เด็กข้ามรั้ว
เพราะประสบการณ์คืออีกด้านของความรู้
⌯
บันทึกประสบการณ์ฝึกงาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 -2564
บรรณาธิการ : เบญจรัชต์ เมืองไทย
ศิลปกรรม : พริษฐ์ ประกฤติเวศย์
คำนำ
ต้นเดือนมกราคม 2565 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไตรพัฒน์จำนวน 21 คน ได้ออกไปใช้
ชีวิตและทำงานกับองค์กรในพื้นที่ต่าง ๆ ผ่านวิชา work experience ซึ่งเป็นวิชาหลัก และมีเป้าหมายในการเชื่อมโยง
เด็ก ๆ เข้ากับการทำงานองค์กร ทั้งในด้านธุรกิจและการงานอื่น ๆ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับการทำงานและเส้นทางการ
ประกอบอาชีพ เรียนรู้ชีวิตของผู้คนที่ทุ่มเทลงมือทำในสิ่งที่ตนเลือก และเรียนรู้การมีส่วนร่วมตลอดจนความสัมพันธ์ของ
คนในองค์กร ที่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงตำแหน่งแห่งที่ และตัวตนของตนเองในโลกแห่งการงาน
งานเขียนสารคดี ประสบการณ์จากการฝึกงานในองค์กรฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาภาษาไทย ใน
หัวข้อการเขียนสารคดี ซึ่งได้เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตามความประทับใจ สิ่งที่ได้เรียนรู้ ผ่านตัวตน
ของแต่ละคน นักเรียนบางคนเลือกทำงานในองค์กรเล็ก ๆ ทั้งที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือที่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัดที่
ไกลออกไป ในขณะที่บางคนเลือกองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ งานวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรที่ทำงานด้านการขับเคลื่อน
เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม
นอกเหนือจากประสบการณ์ต่อการทำงานในองค์กรที่แต่ละคนได้ซึมซับและเรียนรู้ แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่มีค่ามาก คือการที่หลาย ๆ คนได้ค้นพบตนเองในบางมุม ความหมายของชีวิตในบางด้าน และการข้ามขอบ
หรือรั้วที่เป็นเหมือนเส้นบาง ๆ ที่กั้นตัวเขาไว้ ระหว่างการเรียนรู้โลกภายนอกกับการค้นหาตัวเองจากภายใน ซึ่งจะเป็นต้น
ทุนสำคัญในการเดินทาง และการเลือกทิศทางชีวิตของตนเองต่อไปในอนาคต
เบญจรัชต์ เมืองไทย
⌯
สารบัญ
1 กิรณา
4 ชัจจนันท์
7 ชนกันต์
12 ชนะ
14 ณัฐทิตา
17 ธนวินท์
20 ธีรภพ
25 นภนต์
27 ปาณิศา
30 เปรมปรีดิ์
36 พริษฐ์
39 ฟ้าสวย
42 ฟ้าใส
44 ภคิน
46 ภูดิศ
49 ภัทรชนน
51 วารีปณิธ์
54 วรนน
56 รักนิรันดร์
60 สุปรีดา
65 สวรินทร์
225 กิโลเมตร
โดย กิรณา เจนปรมกิจ (ออม)
หลายปีก่อน ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือของพี่มุนินทร์เป็นครั้งแรก ฉันจำได้ว่าหนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า
“I sea you” และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ฉันเริ่มสนใจงานของพี่มุนินทร์และติดตามต่อมาเรื่อย ๆ จนมีหนังสือของพี่เขา
เกือบทุกเล่ม ทำให้การฝึกงานองค์กรในปีนี้ ฉันคิดว่า ถ้าฉันได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้และสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังของ
หนังสือที่เราชอบก็คงจะดีไม่น้อย
สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตร เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ที่โคราชมาเกือบ ๆ 11 ปีแล้ว ถ้าถามว่าเล็กแค่
ไหน ก็คงตอบได้ว่า ที่นั่นมีพนักงานหลักๆเพียงแค่ 2 คนหากไม่รวมกับนักเขียนและผู้จัดการ พี่มุนินทร์เล่าให้ฉันฟังว่า
สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตร เกิดขึ้นจากการที่ตัวพี่มุนินทร์และพี่ปืน(สามี)อยากที่จะต่อยอดงานของตนให้ใหญ่ขึ้น ประกอบ
กับช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานและสร้างครอบครัว ก็เลยอยากทำงานที่มีความมั่นคงมากขึ้น ทำให้พี่ทั้งสอง
ตัดสินใจออกมาลองผิดลองถูก และสร้างสำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตรขึ้นมา ดังนั้นแล้วหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์นี้
1
2 2 5 กิ โ ล เ ม ต ร
จึงพิมพ์ขึ้นมาเพื่อเป็นของชำร่วยงานแต่งไปด้วยในตัว และออกวางจำหน่ายด้วย หลังจากพิมพ์เล่มนี้ออกมา ทางสำนัก
พิมพ์ก็ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ทำให้เริ่มมีนักเขียนในสำนักพิมพ์มากขึ้นและออกหนังสือเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเล่ม
แต่พอเริ่มออกหนังสือมากขึ้น ๆ ทางสำนักพิมพ์กับพบกับปัญหาเรื่องการขาดทุน เพราะหนังสือที่ขายได้หลัก ๆ
มีแต่หนังสือของพี่มุนินทร์คนเดียว ทำให้ตอนหลัง ๆ มา ทางสำนักพิมพ์จึงไม่ค่อยมีนักเขียนใหม่ ๆ เท่าไหร่นัก เพราะมัน
ค่อนข้างเสี่ยง สุดท้ายพอพี่มุนินทร์เขียนหนังสือ“ประโยคสัญลักษณ์”ขึ้นมา ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ประกอบ
กับที่สำนักพิมพ์ก็เริ่มขายของกระจุ๊กกระจิ๊ก เช่น โปสการ์ด สติ๊กเกอร์ เข็มกลัด เทป และสมุด เพิ่มเข้ามาด้วย เลยทำให้
ปัญหาเหล่านั้นค่อย ๆ คลายไป
ส่วนเรื่องของการไปฝึกงาน ในมุมมองของฉัน ที่นี่เป็นที่ ๆ อบอุ่นมาก ทุกคนอยู่คล้ายเป็นทั้งเพื่อนและ
ครอบครัวเล็ก ๆ พี่ๆทุกคนที่สำนักพิมพ์เป็นกันเองและน่ารักกันมาก ๆ จนทำให้ฉันที่ไปอยู่คนเดียวที่โคราชไม่ได้รู้สึกว่า
เหงา ส่วนนึงก็คงเพราะพี่ ๆ ชวนฉันทำอะไรแทบตลอดเวลา
2
2 2 5 กิ โ ล เ ม ต ร
ในด้านของการทำงาน ช่วงที่ฉันไปเป็นช่วงที่ทางสำนักพิมพ์ไม่ได้มีออกบูธงานหนังสือหรือวางขายหนังสือเล่มใหม่
แต่เป็นช่วงที่ทางสำนักพิมพ์กำลังโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ แต่ยังไม่ได้วางขาย เพราะส่วนมากแล้ว ทางสำนักพิมพ์จะออก
หนังสือใหม่เฉพาะตอนมีงานสัปดาห์หนังสือ เพราะว่า บางครั้งเวลาหักเปอร์เซ็นของนักเขียน คลังสายส่ง และ ร้านค้าแล้ว
ทางสำนักพิมพ์แทบจะไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นแล้วทางสำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตรจึงจะจำหน่ายหนังสือเองตามงานหนังสือ
หรือ ตามช่องทางออนไลน์ ทำให้งานที่ฉันได้ทำจึงเป็นงานจำพวกการแพ็คของ แพ็คออเดอร์ออนไลน์ และเช็คสต็อค
จากการที่ได้สัมภาษณ์พี่มุนินทร์ และได้ลองไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์เป็นเวลา 2 อาทิตย์ ฉันพบว่า ฉันชอบการ
ทำงานของที่นี่มาก ทั้งเป็นกันเอง และไม่ได้ทำงานตลอดเวลา มีเวลาพัก บางครั้งว่าง ๆ พี่พนักงานก็จะพาไปช่วยงานนอก
สถามที่ ทำให้เราไม่เครียดเวลาทำงานและไม่เมื่อยเพราะมัวแต่นั่งทำงานอยู่กับที่ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ทำให้ฉันได้เห็นอีกมุมหนึ่ง
ของการทำงานเบื้องหลังของหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจของใครหลาย ๆ คน และทำให้ฉันเห็นว่า กว่าที่
อะไรสักอย่างนึงจะประสบผลสำเร็จ มันจำเป็นต้องใช้เวลา และความทุ่มเทเป็นอย่างมาก
สุดท้ายแล้วใครจะไปรู้ว่าการเดินทาง 225 กิโลเมตร ไปกลับทุก ๆ สัปดาห์ จะทำให้ฉันออกไปพบเจอกับที่ ๆ
สามารถสร้างเรื่องราว ความประทับใจ และแรงบันดาลใจ ให้อยากกลับไปอีกครั้งได้ และแน่นอน สักวันใดวันหนึ่ง ฉันก็
หวังว่าฉันจะได้กลับไปเหยียบที่สำนักพิมพ์ 10 มิลลิเมตรอีกครั้ง
⌯
3
ความงามบนหาดทราย
โดย ชัจจนันท์ สุนทรวิวัฒนาการ (กัปตัน)
ท้องฟ้าสีส้มแซมแดงของแสงแรกของวัน ผมมักจะเห็นมันจากร้านอาหาร “ยักษ์ กับ โจน” ตอนเวลา 06:30น.
ที่อยู่บนหาดทุ่งวัวแล่น อำเภอปะทิวจังหวัดชุมพร
ในตอนเช้าผมเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร และเก็บจาน ซึ่งในบางครั้งผมก็ต้องไปทำงานในส่วนของครัวขนม ที่นั้นจะ
มีป้าน้อยที่คอยดูแลและสอนงาน ชีวิตผมในตอนเช้าจะเดินและวิ่งเยอะมากจากการเดินเสิร์ฟและเก็บจานถือเป็นช่วงเวลาที่เหนื่
อมากครับ เพราะนอกจากนี้ยังต้องคอยเก็บผักตามสวนต่างตามใบสั่งของแม่ครัว ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดประมาณสามสิบไร่ ใน
ชั่วโมงแรก ๆ ของวันเริ่มงานในร้านอาหาร ผมสับสนมากครับ ว่าควรทำอย่างไรบ้าง ควรช่วยตรง ๆ ไหน เพื่อให้เกิด
ประโยชน์ที่สุด แต่พอเมื่อเราคิดมากเกินความจำเป็น ผลที่ได้คือ พลาดโอกาสที่จะได้ลงมือทำ ผมจึงต้องทำทั้ง ๆ ที่บางทีเรา
ก็ไม่พร้อม และเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปตามกระบวนการนั้น วิธีคิดง่าย ๆ แบบนี้ มันทำให้ตลอดระยะเวลาที่ฝึกงานง่ายขึ้น
อย่างน่าเหลือเชื่อ นอกจากงานร้านอาหารแล้ว ผมก็ช่วยงานเกตษรด้านหลัง ซึ่งเป็นงานที่พบเจอพี่ ๆ ที่เป็นคนที่สนุกสนานที่
อาจพบบทสนทนาที่สนุกและแฝงไปด้วยข้อคิด คือ พี่แสบ และพี่พล พี่ทั้งสองเป็นเกษตกรที่อยู่ในเคลือข่าย “ธรรมธุรกิจมี”
และก็มาช่วยงานที่ชุมพรคาบาน่าอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งคตินั้นคือ “อยากทำก็ทำ ขี้เกียจก็นอน” แต่มีสิ่งหนึ่งที่พี่สองคนจะทำอย่าง
จริงจัง คือเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาพืชท้องถิ่นหรือไม่ก็จะเรื่องการคิดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น ผมเคยถามพี่สองคนนั้นว่า “พี่ทำ
เรื่องแบบนี้ เคยมีความรู้สึกเบื่อมั้ย” พี่ทั้งสองตอบในทำนองเดียวกันว่า “ เบื่อ แต่เมื่อเบื่อ เราก็ย้ายไปทำเรื่องอื่นก่อน
4
ความงามบนหาดทราย
เมื่อเราตระหนักได้อีกครั้งว่ายังติดค้างงานอยู่ ก็ค่อยมาทำใหม่ และอีกอย่างที่สำคัญคือ แค่เรารักงานของเราอย่างเดียวมัน
ไม่พอ แต่เราต้องรู้ถึงจุดมุ่งหมายของงานว่างานของเราจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไรได้บ้าง เมื่อเรารู้ถึงความหมายและ
ความสำคัญอย่างงั้น เราก็จะอยู่กับมันได้นาน” เมื่อผมได้ฟังเช่นนั้น ผมก็รู้สึกว่า มันก็จริงนะ แค่รักมันอาจไม่พอ แต่ต้อง
เข้าใจและรู้ถึงคุณค่า เพราะวันหนึ่งเราอาจหมดรักได้ แต่ความหมายมันจะไม่มีทางแปลเป็นอื่นได้ นอกจากพี่สองคนแล้ว
ยังมีลุกอ้วนและลุกโข ลุงอ้วนเป็นช่างประจำที่นั้น ส่วนลุงโขเป็นผู้ดูแล ลุงโข เป็นผู้ชายรูปร่างตรงฉบับแบบผู้ชายโบราณ
สูง แขนขายาว และแข็งแรง บางทีถ้าเราไม่ได้เริ่มบทสนทนาก่อนอาจคิดว่าลุงเป็นคนดุ แต่ที่ไหนเลย กลับเป็นคนที่ใจดีมาก
และคุยด้วยสนุก (แม้ภาษาใต้ของแกจะฟังยากก็ตาม) เมื่อผมและพี่ ๆ ทำงานกันเหนื่อ ๆ กลางแดด ลุงโขก็จะ หาน้ำ
มะพร้าวหวาน ๆ จากต้นที่ดีที่สุดมาให้พวกผม ได้ดื่มกันจนความเหนื่อยหายไปปลิดทิ้ง ซึ่งไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่อย่าง
น้อย ๆ ก็มีสามสี่ครั้ง ส่วนลุงอ้วนเป็นช่างใหญ่ประจำที่นั้น ผู้อ่านอาจคิดว่าผู้ชายวัยกลางคนค่อนไปทางสูงวัยก็คงจะซ่อม
อะไรที่เป็นกลไก หรืองานเกี่ยวกับดิจิตอลไม่เป็น แต่กับลุงอ้วน การต่อสัญญาณทีวีหรือเรื่องอะไรทำนองนั้นเป็นเรื่องประจำ
ความรู้ที่แกมีอาจจะไม่ได้มีภาษาที่สวยงามเพื่อมาถ่ายทอดเหมือนคนกรุง แต่สามารถเล่าให้เข้าใจและสามารถทำได้ อีกคนที่
สำคัญคือคุณวริสรเป็นกรรมการผู้จัดการชุมพรคาบาน่า และ ธรรมธุรกิจ ภาพแรกที่เห็นคุณวริสร คือ ผู้ชายสูงประมาณ
165 ซม. แต่งตัวดูเรียบง่ายแต่ขณะเดียวกันก็ดูเรียบร้อยและภูมิฐาน เมื่อคุณวริสรพบเจอผู้อื่น ไม่ว่าใครคุณวริสรก็จะ
ยกมือไหว้ทักทายและยิ้มให้เสมอ ซึ่งเรายังเห็นลักษณะแบบนี้กับพนักงานทุกคน ทุกเช้า ๆ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2550 คุณวริ
สรและครอบครัวอาจมีความทุกข์ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งทั้งเสียคุณพ่อ รวมถึงเผชิญกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤติสินเชื่อซับ
ไพรม์ subprime mortgage crisis) ทำให้ที่นี้จากเดิมที่เคยเป็นหนี้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่แล้วบริษัทเจ้าหนี้เดิมกลับขาย
หนี้นี้ให้กลับบริษัทต่างประเทศ หนึ้ถูกเพิ่มให้มากขึ้น พร้อมกับเจ้าหนี้ที่พยายามบีบให้ทางคุณวริสรให้ขายที่ให้ แต่เพระพลัง
ของทุกคน ทั้งคนในพื้นที่ และคนที่ได้รับข่าว ก็ช่วยโดยการซื้อหุ้นในส่วนของชุมพรคาบาน่า และจนสุดท้ายก็สามารถชำระ
