The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mew Nutnicha, 2021-10-21 17:01:43

รำวงมาตรฐาน

รายงาน

รำวงมำตรฐำน

ณฐั ณิชำ ทองใส กลุ่ม 29 เลขที่ 1
อนชุ ำ เวยี งชัย กล่มุ 29 เลขที่ 14

รำยงำนนี้เป็นสว่ นหนึ่งของกำรศกึ ษำวชิ ำคน้ ควำ้ และกำรเขยี นรำยงำนเชิงวิชำกำร
ภำควชิ ำนำฏศลิ ปไ์ ทยศกึ ษำ คณะศลิ ปกรรมศำสตร์
มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลธญั บุรี
ภำคเรยี นท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2564







รำวงมำตรฐำน

ณฐั ณิชำ ทองใส กลุ่ม 29 เลขที่ 1
อนชุ ำ เวยี งชัย กล่มุ 29 เลขที่ 14

รำยงำนนี้เป็นสว่ นหนึ่งของกำรศกึ ษำวชิ ำคน้ ควำ้ และกำรเขยี นรำยงำนเชิงวิชำกำร
ภำควชิ ำนำฏศลิ ปไ์ ทยศกึ ษำ คณะศลิ ปกรรมศำสตร์
มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลธญั บุรี
ภำคเรยี นท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2564





คำนำ

รายงานฉบับนี้จัดทาข้ึนเพ่ือปฏิบัติการเขียนรายงานการค้นคว้าที่ถูกต้องอย่างเป็นระบบ อันเป็น
ส่วนหน่ึงของการศึกษารายวชิ า 01-210-017 การค้นคว้าและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ซึ่งจะนาไปใช้
ในการทารายงานค้นควา้ สาหรับรายวชิ าอืน่ ได้อกี ตอ่ ไป การท่ีผูจ้ ดั ทาเลือกทาเร่อื ง “ราวงมาตรฐาน” เน่ือง
ด้วยในปัจจุบันได้มีการนาการแสดงราวงมาตรฐานมาจัดเป็นการเรียนการสอนถึงพ้ืนฐานทางด้าน
นาฏศิลป์ และยังได้มีการนาเพลงราวงมาตรฐานมาร่วมกิจกรรมของการเคล่ือนไหวอีกด้วย ดังนั้น จึงมี
ความจาเป็นอยา่ งมากที่จะตอ้ งนาเสนอความรูค้ วามเข้าใจทีถ่ ูกต้องเก่ียวกับราวงมาตรฐาน

รายงานฉบับนี้กล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติ ลักษณะ ความสาคัญ พัฒนาการของราวง
มาตรฐาน เหมาะสาหรบั ผู้ที่ต้องการรับรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับประวัติความเปน็ มา และพัฒนาการของราวง
มาตรฐานท่ีถกู ต้อง

ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ท่ีกรุณาให้ความรู้และคาแนะนาโดยตลอด
และขอขอบคุณ Digital Library มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ให้ความ
สะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของหนังสือ บทความ ที่ผู้เขียนอ้างอิงทุกท่าน หากมี
ข้อบกพร่องประการใด ผเู้ ขยี นขอนอ้ มรับไวเ้ พื่อปรบั ปรุงตอ่ ไป

ณัฐณชิ า ทองใส
อนชุ า เวยี งชยั
21 ตุลาคม 2564





สารบญั

หน้า

คานา………………………………………………………………………………………………….................................. ก
สารบัญภาพประกอบ.................................................................................................. ..................... ง
บทท่ี
1
1 บทนา………………………………………………………………………………………………………………. 2
1.1 ประวตั ิความเปน็ มาของราวงมาตรฐาน......................................................... 5
1.2 ผู้คดิ ประดิษฐ์ทา่ รา........................................................................................ 7
1.3 ผูเ้ ผยแพรร่ าวงมาตรฐานครัง้ แรก…………………………………………………………. 9
9
2 ทฤษฎีทีเ่ ก่ียวกบั ราวงมาตรฐาน…………………................................................................. 10
2.1 วิวฒั นาการของราวงมาตรฐาน…………………………………………………………….. 14
2.2 สือ่ การเรยี นการสอน………………………………………………………………………….. 14
21
3 องคป์ ระกอบในการแสดงราวงมาตรฐาน……………………………………………………………… 21
3.1 เคร่ืองดนตรี……………………………………………………………………………………….. 29
3.2 สถานท่แี สดง……………………………………………………………………………………… 29
3.3 อธิบายทา่ รา………………………………………………………………………………………. 30
30
4 ลกั ษณะการแสดง…………………………………………………………………………………………….…
4.1 รูปแบบ และลักษณะการแสดง………………………………………………………….….
4.2 เนือ้ เพลง…………………………………………………………………………………………....
4.2.1 เพลงงามแสงเดอื น…………………………………………………………….…





สารบัญ (ต่อ)

หน้า

4.2.2 เพลงชาวไทย.……………………………………………………………………… 30
4.2.3 เพลงรามาซิมารา………………………………………………………….……. 31
4.2.4 เพลงคนื เดือนหงาย…………………………………………………………….. 32
4.2.5 เพลงดวงจนั ทร์วนั เพญ็ ………………………………………………………… 32
4.2.6 เพลงดอกไมข้ องชาติ…………………………………………………………… 33
4.2.7 เพลงหญงิ ไทยใจงาม……………………………………………………………. 34
4.2.8 เพลงดวงจันทร์ขวัญฟา้ ………………………………………………………… 35
4.2.9 เพลงยอดชายใจหาญ………………………………………………………….. 35
4.2.10 เพลงบชู านักรบ…………………………………………………………………. 36
4.3 โอกาสท่ีใชใ้ นการแสดง………………………………………………………………………... 37
4.4 ลักษณะการแต่งกาย……………………………………………………………………………. 37
5 สรุป…………………………………………………………………………………………………………………. 41
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………….. 44





สารบญั ภาพประกอบ

ภาพที่ หน้า
1 หม่อมตว่ น (นางศุภลกั ษณ์ ภัทรนาวกิ )………………………………………………………………... 5
2 ครูมลั ลี คงประภัศร์…………………………………………………………………………………………… 5
3 ครลู มุล ยมะคปุ ต์………………………………………………………………………………………………. 6
4 ครูผัน โมรากลุ ………………………………………………………………………………………………….. 6
5 ครูอาคม สายาคม……………………………………………………………………………………………… 7
6 ครูสุวรรณี ชลานเุ คราะห์……………………………………………………………………………….…… 7
7 ครสู ุนนั ทา บุณยเกตุ……………………………………………………………………………………….…. 8
8 ครูธรี ยุทธ ยวงศรี…………………………………………………………………………………………….… 8
9 โทน (Tong)……………………………………………………………………………………………………… 16
10 โทนมโหรี…………………………………………………………………………………………………………. 16
11 โทนชาตรี…………………………………………………………………………………………………………. 17
12 วงดนตรีไทย บรรเลงเพลงราวง…………………………………………………………………………… 20
13 วงดนตรสี ากล บรรเลงเพลงราวง………………………………………………………………………... 20
14 ท่าราเพลงงามแสงเดือน……………………………………………………………………………………... 23
15 ทา่ ราเพลงชาวไทย……….…………………………………………………………………………………….. 24
16 ทา่ ราเพลงรามาซิมารา………………………………………………………………………………………. 24
17 ทา่ ราเพลงคืนเดอื นหงาย………………………………………………………………………….............. 25
18 ทา่ ราเพลงดวงจันทร์วนั เพญ็ ………………………………………………………………………………... 25
19 ท่าราเพลงดอกไม้ของชาติ………………………………………………………………………………….. 26





สารบัญภาพประกอบ (ตอ่ )

ภาพที่ หน้า
20 ท่าราเพลงหญิงไทยใจงาม………………………………………………………………………………….. 26
21 ทา่ ราเพลงดวงจันทรข์ วญั ฟ้า………………………………………………………………………………. 27
22 ท่าราเพลงยอดชายใจหาญ…………………………………………………………………………………. 27
23 ทา่ ราเพลงบชู านักรบ…………………………………………………………………………………………. 28
24 เครื่องแตง่ กายแบบชาวบ้าน……………………………………………………………………………….. 38
25 เครื่องแตง่ กายแบบรชั กาลท่ี 5……………………………………………………………………………. 38
26 เครอ่ื งแต่งกายแบบสากลนิยม…………………………………………………………………………….. 39
27 เครอ่ื งแต่งกายแบบราตรสี โมสร………………………………………………………………………….. 40





บทที่ 1

บทนำ

ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญ

นาฏศิลป์เป็นมิติหนึ่งของวัฒนธรรม ซ่ึงสะท้อนปรัชญา แนวคิด และการสร้างสรรค์งานที่
เก่ียวข้องกับความงาม ความสุนทรีย์ ในศิลปะหลายแขนงที่มีมาแต่อดีต นาฏศิลป์เป็นท้ังเคร่ืองบันเทิง
เริงรมย์ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม พิธีการเป็นเครื่องอุปโภคเฉพาะชนชน้ั เป็นเครื่องแสดงระเบียน สังคม
อานาจ เป็นสื่อกลาง เปน็ ส่งิ บง่ บอกเอกลักษณ์ของชาติ ดงั น้ัน นาฏศิลป์จึงมีบทบาทในสังคมทุกยุคสมยั

