The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานบันทึกการเรียนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ ชนัตชญาน์นันท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sc_so, 2023-01-14 08:20:18

รายงานบันทึกการเรียนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ ชนัตชญาน์นันท์

รายงานบันทึกการเรียนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ ชนัตชญาน์นันท์

การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ Creative Design for Home Eonomics ชนัตชญาน์นันท์ รัตน์บุญทอง รหัสนักศึกษา 126570701506-9 การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมทางคหกรรมศาสตร์ ตามหลักสูตรคหกรรมศาสตรมหาบัณฑิต คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ปีการศึกษา 2565


การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ Creative Design for Home Eonomics ชนัตชญาน์นันท์ รัตน์บุญทอง รหัสนักศึกษา 126570701506-9 การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมทางคหกรรมศาสตร์ ตามหลักสูตรคหกรรมศาสตรมหาบัณฑิต คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ปีการศึกษา 2565


ค าน า รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการออกแบบเชิงสรางสรรค์ท างคหกรรมศาสตร์ รหัสวิชา HE4014118 เพื่อเป็นการรวบรวมทฤษฎีและกระบวนการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ การสร้างสรรค์ทางศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ หลักและองค์ประกอบของการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ ทางการออกแบบและทัศนศิลป์การประยุกต์ต่าง ๆ การสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาผลงานทางคหกรรมศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดการเรียนการสอนของรายวิชาแบ่งเป็น 5 หัวข้อส าคัญ คือ 1.แนวคิดและทฤษฎี และหลักเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ 2.การสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ (ประเภทงานเครื่องหอม) 3.การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ Creative designs 4.นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับการออกแบบทาง คหกรรมศาสตร์และ 5. หลักองค์ประกอบของการสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์การออกแบบ บรรจุภัณฑ์และโลโก้ สุดท้ายนี้ ผู้จัดท าขอขอบพระคุณคณะอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาการออกแบบ เชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจใน การเรียนรู้เรื่องการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์ต่อไป หากมีข้อแนะน าหรือข้อผิดพลาด ประการใดผู้จัดท าขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ ชนัตชญาน์นันท์ รัตน์บุญทอง ผู้จัดท า


สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก สารบัญ ข แนวคิด ทฤษฎีและหลักเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ 1 การสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์(ประเภทงานเครื่องหอม) 52 การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ Creative designs 63 นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับการออกแบบทางคหกรรมศาสตร์ 74 หลักองค์ประกอบของการสร้างสรรค์ทางคหกรรมศาสตร์การออกแบบ 82 บรรจุภัณฑ์และโลโก้


1


2 แนวคิด ทฤษฎีและหลักเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบ 1.1 แนวคิดและทฤษฎีทางศิลปะ ศิลปะ มีความหมายแตกต่างแยกกันออกไปหลายความหมายด้วยกัน ซึ่งแล้วแต่ว่าบุคคลนั้น ๆ จะมองศิลปะในแง่มุมใด ภายใตหลักการหรือทฤษฎีใด ซึ่งมุมมองที่ตางกันนี้เอง ท าใหเราไดค านิยามของ ศิลปะที่แตกตางกันออกไป ฮาโรลด เอ็ช ติตุส (Harold H. Titus) ไดคนควา และรวบรวมทฤษฎีศิลปะ (Theories of Art) ไวซึ่งพบวามีทั้งหมด 7 ทฤษฎีดวยกัน ซึ่งการใหความหมายของศิลปะก็แตกตางกันไป ตามแนวคิดหลักของทฤษฎีดังกลาวนี้ ซึ่งทฤษฎีศิลปะทั้ง 7 ทฤษฎี มีดังตอไปนี้ 1.1.1 ทฤษฎีการเลียนแบบ (Art as Imitation) 1.1.2 ทฤษฎีความพึงพอใจ (Art as Pleasure) 1.1.3 ทฤษฎีการเลน (Art as Play) 1.1.4 ทฤษฎีการคลอยตาม (Art as Empathy) 1.1.5 ทฤษฎีการสื่อสาร (Art as Communication) 1.1.6 ทฤษฎีการแสดงออก (Art as expression) 1.1.7 ทฤษฎีคุณลักษณะของประสบการณ (Art as a Quality of Experience) 1.1.1 ทฤษฎีการเลียนแบบ (Art as Imitation) ทฤษฎีนี้เปนทฤษฎีเกาแก มีความเป็นมาตั้งแตสมัยกรีกโบราณ โดยมีพื้นฐานความคิดมาจาก เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งถือวาการเลียนแบบวัตถุธรรมชาติไดอยางสมบูรณครบถวน จัดวาเปนสิ่งสวยงามที่สุด ดังนั้นความคิดแกนของทฤษฎีนี้ การเลียนแบบวัตถุธรรมชาติอะไรบางอยาง การเลียนแบบที่ปรากฏออกมาก็คือ ศิลปะนั่นเอง จิตรกรรมเฟรสโก โดย ราฟาเอล (Raphael) ซึ่งเปนจิตร กรชาวอิตาลีในคริสตศตวรรษที ่ 16 จิตรกรรมฝาผนังที ่วังพระสันตะปาปา นครรัฐวาติกัน แสดงภาพ เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ยืนเคียงขางกัน ส าหรับ เพลโต (Plato) ชี้นิ้วขึ้นไปบนสวรรคสู โลกมนุษยแบบอุดมคติ สวน อริสโตเติล (Aristotle) ถูกน าเสนอดวยการที่เขาก าลังยื่นมือออกไปขนาน กับผืนดิน


3 ภาพแสดง เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ยืนเคียงขางกัน แนวคิดเกี่ยวกับ ศิลปะคือการเลียนแบบแบบ ตามทรรศนะของ เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ลักษณะนี้ยังมีอยูในปจจุบัน เชน กลุมศิลปะสัจนิยมใหม (New Realists) มีความเชื่อในการ สรางงานศิลปะที่เลียนแบบธรรมชาติ งานศิลปะจะแสดงออกมาในลักษณะรูปธรรม การสรางงานศิลปะ กลุมนี้ ท าใหผูชมเห็นความจริงไดอยางชัดเจน เพราะศิลปนพยายามเสนอความจริงที่มี่อยูในโลก 1.1.2 ทฤษฎีความพึงพอใจ (Art as Pleasure) ทัศนะนี้มองว ่าศิลปินคือ บุคคลซึ ่งพึงพอใจในความงามและใช้เวลาของเขาสร้างสิ ่งสวยงาม ศิลปินจึงพึงพอใจในงานของตัวเอง และยังหวังให้บุคคลอื ่นพึงพอใจในผลงานของตนด้วย ดังนั้น ความหมายของศิลปะ ก็คือ การให้ความพึงพอใจทางสุนทรียะ 1.1.3 ทฤษฎีการเล่น (Art as Play) ความคิดที ่ว ่า ศิลปะคือรูปแบบของการเล ่นนี้ เริ ่มจากแนวคิดของ คานต์ (Kant) จากนั้น ชิลเลอร์ (Schiller) น ามาปฏิบัติและ สเปนเซอร์ (Spencer) น าไปพัฒนาต ่อไปจนกลายเป็นทฤษฎีที่ เรียกกันว่า “Spieltrieb” หรือเรียกว่า ทฤษฎีแรงกระตุ้นให้เล่น ทั้งนี้การเล่นนั้นถือว่าเป็นการแสดงออก ที่เกิดจากชีวิตจิตใจ จึงต่างไปจากกิจกรรมที่เป็นงาน (Work) ของมนุษย์แต่ให้ความพึงพอใจสูง สเปนเซอร์ ถือว่าศิลปะคือ การแสดงออกของพลังงานส่วนเกินเช่นเดียวกับการเล่น ศิลปะก็คือ การแสดงออกซึ่ง เกิดขึ้นเองของพลังที่ส าคัญแก่ชีวิต ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่ไม่ค านึงถึงประโยชน์ 1.1.4 ทฤษฎีการคลอยตาม (Art as Empathy) อันตรเพทนาการ หมายถึง ท่าทีของประสาทที่รู้สึกคล้อยตามซึ่งเกิดกับผู้ก าลังชมศิลปวัตถุ ทั้งนี้ อันตรเพทนาการเป็นการสร้างจินตนาการของผู้ชมให้เป็นอันเดียวกันกับศิลปวัตถุ โดยการถ ่ายทอด ความรู้สึกและการตอบสนองของผู้ชมลงไปในศิลปวัตถุ


4 1.1.5 ทฤษฎีการสื่อสาร (Art as Communication) นักปราชญ์จ านวนมากคิดว ่า การสื ่อสารเป็นสิ ่งที ่ขาดไม ่ได้ แท้จริงแล้วเป็นหัวใจของศิลปะ ซึ่ง เลโอตอลสตอย (Leo Tolstoy) กล่าวไว้ว่า “...ศิลปะ คือ การสื ่อสารของอารมณ์ที ่เกิดขึ้นแก ่บุคคลหนึ ่งให้แก ่บุคคลอื ่น ๆ ที ่มีอารมณ์ อย่างเดียวกัน โดยการใช้เส้น สี เสียง การเคลื่อนไหว หรือค าพูด อารมณ์ยิ่งรุนแรงเพียงใด ศิลปะก็ยิ่งดี เพียงนั้น...” 1.1.6 ทฤษฎีการแสดงออก (Art as expression) ทฤษฎีนี้ถือว่า วัตถุประสงค์ของศิลปะอยู่ที่การแสดงอารมณ์ภายในของมนุษย์ออกมาให้ปรากฏ แม้ว่าศิลปะเป็นการแสดงออกซึ่งอารมณ์ก็ตาม แต่การแสดงอารมณ์ทุกอย่างก็มิได้เป็นศิลปะไปเสียหมด 1.1.7 ทฤษฎีคุณลักษณะของประสบการณ (Art as a Quality of Experience) จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) กล่าวว่า ศิลปะคือคุณลักษณะซึ่งแทรกอยู่กับประสบการณ์ ซึ่งพบได้ ในประสบการณ์ทั ่วไปของเรานี ่เอง ลักษณะทางสุนทรีย์มีอยู ่ในประสบการณ์ทั ่วไปทั้งหมด จากการ รวบรวมความหมายของศิลปะตามแนวคิดหลักของทฤษฎีดังกล่าว ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็เน้นทัศนะเกี่ยวกับ ความหมายของศิลปะที่แตกต่างกันไป และเมื่อพิจารณาโดยรวมพบว่า ศิลปะ เป็นไปได้ในความหมาย เกือบทุกสิ่งตามที่ทุกทฤษฎีได้กล่าวถึง เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบนพื้นฐานความคิด อารมณ์ และความรู้สึกภายใน ที่แสดงออกมาเป็นผลงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการรับรู้ ของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดมุมมองทางความคิด การสรุป คุณค่าและการนิยามความหมายที่ แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมองสิ่งเดียวในแง่มุมที่แตกต่างกัน จากนิยามความหมายของศิลปะที ่ผ่านมา ถือว่าเป็นมุมมองในภาพรวมที่กว้างยังคงมีมุมมอง ความหมายของศิลปะที ่มีลักษณะเฉพาะตามการรับรู้โดยพื้นฐาน ซึ ่งศาสตราจารย์ ชลูด นิ ่มเสมอ (2544: 2) ได้แสดงทัศนะไว้ดังนี้ ในปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงศิลปะค าเดียวจะหมายถึงเฉพาะศิลปะที่เป็นวิจิตรศิลป์เท่านั้น ส่วนงาน ศิลปะที่ท าขึ้นเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นจะเรียกว่า ประยุกต์ศิลป์ หรือเรียกจ าแนกออกไปตามสาขา เช่น อุตสาหกรรมศิลป์ (Industrial art) นิเทศศิลป์ (Communication art) มัณฑนศิลป์ (Decorative art) เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า ได้ประยุกต์ศิลปะหรือสุนทรียภาพเข้าไปในงานอุตสาหกรรม งานสื่อสารมวลชน หรืองานตกแต่งบ้านเรือนแล้ว


