การเปรียบเทียบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ญาณี พิมเพา รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
1 การเปรียบเทียบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ญาณี พิมเพา รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
2 ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ผู้วิจัย นางสาวญาณี พิมเพา สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ. วรัญญา ศรีบัว ครูพี่เลี้ยง นางโสภิตา ขันบุญเลื่อม อาจารย์ประจ าหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผศ. วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผศ.วรัญญา ศรีบัว) .................................................................................. กรรมการ (นางโสภิตา ขันบุญเลื่อม) .................................................................................. กรรมการ (นายณัฐพร อธิราช)
ก ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ผู้วิจัย นางสาวญาณี พิมเพา สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ. วรัญญา ศรีบัว ที่ปรึกษาร่วม นางโสภิตา ขันบุญเลื่อม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการจัดประสบการณ์กิจกรรมประกอบ อาหารประเภทปั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรม การประกอบอาหารประเภทปั้น และแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมการประกอบอาหาร ประเภทปั้นมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
ก กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจากผศ. วรัญญา ศรีบัว อาจารย์ ที่ปรึกษาหลักและคุณครูโสภิตา ขันบุญเลื่อม คุณครูที่ปรึกษาร่วมที่กรุณาให้ค าปรึกษาชี้แนะแนวทางต่างๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบคุณท่านผู้เชี่ยวชาญคุณครูโสภิตา ขันบุญเลื่อม ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี และคุณครูณัฐพร อธิราช ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ส านักงาน การศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี ที่ได้ให้ค าแนะน าปรึกษาและเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือวิจัย ให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณผู้บริหาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ผู้วิจัยรู้สึก ซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือ และช่วยเหลือให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อหา ประสิทธิภาพของเครื่องมือ และการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัยที่อยู่เบื้องหลัง ความส าเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้ก าลังใจ เพื่อรอคอยผลส าเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อน นักศึกษา สาขาการศึกษาปฐมวัยและเพื่อนร่วมรุ่นครุศาสตร์บัณฑิตทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือ และเป็นก าลังใจให้ตลอดมา คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ คุณบิดา มารดาผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป ญาณี พิมเพา
ข สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก สารบัญ ข 1 บทน า............................................................................................................................ 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา………………………………………..............…………….…… 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………….............………………. 3 สมมติฐานของการวิจัย……………………………..………………………………………………..…………..… 3 ขอบเขตของการวิจัย..........................................................................................…………....... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ..................................................................................................……….….... 4 ประโยชน์ของการวิจัย....................................................................................…………........... 5 กรอบแนวคิดของการวิจัย........................................................................................ .…………. 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................……...……..... 7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย 8 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย.......................... 19 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร...................................... 28 3 วิธีด าเนินการวิจัย…………………………………………………………………………..............…....... 41 การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง................................................................... 41 แบบแผนการทดลอง........................................................................................................... .. 41 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................... ..... 42 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.................... 42 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................... . 46 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................... ..... 46 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................. 47 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................... 50 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 50 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................... 50 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ........................................................................... 53 วัตถุประสงค์การวิจัย......................................................................................................... .... 53
ค สารบัญ (ต่อ) หน้า สมมติฐานการวิจัย............................................................................................................. .... 53 วิธีด าเนินการวิจัย....................................................................................................... ........... 53 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................................... . 54 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................... . 54 การด าเนินการทดลอง........................................................................................................... 54 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................... ....... 55 อภิปรายผลการวิจัย............................................................................................................ ... 55 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................ .......... 58 บรรณาณุกรม............................................................................................................................. . 59 ภาคผนวก............................................................................................................................. ....... 65 ภาคผนวก ก........................................................................................................................... 66 ภาคผนวก ข........................................................................................................................... 68 ภาคผนวก ค........................................................................................................................... 77 ภาคผนวก ง............................................................................................................................ 91 ประวัติย่อผู้วิจัย...................................................................................................................... 97
ง สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดของการวิจัย.......................................................................................................... 6
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................ 42 2 แสดงวันเวลาดำเนินการทดลองกิจกรรมประกอบอาหาร........................................................... 43 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้นทั้ง 3 ด้าน...................................................................... 4 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง แผนการสอนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น........................................................... 5 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัย................................................................................................................................... 6 ค่าอ านาจจ าแนกและค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กปฐมวัย............................................................................................................................ 52 51 69 73
1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ช่วงอายุ 0-6 ปี นับว่าเป็นช่วงวัยทองของพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กอันได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เนื่องจากสมองของเด็กนั้นมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กจ าเป็นต้องได้รับการส่งเสริมในการเรียนรู้ทุกด้านเพื่อให้ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เด็กควรจะได้รับการวางรากฐานให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นทักษะที่มีความส าคัญและถือเป็นสิ่งจ าเป็น ในการด ารงชีวิตประจ าวันของเด็กเป็นอย่างยิ่งทักษะหนึ่ง กล้ามเนื้อมัดเล็กถือเป็นอวัยวะที่เด็กต้องใช้ใน การประกอบกิจวัตรประจ าวัน เช่น การแปรงฟัน การใส่-ถอดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การท างาน ศิลปะการหยิบจับ รวมทั้งการขีด เขียน เป็นต้น ซึ่งถ้าเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กแก่เด็ก ให้กล้ามเนื้อ มัดเล็กกับสายตาได้ท างานร่วมกัน เพราะการประสานงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กยังไม่ดีเท่าที่ควร (Brittain. 1964; อ้างถึงใน ลลิตพรรณ ทองงาม, 2539) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความส าคัญและจ าเป็นต่อการด ารงชีวิตประจ าวัน โดยกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในการประกอบกิจวัตรประจ าวันด้วยตนเอง เช่น การใส่ - ถอด กระดุม รูดซิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ (อธิษฐาน พูลศิลป์ศักดิ์กุล, 2546: 111) และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยควรส่งเสริมให้ใช้กล้าม มัดเนื้อสายตาร่วมกับมือ เพราะการประสานงานของกล้ามเนื้อเล็กของเด็กยังไม่พร้อมเท่าที่ควร (ผลิตพรรณ ทองงาม, 2539 32 : อ้างอิงจาก Lowenfeld and Lambert Britain, 1964) การเล่นและการจัดกิจกรรมศิลปะต่าง ๆ จะเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความพร้อมทางมือ และตามากที่สุดเด็กจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน เด็กจะใช้ มือในการหยิบจับวัสดุต่าง ๆ ท าให้เข้าใจ วิธีการใช้นิ้วจับดินสอได้อย่างถูกวิธี การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ให้แข็งแรง เด็กก็พร้อมที่จะลากลีลามือซึ่งเป็นพื้นฐานส าคัญของการเขียน เพราะความคล่องแคล่วของ กล้ามเนื้อนิ้วมือมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเขียนของเด็ก ซึ่งกิจกรรมหรืออุปกรณ์ ที่ช่วยส่งเสริม การใช้กล้ามเนื้อมือกับสายตา (Eye Hand Coordination) ให้ประสานสัมพันธ์กัน ได้แก่ การร้อยลูกปัด ร้อยเชือก ร้อยดอกไม้ เย็บกระดุม รูดซิป เรียงสี เรียงไม้หนีบ ปักหมุด ดอก ตะปู เป็นต้น (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542: 22-24) ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จัดให้กับเด็กถือเป็น ประสบการณ์ตรงที่ให้เด็ก ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ใช้ประสาทสัมผัส และกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย โดยเฉพาะด้าน
2 กล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งเป็นทักษะการใช้มือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและ ตา จึงถือว่ามีความส าคัญยิ่ง (สุวิมล ตั้งสัจจพจน์, 2540: 27) เพราะมือของคนเราคือ ฐานของสมองส าหรับผู้ที่ได้รับการบริหารมือ มาตั้งแต่เด็ก ๆ จะเป็นผู้ที่มีสมองดี มีความคิดฉับไว และการฝึกฝนความคล่องแคล่วของการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเขียนของเด็ก ซึ่งสามารถฝึกฝนได้โดยการจัดกิจกรรมให้ เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก (เกียรติวรรณ อมาตยกุล. 2539: 9) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสามารถจัดผ่านกิจกรรมได้หลากหลาย กิจกรรม ประกอบอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงและเรียนรู้การท างานอย่าง เป็นกระบวนการผ่านการท าอาหาร เด็กจะได้มีโอกาสวางแผนในการจัดเตรียมวัตถุดิบที่หลากหลาย โดยเน้นการใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วมือในการลงมือปฏิบัติจริง(Supvaree 2009) จากการท ากิจกรรม ประกอบอาหารตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เหมาะสมส าหรับเด็กปฐมวัย ตลอดจนได้เรียนรู้และรู้จักอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการประกอบอาหาร การจัดกิจกรรมประกอบอาหารเป็นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ท าให้เด็ก ปฐมวัยได้เรียนรู้ผ่านการจัดประสบการณ์ รู้สึกสนุกสนาน เร้าความสนใจเป็นอย่างดี ท าให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนเองท าอยู่ในขณะนั้นและท าให้เด็กชอบ การประกอบอาหาร สร้างความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเอง การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือประกอบอาหาร ได้ มีส่วนร่วมในรายการอาหารนั้นจะส่งผลท าให้เด็กอยากกินอาหาร ไม่เบื่อหน่ายกับรายการอาหารที่จ าเจ เพราะอาหารที่เกิดจากการคิดยืดหยุ่นมีความหลากหลายยิ่งขึ้น (Pakamas, 2011) ดังนั้นการจัดกิจกรรม ประกอบอาหารส าหรับเด็กปฐมวัยสามารถท าได้หลากหลาย รูปแบบ ทั้งอาหารคาวหรือขนมอย่างง่าย ๆ ตามความสนใจของเด็ก สามารถหาวัตถุดิบในการประกอบอาหารได้ไม่ยากและไม่ท าให้เกิดอันตรายกับ เด็ก ท าให้เด็กสามารถเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจากกิจกรรมได้อย่างครบถ้วนตามพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน อีกนัยหนึ่งยังพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและจินตนาการในการตกแต่งหรือปรุงอาหาร กิจกรรมการประกอบ อาหารส าหรับเด็กปฐมวัยนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด หากได้สัมผัสและลงมือปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการจะท า ให้สามารถมองเห็นความสามารถที่เกิดขึ้นกับเด็กอย่างชัดเจน ซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน ของการประกอบอาหารจะช่วยส่งผลให้เด็กเกิดการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ ในอนาคต (อรทัย ชัยแปง และ ชไมมน ศรีสุรักษ์. 2564) จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารประเภท ปั้น จะท าให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่สูงขึ้นกว่าการจัดกิจกรรมหรือไม่อย่างไร โดยผลที่ ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยต่อไป
