The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bongkotget, 2022-04-20 22:51:16

โบราณสถานจังหวัดตรัง

โบราณสถาน

Keywords: โบราณสถาน,โบราณสถานจังหวัดตรัง,โบราณสถานในจังหวัดตรัง

สำ นั ก ง า น วั ฒ น ธ ร ร ม จั ง ห วั ด ต รั ง

โบราณสถาน

จั ง ห วั ด ต รั ง

ชาวตรังใจกว้าง สร้างแต่ความดี

คำขวัญจังหวัดตรัง

โบราณสถาน
จั ง ห วั ด ต รั ง

๒๐ โบราณสถานใน
จั ง ห วั ด ต รั ง

อ . เ มื อ ง

วัด ก ะ พัง สุริน ท ร์
จ ว น ผู้ว่า ร า ช ก า ร ต รัง
ส โ ม ส ร ข้า ร า ช ก า ร จัง ห วัด ต รัง

ภูเ ข า ห ลั ก จัน
ภูเ ข า ชุ ม ท อ ง
วัด นิ ค ม ป ร ะ ที ป
ค ริส ต จัก ร ต รัง
อ . ห้ ว

ย ย อ ด
วัด คี รี
วิห า ร

ภูเ ข า
ส า ย
ถ้ำ ต
ร า
เ ข า ปิ น ะ

เ ข า โ พ ธิ์โ ท น
อ . รั ษ
ฎ า

วัดถ้ำพระพุ ทธ


อ . กั น ตั ง

สถานีรถไฟกั นตั ง
วัดตรังคภูมิพุ ทธาวาส

อ . น า
โ ย ง

ตำหนักโปร่งฤทั ย
วั ด จ อ ม ไ ต ร

วั ด ม ง ค ล ส ถ า น
พระปรมาภิ ไธยย่อ ปปร.,ภปร. และนามาภิ ไธย สก.



อ . ย่ า น ต
า ข า ว

บ้านตระกูลคี รีรัตน์

ศาลากลาง ชั้น ๑ ถนนพัทลุง ตำบลทับเที่ยง ๐๗๕ - ๒๑๗๕๘๕ [email protected]

อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ๙๒๐๐๐

Hello, Trang

โบราณสถาน

จ.ตรัง

แหล่งศิลปกรรมภายในจังหวัดตรัง

โบรา

เ มื อ ง พ ร ะ ย า รั ษ ฎ า
ช า ว ป ร ะ ช า ใ จ ก ว้ า ง

ห มู ย่ า ง ร ส เ ลิ ศ

ถิ่ น กำ เ นิ ด ย า ง พ า ร า
เ ด่ น ส ง่ า ด อ ก ศ รี ต รั ง

ป ะ ก า รั ง ใ ต้ ท ะ เ ล

เ ส น่ ห์ ห า ด ท ร า ย ง า ม

น้ำ ต ก ส ว ย ต ร ะ ก า ร ต า

คำขวัญท่องเที่ยวจังหวัดตรัง

วัดกระพังสุรินทร์

พระอารามหลวง

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๑๗ ง
วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒

วัดกระพังสุรินทร์ พระอารามหลวง

ที่ตั้ง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง

ป ร ะ วั ติ แ ล ะ ค ว า ม สำ คั ญ

วัดกะพังสุรินทร์ สร้างขึ้นเมื่ อ พ.ศ. ๒๔๔๐
เดิมชื่อ“วัดกะพัง” ตั้งอยู่บริเวณชายเนินเตี้ยๆ ลาดเอียง
จากทิศเหนือไปสู่ทุ่งนาบริเวณใกล้ๆมีหนองน้ำเรียกว่า
“สระกะพัง”ต่อมาในสมัยพระยาสุรินทราชาเป็นสมุหเทศาภิบาล
ได้พัฒนาสระกะพังให้เป็นที่พักผ่อนประชาชนและเรียกชื่อสระแห่งนี้
ใหม่ว่า “สระกะพังสุรินทร์”เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้พัฒนา
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๓ “วัดกะพัง” ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น
“วัดกะพังสุรินทร์” โดยตั้งตามชื่อของสระน้ำ