นาฏศิลปไ์ ทย เป็นศลิ ปะแหง่ การฟ้อนรา ท่มี ีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ แตไ่ ด้รบั การตกแต่งและ
ปรบั ปรุงให้งดงามย่ิงข้ึน จนกอ่ ให้เกดิ อารมณส์ ะเทือนใจแก่ผ้ดู ผู ู้ชม โดยแทจ้ รงิ แล้วการฟ้อนราก็คือ ศิลปะ
ของการเคล่ือนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วยเหตุน้ีธรรมชาติท่ี
เป็นพ้ืนฐานเบ้ืองต้นของการฟ้อนราจึงมาจากอิริยาบทต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน เดิน น่ัง นอน ฯลฯ
ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมท้ังแกว่งแขนสลับกันไป เช่น เมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่ง
แขนขวาออก และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพ่ือเป็นหลักในการทรงตัว ครั้นเม่ือ
นามาตกแต่งเป็นทา่ ราขนึ้ ก็กลายเปน็ ถา้ เดนิ ทีม่ ีลีลาการก้าวเท้าและแกว่งแขน ใหไ้ ดส้ ดั สว่ นงดงามถูกต้อง
ตามแบบแผนที่กาหนด ตลอดจนท่วงทานองและจังหวะเพลงนาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากอากัปกิริยาของ
สามัญชนเป็นพื้นฐาน ซ่ึงโดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนยอ่ มมีอารมณ์ตา่ ง ๆ ได้แก่ รัก โกรธ โศกเศร้า เสียใจ ดีใจ
ร้องไห้ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อมนุษย์มีอารมณ์อย่างหน่ึงอย่างใดเกิดข้ึน นอกจากจะมีความรู้สึก
เกดิ ขน้ึ ในจติ ใจแล้วยังแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาทางกายในลักษณะตา่ ง ๆ กัน เช่น รัก-หน้าตา กริ ิยาท่ี
แสดงออก อ่อนโยน รู้สึกเล้าโลม เจ้าชู้, โกรธ-หน้าตาบึ้งตึง กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าว่าต่าง ๆ, โศกเศร้า/
เสียใจ-หน้าตากิริยาละห้อยละเห่ีย ตัดพ้อต่อว่า ร้องไห้ นอกจากนี้ นาฏศิลป์ไทย ยังได้รับอิทธิพลแบบ
แผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่เป็น
เรื่องของเทพเจ้า และตานานการฟ้อนรา โดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยท้ังทางตรงและทางอ้อม คือ ผ่านชน
ชาติชวา และเขมร ก่อนทีจ่ ะนามาปรบั ปรงุ ใหเ้ ป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตวั อยา่ งของเทวรูป
ศิวะปางนาฏราช ท่ีสร้างเป็นท่าทางการร่ายราของ พระอิศวร ซงึ่ มีท้งั หมด 108 ทา่ หรอื 108 กรณะ โดย
ทรงฟ้อนราครง้ั แรกในโลก ณ ตาบลจิทรมั พรัม เมืองมัทราส อนิ เดยี ใต้

ปัจจุบนั อยูใ่ นรัฐมฬิ นาดู นับเปน็ คมั ภรี ส์ าหรบั การฟ้อนรา แตง่ โดยพระภรตมนุ ี เรยี กวา่ คมั ภีร์ภรต
นาฏยศาสตร์ ถือเป็นอิทธิพลสาคญั ต่อแบบแผนการสืบสาน และการถา่ ยทอดนาฏศลิ ป์ของไทยจนเกิดขึ้น

2

เป็นเอกลักษณ์ของตนเองท่ีมีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียม มาจนถึง
ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เช่ียวชาญท่ีศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า อารยธรรมทาง
ศิลปะด้านนาฏศิลป์ของอินเดียน้ีได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตาม
ประวัติศาสตร์การสร้างเทวาลัยศิวะนาฏราชท่ีสร้างข้ึนในปี พ.ศ. 1800 ซ่ึงเป็นระยะท่ีไทยเร่ิมก่อตั้งกรุง
สุโขทัย ดังน้ัน ท่าราไทยท่ีดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรี
อยุธยา และมีการแก้ไข ปรับปรุงหรือประดิษฐข์ ้ึนใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์ จนนามาสู่การประดิษฐ์ขน้ึ
ในสมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ จนนามาสู่การประดิษฐท์ า่ ทางการร่ายราและละครไทยมาจนถึงปจั จุบัน

1.1 ประวัติควำมเปน็ มำของรำวงมำตรฐำน

ราวงมาตรฐาน เป็นการแสดงท่ีมีวิวัฒนาการมาจาก “ราโทน” เป็นการราและร้องของชาวบ้าน
ซึ่งจะมีผู้ราทั้งชาย และหญิง รากันเป็นคู่ ๆ รอบครกตาข้าวท่ีวางคว่าไว้ หรือไม่ก็รากันเป็นวงกลม โดยมี
โทนเป็นเคร่ืองดนตรีประกอบจงั หวะ ลักษณะการรา และร้องเป็นไปตามความถนดั ไม่มแี บบแผนกาหนด
ไว้ คงเป็นการรา และรอ้ งงา่ ย ๆ มุง่ เนน้ ที่ความสนุกสนานรนื่ เริงเป็นสาคัญ เชน่ เพลงชอ่ มาลี เพลงยวนยา
เหล เพลงหล่อจริงนะดารา เพลงตามองตา เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ฯลฯ ด้วยเหตุที่การราชนิดนี้มีโทนเปน็
เครื่องดนตรีประกอบจังหวะ จงึ เรยี กการแสดงชดุ น้ีว่า “ราโทน”

ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2484-2488) ทาให้ประเทศไทย ๆ ข้าวยากหมากแพง
สับสน และกาลังเผชิญหน้าอยู่กับการคุกคามทั้งทางแสนยานุภาพและวัฒนธรรม รัฐบาลของจอมพล ป.
พิบูลสงคราม ซ่ึงได้เตรียมตัวรับมือกับภาวะเช่นน้ีมาก่อนแล้ว ด้วยการประกาศการเตรียมพร้อมท้ัง
ทางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม การค้า ตลอดจนความเป็นอยู่แบบ “พอเพียง” รวมไปถึงเปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมขนานใหญ่ เพื่อสร้างกาหนดเกณฑ์ให้ข้าราชการ และประชาชนถือปฏิบัติอย่างมีแบบแผน
ตัง้ แตก่ าร สวมหมวก สวมเกือก และการใช้ภาษา

ท้ังหมดน้ีก็เพื่อให้คนในชาติดูมีอารยธรรม ไม่แตกต่างไปจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยของ
รชั กาลท่ี 5 เทา่ ใดนัก

แต่ดูเหมือนจะมีสิ่งหน่ึงท่ีแปลกแยกออกมา จนทาให้เกิดข้อสงสัยว่าท่านผู้นากาหนดขึ้นมา คือ
“ราวง” ท้ังท่ีดูจะไม่ไปในยุคนั้น ซ่ึงประชาชนท้ังอดอยาก ท้ังเครียด ทั้งยังต้องคอบหลบระเบิดท่ีมา
ทักทายอยู่เสมอๆ ญี่ปุ่นเองก็เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด นี่เองที่ทาให้ประชาชนหันมาคลายเครียดกันด้วย
การ “ราโทน”

3

ท่านผู้นาจอมพล ป.พิบูลสงคราม อาศัยแนวคิดที่ว่า เมื่อแสนยานุภาพสู้ไม่ได้ ก็ต้องสู้กันด้วย
วัฒนธรรม จึงกาหนดให้เอาการร้องราทาเพลงในลักษณะน้ีเป็นการบารุงขวัญราษฎรเพื่อมิให้หวาดหว่ัน
ทุกข์ร้อนจนเกินไป ผลพลอยได้ก็คือ ทาให้ญ่ีปุ่นเองเห็นว่าคนไทยไม่ได้วิตกกังวลอะไรนักกับการยึดบ้าน
ยึดเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นการลดความตึงเตรียดให้กับทั้งสองฝ่าย เมื่อกาหนดออกมาเป็นนโยบายแล้ว ก็
ต้องทาให้เป็นแบบแผนขึ้นมา งานน้ีตกเป็นของ นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งได้เขียนบรรยาย
ไว้ในคานาหนังสือราวงของกรมศิลปากร สรุปความว่า ชาวบ้านในพระนครและธนบุรีพากันนิยม “รา
โทน” แต่เป็นการราแบบชาวบ้านเอาสนุกเข้าว่า ทางการได้มอบหมายให้กรมศิลปากรพิจารณาปรับปรุง
การเล่นราโทนเสียใหม่ในปี พ.ศ. 2487 โดยนาเอาแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทยมาทาให้งดงามและมีแบบ
แผนยง่ิ ขน้ึ เช่น สอดสร้อยมาลา ชักแป้งแตง่ หน้า เป็นตน้ โดยถอื เอาทา่ เหล่าน้เี ปน็ “แม่ทา่ ” นอกจากน้ัน
ผู้ราสามารถดัดแปลงเอาตามถนัด แล้วเปล่ียนชอ่ื เรียกเสียใหม่ว่า “ราวง” เพราะผู้รามักเล่นกันเคล่ือนไป
รอบ ๆ เป็นวงกลม จึงเป็นท่ีน่านิยมมากยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรปรับปรุงราโทนเสยี ใหมใ่ ห้
เป็นมาตรฐาน มีการแต่งเน้ือร้อง ทานองเพลงและนาท่าราจากแม่บทมากาหนดเป็นท่าราเฉพาะแต่ละ
เพลงอยา่ งเป็นแบบแผน

บุคคลสาคัญอีกผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมราวงอีกท่านก็คือ ท่านผู้หญิง
ละเอียด ภรรยาท่านผู้นาน่ันเอง ถึงกับแต่งเพลงราวงไว้ไม่น้อย เพราะท่านมีฝีไม้ลายมือในการแต่งกลอน
ที่ดีคนหนึ่งสมกับเป็นหน่งึ ในสกุล “พันธ์ุกระวี” เพลงที่เรารู้จักกันดีก็คือ ดอกไม้ของชาติ หญิงไทยใจ ดวง
จันทรว์ นั เพ็ญ เปน็ ต้น เพลงทีท่ า่ นแต่งไว้ไดร้ ับความนิยมในหมนู่ กั ราเปน็ อยา่ งมาก

ราวงมาตรฐาน ประกอบด้วยเพลงท้ังหมด 10 เพลง กรมศิลปากรแต่งเน้ือร้องจานวน 4 เพลง คือ
เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงราซิมารา เพลงคืนเดือนหงาย ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
แต่งเนื้อร้องเพิ่มอีก 6 เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า
เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชานักรบ เพลงยอดชายใจหาญ ส่วนทานองเพลงท้ัง 10 เพลง กรมศิลปากร
และกรมประชาสัมพนั ธ์เป็นผู้แตง่

จากการสัมภาษณ์นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ สาชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย)
ปีพทุ ธศักราช 2533 อธิบายวา่ “ทา่ ราเพลงราวงมาตรฐานประดิษฐ์ท่าราโดย นางลมลุ ยมะคุปต์ นางมลั ลี
คงประภัศร์ และนางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก ซึ่งเป็นผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป
ส่วนผู้คิดประดิษฐ์จังหวะเท้าของเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ คือนางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา อาจารย์ใหญ่
โรงเรียนสงั คตี ศิลป ปจั จบุ นั คือ วิทยาลัยนาฏศิลป ปี พ.ศ. 2485 – 2486

