มาเป็นคณะ เรามีบริวารเป็นปัญญาห้า คือ ปัญญาแห่งศูนยตา ปัญญาแห่งความชัดใสดังกระจก ปัญญาแห่งความเท่าเทียม ปัญญาแห่งการแยกแยะ ปัญญาแห่ง การบรรลุผล และก็ยังไม่หมดแค่นี้ เรายังมีเหล่าบริวารอีก เรามีกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งมีผู้่ช่วยถึง 84,000 ธรรมขันธ์ เมื่อกองทัพธรรมกับกองทัพอธรรมมีจำนวนเท่าๆ กัน ทั้งสองฝ่ายก็พร้อมทำศึกกันใน ร่างกายท่านโยคี โดยในขณะที่ทำศึก ริกปะเข้าไปอาศัยอยู่ที่หัวใจของท่านโยคี อยู่ในวงแสงดวง เล็กๆ ที่กลางใจ ฝ่ายบรรดาลูกสมุน ไม่ว่าจะเป็นกิเลสห้า หรือปัญญาห้า เมื่อสู้กันไปสู้กันมา ลูกสมุนของ มาริกปะก็ถูกปราบได้หมด มาริกปะจึงหนีไปแอบอยู่ในปอด ไม่ยอมออกมา ริกปะรู้ แต่เข้าไปเอา ตัวมาไม่ได้ จึงคิดว่าท่าทางเราจะแพ้เสียแล้ว ท่านโยคีตื่นขึ้นมาพอดี แล้วก็บ่นว่า เจ้าริกปะเราไม่ได้หลับเลยนะ พวกเจ้าวิ่งวุ่นอะไรกันใน ร่างกายของเรา ริกปะก็ฟ้องท่านโยคีว่า มาริกปะโอหังมาก ไม่เชื่อฟัง และตอนนี้ก็หายตัวไป ริกปะ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 53
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต เล่าให้ฟังว่าขณะที่ท่านโยคีนอนเอาจิตไว้ในจิตกระจ่างกลางใจอย่างมีความสุข แต่มาริกปะกลับมา โอหังหาว่าร่างกายของโยคีเป็นของเขา ริกปะทนไม่ได้จึงต้องจัดการ ก็เลยทำสงครามกัน ท่านโยคีบอกว่าถ้าทำสงครามกันก็เอาชนะมาริกปะไม่ได้ ริกปะจึงถามว่าแล้วต้องทำ อย่างไร ท่านโยคีก็เลยเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศรี ศากยมุนีเสด็จไปดินแดนอารยะแห่งอินเดีย แล้วก่อนหน้านั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ก็เคยเสด็จไปดินแดนหิมาลัยแห่งอาณาจักรชางชุง ทั้งสองพระองค์ได้สอนวิธีเอาชนะมาริกปะเอาไว้ เป็นวิธีการเดียวกัน ริกปะก็เลยถามว่าวิธี นั้นคือวิธีอะไร ท่านโยคีก็บอกว่าจะจับตัวมาริกปะทันทีไม่ได้ ต้องจับตัวลูกสมุนก่อน แต่จะไปจับ ด้วยความรุนแรงแบบใช้อาวุธทำลายล้างไม่ได้ ต้องใช้วิธีการให้รางวัลลูกสมุนของมาริกปะ เพื่อให้ มันยอมย้ายพรรค แล้วจะให้รางวัลอะไรที่ดึงดูดใจที่สุด ริกปะถาม ท่านโยคีตอบว่า ในกลุ่มลูกสมุนที่ชื่อกิเลสห้า และอกุศลกรรมบถสิบ มีลูกสมุนนายหนึ่งชื่อ ว่า เทมป้ า (เทรนปา) แปลว่า ความทรงจำ เจ้าความทรงจำนี้มันอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ให้ไปแอบนานๆ มันทำไม่ได้ เดี๋ยวมันก็เผยโฉมออกมา เมื่อมันเผยโฉมออกมา เจ้าต้องไปตีสนิท เป็นมิตรกับเจ้าเทมป้า แล้วให้รางวัล หลอกล่อว่า จะให้ตำแหน่งอันทรงเกียรติเพื่อให้มันย้ายพรรค ตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้นมีชื่อว่า มิกเม เทมป้า หรือความทรงจำแต่โบราณกาล ถ้าริกปะได้เทมป้ามาเป็นลูกสมุน มาริกปะจะอ่อนแรง ไม่อย่าง นั้นจะไม่มีวันจะจับมาริกปะได้เลย แล้วมาริกปะยังมีลูกสมุนมากมาย ชื่อว่า นัมตก หรือความคิด ปรุงแต่ง ซึ่งทำอย่างไรก็จับไม่ไหว จับไม่หมด เพราะความคิดปรุงแต่งมันเกิดขึ้นเอง