The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panpunpoo, 2022-02-25 06:00:05

E-Book ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

E-Book ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 40

นอกจากน้ี เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจําแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 6 รูปแบบ
ดังน้ีตอ่ ไปนี้ คือ

1) เทคโนโลยที ี่ใช้ในการเก็บขอ้ มูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทัล, กล้อง
ถา่ ยวีดที ัศน์, เคร่ืองเอกซเรย์ ฯลฯ

2) เทคโนโลยีทใ่ี ช้ในการบนั ทกึ ข้อมลู จะเป็นสอ่ื บนั ทึกข้อมลู ต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จาน
แม่เหลก็ , จานแสงหรอื จานเลเซอร์, บัตรเอทเี อม็ ฯลฯ

3) เทคโนโลยีทีใ่ ชใ้ นการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท้ังฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟต์แวร์

4) เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เชน่ เครื่องพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5) เทคโนโลยที ีใ่ ช้ในการจัดทําสําเนาเอกสาร เช่น เครอื่ งถ่ายเอกสาร, เครอื่ งถ่ายไมโครฟลิ ์ม
6) เทคโนโลยีสําหรับถ่ายทอดหรือส่ือสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น
โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอรท์ ้งั ระยะใกลแ้ ละไกล
ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในระบบส่ือสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลักษณะ
ของสัญญาณเป็นคลื่นแบบต่อเน่ืองท่ีเราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะ
แตกต่างไป เพราะระบบคอมพวิ เตอรใ์ ช้ระบบสัญญาณไฟฟูาสูงต่ําสลับกัน เป็นสัญญาณท่ีไม่ต่อเน่ือง
เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่าน้ันจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจาก
คอมพวิ เตอร์เคร่อื งหน่งึ ไปยงั เครอื่ งอ่นื ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณ
เสมอ ซง่ึ มชี ือ่ เรยี กว่า "โมเดม็ " (Modem)
สําหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่าง
รวดเรว็ ถกู ตอ้ ง แม่นยํา และมีคณุ ภาพ ดังแผนภาพต่อไปนีค้ อื

ภาพท่ี 4.3 แผนภาพแสดงกระบวนการจดั การระบบสารสนเทศ

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 41

4.9 ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านท่ีมีผลกระทบต่อการ

เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของผ้คู นไวห้ ลายประการดงั ตอ่ ไปนี้ (จอหน์ ไนซ์บติ ต์ อ้างถึงใน ยืน
ภู่วรวรรณ)

1) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทําให้สังคมเปลยี่ นจากสังคมอตุ สาหกรรมมาเปน็ สังคมสารสนเทศ
2) เทคโนโลยีสารสนเทศทําให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจ
โลก ท่ีทาํ ใหร้ ะบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเช่ือมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทํา
ให้เกดิ สงั คมโลกาภวิ ัฒน์
3) เทคโนโลยีสารสนเทศทาํ ใหอ้ งค์กรมลี กั ษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมาก
ขน้ึ หนว่ ยธรุ กจิ มขี นาดเล็กลง และเชือ่ มโยงกนั กับหนว่ ยธุรกิจอืน่ เป็นเครอื ข่าย การดําเนินธุรกิจมีการ
แข่งขันกนั ในดา้ นความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ และการส่ือสารโทรคมนาคม
เป็นตวั สนับสนนุ เพ่ือใหเ้ กดิ การแลกเปลี่ยนข้อมลู ไดง้ า่ ยและรวดเร็ว
4) เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตาม
ความต้องการการใช้เทคโนโลยใี นรปู แบบใหม่ทีเ่ ลอื กได้เอง
5) เทคโนโลยสี ารสนเทศทาํ ให้เกิดสภาพทางการทํางานแบบทุกสถานที่และทกุ เวลา
6) เทคโนโลยสี ารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดําเนินการระยะยาวขึ้น อีกท้ังยังทําให้
วถิ กี ารตดั สินใจ หรอื เลือกทางเลอื กไดล้ ะเอียดข้นึ
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทท่ีสําคัญในทุกวงการ มีผลต่อการ
เปลีย่ นแปลงโลกด้านความเปน็ อยู่ สังคม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
การเมอื ง ตลอดจนการวจิ ัยและการพฒั นาตา่ ง ๆ

4.10 ปัจจัยทีท่ าให้เกิดความลม้ เหลวในการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปัจจัยของความล้มเหลวหรือความ

ผิดพลาดทเี่ กิดจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลกั 3 ประการ ไดแ้ ก่
1) การขาดการวางแผนทด่ี ีพอ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การวางแผนจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ย่ิง

องค์การมขี นาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด การจัดการความเส่ียงย่อมจะมีความสําคัญมากข้ึนเป็นเงาตามตัว
ทาํ ใหค้ ่าใช้จ่ายดา้ นนีเ้ พ่ิมสงู ข้นึ

2) การนําเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ใน
องค์การจําเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจหรืองานท่ีองค์การดําเนินอยู่ หาก
เลือกใช้เทคโนโลยีท่ีไม่สอดรับกับความต้องการขององค์การแล้วจะทําให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา
และเปน็ การสิน้ เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 42

3) การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การท่ีจะนําเทคโนโลยี
สารสนเทศเข้ามาใช้งานในองค์กร หากขาดซ่ึงความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ถือว่า
ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เร่ิมต้น การได้รับความม่ันใจจากผู้บริหารระดับสูงเป็นก้าวย่างที่สําคัญและ
จําเปน็ ท่จี ะทําใหก้ ารนาํ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบความสําเร็จ

สาํ หรบั สาเหตขุ องความลม้ เหลวอืน่ ๆ ท่ีพบจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้
เวลาในการดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นําเทคโนโลยีท่ีล้ําสมัยหรือยังไม่ผ่านการ
พิสูจน์มาใช้งาน (New or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผู้จัดจําหน่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ท่ีองค์การซื้อมาใช้งานไม่มี
ประสิทธภิ าพและขาดความรบั ผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยีสารสนเทศมา
ใช้จนเสร็จสมบรู ณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหน่ึงปี

นอกจากนี้ ปัจจยั อน่ื ๆ ท่ีทําให้การนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสําเร็จใน
ดา้ นผใู้ ชง้ านนน้ั อาจสรปุ ได้ดงั น้ี คือ

1) ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลัวที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโ ลยี
สารสนเทศ รวมทง้ั กลัวว่าเทคโนโลยสี ารสนเทศจะเขา้ มาลดบทบาทและความสําคัญในหน้าท่ีการงาน
ที่รับผดิ ชอบของตนให้ลดน้อยลง จนทาํ ใหต้ อ่ ตา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

2) การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ําเสมอ เนื่องจาก
เทคโนโลยีสารสนเทศเปล่ียนแปลงรวดเร็วมาก หากไม่ม่ันติดตามอย่างสม่ําเสมอแล้วจะทําให้
กลายเป็นคนล้าหลงั และตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงนั ในการเรียนรแู้ ละใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ

3) โครงสร้างพ้ืนฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทั่วถึง ทําให้ขาด
ความเสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทําให้เป็น
อุปสรรคในการใช้งานดา้ นต่าง ๆ ตามมา เช่น ระบบโทรศัพท์ อนิ เทอรเ์ นต็ ความเร็วสูง ฯลฯ

4.11 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกําเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีท่ีแล้ว เป็นก้าวสําคัญที่นําไปสู่ยุค

สารสนเทศ ในชว่ งแรกมีการนําเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคํานวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายาม
พัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สําคัญสําหรับการจัดการข้อมูล เม่ือเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้
ก้าวหน้ามากขึน้ ทําใหส้ ามารถสร้างคอมพิวเตอรท์ ม่ี ขี นาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงข้ึน สภาพการใช้
งานจงึ ใช้งานกันอยา่ งแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมี
มาก มกี ารเรยี นรแู้ ละใช้สารสนเทศกนั อยา่ งกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้
ดงั น้ี

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 43

1) การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้
ระบบส่อื สารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อส่ือสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเคร่ืองอํานวยความ
สะดวกภายในบา้ น เชน่ ใชค้ วบคมุ เคร่อื งปรบั อากาศ ใชค้ วบคุมระบบไฟฟูาภายในบา้ น เป็นต้น

2) เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทําให้
เกดิ การกระจายไปท่ัวทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทําให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้
ระบบการเรยี นการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรไู้ ปยังถิน่ ห่างไกล นอกจากน้ีในปัจจุบันมีความ
พยายามท่ีใช้ระบบการรกั ษาพยาบาลผา่ นเครือขา่ ยสอ่ื สาร

3) สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนํา
คอมพิวเตอรแ์ ละเคร่ืองมือประกอบช่วยในการเรยี นรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คํานวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทํารายงาน
เพ่ือใหผ้ ู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึน้

4) เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่าง
จําเปน็ ต้องใชส้ ารสนเทศ เชน่ การดูแลรักษาปุา จําเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การ
ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจําลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพ่ือปรับปรุง
แก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ําในแม่นํ้าต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบ
การตรวจวดั ระยะไกลมาช่วย ท่เี รยี กว่าโทรมาตร เป็นตน้

5) เทคโนโลยีสารสนเทศกับการปูองกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้
เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้
ระบบปูองกนั ภัย ระบบเฝาู ระวังท่มี คี อมพวิ เตอร์ควบคุมการทาํ งาน

6) การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้า
อุตสาหกรรมจําเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามี
บทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพ่ือการบริหารและการจัดการ การดําเนินการและยังรวมไปถึง
การใหบ้ รกิ ารกบั ลกู ค้า เพ่อื ใหซ้ ้ือสินคา้ ได้สะดวกขนึ้

4.12 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การใช้ชวี ิตในสงั คมปัจจุบัน
ในภาวะปัจจุบันนั้นสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานปัจจัยท่ีห้า เพิ่มจากปัจจัยสี่

ประการท่ีมนุษย์เราขาดเสียมิได้ในการดํารงชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะเป็นสารสนเทศที่จําเป็น ในการ
ประกอบธุรกิจ ในการค้าขาย การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการ
ทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง จนถึงเรื่องเบา ๆ เร่ืองไร้สาระบ้าง เช่น สภากาแฟท่ี

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 44

สามารถพบได้ทุกแหง่ หนในสังคม เรือ่ งสาระบันเทิงในยามพักผ่อน ไปจนถึงเรื่องความเป็นความตาย
เชน่ ข่าวอทุ กภยั วาตภยั หรือการทํารัฐประหารและปฏวิ ัติ เป็นตน้

ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ต้ังแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นัก
เศรษฐศาสตร์ จนกระทั่งผู้นําต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรอง
ประธานาธิบดี Al Gore ของสหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สําคัญท่ีสุดอย่างหนึ่งใน
ปจั จบุ ัน และในยุคสงั คมสารสนเทศแห่งศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรท่ีสําคัญท่ีสุด
เหนอื สิ่งอื่นใด กล่าวกันสั้น ๆ สารสนเทศกําลังจะกลายเป็นฐานแห่งอํานาจอันแท้จริงในอนาคต ทั้ง
ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง

ในสมัยสังคมเกษตรน้ัน ปัจจัยพ้ืนฐานในการผลิตที่สําคัญ ได้แก่ ท่ีดิน แรงงาน และทุ น
ทรัพย์ ตอ่ มาในสังคมอุตสาหกรรม การผลิตตอ้ งพึ่งพาปัจจัยพืน้ ฐานเพมิ่ เตมิ ไดแ้ ก่ วสั ดุ พลังงาน และ
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่
อย่างจํากัด อันได้แก่ ท่ีดิน พลังงาน และวัสดุ เป็นอย่างมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น
อยา่ งฟุมเฟือยและขาดความระมดั ระวงั กไ็ ด้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมท่ีรุนแรงมาก ซึ่งกําลังคุกคามโลก
รวมทงั้ ประเทศไทย ต้ังแต่ปัญหาการแปรปรวนของสภาพดินฟูาอากาศ ภัยธรรมชาติท่ีนับวันจะเพ่ิม
ความถี่และรุนแรงข้ึน ปัญหาการบ่อนทําลายความสมดุลทางนิเวศวิทยาทั้งปุาดงดิบ ปุาชายเลน ปุา
ต้นนาํ้ ลําธาร ความแห้งแล้ง อากาศเป็นพิษ แม่น้ําลําคลองที่เต็มไปด้วยสารพิษ เจือปน ตลอดจนถึง
ปัญหาวกิ ฤติทางจราจรและภัยจากควันพษิ ในมหานครทกุ แห่งท่ัวโลก

ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและ
พลังงานนอ้ ยมาก และไมม่ ผี ลเสียตอ่ ภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ย่ิงกว่าน้ันสารสนเทศจะ
สามารถชว่ ยใหก้ จิ กรรมการผลิตและการบริการตา่ ง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วย
ให้การผลิตทางอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดี
ขึน้ คงทนมากขึน้ ปัญหาวิกฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
เชน่ ในการชว่ ยติดต่อส่ือสารทางธุรกิจต่างๆ โดยไม่จําเป็นต้องเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึง
อาจกลา่ วได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีส่วนอย่างมาก ในการนําสังคม สู่วิวัฒนาการอีกระดับหนึ่ง
ท่ีอาจเรียกไดว้ า่ เป็นสังคมสารสนเทศ อนั เป็นสังคมที่พึงปรารถนาและยง่ั ยืนยิ่งขน้ึ

นั่นจึงเปน็ เหตผุ ลที่ว่าสงั คมต่าง ๆ ในโลก ตา่ งจะต้องก้าวสู่สังคมสารสนเทศอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ ไมเ่ รว็ ก็ช้า และน่ันหมายความว่าสังคมจะต้องพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างแน่นอน ไม่ว่า
เราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม มิใช่เพียงแต่เพ่ือสร้างขีดความสามารถในเชิงแข่งขันในสนามการค้า
ระหว่างประเทศ แตเ่ พ่ือความอยูร่ อดของมนษุ ยชาติ และเพื่อคณุ ภาพชวี ิตท่ดี ขี ้นึ อกี ตา่ งหากดว้ ย

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 45

เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเปน็ แรงกระตุ้นและเป็น
ปัจจยั รองรบั ขบวนการโลกาภวิ ัตน์ ทีก่ ําลงั ผนวกสงั คมเศรษฐกิจไทยเข้าเปน็ อันหนึ่งเดียวกันกับสังคม
โลก

อนั ทีจ่ ริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามี
การใชโ้ ทรศัพท์ต้งั แต่รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่า
การใช้เทคโนโลยีน้ียังไม่แพร่กระจายทั่วประเทศและยังไม่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอีกหลาย ๆ
ประเทศในโลก

กล่าวกันอย่างสั้น ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดหา
วิเคราะห์ ประมวล จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของรูป เสียง ตัวอักษร หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการนํา
สารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติตามเน้ือหาของสารสนเทศน้ัน เพื่อให้บรรลุเปูาหมายของผู้ใช้ การ
จัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสารข้อมูลจํานวนมหาศาล จึ งขาดเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เสียมิได้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปลยี่ นข้อมลู ขา่ วสาร อยา่ งรวดเรว็ ทันเวลา ประหยัด
ค่าใชจ้ ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จําเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และท้ายสุดสารสนเทศท่ีมี
จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่างประหยัดที่สุด ก็
ต้องอาศัยทง้ั สองเทคโนโลยขี ้างตน้ ในการจดั การและการสื่อหรอื ขนย้ายจากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ สู่
ผูบ้ ริโภคในที่สดุ

ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่
คอมพิวเตอรท์ ง้ั ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานข้อมูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบสื่อสาร
มวลชน (ได้แก่ วิทยุ และโทรทัศน์) ท้ังระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีด้าน
อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม
(communications satellite) เส้นใยแก้วนําแสง (fibre optics) สารก่ึงตัวนํา (semiconductor)
ปญั ญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณอ์ ตั โนมตั ิสาํ นกั งาน (office automation) อุปกรณ์
อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory automation) เหล่าน้ี
เปน็ ต้น

นอกจากการเป็นเทคโนโลยีท่ีไม่ทําลายธรรมชาติหรือสร้างมลภาวะ (ในตัวของมันเอง) ต่อ
ส่ิงแวดล้อมแล้ว คุณสมบัติโดดเด่นอ่ืน ๆ ท่ีทําให้มันกลายเป็นเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์สําคัญแห่งยุค
ปัจจุบันและในอนาคตก็คือ ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ
กจิ กรรม อาทโิ ดย

1) การลดตน้ ทนุ หรอื คา่ ใชจ้ ่าย
2) การเพ่ิมคุณภาพของงาน

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 46

3) การสรา้ งกระบวนการหรอื กรรมวธิ ีใหม่ ๆ
4) การสร้างผลติ ภณั ฑแ์ ละบรกิ ารใหม่ ๆ ข้ึน
ฉะน้ัน โอกาสและขอบเขตการนํา เทคโนโลยีนี้มาใช้ จึงมีหลากหลายในเกือบทุก ๆ
กิจกรรมก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การให้บริการสังคม การผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรร ม
และบรกิ าร รวมถงึ การคา้ ท้งั ภายในและระหว่างประเทศอกี ด้วย โดยพอสรุปไดด้ ังต่อไปน้ี
- ภาคสังคม การบริหารและปกครอง การให้บริการพ้ืนฐานของรัฐ การบริการ
สาธารณสุข การบริการการศกึ ษา การให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติ การบรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอุตนุ ิยม ฯลฯ
- ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การปุาไม้ การประมง การสํารวจและขุดเจาะน้ํามันและ
ก๊าซธรรมชาติ การสาํ รวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติท้ังบนและใต้ผิวโลก การก่อสร้าง การคมนาคม
ทั้งทางบก นํ้า และอากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรม
บรกิ าร อาทิ ธุรกจิ การทอ่ งเทีย่ ว การเงิน การธนาคาร การขนส่ง และ การประกันภยั ฯลฯ
ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติ
พิเศษหลาย ๆ ประการของเทคโนโลยีกลุ่มน้ี อันสืบเน่ืองจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีที่มีอัตราสูง
และอยา่ งต่อเน่ืองตลอดหลายทศวรรษทผ่ี า่ นมา วิวฒั นาการทางเทคโนโลยนี ้สี ง่ ผลให้
ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมท้ังค่าบริการ สําหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลี่ยนเผยแพร่สารสนเทศมีการลดลงอยา่ งต่อเนื่องและรวดเร็ว ทําให้สามารถนําพาอุปกรณ์ต่าง
ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้มีพัฒนาการการย่อส่วนของช้ินส่วน
(miniaturization) และพฒั นาการการส่อื สารระบบไร้สาย
ประการท้าย ท่ีจัดว่าสําคัญท่ีสุดก็ว่าได้คือ ทําให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์และการส่ือสารมงุ่ เข้าสูจ่ ดุ ทีใ่ กลเ้ คียงกนั (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตร์กลุ่มนี้ จึงให้
ความสําคัญต่อเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอ่ืน ๆ ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สําคัญอีกหลาย
กลุ่ม ดังเช่นกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and
Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสําคัญในปัจจุบัน คือ
เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุใหม่ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสาํ คญั 5 ประเด็น ได้แก่

(1) การสรา้ งผลิตภัณฑแ์ ละบรกิ ารใหม่ ๆ
(2) การปรบั ปรงุ กระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑ์และบริการ
(3) การยอมรบั จากสังคม
(4) การนําไปใช้ประยกุ ตใ์ นภาค/สาขาอน่ื ๆ

ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 47

(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการ
ยอมรับในศักยภาพสูงสดุ ในทุก ๆ ประเด็น

4.13 ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ
1) ระบบสารสนเทศทําให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากข้ึน โดยใช้กระบวนการ

ประมวลผลขอ้ มูลซึ่งจะทาํ ให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่าง
รวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทําให้การ
เข้าถงึ ข้อมลู (access) เหล่าน้ันมีความรวดเรว็ ด้วย

2) ช่วยลดตน้ ทนุ การทร่ี ะบบสารสนเทศช่วยทาํ ให้การปฏิบัติงานที่เก่ียวข้องกับข้อมูล ซึ่งมี
ปรมิ าณมากมคี วามสลบั ซบั ซอ้ นให้ดําเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อส่ือสารได้อย่าง
รวดเรว็ ทําให้เกดิ การประหยดั ต้นทนุ การดาํ เนนิ การอย่างมาก

3) ชว่ ยใหก้ ารติดต่อส่อื สารเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว การใชเ้ ครือข่ายทางคอมพวิ เตอรท์ ําให้มีการ
ติดต่อได้ท่ัวโลกภายในเวลาท่ีรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับ
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทําให้ข้อมูลที่เป็นทั้ง
ขอ้ ความ เสียง ภาพน่ิง และภาพเคล่ือนไหวสามารถส่งได้ทันที

4) ระบบสารสนเทศช่วยทําให้การประสานงานระหว่างฝุายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดี
โดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศนั้นออกแบบ เพือ่ เออ้ื อาํ นวยใหห้ นว่ ยงานทั้งภายในและภายนอกท่ีอยู่
ในระบบของซัพพลายทัง้ หมด จะทําให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องท้ังหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทํา
ให้การประสานงาน หรอื การทําความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดีย่งิ ข้นึ

5) ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสําหรับผู้บริหาร เช่น
ระบบสารสนเทศท่ีช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบ
สารสนเทศสําหรับผบู้ รหิ าร (Executive support systems) จะเอ้อื อํานวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการ
ประกอบการตดั สนิ ใจได้ดีขนึ้ อันจะสง่ ผลใหก้ ารดําเนินงานสามารถบรรลุวตั ถุประสงค์ไวไ้ ด้

6) ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บรกิ ารทเี่ หมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วย
ทําใหอ้ งคก์ ารทราบถึงขอ้ มลู ท่เี กย่ี วข้องกับตน้ ทุน ราคาในตลาดรปู แบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือ
ช่วยทําให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรือ
ทรพั ยากรท่มี อี ยู่

7) ระบบสารสนเทศชว่ ยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีข้ึนระบบสารสนเทศทําให้
การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทําได้โดยถูกต้องและรวดเร็วข้ึน ดังนั้นจึงช่วยให้

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 48

หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีข้ึนและ
รวดเร็วขึ้นดว้ ย

8) ความได้เปรียบในการแขง่ ขนั (Competitive Advantage)
9) คุณภาพชีวติ การทาํ งาน (Quality of Working Life)

4.14 สารสนเทศเพื่อใช้ในการจดั การเรยี นรู้
ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ท่ัวโลกให้ความสําคัญกับการลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศและ

การส่ือสาร (Information and Communication Technology : ICT) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
พัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา จนเกิดความแตกต่างระหว่างประเทศท่ีมี
ความพร้อมทาง ICT กับประเทศที่ขาดแคลนที่เรียกว่า Digital Divide ในขณะเดียวกันประเทศทั่ว
โลกต่างมุ่งสร้างสังคมใหม่ให้เป็นสังคมท่ีใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge Based Society) จนเกิด
ความแตกต่างระหว่างสังคมท่ีสมบูรณ์ด้วยความรู้ กับสังคมที่ด้อยความรู้ ท่ีเรียกว่า Knowledge
Divide ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา ต่างก็เร่งพัฒนาการศึกษาให้การศึกษาไปพัฒนาคุณภาพของ
คน เพ่ือใหค้ นไปชว่ ยพฒั นาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) จึงเป็นเครื่องมือที่มี
ความสําคัญ เพราะมีคุณภาพสูงในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เช่น ช่วยนํา
ข่าวสารทางการศึกษาให้เข้าถึงประชาชน (Access) ส่งเสริม การเรียนรู้ต่อเน่ืองนอกระบบโรงเรียน
และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ช่วยจัดทําข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการบริหารและจัดการ ช่วยเพิ่มความ
รวดเร็วและแม่นยําในการจัดทําข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรักษา และการเรียกใช้ใน
กิจกรรมตา่ ง ๆ ในการจดั การศึกษา โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื การจัดการเรียนรู้ แต่การ
ให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีเพ่ือช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนก็อาจหลงทางได้ ถ้าผู้บริหาร
สถานศกึ ษายึดถอื การมเี ทคโนโลยเี ป็นจุดหมายปลายทางของการศึกษา แทนที่จะยึดถือผลการเรียนรู้
เป็นเปูาหมาย ปรากฏการณข์ องการหลงทางจะพบเห็นในการประชาสมั พนั ธถ์ ึงความพร้อมทางระบบ
คอมพิวเตอร์ การมีเครือข่ายโยงเข้า Internet สะดวก ผู้เรียนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและมีโอกาส
ใช้ได้เต็มที่ แต่ในบางสถานศึกษาผู้เรียนอาจใช้เทคโนโลยีไม่คุ้มค่า ขาดเปูาหมายในการเรียนรู้
สาระสําคัญตามหลักสูตรวิชาต่าง ๆ และขาดโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนากระบวนการทาง
ปญั ญาอย่างแทจ้ ริง

เทคโนโลยไี ด้เข้ามามสี ่วนเกยี่ วข้องกับการเรียนรู้ 3 ลกั ษณะ คอื
1) การเรยี นรเู้ ก่ียวกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ไดแ้ ก่

การเรียนรรู้ ะบบการทํางานของคอมพวิ เตอร์ เรียนรจู้ นสามารถใช้ระบบคอมพวิ เตอรไ์ ด้
ทําระบบขอ้ มลู สารสนเทศเปน็ ส่อื สารข้อมลู ทางไกลผ่าน Email และ Internet ได้ เป็นต้น

ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 49

2) การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี (Learning by Technology) ได้แก่ การเรียนรู้
ความรู้ใหม่ ๆ การฝึกความสามารถ ทกั ษะบางประการ โดยใช้สือ่ เทคโนโลยี เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (CAI) เรยี นรูท้ กั ษะใหม่ ๆ ทางโทรทัศนท์ ีส่ ่งผ่านดาวเทยี ม การค้นควา้ เรื่องที่สนใจผ่าน Internet
การเรียนผ่าน DLTV DLIT เป็นตน้

3) การเรียนรู้กับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ได้แก่การเรียนรู้ด้วย
ระบบการสอ่ื สาร 2 ทาง (Interactive) กบั เทคโนโลยี เช่น การฝึกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ให้ข้อมูล
ย้อนกลับถึงความถูกต้อง (Feedback) การฝึกการแก้ปัญหากับสถานการณ์จําลอง (Simulation)
เป็นตน้

แนวคดิ ในนาเทคโนโลยไี ปประยุกต์ใชเ้ พอื่ การเรยี นรู้
1) การใช้เทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปัญญา (Intellectual Skills) คือ

กระบวนการที่มอี งค์ประกอบสําคญั คอื
1.1) การรับรู้ส่งิ เร้า (Stimulus)
1.2) การจําแนกส่ิงเร้าจัดกลุ่มเปน็ ความคดิ รวบยอด (Concept)
1.3) การเชอ่ื มโยงความคดิ รวบยอดเป็นกฎเกณฑ์ หลักการ (Rule) ด้วยวิธีอุปนัย

(Inductive)
1.4) การนํากฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ใชด้ ว้ ยวิธีนริ นัย (Deductive)
1.5) การสรุปเป็นองค์ความร้ใู หม่ ๆ (Generalization)

ระบบคอมพิวเตอร์มีสมรรถนะสูงท่ีจะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความฉลาดใน
กระบวนการทางปญั ญาน้ี โดยครอู าจจัดขอ้ มูลในเรื่องตา่ ง ๆ ในวิชาท่ีสอน ให้ผู้เรียนฝึกรับรู้ แสวงหา
ข้อมูล นํามาวเิ คราะห์กําหนดเปน็ ความคดิ รวบยอดและใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแสดงแผนผังความคิดรวบ
ยอด (Concept Map) โยงเป็นกฎเกณฑ์ หลักการ ซึ่งผู้สอนสามารถจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนฝึก การ
นํากฎเกณฑ์ หลกั การไปประยุกต์ จนสรปุ เปน็ องค์ความรู้อย่างมีเหตผุ ล บันทกึ สะสมไว้เป็นคลังความรู้
ของผู้เรยี นตอ่ ไป

2) การใช้เทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน
เป็นศูนย์กลางหรือถือว่าผู้เรียนสําคัญท่ีสุดนั้น สามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมี
โอกาสทําโครงงานแสวงหาความรู้ตามหลักสูตร หาความรู้ในเร่ืองท่ีผู้เรียนสนใจ หรือเพื่อแก้ปัญหา
(Problem-Based Learning) การเรยี นรูล้ กั ษณะน้ีจะเรม่ิ ต้นด้วยการกําหนดประเด็นเรื่อง (Theme)
ตามมาด้วยการวางแผนกําหนดข้อมูลหรือสาระท่ีต้องการ ผู้สออาจจัดบุญชีแสดงแหล่งข้อมูล
(Sources) ท้ังจากเอกสารสิ่งพิมพ์ และจาก Electronic Sources เช่น ชื่อของ Web ต่าง ๆ ให้
ผู้เรียนแสวงหาขอ้ มลู วเิ คราะห์ สังเคราะห์ เปน็ คาํ ตอบ สร้างเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี
เปน็ เคร่อื งมือช่วย และครูช่วยกํากับผลการเรียนรู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพท่ีต้องการ ท้ังนี้ครู

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 50

จะมบี ทบาทสาํ คัญในการช่วยช้แี นะทิศทางของการแสวงหาความรู้หรือแนะนาํ ผู้เรียนให้พัฒนาความรู้
ความสามารถเพิม่ ขน้ึ ใหส้ อดคล้องกบั มาตรฐานคุณภาพผลการเรยี นรู้

บลิ ล์ เกตส์ (Bill Gate) กบั การนาเทคโนโลยีมาใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้
1) การเรียนไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียน ในโลกยุคปัจจุบัน คนสามารถท่ีจะเรียนได้

จากแหลง่ ความรทู้ หี่ ลากหลาย โดยเฉพาะทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway) ซ่ึงกําลังจะ
มบี ทบาท และมคี วามสาํ คัญอย่างย่งิ ต่อการจดั การศึกษาของมนุษย์

2) ผู้เรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล บิลล์ เกตส์ ได้อ้างทฤษฎีอาจารย์วิชา
การศกึ ษาทวี่ า่ เด็กแต่ละคนมคี วามแตกต่างกนั จงึ จําเปน็ จะตอ้ งจดั การเรยี นการสอน ให้สอดคล้องกับ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเดก็ แต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ และการมองโลก
แตกตา่ งกันออกไป

3) การเรยี นท่ีตอบสนองความต้องการรายคน การศึกษาท่ีสอนเด็กจํานวนมาก โดย
รูปแบบทีจ่ ดั เป็นรายชั้นเรียน ในปจั จุบนั ไม่สามารถทจ่ี ะตอบสนองความตอ้ งการของเด็กเป็นรายคนได้
แต่ดว้ ยอํานาจ และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเรียนตามความต้องการของแต่ละ
คน ซึ่งเป็นความฝันของนักการศึกษามานานแล้วน้ัน สามารถจะเป็นจริงได้โดยมีครูคอยให้การดูแล
ช่วยเหลือ และแนะนํา

4) การเรียนโดยใช้ส่ือประสม ในอนาคตห้องเรียนทุกห้องจะมีส่ือประสมจาก
เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ทเ่ี ดก็ สามารถเลือกเรียนเรอื่ งตา่ ง ๆ ได้ตามความต้องการ

5) บทบาทของทางด่วนข้อมูล กับการสอนของครู ด้วยระบบเครือข่ายทางด่วน
ข้อมลู จะทาํ ใหไ้ ด้ครูทีส่ อนเกง่ จากท่ีต่าง ๆ มากมายมาเป็นต้นแบบ และสิ่งท่ีครูสอนน้ันแทนท่ีจะใช้
กับเด็กเพียงกลุ่มเดียว ก็สามารถสร้าง Web Site ของตนขึ้นมาเพื่อเผยแผ่ จะช่วยในการปฏิวัติการ
เรยี นการสอนได้มาก

6) บทบาทของครเู ปลย่ี นไปหลายบทบาทหน้าท่ี เช่น ทําหน้าท่ีเหมือนกับครูฝึกของ
นกั ศึกษาคอยช่วยเหลือให้คําแนะนํา เป็นเพ่ือนของผู้เรียน เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก และ
เปน็ สะพานการสอ่ื สารที่เชอื่ มโยงระหวา่ งเดก็ กับโลก ซึ่งอันนี้ก็คอื บทบาทที่ยงิ่ ใหญ่ของครู

7) ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ครู และผู้ปกครองจะใช้ระบบทางด่วน
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ช่วยเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง นักเรียน ครู และผู้ปกครอง เช่น การส่ง E-
mail จากครู ไปถึงผู้ปกครอง

ความคิดของบิลล์ เกตส์ นับเป็นการเปิดโลกใหม่ด้านการศึกษาด้วยการนําระบบ
คอมพิวเตอร์สมัยใหม่ และทางด่วนข้อมูลท่ีสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น การ
ปฏิวตั ริ ะบบการเรยี นการสอนที่มีอยู่เดิม ถึงแม้ว่าเขาจะย้ําว่าห้องเรียนยังคงมีอยู่เหมือนเดิม เพื่อลด
การต่อต้านด้านเทคโนโลยี แต่จากรายละเอียดท่ีเขานําเสนอ จะพบว่าการเรียนการสอนในอนาคต

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกีย่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 51

จะต้องเปลี่ยนไปมาก ความหวังของนักศึกษาทุกคนก็คือ การเปิดโอกาสให้เด็กสามารถเรียนได้เป็น
รายบุคคลโดยมกี ารวางแผนรว่ มกับครู ถ้าคนในวงการศึกษาไม่ปรับเปลี่ยนจะล้าหลังกว่าวงการอื่น ๆ
อยา่ งแนน่ อน

การจัดปัจจัยเพอื่ สนบั สนนุ การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชว่ ยการจดั การเรยี นรู้
ปัจจัยพื้นฐาน คือ การสร้างความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีสรรถนะ

และจํานวนเพียงพอต่อการใช้งานของผู้เรียน รวมถึงการอํานวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถใช้
เทคโนโลยีได้ตลอดเวลา จะเป็นปัจจัยเบ้ืองต้นของการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ สิ่งท่ี
ควรเป็นปัจจัยเพิม่ เตมิ คอื

1) ครสู ร้างโอกาสในการใชเ้ ทคโนโลยเี พือ่ การเรียนรู้
ปัจจัยที่จะผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า คือ การท่ีครูออกแบบ

กระบวนการเรียนรู้ให้เอ้ือต่อการทํากิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมท่ีต้องใช้กระบวนการ
แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากการสังเกตในสถานการณ์จริง การทดลอง การค้นคว้า
จากสื่อสิ่งพิมพ์ และจากส่ือ Electronic เช่น จาก Web Sites เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการทําโครงงาน
อิสระสนองความสนใจ เป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกปฏิบัติจาก Software สําเร็จรูป เป็นกิจกรรมที่ต้องมี
การบนั ทึก วิเคราะหข์ อ้ มูล และการนาํ เสนอรายงานด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

2) ครู และผู้เรยี นจดั ทําระบบแหล่งข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการเรยี นรู้
ปัจจยั ด้านแหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ (Information Sources) เป็นตัวเสริมท่ีสําคัญ

ที่ช่วยเพ่ิมคุณค่าของระบบเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอน ครู และผู้เรียนควรช่วยกันแสวงหา
แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศที่มีเน้ือหาสาระตรงกับหลักสูตร หรือสนองความสนใจของผู้เรียน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการรวบรวมแหล่งข้อมูลสารสนเทศท่ีเป็น Software ช่ือของ Web Sites รวมถึงการลงทุน
จดั ซอ้ื Software จากแหล่งจําหน่าย การจ้างให้ผู้เช่ียวชาญจัดทํา หรือจัดทําพัฒนาขึ้นมาเองโดยครู
และนกั เรียน

3) สถานศกึ ษาจัดศนู ยข์ อ้ มลู สารสนเทศเพอื่ การเรยี นรู้
ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้ (Learning Resources Center) เป็น

ตวั ชว้ี ดั สําคญั ประการหน่งึ ของศักยภาพของสถานศึกษาท่ีจะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
ของครู และผู้เรียน ปกติมักนิยมจัดไว้เป็นส่วนหน่ึงของห้องสมุด จนเกิดคําศัพท์ว่าห้องสมุดเสมือน
(Virtual Library) หรอื E – Library จะมคี ุณประโยชน์ในการมีแหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ค้นควา้ ในวทิ ยาการต่าง ๆ ท้ังในลักษณะส่ือสําเร็จ เช่น Software แถบบันทึกวีดิทัศน์ รวมถึง CD –
Rom และ CAI หรอื ชื่อ Web Sites ตา่ ง ๆ ซงึ่ ควรจดั ทําระบบ Catalog และดัชนี ให้สะดวกต่อการ
สืบคน้

4) การบรกิ ารของกรมหรอื หน่วยงานกลางทางเทคโนโลยเี พือ่ การเรยี นรู้

ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 52

กรมต้นสังกัดหรือหน่วยงานกลางด้านเทคโนโลยีควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
ของสถานศึกษาด้วยการบริการด้านข้อมูลสารสนเทศ เช่น จัดทําเอกสารรายเดือน รายงาน
Software ในท้องตลาด แจ้งช่ือ Web Sites ใหม่ ๆ พร้อมสาระเนื้อหาโดยย่อ จัดทําคลังข้อมูล
ความรู้ Knowledge Bank เพื่อการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ผ่านสื่อ Electronic หรือสื่อทางไกลผ่าน
ดาวเทียมเผยแพร่สนองความตอ้ งการ และความสนใจของผู้เรียนเป็นประจํา นอกจากนี้การรวบรวม
ผลงานของครู และนักเรียนในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยี ที่เรียกว่า Best
Practices จะเป็นตัวอย่างท่ีดีสําหรับครู และนักเรียนท่ัวไปที่จะใช้เทคโนโลยีเพ่ือช่วยการเรียนการ
สอน

4.15 การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การเรยี นการสอน
โดยความเป็นจรงิ แล้ว ครูเราใช้ ICT (Information and Communication Technology

: ICT) จัดการเรียนการสอนมานานแล้ว เพียงแต่ยังใช้รูปแบบเดิม ซ่ึงหากมีการพัฒนาโดยใช้
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างงาน
การสอ่ื สารข้อมลู ฯลฯ ซง่ึ รวมไปถึงการใหบ้ ริการ การใช้ และการดแู ลขอ้ มลู จะทําให้การจัดการเรียน
การสอนมีประสิทธภิ าพมากขึน้ นักเรียนสามารถคน้ ควา้ หาความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายมาก
ยิ่งขึ้น

ICT หมายถงึ การนาํ เทคโนโลยีดิจิตอล เครื่องมือส่ือสาร หรือเครือค่ายคอมพิวเตอร์ มาใช้
ในการเข้าถงึ จัดการ บรู ณาการ ประเมินผล และสรา้ งข้อมูล

1) เปาู หมายของการใช้ ICT เพ่อื การเรียนรู้
– เป็นเครื่องมอื ชว่ ยเพิ่มผลงาน และการติดตอ่ สื่อสาร
– ความรว่ มมือของนักเรยี น โดยการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ร่วมกัน
– บริหารจดั การข้อมลู โดยการคน้ ควา้ ขอ้ มลู
– ความร่วมมือของครู โดยครูทํางานร่วมกันเอง ทํางานร่วมกับนักเรียน และเพื่อน

ภายนอกโรงเรียน
– ความรว่ มมือระหวา่ งโรงเรยี น โดยนกั เรียนทาํ งานร่วมกับผูอ้ นื่ ท่อี ย่นู อกโรงเรยี น
– การสร้างงาน โดยการจดั ทาํ ชิน้ งาน การเผยแพรผ่ ลงาน
– ช่วยบททวนบทเรียน โดยซอรฟ์ แวรเ์ สรมิ การเรียน

2) ICT จะมคี วามสาํ คัญ ก็ตอ่ เม่ือ
– ถกู ใชเ้ ป็นเคร่อื งมือแกป้ ัญหา และพัฒนาความคิดวเิ คราะห์
– ใช้ในการสร้างกลยุทธ์ เพื่อไขปัญหาท่ีซับซ้อน และพัฒนาความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

สาํ หรับเรื่องที่สนใจ

ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 53

3) ประโยชน์จากการนาํ ระบบ ICT มาประยุกต์ใช้ พอสรุปได้ดงั น้ี
- ความสะดวกรวดเรว็ ในระหวา่ งการดาํ เนินงาน
- ลดปริมาณผูด้ ําเนนิ งานและประหยดั พลังงานเช้อื เพลงิ ได้อกี ทางหนึ่ง
- ระบบการปฏบิ ตั งิ านเป็นไปอยา่ งมีระเบยี บมากข้นึ กวา่ เดิม
- ลดขอ้ ผดิ พลาดของเอกสารในระหวา่ งการดําเนนิ การได้
- สร้างความโปร่งใสให้กบั หน่วยงานหรอื องค์กรได้
- ลดปรมิ าณเอกสารในระหวา่ งการดาํ เนนิ งานได้มาก (กระดาษ)
- ลดขนั้ ตอนในระหว่างการดําเนนิ การได้มาก
- ประหยดั เนอื้ ที่จดั เก็บเอกสาร (กระดาษ)

4) บทบาททสี่ ําคัญตอ่ การพัฒนาการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี

ทางด้านคอมพิวเตอรแ์ ละการสื่อสารโทรคมนาคมมบี ทบาทที่สาํ คัญตอ่ การพฒั นาการศึกษาดังน้ี
- เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือท่ีช่วย

สนับสนุนการเรียนรู้หลายด้านมีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสาร
เชน่ การค้นหาขอ้ มลู ข่าวสารเพอ่ื การเรยี นร้ใู น World Wide Web

- เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการจัดการศึกษา
สมัยใหม่จาํ เป็นตอ้ งอาศัยขอ้ มูลข่าวสารเพ่ือการวางแผน การดําเนินการ การติดตามและประเมินผล
ซงึ่ อาศยั คอมพวิ เตอรแ์ ละระบบส่อื สารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สําคญั