หนี้จนหมดได้ แม้คืนในวันที่ไม่มีแสง “เราอาจอยู่ท่างกลางพายุแห่งความมืดมิด แต่อย่าหมดศรัทธาในอุดมการณ์ที่เรามี
เพราะแสงที่จริง คือแสงที่เราเปล่งประกาย” คุณวริสรในวันนั้น กับคุณวริสรในวันนี้ ก็ยังคงยิ้มให้กับทุกเรื่อง ยังคงมี
กิจวัตรเดิม ตื่นเช้า ลงแปลงดูแลผัก ผลไม้ ที่ปลูกไว้ เมื่อจบงานตอนเช้า คุณวริสรก็จะขี่จักรยานที่มีอุปกรณ์ทำสวนห้อย
ท้ายไปด้วยทุกที่เพื่อดูแลความเรียบร้อย ซึ่งผมก็จะไปช่วยทุกครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ช่วยผมจะได้ความรู้ ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ
ตามหลัก ธรรมธุรกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการทำธุรกิจ สิ่งที่ผมจำเป็นข้อคิดจากการที่ได้พูดคุย
กับคุณวริสร คือ “เราทุกคนต้องรูจักคำว่าพอ เพราะคำว่าพอ จะทำให้สังคมของเราไม่เอาเปรียบคนตัวเล็ก และจะทำให้
สังคมน่าอยู่” ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผมทำงาน ผมได้รู้จักทฤษฎี “ธรรมะธุรกิจ” ใจความง่ายๆคือ การนำเอา “ธรรม” มา
เป็นตัวตั้งก่อน “ธุรกิจ” ตามศาสตร์พระราชา (เศรษฐกิจพอเพียง) เพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันเห็นความเป็น
ธรรมแก่ทั้งคนปลูก คนขาย และคนกิน ซึ่งที่นี่ยังมีการบูรณาการกับการทำเกษตรปลอดสารพิษ และวิสาหกิจเพื่อชุมชน
ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการอย่างเดียวที่เติบโต แต่ชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกันด้วยครับ
5
ความงามบนหาดทราย
เหมือนโลกในอุดมคติได้กลายเป็นจริง ผ่านพี่ๆและจิตอาสาทุกคนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างสังคมให้น่าอยู่
เคยคนกล่าวกับผมไว้ว่า “นก ที่มันยืนบนกิ่งไม้ มันไม่ได้มั่นใจในกิ่งไม้หรอก แต่มันมั่นใจปีกทั้งสองข้างของมันต่างหาก”
⌯
6
แผลงฤทธิ์
แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง แ ต่ ล ง ตั ว
โดย ชนกันต์ สิทธิศิรประพันธ์ (ออกัส)
“บางครั้ง การอยู่ที่หนึ่งมันเด่นเกินไป มันไม่มีความสุขมาก อยู่ที่
สอง ที่สาม ยังมีความสุขมากกว่า”
คำกล่าวของผู้ก่อตั้งบริษัทแผลงฤทธิ์ บริษัทสถาปนิกล้านนา ผู้อาสาสร้างฝันเป็นจริงตามใจเจ้าของบ้าน ในงบ
ประมาณจำกัด ด้วยสไตล์ไม่ซ้ำใคร หนึ่งในเเรงบันดาลใจที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกบริษัทเเห่งนี้เป็นที่ฝึกงาน
นับตลอดเวลาที่ตัวผมคิดถึงการที่ต้องเป็นที่หนึ่งในทุก ๆ ด้านของชีวิตเสมอ ทำให้ผมเหนื่อยเเละล้ากับการล่า
ตำเเหน่งนั้น เเละเมื่อได้มันมา ผมกับไม่ได้รู้สึกดีไปมากเสียกว่าความกังวลที่จะครองตำเเหน่งตรงนั้นเอาไว้เเละระเเวงผู้อื่น
บริษัทแผลงฤทธิ์ ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2547 โดย “ขวัญชัย สุธรรมซาว” สถาปนิกชาวเชียงใหม่
ปัจจุบัน 'ขวัญชัย' ถือเป็นสถาปนิกสไตล์โมเดิร์นระดับแถวหน้าที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งด้วยวิธีคิดและการสร้างสรรค์งานที่หลาก
หลายเเละลงตัว มีงานที่สร้างชื่อเสียงมากมาย หนึ่งในนั้นคืองานออกเเบบรีสอร์ทชื่อดังอย่าง Mo Hotel ที่ตั้งอยู่ใน
ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ผลงานชิ้นนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ซินแซฮวงจุ้ย
ความน่าสนใจในงานของบริษัทนี้ เตะตาผมตั้งเเต่เเรกเห็น ด้วยความที่มีลักษณะงานที่ค่อนข้างเฉพาะตัวไม่ซ้ำ
ใคร… ความจริงเเล้ว ความน่าสนใจของบริษัทนี้เริ่มต้นตั้งเเต่สถานที่ทำงาน ในบริษัทที่ถูก ออกเเบบมาให้น่าสนใจ พร้อม
ฟังชั่นการใช้งานที่เอื้อต่อการนั่งทำงานนาน ๆ ในเเต่ละวัน
7
' แ ผ ล ง ฤ ท ธิ์ ' แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง แ ต่ ล ง ตั ว
“เริ่มต้นกับความผิดหวังจากการถูกปฎิเสธ…”
ความทรงจำเเรกของผม เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ครั้งเเรกที่ผมติดต่อไปที่บริษัทนี้ ผมโดนปฏิเสธ ด้วยเหตุที่
ว่า ณ เวลาที่ผมเเจ้งไปมีเด็กฝึกงานอยู่จำนวนมาก ประกอบกับสถานการณ์โควิต19 ที่ทำให้ตัวผม เเละเพื่อน ๆ เอง
ต้องคอยลุ้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเราจะได้ทำงานหรือไม่ หรือส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้น ผมติดต่อสถานที่
ฝึกงานไปค่อนข้างหลายแห่ง เเละบริษัทนี้ เป็นบริษัทเดียวที่ผมพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่องตอนที่ผมโทรไป ผมผิดหวังมากเพ
ราะบริษัทเเผลงฤทธิ์ เป็นบริษัทที่ผมอยากไปมากที่สุดในเวลานั้น ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ในภายหลังผมได้ลองติดต่อ
ไปอีกครั้ง เเละครั้งนี้โชคดีที่คำตอบรับต่างออกไปจากเดิม ทำให้ผมตัดสินใจที่จะเพิ่มวันในการทำงานมากขึ้น
“ความคิดกับความเป็นจริง…”
นับว่าเป็นโชคดีที่ภาพในหัวกับความเป็นจริงของผมไม่ได้ต่างกันไปมากสักเท่าไหร่ ความจริงเเล้วเเอบดีกว่าที่คาดไว้มาก ไม่
เคยได้คิดว่า งานที่ผมได้ทำ จะถูกนำไปใช้กับลูกค้าจริง ๆ งานที่ผมได้ทำส่วนใหญ่ มักเกี่ยวกับการทำงานบนโปรเเกรม
3D ขึ้นโมเดลที่ถูกออกเเบบโดยพี่ที่ทำงานไว้เเล้ว เเม้น้อยครั้งที่ผมได้ออกเเบบด้วยตัวเอง เเต่ก็มากสำหรับผมในเวลา
เพียงยี่สิบวันของการเรียนรู้เเละลงมือทำงานของสถาปนิก…
“หนึ่งวันของการทำงาน…”
ทุก ๆ เช้าผมจะตื่นขึ้นเวลาโดยประมาณตีห้า เเละออกไปวิ่ง เนื่องจากนาน ๆ ครั้งที่จะได้มีโอกาสสัมผัสอากาศ
ดี ๆ ในเชียงใหม่ เเม้ที่ทำงานของผมจะอยู่ตัวเมืองก็ตาม หลังจากทำธุระส่วนตัวทุกอย่าง ผมก็เข้างานในเวลาประมาณเก้า
โมงครึ่ง เเละพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมง พร้อมกับเลิกงานในเวลาหกโมงเย็น ในหนึ่งวันของผม ก็จะได้รับงานมาจากพี่ ๆ อีกที
เพื่อนำมาขึ้นเป็นโมเดล 3D เกือบทั้งวันที่ผมจะใช้เวลาอยู่หน้้าคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เเละในอาทิตย์สุดท้ายของการทำงาน
ผมมีโอกาสได้ตัดโมเดลกระดาษส่งให้ลูกค้า
8
' แ ผ ล ง ฤ ท ธิ์ ' แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง แ ต่ ล ง ตั ว
“ความละเอียดคือสิ่งสำคัญ”
สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสวยงามของการออกเเบบ ลึกลงไปคือกระบวนการ ความคิด ที่มา อย่าง
ไตร่ตรองให้มากที่สุด เเละที่ขาดไม่ได้คือความละเอียดต่องานทุก ๆ ขั้นตอน
เมื่อผมได้ลองลงมือทำงานจริง ๆ ผมจึงได้เข้าใจว่าเเม้ความจริงเเบบที่เรานำไปเเสดงกับลูกค้าจะถูกปั้นมาด้วย
ความตั้งใจหรือไม่ เเต่ลูกค้าส่วนใหญ่มองไม่ออก ว่านี่คืองานที่ดีหรือเปล่า พี่คนหนึ่งได้กล่าวไว้เมื่อตอนผมทำงานผิด
พลาด ที่ไม่ได้ถึงกับทำให้งานนั้นพัง เพียงเเต่รูปเเบบที่ถูกซ่อนไว้ภายในความสวยงาม มันผิดขั้นตอน
9
' แ ผ ล ง ฤ ท ธิ์ ' แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง แ ต่ ล ง ตั ว
“ลูกค้าไม่รู้ เเต่ตัวเราผู้เป็นนักออกเเบบรู้ ว่างานเเบบไหน
คืองานที่ดี คืองานที่ใส่ใจ”
สัจธรรมในการออกเเบบเป็นสิ่งสำคัญ การออกเเบบ ทั้งขั้นตอนที่ผ่านสถาปนิก หรือไม่ว่าจะผ่านวิศวกร ล้วน
เเล้วสำคัญทั้งสิ้น เพราะงานประเภทนี้เป็นงานที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุก ๆ ด้าน การสร้างสรรค์ความ
เเตกต่างผ่านการออกเเบบ ถึงเเม้จะไม่ได้จำเป็นต้องคำนวณตัวเลขอะไรมากมายเท่าวิศวกร เเต่ก็ใช่ว่านักออกเเบบ จะออก
เเบบได้บนความชอบเเละความสวยงานเพียงอย่างเดียว เเบบที่ดีต้องเอื้อต่อการใช้งานจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน นักออก
เเบบต้องรู้วัสดุโครงสร้างต่าง ๆ เป็นอย่างดี ต้องเข้าใขความต้องการของลูกค้า การจะสร้างบ้านหนึ่งหลังนั้น ไม่ใช่เรื่อง
ง่าย เมื่อทำเเล้วมันจะอยู่กับเราไปนานนับสิบปีเเละอาจเป็นร้อยปีหากถูกดูเเลรักษาอย่างดี มันไม่ได้เหมือนการออกเเบบ
เสื้อผ้า ที่เรายังสามารถเเก้เเบบได้เรื่อย ๆ สถาปนิก เมื่องานจริงเริ่มขึ้น ก็ยากเเละเเทบเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเเก้ไขมัน
เราได้เรียนรู้อะไร?
ผมเข้าใจว่าผมได้เรียนรู้หลายอย่างจากการทำงานครั้งนี้ อย่างเเรกที่ขาดไม่ได้ก็คือทักษะการใช้โปรเเกรมที่
ชำนาญมากขึ้นตามการทำงาน หรือไม่ว่าจะเป็นทักษะการเข้าหาผู้อื่น การไปทำงานกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก ที่นั่นพวกเขาไม่ได้
จะเดินเข้ามาหาตัวเรา เเละคอยประคองเราไว้
เเต่เป็นตัวเราเองที่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเเละเรียนรู้จากตัวพวกเขา
หากเราเองไม่พยายามที่จะเรียนรู้ ไม่พยายามเดินเข้าไปของาน ผมเชื่อว่าตลอดยี่สิบวันของผมก็คงได้นั่งเฉย ๆ ไปตลอด
วัน เเละมันคงเป็นเรื่องน่าเสียดายไปตลอดชีวิต
เเละสุดท้ายสิ่งที่ผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือการที่ผมได้เรียนรู้เเละเข้าใจ ถึงการฟัง การรับฟังที่เราได้ฟังจริง
ๆ อาจเป็นเพราะผมได้มีโอกาสไปอยู่ในที่ ๆ ผมไม่ได้รู้จัก สถานที่ที่เต็มไปด้วยคนเเปลกหน้า ออกจากที่พักไปสิบกิโล ผม
จะไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน มันทำให้ผมไม่ได้มีโอกาสได้พูดสักเท่าไหร่ มันทำให้ตัวผมมีโอกาสได้รับฟังมากขึ้นกว่าเเต่ก่อน
เพราะผมเป็นฝ่ายที่ต้องนำตัวเองเข้าหาสังคมตรงนั้น ผมจำเป็นต้องรับฟังคนที่อยู่ตรงนั้นเป็นหลัก เพราะอย่างที่ผม
10
' แ ผ ล ง ฤ ท ธิ์ ' แ ป ล ก แ ต ก ต่ า ง แ ต่ ล ง ตั ว
กล่าวไป เราคือคนที่ต้องเดินเข้าหาหากเราต้องการที่จะเรียนรู้ ไม่ใช่รอให้สังคมหรือความรู้เป็นฝ่ายเข้าหาตัวเรา
“การที่เรามีโอกาสเป็นผู้รับฟังอย่างแท้จริงบ้าง ก็ดีเหมือนกัน... หรือ บางที การที่เราเงียบ และหยุดพูดบ้าง ก็อาจ
จะดีเหมือนกัน”
เพราะความจริงเเล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นนักออก
เเบบ คือการที่เรารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นเเละทำความเข้าใจกับ
มันได้ดีมากพอ…
⌯
11
จะอยากฝึกงาน
โดย ชนะ ถาวรผล (ไตตั้น)
แต่เริ่มแรกนั้น ผมมีความต้องอันใหญ่ยิ่งที่จะฝึกงานในสำนักพิมพ์ แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มันเกิด
เหตุการณ์ ที่บริษัทเหล่านั้นไม่สามารถรับนักศึกษาได้ ทำให้ผมคิดว่าฝึกงานที่ไหนก็ได้ จนกระทั่งครูแนะนำบริษัทมาแห่งหนึ่ง
คือบริษัทUnited Instrument and Metrology Co.,Ltd. ผมจึงเริ่มศึกษาแล้วติดต่อที่บริษัทนั้นพบว่าเป็นบริษัทที่
จะนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องวัดอุตสาหกรรม จนกระทั่งเขาได้รับผมเข้าฝึกงาน แล้วผมได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคย
เปิดมาก่อน
การไปฝึกงานครั้งนี้ผมได้ทำงาน แทบทุกฝ่ายทำให้เข้าใจถึงภาพรวมของบริษัท โดยงานฝึกต่างๆที่ผมได้ทำ
มีดังนี้
ฝ่ายการตลาด : มีหน้าที่พัฒนาการขาย รวมถึงช่วยให้ลูกข้าเข้าถึงสินค้าและเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ฝ่ายพนักงานขาย : การขายของที่นี่จะเป็นการขายประเภทขายโดยตรง เพราะเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเฉพาะ
กลุ่ม และพนักงานขายมีหน้าที่ทำใบเสนอราคา
ฝ่ายบริการลูกค้า : มีหน้าที่ทำใบสั่งซื้อสินค้า ใบวางบิลและใบเสร็จรับเงิน เพื่ออำนวยความสดวกให้กับลูกค้า
ฝ่ายบัญชี : ทำเกี่ยวกับการเงินที่อย่างภายในระบบของบริษัท รวมถึงมีหน้าที่ซื้อขายและจัดการค้าใช้จ่ายกลาง อย่าง
ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงทำเอกสารการเงิน(ระบบภาษี)
คลังสินค้า : จะมีหน้าที่ดูแลครังสินค้าและคอยจัดการส่งของไปให้ถึงมือลูกค้า
พัฒนาธุรกิจ : จะมีหน้าที่ซัพพอตในทุกๆตำแหน่งภายในบริษัท แต่จะเน้นในเรื่องของการขาย
ฝ่ายเทคนิค : จะหน้าที่คอยดูแลลูกค้าในเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสอนใช้หรือติดตั้งหรือให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆที่
เกี่ยวกับสินค้าที่ทางบริษัทขาย รวมถึงมีการจัดอบรมลูกค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ขาย ซึ่งตรงนี้ ทางฝ่ายเทคนิคจะต้องอบรม
