The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suchawadee Neeraphan, 2024-03-20 00:41:58

นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา Innovation and Educational Information Technology โดย นางสาวสุชาวดี นีระพันธ์ สอนโดย อาจารย์ดร.กฤษฎาพันธ์ พงษ์บริบูรณ์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชา 810105 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2566 คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย


ค าน า เอกสารประกอบการสอน รายวิชา “นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษา” (Educational Innovation and Information Technology) ในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูผู้ศึกษาได้รวบรวม ขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ศึกษาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่เรียนโดยได้นำแนวสังเขปรายวิชา ศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและ เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเรียน การวิเคราะห์ ปัญหา ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้การ ออกแบบ การสร้าง การนำไปใช้ การประเมิน และการปรับปรุง นวัตกรรม ขอขอบพระคุณอาจารย์ดร.กฤษฎาพันธ์ พงษ์บริบูรณ์ ที่ให้ โอกาสในการจัดทำเอกสารประกอบการ เรียนรายวิชานี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ ได้ศึกษา ค้นคว้าใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียน มิได้มุ่งหวังผล กำไรทางการค้าแต่อย่างใด เอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มนี้ ผู้จัดทำได้รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เผยแพร่ทาง อินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของบทความ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หวังเป็นอย่างยิ่ง เอกสารประกอบการ เรียนการสอนเล่มนี้ จะอำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ และคณาจารย์ หากท่านผู้อ่านพบข้อบกพร่องหรือมีคำชี้แนะ เพื่อการปรับปรุงให้สมบูรณ์มากขึ้น ผู้จัดทำยินดีรับฟังความคิดเห็น และจะนำไปปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้เอกสารที่ สมบูรณ์และมีคุณค่า ทางการศึกษาต่อไป สุชาวดี นีระพันธ์


1 สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 กฎหมายและจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร 1.1 ความหมายของกฎหมาย 6 1.2 ความหมายของเทคโนโลยีและการสื่อสาร 6 1.3 บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 1.4 ความสำคัญของเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร 7 1.5 พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์2560 8 1.6การละเมิดสิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 9 การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเตอร์เน็ต 10 บทที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ 13 องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 14 ความหมายและกระบวนการของระบบสารสนเทศ 18 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 20 ประโยชน์และความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 24 ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 26 วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ 30 สรุป 31 บทที่ 3 ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา องค์ประกอบของเทคโนโลยีการศึกษา 33 พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษาในอดีต 34 พัฒนาการทางเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต 36 เทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบัน 38 แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต 42 บทที่ 4 สื่อการเรียนการสอน สื่อ (Media) 45 สื่อการเรียนการสอน 45


2 เรื่อง หน้า ประเภทของสื่อการสอน 45 หลักในการเลือกใช้สื่อการสอน 46 การออกแบบระบบการเรียนการสอน 47 รูปแบบระบบการออกแบบการสอนของดิคและคาเรย์ 48 บทที่ 5 การออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนประเภทมัลติมีเดีย สื่อประสม 50 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 51 ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา 53 แบบทดสอบ พร้อมเฉลย 55 แบบทดสอบ บทที่ 1 56 แบบทดสอบ บทที่ 2 57 แบบทดสอบ บทที่ 3 58 บรรณานุกรม 60


3 บทน า นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ความหมายของนวัตกรรม “นวัตกรรม” (Innovation) หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะ ช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้ ด้วย ความหมายของเทคโนโลยี “เทคโนโลยี” (Technology) หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการในการนำความรู้หรือแนวคิดมา ประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบเพื่อให้การดำเนินงานในวงการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายของทางการศึกษา “การศึกษา” (Education) มีความหมายกว้างขวางครอบคลุมการพัฒนา การส่งเสริมมนุษย์และสังคมให้ มีความเจริญงอกงามในทุกด้านทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา “เทคโนโลยีการศึกษา” (Educational Technology) เป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาทั้งในด้านการขยายงาน และด้านการปรับปรุง คุณภาพของการเรียนการสอน หรือการนำสิ่งต่างๆ ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน


4 ความหมายของนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา นวัตกรรมเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนำความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทั้งวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรกลไก และเทคนิควิธีการต่างๆ มาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อ มุ่งหวังให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อผู้เรียน ผู้ศึกษาตามจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร นั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา นวัตกรรม คือ จุดเริ่มต้นของ เทคโนโลยี เพราะนวัตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา วิจัย ที่ยังไม่ได้นำเข้ามาใช้ในระบบงานอย่างจริงจัง และ เทคโนโลยี ก็คือ เครื่องมือวัสดุต่างๆ ที่นำมาพัฒนางานให้ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญในเรื่องของวิธีการ การจัดระบบ จึงอาจแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา ผู้ให้ความหมายของนวัตกรรม มีดังนี้ ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มา ปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับนวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการ ทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์การพัฒนามา


5 มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งหมายถึง การ ปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงาน หรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัด หรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา ไชยยศ เรืองสุวรรณ ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่า หมายถึง วิธีการปฏิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลาย เหล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฏิบัติ ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมาย ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น หลักในการพิจารณาการเป็นนวัตกรรม 1. การคัดเลือกสิ่งที่นำมาเป็นนวัตกรรมก็จะต้องเป็นสิ่งที่มีจุดเด่นและสามารถทำงานนั้นๆได้ดีกว่าสิ่งเดิม 2. จะต้องมีการคัดเลือกว่าสิ่งที่จะนำมาใช้เป็นนวัตกรรมนั้นมีความเหมาะสมกับระบบการใช้งานนั้นๆ หรือไม่ 3. ในการที่จะนำอะไรสักอย่างมาทำเป็นนวัตกรรมนั้นจะต้องมีการพิสูจน์จากงานวิจัยว่านวัตกรรมนั้น สามารถที่จะใช้ได้ผลจริงและได้ผลที่ดีกว่าของเดิมอย่างแน่นอน 4. จะต้องมีการพิจารณาว่าสิ่งที่จะนำมาเป็นนวัตกรรมนั้นตรงกับความต้องการของผู้ใช้ระบบหรือไม่ ประเภทของนวัตกรรม ประเภทของนวัตกรรม มี 2 ประเภท ได้แก่ 1. นวัตกรรมที่เป็นสิ่งใหม่หมด ก็คือนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่หมดทั้งระบบ และไม่เคย ปรากฏขึ้นในที่ใดมาก่อน 2.นวัตกรรมที่เป็นสิ่งใหม่บางส่วน ซึ่งก็คือนวัตกรรมที่อาจจะใช้ยังไม่ได้ผลที่ดีพอจึงมีการนำมา ปรับปรุง แก้ไข ให้นวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของสภาพงาน และตัว ผู้ใช้งานเองด้วย แนวคิดที่ท าให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา 1. นวัตกรรมนั้นถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ จึงส่งผลโดยตรงต่อความท้าทายของผู้ทำการวิจัยที่จะมาทำการวิจัย 2. ผู้ที่ทำการวิจัยต้องการพิสูจน์เพื่อให้เห็นผลว่าจะสามารถใช้ได้ผลจริงหรือไม่อย่างไร 3. มีเหตุปัจจัยโดยตรงจากการทดลองและวิจัยเพื่อที่นำมาเพื่อแก้ปัญหาทางการศึกษา ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา มี 5 ประเภท ได้แก่ มีทั้งประเภทที่เป็นนวัตกรรมแบบใหม่หมด และ นวัตกรรมที่เป็นแบบใหม่บางส่วน โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่


6 1.นวัตกรรมด้านสื่อสารการสอน 2.นวัตกรรมด้านวิธีการจัดการเรียนการสอน 3.นวัตกรรมด้านหลักสูตร 4.นวัตกรรมด้านการวัดและการประเมินผล 5.นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา 1.นวัตกรรมด้านสื่อสารการสอน เช่น - บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน - หนังสืออิเลคทรอนิคส์ - บทเรียนCD/VCD - คู่มือการทำงานกลุ่ม 2.นวัตกรรมด้านวิธีการจัดการเรียนการสอน เช่น -การสอนแบบร่วมมือ -การสอนแบบอภิปราย -วิธีสอนแบบบทบาทสมมุติ -การสอนด้วยรูปแบบการเรียนเป็นคู่ 3.นวัตกรรมด้านหลักสูตร เช่น -หลักสูตรสาระเพิ่มเติม -หลักสูตรท้องถิ่น -หลักสูตรการฝึกอบรม -หลักสูตรกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 4.นวัตกรรมด้านการวัดและการประเมินผล เช่น -การสร้างแบบวัดต่างๆ -การสร้างเครื่องมือ -การประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แนวทางในการสร้างแบบวัดผลและประเมินผล เช่น -การสร้างแบบวัดแววครู -การพัฒนาคลังข้อสอบ-การสร้างแบบวัดความมีวินัยในตนเอง


7 5.นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ เช่น -การบริหารเชิงระบบ -การบริหารเชิงกลยุทธ์ -การบริหารเชิงบูรณาการ ความส าคัญของเทคโนโลยีการศึกษา 1. ทำให้มีการเรียนการสอนการจัดการศึกษามีความหมายมากขึ้น 2. สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ สนองเรื่องความสนใจและความต้องการของแต่ละ บุคคลได้เป็นอย่างดี 3. สามารถทำให้การจัดการศึกษาตั้งอยู่บนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ช่วยให้การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้น มีบทบาทสำคัญในการสอนและการจัดการศึกษา 5. ทำให้การเรียนอยู่แค่เอื้อม นำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้กับการศึกษาทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่าง กว้างขวางมากขึ้น 6. ทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ทำให้โอกาสของทุกคนในการเข้ารีบการศึกษามีมากขึ้น บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษากับการจัดการเรียนการสอน เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาจึงมีความสำคัญและบทบาทต่อการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้กว้างขวางมากขึ้น 2. สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ให้การศึกษาดีขึ้น 4. มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสื่อการสอน 5. ทำให้การเรียนรู้ไม่เน้นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่างเดียว 6. ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนให้มากขึ้น


8 บทที่1 กฎหมายและจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร 1.1 ความหมายของกฎหมาย หมายถึง สิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติ มีพฤติกรรมที่ดีงามต้องประสงค์ของสังคมเป็นหลักหรือกรอบที่ทุกคน กำหนดไว้ เป็นแนวปฏิบัติสำหรับสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดความสงบและปลอดภัยในการ ดำรงชีวิต 1.2 ความหมายของเทคโนโลยีและการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกผ่านกระบวนการต่างๆกลั่นกรองมาเป็น ข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งเป็นทั้งเทคโนโลยีและการสื่อสาร อาจเรียกได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นับตั้งแต่ การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ 1.3 บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การสร้างที่ พักอาศัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าและการให้บริการต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ได้มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากและมีราคาถูกลง เทคโนโลยีทำให้ การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว การสื่อสารที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงทำให้ประชากรในโลก สามารถติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้ตลอดเวลา เทคโนโลยีสารสนเทศมีความหมายกว้างขวางมาก เราจะพบได้กับสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้สารสนเทศ ดังนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นพนักงานการไฟฟ้าบันทึกข้อมูล การใช้ไฟฟ้าลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ ห้างสรรพสินค้าใช้รหัส แท่ง (bar code) ตรวจสินค้าเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่นแผ่นบันทึก แผ่นซีดีหรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะ ถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยก ข้อมูลที่จัดเก็บนั้น การแสดงผลลัพธ์คือ การนำผลจากการประมวลผลที่ได้มาแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใน การแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดง ผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นวีดีทัศน์ การทำสำเนา เป็นการทำสำเนาข้อมูลหรือสารสนเทศที่จัดเก็บไว้ในสื่ออิเลคทรอนิกส์ชนิดต่างๆให้มีหลายชุด เพื่อ สะดวกต่อการเก็บรักษา และการนำไปใช้อุปกรณ์ที่ใช้ทำสำเนา เช่นเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร แผ่นบันทึก ฮาร์ดดิสก์ หรือ CD-ROM


