การพัฒนาทักษะปฏิบัติท่ารำ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ เรื่องระบำมาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรี
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีความสามารถในการ ปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนในยุคโลกาภิวัฒน์ การจัดการศึกษาควรจัดให้เป็นแนวทางที่ เหมาะสม กับสภาพความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมของประเทศ โดยสามารถสร้างความ เจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมไทย และเพื่อให้การศึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยพัฒนา คุณภาพชีวิตของคน ไทยให้เป็นไปตามแนวทางที่พึงประสงค์ (กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ 2542:1)และแผนการศึกษา แห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2559) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เป็นจุดหมายหลัก เนื่องด้วยได้ ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคนและคุณภาพของคนด้วย เหตุผลที่ว่า คนเป็นทั้งเหตุ ปัจจัยและ ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งพัฒนาชีวิต ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจและสังคม เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการ เรียนรู้ มีคุณลักษณะมองกว้าง คิดไกล ใฝ่ดี มีวินัยในตนเอง มีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังค่านิยม เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และคุณ ลักษณ์ อันพึ่งประสงค์แก่เยาวชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องซึ่ง สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ที่ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการจัด การศึกษาไว้ว่า การ จัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย 2 จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรม ในการด ารงชีวิตสามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (ปิ สันญา วงค์บุญ. 2550 : 3)ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการต่างๆ ของโลกยุคปัจจุบัน มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและการศึกษาของ ประเทศไทย ทำให้ทุกคนกระตือรือร้นที่ จะเรียนรู้ แสวงหาหรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อพัฒนา ตนเองให้มีความสามารถปรับตัวให้ทันต่อ ความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคคลพัฒนาตนเอง ในทุกๆด้าน (พัชรา จิตรแจ้ง. 2546 : 3) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มี จินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตในมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคมตลอดจนการนำไปสู่การ
พัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็น พื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบ อาชีพได้จะเห็นได้ว่าวิชานาฏศิลป์ไทยเป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ที่สามารถพัฒนา ศักยภาพของผู้เรียนได้ นาฏศิลป์ไทยเป็นวิชาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อการ สื่อสารการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาโดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ เป็นประโยชน์ต่อสังคมอันเป็นการสืบทอดเพื่อ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่ สืบไป ซึ่งสอดคล้องกับจุดหมายหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้ผู้เรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีมีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย มีความ รักชาติมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก และมีจิตสำนึกในการ อนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาไทย (ลลิตพรรณ ทองงาม. 2539 : 253) นาฏศิลป์ไทยแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมความเป็นไทย ความ เจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุแนวคิดต่างๆ เช่น ความรู้สึก กระทบกระเทือนตาม อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แห่งความสุข หรืออารมณ์ของความทุกข์ซึ่งจะสะท้อน ออกมาเป็นท่าทางธรรมชาติและประดิษฐ์มาเป็นลีลาการฟ้อนรำหรือเกิดจากลัทธิความเชื่อในการนับถือ สิ่งศักดิ์สิทธ์ เทพเจ้า โดยการบูชา ด้วยการขับร้อง ฟ้อนร าให้เกิดความพึงพอใจ ก่อนจะนำมาปรับปรุงให้ เป็นแบบแผนและเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งได้มีการแสดงกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความ สวยงามผู้แสดงควรมีองค์ประกอบในการแสดง เช่น การแสดงได้พร้อมเพรียงหรือถูกต้องตามจังหวะ ดังนั้นรัฐบาลจึงเล็งเห็น ความสำคัญให้เด็กไทยฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์เพื่อรักษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเป็นไทยมาจนถึงปัจจุบัน (จินตนา สายทองคำ. 2558 : 09) การเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทยเป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความชำนาญในการ เคลื่อนไหวร่างกาย และส่งเสริมในความกล้าแสดงออกของผู้เรียน รวมถึงทักษะการสังเกต และความจำ ของผู้เรียนในการรับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำการเรียนการสอนนาฏศิลป์ยังช่วยในการพัฒนาอารมณ์ และช่วยพัฒนาทางด้านสังคมของ นักเรียน นักเรียนจะได้คลายความเครียดและทำให้เด็กมีความมั่นใจใน ตนเอง การเรียนการสอนนาฏศิลป์เป็นสื่อหนึ่งที่ทำให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ทำให้เกิดการ หล่อหลอมความสามัคคีให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน ทั้งนี้การเรียนการสอนนาฏศิลป์จึงมีความสำคัญอย่าง มาก นักเรียนจึงควรทราบถึงความสำคัญของวิชานาฏศิลป์ไทย (โสภา กิมวังตะโก, 2533 : 69) วิชานาฏศิลป์ไทยเป็นวิชาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติจารีตและประเพณีเป็นวิชาแขนง หนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับศิลปะโดยตรง ในการเรียนวิชานาฏศิลป์ต้องอาศัยบุคคลที่มีใจรักและรู้ซึ่งคุณค่าของ งานศิลปะและ สร้างบุคคลให้เกิดความรักในศิลปะประจำชาติ ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม วิชา นาฏศิลป์ไทยยังทำให้นักเรียน ได้สัมผัสถึงความเป็นไทย ที่นับวันจะหาได้ยากมากขึ้นผ่านการเรียนการ
สอนวิชานาฏศิลป์ อันได้แก่ การร่ายรำการขับร้องแบบไทย การบรรเลงดนตรีไทย การแต่งกายแบบไทย ในวิชานาฏศิลป์เป็นวิชาที่เน้นการปฏิบัติทำให้เกิดการแสดง การเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ เป็น พื้นฐานในการแสดงท่ารำเพลงต่างๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม ดังนั้นนักเรียนต้องรำให้ถูกจังหวะและ ทำนองเพลง ถ้านักเรียนขาดทักษะพื้นฐานทางด้านการฟ้อนรำ รำไม่ถูกจังหวะและทำนองเพลงจะส่งผล ให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการปฏิบัติท่าและทำให้ท่ารำเกิดความไม่สวยงาม จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาใน การสอน (ธนิต อยู่โพธิ์. 2531 : 1-2) ส่วนรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรม การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ ด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน ที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียน เป็น การพัฒนาผู้เรียนทีละขั้นตอน จากง่าย ๆ ไปจนถึงขั้นตอนยาก โดยเริ่มต้นจากขั้นการเลียนแบบการลงมือ กระทำตามคำสั่ง การกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ การแสดงออก และการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง รูปแบบการ สอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีจุดเด่นในลักษณะผู้เรียนเริ่มจากการเรียนเรียนรู้ในลักษณะ การ เลียนแบบ ในขั้นตอนที่ง่ายไปสู่ขั้นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถมีทักษะกระบวนการปฏิบัติ ด้วยตนเอง และถูกต้องสมบูรณ์อีกทั้งผู้เรียนยังสามารถที่จะประยุกต์ใช้ให้เกิดทักษะและผลงานที่ ใหม่ ๆ (ทิศนา แขมมณี . 2555: 245) หากนำวิธีสอนแบบชี้แนะ และรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของ แฮร์โรว์ มาใช้ร่วมกันก็จะส่งผลให้เป็นวิธีสอนแบบชี้แนะร่วมกับรูปแบบการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติ ของแฮร์โรว์ โดยมีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นทบทวนความรู้เดิม ขั้นที่ 2 ขั้นบอกวัตถุประสงค์ ขั้นที่ 3 ขั้นนำเสนอเนื้อหาใหม่ ขั้นที่ 4 ขั้น ฝึก ขั้นที่ 4.1 ขั้นการเลียนแบบ ขั้นที่ 4.2 ขั้นการลงมือกระทำตามคำสั่ง ขั้นที่ 4.3 ขั้นการกระทำ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ขั้นที่ 4.4 ขั้นการแสดงออก ขั้นที่ 4.5 ขั้นการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ ขั้นที่ 5 ขั้นทบทวน เป็นการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้และทักษะปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย และสามารถสรุปเป็น ความคิดรวบยอดเป็นของตนเองโดยผู้สอนอธิบายขั้นตอนการสร้างชิ้นงานใน แต่ละขั้นอย่างคร่าว ๆ วิธี
ดังกล่าวที่ผู้วิจัยได้สังเคราะห์นั้น จึงตั้งสมมติฐานว่า รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ทำ ให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้มี ทักษะในการปฏิบัติงานที่สูงขึ้น 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 วิชานาฏศิลป์เรื่อง ระบำ มาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” สำหรับนักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติท่ารำนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยชุดการสอนนาฏศิลป์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนในชุมนุม นาฏศิลป์ 3. เพื่อศึกษาความพึงใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ สำหรับนักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ 3. สมมุติฐานการวิจัย 1. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์ท่ารำของนักเรียน หลังเรียน เรื่อง ระบำมาตรฐาน “เพลงระบำ ดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสำหรับ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์สูงกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำ ดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์อยู่ในระดับมากขึ้นไป
4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 200 คน นักเรียนจาก 12 ห้องเรียน 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีอ. เมือง จ.อุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน 4.2 ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์เรื่องระบำมาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” สำหรับ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ ตัวแปรตาม คือ 1. ทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์ท่ารำ 2. ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ การสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบจิ๊กซอว์ เรื่องระบำ มาตรฐาน “เพลงระบำดาวดึงส์” 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ตามหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตรแกนกลาง นาฏศิลป์ไทย 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย 2. ประเภทของนาฏศิลป์ไทย 3. องค์ประกอบของนาฏศิลป์ 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมง โดย ดำเนินการสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง
5. นิยามศัพท์เฉพาะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นิยามศัพท์เฉพาะ ดังนี้ 1. รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ หมายถึง หลักการและขั้นตอน การสอนทักษะ ปฏิบัติ ซึ่งจัดลำดับขั้นของการเรียนรู้ทางด้านทักษะปฏิบัติไว้ 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการเลียนแบบ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนสังเกตการกระทำที่ต้องการให้ผู้เรียนทำ ได้ซึ่งผู้เรียนอย่างน้อยผู้เรียนจะสามารถบอกได้ว่า ขั้นตอนหลักของการกระทำนั้น ๆ มีอะไรบ้าง ขั้นที่ 2 ขั้นการลงมือกระทำตามคำสั่ง เมื่อผู้เรียนได้เห็นและสามารถ บอกขั้นตอน ของการกระทำที่ต้องการเรียนรู้แล้ว ให้ผู้เรียนลงมือทำโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็นผู้เรียนอาจลงมือทำตาม คำสั่งของผู้สอนหรือทำตามคำสั่งที่ผู้สอนเขียนไว้ในคู่มือที่ได้ การลงมือปฏิบัติตามคำสั่งนี้ แม้ผู้เรียนจะยัง ไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อย ผู้เรียนได้ประสบการณ์ในการลงมือทำและค้นพบปัญหาต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และการปรับการกระทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นการกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนจน สามารถทำสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องมีแบบอย่างหรือมีคำสั่งนำทางการกระทำ การกระทำที่ถูกต้องแม่นตรง พอดี สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องสามารถทำได้ในขั้นนี้ ขั้นที่ 4 ขั้นการแสดงออก ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนมากขึ้น จนกระทั่ง สามารถกระทำสิ่งนั้นได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ราบรื่น และด้วยความมั่นใจ ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถกระทำสิ่งนั้น อย่างสบาย ๆ เป็นไปอย่างอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายาม เป็นพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติ บ่อย ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย 2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยมี สมาชิกกลุ่มที่มี ความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คน ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งเป็นกาเรียนรู้ใน ลักษณะแบบร่วมมือกันหรือช่วยเหลือกัน คือ แต่ละคนต่างก็รับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนและใน ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยให้สมาชิกคนอื่น เรียนรู้ด้วย ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีรูปแบบการสอน ทั้งหมด 8 รูปแบบ ผู้วิจัย สนใจรูปแบบการสอนแบบร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ (Jigsaw) โดยมีกระบวนการ เรียนการสอน ดังนี้ 3.1 กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบจิกซอร์ (JIGSAW)