- เทคโนโลยีสารสนเทศกับการส่ือสารระหว่างบุคคล ในเกือบทุกวงการท้ังทางด้าน
การศึกษาจําเป็นต้องอาศัยส่ือสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล เช่น การส่ือสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน
โดยใชอ้ งค์ประกอบท่ีสําคญั ชว่ ยสนบั สนุนให้เกิดประสิทธิภาพในการดําเนินงาน เช่น การใช้โทรศัพท์
โทรสาร ไปรษณยี อ์ ิเล็กทรอนกิ ส์ เทเลคอมเฟอเรนซ์ เป็นตน้

- พัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่ กระตุ้นความสนใจแก่
ผู้เรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI) และการ
เรยี นรโู้ ดยใชค้ อมพิวเตอร์ (Computer-Assisted Learning : CAL) ทําให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ
ในบทเรียนมากยง่ิ ข้ึน ไม่ซ้าํ ซากจาํ เจผ้เู รยี นสามารถเรยี นรูส้ งิ่ ตา่ งๆ ไดด้ ้วยระบบทเี่ ป็นมลั ติมีเดีย

นอกจากน้ันยังมีบทบาทตอ่ การนํามาใช้ในการสอนทางไกล (Distance Learning) เพ่ือ
ผู้ดอ้ ยโอกาสทางการศึกษาในชนบทท่หี ่างไกล

5) รปู แบบการใช้ ICT เพอื่ พฒั นาการเรยี นรู้
ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ และการแข่งขันการพัฒนาทางด้านซอฟต์แวร์

ในปจั จบุ นั ส่งผลใหป้ ระเทศต่าง ๆ นาํ คอมพิวเตอรม์ าใช้ในด้านการศึกษากันมาก การใช้คอมพิวเตอร์

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 54

ช่วยสอน(Computer Assisted Instruction) มีบทบาทและมีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น โดยมีรูปแบบการ
ใช้ ICT ดังน้ี

- จัดการเรียนรู้ “ตลอดเวลา” (Anytime) เวลาใดก็สามารถเรียนรู้ได้ ระยะแรกเริ่มให้
นกั เรียนสามารถใช้ Computer สบื คน้ หาความร้จู ากห้องสมดุ ซ่ึงมเี ครอ่ื งคอมพิวเตอร์ให้บรกิ ารระบบ
Internet

- เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ “ทุกหนแห่ง” (Anywhere) นักเรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกัน
จากส่อื ต่างๆ เชน่ คอมพวิ เตอร์ วดี ิทศั น์ โทรทศั น์ CAI และอน่ื ๆ

- การใหท้ ุกคน (Anyone) ได้เรยี นรู้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศกั ยภาพของตน ต้ังแต่ระดับ
อนบุ าลเป็นต้นไป

6) การใช้ ICT เพ่อื การเรยี นรู้
การเรียนรใู้ นปัจจุบันแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ผู้เรียนมีโอกาส

มีอิสระในการเรียนร้ดู ้วยตนเอง สร้างองค์ความรู้ สร้างทักษะด้วยตนเอง ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน
มาเป็น ผู้ให้คําแนะนํา นอกจากน้ีท้ังครูและศิษย์สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ การจัดการเรียนท่ี
โรงเรียนดําเนนิ การไดใ้ นขณะนี้

- การสอนโดยใช้ส่ือ CAI ช่วยสอนให้เกิดการเรียนรู้ตามความสนใจ เช่น วิชา
คณติ ศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาวิทยาศาสตร์ วชิ าสังคม หรอื สปช. วชิ าภาษาองั กฤษ

- ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักสืบค้นวิทยาการใหม่ ๆ จากอินเทอร์เน็ต จาก E-book จาก E-
Library

- ส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างเจตคติที่ดีในการเรียนและการค้นคว้าหาความรู้ โดย
กําหนดใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ลน่ เกมการศึกษา (Education Games ) ที่ผ่านการวิเคราะห์ของครูผู้รับผิดชอบ
ว่าไม่เปน็ พิษภัยตอ่ ผู้เล่น และเปน็ การสร้างเสรมิ ความคดิ สร้างสรรคท์ ่ีดใี ห้กับเด็ก

- ใช้แผนการสอนแบบ ICT บูรณาการเรียนรู้ในสาระวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ ภาษาองั กฤษ และ คอมพิวเตอร์

- จัดระบบข้อมูลสารสนเทศเพอ่ื การบริหารจัดการเรียนรู้
- ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการจดั ระบบและเผยแพร่ความรู้
- จัดระบบข้อมลู สารสนเทศแหลง่ เรยี นรภู้ ายในโรงเรยี น และภมู ปิ ัญญาชมุ ชนทอ้ งถิ่น
- พัฒนาเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ในการจัดการเรยี นรขู้ องผู้สอน
7) หลักการ แนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนด้วย ICT และโปรแกรมปฏิบัติการ
คอมพวิ เตอร์
หลักการสอนดว้ ย ICT และโปรแกรมปฏิบัติการคอมพวิ เตอร์

- เลอื กใช้โปรแกรม (Soft ware) ท่ีเหมาะสมกับวชิ า

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 55

- ออกแบบการสอน (Instructional Design) โดยใชโ้ ปรแกรมทั้งหมด หรือบางส่วน

เพื่อมงุ่ สู่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือวัตถุประสงค์ตามแผนการสอนผสมผสานโปรแกรมกับหลักการ

แนวคิดทฤษฏีการสอนโดยทั่วไปท่ีจะช่วยให้การเรียนการสอนมีชีวิตชีวา (Active Learning) ท้ังใน

และนอกหอ้ งเรยี น กอ่ ใหเ้ กิดการเรียนรเู้ รว็ รจู้ ริง รแู้ จ้ง เช่ือมโยงกับความรู้เดิม และนําไปสู่การสร้าง

องคค์ วามรู้ใหม่

- การใช้ ICT และโปรแกรมปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในกลุ่มสาระ คณิตศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ มีโปรแกรมท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอน(โรงเรียนในฝัน) ดังน้ี

Sketchpad Graphic Calculator Visuallab ProDesktop PhotoShop Namo

Dreamweaver Swish GSP Crocodile Java Applete Flash Tell Me More

8) การเตรียมห้องเรยี น อุปกรณ์การสอน ดังน้ี

- หอ้ ง Lab มีผรู้ บั ผดิ ชอบอาํ นวยความสะดวกให้กบั ครูผสู้ อนดแู ลอุปกรณ์การสอนให้อยู่

ในสภาพทพี่ ร้อมใช้ไดต้ ลอดเวลา

- ก่อนทําการสอน ครูผู้สอนเตรียมเน้ือหา และเตรียมนําเสนอร่วมกับครูผู้รับผิดชอบ

ห้อง Labทดลองใชด้ วู ่าอุปกรณต์ ่างๆ ใช้การได้หรอื ไม่ เพอื่ ปอู งกนั ไมใ่ หเ้ กิดการเสยี เวลาในการสอน

- หลังการสอน เกบ็ เนื้อหาสาระที่สอนไว้ในคอมพิวเตอร์และเก็บไว้กับตัวครูผู้สอน ใน

กรณมี ผี ลงานนกั เรียนเกดิ ขึ้น ใหบ้ รรจลุ งในโฟลเดอรข์ องรายบุคคล และกลมุ่ ที่จัดเตรียมไว้ท้ังนี้เพื่อไว้

ใช้ในครั้งตอ่ ไป หรอื ใชเ้ พอ่ื การอ่ืนไดส้ ะดวก

9) การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน

- ใหด้ ซู ีดี

- ใหส้ ืบค้นข้อมลู จาก internet ทีโ่ รงเรยี นช่วงพักกลางวันหรือ ที่บ้าน (สําหรับนักเรียน

ทีม่ คี วามพรอ้ ม) สําหรับนกั เรยี นท่ีมคี อมพิวเตอร์ทีบ่ ้าน มอบโปรแกรมให้ไปทําที่บ้าน และนําผลงาน

มาเสนอ มอบชิ้นงาน /โครงงานให้ทํา แล้วให้นําเสนอโดย Sketchpad ให้ฝึกทักษะจาก online

Soft ware เช่น GPS, Google Earth และ Soft ware ในคอมพวิ เตอร์

- จดั กิจกรรมพส่ี อนนอ้ ง เพ่ือนสอนเพื่อน เก่ยี วกบั โปรแกรม

- จดั ชุมนมุ เชน่ ชมุ นมุ GPS4.06

- ครนู ําเสนอสื่อ ICT เพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจในเนือ้ หา

- ใหน้ กั เรียนนาํ เสนอด้วย Power Point

- ทําการบา้ นในเวป็ ไซต์

- ส่งงานทางผา่ น e – mail

- ส่งงานลงใน โฟลเดอร์เฉพาะบคุ คล ลงในคอมพวิ เตอร์ของครู

10) การตรวจงานนักเรียน

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 56

- ตรวจในเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ของครูทกี่ ําหนดให้นกั เรยี นส่ง
- ตรวจจากเครื่องคอมพิวเตอรท์ น่ี ักเรียนใชง้ าน
- ตรวจจากชน้ิ งานที่ พิมพ์ส่งครู
11) การทดสอบนักเรียน
- ทดสอบ online
- ทดสอบโดยโปรแกรมที่ใช้
12) ความสําเรจ็ ในการใช้ ICT ในการเรียนรู้
- ผูเ้ รยี น : จะต้องมีทกั ษะพื้นฐานในการใช้ ICT เพอ่ื การเรียนรู้
- หลกั สตู ร : จะตอ้ งมีการสอดแทรก ICT เข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนและส่งเสริม
ให้เกิดการคิด วิเคราะห์ และการสรา้ งองค์ความรู้
- ผู้สอน/ผู้บริหาร : จะต้องมีทักษะพื้นฐาน และสามารถนํา ICT ไปประยุกต์ใช้ใน
กจิ กรรมการเรียนการ สอน
- เทคโนโลยี : เลือกใชเ้ ทคโนโลยไี ดส้ อดคลอ้ ง และเหมาะสมกับผูเ้ รยี น
ดงั นั้น การจะพฒั นาประเทศให้เป็นสังคมแหง่ การเรยี นรู้ ตลอดจนการเพิ่มขดี ความสามารถ
ในการแข่งขันจําเป็นท่ีจะต้องมีการส่งเสริม พัฒนาโครงสร้าง ICT ให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค ท้ังเขต
เมอื ง และชนบท รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ ICT ของประชากร ทงั้ ในการดํารงชีวิต และในการทํางาน
ซ่ึงจําเป็นท่ีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษา และหาวิธีการที่จะกระตุ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึง
ความสําคญั และประโยชน์ของการใช้ ICT
13) ข้อดขี อง ICT
- เออื้ อํานวยใหก้ ับการติดตอ่ สอ่ื สารท่รี วดเรว็ ไม่จาํ กดั เวลาและสถานท่ี รวมทั้งบคุ คล
- ผเู้ รียนและผสู้ อนไมต่ อ้ งการเรียนและสอนในเวลาเดยี วกัน
- ผเู้ รยี นและผสู้ อนไมต่ อ้ งมาพบกนั ในหอ้ งเรยี น
- ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการ
เรียนได้เปน็ อย่างดี
- ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคําถาม ตั้งคําถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ใน
ห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เน่ืองจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพ่ือนร่วมช้ัน โดย
อาศัยเครอ่ื งมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคดิ เห็นได้อยา่ งอสิ ระ
14) ขอ้ เสียของ ICT
- ไมส่ ามารถรับรคู้ วามรสู้ ึก ปฏิกิรยิ าทแี่ ทจ้ ริงของผเู้ รียนและผู้สอน
- ไม่สามารถส่อื ความรู้สึก อารมในการเรียนรูไ้ ดอ้ ย่างแทจ้ ริง

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 57

- ผเู้ รยี น และผสู้ อน จะตอ้ งมีความพรอ้ มในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ท้ังด้าน
อปุ กรณ์ ทกั ษะการใชง้ าน

- ผเู้ รยี นบางคน ไมส่ ามารถศกึ ษาดว้ ยตนเองได้

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 58

บทท่ี 5

สือ่ เพือ่ การเรยี นรู้

5.1 ความหมายของสือ่ การเรยี นรู้
คําว่า "สื่อ" (Media) เป็นคําท่ีมาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า "ระหว่าง"

หมายถงึ สิ่งใดกต็ ามทีบ่ รรจุข้อมูลเพ่ือให้ผูส้ ่งและผู้รบั สามารถส่ือสารกนั ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์
เมือ่ มกี ารนําส่อื มาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนก็เรียกส่ือน้ันว่า "ส่ือการเรียนการสอน"

(Instruction Media) หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามที่บรรจุเนื้อหา หรือสาระการเรียนรู้ซึ่งผู้สอนและ
ผูเ้ รียนใช้เปน็ เครือ่ งมอื สําหรบั การเรียนร้เู น้อื หา หรือ สาระน้นั ๆ

การเรยี นการสอนในภาพลักษณ์เดิม ๆ มักจะเปน็ การถ่ายทอดสาระความรู้จากผู้สอนไปยัง
ผู้เรียน โดยใช้สื่อ การเรียนการสอนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและ
ประสบการณ์ใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ ปจั จบุ นั เป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปแล้วว่าการเรียนรู้ไม่ได้จํากัด
อยู่ เฉพาะในห้องเรียน หรือในโรงเรียน ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากส่ือต่าง ๆ อย่าง
หลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาและทุกสถานท่ี สื่อที่นํามาใช้เพ่ือการเรียนรู้ตามหลักสูตร
การศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน จึงเรียกว่า "ส่อื การเรยี นร้"ู ซงึ่ หมายถึงทกุ ส่ิง ทุกอย่างที่มีอยู่รอบตัวไม่ว่าจะเป็น
วสั ดุ ของจรงิ บคุ คล สถานที่ เหตกุ ารณ์ หรือความคิดก็ตาม ถอื เป็น สอื่ การเรยี นรู้ท้ังส้ิน ข้ึนอยู่กับว่า
เราเรียนรจู้ ากสิ่งน้นั ๆ หรอื นําสง่ิ นนั้ ๆ ข้ามาสู่การเรยี นรู้ของเราหรือไม่

5.2 การจาแนกประเภทของส่อื การเรียนรู้
ส่อื การเรียนร้สู ามารถจาํ แนกออกตามลักษณะไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1) สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารส่ิงพิมพ์ต่าง ๆ ท่ีแสดงหรือเรียบเรียงสาระ

ความรู้ตา่ ง ๆ โดยใชต้ ัว หนงั สือท่เี ป็นตวั เขยี นหรือตวั พิมพ์เป็นส่ือในการแสดงความหมาย ส่ือส่ิงพิมพ์
มหี ลายชนดิ ไดแ้ ก่ เอกสาร หนงั สอื เรยี น หนงั สือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร บนั ทกึ รายงาน ฯลฯ

2) ส่ือเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรียนรู้ท่ีผลิตขึ้นใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือทีเ่ ป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เชน่ แถบบนั ทึกภาพพร้อมเสยี ง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพนิ่ง
สื่อคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน นอกจากน้ีส่อื เทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับ
การนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้
การศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียม เป็นต้น

3) สอ่ื อื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทท่กี ลา่ วไปแล้ว ยังมีส่ืออื่น ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ของผเู้ รียน ซง่ึ มี ความสาํ คญั ไม่ยงิ่ หยอ่ นไปกว่าสื่อสิ่งพมิ พแ์ ละสอื่ เทคโนโลยี สอ่ื ท่ีกลา่ วนี้ ไดแ้ ก่

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 59

3.1) บคุ คล หมายถงึ บุคคลที่มคี วามรู้ ความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาต่าง ๆ ซ่ึง
สามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น
แพทย์ ตาํ รวจ นักธุรกจิ เปน็ ตน้

3.2) ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หมายถึง ส่ิงมีอยู่ตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมตัว
ผ้เู รยี น เช่น พืชผกั ผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ัตกิ าร เป็นต้น

3.3) กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรือกระบวนการท่ีผู้สอนและผู้เรียน
กําหนดขนึ้ เพอ่ื สรา้ งเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซ่ึงต้องใช้กระบวนการคิด การ
ปฏิบัติ การเผชญิ สถานการณแ์ ละ การประยกุ ต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การ
จัดนทิ รรศการ การทําโครงงาน เกม เพลง เป็นต้น

3.4) วสั ดุ เครื่องมือและอปุ กรณ์ หมายถงึ วัสดุที่ประดิษฐ์ข้ึนใช้เพ่ือประกอบการเรียนรู้
เช่น หนุ่ จาํ ลอง แผนภมู ิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถึงส่ือประเภทเคร่ืองมือและอุปกรณ์ท่ีจําเป็นต้องใช้
ในการปฏบิ ตั งิ านต่าง ๆ เช่น อุปกรณท์ ดลองวิทยาศาสตร์ เครอ่ื งมือชา่ ง เป็นต้น

5.3 หลกั การและแนวคดิ ของส่ือการเรยี นรู้ตามหลกั สตู ร
การจัดการเรยี นรู้ตามหลักสตู รการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานและหลักสตู รสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมให้

ผูเ้ รียนเรียนรู้ ด้วยตนเอง เรยี นรอู้ ย่างตอ่ เน่ืองตลอดชีวิต และใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีความ
ยืดหยุ่น สนองความ ต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทุก
ประเภท รวมท้งั เครือข่ายการเรยี นรู้ ต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในท้องถิ่น ชุมชนและแหล่งอื่น ๆ สื่อที่จะนํามาใช้
เพ่อื จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรจะมีลกั ษณะ ดังนี้

1) เน้นส่อื เพ่ือการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองทั้งของผเู้ รียนและผูส้ อน
2) ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทําหรือพัฒนาส่ือการเรียนรู้ขึ้นเอง รวมทั้งนําสื่อที่มีอยู่
รอบตวั มาใชใ้ นการเรยี นรู้
3) รปู แบบของสือ่ การเรยี นรู้ควรมคี วามหลากหลาย เพื่อส่งเสรมิ ใหก้ ารเรยี นรูเ้ ป็นไปอย่างมี
คุณค่า กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและต่อเน่ือง
ตลอดเวลา

5.4 ประโยชน์ของสอื่ กบั ผเู้ รยี น
1) เป็นส่งิ ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ

เนื้อหาบทเรียน ท่ียุ่งยากซับซ้อนได้ง่ายข้ึนในระยะเวลาอันส้ันและสามารถช่วยให้เกิดความคิดรวบ
ยอดในเร่ืองน้นั ได้อย่างถูกตอ้ ง และรวดเร็ว

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 60

2) สอื่ จะช่วยกระตนุ้ และสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทําให้เกิดความสนุกและไม่รู้สึกเบื่อ
หนา่ ยการเรยี น

3) การใช้สอ่ื จะทาํ ให้ผเู้ รยี นมีความเขา้ ใจตรงกนั และเกิดประสบการณ์รว่ มกันในวชิ าทีเ่ รียน
4) ช่วยใหผ้ ู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรยี นการสอนมากข้ึนทําให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อัน
ดี ในระหวา่ งผู้เรียนดว้ ยกันเอง และกับผู้สอนด้วย
5) ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด
สรา้ งสรรค์ จากการใชส้ ื่อเหล่านั้น
6) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้สื่อใน
การศึกษารายบคุ คล

5.5 ประโยชนข์ องสื่อกับผสู้ อน
1) การใช้ส่ือวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศใน

การสอนนา่ สนใจยิ่งขึน้ ทําให้ผสู้ อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธีการท่ีเคยใช้การบรรยาย
แตเ่ พียงอยา่ งเดยี วและเป็นการสรา้ ง ความเชอื่ ม่ันในตัวเองให้เพ่มิ ขนึ้ ดว้ ย

2) สื่อจะชว่ ยแบง่ เบาภาระของผสู้ อนในด้านการเตรียมเนื้อหาเพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียน
ศกึ ษาเนื้อหาจากสอ่ื
ไดเ้ อง

3) เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนต่ืนตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพ่ือใช้เป็นสื่อ
การสอนตลอดจนคิดค้นเทคนคิ วิธกี ารตา่ ง ๆ เพอื่ ใหก้ ารเรียนรู้น่าสนใจย่ิงขน้ึ

5.6 หลกั เกณฑ์การพิจารณาเลอื กสอ่ื การเรียนการสอนสมัยใหม่
การเลือกส่ือการเรียนการสอนเพื่อนํามาใช้ประกอบการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

อย่างมีประสิทธิภาพน้ันเป็นสิ่งสําคัญยิ่ง โดยในการเลือกสื่อ ผู้สอนจะต้องต้ังวัตถุประสงค์เชิง
พฤตกิ รรมในการเรยี นให้แน่นอนเสียก่อน เพอื่ ใช้วัตถุประสงค์นนั้ เปน็ ตัวชน้ี าํ ในการเลือกสื่อการเรียน
การสอนที่เหมาะสม นอกจากน้ียงั มหี ลักการอน่ื ๆ เพ่อื ประกอบการพิจารณา คือ