9 การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่ส่งข้อมูลข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสาร โทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของ สื่อ เช่น เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ และดาวเทียม 1.4 ความสำคัญของเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547:11-17) ได้กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่อการศึกษาไว้ว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและรวดเร็วที่สุดในยุคนี้ คือ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ซึ่งเข้ามาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกเกือบทุกอย่างและที่สำคัญคือ การสื่อสาร (Communication) ซึ่งการบริหารในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง การบริหารจัดการและการตัดสินใจที่ดีคือการ ตัดสินใจอยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันและเพียงพอซึ่งจะถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเป็นการ ตัดสินใจที่ผิดพลาดน้อยที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อการตัดสินใจในการพัฒนากระบวนการ ต่าง ๆ ของระบบสื่อสาร (Communication System) เพื่อให้ได้มาซึ่ง Information มากมายและมีประสิทธิภาพ สูง กระบวนการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศและการนำไปใช้ โดยอาศัยเทคโนโลยีต่าง ๆ ( Information and Communications Technoloty : ICT ) นั่นเอง ดังนั้น คนในยุคใหม่ที่จะอยู่ในสังคมโลกเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ อย่างกลมกลืน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะพื้นฐานที่เพียงพอในด้าน ICT การเริ่มต้นพัฒนาตนในเวลาที่ เหมาะสม ควรจะเริ่มต้นในวัยเรียน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนให้มีทักษะพื้นฐานเพียง พอที่จะเรียนรู้พัฒนาความรู้และทักษะได้ด้วยตนเอง ในการจัดการศึกษามุ่งหวังให้การจัดการศึกษาให้แก่นักเรียน ที่จบการศึกษาขั้น ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การสื่อสาร มีส่วนในการพัฒนากิจกรรม ต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยี สารสนเทศ (IT) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากไปกว่า โทรศัพท์และ คอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอร์เน็ต อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในที่ต่าง ๆ ได้ สะดวก เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลให้การใช้งานด้านต่าง ๆ มีราคาถูกลง เครือข่ายสื่อสาร (Communication networks) ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายภายนอกเนื่องจากจำนวนการใช้เครือข่าย จำนวนผู้ เชื่อมต่อ และจำนวนผู้ที่มีศักยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกับเครือข่ายนับวันจะเพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารทำให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทุนการใช้ IT มีราคาถูกลงมาก (มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหา ผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก. 2552 : ออนไลน์) จากที่กล่าวมาจึงสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปการศึกษาที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการ ปฏิรูปการบริหารจัดการ ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิรูปการเรียนรู้ ที่ต้องจัดการเรียนรู้


10 เพื่อพัฒนาปัญญา ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อจำข้อมูล การจำมีความจำเป็นในส่วนที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนข้อมูลควรจะ อยู่ในแหล่งเรียนรู้ใด ๆ และสามารถเรียกใช้ได้ทันท่วงทีเมื่อจำเป็น และสามารถแสวงหาข้อมูลได้อย่างมี ประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทักษะทางด้าน ICT จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถ ในการเรียนรู้ต่อไป 1.5 พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์2560 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ที่สภานิติบัญญัติ แห่งชาติให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนธันวาคม เมื่อปีที่ผ่านมา (2559) และได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มกราคม ล่าสุด มีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 24 พ.ค.นี้ เตือนความจำกันสักหน่อย เพื่อการใช้ออนไลน์อย่างถูก กฎหมาย สำหรับสาระสำคัญที่หลายคนควรพึงระวังใน พ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ 2 มีสาระสำคัญจำง่ายๆ ดังนี้ 1. การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 2. ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ไม่เช่นนั้นถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 3. ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 4. กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้าข่ายความผิด มาตรา 112 หรือมีความผิดร่วม 5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพ์ฯ โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3 6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำเอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออกเจ้าของก็จะไม่มีความผิดตาม กฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการ แสดงความเห็นผิดกฎหมาย เมื่อแจ้งไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อลบได้ทันที เจ้าของระบบเว็บไซต์ จะไม่มีความผิดสำหรับ แอดมินเพจ ที่เปิดให้มีการแสดงความเห็น เมื่อพบข้อความที่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ฯ เมื่อลบออกจากพื้นที่ที่ตนดูแลแล้ว จะถือเป็นผู้พ้นผิด 7. ไม่โพสต์สิ่งลามกอนาจาร ที่ทำให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชนได้ 8. การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อเป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ 9. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียเชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย


11 10. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผู้ โพสต์ได้ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท 11. ไม่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ 12. ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอาภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้ (pigabyte 2560. ออนไลน์ ) 1.6การละเมิดสิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1. การละเมิดสิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (“พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์”) โดยจัดเป็นงาน อันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม (Literary work) ตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ กำหนดว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือให้ได้ผล อย่างหนึ่งอย่างใด ในกรณีที่บุคคลใด ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนาของ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บุคคลนั้นจะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท และหากเป็นการกระทำเพื่อการค้า จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-Crime) เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่บนระบบดังกล่าว ส่วนในมุมมองที่กว้างขึ้น “อาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งอาศัยหรือมีความเกี่ยวเนื่อง กับระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมประเภทนี้ไม่ถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยตรง 3. การใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด การละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ตแม้จะมีผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องก็ตาม แต่ก็มี การละเมิดลิขสิทะผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นจำนวนมากได้เช่นกัน ได้แก่ – เว็บไซต์ที่เปิดให้ดาว์นโหลดหรือแลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์ทางการค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย – เว็บไซต์ที่เสนอการประมูลซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย, ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ตรงกับ ช่องทางจำหน่ายที่กำหนด – เครือข่าย Peer-to-Peer ที่อนุญาตให้แลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์มีลิขสิทธิ์ระหว่างกัน


12 การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ยังถือเป็นเรื่องคุกคามการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญที่สุด 1. การติดตั้ง ซอฟต์แวร์ในฮาร์ดดิสก์เกิดจากการที่ผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ให้กับ ลูกค้าอย่าง ผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ 2. การสำเนาซอฟต์แวร์อย่างผิดกฎหมาย คือการทำสำเนาอย่างผิดกฎหมาย หรือจำหน่ายสินค้าที่ ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์โดยเจตนา สำหรับกรณีของซอฟต์แวร์ที่มีบรรจุภัณฑ์นั้นพบว่า ได้มีการ จำหน่ายซีดีหรือดิสก์เก็ตที่ทำสำเนาอย่างผิดกฎหมายพร้อมด้วยคู่มือ, สัญญาการใช้งานและบัตร ลงทะเบียนโดยมีบรรจุภัณฑ์และคุณสมบัติป้องกันการปลอม แปลงที่เหมือนกันกับผลิตภัณฑ์ของแท้ ให้เห็นเช่นกัน 3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบ คอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจาก การนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสาร ข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อย แล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียก ให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัส ขึ้นมาทำงานแล้ว จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็นต้น สามารถสังเกตการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่เครื่อง แล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่ 1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ ไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยคณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (กทสช) ได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน6 ฉบับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ผ่านการเห็นชอบจาก สภานิติบัญญัติ การลงพระปรมาภิไธย และการ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เป็ นต้นไป ดังนั้นผู้ใช้คอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตโดยทั่วไป ผู้ให้บริการ ซึ่งรวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เปิด


13 บริการอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้อื่นหรือกลุ่มพนักงานนักศึกษาในองค์กร ควรทราบถึงรายละเอียดของพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยประเทศไทยได้มีการบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 2. จริยธรรมในระบบสารสนเทศจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยทั่วไปเมื่อพิจารณาถึง คุณธรรมจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ สารสนเทศแล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPAประกอบด้วย 2.1 ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) หมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของ สามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับ ผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้ 1.1.การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่อง คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการ บันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร 1.2.การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งทำให้สูญเสียความเป็น ส่วนตัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม 1.3.การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด 1.4. การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำไป สร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่ แล้วนำไปขายให้กับบริษัทอื่น ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ จึงควรจะต้องระวังการให้ ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้โปรโมชั่น หรือระบุให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ เช่น ข้อมูล บัตรเครดิต และที่อยู่อีเมล์ 2.2 ความถูกต้อง (Information Accuracy) ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และ เรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความถูกต้อง ในการบันทึกข้อมูลด้วย โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและ เผยแพร่ ดังนั้น ในการจัดทำข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเองด้วย 2.3 ความเป็นเจ้าของ (Information Property) สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือ ครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ความคิด) ที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้


14 เช่น สิ่งพิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้นโดยในการคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเพื่อน เป็นการกระทำที่จะต้อง พิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าโปรแกรมที่จะทำการคัดลอกนั้น เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท่านมีสิทธ์ในระดับใด 2.4 การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรม หรือระบบคอมพิวเตอร์ มักจะมีการกำหนดสิทธิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าไปดำเนินการต่างๆ กับข้อมูลของ ผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ดังนั้น ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จึงได้มีการ ออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้ และการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม นั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัว (สกล หาญสุทธิวารินทร์. 2558: ออนไลน์) พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ก่อนหน้านี้ ร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ ผ่านการ เห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดประกาศลงราชกิจจานุเบกษา แล้ว โดยมีชื่อว่า “พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560” ( พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี2560) โดยรายละเอียด พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ( พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี2560) ทั้งนี้ในมาตรา 2 ของพระราชบัญญัตินี้ ระบุว่า ให้บังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา นั่นหมายความว่าจะบังคับใช้ภายใน 31 พฤษภาคม 2560 พ.ร.บ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปี 2560 คือร่างแก้ใขของ พ.ร.บ ว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ปี2550 ที่ถูกปรับปรุงให้ทันสมัย เหมาะสมกับเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ดังนั้นโครงสร้างของกฎหมายสองฉบับจึงเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ และแน่นอนกฏหมายทั้งสองฉบับก็ต้องมีส่วนที่ แตกต่างกันอยู่หลายประเด็น และหลายๆ ประเด็นก็ถูกตั้งคำถามมากมายว่าเป็นธรรมหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่? พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ปี 2560 ถูกเริ่มร่างเมื่อปี2558 และยังคงแก้ใขต่อเนื่องมาถึงปี 2559 ดังนั้น พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ปี 2558 ก็คือฉบับเดียวกันกับพ.ร.บ คอมพิวเตอร์ปี 2560 นั่นเอง


15 บทที่2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการดำเนินชีวิตของเราในยุคปัจจุบันนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทและเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตประจำวันของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน การดำเนินชีวิตประจำวันใน หลาย ๆ กิจกรรมเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น การตื่นนอนโดยการใช้อุปกรณ์ตั้งปลุก เวลา การติดตามข่าวผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ การตรวจสอบ ตารางนัดหมาย การตรวจสอบสภาพการจราจร การติดต่อสื่อสารทั้งแบบข้อความ ภาพ หรือเสียง การรับงาน-ส่งงานผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์การเปิด ดูรายละเอียดสินค้าหรือบริการทาง เว็บไซต์ก่อนตัดสินใจ การทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น สอบถามยอดเงิน โอน เงิน ชําระค่าบริการ เป็นต้น การค้นหาสถานที่การค้นหาแผนที่หรือเส้นทางการเดินรถก่อนการเดินทาง การติดต่อ และทำธุรกรรมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การลงทะเบียนและดูผลการเรียนกับสถานศึกษา การชําระภาษีออนไลน์ เป็นต้น การสํารองที่นั่งเพื่อการเดินทาง การสํารองที่พัก สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโทรคมนาคมและการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ทั้งที่บ้านหรือ ที่ทำงาน จึงทำให้รูปแบบการดำรงชีวิตประจำวันของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้คนเราต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้นทุก วัน ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีกำเนิดจากคําสองคําคือ “เทคโนโลยี” และคําว่า “สารสนเทศ” ซึ่งได้ให้ ความหมายไว้แล้วข้างต้น ส่วนคําว่า “เทคโนโลยี” หมายถึงการนําความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและทาง วิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรม เช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “เทคโนโลยี”. 2556: ออนไลน์) เมื่อรวมกันระหว่างคําว่า “เทคโนโลยี” และคําว่า “สารสนเทศ” ก็กลายเป็นคําว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ” เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที คือการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อจัดเก็บ ค้น คืน ส่งผ่าน และจัดดำเนินการข้อมูลซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ ศัพท์นี้ โดยปกติก็ใช้แทน ความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์และยังรวมไปถึง เทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศ อย่างอื่นด้วย เช่น โทรทัศน์และโทรศัพท์อุตสาหกรรมหลายอย่าง เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์อิเล็กทรอนิกส์อุปกรณ์กึ่งตัวนํา อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และ บริการทางคอมพิวเตอร์ (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “เทคโนโลยีสารสนเทศ”. 2556: ออนไลน์)


