51
พวกไมโคร-แบคทีเรีย ซ่ึงมีไลปิ ด1/3ขององคป์ ระกอบและเป็ นกรดไมโคอิค (mycoic acid ) เป็ น
ส่วนใหญ่
บางคร้ังในผนงั เซลลข์ องแบคทีเรียแกรมบวกมีโปรตีนเป็ นองคป์ ระกอบ และถูก
เช่ือมดว้ ยพนั ธะโควาเลนต์และโมโนโควาเลนต์ หรือ เอ็ม-โปรตีน ของสเตร็มโทคอกไซ กรุ๊ปเอ
ซ่ึงเป็นแอนติเจนสาคญั ท่ีอาจก่อใหเ้ กิดโรค
3.5.2.2 ผนงั เซลล์แบคทีเรียแกรมลบ แบคทีเรียแกรมลบมีผนงั เซลล์ที่บางกว่า
แบคทีเรียแกรมบวก แต่มีความสลับซับซ้อนของส่วนประกอบและโครงสร้างมากกว่า คือ
ประกอบดว้ ยเยอ่ื หุม้ ช้นั นอก และช้นั เปปติโดกลยั แคน ซ่ึงอยใู่ นช่องวา่ งระหวา่ งเยอื่ หุม้ ช้นั นอกและ
เยอ่ื หุม้ เซลลท์ ่ีเรียกวา่ เพอริพลาสมิคสเพซ (periplasmic space)
เยอื่ บุช้นั นอกมีโครงสร้างเช่นเดียวกบั เยอ่ื หุม้ เซลล์ แต่มีฟอสโฟไลปิ ดและโปรตีน
นอ้ ยกวา่ นอกจากน้ีส่วนประกอบเย่ือบุช้นั นอก ยงั พบไลโปโพลีแซคคาไรด์ (lipopolysaccharide
หรือ LPS) เยื่อหุ้มช้ันนอกเป็ นส่วนที่สารละลายต่าง ๆ ผ่านเข้าออกชนิด และยงั มีตัวรับส่ง
(receptor) สาหรับแบคเทอริโอฟาจ (bacteriophage) และแบคเทอริโอซิน (bacteriocin) นอกจากน้ี
ยงั มีหนา้ ท่ีอื่น ๆ เช่น การแบ่งตวั การถ่ายทอดพนั ธุกรรมแบบคอนจูเกชนั มีระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้
สารอาหารและโมเลกุลเล็ก ๆ ผ่านเขา้ ไปในเพอริพลาสมิด สเพซ และยงั เป็ นส่วนที่ร่วมกบั เปปติ
โดกลยั แคนในการสร้างความแขง็ แรงใหแ้ ก่ผนงั เซลล์
ไลโปโพลีแซคคาไรด์ (LPS) เป็นส่วนประกอบที่มีเฉพาะในแบคทีเรียแกรมลบ
เท่าน้นั และมีความสาคญั ในแง่โครงสร้าง และหนา้ ท่ีเฉพาะเป็ นส่วนประกอบของแอนติเจนที่ผิว
เซลล์ คือ โอ แอนติเจน (O-antigen) และเอนโดทอกซิน (endotoxin) ไลโปโพลีแซคคาไรด์เป็ นสาร
ท่ีมีน้าหนกั โมเลกุลสูง และซบั ซอ้ น ประกอบดว้ ยส่วนท่ีเป็ นไลปิ ด เรียกวา่ ไลปิ ด เอ (Lipid A) ต่อ
ติดอยกู่ บั โพลีแซคคาไรดท์ ี่เป็นแกนกลาง ซ่ึงจะเหมือน ๆ กนั
โปรตีนที่เยอื่ หุม้ ช้นั นอก มีหลายชนิดแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 พวก คือ โปรตีนที่พบเป็น
ส่วนใหญ่ (major protein) เป็ นโปรตีนท่ีประกอบดว้ ยเปปไทด์ประมาณ 5 ชนิด อีกพวกหน่ึงเป็ น
โปรตีนที่มีประมาณ 20-30 ชนิด แตพ่ บไดเ้ ป็นส่วนนอ้ ย (minor protein)
เพอริพลาสมิด สเปซ (periplasmic space) ช่องวา่ งระหวา่ งเยอ่ื หุม้ ช้นั นอกและเยอ่ื
หุ้มเซลล์ ซ่ึงจะพบไดเ้ ฉพาะในแบคทีเรียแกรมลบเท่าน้ัน หรือพบได้ยากท้งั น้ีเนื่องจากความดนั
ออสโมติก ภายในเซลลเ์ ซลลส์ ูงถึง 5-20 บรรยากาศ เม่ือเปรียบเทียบกบั 3-5 บรรยากาศในเซลล์ของ
แบคทีเรียแกรมลบ ช่องว่างส่วนน้ีประกอบดว้ ยสารท่ีมีลกั ษณะเป็ นวุน้ ซ่ึงจะแตกต่างกนั ข้ึนกบั
สภาวะการท่ีเล้ียงเช้ือ และจะแตกต่างกนั ในเช้ือแต่ละตวั สารท่ีมีลกั ษณะเป็ นวุน้ ดงั กล่าวค่อนขา้ ง
เหนียว และมีโครงสร้างเป็ นโอลิโกแซคคาไรด์(oligosaccharide) ซ่ึงผลิตเป็ นสัดส่วนผกผนั กบั
52
ความดนั ออสโมติกของอาหารที่ใช้เช้ือโอลิโกแซคคาไรด์ในเพอร์ริพลาสมิค สเพซ เป็ นโพลิเมอร์
ของดี-กลูโคส (D-glucose) ที่มีความยาวประมาณ 8-10 หน่วย หรือบางคร้ังถูกแทนท่ีด้วย
กลีเซอรอล ฟอสเฟต (glycerol phospate) และฟอสฟาทิดิล เอธทาโนลามีน (phosphatidyl
ethaolamine) และมีเอนไซมห์ ลายชนิด เช่น ฟอสฟาเทส นิวคลีเอส เพนิซิลลิเนส หรือเบตาแลก
แทมเนส (ß-lactamase) ซ่ึงควบคุมดว้ ยพลาสมิด นอกจากน้ียงั มีโปรตีนเปปติโดกลยั แคน ซ่ึงอยู่
ภายในเพอริพลาสมิดสเปซจะถูกห้อมล้อมด้วยวุน้ และเช่ือมต่อด้วยเยื่อหุ้มด้วยไลโปโปรตีน
เปรียบเทียบผนงั เซลลแ์ บคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ
3.5.3 หน้าทข่ี องผนังเซลล์
นอกจากหน้าที่สาคญั ในการป้ องกนั และรักษาความดนั ภายในเซลล์ แล้วผนงั เซลล์ยงั มี
บทบาทสาคญั ในการแบ่งตวั และยงั ทาหนา้ ท่ีเป็ นสารตวั แรก ในขบวนการสังเคราะห์สารต่าง ๆ
ผนงั เซลล์ช้ันต่าง ๆ เป็ นแอนติเจนิค ดีเทอร์มิแนนท์ (antigenic determinant) ท่ีสาคญั ของผิว
เซลล์ไลโปโพลิแซคคาไรด์ ในผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบมีคุณสมบตั ิเป็ นเอนโดทอกซิน
(endotoxin) โดยปกติผนงั เซลลจ์ ะยอมให้สารต่าง ๆ ผา่ นเขา้ ออกเซลลโ์ ดยไม่เลือกสารใดสารหน่ึง
อยา่ งไรก็ตาม ผนงั เซลล์แบคทีเรียแกรมลบจะขดั ขวางสารท่ีมีโมเลกุลใหญ่ เช่น แอนติบอดี และ
เอนไซมไ์ ลติค (lytic enzyme) ไมใ่ หผ้ า่ นเขา้ เซลล์ จึงมีส่วนช่วยในการป้ องกนั เซลล์
สารเคมีบางชนิดทาลายเซลล์แบคทีเรีย หรือขดั ขวางการสังเคราะห์ผนงั เซลล์แต่
ไมเ่ ป็น อนั ตรายตอ่ ผนงั เซลลข์ องพวกยคู าริโอต เพราะมีโครงสร้างแตกต่างกนั ผนงั เซลล์แบคทีเรีย
อาจถูกทาลายโดยเอนไซม์ ไลโซโซม หรือสารปฏิชีวนะ เมื่อใส่ลงในอาหารเล้ียงเช้ือ สารดงั กล่าว
จะไปขดั ขวางการสังเคราะห์ผนังเซลล์ในแบคทีเรียแกรมบวก จะเหลือแต่เซลล์แมมเบรน ภาวะ
เช่นน้ีเรียกวา่ โพรโทพลาสท์ (protoplast) ส่วนแบคทีเรียแกรมลบ สารปฏิชีวนะไม่ขดั ขวางการ
สังเคราะห์ผนงั เซลลไ์ ดท้ ้งั หมด บางส่วนของผนงั เซลลส์ ่วนนอกยงั คงอยู่ เรียกแบคทีเรียในสภาวะ
เช่นน้ีว่า “สเพอโรพลาสท์ (spheroplast)” จะมองเห็นเป็ นรูปทรงกลม เน่ืองจากผนงั เซลล์ส่วนท่ี
เหลือไมส่ ามารถรักษารูปทรงเดิมไวไ้ ด้ แบคทีเรียสองชนิดน้ีสามารถมีชีวติ อยไู่ ดใ้ นอาหารเล้ียงเช้ือ
แต่ไม่สามารถเพ่มิ จานวนเซลลไ์ ด้
ในบางคร้ังเราจะพบแบคทีเรียที่ผนงั เซลลไ์ มส่ มบรูณ์ เรียกภาวะน้ีวา่ แอล-ฟอร์ม
(L-form) ซ่ึงต้ังชื่อตามสถาบันลิสเตอร์ในกรุงลอนดอน ในปี ค.ศ. 1935 โคลน์เบอร์เจอร์
(Kleeineberger) พบแอล-ฟอร์มจากกระเพาะ เช้ือสเตรปโทบาซิลลสั โมนิฟอร์มิส (Streptobacillus
moniliformis) โดยสามารถปรับตวั กลบั เป็นเซลลป์ กติได้
การเกิดแอล-ฟอร์มในร่างกายของมนุษย์ มกั เกิดจากการใชย้ าปฏิชีวนะกลุ่มท่ี
53
ออกฤทธ์ิขดั ขวางการสังเคราะห์ผนงั เซลล์ เมื่ออยใู่ นสภาพแอล-ฟอร์ม สารปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่า
เช้ือได้ และแอล-ฟอร์มก็ไม่สามารถก่อโรคไดเ้ ช่นกนั ผปู้ ่ วยจึงอยใู่ นสภาวะติดเช้ือที่ไม่แสดงอาการ
เมื่อหยุดให้ยาปฏิชีวนะระยะหน่ึงแอล-ฟอร์มจะเปล่ียนเป็ นเซลล์ปกติ เพิ่มจานวนและก่อโรคได้
ดงั เดิมโรคที่พบและเกิดจากสาร แอล-ฟอร์ม คือ กรวยไตและโรคไตอกั เสบ เยอ่ื บุหวั ใจอกั เสบ โรค
เยอ่ื บุสมองอกั เสบ
3.4.5 เยอื่ หุ้มเซลล์ (Cytoplasmic membrane)
เยื่อหุ้มเซลล์ทาหน้าที่ห่อหุ้มโครงสร้างต่าง ๆ ในไซโตพลาสซึมและอยู่ใตผ้ นังเซลล์ มี
ความหนาประมาณ 5-8 นาโนเมตร เยื่อหุม้ เซลลม์ ีความสาคญั ต่อการดารงชีวติ ของแบคทีเรีย แต่ไม่
มีส่วนช่วยในการคงรูปร่างของเซลล์ ส่วนประกอบทางเคมี ได้แก่ โปรตีน 50-70 เปอร์เซ็นต์
ไขมนั 30-40 เปอร์เซ็น และมีคาร์โบไฮเดรตเล็กน้อย ส่วนประกอบท้งั หมดคิดเป็ น 10-20
เปอร์เซ็นตข์ องน้าหนกั เซลล์ เมื่อทาใหแ้ หง้ ดงั ภาพที่ 3.6
ภาพท่ี 3.6 แสดงโครงสร้างของเยอื่ หุม้ เซลล์ (ท่ีมา: Madigan, 2003)
เมื่อส่องดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศนจ์ ะเห็นโครงสร้างของเยือ่ หุม้ เซลลเ์ ป็นแผน่ 3 ช้นั
ช้นั นอกสุดและช้นั ในเป็ นช้นั ไขมนั ส่วนใหญ่เป็ นฟอสโฟไลปิ ดและมีสีเขม้ กว่าช้นั กลาง ซ่ึงเป็ น
กรดไขมันที่มีคาร์บอน 15-18 อะตอม ซ่ึงเป็ นไขมันชนิดอ่ิมตัวและไม่อ่ิมตัว มีโปรตีนซ่ึง
ประกอบดว้ ยกรดอะมิโนชนิดแอล (L-amino acid) แทรกระหว่างแผน่ ไลปิ ด โดยมีบางส่วนโผล่
ออกมาจากผวิ หนงั ดา้ นใดดา้ นหน่ึงหรือท้งั สองดา้ น (ภาพที่ 3.7)
ฟอสโฟไลปิ ดของเยอ่ื หุม้ เซลลป์ ระกอบดว้ ยฟอสฟาจิตอลเอธทาโนลามีน 75
54
เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟาธดิลกลยั คอล (phosphatidyl glycol) 20 เปอร์เซ็นต์ และกลยั โคไลปิ ดในเยื่อหุม้
เซลล์แบคทีเรียแกรมบวกจะพบกลยั โคไลปิ ดที่เป็ นฟอสฟาธิดิลกลัยคอล (Diphosphatidyl glycol)
และพบกรดไลโปทิโคอิคดว้ ย โดยปกติจะไม่พบโคลีน (cloline) และสพิงโกไลปิ ด (sphiggolipid)
ในเยือ่ หุ้มเซลล์นอกจากในบางสายพนั ธุ์เท่าน้นั แบคทีเรียในสกุล Mycoplasma ชนิดที่ก่อให้เกิด
โรคจะนาเอาสเตอรอล (sterol) จากอาหารเขา้ ไปเป็ นส่วนประกอบของเย่ือหุ้มเซลล์ เย่ือหุ้มเซลล์
บางส่วนจะมว้ นงอเขา้ เป็ นส่วนของเซลล์ เรียกวา่ มีโซโซม มีลกั ษณะเป็ นแผน่ (lamellar) หรือเป็ น
หลอด (tubular) มีโซโซมในแบคทีเรียแกรมลบจะมีลกั ษณะเป็ นแผน่ แต่ในแบคทีเรียแกรมบวกมี
หลายแบบ หนา้ ที่ของมีโซโซมเก่ียวขอ้ งกบั การสร้างผนงั เซลลท์ างขวาง
ภาพที่ 3.7 แสดงการเปรียบเทียบโครงสร้างของแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ
(ท่ีมา: Madigan, 2003)
หน้าทข่ี องเยอื่ หุ้มเซลล์
เยอ่ื หุม้ เซลลม์ ีหนา้ ที่สาคญั ดงั น้ี
1. ควบคุมการลาเลียงสารอาหารต่าง ๆ โดยเลือกเฉพาะสารบางตวั ให้ผ่านเขา้
ออก
2. ทาหนา้ ท่ีส่งถ่ายประจุลบในขบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์
3. การส่งถ่ายเอกโซเอนไซม์ (exoenzyme) ออกนอกเซลล์
4. เป็ นที่อยู่ของเอนไซมแ์ ละโมเลกุลขนส่ง (carrier molecule) ซ่ึงทาหน้าท่ีใน
การสงั เคราะห์สารต่าง ๆ เช่นดีเอน็ เอ โพลิเมอร์ของผนงั เซลล์ และไลปิ ดของเยอ่ื หุม้ เซลล์
55
5. เป็ นที่อยู่ของตวั รับ (receptor) และโปรตีนอ่ืน ๆ ของระบบการดึงดูดสารเคมี
(chemotactic system)
3.5.5 แฟลกเจลลา (flagella)
แบคทีเรียจาพวกสไปรัลท้งั หมด และประมาณคร่ึงหน่ึงของพวกบาซิลลสั จะเคล่ือนท่ีโดย
ใช้ระยางคท์ ่ีเรียกวา่ แฟลกเจลลา เอกพจน์เรียกวา่ แฟลกเจลลมั (flagellum) ส่วนแบคทีเรียจาพวก
คอคไคไมม่ ีการเคลื่อนที่
แฟลกเจลลาเป็ นโครงสร้างที่พบในโปรคาริโอตบางชนิด มีลกั ษณะเป็ นเส้นยาวคล้าย
เส้นดา้ ย ภายในกลวง มีเส้นผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ 0.01-0.05 ไมโครเมตร ส่วนความยาวแตกต่างกนั
แฟลกเจลลามองดว้ ยตาเปล่าไม่เห็น จะตอ้ งยอ้ มสีโดยใส่สารเรียกวา่ มอแดนท์ (mordant) ทาให้สี
จบั บนแฟลกเจลลา และทาให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ข้ึนจนสามารถมองเห็นด้วยกล้อง
จุลทรรศน์ธรรมดา
แบคทีเรียหน่ึงเซลลจ์ ะมีแฟลกเจลลาเส้นเดียวหรือหลายเส้น โดยมีตาแหน่งของ
แฟลกเจลลาอาจอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ และเรียกตามตาแหน่งของแฟลกเจลลาที่เกิด เช่น
แฟลกเจลลาท่ีข้วั เซลล์ เรียกวา่ โพลาร์ (pola) แต่จานวนและตาแหน่งของแฟลกเจลลามกั คงที่ในแต่
ละสายพนั ธุ์ และยงั สามารถใชแ้ ยกชนิดของแบคทีเรียไดด้ ว้ ย ดงั ภาพท่ี 3.8
แฟลกเจลลาสามารถแบ่งออกตามจานวนและตาแหน่งท่ีปรากฏบนเซลลอ์ อกเป็น
4 แบบ ดงั น้ี
1. โมโนทริคสั (Monotrichous) มีแฟลเจลลาเส้นเดียวอยู่ท่ีข้วั ของเซลล์ขา้ งใด
ขา้ งหน่ึง
2. โลโพทริคสั (Lophtrichous) มีแฟลเจลลาต้งั แต่ 2 เส้นข้ึนไปท่ีข้วั เซลล์ขา้ ง
ใดขา้ งหน่ึงหรือท้งั สองข้วั เซลล์
3. แอมพิทริคสั (Amphitrichous) มีแฟลเจลลาเป็ นกระจุกที่ข้วั เซลลท์ ้งั สองข้วั
เซลล์
4. เพอริทริคสั (Peritrichous) มีแฟลเจลลากระจายอยทู่ ้งั เซลล์ (ภาพท่ี 3.8)
56
ภาพที่ 3.8 แสดงตาแหน่งของแฟลเจลลาบนส่วนตา่ ง ๆ ของเซลลแ์ บคทีเรีย (ที่มา: Madigan, 2003)
โครงสร้างของแฟลเจลลามี 3 ส่วน คือ ส่วนปลายเป็ นเส้นเรียกว่า ฟิ ลาเมนต์
(filament) ส่วนท่ีเป็นขอ (hook) และส่วนฐาน (basal body) แบคทีเรียท่ีสูญเสียแฟกเจลลาไปจะ
ไมต่ าย และจะสร้าง ข้ึนใหมอ่ ยา่ งรวดเร็ว การสร้างแฟลเจลลาถูกควบคุมดว้ ยความตอ้ งการอาหาร
หรือระดบั ของพลงั งานในสภาวะที่มีอาหารสมบูรณ์ แบคทีเรียสร้างแฟลเจลลาที่มีขนาดและความ
ยาวเท่าเดิมภายใน 10-20 นาที
แฟลเจลลามีหนา้ ท่ีในการเคล่ือนท่ีของแบคทีเรีย และเกี่ยวขอ้ งกบั การเคลื่อนที่เขา้
หาสารเคมี และเกี่ยวกบั การรู้ (sensing) แบคทีเรียแกรมลบที่มีแฟลเจลลาเคลื่อนท่ีดว้ ยความเร็ว
เฉล่ีย 25-30 ไมโครเมตรต่อวินาที เช่น Vibrio Cholerae ซ่ึงมีแฟลเจลลาเส้นเดียวที่ข้วั เซลล์
สามารถเคล่ือนที่ไดร้ วดเร็วถึง 55 ไมโครเมตรตอ่ วนิ าที
แบคทีเรียเคลื่อนที่โดยใชแ้ ฟลตเจลลาหมุนรอบตวั เอง แบบทวนเข็มนาฬิกาตาม
แกนยาวเหมือนการหมุนของใบพดั ถา้ หากแบคทีเรียทีแฟลตเจลลารอบตวั แฟลตเจลลาจะรวมตวั
กนั เป็ นกระจุกและทางานร่วมกนั ทาให้เซลล์เคล่ือนที่ไปในทิศทางที่ตอ้ งการ หรือท่ีมีอาหารเป็ น
ตวั ดึงดูดสารเคมี แต่ถา้ มีสารที่เป็ นตวั ผลกั ดนั ออกห่าง (repellent) การรวมตวั ของแฟลเจลลาจะ
คลายรอบตวั ของแฟลเจลลาไดม้ าก จากความแตกต่างศกั ด์ิในการการไหลของโปรตอนผา่ นเยอื่ หุม้
เซลลท์ ่ีเรียกวา่ “พลงั การขบั โปรตอน”
3.5.6. พไิ ล (Pili) หรือ ฟิ มเบรีย (Fimbriae)
พไิ ลหรือฟิ มเบรียเป็นระยางคเ์ ส้นเล็ก ๆ จานวนมากมายอยรู่ อบเซลลแ์ บคทีเรียบางชนิด
มีขนาดส้นั กวา่ แฟลเจลลาและมีลกั ษณะเป็นเส้นตรงเหมือนขนมีขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 3-25 นา
โนเมตร ยาวประมาณ 300-1,000 นาโนเมตร ตาแหน่งของพิไลอาจจะอยทู่ ่ีข้วั หรืออยทู่ วั่ ไปโดย
57
ฝังอยู่ในเซลล์เมมเบรน และจานวนของพิไลมีต้งั แต่หน่ึงเส้นถึงหลายร้อยเส้น ดังภาพที่ 3.9
องคป์ ระกอบของพไิ ลเป็นสารโปรตีนหน่วยยอ่ ยท่ีมีน้าหนกั โมเลกลุ ประมาณ 17,000 เรียกวา่ ฟิ ลิน
(Pilin) ซ่ึงรวมตวั เป็ นเส้นที่มีรูกลวงตรงกลาง ส่วนโคนของพิไลอยูท่ ่ีเย่ือหุ้มเซลล์แลว้ ทะลุผ่าน
ผนงั เซลลอ์ อกมาท่ีผิวนอกเซลล์ แบคทีเรียแกรมลบส่วนใหญ่มีพิไล ส่วนแบคทีเรียแกรมลบส่วน
ใหญ่มีพิไล ส่วนแบคทีเรียแกรมบวกบางชนิดท่ีมีพไิ ล พไิ ลมี 2 แบบ คือ
3.5.6.1 พิไลธรรมดา (Common Pili) เป็ นพิไลท่ีคุณสมบตั ิในการเกาะแนบกบั