ให้กับ ฝ่ายการตลอดและฝ่ายพนักงานขายก่อน เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการขายและโฆษณาตัวของสินค้า อีกหน้าที่คือจะมาการ
สอบเทียบอุปกรณ์เพื่อหาความเที่ยงตรงของอุปกรณ์นั้นๆ โดยห้องแลบที่ได้รับมาตรฐาน มอก.17025
ซึ่งฝ่ายงานทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้การบริหารของประทานบริษัท โดยคุณ ธีระ ช่วยแก้ว โดยจุดประสงค์ของ
บริษัทนี้คือการยกระดับการวัดและความคุมกระบวนการให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น โดยทีมวิทสวะกรผู้เป็นคนคัดกรองแล้วได้
ทำการร่วมมือกับบริษัทผู้เป็นคนผลิตเครื่องมือต่างๆ เช่น
แบรนด์ WATLOW สินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแบบและผลิตฮีตเตอร์สำหรับ อุตสาหกรรม เช่น
ฮีตเตอร์แท่ง ฮีตเตอร์แผ่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ เครื่องควบคุมอุณหภูมิ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบทำความร้อน รวมถึง
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมอีกด้วย
12
จ ะ อ ย า ก ฝึ ก ง า น
แบรนด์ GEORGIN มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ Pressure
Switch, Temperature Switch, Electronic Pressure Switch, Pressure Gauge, Differential
Pressure Gauge, Diaphragm Pressure Gauge, Pressure Transmitter, Level Transmitter,
Temperature Transmitter, Temperature Converter, Bimetal Thermometer, Insert Pressure
Thermometer, Universal Indicator
แบรนด์ E + E ELEKTRONIK ความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่
เครื่องมือวัดความชื้นในอากาศ เครื่องมือวัดจุดน้ำค้าง เครื่องมือวัดความชื้นในน้ำมัน เครื่องมือวัดอุณหภูมิและความชื้น
เครื่องมือวัดความดันแตกต่าง เครื่องมือวัดอัตราการไหลของอากาศ เครื่องมือวัดความเร็วลม
แบรนด์ KNICK จากประเทศเยอรมันนี พัฒนาและผลิตอุปกรณ์วัดค่า pH อุปกรณ์วัดค่าความนำไฟฟ้า
อุปกรณ์วัดค่าออกซิเจน ผลิตภัณฑ์ในห้องทดลองหรือห้องปฏิบัติการ
ประสบการณ์ของผมที่ได้ไปฝึกงานครั้งนี้ผมว่าสำหรับผมนั้นมันคือการเปิดโลกใหม่ มันคือการที่เราทำในสิ่งที่ไม่
เคยคิดหรือจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานประเภทออฟฟิต การเปิดประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมได้ฝึกความอดทนและต่อต้าน
กับความง่วงตลอดเวลา
⌯
13
โสด ๆ อยู่ทางนี้
โดย ณัฐทิตา ไชยสิทธิ์ (ต้นฝน)
“การฝึกงานมัธยมศึกษาปี่ที่ 5 ในองค์กรยักษ์ใหญ่อย่างช่องone 31 มันคงยากที่จะหาโอกาสเข้าไปแสวงหา
ประสบการณ์การฝึกงานในนั้นได้ ถึงแม้จะสามารถก้าวเข้าไปในฐานะเด็กฝึกงานได้แต่ก็คงไม่มีงานอะไรที่เราจะได้ทำเลย
นอกซะจากช่วยแม่บ้านประจำกองถ่าย”… ใช่ค่ะ นี่คือความคิดของข้าพเจ้า มันก็แค่ความคิด ความรู้สึกก่อนที่เราจะลงมือ
ทำมันแต่ก็ตัดสินมันไปซะแล้ว…
ข้าพเจ้าติดต่อองค์การเพื่อไปฝึกงานอยู่หลายแห่งซึ่งทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับสายงานในวงการ สื่อสารผ่านภาพ
และเสียงทั้งสิ้น มีองค์กรเล็กและใหญ่ปะปนกันไป หนึ่งในนั้นคือองค์กรยักษ์ใหญ่ที่เกริ่นไปในช่วงต้น “ช่องone 31” ดู
เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงและใหญ่มากแต่ในตอนนั้นแทบจะเป็นองค์กรเกือบสุดท้ายซึ่งข้าพเจ้าคิดว่ามีเปอร์เซนต์น้อยมากกับ
โอกาสที่จะได้ไป แต่ด้วยปัจจัยและปัญหาหลายอย่างกับองค์กรเล็กๆหลายแห่งที่เคยติดต่อไปทำให้ข้าพเจ้าต้องลองเสี่ยงดวง
กับองค์กรนี้ดู…โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งได้ยื่นโอกาสดีๆนั้นให้ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกหนึ่งคนได้ไปฝึกงานในรายการ
“รู้ไหมใครโสด” แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าหลังจากได้คุยกับผู้กำกับรายการ ข้าพเจ้าพอจะเดาทางออกว่าเขาจะให้ข้าพเจ้าและ
เพื่อนไปเพื่อ “ดูงาน” นั่นเท่ากับว่าในระยะเพียง 2 สัปดาห์ สิ่งทีข้าพเจ้าจะได้ทำในนั้นคือการดูงานเท่านั้น ความคิดมโน
ทุกอย่างเกิดขึ้นในหัวของข้าพเจ้าอย่างรวดเร็ว กระวนกระวายเพราะกลัวไม่ได้ทำอะไรและปล่อยอารมณ์ไปกับข้อเท็จจริงที่
เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา
14
โ ส ด ๆ อ ยู่ ท า ง นี้
ข้าพเจ้าเดินเข้าตึกแกรมมี่ด้วยความเกร็งและตื่นเต้นท่ามกลางคนเดินผ่านไปมาบริเวณหน้าตึกอันแสนพลุกพล่าน
ในวันแรกของการฝึกงาน ไม่กี่นาทีต่อมาผู้กำกับรายการก็ออกมารับข้าพเจ้าและเพื่อนขึ้นไปบนนั้น ในระหว่างเดินขึ้นไปเขา
พูดอธิบายเกี่ยวกับงานที่เราจะได้ไปดูว่าแต่ละส่วนทำงานกันอย่างไรอย่างเป็นกันเองแต่ข้าพเจ้ากลับเดินตัวแข็งทื่อและหูที่
ตั้งใจฟังมากเกินไปจนจับใจความไม่ค่อยได้บวกกับความตื่นเต้นที่ได้ขึ้นมาเหยียบบนตึกแกรมมี่แบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามแต่
สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าและเพื่อนคิดจะบอกตัวเองอยู่ตลอดตั้งแต่วันแรกของการฝึกงานคือ “ความกระตือรือร้น” หรือที่ว่าง่ายๆ
คือต้องไม่ไปเป็นภาระและได้ช่วยงานพวกเขาจริงๆ อย่างเช่น แค่เราอาสาไปซื้อแค่กาแฟให้พี่ๆทีมงานถึงแม้จะเป็นงานรับใช้
เล็กๆแต่ก็คงต้องมีสักคนที่มองเห็นความตั้งใจและความพยายามของพวกเราที่อยากจะช่วยแบ่งเบาจริงๆ
แน่นอนว่าการเอาตัวเองไปอยู่กับสิ่งใหม่มักจะสร้างประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี จะได้รับมากรับน้อยก็ขึ้นอยู่กับทั้ง
สองฝ่าย เพราะถึงแม้ผู้ให้จะหยิบยื่นโอกาสดีๆให้มากขนาดไหนแต่ผู้รับไม่เปิดรับมันก็เท่ากับศูนย์เปล่า
ข้าพเจ้าได้ทำงานกับทีมทำ VTR ของรายการรู้ไหมใครโสดของช่องone31งานที่ต้องทำในแต่ละวันของทีมคือ
สองส่วนหลักๆได้แก่ 1.สัมภาษณ์ผู้เข้ารายการเกี่ยวกับชีวิต ประวัติส่วนตัว 2.Life style (อาชีพ,งานอดิเรก) ข้าพเจ้า
ได้มีโอกาสเขียนสคริปให้กับผู้เข้ารายการสัมภาษณ์ หากนึกภาพไม่ออกยกตัวอย่างเช่น ผู้เข้ารายการคนนี้ทำอาชีพเทียน
หอมขาย เราจะคิดประโยคเป็นมุขเล็กๆน้อยๆอย่างไรให้ตรงโจทย์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในรายการ ณ ตอนนั้นข้าพเจ้า
และเพื่อนดีใจและตื่นเต้นกันมากที่ได้รับมอบหมายงานเล็กๆนี้
15
โ ส ด ๆ อ ยู่ ท า ง นี้
ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้ไปอยู่กับทีมงานเพียงแค่สามวันในระยะฝึกงานสองสัปดาห์แต่ทำไมนะ ทำไมข้าพเจ้าถึงรู้สึก
เหมือนกับว่าได้ไปฝึกงานมากว่านั้น มันนำพาให้ข้าพเจ้าตั้งคำถามกับตัวเองระหว่างนั้นว่าถ้าหากเราเป็นทีมงานที่ต้องทำงาน
ประจำเช่นนี้ทุกวันๆ ข้าพเจ้าจะยังหลงใหลและมั่นคงกับงานด้านนี้อยู่ไหม? คำถามเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าจำเป็นต้องตัดความ
คิดที่มันกวนใจแค่ว่า “มันก็แค่วิชาๆหนึ่ง อย่าไปจริงจังขนาดนั้น” จนถึงตอนนี้ข้าพเจ้าไม่อาจเขียนออกมาเป็นประโยค
ตายตัวได้ว่าสรุปแล้วข้าพเจ้าได้อะไรหรือไม่ได้อะไรจากการก้าวไปอยู่อีกสังคมๆหนึ่งด้วยระยะเวลาที่อันน้อยนิดถ้าคุณผู้อ่าน
ไม่เคยได้ลอง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลประการใดข้าพเจ้ากลับรู้สึกผูกพัน รู้สึกอยากให้เวลายาวนานกว่านี้ อคติทุกอย่างพลิก
กลับเป็นตรงข้ามไปซะหมดจนข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำว่าข้าพเจ้าผู้กลัวการฝึกงานนี้มาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 3 จะ
ฝึกงานสำเร็จไปด้วยดี ก็เพราะใจเราเองล้วนๆนั่นแหละที่จะตัดสินฝีก้าวของเราไม่ว่าเราจะเลือกเดินในเส้นทางไหน มันจะ
ทลายกำแพงของตัวเรา หากสักวันที่ใจต้องการ…
⌯
16
เปิดมุมมองกับ OPEN SPACE
โดย ธนวินท์ กสิกรรมไพบูลย์ (ชารอฟ)
เป็นเรื่องที่ยากมากที่ผมจะไปไหนมาไหนเพียงคนเดียวโดยเฉพาะในที่ที่ผมไม่รู้จัก เจอกับผู้คนมากมายไม่ซ้ำหน้า
กันในเเต่ละวัน เเละต้องพูดคุยกับคนที่ไม่ได้สนิทสนม แต่เเล้ววันนั้นก็มาถึง …
ย้อนกลับเมื่อวันที่ 17 กมกราคม 2022 เป็นวันเเรกที่ผมเริ่มลืมตามองดูโลกในเวลา 6 โมงเช้า เเละโหน
รถไฟฟ้าอย่างโดดเดี่ยวไปยังที่ ที่ได้ให้ประสบการณ์กับผมมากมายรวมถึงเปลี่ยนความคิดบางอย่างของผมไป เเละนั้นก็คือ
บริษัท “open space”
ถ้าหากพูดถึงบริษัท “open space” นั้นคงต้องบอกก่อนเลยว่าเป็นบริษัทที่ให้ความรู้สึกเป็นเหมือนกับ
“ครอบครัว” โดยงานส่วนใหญ่ก็จะเป็นงาน สถาปัตย์เพื่อชุมชน โดยงานของ “open space”จะเป็นการทำงานร่วมกัน
กับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) เเละ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)โดยจะจัดสรรที่ดินให้กับชาว
บ้านเพื่อทำการเกษตร (ที่ดิน สปก.) ซึ่งหน้าที่ของ “open space” นั้นคือการ ออกเเบบเเละจัดสรรที่ดิน สปก. ให้
กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมเป็นหลักในการดำเนินงาน ด้วยหมายถึงงานทุกงานจะผ่านการระดม
ความคิดจากทุกคนในทีมรวมถึงชาวบ้านเองด้วย เเละอีกอย่างที่สำคัญมากไม่เเพ้กันก็คือ ทุก ๆ การออกเเบบพวกเขาจะ
คิดถึงผลกระทบต่อธรรมชาติก่อนเสมอ โดยทุก ๆ งานจะต้องผ่านการ “research” ให้รู้ถึง ที่มา ปัญหา ลักษณะของ
พื้นที่ เเละอื่น ๆ เพื่อที่จะออกแบบให้ตอบโจทย์มากที่สุดรวมถึง เพื่อที่จะสามารถนำไปประกอบการอธิบายในเรื่องของ
เหตุผลที่ทำไม่ต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เนื่องจากเมื่อต้องคำนึงถึงเรื่องของระบบนิเวศ มันก็มักจะไม่ค่อยตอบโจทย์ทาง
สปก. เนื่องจากทางสปก. ต้องการจัดหาพื้นที่ให้กับชาวบ้าน เเละจะมีการกำหนดไว้ว่าใน ปี ปีหนึ่งจะต้องจัดหาพื้นที่ให้กับ
ขาวบ้านกี่ราย ซึ่งด้วยเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในบางครั้ง สปก. เองก็ไม่ได้คำนึงถึงระบบนิเวศสักเท่าไหร่
ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการนี้เอง จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันระหว่าง สปก พอช เเละ “open space”
แต่ด้วยเป็นเพียงงานส่วนหนึ่งของ “open space” เท่านั้น เเละมันเป็นครั้งเเรกที่ผมได้รู้จักกับคำว่า “สถาปัตย์เพื่อ
ชุมชน”
ที่ผ่านมา “open space” ได้ทำงานในลักษณะนี้ไปแล้วหนึ่งที่ ด้วยก็คือ ที่ดิน สปก ในจังหวัดชุมพร เเละ
กำลังออกแบบเเละพัฒนาที่ดิน สปก. แปลง 601 602 และ 603 ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์อัน
น้อยนิดที่ผมได้มีโอกาสในการฝึกงาน นั้นงานหลัก ๆ ของผมก็คือการช่วย “research” เกี่ยวกับที่ดิน สปก. ใน
จังหวัดกระบี่ ซึ่งอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า เป็นบริษัทที่ให้ความรู้สึกเป็นเหมือนกับ “ครอบครัว” บางครั้งงานของผมก็จะ
เปลี่ยนไปบ้างในบางวัน เเต่ทั้งหมดทั้งมวลเเล้ว พี่ ๆ ทุกคน “ใจดีมาก” เเละที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ อาหารเที่ยงที่พี่พลอย
พี่ที่เป็น “บอส” ทำนั้นอร่อยอย่าบอกใคร
17
เ ปิ ด มุ ม ม อ ง กั บ O P E N S P A C E
ทุก ๆ เช้าผมได้รับการต้อนรับอยากดี จาก “ตะลิงปิง” เจ้าหมาขาสั้นหูยาว ที่มักจะตื่นเต้นดีใจเมื่อได้เจอ
คนเเปลกหน้า มันจะเห่าต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ซึ่งบางครั้งมันก็จะต้อนรับเราเป็นเวลานานไปบ้างจนอดนึกไม่ได้ว่านี้ต้อนรับ
หรือไล่กันเเน่ เวลาทำงานของผมคือ 9 โมงถึง 6 โมง ซึ่งตลอด 9 ชั่วโมงของเเต่ละวันที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่กับพี่ ๆ ใน
“open space” เเละเจ้า ‘ตะลิงปิง” ผมได้เห็นอะไรมากมาย เป็นทั้งประสบการณ์ เเละปัญหา ผมได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ
ของพี่ ๆ ที่ “open space” ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของงานสถาปัตย์ที่ผมสนใจ แต่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักเเละมัน
น่าสนใจมากเลยทีเดียว เป็นสองอาทิตย์ที่ผ่านไปไวเเละไม่ซ้ำกันเลยสักวัน….