16 คําว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ” เรียกสั้น ๆ ว่า IT มาจากคําว่า Information Technology ต่อมามีคําว่า ICT เริ่มนำมาใช้โดยคณะกรรมาธิการการศึกษาของรัฐสภาอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่าการ ใช้คําว่า IT หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังขาดความชัดเจน ควรเพิ่มคําว่า Communication เข้าไปด้วย ต่อจากนั้นมาทางองค์การ ศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) จึงเริ่มใช้ตามและแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ความหมายของคําว่า ICT และ IT ไม่มีความแตกต่างกันแต่ประการใด จึงกล่าวว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ” และ “เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร” เป็นคําที่ใช้ทดแทนกันได้ซึ่งหมายถึง เทคโนโลยีสองสาขาหลักที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างสรรค์จัดหา จัดเก็บ ค้นคืน จัดการ ถ่ายทอดและเผยแพร่ข้อมูลในรูปดิจิทัล (Digital Data) ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือ ตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยํา และความรวดเร็วให้ทันต่อการนําไปใช้ ประโยชน์ (สุขุม เฉลยทรัพย์และคณะ. 2551: 6) สรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานเกี่ยวกับ สารสนเทศ เริ่ม ตั้งแต่การสร้างหรือผลิตข้อมูล จัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์เผยแพร่ และสื่อสาร ข้อมูล โดยกระบวนการทำงาน เหล่านี้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหลัก รวมทั้งเทคโนโลยีด้านการ สื่อสารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้องค์ประกอบ สามารถทำงานได้ดีขึ้นตามความสามารถของเทคโนโลยีในแต่ละ ยุคสมัยนั้น ๆ องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 2 องค์ประกอบ คือ 1) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้สำหรับการประมวลผล และ 2) เทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อใช้สำหรับการเผยแพร่ โดยมี รายละเอียดดังนี้ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เนื่องจากความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและความต้องการสารสนเทศที่หลากหลาย ทำให้มีการจัดการ และการประมวลผลข้อมูลด้วยมือไม่สะดวก ล่าช้า และอาจผิดพลาด ปัจจุบันจึงต้องจัดเก็บ และประมวลผลข้ออ มูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนในการจัดการข้อมูล เพื่อให้การทำงานถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ ดังนี้


17 1.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ 1.1.1 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่หน่วยความจํา แล้วเปลี่ยนเป็น สัญญาณในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้เช่น คีย์บอร์ด เมาส์เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) แผ่นสัมผัส (Touch pad) จอภาพสัมผัส (Touch Screen) ปากกาแสง (Light Pen) และเครื่องอ่านบัตรแถบ แม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader) เป็นต้น 1.1.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) ทำหน้าที่ในการ ประมวลผลตามคำสั่งของโปรแกรมที่เก็บอยู่ในหน่วยความจําหลัก หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยวงจรไฟฟ้า ที่เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ หน่วย ควบคุม (Control Unit) และหน่วยคํานวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) 1.1.3 หน่วยความจํา (Memory Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลหรือคำสั่งที่รับ จากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางประมวลผลตามโปรแกรมคำสั่ง และเก็บผลลัพธ์ที่ได้ จากการประมวลผล เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยแสดงผล หรือเรียกใช้ข้อมูลภายหลังได้หน่วยความจํามี 2 ส่วนหลัก คือ 1) หน่วยความจําหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยความจําที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งที่อยู่ระหว่างการ ประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น RAM และ 2) หน่วยความจําสํารอง (Secondary Memory Unit) มี หน้าที่ในเก็บข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งอย่างถาวร เพื่อการใช้งานในอนาคต เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นต้น 1.1.4 หน่วยติดต่อสื่อสาร (Communication Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมโยง คอมพิวเตอร์ให้สามารถสื่อสารถึงกันได้เช่น โมเด็ม (Modem) การ์ดแลน (LAN card) อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สาย (Wireless Adapter) เป็นต้น 1.1.5 หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่ส่งออกข้อมูลที่ได้จากการประมวลผล แล้ว เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์เครื่องฉายภาพ และลำโพง เป็นต้น


18 ภาพ 1 แสดงโครงสร้างฮาร์ดแวร์ 1.2 ซอฟท์แวร์ (Software) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงาน ของเครื่องคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.2.1 ซอฟท์แวร์ระบบ (System Software) มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ภายในระบบ คอมพิวเตอร์และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์ซอฟท์แวร์ระบบแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ 1.2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operation System Program) ใช้ควบคุม การทำงานของคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น UNIX, Linux, Microsoft Windows, Windows Mobile, iOS และ Android เป็นต้น 1.2.1.2 โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Program) ใช้ช่วยอํานวยความ สะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอย่าง โปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor) โปรแกรมนอร์ตัน ยูติลิตี้ (Norton’s Utility) 1.2.1.3 โ ปรแกรมแปลภาษา (Translation Program) ใช ้ในการแปล ความหมายของคำสั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจและทำงานตามที่ผู้ใช้ ต้องการ


19 1.2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงาน เฉพาะด้าน ตามความ ต้องการ ซึ่งซอฟท์แวร์ประยุกต์นี้สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1.2.2.1 ซอฟท์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป เป็นซอฟท์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งาน ทั่วไป ไม่เจาะจงประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น โปรแกรมประมวลผลคํา โปรแกรมตารางคํานวณ โปรแกรม จัดการฐานข้อมูล และ โปรแกรมนําเสนองาน เป็นต้น 1.2.2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟท์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจ เฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์ของการนําไปใช้ซึ่งเขียนขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ ภาพ 2 โครงสร้างซอฟท์แวร์


20 2. เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม การสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดการและประมวลผล ตลอดจนการใช้ข้อมูล หรือสารสนเทศ ในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ดีต้องประยุกต์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ในการ สื่อสารข้อมูลระหว่างระบบ คอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ใช้ที่อยู่ห่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน ทัน เหตุการณ์และมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ-ส่งข้อมูลจากที่ไกลๆ ให้ สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้อาจเป็นการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือที่อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การ เผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ-ส่ง อาจเป็นตัวเลขตัวอักษร ภาพ และเสียง เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ เริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยสื่อสิ่งพิมพ์แล้วพัฒนามา เป็นการสื่อสารระยะไกลด้วยระบบดิจิทัล เกิดระบบโทรเลข ระบบโทรศัพท์ระบบ คลื่นวิทยุระบบดาวเทียม และ จากการพัฒนาของระบบโทรศัพท์ทำให้มีบทบาทมากขึ้นในการ กระจายข่าวสารไปยังท้องถิ่นทุรกันดาร จวบจน ระบบโทรศัพท์ก็ได้ถูกพัฒนาให้สามารถติดต่อกันได้แบบไร้สาย คอมพิวเตอร์ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการ ดำเนินชีวิตและการทำงานของมนุษย์ ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่านระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ที่ผู้คนแต่ละซีกโลก สามารถติดต่อสื่อสารกันได้แบบไร้พรมแดน ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) ในการจัดการสารสนเทศนั้นต้องอาศัยเทคโนโลยีจากระบบสารสนเทศ ซึ่งระบบสารสนเทศ มีความหมาย กระบวนการ และองค์ประกอบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ความหมายและกระบวนการของระบบสารสนเทศ 1. ความหมายของสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ หมายถึง การรวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ (ข้อมูลการประมวลผลการเชื่อมโยงเครือข่าย) เพื่อนําเข้า (Input) สู่ระบบใด ๆ แล้วนํามาผ่านกระบวนการบางอย่าง (Process) ที่อาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเพื่อ เรียบเรียง เปลี่ยนแปลง และจัดเก็บ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (Output) ที่สามารถใช้สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้ (กิตติภักดีวัฒนะกุล และพนิดา พานิชกุล. 2546: 24)


21 2. กระบวนการสารสนเทศ มีกระบวนการ ดังนี้ 2.1 การนําเข้า (Input) คือ การเก็บรวบรวมสมาชิกหรือองค์ประกอบของระบบ เช่น ข้อมูล หรือ สารสนเทศ เพื่อนําไปทำการประมวลผลต่อไป เช่น การเก็บข้อมูลที่เป็นคะแนนสอบของนักศึกษา เพื่อที่จะ นําไปสู่การคํานวณให้เป็นเกรดต่อไป การนําเข้าข้อมูลอาจจะกระทำได้โดยใช้มือ (Manual) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ขึ้นอยู่ กับ องค์กรนั้น ๆ หรืออาจจะเป็นอุปกรณ์นําเข้าข้อมูลอื่น ๆ เช่น เครื่องสแกน เครื่องบันทึกเสียง เป็นต้น 2.2 การประมวลผล (Processing) คือ การเปลี่ยนแปลง หรือแปรสภาพข้อมูลที่นําเข้าสู่ระบบ (Input) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (Output) ที่สามารถใช้ในการตัดสินใจได้โดยการเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพนั้น อาจจะ เป็นการคํานวณ เปรียบเทียบ หรือวิธีการอื่น ๆ ก็ได้เช่น จากคะแนนสอบของนักศึกษา เมื่อนําเข้าสู่ระบบแล้วทำ การแปรสภาพคะแนนโดยการคํานวณให้เป็นเกรด และจัดเก็บไว้เพื่อใช้ใน การออกรายงานผลการเรียนของ นักศึกษาต่อไป 2.3 ผลลัพธ์ (Output) คือ ผลลัพธ์ที่ได้เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลหรือสารสนเทศ แสดงอยู่ ใน รูปแบบของรายงาน (Report) หรือเป็นแบบฟอร์มต่าง ๆ เพื่อนําไปใช้ในการดําเนินงานต่อไป เช่น รายงานผล การเรียนของนักศึกษา ซึ่งได้จากการคํานวณเกรดจากคะแนนสอบทั้งหมดของนักศึกษา รายงานยอดการสั่งซื้อ วัตถุดิบรายเดือน รายงานยอดค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดรายสัปดาห์เป็นต้น 2.4 ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) คือ ผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ในการนํา ข้อมูลเข้า หรือการประมวลผลข้อมูล เช่น ข้อผิดพลาดที่พบจากรายงานต่าง ๆ นั้น ทำให้ทราบได้ว่าในขณะนํา ข้อมูลเข้าหรือการประมวลผลนั้น อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นทำให้เกิดการปรับปรุงพฤติกรรมในการทำงานของ องค์กรเพื่อให้มีความถูกต้องมากขึ้น ดังนั้น ผลป้อนกลับจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นที่น่าพอใจ ภาพ 3 กระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศ ที่มา: (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และพนิดา พานิชกุล. 2546: 24)


22 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ เป็นระบบพื้นฐานของการทำงานต่าง ๆ ในรูปแบบของการเก็บ (Input) การประมวลผล (Processing) เผยแพร่ (Output) และมีส่วนจัดเก็บข้อมูล (Storage) องค์ประกอบ ของระบบสารสนเทศคือ ฮาร์ดแวร์ซอฟท์แวร์มนุษย์กระบวนการ ข้อมูล และเครือข่าย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ระบบสารสนเทศ”. 2556: ออนไลน์) ภาพ 4 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศที่ทำให้การจัดการสารสนเทศมีประสิทธิภาพ และ ได้สารสนเทศที่ นำมาใช้ประโยชน์ได้มีดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ฮาร์ดแวร์คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานในระบบสารสนเทศ เช่น อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ คือ เครื่อง คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ตามหน่วยการทำงาน ดังนี้ 1.1 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยรับข้อมูล เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่ในการรับข้อมูล เรียกว่าอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) ได้แก่ แป้นพิมพ์ เมาส์ กล้องดิจิตอล และไมโครโฟน เป็นต้น