เซลล์ของโฮสท์ เช่น เมด็ เลือดแดง เมด็ เลือดขาว และมิวโคซสั เซลล์ (mucosal cell) ก่อนที่จะ
เพมิ่ จานวนและสร้างสารพษิ หรือ เอนไซมใ์ นการก่อโรค
3.5.6.2 เซ็กส์พิไล (Sex Pili) เป็ นพิไลที่ทาหน้าที่เก่ียวกบั การถ่ายทอดทาง
พันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) จากแบคทีเรี ยหน่ึงไปยงั แบคทีเรี ยอีกตัวหน่ึงโดยวิธีคอนจูเกช่ัน
(Conjugation) เซกส์พิไลมีเส้นผ่าศูนยก์ ลาง 6-14 นาโนเมตร และอาจจะยาวถึง 20 นาโนเมตร มี
จานวน 1-4 เส้นตอ่ เซลล์
ภาพที่ 3.9 แสดงพิไลหรือฟิ มเบรียของแบคทีเรีย (ที่มา: Madigan, 2003)
3.5.7 ไซโตพลาสซึม (Cytoplasm)
ไซโตพลาสซึมของแบคทีเรียไมซ่ บั ซอ้ นเหมือนพวกยคู าริโอต แต่ไม่มีเอนโดพลาสมิกเรติ
คิวลมั มีลกั ษณะเป็ นของเหลวคลา้ ยวุน้ ประกอบดว้ ย น้า ประจุสารอินทรีย์ ตวั กลางต่าง ๆ ของ
ขบวนการเมตาบอลิซึม โพลิเมอร์ของกรดนิวคลีอิก และแกรนูล ซ่ึงไซโตพลาสซึมเป็ นท่ีสะสม
อาหาร โปรตีน ไรโบโซม และประกอบดว้ ยส่วนของโครมาตินท่ีมีสารพนั ธุกรรมอยู่
3.5.8 ไรโบโซม (Ribosome)
ไรโบโซมเป็ นเม็ดเล็กขนาด 15-20 นาโนเมตร ประกอบดว้ ยอาร์เอ็นเอประมาณ 60-90
เปอร์เซ็นต์ และโปรตีนประมาณ 10-40 เปอร์เซ็นต์ จานวนไรโบโซมในไซโทพลาสซึมมากหรือ
นอ้ ยข้ึนอยกู่ บั ความตอ้ งการในการสร้างโปรตีน ในเซลล์ท่ีกาลงั เจริญเติบโตมีจานวน 10000 ไรโบ
โซมตอ่ เซลล์ แต่ในสภาวะที่มีอาหารไม่เพยี งพอจะมีไรโบโซมเพียง 100 ไรโบโซมเทา่ น้นั
58
ไรโบโซมประกอบด้วยสองหน่อยย่อย แต่ละหน่วยย่อยประกอบด้วยโปรตีน และ
ไรโบโซมอลอาร์เอน็ เอ (rRNA) ไรโบโซมของพวกโปรคาริโอตแตกต่างกบั พวกยคู าริโอตท่ีจานวน
โมเลกุลของโปรตีนและไรโบโซม ไรโบโซมของพวกโปรคาริโอตเป็ นไรโบโซมชนิด 70s ส่วน
พวกยคู าริโอตเป็นไรโบโซมชนิด 80s (s คือ Svedberg Unit) เป็นค่าความเร็วในการตกตะกอน
3.5.9 สปอร์ (spore)
สปอร์หรือเอนโดปอร์ (endospore) เป็ นโครงสร้างที่ซบั ซ้อน มีรูปร่างกลมรี ขนานไปตาม
ความยาวของเซลล์ แบคทีเรียจะสร้างสปอร์เมื่ออาหารขาดแคลนหรือขาดน้า เช่น แบคทีเรียแกรม
บวก สกุลบาซิลลสั และคอสตริเดียม จะสร้างเอนโดสปอร์ที่มีผนงั หนาและมีน้าอยนู่ อ้ ยมากภายใน
พลาสมาแมมเบรนของเซลล์ปกติ เมื่อถูกปล่อยออกสู่ภายนอกสปอร์หรือเอนโดสปอร์มีความ
ทนทานต่อความร้อน รังสี ความดนั และสารเคมีต่าง ๆ โดยความสามารถในการทนแตกต่างกนั ใน
แบคทีเรียแต่ละชนิด
กระบวนการสร้างสปอร์หรือเอนโดสปอร์ภายในเซลล์ปกติ (vegetative cell) โดยทว่ั ไปเรา
เรียกวา่ สปอรูเลชนั (sporulation) หรือสปอร์ (spore) โดยแบคทีเรียมีการจาลองตวั ของโครโมโซม
ชุดใหม่และส่วนของไซโทพลาสซึม โดยการเจริญเขา้ ไปดา้ นในของพลาสมาแมมเบรน เรียกว่า
สปอร์ เซพทมั (spore septum) ซ่ึงต่อมาจะกลายเป็ นเย่อื หุม้ โครโมโซมและไซโตพลาสซึม ระยะน้ี
เรียกวา่ ฟอร์สปอร์ ต่อมามีสารเพปติโดกลยั แคนสะสมอยูร่ ะหวา่ งเย่ือท้งั 2 ช้นั และมีโปรตีนมา
ห่อหุม้ รอบนอกของเอนโดสปอร์ ช่วยใหส้ ปอร์ทนตอ่ สภาพแวดลอ้ มและสารเคมี
การงอกเป็ นเซลล์ใหม่ของสปอร์ (germination) เมื่ออย่ใู นสภาวะที่เหมาะสม เช่น มีน้า
อาหาร อุณหภูมิ และปริมาณออกซิเจนที่พอเหมาะ สปอร์จะงอกเป็ นเซลล์ใหม่ มี 6 ระยะ คือ ระยะ
กระตุน้ (activation) โดยเริ่มตน้ ต้งั แต่ระยะเร่ิมงอกจนถึงระยะเจริญเติบโต (outgrowth) การสร้าง
สปอร์จะมีเพียงอนั เดียวใน 1 เซลล์ โปรตีนในสปอร์มีคุณสมบตั ิเป็ นแอนติเจนและมีความจาเพาะ
สปอร์มีส่วนประกอบทางเคมีแตกตา่ งกนั จากพ่อแม่มีดีเอน็ เอและอาร์เอ็นเอ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
เอนไซม์ และเกลือแร่ เป็นตน้
59
ภาพที่ 3. 10 แสดงการสร้างเอนโดสปอร์และเอนโดสปอร์ของบาซิลลสั (ที่มา : Tortora, 2001)
3.5.10 เมด็ สีหรือรงควตั ถุ (pigment)
แบคทีเรียบางชนิด เช่น ซูโดโมแนส (Pseudomonas) เป็ นแบคทีเรียแกรมลบ ที่
ผลิตเมด็ สีละลายน้าไดห้ รือพวกคลอไรฟอร์ม (Chloroform) ผลิตเมด็ สีหลายชนิด ไดแ้ ก่ ไพโอไซยา
นิน (pyocyanin) มีสีฟ้ าละลายไดใ้ นน้าและคลอโรฟอร์ม และไพโอเวอร์ดิน (Pyoverdin) ที่มีสี
เหลืองเรืองแสงไดเ้ มื่อส่องดูดว้ ยแสงอุลตราไวโอเลต ความยาวคล่ืน 254 นาโนเมตร มีคุณสมบตั ิ
ละลายน้าได้ แตไ่ ม่ละลายในคลอโรฟอร์ม โพโอรูบิน (pyorubin) และไพโอเมลานิน (pymelanin) มี
เมด็ สีน้าตาลสามารถละลายน้าได้
ส่วนแบคทีเรียพวก Serratia marcescens และพวกสังเคราะห์แสง ได้แก่
Thiorhodacea chlorobacteriaceae และ Athiordoceae จะมีเม็ดสีซ่ึงเป็ นโครงสร้างหน่วยเล็ก ๆ อยู่
ในไซโตพลาสซึม มีหนา้ ที่ในการสร้างพลงั งานจากการสังเคราะห์แสง
เม็ดสีของแบคทีเรียสังเคราะห์แสงมีลกั ษณะเป็ นเม็ดเล็ก ๆ อยู่ในโครมาโตฟอร์
(Chromatophore) ถา้ อยใู่ นที่มีแสงสวา่ งจะมีเมด็ สีกระจายทวั่ เซลล์ แต่ถา้ เซลลอ์ ยทู่ ี่มืดจะไม่เห็นเม็ด
สี เม็ดสีของแบคทีเรียท่ีสังเคราะห์แสงไดเ้ ป็ นสารพวกแคโรตินอยด์ และแบคเทอริโอคลอโรฟิ ลล์
(Bacteriochlorophyll)
60
3.6 แบคทเี รียทท่ี าให้เกดิ โรคในสัตว์นา้ พบแพร่หลายท้งั ในปลาและกุ้ง
3.6.1 แบคทเี รียก่อโรคในปลา (Fish Pathogens)
1) Enterobacteraceae เช้ือแบคทีเรียท่ีสาคญั ในกลุ่มน้ี ไดแ้ ก่
- Flexibacter columnaris
- Edwardsiella ictaluri, E. tada
- Yersinia ruckeri
2) Pseudomonaceae
- Pseumonas fluorescens
- P. anguillarum
3) Vibrionaceae
- Vibrio anguillarum
- V. ordalli
- V. damsela
- V. vulnificus
- V. salmonicida และ Vibrio spp.
รูปท่ี 3.11 แสดงปลานิลที่ติดเช้ือแบคทีเรีย Edwardsiella tada (ท่ีมา : Aquaculture, 2001)
- Aeromonas hydrophilla เป็ นแบคทีเรียที่ยอ้ มติดสีแกรมลบ เคล่ือนท่ีได้ มีลกั ษณะเป็ น
แท่งตรงขนาด (1.0X3.5) ไม่ทนต่อกรด เพาะเล้ียงในอาหารเล้ียงเช้ือธรรมดาก็ได้ จะให้โคโลนี
เล็ก ๆ ท่ีฟางขา้ ว ขอบกลมและมีผวิ นูน โคโลนีน้ีจะเกิดข้ึนภายใน 24 ชวั่ โมง (ท่ีอุณหภูมิ 22-28
61
องศาเซลเซียส) ถา้ ตอ้ งการแยกออกจากแบคทีเรียตวั อ่ืน ๆ ให้ผสมสาร Novobiocin ลงไปใน
อาหารเล้ียงเช้ือดว้ ย เช้ือ Vibrio ชนิดอ่ืนจะตาย ยกเวน้ เช้ือ A. hydrophila จึงเรียกสารที่ผสมลงไป
น้ีวา่ เป็นสาร Vibriostats
- Aeromonas salmonicida เป็ นแบคทีเรียท่ีเป็ นตน้ เหตุของ โรค Furunculosis ในปลา
ตระกลู salmonids ส่วนปลาที่ไม่ใช่ในกลุ่มน้ีก็อาจพบเช้ือได้ เพราะมีรายงานการระบาดของโรคน้ี
เหมือนกนั ในภายหลงั แยกออกเป็น 3 พวกยอ่ ย (subspecies) คือ
1) A. salmonicida salmonicida
2) A. salmonicida ashromogenes (Haemophilus piscum)
3) A. salmonicida masoucida
4. Bacillaceae เป็ นแบคทีเรียท่ียอ้ มติดสี แกรมลบ มีรูปร่างเป็ นแท่ง
สร้าง endospore ท่ีทนต่อสภาวะแวดลอ้ มท่ีไม่เหมาะสมไดด้ ี (สปอร์จะทนทานดีกวา่ เซลลท์ ่ีกาลงั
เจริญเติบโต) สกลุ Clostridium เป็นพวก anaerobic
- Clostridium botulinum เป็นแบคทีเรียที่พบอาศยั อยใู่ นลาไส้ของปลา
น้าจืด และปลาทะเลพบในดิน อุจจาระ และสิ่งเน่าเปื่ อยต่าง ๆ
- Renibacterium salmoninarum เป็ นแบคทีเรียที่เป็ นตน้ เหตุของโรค
Bacterial Kid disease (BKD)
5. กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก
- Streptococcus faecalis เป็ นแบคทีเรียท่ีพบในอุจจาระของสัตว์เลือดอุ่น
และในสภาพแวดลอ้ มทว่ั ไป เจริญเติบโตไดใ้ นอาหารเล้ียงเช้ือธรรมดาและจะชอบเม่ือมีซีรัมผสม
อยดู่ ว้ ย (หรือใน brain heart infusion กไ็ ด)้ เล้ียงท่ีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เป็ นเวลา 48 ชวั่ โมง
จะได้ โคโลนีเลก็ ๆ สีขาวใส และมีคุณสมบตั ิพิเศษในการทาลายเม็ดเลือดใหแ้ ตกตวั (haemolysis)
- Mycobacterium spp.
1) M. fortuitum พบในดิน คน ววั ควาย และสตั วเ์ ลือดเยน็
ลกั ษณะเป็นแท่งผอมยาว 1.0-3.0 แตบ่ างคร้ังอาจพบเป็ นรูปกลมหรือเป็ นเส้นยาวกวา่ 3.0 กไ็ ด้
เป็นแบคทีเรียท่ีโตเร็วให้โคโลนีสีขาว และรูปร่างโคโลนีกไ็ ม่แน่นอน แต่มีลกั ษณะเหนียวและแน่น
เจริญเติบโตไดท้ ่ี 25 องศาเซลเซียส ใชเ้ วลา 3-4 วนั (ที่ 37 องศาเซลเซียส เจริญไดด้ ีแต่ M. marinum
ไมเ่ จริญ)
2) M. chelonei เป็นแบคทีเรียท่ีพบในปลาแซลมอน แบคทีเรียมี
รูปร่างเป็นแท่งส้ัน (หรือ pleomorphic) มีขนาด 1.0-4.0 และที่ความทนทานตอ่ กรด จดั เป็ น
62
Mucobacterium ท่ีโตเร็วเจริญเติบโตไดด้ ีที่อุณหภมู ิ 250 C ภายในเวลา 3-5 วนั จะใหโ้ คโลนีท่ีไม่มี
รงควตั ถุ
3.6.2 โรคแบคทเี รียในกุ้งทะเล (Bacterial disease in marine shrimp)
โรคแบคทีเรียท่ีพบในกุง้ ทะเลมีหลายชนิดสามารถแบง่ ออกเป็นกลุ่มตา่ ง ๆ ได้ ดงั น้ี
1. Bacteria Fouling Disease เป็นกลุ่ม Filamentus bacteria
2. Vibriosis เป็นกลุ่มท่ีสร้างความเสียหายมากที่สุด ท้งั กุง้ วยั ออ่ นและกงุ้ ท่ีเล้ียงใน
บอ่ ดิน
3. Necrotizing Hepatopancreotitis เช้ือแบคทีเรียกลุ่มน้ีจะเขา้ ทาลายส่วนของตบั
4. Rickettsial Disease
5. Mycobacteriosis
ชนิดของโรคทส่ี าคญั
โรคเรืองแสงเกิดจากเช้ือวิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi) เป็ นแบคทีเรียแกรมลบมี
ลกั ษณะรูปร่างเป็นท่อนส้ัน ๆ เติบโตไดท้ ้งั ในสภาวะมีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน เช้ือน้ีสามารถ
ให้แสงสีเขียวแกมเหลืองออกมา โดยปฎิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากเอนไซมล์ ูซิเฟอเรส (luciferase) ซ่ึง
ทาใหเ้ รืองแสงไดใ้ นที่มืด ในน้าที่มีปริมาณสารอินทรียม์ าก เช้ือวบิ ริโอ ฮาวีอายจะเพิ่มจานวนเซลล์
อยา่ งรวดเร็วในน้าท่ีมีความเคม็ ระหวา่ ง 0-40 พีพที ี
ปัญหาการเกิดโรคเรืองแสงของกุง้ ในบอ่ เล้ียงพบไดต้ ้งั แต่ปล่อยลูกกุง้ ในบอ่ 2 สปั ดาห์จน
กงุ้ ใหญ่ ข้ึนกบั การจดั การบ่อและสภาพของพ้ืนบ่อ แต่ท่ีพบมากกงุ้ มีอายปุ ระมาณ 30-60 วนั กุง้ ที่
ป่ วยมกั พบข้ึนมาเกยตามขอบบอ่ หรือวา่ ยอยผู่ ิวน้า ซ่ึงทาใหม้ องเห็นการเรืองแสงท่ีส่วนหวั ไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจนในเวลากลางคืน หรือการนากงุ้ ป่ วยมาตรวจสอบโดยการนาส่วนของตบั และตบั อ่อน หรือ
นาเลือดกุง้ มาส่องดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์จะพบแบคทีเรียท่อนส้นั เคล่ือนท่ีไดเ้ ป็นจานวนมาก และเม่ือ
ทาการเพาะเช้ือในอาหารเล้ียงเช้ือทีซีบีเอส (TCBS agar) จะไดโ้ คโลนีของเช้ือแบคทีเรียเป็นชนิดสี
เขียว เมื่อตรวจสอบทางเน้ือเยอ่ื ในกุง้ ป่ วย พบวา่ ส่วนตบั และตบั อ่อนน้นั ถูกทาลายอยา่ งรุนแรงทา
ใหก้ ารยอ่ ยอาหารไมเ่ ป็นปกติ และอาหารที่สะสมไวใ้ นตบั ก็จะนอ้ ยลง กุง้ เร่ิมออ่ นแอจะตายในที่สุด
พบวา่ ตบั และตบั อ่อนถูกทาลาย ภายในลาไส้มีเซลลต์ าย และมีอาการอกั เสบอยา่ งชดั เจน และโรคน้ี
จะระบาดในช่วงท่ีมีการปล่อยกุง้ ในช่วงประมาณเดือนกมุ ภาพนั ธ์ถึงมีนาคมอยา่ งหนาแน่นและมี
การใหอ้ าหารมากในช่วงเดือนแรก ทาใหน้ ้ามีปัญหาเรื่องปริมาณอินทรียส์ ารมาก พ้นื บ่อเน่ามีข้ีแดด
เคลือบตามแนวหวา่ นอาหารเช้ือแพร่กระจายเร็ว สังเกตเม่ือใดท่ีพ้นื บอ่ เน่าแสดงวา่ มีปริมาณอินทรีย์
สารสูง ซ่ึงเกิดจากการสะสมจากการเล้ียงรอบที่ผา่ นมา การเกิดข้ีแดด สีน้าลม้ บอ่ ย ๆ หรือแมแ้ ต่
การใหอ้ าหารมากเกินไป ทาใหค้ ุณภาพน้ามีปัญหาเรื่องสีน้าเขม้ จดั และ pH สูงตามมาอีกดว้ ย
63
การแพร่ระบาดของเช้ือก็เร็วข้ึน การดูแลรักษาพ้นื กน้ บ่อใหส้ ะอาด มีการจดั โปรแกรมการใหอ้ าหาร
ที่เหมาะสม การจดั การคุณภาพน้ากจ็ ะง่าย โอกาสที่กงุ้ ติดเช้ือตายกจ็ ะมีนอ้ ย
จากการแยกเช้ือในกลุ่มวิบริโอ จากกุง้ ท่ีเป็ นโรค มกั จะพบเช้ือต่าง ๆ ไดแ้ ก่ เช้ือ Vibrio
ชนิดต่าง ดงั น้ี V . parahaemolyticus, V. alginolyticus, V. vulnifius, V. anguillarum, V. fluvialis
และ V. harveyi โดยมกั มีผลต่อลูกกุง้ กุลาดาในระยะตวั อ่อน (larvae) และระยะโพสต์ลาวา
(postlarvae) นอกจากน้ีพบวา่ V. harveyi เป็ นสาเหตุท่ีทาใหเ้ กิดโรคเรืองแสงในโรงเพาะฟักของ
ลูกกุง้ กุลาดารวมท้งั ลูกกุง้ แชบว๊ ย (Penaeus merguiensis)
รูปที่ 3.12 แสดงอาการของโรค Vibriosis ในกงุ้ กลุ าดา (Penaeus monodon)
(ที่มา : Lightner, 1996)
ลูกกุง้ ท่ีติดเช้ือ V. harveyi ในระยะแรก ๆ ลูกกุง้ จะมีการเคล่ือนไหวช้าลง ลาตวั สีขาวขุ่น
การตรวจในเวลากลางคืนจะเห็นไดจ้ ากลูกกุง้ ท่ีตายแลว้ จะมีจุดสีเขียวระยิบระยบั คลา้ ยแสงหิ้งห้อย
ลอยตามการเคลื่อนไหวของซากกุง้ ที่ลอยไปมา ตามการพ่นอากาศในบ่อเพาะฟัก กลไกการติดเช้ือ
พบวา่ แบคทีเรียส่วนใหญจ่ ะเขา้ สู่ตวั กุง้ โดยเขา้ ทางพู่เหงือก (primary และ secondary gill filament)
64
โดยผนงั ของพเู่ หงือกจะประกอบดว้ ย ผิว 3 ช้นั คือ ช้นั นอก (epicuticle) ช้นั กลาง (exocuticle) และ
ช้นั ใน (endocuticle) จากผิวหนงั ช้นั ในจะมีรูทะลุผิวช้นั กลางและช้นั นอกออกไป เรียกส่วนน้ีวา่
pore canal และใตผ้ วิ ช้นั ในจะเป็นช้นั ของเซลลเ์ ยือ่ บุผวิ (epithelium) เรียงตวั อยชู่ ้นั เดียวบาง ๆ ตรง
จุดน้ีแบคทีเรียจะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยผนังเซลล์ ทาให้เข้าไปอยู่ในพู่เหงือกได้ จากน้ัน
แบคทีเรียจะเขา้ ไปอยู่ในน้าเลือดและกระจายไปทว่ั ตวั แบคทีเรียจะไปอยู่ตามอวยั วะภายในส่วน
ต่าง ๆ และอยใู่ นน้าเลือด ส่วนใหญ่จะเขา้ ไปอย่ใู นตบั และตบั อ่อน (hepatopancreas) เนื่องจากมี
อาหารสารองจานวนมาก ถ้ามีแบคทีเรียในน้าเลือดมาก ทาให้กุ้งตายโดยฉับพลนั เน่ืองจาก
แบคทีเรียจะใชน้ ้าเลือดซ่ึงมีโปรตีนสูงเป็นอาหารและปล่อยแอมโมเนียอิสระ ตลอดจนเมตะโบไลท์