4

เม่ือปรับปรุงแบบแผนการเล่นราโทนให้มีมาตรฐาน และมีความเหมาะสม จึงมีการเปล่ียนแปลงช่ือ
จากราโทนเป็น “ราวงมาตรฐาน” อันมีลักษณะการแสดงที่เป็นการราร่วมกันระหว่างชาย-หญิง เป็นคู่ ๆ
เคลื่อนย้ายเวียนไปเป็นวงกลม มีเพลงร้องที่แต่งทานองข้ึนใหม่ มีการใช้ท้ังวงปี่พาทย์บรรเลงเพลง
ประกอบ และบางเพลงก็ใช้วงดนตรีสากลบรรเลงเพลงประกอบ ซึ่งเพลงร้องท่ีแต่งข้ึนใหม่ทั้ง 10 เพลง มี
ท่าราท่กี าหนดไวเ้ ป็นแบบแผน คอื

- เพลงงามแสงเดอื น ท่าสอดสร้อยมาลา
- เพลงชาวไทย ทา่ ชักแป้งผดั หน้า
- เพลงรามาซมิ ารา ทา่ ราส่าย
- เพลงคืนเดอื นหงาย ทา่ สอดสร้อยมาลาแปลง

- เพลงดวงจันทร์วนั เพ็ญ ทา่ แขกเต้าเข้ารงั และท่าผาลาเพยี งไหล่
- เพลงดอกไมข้ องชาติ ทา่ รายัว่
- เพลงหญงิ ไทยใจงาม ท่าพรหมส่ีหนา้ และท่ายูงฟอ้ นหาง
- เพลงดวงจันทรข์ วญั ฟ้า ทา่ ชา้ งประสานงา และทา่ จนั ทร์ทรงกลดแปลง

- เพลงยอดชายใจหาญ หญงิ ท่าชะนรี ่ายไม้ ชายทา่ จ่อเพลิงกลั ป์
- เพลงบชู านักรบ หญงิ ทา่ ขดั จางนาง และท่าลอ่ แกว้ ชายท่าจันทร์ทรงกลดต่า และทา่ ขอแกว้

ราวงมาตรฐาน นิยมเล่นในงานร่ืนเริงบันเทิงต่าง ๆ และยังนิยมนามาใช้เล่นแทนการเต้นรา สาหรับ
เคร่ืองแต่งกายก็มีการกาหนดการแต่งกายของผู้แสดงให้มีระเบียบด้วยการใช้ชุดไทย และชุดสากลนิยม
โดยแต่งเป็นคู่ รับกันทั้งชายและหญิง อาทิ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน สวมเส้ือคอกลม มีผ้าคาดเอว ผู้หญิงนุ่ง
โจงกระเบน ห่มสไบอัดจีบ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน สวมเส้ือราชประแตน ผู้หญิงแต่งชุดไทยแบบรัชกาลที่ 5
ผู้ชายแตง่ สูท ผู้หญงิ แตง่ ชดุ ไทยเรือนต้น หรอื ไทยจกั รี

ราวงมาตรฐาน เป็นการราท่ีได้รับความนิยมสืบมาจนถึงปัจจุบัน มักนิยมนามาใช้หลังจากจบการ
แสดง หรือจบงานบันเทิงต่าง ๆ เพ่ือเชิญชวนผู้ร่วมงานออกมาราวงร่วมกัน เป็นการแสดงความสามัคคี
กลมเกลียว อีกทั้งยังเป็นท่ีนิยมของชาวต่างชาติในการออกมาราวงเพื่อความสนุกสนาน (สานักการสังคตี ,
2564 : ออนไลน)์

5

1.2 ผู้คิดประดษิ ฐ์ท่ำรำ
เพลงราวงมาตรฐานทั้ง 10 เพลงนั้น คือ คณะอาจารย์ด้านนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรได้ช่วยกัน

คิด ประดิษฐ์ท่าราให้งดงามถูกต้องตามหลักนาฏศิลป์ กาหนดให้เป็นแบบมาตรฐาน ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารา
ของราวงมาตรฐาน คอื

ภาพท่ี 1 หมอ่ มตว่ น (นางศุภลักษณ์ ภทั รนาวิก)
(กญั กฤษเขม แดนที่, 2564 : ออนไลน)์

ภาพท่ี 2 ครมู ลั ลี คงประภัศร์
(กัญกฤษเขม แดนท่ี, 2564 : ออนไลน)์

6

ภาพท่ี 3 ครลู มลุ ยมะคปุ ต์
(กญั กฤษเขม แดนที่, 2564 : ออนไลน์)

ภาพท่ี 4 ครผู นั โมรากุล
(กญั กฤษเขม แดนท่ี, 2564 : ออนไลน)์

7

ต่อมาได้มีการนาราวงน้ีไปสลับกับวงลลี าศ ทาให้ชาวต่างประเทศรู้จักราวง เพ่ือให้ประชาชนชาว
ไทยได้เล่นกันแพร่หลาย และมีแบบแผนอันเดียวกัน กรมศิลปากรจึงเรียกว่า “ราวงมาตรฐาน” (กัญกฤษ
เขม แดนท,ี่ 2564 : ออนไลน์)

1.3 ผู้เผยแพร่รำวงมำตรฐำนคร้งั แรก
การแสดงราวงมาตรฐาน มีผ้แู สดงครง้ั แรก 6 ท่าน ดงั นี้

- ครูศิริวัฒน์ ดิษยนันทน์
- ครจู านง พรพสิ ุทธิ์

ภาพท่ี 5 ครอู าคม สายาคม ภาพท่ี 6 ครสู ุวรรณี ชลานเุ คราะห์
(กัญกฤษเขม แดนที่, 2564 : ออนไลน)์ (กัญกฤษเขม แดนที่, 2564 : ออนไลน)์

8

ภาพที่ 7 ครูสนุ ันทา บุณยเกตุ ภาพท่ี 8 ครธู ีรยุทธ ยวงศรี
(กญั กฤษเขม แดนท่ี, 2564 : ออนไลน์) (กัญกฤษเขม แดนที่, 2564 : ออนไลน)์

บทที่ 2

ทฤษฎีท่เี ก่ียวกับรำวงมำตรฐำน

การเรียนรู้ “นาฏศิลป์” มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นมา ภูมิปัญญาและ
รากฐานทางวัฒนธรรมของนาฏศิลป์ เห็นคุณค่าและเกิดความซาบซึ้งในกระบวนการแสดงออกอย่างมี
ระบบ มีข้ันตอน ค้นหาศักยภาพของตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ทางด้านนาฏศิลป์จะช่วยให้
ผูเ้ รยี นมีสุนทรียภาพ และเหน็ คุณคา่ ของศลิ ปะการแสดงทัง้ ของไทยและสากล นอกจากนั้น ยังจะชว่ ยให้มี
จิตใจที่งดงาม มีสมาธิต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติงานทั้งวิชานาฏศิลป์และสาระวิชาอ่ืน เป็นการช่วย
พัฒนาบุคคล และส่งผลตอ่ การพฒั นาสว่ นรวม

ความสาคัญ คือ เพ่ือให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ สังคม จิตใจ และสติปัญญา
ตลอดจนนาไปสู่การพัฒนาส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือมั่นในตนเองและแสดงออกในเชิง
สรา้ งสรรค์ สามารถคน้ พบศักยภาพของตนเอง อนั เป็นพ้นื ฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ ด้วย
การมีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มีคุณธรรมและจริยธรรม สามารถทางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสขุ

2.1 วิวัฒนำกำรของรำวงมำตรฐำน

ราวงมาตรฐาน เป็นการแสดงท่ีมีวิวัฒนาการมาจาก “ราโทน” ที่ไม่มีแบบแผนกาหนดไว้ เหตุที่
เรียกช่ือว่าราโทน เพราะเดิมเป็นการราประกอบจังหวะการตี “โทน” ซ่ึงเป็นเคร่ืองดนตรีหลักในการเล่น
เพลงที่นามาร้องนั้นใช้วิธีจดจาสืบทอดกันมา เป็นเพลงที่มีเน้ือร้องง่าย ๆ เป็นเพลงสั้น ๆ ไม่มีช่ือเพลง
เฉพาะ มักเรียกช่ือตามวรรคแรกของเน้ือร้อง ไม่บอกช่ือผู้แต่ง ใครอยากแต่งข้ึนมาใหม่ก็ได้ ไม่นิยม
ดดั แปลงทั้งเน้อื ร้องและท่ารา คือจามาอย่างไรก็ร้องและราอย่างนั้น บางครัง้ การถ่ายทอดอาจได้มาเฉพาะ
เนือ้ เพลง

บทเพลงท่ีใช้ประกอบการแสดงราโทนมีมากกว่า 100 เพลง เป็นบทเพลงท่ีมีมาแต่ด่ังเดิมบ้าง
เป็นเพลงทีแ่ ตง่ เนื้อร้อง-ท่าราขึ้นมาใหม่บ้าง เพลงต่าง ๆ ที่ใชร้ อ้ ง ใช้วธิ ีจดจาและถ่ายทอดกนั ตอ่ ๆ มา ไม่
มีการจดบันทึก เนื้อเพลงจึงแตกต่างไปตามแต่ความต้องการของผู้ร้อง คือ พ่อเพลง แม่เพลงหรือผู้ร่วม
แสดงคือ ผู้รา ส่วนใหญ่ผู้ราก็จะร้องเพลงได้เกือบทุกเพลง เน้ือเพลง บทเพลงก็นามาจากวรรณคดีบาง
เรือง เช่น ลักษณวงศ์ ไกรทอง รามเกียรติ เป็นต้น นอกจากนี้เพลงบทเพลง ก็มีเนื้อร้องให้รักชาติ
เก่ียวขอ้ งทอ้ งถน่ิ แต่ท่ีพบมากที่สุดกเ็ ปน็ เน้ือเพลงเก่ยี วกบั ความรัก การเกี้ยวพาราสีของพวกหนมุ่ สาว

10

การแต่งการราโทนแต่เดิมสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นการแต่งกายแบบพ้ืนบ้าน จะเห็นได้ว่าการ
เล่นราโทนยังไม่มีระเบียบแบบแผนของการแต่งกายเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นการ “ร่วมเล่น” เพ่ือ
ความบันเทิงไม่ใช่เพ่ือการแสดงเช่นการแสดงชนิดอ่ืน ๆ ชายนิยมแบบสากลประกอบด้วยหมวก เส้ือ
ชัน้ นอกคอเปิด หรือคอปดิ ถา้ เป็นคอเปดิ ตอ้ งใส่เส้ือชนั้ ในคอปก มีผา้ ผูกคอเงื่อนกลาสีหรือเง่ือนหกู ระต่าย
กางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเทา้ ถงุ เทา้ (สานักงานวฒั นธรรมจังหวัดลพบุรี, 2564 : ออนไลน์)

