The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriyakronja, 2021-10-24 22:43:38

หนังสือวิทยาศาสตร์

หนังสือวิทยาศาสตร์

หนังสือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐาน 3

ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่

ระบบนิเวศ
Ecosystem

คณะผู้เรียบเรียง

เกวลนิ แป้นสวน, ชลติ า สุขวาจา

ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ดั ณวรีย์ มาลาหอม และสิริยากร คาอ่นุ

กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 89-

คานา

การดารงชีพของส่ิงมีชีวติ มีความเก่ียวขอ้ งกบั ส่ิงแวดลอ้ มท้งั ทางตรงและทางออ้ มไม่วา่ จะ
เป็นความสัมพนั ธ์ทางบวกหรือทางลบจะเห็นไดว้ ่าไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถดารงชีวติ อยไู่ ด้
เพียงลาพงั โดยไม่ตอ้ งพ่ึงพาส่ิงแวดลอ้ มดังน้ันถา้ สิ่งแวดลอ้ มเกิดการเปล่ียนแปลงย่อมส่งผล
กระทบต่อส่ิงมีชีวิตที่อาศยั ในส่ิงแวดลอ้ มน้นั ดว้ ยเช่นการดารงชีวติ ของพืชสัตวแ์ ละสิ่งมีชีวติ ช้นั
อื่น ๆ จะตอ้ งมีการพ่ึงพาอาศยั กนั และมีความเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์กบั สิ่งแวดลอ้ มท่ีไม่มีชีวิตเช่นแร่
ธาตุแสงแดดมีการใชพ้ ลงั งานและแลกเปล่ียนสารอาหารซ่ึงกนั และกนั เป็นวฏั จกั รท่ีดาเนินไปเป็น
ระบบภายใตค้ วามสมดุลของธรรมชาติดงั น้ันหากระบบมีการเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึนและส่งผล
กระทบเกี่ยวเนื่องไปท้งั ระบบและทาให้เกิดปัญหากบั การดารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ ระบบ
ดงั กล่าวเรียกวา่ “ ระบบนิเวศ ” ซ่ึงหมายถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวติ ท้งั หมดกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
ที่ดารงอยู่

หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 จดั ทาข้ึน
ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้ีวดั กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 โดยมีเน้ือหาและภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย
ภาพประกอบชดั เจนตรงตามหวั ขอ้ พร้อมเกร็ดความรู้องศพั ทท์ ี่เก่ียวกบั นิเวศซ่ึงจะช่วยใหเ้ ขา้ ใจ
เน้ือหาไดด้ ียง่ิ ข้ึน

คณะผูจ้ ดั ทาหวงั เป็ นอย่างยิ่งว่าหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์เล่มน้ีจะเป็ นประโยชน์ต่อการ
จดั การเรียนรู้และเป็ นส่วนสาคญั ในการพฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ขอบคุณอาจารยท์ ี่รายวิชาตลอดจนผูเ้ ก่ียวขอ้ งที่มีส่วนทาให้หนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร์ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 3 สาเร็จลุล่วงไว้ ณ โอกาสน้ี

คณะผ้จู ดั ทา

สารบญั หน้า

สาระการเรียนรู้ที่ 1 ระบบนิเวศ 5
บทท่ี 1 ระบบนิเวศ 5
ระบบนิเวศ 7
โครงสร้างของระบบนิเวศ 10
ความสาคญั ของระบบนิเวศ 11
คาสาคญั 14
กิจกรรมการเรียนรู้ 1 15
คาถามทา้ ยกิจกรรม 16
กิจกรรมการเรียนรู้ 2
คาถามทา้ ยกิจกรรม 18
บทท่ี 2 ความสัมพนั ธ์ต่างๆของสิ่งมชี ีวติ 20
ความสมั พนั ธ์ต่างๆของส่ิงมีชีวติ 20
ภาวะการไดป้ ระโยชน์ร่วมกนั 21
ภาวะอิงอาศยั 22
ภาวะการล่าเหยอ่ื 24
ภาวะการแข่งขนั 25
กิจกรรมการเรียนรู้ 1 26
กิจกรรมการเรียนรู้ 2
คาถามทา้ ยกิจกรรม 28
บทที่ 3 ประชากร 29
ประชากร 31
ลกั ษณะสาคญั ประชากร 33
โครงสร้างอายปุ ระชากร 35
การเติบโตของประชากร 36
กิจกรรมการเรียนรู้ 1 37
กิจกรรมการเรียนรู้ 2
คาถามทา้ ยกิจกรรม

สาระการเรียนรู้ที่ 1 ระบบนิเวศ หน้า
บทที่ 4 กลุ่มส่ิงมชี ีวติ ในระบบนิเวศ
กลุ่มสิ่งมีชีวติ ตา่ งๆในระบบนิเวศ 39
กลุ่มสิ่งมีชีวติ และแหล่งที่อยอู่ าศยั 40
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ี 1 43
บทที่ 5 การถ่ายทอดพลงั งาน
45
การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ 50
56
พีระมิดโซ่อาหารของสิ่งมีชีวติ 58
กิจกรรมการเรียนรู้ 1 59
คาถามทา้ ยกิจกรรม
บรรณานุกรม

แผนผงั สาระการเรียนรู้

ระบบนิเวศ ความสัมพนั ธ์ต่างๆ ประชากร
ของส่ิงมชี วติ

ระบบนิเวศ

กล่มุ สิ่งมชี ีวติ ใน การถ่ายทอด
ระบบนิเวศ พลงั งาน

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ ระบบนิเวศ
เรื่อง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

บทท่ี 1

มาตรฐานการเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1. 1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งไมม่ ีชีวติ กบั สิ่งมีชีวติ และความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ กบั ส่ิงมีชีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลงั งาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมาย ของ
ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแกไ้ ข
ปัญหาสิ่งแวดลอ้ ม รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ช้ีวดั
ม. 3/1 อธิบายปฎิสมั พนั ธ์ของ

องคป์ ระกอบของระบบนิเวศที่ไดจ้ ากการสารวจ

จุดประสงค์

1. อธิบายรูปแบบความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวติ องคป์ ระกอบของ ระบบนิเวศ กบั ส่ิงมีชีวติ รูปแบบ
ต่างๆในแหล่งที่อยเู่ ดียวกนั ความสัมพนั ธ์ของผผู้ ลิต ผบู้ ริโภค และ ผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรียใ์ นระบบนิเวศ

2. สร้างแบบจาลองในการอธิบายการถ่ายทอด พลงั งานในสายใยอาหาร และปฏิสัมพนั ธ์ของ
องคป์ ระกอบของ ระบบนิเวศท่ีไดจ้ ากการสารวจ

3. ปลูกจิตสานึกในการอนุรักษร์ ะบบนิเวศในธรรมชาติ

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 5

เรื่อง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

ระบบนิเวศ Ecosystem

ระบบนิเวศ คือ ความสัมพนั ธ์อยา่ งเป็นระบบที่อยใู่ นสิ่งแวดลอ้ มรอบๆ ตวั เรา ตวั อยา่ งเช่น
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง สัตว์ พืช หรือแมแ้ ต่มนุษยอ์ ยา่ งเรา ๆ

ในระบบนิเวศส่ิงมีชีวิตแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพนั ธ์กนั เป็นทอดๆ เช่น สัตวก์ ินพืช สัตวก์ ิน
สัตว์ และสัตวท์ ่ีกินท้งั พืชและสัตว์ สุดทา้ ยเม่ือส่ิงมีชีวิตตายลงจุลินทรียก์ ็ทาหนา้ ท่ีย่อยสลายซาก
ส่ิงมีชีวติ ต่อไป เม่ือใดกต็ ามที่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศอยา่ งเช่น มีสารเคมีแปลกปลอม
เขา้ มาทาลายสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดใดชนิดหน่ึงย่อมส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะในระบบนิเวศทุกๆ สิ่งมีความสมั พนั ธ์เชื่อมโยงกนั อยา่ งแยกไม่ออกทีเดียว

โครงสร้างของระบบนิเวศ

ระบบนิเวศมีองคป์ ระกอบที่สาคญั 2 ส่วน คือ
1. องคป์ ระกอบทางชีวภาพ (biological component) ไดแ้ ก่ ส่ิงมีชีวติ ในระบบ

นิเวศ เช่น พืช สตั ว์ มนุษย์ เห็ด รา จุลินทรีย์ เป็นตน้
2. องคป์ ระกอบทางกายภาพ (physical component) ไดแ้ ก่ ส่ิงไม่มีชีวติ ในระบบ

นิเวศ เช่น ดิน น้า แสง อุณหภูมิ เป็นตน้

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 6
เรื่อง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 3

โครงสร้างของสิ่งมชี ีวติ ในระบบนิเวศแบ่งออกเป็ น 3 ระดับ (trophic levels) คือ

1. ผู้ผลติ (producer) ไดแ้ ก่พืช สาหร่าย โปรโตซวั เช่น ยกู ลีน่า หรือเเบคทีเรียบางชนิด
โดยมีบทบาทในการนาพลงั งานจากแสงอาทิตยม์ ากระตุน้ สารอนินทรี ยบ์ างชนิดใหอ้ ยใู่ นรูปของ
สารอาหาร