วัดกะพังสุรินทร์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๐
อาคารขึ้นทะเบียนภายในวัด ได้แก่ อุโบสถกว้าง ๙.๕๐ เมตร
ยาว ๑๕.๔๐ เมตรสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม
เป็นแบบท้องถิ่นภาคใต้ โครงสร้างเป็นเสาไม้ ฝาผนังหล่อปูน หลังคาหน้าจั่วซ้อนกันสามชั้น
ภายในประดิษฐานพระประธานที่นำมาจากพุทธคยาในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ราวพ.ศ.๒๕๐๙
ทหารญี่ปุ่นใช้วัดนี้เป็นที่ตั้งกองกำลังเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้อีกอย่าง
คือ มีห้องสมุดที่เป็นศูนย์รวมวิชาความรู้ ให้กับพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องพระปริยัติธรรมเป็นแห่งแรก
ของจังหวัดตรัง วัดกะพังสุรินทร์ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ในปี
พ.ศ.๒๕๔๗

จวนผู้ว่า

อ . เ มื อ ง จ . ต รั ง

ที่ ตั้ ง ตำ บ ล ทั บ เ ที่ ย ง อำ เ ภ อ เ มื อ ง ต รั ง จั ง ห วั ด ต รั ง

จ ว น ผู้ ว่ า ร า ช ก า ร จั ง ห วั ด ต รัง

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ตั้งอยู่บนเนินที่ชื่อ“ควนคีรี” ประวัติการก่อสร้างมี ๒ สมมุติฐาน
สมมุติฐานแรก สันนิษฐานว่าสร้างช่วงเดียวกับศาลากลางจังหวัด ราวปีพ.ศ. ๒๔๖๑ และเปิด
ทำการเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ในสมัยของพระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน)
ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนสมมุติฐานที่ ๒ กล่าวว่าสร้างในสมัยพระยาอาณาจักรบริบาล(สมบุญ สวรรคทัต)
ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๖

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นคอนกรีต ชั้นบนเป็นไม้
หลังคาทรงปั้ นหยา นอกจากนี้จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรังยังเคยมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
ในฐานะเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถครั้งเสด็จประพาสจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒

ส โ ม ส ร ข้ า ร า ช ก า ร
อ . เ มื อ ง จ . ต รั ง

most
amazing

places
to go

EXPLORE

THE EXOTIC
DESTINATIONS

ITINARY
ARRANGEMENT

สโมสรข้าราชการตรัง

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังปี พ.ศ.๒๔๗๑ เนื่องจากพบเอกสารแบบแปลนอาคาร
Club House in Trang ลงวันที่ ๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้
เป็นสโมสรข้าราชการ ต่อมาได้ถูกทิ้งร้างไป จนเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ สำนักงาน
ประชาสงเคราะห์จังหวัดได้เข้ามาใช้พื้นที่เป็นที่ทำการของสำนักงาน จนในปี พ.ศ.๒๕๔๔ ทาง
หน่วยงานได้ย้ายที่ทำการไปตั้งที่ศาลากลางจังหวัดตรัง แต่อาคารหลังนี้ยังถูกใช้เป็นที่เก็บเอกสาร
และเป็นสำนักงานของศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชน ปัจจุบันทางจังหวัด ได้ใช้เป็นพื้นที่
จำหน่ายสินค้า OTOP ของจังหวัด

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคาร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก อยู่ในผัง
สี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ใช้เทคนิคการออกแบบโดยตัดส่วนต่าง ๆ ออกเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดต่าง ๆ
แต่ได้รักษาให้รูปแบบอยู่ในลักษณะผังสมมาตร (Symmetrical balance) มีบันไดขึ้นทาง
ตรงกลาง เป็นบันได ๓ ขั้น ด้านหน้าทางเข้าทำเป็นซุ้มคลุมบันไดผนังอาคารมีหน้าต่างติดกันโดยรอบ
ลักษณะหน้าต่างเป็นบานเปิดคู่ ด้านหลังมีบานประตู ๘ บาน ติดบานพับเพื่อให้สามารถเปิดได้กว้างๆ
ทั้งหมด

อายุสมัย รัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙
ตอนพิเศษ ๑๑๗ ง วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

