The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่ม นิทรรศการ E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sumate962, 2022-12-12 09:11:43

รวมเล่ม นิทรรศการ E-book

รวมเล่ม นิทรรศการ E-book

นทิ รรศการทางการเกษตร

Amazing R Azolla

หนว่ ยกาญจนบรุ ี
วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยกี าญจนบรุ ี

การประชมุ วชิ าการองคก์ ารเกษตรกรในอนาคตแหง่ ประเทศไทย
ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ภาคกลาง ครง้ั ท่ี 43 ระหวา่ งวนั ที่ 22 – 26 ธนั วาคม 2565
ณ วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยสี ระแกว้

นทิ รรศการทางการเกษตร
Amazing R Azolla

ผจู้ ดั ทำ
นายนฤดม โพธิยา นายพีรภทั ร์ พทุ ธพงษ์

นางสาวอินทิรา จนั ทรห์ อม นางสาวจันทมิ า เกง่ ไพรวลั ย์

นางสาวกชกร ทองเปราะ นายวันชัย ธรรมมา

นายณฐั ภัทร สุดใจ นายณัฐพงศ์ ภูมิอนุโพธ
นายพงศกร จันทร์ชวี า นายคมิ -

นายวนั ชัย - นายศลิ า -

ครทู ปี่ รึกษา

นางเฉลียว บัวอไุ ร
นายสุเมธ วเิ ศษสงิ ห์

นายณัฐพงศ์ บุญเจรญิ สขุ พศิ าล

ทป่ี รกึ ษาพเิ ศษ ตันติรังสี
นางจตุพร

นายกฤษณะพงศ์ ชมภู่

นายวรพงศ์ สังข์น้อย

นางสาวธดิ ารัตน์ วิทยมณีกลุ

หนว่ ยกาญจนบรุ ี วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยกี าญจนบุรี

การประชมุ วชิ าการองค์การเกษตรกรในอนาคตแหง่ ประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี

ภาคกลาง ครง้ั ที่ 43 ระหว่างวนั ท่ี 22 – 26 ธนั วาคม 2565
ณ วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว



คำนำ

เอกสารประกอบนิทรรศการทางการเกษตร เรื่อง Amazing R Azolla ฉบับนี้ สมาชิกองค์การ
เกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกมุ ารี (อกท.) หน่วยกาญจนบุรี ไดจ้ ดั ทำขึ้นเพื่อใชป้ ระกอบการนำเสนอผลงานนิทรรศการ
ทางการเกษตร ในการประชุมวิชาการ ระดับภาค ภาคกลาง องค์การเกษตรในอนาคต
แห่งประเทศไทย ในพระราชปู ถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ครงั้ ที่ 43 ระหว่าง
วันท่ี 20 - 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ณ วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยสี ระแกว้

อกท.หน่วยกาญจนบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี โดยแผนกวิชาประมง
เป็นแผนกที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ (Mini Company) ซึ่งได้มีการจัดการเรียน
การสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงการเป็นฐาน (Project
Based Learning ; PBL) บูรณาการการพัฒนานวัตกรรม และงานวิจัย เพื่อ พัฒนาความรู้
ด้านการเกษตรที่ทันสมัยและลดต้นทุน เพ่ือเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรยี น เกษตรกร ชุมชน และหน่วยงาน
อื่นๆ ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนรูปแบบบริษัทขนาดย่อม
(Mini Company) มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี และพัฒนารูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบพอเพียง
ลดต้นทุนการผลิตด้านค่าอาหาร โดยพรรณไม้น้ำที่นำใช้มาเป็นแหล่งโปรตีนตลอดระยะเวลา
2 ปีที่ผ่านมา คือ แหนแดง ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีรายได้จากการดำเนินงานบริษัทขนาดย่อม
(Mini Company) รวมทงั้ เผยแพรว่ ิธีการเพาะเลย้ี งแหนแดง และผลงานการใชแ้ หนแดงเป็นพืชทดแทน
ในอาหารสัตว์ พร้อมทั้งแปรรูปแหนแดงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ปุ๋ยหมักชีวภาพจาก
แหนแดง เบอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดงส่ปู ระชาชน เกษตรกร ชมุ ชน และหนว่ ยงานต่างๆ

ทั้งนี้แผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ได้จัดการเรียนการสอนวิชา
โครงงาน 1 วิชาโครงงาน 2 (บริษัทขนาดย่อม) วิชาทักษะวิชาชีพเกษตร
วิชาหลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิชาการเลี้ยงปลา วิชาโครงงาน 1 และ 2 ของระดับ ปวส.
ให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงสมาชิกชมรมวิชาชีพประมง เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ ฝึกทักษะ
การเพาะเลี้ยงแหนแดง และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมทั้งการนำแหนแดงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
“Aqua burger” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตด้านการประมง ซึ่งจากการบูรณาการ
การดำเนินงานที่หลากหลายส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาสามารถจำหน่ายผลผลิตแหนแดง
สัตว์น้ำเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์ “Aqua burger” เป็นรายได้ระหวา่ งเรียน และใช้เวลาว่างได้อย่างเกิด
ประโยชน์สูงสุด อีกทั้งเป็นการพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการเตรียมตัวไปประกอบอาชีพใน
อนาคตตอ่ ไป และเอ้ือเฟ้ือตอ่ ทุกคนเพื่อให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และแบง่ ปันสู่ความมัน่ คง ม่ังคั่ง และ
ยงั่ ยืน โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

อกท. หน่วยกาญจนบุรี
ธันวาคม 2565



สารบัญ

เรื่อง หน้า
คำนำ ก

สารบัญ ค
สารบญั ตาราง ง
1
สารบญั ภาพ 3
บทท่ี 1 บทนำ แหนแดง คุณคา่ มหาศาลพรรณไมน้ ้ำ 3
บทท่ี 2 เอกสารท่ีเก่ยี วข้อง 8
9
- อนกุ รมวธิ านของแหนแดง 10
- ปจั จยั และสภาพแวดล้อมที่มอี ิทธพิ ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของแหนแดง 11
13
- วิธกี ารเพาะเลย้ี งแหนแดง 13
- องค์ประกอบและแรธ่ าตุในแหนแดง 14
- ประโยชน์แหนแดง 16
18
- ข้อสังเกตในการเพาะเลยี้ งแหนแดง 19
- ตน้ ทุนการผลติ แหนแดง 19
23
- ความสำคญั ของธาตุอาหารตอ่ การเจริญเติบโตของพืช 25
- ปุ๋ยคอก 28
- การจดั การปยุ๋ คอกและนำไปใช้ 38
50
- ประโยชนข์ องปุ๋ยคอก 51
- กลมุ่ จุลินทรยี ท์ ี่มีประสทิ ธิภาพ (Effective Microorganisms : EM) 52

- กากนำ้ ตาล (Molasses) 53
- งานวิจัยท่เี กีย่ วข้อง 60
บทที่ 3 ผลงานวจิ ัยสู่การนำไปใชจ้ รงิ 73

บทท่ี 4 ฐานการเรยี นรู้ “แหนแดง พรรณไมน้ ้ำคุณคา่ มหาศาล”
บทที่ 5 ผลงาน โครงงานนกั เรียน นกั ศกึ ษา และการเผยแพร่ผลงาน

- ผลงานทไ่ี ดร้ ับรางวัล
- ผลงานท่ไี ด้รับการสนบั สนนุ งบประมาณการพัฒนาการจดั การเรียนการสอน
อาชวี ศึกษาโดยใชก้ ระบวนการวิจัยเปน็ ฐาน (RBL : Research-Based Learning)

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
- ผลงานการประกวด และเขา้ รว่ มแขง่ ขัน

- การเผยแพรผ่ ลงาน และองคค์ วามร้สู ู่ชุมชน
เอกสารอา้ งองิ



สารบญั ตาราง หน้า
11
ตารางท่ี
1. องคป์ ระกอบและแรธ่ าตตุ ่าง ๆ ของแหนแดง 14
2. ต้นทุนการขยายพนั ธแ์ุ หนแดงในบ่อซเี มนต์ 18
3. ปรมิ าณธาตุอาหารในมลู สตั ว์
4. ส่วนประกอบของกากน้ำตาล 24
5. แผนการทดลองการพฒั นาผลิตภณั ฑเ์ บอรเ์ กอร์ปลาเสริมแหนแดงตา่ งกัน 3 สูตร 33
6. สว่ นผสมในการทำผลติ ภัณฑเ์ บอรเ์ กอร์ปลาเสริมแหนแดงตา่ งกัน 3 สตู ร 34



สารบญั ภาพ

ภาพท่ี หนา้

1 ลกั ษณะของแหนแดง ก) Azolla microphylla. ข) Azolla pinnata var. pinnata 4

2 สาหรา่ ยสีเขยี วแกมน้ำเงิน (Cyanobacteria) ในแหนแดง 7

3 แหนแดงสด Azolla microphylla. และแหนแดงแหง้ 13

4 กลมุ่ จุลินทรียท์ ี่มีประสิทธภิ าพ (Effective Microorganisms : EM) 20

5 แผนผงั การทดลอง (lay out) การทดลองท่ี 1 29

6 แผนผงั การทดลอง (lay out) การทดลองท่ี 2 30

7 เปรียบเทียบลักษณะแหนแดงสายพนั ธ์ุกรมวชิ าการเกษตร (ก) และสายพันธุด์ ้ังเดมิ (ข) 39

8 แหนแดงที่พรอ้ มสำหรบั การขยายพันธุ์ (ก – ข) 40

9 ขน้ั ตอนการเพาะเลีย้ งแหนแดงในบอ่ ซเี มนต์ 41

10 การเพาะเล้ยี งแหนแดงรูปแบบต่างๆ ของแผนกวชิ าประมง 42

11 วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบพอเพยี ง 43

12 ขั้นตอนการผลิตอาหารสตั วน์ ำ้ แบบพอเพยี ง โดยใช้แหนแดงเป็นแหล่งโปรตีน 44

13 การดำเนนิ งานเลยี้ งปลานิลของนักเรยี น ระดับชั้น ปวช. 3 46

โดยใชโ้ ครงการเปน็ ฐาน (PBL)

14 การแปรรูปผลิตภณั ฑ์ “Aqua burger” ของนกั เรียน ระดบั ช้นั ปวช. 3 48

โดยใชโ้ ครงการเป็นฐาน (PBL) และสมาชกิ ชมรมวชิ าชพี ประมง

15 นักเรียน นกั ศึกษาจำหนา่ ยผลิตภัณฑ์ “Aqua burger” 49

โดยจำหนา่ ยใหก้ ับนักเรียน ครู เจ้าหน้าที่ภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศกึ ษา

16 นกั เรียนรบั รางวลั รองชนะเลศิ อนั ดบั ที่ 2 การประกวดโครงงานวิทยาศาสตรฯ์ 50

ระดบั ชาติ ณ ศนู ย์แสดงสนิ ค้าและการประชุมอมิ แพค็ อาคาร 9 – 10 เมืองทองธานี

17 ระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี (ปวช.) รางวัลชนะเลศิ อันดับที่ 1 มาตรฐานเหรียญทอง 51

18 ระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี (ปวช.) อันดับที่ 5 มาตรฐานเหรียญทอง 51

19 การจดั การเรียนรูก้ ารทำอาหารสตั วน์ ำ้ แบบพอเพียง 60

20 การจัดการเรยี นการสอนเก่ยี วกบั พรรณไม้นำ้ และการใชป้ ระโยชน์ 60

21 ใช้ในการศกึ ษาวิจยั เพ่ือพฒั นานวัตกรรมดา้ นการเพาะเล้ียงสัตว์น้ำ (หอยเชอรสี่ ที อง) 61

22 การนำไปใช้ในงาน ฟาร์มแผนกวิชาประมง และบริษทั ขนาดยอ่ ม (Mini Company) 61

23 การใช้แหนแดงในบอ่ เล้ียงปลาดุก โครงการชวี วถิ ีเพอื่ การพฒั นาอย่างยง่ั ยืน 62

24 การใชแ้ หนแดงทำปุ๋ยหมักเพื่อใชใ้ นแปลงพืชผกั โครงการชวี วถิ ีเพอ่ื การพฒั นาฯ 62

25 การทำปุย๋ หมักจากแหนแดงในรายวิชาเกษตรผสมผสาน 62

26 โครงการป๋ยุ หมักชวี ภาพ ในการดำเนินงานหมู่บา้ น อกท. หนว่ ยกาญจนบุรี 63

ปกี ารศึกษา 2565



สารบัญภาพ (ต่อ)

ภาพท่ี หนา้

27 การทำเกษตรอนิ ทรีย์โดยใช้แหนแดงของนางจนั ทัปปภา ชา่ งทอง 64

28 การเล้ยี งหอยเชอร่ีสีทองเปน็ อาชีพเสริมของนางสาวพนั ทิพา ครทู อง 65

29 มอบพันธแ์ุ หนแดงให้กบั นายวรณุ พล จินดารตั นกร 66

30 มอบพันธุ์แหนแดงให้กบั นางสาวนาตยา สร้อยเนียม และนายวสิษฐ สุรเนตร 66

31 มอบพนั ธแุ์ หนแดงและพนั ธุป์ ลาให้กับนายนันทพัทธ์ นำ้ วุน้ 67

32 การเผยแพรอ่ งค์ความรู้สู่ชมุ ชน โครงการ Fix it center จติ อาสา 68

ปงี บประมาณ 2564 (การทำเบอร์เกอรป์ ลา)

