The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราพื้นฐานสุนทรียศาสตร์ การรับรู้ และคุณค่าความงาม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jiamchangirl, 2022-01-03 06:03:03

ตำราพื้นฐานสุนทรียศาสตร์ การรับรู้ และคุณค่าความงาม

ตำราพื้นฐานสุนทรียศาสตร์ การรับรู้ และคุณค่าความงาม

Keywords: สุนทรียศาสตร์,สุนทรียะ,สุนทรีย์,สุนทรียภาพ,สุนทรียะแห่งชีวิต

พืน้ ฐานทางสุนทรยี ศาสตร์

การรบั รู้ และคณุ ค่าความงาม

สนามสุนทรียะ
(Aesthetic Field)

ผู้สรา้ งศิลปะ ศลิ ปะ
เปน็ ผลผลติ จากศลิ ปนิ (Art) ตัวกระตนุ้ (วัตถหุ รอื เหตุการณจ์ รงิ )

ผู้ดูพจิ ารณาผลงานศิลปะ

ศิลปิน หล่อหลอมจากวัฒนธรรมและภมู ิปญั ญา ผู้ดู
(Artist) (Beholder)

มีความแตกต่างทางวฒั นธรรม /ภูมปิ ญั ญา /ประสบการณ์

อาจารย์ ดร.เจยี มจันทร์ จันทร์คงหอม



คานา

ตาราพื้นฐานทางสุนทรียศาสตร์ การรับรู้ และคุณค่าความงามฉบับน้ี เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหารายวิชา
สุนทรียะแห่งชีวิต (Aesthetic Appreciation) รหัสวิชา 1-151-1003 ใช้ประกอบการเรียนการสอนสาหรับอาจารย์
และนักศึกษา เพ่ือช่วยให้การเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดสัมฤทธ์ผลทางการเรียนตาม
วัตถปุ ระสงค์ของหลักสูตร

ขอบเขตเนอื้ หาของตารามุ่งหมายทีจ่ ะให้ความรู้เกี่ยวกบั พน้ื ฐานสุนทรยี ศาสตร์ การรบั รู้ และคณุ คา่ ความงาม
ซึ่งเป็นเนอ้ื หาในหนว่ ยท่ี 1 จากทง้ั หมดทีผ่ ูแ้ ตง่ แบ่งออกเป็น 2 หน่วย ตามคาอธิบายรายวชิ า คือ กระบวนการพ้นื ฐาน
ทางสุนทรยี ศาสตร์ การสร้างประสบการณ์ การรบั รู้ และเขา้ ใจดา้ นศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ และการแสดง เพ่อื ให้เหน็
คณุ ประโยชน์ และนาไปสู่ความซาบซึง้ ของสุนทรยี ะแห่งชวี ิต ดังนี้

หน่วยท่ี 1 พ้ืนฐานทางสุนทรียศาสตร์ การรบั รู้ และคุณค่าความงาม
บทท่ี 1.1 สนุ ทรยี ศาสตร์กับปรชั ญา
บทที่ 1.2 แหล่งทม่ี าของความงาม
บทที่ 1.3 การรบั รู้
บทที่ 1.4 คุณค่าความงาม

หนว่ ยที่ 2 ประเภทผลงานศิลปะ ประโยชน์ สนุ ทรียะแหง่ ชีวิต
บทที่ 2.1 สุนทรยี ะในผลงานทัศนศิลป์
บทที่ 2.2 สุนทรยี ะในผลงานจนิ ตศลิ ป์
บทที่ 2.3 สุนทรียะในผลงานโสตศลิ ป์
บทที่ 2.4 สุนทรียะในผลงานผสมผสานศิลป์
บทที่ 2.5 ประโยชนข์ องสนุ ทรียะกับชีวิต

ซึ่งในรายละเอียดของตารามีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เก่ียวกับความสาคัญของสุนทรียะกับชีวิต
ตามวิธีการทางปรชั ญา คือ การศกึ ษาเกีย่ วกับความจรงิ (Ontology) การศกึ ษาเกี่ยวกบั ความรู้ (Epistemology) และ
การศึกษาเก่ียวกับคุณค่า (Axiology) โดยผู้แต่งได้เรียบเรียงจากการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ หนังสือ ตาราวิชาการ
และคาแนะนาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน รวมท้ังประสบการณ์จากการสอนในรายวิชาดังกล่าว และได้ใช้เนื้อหา
ดังกล่าวนี้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาสุนทรียะแห่งชีวิต ต้ังแต่ พ.ศ.2563 และมีการปรับปรุงแก้ไขมาเป็น
ลาดบั

ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าของหนังสือ ตารา และเอกสารต่างๆ ท่ีนามาอ้างอิง โดยผู้แต่งมุ่งหวัง
ประโยชนเ์ พ่ือการศึกษาเป็นสาคญั และหวงั เปน็ อย่างยง่ิ ว่าตาราฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ และนักศึกษา หาก
มีข้อเสนอแนะประการใด ผ้แู ต่งยนิ ดี ท่ีจะรบั นาไปปรับปรุงแกไ้ ข เพอ่ื ใหต้ ารามคี วามสมบูรณม์ ากยง่ิ ขน้ึ

อาจารย์ ดร.เจียมจนั ทร์ จนั ทรค์ งหอม
10 พฤษภาคม 2564

สารบัญ หนา้
1
หนว่ ยที่ 1 พื้นฐานทางสนุ ทรยี ศาสตร์กบั การรบั รู้ และคณุ ค่าความงาม 1
บทนา 2
ความหมายของสนุ ทรียศาสตร์ 4
การศกึ ษา: สนุ ทรียศาสตร์กบั การศกึ ษา 5
5
บทท่ี 1.1 สนุ ทรยี ศาสตรก์ ับปรชั ญา 6
1.1.1 สนุ ทรียศาสตรก์ บั ปรชั ญาบรสิ ทุ ธิ์ 11
1.1.2 สุนทรียศาสตรก์ บั ปรัชญาประยุกต์ 12
12
แบบฝึกหัด 15
บทท่ี 1.2 แหล่งที่มาของความงาม 21
22
1.2.1 ความงามในธรรมชาติ 22
1.2.2 ความงามที่มนุษยส์ ร้างสรรค์ข้นึ 26
แบบฝกึ หดั 33
บทท่ี 1.3 การรบั รู้ 34
1.3.1 มนษุ ย์กับการรับรู้ 34
1.3.2 ประสบการณช์ ้นั ต้น และประสบการณ์ชั้นรอง 37
แบบฝึกหัด 44
บทท่ี 1.4 คุณคา่ ความงาม
1.4.1 การวิจารณ์ 45
1.4.2 คุณคา่ สุนทรียะ 47
แบบฝึกหดั 50

บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ดรรชนี

สารบัญภาพ

ภาพที่ หนา้
1-1 ภาพ Aesthetica……………………………………………………………………………………..….…….…….. 2
1-2 ภาพ The School of Athens ……………………………………….……..………………………….…….. 7
1-3 ภาพแผนผังขอบข่ายสุนทรยี ศาสตร์...................................................................................... 9
2-1 ภาพธรรมชาต.ิ ...................................................................................................................... 13
2-2 ภาพจติ รกรรมแบบอย่างธรรมชาตนิ ิยม................................................................................ 14
2-3 ภาพแสดงศิลปะสาขาต่างๆ.................................................................................................. 16
2-4 ภาพ Gismoda..................................................................................................................... 17
2-5 ภาพแผนภมู สิ นามสนุ ทรียะ………………………………………………………..……….………..………….. 18
3-1 ภาพกระบวนการรบั รู้........................................................................................................... 23
3-2 ภาพผสั สะทงั้ 6.........................................................…………………………………….…….……….. 23
3-3 ภาพรูปและพืน้ .......................................................……………………………………………………… 24
3-4 ภาพแสงและเงา………………………………………………………………………………………………………. 25
3-5 ภาพตาแหนง่ และสดั ส่วน………………………………………………………………………….………...……. 25
3-6 ภาพความเคลอื่ นไหว……………………………………………………………………………………………….. 25
3-7 ภาพความประทับใจเม่ือพระอาทิตยข์ ้นึ …………………………………………………………….……….. 28
3-8 ภาพเหมือนบุคคล………………………………………………………………….………………………………… 28
3-9 ภาพลายไทยทีม่ ีตน้ แบบมาจากใบไม้………………………………………………………………………….. 29
3-10 ภาพลายกนก ลายเส้นสลักหนิ ศลิ ปะอนิ เดียคุปตะ พทุ ธศตวรรษที่ 9-10……………….…….. 30
3-11 ภาพปรศิ นาธรรม ภาพดอบวั กาลังบานอย่กู ลางสระ, สมยั รัชกาลท่ี 4……………….………..… 30
4-1 ภาพแผนผังผลงานสนุ ทรยี ะ................................................................................................. 35
4-2 ภาพความหมายของศิลปะ จากทรรศนะถวลั ย์ ดัชนี……………………………..……….…………... 36

หนว่ ยท่ี 1
พื้นฐานทางสุนทรยี ศาสตร์
การรบั รู้ และคณุ ค่าความงาม

บทนา

สุนทรยี ศาสตร์คอื อะไร

ช่วงเวลาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สังคมได้หล่อหลอมชีวิต และจิตวิญญาณของมนุษย์ เช่น
ความรู้สึกทางสุนทรียภาพ ประสบการณ์ การรับรู้ ส่ิงเหล่าน้ี ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกสุดของประวัติศาสตร์มนุษย์
ลักษณะของรูปแบบต่างๆ ได้ถูกมนุษย์พัฒนาขึ้นตามต้องการ หรือหน้าท่ีใช้สอย จากจิตสานึกทางสังคม มักมี
ความสัมพันธ์ทางศาสตร์สุนทรียะของมนุษย์เสมอ รูปแบบความงามที่ได้สร้างข้ึน จะมีรูปร่างการพัฒนาของตน เอง
ตามยุคสมัย ซ่ึงส่ิงน้ีเรียกว่า “ศิลปะ” วัตถุประสงค์ของงานศิลปะที่สร้างข้ึน มีแรงดลใจมาจากหลายประการ เช่น
สรา้ งเพอ่ื ประโยชน์ สร้างเพ่อื ความเชอ่ื ความศรทั ธา อ่ืนๆ หรอื แม้กระทัง่ สร้างข้ึนเพอ่ื ศิลปะเอง

แต่แท้จริงแล้ว ส่วนประกอบของความงาม ไม่ได้จากัดเฉพาะในศิลปะเท่านั้น ยังพบว่ามีการ
แสดงออกที่สมบูรณ์อย่างอื่นอีก ว่าด้วยความจริงแล้วมนุษย์มีสุนทรียภาพ ท่ีสัมพันธ์กับธรรมชาติ และสังคม
ประสบการณ์ทางด้านสุนทรียศาสตร์ ไม่เพียงแต่จะปรากฏในการเผชิญหน้ากับผลงานศิลปะเท่าน้ัน แต่ยังรวมถึงการ
สัมผัสกับวัตถุ ปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ทางธรรมชาติ ตลอดจนวถิ ีชีวิตในสังคมอีกด้วย ซ่ึงหนา้ ทข่ี องสนุ ทรียศาสตร์
คือการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสุนทรียะอย่างสม่าเสมอ ระหว่างมนุษย์กับโลกแห่งความเป็นจริง ศาสตร์ใน
กระบวนการของสุนทรียศาสตร์ จะตรวจสอบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ระหว่างปรากฏการณ์ปรากฏตัว ที่มี
ขอบเขตเฉกเช่นเดียวกับงานศิลปะ และแม้ว่าศิลปะจะเช่ือมโยงอย่างใกล้ชิดกับกิจกรรมทางสังคมในรูปแบบ ต่างๆ
เช่ือมโยงกับการผลิตวัตถุทางการเมือง ปรัชญา วิทยาศาสตร์ จริยธรรม และอ่ืนๆ บางครั้งก็มาบรรจบกันที่
ความจาเพาะเจาะจงในการรกั ษาความเปน็ ตัวของผูส้ รา้ งสรรคเ์ อง

ท้งั หมดนี้ เป็นการกลา่ วถงึ ขอบเขตของความสนใจ หรือกจิ กรรมท่ีเรยี กวา่ “วตั ถุ” (Object) ความ
พิเศษของขอบข่ายทเี่ รียกว่า “สนุ ทรียศาสตร์” 1

สุนทรียศาสตร์จึงเป็นวิชาที่มีหลักเกณฑ์ ซ่ึงตรวจสอบโดยหลักคิดท่ัวไปของการพัฒนาความสัมพันธ์
ระหวา่ งสุนทรยี ะของมนุษย์ กับความเปน็ จรงิ ของชวี ิต และโดยเฉพาะอย่างย่ิงรปู แบบทางศลิ ปะท่ีมนษุ ย์เป็นผสู้ ร้างข้ึน
ทม่ี าจากรปู แบบเฉพาะของจติ สานกึ ทางสงั คม การศกึ ษาบนฐานสุนทรียศาสตร์ จงึ เปน็ การเรียนรู้ คณุ ค่าความงาม อัน
เป็นประโยชน์ท้ังต่อตนเอง และสังคม เป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต ในวงการศึกษาได้เห็นคุณค่าความสาคัญ และ
จัดให้มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ซ่ึงการเรียนรู้เร่ืองของสุนทรียศาสตร์ จะเป็นการส่งเสริม และพัฒนาใน
บุคคลตลอดจนสังคมเชน่ กัน

1 G.A. Nedozchiwin. (1972). หน้า 1

2

ความสาคัญของสุนทรียศาสตร์ในฐานะวิชามีบทบาท และมีความสาคัญมายาวนานแล้วใน
ประวัติศาสตร์ตะวันตก ตั้งแต่ครั้งยุคกรีก ท่ีมนุษย์เริ่มมีการต้ังคาถามถึงเหตุ และผลของความรู้ โดยบทความของ โด
นอล ดับเบ้ลิ ยู คลาฟอด (Donald W. Crawford) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ แนวคดิ การเรยี นรู้พ้นื ฐานทางสนุ ทรียศาสตร์ เปน็ การ
ทาความเข้าใจอันสาคญั ยิ่งต่อวงการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาศลิ ปะ และบคุ คลสาคัญทีต่ ้องกลา่ วย้อนไปคือ
นักปราชญ์ชาวเยอรมัน นามว่า อเล็กซานเดอ โบมกาเตน (Alexander Baumgarted) คริสต์ศตวรรษที่ 18 เรื่องของ
ศาสตร์แหง่ ความงาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาของศลิ ปะคลาสสิก ซึง่ คาว่าสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) มรี ากฐานมาจากภาษา
กรกี คือ “Aesthetikos” ทีห่ มายถงึ เกย่ี วขอ้ งกบั ความร้สู กึ ทางการรบั รู้ ซึง่ สมั พนั ธก์ บั การรับรคู้ วามงาม2

ภาพที่ 1-1 ภาพ Aesthetica (1751) โดย Alexander Gottlieb Baumgarten
สบื ค้นมอื่ 4 ต.ค. 2563 เข้าถึงไดจ้ าก

https://en.wikipedia.org/wiki/Alexander_Gottlieb_Baumgarten#/media/File:Aesthetica.png

ความหมายของสุนทรยี ศาสตร์

ความหมายของสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics Meanings and Definitions) เป็นส่วนสาคัญลาดับตน้
ที่ตอ้ งทาความเขา้ ใจ มรี ากศัพท์มาจาก ภาษากรกี สว่ นภาษาไทยใช้คาวา่ สุนทรยี ศาสตร์ โดยเปน็ การสมาส คาสองคา
คือ สุนทรยี ์ หรือสนุ ทรีย + ศาสตร์ โดย สนุ ทรีย์ หรือสุนทรียะ แปลวา่ ดี งาม ส่aวนศาสตร์ แปลวา่ วชิ า ความรู้ และ
สนุ ทรียศาสตร์คอื อะไร แปลความหมายไดด้ ัง

สนุ ทรียศาสตร์ : Aesthetics หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยความซาบซ้ึงในคุณค่าของสิ่ง
งดงาม ไพเราะ หรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรืองานศิลปะ มักกล่าวในลักษณะเป็นปรัชญา หรือทฤษฎี ท้ังใน
เชงิ จติ วิทยา จริยศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวมถึงประวตั ิ รสนิยม และการวิจารณง์ านด้วยศลิ ปะ

สนุ ทรีย,์ สนุ ทรยี ะ, สนุ ทรยี ภาพ : Aesthetic หมายถึง เกี่ยวกับความซาบซ้ึงใน
คณุ ค่าของสิ่งงดงาม ไพเราะ ร่ืนรมย์ ไมว่ า่ จะเป็นของธรรมชาติ หรืองานศิลปะ ความรู้นกึ นเ้ี จริญไดด้ ้วยประสบการณ์
หรอื การศึกษา อบรม ฝึกฝน จนเปน็ อปุ นสิ ยั เกิดเป็นรสนิยม (Taste) ซ่ึงย่อมจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล3

2 Donald W. Crawford. (1987). p.1
3 ราชบณั ฑิต. (2530). หนา้ 6

3

นิยามของความหมายสุนทรียศาสตร์ ได้มีผู้รู้ได้ให้แสดงทรรศนะกันไว้มากมาย ท่ีล้วนเป็นเรื่อง
เกี่ยวกับการช่ืนชมความงาม ในลักษณะต่างๆ และการวิพากษ์เก่ียวกับความงามเหล่านั้น เป็นเร่ืองของการกาหนด
การรับรู้ส่ิงท่ีเราเรียกว่าความงาม และรูปแบบความงามท่ีเรารู้จักมีความหลากหลายมาก มีตัวแปรมากมายที่กาหนด
รูปแบบความงาม ต้ังแต่ตัวความงามเอง ผู้พิจารณาความงาม หรือสภาพสังคมแวดล้อม ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง สิ่ง
เหล่าน้ีมีอิทธิพลต่อ ความงาม ท้ังน้ีกระบวนการศึกษาสุนทรียะ หากนาไปใช้เพ่ือการเรียนการสอน ก็จะเรียกว่า
สุนทรียภาพทางการศึกษา (Aesthetic Studies) หากนาไปใช้เพ่ือการดาเนินชีวิตก็จะเรียกว่า สุนทรียภาพในชีวิต
(Aesthetic Appreciation)

ดังจะเห็นได้ว่าการแสวงหาความหมาย และทาความเข้าใจกับ สุนทรียศาสตร์นั้นจาเป็นจะต้องทา
ความเข้าใจถึงปรัชญาของส่ิงท่ีเราต้องการที่จะรู้ความหมาย เพ่ือท่ีจะเข้าใจสิ่งน้ันๆ นั่นเอง ความจริงแล้ว คาว่า
“สุนทรียศาสตร์” เป็นคาท่ีบัญญัติข้ึนโดย อเล็กซานเดอร์ โบมการ์เด็น (Alexander Gottieb Baumgart) ดังท่ี
สมเกียรติ ตั้งมโน ได้แปลความจาก Arthur C.Danto และยังกล่าวว่า ก่อนหน้านั้นราว 2,000 กว่าปี นักปราชญ์สมัย
กรีก เช่น เพลโต และอริสโตเติล ได้กล่าวถึงเรื่องความงามและความรู้สึกสะเทือนใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกทางการรับรู้
(Sense Perception) ของมนุษย์ และยังโต้เถียงกันในเร่ืองของความงามท่ีแท้ คืออะไร ค่าของความงามน้ันมีอยู่ด้วย
ตัวของมนั เองหรอื ไม่ ซึง่ ในสมยั นน้ั เปน็ ที่รจู้ กั กันในรปู ของวชิ า “ทฤษฎีแหง่ ความงาม” (Theory of Beauty)4

โบมการ์เด็น สนใจเรื่องของศาสตร์เกี่ยวกับความงาม หรือวิชา สุนทรียศาสตร์ (aesthetics) ซึ่งเป็น
วิชาท่ีว่าด้วยเร่อื งของความงาม การศึกษาเกี่ยวกับความรู้สกึ ทางการรบั รู้เก่ียวความงาม เป็นวิชาที่สาคัญท่ีมีการเรยี น
การสอนในระดับมหาวทิ ยาลัย และดังที่ สมเกยี รติ ตงั้ มโน ได้อา้ งองิ จาก ทวีเกยี รติ ไชยยงยศ วา่ ในสมัยน้นั มกี ารเรียน
การสอนถงึ ระดับปริญญา จนไดร้ บั การยกย่องวา่ เป็นบดิ าแห่งสนุ ทรียศาสตร์สมัยใหม่5 และในปจั จบุ ันนี้คงไมม่ ีใครท่ีไม่
รู้จักกับวิชาสุนทรียศาสตร์ โดยเฉพาะนักศึกษาทางด้านศิลปะ ท่ีปัจจุบันในประเทศไทยเราแม้กระทั่งการศึกษาระดับ
ปริญญาเอก ก็ยังคงต้องศึกษาศาสตร์ของสุนทรียศาสตร์ด้วยเช่นกัน เพราะท้ังนี้สุนทรียศาสตร์ เป็นศาสตร์ท่ีใช้ในการ
อธบิ าย คุณค่าของความงามนน่ั เอง

ในโลกตะวันออก นักปราชญ์อินเดีย ได้พูดถึงเร่ือง รส (Taste)6 หรือ RaSa ว่างเป็นส่ิงเทียม
นักปราชญ์อินเดียผูกพันกับเร่ืองรส หรือละครมอง ในประเทศจีนจากแนวความคิดตามปรัชญาของเต่า แม้จุดเริ่มต้น
จะเป็นเร่ืองของการแสวงหาสัจจะในธรรมชาติ ที่อธิบายไม่ได้ด้วยตัวอักษร แต่ได้นามาเปรียบเปรยไว้ในภาพเขียน
หรืองานจิตรกรรม ในตาราของจิตรกรช้นั ครู วิชาการจากแนวคิดเหลา่ นี้ไดข้ ยายตัว เผยแพรอ่ อกไปหลายประเทศ จาก
อินเดีย สง่ อทิ ธิผลสู่เอเชยี อาคเนย์ เช่นไทย พมา่ เขมร ลาว และจีน ทสี่ ่งผลต่อรวมถงึ เวยี ดนาม ญ่ีปุ่น เป็นต้น7

สนุ ทรียศาสตร์ จึงเก่ยี วข้องกับวชิ าปรัชญา ทีเ่ ป็นการพยายามทาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ประสบการณ์
และความคิดของเรา ท่เี ราพูดคุยถึงผลงานศลิ ปะ ทม่ี ีแรงดงึ ดูด สามารถทาให้เราสนใจได้ โดยวิชาปรชั ญา เป็นหน่งึ ใน

4 สมเกียรติ ตง้ั นโม. เอกสารออนไลน์ หน้า 1
5 สมเกียรติ ตงั้ นโม. เอกสารออนไลน์ หน้า 1
6 คนมีรสนิยม (Teaste) หมายถงึ ผ้ทู ่ีรู้จกั เลอื กสรรส่งิ ทตี่ นรักชอบ สงิ่ ทีม่ ีคณุ คา่ ให้กับตนเองได้ จะตรงขา้ มกบั ค่านิยม (Values) ที่ถกู

ผ้อู น่ื สร้างขน้ึ เป็นกระแสทแ่ี พรห่ ลาย (Popularization) เพอ่ื ชักจูง หรือชวนเชอื่ ให้หลงใหลกับสงิ่ ทีส่ ร้างขึน้ เปน็ ครงั้ คราว (สุชาติ
สุทธ.ิ (2544). หน้า ฉ.
7 ไพโรจน์ ชมนุ ี. (2559). หน้า 1

