ค ว า ม รู้ เ บื้ อ ง ต้ น
เ กี่ ย ว กั บ
เ ท ค โ
น โ ล ยี
สารสนเทศ
โ ด ย น า ง ส า ว ก ร ร ณิ ก า ร์ ค ง แ ส ว ง
ร า ย วิ ช า น วั ต ก ร ร ม
แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า
ค ณ ะ ศึ ก ษ า ศ า ส ต ร์ วิ ท ย า ลั ย บั ณ ฑิ ต เ อ เ ซี ย
เสนอต่อ ดร.กฤษฎาพั นธ์ พงษ์บริบูรณ์
ค ว า ม รู้ เ บื้ อ ง ต้ น เ กี่ ย ว กั บ
เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ
โ ด ย น า ง ส า ว ก ร ร ณิ ก า ร์ ค ง แ ส ว ง
ร า ย วิ ช า น วั ต ก ร ร ม
แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า
คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย
เ ส น อ ต่ อ ด ร . ก ฤ ษ ฎ า พั น ธ์ พ ง ษ์ บ ริ บู ร ณ์
ห นั ง สื อ เ ล่ น นี้ เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง ร า ย วิ ช า
น วั ต ก ร ร ม แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ปีการศึกษา 2564
คานา
หนังสือเรื่องความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา จัดทาขึ้นเพื่อนักศึกษาหรือผู้ท่ีสนใจเก่ียวกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมทางการศึกษา และทาเป็นเอกสารประกอบการเรียนวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษาเรยี นรู้
หนังสือเล่มน้ีได้รวบรวมองค์ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้ือหาสาระ
ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์และอิน-เทอร์เน็ต ระบบการสบื ค้นผ่านเครือข่ายเพื่อการเรยี นรู้ การเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อเพ่ือการเรียนรู้ และเทคโนโลยีและ
นวตั กรรมทางการศกึ ษา
ท้งั นี้ทางผจู้ ัดทาหวงั เปน็ อย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้มาศึกษาค้นคว้า
และนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทางผู้จัดทาขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนช่วยไม่ว่าจะเป็น
อาจารยผ์ สู้ อนและเพอื่ นๆผทู้ ี่มสี ว่ นชว่ ยใหร้ ายงานเลม่ น้สี าเร็จมา ณ โอกาสน้ี
ผจู้ ดั ทา
กรรณกิ าร์ คงแสวง
สารบัญ หนา้
เรื่อง 1
บทที่ 1 คอมพวิ เตอร์และอนิ -เทอร์เน็ต 2
1.1 ความหมายและความเปน็ มาของคอมพวิ เตอร์ 2
1.2 คุณลกั ษณะเดน่ ของคอมพวิ เตอรแ์ ละความสามรถของเคร่อื งคอมพิวเตอร์ 3
1.3 องคป์ ระกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 4
1.4 ประเภทของเครื่องคอมพวิ เตอร์ 5
1.5 เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ 5
1.6 ความหมายของอนิ เทอร์เน็ต
1.7 บรกิ ารบนอนิ เทอร์เน็ต 7
บทที่ 2 ระบบการสบื ค้นผา่ นเครอื ข่ายเพื่อการเรยี นรู้ 9
2.1 วธิ ีการค้นหาขอ้ มลู 10
2.2 การสืบค้นขอ้ มูล 12
2.3 การรบั ส่งขอ้ มลู ผา่ นเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ 13
2.4 ขอ้ มูล 14
2.5 กรรมวธิ กี ารจดั การข้อมูล (Datamanipulation) 15
2.6 หลักเกณฑ์การประเมินผลลพั ธ์ หรือผลผลิต (Criterias to Evaluated Outputs)
2.7 แฟม้ ข้อมลู 18
บทที่ 3 การเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ และเครอื ขา่ ยการเรียนรู้ 18
3.1 การเรยี นรู้ 19
3.2 ทฤษฎกี ารเรียนรู้ 19
3.3 กระบวนการของการเรยี นรู้ 19
3.4 แหลง่ เรียนรู้ 20
3.5 เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ 20
3.6 ประเภทแหล่งเรยี นรู้และเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ 21
3.7 ตัวอย่างเครอื ข่ายการเรียนรู้ 21
3.8 ความสาคัญของแหลง่ เรียนร้แู ละเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
3.9 การใช้อนิ เตอรเ์ น็ตเพอ่ื การเรยี นรู้
สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
เร่อื ง 24
3.10 การจัดการเรียนรู้บนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต 24
3.11 องค์ประกอบของการสอ่ื สารของการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย 25
3.12 ประเภทของบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต 25
3.13 ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนผา่ นเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ 26
3.14 การเรยี นรู้แบบออนไลนห์ รอื e-learning 27
3.15 หลกั การออกแบบบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต 28
3.16 หลักการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต 28
3.17 หลกั การพ้ืนฐานของการจดั การเรยี นการสอนผา่ นเว็บเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 28
3.18 การออกแบบระบบการเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต 29
3.19 ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ 29
3.20 ขน้ั ตอนการเรียนด้วยบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ 29
3.21 ประโยชน์ของการเรียนการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ 30
3.22 ขอ้ จากดั ของบทเรียนบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็
บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ 31
4.1 ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ 32
4.2 สาเหตุท่ที าให้เกิดสารสนเทศ 33
4.3 ความหมายของสารสนเทศ ( Information ) 33
4.4 คุณลักษณะของสารสนเทศทดี่ ี (Characteristics of Information) 35
4.5 คณุ ภาพของสารสนเทศ (Quality of Information/Information Quality) 36
4.6 ความสาคญั ของสารสนเทศ 37
4.7 บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information) 37
4.8 องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 41
4.9 ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ 41
4.10 ปัจจัยที่ทาใหเ้ กิดความล้มเหลวในการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ 42
4.11 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 43
4.12 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การใชช้ ีวติ ในสงั คมปัจจุบนั 47
4.13 ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ 48
4.14 สารสนเทศเพ่ือใช้ในการจัดการเรียนรู้
สารบัญ (ต่อ) หนา้
เรอื่ ง 52
4.15 การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การเรยี นการสอน
บทท่ี 5 ส่ือเพอ่ื การเรียนรู้ 58
5.1 ความหมายของสื่อการเรยี นรู้ 58
5.2 การจาแนกประเภทของสื่อการเรียนรู้ 59
5.3 หลักการและแนวคดิ ของสอื่ การเรียนร้ตู ามหลักสูตร 59
5.4 ประโยชน์ของสอ่ื กบั ผู้เรียน 60
5.5 ประโยชน์ของส่ือกับผู้สอน 60
5.6 หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกสือ่ การเรยี นการสอนสมัยใหม่ 61
5.7 หลักการใช้ส่ือการเรยี นการสอน 61
5.8 ตวั อยา่ งสอื่ การเรียนการสอนสมยั ใหม่ 68
5.9 จดุ มุ่งหมายของการใชไ้ อซที เี ปน็ เครือ่ งมอื ในการเรยี นรตู้ ลอดชีวิตโดย
บทที่ 6 เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศกึ ษา 70
6.1 ประวัติความเปน็ มา 72
6.2 เป้าหมายของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา 73
6.3 นวตั กรรมทางการศกึ ษา 73
6.4 แนวคดิ พืน้ ฐานของนวัตกรรมทางการศึกษา 74
6.5 ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษา 75
6.6 ลักษณะของนวตั กรรมทางการศกึ ษา 76
6.7 กระบวนการพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา 79
6.8 องคป์ ระกอบของนวัตกรรมการศึกษา 79
6.9 ระยะของนวัตกรรม 79
6.10 ประโยชนข์ องนวตั กรรมทางการศึกษา 80
6.11 นวตั กรรมทางการศึกษาในยคุ ปัจจุบัน 81
6.12 นวัตกรรมการศึกษา เพือ่ คณุ ภาพการเรียนรูค้ ่คู วามสขุ 85
6.13 นวตั กรรมและเทคโนโลยที ี่โรงเรยี นควรนามาใช้ 86
6.14 แนวทางการนานวตั กรรมและเทคโนโลยีมาในโรงเรยี น 87
6.15 การออกแบบนวตั กรรม 87
6.16 แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรูเ้ พ่อื การออกแบบนวตั กรรม
สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
เร่อื ง 88
6.17 ขอ้ คานึงถงึ ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรู้ประเภทสือ่ การสอน 88
6.18 โครงสร้างของการออกแบบนวตั กรรม 88
6.19 หลักการออกแบบสอ่ื เพอ่ื การเรียนรู้ 90
บรรณานกุ รม
สารบญั ภาพ หนา้
32
เรอ่ื ง 39
ภาพท่ี 4.1 แสดงการพัฒนาสารสนเทศท่ีมอี ยู่ในตนเองเปน็ องค์ความรู้ 40
ภาพที่ 4.2 แผนภาพแสดงกลไกหลกั ของการส่ือสารโทรคมนาคม 77
ภาพที่ 4.3 แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ 78
ภาพท่ี 6.1 กระบวนการแสวงหานวัตกรรม
ภาพท่ี 6.2 แผนการสรา้ งนวัตกรรม
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 1
บทที่ 1
คอมพิวเตอร์และอิน-เทอร์เน็ต
คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต มีความสําคัญในชีวิตประจําวันของมนุษย์ใน สังคมปัจจุบัน
มากขน้ึ เนือ่ งจากสงั คมขณะน้ีกําลังเข้าสู่สังคมแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร หรือ สังคม
ไอที ที่คอมพวิ เตอรเ์ ปน็ เคร่ืองมือสําคญั ในการช่วยอาํ นวยความสะดวกแกผ่ ูใ้ ช้ไม่ว่าจะเป็นการทํางาน
ด้านการส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ในรูปแบบสื่อ ทั้งภาพเสียงตัวอักษรและ
มัลตมิ เี ดยี ได้อย่างรวดเร็วฉบั ไวทันเวลาท่ตี อ้ งการ
1.1 ความหมายและความเปน็ มาของคอมพวิ เตอร์
คอมพิวเตอร์ (computer) คือ เคร่ืองคํานวณในรูปของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่
สามารถรบั ขอ้ มูลและคําสงั่ ผา่ นอปุ กรณ์รบั ขอ้ มลู แล้วนําขอ้ มลู และคาํ สัง่ น้นั ไปประมวลผลด้วยหน่วย
ประมวลผลเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและแสดงผลผ่านอุปกรณ์แสดงผล ตลอดจนสามารถบันทึก
รายการต่างๆไว้เพ่อื ใชง้ านได้ด้วยอุปกรณบ์ นั ทกึ ข้อมูลสํารอง
คอมพิวเตอร์ถูกประดิษฐ์ออกมาให้ประกอบไปด้วยความจํารูปแบบต่าง ๆ เพ่ือเก็บ
ขอ้ มลู อยา่ งนอ้ ยหน่งึ สว่ นทีม่ หี นา้ ทีด่ ําเนินการคํานวณเกยี่ วกบั ตวั ดําเนินการทางตรรกศาสตร์ และตัว
ดําเนินการทางคณิตศาสตร์ และส่วนควบคุมท่ีใช้เปล่ียนแปลงลําดับของตัวดําเนิน การโดยยึด
สารสนเทศที่ถูกเก็บไว้เป็นหลัก อุปกรณ์เหล่านี้จะยอมให้นําเข้าข้อมูลจากแหล่งภายนอก และส่งผล
จากการคาํ นวณตวั ดําเนินการออกไป
หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์มีหน้าที่ดําเนินการกับคําสั่งต่าง ๆ ที่คอยส่ังให้อ่าน
ประมวล และเก็บข้อมูลไว้ คําสั่งต่าง ๆ ที่มีเงื่อนไขจะแปลงชุดคําส่ังให้ระบบและส่ิงแวดล้อมรอบ ๆ
เปน็ ฟงั กช์ นั ที่สถานะปจั จุบัน
คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกถูกพัฒนาข้ึนในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ค.ศ.
1940 – ค.ศ. 1945) แรกเรม่ิ น้ัน คอมพิวเตอรม์ ขี นาดเทา่ กับหอ้ งขนาดใหญ่ ซ่ึงใช้พลังงานมากเท่ากับ
เครื่องคอมพิวเตอรส์ ว่ นบุคคล (พีซี) สมัยใหมห่ ลายรอ้ ยเคร่อื งรวมกนั
คอมพวิ เตอรใ์ นสมยั ใหม่น้ผี ลติ ขึน้ โดยใชว้ งจรรวม หรือวงจรไอซี (Integrated circuit) โดย
มคี วามจุมากกว่าสมัยก่อนล้านถึงพันล้านเท่า และขนาดของตัวเคร่ืองใช้พื้นท่ีเพียงเศษส่วนเล็กน้อย
เท่านั้น คอมพิวเตอร์อย่างง่ายมีขนาดเล็กพอที่จะถูกบรรจุไว้ในอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ และ
คอมพิวเตอร์มือถือนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็ก และหากจะมีคนพูดถึงคําว่า "คอมพิวเตอร์"
มักจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซ่ึงถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคสารสนเทศ อย่างไรก็ดี ยังมี
ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 2
คอมพิวเตอร์ชนิดฝังอีกมากมายที่พบได้ตั้งแต่ในเครื่องเล่นเอ็มพีสามจนถึงเคร่ืองบินบังคับ และของ
เล่นชนดิ ตา่ ง ๆ จนถงึ ห่นุ ยนตอ์ ุตสาหกรรม
1.2 คุณลกั ษณะเด่นของคอมพิวเตอร์และความสามรถของเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย
1) ความจํา (Storage) เป็นความสามารถในการเก็บข้อมูลจํานวนมาก และเป็นระยะ
เวลานาน ซ่ึงถือได้ว่าเป็น "หัวใจ" ของการทํางานแบบอัตโนมัติของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ แบ่งได้ 2
ระบบคอื หน่วยความจําหลัก (Primary Storage) หน่วยความจาํ รอง (Secondary Storage)
2) ความเร็ว (Speed) โดยใช้เวลาน้อย เป็นจุดเด่นทางโครงสร้างที่ผู้ใช้ทั่วไปมีส่วน
เกีย่ วขอ้ งนอ้ ยที่สดุ เปน็ ตัวบ่งชีป้ ระสิทธภิ าพของเครือ่ งคอมพิวเตอร์ทส่ี าํ คญั สว่ นหนึง่ เชน่ กนั
3) การปฏบิ ัตงิ านอัตโนมัติ (Self Acting) เป็นความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในการ
ประมวลผลข้อมูลตามลําดับคาํ ส่ัง ได้อยา่ งถูกต้อง และต่อเน่ือง โดยอัตโนมัติ ตามคําสั่งและข้ันตอนที่
นกั คอมพิวเตอร์ (มนษุ ย์) ได้กําหนดไว้
4) ความน่าเช่ือถือ (Sure) เป็นความสามารถในการประมวลผลท่ีส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ท่ี
ถูกต้อง โดยนับได้ว่าเป็นส่ิงสําคัญที่สุดในการทํางานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยความสามารถน้ี
เกีย่ วข้องกบั โปรแกรมคําสัง่ และขอ้ มูล ทนี่ ักคอมพวิ เตอรไ์ ดก้ ําหนดใหก้ บั เครือ่ งคอมพวิ เตอร์
1.3 องคป์ ระกอบของระบบคอมพวิ เตอร์
ประกอบด้วยส่วนสาํ คญั 5 ส่วนดว้ ยกัน คือ
1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถงึ ส่ิงทม่ี องเห็นและจับตอ้ งสัมผัสไดท้ ้ังหมดท่ีเกี่ยวข้องกับ