5 นอกจากนี้ ค าว่าศิลปะยังมีความหมายในวงที่แคบเข้ามาอีก 2 ความหมาย คือ 1. ศิลปะ หมายถึง เฉพาะงานทัศนศิลป์ ซึ่งประกอบด้วยจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งใช้การเห็นเป็นปัจจัยในการรับรู้เท่านั้น ค าว่าศิลปิน (Artist) ที่นิยมใช้กัน ทั่วไป ทุกวันนี้ ส่วนมากหมายถึงผู้สร้างงานทัศนศิลป์ ได้แก่ จิตรกร ประติมากรรม และศิลปินภาพพิมพ์ ส าหรับผู้ท างานศิลปะสาขาอื่นไม่นิยมเรียกว่าศิลปิน แต่จะมีค าเฉพาะตามสาขาอาชีพ เช่น สถาปนิก นักประพันธ์ นักดนตรี นักแสดง มัณฑนากร นักออกแบบ เป็นต้น 2. ศิลปะ หมายถึง ความมีคุณภาพหรือคุณค่าทางศิลปะของผลงาน ดังนั้นหากผลงานที่ออกมา ไม่มีคุณค่าทางสุนทรียะหรือไม่มีความงามที่เพียงพอ ก็ไม่อาจจัดให้ผลงานชิ้นนั้นเป็นงานศิลปะได้ กล่าวโดยสรุป การรับรูความงามทางศิลปะ หมายถึง การรวบรวมประสบการณจากการเห็นดวย การสังเกตรูปแบบของวัตถุสิ่งของตาง ๆ เพื่อใหเกิดความคิดที่จะน าไปถายทอดรูปแบบบนพื้นระนาบผิว ตาง ๆ การรับรูเปนกระบวนการสืบเนื่องจากการสังเกต เพื่อน าไปสูการถายทอดในการเขียนภาพและ การมองเห็นรูปทรงที ่เป นศิลปะ และการท าความเขาใจกับรูปทรงที ่มองเห็นนั้น ๆ ที ่ลึกซึ้ง กวากระบวนการใชสายตาตามปกติธรรมดา รูปทรงที่มองเห็น คือ ภาพของผลงานศิลปกรรม อันเปนผลที่ ไดจากการจัดองคประกอบที่มองเห็นสิ่งตาง ๆ เขาดวยกันแลวเห็นไดงายและเดนชัดขึ้น การที่เรามองเห็น ภาพเดียวกัน แตกลับเห็นภาพและตีความหมายแตกตางกันไปทั้งที่ภาพนั้นคงที่ จึงแสดงใหเห็นวาการรับรู ของเราตางหากที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นกระบวนการรับรูทางการเห็น และการแปรความหมายนั้น มีความส าคัญตอการเรียนรูคุณคาความงามของศิลปะ ทั้งผูสรางสรรคศิลปะและผูดูศิลปะตาง ๆ จะเห็นคุณคาและแปรความหมายของผลงานแตละชิ้นออกมาไมเหมือนกัน ซึ่งก็ขึ้นอยูกับศักยภาพใน การรับรูที่ตั้งอยูบนพื้นฐานของประสบการณทางการเห็น (Visual Experience) ของแตละบุคคลเปนส าคัญ 1.2 กระบวนการการออกแบบทางศิลปะ การออกแบบ เปนการสรางสรรคทางศิลปะอยางหนึ่งของมนุษยชาติ ซึ่งมีประวัติความเปนมา และวิวัฒนาการที่ควบคูกันมากับมนุษยโดยตลอด เปนศาสตรสาขาหนึ่งของศิลปะที่มนุษยทุกคนจะตอง รูจักและสัมผัสกับผลงานการออกแบบอยูตลอดเวลา ไมวาจะเปนยุคสมัยใดก็ตาม เพราะการออกแบบนั้น ก็คือ ความเพียรพยายามของมนุษยในการน าเอาทรัพยากรตาง ๆ ในธรรมชาติและสิ่งแวดลอมมาดัดแปลง ขึ้นเปนสิ่งที่จะเอื้ออ านวยความสะดวกสบาย เกิดประโยชนและเกิดคุณคาตอการด ารงชีวิตของมนุษย ความตองการ (Needs) ของมนุษยในที่สุด


6 1.2.1 องคประกอบในการออกแบบ 1.2.2 ประเภทของการออกแบบ 1.2.3 หลักการออกแบบ 1.2.1 องคประกอบในการออกแบบ 1. จุดประสงคของงาน จุดประสงคถือวาเปนสิ่งส าคัญที่จะชวยแนวทางในการออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น ไมวาคุณจะท า การสรางงานหรือออกแบบสิ่งใดก็ตามจะตองมีจุดประสงคเปนตัวตั้งตน เพื่อเปนการจ ากัดความวางานนี้ ตองการที่จะสื่ออะไร และมีประโยชนอยางไร เชน ใชส าหรับโฆษณา ใชเพื่อใหความรูหรือใชเพื่อความ บันเทิง เปนตน ฉะนั้นตองไมลืมที่จะวางจุดประสงคของงานออกแบบใหชัดเจนที่สุด 2. กลุมเปาหมาย กลุมเปาหมาย ในการออกแบบงานสักงานหนึ่งนั้นคุณจะตองท าการก าหนดกลุมเปาหมาย ใหชัดเจน เพื่อชวยก าหนดขอบเขตใหสามารถเขาถึงไดตรงกับธุรกิจหรืองานนั้น ๆ มากที่สุด เชน เพศใด ชวงอายุเทาไร ชนชาติใด ภาษาใด ประกอบอาชีพใด หรือตองใชความยากงายในการท าความเขาใจ เพียงใด เมื่องานของคุณออกแบบไดอยางเปาหมาย จะท าใหเปนที่รูจักและจดจ าไดอยางรวดเร็วยิ่งขึ้น 3. ความหมายของการออกแบบ งานออกแบบทุกชนิดลวนแลวจะตองมีความหมายที ่ตองการสื ่อออกมา ไมวาจะเปนงาน ประเภทใดก็ตาม นักออกแบบจ าเปนที่ตองทราบถึงความหมายวาเปนอยางไรหรือตองการจะสื่ออะไร เชน ตัวหนังสือนั้นแปลวา สัญลักษณนั้นคืออะไร มีที่มาจากอะไร ใชสีสันแบบนี้ เพราะอะไร และรวมไปถึง การจัดวางตาง ๆ ซึ่งจะตองมีที่มาและความหมายอยางชัดเจนมากที ่สุด สิ่งเหลานี้เปนประโยชนที ่จะ ชวยใหงานออกแบบของคุณมีความหมาย มีความคุณ และสื่อกับผูอื่นไดอยางชัดเจนยิ่งขึ้น 4. สื่อที่ใชเพื่อการออกแบบ งานออกแบบในปจจุบันประกอบไปดวยสื่อมากมายหลายชนิด เชน กราฟฟค ภาพเขียน โลโก งานประดิษฐ งานทัศนศิลป ปายโฆษณา นามบัตร แผนพับ หรือสื่อสิ่งพิมพตาง ๆ สิ่งเหลานี้เปนสิ่งที่ นักออกแบบจะตองเลือกวาตองการเลือกใชสื ่อใดเพื ่อใชส าหรับเผยแพรการออกแบบที ่ตนเองไดคิด และวางแผนเอาไว นอกจากนั้นสื ่อในปจจุบันยังมีความนิยมและความนาสนใจที ่แตกตางกันออกไป หากนักออกแบบสามารถเลือกซื้อที่ตรงกับความตองการของผูรับชม ก็จะยิ่งท าใหไดรับความนิยมและ เปนที่รูจักมากยิ่งขึ้น โดยจ าเปนที่จะตองศึกษาในเรื่องของเทรนในการออกแบบรวมกันดวย


7 1.2.2 ประเภทของการออกแบบ 1. การออกแบบสรางสรรค เป็นการออกแบบเพื ่อน าเสนอความงาม ความพึงพอใจ เน้นความคิดสร้างสรรค์แปลก ๆ ใหม่ๆ ให้เกิดความสะเทือนใจ เร้าใจ ซึ่งการสรางสรรคนี้อาจเปนการพัฒนาจากสิ่งที่มีอยูเดิมหรือสรางขึ้น ใหมก็ได้งานออกแบบสร้างสรรค์นี้มี5 ลักษณะ คือ 1) งานออกแบบจิตรกรรม (Painting) คืองานศิลปะ ดานการวาดเสน ระบายสี เพื่อแสดงอารมณและความรูสึกในลักษณะสองมิติ จ าเปนตองใชความคิดสรางสรรคในผลงาน แตละชิ้นของผูสราง 2) งานออกแบบประติมากรรม (Sculpture) คืองานศิลปะดานการปน แกะสลัก เชื่อมตอในลักษณะสามมิติ คือมีทั้งความกวาง ยาว และหนา 3) งานออกแบบภาพพิมพ (Printmaking) คืองานศิลปะที ่ ใชกระบวนการพิมพมา สรางสรรครูปแบบดวยเทคนิคการพิมพตาง ๆ เชน ภาพพิมพไม โลหะ หิน และอื่น ๆ 4) งานออกแบบสื ่อประสม (Mixed Media) คืองานศิลปะ ที ่ใชวัสดุหลากหลายชนิด เชน กระดาษ ไม โลหะ พลาสติก เหล็ก หรือวัสดุอื ่น ๆ น ามาสรางความผสานกลมกลืนให เกิดผลงานที่แตกตางอยางกวางขวาง 5) งานออกแบบภาพถาย (Photography) ยุคนี้เปนยุคที ่การถายภาพกลายเปน เรื่องงาย ๆ ส าหรับผูที่สรางสรรคงานถายภาพ เพราะเทคโนโลยีการถายภาพมีการพัฒนาไปอยาง รวดเร็ว ดวยการลงทุนสรางสรรคที ่ไมแพงมาก การถายภาพอาจเปนภาพ คน สัตว สิ ่งของ ธรรมชาติทั่วๆไป โดยมุงเนนการสรางสรรคเนื้อหาที่แปลกใหม เพื่อสนองความตองการของผูถายภาพ 2. การออกแบบสัญลักษณและเครื่องหมาย เป็นการออกแบบเพื ่อสื ่อความหมาย เป็นสัญลักษณ์หรือเครื ่องหมายที่ท าความเข้าใจกับ ผู้พบเห็นโดยไม่จ าเป็นต้องมีภาษาก ากับ เช่น ไฟแดง เหลือง เขียว ตามสี่แยกหรือเครื่องหมายจราจรอื่น ๆ เครื่องหมาย (Symbol) คือสื่อความหมายที่แสดงความนัยเพื่อเป็นการชี้เตือน หรือก าหนดให้ สมาชิกในสังคมรู้ถึงข้อก าหนด อันตราย สัญลักษณ์คือสื่อความหมายที่แสดงความนัย เพื่อบอกให้ทราบถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีผลในทาง ปฏิบัติเหมือนเครื่องหมาย แต่มีผลทางด้านการรับรู้ ความคิด หรือทัศนคติ ที่พึงมีต่อสัญลักษณ์นั้น ๆ


8 3. การออกแบบโครงสราง การออกแบบโครงสราง เปนออกแบบเพื่อใชเปนโครงยึดเหนี่ยวใหอาคาร สิ่งกอสรางสามารถ ทรงตัว และรับน้ าหนักอยูไดอาจเรียกวา การออกแบบสถาปตยกรรม คือการออกแบบสิ ่งกอสราง ประเภทตาง ๆ ออกแบบอาคาร เชน การออกแบบ ที ่พัก อาศัย ออกแบบเขื ่อน ออกแบบสะพาน ออกแบบโบสถ อื่น ๆ ที่คงทนและถาวร นักออกแบบเรียกวา สถาปนิก ผูใหความส าคัญกับงานดานนี้ เปนอยางมาก นอกจากนั้นการออกแบบโครงสรางยังเปนสวนหนึ่งของงานประติมากรรม ที่เนนคุณภาพ ของการออกแบบสามมิติ และยังหมายถึงการออกแบบเครื่องเรือน ฉาก และเวที อีกดวย 4. การออกแบบหุนจ าลอง เป็นการออกแบบเพื่อเป็นแบบส าหรับย่อ ขยาย ผลงานตัวจริง หรือเพื่อศึกษารายละเอียดของ สิ่งนั้นๆ เช่น หุ่นจ าลองบ้าน หุ่นจ าลองผังเมือง หุ่นจ าลองเครื่องจักรกล หุ่นจ าลองทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ 5. การออกแบบสิ่งพิมพ เป็นการออกแบบเพื่อการผลิตงานสิ่งพิมพ์ชนิดต่าง ๆ 6. การออกแบบผลิตภัณฑ เป็นการออกแบบเพื่อน ามาใช้สอยในชีวิตประจ าวัน โดยเน้นการผลิตจ านวนมากในรูปสินค้า เพื่อให้ผ่านไปยังผู้ซื้อ ผู้บริโภคในวงกว้าง คือการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางมากด และแบ ่งออกได้มากมาย หลายลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี ่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความ สวยงามของผลิตภัณฑ์ งานออกแบบ ประเภทนี้ได้แก่ > งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ > งานออกแบบครุภัณฑ์ > งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ์ > งานออกแบบเครื่องใช้สอยต่าง ๆ