ของวิบริโอ ซ่ึงเป็ นสารประกอบพวก phenolate compound ซ่ึงมีฤทธ์ิเป็ นด่าง ทาใหน้ ้าเลือดมี
ความเป็ นด่างเพ่ิมข้ึน ความสามารถในการจบั ออกซิเจนของน้าเลือดลดลง ออกซิเจนจึงไม่เพียง
พอที่จะไปเล้ียงเซลล์ หรือนาไปใชใ้ นกระบวนการหายใจของเซลล์ (cellular respiration) ทาให้กุง้
ออ่ นเพลียและกินอาหารลดลง นอกจากน้ียงั มีพษิ exotoxin จากเช้ือวิบริโอ ทาใหก้ ุง้ เกิดอาการป่ วย
ได้ สารพิษยงั สามารถทาให้เม็ดเลือดของกุง้ แตกและตาย ตลอดจนทาให้เกิดการอกั เสบจน
กลายเป็ นเน้ือตายต่ออวยั วะต่าง ๆ เช่น เหงือกอกั เสบ ระยางคฉ์ ีกขาด จุดดาตามเปลือก ตบั อกั เสบ
ทาใหก้ งุ้ ตายเป็นจานวนมาก
การติดเช้ือวบิ ริโออยา่ งรุนแรงทาใหก้ งุ้ ตายหมดในระยะเวลาอนั ส้นั เกษตรกรเรียกวา่ กุง้ เป็ น
โรคตายเดือนเป็ นโรคท่ีพบมาต้งั แต่เร่ิมมีการเล้ียงกุง้ แบบหนาแน่นข้ึนสาเหตุเกิดจากเช้ือแบคทีเรีย
กลุ่มวบิ ริโอ ซ่ึงมีหลายชนิดและมกั จะเกิดกบั กุง้ ที่ปล่อยในช่วงเดือนแรกอาการของกุง้ ที่ป่ วยมกั จะ
ข้ึนมาอยตู่ ามขอบบอ่ หรือลอยตามผวิ น้า มีตะกอนสกปรกเกาะตามผวิ ตวั ตวั หลวม หางบวม หรือ
กร่อน บางตวั อาจมีจุดขาวหรือดาตามเปลือก นอกจากน้ียงั พบตะกอนตามเหงือกอีกดว้ ย หากมี
การนากุง้ ป่ วยมาแยกเช้ือแบคทีเรียจะพบวา่ มีเช้ือแบคทีเรียกกลุ่มวิบริโอเป็ นจานวนมากโรคตาย
เดือนมกั เกิดกบั บ่อที่มีการปล่อยกุง้ ในขณะที่สีน้ายงั ไม่ข้ึน น้าใส มีข้ีแดด ประกอบกบั มีปริมาณ
อินทรียส์ ารที่พ้ืนบ่อมากสาเหตุการเกิดโรคจะคลา้ ยกบั โรคหวั เหลือง แต่มีความรุนแรงนอ้ ยกวา่
บทสรุป
แบคทีเรียเป็ นจุลินทรียท์ ี่มีขนาดเล็กมาก ทว่ั ไปนิยมวดั ขนาดหน่วยเป็นไมโครเมตร (µm)
ส่วนมากจะมีรูปร่าง 3 แบบ คือ
1. แบบกลม (coccus, cocci) เซลลจ์ ะมีการจดั เรียงตวั หลายแบบ เช่น อยรู่ วมกนั เป็นกลุ่ม
หรือ ต่อกนั เป็นแถว
2. แบบแทง่ หรือทรงกระบอก (bacillus, bacilli, rod)
65
3. แบบเกลียว (spirillum, spiral)
โครงสร้างเซลลข์ องแบคทีเรียท่ีสาคญั ดงั น้ี
1. แฟลกเจลลา ใชใ้ นการเคลื่อนท่ี
2. ฟิ มเบรียหรือพิไล ช่วยในการเกาะติดกบั พ้นื ผิววสั ดุ
3. แคปซูล ช่วยใหแ้ บคทีเรียทนตอ่ สภาพแวดลอ้ มและอื่น ๆ
4. ผนงั เซลล์ ช่วยป้ องกนั เซลลแ์ ตก ห่อหุม้ เซลลใ์ หค้ งรูป
5. เยอื่ หุม้ เซลล์ ควบคุมการเขา้ ออกของสารภายในและภายนอกเซลล์
6. มีโซโซม เพม่ิ พ้ืนที่ผวิ ของเยอื่ หุม้ เซลลแ์ ละการสร้างผนงั ก้นั ใน
ระหวา่ งการแบ่งเซลล์
7. ไซโทพลาสซึม เป็นที่อยขู่ องสารพนั ธุกรรม (DNA)
8. ไรโบโซม สงั เคราะห์โปรตีนชนิดต่าง ๆ
9. เอนโดสปอร์ ช่วยใหท้ นทานต่อสภาพแวดลอ้ ม
แบคทีเรียแต่ละชนิดดารงชีวิตแตกต่างกนั เช่นบางชนิดตอ้ งการออกซิเจน เราเรียกวา่
“แอโรบส์ (aerobes)” บางชนิดไมต่ อ้ งการออกซิเจนในการเจริญเติบโต เราเรียกวา่ “แอนแอโรบส์
(anaerobes)” บางชนิดเคล่ือนที่ได้ บางชนิดเคลื่อนที่ไม่ได้ และบางชนิดสร้างสปอร์ บางชนิดก็
ไมส่ ามารถสร้างสปอร์ได้
66
หน่วยท่ี 4
โพรโตซัว
(Protozoa)
โพรโตซัวเป็ นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมองท่ีไม่สามารถมองเห็นดว้ ยตาเปล่า จากการคน้ พบ
กลอ้ งจุลทรรศน์ของเลเวนฮุค (Leeuwen Van Hoek) ทาใหส้ ามารถมองเห็นสิ่งมีชีวติ ขนาดเล็ก โดย
ไดบ้ รรยายลกั ษณะต่าง ๆ ไวม้ ากมาย และเรียกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่าน้ีวา่ Animalcules ต่อมาในปี
ค.ศ. 1818 โกลด์ ฟัสส์ (Gold Fuss) เรียกส่ิงมีชีวติ ขนาดเล็กพวกน้ีวา่ “โพรโตซวั (protozoa)” หรือ
สตั วเ์ ซลลเ์ ดียว
โพรโตซัวเป็ นคามาจากภาษากรีก “โพรโทส” (Protos) แปลว่า สิ่งแรก และซูน (Zoon)
แปลวา่ สัตว์ ค.ศ. 1839 มีการต้งั ทฤษฏีเซลลโ์ ดย ชไลเดนและชวานน์ จึงเรียกส่ิงมีชีวติ พวกน้ีวา่ เป็ น
สตั วเ์ ซลล์เดียว (Unicellular) ต่อมามีการศึกษาพบวา่ ภายในเซลลข์ องโพรโตซวั มีความซบั ซ้อนสูง
กวา่ เซลล์สัตวช์ ้นั สูง เพราะเซลล์ใดเซลล์หน่ึงตอ้ งอาศยั อยู่เป็ นอิสระ ดงั น้นั จึงจดั พวกโพรโตซัว
เป็ นสิ่งมีชีวิตพวก “อะเซลลูลาร์” (Acellular) คือ สัตวท์ ี่ร่างกายไม่ไดแ้ บ่งเป็ นหลายเซลลเ์ หมือน
สัตวจ์ าพวกอื่น ๆ
4.1 สัณฐานวทิ ยาของโพรโตซัว
โพรโตซวั เป็นสิ่งมีชีวติ ขนาดเล็ก สามารถดารงชีวติ อยไู่ ดท้ ุกสภาพแวดลอ้ ม เช่น ในน้า ใน
ดิน หรือในสิ่งมีชีวิตอื่น เนื่องจากโพรโตซัวมีขนาดเล็กและเคลื่อนท่ีไดเ้ ร็ว ทาให้มีความลาบากใน
การศึกษา ในการจาแนกโพรโตซวั แต่ละชนิดใหถ้ ูกตอ้ ง โดยแบง่ ลกั ษณะท่ีตอ้ งศึกษาดงั ต่อไปน้ี
4.1.1 รูปร่างและขนาด
โพรโตซวั ส่วนใหญ่มีรูปร่างและขนาดจากดั ข้ึนกบั ชนิด ส่วนใหญ่มีรูปทรงกลม รีหรือยาว
และมีรูปทรงแบบสมมาตรดา้ นขา้ ง (bilateral symmetry) เป็ นส่วนใหญ่มีขนาด 2-3 ไมครอน
หรือ 2-3 เซนติเมตร
67
ภาพท่ี 4.1 แสดงลกั ษณะรูปร่างของโพรโตซวั (ที่มา: http://web.nkc.kku.ac.th)
4.1.2 ไซโทพลาสซึม
โพรโตซวั มีไซโทพลาสซึมท่ีมีลกั ษณะใส ไม่มีสี แตม่ ีความหนืด แบง่ เป็น 2 ช้นั คือ
4.1.2.1 เอกโทพลาสซึม (Extoplasm) เป็ นส่วนท่ีอยรู่ อบนอกมีลกั ษณะใส และ
แขง็ แรงกวา่ ส่วนเอนโดพลาสซึม ช่วยใหร้ ูปร่างอยไู่ ด้
4.1.2.2 เอนโดพลาสซึม (Endoplasm) เป็ นส่วนของไซโทพลาสซึมท่ีเหลวใสมี
ออร์แกเนลอยเู่ ป็นจานวนมาก เช่น food vaculole และ chromatophore
4.1.3 นิวเคลยี ส
นิวเคลียสของพวกโพรโตซัวมีเยือ่ หุ้มท่ีเรียกวา่ นิวเคลียร์เมมเบรน (nuclear membrance)
ลกั ษณะนิวเคลียสมี 2 แบบ คือ
4.1.3.1 ไมโครนิวเคลียส (micro nucleus) เป็ นนิวเคลียสท่ีมีรูปร่างทรงกลม รี หรือ
เวา้ มีส่วนของสารพนั ธุกรรมเป็ นกลุ่มอยูต่ รงกลาง ลอ้ มรอบดว้ ยของเหลวใสท่ีเรียกว่า นิวเคลียร์
แซบ (nuclear sap) พบในคลาส Phizopoda, Flagellata, Sporazoa และไมโครนิวเคลียสของคลาส
ciliate
4.1.3.2 มาโครนิวเคลียส (macro nucleus) เป็นนิวเคลียสท่ีมีสารพนั ธุกรรมกระจาย
ทวั่ นิวเคลียส ไดแ้ ก่ มาโครนิวเคลียส (macronucleus) ของ ciliate
โดยทว่ั ไปแลว้ สัตวจ์ าพวกโพรโตซวั มีนิวเคลียส 1 อนั แต่มีบางชนิดมีหลายนิวเคลียส เช่น
พารามีเซียม (paramecium) และ โอปาลินา (opalina) (ภาพท่ี 4.1)
4.1.4 เปลือกหุ้มโพรโตซัวบางชนิดสามารถสร้างสารหุ้มเซลล์ได้ สารน้ีมีลกั ษณะคลา้ ยเยื่อ
เมือก เรียกสารน้ีว่า “ซีสต์ (cyst)” ใช้ในการป้ องกนั ตวั หรือให้ทนต่อสภาพแวดล้อม เย่ือเมือก
ประกอบดว้ ยพวกเซลลล์ ูโลส หรือไกลโคโพรทีน ที่เรียกวา่ “เทคติน (tectin)” นอกจากน้ีมีสารพวก
ซิลิกอน และแคลเซียมคาร์บอเนต พบมากในพวกแฟลกเจลเลท
68
4.2 โครงสร้างเซลล์ของโพรโตซัว
โพรโตซวั เป็นสัตวเ์ ซลลเ์ ดียวท่ีมีโครงสร้างซบั ซ้อน เซลลข์ องโพรโตซวั จะดาเนินกิจกรรม
ของชีวิตท้งั หมด เช่น การยอ่ ยอาหาร การแลกเปล่ียนก๊าซ การปรับสภาวะของเซลล์ การเคล่ือนท่ี
การสืบพนั ธุ์ เป็ นตน้ การดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ เหล่าน้ีเกิดข้ึนภายในโครงสร้างเล็ก ๆ ภายในเซลล์
คือ ออร์แกเนลล์ (organell) ออร์แกเนลล์จึงเทียบเท่ากบั อวยั วะของสัตวช์ ้นั สูง เซลลข์ องโพรโตซวั
จึงมีลักษณะเฉพาะซ่ึงมีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากเซลล์ของส่ิงมีชีวิตอื่น ๆ
นกั วิทยาศาสตร์บางคนมีความเห็นวา่ โพรโตซวั เป็ นอะเซลลูลาร์ (acellular) หมายถึงโพรโตซวั ที่มี
ลกั ษณะเซลล์ท่ีแตกต่างไปจากเซลลป์ กติทวั่ ไป จึงไม่อาจจดั เป็ นเซลล์ แต่เป็ นส่ิงมีชีวิตท่ีสมบรูณ์
แบบ (complete organism)
โพรโตซัวที่เรารู้จกั มีประมาณ 20,000 ชนิด เราจะพบโพรโตซัวได้ทว่ั ไปท้งั ในน้าจืด
น้าเค็ม น้ากร่อย ในดิน และอาศยั อยกู่ บั ส่ิงมีชีวติ อ่ืนในลกั ษณะต่าง ๆ กนั เช่น อยรู่ ่วมกนั โดยต่างก็
ได้รับผลประโยชน์จากการอยู่ร่วมกนั (mutualism) หรืออยู่ร่วมกนั แบบปรสิต (parasite) โดย
ก่อให้เกิดโรคแก่ผใู้ ห้อาศยั (host) โพรโตซวั ส่วนใหญ่ดารงชีวิตอยเู่ ด่ียว ๆ (solitary) แต่บางชนิดมี
การรวมตวั ของเซลลอ์ ยเู่ ป็นกลุ่มท่ีเรียกวา่ “โคโลนี (colony)” แต่ละเซลลใ์ นโคโลนีจะดารงชีวิตอยู่
เป็นอิสระตอ่ กนั แต่บางชนิดก็มีการแบง่ แยกหนา้ ที่ของแตล่ ะเซลลพ์ บในโพรโตซวั ไมก่ ี่ชนิด
เซลล์ของโพรโตซัวประกอบดว้ ยเย่ือหุ้มเซลล์ (plasmalemma) และโพรโทพลาสซึม
(protoplasm) ภายในโพรโทพลาสซึมจะมีออร์แกเนลต่าง ๆ
4.2.1 เยอ่ื หุ้มเซลล์
เซลลข์ องโพรโตซวั มีเยอ่ื หุม้ เซลลอ์ ยชู่ ้นั นอกสุด เยอ่ื หุ้มเซลล์ส่วนมากเป็ นเยือ่ ช้นั เดียวอ่อน
นุ่ม โพรโตซัวท่ีมีเยื่อหุ้มเซลล์แบบน้ีจะมีรูปร่างไม่แน่นอน คือรูปร่างจะเปลี่ยนแปลงไปตามการ
เคล่ือนที่ของเซลล์ เช่น อะมีบา (amoeba) เยอ่ื หุม้ เซลลท์ ี่ซบั ซอ้ นข้ึนอาจมีมากกวา่ หน่ึงช้นั ทาให้เยือ่
หุม้ เซลลห์ นาและแขง็ ข้ึน ไดแ้ ก่ เพลลิเคิล (pellicle) โพรโตซวั พวกน้ีจึงคงรูปร่างไดด้ ีข้ึน ส่วนใหญ่
พบในพวกซิลิเอท (ciliate) แฟลกเจลเลท (flagellate) และสปอโรซวั (sporozoa) บางชนิด นอกจาก
สารเพลลิเคิลแลว้ ยงั มีสารชนิดต่าง ๆ มาหุ้มเย่อื หุ้มเซลล์เพ่ือสร้างความแขง็ แรง และป้ องกนั เซลล์
สารท่ีมาหุม้ มกั จะแขง็ ทาให้รูปร่างคงที่ จึงเรียกวา่ เปลือก (theca, test, shell, lorica) และคิวติเคิล
(cuticle)
ทีกา (theca) เป็นช้นั ของเซลลูโลสท่ีเยอ่ื หุม้ เซลล์สร้างข้ึน ในลกั ษณะเดียวกบั ผนงั เซลล์พืช
ท่ีผนงั เซลลูโลสน้ี มกั จะมีเกลืออนินทรียม์ าฝังตวั อยู่ ทาให้ผนงั แขง็ ข้ึน พบมากในกลุ่มไดโนแฟลก
เจลเลท (dinoflagellate) ผนังมีลกั ษณะเป็ นแผ่นแข็งเรียงต่อกัน (thecalplate) เช่น เซลล์ของ
ceratium
69
เทส (test) และ เชลล์ (shell) มีลกั ษณะเป็ นแคปซูลที่มีรูปร่างแตกต่างกนั ออกไป เปลือกมี
สารประกอบแตกต่างกนั 4 แบบ ดงั น้ี
1. เปลือกไคติน (chitinous test) เปลือกประกอบดว้ ยสารไคตินเม่ือเซลล์แก่จะสีเขม้ ขน้
เช่นเปลือกของ Arcella
2. เปลือกท่ีเป็ นเกลือแร่ (mineral test) เป็ นเปลือกที่เกิดจากการรวมตวั ของเม็ดทราย
เปลือกของไดอะตอม และสารอื่น ๆ เขา้ ดว้ ยกนั และฝังอยใู่ นสารพ้ืน (matrix) ที่เซลลส์ ร้างข้ึน เช่น
เปลือกของ Difflugia
3. เปลือกหินปูน (calcareous test) เปลือกประกอบดว้ ยสารหินปูน เช่น เปลือกของฟอ
แรมมินิเฟอแรน (foraminiferan)
4. เปลือกซิลิคอน (siliceous test) เปลือกประกอบดว้ ยซิลิกา เช่น เปลือกของเรดดิโอลา
เรียน (radiolarian)
ลอริกา (lorica) เป็นสารประกอบของไคตินท้งั หมด หรืออาจมีเมด็ ทรายเกาะอยู่ รูปร่างของ
ลอริกาคลา้ ยแจกนั และบางใส ตวั เซลลส์ ามารถเคล่ือนที่อยา่ งอิสระภายในลอริกา เช่น Tintinus
คิวติเคิล (cuticle) เป็ นเยื่อหุ้มเซลล์ที่ตายแลว้ พบเฉพาะในพวกสปอโรซัว และแฟลกเจลเลท
บางชนิดเทา่ น้นั
4.2.2 โพรโทพลาสซึม
โพรโทพลาสซึมของโพรโตซัวประกอบดว้ ยไซโทพลาสซึม (cytoplasm) และนิวเคลียส
(nucleus)
4.2.2.1 นิวเคลียส เป็ นออร์แกเนลท่ีสาคญั ที่สุดในเซลล์ เซลล์ของโพรโตซวั จะมี
นิวเคลียสอย่างน้อย 1 อนั โพรโตซัวหลายชนิดมีนิวเคลียสมากกว่าหน่ึงอนั อาจมี 2 อนั หรือ
มากกว่าหลายร้อยอนั นิวเคลียสประกอบด้วยโครมาตินท่ีสาคญั 2 ชนิด คือ โทรโฟโครมาติน
(tropHochromatin) ประกอบดว้ ยกรดไรโบนิวคลีอิค (RNA) และ ไอดิโอโครมาติน (idiochromatin)
ประกอบดว้ ยกรดดิออกซีไรโบนิวคลีอิค (DNA) โครมาติน 2 ชนิดน้ีอาจอยรู่ ่วมภายในนิวเคลียส
เดียวกนั เป็ นนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ ซ่ึงมีโทรโฟโครมาตินทาหน้าที่ควบคุมเม
แทบอลิซึมของเซลลแ์ ละนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus) มีไอดิโอโครมาตินทาหนา้ ท่ีควบคุม
การสืบพนั ธุ์ของเซลล์ ลกั ษณะนิวเคลียสแบบน้ีพบในพวกซิลิเอทส่วนใหญ่
เซลล์ของโพรโตซัวที่ยงั มีชีวิตอยู่จะสังเกตเห็นนิวเคลียสไดย้ าก เนื่องจากสีของมนั ไม่
แตกต่างจากสีของไซโทพลาสซึมอย่างเด่นชัด สีของนิวเคลียสในเซลล์ที่ยงั มีชีวิตอยู่จะใส และ
มกั จะอยู่บริเวณกลางเซลล์ นิวเคลียสที่เรามองเห็นจากกลอ้ งจุลทรรศน์ไดช้ ดั เจนจะเป็ น แมกโคร
นิวเคลียสของพวกซิลิเอท เน่ืองจากนิวเคลียสเหล่าน้ีจะมีขนาดใหญ่ และมีรูปร่างแตกต่างกนั เช่น
70
แมกโครนิวเคลียสของวอติเซลลา (vorticella) จะมีลกั ษณะเป็ นเส้นยาวรูปตวั C และสามารถ
มองเห็นได้ชัดเจนขณะท่ีเซลล์กาลังจะตาย เนื่องจากน้าในแผ่นสไลด์ที่กาลังดูอยู่เริ่มแห้งลง
แมกโครนิวเคลียสของ Spirostomum ambignum จะเห็นไดช้ ดั เจนขณะมีชีวิต แมกโครนิวเคลียส
ของมนั เป็นรูปลูกโซ่ยางเป็นสาย และแมกโครนิวเคลียสของพารามิเซียมคลา้ ยเมล็ดถว่ั
4.2.2.2 ไซโทพลาสซึม เป็ นส่วนท่ีอยู่ล้อมรอบนิวเคลียส ไซโทพลาสซึมจะ
ประกอบดว้ ย matrix ซ่ึงมองเห็นเป็ นเน้ือเดียวใส หรืออาจจะมีกรานูล (granule) ต่าง ๆ ทาให้ขุ่น
และจะมีออร์แกเนลล์ต่าง ๆ ลอยอยู่ในสารพ้ืนอีกมากมาย โพรโตซัวชนิดอะมีบาบางชนิด
ไซโทพลาสซึมจะแบ่งออกเป็ นสองช้นั ช้นั นอกใส (hyaline area) เรียกว่า ectoplasm ช้นั ในมี
ปริมาณมากกว่าช้นั นอก และขุ่นขน้ กวา่ เรียกวา่ endoplasm ช้นั น้ีมีออร์แกเนลลต์ ่างๆ มากมาย แต่
โพรโตซวั ส่วนมากไซโทพลาสซึมจะไม่แบ่งแยกเป็นช้นั ๆ เหมือนในอะมีบา ออร์แกเนลลบ์ างอยา่ ง
ในไซโทพลาสซึมจะมีสีต่าง ๆ เช่น ถุงอาหาร (food vacuole) จะมีสีตามอาหารที่โพรโตซวั กินเขา้
ไป ทาใหเ้ รามองเห็นโพรโตซวั มีสีแตกต่างกนั ไป
ออร์แกเนลที่สาคญั ๆ ที่พอจะมองเห็นไดจ้ ากกลอ้ งจุลทรรศน์ ดงั น้ี
พลาสทิด (plastid) โพรโตซวั กลุ่มไฟโตแฟลกเจลเลทจะมีพลาสทิดเช่นเดียวกบั ท่ีพบในพืช
ทวั่ ไป
พลาสทิดในโพรโตซวั มี 3 ชนิด คือ
1. คลอโรพลาสท์ (chloroplast) มีรงควตั ถุชนิดสีเขียวคลอโรพลาสของโพรโตซัวมี
ไพรินอยด์ (pyrinoid) ฝังอยู่