33 การเผยแพรอ่ งค์ความรู้สู่ผู้เรียน 69

(โครงการอบรมหลกั สูตรระยะสน้ั วิชาการขยายพันธพุ์ ืช ณ โรงเรียนทองผาภมู วิ ทิ ยา)

34 การเผยแพรอ่ งค์ความรู้สู่ชุมชน 70

(โครงการ Fix it center จติ อาสา ปงี บประมาณ 2565)

35 การเผยแพร่องคค์ วามรู้สู่ชุมชน (โครงการฝึกอบรมวชิ าชพี เกษตรหลักสูตรระยะส้นั 71

หลักสตู รการแปรรปู ผลติ ภัณฑ์สัตวน์ ำ้ :Aqua burger)

36 การเผยแพรอ่ งค์ความร้ดู ้านวชิ าการ (ผู้เขา้ อบรมเชิงปฏิบัตกิ าร 72

เพอ่ื ซักซ้อมแนวทางการดำเนนิ งานโครงการอาชีวะ สรา้ งชา่ งฝีมือ

ตามแนวทางโรงเรยี นพระดาบส ประจำปงี บประมาณ 2565)

บทที่ 1
แหนแดง คุณค่ามหาศาลพรรณไม้นำ้

เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคมและ
เศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการผลิตและการใช้ปุ๋ยเคมีชนิดต่างๆ มากขึ้น แต่ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อ
ความตอ้ งการ เนอ่ื งจากวสั ดทุ ใี่ ช้มีปรมิ าณจำกดั และมีปรมิ าณธาตอุ าหารตำ่ อกี ทงั้ ธาตุอาหารส่วนใหญ่อยู่
ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ เมื่อใส่ลงไปในดินพืชจะไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ต้องผ่าน
กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นออกมาในรูปของสารประกอบ
อนินทรีย์เช่นเดียวกับปุ๋ยเคมีจากนั้นพืชจึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ (ภานุพงศ์ และคณะ, 2562)
ดังนั้นการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ได้รับความสนใจในหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็น
กระบวนการที่สามารถช่วยเพิ่มรายได้ด้วยการลดรายจ่ายให้กับผู้ผลิต สำหรับภาคเกษตรกรรม
ปยุ๋ ถือได้วา่ เป็นปจั จัยทม่ี ีความสำคัญตอ่ การเกษตร เพราะมีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและคุณภาพของผลผลิต
ทางการเกษตร กล่าวคือ หากเกษตรกรใส่ปุ๋ยได้เพียงพอกับความต้องการของพืช จะส่งผลให้พืช
เจริญเติบโตดี แต่หากใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตและส่งผลกระทบต่อ
สง่ิ แวดลอ้ มด้วย นอกจากนีห้ ากเกษตรกรไม่สามารถผลิตปุ๋ยได้เอง ปรมิ าณการใช้ป๋ยุ ท่ีเพ่ิมข้ึน ย่อมส่งผล
ให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยไดเ้ องจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทนุ
การผลติ ให้แกเ่ กษตรกรได้ เช่น การผลิตป๋ยุ จากแหนแดง (ภาษิตา และคณะ, 2563)

แหนแดง (Azolla microphylla.) เปน็ เฟริ ์นนำ้ ขนาดเล็กพบอยู่ท่ัวไปบริเวณน้ำน่ิง มีคุณสมบัติ
เป็นทั้งปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ และอาหารสัตว์ เนื่องจากในใบของแหนแดงมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
(Cyanobacteria) อาศัยอยู่ในกาบใบของแหนแดงแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Symbiosis)
ซึ่งสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศแลว้ เปลี่ยนใหเ้ ป็นสารประกอบในรูปของ
แอนโมเนียมให้แหนแดงใช้ประโยชน์ได้อัตรา 200-600 กรัมต่อไร่ต่อวัน (นพพร, 2563 อ้างถึง
Watanabe et al.,1977) ทำให้แหนแดงเจริญเติบโตได้เร็วและมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง
แหนแดงสามารถสลายตัวได้ง่ายและปลดปล่อยไนโตรเจนและธาตุอาหารพืชอ่ืนๆ ออกมาได้เร็ว
จากคุณสมบัติดังกล่าวจึงมีการนำแหนแดงแห้งมาใช้เป็นแหล่งธาตุไนโตรเจนให้กับผักโดยเฉพาะ
ผักรับประทานใบและลำต้น ทั้งนี้แหนแดงยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาด้านราคาวัตถุดิบอาหารที่มีราคาสูง
ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีต้นทุนเป็นค่าอาหารมากกว่า 60 %
ของต้นทุนการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ (อมรรัตน์ และคณะ, ม.ป.ป.) ซึ่งแหนแดงมีโปรตีน 13-30 % ไขมัน
3.1 % ไนโตรเจน 6.5 % ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก
กำมะถัน และโซเดียม เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี
ศริ ิลกั ษณ์ (2564) รายงานวา่ จากการวิเคราะห์พบวา่ กรดอะมโิ นทจ่ี ำเปน็ ในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอ
ต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมท่ีจะใช้เล้ียงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดง

2

อยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มข้ึนมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มี
แหนแดงรว่ มด้วย นอกจากน้ีการเลย้ี งปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวไดร้ บั ปุ๋ยอยา่ งสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนา
จากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่า
แหนแดงเปน็ พชื น้ำท่ีมีประโยชน์มากในการเพ่มิ ผลผลติ ทางการเกษตรแบบครบวงจร

แผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี เป็นแผนกที่ส่งเสริมให้ผู้เรยี นเป็น
ผูป้ ระกอบการธุรกิจ (Mini Company) ซึง่ ไดม้ ีการจัดการเรยี นการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ ซ่ึงใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงการเป็นฐาน (Project Based Learning ; PBL) บูรณาการ
การพัฒนานวัตกรรม และงานวิจัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรที่ทันสมัยและลดต้นทุน
เพอื่ เป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียน เกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานอ่นื ๆ ซง่ึ มกี ารพฒั นารูปแบบการจัดการ
เรียนการสอนรูปแบบบริษัทขนาดย่อม (Mini Company) มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี และพัฒนา
รูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบพอเพียง ลดต้นทุนการผลิตด้านค่าอาหาร โดยพรรณไม้น้ำที่นำใช้มาเปน็
แหล่งโปรตีนตลอดระยะเวลา 2 ปที ่ผี ่านมา คอื แหนแดง ซึง่ สง่ ผลใหผ้ ูเ้ รยี นมีรายได้จากการดำเนินงาน
บริษัทขนาดย่อม (Mini Company) รวมทั้งเผยแพร่วิธีการเพาะเลี้ยงแหนแดง และผลงานการใช้
แหนแดงเป็นพืชทดแทนในอาหารสัตว์ พร้อมทั้งแปรรูปแหนแดงเป็นผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เช่น
ปยุ๋ หมักชีวภาพจากแหนแดง เบอรเ์ กอร์ปลาเสริมแหนแดงสู่ประชาชน เกษตรกร ชมุ ชน และหน่วยงาน
ต่างๆ

บทที่ 2
เอกสารทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

นิทรรศการทางการเกษตร เรื่อง Amazing R Azolla มีการศกึ ษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวขอ้ ง ดงั นี้

1. อนกุ รมวิธานของแหนแดง
2. ปัจจัยและสภาพแวดล้อมทมี่ อี ิทธิพลต่อการเจรญิ เติบโตของแหนแดง
3. วิธีการเพาะเลยี้ งแหนแดง
4. องคป์ ระกอบและแร่ธาตุในแหนแดง
5. ประโยชน์แหนแดง
6. ขอ้ สงั เกตในการเพาะเลยี้ งแหนแดง
7. ต้นทุนการผลติ แหนแดง
8. ความสำคัญของธาตอุ าหารต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืช
9. ปุย๋ คอก
10. การจัดการปยุ๋ คอกและนำไปใช้
11. ประโยชนข์ องปยุ๋ คอก
12. กลมุ่ จลุ นิ ทรีย์ทม่ี ีประสทิ ธิภาพ (Effective Microorganisms : EM)
13. กากนำ้ ตาล (Molasses)
14. งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง

1. อนุกรมวิธานของแหนแดง
แหนแดงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Azolla spp. คําว่า Azolla มาจากภาษากรีก 2 คํา คือ

Azo หมายถึง แห้ง และ Ollyo หมายถึง ตาย เมื่อมารวมกันแล้วจะหมายความว่าตายเมื่อถึงฤดูแล้ง
มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า water velvet, Mosquito fern การจําแนกชนิดของแหนแดงน้ัน Lamark
เปน็ ผู้รเิ ริม่ ศกึ ษาเปน็ คนแรก ซึ่งสามารถจาํ แนกช้นั ทางวทิ ยาศาสตร์ ไดด้ ังน้ี

Kingdom : Plantae
Division : Pteridophyta
Class : Filicopsidaz
Order : Salriniales
Family : Azollaceae
Genus : Azolla

4

กข

ภาพท่ี 1 ลกั ษณะของแหนแดง ก) Azolla microphylla. ข) Azolla pinnata var. pinnata
1.1 ลักษณะท่วั ไปของแหนแดง
ศิริลักษณ์ (2564) รายงานว่า ต้นแหนแดงที่เห็นอยู่ทั่วไปจัดอยู่ในระยะสปอโรไฟต์

(Sporophyte) ประกอบด้วยสว่ นตา่ งๆ ดังน้ี
1.1.1 ลำต้น (Main rhizome) มีลักษณะเป็นลำต้นสั้นๆ แบบไรโซม (Rhizome) แตก

กิ่งออกสองข้างแบบสลับ แผข่ นานกับพื้นน้ำ ภายในลำตน้ มีระบบทอ่ ลำเลยี ง ประกอบดว้ ยกิ่งแขนงเล็กๆ
แตกออกด้านขา้ งเรยี งสลับกับไป โดยกิ่งแขนงเล็กๆ แตกออกด้านข้างเรียงสลบั กันไป โดยกิ่งแขนงเล็กๆ
แยกออกไปเปน็ กิง่ แขนงยอ่ ยอีกหลายชนั้ ขึ้นอยกู่ ับชนิดของแหนแดง และเมือ่ กิ่งแก่ ก่ิงแขนงย่อยจะหลุด
ออกจากลำต้นและเกดิ เป็นตน้ ใหม่

1.1.2 ราก (Root) รากของแหนแดงเป็นรากพิเศษยาวอยู่ใต้ลำต้น เกิดตรงข้อด้านล่าง
ของลำตน้ ทง้ิ ดิง่ ลงไปในนำ้ ส่วนของปลายรากที่ยงั ออ่ นจะมหี มวกราก (Root cap) หมุ้ อยูแ่ ละจะหลุดออก
เมื่อรากเจริญเต็มที่และมีรากขนอ่อนขึ้นแทนที่ โดยรากขนอ่อนนี้เกิดจากการแบ่งเซลล์ที่อยู่รอบๆ
ตวั เซลล์ Epidermal

1.1.3 ใบ (Front) มีขนาดเล็กเป็นใบประกอบ ขอบใบเรียบไม่มีก้านใบ มีใบย่อย
7-10 ใบ เรียงสลับซ้อนกันอยู่ ใบย่อยแต่ละใบประกอบดว้ ย 2 ส่วน คือ กาบใบบน (Dorsal lobe) และ
กาบใบล่าง (Ventral lobe) ทั้งสองกาบมีขนาดใกล้เคียงกัน โดยกาบใบบนซึ่งอยู่บนผิวน้ำมีสีเขียว
เม่ือยงั อ่อน และเปลีย่ นเป็นสีแดงเมอื่ แก่หรอื เม่อื ได้รับแสงแดดจัดเกินไป และมีโพรงใบรูปไข่ตรงกึ่งกลาง
ด้านหลัง ซึ่งเป็นที่อาศัยของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สกุล Anabaena azollae. ในลักษณะพึ่งพา
อาศัยกัน (นพพร, 2563) ส่วนกาบใบล่างมีลักษณะบางและขนาดใหญ่กว่ากาบใบบนเล็กน้อย
มีคลอโรฟลิ ล์น้อยมากจนเกอื บไมม่ ีเลย ทำหน้าท่ีสรา้ งสปอร์โรคารป์ และเฮทเทอร์โรสปอร์ และเปน็ ทุ่นให้
แหนแดงลอยนำ้ ได้ รวมทง้ั นำน้ำเข้าสลู่ ำตน้ แทนราก

1.2 ชนิดของแหนแดง เป็นพืชนำ้ เล็ก ๆ ตระกูลเฟิร์นลอยน้ำ พบเจริญเติบโตอยู่บนผิวน้ำในทีม่ ี
นำ้ ขังในเขตร้อนและอบอนุ่ ทว่ั ไป แบง่ ออกเป็น 2 กลุ่ม