เป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนในลักษณะเหมือนนำภาพแต่ละส่วนมาต่อกันให้เป็นภาพ ใหญ่ที่สมบูรณ์ โดยเริ่มจากการแบ่งงานที่ได้รับมอบหมายภายในกลุ่มแยกย้ายกันไปค้นคว้าข้อมูลตามที่ ได้รับมอบหมายจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มารวมกันและสรุปอภิปรายผลร่วมกัน โดยกระบวนการเรียนการ สอนของรูปแบบจิกซอร์ (JIGSAW) มีขั้นตอน ดังนี้ 3.1.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่มบ้านของเรา (home group) 3.1.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคน ละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคำตอบในประเด็นปัญหาที่ผู้สอน มอบหมายให้ 3.1.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่นซึ่งได้รับ เนื้อหาเดียวกันตั้งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) ขึ้นมาและร่วมกันทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระ นั้นอย่างละเอียดและร่วมกันอภิปรายหาคำตอบประเด็นปัญหา ที่ผู้สอนมอบหมายให้ 3.1.4 สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปสู่กลุ่มบ้านของเราแต่ละคนช่วยสอน เพื่อนในกลุ่มให้เข้าใจในสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้สมาชิก ทุกคนก็จะได้เรียนรู้ ภาพรวมของสาระทั้งหมด 3.1.5 ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนน เป็นรายบุคคล และนำคะแนนของทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้ คะแนนสูงสุดได้รับรางวัล 3. การพัฒนาทักษะปฏิบัติท่ารำ หมายถึง การฝึกหัด ทักษะโดยอาศัยนวัตกรรมต่างๆเป็น แนวทางในการพัฒนาและติดตามประเมินผล ให้นักเรียนมีพื้นฐานในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำที่ดี ขึ้น 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของ แฮร์โรว์ ของนักเรียนในชุมนุม เป็นแบบมาตรส่วน ประมาณค่าตามแบบของลิเคิร์ท 5 ระดับ ประกอบด้วย มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับ 3 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ 5. ประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะ หมายถึง ความสามารถในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำ “เพลงระบำดาวดึงส์” ของนักเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80:80 คือ 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการประเมินทักษะ ปฏิบัติก่อนเรียน ทดสอบย่อย นักเรียนรวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้รับจากการทดสอบวัดการ พัฒนาทักษะปฏิบัติท่ารำ เพลง “ระบำดาวดึงส์” หลังเรียนรวมเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 6. ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ครูสามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์ไทย “ระบำดาวดึงส์”ไปใช้เพื่อเป็นแนวทาง สำหรับครูผู้สอนที่สนใจแนวคิดทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 2. ผู้เรียนมีทักษะการปฏิบัติท่ารำนาฎศิลป์ไทย เพลง “ระบำดาวดึงส์” บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการนำเสนอเนื้อหา ตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2. การจัดกิจกรรมวิชานาฏศิลป์ไทย 3. นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น 4. การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 5. แนวคิดความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. การวัดทักษะปฏิบัติ
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551) 1.สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่น ชมความงามมีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนา ผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจน การนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสารผ่านการแสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพการแสดง วิจารณ์ เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ร่วมจัดการแสดง นำแนวคิดของ การแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 2. รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ ไทย นาฎศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกายในการแสดงนาฎศิลป์ และละคร มีความเข้าใจความสำคัญ บทบาทของนาฎศิลป์และละครในชีวิตประจำวัน
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.2 1. อธิบายการบูรณาการศิลปะแขนงอื่นๆ กับการแสดง • ศิลปะแขนงอื่น ๆ กับการแสดง - แสง สี เสียง - ฉาก - เครื่องแต่งกาย - อุปกรณ์ 2. สร้างสรรค์การแสดงโดยใช้องค์ประกอบ นาฏศิลป์และการละคร • หลักและวิธีการสร้างสรรค์การแสดง โดยใช้องค์ประกอบนาฏศิลป์และ การละคร 3. วิเคราะห์การแสดงของตนเองและผู้อื่น โดยใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครที่ เหมาะสม • หลักและวิธีการวิเคราะห์การแสดง 4. เสนอข้อคิดเห็นในการปรับปรุงการแสดง • วิธีการวิเคราะห์ วิจารณ์การแสดง นาฏศิลป์ และการละคร • รำวงมาตรฐาน 5. เชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสาระการเรียนรู้อื่น ๆ • ความสัมพันธ์ของนาฏศิลป์หรือการ ละครกับสาระการเรียนรู้อื่น ๆ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดง นาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ • นาฏศิลป์พื้นเมือง - ความหมาย - ที่มา - วัฒนธรรม - ลักษณะเฉพาะ 2. ระบุหรือแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ละคร ไทย ละครพื้นบ้าน หรือมหรสพอื่นที่เคย นิยมกันในอดีต • รูปแบบการแสดงประเภทต่าง ๆ - นาฏศิลป์ - นาฏศิลป์พื้นเมือง - ละครไทย - ละครพื้นบ้าน 3. อธิบายอิทธิพลของวัฒนธรรมที่มีผลต่อ เนื้อหาของละคร การละครสมัยต่าง ๆ 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์ ความหมายของนาฏศิลป์คำว่านาฏศิลป์ได้มีผู้ให้ความหมายต่างๆ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (สุมิตร เทพวงษ์. 2541 : 1 ; อ้างอิงมาจาก ราชบัณฑิตยสถาน.2542 : 576) ได้นิยามคำว่านาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะแห่งการละคร หรือฟ้อนรำ ราชบัณฑิตยสถาน (สุมิตร เทพวงษ์. 2541 : 1 ; อ้างอิงมาจาก ราชบัณฑิตยสถาน.2525 : 431) นาฏศิลป์หมายถึงศิลปะแห่งการละครหรือฟ้อนรำ สุมาลี สุวรรณแสง (2530 : 8) นาฏศิลป์ หมายถึงการร้องรำ ทำเพลงให้ความบันเทิงใจอัน ประกอบด้วยความโน้มเอียงแห่งอารมณ์และความรู้สึก เรณู โกศินานนท์ (2520 : 2) ได้นิยามว่า นาฏศิลป์ คือศิลปะของการรำเต้น
อมรา กล่ำเจริญ (2535 : 2) ได้ให้ความหมายของนาฏศิลป์ คือ ศิลปะใน การฟ้อนรำหรือความรู้ แบบแผนของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ด้วยความประณีต งดงามมีแบบแผนให้ความบันเทิง โน้มน้าวอารมณ์ และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตาม ศิลปะ ประเภทนี้ต้องอาศัยการบรรเลงดนตรี และ การขับร้องเข้าร่วมด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณค่า สำนักคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544 : 9) นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะการฟ้อนรำ ซึ่งวิวัฒนาการ มาจากเสียง ถ้อยคำ ที่ได้รับการปรับปรุงแต่งจนเกิดความไพเราะน่าฟัง นำไปสู่การแสดง ท่าทางเพื่อถ่ายทอด ความรู้สึกตามอารมณ์ของเสียงหรือถ้อยคำนั้นและได้มีการปรุงแต่งท่า ทางที่ แสดงออก ให้สวยงามกลมกลืนยิ่งขึ้น ตามแนวทาง ที่เห็นว่าเหมาะสม และยึดถือต่อเนื่องกันมาจน ถือเป็น ศิลปวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของกลุ่มคนในแต่ละท้องถิ่น มยุรฉัตร ธรรมวิเศษ (2547 : 25) ได้ให้ความหมายของนาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะการแสดงที่มี การเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งที่ ประกอบการร้องและประกอบดนตรี ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ จึงน่าจะรวมถึงการฟ้อนรำ ระบำ โขน และการแสดงละครร่วมด้วยดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่านาฏศิล ป์ หมายถึง ศิลปะการเคลื่อนไหวร่างกายให้งดงามอันเกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ มุ่งหมายเพื่อสื่อ ความหมายความรู้สึก ตามอารมณ์เพื่อให้เกิดความบันเทิงซึ่งรวมศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน ทั้งการขับ ร้อง ดนตรี ทัศนศิลป์โดยการแสดงออกที่เรียกว่า ระบำ ฟ้อน เซิ้ง ละคร โขน แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละชาติภาษาและท้องถิ่นความสำคัญของนาฏศิลป์นาฏศิลป์เป็นแหล่งรวมศิลปะหลาย แขนงซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติไทย ดังที่ ประทิน พวงสำลี (2514 : 1) ได้ให้ความสำคัญของนาฏศิลป์ไว้ ดังนี้ 1. นาฏศิลป์แสดงความเป็นอารยประเทศ บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองดีก็ด้วยประชาชนมีความ เข้าใจศิลปะ เพราะศิลปะมีค่าเป็นเครื่องโน้นน้าวอารมณ์ โดยเฉพาะศิลปะการละครนี้เป็นสิ่งสำคัญ สามารถกล่อมเกลาจิตใจ โน้มน้าวไปในทิศทางที่ดีย้อมอารมณ์ได้แช่มชื้น ผ่องใสเป็นทางนำให้คิดและให้ กำลังใจในทางที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมืองสืบไป 2. นาฏศิลป์เป็นแหล่งรวมศิลปะ คือรวมเอาศิลปะประเภทอื่น ๆ มากเกี่ยวเนื่องเพื่อให้สอดคล้อง กัน เช่น ศิลปะการเขียน การก่อสร้าง การออกแบบเครื่องแต่งกาย ตลอดจน วรรณคดี ศิลปะแต่ละ ประเภทได้จัดทำกันด้วยความประณีตสุขุมทั้งนี้ก็เนื่องจากศิลปะเป็นส่วน สำคัญส่วนหนึ่งของชาติ มนุษย์
ทุกชาติ ทุกภาษาต้องมีศิลปะของตนไว้ประจำชาตินับแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ รวมความว่านาฏศิลป์มี ความสำคัญเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น สร้างความเป็นแก่นสารให้แก่ บ้านเมืองด้วยกันทั้งนั้น เรณู โกศินานนท์ (2520 : 8) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของนาฏศิลป์ (การฟ้อนรำไทย) ไว้ว่าการ ฟ้อนรำของไทยนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความเป็นไทยในตัวเองเป็นอย่างยิ่งจริงอยู่เราได้แบบอย่างมา จากนาฏศิลป์อินเดีย แต่เราก็ได้ดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของคนไทยจึงกลายเป็นศิลปะประจำชาติ ไม่ซ้ำ หรือเหมือนของชาติอื่นนับได้ว่าเป็นสมบัติอันเป็นวัฒนธรรมของ ชาติที่น่าภูมิใจยิ่ง นาฏศิลป์ไทยมีความ เป็นไทยด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ท่ารำอ่อนช้อยงดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทยมีความหมายอย่าง กว้างขวาง 2. จะต้องมีดนตรีประกอบ ดนตรีนี้จะแทรกอารมณ์ หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองก็ได้หรือมีเนื้อ ร้องและให้ท่าไปตามเนื้อร้องนั้น ๆ 3. คำร้องหรือเนื้อร้องจะต้องเป็นคำประพันธ์ ส่วนบทจะเป็นกลอนแปดซึ่งจะนำไปร้องกับเพลง ชั้นเดียวหรือสองชั้นได้ทุกเพลง คำร้องนี้ทำให้ผู้สอนหรือผู้รำกำหนดท่าไปตามเนื้อร้อง 4. เครื่องแต่งกายละครไทยซึ่งผิดแผกกับเครื่องแต่งกายละครของชาติอื่นมีแบบอย่างของตน โดยเฉพาะ การแต่งกายของไทยจะคล้ายคลึงของเขมร ก็เพราะเขมรได้แบบอย่างจากไทยไป บังอร อนุเมธากูร (2542 : 81-82) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนาฏศิลป์ไว้หลายประการ คือ 1. เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่นำประโยชน์ในชีวิตประจำวันคือช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ 2. เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของชาติแต่ละชาติโดยใช้ท่าทางท่ารำ ร้อง จังหวะ ให้เห็นนิสัยและความเป็นอยู่ของมนุษย์ 3. เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด ซึ่งแสดงให้เห็นอารมณ์โกรธ รัก ยินดียกย่อง เกลียด ฯลฯ วิมลศรี อุปมัย (2526 : 1-4) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนนาฏศิลป์และการละครซึ่งแบ่ง ออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ประโยชน์สำหรับตนเอง การฝึกนาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และทัศนคติ ดังนั้นผู้เรียนนาฏศิลป์และการละครย่อมได้รับผลดังนี้
1.1 มีความรู้ทางด้านนาศิลป์และการละคร สามารถอธิบายความสำคัญของเนื้อหาให้คน อื่นเข้าใจและเห็นความสำคัญได้ 1.2 มีความสามารถแสดงได้ ทำให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง 1.3 มีจิตใจรื่นเริงแจ่มใส กล้าที่จะแสดงออกในทางที่ดี 1.4 ช่วยให้ประเทศชาติมีประชาชนที่มีคุณสมบัติในทางที่ดี 1.5 การฝึกการร่ายรำเป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายไปด้วยทำให้อนามัยดีอายุยืน 1.6 ทำให้ทรวดทรงสง่างาม บุคลิกดี 1.7 สามารถยึดเป็นอาชีพได้ 1.8 ช่วยให้เป็นผู้มีสุนทรีย์ในด้านความงามและจริยศาสตร์ 1.9 มีความเข้าใจชีวิตดีขึ้น จากการดูและศึกษาการละคร สามารถอภิปรายและวิจารณ์ ให้ข้อคิดเห็นแก่คนอื่นในสภาพการณ์ต่างๆ ได้ 2. ประโยชน์ทั่ว ๆ ไปการแสดงนาฏศิลป์ในลักษณะหมู่คณะย่อมก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ดังต่อไปนี้ 2.1 ก่อให้เกิดความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกันส่งเสริมการปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะ 2.2 ช่วยสร้างบรรยากาศในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดีขึ้น 2.3 ช่วยก่อให้เกิดบทละครดีๆ ขึ้น 2.4 ช่วยให้มีผู้รับช่วงและถ่ายทอดงานทางนาฏศิลป์เอาไว้ 2.5 งานการละครเกี่ยวข้องกับงานอื่น ๆ มาก เมื่องานละครก้าวหน้างานอาชีพอื่นก็ย่อม มีผลก้าวหน้าไปด้วย เช่น บทละคร การดนตรี เพลง ฯลฯ 3. ประโยชน์ระดับชาติ 3.1 พึงปลูกฝังให้เข้าใจว่านาฏศิลป์เป็นศิลปะประจำชาติที่ควรอนุรักษ์และถ่ายทอด ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง 3.2 เป็นแกนรวมทางด้านศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแขนง จิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม วรรณกรรม และอื่น ๆ การแสดงนาฏศิลป์และการละครแต่ละครั้ง ย่อมจำลอง เอาศิลปะประเภทต่าง ๆ ไปไว้ในโรงละครหมดทุกด้าน
3.3 การรำไทยเป็นการแสดงออกถึงความเป็นอารยประเทศ สมดังคำพังเพย ที่ว่า สำเนียงบอกภาษา กริยาบอกตระกูลสำหรับผู้เริ่มเรียนนาฏศิลป์ต้องทำใจให้รักและนิยมศิลปะแขนงนี้ มีความสนใจมีสติและตั้งใจในการฝึกปฏิบัติ รู้จักสังเกตและพยายามเลียนแบบครูให้มากที่สุดเป็นผู้ที่ไม่ ท้อถอยต่อความยากของบทเรียนหรือความเมื่อยล้าและขยันทบทวนฝึกซ้อมท่าอยู่เสมอจึงสรุปได้ว่าการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสาระการเรียนรู้นาฏศิลป์นั้นไม่ใช่เฉพาะครูเท่านั้นที่มีความสำคัญ ทั้งนี้ตัว นักเรียนก็มีความสำคัญ จึงจำเป็นที่จะจัดหา กระบวนการเรียนรู้ที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียนและสร้าง เจตคติที่ดีต่อสาระการเรียนรู้นาฏศิลป์กระบวนการเรียนการสอนนาฏศิลป์การจัดการเรียนกลุ่ม สาระการ เรียนรู้ศิลปะต้องการการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้เรียนต้อง เรียนรู้ให้ครบถ้วนด้วยสมอง กาย ใจ และการเรียนรู้ ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยการจัดการ ให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้เพิ่มความรับผิดชอบ กล้าแสดงออก และเน้นการทำงานเป็นกลุ่ม ผู้เรียนใช้ กระบวนการคิดสร้างแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองดังนั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ จึงเพิ่มประสบการณ์การ ทำงานตามสถานการณ์จริง ให้มากยิ่งขึ้นไปตามช่วงชั้น ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญพัฒนา ความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ให้เห็นคุณค่าของตนเองเพื่อการแสดงออกอย่างอิสระเพิ่มการมีส่วน ร่วมในการปฏิบัติได้จริง เพิ่มโครงการตามศักยภาพ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุขมีเสรีภาพในการเรียนและ แสวงหาความรู้ได้ตามต้องการ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544 : 33) ได้กำหนดว่า กิจกรรม นาฏศิลป์มีจุดเน้นของการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมในด้านลักษณะนิสัย และบุคลิกภาพของผู้เรียน เป็นการ พัฒนาค่านิยม ส่งเสริมการแสดงออกของทางร่างกาย อารมณ์และสังคมของผู้เรียนมากกว่า การฝึกฝน เพื่อให้เกิดความชำนิชำนาญในสาขาของนาฏศิลป์ ฉะนั้นผู้สอนจึงควรยึดจุดประสงค์ ของหลักสูตร และ นำเอาทฤษฎี หลักการของนาฏศิลป์ไปประกอบการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกิด ค่านิยม เจตคติต่อ ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมความถนัดและความสามารถในแต่ละบุคคล ซึ่งหลักสูตรสาระนาฏศิลป์ได้ ตั้งจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีบุคลิกภาพ และเจตคติที่ดี ในการอยู่ในสังคมดังนี้ 1. ด้านบุคลิกภาพ ดนตรี นาฏศิลป์ ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ย่อมก่อให้เกิด ความเชื่อมั่นใน ตนเอง และแสดงออกได้อย่างเสรี การปฏิบัติตนเองเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอย่อมนำมา ซึ่งบุคลิกภาพของผู้นำ และการเป็นผู้มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส ย่อมทำให้เกิดกิริยาท่าทางเป็นที่นิยม รักใคร่ของคนทั่วไป