4

แขนงวชิ าท่ีนักวชิ าการศกึ ษาไดท้ าการจดั ระเบียบไว้ ดังยกตัวอยา่ ง เชน่ สาขาจติ วิทยา สาขาสังคมวิทยา สาขา
มานษุ ยวทิ ยา สาขาคณติ ศาสตร์ และปรชั ญาท่จี ะมอี ยู่ในทุกสาขา ดงั กล่าว โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในการศึกษา8

การทาความเข้าใจสุนทรียศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่สัมพันธ์เก่ียวข้องกับชีวิตของมนุษย์มา
อย่างแนบแน่น ยาวนานตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ท่ีผา่ นมาจนกระท่ังปัจจุบัน และต่อเน่ืองยาวนานไปยังอนาคต
ปรากฏในทุกชนชาติ ศาสนา ความเชื่อ ความศรัทธา การทาความเข้าใจสุนทรียะท่ีเกิดเป็นหนทางในการขยายความ
ประสบการณ์การรับรู้ทางความงาม การถ่ายทอดคุณค่าความงาม อันเป็นผลิตผลทางสติปัญญาของมนุษย์ หนทาง
แหง่ การสร้างความร่ืนรมย์ คุณคา่ ความสุนทรยี ์

การศกึ ษา:
สุนทรยี ศาสตร์กับการศกึ ษา

สุนทรยี ศาสตรม์ ีความสาคญั แนบแน่นกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ ประโยชนท์ ี่แสดงใหเ้ ห็นอย่างเปน็ รปู ธรรม มี
ความชัดเจนปรากฏให้เห็นได้ผลงานศิลปะผ่านกาลเวลามาแล้วยาวนานในประวัติศาสตร์ การกาเนิดของมนุษย์
การศึกษา การสร้างความเจริญทางสติปัญญา ยกระดับจิตใจ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวม้ังสร้างตความเจริญก้าวหน้า
ทางสังคม เป็นเร่ืองการเรยี นรู้ ความสาคัญของคุณค่าในชีวติ ดังเช่นวิรัตน์ พิชญไพบูลย์ เคยแสดงทรรศนะของคุณค่า
การรียรู้ความงามที่ปรากฏในวิชาศิลปะ หรือการเรียนวิชาศิลปะว่า มีความสาคัญเช่นเดียวกับวิชาสามัญอื่นๆ วิชา
เหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้มีความเจริญทางพัฒนาการด้านต่างๆ เพราะเป็นการฝึกปฏิบัติ เกิดประสบการณ์ทางการ
แกป้ ญั หา ทัง้ ในการออบแบบ การใชว้ ัสดุ และเคร่ืองมือ กิจกรรมสร้างสรรค์เหล่าน้ี จะช่วยส่งเสริมให้เกิดสุนทรียภาพ
การรับรู้ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสร้างสรรค์ และเทคนิคการทางาน จึงสมควรส่งเสริมตั้งแต่เด็ก และสาหรับ
ผลงานศิลปะท่ีทาข้ึน ก็มีผลกอ่ ให้เกิดความภาคภมู ใิ จ และความเช่ือมน่ั ในตนเองสูงขึ้น9

ซ่ึงการศึกษาเร่ืองสุนทรียศึกษา (Aesthetic Education) หรือคุณค่าของการเรียนศิลปะ สามารถกาหนด
ประโยชน์ได้ดังเช่น ส่งเสริมความเจริญทางสุนทรียพภาพ และการรับรู้, ส่งเสริมความเจริญทางสติปัญญา, ส่งเสริม
ความเจรญิ ทางด้านอารมณ์, สง่ เสริมการสร้างสรรค์ และส่งเสริมความเจริญทางเทคนิคการทางาน โดยเราจะสามารถ
พบวา่ ผลงานศิลปะ มีประโยชน์ และความสาคัญของศิลปะนั้น ได้สะทอ้ นออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม มคี ุณค่าต่อ
ตนเอง และสังคมด้านต่างๆ มากมาย เช่น ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และส่งเสริมสุขภา พจิตและ
บุคลิกภาพ, ส่งเสริมการเตรียมพ้ืนฐานในการเรียนวิชาชีพ, ส่งเสริมประสบการณ์ในการดารงอยู่ในสังคมปัจจุบัน,
ส่งเสริมความงดงามเป็นระเบียบของบ้านเมือง และสิ่งแวดล้อม, ตลอดตนส่งเสริมความเข้าใจ และคุณค่าของ
ศิลปวฒั นธรรม

8 Vladimir Markonikov. (2015). p. 1
9 เลศิ อานนั ทะ อา้ งใน วิรัตน์ พชิ ญไพบูลย.์ (2549). 54-67.

5

บทที่ 1.1
สนุ ทรียศาสตรก์ บั ปรชั ญา

กล่าวได้ว่าสุนทรียศาสตร์ เป็นศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับความงาม เป็นปรัชญาประยุกต์ท่ีว่าด้วยเร่ืองการแสวงหา
ความงาม ที่ความงามมีรูปแบบ แตกต่างหลากหลายลักษณะ ซึ่งในปรัชญากรีกน้ัน มุ่งแสวงหา “ความจริง ความดี
และความงาม” เป็นเร่ืองของความรักในภูมิปัญญา (Love of Wisdom) แสวงหาสุนทรียพภาพของชีวิต โดยสัมพันธ์
กับคุณค่าความจริง โดยความจริงก็คือ เร่ืองเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science) ส่วนความดี เกี่ยวข้อง
กับเรือ่ งจริยศาสตร์ (Ethics) และความงามจึงเกย่ี วกับข้องกับสุนทรยี ศาสตร์ (Aesthetics) ส่วนประกอบท้ัง 3 เหล่านี้
สัมพันธ์เก่ียวข้องกัน และสามารถอธิบายความเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างมีสุนทรียะ ลึกซ้ึงเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับญาณ
ทรรศนะในการเข้าถงึ ความงามของแต่ละคน

โดยทงั้ นีต้ อ้ งทาความเขา้ ใจก่อนว่า เนือ่ งจากสนุ ทรยี ศาสตรเ์ ปน็ หนว่ ยหนง่ึ ของปรชั ญา แล้วในปรชั ญานนั้
สามารถแบง่ ไดเ้ ป็นปรชั ญาบริสุทธ์ิ และปรชั ญาประยุกต์ ซง่ึ มขี อบเขตจุดมุ่งหมายที่ตา่ งกัน

1.1.1 สุนทรยี ศาสตร์กบั ปรัชญาบรสิ ุทธิ์ (Pure Philosophy)
ปรัชญา (Philosophy) คือวิชาท่ีว่าดว้ ยความจรงิ แบง่ ออกเป็น 4 สาขา คอื

1. อภปิ รชั ญา (Metaphysics)
2. ญาณวิทยา (Epistemology)
3. จรยิ ปรชั ญา (Ethic)
4. ตรรกวิทยา (Logics)

เปน็ แนวทางของการเขา้ ถึงความจรงิ รกั ในการแสวงหาความจริง ซ่ึงก่อนหน้านี้ ศาสนา และลัทธิ
ความเชื่อ นับเปน็ เร่ืองใหญ่ และสาคญั มากต่อวถิ ีชีวติ ของมนุษย์ ต้งั แต่เกิดจนกระทัง่ ตาย และหากกล่าวย้อนกลบั ไป
กอ่ นหน้าอีกนั้น มนุษย์ไดผ้ ่านระบบความเช่ือต่างๆ มาก่อนเกดิ ศาสนา

เร่ิมต้นจากลัทธิมายา ไสยศาสตร์ (Magic) ลัทธิบูชาธรรมชาติ (Animatism) ลัทธิบูชาสัตว์
(Animal Worship) ลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) ลัทธิบูชาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ (Supreme Being) คติบูชา
ของขลัง (Fetichism) คติบูชาภูตผี (Demonism) และลัทธิอ่ืนๆ ทางไสยศาสตร์อีกมาก จากนั้นจึงพัฒนาข้ึนเป็น
ศาสนา ท่ีมีโครงสร้าง ระบบระเบียบ และองค์ประกอบต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีศาสดา หรือผู้ก่อตั้งหรือผู้สอน
ดั้งเดิม หรือมีปรมาจารย์เป็นหลักสาคัญ มีคัมภีร์ ธรรม หรือหลักธรรมคาสอน มีนักบวช หรือสาวกเป็นผู้สบื ศาสนา มี
พธิ ีกรรม มีศาสนสถาน มีสญั ลกั ษณ์ และมพี ระธรรมวนิ ัย10

ถึงอย่างไรกด็ ี การแสวงหาความจรงิ โดยแนวทางของปรชั ญา มไิ ดเ้ กิดขึ้นเพ่ือโต้แย้ง ความศรัทธา
ท่ีมีข้ึนก่อนหน้า หากแต่เม่ือถึงยุคสมัยที่มนุษย์มีความร่ืนรมย์ในการใช้สติปัญญา จึงเกิดข้อค้นพบในการพิจารณา
แยกแยะความจริง ในโลกตะวันตกสมัยกรีกน้ัน มีแก่นวิชาที่เรียกว่า “ปรัชญา” เกิดข้ึน แต่มิได้แยกย่อยเป็นแขนง
มากมายนัก เร่ืองของสุนทรียศาสตร์ จึงเป็นการถูกรวมให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรัชญาท่ัวไป ขอบเขตของความคิด

10 กาจร สุนพงษศ์ รี. (2556). หนา้ 22

6

ด้านสุนทรียศาสตร์ จึงอยู่ในวงจากัดท่ีเน้นเฉพาะเรื่องของปัญหา หรือเหตุผลของความงาม ตามวัตถุประสงค์ของผู้
สร้างสรรค์เป็นสาคัญ

ซ่ึงในรายละเอียดของเอกสารประกอบการสอนวชิ านจ้ี ะได้แบ่งเนอ้ื หาออกเป็นหมวด ตามวิธกี าร
ทางปรัชญา 3 หมวดใหญๆ่ ด้วยกันคือ 1.หมวดการศึกษาเก่ียวกับความจริง (Ontology) 2.หมวดการศึกษา
เก่ยี วกบั ความรู้ (Epistemology) และ 3.หมวดการศึกษาเกยี่ วกับคณุ คา่

จงึ กลา่ วไดว้ า่ สุนทรยี ศาสตร์ คือการศึกษาเกยี่ วกับคุณค่า ความดี ความงาม การรบั รู้ ความพงึ
พอใจ มคี วามปตี ยิ ินดี และผลเก่ยี วกับการรับรู้ความงามนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คอื

1. สนุ ทรยี ศาสตรเ์ ชิงปรชั ญา (Philosophical Aesthetics) มลี กั ษณะความงามท่ีประเมิน
ดว้ ยความรสู้ ึก จะวัดแนน่ อนไม่ได้ แบบแนวทางเชงิ คุณภาพ (Qualitative Approach)

2. สนุ ทรียศาสตร์เชงิ วิทยาศาสตร์ (Scientific Aesthetics) มลี ักษณะความงามทว่ี ัด และ
ประเมินไดแ้ นน่ อน แบบแนวทางเชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Approach)

3. สุนทรยี ศาสตร์เชงิ ปฏิบตั โิ ดยตรง (Practicum Aesthetics) ลกั ษณะการเขา้ ถงึ ความ
งามอยู่ท่ีการฝกึ ปฏบิ ัติโดยตรง

ซ่ึงความจรงิ ในกรอบปรชั ญาสามารถแบง่ ลักษณะของความจรงิ ทีแ่ ตกต่างกันไดถ้ ึง 4 แนวทาง คอื
ความจรงิ ท่ี 1 Reality คอื ความจริงของสิ่งท่ีเกดิ ขึ้นสมั พนั ธ์กับชว่ งเวลา
ความจริงท่ี 2 Fact คอื ความจริงที่เกดิ ข้นึ บนโลก เช่น เรอ่ื ง ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
ความจรงิ ท่ี 3 Truth คอื ข้อตกลงท่ีมนุษยใ์ ชป้ ฏิบตั ิ เพอื่ สามารถอยรู่ ่วมกนั ได้
อยา่ งสงบสขุ เช่น กฎหมาย
ความจรงิ ท่ี 4 Sensation คือ เป็นความจริงรว่ มกัน11 สงิ่ ทเ่ี ป็นความรแู้ ท้จรงิ ต้องมี

ลกั ษณะและคณุ ภาพสากล ไม่ใชก่ ารอนุมาณ (Deduction) หรอื อปุ มาน (Induction) ซ่งึ เปน็ เพยี งวิธกี ารเบ้ืองตน้ 12

ท้ังน้ีสุนทรียศาสตร์จึงกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาประยุกต์ (Applied Philosophy) เพราะมีส่วน
เกี่ยวข้องกับญาณวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาท่ีว่าด้วยการเข้าถึงความจริง มาประยุกต์ใช้เป็นหลักในการ
อธบิ ายคณุ ค่าความงาม ความปีตยิ ินดใี ห้เขา้ ใจได้

1.1.2 สนุ ทรียศาสตรก์ ับปรัชญาประยกุ ต์ (Applied Philosophy)
ในการแสวงหาความจริง ตามปรัชญากรีกน้ัน อริสโตเติ้ล และเพลโต คือปรัชญาเมธี คนสาคัญ

สมัยกรีก ท่ีนาเสนอเก่ียวกับเรื่องปัญหาของความงาม ในแง่มุมที่แตกต่างกัน เนื่องด้วยต้องการแสวงหาคุณค่า
ความหมาย และตาแหน่งของความงามคืออะไร อยู่ที่ใด และความงามน้ันมีอยู่โดยตัวเองหรือไม่ หรือว่าค่าของความ
งามเป็นเพียงสิ่งทมี่ นุษย์กาหนดข้นึ มีมาตรวัดหรือไม่ อย่างไร และส่งิ ใดคอื สง่ิ ทเี่ ราตดั สนิ วา่ ส่งิ นัน้ มคี วามงาม

ภาพจิตรกรรมโรงเรียนที่กรุงเอเธนส์ (School of Athens) ท่ีวาดโดยจิตรกรคนสาคัญยุคเรอเน
สซอง (Raphael) ได้เผยให้เห็นถึงสุนทรียภาพของภาพบรรยากาศสถานท่ีในยุคกรีก ยุคที่มีปรัชญาเมธีคนสาคัญของ
โลกเกิดข้ึน ที่นี่ใช้เป็นสถานที่แลกเปล่ียนความรู้ มีนักปราชญ์คนสาคัญ ท่ีประกอบด้วย อาจารย์ และเหล่าลูกศิษย์

11 อารี สุทธิพนั ธ์.ุ (2563). หนา้ 84-85.
12 กาจร สนุ พงษศ์ รี. (2556). หนา้ 5

7

ทั้งหลาย ภาพแสดงบรรยากาศภายในอาคาร สถานที่มีความใหญ่โต โอ่โถง อันแสดงนัยยะสาระสาคัญของภาพ
หมายความถึงแหล่งความรู้ที่สาคัญอันใหญ่ยิ่ง เป็นแก่นความรู้ ท่ีแท้จริง ที่ผู้รู้แสดงทรรศนะแลกเปล่ียนกัน ซึ่งเป็น
ทรรศนะปรัชญาทสี่ าคญั ภายในภาพผลงาน จะเห็นบคุ คลสาคัญท่ีอยูต่ รงกลางของภาพ สองคนคอื เพลโต และอรสิ โต
เติ้ล ท่ีแสดงทรรศนะเรื่องปัญหาทางความงาม ในแง่มุมท่ีแตกต่างกัน เน่ืองด้วยการแสดงหาคุณค่าความหมาย และ
ตาแหน่งของความงาม คืออะไร อยู่ท่ีใด หรือความงามนั้นมีอยู่ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือค่าของความงามเป็นเพียงสิ่งท่ี
มนุษย์กาหนดขึ้น มีมาตรวัดหรอื ไม่ และสิ่งใดคือสง่ิ ท่เี ราตัดสนิ ว่า สิง่ น้ันมคี วามงาม

ภาพท่ี 1-2 ภาพ The School of Athens วาดโดย Raphael เมือ่ ราวศตวรรษที่ 16 (ค.ศ.1509-1510),
วังพระสันตะปาปา นครรฐั วาติกนั กรงุ โรม ประเทศอิตาลี สบื คน้ เมอื่ 1 ม.ค. 2564 เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://th.wikipedia.org/wiki/สานกั แห่งเอเธนส์_(ราฟาเอล)#/media/ไฟล์:"
The_School_of_Athens"_by_Raffaello_Sanzio_da_Urbino.jpg
ต่อมาเมื่อถึงสมัยโรมัน แม้จะมีการพัฒนาความคิดเก่ียวกับปรัชญามาก แต่ก็มิได้เปลี่ยนแปลง

ความคิดไปจากยุคกรีก พอถึงสมัยกลาง นักปราชญ์ชาวคริสเตียน ได้เริ่มผนวกเอาเร่ืองของความดี กับความงาม มา
ผสานเข้าไว้ด้วยกัน13 สุนทรียศาสตร์จึงเป็นปรัชญาประยุกต์ (Applied Philosophy) ซึ่งเก่ียวข้องกับญาณวิทยา
ซ่ึงเป็นปรัชญาสาคัญสาขาหน่ึง ท่ีว่าด้วยการเข้าถึงความจริง ของบ่อเกิด มีลักษณะหน้าท่ี ประเภท ระเบียบวิธี และ
ความสมเหตุสมผลของความรู้ หรือท่ีเรียกว่า (Theory of Knowledge) เพ่ือนามาใช้ สอบสวน ค้นหา และตอบ
ปัญหาถึงแหล่งกาเนิด ของสุนทรียภาพ ท่ีสัมพนั ธ์กับศาสตร์แห่งคุณค่า (Axiology) นามาเพือ่ ใชเ้ ป็นหลักเกณฑ์ในการ
ประเมนิ คุณค่าทางสนุ ทรยี ศาสตร์

ในการประเมินคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ สุชาติ สุทธิ ได้แสดงทรรศนะเพิ่มเติมเรื่องการทาความ
เขา้ ใจในสุนทรยี ศาสตร์ ไว้อยา่ งสาคัญว่า “ผใู้ ดจะสร้างความเขา้ ใจในความหมายของสุนทรียศาสตร์ได้เพียงใด กข็ ึย้ อยู่
กับระดับสติปัญญาของผู้น้ันเป็นตัวกาหนดส่วนหน่ึง ควบคู่กับประสบการณ์จริงทางสุนทรียภาพในชีวิตของตนเองอีก
ส่วนหนึ่ง ซ่ึงท้ังสองส่วนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะบ่งบอกความหมายอันสมบูรณ์ของสุนทรียศาสตร์กับผู้นั้นได้อย่าง
แท้จริง”14 สุนทรียศาสตร์ จึงสัมพันธ์กับญาณวิทยาดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า อันเป็นปรัชญาสาคัญสาขาหน่ึงท่ีว่าด้วย

13 ไพโรจน์ ชมนุ ี. (2559). หนา้ 1
14 สุชาติ สุทธิ. (2544). หนา้ 3

8

การเข้าถึงต้นเหตุของความจริง เช่น ลักษณะหน้าท่ี ประเภท ระเบียบวิธี และความสมเหตุสมผลของความรู้ หรือ
เรยี กว่า เป็นทฤษฎีความรู้ เพอ่ื นามาใช้ สอบสวน ค้นหา และตอบปัญหาถงึ แหลง่ กาเนิด และอื่นๆ ของสนุ ทรยี ภาพ

โดยญาณวทิ ยา (Epistemology) วิธเี ขา้ ถงึ ความจริง มี 2 วิธดี ้วยกนั คือ
1. ลัทธิวตั ถุนิยม (Objectivism) (ทฤษฎีวัตถุนยิ ม, ปรนยั นยิ ม, ภวนิยม)
ทฤษฎนี เี้ ช่ือว่าสุนทรียะเป็นสมบตั ขิ องวตั ถุ วตั ถุเป็นบ่อเกิดของสุนทรียภาพ เปน็

แนวคิดเชิงปรชั ญาของลัทธิสัจนยิ ม (Realism) ลทั ธสิ มบรู ณน์ ิยม (Absolutism) และอ่ืนๆ ทีม่ ีแนวคิดท่ีเชื่อวา่ ความ
งาม หรอื สุนทรยี ์ เป็นสง่ิ ท่ีมอี ยูด่ ว้ ยตัวมันเอง ไม่ขึ้นกับความเห็น หรือการกาหนดของผู้ใด หรือของกลมุ่ ชนใดทง้ั ส้ิน

2. ลัทธิอตั นัยนยิ ม (Subjectivism) (ทฤษฎีอัตนยั นิยม, จติ นิยม)
ทฤษฎีน้ี มมี โนทัศน์ตรงกนั ขา้ มกับกล่มุ วตั ถุนยิ มอยา่ งสน้ิ เชิง โดยเชอื่ ว่าบคุ คลล้วน

มีอัตตา (Ego) เปน็ องคป์ ระกอบหน่งึ ของมนุษย์ เป็นสงิ่ เทีย่ งแทถ้ าวร ทาหน้าทเี่ ปน็ ศูนย์กลางแห่งความรู้ ต้องการ
แสดงความเปน็ ปจั เจกของแต่ละคน

ลทั ธวิ ัตถุนิยม กับลทั ธิอัตนยั นิยม ตา่ งเปน็ เอกนิยม (Monoism) ซึง่ ในทางปรัชญา หมายถงึ
ทรรศนะท่ีถือส่งิ ท่เี ปน็ จรงิ เปน็ พนื้ ฐานของสิ่งทั้งปวงนั้น มเี พียงหนึง่ เดยี วเทา่ นน้ั เช่นวัตถุนิยม หรอื สสารนิยม
(Materialism) กใ็ ห้ความสาคัญของวัตถุสูงสดุ และจิตนยิ ม และอดุ มคตนิ ยิ ม (Idealism) กใ็ หค้ วามสาคัญของจติ เป็น
ท่ีสดุ ซงึ่ ตา่ งเปน็ แนวเอกนยิ มทง้ั คู่

ญาณวิทยา สามารถแบง่ ความรู้ ไดเ้ ปน็ 3 แบบ คือ
1. ระดบั ตา่ ได้แก่ ความรู้สามัญ จากสามัญสานกึ (มีความไมแ่ น่นอนสูง)
2. ระดับกลาง ไดแ้ ก่ ความรู้เชงิ วิทยาศาสตร์ (มกี ารสงั เกต ทดลอง วเิ คราะห์ สงั เคราะห์
อนมุ าน และอุปมาณ)
3. ระดับสูง ไดแ้ ก่ ความรูท้ างญาณวทิ ยา (มีการนาความรูท้ างวทิ ยาศาสตรม์ าคิดหา
เหตุผล มองโลกในดา้ นคุณภาพเท่านั้น)15 สามารถใช้ญาณหยงั่ รู้
(Intuition) หรอื พเิ คราะห์พจิ ารณาได้อยา่ งทะลปุ รุโปร่ง

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเชิงประณีประนอม ท่ีเรียกว่าทฤษฎีสัมพัทธนิยม (Reativism) มีความเชื่อ
ว่า สุนทรียะ คือความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับจิต ต่างมีหน้าที่สัมพันธ์กัน (Mind-body relation) เป็นแนวคิดแบบ
ทวนิ ยิ ม (Dualism) ท่ีเชือ่ วา่ ส่ิงเปน็ จรงิ สองสงิ่ ซงึ่ ไม่ขั้นแก่กนั ไมอ่ าจลดทอนเหลือเพยี งสิง่ เดียว คร้ันเม่ือประยุกต์ปรับ
นามาใช้ในสุนทรียวิทยา ก็ให้การยอมรับในจิต หรืออัตตาของผู้ชม ผู้ฟัง ในฐานะผู้ให้ความสนใจ และก็ยอมรับคามมี
อยูข่ องวัตถหุ รือสงิ่ นน้ั ๆ เปน็ สงิ่ ถูกสนใจ เชน่ บทเพลงทีไ่ พเราะ งานจติ รกรรมชิ้นเลิศ ย่อมมพี ลังแหง่ สุนทรยี ์อยูใ่ นตวั

ดังที่นักปรัชญาชาวเยอรมัน ช่ือ Alexander- Gottlieb Baumagarten จากสานักไลบ-นิทซ์
(Lib-Nitz) สรุปเป็นคานิยามกลางๆ ว่าเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ หรือศาสตร์ของการรับรู้ (Science of
Perception) ซ่ึงหมายถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก (External World) คือธรรมชาติ กับโลกภายใน (Internal
World) คอื ความรู้สึกของเรา16
สรปุ ท้ายบท

15 กาจร สุนพงษ์ศรี. (2556). หนา้ 4-5
16 อารี สทุ ธิพันธ.ุ์ (2563). หน้า 85.