คอมพวิ เตอร์ ไมว่ า่ จะเปน็ ตวั เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณต์ อ่ พ่วง
รอบขา้ ง (Peripheral) ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แปูนพิมพ์ เม้าส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ
เคร่ืองพิมพ์ และอุปกรณ์อ่ืน ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทํางานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนํามา
ต่อเชื่อมเพื่อทํางานร่วมกันเป็นระบบท่ีเรียกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)" ที่มี
โครงสร้างของระบบจะทํางานตามโปรแกรมหรอื ซอฟต์แวร์ท่เี ขียนขึ้น
2) ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถงึ โปรแกรม (Program) หรือชุดคําส่ังท่ีควบคุมให้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ทํางานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ท่ีประกอบออกมาจาก
โรงงานจะยังไม่สามารถทํางานได้ในทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซ่ึงเป็นโปรแกรมหรือชุดคําสั่งท่ีส่ังให้
ฮารด์ แวรท์ ํางานตามตอ้ งการได้ โดยโปรแกรมหรือชุดคําสงั่ นั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ท่ีมนุษย์สร้าง
ขึ้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี
โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียน
ซอฟต์แวร์แบบต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) ซอฟต์แวร์
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3
ระบบ (System Software) เป็นซอฟต์แวร์ท่ีทําหน้าที่จัดการและควบคุม ทรัพยากรต่าง ๆ ของ
คอมพิวเตอร์ และอํานวยความสะดวกด้านเคร่ืองมือสําหรับการทํางานพ้ืนฐานต่าง ๆ ต้ังแต่ผู้ใช้เร่ิม
เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การทํางานจะเป็นไปตามชุดคําส่ังท่ีเขียนขึ้น ตลอดจนควบคุมการส่ือสาร
ข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง
ซอฟต์แวร์ทส่ี รา้ งหรือพฒั นาข้ึน เพอ่ื ใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตามท่ผี ใู้ ช้ตอ้ งการ เช่น งานด้าน
การจดั ทาํ เอกสาร การทาํ บัญชี การจัดเก็บข้อมูลขา่ วสาร ตลอดจนงานดา้ นอ่ืน ๆ ตามแตผ่ ใู้ ช้ต้องการ
3) ข้อมลู /สารสนเทศ (Data/Information) คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เรานํามาให้คอมพิวเตอร์ทํา
การประมวลผลคํานวณ หรือกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ
ยกตวั อยา่ งเชน่ ขอ้ มลู บุคลากรเกี่ยวกับรายละเอยี ดประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการ
ทํางาน ซ่ึงอาจนํามาจําแนกเป็นรายงานต่างๆ เก่ียวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับ
ตวั เลขมาตรๆ ไฟฟูาของบ้านแตล่ ะหลัง กใ็ ชส้ ําหรบั คาํ นวณเปน็ ปริมาณไฟฟูา ท่ีใช้ในแต่ละเดือน แล้ว
คดิ เปน็ เงิน ทจ่ี ะต้องชาํ ระใหก้ ับการไฟฟาู ฯ
4) บคุ คลากร (Peopleware) คอื เจ้าหน้าทป่ี ฏิบตั งิ านตา่ งๆ และผู้ใชเ้ ครื่องคอมพิวเตอร์ใน
หน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์น้ัน มีความสําคัญมาก เพราะการใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์
ทํางานตา่ งๆ นั้นจะตอ้ งมีการจัดเตรยี มเปลีย่ นระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดําเนินการต่างๆ หลายอย่าง
ซึ่งไม่สามารถทําด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ท่ีรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก เราจึงถือว่าบุคลากร เป็น
ส่วนประกอบที่สําคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังน้ี -
เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการ (Operator) - บุคลากรท่ีเก่ียวข้องกับระบบ (System) - ผู้จัดการศูนย์
ประมวลผลคอมพวิ เตอร์ (Electronic Data Processing Manager) - ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer
user)
5) กระบวนการทํางาน (Documentation/Procedure) เป็นขั้นตอนการทํางานเพื่อให้ได้
ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทํางานกับคอมพิวเตอร์จําเป็นท่ีจะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจ
ขั้นตอนการทํางาน ต้องมีระเบียบปฏิบัติให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทําคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้
ทุกคนเรียนรู้และใช้อ้างอิงได้นอกจากนั้นเมื่อการใช้มาตรฐาน ช่วยให้การประสานงาน ระหว่าง
หน่วยงานยอ่ ยๆ ราบร่ืน การจดั ซือ้ จดั หา ตลอดจนการบํารุงรักษาเคร่ืองคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์
กจ็ ะงา่ ยขึ้นเพราะทกุ หน่วยงานใชม้ าตรฐานเดียวกัน
1.4 ประเภทของเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภท
ด้วยกนั คอื
1) ซเู ปอรค์ อมพวิ เตอร์ (supercomputer)
ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4
คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ท่ีมีความเร็ว
มาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงท่ีสุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเคร่ือง
คอมพวิ เตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เร่ืองราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีก
ด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และ
ดา้ นวศิ วกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณอ์ ากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของ
มลพษิ กับสภาวะแวดลอ้ มเป็นต้น
2) เมนเฟรมคอมพวิ เตอร์ (mainframe computer)
ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์
คอมพิวเตอร์มากพอสมควร แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือ
ไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนน้ีส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซ่ึง
คอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จํานวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น
ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนใี้ นการทําบัญชลี ูกคา้ หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอน
เงินแบบอตั โนมตั ิ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครือ่ งเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ท่ี
ทําหนา้ ทีใ่ หบ้ รกิ ารอพั ตโนมตั ิของธนาคารนน้ั เอง
3) มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)
เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ น้ันก็จะคล้ายๆกับ ประเภท
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ
ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพ
เพยี งพอท่จี ะบรกิ ารผูใ้ ชใ้ นจํานวนทเี่ ทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้
กับ องค์กรขนาด กลาง จนถงึ ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใชเ้ ปน็ หน่วยยอ่ ยๆขององคก์ รใหญ่ๆ ก็ได้
4) ไมโครคอมพวิ เตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรอื PC )
ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพวิ เตอร์แบบต้ังโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็ก
กว่านั้น อาทิเช่น notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนํา คอมพิวเตอร์
ประเภทน้เี ข้ามาใชแ้ ละได้รบั การนิยมมากจนถึงปัจจบุ ัน คอมพิวเตอรป์ ระเภทน้ี จะมีขนาดเล็ก เหมาะ
สาํ หรบั การใชง้ าน ประเภทสว่ นบุคคลทว่ั ๆไป เชน่ ดหู นังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทํางานเอกสาร และอื่นๆ
อกี ตามสเปกของคอมพวิ เตอรเ์ คร่ืองน้นั ๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคง
ขึน้ อยู่กับสเปกของแต่ละเคร่ืองไป
1.5 เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer net-work) หมายถงึ การเช่ือมตอ่ คอมพวิ เตอร์และ
อปุ กรณ์ตอ่ พ่วงเข้าดว้ ยกนั โดยใช้สื่อกลางต่างๆ สามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดงั นี้
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 5
1) เครอื ขา่ ยเฉพาะท่ี หรือแลน (local area network : LAN)
2) เครอื ข่ายนครหลวง หรือแมน (metropolitan area network : MAN)
3) เครอื ขา่ ยบรเิ วณกวา้ ง หรอื แวน (wide area network : WAN)
4) เครือข่ายภายในองคก์ ร หรืออินทราเน็ต (intranet)
5) เครือข่ายภายนอกองค์กร หรอื เอ็กทราเน็ต (extranet)
6) เครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต (internet)
1.6 ความหมายของอินเทอร์เนต็
อินเทอร์เน็ต (internet) มาจากคําว่า interconnection network หมายถึง การใช้
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายที่นําเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องมาเชื่อมต่อกันโดยผ่านส่ือกลาง
ชนิดใดชนดิ หนง่ึ
1.7 บริการบนอนิ เทอรเ์ น็ต
1) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมลล์ (electronic mail or e-mail) เน่ืองจากในระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลายเครื่องเข้าด้วยกัน ทําให้การส่งข้อมูล
ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์ด้วยกนั สามารถทาํ ได้งา่ ย
2) เมลลิงลิสต์ (mailing list) เป็นเสมือนเครื่องมือท่ีใช้กระจายข่าวสารและ่ข้อมูลเฉพาะ
กลมุ่
3) การสื่อสารในเวลาจริง (realtime communication) เป็นการสื่อสารกันท่ีสามารถ
โตต้ อบกลบั ได้ทันทีผา่ นเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต เช่น แชท (chat)
4) เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม (social networking web site) เป็นชุมชนออนไลน์ท่ีกลุ่ม
คนรวมกนั เปน็ สงั คม เช่น facebook
5) บล็อก (blog) ย่อมาจากคําว่า เว็บบล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เขียนบันทึก
เรือ่ งราว เพ่อื สือ่ สารความรู้สกึ มมุ มอง เรยี กวา่ ไดอารี่ออนไลน์ (diary online)
6) วิกิ (wiki) เป็นรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลต่างๆ ที่มีความรู้ในแต่ละเร่ืองมาให้
ข้อมลู เชน่ wikipedia
7) บรกิ ารเข้าใชร้ ะบบคอมพิวเตอร์ระยะไกล (remote login/telnet) บริการนี้อนุญาตให้
ผ้ใู ชส้ ามารถเขา้ ไปทํางานต่างๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เคร่ืองหน่ึงผ่านทางคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหน่ึงท่ี
เชอื่ มตอ่ อยใู่ นเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ไมว่ ่าคอมพิวเตอร์เครอ่ื งนัน้ จะอยใู่ กล้หรือไกลกนั กต็ าม
8) การโอนย้ายข้อมูล (file transfer protocol : FTP) เป็นการถ่ายโอนแฟูมข้อมูลจาก
คอมพวิ เตอร์เคร่อื งหนงึ่ ไปยงั คอมพิวเตอร์อกี เครือ่ งหนง่ึ ซงึ่ อาจจะอยู่ใกลห้ รือไกล
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 6
9) บริการแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เป็นอีกบริการหนึ่งบน
อนิ เทอร์เนต็ ซึ่งมลี กั ษณะเป็นกลุม่ สนทนา เพ่ือแลกเปลยี่ นข่าวสารกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
10) เวิลด์ไวด์เว็บ (world wide web) ซึ่งอาจเรียกย่อว่า เว็บ (web) เป็นบริการเพื่อการ
ค้นหาข้อมูลท่ีได้รับความนิยมมากท่ีสุดของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นการให้บริการข้อมูลแบบ
ไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) เป็นวิธีการท่ีจะเชื่อมโยงข้อมูลจากเอกสารหนึ่งไปข้อมูลของอีกเอกสาร
หนึง่
11) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce หรือ e-commerce) เป็นการทํา
ธุรกรรมซือ้ ขายสนิ ค้าและบรกิ ารบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต โดยนําเสนอสินค้าและบริการทางเว็บไซต์
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 7
บทที่ 2
ระบบการสบื คน้ ผ่านเครือข่ายเพอื่ การเรยี นรู้
ในปจั จบุ ันสอ่ื และเทคโนโลยที ี่ทนั สมัยมีประโยชน์ในการสืบค้นข้อมูล และแสวงหาความรู้
ให้กว้างขวางมากข้ึน พื้นท่ีที่ใช้สืบค้นองค์ความรู้ต่างๆ มิได้จํากัดเพียงตําราและหนังสือเท่านั้นส่ือ
อินเตอร์เน็ตนับว่ามีบทบาทสําคัญอย่างมากสําหรับผู้เรียนรู้กลุ่มยุคใหม่ ระบบอินเ ตอร์เน็ตเป็น
แหลง่ ขอ้ มลู องค์ความรู้ท่ีผ้ใู ชส้ ามารถสืบคน้ ขอ้ มลู ได้งา่ ยดายและสะดวกรวดเร็วที่สุด ผู้สืบค้นข้อมูล
สามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานต่างๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน ต่างเห็น
ความสําคัญของการติดตั้งระบบอนิ เตอรเ์ น็ตกันอย่างกว้างขวาง เพ่ือบริการบุคคลในองค์กรเพื่อการ
ปฏบิ ัติหนา้ ที่ได้สะดวกยิ่งขึน้
2.1 วิธีการคน้ หาขอ้ มลู มี 2 วิธี ดงั นี้
1) การค้นหาในรูปแบบ Index ข้อมูลจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าการค้นหา
ขอ้ มลู ดว้ ย วิธีของ Search Engine โดยมนั จะถกู คดั แยกข้อมูลออกมาเป็นหมวดหมู่ และจัดแบ่งแยก
Site ต่างๆออก เป็นประเภท สําหรับวิธีใช้งาน คุณสามารถท่ีจะ Click เลือกข้อมูลท่ีต้องการจะดูได้
เลยใน Web Browser จากนั้นที่หน้าจอก็จะแสดงรายละเอียดของหัวข้อปลีกย่อยลึกลงมาอีกระดับ
หนึ่ง ปรากฏข้นึ มาให้เราเลือกอีก สว่ นจะแสดงออกมาให้เลือกเยอะแค่ไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ
ฐานข้อมูลใน Index ว่าในแต่ละประเภท จัดรวบรวมเก็บเอาไว้มากน้อยเพียงใด เมื่อคุณเข้าไปถึง
ประเภทยอ่ ยที่คณุ สนใจแล้ว ท่ีเว็บเพจจะแสดงรายช่ือของเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับ ประเภทของข้อมูล
นั้นๆออกมา หากคุณคดิ วา่ เอกสารใดสนใจหรือตอ้ งการอยากท่จี ะดู สามารถ Click ลงไปยัง Link เพ่ือ
ขอเชื่อต่อทางไซต์ก็จะนําเอาผลของข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงผลทันที นอกเหนือไปจากน้ี ไซต์ท่ี
แสดงออกมาน้นั ทางผใู้ ห้บรกิ ารยังได้เรียบเรียงโดยนําเอา Site ที่มีความเก่ียว ข้องมากที่สุดเอามาไว้
ตอนบนสุดของรายชื่อท่แี สดง
2) การคน้ หาในรูปแบบ Search Engine ผู้ใช้ส่วนใหญ่กว่า 70% จะใช้วิธีการค้นหาแบบน้ี
หลักการทาํ งานของ Search Engine จะแตกต่างจากการใช้ Indexลักษณะของมันจะเป็นฐานข้อมูล
ขนาดใหญม่ หาศาลที่กระจดั กระจายอยทู่ ่วั ไป บน Internet ไม่มีการแสดงข้อมูลออกมาเป็นลําดับขั้น
ของความสําคัญ การใช้งานจะเหมือนการสืบค้นฐานข้อมูล อื่นๆคือ คุณจะต้องพิมพ์คําสําคัญ
(Keyword) ซ่ึงเป็นการอธิบายถึงข้อมูลที่คุณต้องการจะเข้าไป ค้นหานั้นๆเข้าไป จากนั้น Search
Engine ก็จะแสดงข้อมูลและ Site ตา่ งๆท่ีเกย่ี วข้องออกมา ประเภทของ Search Engine ดงั น้ี
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 8
2.1) Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจท่ีได้
ผ่านการสํารวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล อย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของ
เว็บเพจน้ันๆ โดยการอ่านนี้จะหมายรวมไปถึงอ่านข้อความท่ีอยู่ในโครงสร้างภาษา HTML ซ่ึงอยู่ใน
รูปแบบของข้อความที่อยู่ในคําส่ัง alt ซ่ึงเป็นคําส่ังภายใน TAG คําสังของรูปภาพ แต่จะไม่นําคําสั่ง
ของ TAG อื่นๆ ในภาษา HTML และคําสั่งในภาษา JAVA มาใช้ในการค้นหา วิธีการค้นหาของ
Search Engine ประเภทนี้จะให้ความสําคัญกับการเรียงลําดับข้อมูลก่อน-หลัง และความถ่ีในการ
นาํ เสนอข้อมูลนั้น การค้นหาข้อมูล โดยวิธีการเช่นนี้จะมีความรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการ
จดั แยกหมวดหมู่ของขอ้ มูลค่อนขา้ งน้อย เนื่องจากไม่ได้คํานึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่
หากว่าคณุ ตอ้ งการแนวทางด้านกว้างของขอ้ มลู และความรวดเรว็ ในการค้นหา วิธกี ารนกี้ ็ใช้ไดผ้ ลดี
2.2) Subject Directories การจําแนกหมวดหมู่ข้อมูล Search Engine ประเภทนี้
จะจดั แบ่งโดยการวิเคราะหเ์ น้ือหา รายละเอียด ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเน้ือหาเก่ียวกับอะไร โดยการ
จดั แบง่ แบบนจ้ี ะใช้แรงงานคนในการพจิ ารณาเว็บเพจ ซง่ึ ทาํ ใหก้ ารจัดหมวดหมู่ข้ึนอยู่กับวิจารณญาณ
ของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคนว่าจะจดั เกบ็ ขอ้ มลู น้นั ๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร ดังน้ันฐานข้อมูลของ
Search Engine ประเภทน้ีจะถูกจัดแบ่งตามเน้ือหาก่อน แล้วจึงนํามาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหา
ตอ่ ไป การค้นหาคอ่ นข้างจะตรงกับความตอ้ งการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการค้นหาสูง เป็นต้น
ว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเว็บเพจท่ีนําเสนอข้อมูลเก่ียวกับคอมพิวเตอร์
Search Engine ก็จะประมวลผลรายช่อื เว็บไซต์ หรอื เว็บเพจท่ีเก่ยี วกับคอมพิวเตอรล์ ้วนๆ มาใหค้ ุณ
2.3) Metasearch Engines จุดเดน่ ของการค้นหาด้วยวิธกี ารน้ี คือ สามารถเชื่อมโยงไป
ยัง Search Engine ประเภทอ่ืนๆ และยังมีความหลากหลายของข้อมูล แต่การค้นหาด้วยวิธีน้ีมีจุด
ด้อย คือ วิธีการน้ีจะไม่ให้ความสําคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตัวอักษร และมักจะผ่านเลยคําประเภท
Natural Language (ภาษาพูด) ดังนั้น หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนี้ละก็ ขอให้ตระหนักถึง
ขอ้ บกพรอ่ งเหลา่ น้ีด้วย
สําหรบั หลกั ในการค้นหาขอ้ มลู ของ Search Engine แต่ละตัวจะมีลักษณะที่แตกต่าง
กันออกไป ข้ึนอยู่กบั ว่าทางศนู ย์บริการตอ้ งการจะเก็บข้อมูลแบบไหน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีกลไก
ใน การค้นหาท่ีใกล้เคยี งกัน หากจะแตกต่างก็คงจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพเสียมากกว่า ว่าจะมีข้อมูล
เกบ็ รวบรวมไว้อยู่ในฐานข้อมูลมากน้อยขนาดไหน และพอจะนําเอาออกมาบริการให้กับผู้ใช้ ได้ตรง
ตามความต้องการหรอื เปลา่ ซ่ึงลกั ษณะของปัจจัยทีใ่ ช้คน้ หาโดยหลักๆจะมีดังนี้
1) การค้นหาจากชื่อของตําแหนง่ URL ใน เวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
2) การคน้ หาจากคําที่มีอยู่ใน Title (ส่วนที่ Browser ใช้แสดงชื่อของเว็บเพจอยู่
ทางดา้ น ซ้ายบนของหน้าตา่ งทีแ่ สดง
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 9
3) การค้นหาจากคําสําคัญหรือคําส่ัง keyword (อยู่ใน tag คําสั่งใน html ท่ีมี
ช่ือว่า meta)
4) การค้นหาจากสว่ นทใี่ ช้อธบิ ายหรือบอกลักษณะ site
5) ค้นหาคําในหน้าเว็บเพจด้วย Browser ซึ่งการค้นหาคําในหน้าเว็บเพจน้ัน
จะใช้สาํ หรบั กรณีที่คุณเข้าไปคน้ หาข้อมูลที่เว็บ เพจใด เว็บเพจหน่ึง แล้วภายในมีข้อความปรากฏอยู่
เต็มไปหมด จะนั่งไลด่ ูทลี ะบรรทัดคงไม่สะดวก ในลักษณะน้ีเราใช้ใช้ browser ช่วยค้นหาให้ ขึ้นแรก
ให้คุณนํา mouse ไป click ที่ menu Edit แล้วเลือกบรรทัดคําส่ัง Find in Page หรือกดปุม Ctrl +
F ที่ keyboard ก็ได้ จากน้ันใส่คําที่ต้องการค้นหาลงไปแล้วก็กดปุม Find Next โปรแกรมก็จะวิ่งหา
คําดังกล่าว หากพบมันก็จะกระโดดไปแสดงคํานั้นๆ ซึ่งคุณสามารถกดปุม Find Next เพ่ือค้นหาต่อ
ได้ อกี จนกวา่ คณุ จะพบขอ้ มูลท่ตี อ้ งการ
2.2 การสืบคน้ ข้อมลู
การสืบค้นข้อมลู ความรู้ผา่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต มีรปู แบบการค้นหา ดังนี้
1) การค้นหาความรู้จากที่อยู่ของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Uniform Resource Locator
:URL) เป็นการค้นหาข้อมลู ความรูโ้ ดยพิมพ์ท่ีอยู่ของข้อมูลท่ีต้องการค้นหาลงในช่อง ท่ีกําหนด โดยผู้
ค้นหาจะต้องทราบท่ีอยู่ของเว็บไซต์ก่อน จากนั้นกดปุม Enter บนแผงแปูนอักขระ จะได้ผลลัพธ์
ตามท่ีต้องการค้นหา
2) การค้นหาข้อมูลความรู้โดยใช้ซอฟต์แวร์ค้นผ่านเว็บ (web browser) เป็นการค้นหา
ข้อมูลความรผู้ ่านเว็บไซตใ์ นอินเทอร์เนต็ โดยใชซ้ อฟตแ์ วรค์ ้นผา่ นเว็บ ซึง่ มี 2 วธิ ี คอื
2.1) การสบื คน้ (browse) เป็น การเปิดดูเอกสารท่ีนําเสนออยู่บนเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ
โดยเอกสารเหล่านั้นมีการ เช่ือมโยง (link) กันอยู่ ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้โดยการเลือก
เปดิ ดเู อกสารตามการเชือ่ มโยง เหลา่ นนั้
2.2) การค้นหา (Search) เป็น การค้นหาสารสนเทศเฉพาะหัวข้อท่ีต้องการโดยใช้
ระบบท่ีเรียกว่า โปรแกรมค้นหา (search engine) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพ่ือช่วยในการค้นหา
เอกสารหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องท่ีผู้ใช้สนใจโดยใช้คําสําคัญ (keyword) ท่ีผู้ปูอนเข้าสู่ระบบ
แลว้ ระบบจะนําคําสาํ คัญไปเปรียบเทียบกบั คําในเอกสารต่างๆท่ีเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตจากน้ันจึงจะ
แสดงผลการค้นหาแก่ผใู้ ช้
3) การค้นหาข้อมูลโดยใช้ Search Engine
กูเกิล (google) เป็นเว็บไซต์ฐานข้อมูลท่ีใหญ่มากแห่งหน่ึงของโลกด้วยฐานข้อมูล
มากกว่า สามพันล้านเว็บไซต์และเพ่ิมขึ้นเรื่อยๆทุกวันเป็นเว็บไซต์ค้นหาที่สนับสนุน ภาษาต่างๆ
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 10
มากกว่า 80 ภาษาทว่ั โลก(รวมทัง้ ภาษาไทย) และมเี คร่ืองบรกิ ารแทน (Server) ให้บริการในส่วนต่างๆ
ของโลกมากถงึ 36 ประเทศ (รวมทัง้ ในประเทศไทย)
เม่ือเราพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ http://www.google.com ระบบตรวจสอบภาษาของ
เวบ็ ไซตก์ เู กิล จะเปล่ียนเปาู หมายมายัง http://www.google.co.th ที่เป็นเว็บไซต์กูเกิลของไทยโดย
อัตโนมัติ
บรกิ ารของกเู กลิ แยกฐานขอ้ มูลออกเปน็ 7 หมวด ดงั นี้
1) เวบ็ เป็นการคน้ หาข้อมูลจากเว็บไซตต์ า่ งๆทวั่ โลก
2) รูปภาพ เปน็ การค้นหารูปภาพหลากหลายรปู แบบจากเว็บไซต์ตา่ งๆทวั่ โลก
3) แผนท่ี เป็นการค้นหาแผนที่ของสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยและแนะนํา
เสน้ ทางการเดนิ ทางทเี่ หมาะสม
4) แปลภาษา เปน็ การค้นหาคาํ ของภาษาอน่ื ทแ่ี ตกต่างจากคําที่ปูอนลงไป
5) กรู ู เปน็ การคน้ หาโดยใช้คาํ ถามเกย่ี วกับเรื่องทต่ี ้องการและจะมีคําตอบ
6) Gmail เปน็ บรกิ ารไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนิกสข์ องกเู กิล
7) เพิม่ เติม เปน็ บริการ บล็อก ปฏิทนิ ภาพถ่าย เอกสาร ไชต์ Groupsบริการบน
อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet Service)
2.3 การรบั สง่ ข้อมูลผา่ นเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็
เครอื ขา่ ยของอนิ เตอร์เน็ต เป็นระบบท่ีมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกัน
โดยใชส้ ื่อกลาง และสามารถส่ือสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทําให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละ
เครื่องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ใน
เครือข่ายร่วมกันได้ เช่นเคร่ืองพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น การใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผ่าน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เม่ือมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ที่อยู่
ห่างไกล เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ซ่ึงเป็นเครือข่ายที่เช่ือมต่อคอมพิวเตอร์ท่ัวโลก ก็ทําให้สามารถ
แลกเปลี่ยนข้อมลู ขา่ วสาร ไดก้ ับคนท่วั โลก โดยใชแ้ อพพลเิ คชน่ั เช่น เวบ็ อเี มลล์ เปน็ ตน้
การรบั ส่งข้อมูลผ่านเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต สามารถทาํ ไดโ้ ดยผ่านการให้บริการเครื่อข่าย
อนิ เตอร์เนต็ ดังนี้
1) E-mail หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริการในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ี
สําคัญท่ีมีผู้นิยมใช้บริการกันมาก สามารถส่งตัวอักษร ข้อความ แฟูมข้อมูล ภาพ เสียง ผ่านระบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไปยงั ผรู้ ับอาจจะเป็นคนเดียว หรือกลมุ่ คน โดยทั้งที่ผู้ส่งและผู้รับ เป็นผู้ใช้ที่อยู่
ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เดียวกัน ช่วยให้ สามารถติดต่อส่ือสาร ระหว่างกันได้ทั่วโลกมีความ
ความรเู้ บ้อื งต้นเกีย่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 11
สะดวก รวดเรว็ และสามารถสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องคํานึงถึงว่าผู้รับจะอยู่ท่ีไหน จะใช้
เคร่ืองคอมพิวเตอรอ์ ย่หู รือไม่ เพราะไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์จะเก็บขอ้ ความเหล่าน้นั ไว้
2) การโอนย้ายแฟูมข้อมูล(Upload,Download,FTP) การโอนย้ายแฟูมข้อมูลเป็นการ
เปล่ียนไฟลข์ อ้ มลู อเิ ล็กทรอนิกส์ระหวา่ งเครอื่ งเซริ ์ฟเวอร์ทใ่ี หบ้ รกิ ารในการโอนย้ายแฟูมข้อมูลเรียกว่า
FTP Server กบั เครื่องไคลเอนต์ท่ใี ชบ้ รกิ ารทีเ่ รยี กว่า FTP Client แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การดาวน์
โหลด และ การอปั โหลด
- การดาวนโ์ หลด ( Download ) คือ การโอนย้ายแฟูมข้อมูลจากเคร่ืองเซิร์ฟเวอร์
ในระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ มาบันทึกไวใ้ นคอมพวิ เตอร์
- การอปั โหลด ( Upload ) คือ การโอนยา้ ยแฟมู ขอ้ มูลจากคอมพิวเตอร์ไปบันทึกไว้
ท่ีเครือ่ งเซิรฟ์ เวอรท์ ่ใี ห้บริการผ่านโปรแกรมสําหรบั อัปโหลด
3) การเผยแพร่สารสนเทศ มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การจัดทําเว็บเพจฝากไว้ในเว็บไซต์
กระดานข้อความกระดานข่าว (Web Board) บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีการให้บริการในลักษณะ
ของกระดานข่าว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ จํานวนหลายพันกลุ่ม เรียกว่าเป็น กลุ่มข่าว ห รือ
Newsgroup ทกุ ๆ วันจะมผี ้สู ่งขา่ วสารกันผ่านระบบดังกล่าว โดยแบ่งแยกออกตามกลุ่มท่ีสนใจ เช่น
กลุม่ ผู้สนใจ ศิลปะ กล่มุ ผ้สู นใจเพลงรอ็ ค ฯลฯ
- บล็อก หรือเว็บลอก(blog or weblog) เป็นการฝากข้อเขียนที่มีลักษณะคล้าย
สมุดบนั ทกึ ส่วนบคุ คล เรอื่ งราวที่ขี้นน้ันไมจ่ ําเป็นตอ้ งเปน็ ประจําวันเทา่ นั้น แต่เปน็ เรอ่ื งอะไรกไ็ ด้
4) ห้องสนทนา (chat Room)การสนทนาแบบออนไลน์ (Chat) ผู้ใช้บริการสามารถคุย
โตต้ อบกับผู้ใช้คนอ่ืน ๆ ในอนิ เตอร์เน็ตได้ในเวลาเดียวกัน (โดยการพิมพ์เข้าไปทางคีย์บอร์ด) เสมือน
กับการคุยกัน แต่ผ่านเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของทั้งสองที่ ซ่ึงก็สนุกและรวดเร็ว บริการสนทนาแบบ
ออนไลนน์ เ้ี รยี กว่า Talk เน่ืองจากใช้โปรแกรมที่ช่ือว่า Talk ติดต่อกันหรือจะคุยกันเป็นกลุ่มหลาย ๆ
คนในลักษณะของการ Chat (ช่ือเต็มๆ ว่า Internet Relay Chat หรือ IRC ก็ได้) การสนทนาผ่าน