งานของผมที่ “open space” อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าหลัก ๆ แล้วคือการ “research” เกี่ยวกับพื้นที่งาน
เช่น งานที่กระบี่ ก็จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพภูมิอากาศ สภาพพื้นที่ หรือ ปัญหาในพื้นที่ เป็นต้น แต่ด้วยก็เป็นเพียง
งานส่วนหนึ่งที่ผมทำ ซึ่งสำหรับส่วนอื่น ๆ ก็จะเป็น เล่นกับ “ไอปิง” เขียนแบบพื้นที่สวนหลังออฟฟิศ ระหว่างนั้น “ไอปิง”
ก็จะมายุ่งบ้างเป็นกิจวัตรของมัน และบางวันผมก็จะได้ออกไปข้างนอกพี่ ๆ เขาเรียกกันว่าไป “ไซต์” หรือการลงไปทำงาน
พื้นที่ โดยตลอดสองอาทิตย์นั้นผมได้ออกไป “ไซต์” สองครั้ง ซึ่งผมก็ไปยืน ๆ นั่ง ๆ จด ๆ เเละฟัง ๆ พี่ ๆ เขาคุยกับ
ลูกค้า โดยก็มักจะใช้เวลาทั้งวันในการพูดคุย พอ 6 โมงก็ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางไกลเพื่อที่จะกลับบ้าน มันเป็นเวลาที่
น่าเบื่อที่สุดในเเต่ละวัน และรอคอยที่จะได้ยินเสียงต้อนรับจาก “ไอปิง” ในวันต่อไป…
18
เ ปิ ด มุ ม ม อ ง กั บ O P E N S P A C E
⌯
19
แด่ความมั่นคงทางอาหาร
โดย ธีรภพ เต็งประวัติ (ไม้โมก)
ในช่วง 3 สัปดาห์ในเดือนมกราคม (ระหว่างวันที่ 10-28 มกราคม) ผมได้มีโอกาสไปฝึกงานที่มูลนิธิชีววิถี
(Biothai) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งทำงานในด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาหารและการเกษตร โดยผมทำงานในส่วน
งานสื่อและเว็บไซต์ และส่วนงานธุรกิจองค์กร ที่นั่น ผมได้พบกับประสบการณ์มากมาย ซึ่งผมจะนำบางส่วนมาเล่าต่อไปนี้
มูลนิธิชีววิถีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดนนทบุรี บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ ๆ กับ
สะพานพระนั่งเกล้า บริเวณดังกล่าวมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนยกร่องแบบโบราณ ที่ปลูกพืชผักและผลไม้ผสมผสานกัน ใน
ร่องน้ำมักจะมีจอกแหนหรือสาหร่าย ที่นำสารอาหารมาให้แก่ดิน สภาพที่นั่นค่อนข้างสวยมาก โดยในช่วงที่ผมไปฝึกงานนั้น
ได้มีการทำถนนบริเวณเส้นทางเข้า-ออก หลักของมูลนิธิ ทำให้การเข้าไปที่นั่นต้องผ่านตรอกซอยที่ค่อนข้างคดเคี้ยว ทำให้
เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก
ผมค่อนข้างประทับใจอาคารสถานที่ของมูลนิธิฯ เป็นอย่างมาก โดยอาคารที่ทำการของมูลนิธินั้นตั้งอยู่ในสวนชีว
วิถี ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวกว่าสองไร่ที่เร้นกายอยู่ในตรอกอันเร้นลับ ด้านหน้าของสวนชีววิถีเป็นร้านกาแฟ GD SHOP &
CAFE ซึ่งเป็นร้านที่บริการเครื่องดื่มและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตพื้นบ้านและเครือข่ายเกษตรรายย่อย ด้านหลังร้าน
จะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงปลา โดยอาคารทางทิศใต้ของสระน้ำก็คืออาหารของมูลนิธิชีวิถี ที่ซึ่งผมได้ไป
ฝึกงาน และอาคารทางด้านทิศเหนือเป็นที่ตั้งของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ที่เต็มไปด้วยสวนผักและแปลง
ทดลองการเกษตรวิธีต่าง ๆ และเป็นที่ที่ผมได้ไปทำงานปลูกผักที่นั่นในสัปดาห์แรก ยังไม่นับว่าสภาพแวดล้อมของสถานที่
ทั้งหมดเป็นสวนยกร่องแบบโบราณดังที่ได้กล่าวไป นั่นทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความสวยงามมาก ซึ่งเมื่อผมไปถึงมูลนิธิในวัน
แรกนั้น บุคคลที่ทางมูลนิธิฯ ได้มอบหมายให้มาดูแลผมในช่วงฝึกงานคือพี่ขวัญ ขวัญชัย หมื่นยิ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนงาน
สื่อและเว็บไซต์ พี่ขวัญเป็นคนที่ใจดี มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเกษตรแน่นมาก ๆ
20
แ ด่ ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง อ า ห า ร
บริเวณประตูทางเข้าของสวนชีววิถี ประดับด้วยการปลูก
ดอกดาวกระจายสีเหลืองสวยงาม
บรรยากาศภายในสวน ด้านหลังคืออาคารมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
(ประเทศไทย)
สภาพภายในของอาคารมูลนิธิชีววิถี
21
แ ด่ ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง อ า ห า ร
ในช่วงสัปดาห์แรกที่ผมไปฝึกงานนั้น ทางมูลนิธิอยู่ในช่วงเตรียมการจัดงานเทศกาลข้าวใหม่ โดยมีการออกบูท
เพื่อขายสินค้าต่าง ๆ โดยเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในเครือข่ายของทั้งสององค์กรในสวนชีววิถี และทางมูลนิธิวางแผนว่าจะมี
การขายปลาทอดในงานดังกล่าว ผมจึงได้มีโอกาสช่วยงานพี่เลี้ยบ คนสวนของที่นี่ ในการจับปลาในบ่อเลี้ยงปลา เพื่อนำ
ขึ้นมาทอดขายเป็นสินค้าในงานดังกล่าว และผมยังได้ทำงานช่วยจัดสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบูธขายสินค้า และห้องเสวนาสำหรับ
ใช้ในงานดังกล่าว นอกจากนี้ งานที่ผมได้ไปทำในช่วงสัปดาห์แรกยังมีทั้งการไปช้อนแหนในคลองด้านหลังมูลนิธิฯ เพื่อนำ
มาเป็นอาหารให้กับเป็ดที่มูลนิธิฯ เลี้ยงไว้ การปลูกผักลงในแปลงผัก การย้ายผักที่ปลูกไว้ในถาดหลุมลงในกระถาง และ
การจัดเรือนเพาะชำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานที่รับผิดชอบโดยส่วนงานธุรกิจองค์กรและการจัดการสถานที่ บุคคลที่ผม
ช่วยทำงานและพบเจอในช่วงนี้เป็นหลักจึงมีทั้งพี่กุ้ง แม่บ้านของทางมูลนิธิ พี่เลี้ยบ คนสวนของทางมูลนิธิ และพี่เปี้ยว
ผู้รับผิดชอบส่วนงานนี้ แต่ปัจจุบันพี่เปี้ยวทำงานอยู่กับ ThaiPAN หรือเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะขึ้น
กับส่วนงานความปลอดภัยทางอาหารของมูลนิธิ ซึ่งรับผิดชอบโดยพี่แนน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนปัจจุบันของมูลนิธิ บุคคล
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นมิตร และเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเรียนรู้ของผมในมิติที่แตกต่างกันออกไป
ผมระหว่างช่วยพี่เลี้ยบ คนสวนของทางมูลนิธิ ในการจับปลาในบ่อ
ผมระหว่างช่วยพี่กุ้งและพี่เปี้ยว เตรียมการในการจัดงานเทศกาลข้าวใหม่
22
แ ด่ ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง อ า ห า ร
ผมและบูธขายสินค้าของสวนชีววิถี ในงานเทศกาลข้าวใหม่ของ ผมระหว่างทำความสะอาดอาคารมูลนิธิ หลังจากงานเทศกาล
ทางมูลนิธิ ข้าวใหม่
สองสัปดาห์ที่เหลือของการฝึกงานนั้น งานที่ผมทำจะค่อนข้างแตกต่างออกไปเป็นอย่างมาก โดยจะเป็นงานของ
ส่วนงานสื่อและเว็บไซต์โดยตรง ตัวเนื้องานจะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของผักยืนต้นในบริเวณสถานที่ของ
มูลนิธิ และอัพโหลดข้อมูลดังกล่าวขึ้นบนเว็บไซต์ของสวนชีววิถี ซึ่งข้อมูลที่ใช้ก็มีที่มาจากหลากหลายแหล่งพอสมควร ทำให้
การรวบรวมต้องใช้ระยะเวลามาก งานที่ทำในสัปดาห์ที่สองและสามนี้จึงเป็นงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต โดย
ใช้ความคิดเป็นหลักในการทำงาน จึงแตกต่างจากสัปดาห์แรกที่เป็นงานใช้ร่างกาย หรือใช้แรงในการทำงาน
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปฝึกงานที่นี่ คือผมได้รู้ว่างานที่ใช้ความคิดนั้นใช้พลัง และสร้างความ
เหน็ดเหนื่อยให้กับเราได้มากกว่างานใช้แรงมาก ในขณะที่งานใช้แรงเหนื่อยที่ร่างกาย แต่เรานั่งพักไม่นานก็หายเหนื่อย แต่
งานใช้ความคิดทำให้เราล้าข้างใน และต้องใช้เวลาพักนานกว่า
ผมยังมีโอกาสได้เข้าประชุมประจำเดือนของมูลนิธิฯ อีกด้วย นั่นทำให้ผมได้รับรู้ถึงเป้าหมาย ปัญหา และหลาย
สิ่งหลายอย่างขององค์กร ซึ่งแม้ว่ามูลนิธิชีววิถีจะทำงานในการสื่อสาร ทั้งประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหารในด้านนโยบาย
ปัญหาด้านการบริโภคอาหาร การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ แต่เป้าหมายสูงสุดขององค์กรก็คือทำให้คนได้รับอาหารที่
ปลอดภัย และเห็นคุณค่าในอาหารแต่ละมื้อที่กินลงไป
23
แ ด่ ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง อ า ห า ร
ซึ่งในช่วงที่ผมไปฝึกงาน เรื่องโรคระบาดในหมูที่ทำให้ราคาหมูแพงขึ้นกำลังโด่งดังและเป็นที่ถกเถียงในสังคม ซึ่ง
มูลนิธิฯ ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทำให้มีผู้สื่อขาวจากหลากหลายสำนักมาสัมภาษณ์ คุณวิฑูรย์
เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการของมูลนิธิฯ เกือบ ๆ จะทุกวันในช่วงเช้า สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมูลนิธิที่เชื่อมโยงกับความเป็น
ไปในสังคม
ตลอดระยะเวลาของการฝึกงาน ผมเคยสงสัยหลายครั้งว่าทำไมทางมูลนิธิถึงให้ผมไปทำเกี่ยวกับผักยืนต้น แล้ว
ผักยืนต้นคืออะไร คือไม้ยืนต้นกินได้เหรอ ความหมายของมันคืออะไรกันแน่ ทว่าในระหว่างทำงาน “ผักยืนต้น” ที่ผมได้
พบเจอนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ต้นไม้ยืนสูงตระหง่านเสียดฟ้า ไม้พุ่มที่เป็นแถวเรียงรายสูงเพียงแค่เอว ไม้เลื้อยที่ไต่
อยู่บนเพดานของอาคาร นั่นทำให้ผมยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีกว่าสุดท้ายแล้วผักยืนต้นคืออะไรกันแน่
ในช่วงท้าย ๆ ของการฝึกงาน ผมได้เรียนรู้จากพี่ขวัญ ว่าผักยืนต้นนั้นเป็นดัชนีที่ใช้ในการชี้วัดความมั่นคง
ทางอาหารอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีความหมายที่ชัดเจนตายตัวว่าต้องต้นสูงเท่านั้น แต่หมายถึงผักที่เมื่อปลูกหรือเกิดขึ้นมาแล้ว
สามารถเก็บมาบริโภคได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ล้มหายตายจากไปในเวลาอันสั้นเหมือนกับผักสวนครัว และสามารถเก็บกินได้
ตลอด เมื่อปลูกแล้วจะการันตีว่าเรามีอาหารที่สามารถเก็บกินไปได้เรื่อย ๆ อย่างยั่งยืน
จากการเรียนรู้ภายในองค์กร งานที่ได้ทำตลอดช่วงฝึกงาน และประกอบกับการที่ใช้ชีวิตคนเดียวตลอดช่วงดัง
กล่าว เนื่องจากผมไปพักอยู่คนเดียวที่บ้านญาติ ซึ่งขณะนั้นไม่มีคนอื่น ๆ อยู่ด้วย และเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT และ
มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทำให้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวผมต้องจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและการเดินทางด้วยตนเอง ทำให้
ผมได้เรียนรู้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมใช้ในการซื้ออาหารแต่ละมื้อ ตลอดจนอาหารแต่ละคำที่ผมกินลงไปนั้นมีคุณค่า
มากขนาดไหน ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก่อนกินอาหาร เราควรตระหนักว่า ในโลกนี้ มีคนอีก
มาก ที่ต้องอดอาหาร หรือแม้แต่อดมื้อกินมื้อ เพียงเพราะเขาจน หรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้ ดังนั้น เราต้องช่วย
กันรักษาฐานทรัพยากรอันเป็นต้นทุนที่สำคัญของการผลิตอาหารกันไว้ เพื่อให้ทุกคนมีอาหารกินครับ
⌯
24
สิบวันกับแหวนสิบวง
โดย นภนต์ ปิ่นสุวรรณบุตร (ทิวเมฆ)
งานที่ละเอียดมักทำให้เรานึกถึงคนใจเย็นเเละอดทน ซึ่งผมไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างตั้งเเต่เเรก การที่ผมเลือกไป
ทำงานที่ละเอียดอย่างเครื่องประดับเป็นเพราะผมต้องการจะเสริมสร้างความใจเย็นเเละอดทนของตัวผมเอง
ร้านเพชรทิพย์เป็นร้านเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่อยู่ 467 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวง สำเหร่ เขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร เดินทางจากบ้านของผมประมาณสองชั่วโมง เริ่มทำงานวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565 จบการ
ทำงานวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565 เเต่เนื่องจากสถานที่ทำงานตั้งอยู่ในที่ ๆ ผมไม่คุ้นชิน จึงเดินทางไปดูสถานที่
ทำงานเบื้องหน้าการฝึกงาน
เมื่อไปถึง ก็ได้ดูว่างานที่เขาทำมีความละเอียดสูงกว่าที่เราคิด ผมจึงเริ่มรู้สึกกังวลว่าฝีมือสมัครเล่นที่ผมมี จะ
สามารถทำเครื่องประดับได้สวยเเละละเอียดเท่าที่เห็น ณ วันนั้นหรือเปล่า เเต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเลือกที่จะทำเเล้วผมตั้งใจ
ว่าจะทำให้ดีที่สุด
ในที่สุดวันที่ 17 ก็มาถึง ผมตื่น 5.40 น. ออกจากบ้านเริ่มเดินทางเวลา 6.30 น. เเละถึงที่ทำงานเวลา
8.30 น. พอดีกับเวลาเข้างานของบริษัท วันเเรกนั้นผมเต็มไปด้วยความงงงวยเเละไม่รู้จะทำอะไร เนื่องจากเจ้าของบริษัท
ที่ติดต่อไม่เข้างาน ณ วันนั้น พี่ ๆ ที่เพชรทิพย์จึงไม่รู้จะให้ผมทำอะไร เเต่เเล้วก็มีพี่ตำเเหน่งเขียนเเบบเเหวนเข้ามาช่วยให้
ผมมีอะไรทำ โดยพี่เขาอธิบายว่า เเหวนสมัยนี้มักอยู่ในรูปเเบบของเรขาคณิตซึ่งต้องพึ่งความละเอียดเเละความเเม่นยำของ
คอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้เเหวนที่เเม่นยำต่อความต้องการลูกค้ามากที่สุด การออกแบบจึงใช้การทำงานในคอมพิวเตอร์เป็น
หลัก หลังจากวาดเเบบในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็นำแบบไปพิมพ์เป็นภาพสามมิติ เเละเข้าขั้นตอนต่อไปในทันที เเต่หากเเบบ
ของเเหวนลูกค้าไม่ต้องการความละเอียดของคอมพิวเตอร์ ก็ต้องขึ้นเเบบออกมาด้วยการเเกะเเว็กส์
การเเกะเเว็กส์ใช้เวลามากถึง 4 วัน ตั้งเเต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 5 เนื่องจากเป็นงานที่ละเอียดที่สุด เเละเป็นอีกวิธี
ที่เขาใช้มาก่อนหน้าที่คอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าช่างที่เเกะเเว็กส์คือคอมพิวเตอร์ก็ได้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สนุก
เเละได้ลองผิดลองถูกมากที่สุด เพราะยังเป็นขั้นตอนเเรกจึงสามารถปล่อยจินตนาการให้กระเจิง โดยขั้นตอนนี้ผมเเกะ
ทั้งหมด 6 วง ใช้เวลาประมาณวงละ 3 ชั่วโมง โดยขั้นตอนนี้ทำให้ผมรู้ว่า ผมเป็นคนค่อนข้างละเอียด เเละใจเย็นกว่าที่