2. ผู้บริโภค(consumer) ไดแ้ ก่ สัตวท์ ่ีดารงชีวติ อยไู่ ดด้ ว้ ยการกินสิ่งมีชีวติ อ่ืน ไดแ้ ก่

- ผูบ้ ริโภคพืช (herbivore หรือ primary consumer) เช่น ชา้ ง มา้ โค กระบือ
กระต่าย เป็นตน้

- ผบู้ ริโภคสตั ว์ (carnivore หรือ secondary consumer) เช่น เสือ สิงโต เหยยี่ ว งู
เป็ นตน้

- ผบู้ ริโภคท้งั สตั วท์ ้งั พชื (omnivore) เช่น คน ไก่ ลิง เป็นตน้

3. ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) หมายถึง ส่ิงมีชีวิตท่ีสร้างอาหารเองไม่ได้ แต่จะได้
อาหารโดยการสร้างเอนไซมอ์ อกมายอ่ ยสลายซากของส่ิงมีชีวติ ของเสีย กากอาหาร ใหเ้ ป็นสารท่ีมี
โมเลกุลเล็กลงแล้วจึงดูดซึมไปใช้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะปล่อยออกสู่ระบบนิเวศ ซ่ึงผูผ้ ลิต
สามารถนาไปใช้สร้างอาหารต่อไป ส่ิงมีชีวิตท่ีมีบทบาทเป็ นผู้ย่อยสลายส่วนใหญ่ ได้แก่
แบคทีเรีย เห็ด รา ฯลฯ ส่ิงมีชีวิตกลุ่มน้ีมีบทบาทสาคญั อยา่ งมากในระบบนิเวศเพราะทาให้เกิด
การหมุนเวยี นของสาร

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 7

เร่ือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

ความสาคญั ของระบบนิเวศ

ทุกสรรพชีวติ บนโลกต่างพ่งึ พากลไกการทางานท่ีสมดุลของระบบนิเวศและ
ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์เพ่อื ความอยรู่ อด รวมถึงมนุษย์ ซ่ึงอาศยั “นิเวศบริการ” (Ecological
Services) หรือคุณประโยชนม์ ากมายที่ระบบนิเวศสร้างข้ึนโดยไม่เสียค่าใชจ้ ่ายใดๆ ในการ
ดารงชีวติ เช่น

ด้านการเป็ นแหล่งผลติ (Provisioning Services) : ระบบนิเวศเป็นแหล่งกาเนิด

ทรัพยากรธรรมชาติที่สาคญั เช่น น้าสะอาด แร่ธาตุ และวตั ถุดิบต่างๆ รวมถึงการเป็นแหล่งอาหาร
ยาและแหล่งรวบรวมความหลากหลายทางพนั ธุกรรมของส่ิงมีชีวติ

ดา้ นการควบคุม (Reregulating services) : ระบบนิเวศสามารถควบคุมปรากฏการณ์และ
กระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนของโลก
เป็นแหล่งกกั เกบ็ คาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยป้องกนั การกดั เซาะชายฝ่ัง การควบคุมโรคภยั ต่างๆ
รวมถึงการยอ่ ยสลายของเสียและขยะกลบั คืนสู่ธรรมชาติ

ด้านวฒั นธรรม (Cultural services) : เป็นประโยชนท์ างนามธรรมที่ดารงอยภู่ ายใน
คุณค่าทางสงั คมและวฒั นธรรม เช่น คุณค่าทางประวติ ิศาสตร์ ศาสนา ประเพณี การเป็นแหล่ง
ศกึ ษาและใหค้ วามรู้ต่างๆ รวมถึงการเป็นสถานท่ีพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ

ด้านการสนับสนุน (Supporting services) : กระบวนการทางธรรมชาติภายในระบบ

นิเวศสามารถสนบั สนุนบริการดา้ นอื่นๆ เช่น การเป็นแหล่งท่ีอยอู่ าศยั ของสิ่งมีชีวติ ท้งั หลายและ
เป็นจุดเริ่มตน้ ของห่วงโซ่อาหาร รวมถึงการสนบั สนุนการเกิดวฏั จกั รต่างๆหรือการหมุนเวยี นของ
สสารภายในโลก

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 8

เร่ือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 3

กระบวนการหลักสองอย่างของระบบนิเวศ คือ การไหลของพลังงานและการ
หมุนเวยี นของสารเคมี การไหลของพลงั งาน (energy flow) เป็นการส่งผา่ นของพลงั งานใน
องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ ส่วนการหมุนเวยี นสารเคมี (chemical cycling) เป็นการใช้
ประโยชน์และนากลบั มาใช้ใหม่ของแร่ธาตุภายในระบบนิเวศ อาทิเช่น คาร์บอน และ

ไนโตรเจน

พลงั งานที่ส่งมาถึงระบบนิเวศ ท้งั หลายอยใู่ นรูปของแสงอาทิตย์ พืชและผูผ้ ลิตอ่ืนๆ
จะทาการเปลี่ยนพลงั งานแสงใหเ้ ป็นพลงั งานเคมีในรูปของอาหารที่ใหพ้ ลงั งานเช่นแป้งหรือ
คาร์โบไฮเดรต พลงั งานจะไหลต่อไปยงั สัตวโ์ ดยการกินพืช และผผู้ ลิตอ่ืนๆ ผูย้ อ่ ยสลายสารที่
สาคญั ไดแ้ ก่ แบคทีเรียและฟังไจ (fungi)ในดินโดยไดร้ ับพลงั งานจากการย่อยสลายซากพืช

และซากสัตวร์ วมท้งั ส่ิงมีชีวติ ต่าง ๆ ที่ตายลงไป ในการใชพ้ ลงั งานเคมีเพ่ือทางาน ส่ิงมีชีวติ จะ
ปล่อยพลงั งานความร้อนไปสู่บริเวณรอบๆตวั ดงั น้นั พลงั งานความร้อนน้ีจึงไม่หวนกลบั มา
ในระบบนิเวศได้อีก ในทางกลบั กนั การไหลของพลงั งานผ่านระบบนิเวศ สารเคมีต่างๆ
สามารถนากลบั มาใชไ้ ดอ้ ีกระหว่าง สังคมของส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ มท่ีไม่มีชีวิต พืชและ
ผูผ้ ลิตลว้ นตอ้ งการธาตุคาร์บอน ไนโตรเจน และแร่ธาตุอื่นๆในรูปอนินทรียสารจากอากาศ
และดิน

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 9

เรื่อง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

การสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) ไดร้ วมเอาธาตุเหล่าน้ีเขา้ ไวใ้ นสารประกอบ

อินทรีย์ อาทิเช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน สตั วต์ ่างๆไดร้ ับธาตุเหล่าน้ีโดยการกนิ สารอินทรีย์ เม
แทบบอลิซึม (metabolism) ของทุกชีวติ เปลี่ยนสารเคมีบางส่วนกลบั ไปเป็นสารไม่มีชีวติ ใน
สิ่งแวดลอ้ มในรูปของสารอนินทรีย์ การหายใจระดบั เซลล(์ respiration) เป็นการทาใหโ้ มเลกลุ ของ
อินทรียสารแตกสลายออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้า

การหมนุ เวยี นของสาร สาเร็จลงไดด้ ว้ ยจุลินทรียท์ ่ียอ่ ยอินทรียสารที่ตายลงและของเสียเช่น
อุจจาระ และเศษใบไม้ ผยู้ อ่ ยสลายเหล่าน้ีจะกกั เกบ็ เอาธาตุต่างๆไวใ้ นดิน ในน้า และในอากาศ ในรูป
ของ สารอนินทรีย์ ซ่ึงพืชและผผู้ ลิตสามารถนามาสร้างเป็นสารอินทรียไ์ ดอ้ ีกคร้ัง หมุนเวยี นกนั ไป
เป็นวฏั จกั ร

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 10

เร่ือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 3

คาสาคญั

- ระบบนิเวศ

- องคป์ ระกอบที่มีชีวติ

- องคป์ ระกอบที่ไม่มีชีวติ

เมื่อเรียนจบบทนี้ นักเรียนสามารถ

1. อธิบายปฏิสัมพนั ธ์ขององคป์ ระกอบของระบบนิเวศท่ีไดจ้ ากการสารวจ
2. อธิบายรูปแบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวติ กบั ส่ิงมีชีวติ รูปแบต่างๆ ในแหล่งท่ีอยู่
เดียวกนั
3. ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชีวติ ละส่ิงแวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยนาเสนอแนว
ทางการดูแลรักษาระบบนิเวศใหส้ มดุล

สารวจความรู้ก่อนเรียน

สารวจความรู้ก่อนเรียนท่ีเกี่ยวกบั ระบบนิเวศ โดยตอบคาถามต่อไปน้ี

1. นกั เรียนสามารถบอกไดห้ รือไม่วา่ ระบบนิเวศคืออะไร
2. ส่ิงใดบา้ งต่อไปน้ีท่ีอยใู่ นระบบนิเวศ
3. ทาอยา่ งไรจึงจะทาใหร้ ะบบนิเวศเกิดการสมดุล