3 วัตถุประสงค์กำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรม และหลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น สมมติฐำนของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้นมีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่สูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ขอบเขตของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยที่มีอายุ 3-4 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ในโรงเรียนเทศบาล10 อนุบาลหนูดีมีจ านวน 89 คน 2. กลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรวิจัย เด็กชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปีที่ก าลังศึกษาชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล10 อนุบาลหนูดี สังกัดส านักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จ านวน 29 คน 3. ตัวแปรที่ศึกษำในกำรวิจัย มีดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น 3.2 ตัวแปรตาม คือ ความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 4. ระยะเวลำในกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้ เวลาการทดลองจ านวน 18 ครั้งๆ ละ 40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 6 สัปดาห์ทุกวัน พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์
4 นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กนักเรียนชาย – หญิง ที่มีอายุระหว่าง 3-4 ป ซึ่งก าลังศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นปฐมวัยปีที่1 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล10 อนุบาลหนูดี สังกัดส านัก การศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี 2. กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย โดยการจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ทั้งนี้จะต้องค านึงถึงธรรมชาติ ศักยภาพ และความแตกต่างของเด็กแต่ละคน โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การเล่น เน้นการพัฒนา เด็กแบบองค์รวม การลงมือปฏิบัติจริงและเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงามต่าง ๆ 3. กำรจัดกิจกรรมประกอบอำหำรประเภทปั้น หมายถึง การจัดให เด็กปฐมวัยได้มี ประสบการณตรงในการประกอบอาหารประเภทปั้น เช่น การปั้นข้าวเหนียว การปั้นแป้งข้าวเหนียว การปั้นแป้งข้าวเจ้า และการปั้นแป้งถั่วเขียว โดยเปิดโอกาสใหเด็กได้ใชสื่ออุปกรณ์ของจริงที่หลากหลาย เนนใหเด็กได้ใชกล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา โดยมีกระบวนการในการท า กิจกรรม 3 ขั้นตอนคือ ขั้นน า ขั้นสอน และขั้นสรุป 1. ขั้นน า (2 นาที) 1.1. ครูน าเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการสนทนา ร้องเพลงพร้อมท าท่าประกอบเพลง 1.2.ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการท ากิจกรรม 2. ขั้นสอน (30 นาที 2.1 เด็กแบ่งกลุ่มๆละ 3-5 คน โดยแบงหนาที่กันภายในกลุมก่อนเริ่มท ากิจกรรม 2.2 ครูซ้ า ย้ า ทวน ขั้นตอนการประกอบอาหารประเภทปั้น 2.3 ลงมือปฏิบัติจริงในการท าอาการประเภทปั้นโดยใชมือ นิ้วมือ หยิบจับอุปกรณ์ 2.4 ครูคอยให้ความช่วยเหลือในขณะที่เด็กท ากิจกรรม และคอยสังเกตพฤติกรรม การใช้กล้ามเนื้อเล็กมัดของเด็ก 2.5 แต่ละกลุ่มน าเสนอผลงานของตนเอง 3. ขั้นสรุป (8นาที) 3.1 เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรม โดยการใช้ค าถาม 3.2 เด็กช่วยกันท าความสะอาดและเก็บอุปกรณ์เข้าที่ 4. ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการใชมือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ 4.1 ความคล่องแคล่ว หมายถึง ความช านาญในการใชมือและนิ้วมือในการปฏิบัติกิจกรรม ประกอบอาหารประเภทปั้น
5 4.2 ความยืดหยุ่น หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวมือและนิ้วมือได้เต็มขีดจ ากัด ของการเคลื่อนไหวนั้น ๆ 4.3 ความถูกต้องและความสามารถในการควบคุม หมายถึง การใช้มือและนิ้วมือในการ หยิบ จับ ถืออุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและควบคุมการใชมือและนิ้วมือในการปฏิบัติกิจกรรมประกอบอาหาร ประเภทปั้นได้ 4.4 การประสานกัน หมายถึง การใช้นิ้วมือและมือทั้งสองข้างปฏิบัติกิจกรรมประกอบ อาหารประเภทปั้น ร่วมกันไดโดยการประสานสมพันธ์กัน 4.5 การรับรูโดยใช้การสัมผัส หมายถึง ความสามารถในการใช้มือและนิ้วมือปฏิบัติ กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้นตามขั้นตอน จากการสัมผัสพื้นผิวของอุปกรณ์ส่วนผสม เช่น เรียบ-ขรุขระ นูน – แบน ละเอียด – หยาบ นิ่ม-แข็ง เพื่อให้สามารถท างานได้เป็นอย่างซึ่งในการศึกษา ครั้งนี้สามารถวัดได้จากแบบประเมินเชิงปฏิบัติพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับประโยชน์กลุ่มตัวอย่างการวิจัย 1.1 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้นมีพัฒนาการความ สามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงขึ้น 2. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่จะน างานวิจัยไปใช้ต่อ 2.1 เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์เพื่อความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย และน าไปประยุกต์ในชีวิตประจ าวันได้ 3. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับระบบของสังคม 3.1 เด็กสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองในการปฏิบัติชีวิตประจ าวันต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานที่ดี ในการลากเส้นหรือเขียนหนังสือ
6 กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ที่มีต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กปฐมวัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม ภำพที่1 กรอบแนวคิดในกำรวิจัย การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ประเภทปั้น ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1. ความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก 2. ความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 3. ความสามารถในการควบคุมการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ที่ใช้แนวความคิดในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ชั้นอนุบาล 1 ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการ ศึกษาเอกสารต ารา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท าวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัย 1.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.2 ความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.4 พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.5 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.6 การประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.1 ความหมายของการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.2 ความส าคัญของการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.3 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.4 หลักการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.2 ความส าคัญของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมประกอบอาหาร 3.4 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.5 บทบาทของครูในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.6 ข้อเสนอแนะและข้อควรระวังในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.7 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร
8 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัย 1.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักวิชาการได้ให้ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้แตกต่างกันดังนี้ ออร์เดย์ (Audrey, 1988: 76) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามมัดเนื้อเล็ก หมายถึง ความสามารถในการใช้อวัยวะเพียงบางส่วนโดยเฉพาะมือและนิ้วในการท ากิจกรรม เช่น การตัด การเขียน ซึ่งมีหลักการท างานที่ส าคัญคือ ความสามารถในการควบคุม การประสานสัมพันธ์กันของมือ นิ้วมือและตา นิวแมน (Neuman, 1978: 26) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง กระบวนการของการใช้ประสัมพันธ์กันในการท ากิจกรรมอย่างระมัดระวัง ปนัดดา จันทวงศ์ (2549: 16) กล่าวว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นการ ควบคุมกล้ามเนื้อมือซึ่งเป็นความสามารถในการปรับตัวว่าเด็กมีการปรับตัวทักษะในการใช้มือปฏิบัติงาน ในชีวิตประจ าวันได้อย่างคล่องแคล่วอย่างมีประสิทธิภาพ อรทัย บุญเที่ยง (2555: 9-10) กล่าวว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง กระบวนการท างานที่ประสานสัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อแขน มือ นิ้วมือ และประสาทสัมผัสที่มีความ แข็งแรง ท าให้สามารถท ากิจกรรมต่างๆ และช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจ าวันได้อย่างคล่องแคล่ว และมี ประสิทธิภาพ โดยผู้วิจัยได้แบ่งความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กออกเป็น 4 ด้าน คือด้านความ แข็งแรง ด้านความคล่องแคล่ว ด้านความยืดหยุ่น และด้านการประสานสัมพันธ์ของมือและตา กฤษณา รักนุช (2560: 25) กล่าวว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับ เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ให้ท างานประสานสัมพันธ์กับตาให้สามารถท า กิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ จากความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการท างานที่ละเอียดซึ่งไม่ต้อง อาศัยการเคลื่อนที่ของร่างกาย แต่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ แขน ไหล่ให้ท างาน ประสานสัมพันธ์กับสายตาโดยผ่านระบบประสาททางกล้ามเนื้อเพื่อท ากิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ การปั้น ท าให้สามารถท างานได้เป็นอย่างดี
9 1.2 ความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักวิชาการได้ให้ความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กไว้แตกต่างกันดังนี้ เยาวพา เดชะคุป (2528: 123; อ้างถึงใน กฤษณา รักนุช. 2560: 25) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ ระหว่างกล้ามเนื้อมือ และสายตามีความจ าเป็นและส าคัญยิงต่อการเขียนเด็กสามารถเขียนสิ่งใดได้ก็ ต่อเมื่อมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือและสายตาท างานสัมพันธ์กนได้ดีซึ่งความสามารถดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะน าไปสู่การเขียนมิได้หมายถึง การเขียนตัวอักษรตามความหมายของผู้ใหญ่ เท่านั้นแต่การที่เด็กสามารถบังคับควบคุมการท างานของกล้ามเนื้อและสายตาให้ขีดเขี่ยนเส้นไปมาใน ลักษณะต่างๆได้ คือเป็นความสามารถขั้นเริ่มต้นที่น าไปสู่การเขียนที่แท้จริง กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 101; อ้างถึงใน ผกากานต์ น้อยเนียม. 2556: 10) กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือที่มีความส าคัญต่อเด็กมากเพราะ เด็กต้องใช้มือในการท ากิจกรรมที่ส าคัญ ได้แก่ การเขียนหนังสือ การจัดกระปาหยิบจับ การปั้น การตกแต่งสิ่งต่างๆ ผกากานต์ น้อยเนียม (2556: 10) กล่าวว่าความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีความส าคัญอย่างยิ่งต่อเด็ก กล่าวคือ กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็น อวัยวะที่ส าคัญ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อตา มือ นิ้วมือ และแขนที่สัมพันธ์กัน ช่วยในการพัฒนาการ ของการรับรู้และสติปัญญาที่ว่องไว และสามารถ ท ากิจวัตรประจ าวันได้คล่องแคล่ว ตลอดจนพื้นฐาน ความสามารถในการเขียนของเด็กต่อไป จากความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กส าคัญอย่างยิ่งส าหรับเด็กปฐมวัย เพราะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้สิ่ง ต่างๆที่อยู่รอบตัว ช่วยการดูแลตัวเองในการปฏิบัติชีวิตประจ าวันต่างๆ และเป็นพื้นฐานที่ดีในการลากเส้น หรือเขียนหนังสือ 1.3 ทฤษฏีที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ทฤษฎีพัฒนาการของ กีเซลล์ (Gesell. 1940: 17) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการได้กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กสามารถ แบ่งออกเป็นระยะและมีขั้นตอนพัฒนาการ กล้ามเนื้อมัดเล็กนั้นมีความส าคัญแก่ชีวิตเพราะเป็นรากฐานของบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความ พร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อมกระดูก และประสาทต่างๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียง ส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง โดยที่กีเซลได้แบ่งพัฒนาการ ของเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor behavior) เป็นความสามารถของร่างกายที่ ครอบคลุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive behavior) เป็นความสามารถในการประสานงาน ระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก (Motor sensory coordination) เช่น การประสานงาน