23 ภาพ 5 ตัวอย่างอุปกรณ์รับข้อมูล 1.2 หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Central Processing Unit : CPU) หน่วยประมวลผล กลางหรือซีพียูบางครั้งเรียกว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือชิป (Chip) ภายใน ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ (Transistor) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รวมอยู่ด้วยกันจำนวนมาก ภาพ 6 ตัวอย่างหน่วยประมวลผลกลาง 1.3 หน่วยความจำ (Memory Unit) เป็นหน่วยที่ทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยความเร็วมาก ที่สุด มีหลายแบบทั้งแบบที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์และแบบพกพา หน่วยความจําแบ่งตามลักษณะการทำงาน เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.3.1. หน่วยความจำหลัก (Main Memory) ใช้บันทึกข้อมูลและโปรแกรมที่อยู่ระหว่าง ประมวลผล ได้แก่ หน่วยความจำ (Random Access Memory; RAM) หน่วยความจำรอม (Read-Only Memory; ROM) และซีมอส (CMOS : Complementary Metal-Oxide Semiconductor) ภาพ 7 ตัวอย่างหน่วยความจำหลัก


24 1.3.2 หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory) หน่วยความจําสํารอง เป็น ฮาร์ดแวร์สำหรับบันทึกหรือสํารองข้อมูล ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์(Hard Disk) แผ่นซีดี (CD : Compact Disc) แผ่นดีวีดี (DVD : Digital Versatile Disc) แฟลชไดร์ฟ (Flash Drive) เป็นต้น ภาพ 8 ตัวอย่างอุปกรณ์หน่วยความจำสำรอง 1.4 หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์และลำโพง เป็นต้น ภาพ 9 ตัวอย่างอุปกรณ์หน่วยแสดงผล 2. ซอฟท์แวร์ (Software) หรือโปรแกรม คือชุดคําสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ ปัจจุบันซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการทำงานระดับบุคคล ระดับ กลุ่ม และระดับองค์กร มี 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 ซอฟท์แวร์ระบบ (System Software) เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์และโปรแกรม ประยุกต์ใช้ในการควบคุม และดูแลการทำงานทั้งหมดของระบบคอมพิวเตอร์ขณะที่เรากําลังใช้โปรแกรมประยุกต์


25 ซอฟท์แวร์ระบบจะควบคุมการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ซอฟท์แวร์ระบบ ประกอบด้วย ระบบปฏิบัติการและตัวแปรภาษา 2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช ้เช่น ซอฟท์แวร์กราฟิก ซอฟท์แวร์ตารางคํานวณ เป็นต้น 3. ข้อมูล (Data) เป็นองค์ประกอบที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดี เหมาะแก่การนําไปใช้งานต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ โดยผ่านกระบวนการ กลั่นกรอง และตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ต้องมีระบบการจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวกในการเข้าถึงและค้นหา ข้อมูล 4. บุคลากร (Peopleware) บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้ 4 ระดับ 4.1. ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ เป็นผู้มีหน้าที่บริหาร ทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร 4.2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ทําหน้าที่วิเคราะห์ระบบการทำงานของเครื่อง คอมพิวเตอร์หรือ ระบบสารสนเทศที่ต้องการ โดยศึกษาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบสารสนเทศ ตลอดจนหา แนวทาง ในการแก้ไขและปรับปรุงระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่รับระบบสารสนเทศจากนักวิเคราะห์ระบบ ที่ได้จัดทำไว้มาเขียนหรือสร้างให้เป็นโปรแกรม เพื่อสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทำหน้าที่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตาม ที่ ออกแบบมา 4.4 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงาน (Operator) คือ ฝ่ายที่ทำหน้าที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงใน เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานได้ตรงตามความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ 4.5 ผู้ใช้ (User) เป็นผู้ใช้งานระบบสารสนเทศโดยตรง ผู้ใช้ระบบสารสนเทศที่ดีจะต้องมีความรู้ เกี่ยวกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ 5. กระบวนการหรือขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Procedure) คือขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีการ ปฏิบัติงาน ลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติงานหรือ กระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่สามารถ นําไปใช้ประโยชน์ได้ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีก ประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอน ในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้อง


26 คำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชํารุดหรือ ข้อมูลสูญหาย และ ขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสํารองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน 6. เครือข่าย (Network) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดการสื่อสาร (Telecommunication) เป็นการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง โดยใช้อุปกรณ์รับ และส่ง สัญญาณ มีตัวกลางนําสัญญาณ และซอฟท์แวร์สำหรับการสื่อสาร สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะพาข้อมูลสารสนเทศ ทั้งภาพ ข้อความ และเสียง ไปยังผู้รับ ประโยชน์และความส าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดว่าเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญแห่งยุคปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากมี ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม โดยก่อให้เกิดการลดต้นทุนหรือ ค่าใช้จ่าย ช่วยเพิ่มคุณภาพงาน การสร้างกระบวนการหรือกรรมวิธีใหม่ๆ แก่ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศตามต้องการ เทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อผู้ใช้สรุปได้ดังนี้ (สุขุม เฉลยทรัพย์และคณะ. 2555: 14-15) 1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบ ธุรกิจและการอุตสาหกรรม จึงได้มีการนําคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคม เข้ามาช่วยในการทำงาน เช่น ระบบสำนักงานอัตโนมัติการบริการในระบบออนไลน์ที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเงินได้สะดวกรวดเร็ว โดยไม่ จํากัดสถานที่และเวลา เป็นต้น 2. เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย โดยการพัฒนาระบบข้อมูลและ รูปแบบการบริการให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกรูปแบบการบริการได้ตามความต้องการ และสามารถเลือกเวลาและ สถานที่บริการได้ตามสะดวก เช่น สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา สามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ นักศึกษาทำการลงทะเบียน และตรวจผลการเรียนได้โดยไม่จํากัดสถานที่ เป็นต้น 3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จําเป็นสำหรับการดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลใน หน่วยงานต่างๆ ในปัจจุบันทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐหรือเอกชน ต่างก็พัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ใน องค์กร เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อย อํานวยความสะดวกในการค้นหา และปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้โดยง่าย ตัวอย่างของงาน เช่น ระบบทะเบียนราษฎร์ระบบเวชระเบียนใน โรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บภาษี เป็นต้น


27 4. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการ พัฒนาระบบประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาระบบสื่อสาร โทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น ดังนั้นในการดำเนินชีวิตประจำวันจึงสะดวกสบายมาก ยิ่งขึ้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับเครื่อง อํานวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น บ้านอัจฉริยะที่มีการควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ตู้เย็นอัจฉริยะ ที่สามารถยืดอายุอาหารที่แช่ในตู้เย็น และมีระบบเตือนเมื่ออาหารใกล้หมดอายุ เป็นต้น 5. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน ปัจจุบันระบบการเรียนการสอน มีความยืดหยุ่น มากยิ่งขึ้น เมื่อมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนที่เอื้อให้ผู้เรียนเรียนได้ตาม อัธยาศัย โดยไม่จํากัดเวลาและสถานที่ เช่น บทเรียนออนไลน์ที่สามารถเรียนผ่านเว็บยูบิควิตัสเลิร์นนิ่ง (Ubiquitous Learning) ที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามความต้องการของตน วีดีทัศน์ตาม อัธยาศัย (Video on Demand) ที่ผู้เรียนสามารถควบคุมบทเรียนได้เหมือนเปิดวิดิทัศน์ นอกจากนี้เทคโนโลยี สารสนเทศยังนํามาช่วยในด้านการจัดการ เช่น การจัด ตารางสอน การคํานวณระดับคะแนน การเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้เรียน เป็นต้น 6. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการสภาพแวดล้อม ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้มีการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อช่วยในการจัดการ อาทิการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การใช้ระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) การจําลองรูปแบบสภาวะแวดล้อม การติดตามข้อมูลสภาพ อากาศ การตรวจวัดมลภาวะ การจัดการน้ำและการเฝ้าระวังอุทกภัยด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นต้น 7. การป้องกันประเทศและความมั่นคงโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านกิจการทหารและตำรวจเพื่อการ รักษาความมั่นคงปลอดภัย และการป้องกันประเทศ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการดำเนินการ อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ทำประวัติผู้ก่อการร้าย ผู้ก่ออาชญากรรม ระบบเฝ้าระวังโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมการ ทำงาน อาวุธยุทธโธปกรณ์และขีปนาวุธสมัยใหม่ เป็นต้น 8. การผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ในการแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้า อุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน ดำเนินการได้รวดเร็ว และลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการผลิตและการบริการ การใช้หุ่นยนต์มาช่วยในด้านแรงงาน และการ ทดสอบคุณภาพแทนแรงงานของมนุษย์ เป็นต้น


28 9. เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการแพทย์จะนำมาใช้ในระบบแพทย์ทางไกล(Telemedicine) สามารถ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางไกลได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นําระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมคุณภาพ และการตรวจรักษาโรค การใช้ระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) เพื่อการวินิจฉัยโรค 10. ความบันเทิงโดยอาศัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ ได้นําระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความบันเทิง ให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น การจอง ตั๋วหนังทางออนไลน์ การใช้คาราโอเกะออนดีมานด์ และระบบโฮมเธียร์เตอร์ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็น ต้น จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก สามารถ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้หลากหลายสาขา อาทิด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ด้านอุตสาหกรรม ด้าน สิ่งแวดล้อม ด้านความบันเทิงด้านการทหารและตำรวจ ตลอดจนอํานวยความสะดวกสบายในการดำเนิน ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังนี้ (สุขุม เฉลยทรัพย์และคณะ. 2555: 15-17) 1. ผลกระทบในเชิงบวก การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณหกสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นําไปสู่ยุคสารสนเทศใน ช่วงแรกมีการนําเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคํานวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็น อุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูลเมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้าง คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยี สารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวางผลเชิงบวก ของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้ 1.1 การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอํานวยความ สะดวกภายใน บ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควบคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น 1.2 เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิด การกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้มีการใช้ระบบการเรียน


29 การสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบัน มีความพยายามที่ใช้ระบบการ รักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร 1.3 สารสนเทศกับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา การเรียนการสอนในโรงเรียน มีการนํา คอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คํานวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียนทำรายงาน เพื่อให้ผู้บริหารได้ ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสถานศึกษา ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศในสถานศึกษาทุกระดับมากยิ่งขึ้น 1.4 เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่าง จำเป็นต้อง ใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจําลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุง แก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำใน แม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วยที่เรียกว่า “โทรมาตร” เป็น ต้น 1.5 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้า ระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน 1.6 การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้า อุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มี การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึง การให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมาก ยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกําลังสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป 2. ผลกระทบในเชิงลบ เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากจะมีประโยชน์กับสังคมมนุษย์เราแล้วยังมีผลกระทบด้านลบ ต่อสังคมเรา ด้วย หากเราใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอย่างไม่ระมัดระวัง โดยอาจมีผลกระทบเชิงลบ ในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