11

กจิ กรรมการเรียนรู้

กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 1

สารวจองคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มภายในโรงเรียน และอธิบายปฏิสัมพนั ธ์ของ
องคป์ ระกอบของ ระบบนิเวศจากการสารวจไดอ้ ยา่ งไร
จุดประสงค์

สารวจองคป์ ระกอบของระบบนิเวศกบั ส่ิงมีชีวติ ในรูปแบบต่างๆแหล่งที่อยเู่ ดียวกนั

วสั ดุอปุ กรณ์
1. เทอร์มอมิเตอร์
2. แท่งแกว้ คน
3. กระดาษยนู ิเวอร์ซลั อินดิเคเตอร์
4. กระจกนาฬิกา
5. ปากคีบ
6. พกู่ นั
7. ถุงพลาสติก
8. บกั เกอร์ หรือ แกว้ พลาสติก
9. เขม็ ทิศ
10. อุปกรณ์บนั ทึกภาพ
11. แวน่ ขยาย หรือ กลอ้ งจุลทรรศนใ์ ชแ้ สง
12. เซคคิดิสก์
13. ลกั ซ์มิเตอร์
14. น้ากลน่ั
15. ชอ้ นปลูก

12

วธิ กี ารดาเนินกจิ กรรม
1. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่มเลือกบริเวณที่จะสารวจในโรงเรียน เช่น บริเวณสระน้า
สวนหยอ่ ม หลงั อาคารเรียน สวนธรรมชาติโดยแต่ละกลุ่มไม่ซ้ากนั
2. กาหนดขอบเขตของบริเวณที่สารวจ
3. สังเกตและบนั ทึกสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของบริเวณที่สารวจ เช่น ลกั ษณะ
ภูมิศาสตร์ ลกั ษณะดิน ลกั ษณะน้า สภาพอากาศ สิ่งปนเป้ื อนในสภาพแวดลอ้ ม
จากน้นั วาดแผนผงั ของบริเวณที่จะศกึ ษา โดยระบุมาตราส่วนรายละเอียดของ
บริเวณโดยรอบ และระบุทิศใหถ้ ูกตอ้ ง
4. เกบ็ และรวบรวมขอ้ มูลของสภาพแวดลอ้ มในบริเวณที่สารวจ เช่น อุณหภมู ิ
ความเป็นกรด-เบส(pH) ความโปร่งใสของน้า ความสวา่ ง โดยมีวธิ ีการดงั น้ี

การวดั อณุ หภูมิ
• บริเวณแหล่งน้า วดั อุณหภูมิที่ผวิ น้า โดยจุ่มเทอร์มอมิเตอรล์ งในน้าลึกประมาณ
5 เซนติเมตร บนั ทึกผล
• บริเวณพ้นื ดิน วดั อุณหภูมิที่ผวิ ดิน โดยเสียบเทอร์มอมิเตอร์ไปในดินลึก
ประมาณ 5 เซนติเมตร บนั ทึกผล

การวดั ความเป็ นกรดเป็ นเบส

• บริเวณแหล่งน้า วดั pH ของน้าโดยเกบ็ ตวั อยา่ งน้าที่ผวิ น้า แลว้ ใชแ้ ท่งแกว้ จุ่ม
ลงในตวั อยา่ งน้ามาแตะลงบนกระดาษยนู เิ วอร์ซลั อินดิเคเตอร์ท่ีวางอยบู่ น
กระจกนาฬิกา เทียบสีกบั สีมาตรฐานที่ติดอยบู่ นกล่องบนั ทึกค่า pH ท่ีอ่านได้

• บริเวณพ้ืนดิน วดั pH ของดินโดยนาดินจากระดบั ผวิ ดิน ปริมาณ 10 กรัม ใส่ลง
ในแกว้ พลาสติกใสแลว้ เติมนา้ กนั กลน่ั 10 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ใชแ้ ทง่ แกว้ คน
ใหเ้ ขา้ กนั ต้งั ทิ้งไว้ 10 นาที หรือจนกวา่ จะตกตะกอนแลว้ ใชแ้ ท่งแกว้ จุ่มส่วนท่ี
เป็นของเหลวมาแตะลงบนกระดาษยนู เิ วอร์ซลั อินดิเคเตอร์ท่ีวางอยบู่ นกระจก
นาฬิกา เทียบกบั สีมาตรฐาน บนั ทึกค่า pH ท่ีอ่านได้

13

การวดั ความโปร่งใสของนา้

• บริเวณแหล่งน้า สามารถวดั ความลึกที่แสงส่องผา่ นลงไปในน้าโดยที่ใชเ้ ซคคิดิสก์
ซ่ึงมีวธิ ีใชด้ งั น้ี

1. ทาเคร่ืองหมายบนเสน้ เชือกที่ผกู ติดกบั เซคคิดิสกเ์ พอื่ บอกระดบั ความลึกของน้า
หยอ่ นเซคคิดิสกล์ งในน้าจนถึงระยะที่เริ่มมองไม่เห็นเซคคดิ ิสก์ แลว้ บนั ทึกค่าความ
ลึกของระดบั น้าจากเครื่องหมายท่ีทาไวบ้ นเชือก

2. หยอ่ นเซคคิดิสกล์ งไปในน้าอีกเลก็ นอ้ ย แลง้ ดึกเซคคิดิสกข์ ้ึนชา้ ๆจนเริ่มมองเห็น
เซคคิดิสกอ์ ีกคร้ัง แลว้ บนั ทึกค่าความลึกของระดบั น้าจากเคร่ืองหมายที่ทาไวบ้ น
เชือก

3. หาค่าความลึกที่แสงส่องผา่ นลงน้าได้ โดยหาค่าเฉล่ียความลึกของระดบั น้าจากขอ้
1 และ 2 บนั ทึกผล

การวดั ความสว่าง

• บริเวณพ้ืนที่บนบก วดั ความสวา่ งโดยใชล้ กั ซม์ ิเตอร์ ซ่ึงมีหน่วยเป็นลกั ซ์
1. เกบ็ และรวบรวมขอ้ มูลของส่ิงมีชีวติ ในบริเวณท่ีสารวจ เช่น ขอ้ มูลทว่ั ไปของ

ส่ิงมีชีวติ การตอบสนองต่อส่ิงเร้าของสิ่งมีชีวติ โดยมีวธิ ีการดงั น้ี

ข้อมูลทว่ั ไปของส่ิงมชี ีวติ

• ระบุช่ือของส่ิงมีชีวติ รูปร่าง ลกั ษณะ จานวน แหล่งท่ีพบ เวลาท่ีพบ ในกรณีท่ี
ตอ้ งการศกึ ษาส่ิงมีชีวติ บางชนิดเพิ่มเติม ถา้ บริเวณที่สารวจเป็นพ้ืนท่ีบนบกใหเ้ กบ็
ตวั อยา่ งสิ่งมีชีวติ น้นั ใส่ถุงพลาสติก แต่ถา้ บริเวรท่ีสารวจเป็นแหล่งน้าใหเ้ กบ็
ตวั อยา่ งใส่แกว้ พลาสติก จากน้นั นาตวั อยา่ งมาศึกษาโดยใชแ้ วน่ ขยายหรือกลอ้ ง
จุลทรรศนใ์ ชแ้ สง

• บนั ทึกภาพน่ิงหรือภาพเคล่ือนไหวของส่ิงมีชีวติ ท่ีพบ โดยใชอ้ ุปกรณ์บนั ทึกภาพ
และอาจนาวตั ถุอา้ งอิงท่ีรู้ขนาด เช่น เหรียญ หรือไมบ้ รรทนั วางไวข้ า้ งส่ิงมีชีวติ เพ่ือ
เปรียบเทียบขนาดของส่ิงมีชีวติ กบั วตั ถุอา้ งอิง

14

คาถามท้ายกจิ กรรม

1. ในบริเวณที่สารวจ พบสิ่งมีชีวติ ชนิดใดมากท่ีสุดและส่ิงมีชีวติ ชนิดใดนอ้ ยที่สุด
2. เพราะเหตุใด
3. ส่ิงมีชีวติ พบในบริเวณท่ีสารวจมีความสัมพนั ธ์กนั หรือไม่ อยา่ งไร
4. ชนิดและปริมาณของสิ่งมีชีวติ และส่ิงไม่มีชีวติ ในแต่ละบริเวณเหมือนหรือแตกต่างกนั

อยา่ งไรเพราะเหตุใด
5. ส่ิงไม่มีชีวติ ท่ีพบในแต่ละบริเวณมีผลทาใหช้ นิดของสิ่งมีชีวติ มีความแตกต่างกนั หรือไม่