อ . เ มื อ ง จ . ต รั ง

ภู เ ข า ห ลั ก จั น

ประวัติและความสำคัญ

ภูเขาหลักจันเป็นภูเขาหินปูน มีถ้ำและเพิงพาอยู่บริเวณด้านบนยอดเขา จากการดำเนินงาน
ที่ผ่านมา มีผู้พบเครื่องมือหิน ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ส่วนพระพุทธรูปโบราณที่อยู่ในถ้ำตามคำบอกเล่า
ของชาวบ้านกล่าวว่าได้ถูกทำลายไปแล้ว ต่อมาในช่วง พ.ศ.๒๕๕๒ ได้มีการพบโครงกระดูกมนุษย์ใน
ถ้ำเขาโหรงซึ่งอยู่เทือกเขาเดียวกับภูเขาหลักจัน จึงแสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งที่อยู่
อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และกระจายอยู่ทั่วไปตามถ้ำในภูเขาแถบนี้
ปัจจุบันที่ภูเขาหลักจันมีผู้สร้างพระพุทธรูปใหม่มาไว้ที่ปากถ้ำพร้อมทำบันไดทางขึ้น และก่อตั้งเป็น
สำนักสงฆ์อยู่ตรงเชิงเขา

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนพระพุทธ
รูปที่สร้างใหม่บริเวณปากถ้ำในช่วงสมัย
รัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม
๕๒ หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

ภูเขาหลักจัน
อ.เมือง จ.ตรัง

ภู เ ข า ชุ ม ท อ ง

TRANG

พระพุทธรูปปางไสยาสน์

สวมเทริดมโนราห์

ประวัติและความสำคัญ
ภูเขาชุมทอง เป็นภูเขาหินปูนลูกโดด ตั้งอยู่ในบริเวณ “วัดภูเขาทอง” ซึ่งเป็นวัดใหม่

ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๖๕ เดิมเรียก “วัดเขา”
บริเวณเพิงผาของเขาชุมทอง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์มีลักษณะพิเศษ
คือ สวมเทริดมโนราห์ นับเป็นการผสมผสานระหว่างความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
กับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ตามตำนานเมืองพัทลุงได้กล่าวว่า พระกุมารสามีนางเลือดขาว
เป็นผู้สร้างในคราวที่เดินทางผ่านทางเมืองตรังไปลังกา บริเวณภายในถ้ำภูเขาทอง
ได้มีผู้พบโครงกระดูกมนุษย์ใต้ฐานพระพุทธรูป จากหลักฐานทางด้านโบราณคดี
สันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคประวัติศาสตร์ สมัยอยุธยาราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๒๐-๒๔ และรัตนโกสินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม
๒๔๗๘

วัดนิคมประทีป

อ . เ มื อ ง จ . ต รั ง

วัดนิคมประทีป

ที่ตั้ง เลขที่ ๑๘ หมู่ที่ ๖ บ้านโคกหล่อ ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
วัดนิคมประทีป สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ เดิมชื่อ“วัดโคกหล่อ” เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่
หล่อเป็นจำนวนมาก วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗
เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๒๖ เมตร ผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ๒๔๖๐ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔
ได้เปลี่ยนชื่อจากวัดโคกหล่อเป็นวัดนิคมประทีป
ภายในวัดมีสิ่งสำคัญ ประกอบด้วย พระอุโบสถหลังคาทรงไทยพื้นถิ่นภาคใต้ลดหลั่น ๓ ชั้น
กว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๗.๕๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ พระประธานในอุโบสถพระเพลา
กว้าง ๑ เมตร ปางมารวิชัย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นพระทองเหลือง และพระอัครสาวก
พระพุทธรูปไม้ประทับยืน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ จำนวน ๓ องค์ พระพุทธรูปปูนปั้ นปางสมาธิ
พระเพลากว้าง ๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๑๗ ง
วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒

คริสตจักรตรัง

อ . เ มื อ ง จ . ต รั ง

อ.เมือง จ.ตรัง

ประวัติความเป็นมา

วิหารคริสตจักรตรังเป็นหลักฐานสำคัญแสดงถึง
การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจังหวัดตรัง
โดยมี Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคม
พระคริสตธรรมอเมริกัน ได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนา
ในจังหวัดตรัง ต่อมาราวพ.ศ. ๒๓๔๘ Mr. MrosGugene
P. Dunlop ได้รับมอบเงิน ๓,๐๐๐ ดอลลาร์ จากข้าหลวง
เมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง Dr. G.P. Dunlop
จึงเสนอให้คณะมิชชันนารีมาเปิดสถานที่ประกาศศาสนา
คณะมิชชันนารีจึงได้ใช้ห้องประชุมของโรงพยาบาลทับเที่ยง
เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซูและตั้งคริสตจักรเป็นครั้งแรก
เรียกว่า“คริสตจักรทับเที่ยง”ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๕๖
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงอนุญาตให้สร้างวิหารคริสตจักรตรังขึ้น