30 2.1 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาผลิตสื่อการเรียนการสอน อาทิบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนผ่านเว็บ หรือบทเรียนออนไลน์ (e-Learning) อาจทำให้เกิดปัญหาที่เห็นได้ชัด เช่น 2.1.1 ผู้สอนกับผู้เรียนจะขาดความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกัน เพราะผู้เรียน สามารถที่ จะเรียนได้ในโปรแกรมสําเร็จรูปทำให้ความสำคัญของสถานศึกษาและผู้สอนลดน้อยลง 2.1.2 ผู้เรียนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถที่จะใช้สื่อประเภทนี้ได้ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ เสียเปรียบกันระหว่างนักเรียนที่มีฐานะดีและยากจน ทำให้เห็นว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจก็ย่อมที่จะ มีโอกาสทาง การศึกษาและทางสังคมดีกว่าด้วยผลกระทบในการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในด้านการเรียนการสอน ควร นำมาใช้เป็นสื่อเสริมอย่างเหมาะสม ต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด ส่วนบทบาทของ สถาบันการศึกษาควรจัดสรรสื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับผู้เรียน และสภาวะแวดล้อมจะทำให้เกิดการใช้ เทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า 2.2 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสิ่งแวดล้อม อาจเกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์นําเทคโนโลยีทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไปพัฒนาอย่างผิดวิธีและนําไปใช้ ในทางที่ผิด เพราะมุ่งเพียงแต่จะก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้น ดังนั้นผู้นำมาใช้จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ความเหมาะสม มีการประเมินความจําเป็น วิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะนำมาใช้ 2.3 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสังคม 2.3.1 การนําเทคโนโลยีมาใช้อาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานจากการใช้แรงงานมนุษย์ เพราะภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการเกษตรมีความต้องการใช้แรงงานมนุษย์ในการเพิ่มผลผลิตลดลง 2.3.2 การปรับตัวเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของพนักงานที่มีอายุมากหรือมี ความรู้น้อย ก็จะทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้และรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่ทำได้ ยากต้องมีความรู้จึงจะเข้าใจได้ 2.3.3 สมาชิกในสังคมมีการดำเนินชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความสัมพันธ์กันภายใน สังคมเพราะต่างมีชีวิตที่ต้องรีบเร่งและดิ้นรน ดังนั้นคนในสังคมจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสังคมสารสนเทศ ต้อง พัฒนาตนเอง รู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วใช้ให้เหมาะสมกับงาน


31 2.4 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ 2.4.1 มนุษย์สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น เพราะมีบัตรเครดิตทำให้ไม่ต้อง พก เงินสด หากต้องการซื้ออะไรที่ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าก็สามารถซื้อได้ทันทีเพียงแต่มีบัตรเครดิตเท่านั้น ทำให้ อัตราการเป็นหนี้สูงขึ้น 2.4.2 การแข่งขันกันทางธุรกิจมีมากขึ้น เพราะต่างก็มุ่งหวังผลกําไร ซึ่งก็เกิดผลดีคือ อัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้น แต่ผลกระทบก็เกิดตามมา ซึ่งบางครั้งก็มุ่งแต่แข่งขันจนลืมความมีมนุษยธรรม หรือความมีน้ำใจไป หากจะนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในวงการธุรกิจ ควรเป็นลักษณะของหุ้นส่วนการค้า การร่วมทุน โดย นําเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสารและกำหนดมาตรฐานร่วมกัน เช่น การใช้ระบบ แลกเปลี่ยนเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Data Interchange: EDI) ในการแลกเปลี่ยนเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ในการค้า อิเล็กทรอนิกส์ 2.5 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต 2.5.1 เมื่อดำเนินการชีวิตแบบเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับตัวให้ทัน กับ เหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวลไม่ว่าจะในหน้าที่การงาน หรือการ ดำเนินชีวิตประจำวัน 2.5.2 พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะเกมคอมพิวเตอร์ทำให้เยาวชนมีพฤติกรรม ก้าวร้าว ชอบการต่อสู้และการใช้กําลัง เป็นต้น 2.5.3 นักธุรกิจต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่มีเวลาได้พักผ่อนก็ก่อให้เกิดวามเครียด สุขภาพจิตก็เสียตามมาด้วย ดังนั้นทุกคนในครอบครัวตลอดจนสังคมควรเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ เหมาะสม ถูกต้องตามหลักศีลธรรม กล่าวโดยสรุป ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีทั้งด้านบวกและด้านลบ หากนำมาใช้ให้เหมาะสมก็จะ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และเพิ่มศักยภาพการทำงานในหลายสาขาอาชีพ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม และ ด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น แต่หากใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยไม่ ระมัดระวังและขาดจิตสํานึก คุณธรรมจริยธรรม ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ก็จะส่งผลกระทบ หลายด้านเช่นกัน อาทิด้านสังคม สุขภาพจิต รวมถึงการศึกษา ด้วย ดังนั้นผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ


32 วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ ในระบบสารสนเทศนั้นจะมีการนําข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลผลให้ข้อมูลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการนําไปใช้ งานหรือที่เราเรียกว่า “สารสนเทศ” ในอดีตที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ยังมีเครื่องมืออื่นมาช่วยในการประมวลผล ข้อมูลและช่วยในการสร้างผลผลิตได้จนถึงปัจจุบันได้มีการนําเอา คอมพิวเตอร์มาช่วยในการประมวลผลข้อมูล ก็ ทำให้ระบบสารสนเทศนี้พัฒนาไปได้มากขึ้น ช่วยให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ในโลกของเราได้มีการนําเสนอ เครื่องมือมาช่วยในการดำรงชีวิตมากมาย จนปัจจุบันนั้นถือได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ หากแบ่ง วิวัฒนาการของยุคสารสนเทศจะแบ่งได้ดังนี้ (ธนาวุฒิประกอบผล. 2555: 2-3) 1. ยุคกสิกรรม (Agriculture Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1800 ถือว่าเป็นยุคที่การดำเนินชีวิตของ มนุษย์ขึ้นอยู่กับการทำนา ทำสวน ทำไร่ โลกในยุคนี้มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้าเกษตรกร เป็นหลัก มีการนําเครื่องมือเครื่องทุ่นแรงมาใช้ให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ในระบบหนึ่ง ๆ จะมีผู้ร่วมงานเป็นชาวนาชาวไร่ เป็นหลัก 2. ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1800 เป็นต้นมา โดยในประเทศอังกฤษได้นํา เครื่องจักรกลมาช่วยงานทางด้านการเกษตร ทำให้มีผลผลิตมากขึ้นและมีผู้ร่วมงานในระบบมากขึ้น เริ่มมีโรงงาน อุตสาหกรรม เริ่มมีคนงานในโรงงาน ต่อมาการนําเครื่องจักรมาใช้งานนี้ได้ขยายไปสู่ประเทศต่าง ๆ และได้มีการ แปรรูปผลิตผลทางด้านการเกษตรออกมามากขึ้น และเครื่องจักรกลก็เป็นเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับมนุษย์และเริ่มมี โรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งทำให้โลกของเรามีทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมควบคู่กันไป 3. ยุคสารสนเทศ (Information Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ประมาณปีค.ศ.1957 จากที่การทำงานของมนุษย์มี ทั้งด้าน การเกษตรและด้านอุตสาหกรรม ทำให้คนงานต้องมีการสื่อสารกันมากขึ้น ต้องมีความรู้ในการใช้ เครื่องจักรกล ต้องมีการจัดการข้อมูลเอกสาร ข้อมูลสำนักงาน งานด้านบัญชีจึงทำให้มีคนงานส่วน หนึ่งมาทำงาน ในสำนักงาน คนงานเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง ฝ่ายผลิตและลูกค้า ทำให้ มีการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยในการประมวลผล จัดการให้ระบบงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำให้เกิดการใช้ เครื่องมือทางสารสนเทศขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาพ 10 วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ


33 เมื่อเข้าสู่ยุคสารสนเทศ องค์กรต่าง ๆ ที่นําเทคโนโลยีสื่อสารมาใช้ในการจัดการงานประจำวัน จะทำงาน ได้สำเร็จเร็วขึ้น การผลิตทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตสามารถประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น มีการนําระบบ อัตโนมัติด้านการผลิตมาใช้มีระบบบัญชีและมีโปรแกรมที่ทำงาน เฉพาะด้านมากขึ้น สรุป จากการศึกษาเนื้อหาข้างต้น ทำให้เราทราบว่า สารสนเทศ (Information) มีที่มาจากการ ประมวลผล (Processing) ข้อมูล (Data) ซึ่งหากข้อมูลมีคุณภาพก็จะทำให้การประมวลผลข้อมูล ถูกต้องและเกิดสารสนเทศที่มี คุณภาพด้วยเช่นกัน เครื่องมือที่นิยมใช้ในการประมวลผลในปัจจุบัน คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หากระบบคอมพิวเตอร์ มีประสิทธิภาพและมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์จะทำให้การประมวลผลสารสนเทศมีประสิทธิภาพถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความต้องการ นอกจากการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลสารสนเทศแล้วยังจำเป็นต้อง อาศัยและ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเผยแพร่ สารสนเทศได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารและ โทรคมนาคมนี้เป็นองค์ประกอบของ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอทีซึ่งไอทีทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์เรามีความสะดวกสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นใน ทุก ๆ ด้าน


34 บทที่3 ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา Good C. (1973) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษาหมายถึง การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการออกแบบและส่งเสริมระบบการเรียนการสอน โดนเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่าง ถูกต้องแน่นอน มีการยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว่ายึดเนื้อหาวิชามีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติโดย ผ่านการวิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ Gane and Briggs (1974) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา พัฒนาจากการออกแบบการเรียนการสอน รูปแบบต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีการเรียนรู้ เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ และความ สนใจในเรียนรู้ของแต่ละบุคคล AECT (1977) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เป็นกระบวนการบูรณาการ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ วิธีดำเนินการ แนวคิด เครื่องมือ และอุปกรณ์ เพื่อการวิเคราะห์ปัญหา การคิดวิธีการนำไปใช้ การ ประเมินและการจัดแนวทางการแก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทั้งมวลของมนุษย์ กิดานันท์ มลิทอง (2540) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการประยุกต์เอาแนวคิด เทคนิค วิธีการ วัสดุ อุปกรณ์ การจัดระบบสารสนเทศ และสิ่งต่าง ๆ มาใช้ในการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในและนอกห้องเรียน ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2545) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นศาสตร์ว่าด้วยวิธีการหรือ การศึกษา เป็นเรื่องของระบบในการประยุกต์เอาเทคนิควิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาทั้งในด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอน เมื่อเอ่ยถึงเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัย มีราคาแพง มีระบบการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น และประสิทธิผลสูงขึ้นรวมทั้งประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย อย่างไร ก็ตาม“เทคโนโลยี” เป็นคำที่มาจากภาษา ลาติน และภาษากรีก คือ ภาษาลาติน Texere : การสาน (to weare) :การสร้าง (to construct) ภาษา กรีก Technologia : การกระทำอย่างมีระบบ (Systematic Treatment)เทคโนโลยีมิได้มีความหมายเฉพาะการ ใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการปฏิบัติหรือดำเนินการใด ๆ ที่ใช้ความรู้ วิธีการ หรือเทคนิค ทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยให้การดำเนินการต่าง ๆ บรรลุผล พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ ความหมายของเทคโนโลยีว่า หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรมลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ


35 1.เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ (process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทาง วิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้ และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ 2.เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้ กระบวนการทางเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เช่น ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรมการนำเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใด สาขาหนึ่งนั้น เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยสำคัญ 3 ประการ และถือเป็นเกณฑ์ในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ ด้วย คือ 1.ประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างเที่ยงตรง และรวดเร็ว 2.ประสิทธิผล (Productivity) เป็นการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด 3.ประหยัด (Economy) เป็นการประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในการทำงานด้วยการลงทุนน้อยแต่ ได้ผลมากกว่าที่ลงทุนไป องค์ประกอบของเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของ การศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ แนวคิดที่ 1 เน้นสื่อ (สื่อ+อุปกรณ์) เป็นแนวคิดที่นำผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ที่มีทั้งวัสดุ สิ้นเปลือง (Software) และอุปกรณ์ที่คงทนถาวร(Hardware) แนวคิดนี้เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการฟังด้วยหู และชมด้วยตา สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเน้นสื่อถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของครู นักเรียนซึ่งถือได้ว่าเป็นตามแนวคิดทาง วิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Science Concept) ตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้น อาทิเช่น เครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ เครื่องรับโทรทัศน์ ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ และรายการอื่นๆ ที่อยู่ในรูปของอุปกรณ์ (Hardware) และวัสดุ (Software) แนวคิดที่ 2 เน้นวิธีการ (สื่อ+อุปกรณ์ + วิธีการ) เป็นแนวคิดที่ประยุกต์หลักการทางจิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษย์วิทยา และผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ เรียนรู้ เน้นวิธีการจัดระบบ (System Approach) ที่ใช้ในการออกแบบ การวางแผน ดำเนินการตามแผน และ ประเมินกระบวนการทั้งหมดของการเรียนการสอน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ด้วยการใช้


