ประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า การจัดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 81.81/80.21 ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนด (80/80) ค่าดัชนีประสิทธิผล การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับแนวคิดการสอนปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีค่าเท่ากับ 0.5138 หรือคิดเป็นร้อยละ 51.38 นักเรียนที่เรียน เรื่องนาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้การเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับแนวคิดการสอนปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจ 104 ต่อการเรียนรู้ เรื่อง นาฏยศัพท์และภาษา ท่า โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับแนวคิดการสอนปฏิบัติของแฮร์โรว์ โดยรวมอยู่ ระดับมาก ( x ̅= 3.68, S.D. = 1.01) วัชรีภรณ์ ใครบุตร (2561) ได้ทำการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ร่วมกับเทคนิคการ สอนแบบ TGT ที่ส่งผลต่อความมีวินัยในตนเอง พฤติกรรมความร่วมมือ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้าน ข่าพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 จำนวน 22 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT มีประสิทธิผลตามเกณฑ์เท่ากับ 0.53 2) ความมีวินัยในตนเอง ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ร่วมกับเทคนิคการสอน แบบ TGT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3) พฤติกรรมความร่วมมือ ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ต่างกัน หลังเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ TGT มีความมีวินัยในตนเอง พฤติกรรม ความร่วมมือ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่มีระดับความ ฉลาดทางอารมณ์สูง มีวินัยในตนเอง พฤติกรรม ความร่วมมือ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่านักเรียน ที่มีระดับความฉลาดทาง อารมณ์ ปานกลางและต่ำ และนักเรียนมีความฉลาดทางอารมณ์ปานกลาง มี วินัยในตนเอง พฤติกรรมความร่วมมือ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่านักเรียนที่มีระดับความฉลาด ทางอารมณ์ต่ำ หิรัญทรัพย์ เพียเสนา (2562) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชุดฝึกทักษะ วิชาคอมพิวเตอร์ โดยการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิค Jigsaw ที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหาวินัยในตนเอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2/2 โรงเรียนรามราช พิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะวิชาคอมพิวเตอร์โดยการเรียนรู้แบบ ใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิค Jigsaw มีประสิทธิภาพเท่ากับ 105 79.83/72.75 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้ 2) การแก้ปัญหา ของนักเรียนที่ได้รับ การเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะวิชา คอมพิวเตอร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 3. วินัยในตนเอง ของ นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะวิชา คอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะวิชา คอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี (สูง ปานกลาง และต่ำ) เมื่อได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะ วิชาคอมพิวเตอร์ มีการแก้ปัญหา วินัยในตนเองและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 สัญพิชา โพธิดอกไม้ (2563) ได้ทำการพัฒนาชุดฝึกทักษะการตีกลองชุด พื้นฐาน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิถีธรรมแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร พบว่า ชุดฝึกทักษะการตีกลอง ชุดขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.87/84.27 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 75/75 นักเรียนมี ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ การตีกลองชุดขั้นพื้นฐานหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้น โดยรวมเท่ากับ ร้อยละ 80.17 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม โดยมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์15 คน คิดเป็นร้อยละ 71.42 ส่วนนักเรียนที่มีทักษะการตีกลองชุดขั้นพื้นฐานนั้น หลังเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะ ที่พัฒนาขึ้น โดยรวมเท่ากับร้อยละ 89.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม โดยมีจำนวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 19 คน คิดเป็นร้อยละ 90.48 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึก ทักษะการตีกลองชุด ขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 4.44, S.D. = 0.33) 7. การวัดทักษะปฏิบัติ ทักษะปฏิบัติ 1. ความหมายของทักษะ ความหมายคำว่า ทักษะ (SKII) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึงความชำนาญ (ราชบัณหิตย์สถาน 2542: 517) จากความหมายนี้ ทักษะจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝนอยู่เป็นประจำจึงจะเกิดความชำนาญในการเรียน ดังนั้นนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ตังนี้ ประลาท อิศรปรีดา (2523: 165) กล่าวว่าทักษะหมายถึงความสามารถทางกลไก(Motor) ในการ ประกอบกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ปราณี รามสูด (2528: 148) กล่าวว่าทักษะ คือกระบวนการของพฤติกรรมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการพัฒนาความสามารถของบุคคลทำให้บุคคลสามารถทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้ อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เช่น คนที่มีลักษณะทางด้านการแต่งคำหรือบทร้อยกรองก็จะสามารถแต่ง บทร้อยกรองได้อย่างรวดเร็วและไพเราะได้ใจความดีกว่าคนที่ไม่มีทักษะในเรื่องนี้ คนที่มีทักษะเกี่ยวกับ การพูดในที่ชุมชนจะสามารถพูดได้ทันทีที่ถูกขอร้องให้พูดเป็นตัน สุวัฒน์ นิยมค้า (2531: 299-330) กล่าวถึง ทักษะว่าเป็นความสามารถในการใช้อวัยวะ เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ เข้าไปปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถก็คือความสามารถทางร่างกาย เช่น ทักษะการเขียน (เขียนเร็วเขียนถูกต้องเขียนคล่องแคล่ว) ทักษะการพิมพ์ดีด(พิมพ์เร็วพิมพ์ถูกต้องพิมพ์ คล่อง) ทักษะในการติดดั้งเครื่องมือเป็นต้น มาลินี จุฑะรพ (2539: 127) กล่าวว่าทักษะหมายถึงลักษณะของพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของ บุคคล ที่ประสานสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่ ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2537: 5) ได้ให้ความหมายว่าทักษะคือความชำนิชำนาญ วิชาทักษะ หรือเนื้อหาที่เป็นทักษะ หมายถึง วิชาที่จะต้องสอนให้เกิดความชำนาญ สามารถนำไปใช้ได้อย่าง คล่องแคล่วว่องไว้ไม่ผิดพลาด วิชาเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะต้องฝึกใช้ให้เกิดความ ชำนาญจึงจะสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ดีมีประสิทธิภาพ ความชำนาญจะเกิดขึ้นได้ต้องฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ และทำมาก ๆ ก็จะเกิดความชำนาญเกิดทักษะขึ้นทำนองเดียวกับวิชาทักษะหรือเนื้อหาที่ประสงค์จะให้ เกิดทักษะก็ต้องใช้วิธีสอนโดยฝึกให้ผู้เรียนทำมาก ๆ ทำบ่อย ๆ ครั้งจนเกิดความชำนาญขึ้น ปรียาพร วงศ์อนุตรโรน์ (2548: 91) ได้ให้ความหมายของ ทักษะว่า ทักษะเป็นแผนของพฤติกรรม ที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะประกอบด้วยสิ่งเร้าและการตอบสนอง ให้การประกอบกิจกรรมนั้นอย่างถูกต้องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า"ทักษะ" เป็นการพัฒนาความสามารถของบุคคลให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติ กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้การปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ทักษะของบุดคลจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้การฝึก ปฏิบัติบ่อย ๆ ทำมาก ๆ และทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 2. กระบวนการการใช้ทักษะปฏิบัติ โลเวล (Lowel, 1980: 113-116) ได้อธิบายการใช้ทักษะใด ๆ ก็ตาม ต้องเกี่ยวข้อง 2 กระบวนการคือ 1. กระบวนการทางสวีระวิทยา (Physlplogical Process) ส่วนของอินทรีย์ที่ทำ หน้าที่เฉพาะ ในการแสดงพฤติกรรมจะประกอบด้วย 3 ส่วน คืออวัยวะสัมผัส ระบบประสาทและอวัยวะ กลไก เมื่ออวัยวะสัมผัสที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องรับ (Recoptor) ได้รับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่อินทรีย์