1) ส่ือน้นั ต้องมีความสัมพนั ธก์ ับเน้ือหาในบทเรียนและตรงกับจดุ มุง่ หมายท่จี ะสอน
2) เลือกส่ือท่ีมีเนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ และเป็นส่ือท่ีจะให้ผลต่อการเรียนการ
สอนมากทส่ี ุด ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ าน้นั ๆ ไดด้ เี ป็นลําดับขนั้ ตอน
3) เป็นสอื่ ทีเ่ หมาะสมกบั วยั ระดบั ชัน้ ความรู้ และประสบการณข์ องผเู้ รยี น
4) ส่อื นัน้ ควรสะดวกในการใช้ มีวธิ ีใชไ้ ม่ซบั ซ้อนยุ่งยากจนเกนิ ไป
5) ตอ้ งเป็นสือ่ ที่มคี ณุ ภาพเทคนิคการผลิตท่ีดี มีความชดั เจนและเป็นจริง

ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 61

6) มรี าคาไม่แพงจนเกินไป หรือถ้าจะผลิตเองก็ควรคุ้มกับเวลาและการลงทนุ
ในการเรียนการสอนนั้น วัตถุประสงค์ของการเรียนนับเป็นส่ิงสําคัญย่ิงที่ผู้สอนจะต้อง
กาํ หนดไวเ้ พ่อื เปน็ หลกั ว่า จะสอนให้ผเู้ รียนได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ด้านใดบ้างจากบทเรียน
นนั้ ทงั้ นี้เพ่อื ทจ่ี ะสามารถเลอื กสือ่ การเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมกับวิธีการสอนแต่ละอย่างด้วย
ประโยชน์และคณุ คา่ ของสอ่ื การเรียนการสอน

5.7 หลักการใช้สือ่ การเรยี นการสอน
การใชส้ ื่อการเรียนการสอนนน้ั อาจจะใชเ้ ฉพาะขน้ั ตอนใดข้นั ตอนหนึง่ ของการสอน หรือจะ

ใช้ในทุกข้นั ตอนกไ็ ด้ ดังน้ี
1) ข้นั นาํ เขา้ สบู่ ทเรียน เพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเน้ือหาท่ีกําลังจะเรียนหรือ

เนอื้ หาทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเรยี นในครั้งก่อน แต่มิใช่สื่อท่ีเน้นเนื้อหาเจาะลึกอย่างแท้จริง เป็นส่ือท่ีง่าย
ในการนําเสนอในระยะเวลาอันสนั้

2) ขน้ั ดาํ เนินการสอนหรอื ประกอบกิจกรรมการเรยี น เป็นขั้นสําคัญในการเรียนเพราะเป็น
ข้ันที่จะใหค้ วามรเู้ นื้อหาอยา่ งละเอยี ดเพ่อื สนองวตั ถปุ ระสงค์ทต่ี ้ังไว้ ตอ้ งมีการจัดลําดับข้ันตอนการใช้
ส่ือให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกิจกรรมการเรยี น

3) ขน้ั วิเคราะหแ์ ละฝึกปฏบิ ตั ิ สอื่ ในขัน้ นี้จึงเป็นส่ือท่ีเป็นประเด็นปัญหาให้ผู้เรียนได้ขบคิด
โดยผ้เู รยี นเป็นผ้ใู ชส้ ื่อเองมากที่สดุ

4) ข้ันสรุปบทเรียน เป็นข้ันของการเรียนการสอนเพ่ือการย้ําเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนมี
ความเข้าใจทถี่ กู ตอ้ งและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตงั้ ไว้ ควรใชเ้ พียงระยะเวลาสน้ั ๆ

5) ขน้ั ประเมนิ ผเู้ รียน เป็นการทดสอบความสามารถของผูเ้ รียนว่าผ้เู รียนเข้าใจในส่ิงที่เรียน
ถกู ต้องมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่แลว้ จะเป็นการประเมินจากคําถามจากเนือ้ หาบทเรียนโดยอาจจะมี
ภาพประกอบดว้ ยก็ได้

5.8 ตัวอย่างส่ือการเรียนการสอนสมัยใหม่
1) สื่อคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน CAI
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) หรือ ซีเอไอ (CAI)

คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนหรือโปรแกรมช่วยสอน คอื สอ่ื ท่ีใชใ้ นการเรยี นการสอนอนั หน่ึง CAI คล้ายกับส่ือ
การสอนอืน่ ๆ เช่น วดิ โี อช่วยสอน บตั รคาํ ช่วยสอน โปสเตอร์ แต่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะดีกว่าตรงท่ี
ตัวสอื่ การสอน ซงึ่ ก็คือคอมพวิ เตอรน์ น้ั สามารถโต้ตอบกับนกั เรียนได้ ไม่วา่ จะเปน็ การรับคําส่ังเพื่อมา
ปฏิบัติ ตอบคําถามหรอื ไม่เช่นนนั้ คอมพิวเตอร์กจ็ ะเปน็ ฝาุ ยปูอนคาํ ถาม

ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 62

หมายถงึ การนําคอมพวิ เตอร์มาเป็นเครอ่ื งมอื สร้างให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้
ผเู้ รียนนาํ ไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ในโปรแกรมประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด
แบบทดสอบ ลักษณะของการนําเสนออาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคล่ือนไหว สีหรือเสียง
เพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจมากยิ่งข้ึนรวมทั้งการแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีด้วยข้อมูล
ย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนและยังมีการจัดลําดับวิธีการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆเพื่อให้
เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละคนนอกจากน้ัน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเองยังมีลักษณะท่ีเรียกว่า
“บทเรยี นสาํ เร็จรูป” แตเ่ ปน็ บทเรียนสําเร็จรูปโดยการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางแทนสิ่งพิมพ์
หรอื สอ่ื ประเภทต่างๆทาํ ใหบ้ ทเรียนสําเร็จรูปในคอมพิวเตอร์มศี กั ยภาพเหนือกว่าบทเรียนสําเร็จรูปใน
รปู แบบอืน่ ๆท้ังหมดโดยเฉพาะมคี วามสามารถท่ีเกอื บจะแทนครทู ี่เปน็ มนุษย์ได้

คุณลกั ษณะสาํ คัญของคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) มี 4 ประการ ได้แก่
1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เน้ือหาสาระท่ีได้รับการเรียบเรียง ทําให้

ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามท่ีผู้สร้างได้กําหนดวัตถุประสงค์ไว้ การ
นาํ เสนออาจเปน็ ไปในลักษณะทางตรง หรือทางออ้ มกไ็ ด้ ทางตรงไดแ้ ก่ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนประเภท
ตวิ เตอร์ เช่นการอา่ น จาํ ทาํ ความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนําเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอนประเภทเกมและการจาํ ลอง

2. ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล คือลักษณะสําคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน
ทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหน่ึงจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่
ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบคุ คลใหม้ ากท่สี ดุ

3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมปี ฏิสัมพนั ธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนการเรยี น การสอนรูปแบบท่ีดีท่ีสุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มาก
ท่ีสดุ

4.การให้ผลปูอนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลปูอนกลับหรือการให้
คําตอบน้ีถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหน่ึง การให้ผลปูอนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการท่ี
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนท่ีสมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเน้ือหา
หรอื ทักษะต่าง ๆ ตามวตั ถุประสงคท์ กี่ ําหนดไว้

ประโยชน์ของคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
1. ช่วยใหผ้ ้เู รยี นท่ีเรยี นอ่อน สามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะ และ

เพิ่มเติมความรู้ เพ่ือปรับปรงุ การเรยี นของตน
2. ผู้เรยี นสามารถนําคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลา และ

สถานที่ที่สะดวก

ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 63

3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถท่ีจะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้น
สนกุ สนานไปกับการเรียน

ข้อพงึ ระวงั ของการใชค้ อมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
1. ผ้สู อนจะต้องมคี วามพรอ้ ม ความชาํ นาญในการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. ผู้สอนควรมกี ารวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนํา

คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนไปใช้อย่างเหมาะสม
3. การผลิตคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นส่ิงสําคัญมาก หากคอมพิวเตอร์

ช่วยสอนไม่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะทําให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการใช้
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนน้นั ๆ

4. ผู้ท่ีสนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรท่ีคํานึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอนทไ่ี ดม้ าตรฐานนัน้ ตอ้ งใช้เวลาเท่าไร

ตัวอย่างของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน หรอื CAI
1.การสอน (TutorialInstruction) เป็นโปรแกรมท่ีเสนอเน้ือหาความรู้เป็นเน้ือหา

ย่อย ๆ แก่ผู้เรียนในรูปแบบของข้อความ ภาพ เสียง หรือทุกรูปแบบรวมกัน แล้วให้ผู้เรียนตอบ
คําถามเม่ือผู้เรียนให้คําตอบแล้วคําตอบน้ันจะได้รับการวิเคราะห์เพื่อให้ข้อมูลปูอนกลับทันทีแต่ถ้า
ผู้เรียนตอบคําถามน้ันซ้ําและยังผิดอีกก็จะมีการให้เนื้อหาเพ่ือทบทวนใหม่จนกว่าผู้เรียนจะตอบถูก
แล้วจงึ ตดั สินใจวา่ จะยังคงเรยี นเน้อื หาในบทนั้นอีก หรือจะเรียนในบทใหมต่ ่อไป

2.การฝึกหัด (Drills and Practice) เป็นโปรแกรมฝึกหัดที่ไม่มีการเสนอเนื้อหา
ความรู้แก่ผู้เรียนก่อนแต่จะมีการให้คําถามหรือ ปัญหาที่ได้คัดเลือกมาจากการสุ่ม หรือออกแบบมา
โดยเฉพาะโดยการนําเสนอคําถาม หรือปัญหาน้นั ซาํ้ แล้วซ้าํ เล่าเพ่ือให้ผู้เรียนตอบแล้วมีการให้คําตอบ
ที่ถูกต้อง เพื่อการตรวจสอบยืนยันแก้ไขและพร้อมกับให้คําถามหรือปัญหาต่อไปอีก จนกว่าผู้เรียน
จะสามารถตอบคําถามหรือแก้ปัญหานั้นจนถึงระดับท่ีน่าพอใจ ดังน้ันในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการ
ฝึกหัดนี้ ผู้เรียนจึงจําเป็นต้องมีความคิดรวบยอดและมีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองราว และกฎเกณฑ์
เกย่ี วกับเรอื่ งนัน้ ๆเปน็ อย่างดีมาก่อน แล้วจงึ จะสามารถตอบคําถาม หรอื แก้ปญั หาได้

3.การจําลอง (Simulation) เป็นโปรแกรมที่จําลองความเป็นจริงโดยตัด
รายละเอียดต่าง ๆหรือนํากิจกรรมท่ีใกล้เคียงกับความเป็นจริง มาให้ผู้เรียนได้ศึกษาน้ันเป็นการเปิด
โอกาสให้ผูเ้ รียนได้พบเห็นภาพจําลองของเหตุการณ์ เพื่อการฝึกทักษะและการเรียนรู้ได้ โดยไม่ต้อง
เสี่ยงภัย หรือเสียค่าใช้จ่ายมากนักโปรแกรมนี้มิใช่เป็นการสอนเหมือนกับโปรแกรมการสอนแบบ
ธรรมดาซ่งึ เป็นการเสนอเน้ือหาความรู้ แลว้ จึงให้ผ้เู รียนทํากิจกรรมแต่เป็นเพียงการแสดงให้ผู้เรียนได้
ชมเทา่ น้นั

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 64

4. เกมเพ่ือการสอน (Instructional Games) โปรแกรมชนิดนี้กําลังเป็นที่นิยมกัน
มากเนื่องจากเป็นสง่ิ ท่ีกระตุ้นผ้เู รยี นให้เกดิ ความอยากเรยี นรู้ไดโ้ ดยงา่ ยเพิ่มบรรยากาศในการเรียนรู้ให้
ดยี ง่ิ ขนึ้ และช่วยมใิ ห้ผเู้ รียนเกดิ อาการเหม่อลอยหรือฝันกลางวนั ซึง่ เปน็ อปุ สรรคในการเรียนเน่ืองจาก
มกี ารแขง่ ขนั จึงทาํ ให้ผู้เรยี นตอ้ งมกี ารตืน่ ตัวอยเู่ สมอ

5. การค้นพบ (Discovery) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ของตนเองให้มากที่สุดโดยการเสนอปัญหาให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกหรือโดยวิธีการ
จดั ระบบเขา้ มาชว่ ย โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ จะใหข้ อ้ มูลแกผ่ เู้ รียนเพ่ือช่วยในการค้นพบจนกว่าจะ
ไดข้ อ้ สรุปที่ดีที่สดุ

6. การแก้ปัญหา (Problem-Solving) เป็นการให้ผู้เรียนฝึกการคิด การตัดสินใจ
โดยมกี ารกําหนดเกณฑ์ให้ แลว้ ให้ผเู้ รียนพจิ ารณาไปตามเกณฑ์นั้นโปรแกรมเพ่ือการแก้ปัญหาแบ่งได้
เปน็ 2 ชนิด คือ โปรแกรมท่ีให้ผู้เรียนเขียนเองและโปรแกรมท่ีมีผู้เขียนไว้แล้วเพื่อช่วยผู้เรียนในการ
แกป้ ัญหาโดยทีค่ อมพวิ เตอร์จะช่วยในการคดิ คาํ นวณ และหาคาํ ตอบทีถ่ ูกตอ้ งให้

7. การทดสอบ (Tests) การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการทดสอบมิใช่เป็นการ
ใช้เพียงเพื่อปรับปรุงคุณภาพของแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนเท่านั้นแต่ยังช่วยให้ผู้สอนมี
ความรู้สกึ ทเ่ี ปน็ อสิ ระจากการผูกมัดทางกฎเกณฑต์ ่าง ๆเกย่ี วกบั การทดสอบไดอ้ กี ด้วย

การนําไปใช้
สื่อการเรียนการสอนนับว่าเป็นปัจจัยสําคัญอย่างย่ิงที่จะส่งเสริมและสนับสนุนใ ห้

ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ได้หรือเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญสื่อการเรียนการสอนประเภท
“คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน” เองนับว่าเป็นสอื่ ประเภทหน่งึ ทใี่ ห้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทั้งน้ีเนื่องจาก
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมีคุณสมบัติในการนําเสนอแบบหลายสื่อ (Multimedia) ด้วยคอมพิวเตอร์และ
การเรียนท่ีใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเป็นเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้เรียน โดยนําเสนอใน
รปู แบบต่างๆเช่น ภาพ เสยี ง กราฟฟกิ ตา่ งๆ โดยเน้นใหผ้ ้เู รียนไดเ้ กิดการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง

การประเมนิ
ประเมินว่าหลังจากนักเรียนใช้โปรแกรมนี้แล้วบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

วิธีการประเมินผลส่วนนี้กระทําโดยผู้เรียนทําแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้โปรแกรมเพื่อวัด
ความกา้ วหน้าของผู้เรยี นถา้ ผลการทดสอบออกมาตดิ ลบแสดงว่าหลงั จากการใช้โปรแกรมผู้เรียนไม่ได้
พฒั นาขนึ้ เลยจําเป็นตอ้ งมกี ารปรบั ปรงุ วัตถุประสงค์ใหม่เพราะโปรแกรมท่ีสร้างไม่บรรลุวัตถุประสงค์
ตามท่ีตั้งไวน้ อกจากนี้ยังประเมินในสว่ นของโปรแกรมและการทํางานว่าการใช้โปรแกรมกับเนื้อหารวิ
ชานี้เหมาะสมหรือไม่เจตคติของผู้เรียนต่อการใช้โปรแกรมเป็นอย่างไรวิธีการใช้โปรแกรมง่ายยาก
อย่างไรวธิ กี ารสอนบทเรียนความถกู ต้องของเน้ือหาเอกสารประกอบการติดต่อกับผู้เรียนเป็นอย่างไร

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 65

การประเมินผลเป็นอย่างไรการประเมนิ ผลสว่ นนี้จะใช้แบบสอบถามจากขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนท่กี ล่าวมาทัง้ หมดข้างต้นนี้

2) E-Leaning หรอื บทเรียนออนไลน์
คาํ วา่ e-Learning คอื การเรียน การสอนในลักษณะหรอื รูปแบบใดกไ็ ด้ ซ่ึงการถ่ายทอด

เน้ือหาน้ัน กระทําผา่ นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่นซดี รี อม เครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทรา
เน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศนห์ รอื สัญญาณดาวเทยี ม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้นซง่ึ การเรียนลักษณะ
นี้ได้มีการนําเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียน
การสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรยี นออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกล
ผ่านดาวเทยี ม หรอื การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์

ดร. สุรสทิ ธ์ิ วรรณไกรโรจน์ ผอู้ ํานวยการโครงการการเรยี นรแู้ บบออนไลนแ์ หง่ สวทช.
ได้ให้คาํ จํากดั ความของ บทเรียนออนไลน์ (Online) e-Learning (อเี ลริ น์ นงิ ) คือ การเรยี นรูแ้ บบ
ออนไลน์ หรือ e-learning (อีเลริ ์นนิง่ ) การศกึ ษา เรยี นรู้ผ่านเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์อนิ เทอร์เนต็
(Internet) หรอื อินทราเนต็ (Intranet) เป็นการเรียนรดู้ ้วยตวั เอง ผ้เู รยี นจะไดเ้ รยี นตามความสามารถ
และความสนใจของตน โดยเนอ้ื หาของบทเรยี นซึง่ ประกอบดว้ ย ขอ้ ความ รูปภาพ เสยี ง วดิ โี อและ
มัลติมีเดียอ่ืนๆ จะถกู สง่ ไปยงั ผเู้ รยี นผ่าน Web Browser โดยผูเ้ รยี น ผสู้ อน และเพอื่ นรว่ มชนั้ เรียนทุก
คน สามารถตดิ ต่อ ปรกึ ษา แลกเปลีย่ นความคดิ เห็นระหว่างกนั ได้เช่นเดยี วกับการเรยี นในชัน้ เรียน
ปกติ โดยอาศยั เคร่อื งมือการตดิ ต่อ สอ่ื สารท่ีทนั สมัย เชน่ e-mail, webboard, chat) จงึ เป็นการ
เรยี นสําหรับทกุ คน, เรยี นไดท้ ุกเวลา และทุกสถานท่ี (Learn for all : anyone, anywhere and
anytime)

สามารถนําไปใช้ประกอบกับการเรียนการสอน ได้ 3 ระดบั ดังน้ี
1. สอ่ื เสริม (Supplementary) กล่าวคอื นอกจากเน้อื หาทีป่ รากฏในลกั ษณะ e-

Learning แล้วผเู้ รยี นยังสามารถศึกษาเนอ้ื หาเดยี วกนั น้ใี นลักษณะอื่นๆ เชน่ จากเอกสาร (ชีท)
ประกอบการสอน จากวดิ ีทัศน์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning ในลกั ษณะนเี้ ทา่ กบั วา่ ผู้สอน
เพียงต้องการจัดหาทางเลือกใหม่อีกทางหนงึ่ สําหรับผู้เรยี นในการเขา้ ถึงเนอื้ หาเพอ่ื ให้ประสบการณ์
พเิ ศษเพิม่ เติมแก่ผ้เู รยี นเท่านัน้

2. สอื่ เติม (Complementary) หมายถึงการนาํ e-Learning ไปใช้ในลักษณะ
เพ่ิมเติมจากวธิ ีการสอนในลกั ษณะอ่นื ๆ เช่นนอกจากการบรรยายในหอ้ งเรียนแล้วผู้สอนยงั ออกแบบ
เน้อื หาใหผ้ ูเ้ รียนเข้าไปศึกษาเน้ือหาเพ่มิ เติมจาก e-Learning ในความคิดของผเู้ ขียน

3. สื่อหลกั (Comprehensive Replacement) หมายถึงการนํา e-Learning ไป
ใชใ้ นลกั ษณะแทนทกี่ ารบรรยายในหอ้ งเรยี น ผเู้ รียนจะตอ้ งศกึ ษาเน้ือหาท้งั หมดออนไลน์ ในปัจจุบัน
e-Learning สว่ นใหญ่ในตา่ งประเทศจะไดร้ ับการพัฒนาขึน้ เพ่ือวัตถุประสงค์ในการใชเ้ ปน็ สอ่ื หลกั

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 66

สาํ หรับแทนครูในการสอนทางไกล ดว้ ยแนวคดิ ทวี่ ่า มลั ติมีเดยี ท่นี าํ เสนอทาง e-Learning สามารถ
ช่วยในการถา่ ยทอดเนือ้ หาได้ใกล้เคียงกับการสอนจรงิ ของครูผสู้ อนโดยสมบรู ณไ์ ด้

การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน สําหรับการเรียนแบบ e – Learning
1. สามารถใชง้ านคอมพวิ เตอร์ และใชง้ านอนิ เทอร์เน็ตไดเ้ ปน็ อย่างดี
2. เพ่ือการเรยี นเนือ้ หาบทเรยี นไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ ควรใชง้ านอนิ เทอรเ์ น็ตท่มี ี

ความเรว็ ไมต่ ํา่ กว่า 256 K
3. ผู้เรียนจะต้องวางแผนการเรียน แบง่ เวลาในการเรียน ควบคมุ การเรยี นให้เปน็ ไป