2. ด้านอารมณ์ การแสดงออกด้วยการร้องรำทำเพลงอย่างมีวินัยและขอบเขตพอสมควรและ ปฏิบัติโดยสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักเรียนร่าเริง เปิดเผย บางครั้งสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ได้โดย การปฏิบัติกิจกรรม การควบคุมจังหวะ ท่าทาง การใช้เสียงให้เหมาะสมตามวัยของนักเรียน 3. ด้านสังคม การแสดงออกร่วมกับผู้อื่น ในกิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์ย่อมจะฝึกให้นักเรียนรู้ว่า เมื่อไรจึงจะเป็นผู้นำกลุ่ม และเมื่อไรควรจะเป็นผู้ตาม ควรทำตนอย่างไรจึงจะสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ดี และ รู้จักยอมรับความสามารถของผู้อื่น ยอมละทิ้งความเห็นแก่ตัวเพราะกิจกรรมนาฏศิลป์เป็นกิจกรรมที่ สามารถทำให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 4. ด้านเจตคติ การเรียนกิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์จะสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจ ใน ศิลปวัฒนธรรมของไทย มีทัศนคติที่ดี มีความภาคภูมิใจ ในมรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ อมรา กล่ำเจริญ (2535 : 48) ได้ให้ความรู้ว่า เอกลักษณ์ของวิชานี้เป็นวิชาทักษะการฝึกฝนที่ถูก แบบ ฝึกนักเรียนให้มีนิสัยในการฝึกตนเอง และรู้จักแก้ไขเมื่อมีการฝึกผิดวิธี ดังนั้น ในการวางรากฐานของ การสอนวิชานี้ ไม่ใช่เป็นการง่ายนัก ครูผู้สอนจะต้องรู้จักพลิกแพลงเลือกวิธี สอน และใช้วิธีการเฉพาะตน ในการถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างความนิยม ความรัก ในวิชาการ และเกิดสุนทรียะกับตัวของผู้เรียน ฉะนั้น การเตรียมการสอนของครูควรจะมีขั้นตอนตามลำดับ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า นาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะการแสดงที่ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว พร้อมกับ ประกอบดนดรี มุ่งหมายเพื่อสื่อความหมายความรู้สึก ตามอารมณ์เพื่อให้เกิดความบันเทิงซึ่งรวมศิลปะ หลายแขนงไว้ด้วยกัน ทั้งการขับร้อง ดนตรี ทัศนศิลป์โดยการแสดงออกที่เรียกว่า ระบำ ฟ้อน เซิ้ง ละคร โขน แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณี ของแต่ละชาติภาษาและท้องถิ่นความสำคัญของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นแหล่งรวมศิลปะหลายแขนงซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง 2. สื่อการเรียนการสอนนาฏศิลป์ สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นสื่อนำความรู้ไปสู่ผู้เรียนและให้การเรียนการสอน นั้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้อย่างดีสื่อการเรียนการสอนเป็นคำที่นักการศึกษาปัจจุบันนำมาใช้ แทนคำว่า “อุปกรณ์การสอน” ซึ่งหมายถึง วัตถุ สิ่งของ ภาพ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนบุคคล สถาบัน สถานที่ต่างๆ ที่นำมาใช้ ประกอบการสอนให้บังเกิดผลดีการใช้คำว่า “สื่อการสอน” แทน ทำให้ ความหมายกว้างขึ้นในแผนการเรียนรู้ของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ 2521 ใช้คำว่า สื่อการสอน
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544 : 50) ให้ความรู้ไว้ว่าในการจัดการเรียนรู้กลุ่ม ศิลปะ ผู้สอนสามารถใช้และพัฒนาสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้งสื่อ อุปกรณ์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สื่อเทคโนโลยี บุคลากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเป็นสื่อ กระตุ้นให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ และมีทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้ศิลปะ ได้ อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต อมรา กล่ำเจริญ (2535 : 139) ให้ความรู้ว่า ลักษณะสื่อการสอนนาฏศิลป์ เป็นดังนี้ 1. สื่อที่เป็นเอกสารใช้ประกอบการสอนเกี่ยวกับดนตรีและนาฏศิลป์ 2. สื่อการเรียนการสอนที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ เช่น เครื่องเคาะจังหวะแบบมาตรฐานต่างๆ 1 ชุด ประกอบด้วย กรับ ฉิ่ง รำมะนา กลองเหล็ก สามเหลี่ยม โทน โหม่ง กระพรวนร้อย ฆ้อง ภาพการแสดง ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในแต่ละบทเรียน ภาพเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีพื้นเมือง เครื่องดนตรี สากล แผนภูมิเพลงและจังหวะต่างๆ บัตรคำ หรือบัตรคำประกอบภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในแต่ละบท แถบบันทึกเสียง เครื่องบันทึกเสียงกล่องชุดการสอน (หากผู้สอนทำได้จะช่วยเป็นสื่อในการสอนดียิ่งขึ้น) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การสอนนาฏศิลป์ที่จะเกิดผลดีและมีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนจะต้องมีความ ความสามารถในเรื่องของนาฏศิลป์เป็นอย่างดี รู้และคำนึงถึงหลักการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสามารถ ของเด็กแต่ละคน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ รู้จักใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนได้ดีด้วย สำหรับสื่อที่ นำมาใช้ในการสอนนาฏศิลป์นั้น ครูผู้สอน ควรจะพิจารณาถึงคุณค่าว่ามีความเหมาะสม สามารถช่วยให้ เด็กเข้าใจมโนทัศน์ได้ชัดเจน กรมวิชาการได้กำหนดสื่อการเรียนการสอนนาฏศิลป์ เพื่อพัฒนาการเรียน ของนักเรียนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในกิจกรรมและเป็นสิ่งช่วยให้ครูถ่ายทอดความรู้หรือ สื่อสารกับนักเรียนให้เป็นรูปแบบง่ายต่อการเข้าใจเนื้อหานั้นๆ มีแผนการเรียนรู้เครื่องแต่งกายละครของ จริง แถบบันทึกเสียง เครื่องดนตรี วิทยากรภายนอก เครื่องเคาะจังหวะเครื่องบันทึกเสียง รูปภาพ ประกอบวีดีทัศน์ คู่มือ เอกสารฯลฯ 3. การวัดและประเมินผลนาฏศิลป์
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544 : 49) ให้ความรู้ถึงแนวทางการวัดและ ประเมินผลว่าหลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเน้นกระบวนการเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดย ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามประเมินผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ซึ่งใช้เป็นเป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียน ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้าน ทักษะ/กระบวนการ และด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินการ เรียนรู้ของตนได้ และใช้วิธีประเมินตามสภาพที่แท้จริงด้วยวิธีการประเมินที่หลากหลาย มีการบันทึกผล การประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาผู้เรียนศิลปะอย่างต่อเนื่อง การวัดผลและ ประเมินผล ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะในด้านความรู้ ความเข้าใจ วิธีการหลักที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ได้แก่ วิธีการทดสอบซึ่งอาจใช้วิธีการเขียนตอบ หรือสอบปากเปล่า จะเป็นการประเมินพฤติกรรมนักเรียนระดับ ความเข้าใจ ตัวอย่าง เช่น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้นาฏศิลป์ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าการวัด และประเมินผลในสาขาวิชาอื่นๆ และค่อนข้างจะผิวเผินในการวัดความจำ จะมุ่งไปที่การแสดงออก มากกว่าด้านความรู้หรือข้อเท็จจริงรูปแบบการวัดและประเมินผลทางนาฏศิลป์ เพ็ญมณี กันตะวงษ์ (ม.ป.ป. : 87-88) ได้กล่าวถึงการวัดและประเมินผลไว้ดังนี้ 1. การวัดและประเมินผลด้านความรู้ โดยการใช้คำถามหรือข้อทดสอบเพื่อต้องการทราบถึงเข้าใจ หรือการรับรู้ เกี่ยวกับคำจำกัดความ ลักษณะรูปแบบของการแสดง 2. การวัดและประเมินผลจากพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออก ซึ่งทำได้โดยการสังเกต ในการสังเกต นี้ นอกจากจะสังเกตความก้าวหน้าทางด้านการแสดง การฟัง การร้อง ความกลมกลืนในการเคลื่อนไหว แล้ว ยังต้องรวมไปถึงการสังเกตความเปลี่ยนแปลง ทางทัศนคติที่มีต่อนาฏศิลป์ เช่น ความสนใจ ความเอา ใจใส่ การทำกิจกรรมกลุ่ม หรือพัฒนาการทางอารมณ์ขณะทำกิจกรรม รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ ทั้งใน และนอกชั้นเรียน เหล่านี้ต้องอาศัยการสังเกตของผู้สอนเป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มี พฤติกรรมด้านจิตพิสัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ชื่นชมเห็นคุณค่าของทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์ เครื่องมือ ที่ใช้วัดอาจใช้ดังนี้ 2.1 บันทึกการสังเกต เป็นการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วม กิจกรรม ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในเวลาเรียนและกิจกรรมพิเศษนอกเวลาเรียนผู้ บันทึกหรือผู้ประเมินจะต้องบันทึกเป็นระยะเวลายาว
2.2 แบบประเมินตนเอง เป็นแบบประเมินที่ให้นักเรียนประเมินตนเองซึ่งมี รายการให้ นักเรียนประเมิน ซึ่งอาจใช้แบบสำรวจรายการหรือมาตราส่วนประมาณค่าก็ได้ 2.3 แบบประเมินค่านิยมหรือเจตคติเป็นแบบวัดให้นักเรียนตอบ ซึ่งมีหลายแบบ เช่น มาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท เพื่อตรวจสอบค่านิยมนักเรียนในทางบวกและทางลบ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ในการวัดและประเมินผลการเรียนในทางบวกและทางลบตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานเป็นไปตามป้าหมายของผู้วิจัยที่วางไว้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ผู้สอนจะต้องวัดและประเมินผล ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือทั้งด้านความรู้ด้านทักษะและกระบวนการ ด้านคุณธรรมจริยธรรมและ ค่านิยมซึ่งการ วัดผลและประเมินผลจะมุ่งเน้นให้นักเรียนมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีสุนทรียะ สามารถ แสดงออกได้อย่างถูกต้อง มีความสุขและพัฒนาให้มีความคิดสร้างสรรค์ 3. นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น การนำเสนอเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หัวข้อ คือ 1) ประวัติ ความเป็นมาของนาฏศิลป์ 2) ความหมายของนาฏศิลป์ 3) ประเภทของนาฏศิลป์ไทเบื้องต้น และ 4) การฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น มีรายละเอียด ดังนี้ ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ นาฎศิลป์หรือศิลปะของการเต้นรำเป็นลีลาที่ผู้ประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นจากการเลียนแบบกิริยา ท่าทางของมนุษย์ราชบัณฑิตยสถาน (2525, หน้า 431) เขียนบอกความหมายของนาฏศิลป์ไว้ว่านาฎศิลป์ เป็นศิลป์แห่งการละครหรือการฟ้อนรำนาฎศิลป์มีรากฐานที่มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ 1. มาจากธรรมชาติมนุษย์ได้เลียนแบบการแสดงกิริยาอาการเคลื่อนไหว โดยมีธรรมชาติ เป็น พื้นฐาน และวิวัฒนาการสืบต่อกันมาเป็นลำดับ เช่น มีการขับร้องก็เปล่งเสียงออกมาตามเรื่อง ตามราว สูง บ้างต่ำบ้าง การดนตรีแต่เดิมก็เป็นเพียงการทำจังหวะต่อมาก็สร้างสิ่งที่ทำให้เกิดเสียง ซึ่งต่อมาการคิดริเริ่ม ใช้อุปกรณ์ เช่น ไม้ไผ่ มาจนกระทั่งเป็นระนาดในปัจจุบัน ส่วนการฟ้อนรำมา จากกิริยาท่าทางของการ เคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์โดยธรรมชาติ เมื่อเกิดการร้องและทำดนตรี แล้วความฮึกเหิมตาม สัญชาตญาณก็เกิดขึ้นแทนที่จะนั่งร้องอย่างเดียวก็ลุกขึ้นมาออกท่าทาง กระโดดโลดเต้น ทำมือ ไปตาม ความหมายและความรู้สึกต่อมาเมื่อมีความเจริญ ศิลปะดังกล่าวก็ เจริญตามจนถึงทุกวันนี้
2. มาจากการฟ้อนรำอันเกิดจากการเช่นบวงสรวงเทพเจ้า การเช่นสังเวยนี้มีอยู่ทุกชาติทุกภาษา เพราะมนุษย์ย่อมต้องการอาศัยศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ด้วยการนับถือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคนมีทั้งความกลัวและความต้องการ เมื่อเกิดความกลัวก็มี การอ้อนวอนให้ ช่วยเหลือ ถ้าต้องการสิ่งใดก็อ้อนวอนให้สมปรารถนาด้วยมีความเชื่อว่าพระเจ้า ย่อมมีจิตใจเหมือนตน โดย ปกตินิสัยของคนเราเรียกว่ามีมิตรจิตมิตรใจช่วยเหลือกัน เมื่อต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พึงพอใจ ช่วยเหลือตน ก็จะทำพิธีต่างๆ เช่น บวงสรวงถวายอาหาร สวด สรรเสริญขอพร แล้วสุดท้ายก็มี การฟ้อนรำถวาย หลักฐานการฟ้อนรำ อันเกิดจากการเช่นบวงสรวงพระ เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏในตำนานวรรณคดีที่กล่าวถึงเวทย์ต่างๆ เรียกว่า จตุรเวท ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม การศึกษา นาฏศิลป์จึงเป็นการศึกษาวัฒนธรรมแขนงหนึ่งซึ่งนอกจากแสดงความเป็นอารยะของประเทศแล้ว นาฏศิลป์ยังเป็นแหล่งรวมศิลปะ และการแสดงหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ นาฏศิลป์ไทย คุณค่าของนาฏศิลป์ไทย สุนทรียภาพและการแต่งกายของนาฏศิลป์ไทย จึงเป็นสิ่งที่จะ ส่งเสริมให้บุคคลผู้นั้นเป็นเยาวชนที่ดีในอนาคต สามารถที่จะสร้างสรรค์ อนุรักษ์และถ่ายทอดต่อไปได้ ประโยชน์ในการศึกษาวิชานาฏศิลป์ ประโยชน์โดยทางตรง ใช้เป็นวิชาชีพ ผู้ที่ศึกษาวิชานาฏศิลป์ อย่างจัดเจน ชำนิชำนาญ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ เพราะ ในกิจกรรมต่าง ๆ วิชานาฏศิลป์เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอเป็นการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะวิชานาฏศิลป์นั้นในขณะฝึกหัดนัยว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างดีเยี่ยม ได้บริหารร่างกายทั่วทุก ส่วน ประโยชน์ทางอ้อม ได้ชื่อว่าเป็นชาวไทยที่สมบูรณ์ รู้จักวัฒนธรรมของชาติตน การเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ในปัจจุบัน ชาว ต่างประเทศให้ความสนใจมาก ได้เข้ามาสนใจศึกษาค้นคว้า แต่พวกเราชาวไทยถ้าหากไม่สนใจแล้ว วัฒนธรรมในแขนงนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือต่างชาติ ต่อไปเมื่อเราต้องการศึกษาก็คงจะต้องอาศัยข้อมูลจาก พวกเขา แล้วอย่างนี้จะได้ชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร พวกเราชาวไทยควรศึกษาศิลปวัฒนธรรม ของเราเองไว้ให้ดี จะได้ชื่อว่าเป็นชาวไทยที่แท้จริงมีจิตใจอ่านโยน นาฏศิลป์ช่วยให้ผู้เรียนมีจิตใจอ่อนโยน