อยา่ งไร
6. จากกิจกรรมสรุปไดว้ า่ อยา่ งไร

15

กจิ กรรมการเรียนรู้

กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 2

สร้างแบบจาลองสายใยอาหาร
จุดประสงค์

สร้างแบบจาลองสายใยอาหาร และอธิบายความสมั พนั ธ์ของผผู้ ลิตและผบู้ ริโภค
วธิ กี ารดาเนินกจิ กรรม

1. เลือกระบบนิเวศ 1 ระบบ จากที่กาหนดใหใ้ นตาราง

นาข้าว ระบบนิเวศ แหลง่ นา้ จืด
ข้าว ป่ าชายเลน ปลาดกุ
หอยเชอร่ี ห่งิ หอ้ ย ปลานลิ
ต๊กั แตน ปแู สม หอยขม
นกกระจอก ตน้ แสม สาหรา่ ย
งเู หลอื ม ลิงแสม นกกระสา
หญ้า นกปากหา่ ง ปลาชอ่ น
เป็ ด หอย ตะไครน่ า้
ปลาตนี

2. สืบคน้ หาขอ้ มูลเกี่ยวกบั อาหารของส่ิงมีชีวติ แต่ละชนิดในระบบนิเวศ บนั ทึกผล
3. เขียนโซ่อาหารในระบบนิเวศใหไ้ ดม้ ากที่สุด
4. นาโซ่อาหารจากขอ้ 3 มาเขียนเป็นสายใยอาหาร และนาเสนอความสัมพนั ธ์ของ
ส่ิงมีชีวติ ในสายใยอาหาร

16

คาถามท้ายกจิ กรรม

1. ในระบบนิเวศท่ีนกั เรียนเลือก มีโซ่อาหารก่ีโซ่ อะไรบา้ ง

2. นกั เรียนสามารถนาโซ่อาหารท้งั หมดมาสร้างเป็นสายใยอาหารไดอ้ ยา่ งไร

3. จากสายใยอาหาร สิ่งมีชีวติ ชนิดใดบา้ งที่เป็นอาหารของส่ิงมีชีวติ อื่นหลายชนิด
และส่ิงมีชีวติ ชนิดใดบา้ งท่ีกินสิ่งมีชีวติ อ่ืนหลายชนิดเป็นอาหาร
4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร

วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

จดุ ประสงคข์ องบทเรียน

1. อธบิ ายความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ต่างๆ ได้
2. สามารถจาแนกความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ต่างๆ ได้

ตวั ชี้วดั

ม.3/1อธบิ ายรปู แบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กบั สงิ่ มชี วี ติ รปู แบบต่างๆใน
แหลง่ ทอ่ี ยเู่ ดยี วกนั ทไ่ี ดจ้ ากการสารวจ

18

ความสมั พนั ธต์ ่างๆของส่ิงมีชีวิต

คอื การอาศยั อยรู่ ว่ มกนั ในระบบนิเวศตา่ งมรี ปู แบบการปฏสิ มั พนั ธท์ แ่ี ตกตา่ งกนั ออกไป
ซง่ึ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ และเกดิ การปรบั ตวั รว่ มกนั

นอกเหนือไปจากความสมั พนั ธท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ ชนิดเดยี วกนั ทงั้ ทอ่ี าศยั
อยรู่ วมกนั เป็นฝงู และดารงชวี ติ อยอู่ ยา่ งโดดเดย่ี วลาพงั

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ ต่างชนิด (Interspecific interactions) หมายถึง ความเก่ียวขอ้ งหรือ
สายสมั พนั ธท์ ี่เกิดข้ึนจากการอาศยั อยรู่ ่วมกนั ของส่ิงมีชีวติ ต่างชนิดในระบบนิเวศ โดยก่อใหเ้ กิดท้งั
ภาวะของการพ่งึ พาอาศยั กนั และกนั การแก่งแยง่ แข่งขนั หรือแมแ้ ต่การเบียดเบียนสิ่งมีชีวติ ชนิดอื่น
เพอื่ ความอยรู่ อด

ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น

1. ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ มชี วี ติ แบง่ ออกเป็นกป่ี ระเภท
2. ภาวะพง่ึ พากนั กบั ภาวะองิ อาศยั เหมอื นกนั หรอื แตกตา่ งกนั

อยา่ งไร

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 19
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

ซ่ึงความสัมพนั ธ์เหล่าน้ี สามารถจาแนกออกเป็น 6 ประเภท โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวติ แต่ละ
ชนิดในลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป เช่น เป็นประโยชนต์ ่อกนั (+) เป็นโทษหรือภยั คุกคาม (-) และการ
ไม่ไดร้ ับผลกระทบและผลประโยชนใ์ ด ๆ (0) ดงั น้ี

ภาวะพงึ่ พาอาศัยกัน (Mutualism : +/+) หมายถึง ความสมั พนั ธร์ ะยะยาวของส่งิ มีชีวติ 2
ชนดิ ท่ีอาศยั อย่รู ว่ มกนั ในระบบนิเวศ โดยท่ีทง้ั 2 ฝ่ายต่างไดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากความสมั พนั ธ์
ในลกั ษณะนี้ ทาใหส้ ่ิงมีชีวิตทงั้ 2 ชนิดไม่สามารถแยกตวั ออกจากกนั ไดอ้ ีกเลยตลอดชว่ งชีวติ
เช่น

ไลเคน (Lichens) : ส่ิงมีชีวติ ท่ีเกิดจากการพง่ึ พาอาศยั กนั ของราและสาหรา่ ย โดยท่ีราทาหนา้ ท่ีให้
ความชมุ่ ชืน้ และแรธ่ าตแุ ก่สาหรา่ ย ขณะท่ีสาหรา่ ยทาหนา้ ท่ีสรา้ งอาหารใหร้ าผ่านกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช

ทบทวนความรกู้ อ่ นเรยี น

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 20
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

ภาวะการได้ประโยชน์รว่ มกนั (Protocooperation : +/+)

หมายถงึ ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ มชี วี ติ 2 ชนิดทอ่ี าศยั อยรู่ ว่ มกนั และไดร้ บั ผลประโยชน์จาก
ความสมั พนั ธท์ งั้ 2 ฝ่าย โดยทส่ี ง่ิ มชี วี ติ ทงั้ 2 ชนิดสามารถดารงชวี ติ อยตู่ ามลาพงั ได้ หากเกดิ
การแยกตวั ออกจากกนั เชน่

ผง้ึ และดอกไม้ : ผง้ึ กนิ น้าหวานจากดอกไมเ้ ป็นอาหาร ขณะทด่ี อกไมไ้ ดผ้ ง้ึ เหลา่ น้ี ชว่ ย
ผสมเกสรและแพรข่ ยายพนั ธุ์

ภาวะอิงอาศยั หรือภาวะเกือ้ กลู กนั (Commensalism :
+/0)

หมายถงึ ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ มชี วี ติ 2 ชนิดทอ่ี าศยั อยรู่ ว่ มกนั โดยทฝ่ี ่ายหน่ึงไดร้ บั
ผลประโยชน์ ขณะทอ่ี กี ฝ่ายไมไ่ ดร้ บั หรอื เสยี ผลประโยชน์ใด ๆ เชน่

ฉลามและเหาฉลาม (Remora) : เหาฉลามเกาะตดิ กบั ฉลาม เพอ่ื กนิ เศษอาหารพรอ้ มกบั การ
ไดร้ บั การปกป้องคุม้ ครองจากฉลาม โดยฉลามไมไ่ ดร้ บั และไมเ่ สยี ประโยชน์ใด ๆ จากการอยู่รว่ มกนั

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 21
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

ภาวะการล่าเหยื่อ (Predation : +/-)

หมายถึง ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชีวติ 2 ชนดิ ท่ีอาศยั อย่รู ว่ มกนั โดยท่ีมีฝ่ายหนง่ึ ฝ่ายใด
ไดร้ บั ผลประโยชนโ์ ดยตรงหรอื ท่ีเรยี กกนั ว่า “ผลู้ า่ ” (Predator) ขณะท่ีฝ่ายซง่ึ สญู เสีย
ประโยชนห์ รอื สญู เสียชีวิต คือ “ผถู้ กู ล่า” หรอื “เหย่ือ” (Prey) น่นั เอง เช่น ส่งิ มีชีวติ ใน
กล่มุ ผบู้ รโิ ภคพืช (Herbivore) ผบู้ รโิ ภคสตั ว์ (Carnivore) และผบู้ รโิ ภคทง้ั พืชทงั้ สตั ว์
(Omnivore) ซง่ึ ความสมั พนั ธใ์ นภาวะการลา่ เหย่ือนี้ ถือเป็นอีกหนง่ึ กลไกในธรรมชาตทิ ่ีมี
ส่วนช่วยในการสรา้ งสมดลุ ใหแ้ ก่ระบบนเิ วศ โดยการควบคมุ จานวนประชากรของส่ิงมีชีวิต

ทงั้ 2 ฝ่าย ทงั้ ท่ีดารงเป็นผลู้ ่าและผถู้ กู ลา่

เสือล่ากวาง

เหย่ียวลา่ กระต่าย

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 22
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

ภาวะการแข่งขนั (Competition : -/-)