1.2.1 กลุ่ม Euazolla เป็นกลุ่มแหนแดงที่มีขนปกคลุมบนใบ สปอร์เพศเมียมีทุ่นลอย
3 อัน ส่วนสปอร์เพศผู้มีหนามแหลมปกคลุม และปลายสปอร์มีตะขอคล้ายหัวลูกศร มีทั้งหมด 5 ชนิด
ไดแ้ ก่

5

1.2.1.1 Azolla microphylla Kaulfuss ที่มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อน
ของอเมริกาตัง้ แต่ด้านทิศตะวนั ตก และทิศเหนือของอเมริกาใต้ ถึงด้านใต้ของอเมริกาเหนือ และ West
Indies ซึ่งเป็นสายพนั ธุท์ ี่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพ่ือคัดเลอื กและปรับปรุงพนั ธ์ุจนได้แหนแดงพันธุ์ท่ี
มีขนาดใหญ่ มีการเจริญเติบโตได้รวดเร็ว สามารถตรึงไนโตรเจนได้มากกว่าสายพันธุ์ท้องถิ่น โดยกรม
วิชาการเกษตร ได้เริ่มทำการวิจัยค้นคว้าเรื่องแหนแดงมาตั้งแต่ ปี 2520 และได้มีการเก็บรักษาพันธุ์มา
อย่างต่อเนื่อง จนเมื่อประเทศไทยหันมา ส่งเสริมเรื่องการท้าเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของ
กรมวิชาการเกษตร จึงได้ถูกนำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอนิ ทรีย์ อีกครั้งหนึ่งในปี 2540
เปน็ ต้นมา (นพพร, 2563)

1.2.1.2 Azolla filiculoides Lamark พบในแถบประเทศในทวีปอเมริกาใต้
อเมริกาเหนอื และอลาสกา้

1.2.1.3 Azolla rubra R.Brown พบในแถบประเทศในทวีปออสเตรเลีย และ
เอเชยี ในแถบประเทศญีป่ ุ่น และเกาหลี

1.2.1.4 Azolla mexicana Presl พบในแถบประเทศทางตอนเหนือของ
ทวปี อเมริกาใต้ และทางทศิ ตะวันตกของทวปี อเมรกิ าเหนือ

1.2.1.5 Azolla cololiniana Willdenow พบในแถบประเทศทางตะวันออก
ของอเมริกาเหนอื และแถบทะเลคาริบเบีย่ น

1.2.2 กลุ่ม Rhizospenna เป็นกลุ่มแหนแดงที่มีขนปกคลุมทั้งบนใบ และตามลำต้น
มีทง้ั หมด 2 ชนิด ท่ีพบในแถบประเทศเอเชีย และออสเตรเลีย ไดแ้ ก่

1.2.2.1 Azolla pinnata var. pinnata (แหนแดงเพียงชนิดเดยี วทพ่ี บในไทย)
เป็นสายพันธุ์อยู่บริเวณกว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย และออสเตรเลียซึ่งเป็นสายพันธ์ุ
ท้องถ่นิ ทีแ่ พร่กระจายอย่ตู ามแหลง่ น้ำธรรมชาติ (นพพร, 2563)

1.2.2.2 Azolla pinnata var. imbricate

นพพร (2563) รายงานวา่ แหนแดงที่กรมวิชาการเกษตรได้ทำการปรับปรงุ พันธุ์
คือ สายพันธ์ุอะซอลลา่ ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla.) มีลกั ษณะเดน่ คือ มขี นาดใหญ่ ขยายพันธุ์
ได้รวดเร็ว ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์พื้นเมอื งถึง 10 เท่า แหนแดงสามารถเลี้ยงได้ง่าย เจริญเติบโตและ
เพ่มิ ปรมิ าณไดอ้ ยา่ งรวดเร็วเปน็ 2 เท่า จากเดิมภายในเวลา 3–5 วนั เม่อื แหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่บนผิว
น้ำในนาข้าวจะได้ผลผลิตแหนแดงสดประมาณ 3,000 กิโลกรัม หรือ 150 กิโลกรัมแห้ง เทียบได้กับ
ปุ๋ยยูเรีย 6-7.5 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ ประยูร และบรรหาญ (2545) รายงานผลการวิเคราะห์ตัวอย่าง
แหนแดง พบว่า มีน้ำหนักแหง้ ร้อยละ 5-7 และประกอบด้วยแร่ธาตตุ ่าง ๆ หลายชนิด ศิริลักษณ์ (2564)
รายงานผล การเพาะเลย้ี งแหนแดงในกระชงั ขนาด 32 ตารางเมตร โดยหว่านแหนแดงอัตรา 300 กรัมต่อ
ตารางเมตร เป็นเวลา 15 วัน ได้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม การอบที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
พบว่า แหนแดงสด 15 กโิ ลกรัม ใหแ้ หนแดงแหง้ 1 กิโลกรัม และผลตรวจวิเคราะห์องคป์ ระกอบทางเคมี
ของแหนแดง พบวา่ มปี รมิ าณไนโตรเจนทง้ั หมดรอ้ ยละ 5.48 สดั ส่วนของคารบ์ อนตอ่ ไนโตรเจนเทา่ กบั

6

9.95 ปริมาณลิกนิน 24.2 ฟอสฟอรัสทั้งหมดร้อยละ 0.64 ปริมาณโพแทสเซียมทั้งหมดร้อยละ 5.08
ปริมาณแคลเซียมท้งั หมดรอ้ ยละ 2.59 และปริมาณแมกนีเซียมทง้ั หมดร้อยละ 0.39 การทำแหนแดงแห้ง
สามารถทำไดง้ ่ายโดยการนำแหนแดงไปตากแดดใหแ้ หง้ แล้วเก็บใสภ่ าชนะ เช่น ถงุ ปุ๋ย ไวใ้ ชต้ อ่ ไปได้

1.3 การแพร่กระจาย
แหนแดง เปน็ เฟิรน์ ท่ีพบไดใ้ นทุกภาค ซึ่งจะพบในแหลง่ น้ำนงิ่ ตามธรรมชาติ เช่น บ่อน้ำ

บึง พื้นที่ชุ่มน้ำหรือแอ่งที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี ทั้งในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น กึ่งร้อนชื้น และอบอุ่น
(ภาษิตา และคณะ, 2563) ท้ังนี้สามารถสังเกตได้จากผวิ แหล่งน้ำมีพืชสีเขียวลอยบนผวิ น้ำ แต่ขณะต้นยัง
เล็กหากมองไกลๆ จะคล้ายแหนเป็ดมาก แต่เมื่อต้นแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดงเรื่อ ซึ่งจะ
แยกแยะจากแหนเป็ดได้อย่างชัดเจน เพราะแหนเป็ดจะไม่เปลี่ยนสีใบ ใบแหนเป็ดจะมีสีเขียวตลอด
แตแ่ หนเป็ดใหญจ่ ะมีแผน่ ใบดา้ นล่างมสี นี ้ำตาลแดง (puechkaset, 2559)

1.4 การขยายพนั ธุ์แหนแดง
1.4.1 แบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) จะเกิดเมื่อแหนแดงอยู่ในระยะที่พร้อม

จะผลิตสปอร์มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เป็นเพศผู้และเพศเมียแล้วมาผสมพันธุ์กัน โดยสปอร์จะแก่ในเวลา
ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนนั้ จงึ เจริญเปน็ ต้นออ่ นแหนแดงทีม่ ีโครโมโซมเปน็ 2n (Diploid)

1.4.2 แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction)
เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่จะแตกกิ่งแขนงออกจากต้นแม่ (Rhizome)

แบบสลบั กัน เมือ่ ตน้ แมแ่ ก่จดั จะมีสีเขียวเขม้ แล้วคอ่ ยๆ เปล่ยี นเป็นสีน้ำตาล กิ่งแขนงย่อยจะหลุดออกมา
เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ต่อไป หรืออีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการตัดต้นแม่ออกเป็นกิ่งย่อย
และส่วนท่ีตัดออกมาจะสามารถเจรญิ เตบิ โตตอ่ ไปได้

ศิริลักษณ์ (2564) รายงานว่า นอกจากน้ีในแปลงเล้ียงแหนแดง สามารถทำได้โดยการใช้
ไม้กวาดไม้ไผ่ หรือใช้ไม้แขนงตีเบาๆ เพื่อให้ต้นแหนแดงฉกี ขาดออกจากต้นเดิม ทำให้การขยายพันธุ์เพม่ิ
ปริมาณได้รวดเร็ว โดยการขยายพันธุ์ทั้ง 2 วิธีนี้ สามารถเพิ่มปริมาณของแหนแดงเป็น 2 เท่า ภายใน
3 – 5 วนั ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม

1.5 แหนแดงกบั สาหร่ายสเี ขยี วแกมนำ้ เงนิ
ความสัมพันธ์ของแหนแดงกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน จะดำเนินแบบพึ่งพาอาศัยซ่งึ

กันและกัน โดยในตลอดช่วงชีวิตของแหนแดงจะมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Anabaena azollae.
อาศัยอยรู่ ่วมด้วย และยังสามารถถ่ายทอดจากแหนแดงรุ่นหนึง่ สู่อีกรุน่ หนง่ึ ได้โดยอตั โนมตั ิ ผ่านทางเซลล์
สืบพนั ธุท์ ่ีเรยี กว่า Megasporocarp และ Microsporocarp (ศริ ลิ ักษณ,์ 2564)

แหนแดงจึงเปรียบเสมือนโรงงานเล็กๆ ที่ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนให้แก่โลก โดยมีสาหร่าย
สีเขียวแกมน้ำเงินเป็นเครื่องจักรตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของสารประกอบ
แอมโมเนียม โดยไนโตรเจนท่ตี รงึ ไดจ้ ากสาหรา่ ยสเี ขียวแกมน้ำเงนิ ในโพรงใบท่ีเจริญเติบโตเตม็ ทีแ่ ล้วจะถูก
เคลื่อนย้ายไปยังแหนแดงในรูปของแอมโมเนีย โดยจะสะสมอยู่ในส่วนปลายยอดมากกว่าส่วนต้น และ
แหนแดงจะดูดไปใช้อย่างรวดเร็วโดยผ่านทาง Transfer cell หรือ Terminal cell ของเซลล์ขนที่อยู่

7

ภายในโพรงใบเข้าสู่ต้น แล้วเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบไนโตรเจนรูปอื่นๆ เช่น กรดอะมโิ น เคลื่อนที่ไปสู่
ยอดอ่อน นอกจากนี้แลว้ สารประกอบไนโตรเจนบางส่วนยังเคลื่อนท่ีผ่านออกไปทางเซลล์ขนท่ีอยู่บริเวณ
ผิวใบเพื่อเลี้ยงสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ปลายยอดและอยู่ในระยะที่ไม่สามารถตรึงไนโตรเจน ใน
ขณะเดียวกันสารประกอบท่ีได้จากการสังเคราะห์แสงของแหนแดงกจ็ ะเคลื่อนผ่านไปยงั โพรงใบ เพื่อให้
สาหรา่ ยได้ใช้อยา่ งเพียงพอกับการเจริญเติบโตและการตรึงไนโตรเจน (ศริ ลิ ักษณ,์ 2564)

พัชรี และธนิดา (2556) สาหร่ายที่สามารถตรึงไนโตรเจน ทำการตรึงไนโตรเจนบริเวณ
Heterocyst ของสาหร่ายบริเวณนี้มีเอนไซม์ Nitrogenase เอนไซม์จะรีดิวซ์ก๊าซไนโตรเจนไปเป็น
แอมโมเนีย โดยอาศัย ATP และ Feridoxin ที่ได้จากการสังเคราะห์แสง ดังนั้นการตรงึ ไนโตรเจนจึงเกิด
เวลากลางวันมากกว่ากลางคืน ในเวลากลางคืน พบว่า การตรึงไนโตรเจนเวลากลางคืนต่ำกว่ากลางวัน
20 - 30 % อาศัยพลังงานที่สะสมไวต้ อนกลางวัน ทั้งนี้แหนแดงเจริญเติบโตโดยอาศัยไนโตรเจนจากการ
ตรงึ ของสาหรา่ ยประมาณ 80 % โดยสาหร่ายจะให้ไนโตรเจนในรูปแอมโมเนยี ให้กบั แหนแดง แหนแดงจะ
สร้างเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้แอมโมเนีย เช่น Glutamine synthetase, Glutamate synthase
และ Glutamate dehydrogenase เพ่อื ใชส้ รา้ งกรดอะมิโนและโปรตนี

ภาพท่ี 2 สาหร่ายสีเขียวแกมนำ้ เงิน (Cyanobacteria) ในแหนแดง
ท่มี า : ภาษติ า และคณะ (2563)

8

2. ปจั จยั และสภาพแวดล้อมทีม่ อี ิทธพิ ลต่อการเจรญิ เติบโตของแหนแดง
2.1 ธาตอุ าหาร
แหนแดงต้องการธาตุอาหารต่างๆ เช่นเดียวกับพืช ยกเว้นไนโตรเจนที่แหนได้รับจาก

สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ตรึงไนโตรเจนได้ ธาตุที่จำเป็นต่อแหนแดงและมักจะขาด คือ ฟอสฟอรัส
เพราะฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลอี ิกที่เก่ียวข้องกับการแบง่ เซลล์และ การตรึงไนโตรเจน
พบว่า ถ้าฟอสฟอรัสต่ำกว่า 0.23 % ในเน้ือเยื่อ ทำให้การเจริญเติบโตและการตรึงไนโตรเจนหยุดชะงัก
สังเกตได้จากใบมีสีแดงเข้ม การเจริญเติบโตลดลง ปลายรากคดงอ ถ้าฟอสฟอรัสต่ำกว่า 0.37 ppm.
ทำให้อัตราการตรึงไนโตรเจนและการเจริญเติบโตลดลง (พัชรี และธนิดา, 2556) อีกทั้งแหนแดง
มีความต้องการธาตุอาหารท้ังธาตุหลักและธาตุรองเชน่ พืชอื่น นอกจากนี้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่อยู่
ร่วมยังต้องการ Molybdenum, Cobalt และ Sodium เพื่อใช้ในการตรึงไนโตรเจน ส่วนธาตุที่สำคญั ใน
การเจริญเตบิ โตของแหนแดงมากทีส่ ุด คือ ฟอสฟอรัส เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโต การตรึงไนโตรเจน
และปริมาณคลอโรฟิลล์ท่ีใบแหนแดง ในแหลง่ นำ้ ทเี่ พาะเลย้ี งแหนแดงควรมีธาตุอาหารเหล่านี้เพื่อช่วยใน
การเจรญิ เติบโตและกระบวนการตรึงไนโตรเจน (นพพร, 2563)

2.2 ค่า pH และอณุ หภูมิ
แหนแดงเจริญได้ดชี ่วง pH 3.5 - 10 แตท่ ่เี หมาะสมอยู่ในช่วง pH 4.5 - 7 ส่วนอุณหภูมิ

ทีเ่ หมาะสมอยู่ในชว่ ง 16 - 30 องศาเซลเซยี ส อตั ราการตรึงไนโตรเจนขึน้ กบั ค่า pH อณุ หภมู ิ โดย pH 4.5
อัตราการตรงึ ไนโตรเจนสูงสุดท่ีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซยี ส ส่วนที่ pH 6.0 อัตราการตรึงไนโตรเจนสูงสุด
ที่อุณหภู มิ 20 อง ศาเซ ลเซ ี ย ส (พ ัชรี และ ธ น ิดา, 2556 ; ภาษิตา และ คณะ , 2563 ;
พิษณุ และคณะ, 2557) อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตของแหนแดง อุณหภูมิที่เหมาะสม
สำหรับแหนแดงทุกชนิดควรอยู่ในช่วง 20 – 30 องศาเซลเซียส จึงพบว่าในเขตร้อนแหนแดงบางชนดิ ไม่
สามารถเจริญเติบโตได้ จึงมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูง เช่น A. microphylla และ
A. nilotica เปน็ ต้น (นพพร, 2563)

2.3 แสง
พัชรี และธนิดา (2556) รายงานว่า อัตราการเจริญเติบโตของแหนแดงจะเพิ่มสูงสุดที่

ความเข้มแสง 49,000 lux แต่ความต้องการและความทนทานต่อความเข้มแสงขึ้นกับชนิดของแหนแดง
พิษณุ และคณะ (2557) รายงานว่า แหนแดงเจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่มีแสงประมาณ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์
ของแสงสว่าง จึงควรมีการพรางแสงแดดให้เหมาะสม หรือเลือกพื้นที่เพาะปลูกแหนแดงที่มีร่มรำไร
(นพพร, 2563)

2.4 ความเค็ม
พัชรี และธนิดา (2556) รายงานวา่ ถ้าความเข้มข้นของเกลือ (NaCl) เพิ่มมากข้ึนส่งผล

ให้แหนแดงไมส่ ามารถเจรญิ เตบิ โตและตายไปมีอัตราการเจรญิ เติบโตลดลง 20 % ถา้ ใช้ความเข้มข้นของ
เกลือ (NaCl) 4,000 ppm.

9

2.5 นำ้
น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่ตื้น

หรือดินทีช่ ุ่มน้ำ ส่วนมากเจรญิ ในระดับนำ้ 15-30 เซนติเมตร (พชั รี และธนิดา, 2556) หากมีความลกึ มาก
ธาตุอาหารจะเจือจาง แหนแดงจะได้รบั ธาตอุ าหารนอ้ ยไม่เจริญเตบิ โต น้ำมีความลึกน้อยอณุ หภูมิน้ำจะสูง
แหนแดงไม่เจรญิ เติบโต (นพพร, 2563)

2.6 ความชนื้ สัมพทั ธ์
แหนแดงเป็นพืชที่ชอบความชื้นสูง 85-90 เปอร์เซ็นต์ (พัชรี และธนิดา, 2556 ;

นพพร, 2563)
2.7 ลม
แหนแดงไม่ชอบลมแรง เพราะทำให้ถูกพัดพาเกิดการกระจายตัวของแหนแดงและ

สูญเสียความชื้นได้ง่ายยิ่งขึ้น หรือหากถูกพัดพาไปอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของแปลงก็ส่งผลให้ไม่สามารถ
ขยายตัวได้เช่นกัน (พชั รี และธนดิ า, 2556 ; นพพร, 2563)

2.8 ศัตรพู ชื
ควรมกี ารควบคมุ ศตั รพู ืชในบ่อเพาะเล้ยี งแหนแดงเป็นระยะ เพอื่ ควบคุมโรค แมลง และ

สัตว์ที่กินแหนแดงเป็นอาหาร เช่น หนอนด้วง หนอนผีเสื้อกลางคืน หนอนไรน้ำ ปลา เป็ด หอย
(นพพร, 2563)

3. วิธีการเพาะเล้ียงแหนแดง
ศริ ิลักษณ์ (2564) รายงานวา่ การเพาะเลีย้ งแหนแดงควรมีบ่อเลี้ยงแมพ่ นั ธ์ุไว้ต่างหาก เน่ืองจาก

แหนแดงมีไนโตรเจนสงู เนอ้ื เยอ่ื ของแหนแดง ค่อนขา้ งอ่อน สัตวแ์ ละแมลงหลายชนิดจะเขา้ ทำลายได้ง่าย
เพราะฉะนั้นจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ หากนำแหนแดงลงไปใช้ในแปลง หรือถูกแมลงทำลาย
เสียหายหมดก็ยังมีแม่พันธ์ุ แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหาแม่พันธุ์ใหม่
วธิ ีเพาะเลีย้ งแมพ่ นั ธ์แุ หนแดง มีดังน้ี

3.1 การเลี้ยงในบอ่ ซเี มนต์
3.1.1 เตรียมบ่อปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร ปิดฝาที่ก้นบ่อ

เจาะรูกลมขนาด ¼ นิว้ สงู จากกน้ บ่อ 10 เซนติเมตร เพอื่ ใช้ควบคุมระดับน้ำ แล้วใส่ท่อพลาสตกิ ที่มีฝาปิด
เปิดเพ่ือควบคุมระดบั น้ำ

3.1.2 ใส่ดินผสมปุ๋ยคอกให้มีระดับความลึกของดินเท่ากับระดับด้านล่างของรูที่เจาะไว้
ควบคุมระดบั น้ำ แล้วเตมิ น้ำใหส้ ูงจากระดบั ผวิ ดินประมาณ 10 เซนตเิ มตร

3.1.3 ใส่แหนแดง 50 กรัม ลงในบ่อที่เตรียมไว้เพื่อเป็นแม่พันธุ์ แล้วเขี่ยแหนแดง
กระจายใหเ้ สมอท่วั บอ่

3.1.4 เมอื่ แหนแดงเจริญเตบิ โตเต็มบ่อจนแนน่ (รอประมาณ 1 – 2 สปั ดาห์) ใหป้ ลอ่ ยน้ำ
ออกจากบอ่ จนมรี ะดบั เท่าผวิ ดินท่ใี ส่ หรือนำแหนแดงไปขยายต่อในทท่ี ต่ี ้องการ

10

3.1.5 นำแหนแดงที่ได้จากบ่อแม่พันธุ์ลงปล่อยในบ่อขนาดใหญ่ หรือกระชัง
เพ่ือเพิ่มปรมิ าณต่อไป การเลย้ี งในบอ่ ปนู ควรนำมงุ้ ตาข่ายเขียวมาปิดปากบ่อเพื่อป้องกนั แมลงเข้าทำลาย
และเป็นการชว่ ยพรางแสงใหแ้ หนแดงไปพร้อมกนั วิธนี ี้จะช่วยใหแ้ หนแดงมีการเจริญเตบิ โตทดี่ ีย่งิ ข้ึน

3.2 การเลยี้ งแบบบอ่ ขุด
เน่ืองจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลกึ จึงควรขดุ บ่อให้มีลักษณะเหมือนทอ้ งนาขงั น้ำให้ลึก

ประมาณ 5 - 10 เซนตเิ มตร เรียกว่าเป็นบอ่ นำ้ ตื้นควรมีการพรางแสง หรอื มีรม่ ไม้รำไร ถา้ มีพื้นที่บอ่ ขนาด
ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไปประมาณ 10 กิโลกรัม ใช้เวลา 10 - 15 วนั แม่พนั ธ์ุแหนแดง
จะเจริญเติบโตเต็มบ่อ สามารถตักแหนแดงไปปล่อยลงบ่ออื่น หรือนำไปขยายต่อในพ้ืนที่ที่ต้องการได้
ต่อไป ซึ่งควรจะปลอ่ ยแหนแดงลงบ่อกอ่ นฤดูฝน หากปล่อยในหน้าแลง้ ความชนื้ ในอากาศนอ้ ย อาจจะใช้
เวลานานถงึ 3 สปั ดาห์ แหนแดงจึงจะเตม็ บ่อดังนน้ั จงึ สามารถดดั แปลงปริมาณการใส่แหนแดงเร่ิมต้นได้
ตามความเหมาะสม แหนแดงท่ีขยายเติบโตเต็มที่จะไดน้ ้ำหนกั แหนแดงสดประมาณ 1.5 - 2.0 กิโลกรมั ต่อ
พืน้ ที่ 1 ตารางเมตร

4. องคป์ ระกอบและแรธ่ าตุในแหนแดง
แหนแดงเป็นพืชน้ำมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่หมดสิ้น

และแหนแดงมโี ปรตีนสงู เน่าสลายปลดปล่อยธาตอุ าหารออกมาได้อย่างรวดเร็ว (พิษณุ และคณะ, 2557)
อีกทั้งการผลิตแหนแดงยังใช้ระยะเวลาสั้น ใช้พื้นที่น้อย และต้นทุนต่ำกว่าการปลูกพืชปุ๋ยสดประมาณ
45 – 50 วัน ก่อนไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด หรือการเลีย้ งสัตว์เพื่อผลติ ปุย๋ คอก จากคุณสมบัติของแหนแดงท่ี
กล่าวมานี้ ทำให้แหนแดงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีศักยภาพเป็นแหล่งไนโตรเจนสำหรับการปลูก
พืชผัก โดยเฉพาะผักที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ ยเคมีในกระบวนการผลิต
(ภาษิตา และคณะ, 2563) และแหนแดงสามารถนำไปเปน็ อาหารสัตว์ได้ โดยใหส้ ัตวก์ ินได้ท้ังแบบสดและ
แห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมฟางข้าว หรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมี
โปรตีนสูง ประมาณ 30 % มีกรดอะมิโนครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง
ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้ง
หรือหญ้าแหง้ สัตว์จะได้อาหารท่มี คี ุณภาพดี (นพพร, 2563) ซ่ึงมีแรธ่ าตุและองคป์ ระกอบตา่ งๆ ดงั นี้

11

ตารางที่ 1 องคป์ ระกอบและแร่ธาตุต่าง ๆ ของแหนแดง อัตราร้อยละ

ท่ี องคป์ ระกอบ 5-7
1 น้ำหนักแหง้ 13-30
2 โปรตีน 3.1
3 ไขมนั 8.5-11.7
4 เซลลโู ลส 3-5
5 ไนโตรเจน (N) 41-45
6 คารบ์ อน (C) 0.2-0.7
7 กำมะถนั (S) 0.2-1.6
8 ฟอสฟอรสั (P) 0.5-1.7
9 แคลเซียม (Ca) 0.3-0.6
10 โพแทสเซียม (K) 0.2-3.5
11 ซิลิคอน (Si) 0.2-0.7
12 แมกนเี ซียม (Mg) 0.04-0.6
13 เหล็ก (Fe) 0.2-1.3
14 โซเดยี ม (Na) 0.6-0.8
15 คลอรนี (Cl) 0.04-0.6
16 อลมู เิ นียม (Al)

ทีม่ า : ประยรู และบรรหาญ (2545) อ้างโดย นพพร (2563)

5. ประโยชน์ของแหนแดง
5.1 สามารถทดแทน หรือลดการใชป้ ยุ๋ ไนโตรเจนลงได้

5.2 เพ่ิมอนิ ทรียวตั ถุให้แก่ดินทำให้ดนิ มีความอุดมสมบูรณ์มากขนึ้ ปรบั ปรงุ โครงสร้างดินดีขึ้นใน
ระยะยาว