9

โดยสรุปสุนทรียศาสตร์ คือวิชาท่ีเป็นปรัชญาประยุกต์ นามาใช้เพ่ือเป็นการตรวจสอบ อธิบาย หาคุณค่า
ความหมายของสุนทรียะ ที่มีท่ีมาจากท้ังโลกภายนอก กล่าวคือวัตถุหรือสสาร และโลกภายในท่ีเป็นจิต ที่ข้ึนอยู่กับ
ประสบการณ์ความรู้ของแต่ละคน มีทรรศนะความเห็นอาจเห็นพ้องต้องกัน หรือแตกต่างกัน เป็นกลุ่มนิยมในรูปแบบ
และทรรศนะตามความเช่ือ จากการถอดความทรรศนะจากผู้รู้ สามารถความสัมพันธ์ขอบข่ายท่ีแสดงความเชื่อมโยง
การแสวงหาความรู้ ด้วยวิธีการทางปรัชญาท่ีสัมพันธ์กับการศึกษาเก่ียวกับความจริง (Ontology) การศึกษาเก่ียวกับ
ความรู้ (Epistemology) และ การศกึ ษาเก่ียวกับคณุ คา่ (Axiology) ได้ดงั ภาพประกอบ

แผนผังขอบขา่ ยสนุ ทรียศาสตร์

สุนทรยี ศาสตร์ (Aesthetics) : ปรชั ญา ทฤษฎี: จิตวิทยา, จรยิ ศาสตร,์ ประวตั ิศาสตร,์ สงั คมศาสตร์
ประยกุ ต์

วชิ าทว่ี า่ ดว้ ยเรอ่ื งความงาม ปรชั ญาคณุ คา่
(Axiology)
มีวธิ ีวิทยา
(Methogology)

โดยใชญ้ าณวิทยา (Epistemology)

&

เก่ียวกบั ความจรงิ (Ontology)

สุนทรยี ,์ สุนทรยี ะ, สุนทรียภาพ (Aesthetic)
: ความรูส้ กึ โดยธรรมดา
ความงาม (Beauty)

ความซาบซงึ้ , วตั ถทุ งี่ ดงาม, ไพเราะ, รนื่ รมย,์ ความสวยงาม, ความเป็นระเบียบ
เรยี บรอ้ ยของเสยี ง และถอ้ ยคาไพเราะ, กฎในธรรมชาติ
เจรญิ ไดด้ ว้ ย: ประสบการณ,์ การศกึ ษา, อบรม, ฝึกฝน
จนเป็นอปุ นิสยั
ธรรมชาติ
ผลงาน ิศลปะ
การ ิวจารณ์ผลงาน

ิศลปะ

ความปี ติ ความซาบซึง้ ความอิ่มเอม
เป็ นรสนิยม (Taste) ซง่ึ ยอ่ มแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะบุคคล

ภาพท่ี 1-3 ภาพแผนผงั ขอบข่ายสุนทรียศาสตร์

ดงั จะเห็นวา่ ศาสตร์ของสนุ ทรียะมคี วามสัมพนั ธก์ ับชวี ติ มนุษย์ เป็นความรูส้ กึ ที่เกดิ ขน้ึ โดยธรรมดา
แต่สามารถอธิบายความรูส้ กึ ทเี่ กดิ ขึ้นน้นั ไดด้ ้วยวธิ ีวทิ ยาของสุนทรยี ศาสตร์ เพื่อประโยชนอ์ ันส่งเสริมความเจรญิ ทาง
สุนทรียภาพ รสนิยม บุคคลิกภาพ ทัศนคติ และสง่ เสรมิ ความเขา้ ใจในการการดาเนินชวี ิตท่ีงดงามสังคมส่ิงแวดลอ้ ม

10

ปัจจุบัน ตลอดจนประโยชนข์ องสนุ ทรยี ศาสตร์กับการศกึ ษาศิลปะนน้ั นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ทเี่ กิดขึ้น
โดยตรงแลว้ กจิ กรรมทางศิลปะ ยังก่อใหเ้ กิดประโยขนต์ ่อสงั คมเชน่ กัน

โดยที่มแี นวทางการแสวงหาคุณค่าความงาม และความซาบซงึ้ ในสุนทรยี ะ 3 แนวทางด้วยกนั คอื
สนุ ทรยี ศาสตร์เชิงปรชั ญา (Philosophical Aesthetics) สนุ ทรยี ศาสตรเ์ ชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Aesthetics)
และสนุ ทรียศาสตร์เชงิ ปฏบิ ตั ิโดยตรง (Practicum Aesthetics)

เอกสารอ้างองิ :

กาจร สุนพงษศ์ ร.ี (2556). สุนทรยี ศาสตร์ หลกั ปรัชญาศิลปะ ทฤษฎีทศั นศิลป์ ศิลปวิจารณ์. กรุงเทพฯ:
สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

ไพโรจน์ ชมนุ .ี (2559). สนุ ทรียศาสตรต์ ะวันตก. โครงการตาราและหนังสือ คณะมณั ฑนศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัย
ศลิ ปากร.

ราชบัณฑติ . (2530). พจนานุกรมศพั ท์ศิลปะ อังกฤษ-ไทย ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ: บรษิ ทั
เพื่อนพมิ พ.์

เลิศ อานันทนะ. (2549). แนวคดิ เก่ยี วกับศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สุชาติ สุทธิ. (2544). สนุ ทรยี ภาพของชีวิต. กรงุ เทพฯ: โครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั

สวนดสุ ิต วทิ ยาเขตสพุ รรณบรุ .ี
สมเกยี รติ ตั้งมโน. สุนทรียศาสตร์ AESTHETICS / PHILOSOPHY & RELIGION. เอกสารออนไลน์เรียบ

เรียงเม่ือ 15-25 ตุลาคม2538 สบื ค้นเม่อื 21 มีนาคม 2561 เข้าถึง https://dhrammada.
wordpress.com
อารี สุทธิพนั ธ.ุ์ (2563). สวะความคดิ . กรุงเทพฯ: สันตศิ ิริการพมิ พ์.
Donald W. Crawford. (1987). Aesthetics in Discipline-Based Art Education. The Journal of

Aesthetic Education, Summer, 1987. Vol.21,No. 2,Special Issue: Discipline-Based
Art Education (Summer, 1987), pp.227-239. Published by; University of Illinois
Press.
G.A. Nedozchiwin. (1972). What Is Aesthetics. เอกสารออนไลน์. สบื ค้นเม่ือ 15 ธ.ค. 2562
เข้าถึงไดจ้ าก https://www.marxists.org/subject/art/lit_crit/works/nedozchiwin.htm.
Vladimir Markonikov. (2015). Difference Between Discipline and Subject. (4 November 2015).
สืบค้นเม่ือ 3 พ.ย. 2563 เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.differencebetween.com/difference-
between. discipline-and-vs-subject/

แบบฝกึ หดั ท้ายบท

11

เรือ่ ง สุนทรียศาสตรก์ ับปรชั ญา

ให้เลือกคาตอบทถ่ี กู ทส่ี ดุ โดยใชต้ วั เลอื กต่อไปนี้ตอบคาถามขอ้ 1-6.

ก. ความจรงิ ท่ี 1 Reality ข. ความจรงิ ท่ี 2 Fact

ค. ความจรงิ ท่ี 3 Truth ง. ความจรงิ ท่ี 4 Sensation

1. เราควร “รดน้าตาหวั ” เพ่ือขอพรจากผู้มีพระคณุ เพ่อื ความเปน็ ศริ มิ งคลในการเรม่ิ ตน้ ปีใหม.่

2. การขับขจ่ี กั รยานยนตร์ โดยไมส่ วมหมวกกันน๊อคเป็นเร่อื งผดิ กฏหมาย.

3. สวนสาธารณะแหง่ ใหมข่ องกรุงเทพมหานคร “คลองช่องนนทรี” จะเปิด 25 ธ.ค.2564 น้ี.

4. ภาพเฉินหลงซปุ เปอร์สตารใ์ นวัยหนุม่ และปจั จุบัน.

5. นกจะบนิ กลบั รังในตอนเยน็ .

6. ไมค่ วรเผยแพรข่ ้อมูลเท็จหรอื ภาพที่มีลิขสิทธิ.์

เรอื่ ง สุนทรยี ศาสตรก์ ับปรชั ญาประยกุ ต์ ข. สามารถคดิ วิเคราะห์แกไ้ ขปญั หาดว้ ยตนเองได้
จงใช้ตวั เลือกต่อไปนต้ี อบคาถามขอ้ 7-9. ง. มีระดับสติปญั ญาท่ีตา่ กวา่ เกณฑ์

ก. เป็นผมู้ ีปรีชาณาณ
ค. มกั ใชอ้ ารมณ์ในการเผชิญหนา้ กบั ปญั หา
7. มญี าณวิทยาในระดบั ต่า
8.มญี าณวทิ ยาในระดบั กลาง
9.มญี าณวิทยาในระดับสูง

ให้เลือกคาตอบทถ่ี ูกทสี่ ดุ โดยใช้ตัวเลือกตอ่ ไปนต้ี อบคาถามขอ้ 10-11.

10. วธิ กี ารเขา้ ถึงความจริงโดยญาณวิทยาทเ่ี ช่ือวา่ ความงามจากโลกภายนอกทางกายภาพ คือรปู ทรงสนุ ทรียภาพ.

ก. ลัทธวิ ัตถุนิยม (Objectivism) ข. ลทั ธิอตั นยั นิยม (Subjectivism)

ค. อดุ มคตินิยม (Idealism) ง. ถูกทุกข้อ

11. วิธกี ารเขา้ ถงึ ความจริงโดยญาณวิทยาที่เชื่อว่า จินตนาการที่มาจากโลกภายในของตนเอง คอื รูปทรงสนุ ทรยี ภาพ.

ก. ลัทธวิ ตั ถนุ ิยม (Objectivism) ข. ลทั ธิอตั นยั นิยม (Subjectivism)

ค. อุดมคตนิ ิยม (Idealism) ง. ถกู ทุกข้อ

1. ง 2. ค 3. ก 4. ข 5. ข 6. ค 7.ค 8. ข 9. ก 10. ก 11. ข

บทที่ 1.2

12

แหล่งท่มี าของความงาม

ความงาม : สุนทรยี ะ : สุนทรยี ์ : สนุ ทรยี ภาพ : สุนทรยี ศาสตร์
ความงาม (Beauty) คอื ลักษณะท่ีเหน็ แล้วชวนใหช้ ื่นชมหรอื พงึ พอใจ ความรูส้ กึ สนุ ทรยี ์ (Aesthetic)
สุนทรียะ สุนทรีย์ (Aesthetic) คุณค่าพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เก่ียวข้องกับความซาบซ่ึงในสิ่งงดงาม

ไพเราะ ร่ืนรมย์ สัมพนั กบั ชวี ิตประจาวนั มนุษยอ์ ย่างแนบแนน่ มายาวนาน
สนุ ทรยี ภาพ กห็ มายถงึ ความรู้สกึ ในความงาม ตรงกับภาษาองั กฤษ Aesthetic เช่นกนั สุนทรยี ภาพคือภาพท่ี

งดงามในความคิด หรือภาพของความงามในสมอง (Image of Beauty) ศกั ยภาพของการรับรูค้ วามงามท่สี ามารถ
สมั ผสั หรือรบั ความงามไดต้ ่างกัน ความงามท่ีอาจเกดิ จากภาพ จากเสยี ง จากจิตนาการ หรือประสาทสัมผสั อื่น17

สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) เป็นศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับความงาม (Enjoy of Beauty) หรือความซาบซ้ึงใน
ความงาม (Aesthetic Appreciation) เป็นสาขาหนึ่งในวิชาปรัชญา ท่ีว่าด้วยเร่ืองของคุณค่า (Axiology) มีวิธีวิทยา
(Methodology) โดยอาศัยทฤษฎีญาณวิทยาเปน็ หนทางการแสวงหาความรู้ (Epistemology) เปน็ แนวทางให้เห็นบ่อ
เกดิ ท่ีมา ทไ่ี ป ลกั ษณะ หนา้ ที่ ประเภท ระเบยี บวิธี แหง่ ความสมเหตสุ มผล ในคณุ คา่ สุนทรียะ

กล่าวคือปรัชญาบริสุทธิ์ (Pure Philosophy) คือความจริงแท้ ท่ีเกิดจากญาณระดับสูง มีปรีชาญาณในการรู้
แจ้งเห็นจริง เป็นสัจจะ เป็นนิรันดร์ แต่สาหรับศาสตร์ของสุนทรียะ จัดได้ว่าเป็นปรัชญาประเภทประยุกต์ (Applied
Philosophy) ที่มีการนา ปรัชญาบริสุทธิ์ มาใช้ในการสอบสวน (Inquiry) วิเคราะห์ (Analysis) และการวิจัย
(Research) เกยี่ วกบั ปัญหาสุนทรียภาพ ทกุ แง่ทุกมมุ ทมี่ ผี ลมาจากแหล่งกาเนดิ 2 แหลง่ ดว้ ยกนั คือ แหล่งทีธ่ รรมชาติ
สร้างข้ึน และแหล่งที่เป็นผลผลิตโดยมนุษย์ ซ่ึงทั้งสองแหล่งนี้ต่างสร้างให้เกิดประสบการณ์สุนทรียะในชีวิตประจาวัน
ของมนุษย์

ชวี ิตประจาวันของมนุษย์ ผูกพันกบั สง่ิ แวดล้อมต่างๆ ในชีวิตตง้ั แตเ่ กิด จนกระท่งั ตาย ลักษณะสิ่งแวดลอ้ มท่ีอยู่
รอบตวั เรา มสี ถานะเปน็ ภววิสยั (Objectivity) หรอื วตั ถวุ ิสยั น้ี ปรากฏเป็นรปู ลักษณจ์ ากธรรมชาตเิ ป็นผสู้ รา้ ง เชน่ พชื
สัตว์ บรรยากาศ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ หรือสง่ิ ท่ีมนุษย์เป็นผสู้ รา้ ง เช่น วัตถุทางศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ทั้งท่ี
จบั ต้องได้ และจับต้องไมไ่ ด้ ส่งิ เหลา่ น้ี อย่รู ายล้อมในชวี ติ ประจาวันของเราทัง้ สิ้น

1.2.1 ความงามในธรรมชาติ (Natural Beauty)
คอื ความงามทป่ี ระจกั ษ์ชดั อยู่ในธรรมชาติ โดยความหมายของธรรมชาตนิ ้นั กล่าวได้ว่า ธรรมชาติ

คือความเป็นจริงที่ปรากฏให้เห็น และสังเกตได้ เช่น ท้องฟ้า ภูเขา ทะเล ต้นไม้รวมไปถึงมนุษย์ และสัตว์ ซ่ึงสามารถ
รับรู้ หรือเห็นได้ในชีวิตประจาวันโดยทั่วไปของพวกเราทุกคน ซ่ึงธรรมชาติในแต่ละสถานท่ี แต่ละช่วงเวลาอาจมี
ลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นช่วงเวลา ท่ีแสดงภาพบรรยากาศแตกต่างกัน ความเจิดจ้าของแสงอาทิตย์ หรือความ
หม่นครึ้มของท้องฟ้า ในยามท่ีฝนใกล้ตก ปรากฏการณ์ของดวงดาว หรือพายุฝน ตัวอย่างดังกล่างเหล่าน้ี เป็น
ปรากฏการณ์ที่มนุษยส์ ามารถสังเกตเหน็ และรับรู้ได้ เปน็ สภาวะแวดลอ้ มที่คุน้ เคย หรืออาจแปลกตา ท่อี าจเกดิ ขึ้นโดย
ไมบ่ อ่ ยนัก อย่างฝนดาวตก สนึ ามิ หรอื อื่นๆ สิง่ ตา่ งๆ

17 วิรณุ ต้ังเจรญิ . (2546). หนา้ 28.

13

เพราะมันคือสิ่งทเ่ี รียกว่า โลกของความเปน็ จริงตามธรรมชาติ (The Real world of Nature) ที่
สัมผสั ไดเ้ ชิงกายภาพ (Physical Reality) ผา่ นการรบั รูด้ ้วยการเห็น การไดย้ นิ การเคลื่อน จากการเปล่ียนแปลงตาม
กฎของมันเอง18

ซง่ึ กลุ่มท่ีมองเห็นความงดงามของธรรมชาติเปน็ สาคญั นัน้ ในลัทธทิ างศลิ ปะเรียกวา่ แนวคดิ ลัทธิ
ธรรมชาตินยิ ม (Naturalism) เปน็ คตแิ นวคดิ ท่ียึดธรรมชาติเปน็ หลกั สามารถอธบิ ายลักษณะทรรศนะเกย่ี วกบั
ธรรมชาตินยิ มไดด้ งั

1. ธรรมชาติเทา่ น้นั ท่ีเป็นจริงนิรนั ดร์ มพี ลังกระตนุ้ ในตวั (Self-Activating) ดารงอยไู่ ดด้ ้วยตัวเอง
(Self-Dependent) ปฏบิ ตั ิการได้ดว้ ยตวั เอง (Self-Operating) มีเหตผุ ลในตวั (Self-Explanatory)

2. ทรรศนะน้ีไมย่ อมรบั อานาจเหนอื ธรรมชาติ เช่อื วา่ ปรากฏการณ์ (Phenomena) เปน็ ไปตาม
ธรรมชาติเอง ไมเ่ ก่ียวกับอานาจเหนอื ใดๆ

3. ยึดหลัก วทิ ยาศาสตร์ (Scientific) เท่านน้ั พวกอน่ื ๆ ทางจิตตา่ งๆ เช่น ความเชอื่ สิ่งลี้ลับ ไสย
ศาสตร์ ไมน่ ่าเชื่อถือ

4. มนษุ ย์คือสว่ นหนึ่งของธรรมชาติ19
ซง่ึ จะเห็นวา่ มนุษย์เปน็ ส่วนหนงึ่ ของธรรมชาติ ไมไ่ ดม้ ีอานาจอยู่เหนือธรรมชาติ ไม่สามารถ
เปล่ียนแปลงหรอื ควบคุม จัดสรร ธรรมชาติได้ท้ังหมด

ภาพที่ 2-1 ภาพธรรมชาติ ถา่ ยภาพโดยเจยี มจันทร์ จนั ทร์คงหอม
ดังนั้นความงามในธรรมชาติ จึงเป็นความงามรูปทรงสุนทรียะที่ปรากฏอยู่ในปรากฏการณ์
ธรรมชาติ (The Natural Phenomena) ที่มีธรรมชาติเป็นผู้ควบคุมโดยหลักการของธรรมชาติเอง ปรัชญาธรรม
ชาตนิ ิยม ไดน้ ิยมกนั อย่างแพรห่ ลาย ในผลงานศลิ ปะแขนงอืน่ ๆ ท่มี ีธรรมชาติเปน็ บอ่ เกิดของความบันดาลใจ มงุ่ เน้นให้
ความสาคัญ หรอื แก่นอยู่ทส่ี าระสาคญั โดยมีธรรมชาตเิ ปน็ หลัก
ลัทธิธรรมชาตินิยม Naturalism มาจากภาษาละติน Naturali หมายถึง โดยกาเนิด, อัน
เนื่องมาจากธรรมชาติ เป็นความเคล่ือนไหวทั้งในวงวรรณกรรม และศิลปกรรมในตอนกลางและตอนปลายศตวรรษท่ี

18 สุชาติ สทุ ธิ. (2544). หนา้ 163.
19 เจียมจันทร์ จันทรค์ งหอม อา้ งใน กาจร สนุ พงษศ์ รี. (2560). หน้า 7

14

19 จุดมุ่งหมายของกลุ่มน้ี เพื่อถ่ายทอดความเป็นจริงของชีวิต ธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อมทุกมุมอย่างละเอียดถูกต้อง
(The Accurate Representation of Reality) ตามสภาพของสังคม เช่น การต่อสู้ด้ินรนของชีวิตท่ียากจนข้นแค้น
ในทางปรัชญาถือว่า โลกตามธรรมชาติเป็นส่วนรวมของความเป็นตริง ย่อมไม่มีการสร้างสรรค์ทางจิตวิญญาณหรือสง่ิ
ศกั ดิส์ ทิ ธ์นิ อกเหนือธรรมชาติ เพราะส่ิงดังกลา่ วยอ่ มไม่มีคณุ ค่า ปราศจากเหตุผล หรอื ความหมายใดๆ ท้ังส้ิน แตย่ ดึ ถือ
หลักกว่า กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เท่าน้ันท่ีสามารถอธิบายข้อเท็จจริงในปรากฏการณ์ทั้งมวลได้ ในงานจิตรกรรม
และประตมิ ากรรม คาวา่ Naturalism หมายถงึ แบบอยา่ งของศลิ ปะธรรมชาตนิ ยิ ม ไม่วา่ จะเปน็ ในยคุ สมัยใด จะอยู่บน
พืน้ ฐานของปรากฏการณธ์ รรมชาติ แมว้ า่ งานนน้ั จะมีลกั ษณะการวิจารณ์สังคมก็ตาม20

สุนทรียะทเ่ี กดิ ขน้ึ จากความงามในลักษณะน้ี ตามของแนวคดิ น้ี อรสิ โตเติล (Aristotle, กอ่ น ค.ศ.
384-322) ปรัชญาเมธียุคกรีก ได้ให้ทรรศนะว่า ความงาม (สุนทรียภาพ) อยู่ท่ีความประสานกลมกลืนของส่วนสัด
เพราะส่วนสัดที่งดงามย่อมทาให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายของประสาท และอวัยวะต่างๆ ความย่ิงใหญ่ของศิลปินอยู่ที่
สามารถค้นพบความกลมกลืนน้ี และสามารถถ่ายทอดลงในผลงาน – ความงามบังเกิดขึ้นและอยู่ที่ส่วนสัดของ
สนุ ทรียภาพของวตั ถุ21

ภาพท่ี 2-2 ภาพจิตรกรรมแบบอยา่ งธรรมชาตนิ ิยม, ชื่อภาพ The Hay Wain, 1821, Oil on Canvas,
130.2x185.4 cm., โดย John Constable, สมบตั ขิ อง National Gallery London สบื คน้ เมอ่ื 18 ต.ค. 2563

เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:John_Constable_The_Hay_Wain.jpg
ความงามท่ีเกิดขึ้นจึงสุนทรียภาพที่ได้จากโลกภายนอก เชิงกายภาพ ท่ีทุกคนสามารถพบเห็นและ

รับรู้เรียก กล่าวนามของรูปความงามได้ตรงกัน รูปแบบความงามส่วนใหญ่ เม่ือสร้างเป็นผลงานศิลปะ ก็ล้วนมั ก
ถ่ายทอดความงามจากความประทับใจ ในรปู ธรรมชาติเป็นสว่ นใหญ่

1.2.2 ความงามที่มนษุ ย์สรา้ งสรรค์ข้นึ (Artistical Beauty)

20 สงวน รอดบุญ. (2522). หน้า 106
21 กาจร สนุ พงษศ์ ร.ี (2556). หนา้ 100.