เครือข่ายออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีหลายโปรแกรมเช่น โปรแกรม Windows
Messenger (MSN), Yahoo Messenger
5) World Wide Web (www) หรือเครือข่ายใยแมงมุม เป็นบริการหน่ึงท่ีอยู่บน
อินเทอรเ์ นต็ ที่มลี กั ษณะของการแสดงผลในรูปแบบ กราฟิกสวยงาม เต็มไปด้วยสีสัน เพียบพร้อมท้ัง
ภาพและเสยี งตา่ งๆ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ เทคโนโลยีด้านมลั ติมีเดยี ทาํ ใหเ้ ครือข่ายคอมพวิ เตอร์ทวีความ
มหัศจรรย์ให้กับ การศึกษาในโลกไร้พรมแดน เหตุที่เรียกว่า ใยแมงมุม ก็ด้วยความสามารถในการ
เชอ่ื มโยงข้อมลู จากตําแหนง่ หนึง่ ไปยังอีกตําแหน่งหน่ึงได้ ด้วยการคลิกเมาส์ที่จุดเชื่อมโยง เพียงคร้ัง
เดียว ทําให้สามารถผูกเรื่องราวท่ีเก่ียวข้องกันจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก เข้าด้วยกันได้
สะดวกตอ่ การศึกษาคน้ คว้า
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 12
6) เครือข่ายสังคมหรือชุมชนเว็บ (social network or web community) รูปแบบของ
หอ้ งสนทนาถกู พฒั นาตอ่ มา เปน็ การใช้งานเพอ่ื ให้กลุ่มคนท่มี ีความสนใจด้านเดียวกันมาติดต่อส่ือสาร
กัน และมีการเรียกชื่อการติดต่อส่ือสารผ่านเครือข่ายในลักษณะนี้ว่า เครือข่ายสังคม ( Social
network) หรอื ชมุ ชนเวบ็ (web community) ตัวอย่างเว็บไซต์ทีบ่ ริการประเภทนีไ้ ดแ้ ก่
- ICQ เป็นระบบรบั สง่ ข้อความทเี่ น้นการหาคสู่ นทนาทมี่ ีความสนใจในเรอื่ งเดียวกัน
Twitter
- ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จําพวกไมโครบล็อก โดย
ผูใ้ ชส้ ามารถสง่ ขอ้ ความยาวไม่เกนิ 140 ตวั อกั ษร วา่ ตวั เองกําลงั ทําอะไรอยู่ ทวติ เตอรก์ ่อตั้งโดยบริษัท
Obvious Corp เมอื่ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2006 ท่ีซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ข้อความอัพเดตท่ีส่ง
เข้าไปยังทวิตเตอร์จะแสดงอยู่บนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้นบนเว็บไซต์และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับ
ขอ้ ความเหล่านีท้ างเวบ็ ไซต์ทวิตเตอร์ อเี มล์ หรอื โปรแกรมเฉพาะอย่าง TweetDesk เป็นต้น โดยการ
รับข่าวสารข้อความจากผู้อื่นเรียกว่า “Following” และสําหรับผู้อ่ืนท่ีมาติดตามข่าวสารของเราถูก
เรยี กว่า “Follower”สาํ หรับการส่ือสารหรือผู้คุย สนทนากันผ่านทางทวิตเตอร์นั้นสามารถทําได้โดย
การเรียกช่ือ เช่น ต้องการกับผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ใช้ช่ือในระบบว่า “Smith” สามารถทําได้โดยการพิมพ์
@Smith แล้วตามดว้ ยขอ้ ความทตี่ ้องการ เช่น “@Smith สวสั ดคี รับ”Facebook
- Facebook เป็นบริการเครือข่ายสังคมและเว็บไซต์เปิดใช้งานเมื่อปี ค.ค. 2004
ก่อต้ังโดยมารก์ ซกั เคอร์เบิร์ก ผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัว เพ่ิมรายชื่อผู้ใช้อื่นในฐานะเพื่อน และ
แลกเปล่ียนข้อความ รวมถึงได้รับแจ้งโดยทันทีเม่ือมีการปรับปรุงข้อมูลส่วนตัว นอกจากน้ันผู้ใช้ยัง
สามารถร่วมกลุ่มความสนใจส่วนตัว จัดระบบตามสถานท่ีทํางาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรืออ่ืนๆ
Facebook อนุญาตให้ใครก็ได้เข้าสมัครลงทะเบียนกับ Facebook โดยต้องมีอายุมากกว่า 13 ปีข้ึน
ไป
- Hi5 เปน็ เวบ็ ไซต์เครือข่ายสงั คมทส่ี นับสนนุ ใหผ้ ้ใู ช้สร้างกลมุ่ สงั คมของตนเองขึ้นมา
โดยการจดั ทาํ ข้อมูลสว่ นบคุ คล
ขอ้ ดีของ Social Network
2.4 ขอ้ มลู
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เก่ียวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สถานที่
สิง่ ของต่าง ๆ ซึ่งมีการเกบ็ รวบรวมเอาไว้ และสามารถนําไปประมวลผลด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ท้ังนี้
สามารถเรียกเอามาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง โดยข้อมูลอาจเป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ตัวอักษร เสียง
ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เปน็ ต้น
ชนิดของขอ้ มูล (Types of Data)
ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 13
เราสามารถแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ชนิด ดังน้ี (Alter 1996 : 151-152, Stair and
Reynolds 2001 : 5)
1) ข้อมูลท่ีเป็นอักขระ (Alphanumeric Data) ได้แก่ ตัวเลข (Numbers) ตัวอักษร
(Letters) เครือ่ งหมาย (Sign) และ สัญลักษณ์ (Symbol)
2) ข้อมูลที่เป็นภาพ (Image Data) ไดแ้ ก่ ภาพกราฟิก (Graphic Images) และรูปภาพ
(Pictures)
3) ข้อมูลท่ีเป็นเสียง (Audio Data) ได้แก่ เสียง (Sounds) เสียงรบกวน/เสียงแทรก
(Noise) และเสียงทม่ี รี ะดบั (Tones) ต่างๆ เช่น เสยี งสงู เสียงต่าํ เปน็ ต้น
4) ข้อมูลที่เป็นภาพเคล่ือนไหว (Video Data) ได้แก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or
Pictures) และ วีดิทัศน์ (Video)นอกจากนั้นยงั พบว่ามขี ้อมูลในลักษณะของกล่ิน (Scent) และข้อมูล
ในลกั ษณะทมี่ ีการประสมประสานกนั เช่น มีการนําเอาขอ้ มลู ทง้ั 4 ชนิดมารวมกันเรียกว่า สื่อประสม
(Multimedia) แต่ถา้ มีการประสมขอ้ มูลที่เป็นกลน่ิ เขา้ ไปด้วย เราเรยี กวา่ Multi-scented
2.5 กรรมวิธีการจัดการขอ้ มูล (Datamanipulation) (ให้มคี ุณค่าเป็นสารสนเทศ)
การจัดการข้อมูลให้มีคุณค่าเป็นสารสนเทศ กระทําได้โดยการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของ
ขอ้ มูล ซึ่งมวี ธิ กี าร หรือ กรรมวิธดี ังตอ่ ไปนี้ (Kroenke and Hatch1994 : 18-20)
1) การรวบรวมข้อมูล (Capturing/gathering/collecting Data) ที่ต้องการจากแหล่ง
ต่างๆ โดยการเคร่ืองมือ ชว่ ยค้นทเ่ี ปน็ บัตรรายการ หรอื OPAC แลว้ นาํ ตัวเล่มมาพจิ ารณาว่ามีรายการ
ใดทสี่ ามารถนํามาใชป้ ระโยชนไ์ ด้
2) การตรวจสอบข้อมูล (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูลที่หา
มาได้ ในประเด็นของ ความถูกต้องและความแม่นยําของเน้ือหา ความสอดคล้องของตาราง ,
ภาพประกอบ หรอื แผนท่ี กบั เน้อื หา
3) การจัดแยกประเภท/จัดหมวดหมู่ข้อมูล (Classifying Data) เมื่อผ่านการตรวจสอบ
ความถูกต้อง สอดคลอ้ งกนั ของเน้อื หาแล้ว นาํ ขอ้ มลู ต่างๆ เหล่านั้นมาแยกออกเป็นกอง หรือกลุ่ม ๆ
ตามเรอ่ื งราวทป่ี รากฏในเนื้อหา
4) จากนั้นก็นําแต่ละกอง หรือกลุ่ม มาทําการเรียงลําดับ/เรียบเรียงข้อมูล
(Arranging/sorting Data) ให้เปน็ ไป ตามความเหมาะสมของเนือ้ หาว่าจะเร่มิ จากหัวขอ้ ใด
5) จากน้ันควรเป็นหัวข้ออะไร หากมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขจะต้องนําตัวเลขนั้นมาทําการ
วิเคราะห์หาค่าทางสถติ ิทีเ่ กย่ี วข้อง หรือทําการ คํานวณข้อมูล (Calculating Data) ให้ได้ผลลัพธ์ออก
เสียกอ่ น
6) หลงั จากนั้นจึงทําการสรุป (Summarizing/conclusion Data) เนือ้ หาในแต่ละหัวขอ้
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 14
7) เสร็จแล้วทําการจัดเก็บ หรือบันทึกข้อมูล (Storing Data) ลงในส่ือประเภทต่างๆ เช่น
ทําเป็นรายงาน หนังสือ บทความตีพิมพ์ในวารสาร หนังสือพิมพ์ หรือลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์
(แผ่นดิสก์ ซดี ี-รอม ฯลฯ)
8) จัดทําระบบการค้นคืน เพ่ือความสะดวกในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ
(Retrieving Data) จะได้ จัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศอย่างถูกต้อง แม่นยํา รวดเร็ว และตรงกับ
ความตอ้ ง
9) ในการประมวลผลเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จักต้องมีการสําเนาข้อมูล (Reproducing
Data) เพื่อปูองกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูล ท้ังจากสาเหตุทางกายภาพ และระบบการ
จัดเกบ็ ขอ้ มลู
1 0 ) จ า ก น้ั น จึ ง ทํ า ก า ร ก า ร เ ผ ย แ พ ร่ ห รื อ ส่ื อ ส า ร ห รื อ ก ร ะ จ า ย ข้ อ มู ล
(Communicating/disseminating Data) เพื่อใหผ้ ลลัพธ์ท่ีไดถ้ งึ ยงั ผูร้ บั หรือผู้ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
การจัดการข้อมูลให้มีสถานภาพเป็นสารสนเทศ (Transformation Processing) ในความ
เป็นจริงแล้วไม่จําเป็นที่ จะต้องทําครบ ทั้ง 10 วิธีการ การที่จะทํากี่ข้ันตอนน้ันข้ึนอยู่กับ ข้อมูลที่
นาํ เขา้ มาในระบบการประมวลผล หากข้อมูลผ่าน ขั้นตอน ท่ี 1 หรือ 2 มาแล้ว พอมาถึงเรา เราก็ทํา
ข้ันตอนท่ี 3 ต่อไปได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ท่ีมี คุณค่า จักต้องทําตามลําดับ
ดังกล่าวข้างตน้ ไมค่ วรทําขา้ มข้ันตอน ยกเว้นข้นั ตอนที่ 5 และข้ันตอนท่ี 6 กรณีที่เป็นข้อมูล เก่ียวกับ
ตวั เลขก็ทําขั้นตอนท่ี 5 หากข้อมูลไม่ใช่ตัวเลขอาจจะข้ามขั้นตอนที่ 5 ไปทําข้ันตอนท่ี 6 ได้เลย เป็น
ตน้ ผลลัพธ์ หรอื ผลผลติ ท่ไี ด้จากการประมวลผล หรอื กรรมวธิ จี ัดการข้อมูล ปรากฏแก่สงั คมในรูปของ
ส่ือประเภทต่างๆ เช่น เป็น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ ซีดี-รอม สไลด์ แผ่นใส แผนที่ เทปคลาส
เซท ฯลฯ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามไม่ไดห้ มายความว่า ผลผลิต หรือผลลัพธ์นั้นจะมีสถานภาพเป็นสารสนเทศ
เสมอไป
2.6 หลักเกณฑ์การประเมนิ ผลลพั ธ์ หรือผลผลิต (Criterias to Evaluated Outputs)
ขอ้ มูลของบางคนอาจเป็นสารสนเทศสําหรับอีกคนหน่ึง (Nickerson 1998 : 11) การท่ีจะ
บง่ บอกว่าผลผลิต หรือ ผลลัพธ์มีคุณค่า หรือสถานภาพเป็นสารสนเทศ หรือไม่นั้น เราใช้หลักเกณฑ์
ตอ่ ไปนีป้ ระกอบการพิจารณา
1) ความถูกต้อง (Accuracy) ของผลผลติ หรือผลลัพธ์
2) ตรงกบั ความต้องการ (Relevance/pertinent)
3) ทนั กับความต้องการ (Timeliness)
การพจิ ารณาความถกู ตอ้ งดทู เ่ี นอื้ หา (Content) ของผลผลิต โดยพิจารณาจากข้ันตอนของ
การประมวลผล (Process; verifying, calculating) ข้อมลู สาํ หรับการตรงกับความต้องการ หรือทัน
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 15
กับความต้องการ มีผู้ใช้ผลผลิตเป็น เกณฑ์ในการพิจารณา หากผู้ใช้เห็นว่าผลผลิตตรงกับความ
ต้องการ หรือผลผลิตสามารถตอบปัญหา หรือแก้ไขปัญหา ของผู้ใช้ได้ และสามารถเรียกมาใช้ได้ใน
เวลาที่เขาต้องการ (ทันต่อความตอ้ งการใช้) เราจึงจะสรุปได้ว่า ผลผลิต หรือ ผลลัพธ์น้ันมีสถานภาพ
เปน็ สารสนเทศ
คุณภาพ หรือคณุ ค่าของสารสนเทศ ข้ึนอย่กู บั ขอ้ มลู (Data) ท่ีนําเข้ามา (Input) หากข้อมูล
ท่ีนําเข้ามาประมวลผล เป็นข้อมูลที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี หรือมีคุณค่า ผู้ใช้ หรือผู้บริโภค
สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้ แต่หากข้อมูลที่ นําเข้ามาประมวลผลไม่ดี ผลผลิต หรือผลลัพธ์ก็จะมี
คุณภาพไม่ดี หรอื ไมม่ คี ุณค่า สมด่ังกับวลีที่ว่า GIGO (Garbage In Garbage Out) หมายความว่า ถ้า
นําขยะเข้ามา ผลผลิต (สิ่งที่ไดอ้ อกไป) ก็คือขยะนนั่ เอง
2.7 แฟ้มขอ้ มลู
แฟูมข้อมูล (File) คือ การเก็บ หรือ รวบรวมข้อมูลท่ีบันทึกไว้เป็น ระเบียน (record) ใน
Auxiliary Storage
ระเบยี น (Record) คือ การรวมเขตข้อมูล ท่ีสมั พันธ์กันไว้ดว้ ยกัน
เขตข้อมูล (Field) คือ ข้อมูลชุดหนึ่ง เช่น ช่ือ นามสกุล รหัสประจําตัวประชาชน เป็น
ต้น
โดยการเก็บขอ้ มูลที่มปี ระสทิ ธภิ าพต้องมีการบํารุงรักษาข้อมูล และอัพเดทให้ทันสมัย ด้วย
function ตา่ งๆ ดังนี้
1) Add Record (การเพิม่ ) คอื การเพม่ิ ขอ้ มูลใหมล่ งไปในแฟูมข้อมูล เช่น การเปิดบัญชี
ใหมท่ ี่ธนาคาร ตอ้ งมกี ารเพิ่มรายละเอียดของ record ใหม่เข้าไปในฐานข้อมลู ซ่ึงมีข้นั ตอนดังต่อไปน้ี
- แฟมู ข้อมลู ทใ่ี ช้เก็บบญั ชลี กู ค้าต้องมอี ยแู่ ลว้ และ พร้อมทจ่ี ะ Update ได้
- เสมยี นทีธ่ นาคารปอู นขอ้ มลู ของผู้ท่ีจะเปิดบัญชีใหม่ ที่ Terminal โดยใส่ข้อมูล
ดังน้ี
Account Number :.................
Account Name :................
Deposit :.................
- โปรแกรมที่ทําหน้าที่ Update จะนําข้อมูลที่ถูกปูอนมาเหล่านี้ เก็บไว้ใน
หน่วยความจาํ หลกั
- หลังจากนนั้ โปรแกรมจะบนั ทกึ record ใหม่ลงไปในแฟูมขอ้ มลู
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 16
ตําแหน่งที่จะไปเก็บข้อมูลบน HardDisk จะถูกจัดการโดยโปรแกรมท่ีควบคุม
Hard Disk บางกรณี record อาจจะไปถกู แทรกไวร้ ะหวา่ ง record อนื่ (กรณีที่มีการสั่งให้เรียงลําดับ
ขอ้ มลู ) หรือต่อท้ายแฟมู ข้อมลู
2) Change Record (การเปล่ียนแปลง) การเปลีย่ นแปลงแกไ้ ขอาจเกิดได้ 2 กรณคี อื
กรณที ี่ 1 ขอ้ มูลของเกา่ ทีใ่ ส่ไวม้ ีการผิดพลาด
กรณีท่ี 2 เมื่อมขี อ้ มลู ใหมม่ าทาํ ใหข้ ้อมลู เก่าไมถ่ กู ต้อง
ตัวอย่าง กรณีท่ี 1 ผู้ที่ปูอนข้อมูลใส่ชื่อคนผิด เช่น ชื่อ HUGH DUNN ใส่เป็น
HUGH DONE
- ลูกค้าไมไ่ ดต้ รวจสอบตอนเปิดบญั ชี และ ออกจากธนาคารไป
- พอลูกคา้ ไดร้ บั statement จากธนาคารจงึ รวู้ ่าช่อื ถูกสะกดผิด
- ลกู คา้ ขอให้ธนาคารแกไ้ ขช่อื ใหถ้ กู
- เสมียนธนาคารกจ็ ะเปล่ียนขอ้ มูลใหถ้ ูกต้อง
ตวั อยา่ ง กรณีท่ี 2 เมื่อต้องการฝากเงินเพิ่ม หรือ ถอนเงินจากธนาคาร ธนาคาร
ตอ้ งเปลี่ยนแปลงยอดเงินคงเหลือในบัญชีให้ถูกต้อง สมมุติว่าคนชื่อ Jean Matino ต้องการถอนเงิน
5000.00 บาท จะมีขน้ั ตอนต่างๆ ดังนี้
- ใช้ Account Number เพ่ือเรียกดูข้อมูลของ Jean Matino เม่ืข้อมูลของ
Jean Matino ปรากฏบนจอภาพแล้วพนกั งานธนาคารจะใส่ข้อมูลดังนี้
Enter Account Number : ..52-4417.....
Enter Widthdrawal Amount : 5000.....