9 7. การออกแบบโฆษณา เป็นการออกแบบเพื่อชี้แนะและชักชวน ทางด้านผลิตภัณฑ์ บริการและความคิด จากความคิด ของคนคนหนึ่ง ไปยังกลุ่มชนโดยส่วนรวม ซึ่งการโฆษณาเป็นปัจจัยส าคัญที่จ าเป็นส าหรับการด ารงชีวิต ของประชาชนและธุรกิจ เพราะจะช่วยกระตุ้นหรือผลักดันอย่างหนึ่งในสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดความ ต้องการและเปรียบเทียบ สิ ่งที ่โฆษณาแต ่ละอย ่าง เพื ่อเลือซื้อ เลือกใช้บริการ หรือเลือกแนวคิด น ามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันของเรา การโฆษณาผลิตภัณฑ์ เช่น โฆษณาขายอาหาร ขายสิ่งก่อสร้าง ขายเครื่องไฟฟ้า ขายผลิตผลทาง เกษตรกรรม การโฆษณาบริการ เช่น โฆษณาบริการท่องเที่ยว บริการซ่อมเครื่องจักรกล บริการหางานท า บริการของ สายการบิน การโฆษณาความคิด เช ่น โฆษณาความคิดเห็นทางวิชาการ ข้อเขียน ข้อคิดเห็นในสังคม ความดีงามในสังคม นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อที่เสนอความคิดเห็น เกลี้ยกล่อม สร้างอิทธิพลทางความคิด หรือทัศนคติ เช่น การโฆษณาทางศาสนา โฆษณาให้รักษากฎจราจร โฆษณาให้รักชาติ การโฆษณาเหล่านี้มี สื่อที่จะใช้กระจายสู่ประชาชน ได้แก่ สื่อกระจายเสียงและภาพ เช่น วิทยุ ทีวี โรงภาพยนตร์ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร สื่อบุคคล เช่นการแจกสินค้าส่งคนไปขาย ส่งสินค้าไปตามบ้าน 8. การออกแบบพาณิชยศิลป เป็นการออกแบบเพื่อใช้ฝีมือ แสดงความงามที่ใช้ในการตกแต่ง อาจจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ ส่วนใหญ่จะเน้นความสวยงาม ความน่ารัก ซึ่งเป็นความสวยงามที่มีลักษณะเร้าใจต่อ ผู้พบเห็นในทันทีทันใด และแสดงความสวยงามหรือศิลปะเด่นกว่าประโยชน์ใช้สอย เช่น การออกแบบที่ใส่ ซองจดหมาย แทนที่จะมีเพียงที่ใส่และที่แขวน ซึ่งเป็นหน้าที่หลัก ก็อาจจะออกแบบเป็นรูปนกฮูกหรือรูป สัตว์ต ่าง ๆ แสดงสีสรรค์และการออกแบบที ่แปลกใหม ่ เร้าใจ เป็นต้น ลักษณะของการออกแบบ พาณิชย์ศิลป์ยังมุ่งออกแบบในลักษณะของแฟชั่น ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามสมัยนิยม


10 9. การออกแบบศิลปะประดิษฐ การออกแบบศิลปะประดิษฐเปนการออกแบบที ่แสดงความวิจิตรบรรจง มีความสวยงาม เพื่อใหเกิดความสุขสบาย รื่นรมย มากกวาการแสดงออกซึ่งความรูสึกนึกคิดอื่นใด ความวิจิตรบรรจงในที่นี้ หมายถึง การตกแตงสรางสรรคลวดลาย หรือรูปแบบดวยความพยายาม เปนงานฝมือที่ละเอียด ประณีต เชน การจัดผักซึ่งเปนเครื่องจิ้มอาหารคาวของไทย แทนที่จะจัดพริก มะเขือ แตงกวา ตนหอม ลงในจาน เทานั้น แมครัวระดับฝมือบางคนจะประดิษฐตกแตงพืช ผัก เหลานั้นอยางสวยงามมาก เชน ประดิษฐเปน ดอกไม รูปสัตว หรือลวดลายตาง ๆ งานศิลปะประดิษฐมีหลายประเภท เชน 1) งานแกะสลักของออน เชนผัก ผลไม สบูเทียน 2) งานจัดดอกไมใบตอง เชน รอยมาลัย จัดพวงระยาดอกไม โคมดอกไม 3) งานเย็บปกถักรอยตกแตง เชน ปกลวดลายตาง ๆ ถักโครเชท 4) เครื่องตกแตงรางกาย เชน แหวน ก าไล ตางหู เข็มกลัด 5) งานกระดาษ เชน ฉลุกระดาษ ประดิษฐกระดาษเปนดอกไม 6) งานประดิษฐเศษวัสดุ เชน ใบไม เปลือกหอย ดอกหญา หลอดกาแฟ 7) งานแกะสลักของแข็ง เชน แกะสลักหนาบัน คันทวย บานประตู โลหะ 10. การออกแบบตกแตง เป็นการออกแบบเพื ่อการเป็นอยู ่ในชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะอย ่างยิ ่งการออกแบบเพื่อ เสริมแต่งความงามให้กับอาคารบ้านเรือนและบริเวณที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความสวยงามน่าอยู่อาศัย การออกแบบตกแต ่งในที ่นี้ หมายถึง การออกแบบตกแต ่งภายนอกและการออกแบบตกแต ่งภายใน การออกแบบตกแต่งภายใน หมายถึง การออกแบบตกแต่งที่เสริมและจัดสภาพภายในอาคาร ให้สวยงาม น่าอยู่อาศัย ซึ่งหมายรวมถึง ภายในอาคารบ้านเรือน ที่ท างาน ร้านค้า โรงเรียน 1.2.3 หลักการออกแบบ หลักการออกแบบของ ADDIE model ADDIE Model คือ หลักการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเป็นระบบที่ได้รับการ ยอมรับทั่วโลก มีจุดมุ่งหมายในการออกแบบให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ด้วยการวิเคราะห์ที่สาเหตุของ ปัญหา คิดค้นขึ้นโดย Florida State University’s Center for Educational Technology ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ


11 ภาพแสดง หลักการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเป็นระบบ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก(ADDLE MODEL) เพื่อให้เห็นภาพกระบวนการชัดเจนมากขึ้นจึงจะขอเปรียบเทียบกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ กับการออกแบบบ้านด้วย ADDIE Model ดังนี้ 1. Analysis (การวิเคราะห์) การออกแบบบ้าน : ก าหนดคุณลักษณะของบ้านที่ต้องการ เช่น ขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน จ านวนห้อง วัสดุที่ใช้ การตกแต่งภายในและภายนอก การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ : ก าหนดเป้าหมาย (Target / Goal) เช ่น ความรู้ ทักษะ หรือพฤติกรรมในการท างานที่ต้องการพัฒนา ระดับของการเรียนรู้ที่ต้องการ 2. Design (การออกแบบ) การออกแบบบ้าน : ออกแบบพิมพ์เขียว โครงสร้างของบ้านตามคุณลักษณะที่ได้ก าหนดไว้ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ : ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ การวัด ติดตาม ประเมินผล และแผนการสอน ตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ 3. Development (การพัฒนา) การออกแบบบ้าน : สร้างโมเดลตัวอย่างบ้านจ าลอง การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ : สร้างชั้นเรียนทดลอง


12 4. Implement (การด าเนินการ) การออกแบบบ้าน : ด าเนินการสร้างบ้านจริง การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ : ด าเนินการเรียนรู้ตามกระบวนการที่ออกแบบไว้ 5. Evaluation (การประเมินผล) การออกแบบบ้าน : ประเมินความพึงพอใจ และคุณภาพของบ้านตามคุณลักษณะที่ได้ก าหนดไว้ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ : ประเมินผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ หลักการออกแบบในงานคหกรรมศาสตร์ 1. จุด (Point or Dot) ความหมาย จุด หมายถึง รอยหรือแต้มที่มีลักษณะกลม ๆ เป็นสิ่งที่ปรากฏบนพื้นระนาบที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่มีความกว้าง ความยาว ความสูง ความหนา หรือความลึก จุดเป็นทัศนธาตุที่เล็กที่สุด และมีมิติเป็นศูนย์ จุดสามารถแสดงต าแหน่งได้เมื่อมีบริเวณว่างรองรับ จุดถือเป็นทัศนธาตุหรือพื้นฐานเบื้องต้นที่สุดในการ สร้างงานทัศนศิลป์ ซึ่งเกิดจากการจิ้ม กด กระแทก ด้วยวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ดินสอ ปากกา พู่กัน และวัสดุปลายแหลมทุกชนิด จุด เป็นต้นก าเนิดของเส้น รูปร ่าง รูปทรง แสงเงา พื้นผิว ฯลฯ เช ่น น าจุดมาวางเรียงต ่อกัน จะเกิดเป็นเส้น และการน าจุดมาวางให้เหมาะสม ก็จะเกิดเป็นรูปร่าง รูปทรง และลักษณะผิวได้ จุดนั้น เป็นทัศนธาตุที ่สามารถสัมผัสและให้ความรู้สึกได้น้อยด้วยจุดเป็นอนุภาคที ่มี ความกว้าง ความยาว และความหนา น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาส่วนประกอบมูลฐานหรือทัศนธาตุอื่น ซึ่งในทางด้านศาสตร์ อื่น ๆ อาจจะตีค่าของจุดในทางต ่าสุด โดยให้ค านิยาม ของจุดว่า “เป็นสิ่งที่ไม่มีความกว้าง ความยาว ความหนา” แต่ในทางทัศนศิลป์ จุด มีค่ามากมายกว่านั้น ด้วยในทางศิลปะนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้สึก มากกว ่าการตีความ เพราะจุด ๆ หนึ ่งที ่ปรากฏในภาพอาจจะค ่อย ๆ แปรเปลี ่ยนเป็นสิ ่งต ่าง ๆ ในจินตนาการก็ได้ ลักษณะของการเกิด จุดที ่เกิดจากธรรมชาติ คือ จุดกระจัดกระจายอยู่ตามธรรมชาติมากมายในสิ ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติ สร้างขึ้น เช่น จุดปรากฏที่ส่วนต่าง ๆ ของพืชและสัตว์บางชนิด จุดที่มองเห็นตามกลุ่มดาว บนท้องฟ้า จุดบนวัตถุธาตุบางชนิด เช่น ดิน หิน แร่ เป็นต้น


13 จุดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ คือ มนุษย์ใช้สิ่งแหลมคมแต้ม กด จิ้ม เป็นรอยกลม ๆ ลงบนผิว พื้นที่ว่าง ท าให้เกิดเป็นรอยแต้มเป็นจุดเดียวหรือหลายจุดไม่มีความหมายหรือเป็นลวดลายที่จงใจให้เป็น เช่น จุดที่ ปรากฏบนกระดาษจุดเดียว จุดต ่อเนื ่องลักษณะไข ่ปลา จุดที ่รวมเป็นกลุ ่มอย ่างอิสระ จุดที ่รวมตัว เคลื่อนไหวกระจายเป็นระยะเท่า ๆ กันอย่างมีระเบียบ เป็นต้น การสร้างสรรค์ 1. น าจุดมาจัดเรียงประสานกลมกลืน 2. น าจุดมาสร้าง Patten (รูปแบบลวดลาย) 3. น าจุดมาสร้างป็น รูปร่าง ที่เป็นรูปธรรม 4. น าจุดมาเรียงกันสามัคคี เป็นระเบียบ 5. น าจุดแยกออกจากกัน แปลกแยก โดดเดี่ยว 6. น าจุดประกอบเป็นรูปร่างที่สนุกสนาน เบิกบาน 7. สามารถน ามาสร้างน ้าหนกและแสงเงาได้ จุดในงานคหกรรมศาสตร์ - จุดในงานออกแบบแฟชั่นผาและเครื่องแตงกาย ภาพแสดง แฟชั่นเครื่องแต่งกายลายจุด


14 - จุดในงานอาหาร ภาพแสดง การน าจุดมาใช้ในการตกแต่งอาหาร 2. เส้น (Line) ความหมาย เส้น หมายถึง จุดหลาย ๆ จุดต่อกันเป็นสาย เป็นแถวไปในทิศทางเดียวกัน แล้วเคลื่อนที่ไปใน ทิศทางเดียวกัน ด้วยแรงผลักดันหรือรอยขูด ขีด เขียนของวัตถุเป็นรอยยาว เส้นเป็นพื้นฐานที่ส าคัญ ของงานศิลปะทุกชนิด เส้นสามารถให้ความหมาย แสดงความรู้สึก และอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการสร้างเป็นรูปทรงต่าง ๆ ขึ้น เส้นจึงมี 2 ลักษณะคือ เส้นตรง (Straight Line) และเส้นโค้ง (Curve Line) เส้นทั้งสองชนิดนี้เมื ่อน ามาจัดวางในลักษณะต ่าง ๆ กัน นั้นจะมีชื ่อเรียกต ่าง ๆ และให้ความหมาย ความรู้สึกที่แตกต่างกันอีกด้วย ส ่วนประกอบของเส้นที ่ส าคัญของภาพ เส้นแต ่ละชนิดมีความหมายในตัวของมันท าให้แต่ละ บุคคลสามารถจินตนาการได้แตกต่างกันตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน เส้นแต่ละชนิดให้ ความรู้สึกและความหมายต่างกัน ดังนี้ 1. เส้นตรง มีลักษณะดังนี้ 1. เส้นดิ่ง หรือ เส้นตั้ง 2. เส้นฟันปลา 3. เส้นประ 4. เส้นเฉียง 5. เส้นนอน