ระบบประสาท ก็จะเปลี่ยนข้อมูลนั้นเป็นกระแสประสาท หรือคลื่น ส่งต่อไปทางสมองโดยทาง เส้นประสาท เมื่อถึงสมองก็จะมีการแปลความหมายของข้อมูลนั้นด้วยแล้วจึงส่งผลผ่านระบบประสาท ออกมาเป็นพฤติกรรมโดยอวัยะกลไกทำหน้าที่เป็นตัวกระทำซึ่งทำหน้าที่ตอบสนอง 2. กระบวนการจิตวิทยา (Psychological Process) เป็นกระบวนการที่รับข้อมูล จากสิ่งแวดล้อม ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้รับเป็นกระแสดลื่น เพื่อให้การตัดสินใจและวิเคราะห์ ความสำคัญของข้อมูลนั้น การตัดสินใจของข้อมูลนั้นจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผ่านมาและ สิ่งที่เรียนรู้ ถ้าหากว่าสิ่งนั้นคล้ายกับสิ่งที่เรียนมาก่อน เราก็จะประสบผลสำเร็จในการแปลข้อมูล และ แสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม 3. วิธีสอนเพื่อให้เกิดทักษะปฏิบัติ การสอนเพื่อให้เกิดทักษะปฏิบัติได้มีนักวิซาการหลายท่านได้เสนอวิธีการสอนไว้ดังนี้ ประสาท อิศรปรีดา (2523: 174) ได้เสนอวิธีการสอนเพื่อให้เกิดทักษะปฏิบัติดังนี้ 1. วิเคราะห์ทักษะออกเป็นทักษะย่อย ๆ แล้วสอนทักษะย่อย ๆ นั้น ให้สอดดล้อง กับความสามารถและระดับพัฒนาการทางสมองของผู้เรียน 2. สาธิตหรือแสดงตัวอย่างการตอบสนองที่ถูกต้องในทักษะนั้น ๆ ให้แก่ผู้เรียน 3. แนะนำการตอบสนองในระยะแรกเริ่มด้วยการใช้คำพูดหรือกริยาทำทาง 4. จัดให้มีการฝึกอย่างเหมาะสมซึ่งด้องพิจารณาถึงการฝึกกับการพักกำหนด ช่วงเวลาฝึกและพักให้เหมาะสมกับกิจกรรมนั้น ๆ 5. ให้ผู้เรียนทราบผลการกระทำเพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงการตอบสนองที่ไม่ถูกต้อง มาลินี จุทะรพ (2539: 133) ได้กล่าวไว้ว่าการสอนเพื่อให้เกิดทักษะ ควรดำเนินการให้ครบ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ให้ความรู้ในการฝึกทักษะเรื่องใดก็ตามผู้ฝึกจะต้องให้ดวามรู้ว่า ทักษะที่จะฝึกนั้น มีขั้นตอนอย่างไร อางใช้วิธีการบรรยายสาธิตให้ชมวิดิทัศน์ฉายสไลด์ประกอบคำบรรยายหรือฉาย ภาพยนตร์ประกอบตำบรรยาย 2. ให้ลงมือปฏิบัติในการฝึกทักษะจะต้องให้ทั้งความรู้และให้ลงมือปฏิบัติจริง ๆ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและยืนยันว่าปฏิบัติจริงได้ 3. ให้ทดสอบความถูกต้องรวดเร็วในการฝึกทักษะที่ดี จะต้องมีการทดสอบว่า ทำได้ถูกต้องและรวดเร็วเพียงใดผู้รับการฝึกทักษะมีความมั่นใจและสามารถปฏิบัติทักษะดังกล่าวโดย อัตโนมัติหรือไม่เพียงใดถ้าทำได้ดรบทั้ง 3 ขั้นตอน ก็เป็นที่ยืนยันได้ว่าบุคคลนั้นเกิดทักษะแล้ว
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548: 101-103) ได้กล่าวถึงการสอนทักษะปฏิบัติมีขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์ทักษะนั้น ต้องพิจารณาแยกแยะรายละเอียดของทักษะนั้นออกมา 2. ตรวจสอบความสามารถเบื้องตันที่เกี่ยวกับทักษะของผู้เรียน ว่ามีอะไรเพียงใด ให้ ทดสอบการปฏิบัติเบื้องตันต่าง ๆ ตามลำดับก่อนหลัง 3. จัดการฝึกหน่วยย่อยต่าง ๆ และฝึกหนักในหน่วยที่ขาดไป และอาจจะฝึกสิ่งที่เขา พอเป็นอยู่แล้วให้ชำนาญเต็มที่ และให้ความสนใจในสิ่งที่ยังไม่ชำนาญ 4. ขั้นอธิบายและสาธิตทักษะให้ผู้เรียน เป็นการแสดงทักษะทั้งหมดทั้งการอธิบาย และการแสดงให้เห็นตัวอย่าง โดยให้ผู้เรียนดูภาพยนตร์หรือผู้เชี่ยวชาญแสดงให้ดูในขั้นต้นไม่จำเป็นต้อง อธิบายมากให้ผู้เรียนดูตัวอย่างและสังเกตเอง เพราะถ้าอธิบายมากจะเป็นสิ่งรบกวนการสังเกตของผู้เรียน การใช้ภาพยนตร์สอนทักษะต่าง ๆ นั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง ในขั้นแรกของการเรียนและขั้นสุดท้ายของการ เรียน เพราะเมื่อผู้เรียนมีทักษะในขั้นสูงแล้ว ก็อาจจะหันมาพิจารณารายละเอียดจากภาพยนตร์อีกครั้ง หนึ่ง การใช้ภาพยนตร์นั้น เมื่อดูแล้วควรอภิปรายโดยให้ผู้เรียนอธิบายเป็นคำพูดของเขาเองและควรจะ ฉายให้ดูอีกครั้งก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ 5. ขั้นจัดภาวะเพื่อการเรียน 3 ประการ ดังนี้ 5.1 จัดลำดับขั้นสิ่งเร้า และการตอบสนองให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตามลำดับก่อนหลังสิ่งใดที่เกี่ยวกันต้องจัดให้ติดต่อกัน 5.2 การปฏิบัติต้องจัดกำหนดเวลาของการปฏิบัติให้ดี จะใช้เวลาแต่ละครั้งนาน เท่าใด หรือแต่ละครั้งจะมีการหยุดพักมากน้อยเพียงใด การฝึกแต่ละอย่างอาจใช้ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง จะต้องคิดพิจารณาให้ดีจะใช้การปฏิบัติแบบแบ่งปฏิบัติหรือฝึกแบบรวดเร็วเดียวกันขึ้นอยู่กับขั้นต่าง ๆ ของการเรียนทักษะในขั้นสุดท้ายของการเรียนทักษะอาจจะใช้การฝึกฝนนานได้ 5.3 ให้รู้ผลของการปฏิบัติ การรู้ผลนั้นมี 2 อย่าง คือรู้จากคำบอกเล่าของครูผู้สอน และรู้ผลโดยตัวเอง ในขั้นแรก ๆ บอกเล่าว่าเขามีข้อบกพร้องอย่างไร แบบนี้เป็นการรู้ผลจากภายนอกเป็น การบอกให้รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร พอผู้เรียนก้าวหน้าไปถึงขั้นที่สองและชั้นที่สาม คือมีความชำนาญมากขึ้น เขาจะสังเกตตัวเองเป็นการรู้ผลจากตัวเองโดยดูจากผลของการเคลื่อนไหว ตีเซดโก (Do Cocco, 1968: 309 - 319) ได้เสนอวิธีการสอนเพื่อให้เกิดทักษะไว้ ดังนี้ 1. ก่อนดำเนินการสอนครูควรวิเคราะห์ทักษะที่จะสอนเสียก่อนว่าจะสอนทักษะอะไรก่อน 2. ควรทดสอบความสามารถในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กัน 3. ฝึกฝนเฉพาะทักษะที่ยังขาดอยู่ 4. อธิบายและสาธิตการฝึกทักษะตามลำดับก่อนหลัง
5. ดำเนินการฝึกอย่างต่อเนื่องกัน 6. ปรับปรุงแก้ไขให้เกิดทักษะอย่างแท้จริง 4. การวัดทักษะปฏิบัติ การวัดทักษะปฏิบัติเป็นการวัดที่ใช้สถานการณ์เพื่อทดสอบการปฏิบัติงานของบุคคลซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการวัดพฤติกรรมการปฏิบัติงานทีะคน ทั้งนี้ผู้ถูกวัดจะได้รับมอบมายให้ทำงานชิ้นใดรันหนึ่ง มี กระบวนการทำงานตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น จุดมุ่งหมายสุดท้ายได้เป็นผลงานออกมา การวัดภาคปฏิบัติ จึงเป็นการวัดกระบวนการปฏิบัติงาน (Process) และการวัดคุณภาพของงานที่ได้จากการปฏิบัติ (Product) ในการปฏิบัติงานนั้น ถ้างานมอบหมายให้ทำงานเป็นกลุ่ม ผู้เรียนมักจะได้รับการประเมินตาม กลุ่มงาน แต่ถ้างานนั้นสามารถแยกทำเป็นคน ๆ ได้ผู้เรียนควรจะได้รับการประเมินผลทีละคน (สุริมล ว่อง วาณิช, 2547) 4.1 คุณลักษณะด้านทักษะการวัด การวัดทักษะของกระบวนการและผลงานมีเกณฑ์การวัดที่ไม่ เหมือนกัน เช่น ถ้าต้องการวัดงานไม้ ผู้เรียนได้รับมอบหมายให้ทำเก้าอี้สิ่งที่วัดอาจพิจารณาจาก องค์ประกอบหลายประการ ได้แก่ ความคงทนแข็งแรงของเก้าอี้ ความประณีตของการเข้าไม้ การเชื่อม รอยต่อ ความสวยงามของรูปทรงเป็นต้น จากตัวอย่างดังกล่าว ผู้สอนกำหนดองค์ประกอบที่ต้องการวัด โดยเน้นการวัดผลงานมากกว่ากระบวนการ ถ้าผู้สอนไม่มีโอกาสสังเกตเห็นพฤติกรรมการทำงานของ ผู้เรียน ก็อาจจะทำให้การประเมินผลกระบวนการทำงานทำได้ลำบาก เพราะไม่รู้ขั้นตอนการทำงาน ถือว่า เป็นการวัดที่ไม่เหมาะสม เพราะการเรียนการสอนจะเกิดผลสัมฤทธิ์ผลสูงต่อเมื่อผู้สอนได้แก้ข้อมูล ป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนทราบถึงข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานที่ถูกต้อง 4.2 คุณลักษณะที่ใช้วัดกระบวนการ คุณลักษณะที่ใช้ในการวัดกระบวนการมีมากมายขึ้นอยู่กับ ธรรมชาติของงาน ที่ผู้เขียนปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ลักษณะสำคัญที่ควรวัดจำแนกเป็น 2 ประการคือ ประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency of the Process) และดวามถูกต้องของกระบวนการทำงาน (Accuracy of The Process) คุณลักษณะที่ใช้ในการวัดกระบวนการ โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็นลักษณะ บ่อย ๆ ได้ดังนี้ 1) คุณภาพขณะปฏิบัติงาน 2) เวลา 3) ทักษะการปรับปรุงการทำงาน 4) ความปลอดภัย ในการทำงาน 5) ความสิ้นเปลืองของทรัพยากร 4.3 คุณลักษณะที่ใช้วัดผลงาน โดยที่คุณภาพของผลงานเป็นผลมาจากคุณภาพของกระบวนการ การทำงาน ถ้ากระบวนการการทำงานมีความซับซ้อน ผลงานก็มักจะซับซ้อนด้วยทำให้ยากต่อการวัด ต้อง อาศัยผู้ประเมินที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นจริง ๆ คุณลักษณะที่ใช้วัดผลงานโดยทั่วไปสามารถแยกเป็น