15

ความงามที่มนุษย์สร้างสรรค์ ปรุงแต่งขึ้น เป็นงานศิลปะ คือวัตถุทางความงาม ที่เป็นผลผลิตจาก
ภูมปิ ญั ญาของมนษุ ย์ ในประวตั ิศาสตรพ์ ัฒนาการของมนุษย์ มนุษย์สร้างงานศลิ ปะจากปัจจัยหลายประการ บ้างพบว่า
สมั พันธก์ บั สง่ิ แวดลอ้ ม วิถชี วี ติ ความเปน็ อยู่ เช่น งานหัตถกรรมพนื้ ถิ่น ที่สรา้ งขึน้ จากเง่อื นไขในการดารงชีวติ ประจาวัน
สมั พันธก์ ับเง่ือนไขทางภูมิศาสตร์ เชน่ งานสถาปตั ยกรรม การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศยั โดยคานงึ ถงึ สภาพอากาศ เมอื ง
รอ้ น หรือเมอื งหนาวทีจ่ ะมีลักษณะแตกต่างกัน ทง้ั นเ้ี พราะคานึงถึงความสัมพันธ์กับทิศทางลม แสงแดด และสภาพฟ้า
ฝน งานประฏิมากรรมพระพุทธรูป ท่ีสร้างขึ้นจากความ ความศรัทธา ความเช่ือ เป็นต้น ท้ังนี้หากแยกประเภทของ
ศิลปะออกตามลักษณะจุดมุ่งหมาย จะได้เป็น 2ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มของศิลปะเพ่ือศิลปะ (Art for art’s
Sake) และกลมุ่ ของศิลปะเพื่อวตั ถปุ ระสงค์อ่นื (Art for other Purposes) คอื

1. กล่มุ งานวิจติ รศิลป์ (Fine art) คือศลิ ปะทเ่ี น้นด้านความรูส้ กึ สะเทือนอารมณ์ และพทุ ธปิ ัญญา การ
แสดงออกทางความร้สู ึก อนั เปน็ ผลผลติ ทางปัญญา ทผ่ี ้สู ร้างมุ่งสรา้ งสรรค์ ถ่ายทอดผลงานใหม้ คี ณุ คา่ ความหมาย

2. กลุ่มงานประยุกต์ศลิ ป์ (Applied art) คือการนาเอาความงามแทรกลงไปในงานหตั ถกรรม หรือประดิษฐ์
ส่ิงของเคร่อื งใช้ ทง้ั น้ีเพื่อประโยชนใ์ ช้สอยในชวี ิตประจาวนั เป็นสาคัญ

โดยคาว่าศิลปกรรมกนิ ความหมายครอบคลมุ งานศลิ ปะทกุ ดา้ น ซ่ึงแตเ่ ดมิ งานศิลปะทุกชนิดถกู จัดอยู่
ในประเภท วจิ ิตรศิลป์ โดยถือเอาจดุ ประสงค์ในการสร้างสรรค์งานที่มุ่งถึงความงามเป็นหลัก สว่ นงานใดที่มงุ่ ประโยชน์
ใช้สอยเป็นหลักถูกจัดอยู่ในประเภท งานหัตถกรรม ในงานวิจิตรศิลป์ที่ใช้คาเรียกแต่เดิมนั้น ได้รวมเอาลักษณะ
ศิลปกรรมไว้ถึง 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทงานจิตรกรรม (Painting), ประติมากรรม (Sculpture), สถาปัตยกรรม
(Architecture), วรรณกรรม (Literature), นากฎศิลปแ์ ละดนตรี (Music and Drama)22

ศิลปะในแตล่ ะรปู แบบมจี ุดประสงค์ของการสร้างสรรค์ผลงานนนั้ สามารถแบง่ แยกย่อย จัดระเบยี บ
แสดงความเป็นหมวดหมู่ ใหพ้ อเขา้ ใจได้ ดังขอบข่ายของงานศิลปะประเภทต่างๆ ในท่นี ้ีไดถ้ ูกจดั แยกแบง่ ประเภทตาม
จุดประสงค์ของการสร้างงาน ประกอบด้วย

- การสร้างงานศิลปะเพื่อศิลปะ กล่าวคือ เพื่อประโยชน์ทางด้านจิตใจ มีผลต่อความรู้สึก
ยินดีของมนุษย์เป็นสาคัญ หากแต่แสดงความชื่นชอบยินดี ในด้านใด ก็มาสามารถแบ่งแยกย่อยขอบข่ายออกไปได้อีก
เช่น ศิลปะท่ีสะท้อนช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ สภาพสังคมแวดล้อม ความคิด ความเจริญรุ่งเรืองของยุคสมัย
ลักษณะเช่นนี้ เราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของสภาพแวดล้อมทางสังคมในยุคสมัยน้ันๆ ผ่านผลงานศิลปะได้
เช่นกัน

- การสร้างงานศิลปะเพื่อวัตถุประสงค์อื่น อันประกอบด้วยประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ
ประโยชน์ใช้สอย เครื่องมือ เคร่ืองใช้ในการดาเนินชีวิตของมนุษย์ในสงั คมแวดล้อมน้ันๆ ท่ีมีความแตกต่างกัน และท่ีมี
ความต้องการต่างๆ อย่างหลากหลาย ไดด้ งั ตารางต่อไปนี้

ขอบขา่ ยของศิลปะ

22 ประเสรฐิ ศีลรัตนา. (2525). หนา้ 34

16

การกาหนดขอบขา่ ยของศิลปะโดยแรกเกิดขึจ้ ากความต้องการในการจาแนกประเภทและขอบขา่ ยของศิลปะ
เพื่อท่ีจะทาความเข้าใจผลงานศิลปะ และจุดมุ่งหมายของงานศิลปะน้ันๆ ซ่ึงเดิมที ผลงานศิลปะยังคงไม่รูปแบบไม่
หลากหลายเทา่ ปจั จุบนั โดยแรกนัน้ กาหนดขอบข่ายออกกวา้ งๆ ได้ดงั

1.กลมุ่ ของงานวจิ ติ รศลิ ป์ คือศิลปะทส่ี ร้างข้ึนเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านความงาม ทม่ี ีผลกระทบต่อ
จิตใจเป็นสาคญั

2.กลุ่มของงานประยกุ ต์ศิลป์ คอื ศลิ ปะทส่ี ร้างขนึ้ เพ่ือวัตถปุ ระสงคท์ างดา้ นประโยชน์ใช้สอย ใน
ชวี ติ ประจาวันเป็นสาคัญ

คร้ังปลายศตวรษษที่ 19 ขอบเขตของการสร้างสรรค์ทางศิลปะได้มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่นภาพถ่ายท่ี
เดิมสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย แต่ก็นามาสร้างสรรค์เป็นศิลปะภาพถ่ายและสื่อความหมายประทบจิตใจได้อย่าง
ลกึ ซึ้งเฉกเช่น กลุ่มงานวจิ ติ รศิลป์ หรืองานภาพพิมพ์เป็นกลวิธีทีส่ ามารถทาซ้า ทีน่ ยิ มไปใช้ในอุตสาหกรรมการโฆษณา
แต่ก็มีศิลปินได้นาเทคนิคดังกล่าวมาสร้างสรรค์เป็นงานช้ินเอก ได้อย่างเป็นท่ียอมรับในวงการศิลปะ ปัจจุบันการ
กาหนดขอบเขตของงานศิลปะจึงจาเป็นต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการสร้างช้ินงานนั้นๆ เป็นสาคัญ ซึ่งสามารถ
จาแนก แยกยอ่ ยให้เห็นขอบขา่ ยได้ดงั

กลมุ่ งานวิจติ รศลิ ป์ กล่มุ งานประยกุ ตศ์ ลิ ป์
(Fine art)
(Applied art)
-ทศั นศิลป์ -จิตรกรรม (Painting)
(Visual Arts) -ภาพพมิ พ์ (Printmaking) -หัตถศลิ ป์ (Manual Art) -งานหตั ถกรรม (Handicraft)

-ภาพถ่าย (Photography) -งานช่างฝมี ือ (Craft)
-ประติมากรรม (Sculpture)
-การออกแบบอุตสาหกรรม -การออกแบบผลติ ภณั ฑ์ (Product Design)
-สถาปัตยกรรม (Architecture)
-วรรณกรรม (Literature) (Industrial Design) -ยานพาหนะ (Transportation)
-ศิลปะการแสดง (Performing Art)
-ดนตรี (Music) -การออกแบบแฟช่นั (Fashion Design)
-ภาพยนตร์ (Motion Picture)
-การออกแบบส่อื สาร -การออกแบบส่งิ พมิ พ์ (Graphic Design)

(Communication Design) -การออกแบบโฆษณา (Advertising

Design)

-การออกแบบมัณฑนศลิ ป์ (Decorative Design)

ภาพที่ 2-3 ภาพแสดงศิลปะสาขาต่างๆ ท่ีดัดแปลงมาจากของวิรุณ ต้งั เจรญิ (วริ ุณ ตง้ั เจรญิ . 2537 หน้า 6)

สามารถยกตัวอย่างผลงานท่ีมีการผสมผสานขอบข่ายท้ังสอง ได้อย่างลงตัว และประสบความสาเร็จ
เป็นท่ียอมรับ เก่ียวกับขอบเขตของงานศิลปะแต่ละประเภทวิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์นั้น ที่แสดงถึงความสัมพันธ์
เก่ียวข้องกันโดยแสดงการหลอมรวม ผสมผสานกันไปมา ข้ามสาขา กันอย่างมากมาย การกาหนดแบ่งเรียกประเภท
ของผลงานศิลปะแต่ละอย่างน้ัน ได้มีการทบทวนความหมาย หรือปรับเปล่ียนมาเป็นลาดับตามยุคสมัย ด้วยในระยะ
ถัดมาความเจริญก้าวหน้าทางสังคม และเทคโนโลยี ก็ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่ๆเช่นกัน

17

ยกตัวอย่างเช่น จิตรกรรมแบบ Art Nouveau23 ที่สร้างข้ึนเพ่ือประโยชย์เชิงพาณิชย์จึงจัดเป็นผลงานประยุกต์ศิลป์
หรอื ศลิ ปะประยกุ ต์ แต่ทัง้ น้ีมคี วามงดงามเฉกเชน่ เดยี วกับงานวจิ ติ รศลิ ป์ เช่นกนั

ท้ังนี้อาจกล่าวได้ว่าศิลปะในทุกแขนงต่างใช้ทฤษฎีความงาม และการรับรู้ความงามท่ีเป็นหลักวิชา
เดียวกัน เช่น ขอบข่ายของทฤษฎีสี กับความหมายของสี ขอบเขตของการสร้างรูปและพ้ืน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงแบบ
เหมือนจริง รูปทรงและนามธรรม หรือรูปทรงกึ่งนามธรรม ที่ใช้ส่ือสารความหมาย และสร้างความเข้าใจต่อการรับรู้
เกดิ เปน็ ภาพสนุ ทรยี ะ ท่ใี ชใ้ นการสือ่ สารความหมายและความเข้าใจ ยกตวั อยา่ งเช่นผลงานของศลิ ปนิ อัลโฟนส์ มารียา
มูคา ที่เป็นจิตรกรคาสาคัญของศิลปะประยุกต์ศิลป์ Art Nouveau แต่สะท้อนภาพความงดงาม และให้ความร่ืนรมย์
เฉกเช่นเดยี วกบั งานวจิ ิตรศลิ ป์

ภาพท่ี 2-4 ภาพ Gismonda, 1905, โดยอลั โฟนส์ มารยี า มคู า
(Alfons Maria Mucha) สบื คน้ เมื่อ 4 เมษายน 2563 เข้าถงึ ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/

อัลโฟนส์_มูคา#/media/ไฟล์:Alfons_Mucha_-_1894_-_Gismonda.jpg

23 Art Nouveau. อารต์ นโู ว นวศิลป์ เป็นคาในภาษาฝรง่ั เศส คาว่า Art Nouveau แปลวา่ ศิลปะใหม่ (New Art) เป็นชื่อเรียกลกั ษณะ
กระบวนการของศิลปะประยุกต์ การออกแบบตกแต่งภายในหรือมัณฑนศิลป์ รวมท้ังยังเกี่ยวข้องกับกรสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรม
จิตรกรรม และประติมากรรม ได้รับความนิยมแพรห่ ลายทั่วประเทศตา่ งๆ ในยุโรป ได้รับความนยิ มอย่างสูงในช่วงระหว่าง ค.ศ.1890-
1910 (ปยิ ะแสง จนั ทรวงศไ์ พศาล. 2560 หนา้ 35)

18

ความงาม กับตาแหน่งความงาม
งานศิลปะเป็นรูปแบบของการสื่อสารความหมายลักษณะหน่ึง ที่การส่ือสารความหมายทางศิลปะ

(It’s Communications in Meaning of Art) ผลงานศิลปะน้ันๆ เป็นตัวแทนของการส่ือสาร ท่ีมีความหมาย อาจ
ประกอบดว้ ยความหมายตรง หรือความหมายแฝง ทจี่ าเป็นต้องอาศยั การวเิ คราะห์ตีความ ความหมายผ่านสง่ิ ท่ีปรากฏ
เห็นได้ ประกอบด้วย รูปทรง (Form) พื้นผิว (Texture) สี (Color) โดยสัมพันธ์กับหลักการทางทัศนศิลป์ ทัศนธาตุ
องค์ประกอบทางศิลปะ และประสบการณ์ทางการรับรู้ เฉกเช่นเดียวกับภาษาต่างๆ ในโลก ที่เราใช้สาหรับสื่อสาร
ภาษาท่ีเราไม่เข้าใจ ก็เปรียบได้กับงานศิลปะที่เรามองไม่เห็นความงามที่มีนั่นเอง หรือในทางกลับกัน ภาษาท่ีไม่เป็น
ภาษา หรือพูดไม่ได้ใจความก็อาจเปรียบได้กับงานศิลปะท่ีกระทาโดยไร้ทิศทาง ฉะนั้นระดับของงานศลิ ปะอาจจาแนก
ออกเป็นระดับความกว้าง หรือแคบ จัดอยู่ในระดับที่เป็นสากล หรือกับดับที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม ลักษณะงานศิลปะจะมี
ความเป็นสากลหรือไม่ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับองค์ประกอบของรูปแบบการสื่อสารความหมาย ท่ีศิลปินเลือกเป็นสาคัญ ปัจจัย
เหลา่ น้ี มรี ายละเอียดปลกี ย่อยในมุมมองทางความงามท่ีแตกต่างกนั ไป

ดังความรื่นรมย์จากผลิตผล ท่ีมนุษย์เป็นผู้จรรโลงขึ้น แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของขอบข่าย
สนุ ทรยี ะทีม่ คี วามเชื่องโยงกัน ใน 3 สว่ นประกอบ คือ 1.ผลงานศิลปะ 2.ผสู้ รา้ งผลงานศลิ ปะ และ3.ผรู้ บั สุนทรยี รสนั้น
ดังแสดงให้เห็นได้ดังแผงผังสนามสุนทรียะ ข้ึนอยู่กับส่วนประกอบ สาคัญ 3 องค์ประกอบ คือ 1.ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
หรือศิลปิน, 2.ผลงานสร้างสรรค์ หรืองานศิลปะ และ 3.ผู้พิจารณาผลงานสร้างสรรค์ หรือผู้ชมผลงาน ดังเสนอให้เหน็
ในภาพประกอบสนามสนุ ทรียะ

สนามสุนทรียะ (Aesthetic Field)

ผสู้ ร้างศลิ ปะ ศิลปะ ตวั กระตุ้น (วตั ถหุ รอื เหตกุ ารณจ์ ริง)
เปน็ ผลผลติ จากศิลปนิ (Art) ผู้ดพู ิจารณาผลงานศิลปะ

หล่อหลอม

จากวัฒนธรรมและภูมิปญั ญา

ศลิ ปิน ผ้ดู ู

(Artist) มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม /ภูมิปญั ญา /ประสบการณ์ (Beholder)

ภาพท่ี 2-5 ภาพแผนภมู สิ นามสนุ ทรียะ

โดยนกั วชิ าการบางทา่ นรวมเรียกขอบเขตปัจจยั ต่างๆ ทีเ่ ก่ียวข้อกับศลิ ปกรรมวา่ สนามสุนทรียะ ซง่ึ
สนามสนุ ทรียะนน้ั เกี่ยวโยงไปถงึ สภาพเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา เทคโนโลยี วัฒนธรรม ฯลฯ24 เชน่ กนั การพิจารณาว่า
งานศิลปะช้นิ ไหนดกี วา่ หรอื งามกว่ากันนั้น ปจั จัยเชน่ นี้ อาจสัมพนั ธ์เกยี่ วโยงถึงรสนยิ มของผูพ้ ิจารณาผลงาน โดยทัง้ นี้
สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดงั

24 วิรณุ ต้ังเจรญิ . (2536). หน้า 2

19

ศิลปะ (Art) คือ ผลผลติ ทางภูมปิ ญั ญาของมนษุ ย์ ทม่ี ีความหลากหลายกันทางชาติพันธุ์
ศลิ ปนิ (Artist) คือ ผสู้ ร้างผลงานศิลปะ สะท้อนใหเ้ หน็ ความสามารถ ทางความรู้

ความคิด สตปิ ญั ญาของตน
ผดู้ ู (Beholder)คอื ผชู้ ่ืนชมผลงานศลิ ปะ ท่ตี ้องมีประสาทสัมผสั ในการรับรู้ทดี่ ี ในท่ีนีค้ ืออวยั วะใน

การรับรเู้ บอ้ื งต้นของมนุษย์ เช่น ตา หู จมกู ปาก กาย และมกี ารรับรดู้ ว้ ย
ความรูส้ ึกได้ ท้ังน้ี ผูด้ ู อาจเป็นศลิ ปิน ทีม่ คี วามสามารถในการสรา้ งงานศลิ ปะ
หรืออาจเป็นบุคคลธรรมดาท่ีไม่สามารถสรา้ งงานศลิ ปะในลักษณะใด ลกั ษณะ
หนึง่ ได้ แต่มีทกั ษะในการพจิ ารณาผลงานศิลปะ ก็สามารถเป็นผู้ดู ไดเ้ ชน่ กัน

ทั้งน้ีเราอาจพบว่านักวิจารณ์ผลงานศิลปะเอง บางคร้ังก็ไม่มีทักษะในการสร้างผลงานศิลปะ แต่
สามารถแสดงข้อคิดเห็น หรือให้ข้ออธิบายต่อผลงานศิลปะได้ แบบอย่างทางศิลปะมีลักษณะท่ีแตกต่างกันออกไปตาม
วัฒนธรรมทางการรับรู้ท่ีมนุษย์มีการเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ท้ังนี้เนื่องมาจาก การมีวัฒนธรรมที่เป็น
ฐานของการรับรู้ และทัศนคติท่ีต่างกัน สุชาติ สุทธิ ได้กล่าวไว้ในหนังสือสุนทรียภาพของชีวิต โดยอธิบายไว้ว่า เป็น
เรื่องของ “ประสบการณ์สุนทรียภาพ คือมิติมุมมองของความเป็นสากล โดยแยกกล่ินอายต่างๆ ของคนท้ังตะวันตก
และตะวันออก สร้างค่าสมมติตามความต้องการ (Esteem needed) มาเคลือบตนเองไว้ ...ครรลองของชวี ิตตะวันตก
และตะวนั ออก สรา้ งคุณคา่ ทางประสบการณ์สนุ ทรยี ภาพให้ตนเองแตกต่างกัน สรุปทบทวนข้อแตกตา่ งผ่านพฤติกรรม
การปลูกฝงั ศลิ ปะ”25 จงึ กล่าวได้วา่ การรับร้เู ปน็ เรือ่ งการหลอ่ หลอมความเปน็ มนุษย์อย่างมนี ัยยะทีแ่ ตกต่าง

สรุปทา้ ยบท
สรุปได้ว่าแหล่งท่ีมาของความงามน้ัน สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแหล่งด้วยกันคือ ความงามที่มีแหล่งท่ีมา

จากธรรมชาติ และความงามที่มาจากฝีมือมนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น ซ่ึงทั้งนี้หากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของ
มนุษย์เป็นแบบธรรมชาตินิยม สาระสาคัญของปรัชญาความงามแบบธรรมชาตินิยมน้ีจะมุ่งนาเสนอความจริง ที่เกิด
จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่สามารถสัมผัสได้จริงมีลักษณะเชิงกายภาย มองเห็น หรือสัมผัส จับต้องได้ โดย
สามารถรับรู้ความงามนไ้ี ดต้ รงกัน

และความงามท่ีมนุษย์สร้างข้ึนที่เรียกว่าศิลปะนั้นมี สามารถแบง่ ตามจดุ มุ่งหมายของการสร้างผลงาน ออกได้
เป็น 2 ขอบขา่ ยด้วยกนั ด้วยกันคอื กลมุ่ งานวิจติ รศิลป์ จดุ มุ่งหมายของงานศิลปะในลกั ษณะนี้คอื ศิลปะเพอื่ ศิลปะ (Art
for art’s Sake) และกลุ่มงานประยุกต์ศิลป์ คือศิลปะที่กาหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อวัตถุประสงค์
อื่น (Art for other Purposes) มากขนึ้ กว่าแค่สะท้อนภาพความคิดของศิลปิน โดยสว่ นประกอบของวงจรทางศิลปะ
หรือที่เรียกว่า สนามสุนทรียะนั้น การเกิดการสนามสุนทรียะจะประกอบไปด้วย ผู้สร้างผลงานศิลปะที่เรียกว่าศิลปิน
(Artist) ช้ินผลงานศิลปะ (Art) และผู้ดูผลงานศิลปะ (Beholder) และบางคร้ังคนท่ีทาหน้าท่ีเป็นนักวิจารณ์ ศิลปิน
หรือผู้ดู อาจเปน็ คนๆ เดยี วกนั ก็ได้เช่นกัน

25 สุชาติ สุทธิ. (2544). หน้า 157-158.