หมายถึง ความสมั พนั ธข์ องสิ่งมีชีวติ 2 ชนิด ซ่ึงดารงอยภู่ ายใตส้ ภาพแวดลอ้ ม
เดียวกนั และท้งั สองฝ่ ายต่างจาเป็นตอ้ งใชท้ รัพยากรประเภทเดียวกนั ในการดารงชีวติ จน
ก่อใหเ้ กิดภาวะแก่งแยง่ แข่งขนั ท่ีส่งผลเสียแก่ท้งั สองฝ่ าย โดยความสมั พนั ธล์ กั ษณะน้ี
สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

การแก่งแย่งแข่งขนั ระหว่างสิ่งมชี ีวติ ชนิดเดยี วกนั (Intraspecies Competition)

การแก่งแย่งแข่งขนั ระหว่างสิ่งมชี ีวติ ต่างชนิด (Interspecific Competition)

การแก่งแยง่ แสงแดดของตน้ ไม้ การแยง่ อาหารของเสือและสิงโต

คาสาคญั -ระบบนิเวศ –องค์ประกอบท่ีมชี ีวติ -
องค์ประกอบทไี่ ม่มชี ีวติ

23

เมื่อเรียนจบบทนี้ นักเรียนสามารถ

1. อธบิ ายความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ตา่ งๆ ได้
2. สามารถจาแนกความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ตา่ งๆ ได้

24

กิจกรรมการเรียนร้ทู ี่ 1

ส่ิงมีชีวติ อยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งไร

จุดประสงค์

สืบคน้ ขอ้ มลู และอธิบายรูปแบบความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
ส่ิงมีชีวิตท่ีอย่รู ว่ มกนั
วิธีดำเนินกิจกรรม

1. อภปิ รายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ ทอ่ี ยรู่ ว่ มกนั แต่ละคดู่ งั ต่อไปน้ี

• ควายกบั นกเอย้ี ง - หมดั กบั สนุ ขั

• กาฝากกบั มะมว่ ง - ปลาเหาฉลามกบั ปลาฉลาม

• เสอื โครง่ กบั กวางดาว -ปลาการต์ นู กบั ดอกไมท้ ะเล

• กลว้ ยไมก้ บั ยางนา -ตกั๊ แตนกบั แมลงปอ

1. สบื คน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ แต่ละคแู่ ละรว่ มกนั อภปิ ราย
วา่ สงิ่ มชี วี ติ ชนิดใดไดป้ ระโยชน์สง่ิ มชี วี ติ ใดเสยี ประโยชน์หรอื สง่ิ มีชวี ติ ใดไมไ่ ดแ้ ละไมเ่ สยี
ประโยชน์บนั ทกึ ผลโดยทาเครอ่ื งหมายดงั น้ี + แทนสง่ิ มชี วี ติ ทไ่ี ดป้ ระโยชน์ - แทน
สงิ่ มชี วี ติ ทเ่ี สยี ประโยชน์ 0 แทนสง่ิ มชี วี ติ ทไ่ี มไ่ ดแ้ ละไมเ่ สยี ประโยชน์

2. จาแนกรปู แบบความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ในขอ้ 2 ออกเป็นกลมุ่ บนั ทกึ ผลและนาเสนอ
3. รว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ มชี วี ติ แตล่ ะกลมุ่

25

กจิ กรรมการเรียนรู้ท่ี 2

ปฏิสมั พนั ธแ์ ละประชากรของส่ิงมีชีวิตที่อยู่
ร่วมกนั

จุดประสงค์

สืบคน้ ขอ้ มูลและอธิบายรูปแบบความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ ท่ีอยรู่ ่วมกนั
วธิ ีดาเนินกิจกรรม

อภปิ รายการอยรู่ ว่ มกนั และปฏสิ มั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ในรปู แบบตา่ งๆ ตวั อย่างเชน่
• ภาวะพง่ึ พาอาศยั กนั เป็นภาวะของสงิ่ มช่ี วี ติ สองชนิดอยรู่ ว่ มกนั แลว้ สง่ิ มชี วี ติ ทงั้ สองชนิด

มาอยรู่ ว่ มกนั จะไดป้ ระโยชน์
• ภาวะองิ อาศยั เป็นภาวะทส่ี ง่ิ มชี วี ติ สองชนิดมาอยรู่ ว่ มกนั แลว้ สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงไดป้ ระโยชน์

โดยทส่ี งิ่ มชี วี ติ หน่ึงไมไ่ ดเ้ สยี ประโยชน์และไมไ่ ดป้ ระโยชน์
• ภาวะปรสติ เป็นภาวะทส่ี งิ่ มชี วี ติ สองชนิดมาอยรู่ ว่ มกนั แลว้ สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงไดป้ ระโยชน์

(ปรสติ ) สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงเสยี ประโยชน์ (ผถู้ กู อาศยั )
• การลา่ เหยอ่ื เป็นภาวะทส่ี ง่ิ มชี วี ติ สองชนิดมาอยรู่ ว่ มกนั แลว้ สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงไดร้ บั ประโยชน์

(ผลู้ า่ ) สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงเสยี ประโยชน์ (เหยอ่ื )
➢ นกั เรยี นสามารถยกตวั อยา่ งหรอื จาแนกการอยอู่ าศยั ของกลม่ สงิ่ มชี วี ติ ได้ในรปู แบบตา่ งๆ

26

คาถามท้ายกิจกรรม

1. ลกั ษณะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ ทก่ี าหนดใหม้ กี ก่ี ลุ่ม และสง่ิ มชี วี ติ แตล่ ะ
กลมุ่ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร

2. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ า่ อยา่ งไร

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
ระบบนิเวศ ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

บทท่ี 3 ประชากร

จุดประสงค์ของบทเรียน

1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความสมั พนั ธข์ อง
ประชากรทอ่ี าศยั อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มต่างๆได้

2. นกั เรยี นสามารถจาแนกประชากรของสง่ิ มชี วี ติ ได้
3. สามารถทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้

ตัวช้ีวดั

ม.3/1อธบิ ายรปู แบบความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ กบั สงิ่ มชี วี ติ รปู แบบ
ต่างๆในแหลง่ ทอ่ี ยเู่ ดยี วกนั ทไ่ี ดจ้ ากการ
สารวจ

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 28
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

เรอ่ื งท่ี 1 ประชากร

กลุ่มของส่ิงมีชีวติ ชนิดเดียวกนั (Single Species) ที่อาศยั อยรู่ ่วมกนั ในพ้ืนที่หรือในอาณา
บริเวณเดียวกนั ณ ช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง โดยมีการทากิจกรรมร่วมกนั หรือมีปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
กนั ภายในกลุ่มประชากรดงั กล่าว

ประชากร ของชา้ งแอฟริกา ประชากร ของมา้ ลาย

การอาศยั อยรู่ ่วมกนั เป็นกลุ่มของส่ิงมีชีวติ ก่อใหเ้ กิดลกั ษณะเฉพาะของกลุ่มประชากร เช่น
ขนาดหรือจานวนประชากร (Population Size) และความหนาแน่น (Population Density)
ซ่ึงเป็นคุณสมบตั ิสาคญั ในการศกึ ษาประชากรในระบบนิเวศ จากท้งั อตั ราการเกิด-การตาย การ
อพยพเขา้ -ออก และการกระจายตวั ของกลุ่มอายุ ตลอดจนความสมั พนั ธท์ ี่เกิดข้ึนภายในกลุ่ม ท้งั
ในดา้ นการช่วยเหลือเก้ือกลู การแก่งแยง่ แข่งขนั กนั และความสัมพนั ธห์ ลายรูปแบบท่ีมีต่อกลุ่ม
ประชากรของส่ิงมีชีวติ ชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศ

ทบทวนความรู้ก่อนเรียน
1. ประชากรของส่ิงมีชีวติ คืออะไร นกั เรียนลองยกตวั อยา่ ง
2. ลกั ษณะของกลุ่มประชากร มีก่ีแบบ อะไรบา้ ง

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 29

เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

ลักษณะสาคญั ของประชากร
ความหนาแน่นประชากร (Population Density) คือ จานวนประชากรต่อหน่วยพ้ืนที่ สาหรับ
ส่ิงมีชีวติ บนบก หรือต่อหน่วยปริมาตรสาหรับสิ่งมีชีวติ ในน้า

การกระจายตวั ของประชากร (Dispersion) คือ การกระจายตวั ของสมาชิกภายในกลุ่มประชากร
ในพ้นื ท่ีอยอู่ าศยั โดยมีปัจจยั ทางสภาพแวดลอ้ มท่ีส่งผลต่อลกั ษณะการกระจายตวั ของส่ิงมีชีวติ
ดงั กล่าว การกระจายของประชากรสามารถจาแนกออกเป็น 3 รูปแบบ ดงั น้ี