ค ริ ส ต จั ก ร ต รั ง

วิหารคริสตจักรตรังปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๘ แต่เดิมตัวโบสถ์เดิมสร้างด้วย
ไม้ไผ่หลังคามุงจาก ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารเรื่อยมาจนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารวิหารคริสตจักร เป็นอาคารชั้นเดียว โครงสร้างเป็น
คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีประตูเข้า-ออก ๒ ทาง
ทางเข้าด้านหน้ากั้นเป็นห้องซ้าย-ขวา ไว้เก็บของและเป็นห้องโถงบันไดขึ้นไปบนหอคอยที่มี
ระฆังทองเหลืองตั้งอยู่ การตกแต่งอาคารเป็นปูนปั้ นแต่งโค้งประตู โค้งหน้าต่าง ซึ่งมีหน้าต่าง
อยู่ทุกช่วงเสา รูปแบบประตู-หน้าต่าง เป็นบานปิดคู่ลูกฟักบานเกล็ดไม้ติดตาย ติดกลอน
ทองเหลืองแบบโบราณ บริเวณพื้นเวทีมีการตกแต่งด้วยปูนปั้ น

อ า ยุ ส มั ย ส มั ย รั ต น โ ก สิ น ท ร์ ร า ว พุ ท ธ ศ ต ว ร ร ษ ที่ ๒ ๕
ป ร ะ ก า ศ ขึ้ น ท ะ เ บี ย น ใ น ร า ช กิ จ จ า นุ เ บ ก ษ า เ ล่ ม ๑ ๑ ๙ ต อ น พิ เ ศ ษ ๑ ๑ ๗ ง
วั น ที่ ๒ ๙ พ ฤ ศ จิ ก า ย น ๒ ๕ ๔ ๕

คริสตจักรตรัง

พ.ศ.๒๕๕๒ วิหารคริสตจักรตรัง ได้รับ
การคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยาม
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ได้รับรางวัล
อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท
ปูชนียสถานและวัดวาอาราม

คริสจักรตรัง

วัดคีรีวิหาร

อ . ห้ ว ย ย อ ด จ . ต รั ง

วัดคีรีวิหาร

ที่ตั้ง : หมู่ที่ ๗ บ้านคีรีวิหาร ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

ป ร ะ วั ติ แ ล ะ ค ว า ม สำ คั ญ

วัดคีรีวิหาร มีชื่อเดิมว่า “วัดหาน” เป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอำเภอห้วยยอด
สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๕
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เคยได้เสด็จมาสำรวจพบ
พระพิมพ์ดินดิบรูปพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ จารึกด้วยคาถาเยธมมาฯ ชาวบ้าน
ชาวบ้านเรียกพระพิมพ์ที่พบนี้ว่า “พระผีทำ” สันนิษฐานว่ามีอายุเก่าแก่ประมาณพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๓ - ๑๕ บริเวณใต้เพิงผาภูเขาวัดคีรีวิหารซึ่งเป็นลานเรียบเสมอลานวัดเป็นที่ประดิษฐาน
ขนาดใหญ่ ๑ องค์ และพระพุทธรูปประทับนั่งขนาดเล็กหลายองค์

อายุสมัย สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ราวพุทธศตวรรษที่
๑๓-๑๕, สมัยอยุธยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔
และสมัยรัตนโกสินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒
หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