ตามความพร้อมและความสามารถของตนเองควบคไู่ ปกบั ตารางการเรยี นการสอนของทางสถาบนั
การประเมนิ
เน้อื หาต้องมีความถูกต้อง วธิ ีการสอนหรือการเสนอเนอื้ หาความม่งุ หมายชัดเจนตรง

ตามวัตถุประสงค์ มีความชัดเจนและตามตรรกะ เหมาะสมกับผู้เรยี นส่งเสรมิ ในการคดิ สรา้ งสรรค์
ตอบสนองความตอ้ งการของผูเ้ รยี นเหมาะสมกับสถานการณ์ เวลา และเหตกุ ารณ์ชว่ ยบูรณาการ
ประสบการณ์ในอดีตผ้เู รยี นสามารถควบคมุ ได้เทคนคิ วธิ ีการ การแสดงผลงา่ ยตอ่ การใช้งาน มีความ
แน่นอนเชอ่ื ถือได้

3) E-Book หรอื หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์
อีบุ๊ค (e-book, e-Book, eBook, EBook,) เป็นคาํ ภาษาต่างประเทศ ยอ่ มาจากคาํ วา่

electronic book หมายถงึ หนงั สือท่ีสรา้ งขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มลี ักษณะเปน็ เอกสาร
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟมู ข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผา่ นทางหน้าจอคอมพวิ เตอร์ทัง้ ใน
ระบบออฟไลนแ์ ละออนไลน์

คุณลกั ษณะของหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์สามารถเชื่อมโยงจดุ ไปยังสว่ นตา่ งๆ ของหนังสือ
เว็บไซต์ตา่ งๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโตต้ อบกับผู้เรียนได้ นอกจากนัน้ หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลือ่ นไหว แบบทดสอบ และสามารถสง่ั พิมพ์เอกสารทีต่ อ้ งการออก
ทางเครือ่ งพมิ พ์ได้ อกี ประการหนงึ่ ที่สาํ คัญกค็ อื หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สส์ ามารถปรับปรุงข้อมูลให้
ทันสมยั ไดต้ ลอดเวลา ซึ่งคณุ สมบัติเหล่านจ้ี ะไมม่ ีในหนังสอื ธรรมดาทว่ั ไป

หนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เป็นหนงั สือทจ่ี ดั ทําดว้ ยระบบคอมพิวเตอร์ โดยไม่ตอ้ งพิมพ์
เนือ้ หาสาระของหนงั สอื บนกระดาษหรอื จดั พิมพ์เปน็ รปู เลม่ หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ สส์ ามารถเปิดอ่านได้
จากจอภาพของเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ เหมือนกับเปิดอ่านจากหนังสอื โดยตรง ทั้งนี้สามารถนาํ เสนอ
ขอ้ มลู ได้ท้งั ตัวอักษรหรือตัวเลข เรยี กวา่ ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ (hypertext) และถ้าหากขอ้ มูลนนั้ รวมถึงภาพ
เสียง และภาพเคลือ่ นไหวจะเรียกว่า ไฮเปอรม์ เี ดยี (hypermedia)โดยการประสานเชื่อมโยงสัมพันธ์
ของเน้อื หาท่ีอยใู่ นแฟมู เดยี วกนั หรืออยคู่ นละแฟูม เขา้ ด้วยกัน ทําให้ผใู้ ช้ สามารถค้นหาข้อมูลที่

ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 67

ตอ้ งการไดอ้ ย่างรวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพซึง่ ผู้เรยี นสามารถท่ีจะเลอื กเรียนไดต้ ามความตอ้ งการไม่
จํากดั เวลาและสถานที่

โครงสรา้ งหนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book Construction)
ลักษณะโครงสร้างของหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกสจ์ ะมีความคล้ายคลึงกับหนังสอื ทัว่ ไปท่ี

พมิ พ์ดว้ ยกระดาษ หากจะมคี วามแตกต่างที่เหน็ ได้ชัดเจนก็คือกระบวนการผลติ รปู แบบ และวธิ ีการ
อา่ นหนงั สอื

โครงสร้างท่ัวไปของหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ประกอบดว้ ย
1. หน้าปก (Front Cover)
2. คาํ นํา (Introduction)
3. สารบัญ (Contents)
4.สาระของหนงั สือแตล่ ะหนา้ (Pages Contents)
5. อ้างองิ (Reference)
6.ดัชนี (Index)
7. ปกหลัง (Back Cover)
หนา้ ปก หมายถงึ ปกด้านหนา้ ของหนงั สือซ่ึงจะอยสู่ ว่ นแรก เปน็ ตัวบ่งบอกวา่

หนงั สอื เลม่ น้ีช่ืออะไร ใครเปน็ ผู้แต่ง
คาํ นํา หมายถงึ คําบอกกล่าวของผู้เขียนเพ่อื สร้างความรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกบั

ขอ้ มูล และเรือ่ งราวตา่ งๆ ของหนงั สือเล่มน้ัน
สารบัญ หมายถงึ ตวั บง่ บอกหวั เร่ืองสาํ คัญทอ่ี ยู่ภายในเลม่ ว่าประกอบดว้ ย

อะไรบ้าง อย่ทู หี่ น้าใดของหนงั สอื สามารถเชอ่ื มโยงไปสู่หนา้ ต่างๆ ภายในเลม่ ได้
ประโยชน์
1. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถย้อนกลบั เพอ่ื ทบทวนบทเรียนหากไม่เข้าใจ และสามารถ

เลือกเรียนได้ตามเวลาและสถานทที่ ีต่ นเองสะดวก
2. การตอบสนองทีร่ วดเรว็ ของคอมพิวเตอร์ทีใ่ ห้ทั้งสีสัน ภาพ และเสยี ง ทํา ใหเ้ กิด

ความตื่นเตน้ และไมเ่ บื่อหนา่ ย
3. ชว่ ยใหก้ ารเรียนมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล มีประสทิ ธิภาพในแงท่ ่ีลดเวลาลด

คา่ ใช้จา่ ย สนองความตอ้ งการและความสามารถของบุคคล มีประสทิ ธิผลในแง่ท่ที ํา ให้ผเู้ รยี นบรรลุ
จุดม่งุ หมาย

4. สามารถปรบั เปลี่ยน แกไ้ ข เพิม่ เติมข้อมูลได้ง่าย สะดวกและรวดเรว็ ทาํ ให้
สามารถปรบั ปรงุ บทเรียนให้ทนั สมยั กับเหตกุ ารณ์ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 68

5. เสรมิ สรา้ งให้ผเู้ รยี นเปน็ ผู้มเี หตุผล มคี วามคดิ และทศั นะทีเ่ ปน็ Logical เพราะ
การโต้ตอบกับเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจะต้องทาํ อย่างมขี ั้นตอน มีระเบยี บ และมีเหตุผลพอสมควร
เปน็ การฝึกลกั ษณะนสิ ัยท่ีดใี ห้กบั ผู้เรียน

6. ครูมีเวลาติดตามและตรวจสอบความก้าวหนา้ ของผู้เรยี นแต่ละคนได้มากขน้ึ
7. ชว่ ยพัฒนาทางวิชาการ
4) Tablet หรือเครอ่ื งคอมพวิ เตอรส์ าํ หรับพกพา
"แทบ็ เล็ต คอมพวิ เตอร์ - Tablet Computer" หรือเรียกสนั้ ๆวา่ "แท็บเลต็ - Tablet"
คือ "เครื่องคอมพวิ เตอร์ทีส่ ามารถใชใ้ นขณะเคลอ่ื นทไ่ี ด้ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทํางาน
เป็นอนั ดับแรก มคี ียบ์ อร์ดเสมอื นจรงิ หรือปากกาดิจติ อลในการใช้งานแทนที่แปูนพิมพ์คยี ์บอรด์ และมี
ความหมายครอบคลมุ ถงึ โน๊คบุ๊คแบบ convertible ท่ีมีหน้าจอแบบสมั ผัสและมีแปนู พมิ พ์คีย์บอรด์ ติด
มาด้วยไมว่ า่ จะเป็นแบบหมนุ หรือแบบสไลด์ก็ตาม"
มกี ารใช้ Tablet PC ในแวดวงการศกึ ษากันอยา่ งหลากหลาย ตวั อย่างเช่น ในรัฐ
จอรเ์ จีย ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ถงึ ขนั้ ลงทุนซ้อื Table PC แจกให้กับนักเรียนเพอื่ ใช้แทนหนังสอื ในรปู
แบบเดมิ ๆ ทง้ั นี้เพราะTablet PC จะชว่ ยประหยดั งบประมาณในการจัดพิมพห์ นังสอื และตาํ ราเรียน
ได้อยา่ งมากมาย อีกท้ังยังทําใหก้ ารปรบั ปรุงเนอ้ื หาตําราเรียนสามารถทาํ ได้อยา่ งทันท่วงที โดยไม่ต้อง
รอหนังสอื เปน็ เล่มๆ หมดแลว้ ค่อยพมิ พ์ใหมแ่ บบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะหนงั สอื ตา่ งๆ ทีอ่ ยู่บน Tablet
PC น้ันลว้ นแล้วแตเ่ ปน็ หนังสอื อเิ ลคทรอนิคส์ทีถ่ ูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอล จึงสามารถแก้ไขเพ่ิมเติมได้
ตลอดเวลา
5) กระดานอจั ฉริยะ INTERACTIVE BOARD
Interactive Board หรือกระดานอจั ฉรยิ ะ เป็นกระดานระบบสมั ผัสทีม่ ีหน้าจอขนาด
ใหญ่ ทาํ หน้าท่ีเป็นหน้าจอโปรเจคเตอร์คอมพวิ เตอร์ (computer projector screen) ซึง่ สามารถ
ควบคุมโดยการสมั ผัสหรอื เขยี นบนหน้าจอแทนการใชเ้ มาสห์ รอื คีย์บอรด์

5.9 จดุ มุ่งหมายของการใชไ้ อซที เี ปน็ เคร่ืองมอื ในการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ โดย
1) การรู้เทคโนโลยแี ละการรู้สารสนเทศ ในระดับพืน้ ฐานเพือ่ สามารถเข้าถงึ และสามารถ

ใช้ไอซที ีเพอ่ื การคน้ คว้า รวบรวม และประมวลผลจากแหล่งตา่ ง ๆ และเพ่อื เการสร้างองคค์ วามรใู้ หม่
2) บูรณาการความรดู้ ้านเทคโนโลยแี ละทักษะการจดั การสารสนเทศเพื่อพัฒนา

ความสามารถในการวิเคราะห์ การแกป้ ญั หา และการทํางานเป็นทมี
3) กระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นพัฒนาคุณคา่ ทัศนคติ และจริยธรรมในเชิงบวกในการใช้ไอซที ีซ่ึงจะ

เปน็ ประโยชนใ์ นการเรยี นร้ตู ลอดชีวิตและกระบวนการคิดอยา่ งวิเคราะห์

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 69

4) ผ้เู รยี นทกุ คนมโี อกาสเขา้ ถงึ ใช้ และเรียนรทู้ ักษะไอซที ใี นการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนา
คุณภาพชีวติ ด้วยหลกั สูตรพื้นฐาน

5) ต้องจัดให้ผู้เรยี นทกุ คนมีโอกาสในการใชแ้ ละพฒั นาความรู้ไอซที ใี นทกุ สาขาวชิ า และ
เพ่มิ โอกาสให้ผ้เู รียนมกี ารใชไ้ อซที ใี ห้มากขึ้น

6) กระบวนการเรยี นการสอนตอ้ งไม่จัดเฉพาะในช้นั เรียนเท่านนั้ ผเู้ รียนควรมโี อกาส
สัมผสั โลกภายนอกผา่ นเครอื ข่ายไอซีที การรไู้ อซที ี และมีการพัฒนาการของทศั นคติทดี่ ีตอ่ ไอซีทีตาม
ความตอ้ งการของแตล่ ะคน

7) นกั เรียนทุกคนทเี่ รียนจบช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 6 สามารถใช้โปรแกรม
ประมวลคําและตารางการคํานวณได้ นักเรียนไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 5 สามารถเขียนโปรแกรมได้
นกั เรียนทกุ คนในโรงเรียนท่ีมีนกั เรียนตง้ั แต่ 1-100 คนข้ึนไป ใชอ้ นิ เทอร์เนต็ ในการสืบคน้ ขอ้ มลู ได้
ผู้สอน ผู้สอนควรมคี วามรแู้ ละทกั ษะไอซีทใี นระดับสูง รวมถึงความเขา้ ใจในการพฒั นาการของการใช้
ส่อื เทคโนโลยีในการเรยี นการสอน โดยมีจดุ ม่งุ หมายดงั น้ี

1. สมรรถนะด้านไอซที ีจะชว่ ยให้ผู้สอนมีความร้อู ยา่ งกว้างขวาง มีวสิ ัยทศั นก์ ้าวไกล
เพ่อื สามารถเปน็ ผู้แนะนําแกผเู้ รยี นได้

2. คอมพิวเตอร์จะเปน็ เครอื่ งมอื หลกั สําคัญสําหรับผู้สอนเพ่ือเขา้ ถึงทรัพยากรการ
เรียนการเตรยี มแผนการสอน ให้การบา้ น และตดิ ต่อส่อื สารกบั ผปู้ กครองนกั เรยี น ผสู้ อนคนอื่นๆและ
ผบู้ รหิ าร

3. ผสู้ อนควรไดร้ ับการอบรมในการใชไ้ อซีทีและสามารถบูรณาการไอซีทใี นกจิ กรรม
การเรยี นการสอนได้เพอ่ื ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างวเิ คราะหแ์ ละสรา้ งสรรค์ 4. ผู้สอนควรตดิ ตาม
พัฒนาการและความกา้ วหน้าของไอซที ีเพอื่ นํามาใช้ให้เปน็ ประโยชนใ์ นการเรยี นการสอนได้ 5. ครไู ม่
น้อยกวา่ รอ้ ยละ 80 ใช้คอมพิวเตอรเ์ ปน็ และไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 50 สามารถใชอ้ ินเทอร์เน็ตได้ และ
ต้องมีวิชาสอนด้วยการบรู ณาการไอซีที

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 70

บทที่ 6
เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา

การศึกษาในปัจจุบันนี้ไม่ได้จํากัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่การศึกษาสามารถจัด
การศึกษาได้โดยท่ัวไปไม่ว่าจะเป็นท่ีในห้องเรียนหรือ นอกห้องเรียนทุกสถานที่ที่ทําให้ผู้เรียนมี
โอกาสเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต "นวัตกรรม"จึงมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาที่จะเพ่ิมประสิทธิภาพหรือ
คุณภาพ การเรียนการสอนให้ได้มากย่ิงขึ้น นวัตกรรมการศึกษายุคใหม่ของเด็กไทย ท่ีนําระบบ
คอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือในการช่วยสอน มีโปรแกรมที่รองรับเน้ือหาตามหลักสูตร จาก
ส่วนกลาง สามารถย้อนเรยี นเองได้ ปรบั ความเร็วไดต้ ามความสนใจของผู้เรียน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการเรียนให้ดีย่ิงขึ้น ช่วยให้คุณครูมีเวลาดูแล นักเรียนเป็นรายบุคคลได้มากขึ้น ตอบโจทย์ขาด
แคลนครู ท้ังยังปลุกจิตวญิ ญาณครยู ุคนี้ข้ึนมาได้ (จรี าวัฒน์ คงแก้ว)

6.1 ประวัติความเปน็ มา
“นวัตกรรม” หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรอื สิ่งประดษิ ฐใ์ หม่ ๆ ทีย่ ังไมเ่ คยมีใช้มากอ่ น

หรือเป็นการพัฒนาดดั แปลงมาจากของเดมิ ทีม่ อี ยู่แล้ว ให้ทันสมยั และใชไ้ ดผ้ ลดยี ่ิงขึน้ เมอ่ื นาํ
นวตั กรรมมาใช้จะช่วยให้การทาํ งานนัน้ ไดผ้ ลดีมีประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลสงู กวา่ เดมิ ทงั้ ยังช่วย
ประหยดั เวลาและแรงงานได้ดว้ ย

“นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศพั ท์มาจาก innovare ในภาษาลาตนิ แปลว่า ทําส่ิงใหม่
ข้ึนมา ความหมายของนวัตกรรมในเชงิ เศรษฐศาสตร์คือ การนาํ แนวความคดิ ใหมห่ รือการใช้ประโยชน์
จากสงิ่ ทมี่ ีอยู่แล้วมาใชใ้ นรูปแบบใหม่ เพือ่ ทําใหเ้ กิดประโยชนท์ างเศรษฐกิจ หรือก็คือ ”การทําในส่ิงท่ี
แตกต่างจากคนอ่ืน โดยอาศัยการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็น
โอกาส (Opportunity) และถา่ ยทอดไปสู่แนวความคิดใหมท่ ที่ าํ ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม”
แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาข้ึนมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนักเศรษฐ
อุตสาหกรรม เช่น ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory of Economic
Development,1934 โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี อันจะนําไปสู่การได้มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพ่ือ
ประโยชน์ในเชิงพาณชิ ย์เปน็ หลกั นวัตกรรมยังหมายถงึ ความสามารถในการเรียนรู้และนําไปปฎิบัติให้
เกิดผลไดจ้ ริงอีกดว้ ย (พันธ์อุ าจ ชยั รัตน์ , Xaap.com)

คําวา่ “นวตั กรรม” เป็นคําทีค่ ่อนขา้ งจะใหม่ในวงการศึกษาของไทย คําน้ี เป็นศัพท์บัญญัติ
ของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษ ว่า

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 71

Innovation มาจากคํากริยาว่า innovate แปลว่า ทําใหม่ เปล่ียนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ในภาษาไทย
เดิมใชค้ ําว่า “นวกรรม” ต่อมาพบว่าคํานี้มีความหมายคลาดเคล่ือน จึงเปล่ียนมาใช้คําว่า นวัตกรรม
(อา่ นว่า นะ วัด ตะ กํา) หมายถึงการนําส่ิงใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทําอยู่เดิม
เพอ่ื ให้ใช้ได้ผลดียิ่งข้ึน ดังน้ันไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการนําเอาความเปล่ียนแปลง
ใหมๆ่ เข้ามาใชเ้ พอ่ื ปรบั ปรงุ งานให้ดีขึน้ กวา่ เดมิ กเ็ รียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม ของวงการน้ัน ๆ เช่นในวง
การศึกษานําเอามาใช้ ก็เรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) สําหรับผู้ท่ี
กระทํา หรือนําความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาใช้นี้ เรียกว่าเป็น “นวัตกร” (Innovator) (boonpan
edt01.htm)

ความเจริญในด้านต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้า
ทดลองประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อศึกษาค้นพบและทดลองใช้
ไดผ้ ลแลว้ กน็ าํ ออกเผยแพร่ใชใ้ นกจิ การด้านต่างๆ ส่งผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงพัฒนาคุณภาพ และ
ประสทิ ธภิ าพในกิจการต่างๆ เหล่านั้น และวิชาการท่ีว่าด้วยการนําความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ใน
กิจการด้านต่างๆ จึงเรียกกนั ว่า “วทิ ยาศาสตร์ประยกุ ต์” หรอื นิยมเรียกกนั ทว่ั ไปว่า “เทคโนโลยี”

เทคโนโลยี หมายถึงการใชเ้ คร่ืองมอื ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา ผู้ที่นําเอา
เทคโนโลยีมาใช้ เรยี กว่านกั เทคโนโลยี (Technologist)

เทคโนโลยที างการศกึ ษา (Educational Technology) ตามรปู ศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โล
ย(ี วทิ ยา) หมายถึง ศาสตร์ท่ีว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนําวิธีการ มาปรับปรุง
ประสทิ ธภิ าพของการศกึ ษาให้สูงข้ึนเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
วัสดุ อุปกรณ์ และวิธกี าร

สภาเทคโนโลยีทางการศกึ ษานานาชาตไิ ด้ให้คําจาํ กัดความของ เทคโนโลยที างการศึกษา ว่า
เป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนํามาใช้ในสถานการณ์ได้อย่าง
เหมาะสม เพ่ือสรา้ งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดยี ิง่ ขน้ึ

ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถงึ ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่าย
ของการใชส้ ่อื การสอน ให้กว้างขวางขน้ึ ท้งั ในด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆใน
กระบวนการเรยี นการสอน

Edgar Dale กล่าววา่ เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เคร่ืองมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการ
ทํางานอยา่ งเป็นระบบ ใหบ้ รรลผุ ลตามแผนการ

นอกจากน้ีเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเก่ียวกับโสตทัศนศึกษา ให้
กว้างขวางยิ่งข้ึน ท้ังน้ี เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเก่ียวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังน้ัน
อปุ กรณใ์ นสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คําว่าโสตทัศน

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 72

อปุ กรณ์ เทคโนโลยีทางการศกึ ษา มีความหมายท่ีกว้างกวา่ ซ่ึงอาจจะพิจารณาจาก ความคิดรวบยอด
ของเทคโนโลยไี ดเ้ ป็น 2 ประการ คือ

1) ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามความคิดรวบยอดนี้ เทคโนโลยี
ทางการศึกษาหมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพ ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องฉาย
ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ มาใช้สําหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ การใช้เครื่องมือเหล่านี้
มักคํานึงถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทํางาน มกั ไม่คํานึงถึงจติ วทิ ยาการเรียนรู้ โดยเฉพาะเร่ืองความ
แตกต่างระหว่างบุคคล และการเลือกสื่อให้ตรงกับเน้ือหาวิชา ความหมายของเทคโนโลยีทา ง
การศึกษา ตามความคิดรวบยอดนี้ ทําให้บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาแคบลงไป คือมีเพียง
วสั ดุ และอปุ กรณเ์ ท่านน้ั ไม่รวมวิธกี าร หรอื ปฏิกิริยาสัมพันธ์อ่ืน ๆ เข้าไปด้วย ซึ่งตามความหมายนี้ก็
คือ “โสตทัศนศึกษา” นั่นเอง

2) ความคดิ รวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ เป็นการนําวิธีการทางจิตวิทยา มนุษยวิทยา
กระบวนการกลุ่ม ภาษา การสือ่ ความหมาย การบรหิ าร เครือ่ งยนต์กลไก การรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิต
กรรมทางวิทยาศาสตรแ์ ละวิศวกรรม เพ่ือให้ผู้เรียน เปล่ียนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยงิ่ ขนึ้ มิใช่เพียงการใช้เครอ่ื งมืออุปกรณ์เท่านั้น แต่รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย มิใช่วัสดุ
หรอื อุปกรณ์ แตเ่ พยี งอย่างเดยี ว

6.2 เปา้ หมายของเทคโนโลยกี ารศึกษา
1) การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ มิได้

หมายถงึ แต่เพยี งตํารา ครู และอุปกรณ์การสอน ทโ่ี รงเรียนมอี ย่เู ท่าน้ัน แนวคดิ ทางเทคโนโลยีทางการ
ศึกษา ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ท่ีกว้างขวางออกไปอีก แหล่งทรัพยากรการ
เรียนรูค้ รอบคลมุ ถงึ เรอ่ื งต่างๆ เชน่

1.1) คน คนเปน็ แหลง่ ทรัพยากรการเรียนรู้ที่สําคัญซึ่งได้แก่ ครู และวิทยากรอ่ืน ซึ่งอยู่
นอกโรงเรยี น เช่น เกษตรกร ตํารวจ บรุ ุษไปรษณยี ์ เป็นต้น

1.2) วัสดุและเครื่องมือ ได้แก่ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ
โทรทัศน์ เคร่ืองวิดโี อเทป ของจริงของจาํ ลองสิ่งพมิ พ์ รวมไปถึงการใชส้ อ่ื มวลชนตา่ งๆ

1.3) เทคนิค-วธิ ีการ แต่เดมิ น้ันการเรยี นการสอนส่วนมาก ใช้วิธใี ห้ครูเป็นคนบอกเนื้อหา
แก่ผู้เรียนปัจจุบันน้ัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้มากท่ีสุด ครูเป็นเพียง ผู้
วางแผนแนะแนวทางเท่านัน้

1.4) สถานท่ี อันได้แก่ โรงเรียน ห้องปฏิบัติการทดลอง โรงฝึกงาน ไร่นา ฟาร์ม ท่ีทํา
การรฐั บาล ภเู ขา แม่นาํ้ ทะเล หรือสถานทีใ่ ด ๆ ที่ชว่ ยเพม่ิ ประสบการณท์ ด่ี ีแก่ผู้เรยี นได้

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 73

2) การเน้นการเรียนร้แู บบเอกตั บุคคล ถงึ แมน้ ักเรยี นจะล้นชั้น และกระจัดกระจาย ยากแก่
การจดั การศึกษาตามความแตกตา่ งระหว่างบุคคลได้ นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้พยายามคิด หา
วิธีนําเอาระบบการเรียนแบบตัวต่อตัวมาใช้ แต่แทนที่จะใช้ครูสอนนักเรียนทีละคน เขาก็คิด
‘แบบเรียนโปรแกรม’ ซึ่งทําหน้าที่สอน ซ่ึงเหมือนกับครูมาสอน นักเรียนจะเรียนด้วยตนเอง จาก
แบบเรยี นด้วยตนเองในรปู แบบเรยี นเปน็ เลม่ หรือเครอ่ื งสอนหรอื ส่ือประสมหลายๆ อย่าง จะเรียนช้า
หรือเรว็ กท็ าํ ได้ตามความสามารถของผ้เู รยี นแตล่ ะคน

3) การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช้วิธีระบบ ในการปฏิบัติหรือแก้ปัญหา
เป็นวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ท่ีเชื่อถือได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหา หรือช่วยให้งานบรรลุเปูาหมายได้
เน่ืองจากกระบวนการของวิธีระบบ เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือของระบบ อย่างมี
เหตุผล หาทางให้สว่ นต่าง ๆ ของระบบทํางาน ประสานสมั พันธ์กันอยา่ งมีประสิทธภิ าพ

4) พัฒนาเคร่ืองมือ-วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเคร่ืองมือต่าง ๆ ท่ีใช้ใน
การศกึ ษา หรอื การเรียนการสอนปัจจุบันจะต้องมีการพัฒนา ให้มีศักยภาพ หรือขีดการทํางานให้สูง
ยิ่งข้นึ ไปอีก

6.3 นวตั กรรมทางการศกึ ษา
“นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )” หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้

การศกึ ษา และการเรียนการสอนมีประสทิ ธภิ าพดยี ่ิงขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมี
ประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการ
เรียนได้อกี ด้วย ในปัจจุบันมกี ารใชน้ วัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซ่ึงมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กัน
อย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กําลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) ส่ือหลายมิติ (
Hypermedia ) และอนิ เทอร์เน็ต [Internet] เหล่านี้ เป็นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปญั ญา.htm)

“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนําเอาสิ่งใหม่ซ่ึง
อาจจะอยใู่ นรูปของความคิดหรือการกระทาํ รวมท้งั สิ่งประดษิ ฐ์ก็ตามเข้ามาใชใ้ นระบบการศึกษา เพ่ือ
มุ่งหวังท่ีจะเปล่ียนแปลงสิ่งท่ีมีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ทําให้ผู้เรียน
สามารถเกดิ การเรยี นรไู้ ด้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน
เชน่ การสอนโดยใชค้ อมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน การใชว้ ีดิทัศนเ์ ชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ
(Hypermedia) และอนิ เตอรเ์ นต็ เหลา่ นี้เปน็ ตน้

6.4 แนวคิดพ้นื ฐานของนวตั กรรมทางการศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษาได้รับการพัฒนาข้ึนโดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดพ้ืนฐาน 4

ประการ คือ

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 74

1) แนวคิดด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) หลักการ
จัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นจัดการศึกษาตามความสนใจและความสามารถของผู้เรียนเป็นสําคัญ
ซึ่งนกั การศึกษาไดพ้ ฒั นาวิธกี ารใหมๆ่ เพอ่ื ส่งเสริมการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นให้ผ้เู รียนใชค้ วามสามารถใน
การเรยี นรู้ทีแ่ ตล่ ะคนมคี วามแตกต่างกันให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ การเรยี นรู้ใหม้ ากท่ีสุด

นวัตกรรมทางการศึกษาท่ีเกดิ จากแนวคดิ ด้านความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ไดแ้ ก่
- การเรียนแบบไม่แบ่งช้นั (Non-Graded School)
- แบบเรียนสาํ เรจ็ รปู (Programmed Text Book)
- เคร่อื งสอน (Teaching Machine)
- การสอนเป็นคณะ (TeamTeaching)
- การจดั โรงเรยี นในโรงเรยี น (School within School)
- เครื่องคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (Computer Assisted Instruction)

2) แนวคดิ ดา้ นความพร้อม (Readiness) การจดั บทเรียนใหม้ คี วามเหมาะสมกับระดับ
ความสามารถของผู้เรียนโดยการปรับปรุงลําดับของเนื้อหา หรือนํานวัตกรรมการศึกษาท่ีเหมาะสม
กับการสรา้ งความพรอ้ มจะทาํ ใหก้ ารจดั การเรยี นรู้ประสบความสาํ เร็จ

นวัตกรรมทางการศึกษาทเี่ กดิ จากแนวคิดดา้ นความพรอ้ ม ได้แก่
- ศูนยก์ ารเรยี น (Learning Center)
- การจดั โรงเรียนในโรงเรียน (School within School)
- การปรับปรงุ การสอนสามช้ัน (Instructional Development in 3 Phases)
3) แนวคดิ ด้านการใช้เวลาเพอ่ื การศึกษา เป็นการกําหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้ให้
สัมพนั ธก์ ับลกั ษณะเฉพาะของแต่ละวชิ า
นวตั กรรมทางการศกึ ษาท่เี กิดจากแนวคิดดา้ นการใช้เวลาเพื่อการศกึ ษา ได้แก่
- การจดั ตารางสอนแบบยืดหย่นุ (Flexible Scheduling)
- มหาวทิ ยาลัยเปดิ (Open University)
- แบบเรียนสําเรจ็ รปู (Programmed Text Book)
- การเรยี นทางไปรษณีย์
4) แนวคิดด้านการขยายตัวทางวิชาการและอัตราการเพิ่มประชากร เป็นการเพิ่ม
โอกาสในการเรยี นรู้แก่ประชากรซ่งึ อาจมีข้อจํากดั ทางการเรยี นร้บู างประการ
นวัตกรรมทางการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดด้านการขยายตัวทางวิชาการและอัตรา
การเพม่ิ ประชากร ได้แก่
- มหาวิทยาลยั เปดิ
- การเรียนทางวิทยุ การเรียนทางโทรทัศน์

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกีย่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 75

- การเรียนทางไปรษณยี ์ แบบเรยี นสําเร็จรปู
- ชดุ การเรียน

6.5 ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษา
นกั การศกึ ษาไดแ้ บง่ ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษาตามจุดเน้นของการพัฒนาการจัด

การศึกษาหลายลักษณะ
วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล (2550 : 8) อธิบายว่า นวัตกรรมทางการศึกษา แบ่งออกเป็น 5

ประเภท คอื
1) นวัตกรรมทางดา้ นหลักสูตร เช่น หลกั สตู รบูรณาการ หลักสูตรรายบุคคล หลักสูตร

กิจกรรมและประสบการณ์ หลกั สูตรท้องถนิ่
2) นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ เชน่ การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการ

กลุ่มสัมพันธ์ การสอนแบบเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
กระบวนการสร้างความตระหนัก กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการสบื สอบ กระบวนการสร้างทักษะการคิดคํานวณ การสอนแบบศูนย์
การเรียน การสอนแบบใช้ บทบาทสมมติ การสอนโดยใช้สถานการณ์จําลอง การเรียนแบบสัญญา
การเรียน การเรยี นเปน็ คู่ การเรียนเพอื่ รอบรู้ การเรียนแบบร่วมมอื เป็นต้น

3) นวัตกรรมสอ่ื การสอน เช่น Computer Assisted Instruction (CAI), Web-based
Instruction (WBI) Web-based Training (WBT) Virtual Classroom (VC) Web Quest
Web Blog บทเรยี นสําเร็จรูป บทเรียนโมดูล บทเรียนออนไลน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอน
จลุ บท ชดุ ส่อื ประสม วดี ทิ ัศน์ สไลดป์ ระกอบเสยี ง แผ่นโปร่งใส บัตรการเรียนรู้ บัตรกิจกรรม แบบ
ฝึกทักษะ เกม เพลง เปน็ ต้น

4) นวัตกรรมการประเมินผล เช่น การพัฒนาคลังข้อสอบ การลงทะเบียนผ่านทาง
เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดเพ่ือการใช้บริการของสถาบันศึกษา
การใชค้ อมพิวเตอรใ์ นการตดั เกรด

5) นวัตกรรมการบริหารจัดการ เช่น ฐานข้อมูล นักเรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะ
อาจารย์ และบุคลากร ในสถานศึกษา ด้านการเงิน บญั ชี พัสดุ และครภุ ัณฑ์

มหาวิทยาลัยรังสิต (2549 : 1) กล่าวว่า นวัตกรรมทางการศึกษาด้านการจัดการ
เรยี นรูท้ ี่ครูผสู้ อนสร้างหรอื พฒั นาขึน้ เพอื่ พัฒนาหรือปรบั ปรงุ แก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้ แบ่งได้ 2
ประเภท คือ

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 76

1) กิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้หรือเทคนิควิธีสอน (Instruction) เช่น บทเรียน
สําเร็จรูป ชุดการเรียนการสอน ชุดฝึก แบบฝึก แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นรูปแบบการสอน ,
กจิ กรรมการเรียนรู้, หรือกระบวนการเรยี นรู้ ชดุ พัฒนาคณุ ลกั ษณะ เป็นต้น

2) ส่อื การเรียนรู้หรอื สง่ิ ประดิษฐ์ (Invention) เช่น สือ่ ประสม วีดิทัศน์ แบบจําลอง
รปู ภาพ, แผน่ โปร่งใส, แผนภาพ เกมประดษิ ฐห์ รอื เกมฝึกทกั ษะ เปน็ ตน้

สําหรับนวัตกรรมทางการศึกษาท่ีเก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับช้ันเรียน
แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ประเภทกิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้และเทคนิควิธีสอน (Learning
and Instruction) และประเภทส่อื การเรียนรู้หรือสงิ่ ประดิษฐ์ (Invention)

6.6 ลักษณะของนวตั กรรมทางการศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษา เป็นการนําแนวคิดวิธีการมาใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริม

กิจกรรมการเรยี นการสอนใหม้ ีประสิทธภิ าพยิ่งข้นึ มลี กั ษณะสาํ คญั คือ
1) เป็นแนวความคิดท่ีไม่ยังไม่มีการนํามาปฏิบัติในวงการศึกษาและอาจเป็นส่ิงใหม่

บางสว่ นหรอื เปน็ ส่ิงใหมท่ ั้งหมดซ่ึงใช้ได้ไม่ได้ผลในอดีตซึ่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีข้ึน เช่น การ
นาํ คอมพวิ เตอร์มาใช้ในการจัดการเรยี นรู้

2) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติในลักษณะใหม่ซ่ึงดัดแปลงจากแนวความคิด
หรือแนวทางปฏิบัติเดิมท่ีปฏิบัติไม่ประสบความสําเร็จให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใน
ปัจจุบันและก่อให้เกิดความสําเร็จได้ และมีการจัดระบบขั้นตอนการดําเนินงาน ( System
Approach) โดยการพิจารณาข้อมูล กระบวนการ และผลลัพธ์ ให้เหมาะสมก่อนทําการ
เปล่ียนแปลงน้ันๆ

3) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติซึ่งมีมาแต่เดิมและได้รับการปรับปรุงให้มี
ลักษณะทนั สมยั และได้รับการพิสูจน์ประสทิ ธิภาพดว้ ยวธิ ีทางวิทยาศาสตร์หรืออยู่ระหวา่ งการวจิ ัย

4) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงของ
สภาพแวดล้อม ซงึ่ เอ้ืออํานวยให้เกิดความสาํ เร็จย่ิงข้นึ เชน่ การศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเอง

5) เป็นแนวความคิดหรือแนวทางปฏิบัติท่ีค้นพบใหม่อย่างแท้จริงซึ่งยังไม่ได้ทําการ
เผยแพร่หรอื ไดร้ ับการยอมรบั เปน็ ส่วนหนงึ่ ของระบบงานในปจั จุบัน

6.7 กระบวนการพฒั นานวัตกรรมทางการศกึ ษา
กระบวนการพัฒนานวตั กรรมทางการศกึ ษา แบง่ เปน็ 3 ขัน้ ตอนหลกั คอื

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 77

1) การประดิษฐ์คิดค้น เป็นขั้นตอนการศึกษาสภาพปัญหาและการคิดค้นเพื่อกําหนด
รูปแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการปรับปรุงแก้ไขปัญหา โดยพิจารณาความเป็นไปได้ตามหลักการท่ี
เกีย่ วขอ้ ง

2) การสร้างและพัฒนานวัตกรรม เป็นขั้นตอนการจัดทํานวัตกรรมตามรูปแบบที่กําหนด
จากขนั้ ตอนท่ี 1 สาํ หรับวิธพี ฒั นานวัตกรรมอาจทําไดห้ ลายวธิ ี ซงึ่ วิธที ไี่ ดร้ ับความนยิ มและไดร้ บั ความ
เชือ่ ถือ คอื การทดลองเพื่อพิสูจน์ประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการ
จัดการเรียนรู้

3) การยอมรับและนํานวัตกรรมไปใช้ เป็นขั้นตอนการยอมรับนวัตกรรมที่ได้สร้างและ
พัฒนาข้ึน และนํานวัตกรรมนั้นไปใช้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ในสถานการณ์
และสภาพแวดล้อมปกติ

ปัจจุบันมนี วตั กรรมทางการศึกษาจาํ นวนมากถูกนาํ เสนอใหน้ าํ มาใช้ในการพัฒนาการศึกษา
เชน่ นวัตกรรมทางการสอน นวัตกรรมหลักสูตร นอกจากน้ียังมีนวัตกรรมอย่างอ่ืนอีก ทําให้แนวคิด
เรอื่ งน้ีไดร้ ับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเร่ืองการพฒั นานวตั กรรมการเรียนรู้ โดยทั่วไปแล้ว
ครไู ด้รับการฝึกฝนในเร่ืองนี้มาอย่างเข้มงวดในสถาบันการผลิตครูแต่ละแห่ง สิ่งท่ีขาดอยู่น่าจะเอยู่ท่ี
การนําความรู้เหล่าน้ันมาประยุกต์ใช้ให้เข้าบริบทการทํางานท่ีแตกต่างกันของแต่ละคน เช่น การ
ทํางานในโรงเรียนทตี่ ้งั อยู่ในพื้นทีใ่ กลไ้ กลแตกตา่ งกนั การได้รับการสนับสนนุ จากผู้บริหารสถานศึกษา
เพ่ือนครู ผู้ปกครอง ผู้เรียน และผู้นําชุมชนต่างกัน แต่โดยหลักการของการแสวงหานวัตกรรมการ
เรยี นรู้ จะมีหลกั การหรือกระบวนการแสวงหานวัตกรรมท่ีมีขน้ั ตอนสาํ คญั 5 ขน้ั ตอน ดังรปู ตอ่ ไปนี้

ภาพที่ 6.1 กระบวนการแสวงหานวตั กรรม

ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 78

ขั้นที่ 1 การศึกษาเอกสาร แนวคิด หลักการ ในการศึกษาแนวคิดหรือหลักการท่ี
เก่ียวข้องกับเรื่องท่ีจะพัฒนานี้ เป็นขั้นตอนของการสํารวจว่าในทางวิชาการมีการพัฒนาเร่ืองนี้ไว้
อยา่ งไร มีใครที่เคยประสบปัญหาการพัฒนาการเรียนรู้หรือการบริหารสถานศึกษาเช่นเดียวกันน้ีมา
ก่อน และคนท่ีมีปัญหาเช่นเดียวกันนี้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ในห้องเรียนของเขาอย่างไร
เพื่อให้ได้แนวคิดและแนวทางท่ีจะนํามาแก้ไขปัญหาของตนเองต่อไป เพราะการศึกษาแนวคิดหรือ
หลักการท่ีเก่ียวข้องอย่างรอบคอบและรอบด้านจะทําให้มองเห็นนวัตกรรมหรือแนวทางท่ีจะเป็น
ทางเลือกในการแก้ปัญหาได้ รวมทั้งเป็นการสร้างความม่ันใจว่าแนวทางหรือหลักการท่ีจะนํามาใช้
แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรยี นของตนเองน้ันจะสามารทําไดจ้ ริง โดยมหี ลกั ฐานทางวิชาการท่ีนักวิจัยและ
นกั วชิ าการทัว่ ไปยอมรบั

1.1 การแลกเปลยี่ นเรยี นร้แู ละการแสวงหาแนวคดิ และหลักการ
1.2 การศึกษาเอกสาร งานวิจัย และประสบการณข์ องผู้เก่ยี วข้อง
ข้ันท่ี 2 การเลือกและการวางแผนสร้างนวัตกรรม กระบวนการสร้างนวัตกรรมทาง
การศกึ ษามขี น้ั ตอนทส่ี าํ คัญดังน้ี

ภาพที่ 6.2 แผนการสรา้ งนวตั กรรม
ขั้นที่ 3 สรา้ งและพัฒนานวัตกรรม จากแผนการสร้างนวตั กรรม ครูต้องศึกษาถึง
รายละเอียดของนวตั กรรมทจี่ ะสรา้ งและดาํ เนนิ ตามข้นั ตอน เช่น การสรา้ งนวัตกรรมทเ่ี ป็นชุดการ
เรียนรู้ ครอู าจดาํ เนนิ การสร้างตามขัน้ ตอนตอ่ ไปนี้

1) วเิ คราะห์จดุ ประสงค์การเรียนรู้
2) กําหนดและออกแบบชดุ การเรียนรดู้ ว้ ยตัวเอง
3) ออกแบบสือ่ เสริม