2. โครโมพลาสท์ (chromoplast) มีรงวตั ถุแคโรทีน (carotene) และอาจจะมีสีอ่ืน ๆ อีก
หลายสี
3. ลิวโคพลาส (leucoplast) มีอาหารจาพวกแป้ งสะสมอยู่ จึงมองเห็นเป็นสีขาวนวล
โพรโตซวั ท่ีไม่สามารถสังเคราะห์แสงก็อาจมีสารสี (pigment) อยใู่ นไซโทพลาสซึม จึงทา
ใหม้ องเห็นเซลลม์ ีสีต่าง ๆ กนั เช่น Stentor coeruleus มีสารสีชนิดสเตนโตริน (stentorian) ซ่ึงเป็ นสี
ฟ้ า blepharisma euglena rubra มีบลีฟาริสมิน (blepharismin) ทาใหเ้ ซลลเ์ ป็ นสีชมพู มีสารสีชนิด
เฮมาโทโครม (hematochrome) ซ่ึงเป็นสีแดง สารเหล่าน้ีไม่ใช่พลาสทิด
จุดรับแสง (eye spot, stigma) เป็ นออแกเนลล์ท่ีมีความสัมพนั ธ์ใกลช้ ิดกบั พลาสทิดของ
พวกไฟโตเฟลกเจลเลท จุดรับแสงจะมีสีแดง ซ่ึงเป็ นรงควตั ถุชนิดแคโรทีน จุดรับแสงอาจมีสี
น้าตาล หรือไม่มีสี มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เป็ นจุด เป็ นแอ่งเวา้ จุดรับแสงสีแดงจะมองเห็นชดั เจน
ในยกู ลีนา และฟาคสั (phacus) โดยจะอยทู่ ี่โคนของแฟลกเจลลา
71
โครงสร้างปาก (mouth organell) โพรโตซวั พวกซิลิเอท ส่วนใหญ่มีโครงสร้างปากท่ีถาวร
สาหรับกินอาหาร แต่โพรโตซัวกลุ่มอื่น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีช่องปากท่ีถาวร แฟลกเจลเลทของบาง
ชนิด เช่น ยกู ลีนา ฟาคสั เพอรานีมา (peranema) มีช่องปากท่ีถาวรจากช่องปากหรือไซโทสโทม
(cytostome) จะมีท่อแคบลึกลงไปในเซลล์เรียกวา่ ไซโทฟาริงซ์ (cytopharynx) โดยส่วนปลายของ
ไซโทฟาริงซ์จะพองออกเป็ นถุงที่เรียกว่า รีเซอววั (reservoir) สาหรับกลุ่มพวกซิลิเอทน้ันมี
โครงสร้างปากหลายแบบ มีท้งั แบบธรรมดาท่ีมีโครงสร้างไม่ซบั ซ้อนไปจนถึงชนิดท่ีมีโครงสร้าง
ซับซ้อนมาก เช่น ไซโทสโตม เป็ นช่องเปิ ดอย่ทู ี่ผิวของเซลล์ บา้ งก็บุ๋มลงไปภายในเซลล์เกิดเป็ น
แอ่ง เรียกวา่ เวสติบลู มั (vestibulum) เป็นตน้
ถุงอาหาร (food vacuole) เป็นถุงอาหารท่ีเกิดจากการกินอาหารอยภู่ ายในเซลล์ ไดแ้ ก่
โพรโตซัวที่ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารเองได้ ขนาดและจานวนของถุงอาหารข้ึนอยู่กบั อาหารท่ี
เขา้ สู่เซลล์ สามารถสงั เกตไดง้ ่ายจากสีของอาหารที่โพรโตซวั กินเขา้ ไป
ช่องหด (contractile vacuole) โพรโตซวั ที่จะดารงชีวิตอยใู่ นน้าจืด มีช่องหดเป็ นช่องใส ๆ
เห็นไดช้ ดั เจนจากกลอ้ งจุลทรรศน์ ช่องหดจะหดและพองตวั สลบั กนั เป็ นการทางานเพ่ือปรับระดบั
น้าภายในเซลล์ และมีของเสียถูกขบั ออกมาในขณะท่ีช่องหดตวั ไล่น้าออกมา การพองตวั ของช่อง
หดตวั เกิดจากการรวบรวมน้าภายในเซลล์ ซ่ึงมีปริมาณมากเกินพอเม่ือเติมช่องหดก็จะหดตวั เพ่ือ
กาจดั น้าทิ้ง โพรโตซวั ในน้าจืดอยใู่ นสภาวะท่ีมีน้าลอ้ มรอบ น้าผา่ นเขา้ สู่เซลลต์ ลอดเวลา ช่องหดจึง
ทางานอยา่ งรวดเร็วตลอดเวลา จากการดูในกลอ้ งจุลทรรศนเ์ ราจะพบวา่ เม่ือน้าในสไลดแ์ หง้ ช่องหด
จะทางานชา้ ลงเนื่องจากน้าผา่ นเขา้ สู่เซลลล์ ดลง เราจะเห็นช่องหดไดช้ ดั เจนในพารามีเซียมและพวก
ซิลิเอทอื่น ๆ ส่วนพวกแฟลกเจลเลทสังเกตไดย้ าก
สารภายในเซลล์ (inclusion) สารภายในเซลลโ์ พรโทพลาสซึมจะมีลกั ษณะต่าง ๆ ลอยอยู่
สารอาจอยใู่ นรูปเมด็ (glanule) รูปผลึก (crystal) หยดน้ามนั (oil droplet) เมด็ แป้ ง (starch granule)
ออร์แกเนลล์ในการเคลื่อนที่ (locomotion organell) โพรโทพลาสซึมส่วนใหญ่มีส่วนของ
ไซโทพลาสซึมที่เปล่ียนแปลงไปเป็นออร์กาเนล สาหรับเคล่ือนไหวมีหลายลกั ษณะ ดงั น้ี
1. เทา้ เทียม (pseudopodium) โพรโตซวั มีเทา้ เทียมในการเคลื่อนที่ไดแ้ ก่ โพรโตซวั
กลุ่มซาร์โคดินา (sarcodina) และแฟลกเจลเลทบางชนิด เทา้ เทียมมีหลายแบบไดแ้ ก่
- โลโดโพเดียม (lodopodium) ไซโทพลาสซึมที่ยน่ื ออกมาเป็นแท่งคลา้ ยนิ้วมือ
ปลายป้ าน อาจเกิดไดค้ ร้ังละหลายอนั ในโลโดโพเดียมมีท้งั เอคโตพลาสซึม และเอนโดพลาสซึม
ไดแ้ ก่ อะมีบา (ameba proteus)
- ฟิ โลโพเดียม (filopodium) เทา้ เทียมมีลกั ษณะเป็ นเส้นฝอยเรียว ภายในมีแต่
เอคโตพลาสซึม ไดแ้ ก่ Diffugia และ Arcella
72
- ไรโซโพเดียม (rhizopodium) หรือ เรทิคูโลโพเดียม (reticulopodium) เป็นเทา้
เทียมที่มีลกั ษณะเรียวยาว และมีแขนงแตกออกสานกนั เป็ นตาข่าย มีถุงอาหารอยตู่ ามแขนง ไดแ้ ก่
กลุ่มฟอแรมมินิเฟอรา
- แอกโซโพเดียม (ax podium) เทา้ เทียมชนิดน้ีมีลกั ษณะคงท่ีแน่นอน เป็ นแท่ง
ไม่แตกแขนง ภายในมีแกนแข็ง (axial rod) ค้าจุนไวใ้ ชใ้ นการกินอาหารมากกวา่ เคลื่อนท่ี ไดแ้ ก่
ActinospHaerium
2. แส้ (flagellum) แส้เกิดมาจาก basal body ซ่ึงอย่ตู ิดกนั blepharoplast ในไซ
โทพลาสซึม ตาแหน่งของแส้ซ่ึงอยทู่ างดา้ นหน้าของเซลล์ อาจมีหน่ึงเส้นหรือหลายเส้น แส้ของ
โพรโตซัวสังเกตเพราะมีลกั ษณะใส สาหรับโพรโตซัวท่ีมองเห็นแส้ไดช้ ัดเจน ได้แก่ Peranema
และ Astasia
3. ซิเลีย (cilia) หรือขนเซลล์ ซิเลียมีโครงสร้างเหมือนแส้แต่ขนาดส้ันกวา่ พบทว่ั
เซลลห์ รือบางบริเวณ บริเวณช่องปากจะมีซิเลียข้ึนอยหู่ นาแน่นกวา่ บริเวณอื่น ซิเลียเกิดจากไคนีโต
โซม (kinetosome) หรือ basal body เช่นเดียวกบั แส้ ในโพรโตซวั บางชนิด ซิเลียจะรวมตวั กนั เป็ น
เส้นใหญ่ เรียกวา่ cirri หรือเรียงตวั เป็นแผงเรียกวา่ “membranellae”
4. เทนเทเคิล (tentacle) เทนเทเคิลเปลี่ยนมาจากซีเลีย ส่วนใหญ่พบในตวั เต็มวยั
ของกลุ่มซคั ทอเรีย (Suctoria) ไดแ้ ก่ Podophrya
5. ไมโอนีมา (myonema) เป็นเส้นใยคลา้ ยเส้นใยกลา้ มเน้ือในเอคโทพลาสซึม ช่วย
ในการหดตวั ของเซลล์ พบในพวก Stentor และพบใน stalk ของซิลิเอทอีกหลายชนิด เช่น Voricella
ภาพท่ี 4.2 แสดงแฟลกเจลลาของโพรโตซวั (ที่มา : http://web.nkc.kku.ac.th)
73
4.3 สรีรวทิ ยาของโพรโตซัว
เซลล์ของโพรโตซวั มีความสามารถในการดาเนินกิจกรรมของชีวิตไดเ้ กือบทุกอยา่ งเท่าท่ี
สิ่งมีชีวติ ช้นั สูงมี มีการทางานเป็นระบบดงั น้ี
4.3.1 โภชนาการ โพรโตซัวมกี ารกนิ อาหารหลายแบบ คือ
4.3.1.1 โฮโลไพติด (holopytic) เป็ นการดารงชีวิตโดยการสังเคราะห์อาหารไดเ้ อง
จากการสังเคราะห์แสงแบบพชื คือพวกออโตโทรพ (autotroph)
4.3.1.2 แซพโพรโซอิค (saprozoic) เป็ นการดูดซึมซากพืชและซากสัตวท์ ี่เน่าเปื่ อย
เขา้ สู่เซลล์
4.3.1.3 โฮโลโซอิค (holozoic) เป็ นการดารงชีวิตโดยที่ตอ้ งกินอาหารเขา้ ไปคือ
พวกเฮทเทอโรโทรพ (heterotroph)
4.3.1.4 ปรสิต (parasite) เป็นการดารงชีวติ โดยอาศยั อยกู่ บั ส่ิงมีชีวติ อื่น
ในเซลล์ของโพรโตซัวจะมีอาหารสะสมอยู่ อาหารสะสมลักษณะเป็ นเม็ดไพรีนอยด์
(pyrenoid) เป็ นสารโพรทีนที่อาจมีหรือไม่มีแป้ งหุ้ม อาหารสะสมอีกแบบหน่ึงคือ พาราไมลมั
(paramylum) เป็นโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide)
อาหารที่ถูกกินเขา้ ไปในเซลล์จะถูกยอ่ ยในส่วนของ food vacuole ดงั ภาพท่ี 4.3 จะพบ
น้ายอ่ ยเพปซิน (pepsin) ยอ่ ยสลายโพรทีน และอะไมเลส (amylase) ยอ่ ยแป้ ง ส่วนที่ยอ่ ยแลว้ จะซึม
เขา้ ไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ ส่วนที่ไม่สามารถยอ่ ยไดจ้ ะถูกขบั ออกมาจากเซลล์
ภาพที่ 4.3 แสดงโครงสร้างแวคิวโอลสะสมอาหาร (ท่ีมา : http://web.nkc.kku.ac.th)
4.3.2 การหายใจ
โพรโตซวั ไมม่ ีออร์กาเนลลท์ ี่ทาหนา้ ท่ีแลกเปลี่ยนก๊าซ ออกซิเจนท่ีละลายอยใู่ นน้าจะซึม
ผา่ นเขา้ สู่เซลลไ์ ดเ้ ลย และทานองเดียวกบั คาร์บอนไดออกไซดจ์ ะซึมผา่ นออกจากเซลลโ์ ดยตรง
74
กรณีในท่ีไม่มีออกซิเจนโพรโตซัวจะค่อย ๆ หยุดการเคลื่อนที่ และตายไปในที่สุด
สาหรับโพรโตซัวท่ีเป็ นเอนโดพาราไซด์ (endoparasite) ในลาไส้หรือเน้ือเย่ือของสัตวจ์ ะมีการ
หายใจเป็นแบบแอนแอโรบิค (anaerobic respiration) เช่น Trichonympha ท่ีอาศยั อยใู่ นลาไส้ปลวก
4.3.3 การขบั ถ่ายและการควบคุมปริมาณนา้ ภายในเซลล์
การขบั ถ่ายหรือการกาจดั ของเสียในพวกโพรโตซัว ถา้ เป็ นก๊าซจะกาจดั โดยวิธีการแพร่
(diffusion) แตถ่ า้ เป็ นของเหลวเช่น กรดยรู ิค (uric acid) ท่ีอยใู่ นคอนแทรกไทล์ แวคคิวโอล ซ่ึงช่อง
น้ีจะมีขนาดใหญ่ข้ึนเรื่อย ๆ จนกระท้งั แตกออกของเสียภายในจะไหลออกสู่ภายนอก เกิดข้ึนใน
กรณีโพรโตซวั ในน้าจืดท่ีอยใู่ นสภาพแวดลอ้ มที่เป็ นน้า ดงั น้นั ปริมาณน้านอกเซลลจ์ ะมีมากกวา่ ใน
เซลล์ จึงเกิดกระบวนการออสโมซิสของน้าเขา้ สู่เซลลต์ ลอดเวลา ถา้ ไม่มีการควบคุม เซลลจ์ ะเต่งข้ึน
เรื่อย ๆ ในท่ีสุดเซลล์ก็จะแตก ดงั น้นั เพื่อป้ องกนั ไม่ให้เซลล์แตก โพรโตซัวจึงมีคอนแทรกไทล์
แวคคิวโอล ทาหน้าท่ีรวมน้าจานวนมากเข้ามาในช่องหดจนเต็ม แล้วก็หดตวั ขับน้าออกทาง
เยอื่ หุม้ เซลล์ และพบวา่ น้าท่ีขบั ออกมาน้ีมีของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น แอมโมเนียม
ปนออกมาดว้ ย
4.4 การสืบพนั ธ์ุของโพรโตซัว
โพรโตซวั มีการสืบพนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศ (asexual reproduction) และการสืบพนั ธุ์แบบ
อาศยั เพศ (sexual reproduction)
4.4.1 การสืบพนั ธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ
เป็ นการเกิดชีวิตใหม่เพ่ิมข้ึนมาหน่ึงหน่วย โดยหน่วยใหม่ที่เกิดข้ึนจะมีลกั ษณะ
เหมือนหน่วยเดิมทุกประการ โพรโตซวั มีวธิ ีการสืบพนั ธุ์แบบไมอ่ าศยั เพศดงั น้ี
4.4.1.1 การแบ่งตวั เป็ นสองส่วนเท่า ๆ กนั (binary fission) พบในโพรโตซวั ทุก
กลุ่มเซลลจ์ ะแบ่งออกเป็ นสองส่วน โดยมีการแบ่งตวั ของนิวเคลียสและออร์แกเนลล์บางชนิดก่อน
ต่อมาไซโทพลาสซึมจะแบ่งออกเป็ น 2 ส่วน โดยผนงั เซลล์จะเวา้ คอดเขา้ มาจนติดกนั และขาด
ออกเป็น 2 ส่วน แตล่ ะส่วนจะมีนิวเคลียสและออร์แกเนลลค์ รบทุกประการ
4.4.1.2 การแบ่งเป็ นหลายส่วน (multiplication) การแบ่งแบบน้ีเร่ิมโดยมีการแบ่ง
นิวเคลียสซ้า ๆ หลายคร้ัง โดยท่ีไซโทพลาสซึมยงั ไม่มีการแบ่งตาม ในเซลลจ์ ึงมีนิวเคลียสปริมาณ
มาก จากน้ันไซโทพลาสซึมจึงแบ่งมาหุ้มนิวเคลียสแต่ละอนั จึงแยกออกจากกัน เกิดเป็ นเซลล์
จานวนมาก แต่เซลล์ท่ีได้ใหม่ขนาดเล็กกว่าเซลล์เดิมมาก หรืออาจจะแบ่งตัวโดยมีการแบ่ง
นิวเคลียสและไซโทพลาสซึมทุกคร้ังเหมือน binary fission แต่มีการแบ่งเซลลอ์ ยา่ งรวดเร็วไดเ้ ซลล์
จานวนมาก การสืบพนั ธุ์แบบน้ีพบมากในพวกโฟโทแฟลกเจลเลท
75
4.4.1.3 การแตกหน่อ (budding) คือ การที่ตวั ใดตวั หน่ึงบนเซลล์แม่มีการ
เปล่ียนแปลงแลว้ เจริญเป็ นหน่อ ซ่ึงมีลกั ษณะเหมือนเซลลแ์ ม่แต่มีขนาดเล็กกวา่ หน่อที่เกิดข้ึนน้ีจะ
หลุดออกไปจากตวั แม่ เจริญเป็นตวั เตม็ ไวต่อไป มกั พบในโพรโตซวั ท่ีมีกา้ นยึดอยกู่ บั ท่ี เช่น ไฮดรา
ยกู ลีนา วอร์ติเซลลา เป็นตน้
4.4.2 การสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศ (sexual reproduction)
เป็นการเกิดชีวติ หน่วยใหมจ่ ากการรวมตวั ของเซลลส์ ืบพนั ธุ์ของเพศผแู้ ละเพศเมีย
ในโพรโตซัวคือเซลล์ธรรมดาท่ีเปลี่ยนหน้าที่เป็ นเซลล์สืบพนั ธุ์ แต่โพรโตซัวหลายชนิดมีการ
แบ่งตวั เพื่อให้ได้เซลล์ที่มาทาการผสมพนั ธุ์โดยเฉพาะ การสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศจะเป็ นการที่
เซลล์ 2 เซลล์ มาจบั คู่กนั และปล่อยให้นิวเคลียสของท้งั สองมารวมตวั กนั เป็ นไซโกตเหมือน
สิ่งมีชีวติ ช้นั สูง
กลุ่มซิลิโอฟอรา มีวิธีการสื บพันธุ์แบบอาศัยเพศที่เรี ยกว่า “คอนจูเกชัน”
(conjugation) หรือการจบั คู่ โดยการท่ีโพรโตซัวสองตวั มาจบั คู่กนั แต่ละตวั จะมีการแบ่งไมโคร
นิวเคลียส จนในท่ีสุดไดน้ ิวเคลียสใหม่ หลงั จากน้นั โพรโตซวั ที่จบั คู่กนั อยจู่ ะแยกออกจากกนั และ
แบง่ ตวั เพม่ิ จานวนเซลลเ์ หมือนเซลลป์ กติ ในการสืบพนั ธุ์แบบน้ีมาโครนิวเคลียสอนั เดิมจะสลายไป
และจะสร้างข้ึนมาใหม่ในภายหลงั ดงั น้ันการสืบพนั ธุ์แบบน้ี นอกจากจะเปลี่ยนสารพนั ธุ์กรรม
ระหวา่ งเซลล์แลว้ ยงั เป็ นการกาจดั ของเสียต่าง ๆ ท่ีสะสมไวใ้ นแมกกะนิวเคลียสอีกดว้ ย ทาให้ได้
เซลลใ์ หม่ท่ีแขง็ แรงและเจริญเติบโตเป็นปกติ
4.5 การดารงชีวติ ของโพรโตซัว
การดารงชีวิตอยู่ไดท้ ุกสภาวะที่มีความช้ืนเป็ นองคป์ ระกอบ ดงั น้นั เราจะพบโพรโตซวั ได้
ทวั่ ไปตามแหล่งตา่ ง ๆ ดงั น้ี
4.5.1 แหล่งนา้ จืด (fresh water habitat)
แหล่งน้าจืดต่าง ๆ ท้งั บนภูเขาสูงหรือน้าน่ิงที่มีอินทรียเ์ น่าเป่ื อยผุพงั อยู่ก็จะมีโพรโตซัว
ดารงชีวิตอยู่ แต่แหล่งน้าจืดที่เหมาะสมในการอยู่อาศยั คือ แหล่งน้าจืดค่อนขา้ งนิ่งตามท้องนา
ทอ้ งร่อง และคูต่าง ๆ โพรโตซัวบางชนิดเพ่ิมจานวนอย่างรวดเร็วในคูระบายน้าทิ้งจากอาคาร
บา้ นเรือน โดยเฉพาะพวกโพรโทแฟลกเจลเลท นอกจากน้ีเราจะพบโพรโตซวั ไดง้ ่ายตามแหล่งน้า
ลาคลอง ไม่วา่ เล็กหรือใหญท่ ่ีมีอินทรียส์ ารสมบรูณ์
4.5.2 นา้ เค็ม (salt water)
โพรโตซวั พวกฟอแรมมินิเฟอรา และเรดดิโอลาเรียน เป็ นโพรโตซวั 2 กลุ่มใหญ่ที่พบใน
ทะเล ฟอแรมมินิเฟอราอาศยั อยบู่ ริเวณทอ้ งทะเลแมใ้ นที่ลึกมาก แต่เรดดิโดลาเรียนจะพบลอยอยบู่ น
ผิวน้าหรืออาจจมอยใู่ นน้าทะเล กรณีที่สภาวะอากาศไม่เหมาะสม นอกจากน้ียงั พบโพรโตซวั พวก
76
แฟลกเจลเลทและสปอโรซวั หลายกลุ่มท่ีดารงชีวติ อยใู่ นทะเล โดยเฉพาะไดโนแฟลกเจลเลทพบใน
ทะเลมากกวา่ โพรโตซวั กลุ่มอ่ืน ๆ
4.5.3 นา้ เคม็ จัด (brine pool)
มีโพรโตซวั ประมาณ 3-4 ชนิดท่ีสามารถดารงชีวิตในน้าทะเลท่ีเค็มจดั เช่น ในทะเลสาบ
Great salt ในรัฐยทู ่าห์ สหรัฐอเมริกา มีแฟลกเจลเลทหลายชนิด รวมท้งั ซิลิเอท และอะมีบา ซ่ึงไม่
เคยเจอที่ไหนมาก่อน
4.5.4 ดนิ โคลน (mud)
โพรโตซวั จานวนมากที่ดารงชีวติ อยใู่ นดินโคลน เช่น ยกู ลีนา มกั จะอาศยั อยหู่ น้าดินหรือ
โคลนในแมน่ ้า
4.5.5 ดินแฉะ (moist soil)
โพรโตซวั ท่ีอาศยั อยใู่ นดินแฉะ จะไมม่ ีความแตกตา่ งกบั พวกที่อาศยั อยใู่ นน้าจืด
4.5.6 เกลด็ หิมะ (snow drift)