วั ด คี รีวิ ห า ร

โ บ ร า ณ ส ถ า น ภู เ ข า ส า ย

อ . ห้ ว ย ย อ ด จ . ต รั ง

ประวัติและความสำคัญ

ที่มาของชื่อภูเขาสาย มีตำนานเล่าว่าในสมัยเริ่มสร้างพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ชาวบ้าน
แถบหัวเมืองใต้กลุ่มหนึ่ง ได้นำแก้ว แหวน เงิน ทอง ของมีค่า จะไปร่วมสร้างพระบรมธาตุนครศรี
แต่พอมาถึงสถานที่แห่งนี้ ก็ทราบข่าวว่าพระบรมธาตุได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจึง
นำของมีค่าเหล่านั้นไปไว้ในถ้ำแล้วให้ชื่อว่า “ถ้ำเขาสาย”
จากการศึกษาทางโบราณคดี พบหลักฐานหลายยุคสมัย ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาทิ
เครื่องมือหิน ชิ้นส่วนหม้อสามขา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา กระจายอยู่ภายในถ้ำของภูเขาสาย
นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินดิบบริเวณถ้ำทางทิศตะวันออก อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๕
เป็นโบราณวัตถุเนื่องในพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรม-
พระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อครั้งเสด็จมาตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑ ได้เสด็จประพาส
เขาสายในวันพฤหัสที่ ๒๙ พฤษภาคม ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้ทรงบันทึกไว้ว่า

“....ถึงเขาสาย ปากถ้ำสูงกว่าพื้นดินสัก ๘ วา เป็นผาชัน...รวมเทวรูปที่ได้ ๖ ชนิด คือ
๑.รูปพระโพธิสัตว์สี่กรนั่งขัดสมาธิ
๒.รูปอย่างเดียวกันแต่ขนาดย่อม
๓.รูปพระโพธิสัตว์สองกรนั่งห้อยพระบาท
๔.รูปพระโพธิสัตว์สองกรยืน
๕.รูปพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ
๖.รูปอย่างเดียวกันแต่องค์เล็ก ยังมีอีกที่ไม่รู้ว่าอะไรเปนที่เม็ดยอดอะไรก็มี มีลายชิ้นอะไรแตกๆ มีตรา
หนังสือ และมีขอบไม่ซ้ำกับรูปที่ได้ชัดเจนนั้นก็มี...”

โบราณสถานภูเขาสาย

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

ที่ตั้ง ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

ถ้ำ ต ร า

อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

ถ้ำตรา

ที่ตั้ง ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

ประวัติและความสำคัญ
ถ้ำตราเป็นถ้ำอยู่ในเขาหินปูนลูกหนึ่งชื่อ “เขาน้ำพราย” อยู่ในท้องที่ตำบลปากแจ่ม

อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำตรา” เพราะว่าภายในถ้ำพบภาพเขียนสี
โดยภาพมีลักษณะคล้ายตราประทับรูปวงกลมซ้อนกัน ๒ วง ขนาดประมาณ ๑๕ เซนติเมตร และ
และ ๑๐ เซนติเมตร เขียนเป็นแบบเส้นทึบภายในวงกลมมีลวดลาย แต่ในปัจจุบันตราสัญลักษณ์
มีสภาพที่ลบเลือน จากหลักฐานทางโบราณคดีบริเวณถ้ำใกล้เคียงพบหลักฐานตั้งแต่ช่วงยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ และพระพุทธรูปไม้และพระบุสมัยอยุธยาจึงสันนิษฐานว่า มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ใช้พื้นที่บริเวณเขาน้ำพรายและถ้ำตราเป็นที่อยู่อาศัยหรือเพิงพักชั่วคราวในการล่าสัตว์ ต่อมายุคประวัติศาสตร์
ถ้ำตราได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนา

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคประวัติศาสตร์ สมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๔
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

เ ข า โ พ ธิ์ โ ท น

เขาโพธิ์โทน

อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

trang thailand

เขาโพธิ์ทองเป็นเขาหินปูนลูกโดด เป็นแหล่งโบราณคดี
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่เดิมเรียก “เขาสำเภาเทิน”
เนื่ องจากเคยพบโครงเรือสำเภาโบราณตรงสระน้ำ
บริเวณติดกับเขาภายในเขามีถ้ำที่ชาวบ้านรู้จักคือ ถ้ำต่ำ
และถ้ำสูง แต่ละถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม โดยถ้ำต่ำ
เป็นถ้ำหินปูนมีขนาดถ้ำกว้างประมาณ ๔๐ เมตร
ลึกประมาณ ๕๐ เมตร ที่ผนังและพื้นถ้ำพบร่องรอยการขุด
หาขี้ค้างคาว ความลึกประมาณ ๑ เมตร