ฉะนั้น จงใช้ เทมป้าให้เป็นประโยชน์ ริกปะชื่นชมท่านโยคีว่าเก่งจริงๆ และเฝ้ารอวันที่เจ้าเทมป้าจะออกมาจากปอด มาริกปะซึ่ง อยู่กับเทมป้าในปอดก็บอกเทมป้าว่าแกออกไปดูหน่อยสิว่าข้างนอกเป็นอย่างไร เทมป้าก็ดีใจที่จะ ได้ออกไปข้างนอก ก็รีบออกมา ริกปะเมื่อเจอตัวเทมป้าก็รีบยิ้มให้ พร้อมกับบอกว่า เทมป้า เจ้าอยู่กับมาริกปะ เจ้าสบายดี ไหม เจ้าได้ตำแหน่งเป็นแค่คนรับใช้ ใช่ไหม แต่ถ้าเจ้ามาอยู่กับเรานะ เราจะให้ตำแหน่งอันทรง เกียรติกับเจ้า เทมป้าก็ถามว่าเจ้าจะให้อะไรแก่เรา สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 54
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ริกปะบอกว่าเราจะให้ตำแหน่งใหม่กับเจ้า เจ้าจะได้เป็น มิกเม เทมป้า ความทรงจำแต่ โบราณกาล เทมป้าได้ยินก็ชอบใจยิ่งนัก มีความสุขกับตำแหน่งความทรงจำแต่โบราณกาล ช่างยิ่ง ใหญ่ ช่างงดงาม เทมป้าก็เลยเปลี่ยนพรรคมาอยู่กับริกปะแทน พอเทมป้าย้ายพรรค มาริกปะก็ อ่อนแรง เพราะไม่มีความทรงจำเหลืออยู่ แล้วเทมป้าก็ไปหลอกล่อลูกสมุนมาริกปะ พวกโลภะ โทสะ โมหะ ให้ย้ายพรรคมาอยู่กับริกปะหมด เปลี่ยนโทสะให้เป็นปัญญาแห่งศูนยตา ให้โลภะ กลายปัญญาแห่งการแยกแยะ มาริกปะก็เลยแพ้ด้วยประการฉะนี้ เมื่อมาริกปะยืดร่างกายของท่านโยคีเป็นของตัวเองไม่ได้แล้ว ท่านโยคีก็นอนหลับต่อ โดย กำหนดจิตอยู่ที่จิตกระจ่างกลางใจภายในวงแสงเล็กๆ แล้วหลับไปอย่างมีความสุข ในการฝึกทงเลน เราก็ต้องเอาความทรงจำมาเป็นลูกสมุน โดยให้ตำแหน่ง ความทรงจำแต่ โบราณกาล เช่นกัน เพื่อความทรงจำของเราจะได้อยู่กับริกปะ ไม่ไปอยู่กับมาริกปะ เพราะจริงๆ แล้วพวกเราไม่เคยมีอัตตามาก่อน บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น แล้วต่อมาก็ได้สะสมอัตตาเมื่อดำรงอยู่ชาติ แล้วชาติเล่าในสังสารวัฏ การรู้จักเรื่องริกปะกับมาริกปะช่วยเราได้อย่างมาก ไม่เพียงแต่ในการใช้ชีวิตทั่วไป แต่ช่วย ในขณะทำสมาธิด้วย เพราะทันทีที่เราทำสมาธิ ความทรงจำจะปรากฏขึ้น แม้ครูบาอาจารย์จะ บอกเราว่า อย่าคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เพราะสิ่งนั้นเป็นแค่ความทรงจำ ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน และไม่วางแผนไปในอนาคต เพราะนั่นคือตัวความคิดปรุงแต่งที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าเราจะปฏิบัติเพียงใด ความคิด ความทรงจำจะผุดขึ้นมาเสมอ เหมือนคลื่นที่อยู่ใน ทะเล เราไม่มีวันที่จะทำให้ทะเลไม่มีคลื่น เหมือนเมฆที่อยู่ในฟ้า เราจึงไม่ตามดูเมฆทีละก้อน ไม่ตามดูคลื่นทีละลูก เพราะถ้าเราตามดู เราจะไม่มีวันที่จะอยู่กับทะเลที่เป็นท้องทะเลแท้ๆ หรือ ฟ้าที่เป็นท้องฟ้าแท้ๆ ซึ่งนั่นคือ ริกปะ จิตกระจ่างซึ่งเป็นสภาวะเดียวกับจิตเดิมแท้ สำหรับฝ่ายซกเชน นี่คือเป้าหมายของการเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะกลับไปสู่จิตเดิมแท้ หลอมรวมจิตเดิมแท้ของเรากับความไพศาลอันเป็นฐานของสรรพสิ่ง จนกระทั่งไม่มีอะไรอีกเลย ทุกอย่างกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ คำว่าอัตตาจะไม่มีอยู่ เพราะอัตตามากับความคิด ปรุงแต่ง อัตตามากับการจดจำเรื่องราวที่จะทำให้เราคิดเพิ่มเติมอย่างไม่มีวันจบสิ้น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 55