คิด เนื่องจาก การเเกะเเว็กส์ มักต้องเเก้ไขงานมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นผมจึงได้เเก้งาน ทำงานใหม่ รวมถึงฟัง
คำตำหนิของพี่ที่สอนผม มันทำให้ผมเเปลกใจว่าผมไม่ได้หงุดหงิด ไม่ได้รู้สึกว่าทำไม่ได้ เพียงเเต่นั่งฟังว่าเราทำไม่ดีตรง
ไหนเเละพยายามเเก้ไขมันอย่างดีที่สุด หลังทำเเว็กส์เสร็จก็ต้องนำเเว็กส์ที่ได้ไปให้ช่างเเกะเเว็กส์เก็บรายละเอียด โดยขั้นตอน
นี้จำเป็นก่อนไปหลอม เเบบจากคอมพิวเตอร์บางเเบบยังคงต้องใช้คนเเก้ก่อนไปหลอมอีกเช่นกัน
25
สิ บ วั น กั บ แ ห ว น สิ บ ว ง
การหลอมเป็นขั้นตอนที่ผมไม่ได้เห็นเเละทำ เนื่องจากทางร้านนำไปหลอมที่สถานที่อื่นที่อยู่ค่อนข้างไกล เเต่ขั้น
ตอนการหลอมที่ผมได้สอบถามมีดังนี้ นำเเว็กส์ไปใส่ในปูนปลาสเตอร์เเละเทเหล็กที่ต้องการ (เช่น เงิน ทอง เป็นต้น) ลงไป
ในรูของปูน เเว็กส์ที่เป็นเเบบจะละลายเเละไหลออกไป รอให้เเห้งเเล้วเข้าขั้นตอนถัดไป คือขัดหยาบ เป็นขั้นตอนที่หาก
ทำเเว็กส์มาละเอียด จะสามารถทำขั้นตอนนี้ได้ง่าย หลังจากนั้นนำไปใส่เครื่องร่อน ซึ่งเป็นเครื่องทำความสะอาดเเหวนจาก
เศษเหล็กจากการขัด เเละไปทำขั้นตอนขัดเงา
ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับเเหวนที่ไม่มีหินคือการชุบสี โดยสีที่ร้านมี 4 สีด้วยกันได้เเก่ ทอง ขาว/เงิน ดำ เเละชมพู
เนื้อเหล็กสามารถทำได้สามเเบบคือ เงา (ไม่ต้องทำอะไร) แรร์ (ใช้กระดาษทรายละเอียดขัดให้ด้าน) พ่นทราย (ใช้เครื่อง
พ่นทรายให้เป็นเนื้อด้าน) โดยเนื้อด้านทั้งสองจะลักษณะไม่เหมือนกัน
ผมประทับใจพี่ที่สอนชุบเพราะสีที่ชุบไม่ได้มีสีที่มากมาย ผมจึงพยายามเล่นกับเนื้อของเหล็กเเละตำเเหน่งสี เมื่อ
ผมเสนอกับพี่เขาว่าเเหวนวงหนึ่งที่ผมทำ อยากได้บริเวณจุดเป็นเนื้อเงา เเละที่เหลือเป็นเนื้อทราย พี่เขาถามผมคำเดียวว่า
“เอาจริงใช่ไหม ถ้าเอาจริงเดี๋ยวพี่ทำให้” ผมนับถือพี่ที่พูดเเบบนี้ได้เพราะพี่คนอื่นที่สอน ไม่ว่าจะใจเย็นหรือใจดีเเค่ไหน
ก็ตาม มักจะถามกันว่า “ถ้าเเบบนี้จะไม่สวยนะ” หรือว่า “ทำเเบบอื่นดีไหม” ซึ่งต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้รู้สึกเเย่ที่พี่เขาพูด
เเบบนี้ เเละไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับพี่เขาเเต่อย่างใด เพียงเเต่ความเเตกต่างของพี่ที่ชุบสี กับพี่คนอื่น ๆ มักจะดูใจเย็นกันไปหมด
ยกเว้นพี่คนที่สอนชุบนั้นดูอารมณ์ค่อนข้างร้อนถึงเเม้ผมจะไม่เคยโดนด่าหรือว่าก็ตาม
จากนั้นหากเเหวนเป็นชนิดที่มีหิน ต้องนำไปขั้นตอนการฝังซึ่งผมไม่ได้ทำขั้นตอนดังกล่าวนี้ เนื่องจากช่วงเวลาใน
การทำงานยาวไม่พอ มีเพียง 10 วัน รวมถึงเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิดเล็กน้อยทำให้เเหวนไม่ถูกหลอม
ในเวลาอันสั้น ๆ นี้ ผมได้อะไรกลับมานอกจากที่กล่าวไปบ้างข้างต้น อย่างความใจเย็นเเละอดทนต่องานที่มีความละเอียด
สูงเพราะเมื่อไปทำงานในที่ ๆ มีความเป็นมืออาชีพสูง ด้วยทักษะสมัครเล่นที่ผมมี ก็ได้รู้ว่ามีผู้คนมากมายที่เก่งกว่าเราใน
ทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการทำงานฝีมือ ทักษะการสื่อสาร หรืออารมณ์ที่เย็นเเละคำพูดที่ไม่ทำร้าย เเต่เราก็รู้สึกว่า
พี่ ๆ ยอมรับเรา ให้ความช่วยเหลือ เเละให้เราลองผิดลองถูกกับงานของผม ผมขอบคุณพี่ ๆ เป็นอย่างมากที่มอบ
ประสบการณ์อันมีค่า รวมถีงข้อคิดที่ผมได้ระหว่างการทำเเหวนวงหนึ่งจากขั้นตอนเเรกถึงขั้นตอนสุดท้าย “ของทุกอย่างมัน
ต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้หรือปล่าวนะ” มันทำให้ผมเห็นว่าของทุกอย่างน่าจะผ่านขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนเเตกต่างกันไป ใช้
ความเชี่ยวชาญในเเบบที่ต่างกันออกไป เเละต้องใช้อย่างถนอมในวิธีที่เเตกต่างกัน
⌯
26
เรื่องนู่น เรื่องนี้ เรื่องน่าน
โดย ปาณิศา สงเนียม (ปันปัน)
ช่วงวัยนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ต้องเลือกสถานที่เพื่อไปฝึกงานในแนวงานที่ตัวเองชอบ เพราะมีหลายเรื่องที่ก็ยัง
ไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ หรือไม่ การที่เลือกไปฝึกงานในโรงแรมเล็ก ๆ เพื่อบริการลูกค้าที่เข้ามาพักนั้น
ก็ไม่ใช่สิ่งที่มั่นใจมากนักว่าจะชอบมันจริง ๆ แต่ที่รู้ก็คือช่วงเวลาที่ได้มอบสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นมันทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก
ๆ และถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ แต่อย่างน้อยการทำงานแนวนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกลียดแต่รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีด้วยซ้ำ
ในเมื่อคิดงานอื่นไม่ออกแล้ว จึงเลือกในสิ่งที่มั่นใจที่สุด
โรงแรมศรีนวล ลอดจ์ เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ที่อยู่เลขที่ 40 ถ.หน่อคำ ต.ในเวียง อ.เมือง จ. น่าน เป็นสถานที่
ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบาย ๆ แต่บรรยากาศภาคเหนือก็ยังคงทำให้รู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไรนัก
ย้อนกลับไปวันที่ 15 มกราคม 2565 เริ่มออกเดินทางจากบ้านเพื่อไปฝึกงานที่ จ.น่าน ด้วยรถยนต์ส่วนตัว และแวะ
พักที่อุทยานขุนสถาน 1 คืนก่อนเข้าไปยังโรงแรมในวันที่ 16 โชคดีที่พี่ซีเจ้าของโรงแรมอนุญาตให้พักในห้องพักของ
โรงแรมได้ตลอดช่วงที่ฝึกงาน ทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองไปเที่ยวด้วยนิด ๆ หลังจากเก็บของส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ช่วง
หัวค่ำก็ได้ไปเดินถนนคนเดินใกล้ ๆ กับวัดภูมินทร์เพื่อไปทานอาหารเย็นและสำรวจพื้นที่ใหม่ไปในตัวด้วย
วันที่ 17 มกราคม เป็นวันแรกที่เริ่มฝึกงาน กว่าจะลงมาจากห้องพักก็ 8 โมงตรงพอดี ช่วงเช้ายังไม่ได้ทำ
อะไรมากนักนอกจากนั่งดูพี่มินซึ่งเป็นพี่คนเดียวที่ทำงานที่เคาน์เตอร์คอยรับคูปองอาหารเช้าและยื่นปิ่นโตข้าวต้มหมูสีเขียว
บ้าง สีส้มบ้าง ให้กับแขกที่มาพัก โดยทุกครั้งที่ยื่นปิ่นโตให้แขกจะได้ยินประโยคหนึ่งที่ทำให้จำได้ตั้งแต่วันแรกก็คือ
“รับอาหารเช้าตรงนี้นะคะ เติมน้ำสต๊อกหมูที่หม้อสีดำด้านหลังนะคะ ทานเสร็จแล้วรบกวนเก็บไว้ที่โต๊ะด้านนอกด้วยค่ะ”
หรือบางครั้งพี่มินก็หายไปจากเคาน์เตอร์เพื่อไปตรวจความเรียบร้อยของห้องพักก่อนแขกจะเช็คเอาท์
งานแรกที่ได้ทำก็คือคอยเก็บปิ่นโต แก้วน้ำดื่ม ถ้วยกาแฟ และจานใส่ขนมไปวางที่อ่างล้างจานหลังโรงแรมพอ
10 โมงซึ่งหมดเวลาทานอาหารเช้าก็เก็บเครื่องปรุงข้าวต้ม ปาท่องโก๋ แตงโม และโถน้ำสมุนไพร ไปไว้ที่ครัวจากนั้นกลับ
มาเก็บโต๊ะและจัดเก้าอี้ก่อนจะเปลี่ยนถุงขยะตามจุดต่าง ๆ รอจนแขกเช็คเอาท์หมดทุกห้องจึงจะไปล้างแก้วด้านหลัง แล้วก็…
พักได้
จริง ๆ วันแรกก็ไม่ได้รู้หน้าที่อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า เพราะพี่มินทำอะไรก็ทำตามเท่าที่ทำได้
มื้อเที่ยงของวันแรกที่ฝึกงาน ได้ลองทานข้าวต้มหมูที่พี่ซีบอกให้ลองทานเผื่อลูกค้าจะถามว่ารสชาติเป็นอย่างไร
ซึ่งแน่นอนว่าอร่อย
27
เ รื่ อ ง นู่ น เ รื่ อ ง นี้ เ รื่ อ ง น่ า น
พอบ่าย 2 ก็กลับไปนั่งที่เคาน์เตอร์กับพี่มินเหมือนเดิม คอยรับแขก และ เช็คอินลูกค้า ซึ่งแน่นอนว่าได้แต่นั่งดู
เฉย ๆ จนกระทั่งเลิกงานตอน 5 โมง ก็ไปปั่นจักรยานรอบ ๆ เมืองเท่าที่ไปได้กับพี่ซีและครอบครัว ด้วยจุดประสงค์ที่ว่า
เผื่อมีแขกถามจะได้บอกทางได้ ซึ่งสุดท้ายก็จำไม่ได้เลยนอกจากออกจากโรงแรมเลี้ยวขวาจะเจอแม่น้ำน่าน ตรงไปอีกเจอ
สะพานข้ามแม่น้ำ เลี้ยวขวาและตรงไปเรื่อย ๆ เจอวัดภูมินทร์
หลังจากวันแรกผ่านไปหน้าที่ประจำหลัก ๆ ก็คืออยู่ที่เคาน์เตอร์คอยรับแขกเป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีเวลาว่างตั้งแต่
ลูกค้าเช็คเอาท์ครบทุกห้องจนถึงบ่าย 2 ที่จะสามารถแวะไปกวนพี่แม่บ้าน 2 คนจัดห้องได้ทำให้ได้เรียนรู้การใส่ผ้าปูที่นอน
ปลอกหมอน เตรียมแก้ว น้ำ 2 ขวด และผ้าเช็ดตัวสำหรับแขกไปด้วย
จริง ๆ การทำงานเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะง่าย แต่พอมาคิด ๆ ดูแล้วมันมีอะไรที่ต้องทำมากมาย และต้องใช้ความ
ละเอียดสูงมาก ซึ่งความจริงก็คิดว่าตัวเองก็มีทักษะในด้านนี้พอสมควรแต่มันยังไม่พอสำหรับงานนี้เท่าไรนัก โดยเฉพาะการ
ตรวจความเรียบร้อยของห้องพักก่อนแขกเข้าหรือออก หลายครั้งที่ตรวจห้องไม่เรียบร้อย ทำให้แขกลืมโทรศัพท์บ้าง หา
ของไม่เจอบ้าง
การที่ศรีนวล ลอดจ์เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ทำให้มีพนักงานน้อยมาก ได้แก่ พนักงานรับแขก 1 คน แม่บ้าน 2
คน ผู้ช่วยแม่บ้าน 1 คน และช่าง 1 คน นอกจากนี้ก็จะเป็นครอบของพี่ซีซึ่งก็มีพี่ซี พี่ท๊อปฟี่ และ ไทไทย โดยในหนึ่ง
ตำแหน่งก็ไม่ได้แปลว่าจะทำงานแค่ในตำแหน่งของตนเท่านั้น เพราะในบางครั้งก็ต้องคอยช่วยตำแหน่งอื่น ๆ ไปด้วยเช่นกัน
ทำให้การทำงานที่นี่คล้ายกับการทำงานเป็นครอบครัวมากกว่าการทำงานแนวองค์กรทั่วไป
หลังจากฝึกงานไปได้สักพักแล้วทำให้ได้ลองฝึกงานในช่วงกลางคืนด้วย นอกจากกะกลางวันที่จะเริ่มงานตอน 7
โมงเช้า เลิกงาน 5 โมง หลังจากฝึกงานไปได้สักพักแล้วทำให้ได้ลองฝึกงานในช่วงกลางคืนด้วย นอกจากกะกลางวันที่จะ
เริ่มงานตอน 7 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงแล้ว ก็ได้ฝึกช่วงกะกลางคืนที่เริ่มงานทั้งแต่ 5 โมงถึง 4 ทุ่ม ซึ่งมีหน้าที่ไม่ต่าง
กันมากนัก
หน้าที่ของกะกลางวันจะเริ่มงานตอน 7 โมงตรง โดยจะมีเวลาครึ่งชั่วโมงในการจัดโต๊ะวางภาชนะที่ใช้แล้วเตรียม
เครื่องปรุงข้าวต้ม ผลไม้และน้ำสมุนไพร ตั้งแต่ 7 โมงครึ่งถึง 10 โมงก็จะต้องอยู่ที่เคาน์เตอร์เสมอเนื่องจากจะมีลูกค้า
นำคูปองอาหารเช้ามาแลกปิ่นโตข้าวต้มและขนมไทยที่โรงแรมจัดไว้ให้ โดยวันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์จะเป็นข้าวต้มหมู
และวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ จะเป็นข้าวต้มปลา (ลูกค้ามุสลิมหรือลูกค้าที่ทานไม่ได้สามารถเปลี่ยนเป็นข้าวมันไก่ หรือ
ข้าวไข่เจียว แต่ต้องบอกพนักงานตอนเช็คอินเท่านั้น)
นอกจากนี้แขกบางท่านอาจต้องการเช็คเอ้าท์แต่เช้าจึงต้องอยู่ที่เคาน์เตอร์เพื่อรับกุญแจคืนพร้อมกับตรวจความ
เรียบร้อยของห้องพัก
หลังจาก 10 โมงจะหมดเวลาทานอาหารเช้า โดยจะต้องเก็บโต๊ะเครื่องปรุงและโต๊ะวางภาชนะที่ใช้แล้ว หลังจาก
นั้นก็เปลี่ยนถุงขยะตามจุดต่าง ๆ รอจนแขกเช็คเอ้าท์หมดทุกห้องจึงจะไปล้างแก้วด้านหลังโรงแรม และพักได้
28
เ รื่ อ ง นู่ น เ รื่ อ ง นี้ เ รื่ อ ง น่ า น
ส่วนหน้าที่ของกะกลางคืนนั้นน้อยกว่างกะกลางวันมาก เริ่มเข้างานตอน 5 โมง หน้าที่แรกก็คือเปิดไฟหลังจาก
นั้นก็นั่งที่เคาน์เตอร์ได้ยาว ๆ โดยจะต้องเช็คอินแขกที่มาถึงในช่วงค่ำ ทำรายรับ-รายจ่ายของโรงแรม สรุปจำนวนและสั่ง
อาหารเช้าจากร้าน “ผินผิน” ที่โรงแรมสั่งเป็นประจำ พอ 3 ทุ่มก็ปิดบานเตี๊ยม จัดโต๊ะอาหารเช้า ล้างแก้ว ปิดไฟบางดวง
ปิดประตูเข้า-ออก (โดยลูกค้าสามารถใช้คีย์การ์ดเปิดเข้ามาได้) แล้วก็เลิกงาน
ในช่วงหลังของการฝึกงานก็ได้เปลี่ยนจากฝึกกะเช้าไปฝึกกะเย็นตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่ากับกะ
เช้าแต่ก็มีสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากเรื่องหนึ่งของการฝึกงานครั้งนี้เลยก็คือการเปิดไปให้ครบทุกดวง เพราะฝึกกะเย็น 4
วัน โดยที่ไม่มีวันไหนที่เปิดไฟครบทุกดวงสักวันเดียว
ที่น่านฝนตกเกือบทุกเช้าอากาศจึงเย็นมากว่าปกติเล็กน้อยทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์หรือพัดลม แดดจะออก
ช่วงสาย ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนเกือบร้อน แต่ก็ยังมีลมพัดไปมาบ้าง นอกจากนี้ก็จะได้ยินเสียงเด็กผู้ชายอายุประมาณ 4
ขวบที่ชอบพูดไทยคำอังกฤษคำ ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนเข้ามาอยู่ในครอบครัวเล็ก ๆ มากกว่าองค์กร ในเมืองนี้ค่อนข้าง
จะเงียบสงบ (ถ้าไม่นับช่วงเวลาที่ช่างประปาซ่อมท่อน้ำหน้าโรงแรม) ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กทำให้ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะ
นักท่องเที่ยวใช้จักรยานมากกว่าขับรถ ส่วนใหญ่แล้วจะปั่นไปเที่ยวตามวัดต่าง ๆ ไม่ก็ไปถนนคนเดินในช่วงเย็นวันศุกร์
เสาร์ และ อาทิตย์ ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่โรงแรมถูกจองเต็มเกือบทุกห้อง เวลาหิวก็เดินออกจากโรงแรมไปไม่ไกลก็จะมีร้าน
อาหารตามสั่งที่กลายเป็นร้านประจำตลอดเวลาที่ฝึกงานที่นี่ต่างจากกรุงเทพมากในช่วงกลางคืนเพราะจะเริ่มเงียบตั้งแต่ 2
ทุ่ม อย่างไรก็ตามจะมีคนบางส่วนที่นิยมไปนั่งตากอากาศเย็น ๆ และกิน ดื่ม ริมแม่น้ำน่านเช่นกัน
ตลอดระยะเวลา 10 วันของการฝึกงาน อันที่จริงก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองได้อะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มนอกจาก
ประสบการณ์ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดเวลา ซึ่ง
ก็ไม่ใช่เรื่องยากนักเพราะมันเป็นนิสัยประจำของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งใหม่ที่ได้ค้นพบคงเป็นสิ่งที่เพิ่งนึกได้นั่นก็คือ
กว่าใครสักคนจะกลายมาเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกขาดอะไรบางอย่างไปนั้นมันต้องใช้เวลานานมาก เพราะถึงแม้จะได้พบกับสิ่งดี
ๆ มากมาย ทั้งผูกพันและดูจะแทนกันได้ แต่มันก็ยังทำให้รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างในชีวิตอยู่ดี…
“นี่คงจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เราจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้านหลังเก่าไปยังบ้านหลังใหม่สินะ!”