มีสติ และมีสมาธิที่มั่นคงไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้าง ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีความสามารถในขณะปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ผลมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นช่วยผ่อนคลายและความเครียดของจิตใจดังจะเห็นได้ว่า ศิลปินในแขนงนี้มีอายุยืนยาว มีสุขภาพดีเป็นส่วนมากช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น ผู้ที่เรียน นาฏศิลป์จะมีลักษณะพิเศษเห็นได้เด่นชัด เช่น ขณะเวลานั่ง หรือ ยืน จะสง่างาม เพราะได้รับการฝึกฝน วิธีการนั่งยืนมาเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันเป็นผู้ที่รู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ตื่นตระหนก และกล้าที่จะ แสดงออกสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผลจากประสบการณ์ในการแสดงทั้งสิ้นที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อย นาฏศิลป์ มีคุณประโยชน์ต่อผู้เรียนอเนกอนันต์ประการไม่สามารถนำมาบรรยายได้หมด บางอย่างเป็นสิ่ง ที่เห็นได้ชัด บางอย่างเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ ผู้ที่ศึกษาเท่านั้นจึงจะเห็นประโยชน์ พวกเราเยาวชนไทยผู้ซึ่งใน อนาคตจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการพัฒนาและบริหารประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง ควรจะมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ฟื้นฟูและศึกษา ศิลปวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ดนตรีให้คงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป สุนทรียภาพของการแสดงนาฏศิลป์ สุนทรียภาพ ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2525 หมายถึงความ งามในธรรมชาติหรืองานศิลปะ ที่แต่ละบุคคลสามารถเข้าใจและรู้สึกได้ หรือความเข้าใจและรู้สึกของแต่ ละบุคคลที่มีต่อความงามในธรรมชาติหรืองานศิลปะซึ่งในที่นี้หมายถึง ความงามในงานศิลปะทางด้านการ แสดงนาฏศิลป์ในการศึกษาทางด้านสุนทรียภาพของการแสดงนาฏศิลป์นั้น เป็นไปตามหลักการทาง สุนทรียศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับความรู้สึกในการรับรู้ความงาม ได้แก่ หลักเกณฑ์ด้านความงาม ลักษณะต่าง ๆ ของความงาม คุณค่าต่าง ๆ ของความงามและรสนิยม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาความ เป็นอยู่ พฤติกรรมและจิตใจของมนุษย์ ในด้านความรู้สึก การตอบสนองต่อสิ่งสวยงามและสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อมวลชน โดยมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์โดยตรงที่สร้างความพอใจและมีผลต่อความรู้สึก เฉพาะตนตลอดจนมีการสอบสวน และเปิดเผยหลักเกณฑ์ความงามให้เห็นเด่นชัด ได้ด้วย ดังนั้น การศึกษาด้านสุนทรียภาพของงานนาฏศิลป์จึงหมายถึง การศึกษาและพิจารณาในเรื่องการแสดงท่าทาง อากัปกิริยา การร่ายรำของศิลปะแห่งการละครและการฟ้อนรำ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับดนตรีที่เป็น องค์ประกอบที่ช่วยให้การแสดงนาฏศิลป์มีความสมบูรณ์จึงต้องนำความงามทางด้านดนตรีในการแสดง นาฏศิลป์มาพิจารณาร่วมกันด้วยทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาและประเมินค่าความงามของการแสดง นาฏศิลป์มีความถูกต้อง และครอบคลุมตามหลักการนาฏศิลป์ ตลอดจนเป็นไปตามหลักการทาง สุนทรียศาสตร์ด้วย นาฏศิลป์ไทย ประกอบด้วย ระบำ รำ ฟ้อน โขน และละคร ซึ่งเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า และมี รูปแบบของความงามหรือสุนทรียะ 3 ด้าน สุนทรียะทางวรรณกรรมสุนทรียะทางดนตรี และการขับร้อง และสุนทรียะทางท่ารำ ดังนี้
1. สุนทรียะทางวรรณกรรม หมายถึง ความงามทางตัวอักษร โดยเฉพาะคำประพันธ์ประเภทร้อย กรอง ที่มีความงามทางตัวอักษรของกวีหรือผู้ประพันธ์ที่มีศิลปะในการใช้ถ้อยคำซึ่งก่อให้เกิดการโน้มน้าว ความรู้สึกในแง่ของคติสอนใจที่มีคุณประโยชน์ในการเสริมสร้างปัญญา โดยความงามของวรรณคดี ประเภทร้อยกรองนั้นประกอบด้วย ความงามของเนื้อหาสาระและศิลปะการใช้ถ้อยคำ การเล่นคำ เล่นอักษร เล่นสระ และเล่นเสียง ให้มีรสสัมผัสนอกและสัมผัสในเพื่อช่วยในการเสริมคุณค่า ทางสุนทรียะของนาฏศิลป์ไทยิ่งขึ้น ดังพิจารณาได้จากบทร้อยกรองในวรรณคดีไทยเหล่านี้ 2. สุนทรียะทางดนรีและการขับร้อง ความงามที่ได้จากดนตรีและการขับร้องนั้นต้องอาศัยทั้งผู้ บรรเลง ผู้ร้อง และผู้ฟัง เนื่องจากในเพลงไทยมักจะมีทั้งการบรรเลงดนตรีและการขับร้องไว้ด้วยกัน ตลอดจนมีผู้ฟังเพลงที่มาช่วยกันสร้างสุนทรียะทางดนตรีและการขับร้องร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายต้องอาศัย หลักการดังต่อไปนี้ 2.1 สุนทรียะจากผู้บรรเลงดนตรีผู้บรรเลงจะต้องมีความรู้ความชำนาญในการร้อง และการส่งให้คำร้องมีความแตกฉาน ที่จะช่วยให้การแสดงมีความสมจริงยิ่งขึ้น สามารถรักษา ลีลาจังหวะได้ตรงตามสถานการณ์และอารมณ์ ตลอดจนมีกลเม็ดในการบรรเลงที่ไม่ซ้ำซาก จนทำให้คน เบื่อหน่าย ซึ่งควรมีการเปลี่ยนทำนองให้แปลกแหวแนวออกไปบ้าง อย่างไรก็ตามการบรรเลงที่ใช้เครื่อง ดนตรีชนิดเดียวจะให้รสสัมผัสและสุนทรียะได้ดีกว่า และง่ายกว่าการบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีหลาย ๆ ชนิด แต่ทั้งนี้ผู้บรรเลงจะต้องมีความชำนาญด้วย ดังเห็นได้จากผู้บรรเลง ระนาดเดี่ยว หรือจะเข้เดี่ยว เป็น ต้น 2.2 สุนทรียะจากผู้ร้อง ผู้ขับร้องเพลงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในการร้อง เพลง โดยฝึกใช้ระดับเสียงที่เหมาะสมกับเสียงของตน มีวิธีการร้องที่ถูกต้องตามทำนองและจังหวะของ เพลง ร้องได้ชัดเจนถูกอักขระ ร้องตรงกับระดับเสียงของดนตรีฝึกหายใจให้ถูกต้อง จะทำให้เสียงไม่ขาด ห้วน ในด้านการศึกษาเนื้อเพลงควรมีการแบ่งวรรคตอนให้พอดีกับความหมายตามอักขรวิธี และตีความ เพื่อใส่อารมณ์และความรู้สึกลงในบทเพลง เมื่อถึงเวลาแสดง ผู้ร้องจะต้องมีความมั่นใจในการแสดงออก รู้จักใช้เสียงและอารมณ์ตามบทบาทของตัวละครรวมทั้งสังเกตอารมณ์ผู้ฟังด้วย 2.3 สุนทรียะจากผู้ฟัง โดยผู้ฟังจะต้องมีความพร้อมในการฟังด้วยการมีศรัทธามี สมาธิในการฟัง และมีความรู้พื้นฐานในการฟังบ้าง นอกจากนี้ควรมีการศึกษาเนื้อเพลง และทำนองเพลง เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งความสามารถสร้างอารมณ์ให้คล้อยตามไปกับผู้บรรเลงดนตรีและ ผู้ร้องตลอดจน ควรทำใจให้สบายเพลิดเพลินและพยายามติดตามถ้อยคำตามบทร้องให้ตลอดทั้งเพลงด้วย
3. สุนทรียะของท่ารำ ความงามของท่ารำอย่างมีสุนทรียะนั้นพิจารณาได้จากความถูกต้องตาม แบบแผนของท่ารำ ได้แก่ ท่ารำถูกต้อง จังหวะถูกต้อง สีหน้าอารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องไปกับท่ารำ ทำนองเพลงและบทบาทตามเนื้อเรื่องท่ารำสวยงาม มีความแตกฉานด้านท่ารำ มีท่วงทีลีลาเป็นเอกลักษณ์ ของตนถ่ายทอดท่ารำออกมาได้เหมาะสมตรงตามฐานะและบทบาทที่ได้รับไม่มากหรือ น้อยเกินไป สิ่งเหล่านี้เป็นการชมและพิจารณาการแสดงที่เป็นชั้นสูง ผู้ชมเองก็จะต้องมีเกณฑ์และ ประสบการณ์ในการชมนาฏศิลป์ไทยไม่น้อยไปกว่าผู้แสดงเช่นกันการแสดงนาฏศิลป์ที่มีสุนทรียภาพทาง วรรณกรรม ดนตรี การขับร้อง และท่ารำเป็นการผสมผสานความงามของศิลปะเหล่านี้ให้หลอมรวมกัน เป็นหนึ่ง ซึ่งต้องมีทั้งความกลมกลืนในด้านความอ่อนช้อย ต่อเนื่องสอดคล้องเข้ากันได้ดีอันเป็นการ สะท้อนถึงอารมณ์ของเรื่องราวมีความขัดแย้งในด้านของแง่คิด หรือคติสอนในที่มีความสมจริงตามเรื่อง หากแต่ผู้ชมแต่ละคนอาจได้รับแง่คิดที่มากน้อยแตกต่างกัน ตามประสบการณ์ในการรับรู้ของแต่ละคน และมีจุดเน้นของเรื่องราวหรือสาระสำคัญของเรื่องที่นำไปสู่ผู้ชมการแสดงได้อย่างชัดเจน ก่อให้เกิดความ เข้าใจและซาบซึ้งทางจิตใจกับงานนาฏศิลป์นั้น ๆ อันจะนำไปสู่งานนาฏศิลป์ที่มีคุณค่าแห่งสุนทรียภาพ อย่างแท้จริง นาฏศิลป์กับบทบาททางสังคม นาฏศิลป์เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่สร้างสรรค์สุนทรียะด้านจิตใจและอารมณ์ให้กับคนในสังคม และมี อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่สามารถสะท้อนภาพวิธีชีวิตและกิจกรรมของคนในสังคม ทั้งที่เป็น กิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมดังพิจารณาได้จากบทบาทของนาฏศิลป์ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของ มนุษย์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. บทบาทในพิธีกรรมรัฐพิธีและราชพิธีการแสดงนาฏศิลป์ในพิธีกรรมต่าง ๆ สามารถแสดงถึง ความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติของภูติฝีปีศาจและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เช่น การฟ้อนรำในพิธีลำผีฟ้า เพื่อ รักษาโรค หรือสะเดาะเคราะห์ของภาคอีสาน การฟ้อนผีมดผีเม็งในภาคเหนือ ที่จะมีผู้หญิง มาเข้าทรงและฟ้อนรำร่วมกันเป็นหมู่เพื่อการสะเดาะเคราะห์หรือรักษาโรคการแสดงแก้บนในลักษณะ ละครแก้บน หรือลิเกแก้บน เป็นต้น และยังมีการฟ้อนรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบูชาครูบาอาจารย์ต่างๆ เช่น การรำไหว้ครูมวยไทยการรำอายุธบนหลังช้าง การำถวายมือในพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ เป็นต้น 2. บทบาทในการสร้างสรรค์มนุษย์มีการพบปะสังสรรค์กันในโอกาสต่าง ๆ ทั้งในหมู่เครือญาติ เพื่อนฝูง และคนในสังคม หรือท้องถิ่นเดียวกัน เช่นในงานวันเกิด งานประเพณี และงานเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น ดังเห็นได้จากงานบุญประเพณีสงกรานต์ หรืองานเฉลิมฉลองต่าง ๆ จะมีการแสดงนาฏศิลป์ต่าง ๆ เช่น การฟ้อนรำ โขน ลิเก เป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้คนในท้องถิ่นทั้งหญิงและชายได้พบปะสังสรรค์และ สนุกสนานกับการแสดงต่าง ๆ ร่วมกัน
3. การสื่อสาร นาฏศิลป์เป็นกระบวนการหนึ่งทางการสื่อสารที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจกันได้ โดยใช้ภาษาท่าทาง หรือท่ารำที่มีความหมายจากการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบการพูดหรือการเล่าเรื่อง ต่าง ๆ หรือภาษาท่าทางในละครใบ้ที่สามารถสื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจได้โดยการแสดงออทางสีหน้า อารมณ์และดนตรีประกอบที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้เข้าใจยิ่งขึ้น ซึ่งท่าทางหรือท่ารำต่าง ๆ นี้อาจกำหนด ขึ้นจากการเลียนแบบลักษณะธรรมชาติ เช่น กิริยาท่าทางของมนุษย์หรือสัตว์และท่าทางที่มนุษย์กำหนด ขึ้นจากข้อมูลทางวัฒนธรรม เช่น เทวรูป ภาพจำหลัก เป็นต้น 4. บทบาทในทางการศึกษา นาฏศิลป์เป็นการศึกษาทางด้านศิลปะแขนงหนึ่งที่พัฒนา ควบคู่มา กับความเจริญของมนุษย์ โดยเฉพาะความเจริญทางด้านศิลปะวัฒนธรรมที่มีการสร้างสรรค์ และทำนุบำรุง ศิลปะให้รุ่งเรืองด้วยการสร้างสถาบันการศึกษาด้านนาฏศิลป์ เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ที่ เน้นการเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์ให้กับนักเรียนนักศึกษาของไทย และโรงเรียนสอนการแสดงหรือการรำ นาศิลป์ขององค์กรเอกชนต่าง ๆ ที่จัดการเรียนขึ้นเป็นระยะสั้น ๆ ให้กับเยาวชนไทยหรือผู้สนใจทั่วไป เพื่อ เป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ความกล้าแสดงออก และคุณภาพชีวิตของผู้ศึกษารวมทั้งยังเป็นการสร้าง นาฏยศิลปินให้มีความเชี่ยวชาญ และสามารถใช้นาฏศิลป์เป็นอาชีพเลี้ยงตนเองได้ 5. บทบาทในการอนุรักษ์และเผยแพร่เอกลักษณ์ของชาติ นาฏศิลป์เป็นการแสดงเอกลักษณ์ ประจำชาติอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องหมายแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่น หรือแตกต่างจาก ชนชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะนาฏศิลป์ไทยที่มีเอกลักษณ์ด้านท่ารำ เครื่องแต่งกาย และดนตรีไทยประกอบการ แสดงซึ่งยังมีความหลากหลายในแต่ละท้องถิ่นของประเทศ ได้แก่ ใน ภาคกลางภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ก็มีการแสดงนาฏศิลป์ที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละท้องถิ่นใดมีการ เผยแพร่งานนาฏศิลป์ของท้องถิ่นออกไปให้กว้างไกล ทั้งในท้องถิ่นใกล้เคียงและในต่างประเทศที่อยู่ ห่างไกล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เช่น ในงานเทศกาล ศิ ลป ว ั ฒ น ธ ร รม แ ละม ห กร รม นา น า ชา ต ิ ต ลอ ด จน ให ้ ก า ร สน ั บ สน ุ นก า รสร ้ าง สรรค์ ผลงานนาฏศิลป์ให้เพิ่มพูนและสืบทอดไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งนับเป็นภารกิจของคนในท้องถิ่นหรือ ประเทศชาตินั้น ๆ ที่ต้องมาร่วมมือกัน โดยเริ่มจากความรักความชื่นชม และภาคภูมิใจในงานนาฏศิลป์ ไทย ของเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาที่มาจัดแสดงนาฏศิลป์ที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ ชื่นชมในงานนาฏศิลป์ของชาติตน ที่แม้จะอยู่ถึงต่างประเทศก็ยังห้าการทำนุบำรุงรักษา และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของบรรพบุรุษให้คงอยู่ และเป็นที่แพร่หลายต่อไป 6. บทบาทในการส่งเสริมพลานามัย นาฏศิลป์เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายให้สวยงาม และมี ความหมาย ต้องใช้การฝึกหัดและฝึกซ้อมให้จดจำท่าทางต่าง ๆ ได้จึงเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่มี การใช้กำลังยกแขน ขา มือ หรือเคลื่อนไหวศีรษะและใบหน้า เพื่อให้เกิดท่าทางและความสนุกสนานไป
พร้อม ๆ กัน เช่น การรำกระบี่กระบอง เซิ้ง การรำดาบสองมือ การรำพลอง การำง้าว ก็เป็นการผสมผสาน ท่าทางนาฏศิลป์กับศิลปะการกีฬาแบบไทย ๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการเต้นแอโรบิก หรือการเต้นออก กำลังกายประกอบเพลง ซึ่งเป็นการนำนาฏศิลป์มาประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกาย และความแข็งแรง ให้กับร่างกายการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยการแสดงนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็น ระบำ รำ ฟ้อน โขน และละครล้วนเป็นการแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ หรือภูมิปัญญาของคนไทย ในด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผ่านการเรียนรู้ฝึกฝนถ่ายทอดกันมายาวนานจนเป็นมรดกของชาติที่เป็น เอกลักษณ์ประจำชาติไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทยพบว่า ที่ เริ่มต้นมาจากการเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ท่าทางของมนุษย์และสัตว์ในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วนำมาเป็น แบบอย่างในการแสดงท่ารำ หรือ ท่าทางประกอบการแสดง ตลอดจนการแสดงอารมณ์ และความรู้สึก ผ่านทางแววตา และใบหน้าในการแสดงที่เป็นธรรมชาติ และสามารถสื่อความหมายให้เข้าใจร่วมกันได้ ต่อมา ได้มีการประดิษฐ์ท่าทางการแสดงและการร่ายรำให้อ่อนช้อยงดงาม และมีความซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการสร้างสรรค์องค์ประกอบทางนาฏศิลป์ ทั้งทางด้านบทละคร ฉาก การแต่งกาย การแต่งหน้า อุปกรณ์การแสดง ดนตรีประกอบ และศิลปะการแสดงให้สอดคล้องกลมกลืน และมีความสัมพันธ์กันเป็น ความงามหรือเกิดสุนทรียะทางนาฏศิลป์ที่สมบูรณ์ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า นาฎศิลป์หรือศิลปะของการเต้นรำเป็นลีลาที่ผู้ประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นจากการ เลียนแบบกิริยา ท่าทางของมนุษย์ นาฎศิลป์ เป็นศิลป์แห่งการละครหรือการฟ้อนรำนาฎศิลป์มีรากฐาน ที่มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ 1. มาจากธรรมชาติมนุษย์ได้เลียนแบบการแสดงกิริยาอาการเคลื่อนไหว โดยมีธรรมชาติ เป็นพื้นฐาน 2. มาจากการฟ้อนรำอันเกิดจากการเช่นบวงสรวงเทพเจ้า ประเภทของนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น นาฏศิลป์ไทยสามารถแบ่งออกตามลักษณะรูปแบบการแสดงได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ 1. โขน เป็นศิลปะแห่งการเต้น เรื่องของการแสดงโขนนั้นมีที่มาจากเรื่องรามายณะโครงเรื่อง นำมาจากอินเดีย และใช้ชื่อไทยว่า "รามเกียรติ์" เนื่องจากเค้าโครงเรื่องยาวมากจึงได้มีการแบ่งเรื่องราว ออกเป็นตอนๆ เพื่อสะดวกที่จะนำมาแสดงการแสดงโขนดำเนินเรื่องโดยการพากย์และการเจรจา คำ พากย์เป็นคำประพันธ์ประเภทกาพย์ส่วนคำเจรจาเป็นคำประพันธ์ประเภทร่ายยาว เวลาตัวแสดงต้องการ