ต่อมาเม่ือปี พ.ศ. 2487 รฐั บาลได้เลง็ เหน็ ศิลปะพ้นื บา้ นอันสวยงามของไทยท่ีมีอยู่อย่างแพร่หลาย
ควรท่ีจะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตาหนิได้
ว่าศิลปะการฟ้อนราของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะท่ีแสดงออกว่า
เป็นชาติ ที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรา (รา
โทน) ข้ึนใหมใ่ ห้มีระเบยี บ แบบแผน มีความงดงามมากยง่ิ ข้ึน ทัง้ ทางดา้ นเนื้อร้อง ทานองเพลง และนาท่า
ราจากแม่บทกาหนดเป็นท่าราเฉพาะแต่ละเพลงอย่างเป็นแบบแผน จึงเกิดเป็น “ราวงมาตรฐาน”
ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 10 เพลง กรมศิลปากรแต่งเนื้อร้องจานวน 4 เพลง และท่านผู้หญิงละเอียด
พิบูลสงคราม แต่งเนื้อร้องเพ่ิมอีก 6 เพลง ส่วนทานองเพลงทั้ง 10 เพลง กรมศิลปกรและกรม
ประชาสัมพนั ธ์เป็นผแู้ ตง่

เมื่อปรับปรุงแบบแผนการเล่นราโทนให้มีมาตรฐานและมีความเหมาะสม จึงมีการเปลี่ยนชื่อจาก
“ราโทน” เป็น “ราวงมาตรฐาน” มีเน้ือร้องที่แต่งทานองขึ้นใหม่ มีการใช้ทั้งวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ
และบางเพลงก็ใช้วงดนตรสี ากลบรรเลงประกอบ ซึ่งเน้ือร้องท่ีแต่งข้ึนใหม่ท้ัง 10 เพลง มที า่ ราท่กี าหนดไว้
เป็นแบบแผน รว่ มถึงได้มีการจดั เคร่อื งแตง่ กายของราวงมาตรฐาน ประกอบด้วย 4 แบบ (สานักการสงั คีต,
2564 : ออนไลน)์

2.2 สอื่ กำรเรยี นกำรสอน

นาฏศิลป์ เป็นสาระที่นาเอาศิลปะสาขาต่างๆมารวมไว้ดว้ ยกัน การจัดการเรียนรู้จึงจาเป็นต้องใช้
ส่ือหลายชนิดประกอบการสอน ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ ต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจ
และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าของนาฏศิลป์ไทย ถ่ายทอดความรู้สึก
ความคิดอย่างอิสระ ช่ืนชม และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ นักเรียนจึงต้องเกิดการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่ือเทคโนโลยีนับเป็นส่ิงที่จาเป็นอย่างย่ิงในการจัดกระบวนการ
เรียนรู้วิชานาฏศิลป์ ซ่ึงหากครูนามาใช้ประกอบการสอนจะทาให้ครูเหน่ือยน้อยลง และบรรลุตาม
วตั ถุประสงค์ท่วี างไว้ (สมุ ติ ร เทพวงษ์, 2564 : ออนไลน์)

11

หลักกำรและเทคนคิ กำรสอน
1. การสอนแบบแนะนา เป็นการสอนที่ผู้เรียนต้องทาตามคาส่ังหรือคาแนะนาจากครู เช่น ครูพูดถึง
รูปร่างหน้าตา ท่าทาง การเดิน การราแล้วให้นักเรียนทาท่าเลียนแบบ โดยมีทานองเพลงและเครอ่ื งกากบั
จังหวะเคาะจงั หวะตามจงั หวะชา้ -เรว็
2. การสอนแบบสาธิต จะต้องมกี ารสาธิตเป็นตัวอยา่ ง เช่น ครสู าธิตทา่ นาฏยศัพท์ สาธิตท่าราต่าง ๆ
3. การสอนแบบฝึกปฏิบัติเป็นการที่ครูกาหนดให้ผู้เรียนฝึกฝน เช่น การเลียนแบบท่าทาง การแสดงท่า
นาฏยศพั ท์และภาษาทา่ นาฏศลิ ปอ์ าจจะใช้รปู ภาพประกอบ (โกวทิ ย์ ขนั ธศริ , 2564 : ออนไลน)์

รปู แบบกำรสอนโดยใช้กระบวนกำรปฏิบัติ
สามารถนามาใช้สอนนาฏศิลป์ในระดับมัธยมศึกษาได้ดี มีรายละเอียด คือ การสอนโดยใช้
กระบวนการปฏิบัติเป็นกระบวนการท่ีมุ่งเน้นให้นักเรียนปฏบิ ัติจนเกิดทักษะ เกิดความชานาญจัดเป็นการ
เรียนรู้ทางด้านทักษะพิสัยเป็นการเรียนรู้โดยใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ในการเคล่ือนไหวหรือการ
ทางาน เช่น การเรียนวิชาพลศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์ งานบ้าน งานประดิษฐ์ รวมทั้งการเรียนในวิชา
ภาษาไทยที่ต้องมีการฝึกฝนในทักษะที่มีต้นแบบ เช่น การพูด การอ่านออกเสียง การคัด และการเขียน
เป็นต้น การสอนโดยใช้กระบวนการปฏิบัติ มขี ั้นตอน ดังน้ี
1. ข้ันตระหนัก เป็นการชี้แนะหรือแสดงถึงความสาคัญของส่ิงที่จะปฏิบัติ ทาให้นักเรียนเห็นคุณค่าของ
กิจกรรมทก่ี าลงั จะปฏิบตั ิ
2. ขั้นสงั เกตและรบั รขู้ ้อมลู เปน็ การรบั รู้จากการเหน็ หรอื สงั เกตครูในการกระทากิจกรรมท่ี นกั เรยี น
ตอ้ งปฏิบตั ิตาม โดยเน้นถงึ หลกั การที่ถูกต้องรวมถงึ การทนี่ ักเรียนไดเ้ ห็นตัวอยา่ ง หลากหลายจนเกดิ ความ
เข้าใจและสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
3. ข้ันปฏิบัติตามหรือข้ันทาตามแบบ เป็นการให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเลียนแบบไปพร้อม ๆ กับครูท่ีทาให้
เห็นทีละขัน้ ตอนจากพืน้ ฐานไปสู่กิจกรรมทีซ่ ับซ้อนขึน้ ภายใต้การชแ้ี นะของผเู้ สนอ
4. ข้ันฝึกหัดและทบทวน หรือทาข้ึนเองโดยไม่มีแบบ เป็นข้ันท่ีนักเรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเองอย่างต่อเน่อื ง
ครบทุกข้ันตอน และฝึกปฏิบัติซ้าหลาย ๆ ครั้ง เพ่ือเป็นการทบทวนและเสริมสร้างความ ม่ันใจในการ
ปฏิบัติ

12

5. ขั้นวิเคราะห์และสรุปเป็นขั้นท่ีนักเรียนบอกถึงข้ันตอนและวิธีการในการทากิจกรรมได้อย่างถูกต้อง
รวมท้ังพิจารณาผลงานและวิธีการทางานว่าได้ผลสาเร็จมากน้อยเพียงใด จาเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไข
หรอื ไม่ เพื่อจะได้ยึดเป็นแนวทางการทางานต่อไป
6. ขั้นนาไปใช้เป็นการมอบหมายให้นักเรียนได้นาเอาความรู้และทักษะที่ได้เรียนมาท้ังหมดไปใช้อย่าง
อิสระหรือสถานการณ์จริงให้เกิดความชานาญ เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือเกิดความ แปลกใหม่ดีขึ้นจาก
เดิม(บังอร อนุเมธางกลู , 2564 : ออนไลน)์

จิตวทิ ยำและแนวคิดเก่ยี วขอ้ งกับกำรสอนนำฏศิลป์
การสอนนาฏศลิ ปใ์ หป้ ระสบความสาเรจ็ ได้นัน้ จาเปน็ ต้องนาความร้ดู ้านจติ วทิ ยา การศึกษาตา่ ง ๆ
ท่ีเก่ียวข้องสอดคล้องและส่งเสริมมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ ประสบความสาเร็จตามท่ี
คาดหมายไว้จิตวิทยาทน่ี ามาใชใ้ นการสอนนาฏศิลป์

การศึกษาการใชท้ ฤษฎกี ารเรยี นรู้โดยการสงั เกตและเลยี นแบบไว้ 5 ประการ คือ
1. ครูควรแบง่ หนว่ ยออกเป็นชนั้ ๆ เพื่อนักเรยี นจะไดป้ ฏบิ ตั ิตามไดง้ ่ายและบอกวัตถปุ ระสงค์ของการเรียน
ให้ทราบอยา่ งชดั เจนหรือหน่วยการเรยี นมอี ะไรบ้างและครูตั้งความหวังไว้ว่าจะให้นกั เรยี นทาอะไรได้บา้ ง
2. จัดการเรยี นรู้โดยการเลยี นแบบ ซ่งึ มี 2 ข้ัน คอื

2.1 ข้ันการไดม้ าซ่ึงความรู้ (Acquisition) ผเู้ รียนจะต้องมีความใส่ใจ (Attention) รบั รู้สง่ิ ทส่ี ังเกต
และประมวลผลเขา้ รหัส (Coding) และมคี วามจดจา (Retention)

2.2 ข้ันการกระทา (Performance) ผู้เรียนลงมือกระทาด้วยตนเอง ซ่ึงข้ึนอยู่กับความ สามารถ
และทักษะทางด้านร่างกายของนักเรียน ตลอดจนความแม่นยาในขั้นตอนการได้มา ซึ่งการเรียนรู้ ดังน้ัน
ก่อนท่ีครูจะสอนจะต้องเตรียมให้นักเรยี นมีความใส่ใจและพยายามสงั เกตทุกขั้นตอนการสอนของครู เพื่อ
ชว่ ยให้นักเรียนเลยี นแบบได้ถกู ต้อง
3. การสอนหรือขัน้ แสดงให้ดตู ัวอย่างมีข้ันตอน ดงั น้ี

3.1 ใชต้ วั อย่างท่ีตอ้ งการให้นกั เรยี นรูห้ ลาย ๆ ตวั อยา่ ง
3.2 ในขณะที่แสดงใหด้ ูเปน็ ตวั อย่าง ครูควรอธิบายไปด้วยคลา้ ย ๆ กับการเล่าเร่อื ง