15 2. เส้นโค้ง มีลักษณะดังนี้ 1. เส้นคลื่น 2. เส้นก้นหอย 3. เส้นโค้งขึ้น 4. เส้นโค้งลง ลักษณะของการเกิด เส้นตรง เป็นเส้นที่ใช้ในงานศิลปะ มีหลายลักษณะ เช่น เส้นดิ่ง เส้นฟันปลา เส้นประ เส้นเฉียง เส้นนอน เป็นต้นและเส้นต่างเหล่านี้ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน ภาพแสดง เส้นดิ่ง หรือ เส้นตั้ง ให้ความรู้สึก สงบ มั่นคง แข็งแรง แน่นนอน เป็นระเบียบ ภาพแสดง เส้นฟันปลา ให้ความรู้สึก รุนแรง กระแทก ตื่นเต้น ภาพแสดง เส้นประ ให้ความรู้สึก ใจหาย ไม่แน่นอน ลึกลับ ไม่สมบรูณ์ แสดงส่วนที่มองไม่เห็น


16 ภาพแสดง เส้นเฉียง ให้ความรู้สึก ไม่มั่นคง โอน เอนการล้ม ไม่หยุดนิ่ง ภาพแสดง เส้นนอน ให้ความรู้สึกสงบ ราบรื่น กว้างขวาง การพักผ่อน หยุดนิ่ง เส้นโค้ง เป็นเส้นที่ถูกลากให้เป็นแนวโค้ง ไม่ตรง ไม่เป็นเหลี่ยม เส้นโค้งถูกน ามาใช้ในงานศิลปะมากมาย หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ภาพแสดง เส้นคลื่น ให้ความรู้สึก เลื่อนไหล ต่อเนื่อง อ่อนช้อย ภาพแสดง เส้นก้นหอย ให้ความรู้สึก อึดอัด หมุนเวียน มึนงง เคลื่อนไหว การคลี่คลาย ขยายตัว


17 ภาพแสดง เส้นโค้งขึ้น ให้ความรู้สึก แข็งแรง เชื่อมั่น ภาพแสดง เส้นโค้งลง ให้ความรู้ อ่อนโยน อ่อนไหว ไม่แข็งแรง รูปลักษณะและทิศทางของเส้นที่มีแตกต่างกันออกไปมากมาย เส้นเหล่านั้นมีทั้งเส้นที่ปรากฏตาม สายตา (Visual Elements) และเส้นที่ที่ปรากฏในความคิด (Conceptual Elements) เส้นทั้งสองชนิดนี้ จะจ าแนกออกมาตามแนวทางสร้างงาน และตามที่ปรากฎ ในงานทัศนศิลป์ จ าแนกออกได้ ดังนี้ 1. เส้นแท้จริง (Actual Line) หมายถึง เส้นที่แสดงความคมชัดเข้มในงานศิลปะ แม้จะมีความหนาบางอยู่ในตัว โดยแสดงบุคลิกของ เส้นในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตรง โค้ง ซิกแซ็ก โค้งไป โค้งมา ฯลฯ หรือประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างและรูปทรง 2. เส้นโดยนัย (Implied Line) หมายถึง เส้นที่ไม่ปรากฎรูปเส้นชัดเจนโดยตรง แต่เป็นเส้นที่เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ จัดเรียง ตามต าแหน่งและทิศทาง ที่ผู้ดูสามารถรับรู้ได้โดยนัย และทราบว่าเป็นเส้นตรง โค้ง หรือ ซิกแซ็ก ซึ่งเส้น โดยนัยนี้ ก็จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเส้นแท้จริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้


18 ภาพแสดง งานออกแบบทัศนศิลป์ ที่ออกแบบโดยใช้เส้นโดยนัย 3. เส้นไม่มีตัวตน (Psychic Line) เส้นไม่มีตัวตน หรือเส้นโดยจิต หมายถึง เส้นที่ไม่มีลักษณะเส้นที่แท้จริงและเส้นโดยนัย แต่เป็น เส้นจะปรากฎให้สามารถรับรู้ได้จากองค์ประกอบ เนื้อหา เรื่องราว ด้วยความรู้สึกว่ามีเส้นปรากฎอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่มี เส้นในลักษณะนี้ ต้องอาศัยจิตนาการของผู้ดูเป็นส าคัญ 4. เส้นที่เกิดจากขอบ (Line Formed by Edges) หมายถึง เส้นที่ไม่ใช่เกิดจากการเขียนหรือการลาก ขูดขีด ให้เกิดเป็นเส้นโดยตรง แต่เป็นเส้นที่ เกิดจากส่วนประกอบมูลฐานหรือทัศนธาตุอื่น ๆ เช่น รูปร่าง รูปทรง สี หรือน ้าหนักอ่อนแก่ ที่น ามาจัด องค์ประกอบแล้ว ส่วนขอบที่มาชนกันเกิดเป็นเส้นขึ้นมา เช่น เส้นที่ปรากฎในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รอบตัวเรา การสร้างสรรค์ ภาพแสดง ออกแบบแฟชั่นผ้าและเครื่องแต่งกาย


19 ภาพแสดง อาหารและโภชนาการ เส้นในงานคหกรรมศาตร์ ภาพแสดง คหกรรมศาสตร์-การจัดดอกไม้


20 3. พื้นที่วาง (Space) ความหมาย พื้นที่ว่าง (Space) หรือ ช่องไฟ หมายถึง บริเวณที่เป็นความว่างไม่ใช่ส ่วนที ่เป็นรูปทรง หรือ เนื้อหา ในการจัดองค์ประกอบใดก็ตามถ้าปล่อยให้มีพื้นที่ว่างมากและให้มีรูปทรงน้อย การจัดนั้นจะให้ ความรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว ในทางตรงกันข้าม ถ้าให้มีรูปทรงมากหรือเนื้อหามาก โดยไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ ว่างเลยก็จะให้ความรู้สึกอึดอัด คับแคบ ดังนั้นการจัดวางในอัตราส่วนที่พอเหมาะก็จะให้ความรู้สึกที่พอดี ท าให้ได้ภาพที่ได้สัดส่วนงดงาม ความหมายของบริเวณว ่างในทางทัศนศิลป์คนเราอาศัยอยู ่ในบริเวณว ่างในโลกที ่เป็น 3 มิติ ที่แสดงความกว้าง ความยาว และความลึก ที่ว่างตามปกติจะเป็นบริเวณที่หาขอบเขตไม่ได้ เป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็น เช่นเดียวกับความเวิ้งว้างในอวกาศ แต่เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฎขึ้น ก็จะเกิดปฎิกริยากับที่ว่างนั้น ทันที เช่นเดียวกับบริเวณว ่างบนพื้นโลก เมื่อเราอยู ่บนที ่สูงมองไปรอบ ๆ ตัวเราจะเห็นบางสิ ่งใกล้ตัว บางสิ่งไกลออกไป เกิดระยะทางใกล้ ไกล บริเวณว่างลักษณะนี้เรียกว่าบริเวณว่างจริง ( Physical Space) หรือ บริเวณว่าง 3 มิติ(Three Dimension Space) บริเวณว่างในทางทัศนศิลป์ เป็นบริเวณว่างที่ได้มี การควบคุมและก าหนดขอบเขตส าหรับการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ โดยบริเวณว่างเป็นเหมือนสนาม หรือเวทีส าหรับจัดวางทัศนธาตุ หรือส่วนประกอบมูลฐานของทัศนศิลป์ (Elements of Visual Art) ลงไป เพื่อแสดงบทบาทให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ งานทัศนศิลป์แต่ละประเภทก็ใช้ที่ว่างแตกต ่างกันไป เช่น ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมก็ใช้ที่ว่างแบบ 3 มิติ จิตรกรรมก็ใช้ที่ว่างแบบ 2 มิติ คือเป็นที่ว่างที่ ก าหนดด้วยความกว้าง และความยาว เท่านั้น แต่บางครั้งจิตรกรรมก็สามารถสร้างมิติที่ 3 ให้เกิดขึ้น บนพื้นผิวราบ 2 มิติได้ บริเวณว่างที่เกิดขึ้น ลักษณะนี้เรียกว่า บริเวณว่างลวงตา (Illusion Space) หรือ บริเวณว่าง 2 มิติ (Two Dimension Space) บริเวณว่าง 3 มิติ (Three Dimension Space) บริเวณว่าง 3 มิติ คือบริเวณว ่างที ่มีทั้งความกว้าง ความยาว ความลึก เป็นบริเวณว ่างที ่มีปริมาตร (Volume) ที่ สามารถสัมผัสได้ด้วยความเป็นจริงทางกายภาพ (Physical or Actual Space) หรือสามารถสัมผัส ได้ทั้ง ทางกายและทางการมองเห็นพร้อม ๆ กัน


21 ในงานทัศนศิลป์ประเภทสถาปัตยกรรม บริเวณว่าง 3 มิติ ก็จะประกอบด้วยบริเวณว่างภายนอก (Outer Space) ระหว ่างตัวอาคารกับบรรยากาศโดยรอบทั้งปวง ต ่อมานั้นบริเวณว ่างภายในอาคาร (Inner Space) ที่ก าหนดโดย หลังคา ผนัง พื้น มีปริมาตรภายในที่สามาถเข้าไปใช้สอยได้ ซึ่งบริเวณว่าง ทั้งภายนอก และภายในของสถาปัตยกรรมจะมีความสัมพันธ์กันตลอดเวลา คือเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง มวล และปริมาตร (Mass and Volume) บริเวณว่าง 3 มิติ ในงานทัศนศิลป์ประเภทประติมากรรมก็มี บริเวณว ่างทางกายภาพ (Physical or Actual Space) เช ่นเดียวกับสถาปัตยกรรม คือมีบริเวณว ่าง ภายนอกรอบ ๆ งานประติมากรรม เป็นมิติที่สามารถสัมผัสได้ทั้งทางกายและทางการมองเห็นกับบริเวณ ว่าภายใน ซึ่งอาจจะเป็นที่ว่างกลวง หรือทึบตันเป็นมวล (Mass) แต่ประติมากรรมไม่มุ่งประโยชน์ใช้สอย บริเวณว่างภายในเหมือนกับสถาปัตยกรรม ค าจ ากัดความ 1. ปริมาตรที่ “วัตถุหรือรูปทรง” กินเนื้อที่อยู 2. อากาศที่โอบรอบรูปทรง 3. ระยะหางระหวางรูปทรง 4. ปริมาตรของ “ความวาง” ที่ถูกลอมรอบดวยขอบเขต 5. พื้นที่ของระนาบ 2 มิติ (Plane) ที่ใชในการวาด 6. การแทนคาของ “ความลึก” ลงบนระนาบ 2 มิติ 7. ปฏิกริยาของน้ าหนัก สี และรูปทรง ที่มีผลตอประสารทตา ลักษณะของการเกิด 1. ที่วางจริง (Physical Space) และที่วางลวงตา (Pictorial Space) ที่วางจริง (Physical Space) คือที่วางที่เกิดขึ้นทางกายภาพ ที่วางลวงตา (Pictorial Space) คือที่วางที่ศิลปนสรางสรรคขึ้น 2. ที่วางแบบ 2 มิติ (Two-dimensional Space) หมายถึง ที่ว ่างที ่เกิดขึ้นจริงทางกายภาพ (Physical) มีความกว้างและความยาวที ่สัมผัส ได้จริง ได้แก่ แผ่นภาพ ผ้าใบ กระดาษ หรือที่ว่างระหว่างรูปทรงในงานจิตรกรรมที่มิได้แสดงความลึก


22 3. ที่วางแบบ 3 มิติ (Three-dimensional Space) คือบริเวณว่าง ที่มีทั้ง ความกว้าง ความยาว ความหนา ความลึก เป็นบริเวณว่างที่มีปริมาตร (Volume) ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยความเป็นจริง ทางกายภาพ (Physical or Actual Space) หรือ สามารถสัมผัสได้ทั้งทางกาย และทางการมองเห็นพร้อม ๆ กัน เช่น ประตมากรรม และสถาปัตยกรรม 4. ที่วางที่เปนกลางหรือศูนย (Neutral Space) คือที่วางซึ่งวางเปลา ไมมีการก าหนดขอบเขตของรูปรางและรูปทรงนั้น ไดแก กระดาษเปลา ผาใบเปลา ที่วางของผนัง หรือที่วางในอวกาศ 5. ที่วางบวกและที่วางลบ (Positive & Negative Space) ที่วางบวก (Positive Space) คือที่วางที่เปนรูป (Figure) ซึ่งอาจเปนรูปรางสองมิติหรือรูปทรงสามมิติ ที่วางลบ (Negative Space) คือที่วางที่ลอมรอบวัตถุ มีลักษณะเปนพื้นฉากหลัง (Blackground) ที ่วางที ่รูปรางและรูปทรงมาก าหนดความหมายใหและบางครั้งอาจเกิดความหมายขึ้นในบริเวณ วางนั้นดวย 6. ที่วางสองนัย (Ambiguous Space) คือที่วางที ่ถูกกระท าโดยรูปรางและรูปทรงท า ใหเกิดความหมายขึ้น และท าใหที่วางนั้นเกิด ความหมายขึ้นดวย การสร้างสรรค์ในงานคหกรรมศาสตร์ ภาพแสดง พื้นที่ว่างในงานคหกรรมศาสตร์