20

เอกสารอ้างองิ :

กาจร สุนพงษศ์ รี. (2556). สนุ ทรยี ศาสตร์ หลักปรัชญาศลิ ปะ ทฤษฎีทศั นศิลป์ ศลิ ปวิจารณ์.
กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

ประเสรฐิ ศีลรตั นา. (2525). ความเขา้ ใจในศิลปะ. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พริ้นตง้ิ เฮา้ ส์ จากัด.
เจียมจันทร์ จนั ทร์คงหอม. (2560). ปรากฏการณ์ธรรมชาติทะเลสาบสงขลา : ภาพสะทอ้ นอัตลกั ษณ์

วฒั นธรรมทางการเหน็ . ดษุ ฏีนพิ นธห์ ลักสูตรปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์และการ
ออกแบบ คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. เอกสารอัดสาเนา.
ปยิ ะแสง จนั ทรวงศ์ไพศาล. (2560). พจนานกุ รมศพั ทศ์ ิลปะประยุกต.์ กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์แหง่
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ประเสริฐ ศลี รตั นา. (2525). ความเข้าใจในศิลปะ. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พร้ินติ้งเฮา้ ส์ จากัด.
วิรุณ ตง้ั เจริญ. (2536). ทศั นศลิ ป์ กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
วริ ณุ ต้งั เจริญ. (2546). สุนทรียศาสตรเ์ พ่อื ชีวติ . กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์อแี อนด์ไอคิว.
สงวน รอดบญุ . (2522). ลทั ธแิ ละสกุลช่างศลิ ปะตะวันตก. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา.
สุชาติ สุทธ.ิ (2544). สนุ ทรยี ภาพของชีวติ . กรงุ เทพฯ: โครงการจดั ตงั้ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันราชภฏั
สวนดุสิต วิทยาเขตสพุ รรณบุรี.
Gismonda. (1905). Alfons Maria Mucha สืบคน้ เมอ่ื 4 เม.ย. 2563 เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://th.wikipedia.org/wiki/อัลโฟนส์_มคู า#/media/ไฟล์:Alfons_Mucha_-_1894_-
_Gismonda.jpg
The Hay Wain. (1821). John Constable. สืบค้นเมอ่ื 18 ต.ค. 2563 เขา้ ถึงไดจ้ าก
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:John_Constable_The_Hay_Wain.jpg

21

แบบฝึกหัดทา้ ยบท

เรอ่ื ง แหลง่ ที่มาของความงาม
จงใชต้ วั เลือกต่อไปน้ีจับคู่ข้อคาถามข้อท่ี 1-8.

ก. ความงามในธรรมชาติ ข. ความงามที่มนุษย์สรา้ งสรรค์ขึน้

1. ความงามของแสงพระอาทิตย์ทส่ี าดส่องตอนพลบคา่ .
2. แสงสลวั จากโคมไฟทสี่ ่องกระทบผนังหอ้ งชา่ งให้บรรยากาศที่อบอนุ่ .
3. เสยี งสายฝนทต่ี กลงบนผวิ นา้ เป็นจังหวะคลา้ ยเสยี งดนตรี.
4. เสยี งขลุ่ยไมไ้ ผ่ ที่ดังกงั วาล ฟงั แล้วเกดิ ความร่ืนรมย.์
5. ประตมิ ากรรมหินทเี่ กิดจากฝีมอื การแกะสลักโดยชา่ งผู้ชานาญ ช่ังนา่ อศั จรรย์.
6. กอ้ นหนิ ขนาดใหญ่ ทมี่ รี ปู ร่างคล้ายพญานาค ประดุจฝมี ือของเทพเจา้ สรรสรา้ ง.
7. สีดินท่ีติดอยบู่ นผนงั ถ้า มองดคู ลา้ ยภาพจิตรกรรมฝาผนงั ท่ีงดงาม.
8. พระพุทธรปู ดินเผา ที่ขุดค้นพบจากการแฝงตวั อยู่ในธรรมชาต.ิ

ใหเ้ ลอื กคาตอบท่ถี ูกท่ีสุดในข้อที่ 9-10. ข. เกดิ ขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธา และความมุง่ ม่นั
9. ขอ้ ใดคือคุณสมบัติของงานวิจิตรศลิ ป.์ ง. มุง่ นาเสนอความคดิ สรา้ งสรรค์ และพุทธปิ ญั ญา

ก. เป็นสง่ิ ประดิษฐป์ ระเภทเคร่อื งใช้สอย
ค. มีความงาม เป็นผลผลิตทางปัญญาของผสู้ รา้ ง
10. ขอ้ ใดคือคุณสมบัตขิ องงานประยกุ ต์ศลิ ป.์
(ใช้ตัวเลอื กข้อ 9)

1. ก 2. ข 3. ก 4. ข 5. ข 6. ก 7. ก 8. ข 9. ง 10. ก

22

บทท่ี 1.3
การรบั รู้

ทฤษฎีเก่ยี วกับการรับรู้ สมั พันธก์ ับการใชป้ ระสาทสัมผัส กล่าวคอื อวัยวะต่างๆ ของมนษุ ย์ ที่ใชร้ บั สุนทรยี ะรส
ต่างๆ ท่ีเรยี กว่า “ผสั สะ” (Sensory Perception) ทเ่ี ป็นการทาความเขา้ ใจเกย่ี วกับ “ความจรงิ ความดี ความงาม”

ลกั ษณะของความจริง (Ontology) ทแ่ี ตกตา่ งกนั
ความจริงที่ 1 Reality
ความจริงท่ี 2 Fact
ความจรงิ ที่ 3 Truth
ความจรงิ ที่ 4 Sensation

ขอบขา่ ยของการรบั รู้เปน็ เรอื่ งของการตีความการมอง และการเหน็ โดยเห็นและเลือกวา่ ความจรงิ ใด เป็นส่งิ ดี
สาหรับตน การรับรู้สิ่งท่ีว่าดี จึงสัมพันธ์กันกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ อย่างไรก็ดี การรับรู้ของมนุษย์แต่ละคนก็มี
ความแตกต่างกัน เช่นบางคน มีประสาทสัมผัสดี แต่ความจาไม่ดี หลายคนมอง หรือเห็นคนละมุมมอง อาจทาให้
ตคี วามไดไ้ มเ่ หมือนกนั

1.3.1 มนษุ ยก์ บั การรบั รู้

การรับรู้ (Perception) กระบวนการในการรับรู้น้ันต้องอาศัยอวัยวะ ท่ีเรียกว่าผัสสะ หรือประสาท
สัมผัส เช่น ตามองเห็น, หูได้ยิน, จมูกได้กล่ิน ล้ินชิมรส, ผิวหนังรับอุณหภูมิ เป็นต้น เป็นความรุ้สึกรับรู้และแปล
ความหมายเหล่าน้ีข้ึนสู่สมอง ท่ีช่วยให้เข้าใจข้อมูลต่างๆ ที่มาในรูปของพลังงาน เช่ น แสง สี ความร้อน เป็น
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการอธบิ ายภาพลกั ษณ์

กล่าวไดว้ า่ มนุษย์อาศยั ประสาทสัมผัสในการรับรเู้ บ้ืองต้น เป็นการรับรู้ทเี่ ป็นกลไกลทางวิทยาศาสตร์
จากสิ่งเร้ารอบตัวเรา ตลอดเวลา รับรู้จนเป็นความเคยชิน รับรู้สิ่งใหม่ที่น่าต่ืนเต้น ก็จะจะจาตามประสาทสัมผัสของ
ใครจะไว หรือช้า หรือไม่รู้สึกตัว ทั้งนี้มนุษย์มีการเรียนรู้ ส่ิงต่างๆ รอบตัว มีการพิจารณา สิ่งต่างๆ ด้วยวิธีวิเคราะห์
การให้คุณค่าความหมายต่อสิ่งที่เรียนรู้ และกล่าวได้ว่า การรับรู้ของมนุษย์ มีความสัมพันธ์ในทฤษฎีเก่ียวกับเรื่องของ
คุณค่า (Value) และการให้คุณค่า ในรูปความงาม ส่ิงท่ีเรียกว่าความงาม สิ่งเหล่าน้ีเกิดเป็นสุนทรียภาพปรากฏข้ึนใน
ตัวบุคคล ในขั้นต้นของการรับรู้น้ัน จาต้องมีวัตถุ (Object) หรือตัวกระตุ้น เป็นสิ่งต้ังต้นของข้ันตอนการเกิด
สุนทรียภาพ โดยกระบวนการของการรับรู้สามารถแสดงขั้นตอนได้ดังแผนภูมิแสดงกระบวนการรับรู้ของมนุษย์
กระบวนการสุนทรียะ ได้ดงั

23

แผนภมู ิแสดงกระบวนการรับรู้ของมนุษย์

ตัวกระตุ้น
(วัตถุ หรอื เหตกุ ารณท์ ีเ่ ปน็ จริง)

พลงั งานกระตุน้ ข้อมลู

อวัยวะรับความรู้สึก
ประสาทสัมผสั ทัง้ 6 (ตา หู จมกู ปาก กาย ใจ)

กระแสประสาทขึน้ สู่สมอง

สมองรบั สัญญาณ หรือ เกดิ ความรสู้ ึก

การตีความ

การรบั รู้
แปลความหมายเป็นภาพ (Visualize)
หรอื ความรูส้ ึกใน่ใจ (Impression)

ภาพที่ 3-1 ภาพกระบวนการรับรู้ ท่ีดัดแปลงมาจากของรัจรี นพเกตุ26
โดยจะเห็นว่าอวัยวะรบั ความรู้สกึ จะเปน็ ส่วนของการรับพลังงานกระต้นุ หรอื ตัวข้อมลู จากตัวกระตุ้น
ท่ีเป็นวัตถุ หรือเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนจริงนั้น ผ่านอวัยวะท่ีเป็นประสาทสัมผัสของมนุษย์ส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ตา หู
จมกู ปาก กาย และความรู้สกึ ดังฉายให้เห็นไดด้ ังแผนภูมิความรสู้ ึกได้ (Sensibilities) ดงั น้ี

ความรู้สกึ ได้
(Sensibilities)

ตา หู จมูก ปาก กาย จิตใจ
(Visual) (Audio) (Smell) (Taste) (Tactile) (Mood/Fell/Sense)

ภาพที่ 3-2 ภาพผัสสะท้ัง 6 ท่ีดัดแปลงมาจากของวิรณุ ต้งั เจริญ27

26 รจั รี นพเกต.ุ 2540 หน้า 3
27 วริ ณุ ต้ังเจรญิ . 2546 หน้า 1

24

เมื่อกล่าวถึงการรับรู้ดังกล่าวข้างต้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทาได้เพียงเผยให้เห็นถึงแผนงผัง
ของกระบวนการรับรู้ ส่วยการรับรู้ที่ลึกซ้ึงกว่าการรับรู้ตามกระบวนการข้างขั้นต้นท่ีกล่าวมาก็คือ การรับรู้ขั้นปีติ
(Pleasure) ซึ่งอาศยั ความรู้สกึ (Mood/Feel/Sense) ในการรบั รู้นอกจากแค่สิ่งทีเ่ ห็น (Visual Images) โดยภาพนั้น
ยังทาหน้าที่สื่อความหมาย (Visual information’s) โดยทั้งน้ีข้ึนอยู่กับสติปัญญา และระดับประสบการณ์ ของแต่ละ
คน รวมท้ังน้ีขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมแวดล้อมที่หล่อหลอมมา ดังเช่นมนุษย์ท่ีมีความแตกต่างกันในระบบทางสังคมและ
วัฒนธรรม อย่างวัฒนธรรมจากโลกตะวันออก และวัฒนธรรมจากโลกตะวันตก วัฒนธรรมจากชนพ้ืนเมือง ชาวเกาะ
ชาวเล ชาวเขา ผทู้ ่ีมาจากวฒั นธรรมท่ตี ่างกันเหล่าน้ี มกั มกี ารรบั รตู้ อ่ สิ่งเร้าท่ีแตกต่างกัน ยกตวั อยา่ งเชน่ การส่ายหน้า
ของคนอินเดีย ทมี่ คี วามหมาถึงการตกลง ยินดี ต่างจากวัฒนธรรมของเราที่พนกั หน้าคือ การตกลง ยนิ ดี หรอื เห็นพ้อง
ด้วย ดังกล่าวน้ีเป็นเพียงตัวอย่างท่ีแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการรับรู้ร่วมกัน ดังน้ันหากเรา
ตอ้ งการรบั รู้ความงามรว่ มกนั จงึ จาเป็นตอ้ งมปี ระสบการณ์ทางวัฒนธรรมรว่ มกนั ด้วย

ในการรับรู้ขน้ั ต้นของมนุษย์จาเปน็ ต้องอาศัยอวัยวะรับสัมผัส กอ่ นทจ่ี ะเกิดการตีความจากการรับสัมผัสน้ันใน
สมอง เป็นรูปเป็นนาม มีช่ือเรียกที่ตกลงเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน ซ่ึงอวัยวะรับสัมผัสของมนุษย์มีท้ังส้ิน 5 อย่างด้วยกัน
คือ ตา หู จมูก ปาก กาย ส่วนการรับรู้ด้วยความรู้สึกน้ันก็มีความสาคัญ หรือมีอิทธิพลในการตีความหมายเป็นรูปเป็น
นาม มีบทบาทในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ที่จะดูเหมือนว่ามีบทบาทมากกว่าอวัยวะท้ัง 5 กล่าวคือ ประสาทสัมผัสของ
มนษุ ยเ์ ป็นสงิ่ ท่ีใช้ในการรบั สัญญาณ หรอื เกิดความรู้สึก ไปสู่สมองเพอื่ การตคี วามสง่ิ ต่างๆ เชน่

ประสาทสัมผัสท้ัง 6
ผัสสะตา
ใชใ้ นการมองเห็น (Visual) รปู และพ้นื (Figure and Ground), แสงและเงา (Light and Shadow),

ตาแหนง่ และสดั ส่วน (Position and Proportion), ความเคลอื่ นไหว (Motion) เป็นต้น

ภาพท่ี 3-3 ภาพรูปและพนื้ ชื่อภาพ the figure–ground vase, 1915, a detailed description of the visual
figure-ground relationship by Edgar John Rubin สืบคน้ เมอ่ื 29 เม.ย.2564 เข้าถึงได้จาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Rubin_vase

25

ภาพท่ี 3-4 ภาพแสงและเงา ช่อื ภาพแสงและเงา 4, 2518, จติ รกรรม สีอะคริลิคบนผ้าใบ,
โดยปรีชา เถาทอง รางวลั ประกาศนียบตั รเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรยี ญทอง (จติ รกรรม)
การแสดงศิลปกรรมแหง่ ชาติ ครั้งท่ี 23 พ.ศ.2518 สบื ค้นเมื่อ 29 เม.ย.2564 เขา้ ถึงไดจ้ าก

http://www.resource.lib.su.ac.th/awardsu/web/artdetail?item_id=67

ภาพท่ี 3-5 ภาพตาแหนง่ และสัดส่วน ช่ือภาพ Last Supper, ate-1490s mural painting in Milan, Italy One-
Point Linear Perspective Works, by Leonardo da Vinci สบื ค้นเม่อื 29 เม.ย.2564 เขา้ ถงึ ได้จาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Perspective_(graphical)#/media/File:%C3%9Altima_Cena_-
_Da_Vinci_5.jpg

ภาพท่ี 3-6 ภาพความเคลื่อนไหว ชอื่ ภาพ Animated gif from frame 1 to 11 of The Horse in Motion."Sallie
Gardner", owned by Leland Stanford, running at a 1:40 pace over the Palo Alto track, 19 June 1878,

by Eadweard Muybridge สืบค้นเมอื่ 29 เม.ย.2564 เข้าถึงไดจ้ าก
https://en.wikipedia.org/wiki/Eadweard_Muybridge

26

ผัสสะหู ใช้ในการได้ยินเสยี ง (Audio) เกี่ยวกบั เสยี งในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ เสยี งทเ่ี กิดขึน้ โดยฝมี อื มนุษย์ เสียง
ทมุ้ , เสยี งสูง, เสยี งต่า, จงั หวะของเสียง เสียงจากเครื่องดนตรี หรือเสียงในธรรมชาติ เชน่ เสยี งร้องของสตั ว์ เสยี งลม
พายุฝนในธรรมชาติ เป็นต้น

ผสั สะจมูก ใช้ในการดมกลนิ่ (Smell) กลิ่นทีเ่ กิดขึน้ จากวตั ถุแห่งความเป็นจริงในโลกภายนอก เชน่ กล่ินหอม
ของดอกไม้ กลนิ่ อาหารท่ีทานในมอื้ เช้า เปน็ ตน้

ผัสสะปาก ใช้ในการรับรส (Taste) ความสามารถของมนุษย์ในการรับรสชาตอิ าหารต่างๆ เชน่ รสเปรยี ว รส
หวาน รสเคม็ รสขม รสชาตทิ ส่ี ร้างความพึงพอใจ หรอื อนื่ ๆ

ผัสสะกาย ใช้ในการสัมผสั (Tactile) แตะส่ิงต่างๆ ที่มาสัมผัสกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผิวหยาบ หรือนุ่ม เรียบ
ล่ืน และยังใชใ้ นการรบั ความรู้สึกอุณหภูมิรอ้ นหนาวด้วยเชน่ กัน

ผัสสะจิตใจ ใช้จิตใจในการรับรู้ ที่มีผลต่อความรู้สึก อารมณ์ (Mood/Fell/Sense) ผัสสะนี้มีความแตกต่าง
จากผัสสะทง้ั 5 ทผ่ี า่ นมา ที่เป็นการรบั รจู้ ากวตั ถุ หรือโลกภายนอก (External World) สว่ นผสั สะจิตใจน้ี เปน็ การรับรู้
และแปลความจากโลกภายใน (Internal World) คือความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน อาจคลอบคลุม หรือมีอิทธิต่อ
ผสั สะอืน่ ๆ ให้รบั รคู้ ล้อยตามด้วยได้เช่นกัน เชน่ การใช้ตาในการมองเห็นอาหารท่ีน่ารบั ประทาน เช่นข้าวกะเพราไก่ ก็
สามารถจินตนาการรสชาติ หรือรู้สึกน้าลายไหลได้ก่อนที่จะใช้ผัสสะปาก ในการสัมผัสอาหาร ทั้งนี้อาจส่งผลต่อการ
ตคี วามอ่นื ๆ เช่นแค่เห็น หรอื นกึ ถงึ ก็สามารถไดก้ ล่ิน ทม่ี าจากความทรงจาได้ ท้ังน้ีเพราะมนุษย์มีความสามารถในการ
จดจาประสบการณ์ที่เคยสมั ผสั

1.3.2 ประสบการณ์ช้นั ตน้ และประสบการณ์ชั้นรอง

ประสบการณ์ (Experience) มีความจาเปน็ อย่างมากสาหรับชวี ติ มนษุ ย์ ประสบการณเ์ กิดให้เกดิ การ
เรยี นรู้ การคาดคะเน การปรับตวั และการพัฒนาสงิ่ ต่างๆ รอบตัวใหไ้ ปในทศิ ทางท่ดี ีขึ้น เปน็ ส่งิ จาเป็นสาหรบั การหล่อ
หลอมความรู้ ความคดิ ทัศนคติ หรอื ความเข้าใจ มนษุ ย์เรามีความแตกตา่ งกนั แตล่ ะบุคคล การรับรไุ้ ดด้ ีนนั้ ขนึ้ อยูก่ ับ
ความสนใจดว้ ย เช่นกัน โดยปกตมิ นุษยเ์ ราจะจดจา เหตุการณ์ที่มากระทบใจ หรอื สะเทอื นใจ เชน่ ส่งิ ทท่ี าใหเ้ รามี
ความสุข สิง่ ทีท่ าใหเ้ ราเศร้า และเราจะไมจ่ ดจาต่อสง่ิ ทีน่ ่าเบ่ือ

ประสบการณเ์ ปน็ คาใชเ้ รียกการรบั รูท้ เ่ี กิดขนึ้ แกเ่ ราเมอื่ เราสัมผัส หรือปะทะกับโลกภายนอก
(External World) โดยจะได้รับการส่งั สมไวต้ ามประสิทธิภาพของอวัยวะรับสมั ผสั ของแตล่ ะคน ซึง่ จะสัมพันธ์กบั
ความตัง้ ใจ หรอื ความสนใจของเรา หลงั จากทีเ่ ราไดร้ บั รู้ หรอื ได้มีประสบการณแ์ ล้ว จะสามารถจาแนกแยกแยะสิง่ ที่
รบั รู้นั้นได้ สงิ่ เหล่านีจ้ ะถูกกักเกบ็ อยูใ่ นสมอง เปน็ ความรู้ ซงึ่ จะช่วยให้เกดิ การรู้ตวั มีสติ ดังน้นั จงึ เช่อื วา่ เมือ่ เรามี
ประสบการณ์มาก กจ็ ะสามารถแก้ปญั หาต่างๆ ท่เี กิดข้ึนภายหลงั อย่างมสี ติได้มาก28

โดยความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เรียกวา่ ประสบการณ์สุนทรียะของมนษุ ย์นัน้ เกิดข้ึนจากทักษะและ
พฤตกิ รรมอนั เปน็ สญั ชาตญาณ ที่ส่ังสม ปรบั ตัว เกดิ เป็นการเรยี นรู้ นับว่าเปน็ ทกั ษะที่สาคัญของมนุษย์ ดังเข่น

- มนษุ ยม์ คี วามสามารถทจ่ี ะรบั รู้ รสู้ กึ ได้ เม่ืออวยั วะสมั ผัส ปะทะกบั ส่งิ แวดลอ้ ม เชน่ รู้วา่

28 อารี สทุ ธิพนั ธ.ุ์ 2533 หน้า 35

27

ร้อน เย็น แข็ง ฯลฯ และมคี วามสามารถทจี่ ะตอบสนอง ต่อสิ่งท่ีถูกปะทะ นั้นๆ เชน่ เมือ่
อากาศร้อน ก็เลือกสวมใส่เส้ือผา้ ให้เหมาะสมกบั สภาพอากาศ เป็นตน้
-มนษุ ย์มคี วามสามารถในการชื่นชม ยนิ ดกี ับสิง่ รอบตวั ซง่ึ เปน็ ทักษะในการปรับตวั กับ
ส่ิงแวดลอ้ ม เชน่ เม่อื ฝนตก กย็ นิ ดเี ปรยี บ เสมอื นเทวดาโปรยนา้ มนต์ เมอ่ื รา่ งกายไดร้ ับ
แสงแดดจากดวงอาทิตย์ กย็ ินดีทรี่ ่างกายจะได้วติ ามนิ
- มนุษย์มีความสามารถในการจดจา จาแนก แยกแยะ จดั กล่มุ จัดระเบยี บ วเิ คราะห์
สว่ นประกอบกาหนดความสาคญั หรอื การกาหนดชื่อเรียก สงิ่ ต่างๆ
- มนษุ ย์มีความสามารถในการสรา้ งสรรคส์ งิ่ ตา่ งๆ รอบตัว ดังจะเห็นว่าในประวตั ิศาสตร์
พฒั นาการของมนุษยท์ ผี่ ่านมา มนุษย์ไดส้ รา้ งนวัตกรรมต่างๆ มาแล้วอย่างมากมายตาม
ยุคสมยั เช่น นวัตกรรมการสรา้ งบา้ นเรือน สง่ิ กอ่ นกอ่ สร้าง พฒั นาการตั้งแต่การใช้ดิน ใช้
ไม้ ใช้ซีเมนต์ หรอื วสั ดุสมัยใหม่ ลว้ นมาจากความคิดสร้างสรรคข์ องมนุษย์ในการคดิ
ประดิษฐ์ สรา้ งสรรค์วสั ดุ วธิ ีการ เป็นต้น

ท้ังนี้ความสามารถของมนุษย์ในการรับรู้ จดจา ชื่นชม และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆนั้น ต่างได้มาจาก
แรงจูงใจ (Motivation) ใน 2 ลักษณะด้วยกัน คือ จากธรรมมชาติ สิ่งแล้วล้อม ที่เรียนว่าประสบการณ์ชั้นต้น และ
การการได้แรงจูงใจ จากผลงานท่ีพัฒนามาแล้วจากประสบการณ์ช้ันต้น จึงเรียกว่า ประสบการณ์ชั้นรอง ในลักษณะ
เดียวกันกับสถาณการณ์ หากเราพบเจอกับสถาณการณ์แวดล้อมที่มาปะทะเราโดยตรง จะเรียนส่ิงนั้นว่าประสบการ
ชน้ั ต้น และหากประสบการณท์ ่เี กิดขึ้นจากการบอกต่อ เชน่ เรื่องเล่า จะเรยี กว่าประสบการณ์ช้ันรอง