การกระจายแบบกลุ่ม (Clumped Dispersion) คือ การกระจายตวั ของประชากรที่ไม่สม่าเสมอ
ทว่ั ท้งั บริเวณ โดยมีการกระจุกตวั เป็นกลุ่ม ๆ อยบู่ ริเวณใดบริเวณหน่ึง ซ่ึงการกระจายตวั แบบ
กลุ่มเป็นรูปแบบประชากรที่พบเห็นไดม้ ากที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในพวกสตั ว์
ต่าง ๆ ซ่ึงมีพฤติกรรมการอยรู่ ่วมกนั เป็นกลุ่มหรือสงั คม เนื่องจากปัจจยั การดารงชีวติ เช่น แหล่ง
น้า แหล่งอาหาร ท่ีไม่สมบูรณ์

ประชากร ของสิงโตและนก ท่ีอยรู่ วมกนั เป็นกลุ่ม

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ

เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 30

ลักษณะสาคญั ของประชากร
กำรกระจำยแบบสมำเสมอ (Uniform Dispersion) คือ การกระจายตวั ของประชากรท่ีมีการจดั
ระเบียบ จากปัจจยั การดารงชีวติ ท่ีมีอยอู่ ย่างคอ่ นขา้ งจากดั แต่กระจายอยู่ท่วั ทงั้ บรเิ วณอย่าง
สม่าเสมอ ซง่ึ สง่ ผลใหส้ ่ิงมีชีวิตจงึ เป็นตอ้ งจดั ระเบียบการอย่รู ว่ มกนั เพ่ือใหส้ ามารถเขา้ ถงึ
ปัจจยั ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งท่วั ถึง
การกระจายแบบสุ่ม (Random Dispersion) คือ การกระจายตวั ของประชากรท่ีปราศจากแบบ
แผนใด ๆ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีปัจจยั ท่ีจาเป็นเพียงพอต่อทุกชีวติ อีกท้งั ยงั มีการกระจาย
ตวั อยา่ งสม่าเสมอ ส่งผลใหส้ ิ่งมีชีวติ สามารถอยอู่ าศยั ไดใ้ นทุกอาณาบริเวณ การแก่งแยง่ แข่งขนั
จึงไม่สูงนกั ในกลุ่มประชากร

ภาพแสดง ของการกระจายตวั แตล่ ะแบบ

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 31
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3

โครงสร้างอายุประชากร (Age Structure)
ลกั ษณะการกระจายตวั ของอายสุ มาชิกในกลุ่มประชากร โดยในทางนิเวศวทิ ยาสามารถแบ่ง
โครงสร้างอายปุ ระชากรออกเป็น 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่

วยั ก่อนเจริญพนั ธุ์ (Pre-reproductive Age)
คือ สมาชิกซ่ึงยงั ไม่พร้อมสืบพนั ธุ์

วยั เจริญพนั ธุ์ (Reproductive Age) คือ
สมาชิกในวยั สืบพนั ธุ์

วยั หลงั เจริญพนั ธุ์ (Post-reproductive Age)
คือ สมาชิกซ่ึงไม่สามารถสืบพนั ธุไ์ ดอ้ ีกแลว้

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ

เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 32

โครงสร้างอายปุ ระชากรท้งั 3 กลุ่ม สามารถนามาแสดงเป็นสดั ส่วนบนแผนภาพ โดยใชก้ าร
แสดงพ้นื ท่ีแทนจานวนโครงสร้างอายปุ ระชากรที่เรียกวา่ “พรี ะมิดอาย”ุ (Age Pyramid)

พีรำมิดอำยุ ของประชำกรเพศชำยและหญงิ ของโลก
อตั ราส่วนเพศ (Sex Ratio) คือ อตั ราส่วนเพศของส่ิงมีชีวติ ซ่ึงสิ่งมีชีวติ ต่างชนิด มกั มีอตั ราส่วน
ระหวา่ งเพศผแู้ ละเพศเมียแตกต่างกนั ออกไป โดยส่วนใหญ่ข้ึนอยกู่ บั พนั ธุกรรมของส่ิงมีชีวติ
หรือสภาพแวดลอ้ มท่ีอยอู่ าศยั เป็นตน้
อตั ราการเกิด-การตาย (Birth – Death Rate) คือ การเพ่มิ ข้ึน-ลดลงของจานวนประชากรใน
หน่ึงหน่วยเวลา
การอพยพเขา้ -ออก (Immigration – Emigration) คือ การเคลื่อนยา้ ยประชากรจากกลุ่มหน่ึงไป
รวมกบั อีกกลุ่มหน่ึง ซ่ึงส่งผลต่อขนาดและจานวนของประชากรด้งั เดิม

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 33
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

การเติบโตของประชากร (Population Growth)

การเปล่ียนแปลงขนาดของประชากรเกิดข้ึนอยอู่ ยา่ งสม่าเสมอในธรรมชาติ (Population
Dynamics) ท้งั จากอตั ราการเกิดใหม่ การตาย การอพยพเขา้ และการอพยพออกของประชากร
ในกลุ่ม ซ่ึงการเติบโตของประชากรในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหน่ึงมกั เกี่ยวขอ้ งกบั การสืบพนั ธุเ์ ป็น
หลกั ซ่ึงเป็นการเพิ่มจานวนประชากรข้ึนสูงสุดตามวถิ ีทางธรรมชาติ จากรูปแบบการสืบพนั ธุ์
ของส่ิงมีชีวติ ใน 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี

สืบพนั ธุ์คร้ังเดียวในช่วงชีวติ (Semelparity หรือ Single Reproduction) คือ สิ่งมีชีวติ เมื่อ

เติบโตเตม็ วยั แลว้ หลงั การผสมพนั ธุแ์ ละวางไข่จะเสียชีวติ ทนั ทีเม่ือสิ้นสุดกระบวนการดงั กล่าว
เช่น แมลงชีปะขาว ผเี ส้ือ และตวั ไหม

สืบพนั ธุ์ไดห้ ลายคร้ังในช่วงชีวติ (Iteroparity หรือ Multiple Reproduction) คือ ส่ิงมีชีวติ ที่
สามารถสืบพนั ธุไ์ ดห้ ลายคร้ังตลอดช่วงชีวติ เช่น สตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั ท้งั หลาย ไม่วา่ จะเป็น
มนุษย์ แมว นก หรือพชื ยนื ตน้ เช่น มะม่วง กระทอ้ น และขนุน

ผีเสือ้ เม่ือผสมพนั ธุแ์ ละ สิงโตสามารถผสมได้
วางไขก่ ็จะเสียชีวติ ทนั ที หลายครงั้ ใน 1 ช่วงชีวิต

วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ 34
เรือง ระบบนิเวศ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3

การเติบโตของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Population Growth) คือ การ
เพ่มิ จานวนข้ึนของประชากรแบบทวคี ูณ มกั พบในสิ่งมีชีวติ ท่ีมีการสืบพนั ธุเ์ พยี งคร้ังเดียว
ในช่วงชีวติ เช่น แมลงต่าง ๆ

การเติบโตของประชากรแบบลอจิสติก (Logistic Population Growth) คือ การเพิ่มจานวนข้ึน
ของประชากรภายใตป้ ัจจยั ทางสภาพแวดลอ้ มหรือการมีตวั ตา้ นทานในธรรมชาติ เช่น ปัจจยั ที่
จาเป็นต่อการดารงชีวติ ซ่ึงมีอยอู่ ยา่ งจากดั (Carrying Capacity) ไม่วา่ จะเป็นอาหาร พ้ืนที่อยู่
อาศยั พ้นื ที่สาหรับการวางไข่หรือการเล้ียงดูตวั อ่อน ตลอดจนขอ้ จากดั ทางส่ิงแวดลอ้ มอ่ืน ๆ
เช่น ปริมาณน้าฝน ความช้ืนในอากาศ อุณหภูมิ และสภาพความเป็นกรดด่าง เป็นตน้

อตั ราการเกิด-การตาย (Birth – Death Rate) คือ การเพ่มิ ข้ึน-ลดลงของจานวนประชากรใน
หน่ึงหน่วยเวลา

การอพยพเขา้ -ออก (Immigration – Emigration) คือ การเคลื่อนยา้ ยประชากรจากกลุ่มหน่ึงไป
รวมกบั อีกกลุ่มหน่ึง ซ่ึงส่งผลต่อขนาดและจานวนของประชากรด้งั เดิม

ยรี าฟกนิ ใบไม้ ฝงู มา้ ลาย

35

กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 1

ประชากรอยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งไร

จุดประสงค์

นกั เรียนเขา้ ใจและสามารถอธิบายความหมายของประชากรได้

อทุ ยานแห่งชาติแก่งกระจาน มสี ่ิงมชี ีวติ อาศัยอยู่ ลงิ กวาง กระทงิ ช้าง
กระรอก ปลา สัตว์เหล่านีเ้ รียกว่าประชากรหรือไม่ เพราะเหตุใด ?