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 79

4) ลงมือทํา
5) ตรวจสอบคุณภาพคร้ังแรกโดยผู้เชีย่ วชาญ
6) ทดลองใชร้ ะยะสนั้ เพ่ือปรับปรงุ เนื้อหาสาระ
7) นาํ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาหรอื การพัฒนาการเรียนรู้
ข้ันท่ี 4 การหาประสิทธิภาพของนวตั กรรม ขัน้ ตอนน้ีเปน็ ข้ันตอนพิสจู นว์ า่ นวัตกรรมที่
สรา้ งขนึ้ น้ันเมอื่ นําไปใช้จะไดผ้ ลตามที่ต้องการหรอื ไม่ สามารถแกป้ ัญหาในชัน้ เรียนหรือพฒั นาผูเ้ รยี น
ไดจ้ ริงหรือไม่ การหาประสิทธิภาพของนวตั กรรมมีหลายวธิ ี ตั้งแตว่ ธิ งี ่ายๆ ทไี่ มต่ ้องใชต้ วั เลข ไปจนถึง
วธิ พี ิสจู น์ด้วยตัวเลข แตก่ ็ไมซ่ ับซ้อนจนเกินไป ซึง่ สามารถเลอื กใชไ้ ดต้ ามความเหมาะสม อาจจะทํา
เพยี งวธิ ใี ดวธิ หี นงึ่ หรอื 2-3 วธิ ีพร้อมกนั กไ็ ด้ เช่น

1) การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
2) การบรรยายคุณภาพ
3) การคาํ นวณค่ารอ้ ยละของผู้เรียน—
4) การหาประสิทธภิ าพของนวตั กรรม—
5) การประเมินสอื่ มัลตมิ ีเดยี
ข้นั ที่ 5 ปรบั ปรุงนวัตกรรม หลงั จากที่หาประสทิ ธิภาพของนวตั กรรมท่ีสร้างขนึ้ ไม่วา่
โดยวิธีใดก็ตาม ควรนําความคดิ เหน็ หรือข้อเสนอแนะเหล่าน้ันมาปรับปรุงนวตั กรรมใหม้ ีคุณภาพ
เหมาะสมทจี่ ะนําไปใช้ในหอ้ งเรียนมากขน้ึ

6.8 องค์ประกอบของนวัตกรรมการศึกษา
องค์ประกอบที่เป็นมติ ิสาํ คญั ของนวตั กรรม มีอยู่ 3 ประการ คอื
1) ความใหม่ (Newness) หมายถึง เป็นส่ิงใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น ซ่ึงอาจเป็นตัวผลิตภัณฑ์

บรกิ าร หรอื กระบวนการ โดยจะเป็นการปรับปรุงจากของเดิมหรอื พฒั นาขึน้ ใหม่เลยก็ได้ ประโยชน์ใน
2) เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefits) หรือการสร้างความสําเร็จในเชิงพาณิชย์

กล่าวคือ นวัตกรรม จะต้องสามารถทําให้เกิดมูลค่าเพิ่มข้ึนได้จากการพัฒนาสิ่งใหม่น้ันๆซ่ึง
ผลประโยชน์ท่ีจะเกดิ ข้นึ อาจจะวัดไดเ้ ปน็ ตัวเงินโดยตรง หรือไม่เป็นตัวเงินโดยตรงก็ได้ การใช้ความรู้

3) ความคิดสร้างสรรค์ (Knowledge and Creativity Idea) สิ่งที่จะเป็นนวัตกรรมได้
นัน้ ตอ้ งเกดิ จากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานของการพัฒนาให้เกิดซํ้าใหม่ ไม่ใช่เกิด
จากการลอกเลียนแบบ การทาํ ซาํ้ เป็นตน้

6.9 ระยะของนวตั กรรม
นวตั กรรม แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ คือ

ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 80

ระยะที่ 1 มกี ารประดิษฐ์คดิ คน้ (Innovation) หรอื เปน็ การปรุงแตง่ ของเก่าให้เหมาะสม
กับกาลสมยั

ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทําอยู่ใน
ลักษณะของโครงการทดลองปฏบิ ัติกอ่ น (Pilot Project)

ระยะท่ี 3 การนาํ เอาไปปฏบิ ัตใิ นสถานการณ์ทั่วไป ซ่ึงจดั ว่าเปน็ นวตั กรรมขัน้ สมบรู ณ์

6.10 ประโยชนข์ องนวตั กรรมทางการศกึ ษา
1) ช่วยพฒั นาศกั ยภาพ และความสามารถสงู สุดของบุคคล
2) ชว่ ย ขยายขอบเขตความรู้ และโลกทศั น์ทางวชิ าการได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
3) ช่วยลดปัญหาเรื่องความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
4) ชว่ ยเปดิ โอกาสทางการเรียนใหก้ บั ผ้เู รยี นอย่างทัว่ ถึง
5) ช่วยใหค้ นสามารถปรับตัวในสังคมท่ีเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วได้
6) ช่วยใหผ้ ู้เรียนใชเ้ วลาว่างให้เกดิ ประโยชนส์ งู สุด ในการศึกษาหาความร้เู พ่มิ เติม

6.11 นวัตกรรมทางการศึกษาในยุคปจั จุบนั
นวัตกรรมท่ีนํามาใช้ทั้งที่ผ่านมาแล้วและท่ีจะมีในอนาคตมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการ

ประยุกต์ใช้นวตั กรรมในด้านต่างๆ ในท่ีนจ้ี ะขอกล่าวคือ นวัตกรรม 5 ประเภท คอื
1) นวตั กรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้อง

กับสภาพแวดล้อมในท้องถ่ินและตอบสนองความต้องการของบุคคล โดยออกแบบหลักสูตรให้
สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก และ
สามารถทําการบูรณาการจากองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ มาประกอบหลักสูตรให้เข้ากับคุณธรรม
จรยิ ธรรม โดยมงุ่ ให้ผเู้ รียนเป็นคนดีมคี ุณธรรม นอกจากนยี้ ังมีหลักสูตรรายบุคคลสําหรับผู้เรียนแต่ละ
ประเภท หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ท่ีมุ่งเน้นกระบวนการในการจัดกิจกรรมและ
ประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพ่ือนําไปสู่ความสําเร็จ หลักสูตรท้องถ่ินที่ต้องการกระจายการบริหาร
จัดการออกส่ทู อ้ งถิน่ เพ่ือใหส้ อดคล้องกับศลิ ปวฒั นธรรมสง่ิ แวดล้อมและความเปน็ อยู่ของประชาชนท่ี
มีอยใู่ นแตล่ ะทอ้ งถ่นิ แทนทหี่ ลักสตู รในแบบเดมิ ทใี่ ช้วิธีการรวมศูนย์การพฒั นาอยใู่ นส่วนกลาง

2) นวัตกรรมการเรียนการสอน คือส่ิงใหม่ๆ ท่ีสร้างข้ึนมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเก่ียวกับการ
เรยี นการสอนหรอื พัฒนาให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แนวคิด รูปแบบ วิธีการ
กระบวนการ สือ่ ต่างๆ ที่เก่ยี วกบั การศึกษาเป็นการใช้ระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอน
แบบใหม่ๆ เป็นการใช้วิธีการสอนหรือเทคนิคการสอนในรูปแบบต่างๆ ที่นักการศึกษาได้คิดค้นเพื่อ
พฒั นาการด้านการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนทั้งในด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตนคติ ที่สามารถ

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 81

ตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง การเรียนแบบมีสว่ นรว่ ม การเรียนรู้
แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธีสอนจําเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการและ
สนับสนุนการเรยี นการสอน

3) นวัตกรรมสื่อการสอน เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เครือข่าย
และเทคโนโลยโี ทรคมนาคม ทําใหน้ ักการศึกษาพยายามนาํ ศกั ยภาพของเทคโนโลยเี หลา่ น้ีมาใช้ในการ
ผลิตส่อื การเรียนการสอนใหม่ๆ จํานวนมากมาย นวัตกรรมส่ือการสอน ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) มลั ติมีเดยี (Multimedia) การประชมุ ทางไกล (Teleconference) ชุดการสอน (Instructional
Module) วีดทิ ัศนแ์ บบมีปฏิสัมพนั ธ์ (Interactive Video)

4) นวัตกรรมทางด้านการประเมินผล เป็นนวัตกรรมท่ีใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวัดผลและ
ประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทําได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัย
สถาบนั ด้วยการประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์มาสนับสนุนการวัดผล ประเมินผลของสถานศึกษา
ครู อาจารย์ ตวั อยา่ ง นวตั กรรมทางด้านการประเมินผล

5) นวัตกรรมการบริหารจัดการ เป็นการใช้นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศมา
ช่วยในการบรหิ ารจัดการ เพื่อการ ตัดสินใจของผู้บริหารการศกึ ษาให้มคี วามรวดเร็วทันเหตุการณ์ ทัน
ต่อการเปลย่ี นแปลงของโลก นวตั กรรมการศึกษาท่ีนํามาใช้ทางด้านการบริหารจะเก่ียวข้องกับระบบ
การจัดการฐานข้อมูลในหน่วยงานสถานศึกษา เช่น ฐานข้อมูล นักเรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะ
อาจารยแ์ ละบุคลากร ในสถานศึกษา ดา้ นการเงิน บญั ชี พสั ดุ และครุภัณฑ์ ฐานข้อมูลเหล่านี้ต้องการ
ออกระบบท่สี มบรู ณ์มีความปลอดภยั ของข้อมลู สงู

วงการศึกษาปัจจุบัน นํานวัตกรรมที่เป็นสิ่งใหม่ๆมาใช้ในการเรียนการสอนอยู่เป็นจํานวน
มาก แต่นวัตกรรมเหล่านี้ก็ยังไม่แพร่หลายเป็นท่ีรู้จักกันท่ัวไปในวงการศึกษาปัจจุบัน ปัจจุบันเริ่มมี
การใช้ E-learning ท่ีเป็นการเรียนผ่านทางส่ืออิเลคทรอนิกส์ที่แสดงเน้ือหาทางคอมพิวเตอร์รูปของ
สอ่ื มลั ติมเี ดียได้แก่ ขอ้ ความอเิ ลคทรอนกิ ส์ ภาพนง่ิ ภาพกราฟิก วิดีโอ ภาพเคล่ือนไหว ภาพสามมิติท่ี
ผา่ นสื่อบนเครอื ข่ายอินเตอร์เนต็ ทที่ ําใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรตู้ ามความสามารถและความสนใจของตนโดย
เน้ือหาของบทเรียนซ่ึงจะประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และมัลติมีเดียอ่ืนๆ จะถูก
ส่งผ่านผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพ่ือนร่วมช้ันเรียนทุกคน สามารถติดต่อ
ปรกึ ษา แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ระหวา่ งกันได้

6.12 นวตั กรรมการศึกษา เพื่อคุณภาพการเรียนรู้คคู่ วามสุข
5 กิจกรรมจาก 5 โรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพ่ือยกระดับคุณภาพ

การศึกษาอย่างต่อเนอื่ ง (TSQP) ในความดแู ลของกองทนุ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ท่ี
เน้นให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Active learning) พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 82

ด้วยความสนกุ และถ้าเป็นรูปแบบของเครื่องมือหรือนวัตกรรม นักเรียนทุกคนจะต้องสามารถเข้าถึง
ได้เทา่ เทียมกัน เพือ่ ลดชอ่ งว่างความเหลือ่ มลํา้ ในโรงเรยี น

กสศ.และ TSQP มงุ่ หวงั ให้คุณครูจากโรงเรียนอ่ืน ๆ นําแนวทางจากกจิ กรรมเหล่าน้ีไปปรับ
ใช้กบั นักเรียนของตนเอง เพอ่ื ร่วมสรา้ งห้องเรยี นเสมอภาคไปดว้ ยกัน

1) “โรงเรยี นไรเ้ สียงออด” ฝึกความรบั ผิดชอบของนกั เรียน
นกั เรียนจะเขา้ แถวและเขา้ เรยี นตรงเวลาได้หรอื ไม่ หากไม่มเี สยี งออด? ปกตโิ รงเรยี น

ทั่วไปจะใช้เสียงออดหรือเสียงระฆังเพ่ือส่งสัญญาณให้นักเรียนรู้ตัวว่าต้องทํากิจกรรมต่าง ๆ ต้ังแต่
เคารพธงชาติ เข้าเรียน หมดคาบเรียน ไปจนถึงบอกเวลาเลิกเรียน เพ่ือให้นักเรียนได้รู้จักกรอบของ
เวลา รู้จกั หน้าท่ีและระเบียบวินัย แต่โรงเรียนลําปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์กลับมีความคิดแตกต่าง
ออกไป โดยต้งั คาํ ถามวา่ จะดกี วา่ หรือไม่ถ้าโรงเรียนเปลี่ยนจากการ “บังคับ” ไปเป็นการสอนให้เด็ก
รจู้ กั “กํากบั ตนเอง”

อ.วิเชียร ไชยบัง ผู้อํานวยการโรงเรียนลําปลายมาศพัฒนา เปิดเผยว่า การเลิกใช้
เสียงออด เป็นการฝึกให้เด็ก ๆ รู้ด้วยตนเองว่าตอนน้ีต้องทําอะไร ช่ัวโมงข้างหน้าจะทําอะไร ทําให้
พวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ และนําไปสู่การรู้จักกํากับตัวเอง รู้ตัวว่าตอนน้ีกําลังทําอะไร ภายใน
ขอบเขตเวลาเท่าไหร่ ไปจนถงึ การวางแผนการทาํ งาน เพราะในวันท่ีต้องออกไปทํางานร่วมกับคนหมู่
มาก ความรับผิดชอบ ความตรงตอ่ เวลา ถอื เปน็ อกี ลกั ษณะนิสยั ท่จี ําเป็นเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่น และไม่มี
ผู้อื่นมาคอยเตอื น

“เราจะทําทุกอย่างไม่ให้เด็กรู้สึกว่าถูกบังคับ เราจะไม่มีเสียงออด เสียงระฆัง โดย
สร้างวิถีที่เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เด็กต้องกํากับตัวเองให้ได้ในแต่ละช่วงเวลา ว่าเวลาน้ีต้องหยุด สร้าง
ความสม่าํ เสมอจนมีเซนสเ์ ร่ืองเวลา กาํ กับตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่าใกล้เข้าแถว เข้าห้องเรียน
ไดแ้ ลว้ ”

ในระยะเร่ิมต้นปรับตัวต้องใช้เวลาฝึกท้ังครูและนักเรียน ครูต้องไม่เข้าไปบังคับเด็ก
สว่ นเดก็ ก็จะต้องรูต้ นเองมากข้ึน แต่เม่ือทําไปไดส้ ักระยะเด็ก ๆ จะสามารถปรับตัวได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะ
ถูกปลูกฝงั ตดิ ตัวไปจนถงึ ตอนโตและสามารถนําไปใช้ในชวี ิตจริงนอกร้ัวโรงเรียนซ่ึงไม่มีเสียงออด เสียง
ระฆังมาคอยเตอื นพวกเขา ซง่ึ ความสําเร็จของโรงเรียนไรเ้ สยี งออดน้ี ได้กลายเป็นต้นแบบการฝึกวินัย
นักเรยี นของอีกหลายโรงเรียนทัว่ ประเทศ

2) ปรับตารางเรียน เปลยี่ นวธิ สี อน ดว้ ยการบูรณาการแบบ PBL
ปัญหาใหญ่ของห้องเรียนไทย คือ “เวลา” และ “เนื้อหา” แม้หลายโรงเรียนจะ

พยายามปรับเปลี่ยนคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีข้ึน แต่ก็ยังติดกับกรอบเดิม ๆ เรื่องท่ีจะต้อง
กําหนดสัดส่วนคาบเรียนและเนื้อหาในแต่ละสัปดาห์ ทําให้ไม่อาจขยับปรับเปลี่ยนได้มากนัก และ
ด้วยหลักสูตรของแต่ละวิชาท่ีเขียนแยกกัน ทําให้ขาดการเชื่อมโยงความรู้เข้าด้วยกัน นักเรียนจึงไม่

ความรเู้ บ้อื งต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 83

สามารถเรียนรู้แบบเกิดประโยชน์สูงสุด แนวทางแก้ปัญหาคือการปรับตารางเรียนและเนื้อหา ใช้
“สถานการณเ์ ดียวกัน” เพอื่ ทําความเข้าใจเนื้อหาทุกวชิ าหลักพร้อมกัน

หน่ึงในตัวอยา่ งความสาํ เรจ็ ทเี่ กดิ ข้นึ คอื โรงเรยี นบ้านห้วยปูลิง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
ที่ผนวกรายวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ใช้วิธีการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ Project-Based
Learning (PBL) ใหเ้ ด็กไดเ้ รียนรู้ด้วยตัวเอง สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอน
หนา้ ชน้ั เรยี นตลอดคาบ เป็นผู้ดแู ลกระบวนการ และผสู้ ร้าง “สถานการณ์” ให้นักเรยี น
อ.พวงชมพู เฮ็งประเสริฐ ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านห้วยปูลิง กล่าวว่า โรงเรียนยังคงยืนพ้ืนด้วยวิชา
หลกั คอื ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือ ทั้ง วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี (กอท.) สังคม สุขศึกษาและพละศึกษา และ ดนตรี จะบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกันเป็น
“หน่วยเรียนรู้” ตามโจทย์ต่าง ๆ เช่น ของเล่นพ้ืนบ้าน สมุนไพรผักพื้นถ่ิน ท่ีจะนําเอาตัวชี้วัดแต่ละ
รายวิชามาออกแบบการเรียน ให้นักเรียนบรรลุตัวชี้วัดของทุกรายวิชาด้วยอย่างมีคุณภาพ และได้รับ
ความสนกุ มากกวา่ การเรียนแบบเดิม

“เมอ่ื ตารางสอนเปล่ียน การสอนของครูเปล่ียน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กก็เปลี่ยน
เด็ก ๆ กล้าแสดงออกมาขึ้น สามารถคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ได้ดีข้ึน ท่ีสําคัญคือการสอนแบบน้ี
ช่วยลดความเหลื่อมลา้ํ จากเดิมท่ีคนมองว่าเดก็ บนดอยทาํ ไมไ่ ด้ ไมเ่ กง่ ไมม่ ศี ักยภาพ เรากอ็ ยากพิสูจน์
ว่าเด็กบนดอยทําไมจะทําไม่ได้ ไม่ว่าเด็กบนดอย เด็กพื้นที่ราบ เด็กรวย เด็กจน สามารถเรียนรู้ได้
พัฒนาตัวเองได้ถา้ ได้รบั โอกาสการเรยี นรทู้ ่ีดซี ่งึ พสิ ูจนแ์ ลว้ ทําไดจ้ รงิ ”

3. Active Learning ฝึกคดิ ฝึกทาํ กบั กิจกรรม “บ้านวทิ ยาศาสตร์น้อย”
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้จัดทําโครงการ “บ้านวิทยาศาสตร์น้อย” เป็น

แนวทางสําหรับโรงเรียนทต่ี อ้ งการใช้การเรยี นการสอนแบบ “Active Learning” หรือเน้นการเรียนรู้
ผ่านการลงมือทํา โดยมีจุดประสงค์คือ เด็กสามารถส่ือสารได้เก่งขึ้น สามารถให้เหตุผลกับคําถามที่
ยาก ๆ ได้ และเหน็ ถึงกระบวนการคดิ ทีเ่ กดิ ขึน้ ในตวั เดก็

ช้ันเรียนในโครงการบ้านวิทยาศาสตร์นอ้ ย แบ่งออกเป็น 4 ข้ันตอน ไดแ้ ก่
1) “จติ ปญั ญา” หรือการสร้างสมาธกิ ่อนเร่ิมบทเรยี น ทาํ ได้ท้ังการน่ังสมาธิ หรือเล่น
เกม เช่น ตบแปะ การฝกึ สมาธิจะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิ รู้สึกตัวเร็ว ง่ายต่อการดึงสมาธิกลับมาสู่ช้ัน
เรยี น
2) “ต้ังคําถาม” หลงั จากนักเรยี นพรอ้ มเรียนแลว้ ครจู ะนําเขา้ สูเ่ น้ือหาโดยตั้งคําถาม
ปลายเปิด กระตุ้นความสนใจในชั้นเรยี น พยายามลดคาํ ถามปลายปิดแบบ “ใช่ -ไม่ใช่” เพื่อให้เด็กคิด
หาคาํ ตอบหาเหตผุ ลมาตอบคาํ ถาม

ความรเู้ บ้อื งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 84

3) “ลงมือทดลอง” ครูให้นักเรียนหาคําตอบของคําถามด้วยตัวเอง เมื่อเด็กได้
คาํ ตอบแลว้ ครจู ะไม่บอกทันทวี า่ ถูกหรือผิด แต่จะให้เด็กได้ลงมือทดลองปฏิบัติ ซึ่งจะทําให้เขารู้ด้วย
ตวั เองว่าส่ิงทค่ี ิดถูกต้องหรอื ไม่ นับเปน็ การสร้างองคค์ วามรู้ดว้ ยตวั เอง