13

4. หลังจากครูแสดงตวั อยา่ งแลว้ ควรให้นักเรียนปฏบิ ัติหรือทาด้วยตนเองทันที ซึง่ ถือวา่ เปน็ สง่ิ จาเปน็ มาก
เพราะทาให้นักเรียนมีความใส่ใจในบทเรียนมากขึ้น ทาให้นักเรียนมีโอกาสแสดงด้วยตนเองเปิดโอกาสให้
ครูและนักเรียนทราบว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่ ถ้านักเรียนส่วนมากทาไม่ได้ครูอาจแสดงท่าให้ดูใหม่ การที่
นกั เรยี นทาถกู และทราบคาตอบว่าถกู ก็จะเป็นการเสรมิ แรง

5. ตัวแบบที่ใช้ไมค่ วรจากดั อยเู่ ฉพาะครเู พยี งผู้เดยี ว ควรใช้นกั เรียนท่ที าได้แสดงเป็นตวั แบบให้แก่นักเรียน
ท่ียังทาไม่ได้หรืออาจจะใช้ตัวแบบแหล่งอื่น ๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ เป็นต้น
(Swanson & Wiliam, 2564 : ออนไลน์)

การจัดการเรียนรู้ในรายวิชานาฏศิลป์ พบว่า มีปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้าน
ต่าง ๆ ซึ่งสามารถสรุปได้ คือ ครูยังเน้นท่ีผู้สอนเปน็ ศูนยก์ ลางเป็นผู้ถ่ายทอดใหก้ ับนักเรียนเพียงฝา่ ยเดียว
ไม่มีกิจกรรมที่หลากหลายที่จะเอื้อต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังน้ัน ในการจัดการเรียนการสอน
ครผู สู้ อนจงึ ควรมีวิธีการจดั กิจกรรมการจดั เนือ้ หาที่เหมาะสมกบั ผเู้ รียนใหผ้ ู้เรยี นคิดเป็น ทาเปน็ แก้ปัญหา
เป็น รวมทั้งให้ผู้เรียนได้มีส่วนในการลงมือศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเองด้านเวลาในการเรยี น ครูผู้สอนมีเวลา
จากดั ในการสอนนักเรียน แต่มเี นอ้ื หาในการเรียนมากและยังเป็นเรื่องท่นี ักเรียนไม่ได้พบในชีวติ ประจาวัน
ครูจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงในส่ิงท่ีเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ รู้จักการจัดระบบความคิด การลาดับความสาคัญและหา
ความสัมพันธ์ของเนื้อหาเพื่อง่ายต่อการเข้าใจและการจดจารูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนา
ทักษะพิสัยจึงมีความสาคัญอย่างมากต่อการจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอน
ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน (Instructional model based on Simpson’s
processes for psycho motor skill development) เป็นการสอนทักษะปฏิบัติท่ีเป็นไปตามลาดับ
ขั้นตอน ท่ีมุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านการปฏิบัติการกระทา หรือการแสดงออกต่าง ๆ
ซง่ึ การสอนต้องใช้หลักการวิธีการทแ่ี ตกต่างไปจากการพัฒนาทางด้านจติ พิสยั หรือพุทธิพิสยั (ทศิ นา แขม
มณ,ี 2564 : ออนไลน์) จึงนับวา่ เหมาะสมอยา่ งยงิ่ กับการเรยี นการสอนนาฏศลิ ป์

ต่อมาไดม้ กี ารนาชดุ การสอนมลั ติมเี ดีย เป็นสอ่ื เทคโนโลยีชุดของส่ือประสม(Multi-media) มาจัด
ข้ึนเพ่ือสาหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อ เน้อื หา และประสบการณ์ของแต่ละหน่วยท่ีต้องการจะให้ผู้เรียน
ไดร้ บั สามารถช่วยให้ผู้เรียน ไดร้ บั ความรอู้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และยงั ช่วยให้ผู้สอนเกิดความม่ันใจพร้อมท่ี
จะสอน (บญุ เกอ้ื ควรหาเวช, 2564 : ออนไลน์)



บทที่ 3
องคป์ ระกอบในการแสดงราวงมาตรฐาน

องค์ประกอบในการแสดงราวงมาตรฐาน นับเป็นปัจจัยสาคัญต่อการแสดง และมีหน้าที่
เป็นส่ือกลางระหว่างผู้แสดงและผู้ดูผู้ฟัง การแสดงออกของเพลงราวงมาตรฐานจึงมีลาดับของการสร้าง
โดยอาศัยแบบอย่างท่ีมีการสร้างมาจากอดีต การนาวิธีการราโทนจากอดีตสู่ความเป็นราวงมาตรฐานถึง
เป็นรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาการทางสังคมและผู้นาประเทศมีบทบาทอย่างมากในการทาให้เกิดการ
เปลยี่ นแปลงของเพลงราโทน สคู่ วามเป็นราวงมาตรฐาน
3.1 เครือ่ งดนตรี

ใชว้ งปพี่ าทย์ไม้นวม เพลงท่ใี ช้ประกอบการแสดงได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรา
ซิมารา เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวง
จันทรข์ วญั ฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบชู านักรบ

ผปู้ ระพันธ์คารอ้ ง
จมนื่ มานติ ยน์ เรศ (เฉลิม เศวตนนั ท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศลิ ปากร ได้ประพนั ธ์ขนึ้ ๔ เพลง
คือ เพลงงามแสงเดอื น, เพลงชาวไทย, เพลงราซมิ ารา และเพลงคืนเดอื นหงาย
คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คาร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ, เพลง
ดอกไม้ของชาติ, เพลงหญิงไทยใจงาม, เพลงดวงจนั ทรข์ วญั ฟา้ , เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบชู านักรบ

ผปู้ ระพันธ์ทานอง
อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ทานองไว้ ๖ เพลง คือ
เพลงงามแสงเดือน, เพลงชาวไทย, เพลงราซิมารา, เพลงคืนเดือนหงาย, เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ, เพลง
ดอกไม้ของชาติ
ครูเอ้ือ สนุ ทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพนั ธ์ ไดป้ ระพันธ์ทานองไว้ ๔ เพลง คือ เพลง
หญงิ ไทยใจงาม, เพลงดวงจันทร์ขวญั ฟ้า, เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ

15

พัฒนาการเครื่องดนตรี “โทน” ราโทนเป็นการแสดงพ้ืนบ้านรูปแบบหนึ่งท่ีมีประวัติและ
พัฒนาการที่ยาวนาน โดยช่ือของการละเล่น “ราโทน” เกิดจากการเรียกเครื่องประกอบจังหวะ “โทน”
ซ่ึงมีหลักฐานปรากฏต้ังแต่สมัยอยุธยา จัดเป็นการละเล่นของราษฎร์ในยามว่างงาน ถือได้ว่าเป็นความ
บนั เทิงของประชาชนโดยทั่วไปในสมัยอยธุ ยาตอนตน้

จากบันทึกของ ลาลแู บร์ (2510: 305) อัครราชทูตแห่งฝร่ังเศส เดนิ ทางเขา้ มายังราชอาณาจกรส
ยามในชว่ งปี พ.ศ. 2257 ไดกล่าวขอความตอนหนึง่ ไว้ ดังนี้

“พวกราษฎรก็พอใจขับร้องเล่นในตอนเย็น ๆ ตามลานบ้าน
พร้อมด้วยกลองชนิดหนงึ่ เรยี กว่าโทน (Tong)

เขาถือโทนในมือซ้าย แล้วใช้กาปั้นมอื ขวาทุบหน้ากลองเปน็ ระยะ ๆ
โทนนั้นทาดว้ ยดิน (เผา) รูปร่างเหมือนขวด ไม่มีก้น แตห่ ุ้มหนังแทน (กน้ )

มีเชือกผูกรัดกระชับไว้กับคอ (หวดดิน) นั้น”

แสดงให้เห็นถึงความนิยมการละเล่น ราโทน มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือมากกว่านั้นแสดงให้เห็น
ว่าการละเล่นชนิดน้ีมีอยู่โดยท่ัวไป ไม่มีข้อกาหนดตายตัวในการละเล่นราโทน จึงทาให้เกิดความนิยมและ
แพรก่ ระจายทั่วไปตามชนบท

โทนเปน็ เคร่ืองประกอบจังหวะท่ีมีความสาคัญของการละเลน่ ราโทน เปน็ อยา่ งมาก เพราะโทนใช้
ตีประกอบจังหวะ ซึ่งเป็นทีม่ าของชอื่ การละเล่นราโทน และยังเป็นเครอ่ื งยนื ยนั ของพัฒนาการของการเล่น
ราโทนในเวลาต่อมา

พัฒนาของรูปทรงกลองโทนมีความแตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย โดยในยุคแรกรูปทรงของโทน
จะมลี ักษณะกลมมน ใช้ตปี ระกอบการละเลน่ ของราษฎรท่ัวไปในยามวา่ งงาน มลี ักษณะ ดังนี้

16

ภาพท่ี 9 โทน (Tong) (จดหมายเหตุ ลาลแู บร์, 2510 : 302)
1. โทนมโหรีใช้ตีกากับจังหวะ นิยมเล่นกันต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงในสมัยก่อนเรียกกันว่า
“ทับ” ด้วยเหตุน้ีเองการตีประกอบจังหวะในการบรรเลงจึงถูกเรียกกันว่า “หน้าทับ” ตัวเคร่ืองโทนมักทา
ด้วยดินเผา โดยมีขนาดมีความยาวประมาณ 35 - 38 ซม. กว้างประมาณ 20 - 22 ซม. ส่วนท้าย 13 ซม.
สว่ นหน้าโทนเปน็ หนงั นิยมใช้หนังงูงวงชา้ ง เพลงมเี สียงดี แตก่ ็มบี ้างทใ่ี ชห้ นงั งเู หลอื ม หนงั แพะ หลังลูกววั
แทน ขอบหนงั ใช้หวาย หรือเส้นเชือกเส้นเล็ก ๆ เรียกวา่ “ไส้ละมาน” เพราะโทนที่ทาจากไม้มีเสียงที่ไม่ดี
นัก เช่น การตีให้ได้เสียง “จ๊ง” หรือเสียง “ทั่ม” เสียงท่ีออกมาไม่ชัด แต่ถ้าตีเป็นเสียง “โท่น” ซึ่งเป็น
ลักษณะของเสียงโทนชาตรี จะฟังได้ชัดกว่า เหตุน้ีเอง โทนชาตรีจึงมักนิยมทาด้วยไม้ และโทนมโหรีทา
ดว้ ยดินเผา
โทนมโหรี สามารถทาเสียงที่แตกต่างกัน 5 เสียง คือ ป๊ะ ถะ จ๊ง ท่า ทั่มหรือทั่ง ซึ่งเสียงแต่ละ
เสยี งจะนามาประกอบกนั เป็นหน้าทบั เพอื่ ใชใ้ นการบรรเลง (สารานุกรมไทย, 2520 : 503)