10 ระหว่างตากับมือ (Eye-Hand coordination) ซึ่งดูได้จากความสามารถในการใช้มือของเด็ก เช่นในการ ตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก์ การสั่นกระดิ่ง การแกว่งก าไล ฯลฯ ฉะนั้นพฤติกรรมด้านการ ปรับตัว จึงสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language behavior) ประกอบด้วยวิธีการสื่อสารทุกชนิด เช่น การแสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง การเคลื่อนไหวท่าทางของร่างกาย ความสามารถในการเปล่งเสียง และภาษาพูด การเข้าใจในการสื่อสารกับผู้อื่น 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (Personal-Social behavior) เป็นความ สามารถในการปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคล และบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อมและสภาพความเป็น จริง นับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยความเจริญของสมองและระบบการเคลื่อนไหว ประกอบในส่วนที่ เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กีเซลพบว่าก่อนที่คนเราจะท า อะไรง่ายๆ เช่น หยิบ อาหารใส่ปากได้นั้น มีการเรียนรู้หลายชั้น ชั้นแรกทารกใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้ว ติดกัน กับฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ๆ นมือ ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจกลาง มือแล้วใช้หัวแม่มือค่อยๆเลื่อนมา จับ ขั้นสุดท้ายคือการหยิบของด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซลได้ตั้งข้อสังเกตว่าการ ควบคุมปฏิบัติการแห่งกล้ามเนื้อของคนเรามีพัฒนาการ เริ่มจากศีรษะจรดเท้า เรียกว่า Cephalo-Caudal Sequence คือ หันศีรษะได้ก่อนซันคอ แล้วจึงคว้า คืบ นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่งตามล าดับ ส่วนพัฒนาการการควบคุมปฏิบัติการกล้ามเนื้อเริ่มจากใกล้ ล่าตัวก่อน เรียกว่า Proximodisyal Sequence เช่น แขนขาทารกบังคับการเคลื่อนไหวแกว่งแขน ขาได้ก่อนมือและเท้า เด็กใช้แขนคล่องก่อน มือ และใช้มือคล่องก่อนนิ้ว ดังนั้นเด็กเล็กๆเมื่อต้องการ จับอะไรจะผวาไปทั้งตัว ต่อมาจะยื่นออกไปเฉพาะ แขนแล้วจึงใช้มือและนิ้วดังกล่าว ถ้าจะให้เด็กเล็กๆ เขียนหนังสือมักจะได้ตัวใดเพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้ คล่องได้แต่วาดแขนไปกว้างๆ ต่อมาเมื่อบังคับกล้ามเนื้อมือ บรรลุวุฒิภาวะแล้วจึงสามารถเขียนตัวเล็กๆ ได้เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อ มือ และนิ้วได้ จากการศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสรุปได้ว่าเด็ก จะมีพัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เริ่มจากการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ คือ กล้ามเนื้อใหญ่ก่อนแล้วจึงค่อยๆพัฒนามาเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นไปตามล าดับชั้นตอนของ การพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 1.4 พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงพัฒนาการความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้แตกต่างกัน ดังนี้ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2535: 117-129; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 70) ได้สรุปพัฒนาการด้านความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กวัยต่างๆ ไว้ ดังนี้ 1. อายุ 3 ขวบ
11 1.1 ต่อก้อนไม่ได้สูง 9 ก้อน 1.2 ต่อก้อนไม้เป็นรูปสะพานได้ 1.3 หยิบลูกกวาดใส่ขวดได้ 10 เม็ด ในเวลา 30 วินาที 1.4 เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ 1.5 เขียนรูปกากบาทได้ 1.6 จัดรูปเหลี่ยมใส่ช่องท าได้ถูกตามแบบ 1.7 กินอาหารได้เองโดยไม่หกเลอะเทอะ 1.8 รินน้ าจากเหยือกได้ 1.9 ใส่รองเท้าได้เอง 1.10 ใส่เสื้อที่ไม่มีกระดุมได้ 2. อายุ 4 ขวบ 2.1 เลียนแบบวางก้อนไม้เป็นรูปประตูได้ 2.2 วาดรูปคนมีส่วนส าคัญ 2 ส่วน 2.3 วาดรูปกากบาท 2.4 พับกระดาษได้ 3 ทบ (ตามแบบ) 2.5 ล้างหน้า ล้างมือ และแปรงฟันได้เอง 2.6 ใส่เสื้อผ้าและถอดได้เอง เฉพาะชั้นนอก จันทร์เพ็ญ ศรีมันตะ (2531: 70 - 81; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 71) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ดังนี้ เด็กอายุ 3 ปี สามารถหยิบเศษผงโดยปิดตาข้างหนึ่งได้ ติดกระดาษด้วยกรรไกรได้ รางบล็อก 3 ชิ้น เป็นสะพานได้ ควบคุมดินสอให้อยู่ระหว่างหัวแม่มือและนิ้วมืออีกสองนิ้วได้เขียนวงกลม ทับตามแบบและอักษรได้ วาดรูปคนโดยมีศีรษะและอาจมีส่วนอื่นของร่างกายอีกสองอย่าง เด็กอายุ 4 ปี สามารถปิดตาข้างเดียวหยิบและวางเศษผงหรือวัสดุเล็กๆไว้ที่เดิมได้ ร้อยลูกปัดได้ แต่ยังร้อยรูเข็มไม่ได้ ต่อบล็อกเป็นหอคอยสูง 10 ชั้นได้ จัดบล็อก 6 อัน เรียงเป็นบันได 3 ชั้นได้ กดหัวแม่มือลงบนนิ้วแต่ละนิ้วได้ตามตัวอย่าง จับดินสอได้อย่างเด็กโต เขียนทับ กากบาทและเขียนตัวหนังสือที่ง่ายๆ บางตัว เช่น ง บ ป ได้วาดรูปคนมีศีรษะและขาอาจจะมี แขน และล าตัวด้วย เด็กอายุ 5 ปี สามารถร้อยเข็มได้ น าบล็อกมาเรียงเป็นขั้นบันได 3 - 4 ขั้น เขียนทับรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส ต่อมารูปสี่เหลี่ยม และตัวอักษรบางตัวได้ อักษรบางตัวเขียนได้โดยไม่ต้องมีคนบอกวาดรูป คนโดยเริ่มต้นที่ล าตัวก่อนแล้วจึงวาดศีรษะ แขน ขาและหน้าตา และยังวาดบ้านพร้อมหลังคามีหน้าต่าง ประตู ปล่องไฟได้ด้วยการระบายสีภาพด้วยความระมัดระวัง
12 คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2536: 38 – 40; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 71-72) กล่าวถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ดังนี้ 1. วัย 3- 4 ปี 1.1 ต่อแท่งไม้ลูกบาศก์ได้ 9-10 ก้อน 1.2 วาดรูป วงกลมสามเหลี่ยมและ สีเหลี่ยมลงในแผ่น 1.3 ใช้ค้อนตอกตะปูบนไม้หรือตอกหมุดไม้ลงในช่องแบบ 5-6 ตัว ไม้ตามมุมได้ 1.4 หมุนเปิด ปิดฝาเกลียวที่มีขนาดใหญ่ 1 นิ้ว 1.5 การวาดภาพรู้จักลงน้ าหนัก เส้นที่ลากดีขึ้น เขียนรูปหัวและตัวหรืออาจ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และเขียนรูปกางเกงตามแบบได้ 1.6 รู้จักพับกระดาษ 1.7 ไขลานของเล่นได้ 1.8 ร้อยลูกปัดขนาดเล็ก ½ นิ้วได้อย่างน้อย 5 เม็ด 1.9 หยิบเข็มกลัดยาว 2 เซนติเมตร ได้โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ 1.10 คัดแยกวัตถุที่ไม่เหมือนกับของในกองออกได้ 1.11 รู้จักแต่งตัวใส่ ถอดเสื้อผ้าได้เอง 1.12 สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นเส้นยาวๆได้ 1.13 ต่อภาพตัดต่อ 4-5 ชิ้นเข้าด้วยกันลงในกรอบได้ 1.14 ปั้นดินน้ ามันแล้วคลึงเป็นเส้นยาว ปั้นเป็นรูปกลมแล้วแผ่เป็นแผ่นกลม 1.15 จับดินสอได้ถูกต้อง 1.16 เลียนแบบเขียนเส้นต่าง ๆ ได้ เช่น 1.17 เลียนแบบเขียนรูป x และรูปฟันปลา 1.18 ระบายสีได้โดยออกนอกเส้นขอบรูปไม่เกิน 1 – 2 เซนติเมตร 2. วัย 4- 5 ปี 2.1 เสียบคลิปลงบนกระดาษ 2.2 จับดินสอด้วยนิ้วมือในท่าทางที่ถูกต้อง 2.3 พับกระดาษซ้อนกัน 3 ทบได้ และใช้นิ้วรีดตามรอย 2.4 ประกอบภาพตัดต่อ 6-10 ชิ้นลงในกรอบ พับ 2.5 มีความคล่องในการใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นรูป 2.6 ปั้นดินน้ ามันเป็นรูปร่างหยาบๆ ที่ผู้อื่นอาจไม่เข้าใจความหมาย 2.7 เขียนรูปมีหัว มีตัว มีส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ส าคัญได้ 2.8 เขียนรูป หรือ ตามแบบได้
13 2.9 สามารถเขียนเส้น (ส้นตามรอยประ) 2.10 วาดรูปแบบบ้านง่ายๆ 2.11 ระบายสีรูปทรงและแบบอิสระง่ายๆ ที่มีขนาดใหญ่ภายในขอบรูป 2.12 สามารถพับนิ้วมือของตนเอง เอาขึ้นหรือหดลงทีละนิ้ว 2.13 สามารถกะขนาดรูปร่างของสิ่งของรู้ว่าอะไรเล็ก หรือใหญ่ อธิษฐาน พลศิลป์ศักดิ์กุล (2546: 110 – 114; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 71) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาตามวุฒิภาวะ ของสมองที่เป็นไปตามวัย โดยการพัฒนาจากต้นแขนไปสู่ปลายแขนหรือจากต้นไปสู่ปลาย สรุปได้ว่า พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย จะพัฒนาการ อย่างมีระบบตามช่วงอายุของเด็ก โดยจะเริ่มพัฒนาจากต้นแขนไปสู่ปลายแขน ซึ่งความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กควบคู่ไปกับกล้ามเนื้อใหญ่และระดับสติปัญญาตามวุฒิภาวะของสมองที่เป็นไปตามวัย 1.5 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก นักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมมส่งเสริมความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กดังนี้ แฮมมอนด์ (Hammond. 1967; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 72-73) สรุป เกี่ยวกับกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ดังนี้ 1. การปั้น (Modeling) เป็นกิจกรรมเด็กได้มีโอกาสใช้มือ ขา ทุบ บีบ คลังวัสดุ ประเภท ดินเหนียว แป้ง หรือ ดินน้ ามัน ฯลฯ ท าให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และความสัมพันธ์ ระหว่างนิ้วมือ สายตา สร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส 2. การประดิษฐ์ต่างๆ (Pasting) เป็นกิจกรรมที่ท าให้เด็กได้สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างมือ-ตา และพัฒนา กรเคลื่อนไหวต่างๆ จากการประดิษฐ์ต่างๆ เช่น ประดิษฐ์ตุ๊กตาจาก เศษผ้า ถุงกระดาษ ไหมพรม เป็นต้น 3. การฉีก ตัด ปะ (Cutting and Tearing) กิจกรรมนี้เป็นการฝึกควบคุมกล้ามเนื้อมือ และตาของเด็กได้อย่างดี จากการที่เด็กได้มีโอกาสได้จับกรรไกเพื่อตัดกระดาษหรือการฉีก 4. การระบายสี (Painting) เป็นกิจกรรมที่ให้โอกาสเคลื่อนไหวอย่างอิสระจากการระบายสี หรือการลากเส้นเป็นรูปต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกเด็กให้มีสมาธิในการท างานอีกด้วย 5. การวาดภาพด้วยนิ้วมือ (Finger Paint) เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนา กล้ามเนื้อเล็กจากอวัยวะต่างๆ เช่น นิ้วมือ แขน ฝ่ามือในการวาดภาพ 6. การเล่นบล็อก (Blocks) กิจกรรมการเล่นบล็อกเป็นรูปต่างๆ ตามความคิดของเด็กช่วย ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือการใช้มือหยิบจับบล็อกไม้
14 ฟีชเชอร์ และเทอร์รี่ (Fisher & Terry. 1997: 284; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 73) กล่าวถึงการจัดประสบการณ์ให้แก่ เด็กเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กก่อนที่จะเรียนเขียนไว้ ดังนี้ 1. การวาดรูประบายสี จัดที่ให้วาดบนพื้นหรือบนกระดานที่ใช้ขาตั้ง เส้นต่างๆ ที่เด็ก ต้องใช้ในการเขียนอักษร เช่น เส้นตรง วงกลม หรือเส้นพื้นฐานต่างๆ จะพบได้จากการวาด ของเด็ก 2. การออกแบบให้เด็กได้ออกแบบเอง เช่น ลวดลายที่ขอบรูปภาพของจุลสารที่ห่อหนังสือ รูปทรงของถุงกระดาษใส่ถั่ว ความคิดในการออกแบบของเด็กจะมาจากลีลาเส้นและอื่นๆ 3. ถาดทรายท าได้ง่ายและเด็กๆ จะรู้สึกสนุกสนานมากในการใช้นิ้ววาดเส้น 4. ระบายสีด้วยนิ้วมือ กุลยา ตันดิผลาชีวะ (2547: 103; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 73-74) ได้กล่าวถึงกิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อฝึก การท างานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะการใช้มือเนื่องจาก การกระตุ้นจากปลายกล้ามเนื้อเล็กจะส่งผลต่อไปยังใย ประสาทท าให้เพิ่มความเจริญงอกงาม ของใยประสาทซึ่งมีหลายกิจกรรมดังนี้ 1. กิจกรรมการปั้น 2. กิจกรรมการฉีกกระดาษการตัดการปะติดกระดาษบนภาพ 3. การวาดภาพระบายสี 4. การพับเป็นกิจกรรมเพิ่มความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อนิ้วมือข้อมือและการใช้ สายตาให้สัมพันธ์กับมือการพับแต่ละอายุต่างกันซึ่งความสามารถแตกต่างตามวัย ดังนี้ เด็กอายุ 4-5 ปี 4.1 พับกระดาษซ้อนกัน 3 ทบได้ 4.2 ใช้นิ้วรีดรอยพับได้ 4.3 พับเป็นรูปร่างอย่างง่ายได้ เช่น จรวดเรือส าปั้น 5. การฝึกความคล่องของกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นกิจกรรมที่ฝึกการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ดังนั้นอาจสรุปได้ว่าการส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กนั้นสามารถท าได้ โดยการส่งเสริมให้เด็กใช้มือหยิบจับสัมผัสกับวัตถุสื่ออุปกรณ์ที่หลากหลายและให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะในการ ท ากิจกรรมต่างๆ ที่พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อฝึกการท างานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ เช่น การวาดภาพระบายสี การติด การฉีก ตัดปะพับกระดาษ การปั้น การร้อย การประดิษฐ์ 1.6 การประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก นักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการประเมินความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้แตกต่างกัน ดังนี้
15 แมคคาฟีและลีออง (Mcafee & Leong. 1994: 240; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 74-75) ได้กล่าวถึงการประเมินการด้าน กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ควรสังเกตลักษณะต่างๆ ต่อไปนี้ 1. ความคล่องแคล่ว (Dexterity) โดยดูที่ระดับความช านาญในการใช้มือและนิ้วเด็ก ควรจะสามารถใช้นิ้วได้อย่างคล่องแคล่วมือข้างใดข้างหนึ่งหรือนิ้วข้างใดข้างหนึ่งอาจจะมีความคล่องแคล่ว มากกว่าอีกข้างหนึ่งหรือนิ้วอื่นๆ 2. ความยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการเคลื่อนไหวนิ้วและมือได้เต็ม ขีดจ ากัดของการเคลื่อนไหวนั้นๆ นิ้วและมือควรจะเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วไม่แข็งที่อ 3. ความถูกต้องและความสามารถในการควบคุม ( Precision and Control) เด็กควรจะ สามารถควบคุมการใช้กล้ามเนื้อนิ้ว และมือได้ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ที่ก าหนดให้ เช่นการระบายสี ในภาพใหญ่และการระบายสีในภาพเล็ก เป็นต้น 4. การประสานกัน (Coordination) การใช้กล้ามเนื้อมือทั้งสองและนิ้วควรมี การประสาน สัมพันธ์กัน เช่น ในการตัดกระดาษ มือข้างที่ถือกระดาษและมือข้างที่ถือกรรไกร ควรท างานประสานกัน 5. การรวมกันของการรับรู้ด้านประสาทสัมผัส (Sensory Perceptual Integration) เป็นการ ประสานกันระหว่างการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสและการใช้กล้ามมัดเนื้อเล็ก เช่น การตัด รูปภาพ การวาด รูปตามแบบ การวาดรูปตามรอยปะ เป็นต้นในการประเมินผลพัฒนาการ ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัย ขนาดของอุปกรณ์ที่เด็กใช้มีผลอย่างมากต่อระดับ ความยากง่ายในการประสานกันของ กล้ามเนื้อเล็ก เช่น การร้อยลูกปัดที่มีขนาดเล็ก การตัดตาม แนวเส้นที่ก าหนด การลากเส้นโดยเสรี เป็นต้น นภเนตร ธรรมบวร (2540: 84 - 85; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 75) ได้กล่าวถึง วิธีการประเมินผลพัฒนาการด้าน การใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยสามารถท าได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. การสังเกตโดยสังเกตทักษะด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กในขณะที่เด็กท ากิจกรรม ต่างๆ เช่น การวาดภาพ การปั้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด การต่อไม้บล็อก การต่อภาพ ตัวต่อ การเททรายใส่ ขวด เป็นต้น 2. การใช้แฟ้มผลงานเด็กโดยประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและ ประสาท สัมผัสของเด็กจากผลงานของเด็กเช่น การวาดรูประบายสี การวาดภาพตามแบบ การติกระดุม การรูดซิป การผูกเชือกรองเท้า การร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดตามแนวเส้น ที่ก าหนด เป็นต้น 3. การสัมภาษณ์ผู้ปกครองเกี่ยวกับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็กที่บ้าน เช่น การแต่งตัว การติดกระดุม การใส่และถอดรองเท้า การใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร เป็นต้น 4. การใช้แบบทดสอบชนิดต่างๆ ซึ่งมีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเองและแบบทดสอบ มาตรฐาน แบบทดสอบที่ใช้ประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมผัส ส่วนมากจะเป็น แบบทดสอบที่ให้เด็กลากเส้นชนิดต่างๆ หรือวาดรูปตามแบบการประเมินพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของ
16 เด็กปฐมวัยเป็นการประเมินที่ครอบคลุมทั้งพัฒนาการด้าน ความสามารถในการใช้มือนิ้วมือและการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาโดยใช้วิธี การประเมินที่หลากหลายคือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การ สะสมผลงานและการใช้แบบทดสอบ ซึ่งในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ควรใช้วิธีการประเมินที่ ด าเนินควบคู่ไปกับการจัด กิจกรรมเป็นการประเมินผลตามสภาพจริง เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการและ ความก้าวหน้าที่แท้จริงของเด็กเพื่อน าผลไปเป็นข้อมูลในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับการพัฒนาเด็ก ต่อไป มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (2550: 179; อ้างถึงใน วรางคณา เครือพิลา. 2558: 76) กล่าวว่า ในการวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการบังคับควบคุมกล้ามเนื้อมือในการ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ต้องวัดหลายๆ ด้าน ดังนี้ 1. ความสามารถในการวาดเส้นได้ตามทิศทางที่ก าหนด สามารถควบคุมมือและ สายตา ให้ประสานกันจนสามารถปฏิบัติงานได้ 2. การพับกระดาษให้ดูการวางมุมตรงกันหรือไม่ การกรีด รอยพับ เรียบร้อย ไม่ฉีก ไม่ขาดยู่ยี่ 3. การระบายสี ให้ดูความเรียบร้อย ความเรียบ สม่ าเสมอ และการระบายสี ตามขอบเขต ไม่เกินเลย ปะปนกัน 4. การพิมพ์ให้ดูความสม่ าเสมอของการกดแม่พิมพ์ ระวังไม่ให้เลอะเทอะ 5. งานฉีก เช่น ฉีกเป็นรูปคน รูปสัตว์ ให้ดูเค้าโครงที่สื่อความหมายได้ 6. งานติดปะ ให้ดูว่าเมื่อก าหนดขอบเขตรูปทรงต่างๆ แล้ว เด็กปะกระดาษได้ตาม ขอบเขตเพียงใด ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยน าแนวคิดของ แมคคาฟี และลีออง (Mcafee & Leong. 1994) มาประยุกต์ในการประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กดังนี้ 1) ความคล่องแคล่ว (Dexterity) 2) ความยืดหยุ่น(Flexibility) 3) ความถูกต้องความสามารถใการควบคุม (Precision and Control) 4)การประสานกัน (Coordination) โดยสังเกตความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในขณะที่เด็กท า กิจกรรมตามแนวคิดของ นภเนตร ธรรมบวร (2540: 84-85) จากการปั้น 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก งานวิจัยต่างประเทศ เพนนิงตัน (Pennington. 2002 p.31) ได้ศึกษาความแตกต่างของความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่มีเพศต่างกันในเวอร์เนียตะวันตก กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เด็กชาย 21 คน เด็กหญิง 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ของ เด็กชายและเด็กหญิงในวัยอนุบาลไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ
17 แมคอาฟี และลีออง (Mcafee, O& DLeong, 2004) ได้ศึกษาผลของการเล่นทาง การศึกษาที่มีต่อทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กในเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เด็กอายุ 4-6 ปี ในประเทศอิหร่าน จ านวน 60 คน ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมการเล่นทางการศึกษามีผลต่อพัฒนาการ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างมือซ้ายและขวา การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา รวมทั้งความรวดเร็วและคล่องแคล่วในการใช้มือ Hilgard (1932 อ้างถึงใน พรรณี ช.เจนจิต, 2545) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องความพร้อม พบว่า เด็กที่มีอายุมากกว่ามีวุฒิภาวะมากกว่าจะเขียนรูปได้เร็วและง่ายกว่าเด็กที่มีอายุน้อย จากการทดลอง กับเด็กกลุ่มหนึ่งอายุประมาณ 2 - 3 ขวบ โดยการฝึกให้ติดกระดุม ปืนบันไดและการใช้กรรไกรเป็นเวลา 12 อาทิตย์ เปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฝึก ให้ท ากิจกรรมต่าง ๆ ดังกลุ่มทดลอง เด็กกลุ่ม อายุแก่กว่าเด็กกลุ่มแรก 3 เดือน ผลปรากฏว่าหลังการฝึกหัด 12 อาทิตย์ เด็กใน กลุ่มทดลองสามารถท ากิจกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม หลังจากนั้น กลุ่มควบคุมได้รับการแนะน าให้ ท ากิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นภายในเวลา 1 อาทิตย์ ผลปรากฏว่าเด็กกลุ่มนี้ท าได้ดีเท่ากับเด็กกลุ่ม แรกซึ่งได้รับการฝึกหัดมาเป็นเวลา 3 เดือน ผลจากการทดลองนี้ สรุปได้ว่าเด็กอายุมากกว่าใช้เวลาในการ ฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กน้อยกว่าเด็กที่มีอายุน้อย Dennis (1941 อ้างถึงใน เมศรี สมบูรณ์, 2546) ได้ท าการทดลองเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ โดยใช้ฝาแฝดเทียม (Fraternal Twins) น ามาเลี้ยงโดยแยกเด็กไว้และไม่ให้ฝึกหัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ เล็กจนกระทั่งอายุ 9 เดือนเมื่อมาเปรียบเทียบกับเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบธรรมดาปรากฏว่ามีพัฒนาการ ทางกล้ามเนื้อคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้พบว่าการตอบสนองธรรมดาๆ เด็กสามารถท าได้ด้วยตนเอง ไม่ต้อง มีการเห็นการสอนหรือการเลียนแบบการตอบสนอง ในปีแรกเป็นไปด้วยตนเองทั้งสิ้นและเมื่ออายุ 2 ขวบ ขึ้นไป การตอบสนองต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเด็กเอง โดยเฉพาะแต่อย่างเดียวแต่จะขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพราะเด็กได้ เรียนรู้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเพิ่มขึ้น เชลเด็น (อ้างถึงใน รวิพร ผาด่าน, 2557, น.21) ได้ศึกษาถึงความแม่นย าในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กและการสังเกตพฤติกรรมการท างานระหว่างกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนที่เป็นอัมพาตไม่ สามารถเดินได้กับเด็กปกติโดยนักเรียนที่เป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้ต้องประสบกับความยากล าบาก มากกว่านักเรียนที่มีร่างกายและสภาพแวดล้อมทางการศึกษาปกติ เช่น มีข้อจ ากัด ด้านการเขียน การท า กิจกรรมในห้องเรียนทั้งนี้ได้มีมาตรฐานในการทดสอบทักษะต่างๆ ด้านการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อหา ระดับมาตรฐานของสติปัญญาที่เด็กต้องเกิดทักษะในการเรียนรู้ที่จ าเป็น ส าหรับเด็กการวิเคราะห์ผล ด้านการท างานของกล้ามเนื้อมัดเล็กโดยท าการวัดซ้ าหลายๆ ครั้งผลปรากฏว่าการท างานของกล้ามเนื้อ มัดเล็กและพฤติกรรมในการท างานทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะส าคัญ ทางสถิติ
18 งานวิจัยในประเทศ รวิพร ผาด่าน (2557: 60) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ การอีก ตัด ปะ เศษวัสดุ มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หลังการทดลองอยู่ในระดับดี ซึ่งสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นันท์นภัส ชูเกียรติวัฒนกุล (2559: 44) ได้ท าการศึกษาการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้ กิจกรรมท าขนนมไทย ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินความ เหมาะสมของแผนการจัดประสบการณ์ท าขนมไทย พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.1 ในภาพรวมค่าเฉลี่ยความ เหมาะสม อยู่ในระดับดีมาก 2) ผลการเปรียบเทียบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ระหว่างก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมท าขนมไทย พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 และ 7.46 ตามล าดับ มีค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.864 และ 1.875 ตามล าดับ แสดงว่า ค่าเฉลี่ย ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ท าขนมไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01โดยค่าเฉลี่ยของพัฒนาการด้าน กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการจัดกิจกรรมท าขนมไทย สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมท าขนมไทยที่ 3.39 คะแนน วันวิสา นันตมาศ (2561: 6)ได้ท าการศึกษาการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อเล็กที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดดอนยอ โดยการปั้นดินน้ ามันผลการวิจัย พบว่า พบว่าการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 จากการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยการปั้นดินน้ ามัน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นผลงานและการเขียนที่สวยงามขึ้น อีกทั้งยังแสดงความคิด สร้างสรรค์ผ่าน ผลงานได้ดียิ่งขึ้นด้วยแผนการจัดประสบการณ์อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (X = 4.80, S.D. = 0.45) และแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีค่าความสอดคล้อง (IOC) ผ่านเกณฑ์ทุกข้อซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.80 และ 1.00 ธิบดี พุ่มทับทิม (2561: 1) ได้ท าการศึกษาการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดโสมมนัส โดยใช้กิจกรรมการเล่นมุมน้ า ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดโสมนัส มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอยู่ในระดับดี 2) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังจากการจัดกิจกรรมการเงินบุบน้ าของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 โรงเรียนวัดโดเมนิล ขึ้นกว่าก่อนจัดกิจกรรมทุกคน วิไล กระจับเงิน (2562: 2) ได้ท าการศึกษาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ า เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กหรับเด็กปฐมวัย ปี 1 การศึกษาพบว่า 1) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ ามีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.03/84.47 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 2) การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ส าหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล ปีที่ 1 ผลที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ด้วย การปั้น มีคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม 3) ดัชนีประสิทธิภาพของการ
19 จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการปั้นนูนต่ า เฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 0.6550 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 65.50 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์ 2.1 ความหมายของการจัดประสบการณ์ นักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความหมายของการจัดประสบการณ์ไว้ ดังนี้ กู๊ด (Good. 1959: 214) กล่าวว่า ประสบการณ์คือกระบวนการในการได้รับความรู้ ทักษะ หรือเกิดทักษะ โดยการกระท าหรอการเห็นสิ่งต่าง ๆ หรือกระบวนการของจิตส านึกในการรับรู้ถึง ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ โดยการมีส่วนร่วมในการกระท าสิ่งต่าง ๆ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2526: 194) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์ หมายถึง การจัดสิ่งแวดรอบตัวเด็ก การจัดวัสดุอุปกรณ์ สื่อจ าลองและสื่ออื่นๆ ที่มีลักษณะ และคุณสมบัติเหมาะสม อันจะเป็นสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เด็กท ากิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นและเกิดประสบการณ์ ต่าง ๆ ตามจุดมุ่งหมาย ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2530: 58) ได้ให้ความหมายของ การจัดประสบการณ์ไว้ว่า หมายถึง การจัดกิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์และ สภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนให้กับเด็กปฐมวัยให้ได้รับประสบการณ์ตรงจากการ เล่น การลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะท าให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี และเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ครบทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา โดยมิใช่มุ่งให้อ่านเขียนแต่ปูพื้นฐานหรือ พัฒนาทักษะที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้ ญาณิศา บุญพิมพ์ (2552: 26) ได้ให้ความหมายของการจัดประสบการณ์ไว้ คือ การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอกห้องเรียน สื่อและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โดยให้เด็กได้มีส่วนร่วม ในการกระท าและลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่ทางด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา ได้อย่างเหมาะสมตามวัย พร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับต่อไป วิริยา บาลต าบล (2552: 9) ได้ให้ความหมายของการจัดประสบการณ์ไว้ว่าการจัด ประสบการณ์เป็นการจัดกิจกรรม สื่อวัสดุอุปกรณ์ จัดเตรียมสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียน โดยค านึงถึงวัยและ ความสามารถของเด็กแต่ละคนเพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงเกิดทักษะการเรียนรู้ ด้วยการลง มือปฏิบัติผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า และเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จากความหมายของการจัดประสบการณ์ที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์ หมายถึง การจัดระบบประสบการณ์ที่เด็กควรได้รับ ที่เน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ลงมือ กระท าและได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง เพื่อเป็นการปูพื้นฐานหรือพัฒนาทักษะที่จ าเป็น