1.3.2.1 ประสบการณช์ ้ันต้น
ความงามที่มนุษย์สร้างสรรค์ข้ึนจากแรงจูงในในประสบการณ์ชั้นต้นนั้น มีมากมาย ดัง

รูปแบบทางศิลปะ ท่ีมีหลากหลายสาขา ธรรมชาติ คือแรงบันดาลใจเบ้ืองต้น ที่ทาให้มนุษย์สร้างสรรค์รูปแบบทาง
ความงาม เช่น ศิลปะภาพถ่าย ศิลปะภาพวาด หรืออื่นๆ เร่ิมต้นด้วยการที่มนุษย์มองเห็น และช่ืนชมในความงามของ
ธรรมชาติ จนต้องนามารังสรรค์ใหม่ ความพยายามเก็บรูปแบบความงาม ที่ตนเองประทับใจนั้นไว้ แนวคิดการ
สร้างสรรค์ผลงานของมนุษย์โดยได้แรงจูงใจมาจากธรรมชาติเบื้องหน้า ดังเช่น กลุ่มแนวคิดลัทธิอิมเพรสช่ันนิสม์ซึม
(Impressionism) ในยุโรป ท่ีต้องการท่ีจะแปลความงามของธรรมชาติด้วยการใช้สี-แสง แสดงบรรยากาศเป็นสาคัญ
การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของแสง-เงา (Shifting Light) ความเป็นประกายแวววาว (Scintillation) ของแสงจาก
ธรรมชาติ ด้วยการไปเขียนกลางแจ้ง (Plein-Air) และใช้สีแบบ “High Key” (สีเบาและสดใส) เป็นการถ่ายทอด
ความรู้สึกของตนเองอย่างฉบั พลนั จากประสบการณ์ขณะนนั้ จงึ เป็นงานที่มีคณุ ค่าทางอารมณ์ 29

29 สงวน รอดบญุ . (2522). หนา้ 88

28

ภาพท่ี 3-7 ภาพความประทบั ใจเมื่อประอาทติ ย์ข้นึ , ช่ือ Sunrise, 1872, จิตรกรรมสีนา้ มนั บนผ้าใบ,
48 × 63 cm. โดย โกลด มอแน สถานท่ี พพิ ิธภณั ฑ์มาร์มอต็องมอแน ปารสี , ฝรงั่ เศส สบื ค้นเม่ือ 30 เม.ย. 2564

เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/ความประทับใจของพระอาทติ ยข์ ึน้
ในประวัติศาสตรศ์ ิลปะ กลุ่มซูเปอร์ เรียลลิสม์ (Super Realism) ในอเมริกา ช่วงศตวรรษ

ที่ 20 เป็นท่ีนิยมกันมาก กลุ่มสร้างผลงานภาพเหมือน ที่ดูเพียงผิวเผิน อาจแยกความแตกต่างระหว่างภาพถ่าย กับ
ภาพวาดได้ยาก แต่แนวคิดการสร้างงานของกลุ่มนี้ไม่ใช่เร่ืองใหม่ แนวความคิดการเลียนแบบธรรมชาติ มีมาอย่าง
ยาวนานในประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะนบั ครง้ั ไม่ถว้ น

ภาพที่ 3-8 ภาพเหมือนบุคคล, ชอื่ Big Self-Portrait, 1967–1968, acrylic on gessoed canvas,
273.1 x 212.1 cm. by chuck close สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2564 เข้าถึงได้จาก
http://chuckclose.com/work007.html
หรือในประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ยกตัวอย่าง ลักษณะของลายกระหนก หรือเขียนว่า ลาย

กนก ก็ไดเ้ ช่นกัน เช่น กนกใบเทศ ซ่ึงเปน็ ลายไทยในลกั ษณะหนึ่ง เป็นลายที่อาจารยช์ ่างเขียนสมัยโบราณ ไดน้ าต้นคิด
จากจาพวกใบไม้ ต้นและเถา เช่น ใบชะบา ใบครอบคงคา ใบข่ืนไฉ่ ใบตาลึงตัวผู้ ใบฟักข้าว เป็นต้น30 มาพัฒนาเป็น
ลายไทย ศลิ ปะวิจิตรศลิ ป์ อันเปน็ ศิลปะประจาชาติชาติไทยที่งดงาม

30 ช่วง สเลลานนท.์ 2548 หน้า 23

29

ภาพที่ 3-9 ภาพลายไทยที่มีต้นแบบมาจากใบไม,้ ชื่อกนกใบเทศ ที่พฒั นามาจากประสบการณ์ขนั้ ตน้
จากตาราฝกึ หั ดวิชาชา่ งเขียนเล่มแรกของชาติไทย พิมพ์คร้ังแรก 2494 โดย ชว่ ง สเลลานนท์
(ชว่ ง สเลลานนท์. (2548). หน้า 25)
นอกจากนี้ยังมีลักษณะของงานศิลปะอน่ื อีกหลายลักษณะทีไ่ ดต้ น้ แบบมาจาก

ประสบการณช์ น้ั ตน้ ที่เปน็ ประสบการณ์ตรง เช่น ประตมิ ากรรม วรรณกรรม ดนตรี หรืองานเชิงแนวคดิ ท่ีสะท้อน
ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ หรืออื่นๆ

1.3.2.2 ประสบการณ์ช้ันรอง
คอื ความงามที่มนุษยส์ ร้างสรรค์ขัน้ จาก ผลงานทพี่ ัฒนาจากประสบการณ์ขน้ั ต้นอีกที เช่น

มีลักษณะของการต่อยอด พัฒนาต่อ หรือการได้แรงบันดาลใจ ส่งต่อๆ กันมา ตัวอย่างเช่นการเผยแพร่รูปแบบทาง
ศิลปะ การรบั วฒั นธรรมอืน่ มาหลอมรวมกนั ของตนเอง ตัวอยา่ งเช่น กนกแบบคุปตะ หน่ึงในกนกศิลปะอนิ เดีย โดยสบื
ทอดจากลวดลายในศลิ ปะอมราวดี ซง่ึ มีลักษณะของลายประเภทพนั ธ์ุพฤกษาอยู่มาก นบั เป็นการสบื ทอดภายใน จนมี
ลักษณะของลายและแบบศิลปะคุปตะเอง สาหรับศิลปะอมราวดีนั้น ก็มีส่วนรับอิทธิพลจากภายนอก เช่น กรีก โรมัน
อิหร่าน มาก่อน31

31 สันติ เลก็ สขุ มุ . 2545 อ้างใน ม.จ.สภุ ัทรดศิ 2511 : 2519 หน้า 22

30

ภาพที่ 3-10 ภาพลายกนก ลายเส้นสลักหนิ ศลิ ปะอนิ เดียคุปตะ พุทธศตวรรษท่ี 9-10,
ภาพคดั ลอกจาก P.Stern 1972 : Fig. 31 ลายต้นแบบของกนกทผ่ี ูกกนั ขน้ึ ดูคล้ายลายพันธพ์ุ ฤกษา

โดย สันติ เล็กสขุ มุ (สันติ เลก็ สุขมุ . 2545 หนา้ 23)

ตัวอย่างที่เห็นไดช้ ดั อีกผลงานหน่ึง คืองานจติ รกรรมไทย ฝีมอื จิตรกรนาม ขรัวอนิ โขง่ สมยั
รัชกาลท่ี 4 เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงคร้งั สาคัญของจิตรกรรมไทย ท่ีปรับเปล่ียนจากแนวอุดมคติ มาสู่ความสมจรงิ
ท่ีเรียกว่า “สัจนิยม” โดยการปรับเปล่ียนท้ังทางด้านแนวความคิด และเทคนิคในการเขียน คือ การแสดงภาพแบบ
ทัศนวิสัย (Perspective) อิทธิพลจากศิลปะแบบตะวันตก กล่าวคือ การปรับเปลี่ยนจากการเขียนในรูปแบบไทยพระ
เพณี มาสู่แนวสัจนิยม ดังตัวอย่างเช่นภาพปริศนาธรรม ภาพดอกบัวกาลังบานอยู่กลางสระ หมายถึง พระพุทธเจ้า
เปรยี บดงั ดอกบวั ที่บานแล้ว พระธรรมเปรยี บดังรสหวานของดอกบวั นัน้ พระสงฆผ์ บู้ ริโภคพระธรรมเปรียบดงั หมู่ผึ้งอัน
เข้าบริโภครสหวานนั้น ส่ิงสาคัญคือ ฉากภาพกลุ่มหญิง ชาย ชาวตะวันตกที่ยืนดูดอกบัวอยู่รอบนอก เป็นงานเขียนท่ี
อาศัยแบบจากภาพเขยี นอยา่ งฝร่ัง32

ภาพท่ี 3-11 ภาพปริศนาธรรม ภาพดอบวั กาลงั บานอยู่กลางสระ, สมยั รัชกาลท่ี 4, จติ รกรรมฝาผนัง,
โดย ขรัวอนิ โขง่ , พระอโุ บสถ วัดบวรนเิ วศวหิ าร กรุงเทพมหานคร สืบคน้ เม่ือ 30 เม.ย. 2564 เขา้ ถึงได้จาก
https://web.facebook.com/ThaiStudiesCU/photos/pcb.1354839147988357/1354834664655472/

32 ศักดชิ์ ยั สายสิงห์. (2563).หน้า 508

31

มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ความงาม และถ่ายทอดรูปแบบทางความงาม จาก
ความรู้สึกชืน่ ชมยนิ ดี มีความสามารถในการจดจา วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ จากสง่ิ ท่ีตนเลือกสรร แล้วนั้น ไมว่ ่าจะมา
จากประสบการณ์ที่ได้พบเจอ ทั้งประสบการณ์ช้ันต้น และประสบการณ์ชั้นรอง การได้รับอิทธิพลในแบบอย่างผลงาน
ศิลปะอื่น มาพัฒนาหลอมรวม หรือสร้างสรรค์ต่อในรูปแบบใหม่ อื่นๆ หลากหลายรูปแบบ ปรากฏ เช่นนี้มาแล้ว
ยาวนานต้ังยุคสมัยแรกท่ีมนษุ ยเ์ รียนรู้จักการสร้างสรรค์โดยใชศ้ ิลปะเปน็ สอื่ จนกระทัง่ ถึงปัจจบุ นั

สรปุ ท้ายบท
การรบั รู้ของมนุษยจ์ าเปน็ ต้องอาศยั ผัสสะท้งั 6 ในการรบั และสร้างความเข้าใจ ในรปู ในนาม นัน้ ๆ ทงั้ น้ี อาจ

มคี วามแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เช่นบางคนรบั รู้ไดด้ ี เนือ่ งจากมอี วัยวะทดี่ ี ประสาทสมั ผัสดี มคี วามละเอียดละออ
ในการพินิจปรากฏการณ์ รูปวัตถุ หรือสถาณการณ์ตรงหน้า ในทางกลับกันหากอวัยวะมีความบกพร่อง หรือเป็ นคน
ขาดความละเอียดในการพิจารณา วิเคราะห์ แยกแยะ ก็ไม่สามารถจดจา รูปวัตถุ หรือสถาณการณ์นั้นได้ ทั้งน้ีการท่ี
มนษุ ยร์ ับรปู้ ระสบการณ์จากการใช้ประสาทสมั ผสั ผัสสะในการรบั รู้สิ่งใดแลว้ ส่งิ นนั้ จะอยูใ่ นความทรงจาระยะยาว นน่ั
เรยี กได้ว่าเป็นความซาบซง้ึ ในสุนทรียภาพทางความงามท่ีไดร้ บั รู้ และในทางตรงขา้ ม หากประสบการณท์ ไ่ี ด้รับไม่ว่าจะ
มาจากผัสสะใด แต่ผู้รับไม่สามารถจดจาได้ อาจมีสาเหตุมาจากการขาดความซาบซ้ึงและประทับใจในเหตุการณ์ หรือ
ประสบการณด์ ังกลา่ ว

ประสบการณ์การรับรู้ของมนุษย์ มีแหล่งที่มาจากการสัมผัสโดยตรง และถ่ายทอดประสบการณ์นั้นออกมา
เป็นรูปความงาม เป็นงานศิลปะ เราเรียกประสบการณ์เหล่านี้ว่าผลงานจากประสบการณ์ข้ันต้น เช่นการเห็นภาพ
ความประทับใจของบรรยากาศท้องฟ้า ยามเย็นที่มีสีสันสวยงาม ก็มาถ่ายทอดเป็นบทกวี ท่ีบรรยาถึงภาพบรรยากศที่
แสนงดงาม และประทับใจน้ี อย่างนี้เรียกว่าการถ่ายทอดผลงานจากประสบการณ์ชั้นต้น แต่หากว่าในผลงาน
ประสบการณ์ขั้นต้นนี้ กลับมีผู้ที่ช่ืชอบ และนาไปเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ เพิ่มเติมต่อ เหล่านี้ จึงนับได้ว่า เป็น
ผลงานที่มาจากประสบการณ์ชั้นรอง ยกตัวอย่างเช่น การนาบทกวีดังกล่าวไปขยายผลต่อเป็นงานจิตรกรรม หรือ
ผลงานในลักษณะอ่นื ท่ีมเี นอื้ หามาจากบทกวีนี้ จงึ เรยี กว่า เป็นการถา่ ยทอดผลงานจากประสบการณช์ ัน้ รอง

เอกสารอ้างองิ :

ช่วง สเลลานนท์. (2548). วิชาวาดเขียนภาพไทย. พระนคร: ร.พ.อักษรนิติ.
รจั รี นพเกต.ุ (2540). จติ วทิ ยาเพ่ือการรบั ร้.ู กรุงเทพฯ: สานักพิมพป์ ระกายพรึก.
วิรณุ ต้ังเจรญิ . (2546). สนุ ทรียศาสตร์เพอื่ ชวี ติ . กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์อีแอนดไ์ อคิว.
ภาพปรศิ นาธรรม ภาพดอบัวกาลังบานอยู่กลางสระ. จิตรกรรมฝาผนังวดั บวรนเิ วศวหิ าร กรงุ เทพมหานคร

สบื ค้นเมอื่ 30 เม.ย. 2564 เข้าถงึ ไดจ้ ากhttps://web.facebook.com/ThaiStudiesCU/photos/
pcb.1354839147988357/1354834664655472/
ภาพแสงและเงา 4. (2518) ปรชี า เถาทอง สืบคน้ เมื่อ 29 เม.ย.2564 เขา้ ถึงได้จาก
http://www.resource.lib.su.ac.th/awardsu/web/artdetail?item_id=67
สงวน รอดบุญ. (2522). ลทั ธแิ ละสกุลช่างศลิ ปะตะวนั ตก. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พก์ ารศาสนา.
สันติ เล็กสขุ มุ . (2545). กระหนกในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์เมอื งโบราณ.

32

อารี สุทธพิ นั ธ์ุ. (2533). ประสบการณ์สุนทรียะ. กรุงเทพฯ: บริษทั ตน้ ออ้ จากดั .
Animated gif from frame 1 to 11 of The Horse in Motion."Sallie Gardner". Eadweard

Muybridge สืบคน้ เม่อื 29 เม.ย.2564 เข้าถึงได้จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Eadweard_
Muybridge
Last Supper. Ate-1490s. Leonardo da Vinci สืบคน้ เมื่อ 29 เม.ย.2564 เขา้ ถึงไดจ้ าก https://en.
wikipedia.org/wiki/Perspective_(graphical)#/media/File:%C3%9Altima_Cena_-_
Self-Portrait. 1967–1968. chuck close สืบคน้ เมือ่ 30 เม.ย. 2564 เข้าถึงได้จาก http://chuckclose.
com/work007.html
Sunrise. 1872. โกลด มอแน สบื ค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2564 เข้าถึงไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/
ความประทับใจของพระอาทิตยข์ นึ้
the figure–ground vase. 1915. a detailed description of the visual figure-ground relationship
by Edgar John Rubin สืบค้นเมอ่ื 29 เม.ย.2564 เข้าถงึ ไดจ้ าก https://en.wikipedia.org/
wiki/Rubin_vase

33

แบบฝกึ หดั ท้ายบท

เรื่อง มนุษยก์ บั การรบั รู้
ใหจ้ ับคขู่ อ้ ความทมี่ ีความสมั พนั ธ์ระหว่างอวัยวะรับสมั ผัส กบั ตัวเลือกต่อไปน้ี เพ่อื ตอบคาถามขอ้ 1-6.

ก. ตา (Visual) ข. หู (Audio) ค. จมูก (Smell) ง. ปาก (Taste) จ. กาย (Tactile) ช. ใจ (Mood)

1. อาากาศของทอ้ งทุง่ .
2. อุปทาน
3. แสงและเงา.
4. น้าหอม
5. นกรอ้ งกันจุ๊บจบ๊ิ
6. น้ามะนาว

เรือ่ งประสบการณช์ น้ั ตน้ และประสบการณ์ช้ันรอง
ใหใ้ ชต้ วั เลอื กต่อไปน้ตี อบคาถามข้อ 7-10.

ก. ประสบการณช์ ัน้ ตน้ ข. ประสบการณ์ชัน้ รอง

7. ความประทบั ใจในทัศนียภาพยามเชา้ .
8. ภาพวาดดอกทานตะวนั .
9. ภาพวาดเลียนแบบภาพดังของศลิ ปิน.
10. การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยได้แรงบนั ดาลใจจากผลติ ภัณฑช์ ุมชน.

เฉลย

1. จ 2. ช 3. ก 4. ค 5. ข 6. ง 7. ก 8. ก 9. ข 10. ข

34

บทที่ 1.4
คุณคา่ ความงาม

คุณคา่ ความงาม หรอื คุณคา่ ในผลงานศิลปะ (Value of Art) แตล่ ะช้ินผลงาน ยงั เป็นที่ถกเถียงกันอยูร่ ะหวา่ ง
ผ้พู ิจารณาความงามในแตล่ ะทา่ น โดยวชิ าทวี่ า่ ด้วยเร่อื งคุณคา่ (Value) เป็นสาขาหน่งึ ของญาณวทิ ยา มีการพจิ ารณา
ถงึ ปญั หาคุณคา่ ของสงิ่ ท่วี ่าด้วยเร่ืองของความงาม ความดี และความจรงิ หรือศาสตรแ์ ห่งคณุ ค่า (Axiology) 33 ท่ี
สมั พนั ธ์กบั บรรทัดฐานผปู้ ระเมินในเรื่องของคณุ คา่ เชิงวัตถุวสิ ยั (Objective Value) และ คณุ ค่าเชิงจติ วิสยั
(Subjective Value)

บรรทดั ฐานแหง่ คณุ ค่า
-คณุ ค่าเชิงวัตถวุ สิ ัย (Objective Value) คอื ยึดถอื คณุ คา่ ทีม่ ีอยู่แล้วในตัวของวตั ถุ (Object)
-คณุ ค่าเชงิ จติ วสิ ยั (Subjective Value) คอื ยดึ ถอื ท่บี คุ คล กลมุ่ คน สถาณการณ์ทางสังคม ความรู้สึก

เชิงนามธรรม (Sensibilities) ซ่ึงตรางข้ามกับคุณคา่ เชงิ วตั ถุวสิ ัย

1.4.1 การวิจารณ์

การวิจารณ์ (Criticism) เป็นการฝึกฝนในการพิจารณาความงามเกี่ยวกับผลงานศิลปะ เป็นการฝึก
แสดงทรรศนะ และการรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน เรียนรู้การฝึกฝนความคิดอย่างลึกซึ้ง สามารถเข้าใจสาเหตุ
ปัญหา และแนวทางการปรับปรุงท่ีเหมาะสม ให้ถูกต้อง ดีงาม สามารถแยกแยะลักษณะการพิจารณาอย่างมีเหตุผล
ลักษณะการวจิ ารณ์สามารถแบ่งได้เปน็ 2 แนวทาง คอื การวิจารณ์ตามความร้สู กึ และการวิจารณต์ ามเนอื้ หาสาระ

1.4.1.1 การวิจารณต์ ามความรู้สกึ ได้แก่ การใชว้ ธิ ีวิจารณ์ตามความรสู้ ึกจากประสาทสัมผัส บน
พน้ื ฐานประสบการณ์ ทศั นคติ รสนิยม ความรสู้ ึกสะเทือนใจ ลักษณะเชน่ นีจ้ ะเปน็ การใช้ญาณวทิ ยา ในแบบของลทั ธิ
อตั นยั นิยม (Subjectivism) มคี วามสัมพันกนั ความรู้สกึ ส่วนตัว

ขอ้ ดีของแนวทางน้คี ือ -ทกุ คนสามารถให้ทรรศนะวจิ ารณ์ได้ โดยง่าย
ขอ้ เสียของแนวทางนค้ี ือ -มีความลาเอยี งในการทรรศนะสงู มีโอกาสผดิ พลาดได้งา่ ย

และขาดหลักการท่ีนา่ เช่ือถือ
1.4.1.2 การวิจารณต์ ามเนื้อหาสาระ ได้แก่ การวิเคราะหค์ วามหมายจากสาระสาคัญ หรือ
จุดมงุ่ หมายของผลงาน จากบรบิ ททางสังคม และจากสว่ นประกอบต่างๆท่ีประกอบกันเป็นผลงาน ดา้ นเนือ้ หา ดา้ น
กลวธิ ี ดา้ นสื่อวัสดุทใ่ี ช้ ดา้ นรูปแบบ ตลอดจนองคป์ ระกอบมูลฐานทางศิลปะ (Art Elements) และความคิด
สรา้ งสรรค์ ลักษณะเชน่ นจ้ี ะเป็นการใชญ้ าณวิทยา ในแบบของลัทธวิ ัตถุนิยม (Objectivism) ซงึ่ เป็นการใชค้ วามรู้ตาม
หลกั คดิ ทางศิลปะ (Principles of Art) เปน็ ขอ้ มูลการพิจารณา

(1). ด้านเน้อื หา (Content) เนื้อหาเปน็ สว่ นสาคัญในผลงานศิลปะ เปน็ สงิ่ บ่งบอก
จดุ มงุ่ หมายเกยี่ วกบั ความงามท่ีสร้างขน้ึ อาจมีลักษณะเปน็ นามธรรมคือไร้เรอื่ ง หรอื รูปธรรมท่มี เี รื่องราว

33 กาจร สุนพงษ์ศรี. 2556. หนา้ 11.