5.3 ใช้เป็นปุ๋ยอินทรียส์ ำหรับพชื ผกั และไมผ้ ล เพมิ่ ทางเลอื กสำหรบั การผลติ พชื อินทรยี ์
5.4 ชว่ ยเพิ่มประสทิ ธิภาพการใช้ปุย๋ เคมลี ดการดดู ตรงึ ฟอสเฟตของดิน
5.5 ใช้เปน็ แหลง่ โปรตนี สำหรับเลยี้ งสัตว์ เชน่ ปลา เป็ด หา่ น โค สกุ ร ไก่ไข่ ไก่เน้ือ เปน็ ต้น

5.6 มีต้นทุนการผลิตต่ำ แหนแดงเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แม้เลี้ยงในดินท่ีมีความอุดม
สมบรู ณ์ต่ำ

5.7 ลดปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงที่ขยายคลุมผิวน้ำจะทำให้แสงแดดส่องไม่ผ่านจึงช่วย
ลดการเจริญเติบโตของวชั พชื จำพวกสาหร่ายลงได้ (นพพร, 2563; พษิ ณุ และคณะ, 2557)

12

5.8 ใชเ้ ปน็ ปยุ๋ พืชสดในนาข้าวทดแทนปยุ๋ เคมีไนโตรเจน โดยทใี่ นโพรงใบแหนแดง สามารถดงึ เอา
ไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับการเจรญิ เตบิ โตและขยายพนั ธุ์ แหนแดงมีค่าสัดส่วนคารบ์ อนต่อ
ไนโตรเจน (C : N) ต่ำอยู่ระหว่าง 8 – 13 ทำให้สามารถย่อยสลายปลดปล่อยธาตุอาหารได้รวดเร็ว
โดยไมต่ อ้ งรอกระบวนการหมักทำเป็นปุ๋ยหมัก (นพพร, 2563) หลังแหนแดงถูกไถกลบ จะย่อยสลายและ
ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในระยะเวลาทสี่ ัน้ ประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้พืชสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้
เรว็ ข้ึน ลดปรมิ าณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำปอ้ งกนั ไมใ่ ห้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืช
ในนำ้ เจรญิ เติบโตไดไ้ มเ่ ตม็ ที่ (วกิ พิ ีเดีย สารานุกรมเสรี, 2565)

5.9 แหนแดงสามารถเลี้ยงได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแหนแดง
ในนาข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลา พบว่า มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตข้าวใกล้เคียงกับการเลี้ยงปลา
ในนาขา้ วโดยใชป้ ุ๋ยเคมีตามปกติ และยงั ใหผ้ ลผลติ สงู กว่าการใช้ปุ๋ยเคมไี นโตรเจนเพยี งอยา่ งเดยี ว

5.10 โครงสร้างของชีวมวลของแหนแดงมหี มคู่ ารบ์ อกซลิ และหม่ฟู อสเฟตจึงใช้เปน็ ตัวดูดซบั โลหะ
หนักได้ โดยแหนแดงที่ทำปฏิกริ ยิ ากับแมกนีเซยี มคลอไรด์จะดูดซับ ตะกัว่ แคดเมียม ทองแดงและสังกะสี
ในน้ำเสียไดด้ ี (วกิ ิพีเดยี สารานกุ รมเสร,ี 2565)

5.11 การนำแหนแดงไปใชป้ ระโยชน์
5.11.1 ประยูร และคณะ (2520-2521) รายงานว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็น

ปุ๋ยพืชสดในนาข้าวหนึ่งชุดหรือสองชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอ ๆ กับการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนอัตรา
6 หรือ 12 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ตามลำดับ

5.11.2 พีรยุทธ และคณะ (2561) พบว่าการใช้แหนแดงแห้งทำให้กลว้ ยน้ำว้ามีอัตรารอด
ชีวิตสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และมีการเจริญเติบโตของต้นกล้าทั้งด้านความสูง เส้นรอบวงลำต้น
ความกว้างใบ และความยาวใบมากที่สุด มีช่วงระยะการแทงปลีที่อายุ10 เดือน เร็วกว่ากรรมวิธีอื่นที่มี
ช่วงระยะการแทงปลีทอี่ ายุ 11 เดือน

5.11.3 ศิรลิ กั ษณ์ และคณะ (2561) พบวา่ ในผกั กวางต้งุ การใชแ้ หนแดงแห้งต่อดินปลูก
1 กิโลกรัม ในอัตราตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป ทำให้ผักกวางตุ้งมีน้ำหนักสดรวมน้ำหนักรากสดและแห้ง
และน้ำหนักใบแห้งสูงกว่าที่ใส่แหนแดงแห้งอัตรา 0-15 กรัม โดยการใช้แหนแดงแห้งที่อัตรา 30 กรัม
มผี ลทำใหน้ ้ำหนักสดรวมน้ำหนักใบ และขนาดพ้นื ท่ใี บของตน้ กวางตุง้ สงู สดุ

5.11.4 นอกจากนั้น เกษตรกรท่ีปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ สามารถใช้แหนแดง
ผสมกบั ดนิ ปลกู เพอื่ เปน็ แหลง่ ธาตอุ าหารโดยเฉพาะธาตไุ นโตรเจน ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้และแหนแดง
สามารถนำไปเปน็ อาหารสัตวไ์ ด้ โดยให้สัตว์กินไดท้ ัง้ แบบสดและแหง้ ควบคไู่ ปกับอาหารเม็ด หรอื ผสมกับ
ฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
มีกรดอะมิโนครบทุกตัว จึงเหมาะท่จี ะเปน็ อาหารสัตวโ์ ดยเฉพาะในฤดูแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือ
มีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใชแ้ หนแดงสดหรอื แหง้ ผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแหง้ สตั ว์จะไดอ้ าหารที่มี
คุณภาพดี (นพพร, 2563)

13

ภาพท่ี 3 แหนแดงสด Azolla microphylla. และแหนแดงแหง้

6. ข้อสังเกตในการเพาะเลยี้ งแหนแดง
พิษณุ และคณะ (2557) ได้สรุปข้อสังเกตของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด

ไว้ดงั น้ี
6.1 น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป

ระดบั ท่เี หมาะสม คือ 10 – 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเม่อื ในนาขาดนำ้
6.2 แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีในนำ้ น่งิ หรอื มกี ระแสนำ้ ไหลเป็นเวลาอยา่ งชา้ ๆ บริเวณคล่ืนลม

จัดจะทำใหแ้ หนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโตและการตรงึ ไนโตรเจนลดลงอย่างมาก
6.3 การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae. สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มี

ไนโตรเจนต่ำ
6.4 การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae. จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส

และจะหยุดกระบวนการตรงึ ไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภมู ิสูงกว่า 45 องศาเซลเซยี ส

7. ตน้ ทนุ การผลติ แหนแดง
การขยายพันธุ์แหนแดง 1 บ่อซีเมนต์ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร) ใช้แหนแดงสดเร่มิ ตน้

ประมาณ 500 กรัม ใช้เวลาขยายพันธุ์ประมาณ 7 วัน ได้แหนแดงสดประมาณ 3 – 4 กิโลกรัมต่อบ่อ
คิดเป็นแหนแดงแห้งประมาณ 150 – 200 กรัม หากต้องการแหนแดงแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องใช้
ระยะเวลาประมาณ 35 วัน แต่หากเพิ่มจำนวนบ่อเป็น 5 บ่อ (ใช้พื้นที่ประมาณ 6 ตารางเมตร) ก็จะ
สามารถผลติ แหนแดงแหง้ ประมาณ 1 กิโลกรัม ไดภ้ ายใน 7 วนั ซงึ่ ตน้ ทุนการผลิตตอ่ 1 บ่อซีเมนต์ มีราคา
เรม่ิ ต้นประมาณ 200 – 550 บาท โดยมรี ายละเอยี ดดังตารางท่ี 2

14

ตารางท่ี 2 ต้นทนุ การขยายพนั ธุ์แหนแดงในบ่อซเี มนต์

รายการ ราคา (โดยประมาณ)

บอ่ ซเี มนต์ (เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 80 ซม.) 1 บอ่ 200 บาท

แหนแดงสด จากกรมวชิ าการเกษตร หรือ จากธรรมชาติ (ฟรี)

ซ้ือออนไลน์ ราคาประมาณ 40 – 100 บาทตอ่ กโิ ลกรัม

มูลววั แหง้ 10 กิโลกรัม จากครวั เรือน (ไม่มีคา่ ใชจ้ ่าย)

ซอื้ ออนไลน์ ราคาประมาณ 100 – 250 บาท

ดนิ -

ทีม่ า : ภาษิตา และคณะ (2563)

8. ความสำคัญของธาตุอาหารตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื
8.1 ธาตุอาหารหลกั

ประกอบด้วยไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) ส่วนใหญ่พืชมีความ
ตอ้ งการมากและมกั พบอยู่ในดินในปริมาณนอ้ ย หรืออยู่ในรปู ที่พชื นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ จึงเป็นธาตุท่ีพืช
มักแสดงอาการขาดอยู่เสมอ หากพืชที่ไม่ได้รับธาตหุ ลักทั้ง 3 ชนิดนี้อย่างเพียงพอตอ่ การเจริญเติบโตจะ

ทำให้ผลผลติ ลดลงและไมม่ ีคุณภาพ
8.1.1 ไนโตรเจน มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโต การออกดอก การติดผล

การเจริญเติบโตของผล และคุณภาพผลไนโตรเจนเป็นธาตุที่เปลี่ยนรูปและสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ดิน
ส่วนใหญ่จึงมีไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช การใส่ปุ๋ยท่ีมีไนโตรเจนในปรมิ าณที่มากหรอื
น้อยเกินไปจะเกิดผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต เช่น ถ้าไนโตรเจนมากเกินไปพืชจะ

เจรญิ เติบโตทางใบและกง่ิ กา้ นมากเกนิ ไปทำใหอ้ อกดอกช้า ทำใหผ้ ลมีขนาดใหญก่ ว่าปกติ ในบางพืชทำให้
เน้อื ผลนม่ิ ช้ำงา่ ย ผลแกช่ า้ เนื่องจากไนโตรเจนเปน็ ธาตุทเ่ี คลื่อนยา้ ยง่ายในพืช เม่ือพืชขาดธาตุไนโตรเจน

ไนโตรเจนก็จะเคลื่อนย้ายจากใบล่างๆ ขึ้นไปยังส่วนยอด อาการใบเหลืองเพราะขาดธาตุไนโตรเจนจึง
แสดงให้เห็นในใบล่างๆ (ปฏิภาณ, 2555 อา้ งถงึ จรี าภรณ์, 2552)

8.1.2 ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญมากในพืช แต่พืชต้องการฟอสฟอรัสใน

ปริมาณไมม่ ากเหมอื นกับไนโตรเจนและโพแทสเซียม ถ้าพืชมีฟอสฟอรัสสะสมในใบมากเกินไป พืชมักจะ
แสดงอาการขาดจุลธาตุ สว่ นการท่มี ฟี อสฟอรสั ในดนิ มากเกนิ ไป ฟอสฟอรสั สจะทำปฏกิ ริ ยิ าตกตะกอนกับ

จลุ ธาตุ โดยเฉพาะสงั กะสี เหล็ก และแมงกานีส ทำใหพ้ ืชไม่สามารถดูดจุลธาตุเหล่าน้ีไปใชไ้ ด้ พืชจึงแสดง
อาการขาดจุลธาตุ การประเมินสถานะของฟอสฟอรัสในไม้ผลที่เหมาะสมที่สุดจึงควรมีการวิเคราะห์ดนิ
เพ่ือให้ทราบวา่ มฟี อสฟอรัสในดินในปริมาณท่เี พยี งพอแลว้ หรือไม่ และจำเป็นตอ้ งวเิ คราะหใ์ บควบคู่กันไป

ดว้ ย เพอื่ ใหท้ ราบว่าพชื มีความสามารถดดู ฟอสฟอรัสไปใชม้ ากน้อยอย่างไร ทงั้ น้ี ถ้าพชื มรี ะบบรากดี และ

15

แผข่ ยายไปหาอาหารไดม้ ากก็จะสามารถดูดธาตฟุ อสฟอรัสไปใช้ไดม้ าก และการปรบั ค่าความเป็นกรดเป็น
ด่างของดนิ (pH) ให้เหมาะสมจะทำใหพ้ ืชดดู ใช้ฟอสฟอรสั ไดม้ ากขนึ้ (ปฏภิ าณ, 2555)

8.1.3 โพแทสเซยี ม เปน็ ธาตุอาหารทีจ่ ำเป็นมากสำหรบั ไมผ้ ล เพราะมีหนา้ ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั
การสงั เคราะห์โปรตนี และคาร์โบไฮเดรต พชื ท่ขี าดโพแทสเซียมมักจะให้ผลขนาดเลก็ สีผิวไมส่ วย รสชาติ
ไม่ดี ทั้งนี้ โพแทสเซียมไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการติดผล แต่เกี่ยวข้องโดยอ้อม เนื่องจากพืชที่ขาด
โพแทสเซยี มจะมีความแขง็ แรงสมบรู ณ์ลดลง แตถ่ า้ มีโพแทสเซยี มในดินหรือในใบพืชมากเกินไปก็มีผลเสีย
เชน่ กนั โดยจะทำใหพ้ ืชดูดใชธ้ าตแุ มกนเี ซียม และแคลเซียมลดลง (ปฏิภาณ, 2555)