ภาพท่ี 10 โทนมโหรี (สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2520 : 503)

17

2.โทนชาตรี เป็นโทนขนาดเล็กกว่าโทนมโหรี นิยมทาด้วยไม้ เช่น ไม้ขนุน ไม้กระท้อน ไม้ประดู่
เป็นต้น หน้าโทนกว้างประมาณ 17 ซม. ยาวประมาณ 32 ซม. คอของโทนชาตรีกว้างกว่าโทนมโหรี
คอ่ นขา้ งมาก สว่ นหางสน้ั กว่า เพื่อจะทาใหเ้ กิดเสยี ง “จั๊บ” และ โทน่ ได้ชัดเจน

โทนชาตรีใช้ตีกันเป็นคู่ โดยตีขัดกัน 2 คน คนละลูก ในขณะตีผู้ตีจะใช้มือขวาตีลงไปท่ีหน้าโทน
แล้วใช้มือซ้ายคอยปิดเปิดลาโพงทางทา้ ยของตวั โทน ซึ่งจะทาใหเ้ กิดเสยี งที่แตกตา่ งกันตามแตผ่ ู้ตตี ้องการ

นอกจากการใช้ตีประกอบจังหวะในวงป่ีพาทย์ชาตรีแล้ว ยังสามารถใช้ตีประกอบในวงป่ีพาทย์
ธรรมดา วงเคร่ืองสาย มโหรี อังกะลงุ และรวมไปถึงการใชต้ ีบรรเลงเพลงประเภทราวง

เสียงโทนชาตรีมีด้วยกัน 5 เสียง คือ ป๊ัะหรือจั๊บ โท่น เถิด ถะ ติง เม่ือตีประกันเป็นคู่-สามารถ
สรา้ งเสยี ง และกระสวนจงั หวะทค่ี รกึ ครืน้ (สารานุกรมไทย, 2520 : 502)

ภาพท่ี 11 โทนชาตรี (สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2520 : 502)

การประดิษฐโ์ ทนท้งั 2 ชนดิ เหน็ ได้วา่ เป็นวสั ดใุ นธรรมทส่ี ามารถหาไดใ้ นท้องถ่ิน และสร้างอย่าง
ไมป่ ระณตี สวยงาม แต่จะมงุ่ เนน้ ในการใชง้ าน เพ่อื ใช้ตีประกอบจังหวะในการร้องรา แสดงความ
สนกุ สนาน หรอื การรว่ มคนในหมู่บา้ นเขา้ มารวมกนั เป็นหลัก การใชแ้ ละประดิษฐโ์ ทนจงึ ไมพ่ ิถีพถิ ัน

พฒั นาการบทร้องราโทน
การขบั ร้องรวมกลุ่มเปน็ รูปแบบหน่งึ ของความบนั เทิง ไดร้ ับการถา่ ยทอดจากอดีตท่ีได้รับการ
บันทึกในรปู แบบของบทร้อง ซึง่ ทาใหเ้ กดิ การถ่ายทอดจดจาไดอ้ ย่างง่าย และยงั เป็นเคร่ืองผอ่ นคลายใน
เวลาเดยี วกนั

18

นธิ ิ เอียวศรีวงศ์ (2543 : 38) ไดก้ ล่าวถึง การแต่งบทรอ้ งและทานองเพลง เปน็ วรรณกรรมทใ่ี ห้
ความบนั เทงิ ได้ ดังน้ี

“…วรรณกรรมของประชาชนนัน้ มหี นา้ ท่ีเดน่ ชดั อย่างมากในด้านการสร้างความบันเทิง
เพลงท้ังหลายซงึ่ นยิ มเลน่ กนั ในทอ้ งถ่นิ ตา่ ง ๆ ตามฤดูกาลนั้น บางอยา่ งอาจเคยมหี นา้ ท่ที างพิธีกรรม

แตพ่ ฒั นาการในชนั้ หลงั จะเน้นหนักที่การสร้างความบันเทิง
กลอนเพลงเหล่าน้ีไม่มีใครท่องเปลา่ ๆ แต่จะแต่งและขับรอ้ งเปน็ ทานอง…”

เพลงราโทนเป็นผลพวงหนึ่งจากความบันเทิง ท่ีได้รับการพัฒนาจากวรรณกรรมของประชาชน
ทาให้เพลงราโทนมีลักษณะเฉพาะตัว เมอ่ื ปี พ.ศ. 2537 วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปลพบรุ ี ไดท้ าการสารวจเพลงรา
โทน พบวา่ เพลงราโทนมีลักษณะบทรอ้ ง 3 ลักษณะ คือ

1. บทรอ้ งวรรณคดี
2. บทรอ้ งเกย้ี วพาราสี
3. บทรอ้ งปลกุ ใจ
ด้วยลักษณะของการร้องและจดจาได้ง่าย จึงทาให้เพลงราโทนสามารถเผยแพร่ได้ง่ายกว่าเพลง
ประเภทอื่น ๆ เพราะเน่ืองจากธรรมชาติของเพลงพ้ืนบ้านไม่มีบทร้องท่ีตายตัวและแน่นอน ทาให้การ
เผยแพร่เพลงพ้ืนบ้านจึงเป็นไปได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับพ่อเพลงแม่เพลงที่จะเป็นผู้แสดงปฏิภาณกวี แต่ใน
ส่วนของเพลงราโทนมกี ารเขียนบทรอ้ งท่ีแนน่ อน ทาให้ผู้ทต่ี อ้ งการร่วมเล่นเพลงสามารถจดจารว่ มร้องตาม
ได้สะดวก จึงได้รับความนิยมและแพร่กระจายได้อยา่ งง่าย (สุจติ ร ตุลยานนท์, 2564 : ออนไลน์)

การบปรับปรงุ วงบรรเลงเพลงราวงมาตรฐาน
การปรับปรุงวงท่ีใช้ประกอบการบรรเลงเพลงราวงมาตรฐาน ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เกิดจากแนวคิดของการพัฒนาประเทศให้มีอารยธรรม ใช้แนวคิดทางด้านวัฒนธรรมเป็นเคร่ืองมือในการ
สร้างกรอบของแนวคิด การปรับปรงุ วงดนตรีในการบรรเลงเป็นส่วนหน่ึงของแนวคิดมาปรับใช้ เพอ่ื ให้เกิด

19

ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมในการบรรเลงในรูปแบบใหม่ท่ีมีการปรับปรุงให้
สอดคลอ้ งกับการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ดา้ น

บันทึกการประชุม กรรมการวัฒนธรรมปรับปรงุ และส่งเสริมการดนตรีและละคร ท่ี 11 กันยายน
พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ได้กลา่ วไวว้ ่า

“…การแสดงหรือบรรเลงเปน็ ประเพณีด้ังเดิมของชาติแตป่ ระเพณบี างอยา่ งที่ขัดกับการสงั คมก็
ต้องปรบั ปรุงและส่งเสรมิ ไมใ่ ช่จะยนื กรานโดยไม่มเี หตผุ ล เมือ่ เปน็ ดงั นเี้ ราจึงต้องรีบรดั จัดการปรับปรงุ
โดยดว่ น แตก่ ารปรับปรงุ นน้ั จะทาไปโดยไม่มหี ลกั เกณฑ์ก็ดูจะเล่ือนลอยเต็มที ดงั น้ีเราจงึ ตอ้ งอาศัยหลกั
ของชาตทิ ี่เจริญหรอื ของโลกท่ีนยิ มกนั มาแล้วเปน็ สาคัญ หรือมฉิ ะนน้ั ก็ต้องอาศยั หลักเดมิ ท่เี ราได้รับทอด

มา…”

การปรบั ปรงุ วงท่ใี ชใ้ นการบรรเลงเพลงราวงมาตรฐาน จงึ อาศัยแนวคิดของวงดนตรีสากลและการ
ใชว้ งดนตรีสากลเปน็ แนวทางของการพฒั นาการบรรเลงเป็นวงผสมระหวา่ งเคร่อื งดนตรีตะวนั ตกและ
เครื่องดนตรีไทย เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการของการบรรเลงเช่นเดยี วกบั บทเพลงที่ได้นาแนวทางของเพลง
พ้นื บา้ นมาส่เู พลงราวงมาตรฐาน การพฒั นาวงในการบรรเลงเพลงราวงมาตรฐานจึงเป็นการพฒั นาทัง้ 2
ดา้ น คือ วงบรรเลงและบทเพลง เปน็ ราวงมาตรฐานท่เี กดิ ข้ึนจากการพัฒนาประเทศใหส้ อดคล้องกับการ
เปลย่ี นแปลงประเทศให้มีอารยธรรม

จากหนังสอื ราวงของกรมศิลปากร (2514 : 20) ได้จัดวงดนตรีทใี่ ชส้ าหรบั บรรเลงนาวงไว้ 2
รูปแบบ คือ การบรรเลงดว้ ยวงดนตรไี ทย และการบรรเลงด้วยวงดนตรีสากล ดังน้ี

1. การบรรเลงด้วยวงดนตรีไทย

การใชว้ งดนตรไี ทยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาวงดนตรีทีใ่ ช้ประกอบการบรรเลง โดยการผสมเคร่อื ง
ดนตรไี ทยข้ึนเปน็ วงดนตรใี นลักษณะใหม่ ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรี ดังต่อไปน้ี

1. ระนาดเอก 5. ซออู 9. ฉงิ่

2. ระนาดทุ้ม 6. ขลุ่ย 10. โทนชาตรี

3. ฆอ้ งวงเลก็ 7. ฆอ้ ง

4. ฆ้องวงใหญ่ 8. กลับ

20

ภาพท่ี 12 วงดนตรีไทย บรรเลงเพลงราวง (หนงั สอื ราวง กรมศลิ ปากร, 2514 : 20)

2. การบรรเลงด้วยวงดนตรีสากล

การใช้วงดนตรีสากลเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาวงดนตรีท่ีใช้ประกอบการบรรเลง โดยการ
ผสมผสานเครอ่ื งดนตรสี ากลและเครื่องประกอบจังหวะดนตรีไทย ประกอบด้วยเครือ่ งดนตรี ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ไวโอลิน 4. คลาลเิ น็ต 7. ฆ้อง 10. โทนชาตรี

2. เชลโล 5. ทรัมเปท็ 8. กลับ

3. ดบั เบิลเบส 6. ทรอมโบน 9. ฉงิ่

ภาพท่ี 13 วงดนตรสี ากล บรรเลงเพลงราวง (หนงั สอื ราวง กรมศิลปากร, 2514 : 20)