แสดงอารมณ์ต่างๆ ก็ใช้กลอนแปด (กลอนบทละคร) แสดงในเรื่องมี พระ นาง ยักษ์ ลิง ตัวแสดงที่ต้องแต่ง กายตามบท เช่นกวาง นก กา โดยผู้แสดงบางตัวสวมศีรษะเพื่อให้เห็นลักษณะที่เด่นชัด สัญลักษณ์การแต่ง กายของโขน คือ การสวมศีรษะ ฝ่ายยักษ์ที่สวมศีรษะ เช่น ทศกัณฐ์ อินทรชิต ฝ่ายลิงที่ต้องสวมศีรษะ เช่น หนุมาน สุครีพ องคต ดนตรีประกอบการแสดงใช้วงปี่พาทย์อาจเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ก็ได้ โขนแบ่งเป็น 5 ชนิด คือ 1.1) โขนกลางแปลง เป็นการแสดงโขนกลางสนาม ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงชุดเกี่ยวกับ การยกทัพและการรบกัน 1.2) โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงโขนในโรงที่มีหลังคาคลุม และมีราวไม้พาด ตามยาวให้ตัวโขนที่สำคัญนั่งแทนเตียง ผู้แสดงทุกคนสวมหัวโขน ยกเว้นตัวนาง 1.3) โขนโรงใน เป็นการแสดงโขนที่นำเอาศิลปะการขับร้อง และการร่ายรำของละครในเข้าไป ผสมกับการแสดงโขน ดังนั้นการแสดงโขนชนิดนี้จึงใช้ทั้งท่ารำของละครและท่าเต้นของโขน 1.4) โขนหน้าจอ เป็นการแสดงโขนด้วยการปล่อยตัวโขนออกมาแสดงสลับกับการเชิดหนังใหญ่ เรียกกันว่า "หนังติดตัวโขน" ต่อมาเมื่อคนไม่นิยมดูหนังใหญ่จะดูโขนมากกว่า จึงปล่อยโขน ออกมาเล่น หน้าจอหนังตั้งแต่เย็นจนเลิก จอที่ขึงอยู่ยังคงขึงไว้เป็นพิธี 1.5) โขนฉาก เป็นการแสดงโขนโรงในที่มีการสร้างฉากประกอบให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น เช่น โขนที่จัด แสดงในโรงละครแห่งชาติ เป็นต้น 2. ละคร ในที่นี้หมายถึง ละครรำ การแสดงละครรำมุ่งเน้นศิลปะของการร่ายรำเป็นสำคัญดำเนิน เรื่องด้วยคำร้องและมีบทเจรจาแทรก ได้แก่ ละครรำแบบโบราณ และละครรำที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ละคร รำแบบโบราณมี 3 ชนิด คือ 2.1) ละครชาตรี คือ ละครที่ถือเป็นต้นแบบของละครรำทุกชนิด ปัจจุบันนิยมแสดงเรื่องมโนห์รา และเรื่องรถเสน ใช้วงปีพาทย์ซาตรีบรรเลงประกอบการแสดง 2.2) ละครนอก คือ ละครที่ถือความสนุกสนานเป็นสำคัญ มีการแสดงตลก และแสดงนอกบทได้ ไม่คำนึงถึงระเบียบประเพณี ผู้แสดงเป็นชายล้วน ปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ แบบที่ผู้ชายแสดงล้วน และ แบบที่แสดงโดยชายจริง หญิงแท้ นิยมแสดงเรื่องไกรทอง สังข์ทอง คาวี มณีพิชัย และไชยเชษฐ์ใช้วงปี่ พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่บรรเลงประกอบการแสดง
2.3) ละครใน การแสดงละครในมุ่งเน้นศิลปะของการร่ายรำเป็นสำคัญ ยึดถือระเบียประเพณี อย่างเคร่งครัด ไม่นิยมแสดงตลก ใช้เพลงขับร้องที่ไพเราะนุ่มนวล ใช้ผู้หญิงแสดงล้วนเดิมใช้วงปี่พาทย์ เครื่องห้าบรรเลงประกอบการแสดง ต่อมาใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่และวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ นิยมแสดงเรื่อง อิเหนา รามเกียรติ์ อุณรุท และดาหลัง ละครรำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่มี 3 ชนิด คือ 2.3.1) ละครพันทาง คือ ละครแบบผสมเป็นการนำลีลาท่าทางของชนต่างชาติเข้ามา ปรับปรุงกับท่ารำแบบไทยๆ การแสดงละครพันทางนี้แต่เดิมเป็นการริเริ่มของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ซึ่งท่านเป็นผู้คิดนำเอาเรื่องพงศาวดารของชาติต่างๆมาแต่งเป็นบทละครสำหรับแสดง 2.3.2) ละครดึกดำบรรพ์ คือ ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ มีลักษณะการแสดงคล้าย ละครโอเปร่าแบบตะวันตก กล่าวคือ ตัวละครพูดเอง ร้องเอง และเปลี่ยนฉากไปตามเนื้อเรื่องเช่นเดียวกับ ละครพันทาง ซึ่งในการแสดงละครชนิดนี้ได้ปรับปรุงวงดนตรีขึ้นใช้ประกอบโดยเฉพาะ ได้แก่ วงปี่พาทย์ ดึกดำบรรพ์ 2.3.3) ละครเสภา คือ ละครที่มีแบบลักษณะของการแสดงคล้ายละครนอก รวมทั้ง เพลงร้องนำ ทำนองดนตรี และการแต่งกายของตัวละคร แต่มีข้อบังคับอยู่อย่างหนึ่ง คือ ต้องมีการขับ เสภาแทรกอยู่ด้วยจึงจะเป็นละครเสภา นิยมแสดงเรื่อง ไกรทอง และขุนช้างขุนแผน 3. ระบำ คือ การฟ้อนรำเป็นหมู่หรือเป็นชุด ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องอย่างละคร แต่เดิมผู้แสดงเป็น หญิงล้วนตั้งแต่สองคนขึ้นไป แต่งกายเหมือนกัน มีทั้งระบำประกอบบทร้องและไม่มีบทร้อง ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ 3.1) ระบำชนิดที่ถือเป็นมาตรฐาน เป็นระบำที่ปรมาจารย์ได้คิดประดิษฐ์ไว้และถ่ายทอด สืบต่อกันมา เช่น - ระบำดาวดึงส์ แสดงประกอบละครดึกดำบรรพ์เรื่องสังข์ทอง - ระบำกฤษดาภินิหาร แสดงประกอบละครเรื่องเกียรติศักดิ์ไทย - ระบำเทพบันเทิง แสดงประกอบละครในเรื่องอิเหนา ตอนลมหอบ 3.2) ระบำที่มีผู้แต่งบทร้องและประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่ หรือเรียกว่าระบำเบ๊ดเตล็ด เช่น - ระบำดอกบัว แสดงประกอบละครนอกเรื่องรถเสน - ระบำไก่ แสดงประกอบละครเรื่องพระลอ - ระบำนพรัตน์ แสดงประกอบละครเรื่องสุวรรณหงส์ - ฟ้อนม่านมงคล แสดงประกอบละครเรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามแต่งงาน - ระบำเชียงแสน เป็นระบำโบราณคดี แสดงถึงศิลปกรรมสมัยเชียงแสน
- ระบำสุโขทัย เป็นระบำโบราณคดี แสดงถึงศิลปกรรมสมัยสุโขทัย - ระบำลพบุรี เป็นระบำโบราณคดี สร้างขึ้นจากหลักฐานทางโบราณวัตถุ และโบราณสถาน แสดงถึง ศิลปกรรมสมัยลพบุรี - ระบำชุมนุมเผ่าไทย แสดงประกอบละครพันทาง เป็นระบำนำเรื่องในละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง อานุภาพแห่งความเสียสละ - ระบำศรีวิชัย เป็นระบำโบราณคดี สร้างขึ้นจากหลักฐานทางโบราณวัตถุและโบราณสถาน ต่อมาได้นำมา แสดงประกอบละครเรื่องศรีธรรมาโศกราช เป็นระบำที่แสดงถึงศิลปกรรมสมัยศรีวิชัย 4. รำ คือ การรำเดี่ยวและรำคู่ ประกอบเพลงหน้าพาทย์ 4.1) การรำเดี่ยว คือ การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว แสดงให้เห็นความงามของลีลาท่ารำตาม แบบนาฎศิลป์ไทย และเห็นความงามของเครื่องแต่งกาย เช่น ฉุยฉายพราหมณ์ ฉุยฉายเบญกาย ฉุยฉาย ทศกัณฐ์ลงสวน รำพลายชุมพล 4.2) การรำคู่ คือ การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียง 2 คน ร่ายรำตามบทร้องหรือเพลงหน้าพาทย์ เช่น รำ แม่บท รำอวยพร พระลอตามไก่ (จากละครเรื่องพระลอ) รจนาเสี่ยงพวงมาลัย (จากละครเรื่องสังข์ทอง) เป็นต้น 5.ฟ้อน คือ ศิลปะการฟ้อนรำแบบพื้นเมืองของชาวไทยทางภาคเหนือ และภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ การฟ้อนรำดังกล่าวแสดงให้เห็นความสวยงามและความพร้อมเพรียงเป็นสำคัญ ได้แก่การฟ้อนตามแบบพื้นเมืองทางเหนือ มีลีลาการร่ายรำค่อนข้างช้า เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเงี้ยว ฟ้อน เทียน ฟ้อนแพน การฟ้อนพื้นเมืองของภาคอีสาน เช่น ฟ้อนภูไท เป็นตัน ผู้วิจัยสรุปได้ว่า โขน เป็นศิลปะแห่งการเต้น เรื่องของการแสดงโขนนั้นมีที่มาจากเรื่องรามายณะ โครงเรื่องนำมาจากอินเดีย และใช้ชื่อไทยว่า "รามเกียรติ์" ละคร คือ การแสดงละครรำมุ่งเน้นศิลปะของ การร่ายรำเป็นสำคัญดำเนินเรื่องด้วยคำร้องและมีบทเจรจาแทรก ระบำ คือ การฟ้อนรำเป็นหมู่หรือเป็น ชุด ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องอย่างละคร แต่เดิมผู้แสดงเป็นหญิงล้วนตั้งแต่สองคนขึ้นไป แต่งกายเหมือนกัน รำ คือ การรำเดี่ยวและรำคู่ ประกอบเพลงหน้าพาทย์ฟ้อน คือ ศิลปะการฟ้อนรำแบบพื้นเมืองของชาวไทย ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การฟ้อนรำดังกล่าวแสดงให้เห็นความสวยงามและความ พร้อมเพรียงเป็นสำคัญ
การฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น คำรณ สุนทรานนท์ (2555 : 41) ได้กล่าวว่า การฝึกหัดนาฏศิลป์เบื้องต้น เป็นการฝึกเพื่อเตรียม กล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นและคล่องแคล่วพร้อมที่จะฝึกหัดในท่าที่ยากขึ้นอีกทั้งเป็นการฝึกการทรงตัวในการ แสดงได้เป็นเวลานานการฝึกหัดโขนเบื้องต้นเริ่มจากการฝึก ดังนี้ 1) เต้นเสา เพื่อฝึกกำลังขาให้มีความพร้อมที่จะแสดงติดต่อกัน โดยแรงไม่ตกหรือไม่หมดแรง ทำ ให้ไม่รู้สึกเหนื่อยและทำให้รูปร่างสมส่วน 2) ถองสะเอว หรือครูในวงการนาฎศิลป์ไทย เรียกว่า "กระทอกเอว" ฝึกเพื่อหัดให้ผู้เรียนรู้จักยัก เยื้องลำตัว ยักคอ ยักเอว ยักไหล่ และใบหน้าให้คล่องแคล่ว ซึ่งเตรียมความพร้อมในการฝึกหัดท่าเต้นท่า รำของโขน 3) ตบเข่า ฝึกเพื่อฝึกประสาทของผู้เรียนให้รู้จังหวะซึ่งเป็นหลักสำคัญในการเต้นโขน 4) ถีบเหลี่ยม เพื่อให้มีเหลี่ยมขาที่สวยงามและสามารถรับลอย หรือขึ้นลอยได้โดยไม่ตก 5) ตีลังกา หกคะเมน ทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไว จากวิธีการฝึกหัดโขนและท่าฝึกปฏิบัติโขนเบื้องต้น สามารถวิเคราะห์โดยจำแนกเป็นนักวิชาการ และครูฝึกหัดโขน ตัวละคร รูปแบบการฝึก ท่าฝึกหัดโขน สมศักดิ์ ทัดติ (2540 : 37-45) ได้กล่าวว่า ท่าฝึกหัดเบื้องต้น เป็นท่าฝึกหัดการเคลื่อนไหวอวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกายได้แก่ มือ แขน ข้อศอก ลำตัว ไหล่ ลำคอ ศีรษะ รวมทั้งขา และเท้า มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ตบเข่า ถองสะเอว เต้นเสา ถีบเหลี่ยม มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1) ตบเข่า เป็นการฝึกหัดจังหวะพื้นฐานสำคัญของนาฏศิลป์โขน ได้แก่ จังหวะ 1 2 3 การฝึกตบ เข่า เน้นวินัยในการทรงตัว ระดับของฝ่ามือและแขนที่ถูกต้อง ความเข้มแข็งหนักแน่น ของการตบเขาที่ เท่ากันพร้อมเพียงกัน ข้อที่น่าสังเกตของท่าตบเข่า คือ เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนเข้าใจจังหวะพื้นฐาน 1
2 3 จังหวะนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ใช้กับท่าต่าง ๆ ในแม่ท่าท่าตบเข่า เป็นการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบได้อีก ด้วย ศึกษาให้เข้าใจจังหวะโดยใช้อวัยวะที่เคลื่อนไหได้ง่ายและสะดวกในการใช้มือก่อน เมื่อเกิดทักษะใน ระดับหนึ่งแล้วจึงนำจังหวะดังกล่าวไปใช้จริงกับส่วนขาและเท้า ซึ่งจะทำให้ปฏิบัติได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 2) ถองสะเอว การฝึกถองสะเอวปฏิบัติต่อจากตบเข่า เป็นการฝึกหัดให้เกิดทักษะโดยให้ ผู้เรียนรู้ จากการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนบนของร่างกาย ได้แก่ การยักเยื้องลำตัว แขน ไหล่ ลำคอใบหน้าและศีรษะ ให้สัมพันธ์กันโดยใช้ศอกของผู้เรียนเป็นเครื่องมือ ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับได้แก่ การรู้จักการเคลื่อนไหว ของลำตัว ใบหน้าและ 3) เต้นเสา เป็นการเต้นหรือยกเท้าขึ้นลงสลับกัน ขณะที่ผู้เรียนต้องย่อเขาและแบะเหลี่ยมขา ออกไปด้านข้างให้มากที่สุด ข้อน่าสังเกตการเต้นเสานั้นถือเป็นหลักของการแสดงโขน ฉะนั้น การฝึกหัด เต้นให้ได้รูปแบบที่ถูกต้องสวยงามตามแบบแผนตั้งแต่แรกเริ่มฝึกหัด จึงเป็น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้เรียนควร จะมีความตั้งใจฝึกหัดท่าเต้นเสาให้ได้สัดส่วน ถูกต้องงดงาม แม้จะต้องใช้กำลัง และความอดทนต่อความ เมื่อยล้าก็ควรอดทน เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองเป็นอย่างยิ่งผู้เรียนจะมีท่าทาง และรูปแบบการเต้น ที่เป็นหลักของโขนได้วิธีการทรงตัวและการใช้อวัยวะช่วงล่างรูปแบบต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ได้พละกำลัง ทำให้ไม่เหน็ดเหนื่อยในการฝึกหัด หรือในการแสดงจริง 4) ถีบเหลี่ยม การดัดช่วงขาของผู้เรียนให้ได้รูปสวยงามตามลักษณะของนาภูศิลป์โขน เหลี่ยมขา ของนาฎศิลปินโขนที่พึงประสงค์นั้น คือ เมื่อแยกขาตั้งเหลี่ยมแล้วขาทั้งสองข้างควรจะแบะกว้างออกเป็น แนวตรงกับไหล่หรือ 180 องศา ปัญหาที่มักจะพบและเป็นอุปสรรคในการฝึกหัด คือ ผู้เรียนจะเจ็บปวด เกินไปจึงเกิดกลัวการถีบเหลี่ยม ครูจึงควรใช้จิตวิทยาประกอบการถีบเหลี่ยม เช่น พูดให้กำลังใจ ซักถาม พูดคุยเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนลืมความเจ็บปวดได้บ้าง ข้อควรสังเกตการถีบเหลี่ยมเป็นวิธีการฝึกหัดที่ต้อง กระทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้เล่นใหม่จะต้องถีบทุกวันในระยะ 3 เดือนแรก และระยะต่อไปจึงควรถีบอย่าง น้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง สำหรับครูผู้สอนจะต้องใช้หลักจิตวิทยาไม่ใจเร็ว หรือหักโหมจนเกินไปเพราะผู้เรียน จะเจ็บปวดและทรมานซึ่งอาจเกิดผลในเชิงลบกับผู้เรียนได้มากกว่า การถีบเหลี่ยมบ่อย ๆ นั้นจะช่วยให้ได้ เหลี่ยมที่มีมาตรฐานคือ 180 องศาในที่สุด นาฏยศัพท์ขั้นพื้นฐาน
การนำเสนอเกี่ยวกับนาฏยศัพท์ขั้นพื้นฐาน ผู้วิจัยได้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 หัวข้อ คือ 1) ที่มาของนาฏยศัพท์ขั้นพื้นฐาน 2) ที่มาของนาฏยศัพท์3) ประเภทของนาฏยศัพท์และ 4) นาฏยศัพท์ เบ็ดเตล็ด มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ที่มาของนาฏศัพท์ขั้นพื้นฐาน (สุมิตร, 2541, หน้า 192-199) การศึกษาทางนาฎศิลป์ไทยไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละครหรือ ระบำเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจ เรื่องการแสดงมากขึ้น ทั้งในตัวผู้แสดงและผู้ที่ชมการแสดงนั้น ๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็น ท่าทาง นาฎศิลป์ไทยนั้นก็คือเรื่องของนาฏยศัพท์ นาภูยศัพท์ทางนาฎศิลป์นี้ นายอาคม ฉายาคม ได้รับ คำสั่งจาก นายธนิต อยู่โพธิ์ เป็นอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ให้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2497 ต่อมา ครูอัมพร ชัชกุล ได้ขออนุญาตจาก นายอาคม ฉายาคม นำไปสอนนักเรียนที่โรงเรียนนาฎศิลป์ (ปัจจุบันเป็นวิทยาลัย นาฎศิลป์ เป็นนาฏยศัพท์ที่ใช้กับการแสดงโขนและการละคร แต่ยังมีนาฎยศัพท์บางคำที่ใช้เฉพาะในการรำ แต่ละเพลงเท่านั้น เช่น ในการรำแม่บท (เพลงชมตลาด) เป็นต้น กล่าวโดยสรุปว่า ท่ารำไทยที่มีมาแต่โบราณสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยอาศัยสื่อ ทาง โขนและละครรำ ครูผู้สอนรำไทยใช้เรียกชื่อท่ารำต่าง ๆ ว่านาฏยศัพท์ 2. ความหมายของนาฏยศัพท์ นาฎยศัพท์นั้นเป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะทางนาฎศิลป์ ซึ่งส่วนมากผู้ที่เกี่ยวข้องทางนาฏศิลป์ เท่านั้นที่ จะรู้ถึงความหมายของคำศัพท์เหล่านี้ ดังนั้น ราชบัณฑิตสถาน (2525, หน้า 431) ตามความหมายมีไว้ว่า หมายถึง คำ เสียง ที่ใช้ เรียกชื่อ ท่า เกี่ยวกับการฟ้อนรำเกี่ยวกับการแสดงละคร อรวรรณ ชมวัฒนา (2530, หน้า 61) กล่าวไว้ว่า นาฎยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ ลักษณะท่ารำที่ใช้ในการฝึกหัด เพื่อใช้ในการแสดงโขนและละคร อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ (2527 หน้า 180) กล่าวไว้ว่า นาฎยศัพท์ หมายถึง คำที่ใช้ในวงการ นาฎศิลป์ไทยสามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ
อมรา กล้ำเจริญ (2535, หน้า 107) ได้อธิบายความหมายของนาฎศัพท์ว่า หมายถึง ศัพท์เฉพาะ ในทางนาฏศิลป์ เป็นลักษณะของท่ารำไทย นาฎยศัพท์ที่ใช้กันเกี่ยวกับท่ารำไทยนั้นมีมากแยกตามลักษณะ นั้น 3. ประเภทของนาฏยศัพท์ นาฎยศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับท่ารำไทยนั้นมีมากมาย ถ้าแยกตามลักษณะของการใช้จะแบ่ง ออกเป็น 3 หมวด คือ (สุมิตร, 2541, หน้า 192-199) และ (เรณู, 2544 ข, หน้า 170) 1. หมวดนามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำหรือชื่อทาที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น ได้แก่ 1.1 ตั้งวง คือ ส่วนโค้งของลำแขนโดยใช้ส่วนแขนและมือทำพร้อม ๆ กัน จะตั้งวงมือ ใด ก่อนก็ได้แล้วแต่จะกำหนด ถ้าตั้งวงขวาก็เหยียดแขนขวาไปด้านข้างลำตัว แขนตึงเสมอไหล่ ตั้งมือ ขึ้น แล้วค่อย ๆ งอแขนประมาณว่าจากปลายนิ้ว ส่วนของแขนที่งอและหัวไหล่มีลักษณะเกือบครึ่ง วงกลม ระวังอย่างอแขนมากจนข้อศอกแหลมออกมา ท่าตั้งวงซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 1.1.1 วงบน ตัวพระและตัวนางจะแตกต่างกันตรงที่ ตัวพระวงบนจะอยู่ ระดับแง่ ศีรษะ ส่วนโค้งของลำแขนจะกว้าง ส่วนตัวนางวงบนจะอยู่ระดับหางคิ้ว ส่วนโค้งจะแคบกว่าตัว พระ 1.1.2 วงกลาง คือ ส่วนของลำแขนจะอยู่ระดับเอว ระหว่างวงบนและวงล่าง 1.1.3 วงล่าง คือ ส่วนโค้งของลำแขน ที่ทอดโค้งลงสู่เบื้องล่าง ปลายนิ้วอยู่ระดับ หน้าท้อง 1.1.4 วงหน้า คือ ส่วนโค้งของลำแขน ที่ทอดโค้งอยู่ข้างหน้า โดยตัวพระ ปลายนิ้ว มืออยู่ระดับข้างแก้มข้างเดียวกับวงบน ส่วนตัวนางปลายนิ้วอยู่ระดับปาก 1.1.5 วงพิเศษ คือ วงที่อยู่ระหว่างวงบนกับวงหน้า มักใช้กับท่าตัวพระ เช่น ท่าเรียง หมอนในการรำแม่บท 1.1.6 วงบัวบานหรือท่าบัวบาน คือ ยกแขนระดับวงบน แต่หงายท้องแขนขึ้นแบ หงายฝ่ามือจะตั้งท่าบัวบานข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้ ท่าบัวบานเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วงเทิด " ข้อควรระวังในการตั้งค่าบัวบาน คือ การใช้ส่วนต่าง ๆ ของลำแขนระดับความสูงของวงให้แขนส่วนบนลาด จากไหล่เล็กน้อยมิฉะนั้นจะดูเป็นแขนตั้งฉากหรือเป็นเหลี่ยมทำให้ท่ารำไม่สวยงาม 1.2 จีบ คือ การใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มาจรดกัน นิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลาย นิ้วชี้ โดยนับ จากข้อแรกลงมา จะใช้มือขวาหรือมือซ้ายก็ได้ ส่วนอีก 3 นิ้ว คือ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยกรีดออกไป
ให้ถึงทั้ง 3นิ้ว ให้ได้ระยะกันจึงจะดูสวยงาม เมื่อจีบแล้วให้หักข้อมือเข้าหาลำ แขนให้มากที่สุดลักษณะของ การจีบมือในไทย 1.3 จีบนิ้วกลางหรือจีบล่อแก้ว การจีบนิ้วกลางคล้ายการจีบมือและปฏิบัติด้วยมือขวา หรือมือ ซ้ายก็ได้ เช่น ถ้าต้องการจีบนิ้วกลางด้วยมือขวา ก็ให้แขมือขวายื่นออกมาข้างหน้าแล้ว งอ นิ้วกลางเข้ามา ใช้นิ้วหัวแม่มือกดทับลงบนเล็บของนิ้วกลางพอดี แล้วกรีดนิ้ว 3นิ้วคือ นิ้วชี้ นิ้วนาง นิ้วก้อย ออกไปให้ถึง ที่สุดเท่าที่จะทำได้ นิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือที่แตะชิดอยู่นั้น มีลักษณะเป็น วงกลมและต้องมีความรู้สึก เหมือนกับว่านิ้วกลางนั้น กำลังจะดีดออกจากหัวแม่มือ หักข้อมือ จีบ นิ้วกลางเข้าหาท้องแขน การเรียกชื่อ จีบนิ้วกลางเรียกกันหลายชื่อ เช่น มือพระนารายณ์ จีบล่อแก้ว หรือจีบแก้ว 1.4 สะบัดมือจีบกิริยาของการใช้ท่า สะบัดมือจีบ จะสะบัดมือใดได้หรือจะสะบัด พร้อมกันทั้งสอง มือก็ได้ สมมติว่า จะให้ทำทั้งสองมือพร้อมกันให้ตั้งมือจีบหงาย ระดับวงกลางทั้ง สองมือ ต่อมาปฏิบัติ 1.5 กรายมือ กิริยากรายมือเป็นการทำต่อเนื่องกันระหว่างการใช้จีบและวง กล่าวคือ ถ้าจะกราย มือขวา ให้ใช้มือขวาจีบหงาย แขนตึงไปด้านข้าง ยกส่วนแขนสูงเสมอไหล่ มือซ้ายตั้งวง บน เอียงข้างวง ต่อจากนั้นให้ม้วนจีบมือขวาไปตั้งวงข้าง มือซ้ายซึ่งตั้งวงข้างอยู่ดึงวงลง ส่งมือไป จีบหลังแล้วเอียงขวา เมื่อ จะกรายมือซ้ายก็เคลื่อนมือซ้ายมาจีบหงาย แขนตึงเสมอไหล่ด้านข้าง มือ ขวายังคงตั้งวงข้างอยู่ ยังคงเอียง ขวาเหมือนเดิมแล้วค่อย ๆ ม้วนมือซ้ายตั้งวงข้างดึงวงมือขวาลงส่ง มือไปจีบหลัง ศีรษะเอียงมาทางด้าน ซ้าย ทำเช่นนี้สลับกันไปตามความต้องการว่ากรายมือกี่ครั้ง 1.6 ยกเท้า คือ ลักษณะของการใช้เท้ายกขึ้นโดยฝ่าเท้าลงล่าง การยกเท้าจะยกข้าง ไหนก่อนก็ได้ การยกเท้าไม่ต้องประเท้าก็ได้ ส่วนมากจะนิยมการประเท้าก่อนการยกเท้าหรือก้าว เท้าแล้วตามด้วยยก เท้า 1.7 การกระดกเท้า เป็นการใช้ท่ารำต่อเนื่องกับการกระทุ่งเท้า แต่บางครั้งก้าวเท้าแล้ว กระดก ตามทันทีโดยไม่ผ่านการกระทุ้งเท้าก็ได้ เมื่อกระดกเท้าหรือยกเท้าขึ้นไปข้างหลังแล้วให้ น้ำหนักตัวลงบน เท้าที่ยืนอยู่และพยายามส่งเข่าของขาที่กระดกนั้นให้มาก บังคับตัวให้ตรงอย่าให้ ลำตัวชะงักมาข้างหน้า กระดกเท้าและส่งเข่าถูกต้องจะรู้สึกตึงหน้าขา ส่วนฝ่าเท้าของเท้าที่กระดกจะต้องหักข้อตรงหลังเท้าเข้าหา หน้าแข้งไม่บิดเบี้ยวไปทางหนึ่งทางใด นิ้วเท้าทั้งห้าถึงเท่ากัน 1.8 ก้าวเท้า เป็นริยาต่อเนื่องจากการยกเท้า เมื่อยกเท้าแล้วก็ต้องก้าวเท้า เมื่อยกเท้าไปข้างหน้า โดยน้ำหนักตัวจะโน้มหนักไปข้างหน้าเท้าที่ก้าวเท้าหลังอเข่าให้ดูพองามจะแตกต่างกันระหว่างตัวพระกับ ตัวนางคือ ตัวพระจะเหลี่ยมกว้าง ถ้าตัวนางจะเลี่ยมแคบและการก้าวเท้า 1.9 ยึด ยุบ การยึด ยุบ จะทำพร้อมกันทั้งสองขาหรือขาเดียวก็ได้ สมมติว่าใช้ขาข้างเดียว หมายถึง ขาข้างหนึ่งยกหรือกระดูกอยู่ ขาที่ยืนอยู่จะเป็นขาที่ปฏิบัติ เมื่อยืดเข่าจะตรงและ เมื่อยุบจะย่อ
เข่าที่ยืนตรง เข่าจะงอ ในการปฏิบัติ ยึด-ยุบ ทั้งสองขาพร้อมกัน ก็ปฏิบัติคล้ายกันแต่ จะอยู่ในลักษณะการ ยืนทั้งสองขา เมื่อยืนเข่าตรงทั้งสองข้างเรียกว่า "ยืด" เมื่อย่อเข่าลง เรียกว่า "ยุบ" ข้อสำคัญในการยึดไม่ ควรยึดให้เช่าตึงมากเกินไปหรือการยุบก็ไม่ควรย่อเข่ามากเกินไป เพราะจะทำให้การทรงตัวไม่ดี การยืดยุบเป็นการใช้กิริยาที่สำคัญมากในการให้จังหวะการหรือ เป็นการให้สัญญาณในการหมดท่ารา และจะ เปลี่ยนท่ารำใหม่ 1.10 ประเท้ากิริยาของเท้าที่วางเหลื่อมกันด้วยการเผยอจมูกเท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียง นิดเดียว โดยที่สันยังติดอยู่เชิดปลายนิ้วเท้าขึ้นทุกนิ้วให้จมูกเท้ากระทบ การประเท้าจะประเท้าไหน ก่อนก็ได้ สมมติว่าจะประเท้าซ้าย ก่อนอื่นให้ย่อตัวลงเล็กน้อยน้ำหนักตัวลงที่ขาขวาลงน้ำหนักเท้าซ้ายน้อยที่สุด เมื่อจะเริ่มประเท้าให้ยืดขึ้นเท้าช้ายเตรียมประให้ปลายนิ้วเท้าตึงและงอนขึ้นทั้งห้านิ้ว ส่วนของเท้าซ้ายที่ วางอยู่บนพื้นขณะนี้ คือสันเท้าและจมูกเท้า เมื่อยุบตัวพร้อมกันนั้นให้ใช้จมูกเท้าแตะพื้นเบา 1 แล้วยกเท้า ขึ้น กิริยาของการใช้จมูกเท้าแตะพื้นนี้ เรียกว่า "ประ" 1.11 จรดเท้า คือ การแตะพื้นด้วยจมูกเท้าส่วนอื่นของเท้าไม่ถึงพื้นพร้อม กับยุบตัวซึ่ง เป็นอีกกิริยาหนึ่งของการใช้เท้าจะจรดด้วยเท้าใดก็ได้ ถ้าจรดเท้าขวายืนให้น้ำหนักตัวลงบน เท้าซ้าย ยกเท้าขวาขึ้นสูงจากพื้นเล็กน้อยแล้วใช้จมูกเท้าขวาแตะพื้นปลายนิ้วงอนขึ้น สันเท้าขวายกสูงขึ้น พอประมาณ ระวังอย่ายกสันเท้าให้สูงเกินไปจะทำให้เหมือนกับเขย่งเท้า การจรดเท้าในท่ารำ ใช้ เพื่อ "ยั้ง จังหวะ 1.12 ซอยเท้า คือ กิริยาที่ใช้จมูกเท้าวางกับพื้น ยกส้นเท้าน้อยๆ ทั้ง 2 เท้า พร้อมกันเริ่มด้วยการ วางเท้าทั้งสองเสมอกัน ยกส้นเท้าทั้งสองขึ้น ย่อเข่าลงเล็กน้อย แล้วด้วยปลายเท้าทั้งสองให้เร็วซอยเท้าให้ ถี่วางน้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้งสองให้เท่ากัน การซอยเท้าจะซอยอยู่กับที่ก็ได้หรือซอยเคลื่อนไปก็ได้ข้อ สำคัญให้เท้าทั้งสองเรียงเสมอกันตลอดเวลา การซอยเท้าเรียกอีกอย่าง ว่าการ "เก็บเท้า" 1.13 วางสั้น เป็นการวางเท้าด้วยส้นเท้า จะวางส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อนก็ได้ ถ้าจะ วางสันเท้า ด้วยเท้าขวาการยืนให้น้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย โยกเท้าขวาขึ้นจากพื้นเล็กน้อยแล้วจึง วางส้นเท้าลงบนพื้น ข้างเท้าซ้ายเบา ๆ ปลายเท้าเปิดงอนิ้วทั้งห้าขึ้นให้เห็นชัดเจนว่า กำลังใช้ส้นเท้า อยู่ ถ้าจะวางส้นเท้าซ้ายก็ ปฏิบัติเช่นเดียวกับเท้าขวาการวางส้นเท้าบางครั้ง เรียกว่า "จรดด้วยสันเท้า" 1.14 ถัดเท้า เป็นกิริยาของการใช้เท้าอีกแบบหนึ่งจะถัดเท้าอยู่กับที่หรือจะถัดเท้า เคลื่อนที่ก็ได้ การถัดเท้าจะใช้เท้าขวาถัดเสมอ โดยเท้าซ้ายก้าวและด้วยเท้าขวา ลักษณะของ อาการที่เรียกว่า "ถัด" อยู่ ที่การใช้ฝ่าเท้า ตั้งแต่จมูกเท้าลงมาจนถึงส้นเท้าไถพื้นขึ้นไปแล้ววางเท้าลง ถ้าจะนับจังหวะจะได้ดังนี้ จังหวะที่ 1ยกเท้าซ้ายก้าว จังหวะที่ 2 เท้าขวาไถพื้นแล้วยก จังหวะที่ 3 วางเท้าขวาลง ถ้าเป็นการถัดเท้า อยู่กับที่เท้าซ้ายจะอยู่หลังเท้าขวาที่ใช้ถัด วางไขว้อยู่หน้าเท้า ซ้ายเสมอ
1.15 กระทุ่งเท้า จะกระทุ่งเท้าใดก่อนก็ได้ ก่อนการกระทั่งเท้ามักจะก้าวเท้าหนึ่งไป ข้างหน้าและ ต้องให้น้ำหนักตัวอยู่เท้าหน้าให้มากที่สุดที่จะมากได้ สมมติว่าเท้าที่กำลังจะก้าว คือ เท้าขวา เท้าซ้ายซึ่ง เป็นเท้าหลัง พยายามให้น้ำหนักลงบนเท้าซ้ายน้อยที่สุด ต่อจากนี้จะถึงตอนที่ เรียกว่า กระทั่ง คือเท้าซ้าย ที่อยู่ข้างหลังขึ้นสูงเล็กน้อยใช้จมูกเท้าแตะหรือกระทั่งยกพื้นเบา 1 แล้วยกเท้าขึ้น การยกเท้าหลังจากกระ ทุ่งเท้านี้ เรียกว่า "กระดกเท้า" การกระทั่งเท้าใช้จมูกเท้ากระทั่ง เท่านั้นไม่ใช้ปลายนิ้วเท้ากระทั่งเป็นอัน ขาด 1.16 สะดุดเท้า เป็นกิริยาของการใช้เท้าเพื่อยังจังหวะอีกแบบหนึ่ง การสะดุดเท้าจะ สะดุดเท้าใด ก็ได้ ถ้าจะสะดุดเท้าขวาใช้จมูกเท้าขวาจรดพื้นไว้ น้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย เอียงศีรษะ ไปข้างซ้ายก่อนจะ สะดุดเท้า เริ่มด้วยการถ่ายน้ำหนักตัวไปรวมที่ปลายเท้าขวาที่จรดที่พื้นอยู่ โน้มตัวไปข้างหน้าไถเท้าขวาซึ่ง จรดด้วยจมูกเท้าอยู่ไปข้างหน้าและให้วางเต็มเท้า ยกเท้าช้ายวาง ถอนตัวกลับ และจรดจมูกเท้าขวาลง เหมือนเดิมเปลี่ยนเอียงศีรษะมาทางขวา ถ้าจะสะดุดเท้าซ้ายก็ ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2. หมวดกิริยาศัพท์ คือ การเรียกชื่อท่าให้ได้งดงามเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติ บอกอาการ กิริยาซึ่งแบ่งออก ดังนี้ 2.1 เอียงศีรษะ การเอียงศีรษะจะเอียงศีรษะใดก่อนก็ได้ ถ้าจะเอียงศีรษะทางขวา ขั้นแรกต้องตั้งใบหน้า ให้ตรงกับลำคอแล้วมองตรงไปข้างหน้าจึงเริ่มเอียงศีรษะข้างขวาลงมาเล็กน้อย เวลาที่เอียงศีรษะลงมาต้อง มีความรู้สึก ใบหูต้องตรงกับหัวไหล่ขวาแล้วประคองศีรษะไว้ให้คงที่ คือ อย่าให้เอียงลงมามากเกินไปจะดู เป็นคนคออ่อนคอพับ ข้อสำคัญเมื่อได้มองกระจกแล้วต้องเห็นว่าใบหน้าไม่บิดไปบิดมาข้างใดข้างหนึ่งและ ถ้าต้องการจะเอียงศีรษะข้างซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2.2 เอียงไหล่ การเอียงไหล่นี้จะเอียงข้างไหนก่อนก็ได้ แต่ต้องเอียงที่ละไหล่จะเอียง พร้อมกันไม่ได้ถ้า ต้องการเอียงไหล่ขวาก็ต้องสร้างความรู้สึกที่ไหล่ขวาเหมือนมีสิ่งที่มีน้ำหนักมาวางปลายไหลให้เอียงไหล่ลง ไปแต่อย่าให้มากนักอย่าให้ใหล่ข้างช้ายยกขึ้น เมื่อเอียงไหล่ลงมาให้กดเกลียวหน้าลงมาด้วย (เกลียวหน้า อยู่ใต้ราวนมลงมา) อย่ากดเกลียวหลัง (เกลียวหลังอยู่ใต้ สะบัก) ลงมานั้นจะต้องระวังอย่าให้ไหล่เอียงลง มากเกินไป คอเอียงลงมานิดหน่อยเท่านั้นก็ใช้ได้ ถ้าต้องการจะเอียงไหล่ข้างซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2.3 การยกตัวเป็นการใช้ส่วนของสีข้างและส่วนเอวเคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะการ ยักตัวนี้จะนั่งยักตัว หรือยืนยักตัวก็ได้ แต่วิธีนี้เริ่มฝึกหัดให้ง่าย คือ เริ่มด้วยการนั่งคุกเข่า กันวางบน ส้นเท้า ตัวตรง ใช้แขนทั้ง สองข้างกำมือหงายข้อมือขึ้น งอแขนให้ศอกอยู่พอดีกับด้านข้างของเอว ทั้งสองเริ่มทำ จังหวะที่ 1 ดึง แขนขวาเข้าหาลำตัว เพื่อให้ศอกกระแทกเอวด้านข้าง ยักเอวทางด้านขวา จังหวะที่ 2 ดึงแขนซ้ายเข้าหา ลำตัวเพื่อให้ศอกกระแทกเอวด้านซ้ายยักเอวด้านซ้าย หลบศอกที่กระแทกมา ทำเช่นนี้สลับจังหวะ 1 และ
จังหวะ 2 ไปเรื่อย ๆ ใช้กิริยาของการลักคอ เข้าช่วยจะทำให้ลีลาของการยกตัวดีขึ้น กล่าวคือ เมื่อยักเอว ข้างขวาเพื่อหลบศอกขวาให้ลักคอไป ข้างซ้ายและกดไหล่ขวาต่ำลงและเมื่อยักเอวข้างซ้าย เพื่อหลบศอก ซ้ายให้ลักคอไปข้างขวาและกด ไหล่ซ้ายต่ำลง เมื่อทราบว่าใช้ส่วนใดของลำตัวยักตัวแล้วก็ฝึกทำเองโดยไม่ ต้องใช้ส่วนแขนช่วยและ ฝึกยืนยักตัวเป็นลำดับต่อไปการยืนยักตัวต้องยืนตรงเท้าชิดกัน 2.4 โยกตัวปฏิบัติคล้ายกับการใช้ตัว แต่ลักษณะของการใช้หัวไหล่และใช้ลำตัวจะแข็งกว่าโย้ตัว ถ้าโยกตัว ไปข้างขวาเอียงขวา ถ้าโยกตัวไปข้างซ้ายก็เอียงซ้ายกิริยาศัพท์อาจแบ่งออกเป็น ศัพท์เสริมและศัพท์เสื่อม และคำกริยาเหล่านี้ได้นำมาใช้ บ่อย ๆ เมื่อเห็นว่านักเรียนมีอาการในท่ารำที่เป็นศัพท์เสริม 2.5 กันวงการบอกลักษณะกิริยาของการใช้วงที่แคบกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องใช้วงกว้าง กว่าเดิม 2.6 ลดวง คือ การบอกลักษณะของการตั้งวงสูงกว่าปกติ ควรลดวงมาให้ได้ระดับ 2.7 หลบศอก คือ การบอกกิริยาเมื่อผู้ตั้งวงโดยการโค้งศอกขึ้นมากเกินไป 2.8 ซึ่งไหล คือ การบอกกิริยาของผู้รำที่ปล่อยไหล่ค่อม จนทำให้รำไม่สวย ให้หลังตึง หรือดันหลังขึ้น 2.9 ตึงเอว คือ การบอกกิริยาเพื่อให้ผู้เรียนระวังส่วนเอวด้านหลังให้ตั้งขึ้นตรงเสมอ ไม่หย่อนตัว 2.10 เปิดส้น คือ การบอกลักษณะกิริยาของเท้าหลังซึ่งวางจมูกเท้าลงบนพื้น ส่วน ส้นเท้าจะยกสูงขึ้น กิริยาอาการของคำศัพท์เสื่อมที่ใช้ในทางนาฏศิลป์ 2.11 วงล้า คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้รำว่าวงไม่ได้สัดส่วนต่ำกว่าปกติ 2.12 วงหัก คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้ร้า ที่ตั้งวงงอศอกมากเกินไป จนเป็นมุมไม่เป็น ส่วนโค้ง 2.13 วงล้น คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้ที่ตั้งวงสูงผิดปกติ 2.14 ขย่มตัว คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ที่ใช้จังหวะเข้ามากเกินไป จนแลดู ลำตัวเขย่งขึ้นลงอยู่ ตลอดเวลา 2.15 จังหวะ คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ราที่ว่ากว่าจังหวะที่กำหนด เช่น การก้าวเท้าก่อนจังหวะฉิ่ง ฉับ 2.16 จำเลื้อย คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ร้า จากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่งไม่ กระฉับกระเฉง ดูแล้วนิ่ม นวลไม่สวยงาม 2.17 รำลน คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ร้าที่ราท่าทางว่องไว แลดูจนคล่อง แต่ไม่ตรงกับท่าที่กำหนด ไว้ 3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด ได้แก่ 3.1 จีบยาว คือ การจีบที่แขนเหยียดตั้ง 3.2 จีบสั้น คือ การจีบที่มือจีบแขนจะงอเข้ามา
3.3 ลักคอ คือ การลักคอนี้จะลักคอข้างไหนก่อนก็ได้ หรือจะลักคอสลับกันไปซ้ายขวา แต่การลักคอจะใช้ ในหลายโอกาส ต้องประกอบด้วยการยักไหล่เยื้องไหล่และอื่น ๆ ถ้าจะเริ่มลักคอซ้ายจะต้องตั้งหน้าให้ตรง ตั้งคอให้ตรงหน้ามองตรงไปข้างหน้าแล้วยักไหล่ขวาลง การลักคอข้าง ขวา ซ้าย นี้ต้องระวังให้ดี เวลาเอียง ศีรษะลงหน้าจะต้องเยื้องไปด้านตรงกันข้ามนิดหน่อย ถ้าลักคอข้างซ้ายหน้าจะเยื้องไปทางขวา พอประมาณ แต่อย่าให้ถึงกับบิดหน้าสายตาจะต้องจับอยู่ที่ จุดข้างหน้าตลอดเวลาการลักคอนี้จะต้องทำ ในแบบที่นุ่มนวล แต่ถ้าทำคอแข็งแล้วฟาดศีรษะแรง ๆ จะดูเป็นการกลอกคอ 3.4 เดินมือ คำว่าเดินมือนี้ใช้ได้ทั่วไปในเวลา เช่น ท่าเทพพนม จะต้องยกมือทั้งสอง ขึ้นมาประนมที่ หน้าอก เวลาที่ยกมือทั้งสองขึ้นมาก็จะเรียกว่า เดินมือ คำนี้โดยมากใช้กับครูในขณะที่บอกกับลูกศิษย์ เช่น สอดมือช้าไป ครูจะเร่งว่า เดินมือเร็ว ๆ หน่อย หรือ ท่าซักแป้งผัดหน้า ช้าไปครูจะบอกว่าเดินมือ เร็วอีก นิด เป็นต้น 3.5 กรีดนิ้ว ส่วนใหญ่จะใช้กับการจีบมือ ในเมื่อได้จีบมือเรียบร้อยแล้ว ส่วนนิ้ว ที่เหลืออยู่อีก 3 นิ้วจะต้อง กรีดออกไป โดยการดึงนิ้วให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และพยายามบังคับให้นิ้วทั้งสามอยู่ในระยะที่ห่างกัน พอสมควรซี่งลักษณะคล้ายกับพัดที่คลี่ออก ส่วนฝ่ามือต้องไม่ห่อเข้ามาจนกลางอุ้งมือเป็นแอ่ง การตึงนิ้วนี้ ควรดึงนิ้วกลางให้มากกว่านิ้วอื่น ๆ แต่ต้องไม่ลืมหักข้อมือเข้าหาลำแขน จากนาฎยศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้ นับเป็นพื้นฐานที่เป็นผลทำให้มีท่าทางต่าง ๆ เกิดขึ้นในวงการ นาฏศิลป์ไทย เรียกว่า "การตีบท การรำบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฎศิลป์ ไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อการแสดง อันเป็นส่วนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องจากนาฎยศัพท์และการเลียนแบบ ธรรมชาติ นำมาปรุงแต่งทำให้เกิดความหมายต่อบทบาทที่แสดง ตลอดจนเป็นสื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ระหว่างผู้ชมและผู้แสดงมากขึ้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การฝึกหัดนาฏศิลป์เบื้องต้น เป็นการฝึกเพื่อเตรียมกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นการ เคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ นาฎศัพท์คือ ศัพท์เฉพาะในทางนาฏศิลป์ เป็นลักษณะของท่ารำไทย แบ่ง ออกเป็น 3 หมวด นาฎยศัพท์นับเป็นพื้นฐานที่เป็นผลทำให้มีท่าทางต่าง ๆ เกิดขึ้นในวงการนาฏศิลป์ไทย เรียกว่า "การตีบท การรำบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฎศิลป์ไทย ซึ่งมี ความสำคัญต่อการแสดง นำมาปรุงแต่งทำให้เกิดความหมายต่อบทบาทที่แสดง ตลอดจนเป็นสื่อทำให้เกิด ความเข้าใจระหว่างผู้ชมและผู้แสดงมากขึ้น
4. รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติแฮร์โรว์ ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ ทิศนา แขมมณี (2553, หน้า 244-246) กล่าวว่า แอร์โรว์ ได้จัดลำดับขั้น ของมาเรียนรู้ทางด้านทักษะปฏิบัติไว้ 5 ขั้น โดยเริ่มจากระดับที่ซับซ้อนน้อยไปจนถึงระดับ ที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นการกระทำจึงเริ่มจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่ไปถึง การเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อย่อยลำดับขั้นดังกล่าว ได้แก่ การเลียนแบบ การลงมือกระทำตาม คำสั่ง การกระทำอย่างถูกต้อง สมบูรณ์ การแสดงออกและการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ 1. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้านทักษะปฏิบัติ ต่าง ๆ กล่าวคือผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์และชำนาญ 2. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ขั้นที่ 1 ขั้นการเลียนแบบ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนสังเกตการกระทำที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ซึ่ง ผู้เรียนย่อมจะรับรู้หรือสังเกตเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนแต่อย่าง น้อยผู้เรียนจะสามารถบอกได้ ว่า ขั้นตอนหลักของการกระทำนั้น ๆ มีอะไรบ้าง ขั้นที่ 2 ขั้นการลงมือกระทำตามคำสั่ง เมื่อผู้เรียนได้เห็นและสามารถบอก ขั้นตอนของการกระทำ ที่ต้องการเรียนรู้แล้ว ให้ผู้เรียนลงมือทำโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็น ผู้เรียนอาจลงมือทำตามคำสั่งของผู้สอน หรือทำตามคำสั่งที่ผู้สอนเขียนไว้ในคู่มือที่ได้การลงมือปฏิบัติตามคำสั่งนี้ แม้ผู้เรียนจะยังไม่สามารถทำได้ อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อย ผู้เรียนได้ประสบการณ์ในการลงมือทำและค้นพบปัญหาต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เกิด การเรียนรู้และการปรับการกระทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นการกระทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ (precision) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียน จะต้องฝึกฝนจน สามารถทำสิ่งนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องมีแบบอย่าง หรือมีคำสั่งนำทางการกระทำ การกระทำที่ถูกต้องแม่นตรง พอดี สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่ ผู้เรียนจะต้องสามารถทำได้ในขั้นนี้ ขั้นที่ 4 ขั้นการแสดงออก (articulation) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนมากขึ้น จนกระทั่งสามารถกระทำสิ่งนั้นได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว ราบรื่น และด้วยความ มั่นใจ
ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ (naturalization) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถกระทำ สิ่งนั้น ๆ อย่างสบาย ๆ เป็นไปอย่างอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ ซึ่งต้องอาศัย การปฏิบัติบ่อย ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย 3. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผู้เรียนจะสามารถกระทำหรือแสดงออกอย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ในสิ่งที่ต้องการให้ ผู้เรียนทำได้นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความอดทนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วย 4. การนำไปใช้ รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow) สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะต้านต่างๆ ของนักเรียน เช่น ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หรือ กลุ่ม สาระอื่นๆ ก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม กับธรรมชาติของวิชาผู้เรียนจะเกิดการพัฒนาทางด้าน ทักษะปฏิบัติจนสามารถกระทำได้อย่างงถูกต้องสมบูรณ์ 5. ข้อสังเกต รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ (Harrow) เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนในต้านการปฏิบัติ การแสดงออกต่างๆ เป็นการฝึกประสบการณ์ให้กับผู้เรียนและ เป็นการพัฒนาผู้เรียนทีละขั้นตอนจากง่ายๆไปจนถึงขั้นตอนยาก รูปแบบการเรียนการสอนแบบทักษะ ปฏิบัติของแฮร์โรวร์เหมาะสมในกลุ่มวิชาศิลปะมากที่สุด Harrow (1972, pp. 96-99) กล่าวถึง แนวการสอนทักษะปฏิบัติที่สมบูรณ์พร้อมจำแนกตาม พฤติกรรมการเคลื่อนไหวแบบแยกประเภทเป็นจุดเด่นในการรับรู้ดังต่อไปนี้ 1. การเคลื่อนไหวโต้ตอบ (Reflex Movements) 1.1 การเคลื่อนไหวเฉพาะส่วน (Segmental Reflexes) 1.2 ปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างส่วนต่าง ๆ (Intersegmental Reflexes) 1.2.1 ปฏิกิริยาโต้ตอบให้ความร่วมมือ (Cooperative Reflex) 1.2.2 ปฏิกริยาโต้ตอบแบบแข่งขัน (Competive Reflex) 1.2.3 การอุปนัยแบบต่อเนื่อง (Successive Induction) 1.2.4 ปฏิกิริยาโต้ตอบทางร่างกาย (Reflex Flqure) 1.3 การโต้ตอบจากส่วนบน (Suprasegmental Reflexes)
1.3.1 การไม่เปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อ (Extensor Rigidlity) 1.3.2 ปฏิกิริยาโต้ตอบส่วนที่เป็นพลาสติก (Plasticity Reactions) 1.3.3 ปฏิกิริยาโต้ตอบสนองด้วยการทรงตัว (Postural Reflexes) 1.3.3.1 ปฏิกิริยาโต้ตอบเชิงสนับสนุน (Supporting Reactions) 1.3.3.2 ปฏิกิริยาโต้ตอบเชิงสนับสนุน (Shifting Reactions) 1.3.3.3 ปฏิกิริยาโต้ตอบเชิงทัศนคติ (Tonic – Attitudinal Reflexes) 1.3.3.4 ปฏิกิริยาโต้ตอบการทำให้ถูกต้อง (Righting Reaction) 1.3.3.5 ปฏิกิริยาโต้ตอบสนองแบบยืดคว้าไว้ (Grasp Reflex) 1.3.3.6 ปฏิกิริยาโต้ตอบแบบวางและกระโดด (Placing and Hopping Reactions) 2. การเคลื่อนไหวพื้นฐานขั้นตัน (Basic-Fundamental Movements) 2.1 การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเคลื่อนที่ (Locomotor Movements) 2.2 การเคลื่อนไหวที่ไม่เกิดจากการเคลื่อนที่ (Non - Locomotor Movements) 2.3 การเคลื่อนไหวทางการกระทำ (Manipulative Movements) 2.3.1 การยึด การจับ (Prehension) 2.3.2 ความคล่องแคล่ว (Dexterity) 3. ความสามารถรับรู้ (Perceptual Abilities) 3.1 การจำแนกการรับรู้ (Knesthetic Discrimination) 3.1.1 การตระหนักด้านร่างกาย (Body Awareness) 3.1.1.1 ความถนัดทั้งสองข้าง (Bllaterality) 3.1.1.2 ความถนัดข้างใดข้างหนึ่ง (Laterality) 3.1.1.3 ด้านข้าง (Sidedness) 3.1.1.4 ความสมดุลย์ (Balance) 3.1.2 ภาพลักษณ์ทางร่างกาย (Body Image) 3.1.3 ความสัมพันธ์ทางร่างกาย (Body Relationship to Surrounding Objects in Space ) 3.2 การจำแนกทางการเรียน (Visual Discrimination) 3.3 การจำแนกทางการได้ยิน (Auditory Discrimination) 3.3.1 ความฉลาดหลักแหลมในการได้ยิน (Auditory Acuity)
3.3.2 การจำแนกทางการแกะรอย (Auditory Tracking) 3.3.3 การจำแนกการจำ (Auditory Memory) 3.4 การจำแนกทางการสัมผัส (Tactile Discrimination) 3.5 ความสามารถทางเชิงปริมาณ (Tactile Discrimination) 4. ความสามารถทางกาย (Physical Abilities) 4.1 ความอดทน (Endurance) 4.2 ความแข็งแรง (Strength) 4.3 ความยืดหยุ่น (Flexibility) 4.4 ความคล่องแคล่ว (Aqility) 5. การเคลื่อนไหวอย่างมีทักษะ (Skilled Movement) 5.1 ทักษะในการปรับตัวง่ายๆ (Simple Adaptive Skill) 5.1.1 เริ่มต้น (Beginner) 5.1.2 ระหว่างกลาง (Intermediate) 5.1.3 ก้าวหน้า (Advanced) 5.1.4 ทักษะขั้นสูง (Highty Skilled) 5.2 ทักษะในการปรับตัวผสม (Compound Adaptive Skill) 5.2.1 เริ่มต้น (Beginner) 5.2.2 ระหว่างกลาง (Intermediate) 5.2.3 ก้าวหน้า (Advanced) 5.2.4 ทักษะขั้นสูง (Highty Skilled) 5.3 ทักษะในการปรับตัวซับซ้อน (Complex Adaptive Skill) 5.3.1 เริ่มต้น (Beginner) 5.3.2 ระหว่างกลาง (Intermediate) 5.3.3 ก้าวหน้า (Advanced) 5.3.4 ทักษะขั้นสูง (Highty Skilled) นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการสอนเน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัยที่มุ่งช่วยพัฒนาผู้เรียนในด้านการ ปฏิบัติ การกระทำ หรือการแสดงออกต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการที่แตกต่างไปจากการพัฒนา ทางด้านจิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย รูปแบบที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในด้านนี้ ที่สำคัญ ซึ่งจะ นำเสนอในที่นี้มี 2 รูปแบบ ดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ชัน (Instructional Model Based on Simpson's Process for Psycho - motor Skill Development) Simpson (1972, อ้างถึงใน ทิศนา แขมณี, 2545, น. 242- 243) กล่าวไว้ถึง ทักษะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางกายของผู้เรียน เป็นความสามารถในการประสานการ ทำงานของกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ในการทำงานที่มีความชับข้อนและต้องอาศัยความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อหลายๆส่วน การทำงานเกิดขึ้นได้จากการสั่งงานของสมอง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้สึกที่ เกิดขึ้น ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝน ซึ่งหากได้รับการฝึกฝนที่ดีแล้วจะเกิดความถูกต้อง ความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชำนาญการ และความคงทน ผลของพฤติกรรมหรือการกระทำสามารถ สังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นยำ ความแรง หรือความราบรื้นในการจัดการ 1. วัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้เรียนปฏิบัติหรือทำงานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือการ ประสานงาน ของกล้ามเนื้อทั้งหลายได้อย่างดี มีความถูกต้อง และมีความชำนาญ 2 กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ขั้นที่ 1 ขั้นการรับรู้ (Preception) เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้ในสิ่งที่จะทำโดยการให้ ผู้เรียนสังเกตการทำงานนั้นอย่างตั้งใจ ขั้นที่ 2 ขั้นการเตรียมความพร้อม (Readiness) เป็นขั้นการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อ การทำงานหรือแสดงพฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะ ทำการเคลื่อนไหวหรือแสดงทักษะนั้นๆ และมีจิตใจและสภาพอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทำหรือแสดงทักษะ นั้นๆ ขั้นที่ 3 ขั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม (Gulded Response) เป็นขั้นที่ให้ โอกาสแก่ผู้เรียนในการตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบการกระทำ หรือ การ แสดงทักษะนั้นหรืออาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูก (Tral and Evor) จนกระทั้งตอบสนองได้อย่าง ถูกต้อง ขั้นที่ 4 ขั้นการให้ลงมือกระทำ จนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง (Mechnanlsm) เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เวียนประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ และเกิดความเชื่อมั่นในการกระทำ สิ่งนั้นๆ ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ (Complex Overt Response) เป็นขั้นที่ช่วย ให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการกระทำนั้น จนผู้เรียนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญเป็นไปโดยอนุมัติ และด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะ
หรือการปฏิบัติของตนเองให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดริเริ่ม เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่าง ชำนาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิดใหม่ ๆ ใน การกระทำหรือปรับการกระทำนั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ 3. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ คือ ผู้เรียนจะสามารถกระทำหรือแสดงออก อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ในสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วย 1.2 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (Davie's Instructional Model for Psychomotor Domain) Davis (1971, pp. 50-56, อ้างถึงใน ทิศนา แขมณี, 2545, น. 244-245) ได้กล่าวถึงแนวคิด เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติไว้ว่า ทักษะส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยทักษะย่อย ๆ จำนวนมากการฝึก ให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อย ๆ เหล่านั้นได้ก่อนแล้วค่อยเชื่อมโยงต่อกันไปเป็นทักษะใหญ่จะช่วยให้ ผู้เรียนประสบผลสำเร็จได้ดีและรวดเร็วขึ้น 1. วัตถุประสงค์ของรูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่ประกอบด้วยทักษะย่อยจำนวนมาก 2. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทำ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือการ กระทำที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ในภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบทักษะหรือการ กระทำที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้น จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่ช้าหรือเร็วเกินปกติ ก่อน การสาธิตครูควรให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษใน การสังเกต ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการ กระทำหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อย ๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทำ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกตและทำตามไปที่ละส่วนอย่างช้า ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มีการ สาธิตหรือการแสดงแบบอย่างให้ดู หากติดขัดจุดใดผู้สอบควรให้คำชี้แนะและช่วยแก้ไขจนกระทั้งผู้เรียน ทำได้ เมื่อได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทำได้ ทำ เช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งครบทุกส่วน
ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจจะแนะนำเทคนิค วิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนนั้นทำงานได้ดีขึ้น เช่น ทำได้ประณีตสวยงามขึ้น ทำได้รวดเร็วขึ้นทำได้ง่ายขึ้น หรือสิ้นเปลืองน้อยลง เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์ เมื่อผู้เรียนสามารถ ปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้วจึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึกปฏิบัติหลาย ๆ ครั้งจนสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชำนาญ 3. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ คือ ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติทักษะได้อย่าง ดี มีประสิทธิภาพจากแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแบบ แผนของการจัดการเรียนการสอนที่ผู้อื่นสามารถนำมาใช้แล้วจะเกิดผลตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบนั้นได้ รูปแบบการเรียนการสอนส่วนใหญ่ล้วนเป็นแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจทั้งสิ้น ที่ครูผู้สอนจะนำไป ทดลองใช้เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผู้เรียนจะเกิดการพัฒนาทางด้านทักษะปฏิบัติ จนสามารถกระทำได้อย่าง ถูกต้องสมบูรณ์จาก การศึกษาทฤษฎีการพัฒนาทักษะปฏิบัติ พบว่า รูปแบบการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์เหมาะ สำหรับทักษะที่ต้องใช้การเลียนแบบจากต้นแบบ โดยใช้ร่างกาย ใช้กล้ามเนื้อชิ้นไม่ใหญ่มากและเมื่อฝึกจน ชำนาญแล้วจะต้องแสดงออก อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การเต้น การขยับแขนขา นาฏศิลป์ เป็นต้น ส่วน รูปแบบการเรียน การสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน คล้ายกันมากเพียงแต่ควรใช้กับ การฝึกกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่กว่า และจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกาย ที่สำคัญคือทักษะเกิด จากการกระทำบ่อย ๆ ลองผิดลองถูก เช่น การเล่นกีฬาที่เมื่อชำนาญ แล้วจะต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่ แปลกใหม่ ดังนั้นผู้เล่นต้องใช้ความคิดริเริ่มสามารถ ปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นตามสถานการณ์ที่พบเจอ เป็น ต้น (ทิศนา แขมมณี, 2553) ดังนั้นการเรียนนาฏศิลป์จึงเหมาะกับการใช้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ใน การฝึกขั้นต้น จาก การศึกษาผู้วิจัยมีการสนใจรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของ แฮร์โรว์ เพราะมีแนวคิดที่ใกล้เคียง กับการฝึกหัดนาฏศิลป์เบื้องต้นและสามารถเชื่อมโยง ต่อยอดสู่การปฏิบัติที่สูงขึ้นในการประดิษฐ์ท่ารำที่ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าร่วมด้วย จะทำให้การแสดงนั้นออกมาอย่างสมบูรณ์
5. ความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ (Satisfaction) มนุษย์เรามีความต้องการ และเมื่อความต้องการได้รับการตอบสนองในระดับหนึ่งก็จะเกิดความพึงพอใจ และเกิดความสุข มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ดังนี้ ประสาท อิศรปรีดา (2541, หน้า 300) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง พลังที่เกิดจากพลังจิต ที่มีผลไปสู่เป้าหมายที่ต้องการและหาสิ่งที่ต้องการมาตอบสนอง สุชา จันทร์เอม (2541, หน้า 17) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้น โดย แรงขับของแต่ละคน และมีแนวโน้มมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง ซึ่งทำให้เกิดความต้องการ Tiffin (1973, p. 384) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกมีความสุข เมื่อคนเราได้รับ ผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย ความต้องการ หรือแรงจูงใจ Shelly (1975, pp. 252-268) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก 2 ด้าน คือ ความรู้สึก ทางบวกซึ่งทำให้บุคคลมีความสุข และความรู้สึกทางลบซึ่งทำให้บุคคลมีความทุกข์ Loudon and Bitta (1993, p. 579) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเพียงพอจาก สิ่งที่ได้รับ และความรู้สึกเพียงพอนี้เป็นผลมาจากการเปรียบเทียบ ประสบการณ์ในอดีตกับสิ่งที่ได้รับ สุนทร บัวโฮม (2547) กล่าวว่า ความพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนการสอน หมายถึง ความรู้สึกพอใจในสภาพการจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จึงมีความสำคัญในการช่วย ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา มีความเจริญงอกงาม มีความกระตือรือร้น เพื่อจะเรียนให้เกิด ประโยชน์แก่ตนเอง กู๊ด (Good, 1973 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้ให้ความหมาย ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผลมาจากความสนใจ และเจตคติของคนที่มีต่องาน เชอร์ริงตัน (Cherrington,1994 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็น ทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีต่องานที่ทำ ซึ่งความพึงพอใจ แบ่งเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกเป็น การศึกษาความพึงพอใจต่อสิ่งต่างๆ หรือทัศนคติซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ อาจเป็นทัศนคติในทางที่ท้า ทายความสนใจ แนวทางที่ 2 เป็นการวัดความรู้สึกความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากสภาวะภายในจิตใจหรือ อารมณ์ที่เป็นภาพรวมของความพึงพอใจ (Overall Satisfaction) ของบุคคล การศึกษาความพึงพอใจ ตามแนวนี้เป็นการศึกษาผลรวมของมวลประสบการณ์ที่สะท้อนออกมาในรูปของความพึงพอใจ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก อารมณ์ และทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าและแรงจูงใจ แสดงออกมาทางพฤติกรรม และ องค์ประกอบที่สำคัญในการทำกิจกรรมต่างๆ ของบุคคลจะมีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความต้องการ
2. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นเรื่องของความรู้สึกและเจตคติของบุคคล ซึ่งมีผลต่อการแสดงพฤติกรรม ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนจะต้องตอบสนองต่อความพึงพอใจของผู้เรียน สาลินี ภวายน (2540, หน้า 18) กล่าวไว้ว่า บุคคลพอใจจะกระทำสิ่งใดที่ให้ความสุข และจะ หลีกเลี่ยงไม่กระทำสิ่งที่เขาจะได้รับความทุกข์ ความพึงพอใจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) ความพอใจด้านจิตวิทยา (Psychological Hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่ามนุษย์ พยายามแสวงหาความสุขส่วนตัวหรือหลีกเลี่ยงความทุกข์ใด ๆ 2) ความพอใจเกี่ยวกับตนเอง (Egoistical Hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่ามนุษย์ พยายามแสวงหาความสุขส่วนตัว แต่ไม่จำเป็นว่าการแสดงหาความสุขจะต้องเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์ เสมอ 3) ความพอใจเกี่ยวกับจริยธรรม (Ethical Hedonism) เป็นทรรศนะที่ถือว่ามนุษย์แสวงหา ความสุขเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ หรือสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่และจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์นี้ผู้ หนึ่งด้วย สมยศ นาวีการ (2541, หน้า 155) กล่าวไว้ว่า การตอบสนองความต้องการของผู้เรียนจนเกิด ความพึงพอใจ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนสูงกว่าผู้เรียนที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งสามารถแสดงด้วย ภาพประกอบ 3 ดังนี้ ภาพประกอบ 3 ความพึงพอใจนำไปสู่การเรียนที่มีประสิทธิภาพ ที่มา : สมยศ นาวีการ (2541, หน้า 155) ทิศนา แขมมณี (2551, หน้า 69) กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ของ มาสโลว์ (Maslow) เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น คือ ความต้องการทางกาย ความต้องการ ความมั่นคงปลอดภัย ต้องการความรัก ความต้องการการยอมรับ และการยกย่อง จากสังคม และความ ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ หากความต้องการได้รับการตอบสนองก็จะทำให้เกิดความ พึงพอใจ และหากความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอในแต่ละขั้นมนุษย์ก็จะสามารถ
พัฒนาตนเองไปสู่ขึ้นที่สูงขึ้น ดังนั้นการเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานของผู้เรียน จะช่วยให้เข้าใจ พฤติกรรมของผู้เรียนได้ การที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีจำเป็นต้องตอบสนองต่อความต้องการ พื้นฐานของเขาเสียก่อน และในกระบวนการ การเรียนการสอนครูสามารถใช้ความต้องการพื้นฐานของ ผู้เรียนนั้นเป็นแรงจูงใจช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี Shelly (1975, pp. 252-268) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือ ความรู้สึกทางบวก เป็นความรู้สึกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิด ความสุข และความรู้สึกทางลบ โดย ความรู้สึกทางบวก ความรู้สึกทางลบและความสุขจะมีความสัมพันธ์กันระบบความสัมพันธ์ของความรู้สึก ทั้งสามนี้เรียกว่า ระบบความพอใจโดยความพอใจจะเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกทางบวกมากกว่าความรู้สึก ทางลบ ความพอใจสามารถแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกทางบวกแบบต่าง ๆ ได้ และความรู้สึก ทางบวกนี้ยังเป็นตัวช่วยให้เกิดความพึงพอใจผลตอบแทน ที่ได้รับความพึงพอใจของผู้เรียนแรงจูงใจ การ เรียนที่มีประสิทธิภาพ 3. ความสำคัญของความพึงพอใจ กรมสามัญศึกษา (2543, หน้า 13) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียน ทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูผู้สอนมีบทบาทในการให้คำปรึกษาแนะนำและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ ด้วยตนเอง จึง ต้องคำนึงถึงความพึงพอใจของผู้เรียน กองวิจัยทางการศึกษา (2545, หน้า 4) กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนโดยถือผู้เรียน เป็น สำคัญ คือ การที่ผู้สอนรู้วิธีเรียนของผู้เรียน เป็นการตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้ทราบ ว่าผู้เรียนมีวิธีการเรียนแบบใดที่จะทำให้เกิดผลการเรียนรู้แก่ตัวเขาสูงสุด ในด้านแรงจูงใจในการเรียนและ การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ถ้าผู้เรียนตั้งใจเรียนก็จะลดพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งทำให้ผู้สอน สามารถจัดกิจกรรมการสอนได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยสนับสนุนว่าถ้าผู้สอนจัดสภาพการเรียนการ สอนไม่สอดคล้องกับสภาพที่ผู้เรียนชอบแล้ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนที่ สอดคล้องกับสภาพที่ผู้เรียนชอบ ทิศนา แขมมณี (2551, หน้า 69) กล่าวไว้ว่า หากความต้องการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนอง อย่างเพียงพอในแต่ละขั้น มนุษย์ก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น ดังนั้นการเข้าใจถึงความ ต้องการพื้นฐานของผู้เรียนจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนได้และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
4. การวัดความพึงพอใจ กองวิจัยทางการศึกษา (2545, หน้า 61) กล่าวไว้ว่า วิธีการวัดความพึงพอใจมีหลายวิธี เช่น การ สังเกต การสัมภาษณ์ การสอบถามโดยทั่วไปการวัดความคิดเห็นจะใช้แบบวัดที่เรียกว่า แบบวัดเจตคติ เช่น ถ้าผู้เรียนมีจำนวนมากจะนิยมใช้แบบสอบถาม (Questionnaires) ตามแบบของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่ง เป็นมาตรวัดเจตคติ 5 ขั้น ในการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนอาจแบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจ น้อยที่สุดตามลำดับ สำหรับสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย จะต้องกำหนดเกณฑ์ ตัดสิน (กองวิจัยทางการศึกษา, 2545, หน้า 82) ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง พึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด 5. การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ บุญชม ศรีสะอาด และคนอื่น ๆ (2552, หน้า 68-69) กล่าวไว้ว่าเครื่องมือที่นิยมใช้วัดด้านจิตพิสัย ที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นหรือความรู้สึก นิยมใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบสอบถามการสร้างแบบสอบถาม มีขั้นตอน ดังนี้ 5.1 กำหนดจุดมุ่งหมายของแบบสอบถาม ผู้สร้างแบบสอบถามต้องระบุจุดมุ่งหมายของการ สร้างแบบสอบถามให้ชัดเจน ระบุได้ว่าแบบสอบถามจะนำไปใช้เรื่องอะไร 5.2 กำหนดประเด็นหลัก หรือพฤติกรรมหลักที่จะวัดให้ครบถ้วน ครอบคลุมว่าจะมีประเด็น อะไรบ้าง หรืออาจเรียกว่าเป็นการกำหนดกรอบแนวคิดหรือโครงสร้างของแบบสอบถาม 5.3 กำหนดชนิด หรือรูปแบบของแบบสอบถาม โดยเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะวัด 5.4 กำหนดจำนวนข้อคำถาม โดยอาจกำหนดในเบื้องต้นว่าต้องการจะให้แบบสอบถามมีความ ยาวมากน้อยเพียงใด และครอบคลุมประเด็นหลัก ประเด็นย่อยอย่างไรบ้าง 5.5 สร้างข้อคำถามตามจุดมุ่งหมาย ชนิดหรือรูปแบบ จำนวนข้อในประเด็นต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ตามโครงสร้างของแบบสอบถาม และควรจะสร้างเกินจำนวนที่ต้องการเพื่อคัดเลือกหลังจากนำไปทดลอง ใช้และวิเคราะห์แล้ว
5.6 ตรวจทานเพื่อแก้ไข ปรับปรุง แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนแรกตรวจทานโดยผู้สร้าง แบบสอบถามเอง ขั้นที่สอง ตรวจสอบพิจารณาให้คำแนะนำและวิจารณ์โดยผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือ ผู้ชำนาญการ 5.7 นำแบบสอบถามไปทดลอง การนำไปทดลองใช้ (Tryout) ควรนำไปทดลองกับกลุ่มที่มี ลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกลุ่มที่จะไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริง 5.8 วิเคราะห์แบบสอบถาม โดยการนำผลจากการไปทดลองมาวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพ และ ปรับปรุงแบบสอบถามในส่วนที่ยังมีข้อบกพร่องต่าง ๆ 5.9 จัดพิมพ์แบบสอบถาม เพื่อนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความพอใจหรือความชอบใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนเอง ได้รับตามความต้องการ บุคคลจะมีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความต้องการ ครูผู้สอนมีบทบาทใน การให้คำปรึกษาแนะนำและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จึงต้องคำนึงถึงความพึง พอใจของผู้เรียน วิธีการวัดความพึงพอใจมีหลายวิธี โดยทั่วไปถ้าผู้เรียนมีจำนวนมากจะนิยมใช้ แบบสอบถามตามแบบของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่งเป็นมาตรวัดเจตคติ 5 ขั้น และในการศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนนิยมแบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ วัฒนา รัตนพรหม และวรรณดี ธานีรัตน์ (2560) ได้พัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดย ใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ พบว่า ความเหมาะสมของชุดกิจกรรม เรื่อง การรำ มโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีค่าดัชนีความเหมาะสมระดับดี โดยมี ค่าเฉลี่ยของประชากร เท่ากับ 4.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร มีค่าเท่ากับ 0.26 และค่าดัชนี ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด โดยมีค่า E1/E2 เท่ากับ 90.98/84.16 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 11.00±1.29 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 25.23±0.90 รสสุคนธ์ เพ็ญเนตร (2561) ได้ทำการพัฒนาทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์และ ภาษาท่า โดยใช้การ เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับแนวคิดการสอนปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้น