8.2 ธาตอุ าหารรอง
ไดแ้ ก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซยี ม (Mg) และกำมะถนั (S) ซ่ึงพชื ตอ้ งการรมิ าณน้อยกว่า

ธาตุอาหารหลกั และดินมีธาตนุ ใี้ นปรมิ าณทเ่ี พยี งพอ (ปฏภิ าณ, 2555)
8.2.1 แคลเซียม มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของเนื้อเยื่อพืช เก่ียวข้องกับการ

ปฏสิ นธิ การแบ่งเซลลแ์ ละการเจรญิ เติบโตของเซลล์
8.2.2 แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ

ขบวนการสังเคราะห์แสงและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลในพืช โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม
มคี วามสัมพนั ธ์ค่อนข้างซับซอ้ น ถา้ มธี าตุใดธาตุหนึง่ ในปริมาณทไ่ี มเ่ หมาะสมก็จะส่งผลกระทบตอ่ ธาตุอื่นๆ
ได้

8.2.3 กำมะถัน คล้ายกับฟอสฟอรัสในส่วนที่ร่วมในการให้พลังงานแก่เซลล์ของพืช
เปน็ องคป์ ระกอบของกรดอะมิโน โปรตนี และวติ ามิน

8.3 ธาตอุ าหารเสรมิ
ได้แก่ โบรอน (B) เหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) แมงกานีส (Mn) โมลิบดีนัม

(Mo) และคลอรีน (Cl) เป็นธาตุที่ต้องการเพื่อการเจริญเติบโต และพัฒนาเพียงปริมาณเล็กน้อย ในดิน
ทั่วไปมีค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามพืชไม่ค่อยแสดงอาการขาดธาตุเหล่านี้ยกเว้นในดินทรายจัด หรือดินที่
ปลูกพชื ในเวลานาน นอกจากนด้ี ินบางชนิดอาจมธี าตุเหล่านใ้ี นปริมาณท่มี ากจนเป็นพษิ (Toxic) ตอ่ พืชได้
(ปฏภิ าณ, 2555)

8.3.1 สงั กะสี เป็นสว่ นประกอบท่สี ำคญั ในน้ำย่อยหลายชนิด ได้แก่ Dehydrogenases,
Proteinnases รวมไปถึง Carbonic anhydrase, Alcohol dehydrogenases และน้ำยอ่ ยอื่นๆ อีกมาก

8.3.2 แมงกานีส มีส่วนร่วมในกระบวนการออกซิเจนของการสังเคราะห์แสงและเป็น
สว่ นประกอบของนำ้ ยอ่ ย Arginase และ Phosphotransferase

8.3.3 เหล็ก ชว่ ยในการสงั เคราะห์คลอโรฟลิ ด์ มีบทบาทสำคญั ในการสังเคราะห์แสงและ
การหายใจ

8.3.4 ทองแดง มีบทบาทสำคัญตอ่ การติดผล ถ้าพชื ขาดทองแดง การพฒั นาของตาดอก
และการเจริญของตาดอกจะลดลง เกสรตัวผู้อาจเป็นหมัน หรืออับเรณูไม่แตก และยังช่วยใน
การสงั เคราะหค์ ลอโรฟิลด์ การหายใจ การใช้โปรตนี และแปง้ กระตุ้นการทำงานของเอนไซมบ์ างชนิด

16

8.3.5 โบรอน เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน วิตามิน และโปรตีน ช่วยใน
การออกดอก และการผสมเกสร มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่
ผลการเคลื่อนยา้ ยของฮอรโ์ มน การใชป้ ระโยชนจ์ ากไนโตรเจนและการแบง่ เซลล์

8.3.6 โมลิบดีนัม ชว่ ยใหพ้ ชื ใชไ้ นเตรทใหเ้ ปน็ ประโยชน์ ในการสังเคราะห์โปรตนี
8.3.7 คลอรนี มบี ทบาทบางประการเก่ียวกบั ฮอรโ์ มนในพชื
9. ป๋ยุ คอก
9.1 ความหมาย
ปุ๋ยคอก (animal manure) หมายถึง ป๋ยุ อินทรียท์ ่ีไดม้ าจากมูลสัตว์ที่ขับถ่ายและสะสม
อยู่ตามพื้นคอกรวมทั้งวัสดุรองพื้นคอก ตลอดจนมูลและน้ำล้างคอกที่รวมในบ่อเก็บน้ำทิ้งหรือ
บอ่ แก๊สชวี ภาพ หรือมูลสัตวท์ ่ไี ด้จากแหล่งธรรมชาตเิ ช่น มลู ค้างคาว (โสฬส, 2559)
9.2 ธาตุอาหารในปยุ๋ คอก
ป๋ยุ คอกแตล่ ะชนดิ จะมปี รมิ าณธาตุอาหารแตกต่างกัน เหตุทีเ่ ปน็ เชน่ นีเ้ พราะว่า
9.2.1 คุณภาพอาหารที่ใชเ้ ลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดแตกต่างกัน ดังตารางที่ 2 พบว่า มูลไก่มี
ปริมาณธาตุอาหารหลักมากที่สุด เพราะคุณภาพของอาหารที่เลี้ยงไก่มีโปรตีน ธาตุฟอสฟอรัสและ
โพแทสเซียมมากกว่าอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยทั่วไประบบการย่อยอาหารของสัตว์สามารถดูดซึม
สารอาหารไปไดเ้ พยี งบางสว่ นทเ่ี หลือจะออกมากับสงิ่ ขบั ถ่าย กลา่ วคอื ประมาณรอ้ ยละ 75 ของไนโตรเจน
ร้อยละ 80 ของฟอสฟอรัส และร้อยละ 90 ของโพแทสเซียมในอาหารจะตกค้างอยู่ในมูลที่ขับถ่าย
และสิ่งขับถ่ายของสัตว์มีทั้งของแข็งและของเหลว (ปัสสาวะ) โดยประมาณครึ่งหนึ่งของไนโตรเจน
ฟอสฟอรัสเกือบทั้งหมดและสองในห้าส่วนของโพแทสเซียมพบอยู่ในสิ่งขับถ่ายที่เป็นของแข็ง สำหรับ
ปสั สาวะแม้จะมธี าตุอาหารบางธาตนุ อ้ ยกว่า แตอ่ ยู่ในรปู ทเี่ ป็นประโยชน์งา่ ยกวา่ ดังนน้ั จึงควรจัดการให้มี
การสูญเสียปัสสาวะจากคอกสัตวน์ อ้ ยที่สุด ผลการวิเคราะหธ์ าตอุ าหารหลักในมูลสัตว์พบว่า มีไนโตรเจน
2.0 – 5.0 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.5 – 2.0 เปอร์เซ็นต์และโพแทสเซียม 1.0 – 3.0 เปอร์เซ็นต์
ส่วนจุลธาตุบางธาตุ เช่น เหล็กและสังกะสีจะมีสูง หากมีผสมผสานประกอบของธาตุเหล่านี้ลงไป
อาหารสัตว์ ดงั น้นั จึงกลา่ วได้ว่าปุ๋ยคอกจงึ เปน็ แหล่งสำคญั ของธาตุอาหารพชื (ยงยทุ ธ และคณะ, 2551)
9.2.2 สำหรับธาตุอาหารในปุ๋ยคอกที่ได้จากผลการวิเคราะห์ทางเคมี เป็นการแสดง
ปริมาณทั้งหมดของธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุว่าแต่ละธาตุมีปริมาณเท่าใด ส่วนความ
เป็นประโยชน์ของธาตุอาหารไม่อาจบอกได้จากการวิเคราะห์ แต่จะต้องทดสอบในแปลงทดลองเท่านั้น
โดยกระบวนการ mineralization โดยในที่น้ีจะกลา่ วเฉพาะธาตอุ าหารหลกั ดงั นี้

- ธาตุไนโตรเจนในปยุ๋ คอก มีอยู่ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นส่วนทพี่ ชื ใช้ประโยชน์
ได้ง่าย เช่น แอมโมเนียม ไอออน ไนเทรตไอออนหรือยูเรีย ส่วนที่ 2 เป็นอินทรียสารซึ่งปลดปล่อยธาตุ
อาหารอย่างช้าๆ ภายในช่วงเวลาหนึ่งปี และส่วนที่ 3 เป็นอินทรียสารซึ่งสลายยากและปลดปล่อยธาตุ
อาหารช้ามาก โดยเริ่มปลดปล่อยเมื่อย่างเข้าปีที่สอง สำหรับปุ๋ยคอกแบบแห้งมีไนโตรเจนสามส่วนน้ี
ประมาณ 10, 45 และ 45 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามลำดับ สว่ นปยุ๋ คอกแบบเหลวทผ่ี ่านการหมกั ในบอ่ เกบ็

17

มีไนโตรเจนสามส่วนนี้ประมาณ 50, 30 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในมูลสัตว์ปีกมีกรดยูริกที่เป็น
ของแข็งที่มีไนโตรเจนสูงและจะถกู จุลินทรีย์ย่อยสลายเป็นแอมโมเนียแล้วระเหยไป วิธียับย้ังการสูญเสีย
คือ ทําให้มูลสัตว์แห้งโดยเร็ว มูลไก่มีไนโตรเจน 4 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เป็นสารเชิงซ้อนในขนและ
อาหารท่ยี ่อยสลายยาก ประเภทท่ี 2 เปน็ อนิ ทรยี สารทแ่ี ปรสภาพได้เช่น กรดยูริกซ่งึ จะถกู แอนไซม์ยูริเคส
เปลี่ยนให้เป็นยูเรีย แล้วยูเรียก็ถูกเอนไซม์ยูรีเอสย่อยและเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียม ประเภทที่ 3
เป็นแอมโมเนียมไนโตรเจน และประเภทท่ี 4 เป็นไนเตรทไนโตรเจนโดยปกติไนโตรเจนรูปไนเตรทไม่มีใน
มลู ไก่สด (โสฬส, 2559)

- ธาตุฟอสฟอรัสในปุ๋ยคอก มีทั้งที่เป็นอนินทรียสารและอินทรียสาร ส่วนมาก
สัตว์ได้รับฟอสฟอรัสจากการกินพืช กระดูกและเกลือฟอสเฟต สำหรับฟอสฟอรัสที่สัตว์ปีกได้รับจาก
อ า ห า ร ส ่ ว น ม า ก อ ย ู ่ ใ น ร ู ป ข อ ง เ ก ล ื อ ไ ฟ เ ท ต ห ร ื อ เ ก ล ื อ ข อ ง ก ร ด อ ิ น โ น ซ ิ ท อ ล เ ฮ ็ ก ซ า ฟ อ ส ฟ อ ริ ก
(inositalhexaphosphoric acid) ซึ่งสัตว์ย่อยและดูดซึมไปใช้ได้น้อย ดังนั้นเกลือไฟเทตส่วนใหญ่จึงถูก
ขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ ในแง่ของความเป็นประโยชน์นั้น พืชสามารถใช้ฟอสฟอรัสจากกลีเซอรอล
ฟอสเฟต (glycerol phosphate) น้ำตาลฟอสเฟต อินโนซิทอลเฮ็กซาฟอสเฟตและกรดนิวคลีอิก
ซงึ่ จุลินทรีย์ย่อยสลายรวดเรว็ ได้ดีทัดเทยี มกบั ปุ๋ยอนนิ ทรียฟ์ อสเฟต ดังนน้ั สว่ นของฟอสฟอรัสในปุ๋ยคอกที่
พืชใช้เป็นประโยชน์ค่อนข้างง่าย คือ ฟอสฟอรัสในรูปเหล่าน้ี ส่วนพวกที่มีโมเลกุลใหญ่และสลับซับซ้อน
กว่ากจ็ ะถูกจลุ ทิ รยี ด์ ินย่อยสลายด้วยเวลาท่ีนานขน้ึ แล้วพืช จึงได้รับประโยชนใ์ นภายหลัง

- ธาตุโพแทสเซียมในปุ๋ยคอก จะอยู่ในรูปของเกลือที่ละลายน้ำง่ายและเป็น
ประโยชนแ์ กพ่ ชื ดงั น้ันหากกองป๋ยุ คอกไวใ้ นที่แจ้งธาตุโพแทสเซยี มกจ็ ะถูกฝนชะออกไป

9.3 ขนาดของสตั ว์ มีผลตอ่ ปรมิ าณมูลสตั ว์ท่ีขับถ่ายและปริมาณธาตอุ าหาร เชน่ ปรมิ าณมูลโคท่ี
ขบั ถ่ายข้ึนอยู่กับน้ำหนักตวั เพราะเกย่ี วข้องกับการกนิ อาหารและการนาํ ธาตอุ าหารไปใช้ (โสฬส, 2559)