⌯
29
ใครโสดไม่รู้…รู้แค่ว่า…
โดย เปรมปรีดิ์ ยงมั่นคงกุล(เปรม)
หลาย ๆ ครั้งที่ตัวเราเคยได้ลงมือทำบางอย่างให้เป็นไปได้ตามที่เราคิด และ คาดหวังให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป
ตามแบบแผนที่ถูกคาดการณ์ไว้อย่างสวยงามเสมอ
“ แต่เมื่อเราได้ออกไปสู่โลกใบใหญ่ เมื่อนั้นเราจึงตระหนักรู้ว่า
ตัวเราเล็กเพียงใด…”
ฉันเคยคิดว่าตัวเองเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการไม่คาดหวังมากพอแล้ว เพราะเมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสไป
ฝึกงานในองค์กรแห่งหนึ่งเมื่อตอนทำโครงงานในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ฉันเคยวาดภาพจินตนาการตัวเองได้สนุกกับการ
ทำงานกองพะเนินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสำนักงาน แต่ในความเป็นจริงกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง…รู้สึกเหมือนตกลงมาจากที่ ๆ สูง
มาก ๆ สูงจนเอื้อมไม่ถึง… ตกลงมาดัง “ตุ๊บ!” แม้แต่คำว่าเจ็บก็พูดไม่ออก…และนั่นคือครั้งที่ฉันได้เรียนรู้กับความคาด
หวังเป็นครั้งแรก แล้วก็รู้จักคำว่าผิดหวังที่เป็นเพราะตัวเราเองครั้งแรกเช่นกัน
30
ใ ค ร โ ส ด ไ ม่ รู้ … รู้ แ ค่ ว่ า …
ภาพที่วาดไว้
“ไม่คาดหวังแต่ก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการวาดภาพฝั น”
ตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าจะต้องไปฝึกงานในองค์กร ของบริษัท เดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ในวงการบันเทิง
แม้ว่าบทเรียนเก่าจะยังคงย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าไม่ควรคาดหวังกับเรื่องอะไรก็ตาม หรืออย่างน้อยก็ไม่มากจนเกินไป แต่
ต้องยอมรับว่าลึก ๆ แล้วตัวฉันเองยังแอบวาดภาพสิ่งที่คิดเอาไว้มากมายด้วยความตื่นเต้น เพียงแต่ในครั้งนี้มีสิ่งที่ต่างออก
ไป เพราะฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทำงานอะไรมากมาย แต่หวังว่าทุก ๆ อย่างจะปกติไม่เปลี่ยนแปลง ได้ไปฝึกงานทุกวัน
ตามปกติ ในสถานที่จริงเพียงเท่านั้นก็พอใจแล้ว…นี่คือสิ่งที่คิดเอาไว้ตอนก่อนที่จะไ้ไปฝึกงานจริง
31
ใ ค ร โ ส ด ไ ม่ รู้ … รู้ แ ค่ ว่ า …
ฝึกงานออนไลน์?
เจ็ดวันที่ต้องอยู่บ้าน (work from home)
“ในทุก ๆ เรื่องย่อมมีปัญหา และในทุก ๆ ปัญหามีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ…”
เมื่อใกล้ถึงวันที่จะได้ไปฝึกงาน ฉันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ว่าตัวเองจะได้ลองออกไปใช้ชีวิตแบบที่ต้องออกไป
ทำงานทุกวัน แทนการไปโรงเรียน แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดก็โผลงขึ้นมาทำเอาทั้งตัวฉัน เพื่อน และคุณครู ต้องหาทางแก้
ปัญหากันให้วุ่น
สถานการณ์ของโรคระบาดโคโรน่าไวรัส(โควิด-19) เริ่มแย่ลงอีกครั้ง ตัวเลขของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และแน่นอนว่ากองถ่ายรายการวาไรตี้หลายกองก็ถูกยกเลิกกองไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงกองรายการรู้ไหมใครโสดที่ฉันจะไป
ฝึกงานจะยังคงทำงานถ่ายทำกันอยู่ แต่ก็มีการจำกัดจำนวนคนในกองถ่าย และการตรวจที่เข้มงวดขึ้นมากๆ และทั้งหมดนี้ก็
เกิดขึ้นอย่างกระทันหันก่อนวันฝึกงานเพียงไม่กี่วัน ผลที่ตามมาก็คือฉันและเพื่อนต้องไปตรวจหาเชื้อโควิด-19(แบบRT-
cpr)ที่โรงพยาบาล และระหว่างนั้นก็ต้อง “ฝึกงานออนไลน์”ไปก่อน…ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าจะไม่คาดหวังกับงาน แต่ภาพ
เล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ที่วาดไว้ก็ถูกพังลงในชั่วพริบตาเช่นกัน
32
ใ ค ร โ ส ด ไ ม่ รู้ … รู้ แ ค่ ว่ า …
การยอมรับที่ต้องกระตือรือร้น
“แม้จะน้อยแต่มันก็คือโอกาสที่ต้องคว้าเอาไว้”
หลังจากที่บอกตัวเองว่าต้องยอมรับการฝึกงานออนไลน์เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เราควรทำความ
เข้าใจและปรับตัวตาม ไม่ใช่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง และฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังเอาไว้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ใน
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มันกลับไม่ต่างอะไรจากการนั่งอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะเราต่างก็เป็นแค่เพียงเด็กฝึกงานอายุสิบปลาย ๆ
ถ้าไม่ได้ไปวิ่งช่วยงานที่กองถ่าย จริง ๆ ก็คงไม่มีงานอะไรให้ทำมาก เมื่อเวลาผ่านไปสักพักฉันเริ่มเกิดความรู้สึกที่ว่า มันจะ
เป็นการ “เสียโอกาส” ไหมถ้าสุดท้ายแล้วตัวฉันเพียงแต่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่ทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญ
และปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไปเฉย ๆ ครูท่านหนึ่งบอกว่า บางครั้งในความที่เราเคารพผู้ใหญ่ เราอาจจะต้องมีความ
กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ต้องการบ้าง เพราะความเกรงใจที่ลดทอนลงนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นแก่ตัว เสียมารยาท หรือ
ขาดความเคารพไป ฉันจึงได้เรียนรู้และตัดสินใจที่จะต้องรู้จักกระตือรือร้นให้มากขึ้น เพื่อที่จะคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ แม้เวลาที่
มีอยู่จะเหลือน้อยเต็มที และทั้งหมดก็ดำเนินไปบนความไม่แน่นอนของสถานการณ์ก็ตาม
เมื่อเราแสดงความกระตือรือร้นของเราออกไปว่าช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้เป็นโอกาสสำคัญของพวกเรามากแค่
ไหน การสื่อสารถึงกันอย่างไม่อ้อมค้อม ก็ทำให้ผลสุดท้าย ตัวฉันและเพื่อนได้ไปฝึกงานที่กองถ่ายจริง ๆ แม้จะเป็นช่วง
เวลาเพียง 3 วัน แต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เราได้เรียนรู้ที่จะกระตือรือร้นเพื่อใช้เวลา3วันให้ดีที่สุด เราอาจจะควบคุมทุก ๆ
อย่างให้เป็นไปตามต้องการไม่ได้ แต่เมื่อเผชิญกับอุปสรรค เราเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่างได้ มากกว่าแค่ยอมรับสิ่งที่
เกิดขึ้นไปเฉย ๆ และรู้สึกเสียดายในภายหลัง ที่ไม่คว้าโอกาสที่แม้จะเล็กน้อย แต่มีคุณค่ามากมายนี้เอาไว้
33
ใ ค ร โ ส ด ไ ม่ รู้ … รู้ แ ค่ ว่ า …
การทำงานสื่อ คือการเล่าเรื่องไปสู่สาธารณชน
“ทุกรายละเอียดเล็ก ๆ อาจส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้”
วันแรกที่ได้ไปกองถ่ายจริง ฉันและเพื่อนยังไม่ได้รับงานมอบหมายมากนัก สิ่งที่เราทำคือการ “สังเกต”การทำงาน
ที่เกิดขึ้นในกองถ่าย( กองถ่าย VTR ซึ่งเป็นกอง โปรดักชั่น ขนาดเล็ก) บทสัมภาษณ์สั้น ๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น
สคริปต์ แต่กลับใช้เวลาถ่ายทำนานหลายชั่วโมง ฉันเห็นความละเอียดสูงมาก ๆ ในงาน ทุก ๆ รายละเอียด เล็ก ๆ มี
ผลกระทบตามมาเสมอ และนั่นทำให้พี่ ๆ ที่กองถ่ายเป็นคนที่ช่างสังเกตและมีความเป็นมืออาชีพมาก
รอยลิปสติกติดฟัน , ลอนผม , รอยยับบนชุด , ท่าทางการนั่ง , จุดนำสายตา , วิธีการไหว้ การพูด , น้ำเสียง , คำ
ที่เลือกใช้ และ เรื่องราวที่ละเอียดอ่อนของแต่ละบุคคล ที่จะนำไปเล่าเรื่องสู่สาธารณะ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนเล็ก ๆ
ที่ฉันมองไม่เห็น แต่พี่ ๆ เขามองเห็นกันถ้วนหน้า ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ห้านาทีสั้น ๆ ที่ฉายบนจอทีวีตอนรายการออก
อากาศต้องผ่านกระบวนการคิดและการทำงานที่ใช้คนมากมายถึงเพียงนี้ เพราะในฐานะสื่อแล้ว เราคือคนที่จะนำเรื่องราว
ของคนอื่น ๆ ไปบอกเล่า ไม่ใช่ปากต่อปาก แต่กระจายไปในที่ ๆ เราเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามีใครกำลังชมรายการและรับสาร
เหล่านั้นอยู่บ้าง ฉันกล้าพูดว่าหากไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันเหลือเวลาฝึกงานในสถานที่จริงเพียงแค่ 3 วัน ภายในไม่กี่
ชั่วโมงนี้ของวันฉันคงจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านการสังเกตการณ์ได้เป็นแน่ แต่ตอนนี้มันต่างออกไป
และ เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยทีเดียว
34
ใ ค ร โ ส ด ไ ม่ รู้ … รู้ แ ค่ ว่ า …
นอกจากสังเกตการณ์ ฉันก็กระตือรือร้นที่จะอาสาช่วยงานจิปาถะในกองถ่าย ไม่ว่าจะเป็น ซื้อน้ำ, ซื้ออาหาร,
ขนของ, เก็บไฟ, อ่านและช่วยคิดสคริปต์( จริง ๆ แล้วคือ Sencenario) นั่งเป็นคนทดสอบกล้องและไฟ, ฟัง
สัมภาษณ์ผู้ที่จะเข้ารายการ ,พาผู้ร่วมรายการไปตามจุดต่างๆในตึก และหน้าที่ ๆ ทำให้ฉันรู้สึกว่าพี่ที่ทำงานไว้ใจในตัวพวก
เรา คือการที่ได้เข้าฉากไปเล่นเป็นตัวประกอบพิเศษ (Extra) ถึง 2 วัน และยังมอบหมายให้ฉันกับเพื่อนค้นหาข้อมูลสถาน
ที่ (Location) ที่จะใช้ในการถ่ายงานวันถัดไป และทำออกมาเป็นบทภาพ (story board) ตอนแรกฉันคิดว่าพี่ ๆ คง
ให้ทำเพื่อฝึกฝนเท่านั้น แต่เมื่อออกกองนอกสถานที่ในวันถัดมา ฉันก็เห็นว่าทั้งหมดที่เราเสนอไป พี่ทีมงานได้นำไปใช้ในการ
ถ่ายทำจริงเกือบทั้งหมด
“If you can’t do a great thing, do small things in
a great way !”