20 2.2 ความส าคัญของการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยนั้นมีความส าคัญ ดังนี้ คือ ส านักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ (2528: 2-3) ได้ให้ความหมายของการจัดประสบการณ์ไว้ว่า หากจะเทียบกับ ระดับประถมศึกษา การจัดประสบการณ์ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กนั่นเอง การที่ไม่ใช้ ค าว่า“การจัดการเรียนการสอน” ดังเช่นระดับ ประถมศึกษาเพื่อมาจากรูไม่ได้เป็นแลก ดังนั้นการจัด ประสบการณ์ หมายถึง การ จัดกิจกรรมโดยยึดแนวการจัดประสบการณ์หรือหลักสูตร เพื่อให้เด็กได้พัฒนา ตามวัยครบทั้ง 4 ด้าน 34 ซึ่งได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยมิได้มุ่งจะให้ อ่านออกเขียนได้ เช่น ในระดับประถมศึกษา แต่เป็นการปูพื้นฐานให้โดยค านึงถึงความสามารถของเด็ก เป็นหลัก และเนื่องจากเด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์ตรง ฉะนั้นการจัดประสบการณ์ที่ดี ควรให้เด็ก ได้มีการลงมือท าด้วยตนเอง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นิตยา ประพฤติกิจ (2539) ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมประกอบอาหารมีส่วนช่วยให้เด็ก เรียนรู้ ในด้านต่าง ๆ ไว้ดังนี้ 1. ภาษา เด็กได้อภิปรายเกี่ยวกับการวางแผนร่วมกัน ได้ฟัง และปฏิบัติตามวิธีท า ได้เรียนรู้ ค าศัพท์ใหม่ ๆ อ่านสูตรและวิธีท า 2. สังคมศึกษา เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่บ้าน ได้ท างานเป็นกลุ่ม ได้เรียนรู้ว่าอาหาร มาจากไหนและขนส่งมาได้อย่างไร 3. วิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่าอาหาร ได้มาจากอะไรบ้าง และมีการเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างไร 4. คณิตศาสตร์ มีการชั่ง ตวง วัด เครื่องปรุง ได้เข้าใจเรื่องปริมาณและการซื้อขาย 5. สุขภาพและความปลอดภัยได้เข้าใจว่ามีอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เข้าใจว่าการท าอาหารสามารถท าได้อย่างปลอดภัย ได้ฝึกฝนเกี่ยวกับการสร้างสุขนิสัยที่ดี เช่น การล้างมือ การล้างภาชนะ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กเกิดภาพจน์ที่ดีเกี่ยวกับตนเองเพราะได้ท าในสิ่งที่มีคุณประโยชน์ คันนิ่งแฮมและคณะ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542: 117; อ้างอิงจาก Cunningham & others End) กล่าวว่า ประสบการณ์มีความหมายต่อตัวผู้เรียน คือ การให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์หรือมี ส่วนร่วมใน กลุ่ม ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ การอยู่ร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตย และการเรียนรู้เนื้อหาวิชาจะช่วยให้ผู้เรียนมีความต้องการจะเรียน มีทักษะการเป็นผู้น า รู้จักการท างานเป็นกลุ่มแก้ปัญหา ตลอดจนสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของ ตนเองได้ ศรินยา ทรัพย์วารี (2552: 34) จากความส าคัญของการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่าการจัดประสบการณ์ควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้ลงมือปฏิบัติจริงและเปิดโอกาสให้เด็ก ได้มี ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ได้เรียนรู้ และค้นคว้าทดลองด้วยตนเอง โดยเน้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะส่งผลท าให้การเรียนรู้มีความหมายต่อผู้เรียน และสามารถพัฒนาศักยภาพไปได้ดี
21 จากความส าคัญของการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัยที่กล่าวมาสรุปได้ว่าเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่มีการพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านร่างกาย การได้ลงมือปฏิบัติจริงจะส่งผลให้ เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นจึงมีความส าคัญที่จะต้อง จัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้กับเด็กเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของเด็ก 2.3 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย พัชรี ผลโยธิน (2537: 121-125) การจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัยเป็นการจัด สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ ให้เด็กได้มีโอกาสท ากิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยการใช้ร่างกายและ ประสาทรับรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิด ความสนุกสนาน เกิดการเรียนรู้ตามจุดหมายที่ก าหนดไว้ กล่าวว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม พัฒนาการทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งแนวคิดของนักปรัชญาการศึกษา นักปฐมวัย และนักทฤษฎี จิตวิทยาพัฒนาการ มีอิทธิพลต่อการ จัดประสบการณ์และกิจกรรม ในระดับปฐมวัยศึกษานั้นมีหลายบุคคลด้วยกัน ล๊อค (Lock) มีความเห็นว่า เด็กทารกนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว ประสบการณ์ต่างๆ และสิ่งแวดล้อมจะมีความส าคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ท าให้เด็กมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน สกินเนอร์ (Skinner) เชื่อว่า พฤติกรรมของคนเรานั้นเกิดจากก ารปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นได้ด้วยตัวเสริมแรง ดังนั้นในการสอนครูสามารถ น าเด็กไปพฤติกรรมหรือการเรียนรู้ที่ต้องการได้ รุสโซ (Rousseau) นักปรัชญาของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเชื่อในพื้นฐานความดีของสัญชาตญาณ ในมนุษย์เราเป็นนักวุฒิภาวะนิยมที่มีความเห็นว่า ถ้าเราให้โอกาสเด็กเจริญเติบโตตามวิธีทางธรรมชาติแล้ว เด็กจะพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ เพราะฉะนั้น พ่อ แม่ หรือครูควร หลีกเลี่ยงที่จะขัดขวางการเจริญเติบโต ตามธรรมชาติของเด็ก ไม่บังคับเด็ก ฟรอยด์ (Freud) มีความเห็นว่าอิทธิพลที่ส าคัญที่สุดของพัฒนาการนั้นจากภายในตัวเด็ก ทั้งทางด้านอารมณ์ สังคม สติปัญญา และทางกาย ก็เซล (Gesell) มีความเห็นว่า พัฒนาการของเด็กจะเป็นไปตามธรรมชาติตามอายุของเด็ก เมื่อถึงวันนั้น เด็กจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องไปเร่งหรือฝึกเด็ก นักการศึกษาหรือพ่อแม่ ควรให้อิสระ เด็กในการท ากิจกรรมต่างๆตามความสนใจ เพียเจท์ (Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิสได้อธิบายถึงกระบวนการคิดและสร้างความรู้ของ เด็ก หลักการทางทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์หลายประการ ช่วยครูให้คิด สร้างสรรค์จัด กิจกรรมและประสบการณ์ที่เหมาะสมให้กับเด็ก กล่าวคือ 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนที่อาศัยความกระทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้เรียน 2. พัฒนาการทางสติปัญญาแต่ละขั้นจะด าเนินการไปตามล าดับขั้นตอนจะข้ามขั้นไม่ได้ และด้วยอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
22 3. ภาษาไม่ใช่ปัจจัยที่ท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดเพียงอย่างเดียว 4. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กส่งเสริมได้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น ผู้ใหญ่ และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ดิวอี้ (Dewey) ได้พัฒนาแนวคิดที่ว่าประสบการณ์ส าหรับเด็กเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความคิด และ การลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ทดลองและค้นพบด้วยตนเอง ไม่นิยมการสอนให้เด็กท่องจ าแต่เชื่อในการ ให้อิสระเด็กได้ส ารวจ เล่นในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะน าไปสู่ความสนใจ ของเด็ก ลักษณะการ เรียนรู้ของเด็กนั้นจะเรียนรู้สิ่งที่เด็กเกี่ยวข้องด้วย หรือต่อเมื่อเด็กยอมรับด้วยใจเขาเอง หรือสมัครใจเอง การที่เด็กจะเรียนมากน้อยเพียงใดแล้วแต่ว่าสิ่งนั้นจะมีความส าคัญ ต่อเด็กเพียงใด หรือเกี่ยวข้องมี ความหมายกับสิ่งที่เด็กทราบอยู่แล้ว จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าการจัดประสบการณ์ ส าหรับเด็กปฐมวัยตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐาน ของนักปรัชญาการศึกษา นักทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ และนักการศึกษาปฐมวัย โดยการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความแตกต่าง ของเด็กแต่ละคน เพื่อส่งเสริมให้เด็กพัฒนาบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการ 2.4 หลักการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย ในการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย ได้มีนักการศึกษากล่าวถึงหลักการจัด ประสบการณ์ไว้มีดังนี้ ฟรอย์ (อ้างถึงในนิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 9) กล่าวว่า ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผล ต่อบุคลิกภาพของคนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่หากเด็กไม่ได้ตอบสนองอย่างเพียงพอจะเกิดอาการชะงัก พฤติกรรมถดถอยคับข้องใจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก เพียเจท์ (อ้างถึงในนิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 45) พัฒนาการเชาว์ปัญญาของเด็กเกิด จากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กมีการรับรู้จากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เกิด ตลอดเวลาและมีการปรับขยายประสบการณ์เดิมความคิดและความเข้าใจให้ขยายมากขึ้น พัฒนาการของ เด็กปฐมวัยขั้นประสาทสัมผัสและเคลื่อนไหวเด็กเรียนรู้ทุกอย่างทางประสาทสัมผัส สกินเนอร์ (อ้างถึงในนิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 32) ถ้าเด็กได้รับค าชมเชยและ ประสบ ผลส าเร็จในการท ากิจกรรมเด็กจะสนใจที่จะท าต่อไปเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันไม่มีใคร เหมือนกัน มอนเตซอรี่ (อ้างถึงในนิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 25) เด็กทุกคนเรียนรู้อิสระจากการเล่น การกะท าและพัฒนาไปเป็นขั้นตอนสติปัญญาพัฒนาขึ้นได้จากการได้สัมผัส พัฒนา ชัชพงศ์ (2541: 1) ได้ประมวลหลักการจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมไว้ ดังนี้ 1. เป็นการปูพื้นฐานให้กับเด็กโดยค านึงถึงความสามารถและความเหมาะสมกับวัยของเด็ก เป็นหลักการจัดกิจกรรมปูพื้นฐานทักษะทางการเรียนรู้เป็นการฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัส
23 2. บูรณาการหน่วยประสบการณ์เข้าด้วยกัน การจัดการศึกษาปฐมวัยไม่ได้แบ่งเป็น รายวิชา แต่น ามาบูรณาการเป็นหน่วยการสอนและจะประมวลทักษะต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ การบูรณาการ หมายถึง การจัดรูปแบบกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์โดยยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลางและน า สิ่งที่เด็ก ต้องการจะเรียนรู้ในทุกด้านมาล าดับความส าคัญของประสบการณ์จัดให้เหมาะสมกับ พัฒนาการและชีวิต ของเด็กหลักการบูรณาการที่เหมาะสม คือ 2.1 ยึดเด็กเป็นหลัก แนวการจัดประสบการณ์ควรเป็นเรื่องที่เด็กสนใจและใกล้ตัวเด็ก เช่น สัตว์เลี้ยง บ้านของเรา โรงเรียนของเรา ฯลฯ นอกจากนี้การจัดกิจกรรมให้บรรลุตามแนว การจัดประสบการณ์ ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกท ากิจกรรมตามความสนใจของเด็ก อาจเป็นรายบุคคล หรือกลุ่ม 2.2 สอดคล้องกับพัฒนาการ เด็กปฐมวันนั้นมีความสนใจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวฉะนั้น จึงเลือกสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่คุ้นเคยมาให้เด็กได้เรียนรู้ 2.3 ให้ประสบการณ์การกว้างขวางมื่อพบเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง มีโอกาส ได้ประสบการณ์หลายด้านพร้อมกัน ดังนั้นการจะช่วยให้เด็กได้ประโยชน์เต็มที่ จึงน่าจะจัดประสบการณ์ แก่เด็กในรูปบูรณาการ กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2546: 35) ได้ให้หลักการจัดประสบการณ์ส าหรับเด็ก ปฐมวัย 3-5 ปี ว่าการจัดจะไม่จัดเป็นรายวิชาแต่อัดในรูปแบบของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้ เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา โดยมีหลักการดังนี้ 1. จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเนื่อง 2. เน้นเด็กเป็นส าคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคล และบริบทของสังคมเด็กอาศัยอยู่ 3. จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความส าคัญทั้งกับกระบวนการและผลผลิต 4. จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการ จัดประสบการณ์ 5. ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก การจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัยเพื่อพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม ปัญญา และเป็นการพื้นฐานให้พร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับต่อไป ซึ่งในการจัด ประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัยนั้น กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอหลักการ จัดกิจกรรม ประจ าวันและรูปแบบการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน ดังนี้ หลักการจัดกิจกรรมประจ าวัน มีดังนี้
24 1. ก าหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละ วันและยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น วัย 3 ขวบ มีความสนใจช่วงสั้นประมาณ 8 นาที วัย 4 ขวบ มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 12 นาที วัย 5 ขวบ มีความสนใจอยู่ได้ประมาณ 15 นาที 2. กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ไม่ควรเวลาต่อเนื่องนานเกินกว่า 20 นาที 3. กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลา ประมาณ 40-60 นาที 4. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ ใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ กิจกรรที่เด็กเป็นผู้ริเริ่มและ ผู้สอนเป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมที่ใช้ก าลังและไม่ใช้ก าลัง จัดให้ครบประเภท ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้องออกกาลัง กาย ควรจัดสลับกับกิจกรรมทีไม่ต้องออกก าาลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป รูปแบบการจัดกิจกรรมประจ าวันมี ดังนี้ 1. กิจกรรมเสรี การเล่นตามุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมเล่นหรือ มุมประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่ไว้ในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุม ธรรมชาติศึกษา มุมบ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น มุมต่าง ๆ เหล่านี้เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้ อย่างเสรีตามความ สนใจและความต้องการของเด็ก เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม อนึ่งกิจกรรมเสรีนอกจากให้เด็กเล่นตามมุม แล้ว อาจให้เด็กเลือกท ากิจกรรมที่ผู้สอนจัดเสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา เรื่องเล่นสับผัด กิจกรรม สร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ 2. กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การเขียนภาพ การปั้น การฉีก-ปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะกับพัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดาน ปักหมุด ฯลฯ 3. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของ ร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง ค าคล้องจอง เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ ร ามะนา กลอง ฯลฯ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดการจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ 4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์กิจกรรมในวงกลม เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนา ทักษะการเรียนรู้ ฝึกการท างานอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มี โอกาสฟัง พูด สังเกต คิดแก้ปัญหาใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่