35

(2). ดา้ นกลวิธี (Techniques) เป็นวิธกี ารทศ่ี ิลปินเลือกใช้ในการสรา้ งผลงานสนุ ทรยี ะของ
ตน อาจใช้วธิ ีการเดียว เช่นการวาดภาพ หรือหลายวธิ ใี นการสร้างผลงาน

(3). ดา้ นสอ่ื วสั ดุ (Mediums) สือ่ วัสดุ เป็นอุปกรณ์ ท่ชี ว่ ยในการประกอบสร้างใหเ้ ปน็
ผลงานทางความงาม เช่น การวาดภาพระบายสี ส่ือท่ีใช้อาจเปน็ สนี า้ สนี า้ มนั หรือสอี ะครลิ กิ นามาระบายดว้ ยวธิ ี
ตา่ งๆ ให้เกิดเปน็ ภาพ ในบางกรณีอาจใช้ส่ือสาเรจ็ รูป เพ่ือเปน็ สิง่ แทนจุดมุ่งหมายของผลงาน

(4). ดา้ นรปู แบบ (Art Form) คอื การแสดงทางรปู ผ่านความเปน็ อตั ลักษณ์ของผสู้ ร้าง
อาศัยเน้ือหา กลวธิ ี วัสดุ จนเป็นการคดั สรรรูปแบบทตี่ นต้องการ อาจบง่ บอกความนิยมของยุคสมัย เชน่ ยุคมนุษยนิยม
ก็มักสร้างรปู แบบเหมือนจรงิ (Realistic) หรอื ยุคนิยมความคิดเชิงอุดมคติ จินตนาการ ก็จะสร้างรปู แบบอกี ลักษณะ
หนึ่ง แตกตา่ งกนั ไป สามารถสรุปเป็นแผนผงั ไดด้ งั แผนผงั ผลงานสุนทรียะ

แผนผังผลงานสุนทรียะ รูปลกั ษณท์ าง
กายภาพ (Real)
เนอื้ หาจากโลกภายใน เนอื้ หาจากโลกภายนอก ศิลปวตั ถุ รูปแบบ
เนอื้ หา (The Art Object) รูป สะทอ้ นภาพในจิตใจ
(Imagined)

- เนอ้ื หาเน้นเร่ือง โครงสรา้ งทางรูป โครงสรา้ งทางวตั ถุ
- เนื้อหาผสมเร่อื ง
- เนื้อหาเป็นอสิ ระจากเรื่อง ทัศนธาตุ -เสน้ วสั ดุ กลวธิ ี
- เน้ือหาปราศจากเร่ือง - สี
- ระบาย
เรอื่ ง แนวเรอื่ ง - นา้ หนัก - สี - ปั้น
- สลกั
- หุน่ นงิ่ - ความเศรา้ - บริเวณว่าง - ดินเหนียว - แกะ
- คน - ความรุง่ เรือง - พมิ พ์
- สัตว์ - ศรทั ธา - ลกั ษณะพนื้ ผิว - หิน - เชอ่ื ม
- ทวิ ทศั น์ - การตอ่ สู้ - ฯลฯ
- ศาสนา - พลังอานาจ - ไม้
-ฯลฯ - ฯลฯ
- กระดาษ
ความหมายทีส่ อ่ื :
- โลหะ

- ฯลฯ

- เรอื่ งของเนอื้ หาสาระ (Subject matter)

-การเป็นตวั แทน (Representation)

- สญั ลกั ษณ์ (Symbolism)

- อปุ ลกั ษณ์ (Metaphor)

ภาพที่ 4-1 ภาพแผนผังผลงานสุนทรียะ
ดัดแปลงมาจากแผนผังองคป์ ระกอบของศลิ ปะ ของชลดู น่ิมเสมอ. (2559). หนา้ 41

36

ขอ้ ดแี นวทางนค้ี ือ -มคี วามเป็นกลาง มคี วามเป็นเหตเุ ป็นผล และยุติธรรมตอ่ การวจิ ารณ์
ข้อเสยี แนวทางนีค้ ือ -ยาก เพราะมกี ฎเกณฑ์ ต้องอาศยั ประสบการณ์ จึงจะสามารถวจิ ารณไ์ ด้อย่างถูกต้อง

จากทรรศนะนยิ มเหตุผลทง้ั สอง จะเห็นได้วา่ มีความต่างกนั อย่างสุดข้ัวซง่ึ บางครงั้ อาจแลดู
สุดโตง่ ในจากบคุ คลภายนอก ทีม่ องวา่ ทรรศนะเหล่านมี ีความเปน็ เอกนยิ ม (Monoism)34 ซึ่งในทางอภิปรชั ญา
หมายถงึ ทรรศนะทถ่ี ือสิง่ ทีเ่ ป็นจริงทเ่ี ป็นพ้นื ฐานของสิ่งทั้งปวง มีเพียงหนึ่งเดยี วเท่านัน้ นอกจากนย้ี ังมีอีกแนวความคิด
คอื ทฤษฎสี ัมพัทธนิยม (Relativism) มคี วามเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความจรงิ ความดี ความงาม มีหลายชนิด แต่ละชนิดไม่
อาจทอนลงเปน็ อืน่ ได้ และสงั คมตอ้ งยอมรับความเหน็ ทแ่ี ตกต่างกันออกไป

และจากแนวความคิดแบบสัมพนั ธนยิ มนี้ นักวิจารณ์ในปจั จุบันจึงนยิ มนามาใชเ้ ป็นแนว
ทางการวจิ ารณ์กนั มาก เพราะมคี วามทัศนคตผิ ้วู จิ ารณ์ ที่น่าฟงั และหลักการทฤษฎีที่น่าเชือ่ ถือ

ภาพที่ 4-2 ภาพความหมายของศิลปะ จากทรรศนะถวัลย์ ดัชนี, งานเสวนาเฉลิมพระเกียรติ คร้ังที2่
ณ หอประชมุ มหิศร ไทยพาณิชย์ รชั โยธนิ เม่ือวันท่ี 11 พ.ย. 2552 โดย learningstudio.info สืบค้นเมื่อ
17 เม.ย.2564 เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.learningstudio.info/thawan-duchanee-art-attitude/

34 กาจร สนุ พงษศ์ รี. 2556. หน้า 115.

37

ซ่ึงการวิจารณ์อาจมแี นวทาง หรอื ทรรศนะการตัดสนิ (Decision) ได้ 2 แนวทางคือ แบบ
สบื ยอ้ นอดตี (Retrospective Decision) หรอื แบบรุกไปข้างหน้า (Prospective decision)35 กไ็ ด้

1.4.2 คณุ ค่าสุนทรียะ

การค้นหาคุณค่าสุนทรียะในผลงานศิลปะ เป็นการพยายามทาความเข้าใจเก่ียวกับประสบการณ์
และความคิดของเรา ท่ีเราพูดคุยถึงผลงานศิลปะที่มีแรงดึงดูด สามารถทาให้เราสนใจได้ เร่ืองของสุนทรียศาสตร์
เกีย่ วข้องกับวชิ าปรัชญา โดยวชิ าปรชั ญาเป็นหน่งึ ในแขนงวชิ าทน่ี ักวชิ าการได้ทาการจดั ระเบยี บไว้ ดังยกตัวอย่าง เช่น
สาขาจิตวิทยา สาขาสังคมวิทยา สาขามานุษยวิทยา สาขาคณิตศาสตร์ และปรัชญาท่ีจะมีอยู่ในทุกสาขาดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการศึกษาระดับสูงอย่างมหาวิทยาลัย36 การยึดสาขาวิชาเป็นหลัก (Designs Focused on
Discipline and Subjects) น้ีจะเห็นได้ว่าความสาคัญของแขงวิชาต่างมีแก่นของตน โดยมีวิชาปรัชญาที่แสดงให้เห็น
ถึงความสาคัญของสิ่งที่ศึกษา โดยการยึดถือแนวความคิดนี้ คือความต้องการให้ผู้เรียน ได้รับความรู้ท่ีมีอยู่ในวิชาน้ัน
ดังนั้นรูปแบบของหลักสูตรจะต้องสะท้อนให้เห็นเนื้อหาวชิ าที่ถูกจัดระเบียบไว้ ในกรอบของแต่ละวิชา โดยเรียงลาดบั
จากง่ายไปหายาก

ดังนนั้ การใชส้ ุนทรยี ศาสตร์ในการหาคุณคา่ สนุ ทรยี ะในผลงานศลิ ปะนน้ั ในกระบวนการศึกษามกั ใช้
วธิ ีตั้งคาถาม และค้นหาคาตอบท่ดี ีทส่ี ดุ เชน่ อะไรคืองานจิตรกรรมท่ีด?ี และเรามองเห็นอะไรในสง่ิ ทดี่ นี ้นั ? ซงึ่ เปน็
ธรรมชาตขิ องปรัชญาศลิ ปะ ศิลปนิ มกั จะกระทาด้วยความคิดสร้างสรรค์ นี่จึงเปน็ ส่งิ ท่ีต้องคานงึ ถึงในลาดับตน้ และส่ิง
ทม่ี ุ่งเน้นของสนุ ทรยี ะ จะอยู่ที่ความซาบซึง้ และวิจารณง์ านศลิ ปะ

ซ่ึงในการวจิ ารณ์ทง้ั สองแนวทางนอ้ี าจเลือกใชไ้ ด้ตามความเหมาะสม ทัง้ น้ีอาจแยกการพิจารณา
เพอ่ื ให้เกดิ ความเขา้ ใจ ในการวจิ ารณน์ ีไ้ ด้ละเอยี ดลกึ ซ้ึงขนึ้ เชน่ การวจิ ารณถ์ งึ คุณค่าในตวั และคุณคา่ นอกตัว ของ
ผลงาน (Art Object) นั้น

ประเภทของคุณค่า
(1). คุณคา่ ในตวั (Intrinsic Value) หรือคณุ ค่าทแ่ี ท้จริง หมายถึง คุณค่าในตวั เอง เชน่

ผลงานมีความงาม เพราะมีการจดั องคป์ ระกอบทางศลิ ปะท่ีเหมาะสม มีความดีเพราะมคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ หรือมี
ความหมายเชงิ ประเทืองปัญญา เป็นต้น

(2). คณุ ค่านอกตัว (Extrinsic Value) หรือคณุ คา่ ภายนอก หมายถงึ คุณค่าที่เกดิ ข้นึ จาก
ปัจจยั อนื่ หรือประโยชน์แวดล้อมเปน็ ตวั กาหนดใหเ้ กิดคุณคา่ เช่นผู้ช่นื ชมผลงานเพราะเป็นผลงานของศิลปินดัง มูลค่า
ของผลจะทาให้ผลงานดมู ีคุณค่ามาก

นอกจากน้ีคุณค่า หรือค่านิยม (Value) ยังมีคุณค่าเชิงสัมพันธ์ (Relative) คือไม่คงที่ เสื่อม
ค่า (Abandonment Value) เชน่ เมื่อกระแสนิยมน้ีเส่ือมลงเพราะเกิดคุณค่าใหม่ (Acquisition) ข้ึนมาแทนท่ี โดยคา
นี้คล้ายกับคาว่าแฟชั่น หรือสมัยนิยม ซ่ึงสามารถผันแปร เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอตามค่านิยมของสังคม37 โดยท่ัวไปถือ

35 กาจร สุนพงษ์ศร.ี 2556. หนา้ 18.
36 Vladimir Markonikov. (2015). หน้า 1
37 กาจร สนุ พงษศ์ ร.ี 2556. หนา้ 27.

38

ว่าเป็นงานคลั่งนิยม หรือกระแส โดยลักษณะนี้จะมีลักษณะผิวเผิน เกิดขึ้นเพียงช่ัวระยะเวลาหน่ึง ปราศจากความ
ยั่งยนื แตกตา่ งไปจากรูปแบบประเพณี

คณุ สมบตั ิของผู้วจิ ารณ์
ผู้วิจารณจ์ าตอ้ งมี ความรู้ ความเช่ียวชาญ จึงเกิดความน่าเชื่อถือ มใี จเป็นธรรม ไม่อคติ และ

มีทัศนคติทด่ี ี มีทกั ษะทางการส่อื สาร การพดู และการเขยี น ทชี่ ัดเจน และเข้าใจไดง้ า่ ย

ลกั ษณะของผู้วจิ ารณ์
ท้ังนผ้ี ูว้ ิจารณต์ ้องมีความเขา้ ใจ (Understanding) นบั เป็นทักษะ ความสามารถอยา่ งหนึ่งของมนุษย์ ในการ

สรา้ งความเขา้ ใจ ทีจ่ ะรับรู้สิง่ ตา่ งๆ ทเี่ กิดขึ้นจากโลกภายนอก และการพยายามทาความเข้าใจความคดิ จากโลกภายใน
ของศลิ ปนิ ผูส้ รา้ งสรรคผ์ ลงาน และหากอธบิ ายตามแนวคิดของโดนอล ดบั เบล้ิ ยู คลาฟอด (Donald W. Crawford) ท่ี
ได้ให้แนวความคิดเก่ียวกับทักษะท่ีจาเป็น สาหรับแนวคิดหลักของนักสุนทรียศาสตร์ กาหนดขอบข่ายไว้ 5 ด้าน คือ
1.เร่อื งศิลปะวัตถุ, 2.เรอ่ื งความซาบซึ้ง และการแปลความหมาย 3.เร่ืองการประเมนิ ดว้ ยการวิเคราะห์ 4.เร่ืองการสร้าง
ความงาม และ 5.เรื่องบรบิ ททางวัฒนธรรม38

กลา่ วคอื การพิจารณาจากตวั ศลิ ปะวตั ถุเปน็ ลาดับแรก ในกระบวนการรบั รู้ของมนุษย์ จาเป็นตอ้ งมีตัวกระต้นุ
ซง่ึ อาจเปน็ วตั ถุ หรือเหตกุ ารณ์ทเี่ ป็นจริง และจาเปน็ ตอ้ งอาศัยผัสสะ คอื อวยั วะรับความรสู้ กึ ทป่ี ระกอบดว้ ย
ประสาทสมั ผสั ทัง้ 6 (ตา หู จมกู ปาก กาย ใจ) หรือความสามารถทางการเห็น (ทเ่ี ป็นการรับรู้ แปลความหมายเป็น
ภาพ (Visualize) หรอื ความรู้สกึ ใน่ใจ (Impression) ด้วยสมองแล้ว) ซ่ึงมีความละเอียดถี่ถว้ นเปน็ ภาพจา มากกว่าการ
มองเพียงผิวเผิน ดงั น้นั ทักษะแรกทีน่ กั วิจารณจ์ าต้องมีคือ ความสามารถทางการเห็นศลิ ปะวัตถุ

1. มคี วามสามารถทางการเห็นศิลปะวัตถุ (Seeing The Art Object)
ความสามารถทางการเหน็ เปน็ ลักษณะการพิจารณาส่วนประกอบทางศิลปะในเบอ้ื งตน้ ทก่ี ารสรา้ ง

รูปทรงทางศลิ ปะ (Art Form) และการพจิ ารณาการจัดองค์ประกอบ (Composition of Art) ของรปู ทรงนนั้ เปน็ ส่ิง
สาคญั ทีป่ ัจจบุ นั แนวคดิ นี้ไดค้ รอบคลุมเปน็ อย่างดีในหลักสูตรการสอนศิลปะ

ผู้วิจารณ์จาเปน็ ตอ้ งมีการเหน็ ในแบบทเี่ ปน็ ลักษณะท่ีละเอยี ดถีถ่ ้วนมากกว่าการมอง (Looking) โดย
ปกติ หากเป็นการมองแบบผ่านๆ เม่ือเวลาผ่านไปก็จะจดจาสิ่งที่มองนั้นไม่ได้ ต่างจากการเห็น ท่ีสามารถอยู่ในความ
ทรงจาได้ยาวนานกว่า เช่น การข้ามถนน โดยปกติเราแค่มองว่ามีรถผ่านมามั้ย ถ้าไม่มีเราจึงข้ามผ่านไป ไม่สนใจรถที่
ว่งิ ไป มากอ่ นหนา้ เพราะจุดมุง่ หมายเราคือต้องการข้ามถนนเท่านั้น หากแต่ถ้าเราจดจาได้ว่าเราจะขา้ มไปยงั ทีใ่ ด และ
จะข้ามเมือ่ รถคนั ไหนว่ิงผ่าน รถสีอะไร รถเก๋ง หรอื กระบะ รุ่นอะไร เหล่าน้ี เรยี กว่าการเห็น และจะจดจาส่ิงท่ีเห็นน้ีได้
คุณสมบัติทางการเห็นเหลา่ นี้ ควรมอี ยใู่ นผวู้ ิจารณ์ เพือ่ เปน็ ประโยชน์ในการแยกแยะรายละเอียดอันเป็นสว่ นประกอบ
ท่สี าคัญได้ ซ่งึ การเหน็ น้สี ามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ลกั ษณะ อกี เชน่ กัน คอื

-การเหน็ แบบธรรมดา (Operation Seeing) เป็นปรากฏการณข์ อง แสง เงา รปู และพน้ื
น้าหนักของวัตถุทีต่ าเรามองเหน็ เขา้ ใจว่าอะไรเป็นอะไร มีขนาดใหญ่เลก็ แค่ไหน

38 Donald W. Crawford. 1987. P.231.

39

ซึ่งการศึกษาถึงธรรมชาติเกี่ยวกับการมองเห็น เป็นการกาหนดคุณค่าทางความงาม ซึ่งคน
ส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันเป็นหลักวิชา (Academy) ศึกษากันในยุโรปสืบเนื่องมาต้ังแต่สมัยกรีก โรมัน และสมัย
ฟ้ืนฟูศิลปวิทยา (Renaissance) เร่ือยมา จนถึงสมัยใหม่ และปัจจุบัน ได้แก่ ภาพทางสายตา ท่ีได้รับจาการมองเห็น
รูปร่าง รูปทรง เส้น สี พ้ืนผิว และลักษณะต่างๆ หลัก และวิธีการเก่ียวกับการจัดองค์ประกอบ เช่น ช่องไฟ (Space)
จังหวะ (Rhythm) เอกภาพ (Unity) สมดุล (Balance) จุดสนใจ (Interesting Point) หรือการนาเอาส่วนประกอบ
ทางศิลปะ ได้แก่ เสน้ สี แสง-เงา รปู ร่าง ทรวดทรง เหล่าน้มี าประกอบกัน ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ทต่ี ้องการ เชน่ ความ
กลมกลืน (Harmony) ความขัดแย้ง (Contrast) การซ้า (Repetition) การแผ่กระจ่าย (Radiation) การนาสายตามา
บรรจบกัน (Convergent) แสดงส่วนเด่นการมีอานาจเหนือกว่า (Dominance) และความเคลื่อนไหว (Motivation)
เป็นตน้ เหล่านี้ใหเ้ กดิ คุณค่าความงามดว้ ยการจัดองคป์ ระกอบทางศลิ ปะให้เหมาะสม

-การเห็นความสัมพนั ธ์ของสว่ นละเอยี ด กับประสบการณ์เดิม (Association Seeing) คือ
การเห็นทโี่ ยงสัมพนั ธ์กบั ความทรงจาเดมิ ของเรา ท่เี คยได้เห็นและร้จู กั กบั ลักษณะเช่นน้ี มาก่อนแลว้ หรอื มคี วาม
คล้ายคลึง หรอื มลี ักษณะใกล้เคียงกัน

-การเหน็ ทะลปุ รุโปร่ง รแู้ จ้งเห็นจรงิ (Pure Seeing)39 คือการพิเคราะห์
คุณลักษณะของสง่ิ ที่ได้เห็น จดจารายละเอียด มองเห็นข้อดี ขอ้ เสีย มีการเปรยี บเทยี บ เห็นสิ่งทีจ่ ะเปน็ ประโยชน์ แบบ
น้ถี ือว่าเปน็ การเห็นแบบร้แู จ้งเหน็ จริง

2. เร่อื งความซาบซึง้ และการแปลความหมาย (Appreciation and Interpretation)
เป็นสิ่งทีต่ อ้ งประเมินในลาดบั ทสี่ องของแนวคิด โดยนกั ทฤษฎีทางความงามในประวัติศาสตร์แนะนา

คือการมีเจตคติมุมมองประสบการณ์ทางความงามท่ีแตกต่างกัน ความงามกับความไม่งาม ของแต่ละคนมีความ
แตกต่างกันหรือไม่40 ที่โดยปกติจะมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับความสามารถ จากการรับรู้ ใน
ระดับของประสบการณ์ ภมู ิปัญญา และวัฒนธรรมท่แี ตกตา่ งกนั

ความซาบซึ้ง (Appreciation) จงึ เป็นความสามารถในการนาเอาส่วนตา่ งๆ ท่ปี ระกอบดว้ ยเรือ่ การ
เห็น ความรู้ การแปลความ การวิเคราะห์ มาสรา้ งความเบิกบาน ช่นื ชม พึงพอใจให้เกดิ ขึ้นแก่ตนเอง และสง่ ต่อให้ผูอ้ ่ืน
ได้ ท้งั น้ีประสบการณ์ทางสนุ ทรียภาพ (Aesthetic experience) เป็นสง่ิ สาคัญของมนุษย์ ความมสี นุ ทรียม์ ีอย่คู มู่ นุษย์
ตงั้ แต่ครง้ั บรรพกาล ทเ่ี ผยให้เราเห็นได้ในประวัตศิ าสตร์ท่ผี ่านมา ท่ีได้มีการคน้ พบ หรือบันทึกไว้

สุชาติ สุทธิกล่าวว่า ความซาบซ้ึงทางสุนทรียภาพแห่งชีวิตนั้น จะมี 3 ลาดับข้ันด้วยกันคือ 1.ข้ันของ
การรู้จากการราลึก 2.ข้ันของการรู้จากความคุ้นเคย และ 3.ขั้นของการรู้จากความซาบซึ้ง41 ยกตัวอย่างของความ
ซาบซ้ึง การเกิดเหตุการณ์กระทบใจ เพราะเราเคยมีประสบการณ์กับเรื่องราวในลักษณะใกล้เคียงนี้มาก่อน เม่ือเกิด
เหตุการณ์ที่คล้ายกันอีกครั้ง 1.เราราลึกได้ และ 2.เรามีความรู้สึกคุ้นเคยต่อสิ่งเหล่าน้ี จนพัฒนาเป็น 3.ความซาบซึ้ง
ปรากฏข้ึนในใจ หรือการแสดงออกทางกายภาพ เช่น การย้ิม การร้องไห้ เป็นต้น การเลือกวิจารณ์ผลงานที่ตนเอง
แสดงความพงึ พอใจ เห็นว่างาม หรือไมง่ ามน้ัน จะเปน็ แนวทางในการหาเหตุผลของสาเหตคุ วามงาม ในลาดบั ถัดไป

39 อารี สุทธพิ นั ธุ.์ 2539. หนา้ 64.
40 Donald W. Drawford. อ้างใน Stolnitz, 1960. (1987). หน้า 233
41 สชุ าติ สทุ ธ.ิ (2544). หน้า 122

40

3. การประเมนิ ดว้ ยการวิเคราะห์ (Critical Evaluation)
การพิจารณาด้วยการวิเคราะห์ เก่ียวกับการแยกแยะ จัดประเภท เพื่อการวิเคราะห์หาข้อสรุป หรือ

ระดับความหมายท่ีสื่อถึง ประกอบด้วย เร่ืองของเน้ือหาสาระ (Subject matter), เรื่องของการเป็นตัวแทน
(Representation), เรื่องของการช้สัญลักษณ์ (Symbolism) และเร่ืองของการอุปมา (Metaphor) ที่ไม่ว่าจะใน
ปัจจุบันหรืออนาคต โลกแห่งความจริงในการอธิบายเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย สาหรับการอ้างถึงบางส่ิงท่ีจะทาการ
วิเคราะห์ และการอธิบายส่ิงท่ีเกิดข้ึน42 บ่อยครั้งประสบการณ์ในงานศิลปะ มักสร้างความพึงพอใจ และความ
สนุกสนานอย่างมาก การวิเคราะห์เป็นผลมาจากความเข้าใจ โดยสามารถแยกแยะ และแจกแจงรายละเอียด โดย
สามารถกาหนดความสาคญั หรือดงึ จดุ เด่นอันสาคัญนน้ั ออกมาได้