- โปรแกรมที่ Update จะไปเรียกข้อมูลจาก Hard Disk สําหรับ record ของ
Account Number = 52-4417 และ อ่านข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย ช่ือเจ้าของบัญชี และ จํานวนเงิน
มาเก็บไวใ้ นหนว่ ยความจาํ หลัก
- โปรแกรมทําหน้าที่หักลบเงินที่ถอนจากเงินในบัญชีที่มีอยู่ ถ้ามีจํานวนเงิน
เพยี งพอ และเก็บไว้ในหน่วยความจําหลกั
- หลังจากน้นั โปรแกรมจะนําขอ้ มูลนี้ไปเขยี นบันทึกกลับลงไปใน hard Disk เมื่อ
ขอ้ มลู ถกู Update แล้ว ขอ้ มูลที่อยูใ่ น Hard Disk จะเปน็ ขอ้ มูลที่ถูกตอ้ ง
3) Delete Record (การลบ) คือการท่ีข้อมูลจะถูกลบไปเมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว
ตวั อยา่ ง การลบ record ของ Hal Gruen เมื่อเขามาขอปิดบัญชี จะมีขน้ั ตอนดงั น้ี
- พนกั งานธนาคารใส่ Account Number ของ Hal Gruen ดงั นี้
Enter Account Number : 45-6641
ความรเู้ บ้อื งต้นเกีย่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 17
- โปรแกรมท่ีใช้ Update จะอ่านข้อมูลจาก Hard Disk โดยดูจาก
Account Number ข้อมูลประกอบไปดว้ ย Account Number, ช่อื เจา้ ของบญั ชี และ จาํ นวนเงิน
- การลบข้อมูลออกจาก Hard Disk จริงๆ นั้นข้ึนอยู่กับเทคนิคท่ีใช้ บางที
record อาจจะถูกลบออกไปเลยจรงิ ๆ หรือวา่ ทําเคร่อื งหมายไว้ (Flag) เชน่ ใช้ * เพื่อให้คอมพิวเตอร์รู้
ว่า record นีจ้ ะไมน่ าํ มาใช้อกี ตอ่ ไป
- เมื่อเพ่ิม * เข้าไปหน้า record ท่ีต้องการจะลบ คอมพิวเตอร์ก็จะบันทึก
ขอ้ มลู ของ record น้ีกลบั ลงไปใน Hard Disk อีก ส่วนโปรแกรมทีใช้เรียกดูข้อมูลจาก Hard Disk จะ
ไมอ่ า่ น record ทม่ี ี เครอ่ื งหมาย * นาํ หนา้
ประเภทของแฟูมข้อมูล (File Type) เราสามารถจําแนกแฟูมข้อมูลออกตามลักษณะ
ของขอ้ มูลท่ีเกบ็ บันทกึ ไวแ้ ละสามารถแบ่งแฟูมขอ้ มลู ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1) แฟูมข้อมูลหลัก (Master File) เป็นแฟูมข้อมูลซ่ึงเก็บข้อมูลท่ีสําคัญ เช่น
แฟูมข้อมูลประวัติ ลูกค้า (Customer master file) ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แฟูมข้อมูลประวัติผู้จัดส่ง
สนิ คา้ (Supplier master file) แฟูมข้อมูลสินค้าคงเหลือ (Inventory master file) แฟูมข้อมูลบัญชี
(Account master file) เป็นต้น ซ่ึงแฟูมข้อมูลหลักเหล่าน้ีเป็นส่วนประกอบของระบบงานบัญชี
(Account system)
2) แฟูมรายการปรับปรุง (Transaction file) เป็นแฟูมที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ
แฟูมข้อมูลหลักท่ีมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน รายการท่ีเกิดขึ้นต้องนําไปปรับปรุงกับแฟูมข้อมูล
หลักเพ่ือให้แฟูมข้อมูลหลักมีข้อมูลท่ีทันสมัยอยู่ตลอดเวลา การปรับปรุงแฟูมข้อมูลสามารถทําได้
หลายอย่าง เช่น การเพิ่มรายการ (Add record) การลบรายการ (Delete record) และการแก้ไข
รายการ (Edit)
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 18
บทท่ี 3
การเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้ และเครอื ข่ายการเรยี นรู้
3.1 การเรยี นรู้
ความหมายของคําว่า “การเรียนรู้” มีนักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้หลาย
ท่านในทน่ี ้จี ะสรุปพอเปน็ แนวทางให้เขา้ ใจดงั นี้คอื
การเรียนรู้ หมายถึง การท่ีมนุษย์ได้รับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขา โดยเร่ิมต้นตั้งแต่
การมีปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาเร่ือยไป จนกระทั่งคลอดมาเป็นทารกแล้วอยู่รอด ซ่ึงบุคคลก็ต้อง
ปรับตัวเพอื่ ใหต้ นเองอยรู่ อดกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในครรภ์มารดาและเมื่อออกมาอยู่ภายนอกเพื่อให้
ชีวติ ดาํ รงอยรู่ อดทงั้ น้ีก็เพราะการเรียนร้ทู ้ังสนิ้
การเรียนรู้ มีความหมายลึกซ้ึงมากกว่าการสั่งสอน หรือการบอกเล่าให้เข้าใจและจํา ได้
เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการทําตามแบบ ไม่ได้มีความหมายต่อการเรียนในวิชาต่างๆเท่านั้น แต่
ความหมายคลุมไปถึง การเปล่ียนแปลงทางพฤติกรรมอันเป็นผลจากการสังเกตพิจารณา ไตร่ตรอง
แกป้ ัญหาทัง้ ปวงและไมช่ ี้ชดั ว่าการเปลี่ยนแปลงนน้ั เป็นไปในทางทสี่ ังคมยอมรบั เท่านนั้ การเรียนรู้เป็น
การปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม การเรียนรู้เป็นความเจริญงอกงาม เน้นว่าการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมท่ีเป็นการเรียนรู้ต้องเน่ืองมาจากประสบการณ์ หรือการฝึกหัด และพฤติกรรมที่
เปล่ียนแปลงไปน้ันควรจะต้องมีความคงทนถาวรเหมาะแก่เหตุเมื่อพฤติกรรมดั้งเดิมเป ลี่ยนไปสู่
พฤตกิ รรมท่มี ่งุ หวัง กแ็ สดงวา่ เกิดการเรยี นรูแ้ ลว้
การเรียนรู้ หมายถงึ กระบวนการเปลีย่ นแปลงของกิจกรรมในการแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
ต่อสถานการณอ์ ยา่ งใดอย่างหนง่ึ
การเรยี นรู้ หมายถึง การเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมอันมผี ลมาจากการไดม้ ีประสบการณ์
กระบวนการของการเรียนรู้
3.2 ทฤษฎกี ารเรียนรู้
1) การเรยี นรเู้ กดิ จากการเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ เร้ากับสิง่ ตอบสนอง
2) พฤติกรรมมนุษย์สามารถปรับเปล่ียนได้โดยมีการวางเงื่อนไข การเสริมแรง โดยการให้
รางวลั หรือลงโทษ
3) การเลอื กแรงเสรมิ มีทางเลอื กให้สอดคล้องกับสถานะในการจัดการเรยี นการสอน
4) การเรียนรู้โดยการเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างกัน จะทําให้มีความคงทนใน
การเรยี นรดู้ ขี ้นึ
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 19
5) พฤติกรรมสามารถควบคุมและสรา้ งได้
3.3 กระบวนการของการเรยี นรู้ มขี ้นั ตอน ดังนีค้ อื
1) มสี ิ่งเร้า( Stimulus ) มาเรา้ อนิ ทรีย์ ( Organism )
2) อินทรีย์เกดิ การรบั สัมผสั ( Sensation ) ประสาทสมั ผสั ท้งั ห้า ตา หู จมกู ล้นิ ผิวกาย
3) ประสาทสัมผสั สง่ กระแสสัมผัสไปยงั ระบบประสาทเกิดการรับรู้ ( Perception )
4) สมองแปลผลออกมาวา่ สิ่งทีส่ มั ผัสคืออะไรเรยี กว่าความคิดรวบยอด( Conception )
5) พฤติกรรมได้รบั คาํ แปลผลทําให้เกดิ ความคิดรวบยอดก็จะเกดิ การเรยี นรู้ ( Learning )
6) เมอ่ื เกดิ กระบวนการเรยี นรู้บคุ คลกจ็ ะเกิดการตอบสนอง ( Response ) พฤตกิ รรมนน้ั ๆ
3.4 แหล่งเรยี นรู้
แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ท่ีสนับสนุน
ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนใฝุเรียน ใฝุรู้ แสวงหาความรแู้ ละเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองตามอัธยาศัย อย่างกว้างขวางและ
ต่อเน่ือง เพ่ือเสรมิ สร้างให้ผู้เรยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแหง่ การเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ที่สาคญั
1) แหลง่ การศกึ ษาตามอัธยาศยั
2) แหลง่ การเรยี นรูต้ ลอดชีวติ
3) แหลง่ ปลูกฝังนสิ ัยรักการอา่ น การศึกษาคน้ ควา้ แสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง
4) แหลง่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติ
5) แหลง่ สรา้ งเสริมความรู้ ความคดิ วทิ ยาการและประสบการณ์
3.5 เครือขา่ ยการเรียนรู้
เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด
ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และการเรียนรูร้ ะหว่างบคุ คล กลุ่มบุคคล องค์การ และแหล่งความรู้ที่มี
ส่วนร่วมในกระบวนการเรยี นรูอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง จนเป็นระบบท่เี ช่อื มโยงกัน สง่ ผลใหเ้ กิดการเผยแพร่และ
การประยุกตค์ วามรใู้ หม่ๆ เพือ่ วัตถุประสงคท์ างวชิ าชพี หรือทางสังคม
เครือขา่ ยการเรยี นร้สู ่วนบุคคล การเรียนรู้ของบุคคลจึงเป็นกระบวนการท่ีแต่ละบุคคลต้อง
ดําเนินการเอง เพราะกระบวนการสร้างความหมายเปน็ กระบวนการเฉพาะตน ตระหนักถึงปญั หาและ
การสร้างบรรยากาศการเรียนร้ทู ีเ่ ออื้ ตอ่ การสรา้ งเสริมประสบการณ์ การถา่ ยทอดข้อมูลข่าวสารซ่ึงกัน
และกนั จนทําให้เกิดการเรียนรู้
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 20
3.6 ประเภทแหล่งเรียนรูแ้ ละเครอื ข่ายการเรยี นรู้
1) จัดตามลกั ษณะของแหล่งการเรียนรู้
1.1) แหลง่ การเรยี นรตู้ ามธรรมชาติ เป็นแหล่งการเรยี นรู้ท่ีผู้เรียนจะหาความรู้ได้จากสิ่ง
ทม่ี อี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติ เช่น แม่น้า ภูเขา ปาุ ไม้ ลาธาร กรวด หนิ ทราย ชายทะเล เปน็ ต้น
1.2) แหลง่ การเรยี นรทู้ มี่ นุษยส์ ร้างข้ึน เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยี
ทางการศึกษาท่ีอานวยความสะดวกแก่มนุษย์เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดประชาชน
สถาบนั การศึกษา สวนสาธารณะ ตลาด บา้ นเรอื น ทีอ่ ยอู่ าศยั สถานประกอบการ เปน็ ตน้
1.3) บุคคล เป็นแหล่งการเรียนรู้ท่ีถ่ายทอดความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม
การสืบสานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ท้ังด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคิด นักประดิษฐ์
และผู้มีความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์
2) จัดตามแหลง่ ท่ีตัง้ ของแหล่งการเรียนรู้
2.1) แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน เดิมมีแหล่งการเรียนรู้หลัก คือ ครู อาจารย์ ต่อมามี
การพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา
ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรม ห้องศิลปะ ตลอดจนอาคารสถานท่ี
และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เช่น ห้องอาหาร สนาม ห้องน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหล่งน้าใน
โรงเรียน เปน็ ตน้
2.2) แหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่นครอบคลุมท้ังด้านสถานท่ีและบุคคล ซึ่งอาจอยู่ใน
ท้องถิ่นใกล้เคียงโรงเรียน ท้องถ่ินท่ีโรงเรียนพาผู้เรียนไปเรียนรู้ เช่น แม่น้า ภูเขา ชา ยทะเล
สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุ่งนา สวนผัก สวนผลไม้ วัด ตลาด ร้านอาหาร ห้องสมุดประชาชน สถานี
ตาํ รวจ สถานอี นามัย ดนตรพี ้ืนบ้าน การละเล่นพ้ืนเมือง แหล่งทอผ้า เทคโนโลยีชาวบ้าน เทคโนโลยี
ในชวี ติ ประจาวนั แหล่งขอ้ มลู ข่าวสารตา่ งๆ
3.7 ตวั อย่างเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
- เครอื ข่ายไทยสาร เป็นเครือข่ายเช่ือมโยงสถาบันการศึกษาต่างๆ ระดับมหาวิทยาลัยเข้า
ดว้ ยกันกวา่ 50 สถาบัน เร่มิ จัดสร้างในปีพ.ศ.2535
- เครอื ข่ายยูนเิ นต็ (UNINET) เป็นเครือข่ายเพือ่ การเรยี นการสอนที่สาํ คญั ในยุคโลกา ภิวัตน์
จัดทาํ โดยทบวง มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
- สคูลเน็ต (SchoolNet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย ได้รับการดูแลและ
สนบั สนนุ โดยศนู ย์ เทคโนโลยอี ิเล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอร์แหง่ ชาติ เครือขา่ ยน้ีเชื่อมโยงโรงเรียนใน
ประเทศไทยไว้กว่า 100 แหง่ และเปดิ โอกาสใหโ้ รงเรยี นอน่ื ๆ และบคุ คลที่สนใจเรยี กเขา้ เครือขา่ ยได้
ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 21
- เครือขา่ ยนนทรี เป็นเครือขา่ ยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นเครือข่ายท่ีสมบูรณ์
แบบและใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการ
ตลอดจนการรองรบั ทางด้านทรัพยากรเซอรเ์ วอรอ์ ยา่ งพอเพียง
- เครอื ขา่ ยกระจายเสียงวิทยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครือข่าย อสมท. มีไฟล์เสียง
รับฟังทางอนิ เทอร์เน็ตได้
- เครือข่ายสมานฉันท์เพ่ือการปฏิรูปการเมือง เป็นเครือข่ายท่ีใช้แลกเปล่ียนความคิดเห็น
ประเดน็ ต่าง ๆ ทางการเมือง และบทวเิ คราะหด์ า้ นการเมือง
- ThaiSafeNet.Org เป็นเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ มีพันธกิจด้านการเช่ือมโยงครู
ผู้ปกครอง นักการศึกษา … โครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ พันธกิจ : ฝึกอบรมครู
ผปู้ กครอง
3.8 ความสาคัญของแหลง่ เรียนร้แู ละเครือข่ายการเรียนรู้
การเรียนรู้ตลอดชีวิตควรเร่ิมจากการมีส่วนร่วมของบุคคล องค์กรและชุมชนในกา ร
ตระหนักถึงปัญหาและการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอ้ือต่อการสร้างเสริมประสบการณ์ การ
ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน จนทําให้เกิดการเรียนรู้ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ ได้สรปุ หลกั การสาํ คัญของเครอื ข่ายการเรยี นรู้ไว้ ดงั น้ี
1) การกระตุ้นความคิด ความใฝุแสวงหาความรู้ จิตสํานึกในการพัฒนาชุมชนท้องถ่ิน
และการมสี ่วนรว่ มในการพฒั นา
2) การถ่ายทอด แลกเปล่ียน การกระจายความรู้ทั้งในส่วนของวิทยากรสากลและภูมิ
ปัญญาท้องถ่ิน เพอื่ สนบั สนนุ การสร้างองค์ความรใู้ หมๆ่
3) การแลกเปลี่ยนข่าวสารกับหน่วยงานตา่ งๆ ของท้งั ในภาครัฐและเอกชน
4) การระดมและประสานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพ่ือการพัฒนาและลดความซ้ําซ้อน
สญู เปลา่ ให้มากทสี่ ุด
3.9 การใช้อินเตอรเ์ น็ตเพอ่ื การเรียนรู้
อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลท่ีทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่าง
แทบไม่มีขดี จาํ กัด การใชอ้ นิ เทอร์เน็ตเพอื่ ประโยชน์ดังกลา่ ว จาํ เปน็ ทเี่ ราจะต้องมีความรู้และทักษะใน
การค้นหาข้อมูล (Search) รู้จักแหล่งเรียนรู้ และวิธีการนําเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่าง
เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลในหัวข้อเรื่องท่ี
นกั เรยี นสนใจ
1) กจิ กรรมการนําเสนอ
ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 22
เป็นการเปิดเวทีเพ่ือนําเสนอผลงานจากการสืบค้นและสร้างองค์ความรู้ด้ว ยตนเอง
สามารถทําได้หลายวธิ ี เช่น
- การนําเสนอแบบ Online เช่น สร้าง Web Page, สร้าง Blog, การส่งข้อมูล
ออนไลน์
- การนําเสนอแบบ Off line เช่น การนําเสนอด้วยวาจา, ทําเอกสารรายงาน, จัด
นทิ รรศการ, การสร้างชิน้ งาน
- การนาํ เสนอแบบส่ือผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซ่ึงในปัจจุบันเป็น
ที่นิยมอยา่ งกวา้ งขวางในทุกวงการ
2) รูปแบบการใช้อินเตอรเ์ นต็ เพอ่ื การเรียนรู้
การประยุกต์อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับแหล่งที่
เชอ่ื มตอ่ เขา้ ด้วยกัน สามารถสืบค้นข้อมลู ไดแ้ ละมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อม
เครือขา่ ยรว่ มกัน จงึ เปน็ แหล่งที่จะสบื คน้ ขอ้ มลู เพือ่ นาํ มาศกึ ษาหาความร้ไู ด้ การนาํ อนิ เทอรเ์ น็ตใช้งาน
เครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ทางการศกึ ษา ดงั น้ี
2.1) การใช้เครือข่ายเพ่ือการติดต่อสื่อสาร เป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับ
ผสู้ อน เพ่ือส่งรายงาน การบ้าน วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟูมข้อมูล การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพื่อ
เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เผยแพร่ผลงานวิจัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านวิชาการ และ
แจง้ ข่าวความเคลอ่ื นไหวทางวชิ าการ
2.2) การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูล ซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอน
สามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ท่ี
เชือ่ มโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศในทวีปตา่ ง ๆ ทัว่ โลก
2.3) การใชเ้ ครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดย
เปิดเปน็ หลกั สูตรการสอนในระดบั ปรญิ ญาและในแบบประกาศนยี บัตร เรยี กว่า Online Program ซ่ึง