36

กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 2

ประชากรอยู่ร่วมกนั ได้อย่างไร
จุดประสงค์
นกั เรียนเขา้ ใจและสามารถอธิบายบทความการสูญ
พนั ธุ์ของสัตวช์ นิดน้ีได้

มนุษยเ์ ป็นหน่ึงในปัจจยั สาคญั ท่ีส่งผลต่อการสูญพนั ธุ์ของสัตวห์ ลายสายพนั ธุ์ เช่น การล่า
สัตว การล่าอาณานิคม มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ การทา
เกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมท่ีทาลายถ่ินฐานตามธรรมชาติของสัตวห์ ลายสายพนั ธุ์

แมลงปอชนิดน้ีพบไดเ้ ฉพาะบนเกาะภูเขาไฟเซนตเ์ ฮเลนาในมหาสมุทรแอตแลนติก พวกมนั ถูก
พบเป็นคร้ังสุดทา้ ยเมื่อปี 1963 ขอ้ สนั นิษฐานของการลดลงของแมลงปอสายพนั ธุ์น้ีอาจเป็นผล
จากการท่ีสิ่งแวดลอ้ มถูกทาลายอยา่ งหนกั หลงั จากท่ีเกาะน้ีตกเป็นอาณานิคมในช่วงปลาย
ศตวรรษที่ 16 นอกจากน้ีอาจเกิดจากสิ่งมีชีวติ ชนิดใหม่ท่ีถูกขยายพนั ธุ์โดยมนุษยเ์ ขา้ มา
รุกราน เช่น กบเลบ็ แอฟริกนั

37

คาถามท้ายกจิ กรรม
1. ลกั ษณะการกระจายตวั ของอายสุ มาชิกในกลุ่มประชากร โดยในทางนิเวศวทิ ยาสามารถแบ่ง
โครงสร้างอายปุ ระชากรออกเป็น 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
2. การสืบพนั ธุ์คร้ังเดียวในช่วงชีวติ หมายถึงอะไร อธิบาย พร้อมยกตวั อยา่ ง

บทที่ 4 กล่มุ สง่ิ มชี วี ิตในระบบนเิ วศ

จุดประสงค์ของบทเรียน

1. นักเรยี นสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของกลมุ่ สงิ่ มีชีวติ ต่างๆ ในระบบนิเวศได้
2. นกั เรียนสามารถจำแนกกลมุ่ ส่ิงมชี วี ติ ในระบบนเิ วศได้
3. ตระหนกั ถึงสิง่ มชี ีวิตตา่ งๆ ในระบบนิเวศ

ตัวชว้ี ัด

1. สรา้ งแบบจำลองในการอธิบายการถา่ ยทอด พลงั งานในสายใยอาหาร
2. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ของผู้ผลิต ผ้บู ริโภค และผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรียใ์ นระบบนเิ วศ
3. ตระหนักถงึ ความสมั พันธข์ องสิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไม่ทำลาย

สมดุลของระบบนิเวศ

วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ 39
เรื่อง ระบบนเิ วศ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3

เร่อื งท่ี 1 กลุ่มส่ิงมชี วี ติ ต่างๆในระบบนเิ วศ

กลมุ่ สิ่งมีชีวติ หมายถงึ การอยู่รว่ มกันในบริเวณแหล่งที่อยู่เดยี วกนั ของส่งิ มชี วี ิตตงั้ แต่ 2 ชนิดข้นึ ไป
ซ่ึงสิ่งมชี วี ิตนั้นหมายรวมถึง สัตว์, พชื , เหด็ รา ไปจนถงึ จลุ นิ ทรีย์ตา่ ง ๆ ต่างจากสง่ิ ไมม่ ชี วี ิต เช่น ดนิ , หนิ , นำ้ ,
อากาศ หรือสภาพแวดล้อม ซง่ึ เมือ่ รวมทง้ั สองส่วนเขา้ ดว้ ยกัน เราจะเรียกว่า ระบบนเิ วศ (Ecosystem)

อทุ ยานแหง่ ชาติกยุ บุรี เผยภาพ ววั แดง สัตว์ป่าหายากในโครงการเนือ่ งมาจากพระราชดำริ ภาพจาก thairath.co.th

ส่งิ มีชีวิตต่าง ๆ ท่อี าศัยในแหล่งท่อี ยู่หนึง่ ๆ จะมคี วามสมั พันธ์กนั ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมเพ่ือการดำรงชีวติ ของสิง่ มชี ีวิตนั้น ๆ โดยเฉพาะ
การกินกนั เป็นอาหาร จนเกิดเป็นวงจรที่มีลกั ษณะเฉพาะของแต่ละแหลง่ ทอ่ี ยู่

1. กลุม่ สงิ่ มชี ีวิตทน่ี กั เรยี นรู้จักหมายถงึ อะไร มอี ะไรบ้าง ยกตวั อยา่ ง
2. กลุ่มสง่ิ มีชวี ติ และไมม่ ีชีวิต เหมอื นหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร

40 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
เร่อื ง ระบบนเิ วศ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3

กลุม่ ส่ิงมชี ีวิตและแหล่งท่ีอยู่อาศยั

กลุ่มส่ิงมีชีวิตในขอนไม้ผุ ประกอบด้วย เห็ด, รา, ไลเคน, หนอน, แมลงต่างๆ รวมถึงสัตว์ขนาดเล็ก เช่น
ก้งิ กา่ , จ้งิ เหลน, หนู เป็นต้น

กลุ่มส่ิงมีชีวิตในบ่อน้ำ ประกอบด้วย พืชน้ำ, สาหร่าย, ลูกอ๊อด, กบ, เต่า, ปลา, ปู, กุ้ง, หอย, เป็ด และ
แมลงต่างๆ เป็นต้น

กลุ่มสง่ิ มชี ีวติ ในนาขา้ ว ไดแ้ ก่ ตน้ ขา้ ว, เพลยี้ , ต๊กั แตน, นกกระจบิ , กบ, ป,ู หนู, ปลา, งู และเหย่ยี ว เปน็ ต้น

เกร็ดความรู้

ไลเคน
สาหรา่ ยสแี ดง

41 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
เรื่อง ระบบนเิ วศ ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3

ลักษณะ ของวงจรความสมั พนั ธใ์ นแหล่งที่อยนู่ ้นั สามารถเปลยี่ นแปลงไดต้ ลอดเวลา โดยเปน็ ผลมาจาก
ปัจจัยภายนอก ทเ่ี ข้ามาเป็นตวั แปรให้ความสมั พันธข์ องกลุ่มส่งิ มชี วี ติ ในแหลง่ ท่ีอยนู่ ัน้ ๆ ตอ้ ง
เปล่ียนไป

แหล่งทอ่ี ยู่ (Habitat) หมายถงึ สถานทท่ี ่ีส่งิ มีชวี ิตอาศยั อยู่กระจัดกระจายอย่ตู ามที่ต่างๆ ทั่วไปเพื่อใช้เปน็ แหลง่ ท่ี
อยู่อาศยั หาอาหาร หลบภัยจากศัตรู ผสมพันธุ์ วางไข่ เป็นต้น แหลง่ ทีอ่ ยอู่ าศัยนม้ี ีขอบเขตที่
แน่นอน แต่อาจมขี นาดแตกต่างกัน

แหลง่ ทอ่ี ยูม่ ขี นาดเลก็ มีจำนวนชนดิ ของสิง่ มชี ีวิต (Species) น้อย จะมคี วามอ่อนไหวต่อปัจจยั
ภายนอกสงู กว่า

แหล่งทีอ่ ยทู่ ีม่ ขี นาดใหญ่ ทมี่ ีจำนวนชนิดของสิง่ มีชวี ติ มากกว่า

เตา่ มะเฟ่อื งวางไข่ กระรอกในโพรง

ฝูงปลาในทอ้ งทะเล

42 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
เร่ือง ระบบนิเวศ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3

ยกตวั อยา่ ง ระบบนเิ วศในนาข้าว ความสัมพันธ์ของสงิ่ มีชีวติ ในนาข้าวจะเปลยี่ นแปลงไปอย่างรวดเร็ว เม่อื ผ่าน
ฤดูกาลเก็บเกีย่ ว ไม่มีตน้ ขา้ วใหห้ นอนและแมลงกนิ เป็นอาหาร จำนวนแมลงกจ็ ะลดลง ไม่มนี ้ำใน
นาขา้ ว ปลาทอี่ าศัยอยู่ในนาขา้ วก็อย่ไู มไ่ ด้ แต่ในระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่กว่า เช่น ปา่ ดบิ ชนื้
ความสมั พนั ธ์ของกลุ่มส่ิงมีชีวติ จะไม่เปลย่ี นแปลงมากนัก เพราะปจั จัยภายนอกมผี ลกระทบน้อย
ต่อระบบนิเวศขนาดใหญ่

คำสำคัญ ตัวอย่างระบบนิเวศในนาข้าว

-กลุ่มส่ิงมีชวี ติ
-ไลเคน
-สาหร่ายสีแดง

43 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
เร่อื ง ระบบนเิ วศ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3