21

3.2 สถานที่แสดง
ไมจ่ ากัดขอบเขต เนื่องจากให้ราไดใ้ นโอกาสรนื่ เรงิ ตา่ ง ๆ จงึ ราไดโ้ ดยทั่วไป

การเผยแพร่ราวงมาตรฐานของกรมศลิ ปกร
รัฐบาลได้วางระเบียบเกี่ยวกับการปรับปรุงวัฒนธรรม โดยอาศัยแนวทางตามพระราชกฤษฎีกา
มาตราท่ี 10 ว่าด้วยเรื่อง ให้กรมศิลปกรเป็นพนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ควบคุมการแสดงละครและดนตรี เป็น
แนวทางของการปรับปรุงวัฒนธรรม จึงได้นาเพลงราวงมาตรฐาน แสดงในงานดนตรีมหกรรมเม่ือปี พ.ศ.
2509 ท่ีสังคีตศาลา เพ่ือเป็นแสดงทางด้านวัฒนธรรมดนตรีของไทย และยังเป็นการเผยแพร่ตัวอย่างการ
แสดงเพลงราวง ที่ไดพ้ ฒั นาในช่ือใหมว่ า่ “ราวงมาตรฐาน”
เมื่อกรมศิลปากรได้จัดการแสดงให้ประชาชนชมและเข้าใจการแสดงราวงมาตรฐานให้เป็นท่ี
เข้าใจในระดับหน่ึงแล้ว บทบาทของการแสดงราวงจึงได้เป็นเคร่ืองแสดงออกถึงความสนุกท่ีประชาชนมี
ความคับแค้นจากสภาวะสงคราม และการบีบจากรัฐบาลที่ควบคุมการแสดงอ่ืน ๆ ได้โดยสะดวก เมื่อ
รัฐบาลได้นาราวงมาตรฐานมาสู่ประชาชน ในการสนับสนุนให้ราวงเป็นที่ยอมรับจากประชาชน จึงทาให้
ประชาชนยินดีรับเพลงราวงมาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่น ซ่ึงความเป็นจริงแล้ว การละเล่นราวง
มาตรฐานเป็นสิ่งประดิษฐ์ข้ึนใหม่ในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่ีได้อาศัยกระแสนิยมของ
ประชาชนในการละเลน่ ราโทน เปน็ สือ่ ของการพฒั นาการละเลน่ ราวงมาตรฐานเป็นสาคญั

3.3 อธิบายทา่ รา
การราเป็นสว่ นหนง่ึ ของการเลน่ ราวงมาตรฐาน ทม่ี ีการกาหนดทา่ ทางในการราให้มีความสวยงาม

เกินกว่าการแสดงออกถึงความสนุกสนานของผู้ราอย่างเดียว เป็นการแสดงออกถึงการพัฒนาของ
การละเล่นราวงมาตรฐานท่สี งู สุดของการแสดงออกในการราวง

ลักษณะการราเป็นวง เป็นการแสดงออกท่ีถูกถ่ายทอดจากอดีต เชื่อว่าเป็นการแสดงเพ่ือ
บวงสรวงตอ่ สง่ิ ศักด์ิสิทธ์ิ ท่คี อยปกป้องคมุ้ ครองมนุษย์ แทรกอยกู่ บั วถิ ีชีวิต และทกุ สง่ิ ทกุ อย่างในธรรมชาติ
การประกอบพิธีกรรมในการบวงสรวงต่อส้ินส่ิงเร้นลับ เป็นพิธีกรรมเพ่ือพยุงความสัมพันธ์ทางสังคมอย่าง
หนึ่งและเพ่ือไม่ให้เกิดการกระทบกระท่ังระหว่างมนุษย์กับส่ิงแวดล้อม หรือเกิดการทาลายล้างธรรมชาติ
และอานาจที่อยู่เหนือธรรมชาติให้แยกออกจากมนุษย์ เพ่ือให้ธรรมชาติหรือสิ่งเร้นลับนั้นคอยปกป้อง
คุม้ ครองทงั้ จติ ใจและกายของมนุษย์ให้มีความสุข (ปรานี วงษเ์ ทศ, 2543 : 41)

22

การแสดงออกในการเคลื่อนไหวร่างกายในการบวงสรวง เช่น เต้น กระโดด ราบวงสรวง เป็นต้น
เป็นการแสดงออกที่มีความสัมพันธ์จากความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ โดยอาศัยการลอกเลียนจากชีวิตความ
เป็นอยู่เป็นพื้นฐานในการแสดงออก เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ของการยอมจานนต่อส่ิงศักด์ิสิทธ์ิที่ตัวเองเคารพ
บชู า (เรณู โกศินานนท์, 2535 : 2)

เม่ือมีการเปล่ียนแปลงทางสังคม แนวคิดหลอมรวมเป็นรูปแบบของวฒั นธรรม และวิถีชีวิตจนมา
สู่รูปแบบของการละเล่นในเวลาต่อมา การแสดงออกอย่างหน่ึงท่ีเป็นการส่ือสารถึงความสัมพันธ์ คือ
การละเลน่ ในรปู แบบต่าง ๆ กัน

การแสดงในยุคแรก ๆ ถือว่าเป็น “การละเล่น” ยังไม่นับว่าเป็นการแสดง โดยจุดหลักใน
การละเลน่ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ หรือเพ่อื ความมั่นค่ัง มั่นคง การละเลน่ จงึ มักเก่ียวข้องกับพิธีกรรมความ
เชื่อส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ อีกประการหนึ่งคือการละเล่นเป็นความบันเทิงที่มีความสนุกสนานที่ผู้เล่นและผู้ร่วม
การละเลน่ ได้รับโดยตรง

การละเลน่ เปน็ ส่งิ ที่ไม่ได้เกิดจากความจงใจท่ีจะแสดงต่อสาธารณะชนให้ได้เห็น แต่เกิดจากความ
สนุกของผู้เล่นเป็นหลักท่ีแสดงออกจากความรู้สึกสนุกสนานกับการรวมกลุ่มกันร้องรา แสดงความรู้สึก
ออกมาโดยตรง ฉะน้ันจึงเห็นได้ว่าการราในอดีตมีจุดประสงค์ประสงค์ที่มีบทบาทของกิจกรรมอยู่ร่วมกัน
ในสังคม เพ่ือผ่อนคลายความตึงเครียดในการทางาน ความเพลิดเพลินสนุกสนาน จุดประสงค์เพื่อการย้า
ความสัมพันธ์ จึงมีลักษณะของการราท่ีไม่มีข้อจากัดเร่ืองของท่าทาง ใครอยากแสดงออกของท่าทาง
อย่างไรก็สามารถทาได้ตามใจ จุดประสงค์เพ่ือการย้าความสัมพันธ์จึงมีลักษณะของการราที่ไม่มีข้อจากัด
เรอ่ื งของท่าทาง ใครอยากแสดงออกของท่าทางอยา่ งไรสามารถทาได้ตามใจของผรู้ า

การปรับปรงุ ท่าราวงมาตรฐาน

ท่าทางในการราวงมาตรฐานเป็นการแสดงออกทางด้านนาฏศิลป์ที่เกิดจากการนาท่ารา “รา
แม่บท” มาใช้เป็นแนวทางของการพัฒนาท่าราวงมาตรฐาน โดยมีการบันทึกท่าราต่าง ๆ ในรูปแบบของ
โครงกลอน

ท่าราแม่บท 65 ท่า ที่นามาเป็นแบบอย่างของการกาหนดท่าราวงมาตรฐาน ได้จากหนังสือภาพ
ลายเส้นท่าราแม่บท ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมมาวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงรวบรวมท่ารา
โบราณและตีพิมพ์ไว้ในพระนิพนธ์ ตาราฟ้อนรา รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้นคร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. 2496
(ปลกู ศรี กาวินจิ , 2513 : ไมร่ ะบหุ นา้ )

23

เมื่อมีคาส่ังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้มีการปรับปรุงการราโทน ให้มีแบบแผนเดียวกันโดย
ให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดาเนินการ จึงได้นาท่าราแม่บทมาปรับปรุงในการราวงมาตรฐาน ผู้ท่ีทาให้เกิดการ
นาท่าราแม่บทมาใช้ในการราวงมาตรฐาน คือ หม่อมครูต่วน วรวรรณ, ครูลมุล ยมะคุปต์, ครูมัลลี คง
ประภัสร์ เป็นผู้ได้คิดประดิษฐ์ท่าราวงมาตรฐาน ช่ือของท่าราบางท่าได้มีการเปลี่ยนชื่อออกไปบ้าง ผู้วิจัย
จงึ ไดน้ าทา่ ราแมบ่ ทและท่าราวงมาตรฐานมาเปรียบเทียบถึงการประยกุ ต์ใชท้ า่ รา

การนาท่าราแม่บทมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบการราวงมาตรฐาน ด้วยกรอบของการ
ปรับปรุงทางด้านวัฒนธรรม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศหน่ึงท่ีมีอารยธรรมในความเจริญก้าวหน้า
ทางด้านศิลปะ การนาท่าราแม่บทมาใช้ในให้เกิดการพัฒนาการต่อรูปแบบการรา ทาให้การรามีรูปแบบที่
แน่นอน นาไปสู่การราวงมาตรฐานและยังเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนได้เข้าใจถึงการพัฒนาและการ
ปรบั ปรงุ จากวัฒนธรรมด้งั เดมิ

ท่ารา ราวงมาตรฐาน
ท่าราที่ใช้ประกอบราวงมาตรฐาน 10 เพลง มดี งั ต่อไปน้ี
1. เพลงงามแสงเดือน
ชาย : สอดสรอ้ ยมาลา
หญิง : สอดสร้อยมาลา

ภาพที่ 14 ทา่ ราเพลงงามแสงเดอื น
(บ้านจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)

24

2. เพลงชาวไทย
ชาย : ชักแป้งผัดหนา้
หญิง : ชักแป้งผดั หน้า

3. เพลงรามาซมิ ารา ภาพที่ 15 ท่าราเพลงชาวไทย
ชาย : ราส่าย (บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)
หญิง : ราสา่ ย
ภาพที่ 16 ทา่ ราเพลงรามาซิมารา
(บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)

25

4. เพลงคนื เดือนหงาย
ชาย : สอดสร้อยมาลาแปลง
หญิง : สอดสรอ้ ยมาลาแปลง

ภาพที่ 17 ทา่ ราเพลงคืนเดือนหงาย
(บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน)์