โพรโตซวั ที่อาศยั อยตู่ ามเกล็ดหิมะส่วนใหญ่เป็ นพวกโฟโตแฟลกเจลเลทซ่ึงอยูใ่ นรูปของ
ซีสต์ (cyst)
4.5.7 อาศัยอยู่ร่วมกบั สิ่งมีชีวติ อน่ื
โพรโตซวั จาพวกน้ีอาจอยใู่ นรูปของการอาศยั เป็ นพวกปรสิต (parasitism) หรือเป็ นพวก
แบบพ่ึงพาอาศยั ซ่ึงกนั และกนั (mutualism) หรือเป็นแบบเก้ือกลู กนั และกนั (commensalism)
ในธรรมชาติพบวา่ โพรโตซัวอาศยั อยู่ร่วมกบั สิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด เช่น โพรโตซัวดว้ ย
กนั เอง อาจเป็ นโพรโตซัวขนาดเล็ก ๆ เขา้ ไปอยู่ในโพรโตซวั ที่มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนมากจะเป็ น
พวกปรสิตหรือเป็นการเขา้ ไปอยโู่ ดยเหตุบงั เอิญ
ในสัตวไ์ ม่มีกระดูกสันหลงั เช่น ไส้เดือน แมลง ปู ตะขาบ เห็บ ไร ส่วนใหญ่จะเป็ นพวก
สปอโรซวั โดยเฉพาะโพรโตซวั ในออร์เดอร์ Gregarinida เป็นปรสิตที่อาศยั อยใู่ นอวยั วะตา่ ง ๆ
ในปลาส่วนใหญ่เป็ นพวกปรสิตเกาะอยภู่ ายนอก เช่น ตามผิวตวั เหงือก เกล็ด หรืออาจอยู่
ในลาไส้ อาจพบไดท้ ้งั เป็นปรสิตและแบบเก้ือกลู กนั
ในสัตวค์ ร่ึงบกคร่ึงน้าและสัตวเ์ ล้ือยคลาน จะพบโพรโตซวั พวก opalina อาศยั อยใู่ นลาไส้
อาจพบไดท้ ้งั เป็นปรสิตและแบบเก้ือกลู กนั
ในนก พวกนกและไก่ จะพบโพรโตซวั พวกสปอโรซวั ออร์เดอร์ Eucoceidia เป็ นปรสิตอยู่
ในลาไส้และเลือด
ในสตั วเ์ ล้ือยคลานเล้ียงลูกดว้ ยนม โพรโตซวั ที่อาศยั อยใู่ นสตั วเ์ ล้ียงลูกดว้ ยนม ส่วนใหญ่จะ
เป็นปรสิตอาศยั อยใู่ นระบบอวยั วะตา่ ง ๆ แทบทุกระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด และ
77
ระบบกลา้ มเน้ือ และพบโพรโตซวั ไดท้ ุกกลุ่ม ท้งั ซาโคดินา แฟลกเจลลา และสปอโรซวั ส่วนพวก
ซิลิเอทพบน้อยมาก และมักจะพบว่าเป็ นแบบเก้ือกูลกัน และแบบพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน
ในกระเพาะของสัตวเ์ ค้ียวเอ้ือง
ในพืชโพรโตซวั มกั จะเกาะติดอยกู่ บั พืชน้าต่าง ๆ ตามรากใบ และมกั จะพบอยกู่ บั สาหร่าย
ชนิดท่ีเป็ นสายยาว ๆ เช่น Oedogonium, Oscillatoria ซ่ึงลอยเป็ นฝ้ าตามผวิ น้า และโพรโตซวั ชนิด
Phytomonas เป็นปรสิตภายในของพืชหลายชนิด
4.6 การจัดจาแนกหมวดหมู่ของโพรโตซัวทก่ี ่อให้เกดิ โรค
โพรโตซวั เป็นปรสิตก่อใหเ้ กิดโรคแก่มนุษย์ สัตว์ และพืช เป็ นสัตวเ์ ซลล์เดียวประกอบดว้ ย
ผนงั เซลล์ และโพรโทพลาสซึม ภายในโพรโทพลาสซึมมีนิวเคลียสและไซโทพลาสซึม
สาหรับโพรโตซวั ท่ีก่อใหเ้ กิดโรคมีมากมายหลายชนิด สามารถพบไดบ้ ่อย และบางชนิดก็
ไม่ค่อยพบ ดงั น้ันในการศึกษาจดั จาแนกหมวดหมู่ของโพรโตซัว ในที่น้ีจะยกมากล่าวเฉพาะท่ี
สาคญั และจาเป็นต่อการศึกษาเท่าน้นั
4.6.1 Class Sarcodina หรือ Rhizopoda
โพรโตซัวพวกน้ีมีโครงสร้างท่ีใช้ขาเทียม (pseudopodium) ซ่ึงเกิดจากการยืดหดของ
ไซโทพลาสซึม ขาเทียมจะมีมากหรือน้อยข้ึนกบั สภาวะและกิจกรรมของเซลล์ การเคลื่อนไหว
เช่นน้ีเรียกวา่ “amoeboid movement”
ส่วนประกอบของเซลล์ผิวนอกเป็ นเซลล์แมมเบรน ส่วนไซโทพลาสซึมแบ่งออกเป็ น 2
ส่วน คือ เอกโตพลาสซึม และเอนโดพลาสซึม นิวเคลียสมีแมมเบรน ฟูดแวคคิวโอล ใชใ้ นการยอ่ ย
อาหารและคอนแทรคไทลแ์ วคคิวโอลใชข้ บั ถ่าย
การดารงชีวิต มีการดารงชีวิตแบบโฮโลโซอิค (holozoic) โดยกินส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ เป็ น
อาหาร เช่น แบคทีเรีย หรือโพรโตซวั ขนาดเลก็
การสืบพนั ธุ์ เป็ นการสืบพนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศ โดยเม่ือเจริญเต็มท่ีจะมีการแบ่งตวั แบบ
ไบนารีฟิ ชชนั (binary fission) หรือ การแบ่งสองส่วน
78
ภาพท่ี 4.4 แสดงการแบง่ ตวั แบบไบนารีฟิ ชชนั ของโพรโตซวั
(ที่มา http://biodidac.bio.uottawa.ca/thumbnails)
ตวั อยา่ งสัตวใ์ น Class Rhizopoda ที่ควรรู้จกั คือ
1. Entamoeba histolytica ทาใหเ้ กิดโรคในลาไส้หรือโรคบิด (Amoebiasis หรือ Amoebic
dysentery)
2. Entamoeba coli ไมก่ ่อใหเ้ กิดโรค
3. Endolimax nana ไม่ก่อใหเ้ กิดโรคในคน
4. Iodamoeba butschilii ไมก่ ่อใหเ้ กิดโรคในคน
5. Dientamoeba flagilis อยใู่ นลาไส้ บางคร้ังก่อใหเ้ กิดโรคได้
สาหรับ Entamoeba histolytica พบมากในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยเฉพาะในประเทศท่ี
มีการสุขาภิบาลไม่ดีจะออกมากบั อุจจาระ สามารถพบเมด็ เลือดแดงในไซโทพลาสซึม ถา้ เป็น
E. histolytica ที่นามาเพาะเล้ียงจะไม่พบเม็ดเลือดแดง จากการศึกษาพบวา่ E. histolytica ไม่ไดท้ า
ใหเ้ กิดโรคทุกตวั ตวั ท่ีทาใหเ้ กิดโรคจะมีรูปร่างเป็นซีสทข์ นาดใหญ่เกินกวา่ 10 ไมครอน
79
Entamoeba coli พบไดท้ ว่ั โลก แต่พบมากในเขตอบอุ่น และชุ่มช้ืนพบในลาไส้ส่วนลูเมน
ของมนุษยม์ ี 2 รูปร่าง คือ
1) โทรโพซอยท์ (Trophozoite form) มีขนาด 15-20 ไมครอนมีนิวเคลียส 1 อนั ภายใน
นิวเคลียสมีคาริโอโซม อยคู่ ่อนไปทางหน่ึงภายในไซโทพลาสซึมของ E. coli จะมีพวกแบคทีเรียอยู่
มาก
2) ซีสท์ (Cyst form) จะมีลกั ษณะกลมขนาด 10-30 ไมครอนมีนิวเคลียส 1, 4 หรือ 8
แลว้ แต่ความแก่อ่อนของซีสท์ ในซีสทบ์ างตวั อาจจะพบโครมาติดบาร์ (Chromatidbar) เป็ นแบบ
เศษไมแ้ ตกหกั และที่ติดต่อคือระยะที่ซีสทม์ ี 8 นิวเคลียส
4.6.2 Class Mastigophora (Flagellted protozoa)
เซลลข์ องโพรโตซวั พวกน้ีห่อหุม้ ดว้ ยสารพวก tectin เป็ นส่วนใหญ่ ที่มีความหนา ทาให้คง
รูปร่างอยไู่ ด้ และมีแฟลกเจลลาในการเคล่ือนที่
สาหรับองค์ประกอบภายในเซลล์มีไซโทพลาสซึมเป็ นเน้ือเดียวกันตลอด ไม่แบ่งเป็ น
เอคโตพลาสซึมหรือเอนโดพลาสซึม มีเยอื่ หุม้ นิวเคลียส ส่วนออร์แกเนลท่ีสาคญั คือ โครมาโทฟอร์
ซ่ึงประกอบดว้ ยคลอโรฟิ ลล์หรือรงควตั ถุอ่ืน ๆ เช่น แคโรทีนและแซนโทฟิ ลล์ มีอาหารสะสม
เรียกวา่ พาราไมลมั (paramylum) ดงั น้นั โพรโตซวั พวกน้ีนกั พฤกษศาสตร์จึงจดั เป็นสาหร่าย
การดารงชีวติ มี 2 แบบ คือ
1) Holozoic จะพบในพวกท่ีไม่มีคลอโรฟิ ลลโ์ ดยใชแ้ อลเจลลาจบั หรือโบกพดั ใหอ้ าหาร
ในกระแสน้าเขา้ สู่เซลล์
2) Holophyic เป็นการดารงชีวติ โดยการสงั เคราะห์แสง พบในพวกที่มีคลอโรฟิ ลล์
การสืบพนั ธุ์ เป็ นแบบไม่อาศยั เพศ (Asexual reproduction) โดยมีการแบ่งเซลล์ จาก 1 เป็ น 2
ตามความยาวของลาตวั ที่เรียกวา่ longitudinal binary fission
ตวั อย่างโพรโตซัวในคลาสน้ีได้แก่ ยูกลีนา วอลวอกซ์ แพนดอไรนา (pandorina) และท่ี
ก่อใหเ้ กิดโรคคือ
1) Griardia lamblia เป็ นโพรโตซวั ท่ีมีหนวด อาศยั อยู่ในลาไส้ พบไดท้ ว่ั ไป พบในเด็ก
มากกว่าผใู้ หญ่ ทาให้เกิดอาการทอ้ งเดิน อาศยั อยใู่ นลาไส้เล็กตอนตน้ และส่วนบนของลาไส้เล็ก
ส่วนปลาย (ileum) มี 2 รูปร่าง คือ
1.1 โทรโฟซอยท์ (Trophozoite form) มีขนาด 7x14 ไมครอน ดา้ นหนา้ แผข่ ยาย
ใหญ่ ดา้ นหลงั เรียวเลก็ คลา้ ย racket tennis มีหนวด 4 คู่ นิวเคลียส 2 อนั
1.2 ซีสท์ รูปร่างเป็นรูปไข่ มีขนาด 7x12 ไมครอน มีแกนกลาง ผนงั ซีสทจ์ ะหดเรียบ
มี median body เป็นแบบแทง่ โคง้ (curve rods) 4 อนั ภายในนิวเคลียส 4 อนั
80
โดยปกติ Griardia lambia ไม่ทาให้เกิดโรค แต่บางคร้ังอาจทาใหเ้ กิดอาการทอ้ งเดินได้ ถา้
เป็ นอย่นู าน ๆ ผูป้ ่ วยจะผอมลงและมีอาการขาดโปรตีน ไขมนั และ วติ ามิน บางรายพบว่าเกิดการ
อกั เสบของท่อน้าดี และถุงน้าดีได้
2) Trichomonas vaginalis เป็ นโพรโตซวั ที่อาศยั อยใู่ นระบบอวยั วะสืบพนั ธุ์ พบไดท้ ว่ั ไป
โดยเฉพาะเขตร้อน ทาใหเ้ กิดช่องคลอดอกั เสบ (vaginitis) โดยอาศยั อยใู่ นช่องคลอดอวยั วะสืบพนั ธุ์
เพศหญิง บางคร้ังอาจจะพบในท่อปัสสาวะของหญิง และพบในต่อมลูกหมากและท่อปัสสาวะของ
เพศชาย รูปร่างมีลกั ษณะเดียวคือ โทรโพซอยท์มีรูปร่างแบบรูปไข่ มีขนาด 13x7.5 ไมครอน มี
นิวเคลียส 1 อนั เป็นรูปไขเ่ ช่นเดียวกนั ขา้ ง ๆ นิวเคลียสจะมีไซโตสโตม (cytostome) เป็ นร่องแคบ
ลึก ทาหนา้ ที่เป็นปากสาหรับกินอาหาร มีหนวด 3-5 เส้น แต่ 1 เส้นจะใหญ่และหนาอยขู่ า้ ง ๆ ขอบ
ตวั จะยนื่ ออกมาทางดา้ นหลงั ทาใหท้ ่ีเป็นเยอื่ โบกกะพือในการให้เกิดการเคล่ือนไหว ทาให้เกิดการ
อกั เสบของช่องคลอด และท่อทางเดินปัสสาวะ ผูห้ ญิงหากมีปริมาณของทริคโชโมแนสในช่อง
คลอดมาก จะเกิดการอกั เสบ มีน้าไหลออกมาจากช่องคลอดเรียกวา่ ตกขาว (watery leucorrhoea)
และมีอาการคนั บริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด นอกจากน้ียงั ทาให้เกิดหนอง หลอดปัสสาวะ
อกั เสบ และตอ่ มลูกหมากอกั เสบในเพศชาย
4.6.3 Class Sporozoa
สัตวใ์ นคลาสสปอร์โรซวั ไม่มีโครงสร้างท่ีใชใ้ นการเคล่ือนที่ ไม่มีคอนแทรคไทล์แวคคิว
โอล รูปร่างกลมหรือยาว มีนิวเคลียส 1 อนั ในระยะหน่ึงของวงชีวิตสามารถเคลื่อนที่ได้ การหายใจ
และขบั ถ่ายแบบ diffusion
การดารงชีวิตเป็ นแบบปรสิตในมนุษยแ์ ละสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมอื่น ๆ โดยอาศยั อยู่ใน
กระแสเลือด ทาใหเ้ กิดโรคไขจ้ บั สัน่ หรือมาลาเรีย ตวั อยา่ งสัตวใ์ นคลาสน้ี คือ Plasmodium ท่ีสาคญั
มี 4 ชนิดดว้ ยกนั คือ
- Plasmodium falciparum พบไดท้ ว่ั ไปในประเทศไทย
- Plasmodium vivax พบไดท้ ุกแห่งรวมท้งั ประเทศไทย
- Plasmodium malariae พบในอเมริกากลาง พม่า อินเดีย สาหรับประเทศไทยพบ
ไดน้ อ้ ย
- Plasmodium ovale พบตามชายฝั่งของแอฟริกา สาหรับประเทศไทยไมพ่ บ
พวกสปอร์โรซวั เป็ นโพรโตซัวท่ีเป็ นปรสิตของมนุษยแ์ ละสัตวเ์ ล้ียงลูกดว้ ยนม โรคท่ีเกิด
จากโพรโตซวั ที่สาคญั คือ โรคมาลาเรีย โรคบิด และโรคเหงาหลบั (sleeping sickness)
สาหรับโรคเหงาหลับน้ีเกิดจากโพรโตซัวพวกที่เคล่ือนท่ีโดยใช้แฟลกเจลลา คือ
Trypanosoma ซ่ึงเช้ือที่ทาใหเ้ กิดโรคแก่มนุษยม์ ี 3 ชนิด คือ
81
1) T. gambiense ทาให้เกิดโรคท่ีเรียกว่า Gambian fever ซ่ึงมีระบาดในแถบ
แกมเบียของทวปี อเมริกา โดยเหลือบพวก Glossina palpalls เป็นพาหะ
2) T. rhodesiense พบแพร่ระบาดมากในทวีปแอฟริกา พาหะคือ เหลือบ
G. morsitans
3) T. cruzi แพร่ระบาดมากในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ทาใหเ้ กิดโรคท่ีวา่
Chagas disease หรือ Barbiero พาหะคือมวนเพชฌฆาต
อาการของโรคเหงาหลบั ในระยะแรกเช้ือจะเขา้ สู่กระแสเลือด มีไขส้ ูงเล็กน้อย
ต่อมาเม่ือเช้ือเขา้ สู่น้าไขสนั หลงั จะทาใหผ้ ปู้ ่ วยมีอาการออ่ นเพลีย ง่วงนอน ร่างกายซูบผอมและตาย
ในที่สุด
วงจรชีวิตของ Trypanosome เป็ นปรสิตของ host คือ แมลงและสัตวเ์ ล้ียงลูกดว้ ย
นม เมื่อแมลงมากดั ผปู้ ่ วยท่ีเป็ นโรคเหงาหลบั เช้ือจะแพร่ไปยงั ระบบทางเดินอาหารของแมลง เช้ือ
จะมีการเจริญและสืบพนั ธุ์ที่ผนงั ของทางเดินอาหาร จากน้นั จึงเคล่ือนไปสู่ต่อมน้าเหลืองและน้าไข
สันหลงั บางคร้ังอาจแพร่ถึงสมองได้
ภาพท่ี 4.5 แสดงวงจรชีวติ ของ Trypanosoma สาเหตุของโรคเหงาหลบั ในคน
(ที่มา http://aapredbook.aappublications.org)
82
4.7 โพรโตซัวก่อโรคในสัตว์นา้
โพรโตซวั เป็ นสัตวเ์ ซลล์เดียว ภายในเซลล์มีอวยั วะต่างๆที่ทาหนา้ ท่ีคลา้ ยเซลล์ของสัตวช์ ้นั สูง
(Eukaryotic) เราสามารถแบง่ โพรโตซวั ที่ก่อโรคในสตั วน์ ้าไดด้ งั น้ี
4.7.1 Subphylum Mastigophora เป็ นโพรโตซวั ชนิดท่ีมีแส้ 1 หรือมากกวา่ 1 เส้น เรา
เรียกโพรโตซวั พวกน้ีวา่ flagellate ส่วนมากสืบพนั ธุ์โดยการแบ่งตวั ซ่ึงชนิดท่ีทาให้สัตวน์ ้าเป็ น
โรค ไดแ้ ก่ Oodinium, Trypanosoma, Ichthyobodo, Hexamita, Costia และ Cryptobia
4.7.2 Subphylum Sacodina เป็นโพรโตซวั ท่ีมีเทา้ เทียม สาหรับใชใ้ นการเคลื่อนที่ เป็ น
กลุ่มที่ไม่ทาอนั ตรายโดยตรง เช่น Amoeba
4.7.3 Phylum Ciliophora เป็ นโพรโตซวั ที่มีขนส้ันๆ มีนิวเคลียส 2 อนั ขนาดไม่
เทา่ กนั ชนิดที่ทาใหเ้ กิดโรคกบั สตั วน์ ้า โดยการฝังตวั บริเวณใตผ้ วิ หนงั ของปลา แลว้ ทาให้ปลาเกิด
แผล ไดแ้ ก่ Ichthyophthirius multifilis, Chylodonella, Trichodina , Epistylis และ Zoothamnium
บทสรุป
โพรโตซวั เป็นสตั วเ์ ซลลเ์ ดียวที่มีโครงสร้างซบั ซอ้ น โดยเซลลข์ องโพรโตซวั จะมีการยอ่ ย
อาหาร การแลกเปลี่ยนกา๊ ซ การปรับสภาวะของเซลล์ การเคล่ือนท่ี และการสืบพนั ธุ์ เป็นตน้
เราพบโพรโตซัวทวั่ ไปท้งั ในน้าจืด น้ากร่อย น้าเค็มและในดิน การดารงชีวิตของโพรโตซัวมีท้งั
การดารงชีวติ อิสระ การอาศยั อยใู่ นสิ่งมีชีวติ ชนิดอ่ืนแบบพ่ึงพาอาศยั ซ่ึงกนั และกนั แบบเก้ือกลู กนั
และแบบปรสิต ที่สามารถก่อโรคท้งั ในมนุษย์ คน สัตวบ์ ก สัตวน์ ้า นอกจากน้ีโพรโตซวั
บางชนิดยงั มีประโยชนต์ ่อระบบนิเวศน์
โครงสร้างของเซลลโ์ พรโตซวั ประกอบดว้ ยนิวเคลียสและ ไซโทพลาสซึม ขณะท่ีเซลลม์ ี
ชีวติ สีจะใส
โพรโตซวั ท่ีไมส่ ามารถสงั เคราะห์แสงกอ็ าจมีการสร้างสารสี ทาใหม้ องเห็นเซลลม์ ีสีต่าง ๆ
Euglena rubra มีสีแดง
การสืบพนั ธุ์ของโพรโตซวั มี 2 แบบ คือ แบบอาศยั เพศและแบบไมอ่ าศยั เพศ
การจดั หมวดหมขู่ องโพรโตซวั ที่ก่อโรค มี 3 class ดงั น้ี
1. Class Sarcodina หรือ Rhizopoda โพรโตซวั ในกลุ่มน้ีเคลื่อนท่ีโดยใชเ้ ทา้ เทียม
(pseudopodium) ซ่ึงเกิดจากการยดื หดของโซโทพลาสซึม เราเรียกการเคล่ือนไหวน้ีวา่ amoeboid
movement ไดแ้ ก่ อะมีบา (Amoeba) Entamoeba coli
2. Class Mastigophora โพรโตซวั กลุ่มน้ีห่อหุม้ ดว้ ยแพลตติเคิล ท่ีทาใหผ้ นงั หนา
83
ใชแ้ ฟลกเจลลาในการเคล่ือนที่ มีหลายชนิดท่ีก่อโรค เช่น Giardia lamblia ทาใหเ้ กิดโรคทอ้ งเสีย
Trichomonas vaginalis ก่อใหเ้ กิดการอกั เสบบริเวณช่องคลอด และอวยั วะสืบพนั ธุ์เพศหญิง
3. Class Sporozoa เป็นปรสิตของมนุษยแ์ ละสตั วเ์ ล้ียงลูกดว้ ยนม เช่น เช้ือที่ทาให้เกิดโรค
ไขจ้ บั สน่ั หรือมาลาเรียท่ีเกิดจากเช้ือ Plasmodium sp. โรคเหงาหลบั ที่เกิดจากเช้ือ Trypanosoma sp.