23 ภาพแสดง พื้นที่ว่างในงานคหกรรมศาสตร์ 4. รูปร่างและรูปทรง (Form & Shape) ความหมาย รูปร่าง (Shape) หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ คน สัตว์ และ พืช มีลักษณะเป็น 2 มิติ มีความกว้าง และความยาว รูปทรง (Form) หมายถึง โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที่ปรากฎแก่สายตาในลักษณะ 3 มิติ คือมีทั้ง ส่วนกว้าง ส่วนยาว ส่วนหนา หรือลึก คือ จะให้ความรู้สึกเป็นแท่ง มีเนื้อที่ภายใน มีปริมาตร และมีน ้าหนัก ลักษณะของการเกิด รูปร่าง (Shape) หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ คน สัตว์ และ พืช มีลักษณะเป็น 2 มิติ มีความกว้าง และความยาว รูปร่าง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ


24 1.รูปร่างธรรมชาติ (Natural Shape) หมายถึง รูปร่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น คน สัตว์ และพืช เป็นต้น 2.รูปร่างเรขาคณิต (Geometrical Shape) หมายถึง รูปร ่างที ่มนุษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้าง แน ่นอน เช ่น รูปสามเหลี่ยม รูปสี ่เหลี ่ยม และ รูปวงกลม เป็นต้น 3.รูปร่างอิสระ (Free Shape) หมายถึง รูปร ่างที ่เกิดขึ้นตามความต้องการของผู้สร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกที ่เป็นเสรี ไม ่มี โครงสร้างที่แน่นอนของตัวเอง เป็นไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น รูปร่างของหยดน้า เมฆ และควัน เป็นต้น รูปทรง (Form) หมายถึง โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที ่ปรากฎแก ่สายตาในลักษณะ 3 มิติ คือมีทั้งส ่วนกว้าง ส่วนยาว ส่วนหนา หรือลึก คือจะให้ความรู้สึกเป็นแท่ง มีเนื้อที่ภายใน มีปริมาตร และมีน้าหนัก รูปทรง สามารถวัดขนาดและปริมาตรได้ รูปทรงแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. รูปทรงธรรมชาติ (organic form) ได้แก่ หมายถึง รูปทรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ คน สัตว์ พืช มีลักษณะ 3 มิติรูปทรงใน ลักษณะนี้จะให้ความมีชีวิตชีวา 2. รูปทรงเรขาคณิต (geometric form) ได้แก ่ รูปทรงที ่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น รูปทรง สามเหลี ่ยม รูปทรงสี ่เหลี ่ยม รูปทรงกลม ฯลฯ สามารถแสดงความกว้าง ความยาว และมิติทางลึก หรือหนามีมวลและปริมาณ 3. รูปทรงอิสระ (free form) ได้แก่ รูปทรงที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน เช่น รูปทรงของก้อนเมฆ กระแสน ้า หรือก้อนหิน


25 การสร้างสรรค์ ภาพแสดง ผลงานศิลปะที่แสดงโครงสร้างด้านรูปทรงและเนื้อหา ซึ่งให้อารมณ์ที่ควบคู่กันไป “นักเรียน” โดย อัมรินทร์ บุพศิริ ในงานคหกรรมศาสตร์ ภาพแสดง Heydar Aliyev Center จุดเดนของอาคารคือการออกแบบรูปทรงอันโฉบเฉี ่ยว มีความเปนเอกลักษณ สะทอนงานสถาปตยกรรมแบบโมเดิรนรัสเซีย โดยตัวอาคารถูกสรางเพื่อ เปนเวที จัดแสดงงานตาง ๆ เปนผลงานการออกแบบจาก Zaha Hadid ตั้งอยูที่ Baku, Azerbaijan ภาพแสดง สตรีตอาร์ต ณ เมืองมรดกโลก “จอร์จทาวน์” ปีนัง


26 5. พื้นผิว(Texture) ความหมาย พื้นผิว (TEXTURE) หมายถึง ลักษณะของส่วนนอกสุดของวัตถุที่เรามองเห็น และสัมผัส ได้ เช่น ผิวมัน ด้าน หยาบ ละเอียด ขรุขระ ในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีพื้นผิวแตกต่าง กันจะท าให้เกิดความรู้สึก สนุก ตื่นเต้น มีชีวิตชีวา ลักษณะของการเกิด ลักษณะที่สัมผัสได้ของพื้นผิว มี2 ประเภท คือ 1. พื้นผิวที่สัมผัสได้ด้วยมือ หรือกายสัมผัสเป็นลักษณะพื้นผิวที่เป็นอยู่จริง ๆ ของผิวหน้าของวัสดุนั้น ๆ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ จากงานประติมากรรม งานสถาปัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ 2. พื้นผิวที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากการมองเห็นแต่ไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงของผิววัสดุนั้น ๆ เช่น การวาดภาพก้อนหินบนกระดาษ จะให้ความรู้สึกเป็นก้อนหิน แต ่มือสัมผัสเป็นกระดาษ หรือใช้กระดาษพิมพ์ลายไม้ หรือลายหินอ่อน เพื่อปะทับบนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ถือว่า เป็นการสร้างพื้นผิวลวงตาให้สัมผัสได้ด้วย การมองเห็นเท่านั้น พื้นผิวลักษณะต่าง ๆ จะให้ความรู้สึกต่องานศิลปะที่แตกต่างกัน พื้นผิวหยาบจะให้ความรู้สึก กระตุ้นประสาท หนักแน่น มั่นคง แข็งแรงถาวร ในขณะที่ผิวเรียบ จะให้ความรู้สึกเบา สบาย การใช้ ลักษณะของพื้นผิวที่แตกต่างกันเห็นได้ชัดเจน จากงานประติมากรรม และมากที่สุดในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งมีการรวมเอาลักษณะต่าง ๆ กันของพื้นผิววัสดุหลาย ๆ อย่าง เช่น อิฐ ไม้ โลหะ กระจก คอนกรีต หิน ซึ่งมีความขัดแย้งกันแต่สถาปนิกได้น ามาผสมกลมกลืนได้อย่างเหมาะสม ลงตัวจนเกิดความสวยงาม


27 การสร้างสรรค์ ภาพแสดง แม่น ้าจ้งจอกน้อย ผลงานของเฟเดลเล เทคนิคสีน ้ามัน ภาพทิวทัศน์บกแสดงผิวสายน ้าไหล ผ่านหมู่บ้าน เน้นระยะใกล้ด้วยเนื้อสีหนาจากการใช้เกรียง ภาพระยะหลังใช้พู่กันสีเรียบ ภาพแสดง ตุ๊กตา การน าลักษณะผิวสัมผัสนุ่มมาใช้เพื่อให้น่าจับ เหมาะเป็นของเล่น พื้นผิวในงานคหกรรมศาสตร์ ภาพแสดง Georges Braque (1882-1963)


28 ภาพแสดง Pablo Ruiz y Picasso (1881-1973) ภาพแสดง Richter-mediation-1986 ภาพแสดง Oscar Dominguez


29 ภาพแสดง พื้นผิวที่เกิดขึ้นในผลงานภาพพิมพ์ เทคนิคแม่พิมพ์หิน ( lithograph ) ภาพแสดง พื้นผิวที่เกิดขึ้นในผลงานภาพพิมพ์เทคนิคแม่พิมพ์จากวัสดุ( collograph ) 6. ขนาด และสัดส่วน (Dimensions and Proportion) ความหมาย ขนาด (Size หรือ Scale) สัดส ่วน (Proportion) เป็นค าที ่มีความหมายทั้งคล้ายกันและ แตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีความความสัมพันธ์กันตลอดเวลา คือเป็นความสัมพันธ์(Relative) ของส่วนย่อย (Detail) กับส่วนรวม (Mass) ขนาด เป็นส่วนย่อย (Detail) หมายถึง ขนาดความใหญ่ ความเล็ก ความกว้าง ความยาว หรือ ความลึก ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งวัดได้ตามมาตราที่มนุษย์ได้ก าหนดหน่วยวัดขึ้นมา เพื่อเป็นมาตรฐานใช้เรียกกัน สัดส่วน เป็นส่วนรวม (Mass) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งสองสิ่ง ที่มีขนาดต่างกัน เช่น การที่จะระบุว่าขนาดนั้นมีความใหญ่ เล็ก หรือมีความเหมาะเจาะพอดีแค่ใหนนั้น ต้องน าไปเปรียบกับ


30 ขนาดโดยส ่วนรวม (Mass) ที ่เรียกว ่าสัดส่วน (Proportion) และสัดส ่วน คือความสัมพันธ์กันอย ่าง เหมาะสมระหว ่างขนาดขององค์ประกอบที ่แตกต ่างกัน ทั้งขนาดที ่อยู ่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่าง รูปทรง และรวมถึงความสัมพันธ์กลมกลืน ระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยขององค์ประกอบทั้งหลายที่น ามาจัดรวมกัน ลักษณะของการเกิด ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจพิจารณาจาก คุณลักษณะดังต่อไปนี้ 1.1 สัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาติของ คน สัตว์ พืช ซึ ่งโดยทั ่วไปถือว ่า สัดส ่วนตามธรรมชาติ จะมีความงามที่เหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า "ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วน ที่ใหญ่กว่า สัมพันธ์กับส่วนรวม" ท าให้สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างลงตัว 1.2 สัดส่วนจากความรู้สึก โดยที ่ศิลปะนั้นไม ่ได้สร้างขึ้นเพื ่อความงามของรูปทรงเพียงอย ่างเดียวแต ่ยังสร้างขึ้น เพื่อ แสดงออกถึง เนื้อหา เรื ่องราว ความรู้สึกด้วย สัดส ่วนจะช ่วยเน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่นนี้ ท าให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะ แตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยม ในความงามตาม ธรรมชาติเป็นอุดมคติ เน้นความงามที่เกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดง ถึงความเหมือนจริงตาม ธรรมชาติ ส่วนศิลปะ แอฟริกันดั้งเดิม เน้นที่ ความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้นรูปลักษณะจึงมีสัดส่วนที่ผิดแผกแตกต่างไป จากธรรมชาติทั่วไป


31 การสร้างสรรค์ในงานคหกรรมศาสตร์ ภาพแสดง ขนาดและสัดส่วน 7. น ้าหนัก และ แสงเงา (Value, Light and Shadow) ความหมาย น ้าหนักและแสงเงา คือ ความอ่อนแก่ของสีหรือแสงเงาที่น ามาใช้ในการเขียนภาพ จ านวนความ เข้มอ่อนของสีต่าง ๆ และแสงเงาตามที่ประสาทตาสัมผัส ผู้เรียนต้องรับรู้และเข้าใจหลักในการใช้แสงเงา เพื่อน ามาสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ให้เกิดความสวยงามและเสมือนจริง น ้าหนักของแสงและเงา (Light & Shade) เปนสิ่งที่ส าคัญอยางยิ่งในการท างาน เพราะแสงเงา จะชวยท าใหผลงาน ที่สรางสรรคออกมาเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น การวาดภาพที่มีการแสดงน ้าหนักแสงเงาที่