9.4 สภาพของการเลี้ยง เชน่ มลู ไกไ่ ข่ซ่ึงเลย้ี งในกรงตับจะไม่มวี ัสดุรองพ้นื ปน ส่วนมูลไก่กระทง
ซึ่งเล้ียงรวมกนั บนพ้ืนคอก ซึ่งอาจเป็นพืน้ ดินหรือพื้นคอนกรีต โดยมีวัสดุรองพ้ืนคอก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย
และวัสดอุ น่ื เพอ่ื ใหด้ ูดความชืน้ จากน้ำที่ใช้เลีย้ งและสง่ิ ขับถ่าย เม่ือวสั ดรุ องพืน้ หมดอายุการใช้ก็กวาดออก
มาแล้วนําไปเปน็ วัสดุบาํ รุงดนิ สำหรับปริมาณมูลสดของไก่กระทงและไกไ่ ข่ที่ขับถ่ายแต่ละวันมีประมาณ
87กโิ ลกรมั และ 73 กโิ ลกรัมตอ่ น้ำหนกั ไก่ 1,000 กิโลกรมั ตามลำดบั โดยพบวา่ การเล้ียงไกไ่ ข่แบบขงั กรง
จะมธี าตไุ นโตรเจนมากกว่าการเลี้ยงไกเ่ นื้อในวสั ดรุ องพน้ื คอก และปรมิ าณธาตอุ าหารในมูลไก่แบบตา่ งๆ

18

ตารางท่ี 3 ปริมาณธาตุอาหารในมูลสัตว์

นำ้ /ธาตุอาหาร มูลโคเนือ้ มูลสกุ ร มูลไกเ่ นื้อในวัสดุรองพ้ืนคอก*

นำ้ , % 80 72 -
N, % 1.9 2.1 3.9
P, % 0.7 0.8 1.9
K, % 2.0 1.2 2.4
Ca, % 1.3 1.6 2.4
Mg, % 0.7 0.3 0.7
S, % 0.5 0.3 0.7
Fe, มก./กก. 5,000 1,000 -
Mn, มก./กก. 40 182 355
Zn, มก./กก. 8 390 341
Cu, มก./กก. 2 150 377
B, มก./กก. 14 75 54
Mo, มก./กก. 1 0.6 -

ท่ีมา : Bredy and Well (2002) อา้ งโดย โสฬส (2559)
* Sim and Wolf (1994) อ้างโดย โสฬส (2559)

- ไมม่ ีขอ้ มูล

10. การจัดการปุ๋ยคอกและนำไปใช้

ปุ๋ยคอกมีรูปแบบการใช้ 2 แบบ คือ ปุ๋ยคอกที่เป็นของแข็ง และปุ๋ยคอกที่เป็นของเหลว โดยมี
วิธกี ารใช้ป๋ยุ คอกอยู่ 3 วธิ ี ดงั น้ี

10.1 ปุ๋ยคอกที่เป็นของแข็งไปใช้โดยตรง การนํามูลสัตว์แบบสดสามารถนําไปใช้ในสวนไร่นา
ได้เลย แต่การใช้แบบนี้ต้องคํานึงชนิดของดินและพืชที่ปลูก เพราะการนํามูลสัตว์แบบสดใส่ลงในดินที่
ปลูกพืชอาจทำให้พืชเหี่ยวหรือตายได้ เนื่องจากความร้อน และอินทรียสารบางชนิดซึ่งสะสมระหว่างท่ี

มูลสัตว์สลายตัว ฉะนั้นการใช้ปุ๋ยคอกแบบใช้โดยตรงนี้จึงเหมาะสมในการปรับปรุงพื้นที่ที่เป็นดินทราย
แต่ถ้าใส่ในดินที่มีพืชเจริญอยู่แล้ว ควรนํามูลสัตว์มาตากแห้งก่อนสักระยะหนึ่งแล้ว จึงนําไปใส่ในดิน

บริเวณรอบทรงพมุ่ (โสฬส, 2559)
10.2 การหมักปุ๋ยคอกก่อนนําไปใช้ การนําสิ่งขับถ่ายของสัตว์ได้แก่ มูลและปัสสาวะ ไปใช้

โดยตรงในแปลงพืชได้ทันทีอาจเป็นอันตรายต่อพืช เพราะความร้อนและอินทรียสารบางชนิดที่เกิดขึ้น

ระหว่างที่มูลสัตว์สลายตัว ดังนั้น ควรมีการหมักมูลสัตว์ก่อนนําไปใช้ เพื่อแปรสภาพอินทรียสารเดิมใน
มูลสตั วใ์ หเ้ ปน็ สารฮิวมกิ มากขึน้ และได้ป๋ยุ ท่ีเหมาะแก่การใช้ ซงึ่ แตกต่างจากการทำปยุ๋ หมัก เนอ่ื งจาก

19

การทำปุ๋ยหมกั ใชซ้ ากพืชเป็นหลักและอาจใส่มูลสตั วเ์ ปน็ ส่วนผสมในกองหมักเทา่ นนั้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
การสลายของมูลสัตว์ในกองหมัก ได้แก่ ความชื้น อุณหภูมิ สภาพกรดด่าง การถ่ายเทอากาศ ขนาดของ
ชน้ิ วสั ดุและสัดสว่ นระหว่างคารบ์ อนต่อไนโตรเจน

10.3 ปุ๋ยคอกที่เป็นของเหลวไปใช้โดยตรง คือ การจัดการอุจจาระปัสสาวะ เศษอาหารและวัสดุ
อื่นๆ ที่ถูกล้างลงไปรวมในบ่อพักหรือบ่อน้ำทิ้ง ดังนั้น การผลิตปุ๋ยคอกที่เป็นของเหลวจากอินทรียสาร
ต่างๆ ที่อยู่ในน้ำทิ้งของบ่อพัก จึงจำเป็นต้องทำให้สมบัติด้านต่างๆ ของอินทรียสารเหล่านี้มีเสถียรภาพ
โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน เนื่องจากของเหลวที่รวบรวมได้จาก
ฟาร์มเลี้ยงสุกรและโคนมมีน้ำมากกว่าร้อยละ 92 ถ้าหากนําไปใส่ในพื้นที่เพาะปลูกโดยตรงจะก่อให้เกดิ
ปญั หาดา้ นสงิ่ แวดล้อม เชน่ ส่งกลน่ิ เหมน็ นอกจากน้ยี งั มผี ลกระทบดา้ นสุขอนามยั อกี ดว้ ย (โสฬส, 2559)

11. ประโยชนข์ องปยุ๋ คอก
11.1 เพมิ่ ธาตอุ าหารพืช เมื่อสัตวก์ นิ อาหารเขา้ ไป ธาตอุ าหารจะถูกยอ่ ยสลายไมห่ มด และจะถูก

ถา่ ยออกมาในรูปของมูลสตั ว์ โดยเฉล่ยี ทัว่ ไปแล้วปริมาณ 3 ใน 4 ของไนโตรเจน 4 ใน 5 ของฟอสฟอรัส
และ 9 ใน 10 ของโพแทสเซียมจะยังคงเหลืออยูใ่ นมูลสัตว์ที่ถ่ายออกมา ดังนั้นปุ๋ยคอกจึงเป็นแหล่งธาตุ
อาหารท่สี ำคัญของพืชได้

11.2 ให้ธาตุอาหารพืชในลกั ษณะต่อเน่ือง มกี ารปลดปล่อยธาตอุ าหารพืชในระยะยาวกว่าปุ๋ยเคมี
และยังให้ปริมาณอินทรียวตั ถสุ ูงกว่าป๋ยุ พชื สด จึงใช้ชว่ ยปรับปรงุ บำรุงดินได้ในระยะเวลานาน

11.3 ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดนิ การใส่ปุ๋ยคอกในอัตราที่เหมาะสม และต่อเน่ืองติดต่อกันเป็น
ระยะเวลานาน ๆ จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้เกิดเม็ดดินมากขึ้น
เพิ่มความเสถียรของเม็ดดิน ความเป็นประโยชน์ของน้ำในดินเพิม่ ขึ้น และลดความหนาแน่นรวมของดนิ
ปรับปรุงคณุ สมบัติทางเคมี ทำให้ปริมาณธาตุอาหารพืชซึ่งมีท้ังธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองที่เปน็
ประโยชนต์ ่อการเจรญิ เติบโตของพชื มมี ากข้ึน

11.4 ขอ้ คำนึงในการใชป้ ยุ๋ คอก
11.4.1 ไม่ควรนำไปใชใ้ นพน้ื ทท่ี ่ีไกลไปจากแหล่งผลิต
11.4.2 อยา่ นำปุ๋ยคอกไปผงึ่ แดด เพราะจะสญู เสียธาตไุ นโตรเจนโดยการระเหิด
11.4.3 เก็บรักษาไว้ใหแ้ หง้ ในทร่ี ม่ และใชป้ ุ๋ยในสภาพแหง้
11.4.4 ใสป่ ยุ ในขณะที่ดนิ ชื้นพอเหมาะ และไถดินกลบปุย๋ ทนั ที
11.4.5 อย่าใสป่ ุย๋ ใกลก้ ับบริเวณหลมุ ทปี่ ลูกพชื และควรใช้ในปรมิ าณที่พอเหมาะ

12. กลมุ่ จลุ ินทรยี ท์ ่ีมีประสทิ ธภิ าพ (Effective Microorganisms : EM)
EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ

ซึ่ง ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาวา
ประเทศญีป่ ุ่น ได้ศึกษาแนวคดิ เรื่อง “ดินมีชีวิต” ของท่านโมกิจิ โอกะดะ (พ.ศ.2425-2498) บิดาเกษตร
ธรรมชาตขิ องโลก จากน้นั ดร.ฮิหงะ เร่ิมคน้ คว้าทดลองตง้ั แตป่ ี พ.ศ.2510 และค้นพบEM เมอื่ พ.ศ. 2526

20

ทา่ นอทุ ศิ ทมุ่ เททำการวิจัยผลปรากฏว่ากลุ่มจุลนิ ทรยี น์ ี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนน้ั ศาสตราจารย์วาคุกามิ ได้
นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านเป็นประธานมูลนิธิบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ด้วยกิจกรรมทาง
ศาสนา หรอื คิวเซ (คิวเซ แปลว่า ชว่ ยเหลือโลก) ปัจจุบันตั้งอยู่ท่ี อ. แกง่ คอย จ. สระบุรี
(กองพฒั นาสังคมและส่งิ แวดลอ้ มฝ่ายกิจการสงั คม กฟผ, 2558)

ภาพท่ี 4 กลุ่มจลุ นิ ทรียท์ ีม่ ีประสิทธิภาพ (Effective Microorganisms : EM)

12.1 จากการคน้ ควา้ พบความจรงิ เกีย่ วกบั จลุ ินทรียว์ า่ มี 3 กลมุ่ คอื
12.1.1 กลุม่ สรา้ งสรรค์ เปน็ กลุ่มจลุ นิ ทรยี ์ทม่ี คี ุณภาพ มปี ระมาณ 10%
12.1.2 กลุม่ ทำลาย เป็นกล่มุ จลุ นิ ทรยี ์ท่เี ป็นโทษ ทำใหเ้ กดิ โรค มีประมาณ 10%
12.1.3 กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80% จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า

กลมุ่ น้ี จะสนบั สนนุ หรือร่วมดว้ ย
12.2 จลุ ินทรยี ม์ ี 2 ประเภท
12.2.1 ประเภทตอ้ งการอากาศ (Aerobic Bacteria)
12.2.2 ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็น

ตัวเรง่ การยอ่ ยสลาย สามารถทำงานได้ดใี นสภาพที่มอี อกซเิ จน มีคุณสมบัติตา้ นทานความร้อนไดด้ ี ปกติใช้
เปน็ หวั เช้อื ผลิตเหลา้ ผลิตปยุ๋ หมกั ฯลฯ

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms)
ทำหนา้ ท่ีสงั เคระห์สารอนิ ทรยี ใ์ หแ้ ก่ดนิ เชน่ ไนโตรเจน (N2) กรดอะมโิ น (Amino Acids) นำ้ ตาล (Sugar)
วติ ามนิ (Vitamin) ฮอร์โมน (Hormones และอื่นๆ เพอื่ สร้างความสมบรู ณ์ให้แกด่ ิน

กลุ่มท่ี 3 เปน็ กล่มุ จุลินทรยี ท์ ่ีใชใ้ นการหมกั (Zynogumic or Fermented
microorganism) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรคได้ดี (Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจร
การย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการพังทลายของหนา้ ดนิ ปอ้ งกนั โรคและแมลงศัตรพู ืชบางชนิดของพชื และสัตว์
สามารถบำบัดมลพษิ ในน้ำเสียที่เกิดจากสิง่ แวดล้อมเปน็ พิษตา่ งๆ ได้

21

กลุม่ ท่ี 4 เปน็ กลุ่มจุลนิ ทรยี พ์ วกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganism) มีทง้ั
พวกท่เี ปน็ สาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรยี (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงกา๊ ซไนโตรเจนจากอากาศเพ่ือให้
ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acid)
กรดไขมัน (Fatty acid) แปง้ (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน (Hormones) วติ ามิน (Vitamin)

กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพใน
การต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่
เปล่ียนสภาพดนิ เน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เปน็ ดนิ ต้านทานโรค ชว่ ยลดจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช
ท่ีมจี ำนวนนบั แสน หรอื ใหห้ มดไป นอกจากนีย้ ังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธ์ุพืช ช่วยให้เมล็ดงอกได้ดี
และแข็งแรงกวา่ ปกติอีกด้วย

12.3 ลกั ษณะท่ัวไปของ EM
EM เปน็ จุลินทรียก์ ลมุ่ สร้างสรรค์ เป็นกลุ่มทีม่ ปี ระโยชน์ หรือเรียกว่า กลมุ่ ธรรมะ ดังนั้น