ฉันรู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่พี่ที่ทำงานให้โอกาสกับเด็กฝึกงานอย่างเราได้ทำงานมากกว่าที่คิด แม้จะไม่ได้คาดหวัง
ไว้ในส่วนนี้แต่แรก แต่การได้รับสิ่ง ๆ นั้นกับมา มันไม่เพียงแต่จะทำให้เราไม่ผิดหวัง แต่ยังได้เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของทุก
ๆ เรื่องในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ อีกด้วย เราอาจจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ แต่ในฐานะเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ เราควรมองหา
ว่าเราสามารถช่วยทำอะไรได้บ้าง ช่วยเรื่องเล็ก ๆ ในทางที่มีความหมายสำหรับเรา เพราะสุดท้ายคุณค่าของงานที่ทำ ไม่ได้
ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หรือ ปริมาณของงาน หากแต่อยู่ที่มุมมองของเราเอง ที่จะมองสิ่ง ๆ นั้นเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้น หรือ
โอกาสที่ควรคว้าเอาไว้และทำให้เต็มที่มากที่สุดเท่านั้นเอง…
35
10 วันทำการกับเด็กฝึกงานในโลกใบใหม่
โดย พริษฐ์ ประกฤติเวศย์ (ซี)
ผมเชื่อว่าภาพในหัวของหลาย ๆ คน เมื่อพูดถึงเรื่องเพชรพลอยและของมีค่า มันฟังดูเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก
และอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนระดับเรา ๆ ผมเองก็เช่นนั้น จนกระทั่งผมได้ลองไปสัมผัสถึงรู้ว่ามันไม่ได้ไกลมืออย่างที่ภาพ
ในหัวมันเป็น นี่คือประสบการณ์และสิ่งที่เห็นหลังจาก 10 วันทำการที่โรงงานทำแหวนเพชรทิพย์ เล่าผ่านเด็กฝึกงานที่ไม่มี
ประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลยในชีวิต…
ในวันแรกที่เข้าไปในสถานที่ฝึกงาน ต้องบอก
เลยว่า สิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่หัวคิดนั้นต่างกันอย่างสิ้น
เชิง เมื่อ workshop ในหัวได้กลายร่างเป็นออฟฟิศ
โลกใบใหม่ก็เหมือนปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตา ภายใน
ออฟฟิศมีช่างมากประสบการณ์อยู่มากมาย นั่งทำ
งานกันอย่างขยันขันแข็ง และผลงานแต่ละชิ้นที่ออก
มาก็เตะตาและน่าประทับใจมาก หลังจากได้ลองลง
มือทำงานจริง ๆ ผมก็พบว่า ในการที่จะทำให้ผลงานนั้น
ออกมาดีที่สุด ความพยายามอย่างเดียวมันยังไม่พอ
นี่คือสายงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ที่ถูกเก็บสะสม
มานับปี แต่ถึงแม้ผมนั้นแค่เริ่มต้นทำมันจริง ๆ
ผมก็รู้สึกสนุกกับมันมาก ตลอด 10 วันผมเริ่มมอง
เห็นภาพรวมของหน้างาน มองเห็นถึงระบบบางอย่าง
ได้เห็นว่าถึงแม้จะอยู่ในโรงงานทำแหวนนั้นก็ยังมี
แผนกของช่างที่ปราบเซียนด้านใดด้านหนึ่ง เช่นช่าง
แกะแว็กซ์ ช่างหลอม ช่างแต่ง ช่างฝัง ช่างชุบ และอีกหลายแผนกที่สำคัญไม่แพ้กัน นี่คงอธิบายได้ว่าทำไมแหวนวงหนึ่ง
ถึงดูงดงามและมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้
36
1 0 วั น ทำ ก า ร กั บ เ ด็ ก ฝึ ก ง า น ใ น โ ล ก ใ บ ใ ห ม่
◐ ◑วันหนึ่งวันกับสิ่งที่ได้รับและได้ทำมากกว่าหนึ่ง…
วันของผมนั้นจะเริ่มด้วยการตื่นนอนตอน 5:30น. ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นชินอย่างแรง ผมออกจากบ้านและเดิน
ไปยังป้ายรถเมล์พร้อมกับคาปูชิโน่ร้อนใส่ไซรัปเฮเซลนัทหนึ่งช้อนชาที่ช่วยให้ผมตื่นได้ทั้งเช้าและไม่เผลอหลับในเวลางาน ใน
ทุก ๆ วัน รถเมล์สาย 543 จะผ่านมารับผมช่วงประมาณ 6:50น. อย่างช้า ซึ่งมันจะไปส่งผมที่สถานี bts คูคต ที่
ซึ่งการเดินทางสุดยาวนานของผมนั้นเริ่มต้นขึ้น จากสถานีคูคต ผมต้องนั่ง bts 33 ป้าย เพื่อไปให้ถึงสถานีโพธิ์นิมิตร
และเข้าที่ทำงานให้ทันเวลา 8:30น. ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางบนรถไฟฟ้าราว ๆ 1 ชั่วโมงครึ่ง ผมต้องทำงานในร้านเพชร
ทิพย์ถึง 5 โมงเย็น โดยจะมีเวลาพักตอนเที่ยง 1 ชั่วโมง หลังงานเลิก การเดินทางแสนยาวนานก็กลับมาอีกครั้ง และ
ครั้งนี้มีเวลาการรอแถมมาให้อีก เมื่อรถไฟฟ้าเดินทางมาถึงคูคต ประสบการณ์การรอรถเมล์ที่สถานีนั้นเป็นอะไรที่แตกต่าง
จากขามาโดยสิ้นเชิง เพราะกว่าที่รถเมล์หนึ่งคันจะเดินทางมาถึงป้าย มันก็ใช้เวลาประมาน 30 นาทีโดยเฉลี่ย ซึ่งมัน
เป็นการรอที่เปล่าประโยชน์ เนื่องจากรถเมล์แทบทุกคันนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังจะทะลักออกมา บวกกับคนที่นั่งออรอขึ้น
รถเมล์กลับบ้านที่ป้ายอีกจำนวนมหาศาล ถ้าถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่น่าเหนื่อยหน่ายที่สุดของการฝึกงานนั้น คงไม่มีอะไรน่า
เหนื่อยหน่ายไปกว่าการรอ รอ และรอ ระหว่างเดินทางแล้วหล่ะครับ
◐ ◑ผลงานระดับเทพที่รังสรรค์ด้วยมือมนุษย์…
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่มนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีรายละเอียดมากมายและชิ้นงานที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ขึ้นมา
ได้ด้วยมือ และจากการที่ผมได้ไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นก็พบว่าขั้นตอนหรือวิธีในการรังสรรค์เครื่องประดับหนึ่งชิ้นนั้น
ต้องใช้ความประณีตและฝีมือระดับสูงมาก และถ้าคุณผู้อ่านยังนึกภาพไม่ออก ผมจะอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ฟังครับ
ขั้นตอนในการทำแหวนนั้นมีอยู่สองวิธีหลัก ๆ ได้แก่…
37
1 0 วั น ทำ ก า ร กั บ เ ด็ ก ฝึ ก ง า น ใ น โ ล ก ใ บ ใ ห ม่
แว็กซ์
วิธีแรกที่ผมได้ลองทำคือการแกะแว็กซ์ เป็นการทำ
แม่พิมพ์โดยการแกะแว็กซ์ให้ได้แหวนแบบที่ต้องการโดย
ใช้เลื่อยฉลุตัดแว็กซ์ออกมาให้อยู่ในรูปทรงของแหวนและ
ใช้เครื่องแต่งต่าง ๆ เก็บรายละเอียดให้สวยงาม โดย
อุปกรณ์เครื่องแต่งที่ใช้หลัก ๆ ก็จะเป็นมีด (ในร้านใช้เป็น
มีดผ่าตัดหมอเพราะมีใบที่คม) ตะใบ และเครื่องเจีย ใน
กรณีที่งานแหว่งหรือต้องการต่อเติมส่วนนูนก็จะใช้หัว
แร้งละลายแว็กซ์มาเสริมและค่อยเก็บงานในส่วนนั้น ๆ
ก่อนนำตัวแว็กซ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไปหลอมเงิน ในการ
แกะแว็กซ์นั้น ช่างแว็กซ์ต้องมีความละเอียดมากเพราะผิว
ของงานนั้นต้องเรียบเนียนและแทบจะพลาดไม่ได้ เพราะ
ถึงแม้เราจะสามารถละลายแว็กซ์มาต่อเติมส่วนที่เคย
แหว่งไปมันก็จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
การขึ้นมือ
การขึ้นมือหมายถึงการหลอมเงินให้เป็นเส้นและตอกให้เป็นทรงแหวนโดยไม่ได้ใช้แม่พิมพ์เพื่อหล่อแหวน เมื่อขึ้น
วงเสร็จ ช่างแต่งจะค่อยใส่ลวยลายและเก็บรายละเอียดของชิ้นงาน วิธีนี้จะใช้เวลาในการทำสั้นกว่าการแกะแว็กซ์ แต่ก็แลก
มาด้วยการสูญเสียรายละเอียดบางจุดที่วิธีแว็กซ์ทำได้ดีกว่า
แหวนหนึ่งวงนั้นเป็นสิ่งที่ดูดีและมีมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแร่ธรรมชาติที่สวยงามจนตีมูลค่าไม่ได้ถูกนำมา
ประดับไว้บนหัวแหวนหรือประดับอยู่ตามข้าง จากเครื่องประดับแร่เงินที่ดูงดงามอยู่แล้วนั้น กลายเป็นเครื่องเพชรที่ถูกนำมา
ใช้เป็นของแทนใจในงานวิวาห์และในอีกหลาย ๆ งานสำคัญ ในวันนี้ที่ผมได้ลองผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้ว ผมรู้สึก
หลงใหลในความงามรวมถึงกระบวนการในการทำมัน ผมมีความสุขทุกขณะที่ได้ทำแหวน และผมจะหาทางกลับไปฝึกงานที่
ร้านเพชรทิพย์อีกแน่นอน
⌯
38
การฝึกงานของฟ้าสวย
โดย ฟ้าสวย จำรัสจุฬาเนตร (ฟ้าสวย)
ฉันโชคดีมากเหลือเกินที่ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยฉันได้ไปพักอาศัยดูแลตัวเองคนเดียวอยู่ที่
คอนโดใกล้ๆกับร้าน โดยใช้เวลาเดินทางไปทำงานด้วยรถประจำทางประมาณ 30-40นาที
โดยฉันต้องไปถึงร้านเพื่อเริ่มงานเริ่มงานประมาณ 9:30-10 โมง ไปทำงาน6 วัน อ.-อา ตอนช่วงเช้าก่อน
ร้านจะเปิดตอน 11โมง งานของฉันคือ เตรียมวัตถุดิบ เช่น เด็ดผัก จัดทิชชู่ เตรียมเค้าเตอร์ บาร์ดูแลความเรียบร้อย
ต่างๆ
เมื่อถึงเวลาที่ร้านเปิด ฉันจะต้องช่วยดูแลหน้าร้าน ว่ามีสิ่งใดขาดเหลือบ้าง และเมื่อมีลูกค้าเข้าร้านมา ฉันจะต้อง
เข้าไปสอบถามเพื่อให้รู้ว่าลูกค้าได้จองโต๊ะไว้ก่อนหรือไม่ และพาลูกค้าไปยังโต๊ะที่เหมาะสม หรือแนะนำที่นั่งที่สะดวกสบายแด่
ลูกค้า คอยรับออเดอร์ ดูแลลูกค้าต่างๆ และเสิร์ฟอาหาร
บางวันฉันก็ยังมีโอกาสได้ไปช่วยจัดจานอาหารก่อนนำไปเสิร์ฟ และล้างจานในครัวอีกด้วย
ระบบการทำงานของที่นี้จะแบ่งออกเป็น 3ส่วนหลักๆ คือ
1ครัวปรุงอาหาร โดยจะมีคนรับผิดชอบส่วนนี้2คนหลักๆ งานครัวปรุงมีได้แก่ ทำอาหารตามออเดอร์ที่คนสั่ง
หรือ ทำอาหารสำหรับแช่เป็นสต๊อกเอาไว้ เช็คสต็อกวัตถุดิบขาดเหลือ เก็บเช็ดถูครัวให้เรียบร้อยหลังปิดรับออเดอร์
2ครัวจัดจาน มีคนรับผิดชอบตรงนี้ 2คนเช่นกัน งานที่ทำได้แก่ แจ้งออเดอร์แก่คนปรุงอาหาร นำอาหารมาอุ่น
จัดตกแต่งจาน แจ้งพนักงานเสิร์ฟให้นำไปเสิร์ฟตามออเดอร์ และล้างจานเช็ดจาน
3งานบริการ และดูแลเค้าเตอร์บาร์ งานตรงนี้ หลักๆรับผิดชอบอยู่3คน งานหลักๆได้แก่ รับออเดอร์ เสิร์ฟ
อาหาร เก็บโต๊ะ เตรียม/ชงเครื่องดื่ม เช็คบิล
ในวันธรรมดาลูกค้าจะเริ่มทยอยเข้าร้านตอนช่วงเวลาประมาณ เที่ยงๆจะเริ่มเยอะช่วงบ่ายโมง ถึงบ่าย3 ส่วนวัน
ส.อา.ลูกค้าจะค่อนข้างแน่นเป็นพิเศษ โดยเริ่มเข้าร้านตั้งแต่ช่วงเช้าที่ร้าเปิดและแน่นตลอดไปจนถึงช่วงบ่าย 3-4โมงเลยที
เดียว
การหลายๆคนอาจจะเข้าใจว่า มาทำงานร้านอาหารต้องมีอาหารการกินดีมากแน่ๆ แต่แท้จริงแล้วหลายๆคนอาจจะ
เข้าใจผิดไป เพราะเวลาทานอาหารมื้อกลางวันของที่นี้ คือช่วงที่ลูกค้าเริ่มซาลงแล้ว นั้นหมายความว่า เราจะได้กินมื้อกลาง
วันกันตอนบ่าย 3นั้นเอง หลายๆครั้งตอนฉันทำงาน ฉันต้องหักห้ามใจอยู่บ่อยครั้ง ในการห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดถึงอาหารที่
น่าทานเหล่านั้น และโดยเฉพาะ เวลาบ่ายๆเป็นช่วงที่ลูกค้าเข้าร้านแน่นที่สุด ฉันจะเกิดอาการหิวสุดจะทน แต่ฉันก็ต้องฝึก
ตบะของฉันให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งในที่สุดฉันก็ผ่านมันมาได้
39
ก า ร ฝึ ก ง า น ข อ ง ฟ้ า ส ว ย
ลูกค้าที่ฉันได้พบเจอจะแบ่งออกเป็น 4ประเภทหลักๆได้แก่ 1 คนที่มาสบายๆ สั่งอาหารอย่างใจเย็นไม่รีบร้อน
ชวนฉันพูดคุยอย่างเป็นกันเองคนกลุ่มนี้มักมากับครอบครัว หรือมากับเพื่อน3-4คน ส่วนใหญ่เป็นช่วงวัยทำงานแล้วสั่ง
อาหารไม่ได้รีบ แต่เรื่องเยอะในการสั่ง เช่นเสิร์ฟไปแล้ว ก็ขอเปลี่ยน แต่พูดจาดีมีมารยาทคนเหล่านี้มักมากันกับเพื่อน 2-
3คน ดูวัยทำงานแล้ว 3ขี้จุกจิก เรื่องเยอะเบาๆ บ่นตามหลักของผู้เฒ่า กลุ่มนี้มักเป็นป้าๆสูงอายุทั้งหลาย ที่มาเป็นกลุ่ม
เพื่อนๆ ซึ่งการบริการกับลูกค้ากลุ่มนี้ฉันต้องมีสติ และทะมัดทะแมงสุภาพเป็นพิเศษที่เดียว 4ลูกค้าที่มีเด็กมาด้วย ลูกค้า
กลุ่มนี้มักใจดีมีเมตตา และใด้ทิปเยอะโขเลยทีเดียว
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในการมาฝึกงานครั้งนี้ อย่างแรกเลย คือความการมีสติ ยิ่งฉันได้มาใช้ชีวิตอยู่เองโดยกลับไปที่
ห้อง ก็ไม่มีใครให้คุยด้วย ทำให้ฉันได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและรู้จักตัวเองมากขึ้น ส่วนงานบริการที่ร้านอาหารก็ไม่ใช่เรื่องเล่น
ๆ เลย เพราะการบริการก็ต้องอาศัยความรวดเร็ว และสติในการทำงานอย่างสูงอีกด้วยเพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในการ
เสิร์ฟ การรับออเดอร์ หรืองานอื่นๆ ก็จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของร้าน และความรู้สึกของลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้เทคนิค บริการ อย่างไร ให้เราได้ทิปอีกด้วยอย่างแรกเราต้องพูดจาสุภาพ แต่
ต้องร่าเริงสดใสเข้าไว้ ถึงเราจะทำผิดพลาดอย่างไร เขาก็พร้อมจะให้อภัยและเอ็นดูเราเสมอ 2ต้องแสดงให้เห็นถึงการ
ตั้งใจ ทำงานขยันขันแข็ง ถ้าเราดูแลลูกค้าโต๊ะไหนแล้ว ก็ควรจะดูแลลูกค้าโต๊ะนั้นไปให้จบ และคอยเช็ค ว่าอะไรขาดตก
บกพร่อง ลูกค้าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม ให้รีบจัดการให้อย่างกระฉับกระเฉงทันที 3ถ้าลูกค้ารออาหารนานหรือดูมีท่าทีเป็น
มิตรพร้อมจะพูดคุย ให้เข้าไปพูดคุยสอบถามเรื่องต่างๆเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการดูแล เทคนิคเหล่านี้นอกจากจะทำให้