จากการสำรวจทางโบราณคดีที่ผ่านมา พบชิ้นส่วนภาชนะ
ดินเผาเนื้อดินธรรมดาลายเชือกทาบ และชิ้นส่วนกระดูกสัตว์
เช่น กระดูกกวาง ที่ผนังถ้ำพบหอยโข่งภูเขาเกาะตัวกับ
คราบหินปูน สันนิษฐานว่า คือ ระดับพื้นดินเดิมซึ่งอยู่
สูงกว่าพื้นปัจจุบันประมาณ ๑ เมตร ตรงปากทางเข้าถ้ำ
จากหลักฐานทำให้สันนิษฐานว่า ในพื้นที่บริเวณเขาโพธิ์โทน
เคยมีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่เมื่อราว ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว

เขาโพธิ์โทน

เ ข า ปิ น ะ

ถ้ำ เ ข า ปิ น ะ




ประวัติและความสำคัญ

เขาปินะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน มีความสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร มีถ้ำใหญ่น้อย
สลับซับซ้อนลดหลั่นกันไป แบ่งได้ ๖ ระดับ ได้แก่
ระดับที่ ๑ เรียก “ถ้ำน้ำ” พื้นถ้ำต่ำกว่าระดับพื้นดินมีน้ำขังตลอดและมีทางน้ำไหลลอดภูเขา
ระดับที่ ๒ พื้นถ้ำสูงจากพื้นดินประมาณ ๓ เมตร ภายในจะมีถ้ำอยู่ ๓ ถ้ำ คือ “ถ้ำฤาษี”
อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เดิมเรียก “ถ้ำกระดูก” เพราะพบกระดูกคนโบราณเป็นจำนวนมาก
ส่วนอีกถ้ำ คือ “ถ้ำแกลบ” และอีกถ้ำไม่ปรากฏชื่ออยู่ระหว่างถ้ำแกลบและถ้ำฤาษี
ระดับที่ ๓ ชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำพระบรรทม” เพราะมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์สร้างใน
สมัยท่านขุนไกรเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาปินะ
ระดับที่ ๔ “ถ้ำพระองค์กลาง” ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ๕ องค์
ระดับที่ ๕ “ถ้ำเจดีย์” สูงจากดินราบลานวัดประมาณ ๒๐ เมตร ประดิษฐานเจดีย์ขนาดย่อม
ไม่ปรากฏว่าสร้างสมัยใด ได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยท่านขุนไกรเป็นเจ้าอาวาสในปีพ.ศ. ๒๔๖๖
ลูกหลานขุนไกรได้ก่อบัวเพื่อบรรจุอัฐิของขุนไกรไว้ในถ้ำแห่งนี้ส่วนด้านหลังของบัวมี
รูปปั้ นจำลองของขุนนัยนาปยา กำนันในขณะนั้น
ระดับที่ ๖ มีถ้ำอยู่ ๔ ถ้ำ ได้แก่ “ถ้ำลม” แอ่งน้ำธรรมชาติ “ถ้ำหอยโข่ง” ภายในถ้ำหอยโข่งเคย
พบโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น ขวานหินขัด และหม้อสามขา เป็นต้น ส่วน “ถ้ำจำปา”
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสหัวและได้เสด็จ
ประพาสหัวและได้เสด็จมาเสวยพระกระยาหารในถ้ำจำปานี้ จึงเรียกว่า “ถ้ำเสวย”

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์, สมัยอยุธยาช่วง
พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๔ และสมัยรัตนโกสินทร์ช่วง
พุทธศตวรรษที่ ๒๕-๒๖

ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม
๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๐ ง วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๙

ขุนนัยนาปยา

ต้นตระกูล "คีรีรักษ์"ผู้มีบทบาทสำคัญ
ในการสร้างวัดถ้ำเขาปินะ

ปีพ.ศ. ๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ลง
พระปรมาภิไธยย่อ “ปปร.” ไว้ที่ผนังถ้ำด้วย

ส ถ า นี ร ถ ไ ฟ กั น ตั ง

อ.กันตัง จ.ตรัง

สถานีรถไฟ

กันตัง

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๐ ง
วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๙