ผู้เรียนสามารถสมคั รและเรยี นผา่ นเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ สว่ นกจิ กรรมการเรยี นการสอน เอกสารและ
การติดตอ่ ต่าง ๆ อยูใ่ นรูปของแฟูมข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์
การใช้ Internet ในชีวติ ประจาํ วันสง่ ผลในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต
เพือ่ คน้ คว้าหาขอ้ มลู ได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซ่ึงในกรณีน้ี อินเตอร์เน็ต จะทํา
หน้าท่ีเหมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือท่ี
ทํางานของเรา ไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศว กรรม
ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น
เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ท่ีเรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์
และขา่ วสารอนื่ ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพวิ เตอร์ เหมอื นกบั หนงั สอื
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 23
3) การสบื คน้ ข้อมลู ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เนือ่ งจากข้อมลู ที่อยบู่ นเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจาย
อยูต่ ามทีต่ ่างๆ ดังนั้นผู้ใช้อินเตอรเ์ น็ตจงึ จาํ เปน็ ตอ้ งเรยี นร้วู ธิ ีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและเลือกใช้ให้
เหมาะสม เพื่อการค้นหาข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้
อินเตอร์เน็ตในการสืบคน้ ขอ้ มูล ศึกษา ค้นควา้ และวิจัยไดห้ ลายวิธีด้วยกัน วธิ ที ี่เปน็ ท่ีนิยมมากท่ีสุดใน
ปัจจุบัน คือ การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บ เน่ืองจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลายๆ รูปแบบ และ
เชือ่ มโยงขอ้ มลู ทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกันให้เราไดศ้ ึกษาอยา่ งสะดวกสบาย และมีซอฟตแ์ วร์ สาํ หรับอ่านข้อมูลใน
เว็บที่สมบูรณ์แบบมากการค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จําเป็นต้องใช้
เคร่ืองมือช่วยค้น (Search engine) ซง่ึ ซอฟต์แวร์สาํ หรบั อ่านขอ้ มูลในเว็บ (Web Browser) ส่วนใหญ่
บริการเชอื่ มต่อกับเคร่ืองมอื เหลา่ นไ้ี วใ้ ห้แลว้ ผูใ้ ช้เพียงแต่กดปุมสําหรับเรียกเคร่ืองมือน้ีขึ้นมา พิมพ์คํา
หรือข้อความท่ีต้องการสืบค้นลงไป เคร่ืองก็จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เรา
ต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็สามารถกดลงไปบนช่ือน้ันได้เลย ข้อมูล
ดังกลา่ วจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นขอ้ มูลจากเคร่อื งคอมพิวเตอร์เครอื่ งใดในโลกก็ตาม
นอกจากน้กี ารเข้าใช้คอมพวิ เตอร์เครื่องอน่ื ๆ ที่ตอ่ อยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้
เข้าไปใชไ้ ด้ เชน่ การติดต่อเข้าสู่เคร่ืองคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดเพื่อค้นหา ยืม ต่อเวลาการยืม หรือ
การจองหนังสือสง่ิ พิมพ์ต่าง ๆ กเ็ ป็นทีน่ ิยมกันมาก ปัจจบุ ันมหี ้องสมดุ หลายแห่งเปดิ ให้บริการบริการน้ี
สามารถเข้าใชไ้ ดโ้ ดยการ ใช้คําสั่ง Telnet และตามด้วยชื่อเครื่อง หรือหมายเลขของเครื่องแล้วพิมพ์
ชือ่ ในการขอเข้าใช้ (Login) บางเคร่ืองอาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากน้ันต้องทําตาม
คาํ ส่งั ทป่ี รากฏบนจอ ซง่ึ จะแตกตา่ งกันไปในแตล่ ะระบบของเคร่ือง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะ
ใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วย โดยในบางฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปค้นหา
บทความที่เคยตพี มิ พใ์ นวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษอ่ืน ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้ง
ให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ท่ีได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่มล่าสุด โดยต้องมีการ
กําหนดช่อื ของวารสารท่ีสนใจไวล้ ว่ งหนา้ หรอื มีบริการส่งแฟกซ์ บทความนน้ั ใหแ้ ก่ผู้ใช้ท่ีสนใจ
อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีบทบาทในยุคน้ี โดยการนําความรู้ การ
เชอื่ มโยงแหลง่ ความรู้มาประกอบกันเพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี น ท่ีต้องการเรยี นรใู้ หเ้ ข้าถงึ ได้จึงนับว่าเป็นประโยชน์
ตอ่ วงการศกึ ษาในการใช้สบื ค้นขอ้ มลู ตา่ งๆจากความจําเป็นและความสําคัญของอินเทอร์เน็ตดังกล่าว
ผวู้ ิจยั จึงสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผลการวิจัยครั้งน้ีเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพ่ือใช้ในการวาง
แผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สอื่ สารเพอ่ื เปน็ ประโยชนส์ ําหรบั ตวั เราเอง
ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 24
3.10 การจดั การเรยี นรบู้ นเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็
บทเรียนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ หมายถึง การเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยมีการจัดสภาพการเรียนการสอนท่ีมีการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและ
ทรพั ยากรของเวลิ ด์ ไวด์เวบ็ มาเป็นสอื่ กลางในการถ่ายทอดเพ่ือส่งเสรมิ และสนับสนนุ การเรียนการสอน
ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ
ในการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นอาจจัดการเรียนการสอนทั้ง
กระบวนการหรอื นํามาใช้เพยี งสว่ นใดส่วนใดส่วนหนงึ่ ของกระบวนการก็ได้
การเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตถือเปน็ วิธีการเรียนแบบใหม่ท่ีช่วยพัฒนาให้เกิด
การเรียนรแู้ ละชว่ ยขจัดปัญหาอุปสรรคข์ องการเรยี นในเร่ืองของเวลาและสถานที่ เพราะในการเรียน
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกท่ีทุกเวลา ผู้เรียนไม่จําเป็นต้องเรียนใน
หอ้ งเรยี นเทา่ นั้น ขอเพียงผู้เรยี นสามารถเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตได้ ผู้เรียนก็สามารถเรียนได้ โดย
ในการเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผู้เรียนและผู้สอนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันโดยผ่านระบบ
เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ทีเ่ ชอื่ มโยงถงึ กัน
3.11 องค์ประกอบของการส่ือสารของการเรยี นการสอนผ่านเครอื ข่าย
1) E-mail ใช้ติดต่อส่ือสารระหว่างเฉพาะ ผู้ที่เป็นสมาชิกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ผู้อ่ืนจะไม่
สามารถอ่านได้ (Two Way)
- ใชต้ ิดตอ่ สื่อสารระหวา่ งอาจารย์ หรือ เพอ่ื นรว่ มชน้ั เรยี นด้วยกัน
- ใชส้ ง่ การบา้ น หรือ งานท่ีได้รับมอบหมาย
2) Web board ใช้ติดต่อส่ือสารระหว่าง ผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียน (Three Way)
ลักษณะการใชง้ านในWBI
- ใช้กําหนดประเดน็ หรอื กระทู้ ตามท่ีอาจารยก์ าํ หนด หรือตามแต่นักเรียนจะกําหนด
เพ่ือช่วยกันอภปิ รายตอบประเดน็ หรือกระทู้นนั้ ทั้งอาจารย์และผู้เรยี น
3) Chat ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่าง ผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียน (Three Way) โดยการ
สนทนาแบบ Real Time มีท้ัง Text Chat และ Voice Chat ลักษณะการใช้งานในWBI
- ใช้สนทนา ระหว่างผู้เรียน และอาจารย์ในห้องเรียน หรือช่ัวโมงเรียนน้ันๆ เสมือน
ว่ากาํ ลังคยุ กัน อยู่ในหอ้ งเรียนจริงๆ
4) ICQ ใช้ติดต่อส่ือสารระหว่าง ผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียน (Three Way) โดยการ
สนทนาแบบ Real Time และ Past Time ลกั ษณะการใชง้ านในWBI
ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 25
- ใช้สนทนา ระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ ในห้องเรียน เสมือนว่ากําลังคุยกันอยู่ ใน
ห้องเรียนจริงๆ โดยที่ผู้เรียนไม่จําเป็นต้อง อยู่ในเวลาน้ันๆ ICQ จะเก็บข้อความไว้ให้ และยังทราบ
ดว้ ยว่า ในขณะนั้นผู้เรียนอย่หู นา้ เครื่องหรอื ไม่
5) Conference ใช้ติดต่อส่ือสารระหว่าง ผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียน (Three Way) แบบ
Real Time โดยที่ผ้เู รียนและอาจารย์ สามารถเห็นหน้ากันได้ โดยผ่านทางกล้องโทรทัศน์ที่ติดอยู่กับ
เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ทั้งสองฝาุ ย ลักษณะการใชง้ านในWBI
- ใช้บรรยายให้ผู้เรียนกับท่ีอยู่ หน้าเคร่ือง เสมือนว่ากําลังน่ังเรียน อยู่ในห้องเรียน
จรงิ ๆ
6) อ่ืนๆ อีกมากมาย ตามทีเ่ ทคโนโลยอินเทอรเ์ นตจะคดิ พัฒนาขน้ึ มา
3.12 ประเภทของบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ แบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท คือ
1) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบรายวิชาเดียว คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ ที่มีการบรรจุเน้ือหาหรือเอกสารในรายวิชาเพ่ือการสอนเพียงอย่างเดียว มีลักษณะการ
สอ่ื สารแบบทางเดียว
2) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสนับสนุนรายวิชา คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตที่มีการส่ือสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์เป็นการสื่อสารสองทางท่ีมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง
ผู้สอนและผเู้ รยี น
3) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบศูนย์การศึกษา คือ บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอรเ์ น็ตทม่ี รี ายละเอยี ดเนอ้ื หาทางการศกึ ษารวมถงึ มกี ารเชอื่ มโยงไปยังเว็บไซต์อื่นๆ และยังรวม
ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพ่ือให้บริการกับผู้เรียนรวมถึงเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรม
ตา่ งๆ ทางการศึกษาอีกดว้ ย
3.13 ลักษณะของกจิ กรรมการเรยี นการสอนผ่านเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
การเรียนการสอนผ่านเว็บจะต้องอาศัยบทบาทของระบบอินเทอร์เน็ตเป็นสําคัญ การใช้
อินเทอร์เน็ตในลักษณะของโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านเว็บจะมีวิธีการใช้ใน 3 ลักษณะ
(Doherty,1988)
1) การนําเสนอ (Presentation) เป็นไปในแบบเว็บไซด์ท่ีประกอบไปด้วยข้อความภาพ
กราฟฟิก ซ่งึ สามารถนําเสนอไดอ้ ย่างเหมาะสมในลักษณะของสอื่ คือ
1.1) การนําเสนอแบบส่ือทางเดียว เชน่ เป็นขอ้ ความ
1.2) การนําเสนอแบบส่ือคู่ เช่น ข้อความภาพกราฟฟิก บางครั้งจะอยู่ในรูปแบบ PDF
ผเู้ รียนสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ (Jeanne,1996)
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 26
1.3) การนําเสนอแบบมัลติมีเดีย คือ ประกอบด้วยข้อความ ภาพกราฟฟิก
ภาพเคล่อื นไหว เสยี งและภาพยนตร์ หรือวดี โี อ (แต่ความเรว็ จะไมเ่ ร็วเทา่ กบั วดี ีโอเทป)
2) การสื่อสาร (Communication) การสื่อสารเป็นส่ิงจําเป็นที่จะต้องใช้ทุกวันในชีวิตเป็น
ลักษณะสาํ คญั ของอินเทอร์เนต็ โดยมกี ารส่อื สารบนอนิ เทอรเ์ น็ตหลายแบบ เชน่
2.1) การสือ่ สารทางเดยี ว โดยดูจากเว็บเพจ
2.2) การสื่อสารสองทาง เช่น การส่งไปรษณียอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ สโ์ ต้ตอบกัน
3) การก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ (Dynamic Interaction) เป็นคุณลักษณะสําคัญของ
อินเทอรเ์ นต็ ประกอบด้วย 3ลักษณะ คือ
3.1) การสบื คน้
3.2) การหาวธิ ีการเข้าสู่เวบ็
3.3) การตอบสนองของมนษุ ยใ์ นการใชเ้ วบ็
3.14 การเรียนร้แู บบออนไลนห์ รอื e-learning
ความหมาย e-Learning เป็นคําท่ีใช้เรียกเทคโนโลยีการศึกษาแบบใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อ
ภาษาไทยที่แน่ชัด และมีผู้นิยามความหมายไว้หลายประการ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ให้คํา
นิยาม E-Learning หรือ Electronic Learning วา่ หมายถึง “การเรียนผ่านทางสื่ออิเลคทรอนิกส์ซึ่ง
ใช้การ นาํ เสนอเน้อื หาทางคอมพวิ เตอร์ในรูปของสื่อมัลติมีเดียได้แก่ ข้อความอิเลคทรอนิกส์ ภาพนิ่ง
ภาพกราฟิก วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติฯลฯ”เช่นเดียวกับ คุณธิดาทิตย์ จันคนา ท่ีให้ความ
หมายของ e-learning วา่ หมายถงึ การศึกษาท่ีเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนตโดยผู้เรียนรู้จะเรียนรู้
ดว้ ยตัวเอง ารเรยี นรู้จะเป็นไปตามปจั จยั ภายใต้ทฤษฎแี ห่งการเรยี นรสู้ องประการคือ เรียนตามความรู้
ความสามารถของผู้เรียนเอง และ การตอบสนองใน ความแตกต่างระหว่างบุคคล(เวลาท่ีแต่ละบุคคล
ใช้ในการเรียนรู้)การเรียนจะกระทําผ่านส่ือบนเครือข่ายอินเตอร์เนต โดยผู้สอนจะนําเสนอข้อมูล
ความรใู้ ห้ผูเ้ รียนไดท้ ําการศกึ ษาผ่านบรกิ าร World Wide Web หรอื เวปไซด์ โดยอาจให้มีปฏิสัมพันธ์
(สนทนา โต้ตอบ ส่งข่าวสาร) ระหว่างกัน จะที่มีการ เรียนรู้ในสามรูปแบบคือ ผู้สอนกับ ผู้เรียน
ผเู้ รยี นกับผู้เรยี นอีกคนหนึ่ง หรือผเู้ รียนหนง่ึ คนกบั กลุ่มของผเู้ รยี น ปฏิสัมพันธ์น้ีสามารถ กระทํา ผ่าน
เครื่องมอื สองลกั ษณะคอื
1) แบบ Real-time ได้แก่การสนทนาในลักษณะของการพิมพ์ข้อความแลกเปล่ียน
ขา่ วสารกนั หรือ สง่ ในลักษณะของเสียง จากบริการของ Chat room
2) แบบ Non real-time ได้แก่การส่งข้อความถึงกันผ่านทางบริการ อิเลคทรอนิค
เมลล์ WebBoard News-group เปน็ ตน้
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 27
เม่ือกล่าวถึงการเรียนแบบ Online Learning หรือ Web-based Learning ซึ่งเป็น
สว่ นหนงึ่ ของ Technology-based Learning n่มี ีการเรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์เนต อินทรา
เนต และ เอ็ซทราเนต (Extranet) พบว่าจะมีระดับ การจัดการท่ีแตกต่างกันออกไป Online
Learning ปกตจิ ะ ประกอบดว้ ยบทเรียนทีม่ ีข้อความและรปู ภาพ แบบฝึกหดั แบบทดสอบ และบันทึก
การเรียน อาทิ คะแนนผลการทดสอบ(test score) และบันทึกความก้าวหน้าของการเรียน
(bookmarks) แต่ถ้าเป็น Online Learning ท่ีสูงขึ้นอีกระดับหน่ึง โปรแกรมของการเรียนจะ
ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว แบบ จําลอง สื่อท่ีเป็นเสียง ภาพจากวิดีโอ กลุ่มสนทนาท้ังในระดับ
เดยี วกนั หรอื ในระดบั ผูร้ ู้ ผมู้ ีประสบการณ์ ท่ีปรึกษาแบบออนไลน์ (Online Mentoring) จุดเช่ือมโยง
ไปยงั เอกสารอ้างองิ ทม่ี อี ยู่ ในบรกิ ารของเวป และการสื่อสารกับระบบทบ่ี นั ทกึ ผลการเรียน เป็นต้น
การเรียนรู้แบบออนไลน์หรือ e-learning การศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่าย
คอมพวิ เตอรอ์ ินเทอร์เน็ต(Internet) หรืออินทราเน็ต(Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะ
ไดเ้ รียนตาม ความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซ่ึงประกอบด้วย ข้อความ
รูปภาพเสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน
และ เพ่ือนร่วมช้ันเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้
เช่นเดยี วกับ การเรียนในชนั้ เรยี นปกติ โดยอาศัยเครอ่ื งมือการติดต่อ ส่ือสารท่ีทันสมัย(e-mail, web-
board, chat) จึงเป็นการเรียนสําหรับทุกคน, เรียนได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ (Learn for all :
anyone, anywhere and anytime)
3.15 หลักการออกแบบบทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ ควรยึดหลักการดงั ต่อนี้
1) การสรา้ งแรงจงู ใจให้กับผู้เรียน ในการออกแบบบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควร
ออกแบบให้เร้าความสนใจกับผู้เรียนโดยการใช้ ภาพเคล่ือนไหว สีและเสียงประกอบที่น่าสนใจเพ่ือ
กระตุ้นให้ผเู้ รียนอยากเรียนรู้
2) กําหนดวตั ถุประสงค์ของการเรยี นให้ชัดเจน
3) มีการทบทวนความรูเ้ ดิมให้กับผู้เรยี นเพ่อื เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสําหรับรับ
ความรใู้ หม่
4) กระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นมคี วามกระตือรือรน้ ทีจ่ ะเรียนรู้ กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นรู้จักคดิ
5) เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี น
6) มกี ารทดสอบความรู้เพือ่ ให้แนใ่ จว่าผู้เรียนได้รับรู้ถึงพัฒนาการทางการเรียนของตนเอง
และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนของตนเอง
7) ผเู้ รยี นสามารถนําความร้ทู ่ีไดจ้ ากการเรยี นไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจําวันได้
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 28
3.16 หลกั การออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
ผ้สู อนต้องคํานงึ ถึงมี 5 ข้ันตอน คือ
1) ข้ันการวิเคราะห์ เป็นขั้นตอนแรกในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ผู้ออกแบบ ควรให้ความสําคัญเนื่องจากเป็นพื้นฐานสําหรับการวางแผนใน
ขั้นตอนอื่นๆ ในการวิเคราะห์ผู้ออกแบบต้องวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียน เน้ือหาท่ีจะเรียน
รวมถึงวิเคราะหท์ รพั ยากรต่างๆ ทเี่ กี่ยวข้องด้วย
2) ข้ันการออกแบบ เป็นการนําผลที่ได้จากกรวิเคราะห์มาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบ
การเรียนการสอน โดยเริ่มจากเขียนวัตถุประสงค์ กําหนดเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน
วธิ ีการประเมินผล รวมถงึ วางโครงสร้างของบทเรียนใหน้ ่าสนใจดว้ ย
3) ข้ันการพัฒนา เป็นข้ันดําเนินการผลิตบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยใช้
โปรแกรมตา่ งๆ เช่น Macromedia Dream weaver เป็นตน้
4) ขัน้ การนําไปใช้ เป็นการนําบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาแล้วไปใช้ในการ
เรยี นการสอน
5) ขั้นการประเมินและปรับปรุง เป็นข้ันตอนสุดท้ายที่จะช่วยให้บทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีข้ึน โดยการประเมินจากการนําไปใช้ว่ามี
ประสิทธภิ าพเพียงใดและยังมีส่วนใดบา้ งท่ีตอ้ งปรับปรงุ แกไ้ ข
3.17 หลกั การพ้นื ฐานของการจดั การเรียนการสอนผา่ นเว็บเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
1) ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อส่ือสารกันได้
ตลอดเวลา เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ซ่ึงกนั และกัน
2) ในการจดั การเรียนการสอน ควรสนบั สนุนใหผ้ เู้ รยี นเป็นคนกระตือรือร้นและรู้จักคิดหา
คาํ ตอบ
3) ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนเป็นผู้ขวนขวายใฝุหา
ความรูต้ ่างๆ ด้วยตนเอง
4) ผ้เู รยี นควรทราบผลการเรียนรู้ของตนโดยทันทจี ากการทําแบบทดสอบ
5) เป็นการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนท่ีไม่มีขีดจํากัดสําหรับผู้ที่ต้องการแสวงหา
ความรู้
3.18 การออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
1) ศึกษาผู้เรียนและเน้ือหาของบทเรียนเพ่ือกําหนดวัตถุประสงค์และหาแนวทางในการ
จดั การเรียนการสอน
ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 29
2) ศกึ ษาเนอ้ื หาของบทเรยี นเพือ่ ออกแบบการเรยี นการสอนใหเ้ หมาะสมกบั เนื้อหา
3) กําหนดโครงสรา้ งของบทเรยี น
4) ออกแบบการเรียนการสอน
5) พัฒนาบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต
6) นาํ บทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ไปใช้
7) ประเมนิ ผลการใช้งานบทเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
3.19 ข้นั ตอนการจัดการเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต
1) กาํ หนดวัตถปุ ระสงค์ของการเรียนการสอน
2) การวิเคราะห์ผู้เรยี น
3) การออกแบบเน้อื หารายวชิ า
4) กาํ หนดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั เนื้อหาที่จะสอน
5) เตรยี มเครื่องคอมพวิ เตอร์และอินเทอร์เน็ตให้พรอ้ มใชใ้ นการเรียนการสอน
6) แจ้งวตั ถปุ ระสงค์ เน้อื หา และวิธกี ารเรียนการสอนผูเ้ รยี นทราบ
7) สํารวจความพร้อมของผูเ้ รยี น
8) จัดการเรยี นการสอนตามรูปแบบทีผ่ สู้ อนกาํ หนดไว้
9) ประเมินผลการเรียนการสอน
3.20 ข้ันตอนการเรยี นด้วยบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
1) อ่านคําแนะนําและวิธีการใช้บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เข้าใจ ก่อนทําการ
เรยี นในบทเรยี น
2) คลกิ เขา้ สู่ บทเรยี น
3) ทาํ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์กิ อ่ นเรยี น
4) คลิกเขา้ สู่บทเรยี น บทท่ี 1, 2, 3, ......ไปเร่ือยจนจบบทเรียน
5) ทําแบบทดสอบก่อนเรียนในบทเรียนทีก่ าํ ลังจะเรียน
6) เขา้ สบู่ ทเรยี นเพ่อื เรยี นเนือ้ หาในบทตา่ งๆ
7) ทําแบบทดสอบหลงั เรยี นในบทเรยี นทเี่ รยี นจบ
3.21 ประโยชนข์ องการเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
1) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนที่สามารเรียนรู้ได้
ตลอด 24 ชัว่ โมง
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 30
2) ในการเรียนนัน้ ไม่จําเป็นต้องเรียนในห้องเรียนเท่านั้นและไม่จําเป็นต้องเรียนเฉพาะใน
เวลาเรยี นเทา่ นนั้
3) การเรียนการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลได้
เรยี น
4) การเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ การส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความเท่าเทียมกันทาง
การศกึ ษา
5) การเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตเป็นการสง่ เสรมิ การศึกษาตลอดชวี ิต
6) ผเู้ รยี นสามารถแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ กนั ได้
7) ผู้เรียนสามารถทบทวนเนื้อหาได้เมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเวลา
เรียนของเพอ่ื นร่วมหอ้ ง
8) สร้างแรงจงู ใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้เพราะมีการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการ
สอนทําใหน้ กั เรยี นไมร่ ูส้ ึกเบ่อื กับการเรียน
9) การสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็ เปดิ โอกาสใหท้ กุ คนสามารถเข้าเรยี นได้
10) ผเู้ รยี นสามารถแสดงความคิดเห็นผา่ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตได้
11) เกดิ ความสะดวกสบายกบั ผเู้ รยี นทเี่ รียนไปดว้ ยทํางานไปด้วย
12) ผู้เรยี นสามารถแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน
หรอื ผเู้ ช่ยี วชาญได้
13) ผเู้ รยี นเกดิ ความกระตอื รือร้นในการเรียน
14) ผูเ้ รยี นไมต่ อ้ งเสียค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางไปเรียน
15) ผูเ้ รยี นสามารถเลือกเรยี นในเนอื้ หาวชิ าทต่ี นเองสนใจได้
3.22 ขอ้ จากดั ของบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
1) งบประมาณทใี่ ช้ในการสร้างบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตค่อนขา้ งสงู
2) ผู้เรียนไม่ทราบเทคนคิ วธิ กี ารในการปฏสิ ัมพันธ์กบั ผู้อืน่
3) บคุ ลากรทีม่ คี วามสามารถในการพัฒนาสือ่ มีไม่เพียงพอ
4) ความเร็วของอินเทอร์เน็ตบางสถานท่ีไม่เพียงพอต่อการใช้งานบทเรียนบนเครือข่าย
อินเทอร์เนต็
5) เนอ้ื หาของการเรียนการสอนไม่มขี อบเขต
6) ขาดการวางแผนในการเรียนการสอน
7) บทเรียนทม่ี ีการใช้มัลติมเี ดียมากเกนิ ไปจะทาํ ใหเ้ ขา้ เรียนในบทเรียนได้ชา้
ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 31
บทท่ี 4
เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในปจั จุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศทาํ ให้การกระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และ
ยงั สอ่ื สารแบบสองทิศทาง ดว้ ยเหตุน้ีผลกระทบต่อการเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและ
สังคมจึงแตกต่างจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหนึ่งมี
ผลกระทบต่อประเทศอ่ืน ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผลของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศทําให้เกิดแนวโน้มการเปล่ียนแปลงที่สําคัญหลายด้าน อาทิเช่น การเปลี่ยนเป็น
สังคมสารสนเทศ ปัจจุบันสังคมโลกกําลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ โดยคอมพิวเตอร์และ
ระบบสื่อสารมีบทบาทในการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การซื้อสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต
การทํางานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมถึงก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ท้ังเว็บบล็อก (Web Blog)
เว็บไซตว์ ดี ิโอออนไลน์ เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นต้น การทํางานท่ีไร้เงื่อนไขของเวลาและสถานท่ี
เทคโนโลยสี ารสนเทศทําใหเ้ กดิ สภาพทางการทาํ งานแบบทุกสถานท่ีและทุกเวลา โดยการโต้ตอบผ่าน
ระบบเครือขา่ ย ทาํ ให้ขยายขอบเขตการทํางานไปทกุ หนทกุ แหง่ และดาํ เนินการไดต้ ลอด 24 ชัว่ โมง
ระบบเศรษฐกิจเช่ือมโยงท่ัวโลก เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจซึ่งเปล่ียนจากระบบ
แห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออํานวยให้การดําเนินการมีขอบเขต
กว้างขวางมากยิ่งขึน้ ระบบเศรษฐกิจของโลกจึงผกู พันกับทกุ ประเทศและเชอื่ มโยงกันแนบแน่นขนึ้
เทคโนโลยีภมู ิสารสนเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศได้ถูกนํามาประยุกต์ใช้งานใหม่ๆ เช่น ระบบระบุพิกัด
บนพื้นโลก (Global Positioning System, GPS) ซึ่งสามารถกําหนดพิกัดของสถานที่ต่าง ๆ การ
สํารวจ การเดินทาง และใช้เป็นระบบติดตามรถยนต์ นอกจากน้ียังมีเทคโนโลยีดาวเทียมสํารวจ
ระยะไกล (Remote Sensing) ซ่ึงนํามาประยุกต์ใช้กับการสืบค้นข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมทาง
อนิ เทอรเ์ นต็ เชน่ โปรแกรม Google Earth
4.1 วิวฒั นาการของสารสนเทศ
อดตี มนุษยย์ งั ไมม่ ีภาษาที่ใช้สําหรบั การส่ือสาร เมื่อเกิดมเี หตุการณ์ (Event) อะไร เกิด ขนึ้
กไ็ มส่ ามารถถา่ ยทอด หรอื เผยแพรแ่ ก่บุคคลอื่น หรอื สงั คมอืน่ ได้ อยา่ งถกู ตอ้ งตรงกนั ระหวา่ งผ้สู ่งสาร
กับผ้รู ับสาร จงึ มีการคดิ ใชส้ ญั ลกั ษณ์ (Symbol) หรือเครอื่ งหมาย ทาํ หน้าท่สี ื่อ ความหมายแทน
เหตกุ ารณด์ งั กล่าว จึงมกี ารใชก้ ฎ และสูตร (Rule & Formulation) มาใชเ้ พ่ืออธบิ ายเหตกุ ารณ์
ดังกลา่ ววา่ เกดิ มาจากสาเหตใุ ด หรือเกดิ มาจากสารใดผสมกับสารใด เป็นตน้ จากนนั้ เมื่อ มนุษยม์ ี
ภาษา สําหรบั การส่ือสารแล้ว ก็เกดิ มีขอ้ มูล (Data) เกย่ี วกับเหตุการณ์ดังกลา่ ว เกดิ ขึ้นมามากมาย ทั้ง
ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 32
จากภายในสังคมเดียวกนั หรือจากสงั คมอื่นๆ เพอ่ื ใหไ้ ด้คาํ ตอบทถี่ ูกตอ้ ง ทําให้ตอ้ งมกี ารวเิ คราะห์
หรอื ประมวลผล ขอ้ มูลให้มีสถานภาพเปน็ สารสนเทศ (Information) ที่จะเปน็ ประโยชน์ต่อผใู้ ช้ หรือ
ผบู้ รโิ ภค เมื่อผ้บู ริโภคมกี ารสะสม เพิม่ พูน สารสนเทศมากๆเข้าและมีการเรยี นรู้ (Learning) จนเกิด
ความเขา้ ใจ (Understanding) ก็จะเปน็ การพฒั นา สารสนเทศท่มี อี ยูใ่ นตนเองเปน็ องคค์ วามรู้
(Knowledge) เนอื่ งจากมนุษย์เปน็ ผู้ทมี่ ีสติ (สัมปชัญญะ) (Intellect) รูจ้ ักใช้ เหตแุ ละผล
(Reasonable) กบั ความร้ทู ี่ตนเองมอี ยู่ก็จะมกี ารพัฒนาความรู้เป็นปญั ญา (Wisdom) ในที่สุด ดัง
แสดงได้ ตาม ภาพข้างลา่ งนี้
ภาพที่ 4.1 แสดงการพัฒนาสารสนเทศทม่ี อี ยู่ในตนเองเป็นองค์ความรู้
4.2 สาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กิดสารสนเทศ
1) เม่ือมีวิทยาการความรู้ หรือส่ิงประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมกันนั้น ก็จะเกิด
สารสนเทศมาพรอ้ มๆ กนั ด้วย จากนั้นก็จะมกี ารเผยแพร่ หรอื กระจายสารสนเทศ เก่ียวกับ วิทยาการ
ความรู้ หรือสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ชนดิ นนั้ ๆไปยงั แหลง่ ต่างๆ ทีเ่ กย่ี วข้อง
2) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือสําคัญในการผลิตสารสนเทศ เนื่องจากมี ความ
สะดวกในการปูอน ข้อมูล การปรับปรุงแก้ไข การทําซํ้า การเพิ่มเติม ฯลฯ ทําให้มีความ สะดวกและ
งา่ ยตอ่ การผลติ สารสนเทศ
3) เทคโนโลยีส่อื สารยคุ ใหม่มคี วามเร็วในการสอ่ื สารสูงขึ้น สามารถเผยแพร่สารสนเทศ จาก
แหลง่ หนง่ึ ไปยงั สถานท่ีต่างๆ ทัว่ โลกในเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ท่เี กดิ ขน้ึ จรงิ อีกทงั้ สามารถส่งผ่าน
ขอ้ มูลได้อย่างหลากหลาย รูปแบบ พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกนั
ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 33
4) เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีความสามารถในการผลิตสารสนเทศสูงข้ึน สามารถผลิต
สารสนเทศได้คร้ังละจํานวน มากๆ ในเวลาสั้นๆ มีสีสันเหมือนจริง ทําให้มีปริมาณสารสนเทศใหม่ๆ
เกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลา
5) ผใู้ ชม้ ีความจําเปน็ ตอ้ งใช้สารสนเทศเพ่ือการศึกษา เพื่อการค้นคว้าวิจัย เพื่อการ พัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ เพอื่ การ ตัดสนิ ใจ เพอ่ื การแก้ไขปัญหา เพื่อการปฏิบัติงาน หรือปรับปรุง ประสิทธิภาพ
การปฏบิ ตั งิ าน, การบริหารงาน ฯลฯ
6) ผู้ใช้มีความต้องการใช้สารสนเทศ เพื่อตอบสนองความสนใจ ต้องการทราบแหล่งท่ีอยู่
ของสารสนเทศ ต้องการเข้าถึงสารสนเทศ ต้องการสารสนเทศท่ีมาจากต่างประเทศ ต้องการ
สารสนเทศอยา่ งหลากหลาย หรือต้องการ สารสนเทศอยา่ งรวดเรว็ เป็นต้น
4.3 ความหมายของสารสนเทศ ( Information )
สารสนเทศ (information) คอื การนําข้อมูลมาผ่านระบบการประมวลผล คํานวณ วิเคราะห์
และแปลความหมายเป็นข้อความท่ีสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้มากมายทําให้คําว่า
สารสนเทศมีความหมายที่กว้างและหลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและความหมายของ
สารสนเทศในชีวิตประจําวัน เช่น สารสนเทศที่เป็นความรู้จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จาก
โทรศัพท์มอื ถอื สารสนเทศระบบสอ่ื สารโทรคมนาคมสมยั ใหม่ เชน่ การฝาก ถอนเงินผ่านเครื่อง ATM
การจองตวั๋ เครอ่ื งบนิ และอ่ืนๆ
ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบท่ีประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่
ระบบคอมพิวเตอร์ท้ังฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ
พนกั งานท่ีเกีย่ วขอ้ ง และ ผเู้ ชย่ี วชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบน้ีทํางานร่วมกันเพื่อกําหนด รวบรวม
จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศท่ีได้ให้ผู้ใช้เพ่ือ
ช่วยสนับสนุนการทํางาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และ
ตดิ ตามผลการดาํ เนนิ งานขององคก์ รศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนําข้อมูลเข้าสู่ระบบ
(Input) การประมวลผล (Processing) และ การนําเสนอผลลัพธ์ (Output) ระบบสารสนเทศอาจจะ
มีการสะท้อนกลับ(Feedback) เพือ่ การประเมนิ และปรับปรงุ ขอ้ มลู นาํ เขา้
4.4 คณุ ลกั ษณะของสารสนเทศทด่ี ี (Characteristics of Information)
สารสนเทศทีด่ ีควรมีคณุ ลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี (Alter 1996 : 170-175, Stair and Reynolds
2001 : 6-7, จติ ติมา เทียมบุญประเสรฐิ 2544 : 12-15, ณฏั ฐพนั ธ์ เขจรนันทน์ และไพบลู ย์ เกียรติ