4) “สรปุ ” สงิ่ ทเี่ กิดข้นึ ต่อยอดไปยังการเรยี นรู้เร่ืองอ่ืน โดยครูจะคอยไกด์คําถามให้
อยใู่ นกรอบการเรยี นรู้ จนเด็กสามารถสรุปและเชื่อมโยงไปยงั โจทย์อนื่ ตอ่ ไป

โรงเรียนชุมชนวัดน้ําขาว จ.สงขลา เป็นโรงเรียนหนึ่งที่ตัดสินใจนําโครงการบ้าน
วทิ ยาศาสตรน์ อ้ ยมาประยุกต์ใชร้ ่วมกับการสอนปกติในชั้นเรียนอนุบาล – ป.3 ทกุ วันพุธ คณุ ครูมณฑา
บหู สั ครูประจําชนั้ ป.1 โรงเรียนชมุ ชนวัดนาํ้ ขาว กลา่ วถึงความรู้สกึ หลังจากจัดกิจกรรมให้นักเรยี นว่า

“เวลาเราเหน็ เดก็ ตอบคําถามท่ีเราไม่คิดว่าเด็กจะคิดได้แบบน้ี เรานี่ว้าวหายเหนื่อย
เป็นปลิดทิ้ง มนั สะทอ้ นว่าส่ิงทีท่ ํามาทั้งหมดนไ่ี ดผ้ ล จนเด็กสามารถคิดหาคาํ ตอบไดต้ วั เอง”

4) ทาํ ดีหรือไม่ดอี ย่างไร ประเมนิ ตนเองได้ผ่าน “ขวดนํ้า”
จะดกี วา่ ไหมถา้ นักเรียนได้เปน็ คนประเมินการเรียนร้ขู องตนเอง? โดยปกติครจู ะเปน็

คนคอยใหค้ ะแนนนกั เรียน ประเมินวา่ นักเรียนทําคะแนนและผลงานออกมาไดด้ ีหรอื ไมเ่ พยี งฝุายเดียว
แต่ท่โี รงเรียนวัดกคู่ าํ (เมธาวสิ ัยคณาทร) อ.สนั ปุาตอง จ.เชียงใหม่ ได้เปล่ียนวิธีการให้คะแนน โดยนํา
นกั เรียนเขา้ มามสี ่วนร่วมใหค้ ะแนนตวั เองประกอบการประเมินผลในช่วงของการเรียนรู้แบบ Active
Learning

รูปแบบที่โรงเรยี นนํามาใช้คือการจัดเรียง “ขวดบรรจุนํ้าสี” ไล่เรียงกันไปตั้งแต่เต็ม
ขวดจนหมดขวดแทนคะแนน 1-10 เม่ือส้ินสุดกิจกรรมจะให้เด็กประเมินตัวเองว่าตัวเองควรจะได้
คะแนนเทา่ ไหรจ่ ากกจิ กรรมท่ีได้ทําไป แลว้ ใหเ้ ด็กไปยนื อยู่ตรงขวดนํา้ น้ัน พร้อมกบั อธิบายวา่ ทําไมถึง
ให้คะแนนตนเองเท่าน้ี วธิ ีนี้จะทําใหเ้ ดก็ ๆ ไดย้ ้อนคดิ พิจารณาประเมินผลตัวเองในแง่มุมต่าง ๆ โดยมี
ครูเปน็ ผ้ซู ักถามรายละเอียด เช่น ทาํ ไมให้คะแนนตวั เองเท่าน้ี วันน้ีทาํ จุดไหนไดด้ ี มจี ดุ ไหนที่ทําไม่ดี มี
จดุ ไหนท่ีตอ้ งปรบั ปรุง

ข้อดีของการทเ่ี ด็กไดป้ ระเมินตวั เอง คือ สามารถสะท้อนบางมุมที่คุณครูอาจจะมอง
ไม่เห็นว่าเด็กคิดอย่างไร ทําอะไรบ้างในคาบนั้น และทําให้เขาสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในครั้ง
ต่อไป ซ่ึงขวดนํ้าเป็นเพียงแค่รูปแบบหรือจุดเริ่มต้นหนึ่งของการประเมินตัวเอง ยังมีอีกหลายวิธีท่ี
โรงเรยี นอน่ื สามารถนําไปประยกุ ตใ์ ช้ได้

“ผลลัพธท์ ี่ได้อาจเปน็ คะแนนตัวเลขแต่ก็ไม่ใช่คะแนนที่จะไปตัดสินความดี ความช่ัว
ความเก่ง ความอ่อนของผู้เรียน แต่เป็นไปเพื่อดูพัฒนาการของแต่ละทักษะว่ามีข้ึนมีลงอย่างไร ใน
อนาคตจะมหี ลักสูตรเปน็ ฐานสมรรถนะ คอื ไม่ได้สอบวัดผลแต่จะเป็นการวดั ว่าทาํ ได้ไม่ได้ เหมือนสอบ
เลื่อนขั้นของเทควันโดจากสายเหลืองไปจนถึงสายดํา ท่ีจะต้องแสดงความสามารถท่ีแท้จริงออกมา
การประเมนิ แบบนจี้ ะเขา้ มามบี ทบาทในการเรยี นรู้ แบบฐานสมรรถนะมากข้ึน”

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 85

5) ปางปอยเมกเกอร์ พน้ื ทพี่ ัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์
การเรยี นรู้ทีด่ ี คอื การเรียนรู้ผ่านการลงมือคิดจริง ทําจริง และได้ผลงานของตนเอง

จริง มูลนธิ ิโรงเรยี นสตาร์ฟิชคันทรีโฮมจึงสรา้ ง STEAM Design Process หรอื เครอื่ งมือพัฒนาทักษะ
ความคิดสร้างสรรคแ์ ละการแกป้ ญั หา ผา่ นการออกแบบผลงานตนเอง ซ่ึงกระบวนการนเี้ ป็นจุดเร่ิมต้น
ของ “ปางปอยเมกเกอร์” กจิ กรรมของโรงเรยี นบ้านปางปอย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สร้างสรรค์
ให้นักเรียนได้เลือกเรียนในส่ิงท่ีตัวเองสนใจ โดยการสร้างผลงานใน “ปางปอยเมกเกอร์”
ประกอบดว้ ย 5 ข้ันตอนดงั นี้

1) “ตง้ั คาํ ถาม” วา่ เราจะทําอะไร อยากจะผลิตอะไรออกมา
2) “จนิ ตนาการ” ใช้ความคิดสรา้ งสรรค์ ว่าหน้าตาของสิง่ นั้นจะเปน็ อยา่ งไร
3) “วางแผน” ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพ่ือค้นหาข้อมูล และวางแผนว่าจะทํา
อะไรบ้าง
4) “ลงมอื ” สรา้ งสรรค์ผลงานดว้ ยทกั ษะทต่ี นเองมี
5) “สะท้อน” (reflect) และ “รดี ีไซน์” เพื่อพฒั นาต่อยอดผลงานใหด้ ีขน้ึ
ตวั อย่างผลงานนักเรียนท่ีสร้างจากปางปอยเมกเกอร์ คือ “ทองพับสมุนไพรจากแปูง
กล้วยนํ้าว้า” ผลงานนี้ผ่านการผลิตและต่อยอดจนได้รางวัลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ
ประเภทกิจกรรมการประกวดแปรรูปอาหารปี 2562 นับเป็นอีกตัวอย่างความสําเร็จของการปรับ
รูปแบบการเรียนเปล่ยี นการสอน ท่เี ลกิ ท่องจําสูตรเดิมๆ และ หนั มาเน้นพฒั นาสตู รใหม่ดว้ ยตัวเอง
“การทําหน้าท่ีของครูคือจะเปล่ียนจากคนสอน คนบอกสูตร มาเป็นคนที่แค่คอย
ชีแ้ นะให้คาํ แนะนําให้เขารจู้ กั ไปหาข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น การทําแปูงจากกล้วยนํ้าว้า เด็กก็ต้องไปหา
วิธที าํ จากในอนิ เตอรเ์ นต็ การทําคร้ังแรกอาจไมส่ าํ เรจ็ นักเรยี นกต็ อ้ งมาปรับแก้ไข ตรงน้ีเป็นสิ่งสําคัญ
ของการเรยี นร้แู บบ Active Learning”
5 กิจกรรมท่ียกตัวอย่างมานี้ เป็นกิจกรรมที่เน้นให้นักเรียนลงมือทําด้วยความสนุก โดย
สอดแทรกความรู้เข้าไปในทุกกระบวนการ ทุกกิจกรรมเป็นผลงานที่ กสศ. และหน่วยงานท่ีให้ความ
ร่วมมือล้วนภาคภูมิใจ และอยากให้โรงเรียนทั่วประเทศนําไปปรับใช้กับนักเรียนของตนเอง เพื่อให้
นักเรยี นมีทกั ษะที่จาํ เปน็ ตอ่ การใช้ชีวิตในอนาคตอย่างครบถว้ น

6.13 นวตั กรรมและเทคโนโลยีทโี่ รงเรียนควรนามาใช้
1) การเรียนรผู้ ่านสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส์ ( Electronic Learning ) หรือ E-Learning การศึกษา

เรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต(Internet) หรืออินทราเน็ต(Intranet) เป็นการเรียนรู้
ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่ง
ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพเสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 86

Browser โดยผเู้ รยี น ผู้สอน และ เพือ่ นร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปล่ียนความ
คิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับ การเรียนในช้ันเรียนปกติ โดยอาศัยเคร่ืองมือการติดต่อ สื่อสารท่ี
ทนั สมัย(e-mail, web-board, chat) จงึ เปน็ การเรียนสาํ หรับทกุ คน, เรียนไดท้ ุกเวลา และทุกสถานท่ี
(Learn for all : anyone, anywhere and anytime)

2) ห้องเรียนอัจฉริยะ ( Electronic Classroom ) หรือ E-Classroom เป็นการจัดระบบ
บริหารจัดการหอ้ งเรยี น ที่ใช้การเรียนการสอนแบบ On-Line 3) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E- Book )
และห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ ( E- Library ) เพื่อเสริมการเรียนการสอน ให้แก่นักเรียน ครู และ
สําหรับสถานศึกษาที่สอนในระดับประถมปลาย เนื่องจากเด็กวัยนี้กําลังอยากรู้อยากเห็นและอยาก
พสิ จู นค์ วามสามารถของตนเอง 4) การสอนบนเว็บ ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกวิชาโดยอาจจะใช้สอนท้ัง
รายวิชาหรือเพ่ือประกอบเน้ือหาวิชาการสอน แบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ คือ1) ใช้เว็บท้ังวิชา 2) ใช้เว็บ
เสริม3) การใช้ทรัพยากรต่าง ๆ บนเว็บเป็นส่วนหน่ึงของเนื้อหา4) ห้องเรียนเสมือน5) การจัดการ
เรียนการสอนทางไกลผา่ นดาวเทียม

6.14 แนวทางการนานวตั กรรมและเทคโนโลยีมาในโรงเรยี น
ขน้ั ตอนการนํามาใชใ้ นโรงเรียน ประกอบดว้ ยขั้นตอน 6 ข้นั ดังนี้
1) จัดทําแผนการนําเทคโนโลยี มาใช้ต้องให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ และเตรียมตัวใน

การพัฒนาสง่ิ แวดล้อมที่เกีย่ วข้องให้ประสานสอดคลอ้ งกนั การเตรียมงบประมาณรองรับให้ครอบคลุม
ค่าใชจ้ า่ ย และคนทจ่ี ะดูแลระบบ และผ้เู ก่ยี วข้องไดร้ บั ทราบและทําความเข้าใจดว้ ย

2) การพัฒนาหรือจัดหาระบบเทคโนโลยีท่ีต้องการนํามาเข้าใช้ จะต้องดําเนินการอย่าง
เป็นระบบ โดยการพิจารณา วิเคราะห์และคัดเลือกด้วยวิธีการท่ีกําหนดไว้อย่างชัดเจน และจัดหา
ผู้พัฒนาระบบและผูใ้ ห้บริการทจ่ี ะปรับปรุงพัฒนาระบบทจ่ี ะนํามาบรหิ ารจัดการ

3) การเลอื กเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม มีความสําคัญต่อความสําเร็จและความล้มเหลวของ
การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยเี พื่อการบรหิ ารจดั การมาก เช่น การเลือกใช้วสั ดุ อุปกรณ์ หรือบุคลากรขาด
ความรู้ เพราะเทคโนโลยีมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จึงจําเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้
พจิ ารณาร่วมกันกับบคุ ลากรของโรงเรยี น

4) การพัฒนาบุคลากรที่ควบคุมการใช้เทคโนโลยี เป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องให้งานประสบ
ผลสําเร็จและมปี ระสทิ ธิภาพ และใช้งานอย่างครบถว้ น

5) การบาํ รงุ รักษา ให้เหมาะสมกบั ความตอ้ งการและการเปลย่ี นแปลงและสอดคล้องกับ
เทคโนโลยสี มยั ใหม่

6) การติดตาม ประเมินผล ควรประเมิน 2 ส่วนคือ ส่วนแรกต้องประเมินผลงานท่ี
กาํ หนดไวใ้ นแผน และประเมินความพึงพอใจในการบรกิ าร

ความรเู้ บ้อื งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 87

ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีก้าวหน้า
อย่างต่อเน่ืองส่งอิทธิพลอย่างเข้มข้นต่อการพัฒนานวัตกรรม นักการศึกษาและผู้ประกอบการ
ทางการศึกษาจึงสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อลดข้อจํากัดในการเรียนรู้, สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งการ
เรียนรู้, และเพิ่มความสําเร็จในการเรียนรู้ อาทิ โปรแกรมสร้างแบบทดสอบ (Online Test),
โปรแกรมแปลงรูปภาพเป็นอักษร OCR (Optical Character Recognition), โปรแกรมการประชุม
ทางไกล (Video Conference), โปรแกรมควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล (Remote Desktop
Connection), โปรแกรมจัดการเอกสารร่วมกัน (Collaboration Tools), ฯลฯ ซึ่งนวัตกรรมเหล่าน้ี
ล้วนเปน็ เครื่องมือทช่ี ่วยอํานวยความสะดวกในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนอันทรงพลังที่นักการ
ศึกษาควรทําความรู้จักเพื่อนําไปปรับใช้ในการออกแบบนวัตกรรมทางการศึกษาและอํานวยความ
สะดวกในการเรยี นรู้ใหก้ บั ผเู้ รียน

6.15 การออกแบบนวตั กรรม
นวตั กรรมการเรียนรู้ (Learning innovation) หมายถึง ส่ิงใหม่ท่ีนํามาใช้ให้ผู้เรียนเกิดการ

เรยี นรู้
จะเห็นได้ว่านวัตกรรมการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมท่ีใช้ในวงกว้างด้านต่างๆ ท่ีเป็นการจัด

การศึกษา มจี ดุ เนน้ ท่ีการจดั การเรียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรู้มี
ความสาํ คัญต่อการเรียนรมู้ ากมาย

6.16 แนวคดิ ทฤษฎกี ารเรียนรู้เพ่อื การออกแบบนวตั กรรม
1) ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล (Individual Different)
การจัดการศึกษาของไทยได้ให้ความสําคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเอาไว้

อย่างชัดเจนซึ่งจะเห็นได้จากแผนการศึกษาของชาติ ให้มุ่งจัดการศึกษาตามความถนัดความสนใจ
และความสามารถ ของแตล่ ะคนเป็นเกณฑ์ ตัวอย่างท่ีเห็นได้ชัดเจนได้แก่ การจัดระบบห้องเรียนโดย
ใชอ้ ายเุ ปน็ เกณฑ์บ้าง ใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์บ้าง

2) ความพรอ้ ม (Readiness)
เดิมทีเดียวเช่ือกันว่า เด็กจะเริ่มเรียนได้ก็ต้องมีความพร้อมซ่ึงเป็นพัฒนาการตาม

ธรรมชาติ แตใ่ นปจั จบุ ันการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ช้ีให้เห็นว่าความพร้อมในการเรียนเป็น
สิ่งที่สร้างขน้ึ ได้ ถ้าหากสามารถจัดบทเรยี น ให้พอเหมาะกับระดับความสามารถของเด็กแต่ละคน วิชา
ท่เี คยเช่ือกันว่ายาก และไมเ่ หมาะสมสําหรบั เด็กเล็กกส็ ามารถนาํ มาใหศ้ ึกษาได้ นวตั กรรมท่ีตอบสนอง
แนวความคดิ พ้ืนฐานน้ีได้แก่ ศูนยก์ ารเรยี น การจดั โรงเรียนในโรงเรยี น

3) การใช้เวลาเพอื่ การศึกษา

ความรเู้ บ้อื งตน้ เกีย่ วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ 88

แต่เดมิ มาการจดั เวลาเพอ่ื การสอน หรือตารางสอนมักจะจัดโดยอาศัยความสะดวกเป็น
เกณฑ์ เช่น ถือหนว่ ยเวลาเป็นชวั่ โมง เทา่ กนั ทกุ วชิ า ทุกวันนอกจากน้นั กย็ ังจดั เวลาเรยี นเอาไว้แน่นอน
เป็นภาคเรยี น เปน็ ปี ในปัจจบุ ันไดม้ ีความคิดในการจัดเป็นหน่วยเวลาสอนให้สัมพันธ์กับลักษณะของ
แต่ละวชิ าซง่ึ จะใช้เวลาไม่เท่ากัน บางวิชาอาจใช้ช่วงส้ันๆ แต่สอนบ่อยคร้ัง การเรียนก็ไม่จํากัดอยู่แต่
เฉพาะในโรงเรยี นเท่านั้น

4) ประสทิ ธิภาพในการเรยี น
การขยายตวั ทางวิชาการ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทําให้มีส่ิงต่างๆ ท่ีคนจะต้อง

เรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก แต่การจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงจําเป็นต้อง
แสวงหาวธิ ีการใหม่ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพสูงขนึ้ ทั้งในดา้ นปจั จัยเก่ียวกบั ตัวผ้เู รียน และปัจจัยภายนอก

6.17 ขอ้ คานึงถงึ ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรปู้ ระเภทสื่อการสอน ดังนี้
1) วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2) ลกั ษณะผู้เรียน ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ระดับชัน้ ความรู้ ทกั ษะ
3) พน้ื ฐาน และประสบการณ์ของผู้เรยี น
4) รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรยี นรู้
5) ธรรมชาติเนื้อหาสาระการเรียนรู้ และวธิ ีการนําเสนอที่เหมาะสมสภาพการเรียน

ทรพั ยากรตา่ ง ๆ เช่น วัสดอุ ุปกรณ์ ครภุ ณั ฑ์ งบประมาณ
6) ราคานวัตกรรมท่ีเหมาะสม

6.18 โครงสร้างของการออกแบบนวตั กรรม ดังนคี้ ือ
1) ชอ่ื นวัตกรรม ผ้พู ัฒนาควรตง้ั ชอ่ื นวัตกรรมใหส้ อดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงค์ และเขา้ ใจง่าย

วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม การกําหนดวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมให้ชัดเจนส่งผลให้ การพัฒนา
นวัตกรรมนั้น รวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ขึ้น

2) ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผู้พัฒนาต้องพิจารณาทฤษฎีการเรียนรู้
เพ่อื ใหส้ อดคล้องกบั วัตถุประสงค์ ซง่ึ ทฤษฎีการเรียนรู้ถือเป็นส่ิงสําคัญที่จะใช้ในการพัฒนานวัตกรรม
ทางการศึกษา

3) ส่วนประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผู้พัฒนาต้องพิจารณา
ส่วนประกอบของนวัตกรรม ว่ามอี ะไรบา้ ง

5) การนํานวัตกรรมไปใช้และประเมินผล เป็นส่วนที่แสดงความสําเร็จของนวัตกรรม
ประกอบด้วย วิธีวัดผล เครื่องมือที่ใช้วัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียน
การสอน เม่ือการเรียนการสอนมีลักษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยตัวปูอน (Input) กระบวนการ

ความรเู้ บ้อื งต้นเกีย่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 89

(Process) และผลผลิต (Output) การนํานวัตกรรมมาใช้จัดการเรียนการสอนจึงมีจุดหมายท่ีจะ
ปรบั ปรงุ หรอื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพให้กบั ระบบการเรียนการสอน

6.19 หลักการออกแบบส่อื เพื่อการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 9 ข้นั ตอน ดงั นี้
ข้ันตอนที่ 1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ข้นั ตอนที่ 2 บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนที่ 3 ทวนความรู้เดมิ (Activate Prior Knowledge)
ขน้ั ตอนท่ี 4 การเสนอเน้อื หา (Present New Information)
ขน้ั ตอนที่ 5 ชแ้ี นวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขนั้ ตอนท่ี 6 กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขน้ั ตอนที่ 7 ใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั (Provide Feedback)
ขน้ั ตอนที่ 8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขน้ั ตอนท่ี 9 การจาํ และนาํ ไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดังนน้ั ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ผู้ออกแบบต้องคํานึงถึงหลักการข้างต้น เพ่ือให้

นวัตกรรมน้ันสามารถนํามาใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก คือเพ่ือช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการ
เรยี นการสอน และเพม่ิ ความสามารถในการเรียนร้ขู องผู้เรียน ใหม้ ปี ระสอทธภิ าพมากย่ิงขึ้น


Click to View FlipBook Version