25 เรียนโดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สนทนา อภิปราย สาธิต ทดลอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง ท่องค าคล้องจอง ศึกษานอกสถานที่ เชิญวิทยากรมาให้ ความรู้ ฯลฯ 5. กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมจัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียน เพื่อออกก าลัง เคลื่อนไหวร่างกายและแสดงออกอย่างอิสระโดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็น หลัก กิจกรรมกลางแจ้งที่ครูควรจัดให้เด็กเล่น เช่น การเล่นเครื่องเล่นสนาม การเล่นทราย การเล่นน้ า การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตา หรือบ้านจ าลอง การเล่นในมุมช่างไม้ การเล่นกับอุปกรณ์ กีฬา และการเล่น เกมการละเล่นต่างๆ 6. เกมการศึกษา เป็นการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญามีกฏเกณฑ์ง่าย ๆ เด็กสามารถ เล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต จัดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับ รูปร่าง จ านวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เช่น เกมจับคู่ แยก ประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงล าดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ ต่อตามแบบ ฯลฯ กิจกรรมหลักทั้ง 6 กิจกรรมนี้สามารถน ามาจัดลงในตารางกิจกรรมประจ าวันได้หลาย รูปแบบ โดยยืดหลักการจัดกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนในอัตราส่วนที่เหมาะสม กิจกรรมที่ต้องใช้ ความคิดทั้งในกลุ่มย่อยและในกลุ่มใหญ่ ควรใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที และกิจกรรมที่ใช้ กล้ามเนื้อ ใหญ่กับกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมสงบและเคลื่อนไหว กิจกรรมใช้ความคิดและกิจกรรมผ่อน คลาย ควรจัดให้ ครบทุกประเภท จากหลักการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์เด็ก ปฐมวัยนั้น ต้องค านึงถึงตัวเด็กเป็นหลัก ควรเป็นเรื่องที่เด็กสนใจ สอดคล้องกับพัฒนาการ สื่อการเรียน ควรเป็นจริงมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของเด็กเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน และสิ่งของที่อยู่ รอบตัว 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์ งานวิจัยต่างประเทศ ดิกสัน และคณะ (1977; อ้างถึงใน ญาณิศา บุญพิมพ์, 2552) ได้ท าการศึกษาเด็ก 4 กลุ่ม โดยเด็กในจ านวน 3 กลุ่ม ได้รับการเล่านิทานให้ฟังหลังจากได้ท ากิจกรรม คือ ฟังนิทานแล้วมี การสนทนาหรือพาไปศึกษานอกสถานที่ หรือแสดงบทบาทเลียนแบบตัวคน และ อีก 1 กลุ่ม ฟังนิทานโดย ไม่มีกิจกรรมอื่นๆ ผลการทดลองพบว่า ในการฟังนิทานนั้นถ้าเด็กได้แสดงบทบาท เลียนแบบตัวละครใน เรื่องไปด้วยจะพัฒนาความคิดต่างๆ ให้ดีที่สุด แสดงว่าหลังจากเด็กได้ฟังนิทานแล้วเด็กได้มีการสนทนาเล่า เรื่อง ได้ไปศึกษานอกสถานที่และได้มีการเลียนแบบตัวละคร จะพัฒนาความคิดได้ดีกว่าเด็กฟังนิทานโดย ไม่มีกิจกรรมอื่นๆ อมอริจิ (Amoriggi, 1981) ได้ศึกษาความสามารถในการเล่านิทานของเด็กปฐมวัยโดย ผู้วิจัย จะเล่านิทานให้เด็กฟังแล้วให้เด็กเล่าเรื่องย้อนกลับ และเล่าเรื่องราวต่อจากผู้วิจัยท าการทดลองครั้ง
26 ครั้งละ 15-20 นาที เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า เด็กสามารถเล่านิทานได้ถูกต้องโดยการ เรียงล าดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และเด็กสามารถน าเอานิทานที่ฟังไปประยุกต์เล่าต่อได้ เคลลี่ (1986; อ้างถึงใน พรพรรณ ร าไพรุจิพงศ์. 2550 ) เปรียบเทียบผลการฝึกตามแบบ แผนเสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะ เพื่อพัฒนาความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นเวลา 10 สัปดาห์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลปรากฏว่า ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ของเด็กที่เข้าร่วมตามแผนกับ เด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมตามแผนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ .01 ไบรอันท์ และฮังเกอร์ฟอร์ด (1997; อ้างถึงใน ศรินยา ทรัพย์วารี. 2552) ได้ ท าการศึกษา เกี่ยวกับการวิเคราะห์กลวิธีสอนความคิดรวบยอดและค่านิยมทางสิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนอนุบาล โดยทดลองสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมปัญหามลภาวะใช้เวลาทดลองสอน 1 เดือน ผลปรากฏว่า นักเรียนอนุบาล สามารถสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับผลสืบเนื่องของสิ่งแวดล้อม และส านึกในหน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อ สิ่งแวดล้อม และได้อภิปรายผลเพิ่มเติมว่า ข้อค้นพบนี้มีความส าคัญมาก เนื่องจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการสอนเช่นนี้ในระดับอนุบาลมีน้อยมาก และการสอนเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งที่กระท าได้โดยง่าย ความส าเร็จใน การสร้างความคิดรวบยอดและค่านิยม ขึ้นอยู่กับการพัฒนาแบบตอนด้วยผู้คนจะต้องให้ความรู้อย่าง พอเพียงเพื่อกระตุ้นให้นักเรียน รู้จักคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของตนเอง และผู้อื่น สิ่งที่ส าคัญควรพิจารณาก็คือ ต้องสอนให้เด็กเข้าใจสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะสอนถึงผลสืบเนื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม ซิมสัน (Simpson, 1998) ได้ศึกษาลักษณะภาษาพูดของเด็กปฐมวัย 4 ปีที่ได้รับการจัด ประสบการณ์เล่านิทานแบบเล่าเรื่อง ผลการวิจัยพบว่า การเล่าเรื่องช่วยส่งเสริมความสามารถ ด้านการ สื่อสารมากขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ กล่าวคือ ช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจน ละเอียดลออครอบคลุมความหมายที่ต้องสื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งความสามารถนี้วัดได้เป็นจ านวน ค าต่อประโยค (Lenghoof a T - unit) ไม่ได้วัดที่ปริมาณค าซึ่งมิลเลอร์ (Miller, 1951) ถือว่า ความสามารถนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดความซับซ้อนของรูปประโยคได้เป็นอย่างดี Nuria and Edelmira (2009) ได้ท าการวิจัย การเล่นที่ใช้สัญลักษณ์ภายใต้สิ่งแวดล้อม ที่เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนในห้องเรียนของเด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี โดยมีค าถามการวิจัยว่า “เครื่องหมายในการเล่นเลียนแบบนั้นช่วยส่งเสริมความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กก่อนวัยเรียน หรือไม่” มีที่มาจากการสอนของวัฒนธรรมประเพณีสังคมและตามทฤษฎีการเรียนรู้ของไวก็อตสกี้ การจัดให้เด็กมีบริบทที่ซึมซับบทบาทและการมีส่วนร่วมในการเล่นในห้องเรียนเพียงพอจะเป็นจุดเริ่มที่ เหมาะสมของการท างานในสถานการณ์ของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทางสังคม และยังส่งเสริมการสร้าง รอยต่อขององค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการการแสดงออกของนักเรียน ระหว่าง เกมที่ ใช้สัญลักษณ์ร่วมกับเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ ถูกรวมเข้าไปในความคิดเชิงคณิตศาสตร์ของเด็ก
27 งานวิจัยในประเทศ สนอง สุทธาอามาตย์ (2545) ได้ศึกษาความสามารถด้านการฟังและการทูตของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการประกอบอาหาร ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการประกอบอาหารมีความสามารถทางด้านการฟังและการพูดก่อน และหลังจากการท ากิจกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พัชรา อยู่สมบูรณ์ (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะการแสวงหาความรู้ของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่อง แสง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 5 - 6 ปี โรงเรียนวัดศาลาครืน กรุงเทพมหานคร จ านวน 15 คน ใช้เวลาในการ ทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์เรื่อง แสง มีทักษะ การแสวงหาความรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 พิมพ์ธิวา วงค์ชมภู (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ใน ท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี โรงเรียนบ้านท่าไม้ จังหวัดก าแพงเพชร จ านวน 18 คน ใช้เวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผลการศึกษา พบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้โดยใช้ แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กิตติยา สุ่มมาตย์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถการท าหน้าที่ ของ สมองเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวการสอน แบบไฮสโคปและการจัดประสบการณ์แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี โรงเรียนหนองขามพิทยาคม จังหวัดขอนแก่น เป็นกลุ่มทดลอง จ านวน 20 คน และโรงเรียนบ้านโนนหัว ช้าง จังหวัดขอนแก่น เป็นกลุ่มควบคุม จ านวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนว ไฮสโคป มีความสามารถการท าหน้าที่ของสมองเชิงบริหารสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 นุจรีย์ บูรณศิล (2563 : บทคัดย่อ) ศึกษาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2558 โรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองป่าตอง จ านวน 25 คน ใช้เวลาการทดลองรวม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดย ใช้ชุดกิจกรรมการประกอบอาหาร มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อน การจัดประสบการณ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
28 จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์ และกิจกรรมส าหรับเด็กปฐมวัยเพื่อพัฒนาความพร้อมให้เด็กเกิดการเรียนรู้มีรูปแบบและวิธีการที่ หลากหลาย สามารถพัฒนาเด็กได้หลายด้าน และบทบาทครูมีส่วนส าคัญที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ตาม เป้าหมายของการจัดกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้น เป็นองค์ประกอบ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร 3.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ในความหมายของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ได้มีนักการศึกษาและนักวิชาการ กล่าวถึงไว้ มีดังนี้ สนอง สุทธิอามาตย์ (2545: 5) ได้กล่าวว่าการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร หมายถึง การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจากของจริงโดย ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้คือตา หู จมูก ลิ้นและผิงกายให้ได้เห็น ได้ยิน ได้ดมกลิ่น ได้ ชิมรสและได้สัมผัส ธิดารัตน์ จันทหิน (2551: 6) ได้กล่าวว่ากิจกรรมการประกอบอาหาร หมายถึง กิจกรรมการ เรียนรู้ที่มุ่งใช้การสื่อสารเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้เด็กได้รับการ ฝึกทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และ การเขียนไปพร้อม ๆ กันใช้ความคิด เปิดโอกาสให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงตามขั้นตอน การประกอบอาหาร โดยใช้ประสาท สัมผัส ทั้งห้าในการเรียนรู้ คือ ได้เห็น ได้ยิน ได้ดมกลิ่น ได้รับรส และได้สัมผัสท้ายกิจกรรมเด็กสรุปโดยการบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จากกิจกรรมอย่างอิสระ เพื่อศึกษาการพัฒนาพฤติกรรมการใช้ภาษาของเด็กปฐมวัย รสวรรณ สว่างพลอย (2555: 25) ได้กล่าวไว้ว่า ความหมายของการจัดกิจกรรมประกอบ อาหาร หมายถึง การจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติการปรุงอาหารประเภท คาว หวาน และเครื่องดื่ม และเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย โต้ตอบ หรือพูดคุยแสดงความคิดเห็น ได้อ่านและได้เขียนชื่ออาหาร เครื่องปรุงและวิธีการประกอบอาหาร ท าเนียบ เพียงตา (2556: 25) การท าอาหารในระดับปฐมวัยมีความส าคัญ เพราะเป็นการ เรียนรู้ทักษะในทุกๆด้านท าให้เด็กเกิดความสนใจในกิจกรรม และรู้จักการท าอาหารที่มีประโยชน์เพราะ เด็กบางคนไม่ชอบรับประทานอาหาร หรือเลือกทานอาหารที่ตัวเองชอบ แต่ถ้าเด็กได้ลงมือท าอาหารเอง เด็กจะเกิดความสนใจอยากทานอาหารที่เด็กได้ลงมือท าและเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ท าอาหารเองท าให้ เด็กเรียนรู้ทุกสาระวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ สุขศึกษา สังคมศึกษาฯลฯ เด็กเกิดความ ตื่นตัวและสนุกสนานกับบทเรียนมากขึ้น จากความหมายของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร หมายถึง การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
29 จากของจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ คือ ได้เห็น ได้ยิน ได้ดมกลิ่น ได้รับรส และได้สัมผัส ทั้งยังเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย โต้ตอบ หรือพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น 3.2 ความส าคัญของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ความส าคัญของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีผู้ให้ค าอธิบายไว้ดังนี้ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2535 : 7) ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายของการจัด กิจกรรมประกอบอาหารไว้ ดังนี้ 1. สนุกสนาน ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน 2. ได้สังเกตกระบวนการเปลี่ยนแปลง 3. สร้างทัศนคติที่ดีในการรับประทานอาหาร 4. ส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา 5. ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การสังเกต การชิมรส การดมกลิ่น การฟังเสียงที่ เกิดขึ้น การสัมผัส 6. รู้จักขั้นตอนการเตรียม การจัดเก็บและท าความสะอาด 7. รู้จักมารยาทในการรับประทานอาหาร 8. เพิ่มพูนพัฒนาการทางภาษา 9. เพิ่มทักษะกระบวนการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 10. รู้จักการท างานเป็นกลุ่ม นิตยา ประพฤติกิจ (2539 : 41 - 42) กล่าวไว้ว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหารมีส่วนช่วยให้ เด็กเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ภาษา เด็กได้อภิปรายเกี่ยวกับการวางแผนร่วมกัน ได้ฟังและปฏิบัติตามวิธีท าได้เรียนรู้ ศัพท์ใหม่ๆ ได้อ่านสูตรและวิธีท า 2. สังคมศึกษา เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่บ้าน ได้ท างานเป็นกลุ่ม ได้เรียนรู้ว่า อาหาร มาจากไหน และขนส่งมาได้อย่างไร 3. วิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่าอาหารได้มาจากอะไรบ้างและมีการเปลี่ยนรูปร่างอย่างไร 4. คณิตศาสตร์ ได้ชั่ง ตวง วัดเครื่องปรุง ได้เข้าใจเรื่องปริมาณและการซื้อขาย 5. สุขภาพและความปลอดภัย เด็กเข้าใจว่ามีอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เข้าใจว่าการท าอาหารสามารถท าได้อย่างปลอดภัย เด็กได้ฝึกฝนเกี่ยวกับการสร้างสุขนิสัยที่ดี เช่น การล้าง มือ การล้างภาชนะ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กเกิดภาพพจน์ที่ดีเกี่ยวกับตนเอง เพราะได้ท าสิ่งที่มีคุณประโยชน์ วาศิล (นามแฝง) (2543 : 27 - 29) กล่าวไว้ว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหารท าให้เด็ก สามารถเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