32 ชัดเจนนั้น จะถายทอดตามสายตาที่มองเห็น เชน ความลึก ตื้น หนา บาง นูน เรียบ โคง เวา ได ชัดเจน มากกวาภาพที่แสดงดวยเสนเพียงเสนเดียว จะใชคาน ้าาหนักแสงเงาทั้งหมด 10 ระดับในการศึกษาเพื่อให ผลงานที่ออกมานั้นสมจริงมากยิ่งขึ้น แสงเงา หรือแสงและเงา (Light & Shade) เปนน ้าหนักออนแกของแสงเงา (Tone/Light & Shadow) หมายถึง คาความออนแกของบริเวณที่ถูกแสงสวางและบริเวณที่เปนเงาของวัตถุ การไลคา น ้าหนักจะเปนสีเดียวหรือหลายสีก็ได แสงและเงาจึงเปนองคประกอบของศิลปะที่อยูคูกันแสง เมื่อสอง กระทบกับวัตถุ จะท าใหเกิดเงา แสงและเงา เปนตัวก าหนดระดับของคาน ้าหนัก ความเขมของเงาจะ ขึ้นอยูกับความเขมของแสง ในที่ที่มีแสงสวางมาก เงาจะเขมขึ้น และในที่ที่มีแสงสวางนอย เงาจะไมชัดเจน ในที่ที่ไมมีแสงสวางจะไมมีเงา และเงาจะอยูในทางตรงขามกับแสงเสมอ ลักษณะของการเกิด คาน ้าาหนักของแสงและเงาที่เกิดบนวัตถุ สามารถจ าแนกเปนลักษณะที่ต่าง ๆ ไดดังนี้ 1. บริเวณแสงสว่างจัด (Hi-light) เป็นบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งก าเนิดแสงมากที่สุด จะมีความสว่างมากที่สุด ในวัตถุที่มีผิวมันวาวจะ สะท้อนแหล่งก าเนิดแสงออกมาให้เห็นได้ชัด 2. บริเวณแสงสว่าง (Light) เป็นบริเวณที่ได้รับแสงสว่าง รองลงมาจากบริเวณแสงสว่างจัด เนื่องจากอยู่ห่างจากแหล่งก าเนิด แสงออกมา และเริ่มมีค่าน ้าหนักอ่อน ๆ 3. บริเวณเงา (Shade) เป็นบริเวณที่ไม่ได้รับแสงสว่าง หรือเป็นบริเวณที่ถูกบดบังจากแสงสว่าง ซึ่งจะมีค่าน ้าหนักเข้มมาก ขึ้นกว่าบริเวณแสงสว่าง 4. บริเวณเงาเข้มจัด (Hi-Shade) เป็นบริเวณที่อยู่ห่างจากแหล่งก าเนิดแสงมากที่สุด หรือเป็นบริเวณที่ถูกบดบังมากหลาย ๆ ชั้น จะมีค่าน ้าหนักที่เข้มมากไปจนถึงเข้มที่สุด 5. บริเวณเงาตกทอด เป็นบริเวณของพื้นหลังที่เงาของวัตถุทาบลงไป เป็นบริเวณเงาที่อยู่ภายนอกวัตถุ และจะมีความ เข้มของค่าน ้าหนักขึ้นอยู่กับความเข้มของเงา น ้าหนักของพื้นหลัง ทิศทางและระยะของเงา


33 ทิศทางแสง ทิศทางของแสงนั้น ถึงแมวาแสงที่มีแหลงก าเนิดมาจากที่เดียวกันแตหากวามีทิศทางที่แตกตางกันจะส งตอมิติของภาพ หรืออารมณของภาพได ดังนั้นในการถายภาพไมวาจะมือใหมหรือมืออาชีพ สิ่งที่ควรพิจารณาอี กอยางคือความเหมาะสมของทิศทางของแสง โดยเราสามารถแบงทิศทางของแสงออกเปน 4 ทิศทาง ดังนี้ 1.ทิศทางแสงดานบน คือแหลงก าเนิดแสงจะอยูบนหัวเราหรือมุมสูงนั่นเอง ยกตัวอยาง การถายภาพในตอนกลางวันดวงอาทิตยจะอยูดานบนหัวเราแสงที่ออกมาจะมีความเขมสูงและกระจาย เต็มพื้นที่ และจะท าใหเกิดเงาตกกระทบทางดานลางของวัตถุ แสงในทิศทางนี้ไมเหมาะในการถายภาพคน เพราะวาจะเกิดเงาบริเวณใต ตา ปาก และจมูก การถายภาพที่เหมาะสมกับแสงในทิศทางนี้ เชน การถาย ภาพกิจกรรมทั่ว ๆ ไป เชน การแสดงตาง ๆ ภาพการแขงขันกีฬา เนื่องจากแสงจากทิศทาง ดังกลาวจะมี ความแรงและมักจะไมถูกบดบังจากวัตถุอื่น ๆ 2.ทิศทางแสงดานขาง หมายถึงทุกทิศทางที่มาจากทางดานขาง ไมวาจะมาตรง ๆ หรือ เฉียงก็ตาม แสงที่มาจากดานขางนี้ จะท าใหภาพมีมิติ แตจะท าใหเกิดแสงเงาทางดานตรงขามของแสง คือถาแสงมาดานซายก็จะเกิดเงามืดทางดานขวานั่นเอง มือใหมควรระวังในจุดนี้ดวย ส าหรับแสงขาง เหมาะส าหรับการวาดภาพหลายประเภท อาทิ เชน วาดภาพคน วาดภาพวิวทิวทัศน วัตถุ สิ่งของ เพราะ แสงจะท าใหวัตถุดูมีมิติ ไมเรียบแบนจนเกินไป 3.ทิศทางแสงดานหนา แสงจะมาทางดานหลังของวัตถุที่เปนแมแบบ หรือถาเรียกเปน ค าพูดที่เราคนเคยกันดีก็คือ ทิศทางยอนแสงนั่นเอง จะเปนการถายภาพยอนแสง ซึ่งโดยปกติแลวการ ถายถาพยอนแสงจะท าใหภาพไมสวย หนาจะมืด หรือวัตถุหรือแมแบบจะกลายเปนเงาด า จะเห็นเปนแค รูปรางของวัตถุที่ตัดกับแสงจากทองฟา 4.ทิศทางแสงดานหลัง คือทิศทางของแสงจะเขามาทางดานหนาของตัวแบบหรือวัตถุ หรือทิศทางตามแสง เหมาะส าหรับการถายภาพทั ่วไป เชน การ ถายภาพวิวทิวทัศน หรือภาพคน เมื ่อถายออกมาแลวจะใหภาพที ่เห็นรายละเอียดตาง ๆ ของวัตถุครบทุกสวนชัดเจน ไมเกิดเงาทาง ดานหน้า เงาจะไปตกอยูทางดานหลังแทน


34 ความส าคัญของค่าน ้าหนัก 1. ให้ความแตกต่างระหว่างรูปและพื้น หรือรูปทรงกับที่ว่าง 2. ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว 3. ให้ความรู้สึกเป็น2 มิติ แก่รูปร่าง และความเป็น 3 มิติแก่รูปทรง 4. ท าให้เกิดระยะความตื้น – ลึก และระยะใกล้ – ไกลของภาพ 5. ท าให้เกิดความกลมกลืนประสานกันของภาพ การสร้างสรรค์ในงานคหกรรมศาสตร์ ภาพแสดง ค่าน ้าหนักของแสงและเงา


35 ภาพแสดง น ้าหนัก แสงและเงา 8. สี (Color) ความหมาย สี คือลักษณะของแสงที่ปรากฏแก่สายตาให้เห็นเป็นสี ในทางวิทยาศาสตร์ให้ค าจ ากัดความ ของสีว่า เป็นคลื่นแสงหรือความเข้มของแสงที่สายตาสามารถมองเห็น ในทางศิลปะสี คือทัศนธาตุอย่าง หนึ ่งที ่เป็นองค์ประกอบส าคัญของงานศิลปะและใช้ในการสร้างงานศิลปะโดยจะท าให้ผลงานมีความ สวยงามช่วยสร้างบรรยากาศ มีความสมจริงเด่นชัดและน่าสนใจมากขึ้น สีเป็นองค์ประกอบส าคัญอย่าง หนึ ่งของงานศิลปะ และเป็นองค์ประกอบที ่มีอิทธิพลต ่อความรู้สึกอารมณ์ และจิตใจได้มากกว่า องค์ประกอบอื่น ๆ ในชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสีต่าง ๆ อย่างแยกไม่ออก โดยที่สีจะให้ ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น 1. ใช้ในการจ าแนกสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เห็นชัดเจน 2. ใช้ในการจัดองค์ประกอบของสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม กลมกลืน เช่น การแต่งกาย การจัดตกแต่งบ้าน 3. ใช้ในการจัดกลุ่ม พวก คณะ ด้วยการใช้สีต่าง ๆ เช่น คณะสี เครื่องแบบต่าง ๆ 4. ใช้ในการสื่อความหมายเป็นสัญลักษณ์หรือใช้บอกเล่าเรื่องราว 5. ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อให้เกิดความสวยงาม สร้างบรรยากาศสมจริงและน่าสนใจ 6. เป็นองค์ประกอบในการมองเห็นสิ่งต่างๆของมนุษย์


36 ลักษณะของการเกิด คุณลักษณะของสี เปนการใชสีในลักษณะตาง ๆ เพื่อใหเกิดความสวยงาม และความรูสึกตาง ๆ ตามความตองการของผูสราง คุณลักษณะของสี ประกอบดวย 00 ประเด็น ไดแก 1.แมสี 2.วงจรสี 3.คาน ้าหนักสี 4.ความเขมของสี สีมีอยูทั่วไปในสิ่งแวดลอมรอบ ๆ ตัวเรา สามารถจ าแนกได 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทแรก สีที่เกิดในธรรมชาติ มี 2 ชนิด คือ 1) สีที่เปนแสง (Spectrum) สีที่เกิดจากการ หักเหของแสง เชน สีรุง สีจาก แทงแกวปริซึม 2) สีที่อยูในวัตถุหรือเนื้อสี (Pigment) คือ สีที่มีอยูในวัตถุ ธรรมชาติทั่วไป เชน สีของพืช สัตว หรือแรธาตุตาง ๆ ประเภทที่สอง สีที่มนุษยสรางขึ้น คือสีที่ไดจากการสังเคราะหเพื่อใชประโยชนในงานตาง ๆ เชน งานศิลปะ อุตสาหกรรม การพาณิชย และในชีวิตประจ าวัน โดยสังเคราะหจากวัสดุธรรมชาติและจาก สารเคมีเรียกวา สีวิทยาศาสตร ซึ่งสีที่ไดจากการสังเคราะห สามารถน ามาผสมกันใหเกิดเปนสีตาง ๆ อีกมากมาย แม่สี แมสีคือสีที ่น ามาผสมกันแลวท าใหเกิดสีใหม ที ่มีลักษณะแตกตางไปจากสีเดิม มีอยู4 ชนิด ไดแก แมสีแสง แมสีไทย แมสี สิ่งพิมพ และแมสีวัตถุธาตุ ดังนี้ ภาพแสดง สีที่น ามาผสมกันแลวท าใหเกิดสีใหม


37 แม่สีของแสง บางครั้งก็เรียกว่า "แม่สีแสง" เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม คุณสมบัติของแม่ สีประเภทนี้ ถูกน ามาใช้ประโยชน์ในการจัดแสงสี การถ่ายรูป รวมถึงการแสดงภาพในโทรทัศน์ เป็นต้น โดยมักเป็นแม่สีที่เรารู้จักกันดีที่สุด แม่สี ประกอบด้วยแม่สี 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน ้าเงิน แม่สีไทย สีไทยโทน เกิดจากเรื่องราวที่ถูกบันทึกลงในวรรณกรรม บทประพันธ์ วัฒนธรรม และความเชื่อ ในสมัยก ่อน รวมถึงภูมิปัญญาช ่างศิลป์ของไทยที ่สรรหาสีจากธรรมชาติ น ามาสกัด คัดแยกสี และ บรรจงผสมกันเพื่อให้ได้สีที่มีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในอดีตนั้นกลุ่มสีของไทยที่ปรากฎในงาน จิตรกรรมมีแม่สี ถึง 5 สี รวมเรียกหมู่สีนี้ว่า “กลุ่มสีเบญจรงค์” ประกอบไปด้วย สีด า สีขาว สีแดง สีเหลือง และสีคราม แต่ละสีสามารถน ามาผสมให้ได้สีสันที่สวยงามได้เพิ่มขึ้นอีก 10 สี ซึ่งเราสามารถ พบเห็นได้ตามงานศิลปะแบบไทย เช่น งานภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานศิลป์ของช่างสิบหมู่ ปัจจุบันสีไทยโทนมีถึง 168 เฉด และยังมีชื่อเรียกที่น่าสนใจไม่น้อย โดยชื่อสีไทยส่วนใหญ่นั้น มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปรุงสกัดจากวัสดุธรรมชาติ อย่างเปลือกไม้ แร่ธาตุ พืช หรือเกิดจาก การเทียบสีกับธรรมชาติ เพื ่อให้คนจินตนาการและนึกภาพออก ส ่วนใหญ ่น าไปเทียบกับต้นไม้ไทย ดอกไม้ไทย วัตถุไทย ลิ้นจี่ Linchi ฝรั่งเรียกว่า crimson เป็นสีแดงเข้มแดงก ่า ใช้แต้มริมฝีปาก จีนเรียก อินจี่ (rouge) ใช้เขียน เส้นอ้อตัด พวกงิ้วนิยมน ามาทาปาก ท าจากแมลงโคชินิล (Chochineal) เหมือนแดงตัวเบี้ยเป็นสีที่แทน ค่าของอัญมณี หนึ่งในสีนพเก้าคือโกเมน และเป็นสีกายของวิสันตราวี (หนึ่งในลิง 18 มงกุฎทหารเอก ของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์)