84
หน่วยท่ี 5
สาหร่าย
(Algae)
สาหร่ายเป็ นพืชท่ีคนรู้จกั มานาน โดยมนุษยไ์ ดน้ าสาหร่ายมาใช้ประกอบอาหาร แต่ใน
ปัจจุบนั มีการศึกษาเก่ียวกบั การนาสาหร่ายมาใชป้ ระโยชน์มากยง่ิ ข้ึน เช่น พบวา่ สาหร่ายเป็ นแหล่ง
อาหารประเภทโปรตีนท่ีสาคญั ในอนาคต สาหร่ายมีบทบาทต่อการปรับปรุงดิน อนุรักษ์ดิน และ
รักษาสภาพแวดลอ้ ม เป็นตน้
สาหร่ายจดั เป็ นพืชช้นั ต่าที่มีคลอโรฟิ ลล์ แต่ไม่มีส่วนราก ลาตน้ และใบแทจ้ ริง มีขนาด
ต้งั แต่ขนาดเล็กมาก ประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ตอ้ งดูด้วยกลอ้ ง
จุลทรรศน์ ประกอบดว้ ยเซลล์จานวนมาก อาจเป็ นสาย (filament) หรือมีลกั ษณะคลา้ ยพืชช้นั สูง
โดยมีส่วนท่ีเป็นราก ใบ และลาตน้ รวมเรียกวา่ “ทลั ลสั (thallus) ”
ในการจดั หมวดหมู่ของสาหร่ายในอดีต นักพฤกษศาสตร์จดั สาหร่ายอยู่ในพวกเดียวกบั
แบคทีเรีย รา และยีสต์ โดยอาศยั หลกั ไม่มีท่อน้าและท่ออาหาร แต่สาหร่ายแตกต่างจากจุลินทรีย์
ตรงท่ีมีคลอโรฟิ ลล์ ดงั น้นั สาหร่ายจึงสามารถสังเคราะห์อาหารและสร้างอาหารเองไดเ้ ช่นเดียวกบั
พืชช้นั สูงอื่น ๆ นอกจากคลอโรฟิ ลล์แลว้ สาหร่ายยงั มีรงควตั ถุ (pigment) อ่ืน ๆ เช่น สีน้าตาลแดง
และน้าเงิน ทาให้สาหร่ายแต่ละชนิดมีสีแตกต่างกนั โดยสาหร่ายมีรงควตั ถุสีใดมาก ก็จะปรากฏสี
น้นั ส่วนสีอื่น ๆ อาจถูกบดบงั ไม่ปรากฏให้เห็นไดช้ ัด รงควตั ุเหล่าน้ีใช้เป็ นสัญลกั ษณะสาคญั ใน
การจาแนกหมวดหมู่ของสาหร่ายต่าง ๆ แต่ปัจจุบนั การจดั จาแนกสาหร่ายมีหลายแบบ โดยส่วน
ใหญ่จะจดั สาหร่ายกลุ่มสีเขียวแกมน้าเงินอยใู่ นกลุ่มเดียวกบั แบคทีเรีย ส่วนกลุ่มอื่น ๆ น้นั มีการจดั
แบ่งเป็นสาหร่ายกลุ่มตา่ ง ๆ
สาหรับสาหร่ายที่กล่าวในบทน้ี จะกล่าวถึงประโยชน์ของสาหร่ายในแง่ใชเ้ ป็ นอาหารของ
คนเช่น สไปรูไลนา (Spirulina) คลอเรลลา (Chlorella) และสคีนีเดสมสั (Scenedesmus) ใชเ้ ป็ นยา
รักษาโรค คือ ซาร์กสั ซัม (Sargassum) สาหร่ายสีน้าตาลใช้รักษาโรคคอพอก แกร้ ้อนใน ใช้ใน
อุตสาหกรรม สารสกดั จากสาหร่ายทะเล ไดแ้ ก่ วุน้ (agar) แอลจิน (algin) และคาร์ราจีแนน
(carrageenan) เป็นตน้
5.1 สัณฐานวทิ ยา สาหร่ายมีรูปร่าง ขนาด และการจดั เรียงตวั ของเซลลแ์ ตกต่างกนั ออกไป อาจเป็ น
เซลล์เดียว (unicellular form) หรือหลายเซลล์ (multi cellular form) ดงั ภาพท่ี 5.1 สาหรับการ
จดั เรียงตวั และรูปร่างของสาหร่ายมีดงั น้ี
85
5.1.1 สาหร่ายเซลล์เดียว (unicellular) พวกเซลลเ์ ดียวอาจเคล่ือนที่ได้ หรือเคล่ือนที่ไม่ไดม้ ี
3 แบบ คือ
5.1.1.1 เซลลเ์ ดียวมีหนวดหรือเซลลเ์ ดียวสามารถเคลื่อนท่ีได้ เช่นแคลมิโดโมแนส
(chlamydomonas)
5.1.1.2 เซลล์เดียวมีเทา้ เทียม (rhizopodial unicell) เป็ นพวกเซลลเ์ ดียวไม่มีหนวด
และไมม่ ีผนงั เซลลท์ ่ีแทจ้ ริง มีการเคล่ือนที่แบบอะมีบา เช่น ยกู ลีนา
5.1.1.3 คอกคอยด์ ยนู ิเซลล์ (coccoid unicell) เป็ นพวกเซลล์เดียวไม่มีหนวด และ
ไม่สามารถเคลื่อนท่ีไดด้ ว้ ยตวั เอง ไดแ้ ก่ คลอเรลลา
5.1.2 สาหร่ายแบบกล่มุ เซลล์ (colonial form หรือ colony) เป็ นกลุ่มเซลลท์ ่ีมีรูปร่างลกั ษณะ
เหมือนกนั ทาหนา้ ท่ีอยา่ งเดียวกนั มาอยรู่ ่วมกนั กลุ่มเซลล์น้ีอาจเคล่ือนไหวไดห้ รือไม่ได้ มี 4 แบบ
คือ
5.1.2.1 ซีโนเบียม (coenobium) เป็ นกลุ่มเซลล์ที่มีจานวนแน่นอน และจดั เรียงตวั
เป็นระเบียบ บางชนิดเคลื่อนไหวได้ ไดแ้ ก่ Genium บางชนิดเคล่ือนไหวไม่ได้ เช่น Scenedesmus
5.1.2.2 พาลเ์ มลลา (palmellate form) เป็ นกลุ่มเซลลท์ ี่ไม่มีการเคลื่อนไหว มีขนาด
รูปร่างไม่แน่นอน กลุ่มเหล่าน้ีเกิดโดยเย่ือหุ้มเซลล์ แต่ละเซลลม์ าเช่ือมต่อกนั เช่น Anacystis หรือ
อาจเกิดจากเซลลเ์ ดียวที่เคลื่อนไหวไดห้ รือเซลล์ใดเซลล์หน่ึงมาจากกลุ่มเซลลท์ ่ีเคลื่อไหวได้ ทาให้
การแบ่งเซลล์จานวนมากอยใู่ นเย่ือหุม้ เดียวกนั เรียกระยะน้ีวา่ ระยะพาล์เมลลา (palmella stage) ซ่ึง
เป็นระยะหน่ึงในวฏั จกั รชีวติ เพือ่ การสืบพนั ธุ์
5.1.2.3 กลุ่มเซลลเ์ ดนดรอยด์ (dendroid colony) เป็นกลุ่มเซลล์ท่ีมีกา้ นมาเชื่อมโยง
กนั ก่ิงกา้ นน้ีเกิดจากเยอ่ื เมือกแตล่ ะเซลลท์ ่ีผลิตออกมา เช่น Chrysodendron
5.1.2.4 กลุ่มไรซอยด์ (rhizopodial colony) เป็ นกลุ่มท่ีรวมกนั โดยมีไรโซโพเดียม
(rhizopodium) ซ่ึงเป็นส่วนของสายไซโทพลาสซึมเช่ือมโยงกนั ระหวา่ งเซลล์ เช่น Chrysidiastrum
5.1.3 สาหร่ายแบบเส้นสาย (filamentous form หรือ filament) เป็ นการเรียงตวั ของเซลล์
แบบเซลลต์ ่อเซลล์ต่อกนั เป็ นสายยาว เมื่อมีการแบ่งเซลลจ์ ะแบ่งตามขวางของแนวแกน ทาให้เส้น
สายน้ียาวออก มี 2 แบบ คือ
5.1.3.1 เส้นสายแบบไมแ่ ตกแขนง (unbranched filament) ไดแ้ ก่ Spirogyra
5.1.3.2 เส้นสายแบบแตกแขนง (branched filament) มี 2 ลกั ษณะคือ แขนงแท้
(true banch) เป็ นการแตกแขนงที่พบในสาหร่ายทวั่ ไป เช่น Cladophora และแขนงเทียม (false
branch) พบเฉพาะในสาหร่ายสีน้าเงิน ไดแ้ ก่ สาหร่ายพวก Scytonemataceae ไดแ้ ก่ scytonema
86
5.1.4 สาหร่ายแบบหลอดหรือแบบท่อ (siphonous form) เป็ นเซลล์ที่มีหลายนิวเคลียสเป็ น
ท่อไม่มีผนงั ก้นั นอกจากในฤดูสืบพนั ธุ์จึงสร้างผนงั มาก้นั เพอ่ื สร้างเซลลส์ ืบพนั ธุ์ เช่น Bryopsis
5.1.5 แบบพาเรนไคมา (parenchymatous form) ทลั ลสั มีลกั ษณะเป็ นหลอดหรือเป็ นแผ่น
ประกอบดว้ ยเซลลพ์ าเรนไคมาที่สามารถแบง่ เซลลไ์ ดห้ ลายทิศทาง เช่น Ulva
Ulva Spirogyra Bryopsis Chlorella
Euglena Scenedesmus Gonium
ภาพท่ี 5.1 แสดงลกั ษณะของสาหร่ายแบบตา่ ง ๆ
(ท่ีมา : www.sudipan.net,www.jburroughs.org, www.biol.tsukuba.ac.j,
www.xtec.catprotist.i.hosei.ac.jp)
สาหร่ายเป็ นพืชที่สามารถปรับตวั ให้เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสมได้ดี โดยสามารถ
เจริญในสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง บางชนิดพบไดท้ ว่ั ไป บางชนิดเจริญไดด้ ีในเขต
ร้อนมากกวา่ เขตอบอุน่ บางชนิดพบกระจายตวั ทวั่ ไปในแหล่งน้าจืด แหล่งน้าเค็ม และน้ากร่อย บาง
ชนิดเกาะติดแง่งหินใตน้ ้า พืชน้า บางชนิดลอยเป็ นอิสระตามผิวน้าท่ีเรียกวา่ แพลงตอน (plankton)
นอกจากน้ีพบสาหร่ายบางชนิดตามเปลือกไม้ กอ้ นหิน บนพ้ืนดิน หรือในส่ิงมีชีวติ อื่น ๆ โดยทว่ั ไป
สามารถแบง่ สาหร่ายตามลกั ษณะที่อยตู่ ามธรรมชาติไดเ้ ป็น 4 ชนิด คือ
1. ในน้า (Aquatic habitat) เป็ นสาหร่ายที่เจริญอย่ใู นแหล่งน้าทว่ั ไป เช่น สระ
คลอง บอ่ น้าตก ทะเลสาบ และมหาสมุทร ท้งั ในน้าต้ืนและน้าลึก สาหร่ายน้าจืดบางชนิด เช่น Chra
87
และ Cladophora สามารถเจริญไดด้ ีในน้าลึก 40-60 ฟุต สาหร่ายทะเลบางชนิด เช่น สาหร่ายสีแดง
เจริญไดด้ ีในน้าทะเลลึกถึง 600 ฟุต
2. ในดิน (Soil habitat) สาหร่ายในพวกน้ีเจริญไดด้ ีในดินท่ีมีความช้ืนแมเ้ พียง
เล็กนอ้ ยเท่าน้นั บางชนิดเจริญอยบู่ นผิวหนา้ ดิน เช่น ยกู ลีนา บางชนิดเจริญในดินลึกหลายฟุต เช่น
สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน บางชนิดพบในดินไดท้ วั่ ไป เช่น Nostoc
3. ในอากาศ (Aerial habitat) เป็ นสาหร่ายจาพวกที่เจริญงอกงามบนเปลือกไม้
กอ้ นหิน กาแพง โดยไดร้ ับความช้ืนจากอากาศ เช่น Protococcus sp. พบตามกระถางตน้ ไม้ กาแพง
และขอบบอ่ น้า เป็นตน้
4. ในที่อื่น ๆ (Unusual habitat) หมายถึงสาหร่ายท่ีเจริญนอกเหนือจากสถานที่
ดงั กล่าวมาแล้ว เช่น บริเวณน้าพุร้อน หิมะ น้าแข็ง ยอดเขา ตลอดจนงอกงามตามต้นไม้ เช่น
Chlaminomonas nivalis เจริญอยู่บนหิมะที่ Tiogar Passcara และเนื่องจากมีรงควตั ถุพวก
แคโรทีนอยด์และเฮมาโทโครม จึงทาให้เห็นหิมะเป็ นสีแดง บางคร้ังพบอยู่ใตน้ ้าแข็งลึก 10-50
เซนติเมตร ส่วน Chlorella sp. และ Ankistrodesmus sp. ก็สามารถเจริญบนหิมะและน้าแข็งได้
เช่นกนั
5.2 โครงสร้างของเซลล์สาหร่าย
เซลลข์ องสาหร่ายคลา้ ยเซลลข์ องพืชทวั่ ไป ประกอบดว้ ยโครงสร้างท่ีสาคญั 3 ประการ คือ
ผนงั เซลล์ (cell wall) ไซโทพลาสซึม (cytoplasm) และนิวเคลียส (nucleus)
5.2.1 ผนังเซลล์
ผนงั เซลล์ของสาหร่ายประกอบดว้ ยสารจาพวกคาร์โบไฮเดรต บางชนิดเป็ นพวกซิลิเกต
บางชนิดประกอบดว้ ยโปรตีน ซ่ึงมีหินปูน เหลก็ และไคตินหุม้ อยู่
เซลลข์ องสาหร่ายมี 2 ช้นั ยกเวน้ สาหร่ายบางชนิดมี 3 ช้นั ผนงั ช้นั นอกมีลกั ษณะอ่อนนุ่ม
หรือเป็ นเมือก ละลายน้าไดใ้ นน้าเดือด เป็ นพวกเพคติน ส่วนผนงั เซลล์ช้นั ใน มีรูปร่างคงท่ีช่วยให้
เซลล์แข็งแรง ทาให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ เป็ นพวกเซลลูโลส สาหร่ายบางชนิด เช่น พวกยูกลีนอยด์
(Euqlenoid) Division Euglenophyta และไดโนแฟลกเจลเลท (Dinoflagellate) Division Pyrrophyta
บางชนิดไม่มีผนงั เซลล์ที่แทจ้ ริง แต่จะมีเยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane) ทาหน้าที่เหมือนผนงั
เซลล์ เรียกว่า “เพลลิเคิล (pellicle) หรือ เพอริพลาสท์ (periplast)” ผนงั ชนิดน้ีบางชนิดแขง็ จึงมี
รูปร่างคงท่ี แตบ่ างชนิดอ่อน ทาใหร้ ูปร่างเปล่ียนแปลงได้
สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินส่วนใหญ่ผนงั เซลล์ช้ันนอกสุดจะมีสารเมือกหุ้มอยู่ อีกช้ันมี
ความหนาแตกต่างกนั แต่ละชนิด ประกอบดว้ ยกรดเพคติค (pectic acid) และมิวโคโพลีแซกคาไรด์
(mucopolysaccharides)
88
5.2.2 ไซโทพลาสซึม (cytoplasm)
ไซโทพลาสซึมเป็ นส่วนท่ีอยู่ภายในเซลล์ที่ล้อมรอบด้วยนิวเคลียส ประกอบด้วยน้า
สารประกอบเคมีที่จาเป็ นสาหรับส่ิงมีชีวติ และพวกออร์แกเนลลต์ ่าง ๆ ไดแ้ ก่ พลาสติด ไพรินอยด์
สติกมา แวคิวโอล และโครงสร้างอื่น ๆ
5.2.2.1 พลาสติดหรือโครมาโตฟอร์ (plastis หรือ chromatopore)
เป็นแหล่งรวมของรงควตั ถุตา่ ง ๆ ที่อยภู่ ายในเซลล์ ยกเวน้ สาหร่ายสีเขียวแกม
น้าเงินท่ีมีรงควตั ถุกระจายตวั อยู่ทวั่ ไปในไซโทพลาสซึม พลาสติดมี 2 ชนิด คือ ลิวโคพลาสท์
(leucoplast) เป็ นพลาสติดไม่มีสี และพลาสติดมีสีเรียกวา่ “โครโมพลาสท์ (chromoplast)” หาก
สาหร่ายน้นั มีคลอโรฟิ ลล์ เรียกวา่ “คลอโรพลาสท์ (chloroplast)”
คลอโรพลาสมีรูปร่างลกั ษณะและจานวนแตกตา่ งกนั ในสาหร่ายแต่ละชนิด คลอโรพลาสท์
ประกอบดว้ ยเยอ่ื บาง 2 ช้นั บางคร้ังอาจมีเอนโดพลาสมิด เรทิคิวลมั หุ้มภายนอกอีกช้นั หรืออาจหุ้ม
รวมเอานิวเคลียสเขา้ ไวภ้ ายในมีไทลาคอยด์ (thylakoid) ลกั ษณะเหมือนถุงแบน ๆ กระจายอยเู่ ด่ียว
ๆ หรือเป็นคู่ หรืออาจเรียงซอ้ นกนั เป็นช้นั ๆ โดยแต่ละอนั ไม่ติดกนั เรียกวา่ กรานา (grana) สาหร่าย
ในแต่ละดิวชิ นั มีจานวนกรานาแตกต่างกนั ภายในไทลาคอยด์มีรงควตั ถุสังเคราะห์หรือคลอโรฟิ ลล์
บรรจุอยู่
5.2.2.2 ไพรีนอยด์ (Pyrenoids) เป็ นโครงสร้างที่มีลกั ษณะกลม ใส และไม่มีสี เกิด
อยู่ภายในหรือบนคลอโรพลาสท์ของสาหร่ายสีเขียวดิวิชันคลอโรไฟตาทุกชนิด ยกเวน้ Order
Siphonales
ไพรินอยด์ ประกอบดว้ ยแผ่นโปรตีนเป็ นแกนกลาง มีช้นั ของแป้ งเป็ นเยื่อหุ้มอยู่
เรียกวา่ “สตาร์ชชีท” (starch sheath) และแผน่ แป้ ง (starch plate) ลอ้ มอย่รู อบนอก ไพรีนอยด์มี
หนา้ ที่เก่ียวกบั การสร้างแป้ ง โดยส่วนนอกของโปรตีนจะเปลี่ยนเป็ นสตาร์ชบีทหุ้มโปรตีนไว้ และ
ตอ่ มาจะหลุดออกมาเป็ นแผน่ เรียกวา่ แผน่ แป้ ง หุ้มอยภู่ ายนอก ทาให้ขนาดของไพรีนอยด์ใหญ่ข้ึน
หรือ หลุดออกมาเป็นเมล็ดแป้ ง (starch grain)
การท่ีสาหร่ายสีเขียวมีไพรีนอยดอ์ ยภู่ ายในหรือบนคลอโรพลาสท์ จึงพบไดว้ า่ เม็ดแป้ ง
ที่ถูกสร้างข้ึนมาจะอยใู่ นคลอโรพลาสทด์ ว้ ย ส่วนสาหร่ายอ่ืน ๆ เช่น ไดโนแพลเจลเลต และสาหร่าย
สีแดง เมด็ แป้ งจะกระจายอยใู่ นไซโทพลาสซึม
จากการศึกษาของนกั วทิ ยาศาสตร์หลายทา่ น สรุปไดว้ า่ ไพรีนอยดใ์ นสาหร่ายสีเขียว ทา
หน้าท่ีสร้างแป้ ง แต่ไพรินอยด์ในสาหร่ายอ่ืน ๆ ทาหน้าท่ีสะสมอาหาร จึงอาจจะหายไปบา้ งบาง
ระยะ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั การสังเคระห์แสงและการสะสมอาหารในเซลล์
89
ไพรินอยด์สามารถแบ่งตวั ได้ ดงั น้นั จึงพบว่าเซลล์ท่ีมีขนาดเล็กหรือยงั อ่อน จะพบ
ไพรินอยด์ 1 อนั เท่าน้นั แต่ถา้ เซลลท์ ่ีมีขนาดใหญ่หรืออายุมาก จะพบไพรินอยดจ์ านวนมากและมี
ขนาดใหญ่