36 ผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ การสื่อสาร เป็นพื้นฐานการดำเนินงาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นตามแนวคิดทาง พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) 2.พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษาในอดีต เทคโนโลยีได้ถูกนำมาใช้ทางการศึกษานับตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล มีการกล่าวถึงนักเทคโนโลยีทาง การศึกษาพวกแรก คือกลุ่มโซฟิสต์ (The Elder sophist) ที่ใช้วิธีการสอนการเขียน เช่น การใช้มือวาด การเขียน สลักลงบนไม้ ส่วนการใช้ชอล์คเขียนบนกระดานดำได้เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1800 สำหรับการใช้เทคโนโลยีทางสื่อ โสตทัศน์(audio visual) นั้น สามารถนับย้อนหลังไปได้ถึงต้นทศวรรษที่ 1900 ในขณะที่โรงเรียนและพิพิธภัณฑ์ หลายๆ แห่งเริ่มมีการจัดสภาพห้องเรียนและการใช้สื่อการสอนประเภทต่าง ๆ เช่น ใช้สื่อการสอนประเภทต่าง ๆ เช่น ใช้สื่อภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี สไลด์ ฟิล์ม วัตถุ และแบบจำลองต่าง ๆ และแบบจำลองต่าง ๆ เพื่อเสริม การบอกเล่าทางคำพูด ต่อ Thomas A. Edison ได้ผลิตเครื่องฉายภาพยนตร์ขึ้นในปี ค.ศ. 1913 เขาได้เล็งเห็น ประโยชน์ของภาพยนตร์ในการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นเขียนไว้เป็นหลักฐานว่า “ต่อไปนี้ หนังสือจะ กลายเป็นสิ่งที่หมดสมัยในโรงเรียน เพราะเราสามารถใช้ภาพยนตร์ในการสอนความรู้ทุกสาขาได้ ระบบโรงเรียน จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงภายในสิบปีข้างหน้า” แต่ปัจจุบันแม้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังไม่สามารถล้มล้าง เทคโนโลยีดั้งเดิมเช่น การใช้หนังสือในการเรียนการสอนได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1920 – 1930 เริ่มมีการใช้เครื่องฉายภาพแบบข้ามศีรษะ (overhead projector) เครื่องบันทึกเสียง วิทยุกระจายเสียง และภาพยนตร์ เข้ามาเสริมการเรียนการสอนวิทยุกระจายเสียงจึงเป็นสื่อใหม่ ที่ได้รับความนิยม สำหรับกิจการกระจายเสียงในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ราวปี ค.ศ.1921 การเริ่ม ขออนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงในยุคแรก ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา และเริ่มมีการใช้ วิทยุกระจายเสียงเพื่อการสอนทางไกลช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่ต่อมาระบบธุรกิจเข้าครอบงำมากขึ้นจนวิทยุเพื่อ การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในสภาวะที่ตกต่ำลง ในช่วงทศวรรษที่ 1950 วิทยุโทรทัศน์เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมตะวันตกซึ่งสามารถใช้เป็นสื่อเพื่อ การศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยุโทรทัศน์จึงมีบทบาทสำคัญและกลายเป็นเทคโนโลยีแถวหน้าของสังคมนับ แต่บัดนั้น นักวิชาการบางท่านถือว่าช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1950 ถึง 1960 นี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวด วงเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเนื่องจากการก่อกำเนิดของวิทยุโทรทัศน์ และยังได้มีการนำเอาทฤษฎีทางด้าน สื่อสารมวลชนและทฤษฎีระบบเข้ามาใช้ในวงการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอีกด้วย ดังนั้น ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 จึงมีการใช้คำว่า “การสื่อสารทางภาพและเสียง” หรือ “audio-visual communications” แทนคำว่า “การสอนทางภาพและเสียง” หรือ “audio-visual instruction” ซึ่งย่อมเป็นเครื่องชี้ชัดประการหนึ่งว่า เทคโนโลยีการสื่อสารนั้น คือเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดการเรียนการสอนนั่นเอง ในทวีปยุโรป วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 โดย British Broadcasting Corporation หรือ BBC ในปี ค.ศ. 1958 ประเทศอิตาลีก็ริเริ่มบ้างโดยมีการสอนตรงผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์ผ่าน


37 Telescuola (Television School of the Air) ส่วนประเทศในเครือคอมมิวนิสต์ได้มีโอกาสรับชมรายการโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรกในปี 1960 นำโดยประเทศยูโกสลาเวีย ตามติดด้วยประเทศโปแลนด์ สำหรับประเทศโซ เวียตนั้น ได้เริ่มออกอากาศรายการทั่วไปและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเมื่อปี 1962 ในปี 1965 ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออกก็ได้ทำการออกอากาศรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาโดยผ่านดาวเทียมกันอย่างแพร่หลาย ปี ค.ศ. 1962 ประเทศจีนคอมมิวนิสต์ริเริ่มทำการสอนในวิชาต่าง ๆ เช่น เคมี ฟิสิกส์ในระดับมหาวิทยาลัย โดยผ่าน สถานีวิทยุโทรทัศน์เซี่ยงไฮ้ นอกจากนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์อื่น ๆ เช่น ในปักกิ่ง เทียนสิน และกวางตุ้ง ต่างก็ เผยแพร่รายการมหาวิทยาลัยทางโทรทัศน์ (Television Universities) เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในระดับชาติเพื่อ การศึกษาสำหรับประชาชน อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแรกในโลกทีมีการบูรณา การการใช้วิทยุโทรทัศน์เข้ากับโครงสร้างของการศึกษานับตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย และยังรวมถึง การให้การศึกษาผู้ใหญ่ในสาขาวิชาต่าง ๆ อย่างกว้างขวางด้วย ก่อนสิ้นปี 1965 ประเทศญี่ปุ่นมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาออกอากาศทั่วประเทศเป็นจำนวนถึง 64 สถานี ประเทศในอเมริกาใต้ เริ่มดำเนินการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษานับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1950 นำโดย ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งทำ การออกอากาศวิชาต่าง ๆ ในระดับประถมศึกษาอย่างเต็มรูปแบบระหว่างชั่วโมงเรียน ปกติโดยผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ ต่อมาประเทศโคลอมเบียได้รับความช่วยเหลือจากโครงการอาสาสมัคร เพื่อสันติภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นผลให้ประเทศโคลอมเบียกลายเป็นแบบอย่างของวิทยุโทรทัศน์เพื่อ การศึกษาในเวลาต่อมา แม้ว่าการเติบโตของวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาจะเกิดขึ้นทั่วโลกก็ตาม การพัฒนาที่เด่นชัด ที่สุดเห็นจะได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา การทดลองครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นที่ lowa University ในช่วงระหว่างปี 1932-1939 โดยมีการผลิตรายการในวิชาต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ศิลปะ การ ละคร และชวเลข เป็นต้น การเติบโตของวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วง ค.ศ. 1953- 1967 นับว่าสูงมาก เพราะมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาทั่วประเทศเป็นจำนวนถึง 140 สถานี เมื่อ เปรียบเทียบกับจำนวนประชากร 140 ล้านคนในขณะนั้น มีการคาดคะเนว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว รายการโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาสามารถเข้าถึงโรงเรียนได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 โรง และเข้าถึงนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาได้ไม่ต่ำกว่า 15ล้านคนทีเดียว เทคโนโลยีการศึกษาและการสื่อสาร ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 เมื่อโลกได้หันเข้ามาสู่ยุคของคอมพิวเตอร์ ในด้านการศึกษานั้น ได้มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน เป็นครั้งแรกในปี 1977 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อบริษัท APPLE ได้ประดิษฐ์เครื่อง APPLE II ขึ้น โดยการใช้ใน ระยะแรกนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการ ต่อมาได้มีการพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อให้ใช้ได้ง่ายและ สามารถช่วยในการเรียนการสอนได้มากขึ้น คอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนคุ้นเคย และมีการใช้กันอย่าง แพร่หลายจนทุกวันนี้


38 ยุคของมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาได้เริ่มขึ้นในปี 1987 เมื่อบริษัท APPLE ได้เผยแพร่โปรแกรมมัลติมีเดียครั้ง แรกออกมา คือโปรแกรม HyperCard แม้ว่าโปรแกรมนี้จะต้องใช้เครื่องที่มีกำลังสูง ต้องใช้เวลาในการฝึกหัดมาก แต่ผลงานที่ได้รับก็น่าประทับใจ การพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการศึกษาได้มีการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนา โปรแกรม Hyper Studio มาใช้ และได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายๆ โรงเรียน อย่างไรก็ตาม เพียงภายในสองปี มัลติมีเดียเพื่อการศึกษาก็ถูกแทนที่โดยสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากกว่า นั่นก็คือ อินเทอร์เน็ต (Internet) นั่นเอง ปัจจุบันนี้ อินเทอร์เน็ตมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยนั้นบริษัท ACNielsen ซึ่งเป็นบริษัท วิจัยการตลาดระดับนานาชาติ ได้ทำการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตเมืองใหญ่ในแต่ละภาคของประเทศไทยเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2544 และพบว่าครอบครัวในเมืองใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเองมีเพียงร้อยละ 24 เท่านั้น ส่วนจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศมีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน (ราวๆ ร้อยละ 16.6 ของประชากร) ใน จำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (NECTEC) ก็ได้ทำการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2544 เช่นกัน พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 52 อยู่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเพศชายร้อยละ 48.8 และเพศหญิงร้อยละ 51.2 ในจำนวนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ทีมีอายุระหว่าง 20-29 ปี (ร้อยละ 49.1) คนไทยส่วนใหญ่ใช้ อินเทอร์เน็ตเพื่อส่ง e-mail ค้นหาข้อมูล ติดตามข่าวสาร และสนทนา (chat) นอกจากนั้นยังมีการสรุปด้วยว่าการ ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแพร่หลายมากขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายถูกลงและมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มากขึ้น การพัฒนาอันน่ามหัศจรรย์ใจของของอินเทอร์เน็ตในฐานะที่เป็นเครือข่ายแห่งเครือข่ายทำให้มีการ เชื่อมโยงกันได้อย่างเสรีไม่มีการปิดกั้น ดังนั้นคนทุกคนจึงสามารถเผยแพร่ข้อมูลของตนบนอินเทอร์เน็ตได้อย่าง ง่ายดาย พอ ๆ กับการที่สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั่วโลก และจากคุณสมบัติดังกล่าวนี้ อินเตอร์เน็ตจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษารูปแบบต่างๆ เพราะนักเรียนและครูสามารถสื่อสารถึงกันได้โดย ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล์ การแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านระบบ bulletin board และ biscussion groups ต่างๆ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งขึ้นในการโทรศัพท์หรือประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต จึงเพิ่มบทบาทสำคัญในการศึกษารูปแบบใหม่และยังช่วยเปลี่ยนบทบาทของครูจาก “ผู้สอน” มาเป็น “ผู้แนะนำ” พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนและค้นคว้าด้วยตนเองอีกด้วย พัฒนาการทางเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต การศึกษาในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเพื่อพัฒนาปฏิรูปการจัดการศึกษาให้เท่าเทียบกับสากล ดังนั้นจึงได้มีการนำสารสนเทศเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายการศึกษาคือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาของชาติฉบับแรกของ ประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นมา มีสาระสำคัญที่ใช้เป็นหลักในการปฏิรูป การศึกษาของชาติทั้งในส่วนที่เป็นความมุ่งหมาย หลักการของการจัดการศึกษา สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา


39 ระบบการศึกษา แนวทางจัดการศึกษาการบริหารและจัดการศึกษา มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ.2542) ส าหรับการก าหนดรูปแบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้แบ่ง ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1. สภาพการเรียนการสอนในระบบ (Fonmal Education)หมายถึง การที่เทคโนโลยีการศึกษามีส่วน สนับสนุนการเรียนการสอนในระบบ ในชั้นเรียนที่มีหลักสูตรเฉพาะ มีกรอบการเรียนที่ชัดเจน ทำให้การเรียน การสอนในระบบเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น 2. สภาพการเรียนการสอนนอกระบบ(Informal Education) หมายถึง การที่เทคโนโลยีการศึกษามีส่วนช่วย สนับสนุนการเรียนการสอนนอกระบบ คือการเรียนการสอนที่มีหลักสูตรเฉพาะกลุ่มหรือหลักสูตรที่มีกรอบการ เรียนค่อนข้างกว้างขวาง โดยไม่กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและโอกาสของผู้เรียน ที่จะอำนวย การเรียนการสอนประเภทนี้ 3. สภาพการเรียนการสอนตามอัธยาศัย(Nonformal Education) หมายถึง การที่เทคโนโลยีการศึกษามีส่วน ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนตามอัธยาศัย เป็นการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลกลุ่ม ต่างๆ ที่มีความจำกัด บางอย่าง แต่บางครั้งมีความต้องการได้รับความรู้ เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพยายามจัดโอกาสให้กับ บุคคลเหล่านี้ โดยใช้เทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาช่วยสนับสนุนให้การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น จากรูปแบบของการจัดการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวได้สะท้อนความตื่นตัวที่จะปฏิรูปการศึกษาโดยยึดหลัก การศึกษาตลอดชีวิตที่เน้นให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ซึ่งส่งผลดีต่อการจัด การศึกษาโดยภาพรวมพอได้ดังนี้ 1. การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดกิจกรรมและพัฒนาการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เพื่อนำความรู้ และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปใช้ในการพัฒนาตนเองและสังคมได้ 2. การจัดระบบเครือข่ายการเรียนรู้ที่ให้มีแหล่งความรู้ที่หลากหลาย สำหรับการค้นคว้าหาความรู้ทุก ๆ ด้านที่ ผู้เรียนต้องการและเหมาะสมกับผู้เรียน จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อมได้ อย่างกว้างขวาง 3. การปรับกระบวนการเรียนการสอน โดยเน้นให้ครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกและชี้แนะให้ผู้เรียน ทำการศึกษาค้นคว้าคิด ตัดสินใจด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายการเรียนรู้เป็น เครื่องมือ ขณะเดียวกันครูต้องเป็นต้นแบบด้านคุณธรรม จริยธรรมและจะต้องปลูกฝังทั้งในชั่วโมงเรียนและ กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ


40 4. ส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยโดยการประสานกับชุมชนและท้องถิ่นในการพัฒนาการเรียนการสอนตาม อัธยาศัยเน้นการค้นคว้าและทักษะการสืบค้นสารสนเทศ ให้ผู้เรียนใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารข้อมูล ทางไกลผ่านระบบเครือข่ายได้ รวมทั้งประเมินผลจากการนำมาใช้มากกว่าการจดจำเนื้อหา นอกจากนั้นจากพระราชบัญญัติการศึกษา ปี พ.ศ. 2542 ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้ความสำคัญ แก่การจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเน้นการศึกษารายบุคคล มวลชน และผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย พระราชบัญญัติการศึกษาจะเป็นผู้ชี้อนาคตในการจัดการศึกษา ซึ่งแน่นอนการ นำเทคโนโลยีการศึกษาย่อมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ น่าจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษาในอนาคต จะผูกติดกับพระราชบัญญัติการคึกษา และนับวันจะมีบทบาทยิ่งขึ้น ดังจะพบว่าพระราชบัญญัติการศึกษาให้ ความสำคัญแก่เทคโนโลยีการศึกษา โดยกำหนดไว้ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาระบุไว้7 มาตรา เทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการช่วยการจัดการศึกษาให้บรรลุอุดมการณ์ทางการศึกษา ตาม นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐ ซึ่งจะต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับทุกคน หรือที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อปวง ชนทุกคน อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำโอกาสทางการศึกษาสร้างความเท่าเทียมทางด้าน การศึกษาเทคโนโลยีที่ ใช้ในปัจจุบันไม่ว่าเป็น เทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศ เทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีทางด้าน โทรคมนาคม ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการศึกษาทั้งสิ้น เช่นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม นักเรียนชนบท ทุรกันดารสามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับนักเรียนที่อยู่ในเมือง ระบบอินเตอร์นักเรียนก็สามารถเรียนรู้ได้ทั่วโลก หรืออาจเรียกได้ว่ามีห้องสมุดโลกอยู่ที่โรงเรียน หรืออยู่ที่บ้าน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา เสียงบประมาณในการที่จัดซื้อ หาหนังสือให้มากมาย เหมือนสมัยก่อน นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นยังมีสื่อที่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ ซีดีรอม สื่ออิเลคทรอนิกส์ ที่ทำให้ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต 1.คอมพิวเตอร์(computer) ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกที่เครื่องมีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า ความสามารถต่ำ และใช้พลังงาน สูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิต ไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทำให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจำให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการ ทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบัน ตลอดจนการนำคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคำสั่ง ( reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ในการออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถ ทำงานได้เร็วขึ้นโดยใช้คำสั่งพื้นฐานง่าย ๆ 2.ปัญญาประดิษฐ์(artificial intelligence) หรือ AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิ ปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและทดลองที่จะพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์


41 ให้สามารถทำงานที่มีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านนี้ถ้าได้รับการพัฒนา อย่างต่อเนื่องจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ และหุ่นยนต์ (robotics) 3. ระบบสารสนเทศส าหรับผู้บริหาร (executive information system) หรือ EIS เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดย ที่ EIS จะถูกนำมาให้คำแนะนำผู้บริหารในการตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้าง โดย EIS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้านต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ รวมทั้งสถานะของคู่แข่งขันด้วย โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อนตลอดจน ง่ายต่อการใช้งาน เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากไม่เคยชินกับการติดต่อและสั่งงานโดยตรงกับระบบ คอมพิวเตอร์ 4. การจดจ าเสียง (voice recognition) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์จดจำเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนา เทคโนโลยีสาขานี้ประสบความสำเร็จตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการเเละยงสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถออกคำสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่าย เช่น ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร ระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ 5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(electronics data interchange) หรือ EDI เป็นการส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์อื่นโดยผ่านทางระบบสื่อสาร ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อไปยังผู้ขายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทำงานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งและรับสารสนเทศในการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสาร โทรคมนาคมที่มีอยู่ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง 6. เส้นใยแก้วน าแสง (fiber optics) เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยการส่งสัญญาณแสงผ่านเส้นใยแก้วนำแสงที่ มัดรวมกัน การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ ทางด่วนข้อมูล (information superhighway)” ที่จะเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มี โอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 7. อินเทอร์เน็ต (internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และกำลังได้รับความนิยม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจาก


42 ห้องสมุดต่าง ๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายนี้ เช่น ศูนย์ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยี แห่งเอเชีย เป็นต้น 8. ระบบเครือข่าย (networking system) โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ใน ระยะทางที่กำหนด ส่วนใหญ่จะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่ม ความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจาย ความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าในอดีต 9.เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (multimedia technology) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะที่ แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบกับ ผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกใน แผ่นดิสก์ (CD-ROM) จอภาพที่มีความละเอียดสูง (high resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและ นำเสนอข้อมูล ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและ ได้รับความสนใจจากบุคคลหลายกลุ่ม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่างมาก 10.การใช้คอมพิวเตอร์ในการฝึกอบรม (computer base training) เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ หรือการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยใน ด้านการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน (computer assisted instruction) หรือ CAI” การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนเปิดช่องทางใหม่ในการเรียนรู้ โดยส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจน ปรัชญาการเรียนรู้ด้วยตนเอง พัฒนาการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศไทย วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาในทุกประเทศทั่วโลกล้วนเริ่มต้นมาจากห้องสมุด ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมแหล่งความรู้จากสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย จนเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น งานโสต ทัศนศึกษา จึงก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ หลังจากนั้นขอบเขตของสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาก็ขยายวงมากขึ้น จนมีลักษณะเป็นสื่อประสม (Muliti-media) นับแต่ทศวรรษ 1960 การศึกษาได้พัฒนารูปแบบไปอย่างหลากหลาย สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาจึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วย นำสู่การเรียนการสอนในสาขาใหม่คือ เทคโนโลยี การศึกษา (Instructional Technology)


43 ในประเทศไทยหน่วยงานด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2483 ได้แก่ แผนก โสตทัศนศึกษา สังกัด กองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะยกฐานะเป็นศูนย์ เทคโนโลยีทางการศึกษาสังกัดกรม การศึกษานอกโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยให้บริการทั้งด้านวิทยุศึกษา วิทยุ โรงเรียน วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา งานวารสารและเอกสาร และการผลิตโสตทัศนูปกรณ์ หลังจากนั้นงานด้าน สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาก็ได้ขยายรูปแบบและตีวงกว้างออกไปยังสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น จนมาถึงยุคดิ จิตัลอีเลิร์นนิ่ง เช่นในปัจจุบัน ดร.สุรสิทธิ์ วรรณไกรโรจน์ ผู้อำนวยการโครงการการเรียนรู้แบบออนไลน์แห่ง สวทช ได้ให้คำจำกัดความของ e-learning เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่ง ประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ และมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน web browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคนสามารถติดต่อปรึกษา และเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้ เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อสื่อสาร ที่ทันสมัย (e-mail, webboard, chat , etc.) จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน เรียนได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวถึงสื่อและเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาในยุคนี้แทบทุกคนจึงนึกถึง e-learning เป็นอันดับแรก แม้ความหมายของ e-learning จะเอื้อให้ทั้งเด็ก และ ครูเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แต่ในทาง ปฎิบัติ การเรียนรู้มิได้เกิดขึ้นง่ายดายปานนั้น ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค (NECTEC) ได้เคยสรุปปัญหาของการใช้เทคโนโลยีและสื่อทันสมัยในการ เรียนการสอนไว้คร่าวๆดังนี้คือ ปัญหาจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุปกรณ์ไม่เพียงพอ มีราคาสูง ขาดงบประมาณ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร เพื่อนครู และชุมชน ขาดแคลนสื่อเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น และปัญหาจากบุคลากร ได้แก่ ความรู้สึกกลัวเทคโนโลยี รู้สึกเป็นภาระขาดบุคลากรที่มีความรู้ หรือ แหล่งพัฒนาความรู้ ไม่สามารถบูรณะการเทคโนโลยีเข้ากับหลักสูตรที่มีอยู่ได้ และการจัดทำเนื้อหาที่ไม่ทันต่อ เทคโนโลยี เป็นต้น ประเทศไทยได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสื่อการเรียนและถ่ายทอดความรู้มาเป็น ระยะเวลานาน โดยระยะแรกจะอยู่ในรูปของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aided Instruction : CAI ) ใช้แทนเอกสารหนังสือ แต่ปัจจุบันเมื่อคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ CAI จึงเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนผ่านบริการเว็บเบส (Web Based Instruction : WBI ) ซึ่งรวดเร็วและกว้างไกล กว่าเดิมมาก ทั้งยังประหยัดเงินเพื่อการจัดหาซอฟต์แวร์สร้างสื่อ ซึ่งมีราคาแพง การเรียนการสอน ในรูป WBI จึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง และได้พัฒนามาเป็นสื่อการเรียนการสอนในรูป e-learning ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ใน ปัจจุบัน