ลูกค้ารู้สึกดีแล้ว ยังทำให้ฉันรู้สึกสนุกไปกับการทำงานอีกด้วย
ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ถ้าเราทำมันอย่างมีความสุข และเต็มที่ไปกับมัน สิ่งดีๆจะตามมา
เสมอ
40
ก า ร ฝึ ก ง า น ข อ ง ฟ้ า ส ว ย
อีกสิ่งที่ฉันได้มาคือความอดทน เพราะอย่างที่ฉันได้เล่าไว้เกี่ยวกับเรื่องการหักห้ามใจในความหิว สิ่งนี้ทำให้ฉัน
รู้สึกมีความอดทนมากขึ้น และต่อให้ใครเอาของกินมายั่วฉัน ฉันก็ไม่ใช่พวกเห็นแก่กินเหมือเมื่อก่อนอีกต่อไป
⌯
41
ช่วงชีวิตนึงที่เก๋ไก๋มาก
โดย ฟ้าใส จำรัสจุฬาเนตร (ฟ้าใส)
เมื่อต้องเลือกองค์กรในการฝึกงาน เริ่มแรกฉันสนใจการทำสื่อเพื่อเผยแพร่เป็นคลิปวีดีโอ จึงติดต่อไปที่บริษัท
กะทิกะลาของคุณศุ บุญเลี้ยง อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มการฝึกงาน ฉันพบว่าต้องทำงานกับต้นฉบับหนังสือ โดยการอ่าน
หนังสืออยู่ที่บ้าน และส่งเนื้อหาไปให้คุณ ศุ บุญเลี้ยง ตรวจและแก้ไขกลับมา โดยการติดต่อกันผ่านระบบออนไลน์
ซึ่งงานที่ฉันได้ทำคือ การเขียนคอนเท้นจากหนังสืออยู่ที่บ้านแล้วส่งเนื้อหาไปให้คุณศุ บุญเลี้ยง ตรวจและแก้ไข
กลับมา ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับงานนี้ แต่การทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ตรงกับความตั้งใจแรกของฉัน และผิด
วัตถุประสงค์ของการฝึกงานในชั้น ม.5 ที่เราควรได้เรียนรู้การทำงาน ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์และบทบาทของผู้คนใน
องค์กร ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ฝึกงาน ไปที่บริษัท เคเอช ครีเอชั่น ซึ่งเป็นโรงงาผลิตเครื่องประดับ
ที่โรงงานผลิตเครื่องประดับ ฉันได้เรียนรู้งานทุกแผนกงานทุกแผนกตั้งแต่การออกแบบ ผลิตตัวเรือน ฝึกดู
วัตถุดิบ( พลอย และหินต่างๆ ) จนถึงแผนกตรวจสอบคุณภาพสินค้า ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้ความละเอียดและใส่ใจเป็น
อย่างมาก เช่น ที่แผนกควบคุมคุณภาพสินค้า หากตัวเรือนเครื่องประดับ หากมีตำหนิเพียงเล็กน้อย ซึ่งมองด้วยตาเปล่า
อาจเห็นไม่ชัด ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ เครื่องประดับชิ้นนั้นก็จะต้องถูกตีคืนให้ไปแก้งานใหม่ หรือ แม้แต่การติดเทปห่อของ
ก็ต้องติดให้เรียบร้อยที่สุด ให้สินค้าเมื่อถึงมือลูกค้าอย่างเรียบร้อยและสวยงาม
การไปฝึกงานครั้งนี้ก็ทำให้ฉันเติบโตหลายสิ่ง ประการแรกคือ ความกล้าที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้คนมากขึ้น หลาย
ครั้งที่ฉันไม่เข้าใจกับงานที่ได้รับ ฉํนก็ต้องกระตุ้นความกล้าของตัวเองให้เข้าไปถาม และพูดคุยกับพี่ๆในที่ทำงาน
ประการที่สอง ทำให้ฉันมีสติจัดการอารมณ์ เพราะการทำงานต้องใช้สติอย่างมากฉันจึงต้องจดจ่อกับการทำงาน
มากกว่าการไหลไปกับอารมณ์ความรู้สึก
ประการที่สามคือจัดการปัญหาเฉพาะได้ดีขึ้น เพราะหลายครั้งฉันเจอปัญหาด่วนเช่นนั่งรถเลย นั่งรถผิดสาย ฉํ
นก็ต้องรวบรวมสติรีบจัดการปัญหาให้เรียบร้อย
ประการที่สี่ คือเรื่องการเดินทาง เนื่องจากฉันต้องเดินทางด้วยรถประจำทางไปทำงานด้วยตัวเองทำให้ฉันรู้จักเส้น
ทาง รถประจำทางต่างๆมากขึ้น และสามารถเดินทางไปกลับได้ด้วยตัวคนเดียว
ประการที่ 5 คือการคิดบวก ฉันได้คุยกับพี่คนหนึ่งพี่เขาบอกว่าพี่เบื่องานแบบนี้มาก แต่จะทำอย่างไรได้เพราะ
พี่ว่าพี่ไปขายของก็ไม่รอดหรอกฉันจึงตระหนักได้ว่าถ้าเราคิดลบไม่เชื่อในตัวเองเราเองก็จะไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้
จริงๆ เพราะฉะนั้นต้องคิดบวก เชื่อในตัวเองเข้าไว้
สุดท้ายนี้ฉันตระหนักได้ว่าฉันเกิดมาโชคดีมากๆ พนักงานที่นั่นหลายคนยังเรียนไม่จบก็ต้องออกมาทำงานหาเลี้ยง
ครอบครัว แต่ละเดือนต้องคอยลุ้นการมีโชค จากการซื้อหวยและทำงานหนักเพื่อให้ได้โอทีลุ้นหวย และหวังทำงานพึ่งโอทีใน
42
ช่ ว ง ชี วิ ต นึ ง ที่ เ ก๋ ไ ก๋ ม า ก
ขณะที่ฉันมีโอกาสได้เรียนหนังสือให้จบได้สูง ไปโรงเรียนมีพ่อแม่ไปรับส่งทุกวัน มีโอกาสและต้นทุนที่มากกว่าคนอื่นหลายเท่า
ฉันโชคดีขนาดนี้แล้ว ควรรักษาความโชคดีนี้ไว้ และใช้ความโชคดีนี้ให้เป็นประโยชน์
⌯
43
วิศวกรที่ไม่ใช่แค่อาชีพ
โดย ภคิน ปฏิบัติสรกิจ (ต้นเทียน)
หากถามถึงการไปฝึกงานครั้งนี้ ผมต้องย้อนความไปตั้งแต่ตอนผมยังอยู่ ป.5 ซึ่งขณะนั้น ผมสนใจด้าน
อากาศยานอย่างมาก รวมไปถึงประกอบเครื่องบินบังคับเล่นเองกับเพื่อนผม ผมจึงเริ่มค้นคว้าด้วยตัวผมเองจากหนังสือ
ต่างๆ แต่ด้วยความที่ผมนั้นไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มาก่อนจึงสับสนกับทฤษดีต่างๆอย่างมาก แต่ในเวลาต่อมาผมจึงเข้าใจการ
ยกตัวของปีกเครื่องบินและสิ่งอื่นๆตามมา จากความอย่ากรู้อย่ากเห็นตั้งแต่วัยเด็กของผม ทีรวมมาเป็นรวามสนใจด้าน
วิศวกรรมศาสตร์
ผมไปฝึกงานที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสนามบิน โดยครั้งแรกที่รู้จักรชื่อนี้ผมจึง
เกิดความสงใส ในที่มาของชื่อและศูนย์แห่งนี้ ซึ่ง รศ.ดร พุทพล ทองอินทดำ ได้เล่าให้ผมฟังตั้งแต่ ที่มาของศูนย์และ
ชีวประวัติของ รศ.ดร พุทพล ศูนย์แห่งนี้กอตั้งในปี 2009 โดยในช่วงแรกยังเป็นหน่วยเล็กๆ ที่ไม่ได้เป๋นเหมือนหน่วย
ทั่วไป ที่นี่มีคติ และ คำเตือนสติมากมาย ซึ่งรวมไปถึง คติที่ รศ.ดร.พุทพล ยึดถือในการทำงาน ว่า เราจะไม่ทำงานที่คน
ทั่วไปทำได้ หากอธิบายให้กระจ่าง นั่นคือ งานที่ไม่ใช่งานรางวัด หรือ คำนวนบ้านเรือน แต่ที่นี่ทำงานเป็นเหมือนสมองของ
องค์กร ที่ทำงานด้านวิศวะ อีกที โดยงานส่วนมากที่ ศูนย์แห่งนี้ทำคืองานสนามบิน และด้วยคุณภาพงาน และความแม่นยำ
ของสิ่งที่ รศ.ดร.พุทพล ทำเอาไว้ หน่วย จึงกลายเป็นศูนย์
หากพูดถึงการฝึกงาน หลายๆคนอาจนึกถึววิศวกรในรูปของ คนที่ใส่เสื่อสีสะท้อนแสงยืนคุมงาน แต่ผมเห็นว่า
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่อาชีพที่ คนๆหนค่งจะทำได้ง่าย แต่มันคือ ตัวตน ความรักในอาชีพนี้ ความสนใจ เพราะอาชีพนี้
หลายๆคนอาจรู้จักรอาชีพนี้ดี แต่อาชีพวิศวกรเหล่านี้ มีอีกหลายๆมุมมองที่คนภายนอกอาจไม่รับรู้
อาชีพวิศวกร
อาชีพในประเทศไทย แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คืออาชีพทั่วไป และอาชีพที่ทำงานกับความเป็นความตาย
ของคน หรืออาชีพที่ต้องใช้ใบอณุยาติประกอบอาชีพ ( กว.)
จากที่ รศ.ดร. พุทพล ทองอินทดำ ได้เล่าให้ผมฟัง ว่าอาชีพที่ต้องมีใบ กว. นี้ส่วนมาก ทำคนตายได้ทีละคน
แต่วิศวกรเป็นอาชีพที่แบกรับความกดดันและความเสี่ยงกับชีวิตของ ผู้คนมากมาย
และมักจะถูกลืมไว้ด้านหลัง จนเกินคำพูดติดปากที่เหล่าวิศวกรพูดกันว่า ตึกที่สวย คนจะชมสถาปนิก แต่หากตึกถล่ม คน
จะด่า วิศวกร สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับมาว่า ทุกๆวันที่เราเดินไปยังที่ต่างๆ ตามตึก หรือ ถนน เรากำลังเชื่อมือ
ของวิศวกรที่เขาเหล่านั้นที่คำนวน คานและค่าดัชนีต่างๆ ซึ่งอาจพังลงได้ทุกเมื่อ และเห็นได้ไม่บ่อยครั้ง
44
วิ ศ ว ก ร ที่ ไ ม่ ใ ช่ แ ค่ อ า ชี พ
โดยจากประสบการณ์ของผม ที่ได้ลงไปค้นคว้าและทำงานกับวิศวกรจริงๆ ผมได้เห็นว่า วิศวะกรนั้น ไม่ใช่
อาชีพอีกแล้ว มันคือตัวตนของวิศวกรคุณภาพที่ฝังแน่นเข้าไปในตัวตนตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ เพราะอาชีพนี้ทำงานกับ
ความตายนับร้อย ทำงานบนพื้นฐานที่คนปกติไม่สารมารถจะทำได้
⌯
45
การเดินทางของนักทำเพลง
โดย ภูดิศ มิ่งสุรปกรณ์ (ไร่เลย์)
การเดินทางของนักเรียนคนหนึ่งอย่างผมที่ต้องการค้นหาตัวตนในสิ่งที่คิดมาตลอดว่า “ใช่หรือเปล่าสำหรับสิ่งที่
อยากจะทำต่อไปในอนาคต”คืออยากเป็นนักดนตรีเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเล่นดนตรีเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่อยากรู้
เพิ่มเติ่มเกี่ยวกับเรื่องเพลงคือ“การทำเพลงที่ใช้เทคโนโลยี”เข้ามาแทนที่เครื่องดนตรีจริง โดยสถานที่ๆผมได้ฝึกงานคือ
บริษัทกันตนา มูฟวี่ทาวน์ 2002 จำกัด
เหตุผลที่ตั้งใจเดินทางไปฝึกงานในองค์กรนี้โดยเฉพาะ?
-อยากใช้โปรแกรมทำเพลงเป็น
-อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง
-อยากทำงานในสิ่งที่ไม่ถนัด เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริง สำหรับสิ่งที่อยากจะทำในอนาคต
-เป็นความชอบโดยส่วนตัว
การเดินทางไปติดต่อขอความอนุเคราะห์เพื่อขอฝึกงานในวงการเพลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงานในลักษณะ
แบบนี้ มีความซับซ้อนมากพอสมควรสำหรับตัวเราที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ให้ดูน่าสนใจในการสร้างผลงานแต่ละชิ้น
เพื่อให้งานออกมาดี รวมถึงต้องมีคนที่รู้จักที่ทำงานอยู่ในบริษัทด้วย หากเดินเข้าไปโดยที่ไม่รู้จักใคร โอกาสยากมากที่เขาจะ
รับเราเข้าฝึกงาน ดังนั้นช่วงแรกอาจต้องอาศัยคนที่รู้จักนั่นคือเพื่อนพ่อสมัยเรียนมัธยมกันมาด้วยกันซึ่งเป็นนักดนตรีได้
แนะนำให้ได้รู้จักองค์กรนี้และเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นที่มาที่ทำให้ได้เดินทางมาฝึกงานในกันตนา
ฝึกงานเป็นอย่างไรบ้าง?
ก่อนอื่นคงต้องบอกให้ท่านผู้อ่านว่า ช่วงแรกของการมาสัมผัสบรรยากาศชีวิตจริงของการทำงานในวงการเพลง
เป็นอะไรที่สับสนสำหรับคนอย่างผม เช่น การใช้โปรแกรมทำเพลง การมิกซ์เสียง เพราะต้องเข้าใจคำสั่งของระบบ
ซอล์ฟแวร์ก่อน เข้าใจภาพรวมของงานนั้นๆว่าจะต้องทำงานออกมาตามคำสั่งของโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ และลูกค้าก็มีหลาก
หลายประเภท ดังนั้น การรักษาลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อความน่าเชื่อถือ อีกอย่างคือผมยังไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์
ของกลุ่ม Macbook มาก่อน ดังนั้น จึงต้องกลับมาฟื้นฟูพื้นฐานการใช้อุปกรณ์และการใช้โปรแกรมให้เข้าใจก่อนที่จะไป
ทำงานในระดับที่ท้าทายขึ้น หากมีพื้นฐานไม่แข็งแรงพอแข็งแรงพอก็จะไม่สามารถทำงานชิ้นอื่นๆต่อได้ เพราะฉะนั้น เรื่อง
เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนก่อนที่จะเริ่มไปทำงานในชิ้นถัดไปซึ่งงานวงการเพลงเราควรต้องมีส่วนร่วมในการ
ทำงาน เช่น ในบางครั้งเราได้โอกาสสำหรับทำเพลงประกอบละครกลุ่มช่อง 3 และช่อง 7 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราควรจะ
ต้องเรียนรู้ เพราะน้อยมากที่พวกเขาจะหยิบยื่นโอกาสดี ๆ ให้กับเรา ซึ่ง “การทำงานนี้” จะต้องนำความรู้หลายๆแขนงมา
46
ก า ร เ ดิ น ท า ง ข อ ง นั ก ทำ เ พ ล ง
รวมกันจนสร้างผลงานเพลงแต่ละชิ้นออกมา “ให้” เสร็จสมบูรณ์ โดยรวมๆแล้วงานที่ “ผมทดลอง”ทำจะอยู่ที่แผนกเสียง
เกี่ยวกับการประพันธ์เพลงที่อยู่ในหมวดเดียวกัน
ในพื้นที่บริเวณที่เราอยู่จะมีแผนกการทำงานที่หลากหลาย เช่นแผนกตัดต่อ มิกซ์เพลง องค์กรได้แบ่งการ
ทำงานอย่างชัดเจน ทุกคนที่ทำงานก็จะรับผิดชอบในส่วนงานของตัวเองไป ช่วงเวลาว่าง ผมจะหาเวลานั่งทำเพลงของตัว
เอง เหมือนเป็นการฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จนสัปดาห์ที่สองเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการฝึกงาน ถึงจะเข้าใจในลักษณะงานโดย
รวมๆ ถึงจะทำเพลงด้วยตัวเราเองชำนาญขึ้นจากการฝึกฝนผ่านการลงมือทำซ้ำหลายๆครั้งต่อกัน การเลือกเสียงเพลง
ผ่านโปรแกรมซอล์ฟแวร์เป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับนักทำเพลง เพราะเพลงที่จะออกมาดีคือการเลือกเสียงเครื่องดนตรี
ให้เข้ากับอารมณ์เพลง ผลงานที่ทำก็จะออกมาดีโดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนมากไปกว่ากระบวนการทุกขั้นตอนที่
เราเข้าใจการทำเพลง
สิ่งที่อยากนำความรู้ได้จากการฝึกงานไปพัฒนาต่อในอนาคต สำหรับตัวเราคือการนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอด
ประยุกต์เป็นแนวทางของตัวเอง เพราะในความคิดส่วนตัว ผมอยากมีอัลบั้มผลงานเพลงของตัวเอง เพียงมีอุปกรณ์ไม่กี่
ชิ้นกับคีย์บอร์ดอีกหนึ่งเครื่อง ก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานมาแทนที่เครื่องดนตรีได้ดีเทียบกับเครื่องดนตรีจริงๆ
47