โกมล 2545 : 41-42 และทพิ วรรณ หลอ่ สวุ รรณรัตน์ 2545 : 12-15)
- สารสนเทศท่ีดีตอ้ งมคี วามความถูกต้อง (Accurate) และไม่มคี วามผดิ พลาด
ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 34
- ผทู้ ีม่ สี ิทธใิ ช้สารสนเทศสามารถเข้าถงึ (Accessible) สารสนเทศไดง้ า่ ย ในรปู แบบ และ
เวลาที่เหมาะสม ตาม ความตอ้ งการของผู้ใช้
- สารสนเทศต้องมคี วามชัดเจน (Clarity) ไม่คลุมเครือ
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามสมบรู ณ์ (Complete) บรรจไุ ปด้วยขอ้ เท็จจริงทีม่ ีสําคญั
ครบถว้ น
- สารสนเทศตอ้ งมคี วามกะทดั รดั (Conciseness) หรอื รดั กุม เหมาะสมกับผู้ใช้
- กระบวนการผลิตสารสนเทศต้องมีความประหยดั (Economical) ผ้ทู มี่ หี น้าท่ตี ัดสนิ ใจ
มกั จะตอ้ งสร้างดลุ ยภาพ ระหวา่ งคุณค่าของสารสนเทศกับราคาท่ีใชใ้ นการผลิต
- ต้องมีความยดึ หย่นุ (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เปูาหมาย หรือวตั ถุประสงค์
- สารสนเทศท่ีดีต้องมีรูปแบบการนําเสนอ (Presentation) ท่ีเหมาะสมกับผู้ใช้ หรอื ผู้ที่
เกี่ยวข้อง
- สารสนเทศที่ดีตอ้ งตรงกับความต้องการ (Relevant/Precision) ของผทู้ ที่ าํ การตัดสนิ ใจ
- สารสนเทศที่ดีต้องมคี วามน่าเช่ือถือ (Reliable) เช่น เป็นสารสนเทศท่ีได้มาจากกรรมวธิ ี
รวบรวมทน่ี า่ เชื่อ ถอื หรอื แหลง่ (Source) ทนี่ ่าเชื่อถือ เปน็ ตน้
- สารสนเทศทด่ี ีควรมคี วามปลอดภัย (Secure) ในการเขา้ ถึงของผูไ้ ม่มีสทิ ธใิ ชส้ ารสนเทศ
- สารสนเทศที่ดีควรงา่ ย (Simple) ไมส่ ลับซับซอ้ น มรี ายละเอียดทเ่ี หมาะสม (ไม่มากเกนิ
ความจาํ เปน็ )
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามแตกต่าง หรอื ประหลาด (Surprise) จากข้อมูลชนิดอ่ืน ๆ
- สารสนเทศทีด่ ีต้องทนั เวลา (Just in Time : JIT) หรือทนั ต่อความตอ้ งการ (Timely)
ของผ้ใู ช้ หรอื สามารถสง่ ถงึ ผู้รับได้ในเวลาท่ีผูใ้ ชต้ ้องการ
- สารสนเทศท่ีดีตอ้ งเป็นปัจจบุ นั (Up to Date) หรอื มีความทันสมัย ใหมอ่ ยู่เสมอ มิ
เชน่ น้ันจะไมท่ ันต่อการ เปล่ยี นแปลงที่ดําเนินไปอยา่ งรวดเร็ว
- สารสนเทศทีด่ ีต้องสามารถพิสูจนไ์ ด้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบจากหลาย ๆ แหลง่ ได้
วา่ มคี วามถูกตอ้ ง
นอกจากนน้ั สารสนเทศมคี ุณสมบัตทิ แี่ ตกต่างไปจากสินค้าประเภทอ่ืน ๆ 4 ประการคือ ใช้ไม่
หมด ไม่สามารถ ถ่ายโอนได้ แบ่งแยกไม่ได้ และสะสมเพม่ิ พูนได้ (ประภาวดี สบื สนธ์ 2543 : 12-13)
หรอื อาจสรปุ ไดว้ า่ สารสนเทศ ทดี่ ีต้องมีคุณลักษณะครบทงั้ 4 ดา้ น คือ ดา้ นเวลา (ทันเวลา
และทนั สมัย) ด้านเน้ือหา (ถูกต้อง สมบรู ณ์ ยึดหยุ่น นา่ เชือ่ ถือ ตรงกบั ความต้องการ และตรวจสอบ
ได้) ดา้ นรปู แบบ (ชดั เจน กะทดั รดั ง่าย รปู แบบการนําเสนอ ประหยัด แปลก) และด้าน กระบวนการ
(เข้าถงึ ได้ และปลอดภัย)
ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 35
4.5 คณุ ภาพของสารสนเทศ (Quality of Information/Information Quality)
คุณภาพของสารสนเทศ จะมีคุณภาพสูงมาก หรือน้อย พิจารณาที่ 3 ประเด็น ดังนี้
(Bentley 1998 : 58-59)
1) ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรือไม่ โดยดูว่าสารสนเทศน้ันผู้ใช้สามารถนําไปใช้
เพิ่มประสิทธิภาพได้ มากกว่าไม่ใช้สารสนเทศ หรือไม่ คุณภาพของสารสนเทศ อาจจะดูที่มันมี
ผลกระทบตอ่ กจิ กรรมของผใู้ ช้ หรอื ไม่ อยา่ งไร
2) น่าเชื่อถือ (Reliable) เพียงใด ความน่าเช่ือถือมีหัวข้อที่จะใช้พิจารณา เช่น ความ
ทนั เวลา (Timely) กบั ผใู้ ช้ เม่อื ผู้ใชจ้ าํ เป็นต้องใชม้ สี ารสนเทศนั้น หรือไม่ สารสนเทศท่ีนํามาใช้ต้องมี
ความถกู ตอ้ ง (Accurate) สามารถพิสูจน์ (Verifiable) ได้ว่าเป็นความจริง ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลท่ี
เกี่ยวข้อง เป็นต้น
3) สารสนเทศนั้นเขม้ แข็ง (Robust) เพยี งใด พจิ ารณาจากการท่ีสารสนเทศสามารถเคลื่อน
ตัวเองไปพรอ้ มกับ
กาลเวลาที่เปลี่ยนไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์
(Human Frailty) เพราะมนุษย์ อาจทําความผิดพลาดในการปูอนข้อมูล หรือการประมวลผลข้อมูล
เพราะฉะน้ันจะต้องมีการควบคุม หรือตรวจสอบ ไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรือพิจารณาจาก
ความผดิ พลาด หรอื ล้มเหลวของระบบ (System Failure) ทจ่ี ะส่งผล เสยี หายตอ่ สารสนเทศได้ ดังน้ัน
จงึ ตอ้ งมกี ารปูองกันความผิดพลาด (ที่เน้อื หา และไม่ทันเวลา) ที่อาจเกิดข้ึนได้ หรือ พิจารณาจากการ
เปล่ียนแปลง การจัดการ (ข้อมูล) (Organizational Changes) ที่อาจจะส่งผลกระทบ (สร้างความ
เสียหาย) ต่อสารสนเทศ เช่น โครงสร้าง แฟูม ข้อมูล วิธีการเข้าถึงข้อมูล การรายงาน จักต้องมีการ
ปูองกนั หากมีการ เปล่ียนแปลงในเรอ่ื งดงั กล่าว
นอกจากน้ันซวาสส์ (Zwass 1998 : 42) กล่าวถึง คุณภาพของสารสนเทศจะมีมากน้อย
เพียงใดขึ้นอยู่กับ การ ทันเวลา ความสมบูรณ์ ความกะทัดรัด ตรงกับความต้องการ ความถูกต้อง
ความเทย่ี งตรง (Precision) และรปู แบบท่ีเหมาะสม ในเรอ่ื งเดียวกนั โอไบร์อัน (O’Brien 2001 : 16-
17) กล่าววา่ คณุ ภาพของสารสนเทศ พิจารณาใน 3 มิติ ดงั นี้
1) มิตดิ า้ นเวลา (Time Dimension)
- สารสนเทศควรจะมีการเตรียมไวใ้ หท้ นั เวลา (Timeliness) กับความตอ้ งการของผใู้ ช้
- สารสนเทศควรจะต้องมีความทันสมยั หรือเปน็ ปจั จุบนั (Currency)
- สารสนเทศควรจะตอ้ งมีความถ่ี (Frequency) หรือบอ่ ย เท่าที่ผ้ใู ชต้ อ้ งการ
- สารสนเทศควรมีเร่ืองเก่ียวกับช่วงเวลา (Time Period) ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และ
อนาคต
2) มิติดา้ นเนอ้ื หา (Content Dimension)
ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 36
- ความถูกตอ้ ง ปราศจากขอ้ ผิดพลาด
- ตรงกับความต้องการใช้สารสนเทศ
- สมบูรณ์ ส่ิงทจ่ี ําเป็นจะต้องมีในสารสนเทศ
- กะทัดรดั เฉพาะท่จี าํ เปน็ เทา่ นน้ั
- ครอบคลุม (Scope) ท้ังด้านกว้างและดา้ นแคบ (ด้านลึก) หรือมีจุดเน้นท้ังภายในและ
ภายนอก
- มคี วามสามารถ/ศักยภาพ (Performance) ที่แสดงให้เห็นได้จากการวัดค่าได้ การบ่ง
บอกถึงการพฒั นา หรือสามารถเพม่ิ พนู ทรัพยากร
3) มิตดิ า้ นรูปแบบ (Form Dimension)
- ชดั เจน ง่ายต่อการทาํ ความเขา้ ใจ
- มที ้ังแบบรายละเอยี ด (Detail) และแบบสรุปยอ่ (Summary)
- มีการเรียบเรียง ตามลาํ ดับ (Order)
- การนําเสนอ (Presentation) ที่หลากหลาย เช่น พรรณนา/บรรยาย ตัวเลข กราฟิก
และอ่ืน ๆ
- รปู แบบของส่ือ (Media) ประเภทตา่ ง ๆ เช่น กระดาษ วีดิทัศน์ ฯลฯ
สว่ นสแตร์และเรย์โนลด์ (Stair and Reynolds 2001 : 7) กล่าวถึง คุณค่าของสารสนเทศ
ข้นึ อยกู่ บั การท่ี สารสนเทศน้ัน สามารถช่วยให้ผู้ทมี่ ีหน้าทตี่ ดั สินใจทาํ ให้เปูาหมายขององค์การสัมฤทธิ์
ผลไดม้ ากน้อยเพยี งใด หาก สารสนเทศ สามารถทาํ ให้บรรลุเปูาหมายขององค์การได้ สารสนเทศนั้นก็
จะมีคณุ ค่าสงู ตามไปดว้ ย
4.6 ความสาคญั ของสารสนเทศ
1) ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางาน สามารถทําให้มนุษย์ทํางานได้รวดเร็ว ถูกต้อง และ
แม่นยํา มากย่งิ ขน้ึ
2) ช่วยด้านการบริการ มีการใช้ระบบฐานข้อมูลในเครือข่าย ผู้ที่ต้องการใช้บริการก็จะ
สามารถใช้ระบบฐานขอ้ มูลจากสถานท่ีหรเื วลาใดก็ได้
3) ช่วยดาํ เนนิ การในหน่วยงาน เปน็ การนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาจดั ระบบการทาํ งาน
4) ช่วยอํานวยความสะดวกในชีวิตประจําวัน เช่น การรับข้อความผ่านทาง
โทรศัพทเ์ คล่ือนท่ี หรือการบันทึกขอ้ มูลรูปภาพดว้ ยกล้องดิจิทัล
ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 37
4.7 บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information)
การนําสารสนเทศไปใช้ 3 ด้าน ดังนี้ (จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ 2544 : 5) ด้านการ
วางแผน ด้านการตัดสินใจ และ ด้านการดําเนินงาน นอกจากนั้น สารสนเทศยังมีบทบาท ในเชิง
เศรษฐกิจ ดังน้ี (ประภาวดี สืบสนธ์ 2543 : 7-8)
1) ช่วยลดความเส่ียงในการตัดสินใจ (Decision) หรือช่วยชี้แนวทางในการแก้ไขปัญหา
(Problem Solving)
2) ช่วย หรือสนับสนุนการจัดการ (Management) หรือการดําเนินงานขององค์การ ให้มี
ประสิทธภิ าพและเกดิ ประสิทธิผลมากขึ้น
3) ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนท่ี
เรียนนอกห้องเรียน จรงิ สามารถเรียนรู้เร่ืองต่างๆ เช่นเดียวกับ ห้องเรียนจริง โดยไม่ต้องเดินทางไป
เรยี นที่หอ้ งเรยี นน้ัน
4) ใช้ในการกํากับ ติดตาม (Monitoring) การปฏิบัติงานและการตัดสินใจ เพื่อดู
ความกา้ วหน้าของงาน
5) สารสนเทศเป็นช่องทางโน้มน้าว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาท่ี
ทาํ ให้ผู้ชม, ผูฟ้ ัง ตัดสนิ ใจ เลอื กสินคา้ หรอื บริการนนั้
6) สารสนเทศเปน็ องคป์ ระกอบสําคัญของการศึกษา (Education) สําหรับการเรียนรู้ ผ่าน
สอื่ ประเภทตา่ งๆ
7) สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสําคัญที่ส่งเสริมวัฒนธรรม และสันทนาการ (Culture &
Recreation) ในด้าน ของการเผยแพรใ่ นรปู แบบต่างๆ เช่น วดี ิทัศน์ โทรทศั น์ ภาพยนตร์ เปน็ ตน้
8) สารสนเทศเป็นสินคา้ และบรกิ าร (Goods & Services) ทส่ี ามารถซอ้ื ขายได้
9) สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่ต้องลงทุน (Investment) จึงจะได้ผลผลิตและบริการ เพื่อ
เปน็ รากฐานของการ จัดการ และการดาํ เนนิ งาน
4.8 องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบ คือ กลุม่ ขององคก์ ารตา่ งๆ ทที่ ํางานรว่ มกนั เพอื่ จุดประสงค์อนั เดียวกนั ระบบอาจจะ
ประกอบด้วยบุคคลากร เคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ พัสดุ วิธีการ ซึ่งท้ังหมดน้ีจะต้องมีระบบจัดการอันหน่ึง
เพอ่ื ใหบ้ รรลจุ ุดประสงค์อันเดียวกัน
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ข้อมูลท่ผี ่านการวิเคราะห์หรือประมวลผลแล้ว พร้อม
จะใช้งานได้ทนั ที โดยไม่ตอ้ งแปล หรือตคี วามใด ๆ อีก
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการประมวลผล เพื่อให้ได้
สารสนเทศ ตามทต่ี อ้ งการ
ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 38
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศนัน้ อาจกล่าวได้ว่าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคือ
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
สําหรับรายละเอยี ดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยมี ีดังตอ่ ไปน้คี ือ
1) เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจําข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบัติตาม
คําส่ังท่ีบอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทํางานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์น้ันประกอบด้วยอุปกรณ์
ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นี้จะต้องทํางานร่วมกับ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือท่ีเรียกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)
1.1) ฮารด์ แวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คอื
1.1.1) อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแปูนอักขระ (Keyboard), เมาส์,
เคร่อื งตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เคร่ือง
อา่ นบตั รแถบแมเ่ หล็ก (Magnetic Strip Reader), และเคร่อื งอ่านรหสั แทง่ (Bar Code Reader)
1.1.2) อุปกรณ์ส่งข้อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เคร่ืองพิมพ์
(Printer), และเทอรม์ นิ ลั
1.1.3) หน่วยประมวลผลกลาง จะทํางานร่วมกับหน่วยความจําหลักในขณะ
คาํ นวณหรอื ประมวลผล โดยปฏิบตั ิหนา้ ที่ตามคําสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและ
คําสงั่ ท่ีเกบ็ ไว้ไว้ในหนว่ ยความจาํ หลกั มาประมวลผล
1.1.4) หน่วยความจาํ หลกั มีหน้าทเ่ี กบ็ ข้อมูลท่ีมาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ใน
การคํานวณ และผลลัพธ์ของการคํานวณก่อนทจี่ ะส่งไปยังอุปกรณ์สง่ ขอ้ มูล รวมท้ังการเก็บคําสั่งขณะ
กาํ ลงั ประมวลผล
1.1.5) หนว่ ยความจําสาํ รอง ทําหน้าท่ีจัดเก็บขอ้ มลู และโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้
งาน เพอื่ การใช้ในอนาคต
1.2) ซอฟต์แวร์ เป็นองค์ประกอบท่ีสําคัญและจําเป็นมากในการควบคุมการทํางาน
ของเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ ซอฟต์แวรส์ ามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื
Ÿ 1.2.1) ซอฟต์แวร์ระบบ มหี น้าท่คี วบคมุ อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ภายในระบบคอมพวิ เตอร์
และเปน็ ตัวกลางระหวา่ งผใู้ ชก้ ับคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด
ใหญ่ คือ
- โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น UNIX, DOS,
Microsoft Windows
ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 39
- โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอํานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ในระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ตัวอย่าง
โปรแกรมท่ีนิยมใช้กนั ในปัจจบุ ัน เช่น โปรแกรมเอดเิ ตอร์ (Editor)
- โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคําสั่งที่เป็น
ภาษาคอมพิวเตอร์ ใหอ้ ย่ใู นรูปแบบท่ีเครือ่ งคอมพิวเตอรเ์ ขา้ ใจและทาํ งานตามทีผ่ ู้ใชต้ อ้ งการ
1.2.2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมท่ีเขียนข้ึนเพ่ือทํางานเฉพาะด้านตาม
ความต้องการ ซง่ึ ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์นสี้ ามารถแบ่งเปน็ 3 ชนดิ คือ
- ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกตเ์ พอ่ื งานท่ัวไป เปน็ ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพ่ือใช้งานทั่วไป
ไม่เจาะจงประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database
Management เป็นตน้
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ท่ีสร้างข้ึนเพ่ือใช้ในธุรกิจ
เฉพาะ ตามแตว่ ัตถปุ ระสงค์ของการนําไปใช้
- ซอฟต์แวร์ประยุกต์อน่ื ๆ เป็นซอฟต์แวร์ที่เขยี นข้นึ เพ่ือความบนั เทิง และอื่น
ๆ นอกเหนือจากซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal
Information Management และซอฟตแ์ วร์เกมตา่ ง ๆ เป็นตน้
2) เทคโนโลยสี ่ือสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม ใชใ้ นการตดิ ต่อส่ือสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็น
การสง่ ของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือท่ีอยู่ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูล
หรือสารสนเทศไปยังผใู้ ชใ้ นแหล่งต่าง ๆ เปน็ ไปอยา่ งสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์
ซ่ึงรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และ
เสยี ง (Voice)
เทคโนโลยีที่ใช้ในการส่ือสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบ
โทรคมนาคมทง้ั ชนดิ มีสายและไรส้ าย เชน่ ระบบโทรศพั ท์, โมเดม็ , แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยุกระจายเสียง
, วิทยโุ ทรทัศน์ เคเบิล้ ใยแกว้ นําแสง คลน่ื ไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เป็นตน้
สําหรับกลไกหลักของการส่ือสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้น
แหล่งของขอ้ ความ (Source/Sender), ส่ือกลางสําหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับ
ขอ้ ความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพตอ่ ไปน้ี คือ
ภาพท่ี 4.2 แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสอ่ื สารโทรคมนาคม