38 ขาวกะบัง Khaokabang เป็นเครื่องเขียนสีขาว เป็นสีที่ท าจากดินขาว ที่เรียกว่า Braytar เป็นสีที่มีน ้าหนักมาก น ามาแช่ น ้าแล้วกรองให้สะอาดน าไปเกรอะจนแห้ง ป่นให้ละเอียดมาก ๆ แล้วน าไปผสมกาวทาได้ เป็นสีขาว หม่นอมเทาเล็กน้อย รงทอง Rongtong รงทองได้มาจากยางของต้นรงทอง เป็นสีที่ไม่ต้องผสมกาว คราม Khram เป็นสีที่มีขั้นตอนการท ายุ่งยากและซับซ้อน โดยน าใบของต้นครามมาหมักกับปูนเป็นสีที่แทนค่า สีของอัญมณีในสีนพเก้าคือนิล น ้าไหล Namlai สีฟ้าน ้าทะเล เกิดจากการผสมระหว่างสีครามและสีขาวเจือเหลืองรงเล็กน้อย เป็นสีฟ้าอ่อนอมเขียว ควายเผือก Kwaaipueag ควายเผือกหรือสีส าราล สีส าลาน สีขาวออกไปทางชมพูอมเหลือง เป็นสีที่เกิดจากการผสมสีแดง ลิ้นจี่กับสีฝุ่นหรือสีขาวผ่อง เจือรงเล็กน้อย ใช้การเทียบสีจากสีผิวควายเผือก เขียวใบแค Khiaobaikae เป็นสีเขียวเข้มค่อนข้างด า เกิดจากการผสมระหว่างยางรงกับเขม่าหรือหมึกจีน หรือไม่ก็เอาสีรง ผสมกับสีคราม บางเอกสารก็บอกว่าเกิดจากการน าใบแคแก่สีเข้มมาต าให้ละเอียด ละลายน ้า ตากให้ แห้ง แล้วเอามาเขียนรูปได้ แดงชาด Dangchad สีแดงมาจาก “ชาด” ที่เป็นแร่ Cinnabar (HgS) ถือว่าเป็นแม่สีในสีไทย เป็นสีที่นิยมใช้มากใน วัฒนธรรมเอเชียเป็นสีกายของสุครีพในเรื่องรามเกียรติ์ บัวโรย Buaroi สีผสมระหว่างสีดินแดงกับสีครามเจือด้วยฝุ่น เป็นสีกายของโกมุท หนึ่งในลิง 18 มงกุฎ ทหาร เอกของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์


39 ภาพแสดง สีไทยโทน แม่สีสิ่งพิมพ์ แมสีสิ่งพิมพ หรือแมสีทางการพิมพ CMYK ทฤษฎีระบบสี CMYK เปนระบบแมสีทางการพิมพ ที ่ใชกับเครื ่องพิมพ สี CMYK ยอมาจากสีดังนี้ cyan (ฟาอมเขียว) magenta (แดงอมมวง) yellow (เหลือง) black (ด า) ซึ่งเปนชื่อสีที่น ามาใช การผสมสีทั้ง 4 สี่นี้ จะท าใหเกิดสีไดอีกหลายสี โดยเกิดจาก การซอนทับของเม็ดสกรีน ท าใหเกิดสีใหม ขึ้นมา น ามาใชในการพิมพสีตาง ๆ CMYK เป็นการพิมพ์โดยการน าสีทั้ง 4 สี มารวมกันแล้วเกินภาพต้นฉบับที่เราต้องการ ระบบการ พิมพ์ 4 สีเป็นระบบที่นิยมใช้กันมากโดยทั่วไป ทั้งงานโปรเตอร์ แผ่นพับ หรืองานไวนิล แต่งานหนังสือบางครั้ง ก็จะพิมพ์ 4 สี แค่ปกหนังสือเนื้อหาในนั้น จะพิมพ์เพียงแค่สีด า หรือ พิมพ์ 2 สีเป็นอีก 1 สีที่ผสมระหว่าง K+ กับอีก 1 สี (CMY) นั้นเอง การก าหนดค่าสีในงานที่จะท าการส่งโรงพิมพ์ เราจะเรื่องจากค่าสี CMKY เท่านั้น เพราะถ้าเราเลือกค่าจาก RGB ที่เป็น #CCC สีที่ออกมานั้นจะผิดเพียนไปจากหน้าจอที่เราเห็น เราจึงต้อง ก าหนดแบบ CMYK เช่น C = 100 M = 0 Y = 100 K = 0 เราก็จะได้ค่าสีที่แน่นอนส าหรับงานพิมพ์


40 แม่สีวัตถุธาตุ แม่สีวัตถุธาตุนั้นหมายถึง “วัตถุที่มีสีอยู่ในตัว” สามาน ามาระบาย ทา ย้อม และผสมได้เพราะมีเนื้อสี และสีเหมือนตัวเอง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แม่สีของช่างเขียนสีต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมาอีกมากมาย ด้วยการ ผสมของแม่สีซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 สีคือ 1.น ้าเงิน (PRUSSIAN BLUE) สะท้อนรังสีของสีน ้าเงินออกมาแล้วดึงดูดเอาสีแดงกับสีเหลืองเข้า มาแล้วผสมกันก็จะกลายเป็นสีส้ม ซึ่งเป็นคู่สีของสีน ้าเงิน 2. แดง (CRIMSON LEKE) สะท้อนรังสีของสีแดงออกมาแล้วดึงดูดเอาสีน ้าเงินกับสีเหลืองซึ่งต่าง ผสมกันในตัวแล้วกลายเป็นสีเขียว อันเป็นคู่สีของสีแดง 3. เหลือง (GAMBOGE TINT) สะท้อนรังสีของสีเหลืองออกมาแล้วดึงดูดเอาสีแดงกับสีน ้าเงินซึ่ง ผสมกัน ในตัวแล้วกลายเป็นสีม่วง อันเป็นคู่สีของสีเหลือง วงล้อสี(Colour Wheel) คือ เครื่องมือในการจัดเรียงสีที่มองเห็นด้วยตามนุษย์ ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1666 โดย ไอแซก นิวตัน ที ่ได้ท าการสร้างแผนที ่สเปกตรัมสีลงบนวงกลม นอกจากนี้วงล้อสียังเป็นพื้นฐานของทฤษฎีสี เนื่องจากมันสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสีต่าง ๆ ได้ จุดเริ่มต้นของวงล้อสี เดิมทีแม่สีจะประกอบด้วย 3 สีหลักได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน ้าเงิน หรือ เรียกว่า RYB และเมื่อมีการรวมสีต่าง ๆ เข้าด้วยกันก็จะเกิดวงล้อสี RGB ซึ่งเป็นสีที่ถูกออกแบบส าหรับ การใช้งานออนไลน์ และจะแสดงผ่านแสง ตัวอย่างเช่น บนตอมพิวเตอร์ หน้าจอทีวี การผสมแต่ละสีของวงล้อสี การเกิดสีใหม่ขึ้นมานั้นจะเริ่มด้วยการผสมสีแต่ละคู่ เริ่มตั้งแต่ แม่สี 3 สี แล้วเกิดเป็นสีใหม่ขึ้นมา จนครบวงจร จะได้สีทั้งหมด 12 สี ซึ่งแบ่งสีเป็น 3 ขั้นคือ สีขั้นที่ 1 (Primary Colours) คือ แม่สี 3 สี ได้แก่ สีแดง เหลือง และน ้าเงิน สีขั้นที่ 2 (Secondary Colours) คือ สีที่เกิดจากการผสมกันเป็นคู่ ๆ ระหว่างแม่สี 3 สี จะได้สี เพิ่มขึ้นอีก 3 สี ได้แก่ สีม่วง สีเขียว และสีส้ม สีขั้นที่ 3 (Tertiary Colours) คือ สีที่เกิดจากการผสมกันเป็นคู่ ๆ ระหว่างแม่สี 3 สี กับสีขั้นที่ 2 จะได้สีเพิ่มขึ้นอีก 6 สี ได้แก่ สีม่วงแดงเข้ม สีแดงสด สีเหลืองอ าพัน สีโศก สีเขียวหัวเป็ด สีม่วงน ้าเงิน


41 นอกจากนี้ยังมีการเลือกจับคู่สีไปใช้การงานต่าง ๆ โดยมีวิธีการเลือกอยู่ทั้งหมด 6 วิธีด้วยกัน ภาพแสดง การเลือกจับคู่สีไปใช้การงานต่าง ๆ ค่าน ้าหนักสี (Color Values) ค่าน ้าหนัก กลุ่มสีทึบแสง คือค่าความอ่อนแก่ของบริเวณที่ถูกแสงสว่าง และบริเวณที่เป็นเงาของ วัตถุหรือ ความอ่อน- ความเข้มของสีหนึ่ง ๆ หรือหลายสี เช่น สีแดง มีความเข้มกว่าสีชมพู หรือ สีแดง อ่อนกว่าสีน ้าเงิน เป็นต้นนอกจากนี้ยังหมายถึงระดับความเข้มของแสงและระดับ ความมืดของเงา ซึ่งไล่ เรียงจากมืดที่สุด (สีด า)ไปจนถึงสว่างที่สุด (สีขาว) น ้าหนักที่อยู่ระหว่างกลางจะเป็นสีเทา ซึ่งมีตั้งแต่เทาแก่ ที่สุด จนถึงเทาอ่อนที่สุดการใช้ค่าน ้าหนักจะท าให้ภาพดูเหมือนจริง และมีความกลมกลืน ถ้าใช้ค่าน ้าหนัก หลาย ๆ ระดับจะท าให้มีความกลมกลืนมากยิ่งขึ้น และถ้าใช้ค่าน ้าหนักจ านวนน้อยที่แตกต่างกันมากจะ ท าให้เกิด ความแตกต่าง ความขัดแย้ง โดยเปรียบเทียบจากน ้าาหนักขาวด า ดังนี้ สีแท (HUE) คือ สีที่ยังไมถูกสีอื่นเขาผสม เปนลักษณะของสีแทที่มีความสะอาดสดใส เชน แดง เหลือง และน้ าเงิน สีออนหรือสีจาง (TINT) ใชเรียกสีแทที่ถูกผสมดวยสีขาว เชน สีเทา สีชมพู สีแก (SHADE) ใชเรียกสีแทที่ถูกผสมดวยสีด า เชน สีน้ าตาล ภาพแสดง ภาพแสดงความเข้มที่นิยมใช้กันในงานออกแบบมีอยู่ต่างกัน 9 ระดับ


42 ค าศัพท์สี กอนที่เราจะเขาสูแงมุมที่เปนประโยชนของทฤษฎีสี ลองไปดูค าศัพทที่จ าเปนบางอยาง สีสัน (Hue) หมายถึง สีบริสุทธิ์ที่อิ่มตัวตามที่เห็นในวงลอสีขางตน สีออน (Tint) มาจากการผสมผสานองคประกอบของสีขาวเพื่อใหโทนที่สวางขึ้นและอิ่มตัว นอยลง โดยสีมักจะเบากวาคูสีที่อิ่มตัว โทนสี (Tone) ท าไดโดยการเพิ่มสีเทาลงบนสีสัน ท าใหสีดีขึ้นโดยรวม เฉดสี (Shade) จะท าไดโดยการเพิ่มสวนของสีด าลงในเฉดสีเดียวเพื่อท าใหเกิดสีเขมขึ้น ความอิ่มตัวของสี หมายถึง ความเขมโดยรวมของสี สีที่บริสุทธิ์จะอิ่มตัวมากกวาสีออนหรือ โทนสี คาสีหมายถึง ความสวางโดยทั่วไปหรือความมืดของสี สีที่ออนจะมีคามากกวาสีเขม ค่าน ้าหนัก กลุ่มสีโปร่งแสง คุณลักษณะสีในเรื่องคาน ้าาหนักสี (Color Values) หมายถึง สีซึ่งสัมพันธกับ ความเบา หนัก หรือออนแก ของสีใดสีหนึ่ง น ้าหนักสีมีความสัมพันธกับระดับของน ้าา ดังนี้ สีแท (HUE) คือ สีที่ยังไมถูกสีอื่นเขาผสม เปนลักษณะของสีแทที่มีความสะอาด สดใส เชน แดง เหลือง และน้ าเงิน สีออนหรือสีจาง (TINT) ใชเรียกสีแทที่ถูกผสมดวยน้ า (สีโปรงแสง ไมนิยมใชสีขาว สิ่งใดที่เปน สีขาวจะถูกแทนที่ดวยน้ า หรือการเวนขาว) สีแก (SHADE) ใชเรียกสีแทที่ถูกผสมดวยสีด า การรูสึกและการรับรู ปจจัยที่เกี่ยวของกับการรับรูไดแก - ประสบการณ - อารมณในแตละขณะสีมีอิทธิพลตอคนไทยในสังคม รวมทั้งความเชื ่อตาง ๆ เชน คนราศีนี้ ไมเหมาะกับการใสเสื้อผาสีนี้ หรือราศีนี้ไมเหมาะที่จะใชรถสีนี้ การใชสีเพื่อสื่อความหมายจึงมี ความส าคัญตอความรูสึกของมนุษยมาก สีสันสดสดใส สื่อถึงความสุข สนุก สดชื่น สีทึม ๆ หมน ๆ สีเทา สีด า ก็สื่อถึงความเศราหมอง ไมมีความสุขก็เปนได แตในบางครั้งโทนสีเขม สีด า สีน้ าเงิน ก็สื่อถึงความสุขุม ความลึกลับนาคนหาดวยก็เปนได ทั้งนี้การสื่อความหมายอาจขึ้นอยูกับบริบทที่ ใชในขณะนั้นดวย นอกจากนั้นความหมายของสีเหลานี้จึงถูกน ามาประยุกตใชกับงานศิลปะตาง ๆ