สถานีรถไฟกันตัง

ประวัติและความสำคัญ

สถานีรถไฟกันตังสร้างเมื่อประมาณสมัยพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โดยเปิด
เดินรถเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖
เป็นการเดินรถจากสถานีรถไฟกันตังไปสถานีรถไฟ
ห้วยยอดและสถานีทุ่งสงมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้
เป็นที่รับส่งสินค้ากับต่างประเทศและเป็นศูนย์กลาง
การคมนาคมและการขนส่งของเมืองต่าง ๆ ในแถบ
ฝั่ งอันดามัน ได้แก่ ตรัง พังงา กระบี่ ภูเก็ต และสตูล
รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเดินเรือระหว่างประเทศ

ลักษณะสถาปัตยกรรม

เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ทาสีเหลืองมัสตาร์ด
และสีน้ำตาลเข้ม เป็นเอกลักษณ์ของงาน
สถาปัตยกรรมของการรถไฟไทยในอดีต

วัดตรังคภูมิพุทธาวาส
อ.กันตัง จ.ตรัง

วัดตรังคภูมิพุทธาวาส

ที่ตั้ง เลขที่ ๓๐๙ บ้านกันตัง ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๘
ตอนพิเศษ ๓๓ ง วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔

ประวัติและความสำคัญ

สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)
เจ้าเมืองตรังในขณะนั้นย้ายจากเมืองควนธานีไปอยู่กันตังจึงสร้างวัดนี้ขึ้นให้ชื่อว่า “วัดกันตัง” ต่อมา
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้เสด็จตรวจการคณะสงฆ์
และประทับที่วัดกันตัง เห็นว่าเป็นวัดที่มีภูมิประเทศเหมาะสมดีจึงได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า
“วัดตรังคภูมิพุทธาวาส” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗

อุโบสถเป็นอาคารถืออิฐก่อปูน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ อุโบสถมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ขนาดกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๘ เมตร หลังคามุงกระเบื้อง บริเวณหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้าง
สามเศียร และด้านล่างเขียน “พ.ศ.๒๔๗๖” ซึ่งเป็นปีที่สร้างพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถเป็นที่
ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลัก หน้าตักกว้าง ๔๓ นิ้ว ปางมารวิชัยซึ่งพระยารัษฎาฯ
นำมาจากประเทศพม่า พร้อมกับพระสาวก ๒ องค์ มีช้างและสิงห์อย่างละคู่

วัดถ้ำพระพุ ทธ
อ . รั ษ ฎ า จ . ต รั ง

วัด ถ้ำ พ ร ะ พุ ท ร
ที่ตั้ง ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง

ประวัติและความสำคัญ

วัดถ้ำพระพุทธ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๔
โดยพ่อท่านฉางหวาง สาเหตุที่ทำให้ท่านได้สร้างวัดเพราะ
หน้าถ้ำมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่อยู่แล้วเลยให้นามวัดว่า”
“วัดถ้ำพระพุทธ” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่
เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๘๐ เมตร
ยาว ๑๒๐ เมตร มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปปูนปั้ น
ศิลปะพื้นถิ่นภาคใต้บริเวณเพิงผาโดยมีพระพุทธไสยาสน์
เป็นพระประธาน ๑ องค์ และมีพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย
ประทับยืนทรงเครื่องแบบมโนราห์ พระสาวก รวมอีก ๒๕ องค์

พระสาวก ๒๕ พระองค์

พระสาวก รวมอีก ๒๕ องค์ ทั้งหมดก่อด้วยอิฐถือปูน
และดินเหนียวผสมน้ำผึ้ง (น้ำตาล) แบบโบราณ
อายุสมัย สมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๔
ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒

หน้า ๓๖๘๕ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘

พระพุ ทธไสยาสน์

พระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่บริเวณส่วนกลางของเพิงผา
บรรทมตะแคงขวา พระเศียรหนุพระเขนย พระหัตถ์ซ้าย
ทอดทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาวางหงายอยู่บน
พระเขนยด้านหน้าพระพักตร์ พระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวา
องค์พระมีขนาดสูงประมาณ ๓ เมตรมีความยาว ๑๔.๓๖ เมตร
ประดิษฐานบนแท่นฐานขนาดใหญ่ที่อยู่ชิดกับเพิงผาซึ่ง
ประดับด้วยซุ้มจำนวน ๑๑ ซุ้ม ที่ฐานส่วนบนยังมีการประดับ
ลวดลายปูนปั้ นเป็นรูปโค้งแบบลอนคลื่น


Click to View FlipBook Version