- วเิ คราะห์เนอื้ หาสาระ (Subject matter) คือ เนื้อหาเกยี่ วกับประเด็นที่เป็นวัตถุประสงค์ในการ
นาเสนอ เช่น เม่อื จิตรกรเห็นภาพทวิ ทัศน์ทะเล เนอ้ื หาสาระจงึ อยู่ท่ีทวิ ทัศน์บรรยากาศทะเล อันประกอบด้วยนา้ ทะเล
หาดทราย ท้องฟ้า และสิ่งประกอบร่วมโดยรอบทะเลนัน้ ๆ แลว้ นาสอ่ื วัสดุ อาจเป็นดนิ สอ สี อปุ กรณ์อ่ืนๆ มาวาด มา
ระบายสีบนกระดาษ ประกอบสร้างข้นึ เป็นภาพผลงาน (Art is manmade objects)

- วเิ คราะห์การเปน็ ตัวแทน (Representation) คือ การใชร้ ูปลกั ษณ์สิ่งหนง่ึ เพือ่ แทนค่าเท่ากับอีก
สิ่งหนง่ึ ยกตวั อย่างเช่น การใช้รปู ร่างมนษุ ย์แทนส่ิงศักดิส์ ทิ ธ์ิ หรอื บุคลาธษิ ฐาน (Personification) ที่เปน็ เทวดา หรือ
เทพเจา้ เช่นเทพปกรณัมจากโลกตะวนั ตก ท่ีมรี ปู รา่ งเปน็ มนุษย์

- วเิ คราะห์การช้สัญลกั ษณ์ (Symbolism) มปี รากฏท้ังในวงวรรณกรรม จติ รกรรม และดนตรี ท่ี
ศลิ ปินไม่ไดแ้ สดงลักษณะความเปน็ จริงของโลกภายนอก (External world) แตน่ าแสนอเก่ยี วกบั จนิ ตนาการ ความฝนั
อารมณ์ อารมณ์ ความสะเทอื นใจ และทัศนคติอันล้ีลบั ดว้ ยการใช้ ถอ้ ยคา เสียง รูปคน และวตั ถุ43 เชน่ สีในงาน
จิตรกรรม สามารถเป็นสัญลักษณแ์ สดงความหมายได้ เปน็ ตน้

- วิเคราะห์อุปลกั ษณ์ (Metaphor) คอื ลักษณะการเปรยี บเทียบสิง่ หนึง่ เป็นอีกสงิ่ หนึง่ เพ่ือให้เหน็
ภาพลักษณ์ของส่ิงนั้นในพ้นื ฐานของรูปปรากฏของความจริง อาจเปน็ คน สง่ิ ของ หรอื สถานท่ี ก็ได้ เชน่ นาฬิกาเปน็
สิ่งแทนเวลา คาพดู คืออาวธุ ท่ีทาใหเ้ ราเจบ็ ปวดได้

หรืออีกคาหนึ่งที่มีลักษระการใช้ท่ีใกล้เคียงกัน คือคาว่า อุปมา อุปไมย (Simile) ที่ใช้ในการ
เปรียบเทียบส่ิงหนึ่งเหมือนกันอีกส่ิงหน่ึง อันมีคุณบัติพ้องกัน เช่น พ้องความหมาย พ้องคุณลักษณะ ยกตัวอย่าง
ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง รูปดอกบัวกลางสระของขรัวอินโข่ง ที่แสดงอุปมาเปรียบเทียบ ดอกบัวกาลังบานอยู่
กลางสระ หมายถงึ พระพุทธเจ้า เปรียบดงั ดอกบวั ทบ่ี านแล้ว เป็นตน้

อย่างไรกต็ ามการวเิ คราะห์วิจารณ์งานศลิ ปะมักไม่สามารถอธิบายได้อย่างหมดจด แต่มกั เกี่ยวข้องกับ
การประเมินคุณภาพของงาน ซึ่งนักวิจารณ์ควรวิเคราะห์โดยมีความเที่ยงธรรม และหลีกเลี่ยงการประเมินที่จะส่ง
กระทบต่อประวัติศาสตร์ ส่ิงท่ีทามักเป็นการตัดสิน หรือประเมินคุณภาพเชิงเปรียบเทียบคุณภาพผลงานที่ศึกษา
เชน่ เดยี วกับการอธบิ าย และระบถุ งึ อทิ ธิพลแหลง่ ท่มี า

42 Donald W. Crawford. อา้ งใน Gombrich, 1960 และ Blocher, 1979 และ Hospers, 1982. (1982). หน้า 232.
43 สงวน รอดบญุ . (2533). หนา้ 154.

41

ศิลปะมีคุณค่าเพราะมีการแสดงออก หรือสะท้อนความจริงท่ีสาคัญ หรือเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้
เกี่ยวกับตัวเรา และผู้อื่น ในท้ังสองกรณีเราพบว่าประสบการณ์เหล่าน้ีมีค่า และในลากดับเวลาถัดมา เราจะพบกับ
ความเช่ือทว่ี า่ มกั มีงานบางช้นิ ดกี ว่าชิ้นอื่นๆ เสมอ

การฝึกอภิปราย ประเด็นการตัดสินคุณค่าเชิงปรัชญา อาจแสดงเหตุผลท่ีแตกต่างกันในเชิง จิตวิสัย
(Subjective) และวัตถุวิสัย (Objective) เหล่านี้จะสามาถเปดิ เผยระดับของความหมาย และคุณค่าท่ีอยู่ในงานศิลปะ
ชิ้นเดยี วกันได้

4. เรือ่ งการสรา้ งความงาม (Artistic Creation)
เป็นการเร่ิมต้นดว้ ยแนวทางการสร้างความงามของศลิ ปิน โดยจะใช้วิธกี ารตง้ั คาถามถึงสาเหตุของการ

สร้างงานศลิ ปะ เช่น ยกตวั อยา่ งอะไรทท่ี าใหค้ น คนหนึ่งเปน็ ศลิ ปินผูส้ ร้างสรรค์ ขณะทีอ่ กี คนพยายามฝึกฝนอย่างหนัก
ไม่ต่างกัน แต่ยังคงเป็นได้แค่นักเลียนแบบ หรือผลงานศิลปะท่ีสร้างด้วยความกระตือรือร้น กับผลงานท่ีเหมือนทา
เลน่ ๆ จะแตกต่างกนั อยา่ งไร จะเหน็ วา่ การเริม่ ตน้ ดว้ ยคาถามเช่นนี้ ปัญหาสุนทรียศาสตร์จะเกดิ ขน้ึ ทนั ที

หรือในกรณีที ใครๆ ก็สามารถทางานศิลปะได้หากมีความจริงจัง แต่ถึงกระนั้นการสร้างงานศิลปะก็
ไม่ใช่การทาไปให้ถึงเป้าหมาย แบบเป็นสูตรสาเร็จ เหมือนสูตรทาขนมปัง การสร้างงานศิลปะแตกต่างจากการวาด
ภาพระบายสีตามสเต็ป ท่ีดูเหมือนว่าบางคร้ังต้องใช้วิธีการสร้างตามกฏเกณฑ์ และเทคนิคการเรียนรู้ตามข้อแนะนา
หรอื ตวั อยา่ งจากคนอ่นื แตกต่างจากศิลปินท่มี ีความคดิ สร้างสรรค์ จะมจี นิ ตนาการ และพัฒนารปู แบบของตนเอง

การวิจารณ์ อาจเริ่มต้นด้วยการใช้ประสาทรับรู้ท่ีแสดงความรู้สึก เก่ียวกับความเหมือนและความ
แตกต่างในผลงานของศิลปินแต่ละคนได้ เป็นลาดับต้น วิธีน้ีเป็นวิธใี นการระบุอัตลักษณ์ของศิลปิน โดยสิ่งที่เราพูดถึง
กันนี้คือศิลปินคนน้ันได้แสดงออกซึ่งจินตนาการ หรือมีความเป็นต้นฉบับมากกว่าคนอ่ืนๆ และประเด็นท่ียากขึ้นคือ
ความรู้เกยี่ วกบั ประวัติศาสตร์ศลิ ปะ เชน่ ผลงานชน้ิ นเี้ ป็นงานตน้ ฉบบั หรือเปน็ งานสาเนา เปน็ งานทาจาลอง ทาปลอม
แปลงขึ้น ซง่ึ ส่งิ เหล่าน้อี าจจะยากสาหรับการวิจารณใ์ นชว่ งปีแรกของผู้เร่ิมต้น

ในลาดับถัดมา อาจเปน็ การพยายามทาความเขา้ ใจว่า ทาไมผ้คู นจึงคดิ ว่ากจิ กรรมศลิ ปะเป็นกจิ กรรม
ท่ีมีคุณค่า ในการไตร่ตรองข้ึนต้นอาจตั้งคาถามว่า ทาไมนักศึกษาถึงชอบวาดรูป และการอภิปรายในภายหลังอาจได้
คาตอบต่างๆ ท่ีเป็นแรงจูงใจ และแหล่งที่มาของความพึงพอใจทางสุนทรียศาสตร์ บางคร้ังผู้สร้างงานจะพยายามพูด
โดยอธิบายจากการใช้สายตาในการมองเห็น หรือบางคนอาจใช้คาพูดเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง หรือพยายามแสดง
ความรู้สึก หรืออาจทง้ั สองอย่าง และในการอภปิ รายจะมุง่ เนน้ ไปทขี่ ้อเสนอแนะของนกั ศึกษาเอง ซึง่ คาถามเหล่านี้ จะ
สามารถนาไปสูค่ ณุ คา่ ในทางอน่ื ๆ

การสร้างรูปแบบทางความงามของศิลปินที่ปรากฏออกมาในรูปของศิลปะวัตถุ จึงเป็นการสอบทาน
ความคิดของผู้สร้างสรรค์ผลงานถึงสาเหตุของการจัดทาช้ินผลงาน จากข้อมูลท่ีศิลปินมีไว้ให้ และอาศัยความรู้
(Knowledge) ความสามารถของตัวผู้วิจารณ์เองในการจดจากฏเกณฑ์ ทฤษฎี ตลอดตนความรู้ทางประวัติศาสตร์
ศิลปะ และการสอบทานความคดิ

5. เรือ่ งบริบททางวัฒนธรรม (Cultural Context)
เป็นการแสวงหาความรู้จากบริบททางวัฒนธรรม ผลงานศิลปะ มักถูกกาหนดภายใต้สภาพแวดล้อม

ทางวัฒนธรรม ศาสนา และอุดมการณ์ และขึ้นอยู่กับเง่ือนไขของการช่ืนชม ในช่วงเวลาที่สร้าง เพราะ ศิลปะไม่ใช่

42

สุญญากาศ มันเกิดข้ึนจากสังคม และวัฒนธรรมท่ีเชื่อมโยงกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ บริบททางวัฒนธรรม มักจะมี
ปฏิสัมพันธ์ทางความคิด ท้ังนี้เพ่ือเป็นการขยายความของนักสุนทรียศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ระดับความหมายที่อ้างถึง
แมว้ ่าบางครง้ั บางส่งิ บางอยา่ งอาจมีคาถามถึงโลกศลิ ปะ ในวฒั นธรรมอ่นื ๆ มคี วามเกีย่ วขอ้ งกนั อย่างไร

และท้ายสุดคาถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับสังคม หรือคุณค่าท่ีสูงข้ึนอย่างเร่ือง
ศีลธรรม หรือศาสนา อะไรคือเป้าหมายของศิลปะ ศิลปะท่ีดีจะต้องไม่ผิดศีลธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นควรถูก
เซนเซอร์ หรือยู่ภายใต้การควบคุมหรอื ไม่ และยังมอี กี หลายประเด็นเกยี่ วกับศลิ ปะในสงั คม

ซ่ึงการวิจารณ์ศิลปะจึงเป็นอีกตัวอย่างหน่ึงของความสัมพันธ์ที่เก่ียวข้องกับวิชาสุนทรียศาสตร์ อัน
เป็นการทาความเข้าใจในคุณค่าผลงานศิลปะ และการวิจารณ์ เพ่ือเห็นถึงคุณค่าทางสุนทรียะ จึงเป็นเร่ืองของการ
ฝึกฝนและ การหมั่นแสวงหาความรู้จากประสบการณ์ การสั่งสมความรู้ที่ดี เหล่าน้ีเป็นแนวทางอย่างหนึ่งท่ีสาคัญ ซึ่ง
เปน็ หนทางของนักวจิ ารณ์ผลงานศลิ ปะทด่ี ี

สรปุ ทา้ ยบท
คุณค่าความงาม สัมพันธ์กับบรรทัดฐานของผูป้ ระเมิน อาจประเมินคุณค่าเชิงวตั ถุวสิ ยั อันเป็นความงามท่ีแท้

เชิงกายภาพ หรือการประเมินคุณค่าเชิงจิตวิสัย ท่ีแสดงทรรศนะของผู้วิจัย อันนาเสนอแง่คิด มุมมอง จาก
ประสบการณ์ของตนร่วมด้วย ก็เป็นเรื่องที่สามารถเพ่ิมอรรถรสในการวิจารณ์ได้ ทั้งนี้การวิจารณ์จะต้องไม่มีความ
ลาเอียง หรือมุ่งประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากการวิจารณ์ด้วยความซาบซ้ึงอย่างบริสุทธ์ิใจ เหล่าน้ีเป็นแนวทางเลือก
การวจิ ารณ์ที่เรียกว่าเอกนิยม หากแตก่ ารวจิ ารณท์ ี่แสดงทรรศนะอยา่ งน่าฟัง และแสดงความเป็นเนอ้ื หาสาระที่แท้จริง
อยา่ งมีทฤษฎรี องรับทนี่ า่ เชือ่ ถอื แล้ว การวจิ ารณ์ลกั ษณะนีเ้ รยี กว่าการวิจารณค์ ุณคา่ เชงิ สัมพัทธวิสัย ซ่งึ เป็นการวิจารณ์
ทเี่ สนอท้ังคณุ ค่าเชิงวัตถวุ ิสัย และจิตวสิ ยั ในคราวเดยี ว

ซ่ึงคุณค่าในตัวนั้น คือคุณค่าที่แท้จริง ส่วนคุณค่านอกตัว ท่ีเกิดจากปัจจัยอื่น ท่ีอาจเรียกว่าค่านิยม
จึงไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริง เพราะอาจมีการเส่ือมค่า เม่ือเวลาเปล่ียนแปลไป โดยผู้วิจารณ์ต้องมีความเข้าใจ เร่ืองการ
วิจารณ์ตามความรู้สึก และการวิจารณ์เนื้อหาสาระ อันจะเป็นการสร้างความเข้าใจ เก่ียวกับการวิจารณ์ และการ
ประเมินคุณค่า การรับร้สู ่ิงต่างๆ ที่เกดิ ขึ้นจากโลกภายนอก และประมวลผลจากประสบการณภ์ ายในของผู้วจิ ารณ์ โดย
มีแนวทางที่ควรเข้าใจมีอยู่ 5 ประการ คือ 1.มีความสามารถทางการเห็นศิลปะวัตถุ (Seeing The Art Object) 2.
เร่ืองความซาบซ้ึง และการแปลความหมาย (Appreciation and Interpretation) 3.การประเมินด้วยการวิเคราะห์
(Critical Evaluation) 4.เรื่องการสร้างความงาม (Artistic Creation) และ 5.เร่ืองบริบททางวัฒนธรรม (Cultural
Context) เหลา่ นจี้ ึงเปน็ สง่ิ จาเป็นท่ีผู้วิจารณจ์ าเป็นต้องมีการฝกึ ฝน ให้เกิดความชานาญ

เอกสารอา้ งองิ :

กาจร สุนพงษ์ศรี. (2556). สนุ ทรียศาสตร์ หลักปรัชญาศลิ ปะ ทฤษฎีทัศนศิลป์ ศิลปวิจารณ์.
กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

ชลูด นมิ่ เสมอ. (2559). องค์ประกอบของศลิ ปะ. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร.์
สงวน รอดบญุ . (2533). ศิลปะกับมนุษย.์ กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พรนิ้ ตงิ้ เฮา่ ส.์

43

สชุ าติ สทุ ธิ. (2544). คู่มอื การสอน-สุนทรียภาพของชีวิต-โครงการจัดตั้งคณะศลิ ปกรรมศาสตร์
สถาบันราชภฏั สวนดสุ ิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพเ์ สมาธรรม

อารี สทุ ธิพนั ธ.์ (2539). ศลิ ปะกับมนุษย.์ กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ จากดั .
Donald W. Crawford. (1987). Aesthetics in Discipline-Based Art Education. The Journal

of Aesthetic Education, Summer, 1987. Vol.21,No. 2,Special Issue: Discipline-
Based Art Education (Summer, 1987), pp.227-239. Published by; University of
Illinois Press.
Vladimir Markonikov. (2015). Difference Between Discipline and Subject. (4 November
2015). สบื ค้นเม่อื 3 พ.ย. 2563 เขา้ ถึงได้จาก https://www.differencebetween.com/
difference-between. discipline-and-vs-subject/

44

แบบฝึกหัดท้ายบท

เรือ่ ง คุณคา่ ความงาม
ใหจ้ ับคู่ขอ้ ความทม่ี คี วามสัมพนั ธ์กับขอ้ คาตอบต่อไปนี้ ตอบคาถามข้อที่ 1-6.

ก.คุณค่าเชิงวัตถวุ สิ ยั (Objective Value) ข.คณุ คา่ เชงิ จติ วสิ ัย (Subjective Value)

1. นายขาว อ่มิ เอมกบั บรรยากาศหลังฝนตก จนอดไม่ไดท้ จี่ ะสะท้อนความรสู้ ึกน้ีเป็นบทกวี.
2. นายดา อธิบายรูปรา่ งหนา้ ตา ความงามของหญงิ สาวทีไ่ ด้พบเจอเม่อื ครู่ ใหน้ ายขาวฟัง.
3. นายเขยี ว อธบิ ายภาพจนิ ตนาการถึงผู้หญิงในอุดมคติให้นายขาวฟัง.
4. นายดา รสู้ ึกพงึ พอใจกบั รสชาติอาหารเยน็ .
5. แม่ของนายดา มักทาอาหารท่ีมปี ระโยชน์ ใหน้ ายดาทาน.
6. นายขาว รกั สนุ ขั ของเขามากเพราะมนั เปน็ สายพนั ธ์ท่ีมคี วามน่ารัก และชา่ งแสนรู้

เร่ือง การวิจารณ์
ใหจ้ ับคขู่ ้อความท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ ับข้อคาตอบตอ่ ไปน้ี ตอบคาถามขอ้ ที่ 7-12.

ก.การวจิ ารณต์ ามความรสู้ ึก ข.การวจิ ารณต์ ามเนอื้ หาสาระ

7. ผูว้ ิจารณ์มีอสิ ระ และสามารถแสดงทัศนคติของตนเองได.้
8. ผวู้ จิ ารณ์จะเปดิ เผยรายละเอยี ดของความรู้ ท่ีสมั พันธ์กบั ประสบการณ์ และรสนิยมของตนในทรรศนวิจารณ.์
9. นายดาอธิบายรายละเอียดของอาหารเยน็ บรรยายสว่ นประกอบ และการจัดแต่งจาน ให้นายขาวท่ไี ม่เคยเหน็ ไดร้ ู้
10. สีเขียวในภาพเขยี นสะทอ้ นถงึ ความเปน็ ธรรมชาติ และสีสีสม้ ช่างให้ความรู้สึกทีอ่ บอุ่น.
11. นางแดงไปซอื้ ตน้ ดอกกุหลาบ แต่จาสายพันธุ์ไม่ได้ รู้แตว่ ่าเปน็ กุหลาบเลื้อย สีแดง และกลิน่ หอมมาก
12. นายเขียวเชียรใ์ หน้ างแดงซ้อื กุหลายสายพนั ธุอ์ ังกฤษ เพราะดสู วยกวา่ และกาลังเป็นทนี่ ยิ ม

1.ข 2.ก 3.ข 4.ข 5.ก 6.ก 7.ก 8.ก 9.ข 10.ข 11.ข 12.ก

45

บรรณานกุ รม

กาจร สนุ พงษ์ศรี. (2556). สนุ ทรยี ศาสตร์ หลกั ปรัชญาศลิ ปะ ทฤษฎที ศั นศลิ ป์ ศิลปวิจารณ.์ กรงุ เทพฯ:

สานกั พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

เจยี มจันทร์ จนั ทร์คงหอม. (2560). ปรากฏการณธ์ รรมชาติทะเลสาบสงขลา : ภาพสะท้อนอตั ลกั ษณ์
วฒั นธรรมทางการเห็น. ดษุ ฏนี ิพนธห์ ลกั สูตรปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวิชาทัศนศลิ ป์และการ
ออกแบบ คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา. เอกสารอดั สาเนา.

ชลดู น่ิมเสมอ. (2559). องค์ประกอบของศลิ ปะ. กรุงเทพฯ: อมรินทร.์
ชว่ ง สเลลานนท.์ (2548). วิชาวาดเขยี นภาพไทย. พระนคร: ร.พ.อกั ษรนิต.ิ
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2560). พจนานุกรมศัพทศ์ ิลปะประยุกต์. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์แหง่

จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ประเสริฐ ศีลรัตนา. (2525). ความเขา้ ใจในศลิ ปะ. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พร้นิ ตง้ิ เฮ้าส์ จากัด.
ไพโรจน์ ชมนุ .ี (2559). สุนทรียศาสตร์ตะวนั ตก. โครงการตาราและหนงั สอื คณะมณั ฑนศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั

ศลิ ปากร.
ภาพปรศิ นาธรรม ภาพดอบวั กาลงั บานอยู่กลางสระ. จิตรกรรมฝาผนังวัดบวรนิเวศวหิ าร กรุงเทพมหานคร

สบื ค้นเม่ือ 30 เม.ย. 2564 เข้าถงึ ได้จาก https://web.facebook.com/ThaiStudiesCU/
photos/pcb.1354839147988357/1354834664655472/
ภาพแสงและเงา 4. (2518) ปรีชา เถาทอง สบื ค้นเมอ่ื 29 เม.ย.2564 เข้าถึงไดจ้ าก
http://www.resource.lib.su.ac.th/awardsu/web/artdetail?item_id=67
รจั รี นพเกต.ุ (2540). จิตวทิ ยาการรบั ร.ู้ กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์ประกายพรึก.
ราชบัณฑิต. (2530). พจนานุกรมศพั ทศ์ ลิ ปะ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท

เพื่อนพมิ พ์.

เลศิ อานันทนะ. (2549). แนวคิดเกี่ยวกบั ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วริ ุณ ต้ังเจรญิ . (2536). ทัศนศิลป์. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
__________. (2546). สุนทรยี ศาสตรเ์ พอ่ื ชวี ิต. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์อแี อนดไ์ อควิ .
สงวน รอดบุญ. (2522). ลทั ธแิ ละสกลุ ชา่ งศลิ ปะตะวนั ตก. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พก์ ารศาสนา.
___________. (2533). ศลิ ปะกับมนษุ ย.์ กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พริน้ ตง้ิ เฮา่ ส์.
สุชาติ สุทธิ. (2535). คู่มอื การสอน เรยี นรกู้ ารเหน็ : พื้นฐานการวิจารณ์ทัศนศลิ ป์. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์
________. (2544). คมู่ อื การสอน-สุนทรียภาพของชวี ิต-โครงการจดั ตงั้ คณะศลิ ปกรรมศาสตร์

สถาบนั ราชภฏั สวนดุสิต วทิ ยาเขตสุพรรณบรุ ี. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พเ์ สมาธรรม.
________. (2544). สุนทรยี ภาพของชวี ิต. กรุงเทพฯ: โครงการจัดตง้ั คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันราชภัฏ

สวนดสุ ติ วิทยาเขตสพุ รรณบุรี.
สันติ เลก็ สขุ มุ . (2545). กระหนกในดนิ แดนไทย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์เมืองโบราณ.


Click to View FlipBook Version