5.2.2.3 สติกมาหรืออายสปอท (eye spot)
เป็ นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์ท่ีเคล่ือนท่ีได้ ไม่ว่าจะเป็ นเซลล์ปกติหรือเซลล์
สืบพนั ธุ์ สติกมามีรูปร่างแตกต่างกนั เช่น กลม รี หรือยาว อยเู่ ดี่ยว ๆ หรือรวมเป็ นกลุ่ม มีสีแดง เมื่อ
ขยายจะดูคลา้ ยรูปถว้ ยสีแดง ภายในมีสารไวต่อแสง และมีเลนส์ปิ ดท่ีปากถว้ ย สติกมาทาหนา้ ที่รับ
แสงและส่งความรู้สึกไปยงั หนวด ซ่ึงทาหนา้ ที่เคล่ือนไหว ดงั น้นั ตาแหน่งของสติกมา จึงอยบู่ ริเวณ
ส่วนหน้าของเซลล์ แต่มีบางชนิดสติกมาอยู่กลางเซลล์หรือส่วนทา้ ยของเซลล์ เมื่อเซลล์แบ่งตวั
สติกมากจ็ ะแบง่ ดว้ ย
แวคิวโอล (vacuole) แวคิวโอลในสาหร่ายจะมีขนาดต่าง ๆ กนั ต้งั แต่จุดเล็ก ๆ ไปจนถึงจุด
ขนาดใหญ่ เช่น สาหร่ายสีเขียว สกุล Valonia, Spirogyra และสาหร่ายในแฟมิลี Characeae ส่วน
สาหร่ายในดิวิชนั Cyanophyta ไม่มีแวคิวโอลท่ีแทจ้ ริง มีแต่แวคิวโอลเทียมหรือ แกสแวคิวโอล
(gas vacuole) ภายในแวคิวโอลของสาหร่ายบางชนิด เช่น Zygnema และ Pleurodicus พบวา่ มีรงค
วตั ถุละลายอยดู่ ว้ ย
5.2.2.5 โครงสร้างอื่น ๆ
โครงสร้างอื่น ๆ ท่ีพบในเซลล์สาหร่าย ไดแ้ ก่ ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม กอลจิ
แอพพาราตสั และเอนโดพลาสมิคเรติคิวลมั โครงสร้างเหล่าน้ีเห็นไดจ้ ากกลอ้ งจุลทรรศน์ท่ีมี
กาลงั ขยายสูง
5.2.3 นิวเคลยี ส (nucleus)
สาหร่ายพวกโปรคาริโอต ยงั ไม่มีนิวเคลียสแทจ้ ริง ส่วนพวกยคู าริโอตน้นั มีนิวเคลียส
แยกออกจากไซโทพลาสซึมอยา่ งชดั เจน นิวเคลียสจดั เป็นส่วนท่ีสาคญั ท่ีสุดของเซลล์ ประกอบดว้ ย
เย่ือหุ้มนิวเคลียส นิวคลีโอลัส และโครโมโซม สาหร่ายส่วนมากมีนิวเคลียส 1 อนั เรียกว่า
uninucleate cell สาหร่ายบางชนิดแต่ละเซลล์มีนิวเคลียสมากกวา่ 1 อนั เรียกวา่ multinucleate cell
ไดแ้ ก่ สาหร่ายสีเขียวสกลุ Cladophora และในออร์เดอร์ Siphonales
นิวเคลียสมีตาแหน่งอยตู่ รงกลางเซลล์ ดา้ นขา้ ง หรือดา้ นบนของเซลล์ นิวเคลียสของ
สาหร่ายบางชนิด เช่น Spirogyra จะมีสายไซโทพลาสซึมเช่ือมโยงจากนิวเคลียสไปยงั ผนงั เซลล์ ทา
ใหน้ ิวเคลียสแขวนลอยอยไู่ ดใ้ นแวคิวโอล โดยทวั่ ไปแลว้ นิวเคลียสมีรูปร่างกลมหรือรี มีขนาดเล็ก
ใหญ่ต่าง ๆ กนั ต้งั แต่ 0.75 ไมครอน เช่น Chlorococcum ถึง 35 ไมครอน ในเซลล์แกนของ
90
Plocamium และอาจจะใหญถ่ ึง 1 ส่วน 7 มิลลิลิตร ใน Acetabularia นอกจากน้ียงั พบวา่ นิวเคลียสใน
ระยะสืบพนั ธุ์หรือในเซลลท์ ่ีกาลงั แบง่ ตวั นิวเคลียสจะมีขนาดใหญ่กวา่ นิวเคลียสระยะเซลลป์ กติ
สาหรับสาหร่ายดิวิชนั ยูกลีโนไฟตา เยอื่ หุ้มนิวเคลียส และนิวคลีโอลสั จะคงอยตู่ ลอด
ช่วงการแบ่งตวั แต่สาหรับสาหร่ายดิวชิ นั อื่น ๆ นิวคลีโอลสั จะแตกตวั ออกระหวา่ งแบ่งตวั แลว้ จึง
กลบั มารวมกนั ใหมห่ ลงั จากจบสิ้นการแบ่งตวั
5.2.4 รงควตั ถุในสาหร่าย
สาหร่ายสีเขียว แดง น้าตาล หรือเขียวแกมน้าเงินก็เพราะมีรงควตั ถุสีต่าง ๆ ประกอบ
กนั อยู่ รงควตั ถุเหล่าน้ีกระจายอยใู่ นไซโทพลาสซึม เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน หรืออาจอยใู่ น
พลาสติดจาพวกคลอโมพลาสท์หรือโครโมพลาสท์ เช่น สาหร่ายสีเขียว สีแดง สีน้าตาล และ
สาหร่ายอ่ืน ๆ ทุกชนิด
รงควตั ถุมี 3 ชนิด ไดแ้ ก่ คลอโรฟิ ลด์ แคโรทีนอยด์ และไฟโคบิลิน รงควตั ถุแต่ละชนิด
มีคุณสมบตั ิ ดงั น้ี
5.2.4.1 คลอโรฟิ ลล์ เป็ นรงควตั ถุสีเขียวที่สาคญั ในการสังเคราะห์แสง เรียกว่า
“Photosynthetic pigment” คลอโรฟิ ลลม์ ีหลายชนิดคือ คลอโรฟิ ลลเ์ อ บี ซี และดี คลอโรฟิ ลลห์ ลกั ท่ี
พบในสาหร่ายทุกชนิด ได้แก่ คลอโรฟิ ลล์เอ ส่วนชนิดอ่ืน ๆ พบในสาหร่ายต่างชนิดกันไป
คลอโรฟิ ลลเ์ อ จดั เป็ นรงควตั ถุสังเคราะห์แสงช้นั สูง สามารถดูดแสงดว้ ยตวั เอง ส่วนคลอโรฟิ ลล์บี
ซี และดี จดั ว่าเป็ นรงควตั ถุสังเคราะห์แสงอนั ดบั สอง ทาหนา้ ท่ีดูดพลงั งานรังสี แลว้ ส่งต่อไปยงั
คลอโรฟิ ลลเ์ อตอ่ ไป
คุณสมบัติของคลอโรฟิ ลล์ไม่ละลายน้ า แต่ละลายได้ในตัวทาละลายที่เป็ น
สารอินทรีย์ ดงั น้นั การสกดั คลอโรฟิ ลล์ในสาหร่าย จึงนิยมใชเ้ มทานอล (methanal) ร้อนหรือเยน็
หรืออาจจะใช้ส่วนผสมของเมทานอลและปิ โตรเลียม (petroleum ether) ในสัดส่วน 2 : 1 โดย
ปริมาตร
ปริมาณคลอโรฟิ ลล์ในสาหร่าย โดยปกติมีประมาณ 0.5-1.5 เปอร์เซ็นต์ น้าหนกั
แหง้ สามารถเพ่ิมสูงไดถ้ ึง 6 เปอร์เซ็นต์ ในสาหร่ายที่เล้ียงในที่มีแสงออ่ น ๆ
5.2.4.2 แคโรทีนอยด์
เป็ นรงควตั ถุประกอบ มีสีเหลืองหรือสีส้ม โดยธรรมชาติแคโรทีนอยด์จะดูดซึม
แสงสีน้าเงินและสีเขียว และปล่อยแสงสีเหลืองและแดงให้ผา่ นออกมา จึงเห็นเป็ นสีเหลือง แดง
หรือส้ม
แคโรทีนอยด์ประกอบด้วยแคโรทีน (carotene) มีสีส้ม เป็ นสารจาพวกโฮโดร
คาร์บอนที่ไม่มีออกซิเจน มี 3 ชนิด คือ แอลฟา เบตา้ และเอปซีลอน (α, β, และ ε – carotene)
91
สาหรับแซนโทฟิ ลล์ (xanthophyll) หรือออกซีแคโรทีน (oxycarotene) มีสีเหลือง
เป็ นสารจาพวกอนุพนั ธ์ที่มีออกซิเจนของแคโรทีนมีหลายชนิด เช่น ลูเทอิน (lotein) ฟูโคแทนซิน
(fucoxanthin) มิกโซแซนโทฟิ ลล์ (myxoxanthophyll) สาหรับแซนโทฟิ ลลจ์ ะพบเฉพาะในสาหร่าย
บางชนิดเทา่ น้นั
แคโรทีนอยด์มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสง โดยเป็ นตวั ช่วยถ่ายทอดพลงั งาน
รังสีท่ีไดร้ ับไปยงั คลอโรฟี ลล์ นอกจากน้ียงั เป็ นสารที่ละลายไดใ้ นตวั ทาละลายที่เป็ นสารอินทรีย์
สาหรับแคโรทีนละลายไดด้ ีในปิ โตรเลียมอีเทอร์ ส่วนแซนโทฟิ ลล์ละลายไดด้ ีใน 90 เปอร์เซ็นต์
ของเมทานอล ดงั น้นั เม่ือนาแคโรทีนอยด์ในน้ายาปิ โตรเลียมมาเขยา่ ใน 90 เปอร์เซ็นต์เมทานอล
แซนโทฟิ ลล์จะละลายอยู่ในเมทานอล ส่วนแคโรทีนจะยงั คงอย่ใู นปิ โตรเลียมอีเทอร์ปริมาณของ
แคโรทีนตอ่ แซนโทฟิ ลลส์ าหร่ายมีประมาณ 3 : 2
ส่วนไฟโคบิลิน (phycobilin) ซ่ึงเป็นรงควตั ถุประกอบเช่นเดียวกบั แคโรทีนอยด์
ไฟโคบิลินท่ีพบในเซลล์ของสาหร่ายจะอยู่รวมกบั โปรตีนที่เป็ นสารประกอบเชิงซ้อน เรียกว่า
ไฟโคบิลิโปรตีน (phycobiliprotein) มีโครงสร้างเป็ น tetrapyloric structure คลา้ ยกบั รงควตั ถุใน
น้าดีของสตั ว์ พบเฉพาะในสาหร่ายสีแดงและสาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินเท่าน้นั
ไฟโคบิลินแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ชนิด คือ ไฟโครไซยานิน (phycocyanin) แอลโลไฟ-
โคไซยานิน (allophycocyanin) และไฟโรอิริทริน (phycoerythin) สองชนิดแรกพบในสาหร่ายสี
แดงและสาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน ส่วนไฟโรอิริทรินพบเฉพาะในสาหร่ายสีแดง และสาหร่ายสี
เขียวแกมน้าเงินบางชนิดเทา่ น้นั
5.3 อาหารและการเจริญเติบโตของสาหร่าย
สาหร่ายในแต่ละไฟลมั จะมีการสะสมอาหารแตกต่างกนั ไป ผลจากการสังเคราะห์แสง
จะไดส้ ารประกอบพวกคาร์โบไฮเดรต ซ่ึงสะสมไวใ้ นเซลล์หรื อบางคร้ังสะสมไวใ้ นพลาสมิด ใน
รูปของแป้ ง ไขมนั หรือน้ามนั เป็นตน้
การสะสมอาหารในเซลล์ (food storage) ของสาหร่าย ซ่ึงจะทาการทดสอบดว้ ยน้ายา
ไอโอดีน ถา้ อาหารท่ีสะสมเป็นแป้ ง ก็จะเกิดเห็นเมด็ สีน้าเงินภายในเซลล์
ตารางที่ 5.1 แสดงชนิดของอาหารที่สะสมของสาหร่ายในไฟลมั ต่าง ๆ
92
สาหร่าย อาหารท่ีสะสม
ไซยาโนไฟตา Cyanophycin granules (alanine
aspartic acid) ; polyglucose หรือ
คลอโรไฟตา cyanophycean starch (glycogen
คลาโรไฟตา like carbohydrate)
ยกู ลีโนไฟตา แป้ ง, น้ามนั
Phaeophyta แป้ ง
Chrysophyta Paramylum, น้ามนั
Bacillariophyta Laminarin
Dinophyta Chrysolarminarin, น้ามนั
Cryptophyta Leucosin, น้ามนั
Rhodophyta แป้ ง, น้ามนั
แป้ ง
Floridian starch
(ที่มา : สุรภีร์, 2539)
5.3.1 การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis)
การสงั เคราะห์แสง คือการใชพ้ ลงั งานรังสี (radial energy) เปล่ียนคาร์บอนไดออกไซด์
และไฮโดรเจนจากน้าหรือแหล่งไฮโดรเจนอ่ืน ๆ ให้เป็ นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต เซลล์ของ
สาหร่ายมีรงควตั ถุท่ีสามารถดูดพลงั งานจากแสง และรงควตั ถุที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ไดแ้ ก่
คลอโรฟิ ลล์และรงควตั ถุประกอบอ่ืน ๆ ผลจากการสังเคราะห์แสงจะได้น้าตาล ซ่ึงนาไปใช้
ประโยชนใ์ นวตั ถุดิบในการหายใจ ในกระบวนการไกลโคไลซิส (glycolysis) ดงั สมการ
CO2 + 2H2O (CH2O) + O2 + H2O
นอกจากน้ียงั สะสมในรูปตา่ ง ๆ ดงั น้ี
5.3.1.1 โพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ผนงั เซลล์ของสาหร่ายและอาหารสะสม
ประกอบดว้ ยสารจาพวกโพลีแซคคาไรด์เป็ นส่วนใหญ่ ผนังของโพลีแซคคาไรด์เป็ นสารจาพวก
เพคติน กรดยโู รนิค กลูแคน ไซแลน แมนแมน และกาแลคแทน สารเหล่าน้ีบางตวั จะถูกสะสมไว้
93
ในเซลล์ เช่นสาหร่ายสีน้าตาล จะสะสมกรดแอลจินิค สาหร่ายสีแดงจะสะสมวนุ้ และคาร์ราจีแนน
(carageenan)
สารเมือกซ่ึงอยนู่ อกเซลลเ์ ป็ นส่วนหน่ึง ทาใหส้ าหร่ายบางชนิดเกิดเป็ นรูปร่างต่าง
ๆ ข้ึนมา เช่น กา้ นของไดอะตอมบางชนิดที่เป็ นกลุ่มเซลลท์ ี่มีกา้ น ส่วนท่ีเป็ นกา้ นเช่ือมโยงเซลล์น้ี
เป็นสารประกอบพวกโพลีแซคคาไรด์ เช่นกนั
5.3.1.2 โพลีไฮดริค แอลกอฮอล์ (polyhydric alcohol) หรือ ชูการ์แอลกอฮอล์
(sugar alcohol) พบในสาหร่ายหลายชนิด เช่น แมนนิทอล (mannital) พบในสาหร่ายสีน้าตาลสกุล
laminaria โดยเฉพาะส่วนที่คลา้ ยใบของ laminaria โดยเฉพาะส่วนที่คลา้ ยใบของ laminaria digitata
มีประมาณ 20 เปอร์เซ็นตข์ องน้าหนกั แหง้
5.3.1.3 แป้ ง (starch) เป็นโพลิเมอร์ของกลูโคส ประกอบดว้ ยอะไมโลส (amylase)
และอะไมโลเพคติน (amylopectin) ซ่ึงเป็ นอาหารสะสมท่ีพบมากในสาหร่ายสีเขียว ในสาหร่ายสี
แดงจะคงอย่ใู นรูปของแป้ งฟลอริเดียน (floridean starch) ซ่ึงประกอบดว้ ย glucose residue ส่วน
สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินจะอยใู่ นรูปของแป้ งไซยาโนไฟเซียน (cyanophycean starch) มีคุณสมบตั ิ
คล้ายแป้ งฟลอริเดียน พวกยูกลีนอยด์ยงั พบแป้ งในรูปของพาราไมลอน (paramylon) ซ่ึง
ประกอบด้วย glucose residue ส่วนสาหร่ายสีน้าตาลไม่พบแป้ ง แต่จะมีพวกลามินนาแรน
(laminaran) ซ่ึงเป็นสารโพลีแซคคาไรดท์ ่ีละลายน้าได้
5.3.1.4 ไขมนั (fat) เป็ นอาหารสะสมซ่ึงพบไดใ้ นสาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีเขียว
แกมน้าเงิน สาหร่ายสีน้าตาล และสาหร่ายสีแดง แต่จะพบมากในพวกไดอะตอมและไดโนแฟลเจล
เลต
จากการเล้ียงสาหร่ายคลอเรลลาพบว่า เมื่อการแบ่งเซลล์พ้ืนสุดลง เนื่องจากขาด
ธาตุอาหารไนโตรเจนในอาหาร ปริมาณของไขมนั ในเซลลจ์ ะเพิ่มข้ึนจาก 28 เปอร์เซ็นต์ เป็ น 70
เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกนั ปริมาณโปรตีนในเซลล์จะลดลงจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ 8 เปอร์เซ็นต์
การขาดน้าเป็นปัจจยั ท่ีสาคญั อยา่ งหน่ึง ทาใหป้ ริมาณของไขมนั เพมิ่ ข้ึน
5.3.2 การเจริญเตบิ โตของสาหร่าย
สาหร่ายมีวงจรชีวติ ได้ 3 แบบ คือ
5.3.2.1 แบบแฮพลอนติค (haplontic type) เป็ นวฏั จกั รชีวิตที่ตลอดท้งั ชีวิตมีแต่ตน้
แฮพลอยดเ์ พยี งอยา่ งเดียว ส่วนระยะที่เป็นดิพลอยดจ์ ะพบตอนเป็ นไซโกตเท่าน้นั วฏั จกั รแบบน้ีพบ
ในสาหร่ายสีเขียวสกลุ Oedogonium และ Chlamydomonas ดงั ภาพท่ี 5.2-5.3
94
ภาพที่ 5.2 แสดงการเปรียบเทียบวฏั จกั รชีวิตแบบแฮพลอนติค (A) และวฏั จกั รชีวติ แบบดิพลอนติค
(B) (ท่ีมา : www.pinkmonkey.com/studyguides/subjects/biology-edited/chap14/14_29.gif)
ภาพที่ 5.3 แสดงวฏั จกั รชีวติ แบบแฮพลอนติค
(ท่ีมา : www.pinkmonkey.com/studyguides/subjects/biology-edited/chap14/14_29.gif)
5.3.2.2 แบบดิพลอนติค (diplontic type) เป็ นวฏั จกั รชีวิตตลอดท้งั วฏั จกั ร มีแต่
ตน้ ดิพลอนเพยี งอยา่ งเดียวเท่าน้นั ส่วนระยะท่ีเป็ นแฮพลอยด์เกิดข้ึนตอนสร้างแกมีท วฏั จกั รแบบน้ี
เกิดข้ึนในสาหร่ายสีเขียว Order Siphonales และสาหร่ายสีน้าตาล Order Fucales
95
ภาพที่ 5.4 แสดงวฏั จกั รชีวติ แบบดิพลอนติค (ท่ีมา : www.jochemnet.de/fiu)
5.3.2.3 แบบดิโพลแฮพลอยดต์ ิค เป็นวฏั จกั รชีวติ ที่มีท้งั ตน้ แฮพลอยดห์ รือตน้