ลักษณะบ่อยได้ดังนี้ได้ดังนี้ 1) คุณภาพของผลงาน 2) ปริมาณงาน 3) ทักษะการปรับปรุงงาน 4) ความ ปลอดภัยของผลงาน 5) ความสิ้นเปลืองของทรัพยากร 4.4 กระบวนการวัดทักษะการปฏิบัติ กระบวนการวัดทักษะปฏิบัติมีขั้นตอที่แตกต่างไปจากการ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการวัดด้านจิตพิสัย เนื่องจากการวัดผลด้านทักษะปฏิบัติต้องมีการจัด สภาพการณ์ให้ผู้เรียนได้มีการปฏิบัติจริง และผู้สอนใช้วิธีการสังเกตในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม การทำงานของผู้เรียนในระหว่างการปฏิบัติงาน ดังนั้น ทักษะส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับการเตรียมการเรื่อง สถานที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกระบวนการวัดผลด้านทักษะปฏิบัติมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 4.4.1 การกำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิบัติ โดยให้สอดคล้องกับหลักสูตรและจุดประสงค์ รายวิชา นั้น ๆ 4.4.2 การกำหนดสถานที่ใช้ในการปฏิบัติ ผู้วัดต้องกำหนดสภาพการณ์หรือเงื่อนไขในการ ปฏิบัติงานแก่ผู้เรียนให้ชัดเจนว่ามีลักษณะใด การวัดอาจเกิดขึ้นในสถานที่จริงหรือในสถานที่ที่ผู้สอน ควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทำงานเพื่อการทดสอบกระบวนการปฏิบัติงานในครั้งนั้น ๆ 4.4.3 การกำหนดคุณลักษณะที่ใช้ในการวัดทักษะ โดยเน้นให้เห็นว่าการปฏิบัติงานนั้นให้ ความสำคัญกับกระบวนการหรือผลงานหรือทั้งสองส่วนและจะวัดผ่านตัวบ่งชี้อะไรบ้าง 4.4.4 การกำหนดวิธีการวัดภาคปฏิบัติที่เหมาะสมกับพฤดิกรรมที่จะวัด วิธีการที่ใช้มีหลาย ประเภท ได้แก่การทดสอบด้วยข้อสอบ การให้ปฏิบัติจริง การให้ส่งผลงานที่ปฏิบัติ 4.4.5 การกำหนดความเหมาะสมของเครื่องมือที่ใช้วัด ความเหมาะสมของผู้วัด ช่วงเวลาที่ทำ การวัด ในขั้นนี้ผู้วัดต้องตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวัด การสร้างเครื่องมือ การ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 4.4.6 การทำหนดวิธีการประเมินผลและรายงานผลการวัดทักษะปฏิบัติกระบวนการวัดทักษะ ปฏิบัติจะยังไม่สิ้นสุดจนกว่าจะมีการประเมินและรายงานผลดวามสามารถในการทำงานของผู้เรียน วิธีการ ประเมินผลการวัดทักษะมีหลายแบบคือ การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม การประเมินแบบอิงเกณฑ์และการ ประเมินผลแบบอิงความก้าวหน้าของผู้เรียน 5. เครื่องมือที่ใช้วัดผลด้านทักษะปฏิบัติ อุทุมพร จามรมาน (2529: 69) ได้กล่าวถึงเครื่องมือวัดผลด้านทักษะปฏิบัติว่ามีหลายอย่าง เช่น แบบทดสอบ แบบเขียนตอบ แบบสังเกตการปฏิบัติงาน แบบตรวจสอบรายการ แบบวัดทัศนคติต่องาน หรือเกณฑ์ประเมินผลงาน เป็นตัน สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2530: 98-100) ได้แบ่งการวัดผลด้านทักษะปฏิบัติออกเป็น 4 ชนิดตาม ระดับความเป็นจริง ดังนี้
1. วัดด้วยการเขียนตอบจะแดกต่างไปจากการสอบโดยทั่ว ๆ ไปเพราะการทดสอบนี้จะมุ่งการ ใช้ความรู้และทักษะ คำถามส่วนใหญ่เป็นการใช้ความรู้ที่เป็นผลมาจากการเรียนรู้ที่ผ่านมา 2. การทดสอบเชิงจำแนก (Identification Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้กันแพร่หลายในระดับ ความเป็นจริงต่าง ๆ เช่นให้นักเรียนจำแนกเครื่องมือหรือชิ้นส่วนของเครื่องมือว่ามีอะไรบ้าง 3. การปฏิบัติเชิงสร้างสถานการณ์ (Stimulated Performance) จะเป็นวิธีการโดยให้ผู้เรียน ได้ปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่เหมือนจริง เช่น ในวิซาพลศึกษา ให้นักเรียนแสดงท่ามวยโดยไม่มีคู่ต่อสู้เป็น ต้น 4. การปฏิบัติงานจริง (Work Sample) ในการทดสอบการปฏิบัติ ซึ่งมีหลายวิธีการนั้นถือว่ามี ระดับความเป็นจริงสูงสุด นักเรียนจะต้องแสดงตัวอย่างของงานภายใด้สภาพจริงในการวัดผลด้านทักษะ ปฏิบัตินั้นจะใช้วิธีการใดหรือรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของงานนั้น ๆ และวัตถุประสงค์ของการเรียน การสอน ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2537: 1) ได้ให้ความหมายของการวัดทักษะปฏิบัติไว้ว่าเป็น แบบทดสอบที่มุ่งหวังวัดทักษะทางด้านการปฏิบัติงานเช่นการเล่นกีฬาการเล่นดนตรีเป็นตัน การประเมิน ผลสัมฤทธิ์โดยการสอบการปฏิบัติลักษณะนี้ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง 2 ประการ คือวิธีการ (Procedures) และ ผลงาน (Products) 6. หลักการในการสร้างเครื่องมือวัดผลด้านทักษะปฏิบัติ ในการสร้างเครื่องมือเพื่อวัดทักษะการปฏิบัติได้มีนักวิซาการหลายท่านได้อธิบายถึงขั้นตอนใน การสร้างเครื่องมือวัดผลภาคปฏิบัติไว้ดังนี้ สวัสดิ์ ประทุมราช (2524: 24) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างแบบวัดผลงานทักษะปฏิบัติ 1. วิเคราะห์งานเพื่อทำหนดขอบข่ายของงาน 2. กำหนดมิติและหัวข้อการปฏิบัติงาน 3. เขียนข้อกระทงที่แสดงพฤติกรรมดามหัวข้อที่กำหนด 4. วินิจฉัยความครอบคลุมและความเกี่ยวข้องโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขา 5. การแท้ไขปรับปรุงเป็นแบบประเมินขั้นสุดท้าย 6. การกำหนดคะแนนของแบบประเมิน 7. การหาอำนาจจำแนกรายข้อ 8. การหาค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ 9. การหาค่าความเที่ยงดรงของผู้ประเมินผล
10. การหาค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมิน เผียน ไชยศร (2529: 46-53) ได้กล่าวถึงลำดับขั้นการสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติไว้ดังนี้ 1. ระบุสาระสำคัญที่เป็นหลักวิชาและทักษะในการทำงาน 2. กำหนดขั้นตอนหรือองค์ประกอบของการปฏิบัติงานที่จะวัด 3. ระบุรายการและกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนหรือองค์ประกอบ 4. ศึกษาและกำหนดตัวแปรที่ส่งผลให้การปฏิบัติงานนั้นมีผลต่องานที่ได้รับ 5. ระบุรายการและการปฏิบัติที่ใช้ไนแต่ละองค์ประกอบ 6. เขียนข้อรายการ 7. กำหนดเกณฑ์ในการตัดสิน 8. การให้น้ำหนัก 9. กำหนดน้ำหนักของแต่ละข้อรายการ (Item) ของแต่ละขั้นตอนที่จำแนก เป็นรายละเอียดในการปฏิบัติได้ 10. การจัดรูปแบบเครื่องมือจัดรวบรวมข้อมูลข้อรายการต่าง ๆ ในแต่ละขั้นตอน เกณฑ์และ น้ำหนัก หรือคะแนนเข้าเป็นหมวดหมู่เรียงลำดับขั้นตอนที่ควรเป็นและสะดวกในการใช้ เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์ (2529: 116 - 118) กล่าวได้ว่าในการสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติเพื่อให้ได้แบบ วัดที่มีประสิทธิภาพและการสร้างดำเนินไปด้วยดี ผู้สร้างควรปฏิบัติตามขั้นตอน 1. เลือกวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ที่จะนำมาสร้างเป็นสถานการณ์หรืองานที่จะใช้ในแบบทดสอบซึ่งใน การเลือกวิธีปฏิบัตินี้ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1.1 เลือกแบบวิธีปฏิบัติการให้เหมาะสมโดยพิจารณาว่าสามารถแทนสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว 1.2 เลือกงานโดยพิจารณาว่างานนั้นควรให้นักเรียนทำเป็นรายบุคคลหรือทำเป็นกลุ่ม เพื่อให้การวัดถูกต้องและเชื่อมั่นได้ 1.3 ถ้าต้องเปรียบเทียบภายในกลุ่มผู้เรียนจะต้องเลือกงานที่มีลักษณะเหมือนกันหรือ คล้ายคลึงกัน 1.4 งานแต่ละชิ้นที่ให้นักเรียนทำควรใช้เวลาในการทำงานไม่มากนักประมาณ 20 ถึง 30 นาทีให้เหมาะกับระดับชั้นเรียน 1.5 การเลือกงานให้นักเรียนทำควรมีความยากเพียงพอที่จะจำแนกผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ได้ 1.6 เลือกงานที่มีขั้นตอนของกระบวนการปฏิบัติที่มีขอบเขตจำกัดและเป็นงานที่อาจใช้ ความรู้ที่เรียนในขั้นเรียนมาปรับปรุงให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1.7 เลือกงานให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติโดยใช้ทักษะหลาย ๆ ด้านประกอบกันหรือผสมผสานกันจึง จะดีเช่นการทำโต๊ะเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะหลายด้านประกอบกัน เช่น การวัดการเสื่อยไม้การไสกบการ ใช้สิ่วการดอกตะปูเป็นต้น 2. วิเคราะห์ปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เลือกไว้เพื่อนำมากำหนดเป็นงานที่จะให้นักเรียนปฏิบัติขั้นตอน นี้หมายความว่าผู้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบจะต้องรู้ว่าปฏิบัติการที่จะทำนั้นคืออะไรมีลักษณะอย่างไร จะต้องใช้เครื่องมือหรือวัสดุอะไรบ้างเป็นงานที่มีความยากลำบากมากน้อยเพียงใดและงานนั้นใช้เวลาใน การปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนแล้วจึงกำหนดงานหรือแบบฝึกหัดให้นักเรียนทำ 3. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานตลอดจนพิจารณากำหนดเงื่อนไข ต่าง ๆ ของการทำงาน 4. กำหนดจุดมุ่งหมายของงานหรือสิ่งที่ต้องการจะวัดในตัวแบบทดสอบโดยพิจารณาจาก จุดมุ่งหมายของรายวิชาการกำหนดจุดมุ่งหมายของงานนี้อาจใช้จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่วิเคราะห์ได้ ของรายวิชานั้น ๆ มากำหนดก็ได้ 5. จุดเน้นสำคัญเฉพาะที่ต้องการทดสอบเขียนออกมาจากตัวข้อสอบซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 5.1 ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างงานแต่ละงานในชุด ของแบบทดสอบ 5.2 อำนาจจำแนกของงานแต่ละงานที่จะเป็นดัชนีบอกความสามารถของผู้สอบ 5.3 ความเป็นปรนัยและความเชื่อมั่นของการประเมินผลและการให้คะแนน 6. นำข้อสอบที่สร้างขึ้นแต่ละข้อไปรวมกันเป็นแบบทดสอบภาคปฏิบัติพร้อมกับสร้างแบบ ประเมินและก่อนที่จะนำแบบทดสอบไปใช้จริงควรมีใด้มีการตรวจข้อสอบแต่ละข้ออีกครั้งโดยอาศัย หลักการที่กล่าวมาข้างต้น 7. สร้างแบบประเมินผลแบบประเมินผสำหรับวัดทักษะปฏิบัติมีหลายประเภทเช่นการจัด อันดับ (Ranking) ใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scales) ใช้แบบตรวจสอบรายการ (Checklists) หรือใช้บันทึกต่างๆ (Records) เป็นต้น ซึ่งผู้สร้างแบบทดสอบจะต้องพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน ที่จะให้นักเรียนปฏิบัติในการประเมินผล จึงต้องใช้การสังเกตเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูล ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2537: 3 - 4) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติไว้ ดังนี้ 1. วิเคราะห์งานที่จะวัด (Job Analysis) โดยเริ่มจากการศึกษาขอบเขตและลักษณะของทักษะ ดลอดจนดวามสามารถต่าง ๆ ที่จะทำให้การปฏิบัติกิจกรรมที่ต้องการวัดได้สำเร็จในการวิเคราะห์งานมี จุดมุ่งหมายที่จะกำหนดลักษณะของงาน (Job specification) หรือรายการของกิจกรรมที่จะวัดโดย จะต้องเป็น
1.1 กิจกรรมที่แยกระหว่างงานนี้กับงานที่ไม่ใช่ 1.2 แยกระหว่างผู้ปฏิบัติงานดีและไม่ดี 2. เลือกงานหรือกลุ่มพฤติกรรมที่จะเป็นตัวแทนของงานโดยกำหนดทักษะที่จะทดสอบตาม งานที่วิเคราะห์ในข้อ 1 เลือกงานที่จะนำมาสร้างแบบทดสอบแล้วกำหนดว่าจะวัดการปฏิบัติใดและผลงาน ใดให้ผู้สอบได้แสดงให้ดูสิ่งที่ควรคำนึงคือการเป็นตัวแทนของกลุ่มงานที่กำลังจะวัดในชั้นนี้จะต้องกำหนด 2.1 สถานการณ์และเงื่อนไข 2.2 ความสามารถใดบ้างที่จะวัดในวิธีการปฏิบัติ 2.3 ถ้าจะวัดผลงานจะให้สร้างอะไรและจะดูลักษณะใดบ้าง 2.4 กำหนดเวลาให้ปฏิบัติ 2.5 กำหนดสิ่งที่จะสังเกตและบันทึกการสังเกด 3. กำหนดหน่วยการวัดหรือการจัดอันดับในกรณีที่งานสามารถจะแบ่งออกได้ เป็นหลายส่วนแต่ละส่วนจะต้องกำหนดคะแนนและน้ำหนักตลอดจนวิธีการให้คะแนนอย่าง ชัดเจน 4. ทำหนดวิธีการปฏิบัติที่ควรจะเป็น (Ideal Procedure) และการควบคุมสถานการณ์ (Control Situation) ซึ่งตล้ายกับการกำหนดคำตอบ (Ideal Answer) ในการตรวจข้อสอบอัตนัยนักเรียน ทุกคนควรจะได้รับการทดสอบพร้อมกันและเหมือนกันที่สุดเท่าที่จะทำได้ 5. วางแผนดำเนินการสอบให้รัดกุมโดยเริ่มจากเตรียมเครื่องมือที่จะต้องใช้ฝึกผู้ดำเนินการสอบ และบันทึกการสอบตรวจสอบเครื่องใช้ก่อนลงมือสอบและขั้นตอนในการดำเนินการสอบ ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2537: 4) ได้กล่าวไว้ว่าในการสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติมักจะใช้ เทคนิคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. การสังเกต (Observation) 2. การจัดอันตับ (Ranking) 3. มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 4. แบบสำรวจพฤติกรรม (Checklists) 5. แบบบันทึกต่าง ๆ (Record, Anecdotal Records) กระทรวงศึกษาธิการ (2539: 5-6) ได้ระบุถึงการสร้างเครื่องมือวัดทักษะปฏิบัติในกลุ่มสร้างเสริม ลักษณะนิสัยที่เน้นต้านการปฏิบัติผู้สร้างเครื่องมือจะต้องเลือกเครื่องมือชนิดที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ที่ ต้องการวัดสามารถว้างได้ง่ายและเหมาะสมที่จะใช้ ดังนี้
1. การสังเกตการสังเกตที่ดีจะต้องปล่อยให้ผู้ถูกสังเกตอยู่ในสภาพการณ์ตามปกติเพื่อจะได้ ข้อมูลตามความเป็นจริงการสังเกตอาจจะทำได้โดยผู้สังเกตเข้าไปอยู่ในกลุ่มด้วยเหมือนเป็นสมาชิกหรือ อาจจะแอบดูอยู่ที่อื่น โดยไม่ให้ผู้สังเกตรู้ตัวก็ใด้ใน การสังเกตจะต้องมีการวางแผนเสียก่อนว่าจะสังเกต เมื่อไรสังเกตอะไรบ้างตั้งจุดมุ่งหมายของการสังเกตแต่ละครั้งนอกจากนั้นจะต้องเตรียมบันทึกข้อมูลโดยใช้ เครื่องมือต่าง ๆ เช่นมาตราส่วนประมาณด่าการบันทึกต่าง ๆ หรือแบบสำรวจพฤติกรรมเป็นตัน 2. การจัดอันดับเป็นวิธีการที่จะเรียงลำดับนักเรียนในคุณสมบัติหนึ่ง ๆ ตามที่กำหนดให้ซึ่งจะ สามารถใช้ในการวัดวิธีการหรือผลงานก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในการวัดผลงาน มากกว่าการจัดอันดับจะมีความเชื่อมั่นสูงขึ้นถ้าจัดอันดับคุณสมบัติใดคุณสมบัติหนึ่งที่จำเพาะและมีคำ จำกัดดวามของคุณสมบัตินั้นชัดเจน แต่ถ้าจัดอันดับหลายอย่างในคราวเดียวกันจะทำให้ความเชื่อมั่นต่ำลง ตัวอย่าง เช่น ในการเรียนขับรถครูจัดอันดับเกี่ยวกับความสามารถในการหยุดรถอย่างเดียวไม่ใช่การจัด อันดับความสามารถในการใช้รถในการจัดอันดับคุณภาพผลงานซึ่งมักจะใช้มากในการสอบการปฏิบัตินั้น ครูอาจแบ่งคุณภาพของผลงานออกเป็นหลายประการแล้วจัดฮันดับทีละคุณภาพ การจัดอันดับผลงานจะ ง่ายและละดวกขึ้น ถ้าใช้หลักแบ่งทีละ 3 กลุ่ม ดังนี้ (ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2537: 3-5) 2.1 จากผลงานทั้งหมดมาแบ่ง 3 กสุ่ม คือกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่ำ 2.2 นำกลุ่มปานกลางมาพิจารณาแล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่มอีกครั้ง หลังจากนั้นพิจารณากลุ่มสูง แบ่งเป็น 3 กลุ่มเช่นกันแล้วพิจารณากลุ่มต่ำในทำนองเดียวกัน 2.3 กำหนดให้กลุ่มสูงเป็นกลุ่ม 9, 8, 7 ซึ่ง 9 คือกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุดในกลุ่มสูง และ 7 คือ กลุ่มที่มีผลงานต่ำที่สุดของกลุ่มสูงและให้กลุ่มปานกลางเป็น 6, 5, 4 ในทำนอง เดียวกันกลุ่มต่ำเป็น 3, 2. 1 ทั้งนี้ตัวเลขมีคำสูงจะแทนคุณภาพของงานที่สูง 2.4 นำผลงานที่เป็นช่วงต่อระหว่างกลุ่มสูงกับกลุ่มกลางและกลุ่มกลางกับกลุ่มต่ำมา พิจารณาอีกครั้งกล่าวคือพิจารณาในกลุ่มที่ 7 และ 8 ว่าควรมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนกลุ่มกันบ้างไหม เพราะเป็นช่วงต่อระหว่างกลุ่มสูงและปานกลางที่ได้แบ่งไว้อย่างหยาบ ๆ ในขั้นที่ 1 อาจมีสลับที่กันบ้าง แล้วทำเช่นเดียวกันกับในกลุ่ม 4 และ 3 อันเป็นช่วงต่อระหว่างกลุ่มปานกลางและกลุ่มต่ำ 2.5 ถ้าต้องการประเมิน 9 กลุ่มก็ใช้เลขที่กลุ่มนั้นแทนคะแนนได้เลยหรือต้องการจัดอันดับให้ เป็นที่ 1, 2, 3 จนถึงที่สุดท้ายก็พิจารณาทีละกลุ่มจัดเรียงอันดับและควรตรวจสอบอันดับในระหว่างช่วง ต่อของแต่ละกลุ่มด้วย 3. มาตราส่วนประมาณดำาเป็นเครื่องมือที่ใช้กันมากในการประเมินการปฏิบัติมาตราส่วน ประมาณค่ามีหลายรูปแบบแต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดที่จัดคุณลักษณะให้มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งจะแบ่งระดับ
คุณลักษณะนั้นตามระดับสูงต่ำโดยจะกำหนดเป็น 2 ระดับขึ้นไปจนถึงประมาณ 10 ระดับมีขั้นตอนการ สร้างดังนี้ 3.1 กำหนดคุณลักษณะที่ต้องการจะวัดพร้อมทั้งความหมายของคุณลักษณะนั้น ๆ ให้ชัดเจน 3.2 กำหนดมาตราที่จะวัดว่าให้มีกี่ระดับโดยเขียนเป็นตัวเลขกำหนดไว้พร้อมทั้งให้คำอธิบาย คุณลักษณะในระดับต่าง ๆ โดยย่อเพื่อแทนระดับที่แดกต่างกันนั้น ๆ 4. แบบสำรวจพฤติกรรมมักมีรายการของพฤติกรรมให้ผู้สังเกตบันทึกว่ามีพฤติกรรมนั้น ๆ หรือไม่โดยส่วนใหญ่มักจะบอกเพียงว่ามีหรือไม่มี 5. การบันทึกต่าง ๆ จะเป็นวิธีการที่ไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้อย่างชัดเจนเหมือนวิธีอื่นผู้บันทึก ค่อนข้างมีอิสระในการบันทึกข้อมูลการบันทึกเพียงครั้งเดียวอาจไม่สามารถให้ข้อมูลที่มีความหมายมากนัก แต่การบันทึกอย่างต่อเนื่องหลาย ๆ ครั้งจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการบันทึกผู้สังเกตจะเขียนถึงพฤติกรรม หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ชวฤทธิ์ ชูกำแพง (2553: 144 - 145) ได้เสนอขั้นตอนสำคัญในการสร้างเครื่องวัดการปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. การกำหนดพฤติกรรมที่บ่งชี้ทักษะการปฏิบัติ ซึ่งเป็นผลจากการวิเคราะห์จุดมุ่งหมายของ การเรียนการสอนให้ชัดเจน ผู้ที่กำหนดเป็นผู้ที่มีความรู้ในงานที่ทำเป็นอย่างดี 2. การเลือกรูปแบบของเครื่องมือที่เหมาะสมและว้างข้อรายการที่แทนพฤติกรรมวัดขั้นตอนนี้ ผู้วัดตัดสินในที่จะใช้แบบสังเกตแบบใดในการประเมินพฤติกรรม ทั้งนี้ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสิ่งที่ ต้องการวัด หากพฤติกรรมที่ต้องการวัดเน้นที่ลำดับขั้นตอนการทำงานก็อาจใช้แบบตรวจสอบรายการ แต่ หากเน้นคุณภาพของการปฏิบัติก็อาจใช้มาตราส่วนประมาณค่าเป็นต้น 3. การสร้างข้อรายการพฤติกรรมที่ต้องการวัด โดยปกติจะแยกเป็นสองส่วน คือ รายการที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิบัติงาน และรายการที่แสดงถึงคุณภาพของงานที่ปฏิบัติตัวอย่างเช่น การทำ หนดเกณฑ์การให้คะแนนดวามสามารถในการปฏิบัติงาน (scoring rubric)และเกณฑ์การประเมินคุณภาพ ของงาน ในขั้นตอนนี้การสร้างคู่มือเพื่อยึดเป็นกฎเกณฑ์ในการให้คะแนน เป็นสิ่งที่ต้องกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การให้คะแนนมีความเป็นปรนัยมากที่สุดวิธีการกำหนดเกณฑ์การมให้ะแนนมี 2 ประเภท ได้แก่ คุณภาพที่กำหนดให้เป็นข้อความทั่วไปไม่ยึดติดกับเนื้อหา (general scoring rubric) และคุณภาพที่ กำหนดเป็นข้อความที่เจาะจงยึดติดกับเนื้อหาที่ต้องการวัด สำหรับกลุ่มผู้เรียนที่เน้นการฝึกทักษะที่เน้นการพิจารณากระบวนการและผลงานค่อนข้างมากนั้น การใช้แบบสำรวจพฤติกรรมหรือมาตราส่วนประมาณค่าย่อมมีความเหมาะสมมากกว่า (จินตนา ธนวิบูลย์ ชัย, 2535: 55) ตังนั้นในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยจึงใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบมาตราส่วนประมาณค่า