30 1. ด้านร่างกาย ได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายขณะท ากิจกรรม ได้พัฒนา กล้ามเนื้อ เล็ก เช่น ในขณะที่นั่นผัก 2. ด้านอารมณ์ เด็กๆ มีความสุขขณะที่ได้ลงมือท ากิจกรรมด้วยตนเอง รู้จักรอคอย เช่น คอยอาหารสุก 3. ด้านสังคม เมื่อท าอาหารร่วมกับเพื่อนก็ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือ ร่วมมือกัน 4. ด้านสติปัญญา เด็กจะได้ความรู้ครอบคลุมเกือบทุกวิชา ไม่ว่าจะเป็น 4.1 คณิตศาสตร์ ได้จากการนับจ านวน การตวงสิ่งต่าง ๆ ที่น ามาประกอบ อาหาร เช่น น้ าตาล 2 ช้อนชา ไข่ 5 ฟอง น้ าตาลทราย 3 ช้อน ฯลฯ หรือการแบ่งครึ่งแตงกวา นั่นมะเขือเทศเป็น 2 ส่วน แบ่งอีกครั้งเป็น 4 ส่วน ฯลฯ 4.2 วิทยาศาสตร์ ได้ดูการเปลี่ยนสถานะของสสาร เช่น น้ าตาลทรายละลายในน้ าร้อน น้ าเมื่อถูกความร้อนจะมีไอลอยขึ้นมา เนื้อดิบเมื่อมีการถูกความร้อนจะเปลี่ยนสี เช่น กุ้งกลายเป็นสีส้มขึ้น เปลี่ยนกลิ่นจากกลิ่นคาวกลายเป็นกลิ่นหอมชวนทาน ฯลน โดยที่ครูต้องคอยตั้งค าถามให้เด็กหัดสังเกต ด้วย 4.3 ภาษาไทย นอกจากจะได้เรียนรู้ค าศัพท์ที่เป็นชื่อของส่วนประกอบอาหารแล้ว เด็กยังได้พูดคุยโต้ตอบกับคุณครู หรือพูดคุยแสดงความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ ตลอดเวลาที่ท ากิจกรรมอีกทั้ง เด็กยังได้เห็นและได้อ่านป้ายส่วนผสมที่คุณครูติดไว้ซึ่งท าให้เด็ก ๆ เข้าใจและเห็นความส าคัญของการอ่าน อีกด้วย นอกจากนี้ เด็กยังได้เรียนรู้เรื่องสีต่าง ๆ เช่น แครอทสีส้ม แตงกวาสีเขียว หอมหัวใหญ่สี ขาว น้ ามันสีเหลือง ได้เปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ที่ได้สัมผัส ได้ชิม เช่น จืด - เค็ม, เปรี้ยว - หวาน, เหนียว – เปื่อย,นิ่ม - แข็ง ฯลฯ รวมทั้งยังรู้จักระเบียบวินัย เช่น รู้จักกวาด ล้างท าความสะอาดเก็บ อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่น าออกมาใช้หลังท าอาหารเสร็จด้วย พร พันธุ์โอสถ (2543 : 32) กล่าวว่า การประกอบอาหารจะช่วยให้เด็กเรียนรู้พร้อม ๆ ไป กับการพัฒนาเจตจ านงของตน ส าหรับเด็กแล้วการแปรเปลี่ยนจากเมล็ดข้าวแข็ง ๆ มาเป็นผงแป้ง หรือ เป็นน้ าและท้ายที่สุดกลับกลายเป็นอาหารหรือขนมหลากรูปแบบ กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการที่น่าอัศจรรย์ ใจชวนตื่นเต้นด้วยเหตุนี้เด็กจึงใจจดใจจ่อ เรียนรู้ไปกับกระบวนการท าอาหารจนกลาย มาเป็นอาหารให้ เด็กรับประทานและแบ่งปันกับเพื่อน ๆ การได้เห็น ได้ท า และภาคภูมิใจกับการท าอาหาร ท าให้เด็กเห็น คุณค่าของการท างานและพัฒนาขึ้นมาเป็นพลังเจตจ านงในตัวเด็กภายหลัง เคลฟแสตด (Klefstad, 1995 : 33) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหารมีประโยชน์ ท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษา การเขียนและการอ่าน เด็กคุ้นกับเสียงอักษร ล าดับเหตุการณ์ คิดภาษามาอธิบาย เหตุการณ์ ใช้ภาษาอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สังเกตการเขียนค า และสร้างหนังสือ ขึ้นมา
31 2. คณิตศาสตร์ เด็กได้เรียนรู้ทักษะการวัด การกะประมาณ ความคิดรวบยอดของค าว่า มากกว่า - น้อยกว่า มาก - น้อย เต็ม - ว่างเปล่า เปรียบเทียบจ านวน การนับ 3. วิทยาศาสตร์ เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ฝึกทักษะการสังเกต การท านาย 4. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเด็ก เด็กได้ตัดหรือนั่นส่วนผสม จัดตกแต่งอาหาร 5. ศิลปะ โดยการน าเศษวัสดุที่เหลือจากการประกอบอาหาร เช่น เปลือกถั่ว เปลือกไข่มา สร้างสรรค์งานศิลปะ 6. สุขภาพอนามัย ฝึกให้มีสุขนิสัยที่ดี รักษาความสะอาด รู้จักแยกแยะอาหารที่มี ประโยชน์ และไม่มีประโยชน์ รู้จักใช้อุปกรณ์ในการประกอบอาหารอย่างปลอดภัย 7. ดนตรี เด็กร้องเพลงที่เกี่ยวกับการประกอบอาหาร เล่นกับนิ้วมือ หรือเขียนเนื้อเพลง 8. การเรียนรู้ทางสังคม พัฒนาพฤติกรรมการร่วมมือและทักษะทางสังคม การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมกลุ่ม เรียนรู้จากเพื่อนและให้ค าแนะน าแก่เพื่อน บรูเวอร์ (Brewer. 1995 : 397) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ดังนี้ 1. วิทยาศาสตร์ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การละลาย เปลี่ยนจากนิ่ม เป็นแข็ง ขนาดเล็กลง ขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงจากน้ ากลายเป็นไอ เป็นต้น 2. ภาษา เรียนรู้ค าศัพท์ เช่น ต้ม ตุ๋น ม้วน นวด บด ตัดออกเป็นก้อนลูกบาศก์ เล็กตัด ออกเป็น ชิ้นเล็ก ๆ เป็นต้น รู้จักชื่ออาหาร ชื่ออุปกรณ์ 3. คณิตศาสตร์ เปรียบเทียบปริมาณ การวัด 4. การเรียนรู้ทางสังคม การร่วมมือกันท างาน เรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อาหาร ประเพณีเกี่ยวกับอาหาร 5. ความสามารถในการอ่านและเขียน เด็กอ่านแผ่นชาร์ตรายการอาหาร หลังจากอ่านหรือ ฟังเรื่องราวต่าง ๆ แล้วท าอาหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เขียนรายการอาหาร สะสมภาพอาหารหรือวาด ภาพอาหารที่ชอบที่สุดท าเป็นสมุดภาพ แจ็กแมน (Jackman, 1997 : 191) กล่าวว่า ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารมี วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ครูควรกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. รู้จักรับผิดชอบ เป็นอิสระ และประสบผลส าเร็จ 2. เรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการและอาหารหมู่ต่างๆ 3. การท างานอย่างอิสระและความร่วมมือในกลุ่มย่อย (เด็กอ่อนกว่า เด็กกลุ่มเล็กกว่า) 4. การท างานจนเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เตรียมการไปจนถึงการท าความสะสะอาด 5. เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารใหม่ ๆ และส่วนประกอบของอาหารจากวัฒนธรรมอื่น ๆ
32 6. เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่แตกต่างกันในอาหารแต่ละประเภท และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ การประกอบอาหาร เช่น ชาวนา ชาวสวน พ่อครัว ฯลฯ 7. รู้จักค าและความคิดรวบยอด เช่น การวัด ละลาย นวด เขย่า เป็นต้น 8. พัฒนาทักษะทางการอ่านเบื้องต้นจากชาร์ตแสดงวิธีการปรุงอาหาร 9. เรียนรู้ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์และทางวิทยาศาสตร์ 10. พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือ 11. กิจกรรมการประกอบอาหารน าไปสู่กิจกรรมอื่น เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเชิด หุ่น ศิลปะ ฯลฯ อาหาร ดังนี้ ดาห์ล (Dahl, 1998 : 81 - 82) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรมประกอบ 1. การอ่าน เด็กอ่านรายการอาหารซึ่งแสดงด้วยรูปวาดที่มีค าหรือจ านวน 2. คณิตศาสตร์ เด็กเรียนรู้โดยการนับ การวัด การเรียงล าดับ การกะประมาณ 3. วิทยาศาสตร์ พัฒนาทักษะการใช้ประสาทสัมผัส เด็กทุกคนมีโอกาสที่จะดมสัมผัส ชิม ครูใช้ค าถามกระตุ้นให้เด็กสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 4. กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กใช้จินตนาการในการประกอบอาหาร ตกแต่งรูปร่าง รูปทรง การเลือกใช้สี 5. เรียนรู้ทักษะทางสังคม เป็นตัวของตัวเอง ปฏิบัติตามข้อตกลง ช่วยเหลือ แบ่งปันและร่วมมือ กับผู้อื่น 6. การวาดและเขียน เด็กบันทึกกิจกรรมประกอบอาหารที่โรงเรียนหรือที่บ้าน สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน สร้างความตื่นเต้น และเป็นสิ่งเร้าในการจัดการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก การจัดกิจกรรมนี้ จะไม่เน้นในผลงานของ อาหารที่ท าส าเร็จ แต่อยู่ที่กระบวนการและขั้นตอนในการท ากิจกรรมเป็นส าคัญ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการ พัฒนาเด็กในเรื่องภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สังคม การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 กล้ามเนื้อเล็กสุขนิสัย สุขอนามัย และโภชนาการ การจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนอกจากจะช่วย ส่งเสริมทักษะด้านต่าง ๆ ให้กับเด็กแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความคิดรวบยอด ช่วยให้เด็กเกิดการ เรียนรู้จากรูปธรรมส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมตามวัย
33 3.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมประกอบอาหาร มีผู้ให้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมประกอบอาหารไว้ ดังนี้ สุนิสา สีมาวงษ์และชลาธิป สมาหิโต (2561: 179) กิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ ช่วยกระตุ้นความสนใจและความคิดของเด็กปฐมวัย เด็กได้สืบค้นข้อมูลสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูลจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ ได้เห็นวัสดุ อุปกรณ์ และวัตถุดิบ ที่หลากหลายได้หยิบจับและเลือกสร้างผลงานตาม ความคิดของตนเอง ท าให้อาหารมีรูปร่าง ลักษณะ แปลกใหม่ไปจากเดิม เด็กมีโอกาสได้คิดสร้างผลงาน ของตนเองอย่างอิสระได้ลงมือท ากิจกรรมด้วยตนเองผ่านวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ครู จัดเตรียมไว้ให้ และในขั้นตกลงการจัดกรรมประกอบอาหารทุกขั้นตอนเด็กการเรียนรู้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อรทัย ชัยแบ่งและชมมน ศรีสุรักษ์ (2564: 168) การจัดกิจกรรมประกอบอาหารส าหรับ เด็กปฐมวัยสามารถท าได้หลากหลายรูปแบบทั้งอาหารคาวหรือขนมอย่างง่ายๆ ตามความสนใจของเด็ก สามารถหาวัตถุดิบในการประกอบอาหารได้ไม่ยากและไม่ท าให้เกิดอันตรายกับเด็กท าให้เด็กสามารถ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจากกิจกรรมได้อย่างครบถ้วนตามพัฒนาการ ทั้ง 4 ด้านอีกนัยหนึ่งยังส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการตกแต่งหรือปรุงอาหารกิจกรรมการประกอบอาหารส าหรับเด็ก ปฐมวัยนั้นไม่ยากอย่างที่คิดหากได้สัมผัสและลงมือปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการจะท าให้สามารถมองเห็น ความสามารถที่เกิดขึ้นกับเด็กอย่างชัดเจนซึ่งกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการประกอบ อาหาร จะช่วยส่งผลให้เด็กได้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอีกด้วย ปิยะดา ไชยแก้ว (2564: 12) กิจกรรมประกอบอาหารมีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติได้ใช้อุปกรณ์และเลือกวัตถุดิบในการ ประกอบอาหารการ ออกแบบ ตกแต่งรูปลักษณ์ของอาหารแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ของเด็กและยังช่วย ส่งเสริมให้เด็กทางด้านประสาทสัมผัสทั้งห้า การท างานร่วมกับผู้อื่น เป็นกิจกรรมที่ สนุกสนานและ น่าสนใจ จากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมประกอบอาหารที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า กิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความสนใจและความคิดของเด็กปฐมวัย ท าให้เด็ก สามารถ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจากกิจกรรมได้อย่างครบถ้วนตามพัฒนาการ ทั้ง 4 ด้านและเป็น กิจกรรมที่สนุกสนาน น่าสนใจ 3.4 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ในขั้นตอนการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ได้มีนักการศึกษาและนักวิชาการกล่าวถึงไว้ แตกต่างกัน ดังนี้ มารุตร์ ฮวบจันทร์ (2558: 26) การจัดกิจกรรมประกอบอาหารส าหรับเด็กปฐมวัย เป็นการ ท าให้เด็กให้เกิดการเรียนรู้ ในด้านทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาทางด้าน
34 ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งท าให้เด็กได้รู้จักถึงคุณค่าทางด้านอาหารและโภชนาการในการ บริโภคอาหาร ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2535; อ้างถึงใน มารุตร์ ฮวบจันทร์. 2558: 26- 27) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรม ประกอบอาหาร ดังนี้ 1. ชั้นเตรียมงาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ครูเรียงล าดับขั้นตอนการประกอบอาหารที่จะน ามาให้เด็กท า 1.2 ท่าแผนภูมิรายการอาหารอาจจะมีรูปภาพแผนภูมิ 1.3 ปรึกษาหารือกันระหว่างครูกับนักเรียน 1.4 ติดต่อขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการจัดเตรียมสิ่งที่น ามาประกอบอาหาร 2. ขั้นปฏิบัติซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 ขั้นก่อนลงมือปฏิบัติการอาหาร 2.1.1 ครูติดแผนภาพและขั้นตอนในการปฏิบัติการประกอบอาหารให้เด็กเห็น อย่างชัดเจน 2.1.2 ครูวางแผน และจัดแบ่งงานให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก 2.1.3 ครูจัดวางอุปกรณ์ทุกอย่างให้เด็กเห็นตามขั้นตอนประกอบอาหาร 2.1.4 แนะน าขั้นตอนในการท่าพร้อมกับแนะน าการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ข้อควรระวัง ในการใช้ และความปลอดภัยในการท ากิจกรรม 2.2 ขั้นปฏิบัติการประกอบอาหาร 2.2.1 ครูลงมือสาธิตการประกอบอาหารตามขั้นตอนอย่างช้า ๆ ในขั้นตอนครูอาจ ให้เด็กลงมือปฏิบัติตามด้วย 2.2.2 กระตุ้นให้เด็กได้หัดสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาหารในขณะการสาธิต เช่น กลิ่น ความข้น-ไสว รูปร่าง ลักษณะที่เปลี่ยนไป 2.2.3 ฝึกให้รู้จักรอคอย รู้จักมารยาทในการท างานร่วมกัน 2.2.4 ให้เด็กรู้จักแบ่งหน้าที่ในการท างาน เช่น จัดเก็บสิ่งของที่ใช้แล้วเข้าที่ เก็บโต๊ะท าความสะอาด เก็บถ้วยชาม แก้วน้ า และการท าความสะอาดภาชนะ 3. ขั้นสรุปกิจกรรม ฝึกให้เด็กปฏิบัติซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 3.1 ให้เด็กเล่าประสบการณ์ ขั้นตอนการท างาน 3.2 สนทนา พูดคุยกับเด็กในข้อที่เกิดความสงสัย หรือเกิดปัญหา 3.3 ช่วยแนะน าสิ่งที่ควรรู้ 3.4 กระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดจากการร่วมกิจกรรม จากขั้นตอนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ดังนี้
35 การจัดกิจกรรมประกอบอาหารเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมงานปรึกษาหารือระหว่างครูกับเด็กเพื่อจัดเตรียม เครื่องมือและอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร ขั้นปฏิบัติเด็กวางแผนแบ่งงานกันท า โดยครูแนะน าเด็กให้ ระมัดระวัง การใช้อุปกรณ์และดูแลความปลอดภัย ครูอาจให้ความช่วยเหลือในโอกาสที่เหมาะสมและ ขั้นสรุปให้เด็กเล่าประสบการณ์ในการท างานร่วมกัน 3.5 บทบาทของครูในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ในบทบาทของครูในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ได้มีนักการศึกษาและนักวิชาการ กล่าวถึงแตกต่างกันไว้ ดังนี้ แจ๊คแมน (Jackman, 1997: 191-192 อ้างอิงใน อารีรัตน์ ญาณะศร. 2544: 39) กล่าวถึง บทบาทครูในการจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร ดังนี้ 1. วางแผนการจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร 2. หาข้อมูลว่าเด็กแพ้อาหารประเภทใด 3. หาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อของแต่ละครอบครัวเกี่ยวกับอาหาร เช่น อาหารประเภทใด รับประทานได้ อาหารประเภทใดรับประทานไม่ได้ 4. บูรณาการจัดประการณ์การประกอบอาหารให้เข้ากับเนื้อหาในหน่วยการเรียน 5. อธิบายข้อจ ากัดและบทบาทของเด็ก เช่น ล้างมือด้วยสบู่และน้ าก่อนและหลังการเตรียม อาหาร และให้เด็กช่วยกันตั้งเกณฑ์ในขณะรับประทานอาหาร 6. ในเด็กเล็กให้เด็กปฏิบัติง่าย ๆ เช่น ล้างผัก-ผลไม้ หั่นผัก-ผลไม้ และผสม ส่วนประกอบ เองอาหารด้วยกันและชิม เพื่อให้เด็กรู้ว่าตนเองประสบความส าเร็จ โดยไม่ต้องลงมือประกอบอาหาร 7. ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กในข้อสรุปที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหาร การกะปริมาณ อุปกรณ์ และกระบวนการต่างๆ ของกิจกรรมประกอบอาหาร พูดซ้ าๆ เพื่ออธิบายให้เด็กฟัง เด็กจะได้เกิดการ เรียนรู้ ทักษะทางภาษา 8. อภิปรายเกี่ยวกับอาหารร่วมกับเด็ก เช่น กลิ่นของอาหาร ส่วนผสม รสชาติ รูปร่าง เป็นต้น 9. มีเวลาเพียงพอในการประกอบอาหาร ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทั้งจากกระบวนการในการ ท างานและผลของงาน 10. ในเด็กโตอธิบาย การเจริญเติบโตอาหาร การเก็บเกี่ยว การบรรจุ การขนส่ง ร้านค้า หรือตลาด การขาย การขนส่งไปยังบ้าน การประกอบอาหารและการเสิร์ฟ ครูมีเวลาเพียงพอที่จะตอบ ค าถามของเด็ก ให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น เล่นเกมล๊อต โต เกมจับคู่อ่าน หนังสือ สร้างหนังสือ ทัศนศึกษา จากที่กล่าวบทบาทของครูในการกิจกรรมประกอบอาหารมาข้างต้นสรุปได้ว่า บทบาทของ ครูในการกิจกรรมประกอบอาหารต้องวางแผนการจัดประสบการณ์ ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเด็กแต่ละคนว่า