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต การปฏิบัติธรรมช่วยเผยโฉมที่แท้จริงของตัวเรา สุดท้ายนี้ อยากฝากข้อคิดว่า ในการฝึกทงเลนไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วัน แรกที่ฝึก บางคนอาจจะรู้สึกว่าทำไม่ได้ เพราะกลัว แต่นี่กลับเป็นผลสำคัญของการฝึก คือทำให้ เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และถ้าเรายอมรับความจริง เราจะนำเอาผลที่เกิดขึ้น เช่น ความ กลัว มาเป็นบทเรียนทางธรรม การปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะปฏิบัติหัวข้ออะไร หัวใจสำคัญมีเพียงสิ่งเดียวคือการเพียรพยายาม การฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปฏิบัติทงเลนไม่ได้มีเนื้อหาซับซ้อน แต่สิ่งที่เรายากคือ การทำให้การ ปฏิบัตินี้ตกผลึกงอกงามในใจของเรา เพื่อที่ว่าเมื่อถึงคราวที่ทงเลนจะช่วยเรา ก็สามารถช่วยได้ อย่างทันท่วงที ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในช่วงที่เราปฏิบัติ แต่การปฏิบัตินี้ต้องงอกงามในหัวใจ ของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่วัด หรืออยู่ในสถานที่ที่เอื้อต่อการภาวนาหรือไม่ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เกิดภัยพิบัติ เมื่อถูกผู้คนวิพากย์วิจารณ์ การปฏิบัติต้องเบิกบานอยู่ในใจของเรา นั่นคือจุดหมาย ปลายทางของเรา นอกจากนี้ ไม่ใช่เฉพาะทงเลนเท่านั้น แต่การปฏิบัติทุกอย่างล้วนแล้วแต่ช่วยเผยโฉมหน้า ที่แท้จริงของเราทั้งสิ้น เหมือนกับการส่องดูตัวเองในกระจก เราต้องกล้าที่จะยอมรับภาพลักษณ์ อันแท้จริงที่ปรากฏในกระจก ภาพนั้นอาจไม่สวยงาม อาจน่าขยะแขยง แต่เราก็จะต้องยอมรับว่า ตัวตนที่แท้ของเราเป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่กล้ายอมรับ เราจะอยู่กับภาพลวงตาไปตลอดชีวิต อยู่กับความเสแสร้งว่าเรามีตัว ตนที่ไม่มีข้อบกพร่อง เมื่อกล้ายอมรับความเป็นจริงที่ปรากฏ เราจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเอง ได้เสมอ แล้ววันหนึ่งเราจะเข้าถึงอานุภาพของการปฏิบัติธรรมดังเช่นจากวิถีทงเลนที่นำเราไปสู่ ความกรุณาอย่างหมดจดและปัญญาภายในอันลึกซึ้ง เมื่อวันนั้นมาถึง แสงแห่งปัญญาจะบดบัง ความมืดบอดจากอัตตาตัวตนจนหมดสิ้น สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 56