43 เชน งานกราฟก ที่ตองสื่อความผาน รูปทรงและสีสัน เพื่อใหเกิดเปน สัญลักษณ 1 ชิ้นที่ท าใหคน ทั่วไป สามารถจ าได อาทิ โลโกของบริษัทตาง ๆ ที่มีอัตลักษณและความหมายแฝงอยูในโลโก -ปจจัยอื่น ๆ เชน แรงจูงใจ การเรียนรูและทัศนคติ หลักกการใช้สี การใช้สีกลมกลืน การใชสีกลมกลืน หรือการใชสีแบบประสานกลมกลืน เปนการใชสีหรือน ้าหนักของสีให้ ใกลเคียงกันหรือคลายคลึงกัน ไดแก การใชสีโทนรอนหรือสีวรรณะรอน สีโทนเย็นหรือสีวรรณะเย็น การใชสีโทนกลาง การใชสีแบบเอกรงค เปนการใชสีสีเดียวที่มีน ้าหนัก ออนแกหลายล าดับ และการใช สีขางเคียง เปนการใชสีที่เคียงกัน 2 –4 สี ในวงสี เชน สีแดง สีสมแดง และสี มวงแดง การใชสีใกลเคียง เปนการใชสีที่อยูเรียงกันใน วงสีไมเกิน 5 สีดังนี้ การใช้สีกลมกลืน (Harmony) : สีโทนร้อน และสีโทนเย็น สีโทนรอน หมายถึง ชุดสีที ่ประกอบดวย สีสมเหลือง สีสม สีสมแดง สีแดง และสีมวงแดง สีวรรณะรอนใหความรูสึกตื่นตา มีพลัง อบอุน สนุกสนาน และดึงดูดความสนใจ ไดดี โครงสีรอนนี้สภาพ โดยรวมจะมีความกลมกลืนของสีมากควรมีสีเย็นมาประกอบบาง ท าใหภาพมีความนาสนใจมากขึ้น สีโทนเย็น หมายถึง ชุดสีที่ประกอบดวยสีเขียวเหลือง สีเขียว สีเขียวน้ าเงิน สีน้ า เงิน และสีมวง น ้าเงิน โครงสีเย็นใหความรูสึกสุภาพ สงบ ลึกลับ เยือกเย็น ในทาง จิตวิทยาสีเย็นมีความสัมพันธกับความ รูสึกหดหูเศรา โครงสีเย็นควรมีสีรอนแทรกบางจะท าใหผลงานดูนาสนใจมากขึ้น สีโทนร้อน (Warm Tone Colors) ในทางจิตวิทยาเปนกลุมสีที่เกี ่ยวของกับความสุข ความปลอบโยน ความอบอุน และดึงดูดใจ การที่หลายคนชอบสีแบบรอนหรืออบอุนในฤดูหนาว ที่สรางความรูสึกสะดวกสบาย ความสนุกสนาน และ เพลิดเพลิน ซึ่งเกี่ยวของกับชีวิตความเปนอยูแบบรอน ๆ ในแถบประเทศทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดิเททิฟว ประกอบดวย สีแดง สีสม สีเหลือง สีมวงแดง และสีเหลืองเขียว กลุมสีแบบสีรอนนี้มีความสามารถใน ระดับสูงเกี่ยวกับการมองเห็นขอความหรือรูปภาพที่มีทัศนียภาพในที่ใกลและโนมนาวความรูสึกในขณะที่ มองเห็น ซึ่งสีกลุมแบบรอนนี้ถูกน ามาใชส าหรับการพัฒนาออกแบบเว็บเพจไดอยางกลมกลืน อยางไรก็ ตามลักษณะของความแตกตางที่เกี่ยวกับการมองเห็นของแตละคนยอมแตกตางกัน


44 สีโทนเย็น (Cool Tone Colors) ในทางจิตวิทยานั้นความที่ดูสุภาพ ออนโยน เรียบรอย มองดูเปนผูช านาญการ คนกลุมนี้มักจะ ชื่นชอบสีในแบบเย็น และเปนกลุมสีมีคนชอบมากที่สุด โดยเฉพาะสีน ้าเงินที่สามารถโนมน้าวในระยะ ไกลได เครื ่องหมายการคาสวนใหญชอบใชสีน้ าเงินเพราะอาจจะดูเหมาะสมยิ ่งกวาสีอื ่น สีแบบเย็น ประกอบดวย สีเขียวทะเล สีมวง สีน ้าเงิน สีออน สีน ้าเงินออน และ น ้าเงินเขียว นอกเหนือจากนี้ยังมีสีด า ที ่จัดอยูในกลุมสีโทนเย็นอีกดวย สีกลุมนี้อาจจะดูแบบนาเบื ่อและความรูสึกชาในขณะที ่เรามองเห็น ซึ่งตรงกันขามกับกลุมสีแบบรอนที่ใหอารมณมากกวา ฉะนั้นการที่เราจะน าเอาสีกลุมนี้มาออกแบบบน หนาเว็บจะตองมองไปยังกลุมเปาหมาย เนื้อหาพรอมกับวัตถุประสงค ตลอดจนองคประกอบตาง ๆ ที ่เกี ่ยวของดวยเพราะอาจจะไมมีรสชาติหรือไมมีชิตชีวาก็ไดแตเราตองเอา ขอดอยมาปรับใหเขากับ แนวความคิดที่จะน าเสนอในทางศิลปะนั้นก็คือการน าเอาศาสตรและศิลปมาประยุกตใชรวมกัน สีโทนกลาง (Neutral Tone Colors) หรือสีเอิรทโทน (Earth Tone Colors) เปนกลุมสีที่เปนกลาง ประกอบดวย สีด า สีขาว สีเทา และสีน ้าตาล อยางไรก็ตามกลุมสีทั้งหมดเหลานี้ คือสีกลางที่สามารถน าไปผสมกับสีอื่น ๆ เพื่อใหเกิด สีกลางขึ้นมา ส าหรับสีขาวในความหมายทางจิตวิทยานั้น คือบริสุทธิ์ที่สุดในจ านวนสีทั้งหมดพรอมยังแทน ความบริสุทธิ์ ความสะอาดหมดจดตลอดจนความเรียบรอย สวนสีด านั้นสามารถแสดงออกถึงความส าคัญ หรือเปนลาง ดูซอนเรน เรนลับคลุมเครือ ซึ ่งเปนสีแหงความมืดมนดูมีพลัง ในวัฒนธรรมทางดาน ตะวันตกบงบอกถึงความรอบคอบ ความมั่งมี ในสวนมุมมองทางตะวันออกนั้นบงบอกถึงความออนนอม ความถอมตน ความสุขุม ความรอบครอบ ความประหยัด ความมัธยัสถและความพิถีพิถัน นี้คือความหมาย ของสีที่ ในทางจิตวิทยาของคนเราที่สามารถบงบอกเรื่องราวหรือเปนการแสดงออกไดอยางกลมกลืน สีเอกรงค (Monochromes Colors) เปนการเลือกสีเดียวในโทนรอนหรือเย็นมาปรับคาความสวางมืด การใชเนื้อสี (Hue) สีเดียวแต ท าการปรับน ้าหนักสี (Value) สีที่แสดงออกมาเดนเพียงสีเดียว ซึ่งเหมือนวาจะคลายคลึงกับสีสวนรวม หรือสีครอบง า แตที่จริงแลวสีทั้งสองชนิดมีวิธีการที่แตกตางกันออกไป สีสวนรวมนั้นสีที่ใชอาจเปนสีสด หรือสีที่ลดคาลงไปแลว แตสีเอกรงคตองใชสีใดสีหนึ่งเปนสีสดยืนพื้นเพียงสีเดียวแลวลดคา น ้าหนักออน แกในระยะตาง ๆ เปนตน สีเอกรงค เปนการใชสีเดียวหรือสีใดสีหนึ่งในวงจรสี โดยสีที่ใชนั้นมีทั้งน ้าหนัก ออน-แก (Lightness-Darkness) สีสด-สีหมน (Brightness-Dullness) การใชสีวิธีนี้จะมีความกลมกลืน เปนสีใดสีหนึ่งอยางชัดเจน และมีประสิทธิภาพในการสรางอารมณโดยรวมไดงายดวยการใชสีเพียงสีเดียว


45 การใชสีเอกรงค (Monochromes Colors) ดังกลาว บางครั้งอาจดูไมมีชีวิตชีวา เพราะขาดความ หลากหลายของสี ซึ่งอาจท าใหไมมีความนาสนใจ การน าสีใกลเคียงกับสีหลักในวงจรสีมาใชรวมไมเกิน 3 สี และตองลดความเขม ความสดใส โดยผสมกับสีตรงขามแลวผสมดวยสีหลักทุกครั้งกอน เชน ก าหนดสี เขียวออนเปนสีหลัก สีที่ใกลเคียงที่เปนสีรองในวงจรสี คือ (1) เหลือง เขียว และเขียวน้ าเงิน หรือเหลือง เขียวเหลือง และ เขียว (2) น าสีดังกลาวมาลดคาความสดใสลง โดยการผสมกับสีคูตรงขามในวงจรสี ในปริมาณที่นอยกวาสีหลัก การใชสีเอกรงควิธีนี้ท าใหงานออกแบบนั้นมีความนาสนใจ มีชีวิตชีวา และมี ความหลากหลายในการใชสีชุดสีโมโนโครมมุงเนนไปที่สีเดียวที่มักใชรูปแบบของสีที่ผสมผสานกับ โทนสี และเฉดสี อาจเปนเหมือนจานที่นาเบื่อ แตมันใหความแตกตางในคาที่ ชวยเพิ่มความสนใจและมิติขอมูล ใหกับองคประกอบของคุณ ชุดสีนี้มีความหลากหลายและใชงานงาย การใชเฉดสีตาง ๆ ในการออกแบบ มักท าใหผูชมรูสึกมากเกินไปและขัดขวางโทนสีของการออกแบบ แตรูปแบบสีที่บอบบางบนหนึ่งเฉดสี จะชวยลดความซับซอนของการ ออกแบบโดยไมท าใหมันดูแบนราบเกินไป สีขางเคียง (Analogous Colors) หรือสีใกลเคียง (Relate Colors) เปนการใชสีที่อยูใกลเคียงกันในวงจรสี เราสามารถก าหนดสี ใกลเคียงไดโดยยึดสีใดสีหนึ่งเปนหลักกอน แลวนับไปทางซายหรือขวาทางใดทางหนึ่งหรือทั้งสองทาง นับรวมกับสีหลักแลวไมเกิน 4 สี (เปนการใชสี ขางเคียงที่อยูติดกัน 2 สี หรือ 3 สี หรือ 4 สี) จัดวาเปน กลุมสีกลมกลืน และถาจะใหสีกลมกลืนกันมากที่สุดก็นับเพียง 3 สีเทานั้น การใชสีขางเคียง ประกอบดวย 3 วิธี ดังนี้ 1) ใชสีขางเคียงที่มีความกลมกลืนตามจ านวน 2-4 สี ที่อยูในวรรณะเดียวกัน เชน โทนรอน หรือโทนเย็น หรือสีที่มีคาน ้าหนักไมแตกตางกันมาก เพราะสีในกลุมนี้จะกลมกลืนกันเปนธรรมชาติอยูแลว ผลงานที่ออกมาจึงกลมกลืนสัมพันธกันเปนหนวยเดียวกัน 2) หากตองการใชสีกลมกลืนที่ตองการเนนจุดเดน จุดนาสนใจในงานออกแบบนั้น ควรเลือก สีกลมกลืนที่มีบางสีที่ไมอยูในโทนเดียวกัน เชน มีบางสีอยูในโทนรอน หรือโทนเย็น หรือเปนสีที่มีคา น ้าหนักแตกตางกัน และควรใหใชสีเหลานี้มีปริมาณที่นอยกวาสีสวนรวม


Click to View FlipBook Version