36 แพ้หรือไม่สามารถรับประทานอาหารประเภทใด เปิดโอกาสให้เด็กลงมือท าด้วยตนเองและให้เวลาเพียงพอ ในการหาอาหาร ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ 3.6 ข้อเสนอแนะและข้อระวังในการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร นักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนะข้อระวังในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารให้กับเด็ก โดยมีค าอธิบายดังนี้ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2535 : 8) กล่าวว่า ในการจัดกิจกรรมประกอบ อาหาร มีสิ่งที่ครูจะต้องค านึงถึง ดังนี้ 1. ค านึงถึงความสะอาด ให้เด็กล้างมือก่อนและหลังการท าอาหาร 2. ค านึงถึงเวลา 3. ค านึงถึงอันตรายและความปลอดภัย กรณีของมีคม ครูพยายามเลือกมีดที่ไม่คมมากนัก และเลือกมีดที่มีขนาดเหมาะสมกับมือเด็ก ครูต้องใกล้ชิดกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์ที่มีอันตราย นิตยา ประพฤติกิจ (2539 : 40 - 41) กล่าวว่า ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารมีสิ่งที่ครู จะต้องค านึงถึง ดังนี้ 1. เลือกสูตรง่าย ๆ ที่เด็กสามารถปฏิบัติตามได้โดยดูจากรูปภาพ 2. คอยดูแลอย่างสม่ าเสมอ และพร้อมที่จะให้ค าแนะน า 3. ฝึกฝนและดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อใช้เตาและของร้อน ถ้าไม่สะดวกครูอาจท าเองเมื่อถึงขั้นตอนนี้ 4. สนทนาเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ถูกต้อง และการป้องกันอันตราย 5. ฝึกให้เด็กมีนิสัยที่ถูกสุขลักษณะ นั่นคือ ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังท าอาหาร และภาชนะต้องสะอาด 6. การท าอาหารต้องสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องที่ก าลังสอนอยู่ เช่น วิทยาศาสตร์ สุขภาพ อนามัย สังคมศึกษา และวันเทศกาล 7. วาดรูปภาพเครื่องปรุงลงบนกระดาษชาร์ต เพื่อให้เด็กดูและตรวจสอบ 8. ให้เด็กได้รู้จักเครื่องชั่ง 1 ตวง วัด ก่อนปฏิบัติจริง เช่น ให้รู้จักใช้ช้อนตวง ถ้วยตวง โดยให้ตวงแป้งหรือเม็ดทรายละเอียดอ่อน 9. พยายามเลือกการท าอาหารที่ง่าย ๆ เพื่อให้เด็กสามารถท าได้เองได้จนส าเร็จ ภาคภูมิใจ และพึงพอใจในประสบการณ์ที่ได้รับ 10. ให้เวลาเด็กอย่างพอเพียงในการท าอาหาร 11. ควรให้เด็กทั้งห้องท าอาหารพร้อม ๆ กัน แต่ผลัดเปลี่ยนกันมาท า จนกระทั่งทุกคน ได้ท าอาหารซึ่งอาจเป็นขั้นตอนใดก็ได้ ดาห์ล และบรูเวอร์ (Dahl, 1998 : 82 – 83 & Brewer, 1995 : 396 - 397 มีความเห็น สอดคล้องกันในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารว่า มีข้อแนะและข้อควรระวัง ดังนี้
37 1. เลือกประกอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีวิธีปรุงอาหารง่ายๆ และ ส่วนประกอบ ของอาหารหาได้ง่าย มีในท้องถิ่น 2. ค านึงถึงวุฒิภาวะและความสามารถของเด็ก อาจให้เด็กท าเป็นรายบุคคลหรือ เป็นกลุ่ม 3. ค านึงถึงความปลอดภัยของเด็ก เช่น การใช้มีด หรือให้เด็กอยู่ห่างจากแหล่งที่ให้ความ ร้อน 4. ระมัดระวังในเรื่องของความสะอาด ให้เด็กล้างมือก่อนและหลังการประกอบอาหาร 5. ให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เด็กมีอิสระในการท างาน และแสดงความคิดเห็น 6. เลือกหาวิธีการปรุงอาหารที่มีขั้นตอนง่ายๆจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือจากหนังสือ พร พันธุ์โอสถ (2543 : 32 - 33) กล่าวถึง ข้อที่พึงตระหนักในการด าเนินกิจกรรม ประกอบอาหาร ดังนี้ 1. เด็กควรจะมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะเป็นการพัฒนาความคิด การมองสิ่งต่าง ๆ อย่างสัมพันธ์ ต่อเนื่องกัน 2. เด็กควรจะเป็นผู้มีบทบาทในการท าอาหารร่วมกับครู 3. ถ้าสามารถท าได้ ไม่ควรใช้ส่วนผสมของอาหารซึ่งส าเร็จรูป เช่น ไม่ควรใช้กะทิส าเร็จรูป หรือผลไม้กระป๋อง ฯลฯ 4. ส่วนประกอบของอาหารบางอย่างซึ่งต้องใช้เวลาในการตระเตรียม สามารถน ามาท า ล่วงหน้าในระหว่างกิจกรรมเล่นสร้างสรรค์ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร มีข้อเสนอแนะและข้อควรระวังในเรื่องของ ความสะอาดความปลอดภัย เลือกประกอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีวิธีการปรุงง่าย ๆ เหมาะกับ วัยและความสามารถของเด็ก ส่วนประกอบของอาหารนั้นหาได้ง่าย มีในท้องถิ่นและที่ส าคัญ คือ ให้เด็กได้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร งานวิจัยต่างประเทศ เกอร์ฟอร์ด (Bryant Hungerford, 1977 : 44 - 49) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ กลวิธีสอนความคิดรวบยอดและค่านิยมทางสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนอนุบาล โดยทดลองสอนเรื่อง สิ่งแวดล้อมปัญหามลภาวะใช้เวลาทดลองสอน 1 เดือน ผลปรากฏว่า นักเรียนอนุบาลสามารถสร้าง ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับผลสืบเนื่องของสิ่งแวดล้อมและส านึกในหน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และได้อภิปรายผลเพิ่มเติมว่า ข้อค้นพบนี้มีความส าคัญมาก เนื่องจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสอน เช่นนี้ในระดับอนุบาลมีน้อยมาก และการสอนเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งที่กระท าได้โดยง่าย ความส าเร็จในการสร้าง ความคิดรวบยอดและค่านิยมขึ้นอยู่กับการพัฒนาแบบการสอนด้วยผู้สอน จะต้องให้ความรู้อย่างพอเพียง และกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของตนเอง และผู้อื่น สิ่งที่ส าคัญควรพิจารณาก็คือ ต้องสอน ให้เด็กเข้าใจสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะสอนถึงผลสืบเนื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม
38 คอร์วิน (Corwin, 1978 อ้างถึงใน ศรินยา ทรัพย์วารี, 2552) ได้เปรียบเทียบวิธีสอนแบบ ปฏิบัติการ โดยใช้การทดลองกับวัสดุ อุปกรณ์ เทคนิคการพับกระดาษกับวิธีสอนเดิม ซึ่งใช้วิธีบรรยาย อภิปราย ไม่มีกิจกรรมปฏิบัติการเลยทดลองกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษากลุ่มทดลองการเรียนจากวิธีการ สอนที่มีกิจกรรมปฏิบัติการรวม 18 คน กิจกรรมประกอบกับการศึกษาจากต ารา กลุ่มควบคุม เรียนจากวิธี สอนแบบบรรยาย อภิปราย ผลการวิจัยพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีค่า สหสัมพันธ์ทางบวกด้านเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนั้น นักเรียนและครูในกลุ่มทดลอง มีความเห็น ทางบวกต่อการใช้กิจกรรมปฏิบัติการ และมีลงความเห็น ว่าการทดลองและวัสดุอุปกรณ์ช่วยให้นักเรียน เกิดจินตนาการเห็นภาพและเข้าใจสั่งกับทางเรขาคณิต ปาสคา (Pasca, 2019) ได้ท าการศึกษากิจกรรมการท าอาหารเพื่อพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อเล็กของเด็ก ปฐมวัย โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาอายุ 4-5 ปี จ านวน 24 คน จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า กิจกรรม การท าอาหาร สามารถกระตุ้นและฝึกทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยได้ เฮเทอร์ ไวท์ (Heather White, 2023) ได้ท าการศึกษาทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ มัดเล็กผ่านกิจกรรมการท าอาหารในชีวิตจริง จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า กิจกรรมการท าอาหาร สามารถฝึกทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยวัยได้และยังช่วยส่งเสริมนิสัยการกินเพื่อสุขภาพอีกด้วย ชาเวียร์ อัลลิโรต์ (Xavier Allirot, 2016) ได้ศึกษากลยุทธ์ในการปรับปรุงนิสัยการบริโภค อาหารในวัยเด็กโดยผ่านกิจกรรมการท าอาหาร จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการให้เด็กมีส่วนร่วม ในการท าอาหารสามารถเพิ่มความเต็มใจที่จะลิ้มรสอาหารแปลกใหม่และการเลือกรับประทานอาหาร โดยตรงต่ออาหารที่มีผัก งานวิจัยในประเทศ หทัยวัลย์ บุญประสงค์ (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมประกอบ อาหาร ประเภทขนมไทยที่มีต่อการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัย ผลการศึกษาพบว่า การใช้ ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทยโดย รวมอยู่ใน ระดับดี จ าแนกรายได้อยู่ในระดับดี 2 ด้าน คือ ด้านการชิมรส และด้านการสัมผัส ส่วน ด้านการฟัง ด้านการเห็นและด้านการดมกลิ่นอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการ ทดลอง พบว่าสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อรพร ทับทิมศรี (2554 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบสัมพันธภาพทางสังคมก่อน และหลัง ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาหารไทยโบราณ กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัยอายุ 5 – 6 ปี จ านวน 180 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผลการศึกษาพบว่า สัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เกี่ยวกับการประกอบอาหารไทยโบราณสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
39 ดวงพร ผกามาศ (2554 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหา ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทยกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็ก ปฐมวัยอายุ 4 – 5 ปี จ านวน 23 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบ อาหารประเภทขนมไทยมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 วณิชชา สิทธิพล (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพร กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยอายุ 4 – 5 ปี จ านวน 15 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพร มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการทเครื่องดื่มสมุนไพรอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วรินทร อินพาล า (2556) ได้ศึกษา เรื่อง การจัดกิจกรรมการท าอาหาร (Cooking) เพื่อ ส่งเสริมพัฒนาการทักษะทางภาษาของเด็ก อนุบาลปีที่ 1/1 ผลการวิจัยพบว่า จากการจัดกิจกรรม Cooking เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทักษะทาง ภาษาของเด็ก ปรากฏว่า เด็กๆ มีพฤติกรรมการใช้ภาษาอย่าง สร้างสรรค์ กล้าพูดกล้าแสดงออก มี ความมั่นใจในตัวเอง ในการพูดสื่อสารกับเพื่อนๆ คุณครูและคนรอบ ข้างมากขึ้น อีกทั้งยัง สนุกสนานกับการร่วมกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ สามารถบอก อธิบายสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นเข้าใจ ได้ดียิ่งขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับ คือ ผลจากการจัดกิจกรรมการท าอาหาร ช่วยส่งเสริม พัฒนาการ ทางด้านภาษาได้มาก เช่น การพูดคุย การอธิบาย การสื่อสารความหมายให้ผู้อื่นฟังเข้าใจใน ความคิด หรือความรู้สึกในระหว่างการประกอบอาหาร และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้าน กล้ามเนื้อ มือของเด็กอีกด้วย ปิยะดา ไชยแก้ว (2564) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กโดย ใช้กิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดหนัง โดยใช้ กิจกรรมประกอบอาหารประเภทนั้น มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอยู่ในระดับดีทุกคน 2. นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดหนัง มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังใช้ กิจกรรม ประกอบอาหารประเภทขึ้นสูงกว่าก่อนการทดลองกิจกรรมประกอบอาหารประเภทปั้น หทัยวัลย์ บุญประสงค์ (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหาร ประเภทขนมไทยที่มีต่อการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัย ผลการศึกษาพบว่า การใช้ ประสาท สัมผัสทั้งห้าของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทยโดย รวมอยู่ในระดับดี จ าแนกรายได้อยู่ในระดับดี 2 ด้าน คือ ด้านการชิมรส และด้านการสัมผัส ส่วน ด้านการฟัง ด้านการเห็น และด้านการดมกลิ่นอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการ ทดลอง พบว่าสูงขึ้นอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
40 จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า กิจกรรมประกอบอาหารเป็นกิจกรรมที่ ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจากของจริง ได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า การประกอบอาหารท าให้เด็กได้รู้จัก คิดลงมือท า และน าไปสู่ผลลัพธ์ด้วยตัวของเด็กเอง เด็กได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ และมีพัฒนาการทุกด้าน การท างานร่วมกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ใน การจัดกิจกรรมประกอบอาหาร โดยเฉพาะการท างานร่วมกันนั้น ท าให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กันในการท างาน ร่วมกัน เด็กจะแสดงพฤติกรรมออกมาด้วยความสมัครใจ ซึ่งเด็กจะได้พัฒนาลักษณะที่พึงประสงค์ คือ มีความรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา มีวินัย มีความอดทน อดกลั้นมีความเป็นผู้น าผู้ตามที่ดี รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนยอมรับ ความคิดเห็นของตนเองและผู้อื่น
41 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนการจัด กิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานเสริมด้วยกิจกรรมศิลปะแบบร่วมมือโดยมีหัวข้อในการ ดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล กำรก ำหนดประชำกรและกำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยที่มีอายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ในโรงเรียนเทศบาล10 อนุบาลหนูดีมีจำนวน 89 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เด็กชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นปฐมวัยปีที่1 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล10 อนุบาลหนูดี สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานีที่ได้มา จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 29 คน แบบแผนกำรทดลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบ อาหารประเภทปั้น (One Group Pretest - Posttest Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60 -62) ดังแสดงในตารางที่ 1