กจิ กรรมทกี่ ารเรยี นรู้ 1 สำรวจสิ่งมีชีวิตในโรงเรียน

จุดประสงค์

เพื่อให้นักเรยี นรู้แหลง่ ทีอ่ ยอู่ าศยั ของสตั ว์แตล่ ะชนิด

วัสดอุ ปุ กรณ์

-ปากกา
-สมดุ จดบนั ทกึ

คำช้แี จง

ให้นักเรียนสำรวจส่งิ มีชวี ติ สวนหย่อมภายในโรงเรียน พร้อมระบุประเภทของสตั ว์และจำนวน ใหช้ ัดเจน
โดยสรา้ งตารางดังน้ี

ประเภทของสิ่งมีชีวิต จำนวน

วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
เรื่อง ระบบนิเวศ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3

บทที่ 5 การถ่ายทอดพลังงาน

จุดประสงคข์ องบทเรยี น เมอื่ เรียนจบบทนี้แล้ว นกั เรียนจะสามารถทำสิ่งต่อไปนไี้ ด้
1. อธิบายความสัมพนั ธข์ องห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหารได้
2. อธบิ ายรปู แบบของพรี ะมดิ พลังงานในรปู แบบต่างๆได้

ตวั ช้วี ัด
1. สรา้ งแบบจำลองในการอธิบายการถา่ ยทอด พลงั งานในสายใยอาหาร
2. อธิบายความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบ
นเิ วศ
3. อธบิ ายการสะสมสารพิษในสง่ิ มชี ีวติ ในโซอ่ าหาร
4. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต และ สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ โดยไม่

วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ 45
เร่ือง ระบบนเิ วศ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3

เรื่องที่ 1 การการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ

คำสำคญั

ผผู้ ลติ
ผบู้ รโิ ภค
ผู้ย่อยสลายสารอนิ ทรีย์
โซ่อาหาร
สายใยอาหาร

ภาพ 5.1 ลำดบั ของผผู้ ลติ และผูบ้ ริโภคลำดบั สุดท้าย
ในระบบนเิ วศจะมีการถ่ายทอดพลงั งานจากสงิ่ มีชวี ติ ชนิดหนึง่ ไปยงั สง่ิ มชี ีวิตอีกชนิดหน่งึ เร่ิมตน้ จากผผู้ ลติ
ไดร้ ับพลงั งานจากแสงอาทติ ย์ มีนำ้ และคารบ์ อนไดออกไซคเ์ ปน็ วตั ถุดบิ ซง่ึ จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
พลงั งานจากดวงอาทิตย์เปลย่ี นไปอยใู่ นรูปของสารอาหาร

ทบทวนความรู้กอ่ นเรียน

เติมคำที่กำหนดใหล้ งในช่องวา่ ง (สามารถใชค้ ำซ้ำกนั ได้)
ผผู้ ลติ ผู้บริโภค

…………………………… ……………………….. …………………………………………..

46 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ

เรื่อง ระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3

กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงพลงั งานจากดวงอาทิตย์เปลยี่ นไปอยใู่ นรูปของสารอาหารและถ่ายทอดไป
ยงั ผ้บู ริโภค ซงึ่ มี 2 ลักษณะดงั น้ี

1. หว่ งโซอ่ าหาร (food chain) เป็นความสัมพันธ์ของส่ิงมชี วี ิตท่ีมีการกนิ กันเป็นทอดๆ ในแนวเดียวกัน
ทำให้เกดิ การถา่ ยทอดพลังงานของสิง่ มชี ีวติ

การเขียนโซ่อาหารทำได้โดยเขียนเป็นลูกศรระหว่างสิ่งมีชีวิตโดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกกินจะอยู่ทางซ้ายมือส่วน
ส่ิงมชี วี ติ ทถี่ ูกกนิ จะอยูท่ างขวามือ ดังภาพ 5.2

เกร็ดนา่ รู้ 5.2 ผูบ้ ริโภคประเภทต่าง

สาหร่าย

สาหร่าย (algae) เป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในกลุ่มยู ภาพสาหรา่ ย
คาริโอต (eucaryote) ส่วนใหญ่จะมีคลอโรฟิลล์
ทีเ่ ปน็ สารสี เขยี วทีใ่ ช้ในการสังเคราะห์แสง มีทั้ง
ที่เป็นเซลล์ เดียวอยู่เป็นอิสระเกาะติดกับพืชอ่ืน
หรือก้อนหิน อยู่เป็นกลุ่ม เป็นสาย จนถึงมี
โครงสร้างซับซ้อนสาหร่ายแต่ละชนิดจะมีชนิด
ของรงควัตถุ ชนิดของอาหารที่ สะสมไว้ภายใน
เซลล์ สารประกอบ ทางเคมีของผนังเซลล์
ลักษณะและตำแหน่งของอวัยวะที่ใช้ในการ
เคลอื่ นที่ (flagella) และอวัยวะสบื พันธแุ์ ตกตา่ ง
กัน

วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ 47
เรื่อง ระบบนเิ วศ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3

ยกตัวอย่างส่ิงมชี ีวิตทีเ่ ป็นสิ่งมีชีวติ กนิ พืช สงิ่ มีชีวติ กนิ สตั ว์ ส่ิงมีชวี ติ กินพชื และสัตว์และสัตว์กิน
ซากมาอย่างละ 2 ชนิด

จากภาพ 5.2 ขา้ ว เปน็ ผผู้ ลิต ต๊กั แตนเป็นผบู้ รโิ ภคอนั ดับ 1 กบ เปน็ ผ้บู ริโภคอนั ดบั 2 เหย่ียวเปน็
ผบู้ รโิ ภคอนั ดบั 3 หรือผบู้ ริโภคสูงสุด

ผผู้ ลติ สามารถดดู กลนื พลงั งานแสงจากดวงอาทติ ยม์ าใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง เพอ่ื สรา้ ง
อาหารได้

ผบู้ ริโภค ไม่สามารถสรา้ งอาหารเองได้จึงตอ้ งบริโภคสิ่งมชี ีวิตอื่นเพ่ือนำพลงั งานจากอาหารท่บี รโิ ภคมาใช้
ในการดำรงชวี ิต

ในระบบนเิ วศสิง่ มชี วี ิตในโซ่อาหารหนง่ึ อาจเกีย่ วพันกับโซ่อาหารอ่นื มากกวา่ 1 โซ่อาหาร ซึ่งจะเกิด
ความสมั พันธ์ ทซ่ี บั ซ้อน เรยี กวา่ สายใยอาหาร

ภาพ 5.3 โซ่อาหารและสายใยอาหาร

2. สายใยอาหาร (food web) ในระบบของโซ่อาหารในการถ่ายทอดจะถ่ายทอดโดยตรงจากชีวิตหนึ่ง
ไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง เนื่อง จากสิ่งมีชีวิตหนึ่งอาจกินอาหารหลายชนิด หลายระดับและเหยื่อชนิดเดียวกันก็อาจถูก
ส่งิ มชี ีวิตหลายชนิดกิน ลกั ษณะดังกล่าวได้เกดิ ความซับซอ้ นกันในระบบของโซ่อาหารซ่งึ เรยี กว่า สายใยอาหาร

48 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
เรื่อง ระบบนิเวศ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศต้องการอาหารเพื่อการดำรงชีวิตบางชนิดมีบทบาทในการสร้างอาหารบางชนิดกิน
สิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหารและบางชนิดเป็นผู้ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้เองโดยใช้
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงส่ิงมีชวี ิตกลุ่มน้ีมบี ทบาทเปน็ ผผู้ ลิต (producer) ได้แก่ พืชสาหรา่ ยและแบคทีเรีย
บางชนดิ

สิง่ มีชวี ิตบางชนดิ ไม่สามารถสรา้ งอาหารได้เองต้องกินสง่ิ มชี วี ิตอนื่ เป็นอาหารส่ิงมชี ีวิตกลุ่มนี้มีบทบาทเป็น
ผู้บริโภค (Consumer) เช่นมนุษย์สัตว์ต่าง ๆ ถ้าพิจารณาอาหารที่ผู้บริโภคกินสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคได้เป็น
ผูบ้ ริโภคทีก่ ินพืชเปน็ อาหารเรยี กวา่ สงิ่ มชี วี ิตกนิ พชื (herbivore) เชน่ วัวชา้ งผบู้ ริโภคท่ีกนิ สัตว์เป็นอาหารเรียกว่า
สิ่งมีชีวิตกนิ สัตว์ (carnivore) เช่นเสือดาวสงิ โตและผู้บริโภคทก่ี ินทั้งพืชและสตั ว์เป็นอาหารเรียกว่า ส่ิงมีชีวิตกิน
พืชและสัตว์ (Omnivore) เช่นไก่มนุษย์นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่กินเฉพาะซากสิ่งมีชีวิตเช่นแร้งเรียก
สิ่งมชี ีวิตพวกนีว้ า่ สตั วก์ ินซาก (scavenger)

ก. ส่งิ มีชวี ิตกินพืช ข. สง่ิ มีชีวติ กนิ สตั ว์

ก. ส่ิงมีชวี ติ กินพืชและสตั ว์ ก. สิง่ มีชีวติ กินซาก

ภาพ 5.4 ผู้บริโภคประเภทต่างๆ


Click to View FlipBook Version