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ภาคผนวก บทสวดภาวนาทงเลน โกนชก ซุมจี เต็มปา ตัง เพินญิด เต็มเป เต็มปา ยี โตรเว ติกตุก จิยัง รุง เทกูน ตักลา มินจูร์ จิก ด้วยสภาวธรรมแห่งพระรัตนตรัย และความเป็นธรรมดา ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์โศกเพียงไร ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และโศกนั้น ตักแฉน เญินมง ชังวา โช ติกปา ทัมเจ ตักปา โช เลแงน นัมมิน เซปา โช ผูเลิน แลนชัก เคปา โช เนิดเช ตุกเซ็ม ฉีวา โช ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป ขอให้บาปกรรมได้รับการสลาย ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง ขอให้จิตแห่งทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 57
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต กังฉิก ตักลา เตจูร์ ตัม เนิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง ซังแงน แลจี เทรวา นัม ตักกี ทาปา ทงปา โช ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ เซ็มแจน แฉนลา เนิดปา นิ วาปูเซซัม มิเช จิง แพนเต มาลูดรุบนูโช เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 58
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ตัง ตักกิ ซัมจอร์ เกเว ทู เมินลัม ตับฉิน ดรุบปา โช ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู ลายัง โตรเติน มาลูทาชิน โช ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้ ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช แปลโดย กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล หมายเหตุ : สามารถสวดเฉพาะภาษาไทย หากไม่สันทัดในการสวดภาษาทิเบต สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 59
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต ༼ བདེ་&ག་གཏོང་ལེན་-ི་/ོན་ལམ། ༽ དཀོན་མཆོག་ག5མ་-ི་བདེན་པ་དང་།། བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡིས།། འ;ོ་བའི་བདེ་&ག་ཅི་ཡང་=ང་།། དེ་>ན་བདག་ལ་/ིན་?ར་ཅིག། བདག་གཞན་ཉོན་མོངས་Bང་བར་ཤོག། Dིག་པ་ཐམས་ཅད་དག་པར་ཤོག། ལས་ངན་Fམ་/ིན་ཟད་པར་ཤོག། H་ལོན་ལན་ཆགས་སོབ་པར་ཤོག། གནོད་Bེད་གIག་སེམས་ཞི་བར་ཤོག། གང་ཞིག་བདག་ལ་དད་?ར་ཏམ།། /ོད་དང་ཚKག་Lབ་Mས་ནའང་= ང་།། བཟང་ངན་ལས་Nི་འOེལ་བ་Fམས།། བདག་གིས་ཐར་བར་འPོང་བར་ཤོག། བདག་གི་Qེ་བ་གཞན་བRད་ཚS།། སེམས་ཅན་གཞན་ལ་གནོད་པ་ནི།། བ་Tའི་Uེ་ཙམ་མི་Bེད་ཅིང་།། ཕན་བདེ་མ་Xས་བYབ་Zས་ཤོག། สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 60
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต [ལ་མཆོག་གནས་བཞིའི་Bིན་\བས་དང་།། བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་དང་།། བདག་གི་བསམ་]ོར་དགེ་བའི་མuས།། /ོན་ལམ་བཏབ་བཞིན་འ_བ་པར་ཤོག། ད་ནས་འཁོར་བ་འདི་ལ་མི་ཆགས་པ།། ཐམས་ཅད་རང་Uལ་རང་aང་ངb་ཤcས་ནས།། ཀ་དག་དང་པbའd་གཞི་དBིངས་;ོལ་ནས་5།། eར་ཡང་འ;b་དfན་མ་Xས་མཐར་yིན་ཤོག། >ན་མyེན་ཤར་i་རིན་པb་ཆcས་ག5ངས་སོ།། สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 61
ทงเลน ภาวนาเพื่อกลับสู่โพธิจิต (ร่าง) ขอเชิญทุกท่านร่วมสนับสนุน โครงการเผยแพร่ปรัชญาและภูมิปัญญทิเบต ได้ที่ บัญชี หรือ QR Code ขออนุโมทนาบุญกับท่าน ณ ที่นี้ สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา 62
(ปกหลัง)