5. เพลงดวงจันทร์วันเพญ็
ชาย : แขกเต้าเขา้ รงั , ผาลาเพียงไหล่
หญงิ : แขกเตา้ เข้ารงั , ผาลาเพยี งไหล่

ภาพท่ี 18 ท่าราเพลงดวงจนั ทร์วันเพ็ญ
(บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)

26

6. เพลงดอกไม้ของชาติ
ชาย : รายั่ว
หญงิ : รายัว่

ภาพท่ี 19 ท่าราเพลงดอกไม้ของชาติ
(บ้านจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)

7. เพลงหญงิ ไทยใจงาม
ชาย : พรหมสีห่ น้า, ยงู ฟ้อนหาง
หญิง : พรหมส่ีหน้า, ยูงฟ้อนยาง

ภาพท่ี 20 ท่าราหญงิ ไทยใจงาม
(บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน์)

27

8. เพลงดวงจันทรข์ วัญฟ้า
ชาย : ช้างประสานงา, จันทรท์ รงกลดแปลง
หญงิ : ช้างประสานงา, จนั ทร์ทรงกลดแปลง

ภาพท่ี 21 ท่าราเพลงดวงจนั ทร์ขวญั ฟ้า
(บา้ นจอมยทุ ธ, 2564 : ออนไลน์)

9. เพลงยอดชายใจหาญ
ชาย : จ่อเพลิงกาฬ
หญงิ : ชะนรี ่ายไม้

ภาพท่ี 22 ท่าราเพลงยอดชายใจหาญ
(บ้านจอมยทุ ธ, 2564 : ออนไลน์)

28

10. เพลงบชู านักรบ
ชาย : จันทร์ทรงกลด, ขอแก้ว
หญงิ : ขัดจางนาง, ล่อแก้ว

ภาพที่ 23 ท่าราเพลงบูชานกั รบ
(บา้ นจอมยุทธ, 2564 : ออนไลน)์



บทที่ 4
ลกั ษณะการแสดง

เมื่อสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป การนาราวงมาตรฐานมาใช้ในการละเลน่ อย่างในอดีตจึง
ปรบั ตวั ลดความสาคญั ลง เนือ่ งจากความต้องการของสังคมมดี นตรีประเภทอื่นมาแทนที่ จึงทาใหก้ ารราวง
มาตรฐานเปล่ยี นสถานะจากการละเล่นท่ีแพร่หลาย ทกุ คนมคี วามชื่นชอบการเลน่ ราวงโดยสมัครใจเพราะ
มีความชื่นชอบเพลงราวงมาตรฐานมาสู่การกาหนดการละเล่นราวงมาตรฐานในปัจจุบัน โดยการบรรจุ
การละเลน่ ในรปู ของการศกึ ษาและการราเพลงราวงมาตรฐานมาบันทึกใหม่ดว้ ยเทคโนโลยีในปัจจบุ นั
4.1 รูปแบบ และลกั ษณะการแสดง

ชือ่ : ราวงมาตรฐาน
ประเภทการแสดง : รา (ราหมู่)
ราวงมาตรฐาน เปน็ การราหมูป่ ระกอบดว้ ยผแู้ สดง 8 คน ทา่ ราประดษิ ฐ์ข้นึ จากท่ารามาตรฐานใน
เพลงแม่บท ความสวยงามของการราอยู่ท่ีกระบวนท่าราท่ีมีลักษณะเฉพาะในแต่ละเพลง และเครื่องแต่ง
กายไทยสมัยต่าง ๆ รวมทง้ั รปู แบบการแสดงในลักษณะการแปรแถวเป็นวงกลม

การราแบ่งเป็นข้ันตอนตา่ ง ๆ ได้ดงั น้ี
ข้นั ตอนที่ 1 ผู้แสดงชาย และหญิงเดินออกมาเป็นแถวตรงสองแถวหันหน้าเข้าหากัน ต่างฝ่ายทา
ความเคารพด้วยการไหว้
ขนั้ ตอนที่ 2 ราแปรแถวเป็นวงกลมตามทานองเพลง และราตามบทร้องรวม 10 เพลง โดยเปล่ียนทา่
ราไปตามเพลงต่าง ๆ เร่ิมต้ังแต่เพลงงามแสงเดือน, เพลงชาวไทย, เพลงราซิมารา, เพลงคืนเดือนหงาย,
เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ, เพลงดอกไม้ของชาติ, เพลงหญิงไทยใจงาม, เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า, เพลงยอด
ชายใจหาญ, และเพลงบูชานกั รบ
ข้ันตอนท่ี 3 เม่ือราจบบทร้องในเพลงที่ 10 ผู้แสดงราเข้าเวที ทีละคู่ตามทานองเพลงจนจบ (สานัก
การสงั คตี , 2564 : ออนไลน)์

30

4.2 เนอื้ เพลง

เพลงนับเปน็ ปจั จยั สาคัญในการประกอบการแสดงท่ีใช้ในการละเลน่ เพลงจึงทาหนา้ ทใ่ี นการเป็น
ส่ือกลางระหว่างผู้เล่นและผู้ฟัง การแสดงออกของเพลงราวงมาตรฐานจึงมีลาดับของการสร้าง โดยอาศัย
แบบอย่างท่ีมีการสร้างจากอดีต การนาวิธีการราโทนมาสู่ความเป็นราวงมาตรฐานถึงเป็นรูปแบบหน่ึงที่
พัฒนาการทางสังคมและผู้นาประเทศมีบทบาทอย่างมากในการทาให้เกิดการเปล่ี ยนแปลงของเพลงรา
โทนสคู่ วามเป็น “ราวงมาตรฐาน”

4.2.1 เพลงงามแสงเดือน

คารอ้ ง : จมื่นมานติ ยน์ เรศ (นายเฉลมิ เศวตนนั ท์) หัวหนา้ กองการสงั คีต กรมศิลปากร

(ประพันธใ์ นนามกรมศิลปากร)

ทานอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท

เนอ้ื เพลง

งามแสงเดือนมาเยอื นสอ่ งหลา้ งามใบหนา้ เมอ่ื อยูว่ งรา (ซ้า)

เราเลน่ เพือ่ สนกุ เปล้ืองทุกข์วายระกา

ขอให้เลน่ ฟ้อนรา เพอ่ื สามัคคีเอย

ความหมายของเพลง

ยามท่ีแสงจันทร์ส่องมายังโลกทาให้โลกน้ีดูสวยงาม ผู้คนท่ีมาเล่นราวงยามท่ีแสงจันทร์ส่อง ก็มี
ความงดงามดว้ ย การราวงนี้เพอ่ื ให้มีความสนุกสนาน มคี วามสามัคคกี นั และละท้ิงความทกุ ข์ใหห้ มดสนิ้ ไป

4.2.2 เพลงชาวไทย
คารอ้ ง : จม่ืนมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนนั ท)์ หัวหนา้ กองการสงั คีต กรมศลิ ปากร

(ประพันธใ์ นนามกรมศิลปากร)
ทานอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท

31

เนอ้ื เพลง

ชาวไทยเจา้ เอ๋ย ขออยา่ ละเลยในการทาหนา้ ท่ี

การทเี่ ราได้เล่นสนุก เปลือ้ งทุกข์สบายอยา่ งนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มเี อกราชสมบูรณ์

เราจงึ ควรช่วยชูชาติ ให้เกง่ กาจเจิดจารญู

เพอ่ื ความสขุ เพมิ่ พนู ของชาวไทยเราเอย

ความหมายของเพลง

หน้าท่ที ี่ชาวไทยพงึ มตี อ่ ประเทศชาตนิ ัน้ เป็นสิง่ ทท่ี กุ คนควรกระทา อย่าได้ละเลย ไปเสยี ในการท่ี
เราได้มาเล่นราวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกท้ังปวงน้ีก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช
ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทาสิ่งใด ๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพ่ือ
ความสุขยง่ิ ๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป

4.2.3 เพลงราซมิ ารา

คาร้อง : จม่ืนมานิตย์นเรศ (นายเฉลมิ เศวตนนั ท)์ หวั หนา้ กองการสงั คตี กรมศลิ ปากร

(ประพนั ธ์ในนามกรมศลิ ปากร)

ทานอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท

เนือ้ เพลง

ราซิมารา เริงระบากันใหส้ นกุ

ยามงานเราทางานจริง ๆ ไม่ละไม่ท้งิ จะเกิดเข็ญขลกุ

ถึงยามวา่ งเราจงึ ราเล่น ตามเชงิ เช่นเพือ่ ใหส้ รา่ งทุกข์

ตามเย่ยี งอยา่ งตามยุค เลน่ สนกุ อยา่ งวฒั นธรรม

เลน่ อะไรใหม้ ีระเบยี บ ให้งามใหเ้ รียบจึงจะคมขา

มาซมิ าเจา้ เอ๋ยมาฟ้อนรา มาเลน่ ระบาของไทยเราเอย

32

ความหมาย

ขอพวกเรามาเล่นราวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะ
ทางานกันจริง ๆ เพ่ือจะได้ไม่ลาบาก และการราก็จะราอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของ
เราแล้วจะดงู ดงามย่งิ เพลงคนื เดอื นหงาย

4.2.4 เพลงคืนเดอื นหงาย

คาร้อง : จม่นื มานิตยน์ เรศ (นายเฉลิม เศวตนนั ท์) หวั หนา้ กองการสงั คีต กรมศลิ ปากร

(ประพันธใ์ นนามกรมศลิ ปากร)

ทานอง : อาจารย์มนตรี ตราโมท

เนอ้ื เพลง

ยามกลางคืนเดือนหงาย เยน็ พระพายโบกพลวิ้ ปลิวมา

เยน็ อะไรก็ไม่เยน็ จิต เท่าเยน็ ผูกมติ รไมเ่ บือ่ ระอา

เยน็ รม่ ธงไทยปกไปทว่ั หล้า เย็นยิ่งน้าฟ้ามาประพรมเอย

ความหมาย

เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการท่ีได้ผูก
มิตรกับผู้อื่น และท่ีร่มเย็นไปท่ัวทุกแห่งยิ่งกว่าน้าฝนท่ีโปรยลงมา ก็คือการท่ีประเทศไทยเป็นประเทศท่ี
เปน็ เอกราช มธี งชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทาให้รม่ เย็นทัว่ ไป

4.2.5 เพลงดวงจันทร์วนั เพญ็
คารอ้ ง : ท่านผู้หญงิ ละเอยี ด พบิ ลู สงคราม
ทานอง : อาจารยม์ นตรี ตราโมท


Click to View FlipBook Version