44 แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต เทคโนโลยีเป็นตัวเร่งความเร็วของโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตและระบบเทคโนโลยี จะเติมเต็มสิ่งที่มนุษย์ขาด เทคโนโลยีในทศวรรษหน้าจะก้าวกน้าขึ้นมาก และสามารถตอบสนองความต้องการของ มนุษย์ สร้างสิ่งหรือนวัตกรรมใหม่ๆ อาชีพ วัฒนธรรม หรือกระบวนการบางอย่างอาจหายไปเมื่อเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีให้โอกาสที่ดี เพื่อเปลี่ยนอนาคตของมนุษยชาติในหลาย ๆ ชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็ทำ ให้วัฒนธรรมบางอย่างขาดหายไป เทคโนโลยีในอนาคต เช่น 1. เทคโนโลยีในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มีความหลากหลายและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และ คาดการณ์ว่า AI ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จะมีบทบาทอย่างแข็งขันและเปลี่ยนแปลงสังคม และเศรษฐกิจ ของโลกอนาคต หลายประเทศต้องการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของตนเองและแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำในเทคโนโลยี เหล่านั้นประเทศใดบ้างที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การสำรวจของ Pew Research Center คาดว่าจะนำระบบหุ่นยนต์และระบบ ดิจิทัลมาใช้ ค่าใช้จ่ายหนึ่งในสามของการจ้างพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม BPO ของอินเดียและ ฟิลิปปินส์ และเนื่องจากเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่พนักงานจำนวนมากภายในปี 2568 จึงเป็นความท้าทายที่จะ สร้างสมดุลให้กับการมุ่งเน้นของรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและ รักษาระดับการจ้างงานไว้ไม่ให้ส่งผลกระทบ ตลาด. แรงงานขนาดใหญ่ของประเทศ 2. การใช้หุ่นยนต์ โดรน และยานยนต์ไร้คนขับ ปัจจุบันจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้หุ่นยนต์ โดรน และเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติอย่างแพร่หลาย ในปี 2020 และการพัฒนาหุ่นยนต์จะตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจาก หุ่นยนต์ของ Keenon Robotics Co ถูกใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศจีนในช่วงการระบาดของ COVID19 สั่งโดยโอเปอเรเตอร์ระยะไกลที่ใช้ในการส่งอาหาร ยา และสิ่งของไปยังแผนกต่างๆ คลิปถูกปล่อยระหว่างการ ลาดตระเวน รวมถึงการใช้โดรนเพื่อลาดตระเวนผู้คน เพื่อลดความจำเป็นในการบุคลากรเพื่อลดโอกาสในการแพร่ เชื้อผ่านการสัมผัส เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย โดยเตือนคนที่ไม่สวมหน้ากากให้กลับบ้านและล้างมือ พวกเขา สามารถเตรียมคำเตือนให้สวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกไปได้ รวมทั้งใช้โดรนเพื่อถ่ายทอดเสียงได้ ส่งเสริมให้คนดูแล ตัวเองไม่ทำร้ายตัวเอง ประเทศไทยเทคโนโลยีที่ใช้หุ่นยนต์ โดรน และยานพาหนะไร้คนขับ ถือว่าใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โครงการ 5G x UAV SANDBOX เป็นโครงการที่นำไปสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในด้านยานยนต์ไร้คนขับหรือ โดรน รวมถึงนำอุตสาหกรรมให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในประเด็นนี้ และเปิดภาคสนามให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย


45 จากทุกภาคส่วน . ทดสอบนวัตกรรม EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ความซับซ้อนทางเทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจใหม่ หรือ “วังช้างแวลลีย์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ EECi มีเป้าหมาย 6 ประการ เช่น อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเปิดรับภาค ธุรกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากภูมิภาคนี้ได้ ยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรมอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์ อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและ เคมี อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 3. คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบคลาวด์ที่ใช้สำหรับการทำงานเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น I Cloud, Dropbox, Google Drive หรือ Microsoft One Drive นี่คือบริการคลาวด์ คลาวด์คอมพิวติ้งเป็นคลาวด์คอมพิวติ้งเพราะมันแตกต่างจากคลาวด์ คอมพิวติ้งเพราะเป็นบริการที่อนุญาตให้ใช้หรือเช่าระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการ ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ระบบออนไลน์ต่างๆ คุณสามารถ เลือกพลังการประมวลผลทางอินเทอร์เน็ต และถ้าจำเป็น จำนวนของทรัพยากร เข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์ได้จากทุกที่ 4. เทคโนโลยี 5G และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เทคโนโลยี ใน ปัจจุบัน และ อนาคต คาดว่าจะมีสถานีฐาน 6.5 ล้านสถานีสำหรับบริการ 5G ทั่วโลกในอีกห้าปีข้างหน้า รองรับผู้ใช้มากถึง 2.8 พันล้านคน ครอบคลุม 58% ของประชากรโลก และแนวโน้มสุดท้ายที่น่าสังเกตคือธรรมาภิบาลดิจิทัลทั่วโลก ผู้คน และธุรกิจใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่สร้างขึ้นในแต่ละปีถึง 180 เซตตาไบต์ (หรือ 180 พันล้านเทราไบต์) ตั้งแต่ปี 2020 ความเร็วอินเทอร์เน็ต 5G ได้รับการพัฒนาและใช้งานในหลายประเทศ 5G คืออนาคตของ การเชื่อมต่อ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอุปกรณ์ทุกชนิดสามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้กำลังกลายเป็นความ จริง รถยนต์ไร้คนขับ การจัดส่งโดยใช้โดรน สมาร์ททีวี ผู้ช่วยส่วนตัวที่ไม่ใช่มนุษย์ และปัญญาประดิษฐ์ 5. เพิ่มความเป็นจริง (XR) – AR/VR/MR Augmented Reality (XR) หรือการสร้างโลกเสมือนจริงแบบไม่จำกัด หมายถึงการรวมประสบการณ์ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน เช่น ความเป็นจริงเสริม (AR) ซึ่งหมายถึงการรวมสภาพแวดล้อมจริงและความเป็น จริงเสมือนเป็นภาพเดียวหรือความเป็นจริงเสมือน (VR) ซึ่งหมายถึงการจำลองภาพในโลกเสมือนจริง แยกออกจาก บริบทของโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งท้ายที่สุดจะเรียกว่าความเป็นจริงผสม (MR) เมื่อรวม AR และ VR เข้าด้วยกัน จะแสดงเป็นการจำลอง 3 มิติที่เหมือนโฮโลแกรม อย่างไรก็ตาม คุณสามารถโต้ตอบหรือโต้ตอบกับวัตถุเสมือนได้ แบบเรียลไทม์ เป็นแหล่งที่มาของความเป็นจริงเสริม (XR) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานจริง


46 AR และ VR สามารถปรับได้หลายแบบ โรงเรียนสามารถสร้างสื่อที่ตอบสนองได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ ต้องการในการใช้งาน หรือคุณสามารถสร้างภาพ AR จากการช็อปปิ้งออนไลน์และเปรียบเทียบสินค้ากับความ ต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น อุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทคโนโลยีเหล่านี้ก็คืออุตสาหกรรม การดูแลสุขภาพ หรือหลีกเลี่ยงการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงเพื่อวินิจฉัยอาการของผู้ป่วย สรุปได้ว่าสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาอาจแบ่งได้เป็นสามยุคใหญ่ๆ เริ่มตั้งแต่การขีดเขียนวาดภาพจน พัฒนามาเป็นการเขียนบนการดาษจนมาถึงการบันทึกสิ่งต่างๆลงในกระดาษ ต่อมาเป็นยุคของเทคโนโลยีที่เริ่มมี การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ มีเครื่องฉายภาพ และเริ่มพัฒนาระบบโสตทัศน์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ยุคมัล ติมิเดียที่พัฒนาจนกลายเป็นระบบอินเทอร์เน็ต ด้านการศึกษาเองก็ได้นำอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในเรื่องของการเรียน แบบ E-learning ที่ช่วยในการเรียนการสอน


47 บทที่ 4 สื่อการเรียนการสอน สื่อนับเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสอนตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นตัวกลางที่ ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของ เนื้อหาบทเรียนให้ตรงกับผู้สอนต้องการ สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช้ถ่ายทอดหรือนําข้อมูล ข่าวสารหรือความรู้ในลักษณะต่างๆ จากผู้ส่งไปยังผู้รับ ให้เข้าใจความหมายได้ตรงกัน ในการเรียนการสอน สื่อที่ใช้เป็น ตัวกลางนําความรู้ ในกระบวนการสื่อความหมาย ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เรียกว่า สื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่ง ความรู้ ไปสู่ผู้เรียนและทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางการศึกษา มีคําที่มีความหมายแนวเดียวกันกับสื่อ การเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน , สื่อการศึกษา , อุปกรณ์ ช่วยสอนเป็นต้น ประเภทของสื่อการสอน สื่อการเรียนการสอนแบ่งตามลักษณะ ได้ 4 ประเภท 1. สื่อประเภทวัสดุ คือสื่อการสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไปสำหรับบทเรียนต่าง ๆ ไม่จำกัดเฉพาะหัวข้อ หรือวิชา สื่อประเภทนี้ เช่น สไลด์แผ่นใส เอกสาร ตำรา สารเคมี สิ่งพิมพ์ และคู่มือการปฏิบัติ เป็นต้น 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ คือสื่อการสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือวิชาที่มีความเฉพาะด้าน เช่น นาฏศิลป์ ภาพยนตร์ศึกษา เคมี ฟิสิกส์ ดังนั้น จึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละหัวข้อของวิชาต่างๆ ตัวอย่างสื่อประเภทนี้ มักจะเป็น ของ จริง หุ่นจำลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เครื่องฉายแผ่นใส อุปกรณ์และเครื่องมือใน ห้องปฏิบัติการ เป็นต้น 3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ คือสื่อการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อช่วยในเพิ่มความเข้าใจในบทเรียนและพัฒนาศักยภาพของ ผู้เรียน สื่อประเภทนี้มักจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way communication) ที่ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนร่วมกันจัดกิจกรรม โดยอาจเป็นกิจกรรมในชั้นเรียน หรือกิจกรรมที่แสดงต่อสาธารณะก็ได้ เช่น การสาธิต การอภิปราย การฝึกปฏิบัติ การฝึกงาน การจัดนิทรรศการ และการจัดสถานการณ์จำลอง เป็น ต้น


48 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ คือสื่อการสอนที่คอมพิวเตอร์ และ/หรือ Internet เข้ามามีบทบาทอำนวยความสะดวกในการเรียนการ สอน มักะใช้กับทั้งบทเรียนทั่วไปและบทเรียนเฉพาะด้านในวิชาต่างๆ เพราะสมัยนี้ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีทำให้มีความหลากหลายทางเนื้อหาและตัวระบบ เทคโนโลยีเหล่านี้จึงค่อนข้างทันต่อเหตุการณ์ ปัจจุบันและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Aided Instruction: CAI) การนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสื่อสาร หลักในการเลือกใช้สื่อการสอน J. Romiszowski ได้เสนอแนวทางอย่างง่ายในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนไว้ว่า ในการเลือกสื่อการสอนนั้นมี ปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกสื่อที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรกที่ควบคุมการเลือกสื่อ ลักษณะของผู้เรียน (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้เรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มี อิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า ผู้เรียนกลุ่มนี้ควร เรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่ทำการรับรู้และเรียนรู้ได้ง่ายกว่าการใช้เอกสารในการสอน ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดทั้งทางด้าน การจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกใช้วิธีการสอนและ สื่อการสอน เช่น สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น ผู้สอนหรือครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่าจะมีข้อดีอย่างไร แต่อาจไม่ถูกนำไปใช้เพียงเพราะ ผู้สอนไม่มีทักษะในการใช้สื่อนั้นๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่องทัศนคติ ของผู้สอนก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นกัน 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ผู้สอนควรศึกษาถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ หลักสูตรกำหนดไว้ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึงวัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละส่วนของเนื้อหาย่อย ไม่ใช่ วัตถุประสงค์ในภาพรวมของหลักสูตร 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียนเนื้อหาของบทเรียนอาจมีลักษณะแตกต่างกัน ไป เช่น เป็นข้อความ เป็นแนวคิด เป็นภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่งการเลือกสื่อการสอน ควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา


Click to View FlipBook Version