7. การสร้างเกณฑ์ในการให้คะแนน พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พรทิพย์ ติริสมบูรณ์ และ รัชนีกร หงส์พนัส (2549) กล่าวว่าเกณฑ์ในการให้ คะแนน (Rubrics) เป็นแนวทางในการให้ะแนนผลงานเพื่อประเมินคุณภาพของงาน เนื่องจากการประเมิน สภาพจริงไม่มีคำตอบที่ตายตัว ลักษณะของงานที่ทำเป็นแบบเปิดกว้าง มีคำตอบหลายคำตอบ ซึ่งใน บริบทของงานแต่ละชิ้น การให้คะแนนการปฏิบัติตามสภาพจริง จึงเกี่ยวกับการดัดสินใจที่เป็นอัตนัย เพราะขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานที่ทำ ดังนั้นจึงควรตั้งเกณฑ์หรือหาแนวทางให้คะแนนเพื่อจะได้ตัดสินให้ คะแนนอย่างยุดิธรรม มีความเที่ยงระหว่างผู้ให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนต้องมีความชัดเจน ซึ่งผู้ ประเมินไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรประเมินให้ได้คะแนนสอดคล้องกัน และถ้าประเมินผลงานนั้นซ้ำอีกก็ควรได้ คะแนนอย่างคงที่ กิ่งกาญจน์ สิรสุคนธ์ (2550) กล่าวว่าเกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) เป็นเครื่องมือในการให้ คะแนนชนิดหนึ่ง ใช้ในการประเมินการปฏิบัติงานหรือผลงานของนักเรียน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เกณฑ์ที่ใช้ประเมินการปฏิบัติหรือผลผลิตของนักเรียน และระดับคุณภาพหรือระดับคะแนน เกณฑ์จะบอก ผู้สอนหรือผู้ประเมินว่าการปฏิบัติงานหรือผลงานนั้น ๆ จะต้องพิจารณาสิ่งใดบ้าง ระดับคุณภาพหรือ ระดับคะแนนจะบอกว่า การปฏิบัติหรือผลงานที่สมควรจะได้ระดับคุณภาพหรือระดับคะแนนนั้น ของ เกณฑ์แต่ละตัวมีลักษณะอย่างไร รูบริค (Rubrics) จึงเป็นเหมือนการกำหนดลักษณะเฉพาะ (Specification) ของการปฏิบัติหรือผลงานนั้น ๆ ในเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณหรือทั้ง 2 ประการรวมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการประเมิน เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) มีประโยชน์สำหรับครูและนักเรียนหลายประการ ดังนี้ (กิ่งกาญจน์ สิวสุคนธ์, 2550) 1. เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากทั้งในการเรียนการสอนและการประเมินช่วยปรับปรุง พัฒนาการปฏิบัติหรือการแสดงออกของนักเรียนในขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมการปฏิบัตินั้น ๆ ด้วยโดยครู ต้องกำหนดความต้องการหรือความดาดหวังในผลงานของนักเรียนอย่างชัดเจน และแสดงให้นักเรียน ทราบว่าจะทำให้ถึงความดาดหวังนั้นได้อย่างไร ซึ่งมักปรากฏว่าคุณภาพผลงานและการเรียนรู้ของนักเรียน พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อโต้แย้งถกเถียงที่มักพบเสมอในเรื่องการใช้เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) คือการให้คำอธิบายที่ซัดเจนในเรื่องคุณภาพเมื่อนักเรียนมีข้อบกพร่องตามเกณฑ์ใด ครูจะช่วยชี้แนะและ บอกได้ว่าครูคาดหวังให้นักเรียนทำอะไร 2. ช่วยให้นักเรียนตัดสินคุณภาพผลงานของตนเองและของคนอื่น ๆ อย่างมีเหตุผล เมื่อใช้ เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) เป็นแนวทางการประเมิน นักเรียนจะสามารถชี้แนะและแก้ปัญหา
เกี่ยวกับผลงานของตนและผู้อื่นได้อย่างตรงจุด การฝึกซ้ำ ๆ เกี่ยวกับการประเมินผลงานกลุ่มและผลงาน ของตนเอง ทำให้นักเรียนเพิ่มความรับผิดชอบเที่ยวกับผลงานของตนมากขึ้นและยุติการถามตนเองว่า "ฉัน ทำงานเสร็จหรือยัง" 3. ช่วยลดเวลาครูในการประเมินงานของนักเรียน ผลงานที่ผ่านการประเมินโดยเจ้าของผลงาน เองและโดยกลุ่มซึ่งยึดเกณฑ์หรือเกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) เป็นหลักนั้นทำให้ข้อบกพร่องมีน้อย มาก เมื่อมาถึงมือดรูหากมีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงบอกกสาวกัน ครูก็เพียงแต่ตั้งประเด็นนั้นในเกณฑ์การให้ คะแนน (Rubrics) แทนที่จะต้องอธิบายกันยืดยาวนอกจากนี้เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) ยังช่วยให้ ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนมากขึ้นเกี่ยวกับจุดเด่นและสิ่งที่ต้องปรับปรุง 4. มีความยืดหยุ่น คือ มีระดับคุณภาพตั้งแต่ดีเยี่ยมจนถึงต้องปรับปรุง ทำให้ครูนำไปใช้กับ นักเรียนที่คละความสามารถได้ คือนำไปใช้กับนักเรียนที่เรียนเก่งจนถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนโดยใช้เกณฑ์ สะท้อนผลงานของเขา 5. ใช้ง่ายและอธิบายได้ง่าย นักเรียนจะรู้ชัดเจนว่าเขาเรียนรู้อะไรบ้าง ในปลายปีเขาก็จะ ประเมินได้อย่างถูกต้อง ผู้ปกครองก็เกิดความกระตือรือร้น และรู้ชัดเจนว่าลูกหลานจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ประสบความสำเร็จนอกจากนี้ ในเว็บไซต์ teacher vision. Fen. Com/teaching - methods/rubrics ได้กล่าวถึงเหตุที่ต้องใช้เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) ว่าผู้เชี่ยวซาญหลายคนเชื่อ ว่าเกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) ช่วยปรับปรุงผลงานขั้นสุดท้ายของนักเรียนซึ่งมีผลให้เกิดการเรียนรู้ มากขึ้น เมื่อครูประเมิน รายงานหรือโครงการก็จะรู้โดยนัยว่าอะไรทำให้ผลงานสุดท้ายออกมาตีและเบิน เพราะอะไร การที่นักเรียนรู้เกณฑ์ในการให้คะแนน(Rubrics) ล่วงหน้าหรือท่อนการทำงานเขาก็จะรู้ว่าเขา จะได้รับการประเมินอย่างไรและจะมีการเตรียมตัวตามประเด็นการประเมินนั้น ๆ การพัฒนาปรับปรุง เกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics) ซึ่งเปรียบเสมือนตะแกรงร้อนและใช้เป็นเครื่องมือสำหรับนักเรียนจะ เป็นแกนที่จำเป็นในการปรับปรุงคุณภาพของงานและเพิ่มพูนความรู้ 8. ความสำคัญของเกณฑ์การให้คะแนน การประเมินตักยภาพของผู้เรียนโดยให้ลงมือปฏิบัตินั้นไม่มีดำเฉลยหรือคำตอบถูกที่แน่ชัดลง ไปเหมือนแบบทดสอบเลือกตอบการประเมินผลงานแต่ละขึ้นของผู้เรียนที่ได้ลงมือปฏิบัติ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องประเมินคุณภาพของงานอย่างเป็นปรนัย ซึ่งมันเป็นการยากที่จะทำได้จึงได้กำหนดการสร้าง เกณฑ์การให้คะแนนหรือ (Rubrics) ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางในการตัดสินอย่างยุติธรรมและปราศจาก ความสำเอียง (Rubrics) จะต้องมีความชัดเจนในการให้คะแนนอย่างพอเพียงถึงขนาดที่ผู้ประเมิน 2 คน สามารถใช้ (Rubrics) เดียวกันประเมินชิ้นงานของผู้เรียนชิ้นเดียวกันแล้วให้คะแนนได้ตรงกันระดับของ