แกมีโตไฟต์ (gametophyte plant) และตน้ ดิพลอยดห์ รือตน้ สปอร์โรไฟต์ (sporophy plant) สลบั กนั
เรียกวา่ แอลเทอร์เนชนั ออฟ เจเนอเรชนั (alternation of generation)
ภาพที่ 5.5 แสดงวฏั จกั รชีวติ แบบดิโพลแฮพลอยดต์ ิค (ท่ีมา : www.jochemnet.de/fiu)
ถา้ ตน้ แฮพลอยดแ์ ละตน้ ดิพพลอยด์มีรูปร่างลกั ษณะเหมือนกนั เรียกวา่ ไอโซมอร์ฟิ ค
ดิโพลแฮพลอยด์ เช่น Entermorpha และ Ectoocarpus
แต่ถา้ ตน้ แฮพลอยดแ์ ละตน้ ดิพลอยดม์ ีรูปร่างลกั ษณะต่างกนั โดยตน้ หน่ึงมีขนาดใหญ่
(macroscopic) ส่วนอีกต้นหน่ึงมีขนาดเล็ก (microscopic) เรียกแบบน้ีว่า เฮเทอโรมอร์ฟิ ค
ดิโพลแฮพลอยด์ (hiteromorphic diplohaplontic type ) ตน้ แบบน้ีแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
96
1) ตน้ แฮพลอยดม์ ีขนาดใหญ่ แต่ตน้ ดิพลอยดม์ ีขนาดเล็ก เช่น monostroma
2) ตน้ แฮพลอยดม์ ีขนาดเลก็ แต่ตน้ ดิพลอยดม์ ีขนาดใหญ่ เช่น laminaria
จะเกิดไมโอซีสของสาหร่ายแบบ 2 เจเนอเรชนั ทาใหเ้ กิดได้ 3 แบบ คือ
ก) แกเมติคไมโอซิส (gametic meiosis) เป็นการเกิดระหวา่ งการสร้างแกมมีต ในตน้ ดิ
พลอยด์ พบในวฏั จกั รชีวติ แบบดิพลอนติค
ข) สปอริกไมโอซิส (sporic meiosis) เกิดระหวา่ งการสร้างสปอร์ในตน้ ดิพลอยด์ พบ
ในวฏั จกั รชีวติ แบบดิโพลแฮพลอยด์
ค) ไซโกติคไมโอซิส (zygotic meiosis) เกิดระหวา่ งการสร้างสปอร์ ตอนไซโกตจะ
งอก พบในวฏั จกั รชีวติ แบบแฮพลอนติค
5.4 การสืบพนั ธ์ุของสาหร่าย (reproduction)
สาหร่ายมีการสืบพนั ธุ์ได้ 2 แบบ คือ แบบอาศยั เพศและแบบไม่อาศยั เพศ
5.4.1 การสืบพนั ธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) มีหลายวธิ ีดว้ ยกนั คือ
5.4.1.1 การแตกตวั ของกลุ่มเซลล์ (cell division) จาก 1 เซลล์เป็ น 2 เซลล์ ในพวก
เซลลเ์ ด่ียว แต่พวกเซลลก์ ลุ่มเม่ือแบ่งเซลลจ์ ะทาใหก้ ลุ่มเซลล์มีขนาดใหญ่ข้ึน ส่วนพวกเป็ นเส้นสาย
จะทาใหเ้ ส้นสายน้นั ยดื ยาวออกไป
5.4.1.2 การแตกตวั ของกลุ่มเซลล์ จะไดก้ ลุ่มเซลลจ์ านวนมาก
5.4.1.3 การขาดท่อน (flagmentation) พบในพวกเส้นสาย แต่ละท่อนท่ีหกั ออกมา
สามารถเจริญเป็นตน้ ใหมไ่ ด้
5.4.1.4 การสร้างอะคินีต พบเฉพาะในพวกเส้นสายโดยเซลล์ใดเซลล์หน่ึงในสาย
เกิดการเปล่ียนแปลงมีผนงั เซลล์หนาข้ึน มีอาหารสะสมมากข้ึน ทาให้เซลล์มีขนาดใหญ่กวา่ ปกติ
อะคินีตอาจจะเกิดท่ีเซลล์ใดเซลล์หน่ึงในสาย หรือมีตาแหน่งท่ีแน่นอนในสาหร่ายบางชนิด การ
งอกของอะคินีตน้นั อาจงอกเป็นตน้ ใหมไ่ ดเ้ ลย หรือแบง่ ใหซ้ ูโอสปอร์ก่อน แลว้ จึงงอกเป็นตน้ ใหม่
5.4.1.5 การสร้างสปอร์ (sporulation) ของสาหร่าย มกั จะเกิดจากการเปล่ียนแปลง
สภาพแวดลอ้ มอย่างกะทนั หัน เช่น เปลี่ยนจากที่สวา่ งเป็ นท่ีมืดหรือเปลี่ยนจากน้าไหลเป็ นน้านิ่ง
สปอร์อาจเกิดข้ึนภายในเซลลป์ กติ (vegetative cell) หรือในเซลล์พิเศษ เช่น อะคินีตเซลล์ หรือกลุ่ม
เซลลท์ ี่สร้างสปอร์เรียกวา่ สปอแรงเจียม (sporangium)
การเกิดสปอร์น้ี อาจเกิดข้ึนไดท้ ุกเซลลใ์ นกลุ่มหรือในเส้นสายนอกจากพวกที่แตกแขนงได้
จะมีตาแหน่งที่เกิดสปอร์แน่นอนแต่ละชนิด จานวนสปอร์ในแต่ละสปอแรงเจียมอาจมีเพียง 1 หรือ
มากกวา่ พวกที่สร้างสปอร์ไดเ้ พียง 1 จะมีวิธีการสร้างอยา่ งง่าย ๆ แต่จาพวกที่สร้างสปอร์จานวน
มาก ๆ จะมีวธิ ีการสร้างดงั น้ี (ภาพที่ 5.6)
97
ภาพท่ี 5.6 แสดงการสร้างสปอร์แบบไซโทคินเนซีส
(ที่มา : www.sunysb.edu/biochem/neiman/index.html)
จากภาพท่ี 5.6 แสดงใหเ้ ห็นวา่ การสร้างสปอร์ของสาหร่ายมีวธิ ีการ ดงั น้ี
1) จากเซลล์ท่ีมี 1 นิวเคลียสจะมีการแบ่งนิวเคลียส (karyokinesis) ก่อน แลว้ จึงแบ่ง
ไซโทพลาสซึมทีหลงั (cytokinesis) โดยไซโทพลาสซึมจะไปลอ้ มรอบนิวเคลียสแต่ละอนั ไวไ้ ดเ้ ป็ น
โพรโทพลาสท่ีมี 1 นิวเคลียส จานวน 4, 8, 16 หรือ 32 ชุด หรือมากกวา่ น้นั
2) โพรเกรซีพ คลีเวจน์ (progressive cleavage) หมายถึงจากเซลลท์ ่ีมี 1 นิวเคลียส จะมี
การแบ่งนิวเคลียสเป็ น 2, 4, 8, และ 16 …. ไดเ้ ซลลท์ ี่มีหลายนิวเคลียส แลว้ จึงแบ่งไซโทพลาสซึม
ตามมา ไดโ้ พรโทพลาสที่มี 1 นิวเคลียส จานวน 2, 4, 8 และ 16 ชุดหรือมากกวา่
โพรโทพลาสซึมที่มี 1 นิวเคลียส ท่ีเกิดข้ึนโดยวิธีโพรเกรสซีพ คลีเวจน์ ตอนแรก ๆ จะเป็ น
เหลี่ยมต่อมาจะกลมข้ึน และกลายเป็ นแส้ (flagella) ก่อนจะถูกปล่อยออกมา สปอร์ที่มีแส้เรียกวา่
ซูโอสปอร์ (zoospore) อาจมีแส้ 2-4 เส้น หรือมีหลายเส้นกระจุกทางดา้ นบนของเซลล์
การปล่อยสปอร์ออกมาน้นั อาจปล่อยออกมาทางรูขา้ ง ๆ ของเซลล์ หรือตรงปลายเซลล์
หรือโดยการหกั เหของเซลล์ สปอร์ที่ถูกปล่อยออกมาใหม่ ๆ จะมีเย่อื บาง ๆ เป็ นถุงหุม้ อยู่ ซ่ึงละลาย
ไดภ้ ายใน 2-3 นาที ส่วนพวกท่ีเป็นซิโนเนียม เช่น pediastrum เยอื่ หุม้ น้ีจะคงอยตู่ ลอดไป และสปอร์
จะรวมตวั กนั เป็นซิโนเนียมใหม่
ระยะเวลาท่ีเป็ นสปอร์จะเคลื่อนไหวได้ข้ึนกบั ส่ิงแวดล้อม ไดแ้ ก่ แสงและอุณหภูมิ เช่น
สปอร์ของ pediastrum จะเคลื่อนไหวอย่เู พียง 3-4 นาทีเท่าน้นั ส่วนสปอร์ของ ulothrix อาจจะ
เคลื่อนไหวอยไู่ ดน้ านถึง 2-3 วนั หลงั จากน้นั สปอร์จะหยุดพกั โดยแส้หรือหนวดจะหายไป และหา
ที่ยดึ เกาะ โดยสร้างสารจาพวกเพกตินข้ึนมาสาหรับใชย้ ึดเกาะกบั สิ่งท่ีตอ้ งการ แลว้ จึงงอกเป็ นตน้
ใหม่
98
สปอร์ที่เกิดจากการสืบพนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศ มีหลายชนิด และมีช่ือเรียกต่าง ๆ กนั ไป เช่น
อะพลาโนสปอร์ (aplanospore) หมายถึงสปอร์ท่ีไม่มีแส้หรือหนวด และสร้างผนงั เซลล์เป็ นพวก
เซลลูโลสข้ึนมาต้งั แต่อยู่ในเซลล์แม่ สปอร์แบบน้ีเม่ือถูกปล่อยออกมาจะไม่มีเยื่อหุ้มติดมาดว้ ย
อะพลาโนสปอร์บางชนิดมีเย่อื หุม้ หนามากจึงมีชื่อเรียกใหม่วา่ ฮิปโนสปอร์ (hypnospore) บางชนิด
มีรูปร่างคลา้ ยเซลลแ์ ม่ เรียกวา่ ออโตสปอร์ (autospore)
การเกิดสปอร์อาจจะเกิดบนตน้ แฮพลอยด์หรือดิพลอยดก์ ็ได้ ในการแบ่งนิวเคลียสถา้ มีแต่
ไมโตซีสก็เรียกสปอร์ชนิดน้ีวา่ ไมโตสปอร์ (mitospore) แต่ถา้ มีการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
เกิดข้ึนดว้ ยใหเ้ รียกสปอร์น้นั วา่ ไมโอสปอร์ (meiospore) หรือโกโนสปอร์ (gonospore)
5.4.2 การสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศ (sexual reproduction)
เป็ นการสืบพนั ธุ์โดยสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุ์ท่ีเรียกวา่ “แกมมีท (gamete)” แยกเป็ นเพศผแู้ ละ
เพศเมีย ลกั ษณะของแกมมีทคลา้ ยกบั ซูโอสปอร์ และวิธีการสร้างก็คลา้ ยคลึงกนั แต่แตกต่างกนั ที่
ขนาดและจานวน ส่วนมากแกมมีทจะมีขนาดเล็กกวา่ ซูโอสปอร์ และมกั มีหนวด 2 เส้น แต่ซูโอ
สปอร์มีหนวด 2-4 เส้น และในเซลลแ์ มแ่ ต่ละเซลลจ์ ะใหจ้ านวนแกมมีทมากกวา่ ซูโอสปอร์
การรวมของแกมมีท มี 2 แบบ ดงั ภาพท่ี 5.7
1. ไอโซแกมมี (isogamey) เป็ นการรวมของแกมมีทเพศผูแ้ ละเพศเมีย ท่ีมีลกั ษณะ
เหมือนกนั และขนาดเท่ากนั เรียกแกมมีทชนิดน้ีวา่ ไอโซแกมมีท (isogamete)
2. เฮเทอโรแกมมี (heterogamy) เป็ นการรวมของแกมีทเพศผแู้ ละเพศเมียท่ีมีลกั ษณะและ
ขนาดแตกต่างกนั แบง่ ออกได้ ดงั น้ี
แอนิโซแกมมี (anisogamy) คือการรวมของแกมมีทเพศผแู้ ละเพศเมียที่มีลกั ษณะเหมือนกนั
แต่ขนาดตา่ งกนั ส่วนมากเพศเมียมกั มีขนาดใหญก่ วา่ เพศผู้
โอโอแกมมี (oogamy) เป็ นการรวมของแกมมีทเพศผูแ้ ละเพศเมียที่ต่างกนั ท้งั ขนาดและ
ลกั ษณะ ส่วนใหญเ่ พศเมียตวั ใหญไ่ มม่ ีหนวด และเคลื่อนที่ไมไ่ ด้ ส่วนตวั ผมู้ ีขนาดเลก็ และมีหนวด
99
ภาพที่ 5.7 การรวมกนั ของเซลล์สืบพนั ธุ์; (A) แบบ Isogamete (B) แบบ Anisogamete (C) แบบ
Oogamete (ท่ีมา : http://web.nkc.kku.ac.th)
ผลจากการรวมของแกมมีทจะไดไ้ ซโกต โพรโทพลาสซึมของไซโกตในระยะแรกจะเป็ นสี
เขียว หลงั จากน้ันจะสังเคราะห์แสงและสะสมอาหารไวใ้ นรูปแป้ ง แลว้ เปล่ียนเป็ นน้ามนั ในบาง
ชนิดอาจมีรงควตั ถุจาพวกเฮมาโตโครม (hematochrome) เกิดข้ึน ทาให้เป็ นสีแดงหรือสีส้ม ผนงั
ของไซโกตบางชนิดจะบาง แต่บางชนิดจะหนา พวกท่ีมีผนงั หนาจะทนต่อสภาพแวดลอ้ มไดด้ ี และ
สามารถดารงชีวติ อยไู่ ดน้ าน เมื่อสภาวะเหมาะสมจะออกเป็นตน้ ใหม่
5.5 การจัดจาแนกหมวดหมู่ของสาหร่าย (Classification of Algae)
การจดั จาแนกสาหร่ายยดึ ถือตามระบบของ Round (1973) ดงั น้ี
5.5.1 Kingdom Procaryota
สาหร่ายในอาณาจกั รน้ีมีองศป์ ระกอบของนิวเคลียสที่ไม่มีเย่อื หุม้ และรงควตั ถุกระจายอยู่
ทว่ั ไปภายในโพรโทพลาสซึม ไมร่ วมกนั เป็นคลอโรพลาสท์ มีอยไู่ ฟลมั เดียวคือ
5.5.1.1 Phylum Cyanophyta ไดแ้ ก่ สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน (blue green algae)
ปัจจุบนั จดั เป็นแบคทีเรียที่เรียกวา่ ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacterium) มีรงควตั ถุเป็ นสีน้าเงินแกม
เขียวหรือเขียวออ่ นหรือมว่ ง กระจายอยทู่ วั่ ไปในโพรโทพลาสทต์ ามขอบเซลล์ ไม่รวมกนั เป็ น คลอ
โรพลาสท์ ผนงั เซลลเ์ ป็นเยอ่ื บาง และมกั จะห่อหุ้มดว้ ยสารเมือก (mucilage) ไม่สามารถเคล่ือนไหว
ได้ ผสมพนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศ ไม่มีนิวเคลียส เห็นได้ชดั เจน สะสมอาหารในรูปของไกลโคเจน
(glycogen) หรือคาร์โบไฮเดรต โครงสร้างคลา้ ยแป้ ง แต่เม่ือทดสอบดว้ ยน้ายาไอโอดีนใหผ้ ลเป็นลบ
5.5.2 Kingdom Eucaryota
สาหร่ายในอาณาจกั รน้ีไดแ้ ก่ สาหร่ายที่นิวเคลียสมีเยื่อหุ้ม รงควตั ถุรวมอยใู่ นโครงสร้างที่
เรียกวา่ คลอโรพลาสท์ แบง่ เป็น 4 กลุ่ม 12 ไฟลมั ดงั น้ี
5.5.2.1 สาหร่ายท่ีมีรงควตั ถุสีเขียว ไดแ้ ก่
100
1) ยกู ลีโนไฟตา (Euglenophyta) มีรงควตั ถุสีเขียวสด ในบางช่วงชีวิตอาจเห็นเป็ น
สีแดง เนื่องจากการสะสมของรงควตั ถุแคโรทีนอยด์ เป็ นเซลลเ์ ดียว วา่ ยน้าไดเ้ นื่องจากมีแฟลกเจล
ลา 1-2 เส้น มีอายสปอตเห็นไดช้ ดั เจน คลอโรพลาสทม์ ีหลายเมด็ เป็ นแผน่ รูปรี หรือรูปดาว สีเขียว
สด
2) คลอโรไฟตา (Chlorophyta) โดยทว่ั ไปเรียกวา่ สาหร่ายสีเขียว (green algae) เป็ น
เซลลเ์ ดียว มกั เจริญเป็นโคโลนี หรือต่อกนั เป็นสายยาวมีแฟลกเจลลา 2-4 เส้น วา่ ยน้าไดห้ รือลอยน้า
มีคลอโรพลาสท์ 1 หรือหลายเมด็ มกั จะพบไพรีนอยด์ เม่ือทดสอบดว้ ยน้ายาไอโอดีนใหผ้ ลเป็นบวก
3) แพรซิโนไฟตา (Prasinophyta) มีแฟลกเจลลาดา้ นหวั 1-4 เส้น อาจมีรูปร่างเป็ น
รูปทรงรี หรือทรงกลม เซลลป์ กคลุมดว้ ยเกลด็ บาง ๆ
4) แคลโรไฟตา (Charophyta) มีคลอโรพลาสทส์ ีเขียวเป็ นสาหร่ายขนาดใหญ่
เจริญเป็นเส้นสายยาว แบ่งเป็นส่วน ๆ คือ nodal และ internodalsegment
5) แซนโทไฟตา (Xanthophyta) มีลกั ษณะทวั่ ไปเช่นเดียวกบั คลอไฟตา แต่คลอ
โรพลาสท์เป็ นรูปถว้ ย (cup shape) สะสมอาหารในรูปของน้ามนั เม่ือทดสอบดว้ ยน้ายาไอโอดีน
ใหผ้ ลเป็นลบ
6) ยสู ติกมาโทไฟตา (Eustigmatophyta) ลกั ษณะโดยทว่ั ไปคลา้ ยแซนโทไฟตา
รูปร่างทรงกลมหรือทรงรี ไพรีนอยด์ (สะสมอาหารจาพวกแป้ ง) ยื่นออกมาจากผิวด้านในของ
คลอโรพลาสท์ เคล่ือนที่ไดด้ ว้ ยแฟลกเจลลา 1 เส้น
5.5.2.2 สาหร่ายที่มีรงควตั ถุสีน้าตาล
1) ไดโนไฟตา (Dinophyta) เรียกโดยทว่ั ไปวา่ ไดโนแฟลกเจลเลต (dinoflagellate)
เป็ นสาหร่ายเซลล์เดียว คลอโรพลาสทเ์ ป็ นสีน้าตาลทอง วา่ ยน้าไดด้ ว้ ยแฟลกเจลลาดา้ นขา้ ง 2 เส้น
มกั จะพบอายสปอต ผนังเซลล์ประกอบดว้ ยโครงสร้างเป็ นแผ่นรูปหลายเหลี่ยม มกั จะมีร่องตาม
แนวยาวหรือแนวขวาง สะสมอาหารในรูปแป้ งและน้ามนั
2) บาซิลลาริโอไฟตา (Bacillariophyta) เรียกโดยทว่ั ไปวา่ ไดอะตอม (Diatom)
เป็ นสาหร่ายเซลลเ์ ดียว เจริญเป็ นโคโลนีหรือต่อกนั เป็ นสายยาว คลอโรซิลิกา มกั จะประกบเป็ น 2
ฝา สะสมอาหารในรูปของลิวโคซิน (leucosin) หรือน้ามนั เม่ือทดสอบดว้ ยน้ายาไอโอดีนจะใหผ้ ล
เป็ นลบ
3) คริสโซไฟตา (Chrysophyta) เป็ นสาหร่ายเซลลเ์ ดียวเจริญเป็ นโคโลนีหรือต่อ
กนั เป็ นเส้นสาย คลอโรพลาสท์มีสีเขียวปนเหลืองหรือเขียวอ่อน หรือน้าตาลทอง เคลื่อนไหวได้
ดว้ ยแฟลกเจลลา 2 เส้น ท่ียาวไม่เท่ากนั หรือแฟลกเจลลาเพียงเส้นเดียว ถา้ เคลื่อนที่ไม่ไดม้ กั จะมี
เกลด็ เป็นสารประกอบซิลิกา