ความสอดคล้องในการให้คะแนนของผู้ประเมิน 2 คนที่ประเมินอย่างเป็นอิสระจากกันจะเรียกว่าความ เที่ยง (Reliability) ของการให้คะแนน (เชิดชัย อมรกิจบำรุง, 2548: 22) 9. องค์ประกอบของเกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนมีหลายองค์ประกอบในแต่ละองค์ประกอบมีความสำคัญดังนี้ 1. จะมีอย่างน้อย 1 คุณลักษณะหรือ 1 มิติที่เป็นพื้นฐานในการตัดสินผู้เรียน 2. การนิยามและการยกตัวอย่างจะต้องมีความชัดเจนในแต่ละคุณลักษณะหรือมิติ 3. มาตรการให้คะแนนจะต้องเป็นอัตราส่วนกันในแต่ละคุณลักษณะหรือมิติ 4. จะต้องมีมาตรฐานที่เด่นชัดในแต่ละระดับของการให้คะแนนและในแต่ละระดับการให้ คะแนนจะต้องมีความชัดเจนในการนิยามและความกว้างของระตับคะแนนไม่ควรเกิน 6 ถึง 7ระดับ ถ้ามี ระดับของการให้คะแนนมากเกินไปจะมีความลำบากในการตัดสินความแตกต่างในแต่ละระดับการจะ กำหนดความระดับคะแนนเป็นเท่าไรนั้นจะต้องมีความเหมาะลมและมีความชัดเจนในการนิยามที่ ครอบคลุมตั้งแต่แย่ที่สุด (Poor) จนถึงดีเลิศ (Excellent) (เชิดชัย อมรกิจบำรุง, 2548: 22) 10. ชนิดของเกณฑ์การให้คะแนน สมชาย วรกิจเกษมสกุล (2553: 311-313) ได้แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนมีรูปแบบมาตราส่วน ประเมินค่า 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. การประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rubric) เป็นการให้คะแนนแบบภาพรวมของงาน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบที่สำคัญที่ระบุผลงานที่คาดหวังมาจัดทำรายการเป็น 4 หมายถึง เขียนดำอธิบายงานที่ชัดเจน ใช้วิธีการสมเหตุสมผล มีการตรวจสอบ แสดงวิธีการชัดเจน มีคำบรรยายประกอบ 3 หมายถึง เขียนคำอธิบายงานที่ชัดเจน ใช้วิธีการสมเหตุสมผล แสดงวิธีทำ 2 หมายถึง เขียนคำอธิบายงานที่ทำไม่ครบถ้วน ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม 1 หมายถึง เขียนคำอธิบายงานที่ทำ ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมบางส่วน 2. การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubric) เป็นการให้ตะแนนโดยพิจารณาแต่ละ องค์ประกอบของงานแล้วนำมาเขียนเกณฑ์การให้ะแนนแต่ละระดับให้ชัดเจนดังนี้ 4 หมายถึง แสดงวิธีการทำถูกต้องชัดเจน มีตำบรรยายประกอบมีตันฉบับร่างและ แก้ไข
3 หมายถึง แสดงวิชีการทำถูกต้องชัดเจนเป็นส่วนใหญ่ มีคำบรรยายประกอบไม่มี ร่องรอยแก้ไขปรับปรุง 2 หมายถึง แสดงวิธีการทำถูกต้องบางส่วน มีคำบรรยายประกอบแต่ไม่ชัดเจน 1 หมายถึง แสดงวิธีการทำที่ไม่เหมาะสมไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง 3. การให้คะแนนแบบองค์รวมแล้วจำแนกรายละเอียด (Annotated Scoring)เป็นการกำหนด คะแนนในภาพรวมก่อนแล้วค่อยระบุจุดแข็งและจุดอ่อนสนับสนุนการให้คะแนนแบบองค์รวม เชิดชัย อมรกิจบำรุง (2548: 22) ได้แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1. Holistic Rubrics เป็นเกณฑ์การให้คะแนนผลงานหรือกระบวนการที่ไม่ได้แยกส่วนหรือ แยกองค์ประกอบการให้คะแนนคือจะประเมินในภาพรวมของผลงานหรือกระบวนการนั้น 2. Analytic Rubrics เป็นเกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของ ผลงานหรือกระบวนการแล้วนำแต่ละส่วนหรือองค์ประกอบของคุณลักษณะมารวมกันเป็นคะแนนรวม 3. Annotated Holistic Rubrics ผู้ประเมินจะประเมินแบบ Holistic Rubrics ก่อนแล้วจึง ประเมินแยกส่วนอีกบางคุณลักษณะที่เด่น ๆ เพื่อใช้เป็นผลสะท้อนในบางคุณลักษณะของผู้เรียนการให้ คะแนนแบบ Holistic Rubrics ใช้ได้ง่ายและพิจารณาเพียงครั้งเดียวต่อ 1 ผลงานจะเป็นการประเมินใน ภาพรวมของทุกคุณลักษณะในการปฏิบัติงานส่วนการให้คะแนนแบบ Analytic Rubric&จะประเมินแยก ในแต่ละคุณลักษณะของงานซึ่งการประเมินแบบนี้โยชน์เมื่อสนใจจะวินิจนัยหรือช่วยเหลือผู้เรียนว่ามี ความรู้ความเข้าใจใน แหรือแต่ละคุณลักษณะของการปฏิบัติงานนั้น ๆ หรือไม่ซึ่งจะมีส่วนให้ครูได้ช่วย เสริมสร้างหรือพัฒนาการเรียนรู้ในแต่ละคุณลักษณะของผู้เขียนให้ดียิ่งขึ้น สมราย วรกิจเกษมสกุล (2553: 313) ได้เสนอแนวการกำหนดเกณฑ์ (Rubric) ดังนี้ ระดับ 1 ขั้นเริ่มต้น คันหาทำตามแบบมีข้อผิดพลาดยังไม่เข้าประเด็นงานไม่สำเร็จ ระดับ 2 ขั้นพัฒนา ผลงานยังเป็นไปตามแบบไม่สมบูรณ์มีจุดอ่อนและจุดแข็งแต่ในภาพมีจุดอ่อน มากกว่าจุดแข็ง ระดับ 3 ขั้นทำได้ ปฏิบัติได้ (ผ่าน) ผลงานมีมาตรฐานต่อนข้างสมบูรณ์มีจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อนมีทักษะ ระดับ 4 ขั้นมั่นคง มีความสมบูรณ์แน่นอนดงเส้นคงวามีทักษะและยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติ ระดับ 5 ชั้นสมควรเป็นตัวอย่าง
มีมาตรฐานมีความเด่นเป็นตัวอย่างได้ริเริ่มสร้างสรรค์ ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2537) ได้เสนอวิธีการสร้างเกณฑ์การประเมิน 4 วิธีดังนี้ วิธีที่ 1 แยกประเด็นพิจารณาออกเป็นประเด็นย่อยแล้วทำเป็นตารางพิจารณาความถูกต้องใน แต่ล่ะประเด็นกำหนดระดับของคะแนนตามจำนวนที่ปฏิบัติถูกต้องในประเด็นเหล่านี้ วิธีที่ 2 การกำหนดระดับความสมบูรณ์ตามเส้นแสดงความต่อเนื่องของความสามารถ (Continuous Ability) วิธีที่ 3 กำหนดดามระดับความผิดพลาดพิจารณาความบกพร่องจากคำตอบว่ามีมากน้อย เพียงใด โดยจะหักจากระดับคะแนนสูงสุดลงมาทีละระดับ โดยเน้นความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ระดับสูงหรือประยุกต์ความรู้ วิธีที่ 4 กำหนดระดับการยอมรับและคำอธิบาย ชวฤทธ์ ชูกำแพง ( 2553: 146) ได้เสนอแนวการสร้างเกณฑ์การให้คะแนน 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 1. การกำหนดเกณฑ์แบบองค์รวม (holistic rubrics) เป็นการกำหนดเกณฑ์กว้าง ๆ ไม่แยกให้ คะแนนตามแต่ละองค์ประกอบย่อย 2. การกำหนดเกณฑ์แบบเกณฑ์ย่อย (Analytic rubrics) เป็นการกำหนดเกณฑ์โดยแยกการให้ คะแนนตามแต่ละองค์ประกอบย่อย แล้วสรุปเป็นคะแนนรวมทีหลังวิธีการสร้างเครื่องมือวัดผลด้านทักษะ ปฏิบัติ สามารถทำได้หลายแบบขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเลือกวิธีการแบบใดไปใช้ เพื่อให้หมาะสมกับบริบทของ ตนเองไม่ว่าจะเป็นหัวข้อที่จะประการปฏิบัติงาน แบบทดสอบวัดการปฏิบัติแบบมาตราส่วนประมาณค่าที่ นิยมใช้กันมาก (กระทรวงศึกษา 2539) การให้คะแนนก็ต้องสอดคล้องกับเกณฑ์กรวัดและเหมาะสมกับ กลุ่มผู้เรียนที่ใช้ประเมินเพราะคะแนน (Scoring Rubric) สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงการ ปฏิบัติงานของผู้เรียนได้ (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2553: 309) ดังตัวอย่างการกำหนดเกณฑ์การให้ คะแนนแบบองค์รวม (ชวฤทข์ ชูกำแพง, 2553: 146) และขั้นตอนในการทำงานแบบมาตรส่วนประมาณ ค่าและการให้คะแนน (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2553 309) ดังดารางที่ 1 ดารางที่ 1 การทำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม เกณฑ์การให้คะแนนแบบองค์รวม 4 แทน เขียนอธิบายงานที่ทำชัดเจน ใช้วิธีการสมเหตุสมผล มีการ ตรวจสอบ แสดงวิธีทำชัดเจน มีคำบรรยายประกอบ
3 แทน เขียนอธิบายงานที่ทำชัดเจนใช้วิธีการสมเหตุสมผล แสดงวิธีทำ 2 แทน เขียนอธิบายงานที่ทำ ใช้วิธีไม่เหมาะสมบางส่วน 1 แทน เขียนคำอธิบายงานที่ทำไม่ครบถ้วน ใช้วิธีการไม่เหมาะสม ตารางที่ 2 แบบมาตราส่วนประมาณดำาการให้ตะแนนในขั้นตอนการทำงาน รายการประเมิน ระดับคะแนน 5 4 3 2 ขั้นตอนในการทำงาน 1. ทำงานตามลำดับขั้นตอน 2. ใช้ความรู้ใด้สอดคล้องกับลักษณะงาน 3. ความคล่องแคล่ว 4. การแก้ปัญหา ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ทักษะปฏิบัติคือความสามารถของนักเรียนที่เกิดความชำนาญในการปฏิบัติ กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้การปฏิบัติที่ต่อเนื่องโดยครูผู้สอนเป็นผู้หาวิธีการสอนเพื่อให้เกิด ทักษะให้เหมาะสมกับผู้เรียน นอกจากนี้ตรูผู้สอนยังต้องสร้างเครื่องมือและสร้างเกณฑ์การวัดที่ดีมี ประสิทธิภาพ เพื่อใช้วัดและเก็บรวบรวมข้อมูลของความสามารถและทักษะปฏิบัติ ในการทำงานของ ผู้เรียนการประเมินทักษะปฏิบัติจึงมีความสำคัญกับครูเพื่อให้ทราบว่านักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติงาน ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่และเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่การพัฒนาทักษะการปฏิบัติ ฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้นและนาฏยศัพท์ขั้นพื้นฐาน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้ กำหนดหัวข้อการดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2) แบบแผนการวิจัย 3) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4) การเก็บรวบรวมข้อมูล 5) การวิเคราะห์ข้อมูล 6) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 12 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 200 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีอ.เมือง จ. อุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน 2. แบบแผนในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2543 : 60-61) มีแบบแผนการวิจัย ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่1 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย
E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือนวัตกรรมที่เลือกใช้ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ จำนวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบทักษะปฏิบัติระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” เป็นการทดสอบในรูปแบบ กิจกรรมการฟ้อนรำ และวัดประเมินผลตามสภาพจริงโดยให้คะแนนในลักษณะเป็น Rubrics 5 ระดับ ปฏิบัติ จำนวน 5 เกณฑ์ 1) ความถูกต้องของท่าทาง 2) จังหวะถูกต้อง 3) ความสวยงาม 4) ความ สนุกสนานเพลิดเพลิน 5) ความพร้อมเพรียง 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนนาฏศิลป์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์จำนวน 10 ข้อ 2. การสร้างและคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูลการวิจัยประกอบด้วยแผนการ จัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะปฏิบัติ และแบบทดสอบความพึงพอใจ มีรายละเอียดในการสร้างและหา ประสิทธิภาพดังต่อไปนี้ 2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” โดยใช้รูปแบบการ สอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ จำนวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล2 มุขมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเอกสารประกอบ หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ ประกอบด้วย หลักการ จุดหมาย สาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวชี้วัดชั้นปี หน่วยการเรียนหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ 1.2 ศึกษาความหมาย ทฤษฎี องค์ประกอบ รูปแบบกระบวนการเรียนและ ประโยชน์ของการเรียนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 1.4 กำหนดขั้นตอนการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ 1.5 คัดเลือกเนื้อหาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ต่อความสามารถในการเรียน ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ (ชุมนุมนาฏศิลป์) 1.6 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเนื้อหา ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ (ชุมนุมนาฏศิลป์) 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ ปรึกษาวิจัย แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนด้านนาฏศิลป์ ด้านหลักสูตรและ การสอน การวิจัยและการวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความ เป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลโดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน
- ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน นำคะแนนที่ได้จากแบบประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์เรื่อง ระบำ มาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” โดยใช้แบบฝึกทักษะต่อความสามารถการเรียนการสอนเรื่องการแสดง นาฏศิลป์ไทย (ระบำดาวดึงส์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ทั้ง 3 ท่าน มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congrucnce : IOC) 1.8 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้ปรับเกี่ยวกับการพิมพ์และภาษาให้ชัดเจนถูกต้อง จากนั้นเสนอแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง 1.9 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ในการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของ แฮร์โรว์ต่อความสามารถในการพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง ระบำดาวดึงส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การวัดผลแบบ ประเมินผล และเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วทำการปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ให้ สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้สอนจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 1.10 จัดพิมพ์แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ โดยใช้แบบฝึก ทักษะต่อความสามารถในการพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง ระบำดาวดึงส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2.2 การสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ แบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ของนักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ การสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ร่วมกับการสอนร่วมมือ รูปแบบจิ๊กซอว์ มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์เพื่อตรวจสอบสมรรถภาพของนักเรียนว่ามีความสามารถในการปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้หรือไม่ มีขั้นตอน ดังนี้
2.2.1 ศึกษาคำอธิบายรายวิชา จุดประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ เครื่องมือตัวชี้วัดและ เนื้อหาวิชานาฏศิลป์จากหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรี 2.2.2 ศึกษาตำรา เอกสารการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแบบวัดทักษะ วิธีการเครื่องมือ วัดผล การสร้างหัวข้อสำหรับการประเมินทักษะปฏิบัติงาน การสร้างเกณฑ์เป็นแบบประเมินผลแบบ มาตราส่วนประมาณค่าการให้คะแนนโดยใช้เกณฑ์การ 2.2.3 สร้างแบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์เพื่อใช้ประเมินทักษะปฏิบัติ ของนักเรียนตาม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งได้สังเคราะห์หัวข้อประเมินผลของทักษะปฏิบัติและแบบประเมินผล แบบมาตรส่วนประมาณค่าและการให้คะแนนได้หัวข้อสำหรับการประเมินทักษะปฏิบัติ 5 หัวข้อและ กำหนดเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนน 4 ระดับ ดังนี้ 2.2.3.1 ความถูกต้องของท่าทาง (4 คะแนน) 4 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำในแต่ละท่าได้ถูกต้องตั้งแต่ตันจนจบ 3 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำในแต่ละทำาได้ถูกต้องร้อยละ 70 2 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำในแต่ละท่าได้ถูกต้องร้อยละ 50 1 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำในแต่ละท่าไม่ถูกต้องไม่ชัดเจนเป็นส่วนใหญ่ 2.2.3.2 จังหวะถูกต้อง (4 คะแนน) 4 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำได้อย่างมีความสัมพันธ์กับจังหวะของเพลงมี ความเสมอตั้งแต่ตันจนจบ 3 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำได้อย่างมีความสัมพันธ์กับจังหวะของเพลงร้อย ละ 70 2 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำได้อย่างมีความสัมพันธ์กับจังหวะของเพลงร้อยละ 50 1 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำไม่มีความสัมพันธ์กับจังหวะของเพลง 2.2.3.3 ความสวยงาม (4 คะแนน) 4 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำได้อ่อนช้อยมีความสวยงามอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบ 3 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติทำรำได้อ่อนข้อยมีความสวยงามอย่างสม่ำเสมอร้อย ละ 70 2 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำได้อ่อนช้อยมีความสวยงามเป็นบางครั้งร้อยละ 1 คะแนนเมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำ ไม่มีอ่อนช้อย สวยงาม
2.2.3.4 ความสนุกสนานเพลิดเพลิน (4 คะแนน) 4 คะแนน เมื่อนักเรียนปฏิบัติท่ารำด้วยความเต็มใจ ไม่เบื่อหน่ายยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างสม่ำเสมอ 3 คะแนน เมื่อนักเรียนร้อยละ 70 ปฏิบัติท่ารำด้วยความเต็มใจไม่เบื่อหน่ายยิ้ม แย้มแจ่มใส 2 คะแนน เมื่อนักเรียนร้อยละ 50 ปฏิบัติท่ารำไม่ค่อยเต็มใจและเบื่อหน่ายอยู่บ้าง 1 คะแนน เมื่อนักเรียนไม่ค่อยเต็มใจและเบื่อหน่ายในการปฏิบัติท่ารำ 2.2.3.5 ความพร้อมเพรียง (4 คะแนน) 4 คะแนน นักเรียนทุกคนมีความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบหมาย 3 คะแนน นักเรียนร้อยละ 70 มีความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบหมาย 2 คะแนน นักเรียนร้อยละ 50 มีความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบหมาย 1 คะแนน นักเรียนทุกคนไม่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบหมาย 2.2.4 นำแบบวัดทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนำเสนอ อาจารย์ที่ปรึกษาและให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชานาฏศิลป์และการสอนและด้านการวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความเหมาะสมเพื่อหาความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงานแบบประเมินและเกณฑ์การประเมินทักษะโดยให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าเกณฑ์มีสอดคล้องและเหมาะสมกับทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าเกณฑ์มีสอดคล้องและเหมาะสมกับทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ -1 เมื่อแน่ใจว่าเกณฑ์มีสอดคล้องและเหมาะสมกับทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ 2.2.5 นำแบบประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) ของ แบบ วัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ วิชานาฏศิลป์ จะต้องได้ค่าดัชนีดวามสอดคต้อง 2.2.6 นำไปทดลองกับนักเรียนที่ผ่านการเรียนวิชานาฏศิลป์ นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ จำนวน 20 คน เพื่อหาคำความเชื่อมั่นของแบบประเมินและเกณฑ์การประเมินโดยใช้ผู้ประเมิน 2 คน คือ
ครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์จากนั้นคะแนนที่ได้มาคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ได้ค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 แสดงว่าแบบวัดทักษะปฏิบัติมีดวามเชื่อมั่น ในการตรวจให้คะแนนเท่ากับ 1.00 2.3 แบบวัดความพึงพอใจ 3.1 ความยาก 3.2 อำนาจจำแนก 3.3 ความเชื่อมั่น 3.4 ความเป็นปรนัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยจัดการเรียนการสอนในเวลาปกติ ตั้งแต่พฤศจิกายน ถึง มกราคม ดังนี้ 1. สัปดาห์ที่ 1 ชี้แจงกลุ่มตัวอย่างให้เข้าใจวิธีการเรียนโดยใช้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ เรื่อง ระบำ มาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” แล้วให้นักเรียนทดสอบทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์ท่ารำก่อนเรียน แล้วเก็บ รวบรวมข้อมูลไว้ 2. สัปดาห์ที่ 2-9 จัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนนาฏศิลป์ เรื่อง ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” รวมเวลา 6 ชั่วโมง ในการสอนแต่ละครั้งมีการเก็บรวบ ๆ รวมข้อมูล ดังนี้ 2.1 เก็บรวบรวมข้อมูลคะแนนผลการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน จากการประเมินทักษะปฏิบัติ ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 2.2 เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต ขณะผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม 3. สัปดาห์ที่ 6 เมื่อเสร็จสิ้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” เรื่อง เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 3.1 ให้นักเรียนทำแบบทดสอบทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์ท่ารำหลังเรียน และเก็บรวบรวมข้อมูล ไว้ 3.2 ให้นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ เรื่อง ระบำมาตรฐาน “ระบำดาวดึงส์” และเก็บรวบรวมข้อมูลไว้
5. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนที่เรียนจากแบบฝึก ทักษะ เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัวแรก 2. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนที่เรียนจากแบบฝึก ทักษะ เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80 ตัวหลัง 3. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 4. หาประสิทธิภาพของบทเรียน โดยการหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) และ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ซึ่งกำหนดตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 5. หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามความพึงพอใจ จากนั้นแปล ผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 6. ผลการวิเคราะห์นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ วิชา นาฏศิลป์ เรื่องการแสดงนาฏศิลป์ไทย (ระบำดาวดึงส์) นักเรียนในชุมนุมนาฏศิลป์ มีคะแนนเฉลี่ยด้าน ทักษะปฏิบัติ เท่ากับ 0.00 คะแนน และ 0.00 คะแนน ตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนน ก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของ แผนการจัดการเรียนรู้และแบบวัดความพึงพอใจ โดยใช้ความสอดคล้อง (IOC) = ∑ เมื่อ R แทน คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ
∑ แทน ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 1.2 สถิติที่ใช้ในการหาค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (R) ความเชื่อมั่น (Reliability) (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 84) ค่าความยากง่าย (P) = + 2 เมื่อ P แทน ค่าระดับความยาก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่ม กลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ซึ่งมีค่าเท่ากัน ค่าอำนาจจำแนก (R) = − 2 เมื่อ B แทน ค่าอำนาจจำแนก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่ม กลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ซึ่งมีค่าเท่ากัน ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ ใช้สูตรดังนี้ = −1 [1 − ∑ 2 ] เมื่อ rn แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n r k แทน จำนวนข้อสอบ p แทน สัดส่วนของผู้ที่ทำข้อสอบนั้นถูกในแต่ละข้อ
การทดสอบความเที่ยงตรงเชิงสภาพ สามารถดำเนินการโดยการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ (correlation coefficient) ของเพียร์สัน (Pearson) มีสูตรดังนี้ rXY = − − − [ ( ) ][ ( ) ] 2 2 2 2 N X X N Y Y N XY X Y เมื่อ rXY แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ N แทน จำนวนผู้เรียนที่ทำแบบทดสอบ X แทน ผลรวมคะแนนแบบทดสอบที่หาความเที่ยงตรงเชิงสภาพ Y แทน ผลรวมคะแนนความรู้ของผู้เรียนที่เป็นเกณฑ์ สัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient) หรือสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบ เป็นค่าความเชื่อมั่นที่คำนวณหาได้จากสูตรครอนบราช (Cronbach) การหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบโดยแบบทดสอบค่าคะแนนที่ได้อาจจะเป็นค่าอะไรก็ได้ที่มีค่ามากกว่า 1 สูตรที่ใช้ในการ คำนวณมีดังนี้ = − − 2 t s 2 i s 1 n 1 n เมื่อ แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n แทน จำนวนข้อของแบบทดสอบ 2 i S แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบรายข้อ 2 t S แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบทั้งฉบับ 2. สถิติพื้นฐาน 1.1 ร้อยละ (Percentage) (บุญชม สะอาด. 2545 : 105) = × 100 เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ
f แทน ความถี่ของคะแนน n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเฉลี่ย มีสูตร (x̄) ดังนี้ x̄ = ∑ เมื่อ x̄ แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ แทน ผลรวมของคะแนนจากการตอบแบบทดสอบ แทน จำนวนนักเรียน 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) . = √ ∑ 2 −(∑ ) 2 (n−1) เมื่อ S.D แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ แทน คะแนนแต่ละคน ∑ 2 แทน ผลรวม N แทน จำนวนคะแนนหรือจำนวนคนทั้งหมด 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ 3.1 เปรียบเทียบทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ หลังเรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 80 ด้วยการ ทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test for one sample) 4. การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม เกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/E2 ) มีความหมายแตกต่างกันหลายลักษณะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง E1/E2 = 80/80 ดังนี้ เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 1 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1 ) คือ นักเรียนทั้งหมด ทำ แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ ส่วน
ตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2 ) คือ นักเรียนทั้งหมดที่ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อย ละ 80 ส่วนการหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตรดังนี้ 1 = ∑ × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบย่อยหรือประกอบกิจกรรมระหว่าง เรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบย่อยหรือประกอบกิจกรรมระหว่าง เรียน N แทน จำนวนผู้เรียน 2 = ∑ × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน N แทน จำนวนผู้เรียน
แบบแผนการดำเนินงาน ตารางที่ 4 แผนการดำเนินงาน เดือน การดำเนินการ พ.ค. 2563 มิ.ย 2563 ก.ค. 2563 ส.ค. 2563 ก.ย. 2563 ต.ค. 2563 พ.ย. 2563 ธ.ค. 2563 ม.ค. 2563 ก.พ. 2563 มี.ค. 2563 1. ทบทวนเอกสาร เพื่อจัดทำโครงร่าง การวิจัย 2. สร้างและหา คุณภาพเครื่องมือใน การวิจัย 3. เก็บรวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูล 5. แปลผลและเขียน รายงานการวิจัย