เวลาจะใช้ EM ตอ้ งคำนงึ ถึงอยูเ่ สมอวา่ EM เป็นส่ิงมีชีวิต EM มลี กั ษณะ ดังน้ี
12.3.1 ต้องการที่อยู่ทีเ่ หมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภมู ิ

ปกติ
12.3.2 ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และ

สารประกอบอื่นๆ ท่ีไม่เปน็ อนั ตรายต่อสง่ิ มีชีวติ
12.3.3 เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและยาฆ่าเช้อื

ต่างๆ ได้
12.3.4 เป็นตวั เอ้อื ประโยชนแ์ กพ่ ืช สัตว์ และสงิ่ มชี ีวติ ท้งั มวล
12.3.5 EM จะทำงานในที่มดื ได้ดี ดงั นั้นควรใชช้ ่วงเยน็ ของวนั
12.3.6 เป็นตัวทำลายความสกปรกท้ังหลาย

12.4 การดูแลรกั ษา
12.4.1 หัวเชอ้ื EM สามารถเกบ็ ได้นานประมาณ 1 ปี โดยปิดฝาให้สนิท
12.4.2 อย่าท้งิ EM ไว้กลางแดดและอยา่ เกบ็ ไว้ในตู้เย็น เก็บรกั ษาไว้ในอุณหภูมปิ กติ
12.4.3 ทกุ คร้งั ทีแ่ บ่งไปใช้ต้องปิดฝาให้สนิท เพอื่ ไมใ่ ห้เช้อื โรค หรือจลุ ินทรีย์ในอากาศท่ี

เป็นโทษเขา้ ปะปน
12.4.4 การนำ EM ไปขยายตอ่ ควรใช้ภาชนะท่สี ะอาด และใชใ้ หห้ มดภายในระยะเวลา

ทเี่ หมาะสม
12.5 ข้อสังเกตพเิ ศษ
12.5.1 หาก EM เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า EM ตาย ไม่สามารถใช้

ประโยชนไ์ ดอ้ กี ให้นำ EM ที่เสยี ผสมน้ำรดกำจดั วัชพชื ทไี่ มต่ ้องการได้
12.5.2 กรณีเก็บไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวนำ้ แสดงว่า EM พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะ

ฝ้าสขี าวจะกลบั ไปอยใู่ นน้ำเหมือนเดิมนำไปใชไ้ ด้

22

12.5.3 เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาวๆ

ภายใน 2-3 วนั ถา้ ไม่มีฟอง น้ำนง่ิ สนิทแสดงว่าการหมักขยายยงั ไม่ไดผ้ ล

12.6 การใชจ้ ลุ นิ ทรยี ท์ ี่มปี ระสิทธิภาพในการประมง

การเลี้ยงสัตว์น้ำสิ่งสำคัญอยู่ที่การรักษาสภาพของน้ำซึ่งจุลินทรีย์ก็สามารถเข้ามามี

บทบาทสำคญั ในการประมง

12.6.1 การเลีย้ งปลาในบ่อขนาดเล็ก เพอ่ื ส่งเสริมเร่ืองเศรษฐกิจพอเพยี งให้พ่ึงพาตนเอง

ได้หรือให้ชาวบ้านหรือผู้ที่มีพื้นที่น้อยสามารถทำบ่อปลาขนาดเล็ก เลียนแบบธรรมชาติ และเลี้ยงปลา

จำนวนมากไดเ้ ป็นอาหารในครอบครวั และหากเหลอื จำหนา่ ยเป็นรายไดต้ ่อไป

12.6.2 การเลี้ยงปลาในบอ่ ธรรมชาติขนาดใหญ่

- เนื่องจากมีเกษตรกรหลายรายที่มีบ่อปลาอยู่แล้วให้จุลินทรีย์แห้งลงในบ่อ

(อตั ราสว่ นจลุ นิ ทรีย์แหง้ : ปริมาตรบอ่ = 1 ตร.ม. : 1 กำมอื หรอื จุลนิ ทรียแ์ ห้ง 20 กก. : 1 ไร)่

- ใสจ่ ุลินทรยี น์ ้ำ (EM ขยาย 2 ลิตร กากนำ้ ตาล 2 ลติ ร น้ำ 200 ลติ ร)

- ท้งิ ไวป้ ระมาณ 2-3 วัน จงึ นำปลามาปล่อย

- สังเกตดูน้ำโดยตักดมดูจะไม่มีกลิ่น หากมีกลิ่นเหม็นใส่จุลินทรีย์น้ำ

(ตามอตั ราสว่ นขา้ งต้น) ลงไปในบอ่ เพอ่ื บำบัดนำ้ เสยี

12.6.3 การทำอาหารปลาจาก EM

อาหารลูกปลา 1-4 สัปดาห์ (ต่อขนาดบ่อ 10 x 10 ม.)

ส่วนผสม 1. ปลายขา้ วทต่ี ม้ แล้ว 2 ส่วน

2. รำละเอียด 1 สว่ น

3. ผักสด (สบั หรือหน่ั ละเอียด) 1 ส่วน

4. EM + กากนำ้ ตาล อยา่ งละ 1 ช้อนโต๊ะ

5. นำ้ สะอาด 5 ลิตร หรอื 5-6 สว่ น

วธิ ีทำ - นำส่วนผสมท้งั หมดมาผสมใหเ้ ข้ากนั แลว้ หมักไว้ประมาณ 6 ช่วั โมง

วธิ ใี ช้ - ให้ลกู ปลากนิ เชา้ และเย็น (หมักเช้าใชช้ ว่ งเย็น หมักเย็นใชช้ ว่ งเชา้ )

- การให้อาหารมากเกนิ ไป หรือหลายมอื้ ลกู ปลาจะทอ้ งอดื ตาย

- ปลามาก - น้อย เพ่มิ - ลด สว่ นผสมได้ตามสว่ น

อาหารปลาใหญ่ 5 สปั ดาห์ข้นึ ไป (ตอ่ ขนาดบอ่ 10 x 10 ม.)

สว่ นผสม 1. มูลสตั ว์แหง้ 1 สว่ น

2. รำละเอยี ด 2 สว่ น

3. EM + กากน้ำตาล อย่างละ 1 ชอ้ นโตะ๊

4. น้ำ 5 ลติ ร หรอื 5-6 สว่ น

วิธที ำ - นำสว่ นผสมทั้งหมดมาผสมผสานให้เข้ากัน หมักไว้ 6 ชว่ั โมง

วธิ ีใช้ - ให้ปลากนิ ชว่ งเช้าและเยน็

23

13. กากนำ้ ตาล (Molasses)
กากน้ำตาลเป็นของเหลวลกั ษณะเหนยี วขน้ สีน้ำตาลดำ ที่เปน็ ผลพลอยจากการผลิตน้ำตาลทราย

ซึ่งไม่สามารถจะตกผลึกน้ำตาลได้อีก เป็นเนื้อของสิ่งที่ไม่ใช่น้ำตาลที่ละลายปนอยู่ในน้ำอ้อย
ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส น้ำตาลอินเวอร์ท (invert sugar) และสารเคมี เช่น ปูนขาว ที่ใช้ใน
การตกตะกอนให้น้ำออ้ ยใส กากนำ้ ตาลมีระดบั พลังงานระดับต่ำถงึ ปานกลางขึ้นอยู่กบั ปริมาณของน้ำท่ีมี
อยู่ในกากน้ำตาล มีโพแทสเซียม และมีปริมาณน้ำในระดบั สูง ทำให้เกิดเชื้อราไดง้ ่าย กากน้ำตาลแบ่งได้
หลายชนิด

13.1 ชนิดของกากน้ำตาล
13.1.1 กากน้ำตาลจากอ้อย เกิดจากกรรมวิธีการผลติ น้ำตาลทรายจากออ้ ยโดยเริ่มจาก

การนำอ้อยเข้าหีบได้น้ำอ้อย กรองเอากากออกจากน้ำอ้อยแล้วเคี่ยวน้ำอ้อยจนได้ผลึกของน้ำตาลทราย
ตกตะกอนออกมา แยกผลึกน้ำตาลทรายด้วยหม้อปั่น ผลพลอยได้จะมี ขี้ตะกอน กากอ้อย และ
กากน้ำตาล

13.1.2 กากนำ้ ตาลจากหวั บีท เป็นผลพลอยไดจ้ ากการผลติ นำ้ ตาลจากหวั บีท
13.1.3 กากน้ำตาลจากสม้ น้ำตาลทไี่ ด้จากส้มมกี ลิ่นและรสต่างจากกากนำ้ ตาลอ้อย
13.1.4 กากน้ำตาลจากข้าวโพด กากน้ำตาลจากข้าวโพด มีน้ำตาลมากกว่า 48
เปอรเ์ ซน็ ต์ หวาน และหอมกว่านำ้ ตาลอ้อย
13.1.5 กากนำ้ ตาลจากไม้ เป็นผลพลอยไดจ้ ากอตุ สาหกรรมกระดาษ
13.2 ประโยชน์และสว่ นประกอบของกากน้ำตาล
ประโยชนข์ องกากนำ้ ตาลสามารถใชไ้ ดใ้ นหลายอุตสาหกรรม เชน่ ใช้ทำป๋ยุ ใช้เล้ียงสัตว์
ใช้ผลิตแอลกอฮอล์ ใช้ในอุตสาหกรรมยีสต์ ใช้ทำผงชูรส และใช้ทำกรดน้ำส้ม แต่ส่วนใหญ่จะใช้ผลิต
แอลกอฮอล์ และใช้เป็นอาหารสัตว์ สำหรับในประเทศไทยส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต
แอลกอฮอล์สำหรับการผลิตสุรา และการผลิตเอทานอล เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตแก๊สโซฮอล์
นอกจากนี้ ยังใช้ในอุตสาหกรรมการผลติ ผงชูรส อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมการผลิต
ยีสต์ ตลอดจนการนำกากน้ำตาลไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมรายย่อยต่าง ๆ เช่น นำกากน้ำตาลไปใช้
หมกั ทำปุ๋ยนำ้ ใช้ทำน้ำสกัดชวี ภาพ ใช้เพาะเล้ยี งเช้ือจุลนิ ทรยี ์ เพื่อใชใ้ นฟารม์ กุ้ง ตลอดจนใช้ในการบำบัด
น้ำทงิ้ ตัวอยา่ งของการใชก้ ากน้ำตาลในอตุ สาหกรรมต่างๆ
13.2.1 เหล้ารัม เป็นสุรากลนั่ ทีผ่ ลติ จากวัตถุดิบจำพวกนำ้ อ้อย น้ำเชอ่ื มของน้ำผลไมแ้ ละ
กากน้ำตาล
13.2.2 เหลา้ ยนิ หรอื ไดรย์ นิ โดยการนำกากน้ำตาลทีท่ ำให้บริสทุ ธไ์ิ ปหมักและกลน่ั
13.2.3 นำ้ สม้ สายชู ได้จากการหมักกากน้ำตาล
13.2.4 ซีอิ๊วดำ ทำจากซีอิ๊วขาวผสมกับกากน้ำตาล แล้วนำไปต้มจนได้ความเข้มข้น
พอเหมาะ สามารถนำไปใช้สำหรับปรงุ อาหาร

24

13.2.5 อาหารสตั ว์ กากนำ้ ตาลใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เค้ยี วเออื้ งเช่น โค กระบือ แพะ
เพราะกากนำ้ ตาลจะช่วยเพิ่มรสชาติแกอ่ าหารสัตว์แล้วยังช่วยกระตนุ้ การทำงานของบัคเตรีในกระเพาะ
ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารหยาบ เช่น ยอดอ้อย ฟางข้าว การใช้กากน้ำตาลเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเพ่ิม
ความน่ากนิ ลดฝุน่ และเพ่ือยดึ เม็ดอาหารให้แนน่ ข้ึน หรือใชเ้ ปน็ พาหะสำหรับยา

13.2.6 แอลกอฮอล์ โดยนำเอากากน้ำตาลมาทำให้เจือจางด้วยน้ำแล้วหมักโดยอาศัย
เช้อื ยีสตเ์ ปล่ียนนำ้ ตาลไปเปน็ แอลกอฮอล์ จากนัน้ กน็ ำมากล่นั แยกแอลกอฮอล์ออกซ่ึงจะได้แอลกอฮอลท์ ่ีมี
ความบริสุทธ์ประมาณ 95 % ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้แตกต่างกันไปตามคุณภาพของกากน้ำตาล
ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตแอลกอฮอล์ของโรงงานนั้น โดยกากน้ำตาลหนัก 1 ตันจะให้แอลกอฮอล์
ประมาณ 238-340 ลิตร

13.2.7 ผลิตไฟฟ้า โดยการย่อยสลายสารอินทรีย์จากกากน้ำตาลในบ่อหมักจะได้
ก๊าซชวี ภาพออกมา ซ่ึงประกอบด้วยกา๊ ซหลัก ได้แก่ ก๊าซมีเทน 65 % เปน็ ก๊าซติดไฟ ใหค้ วามร้อน 9,000
กิโลแคลอรีต่อลูกบาศก์เมตร ร่วมกับคาร์บอนไดออกไซด์ 35 % และก๊าซอื่น ๆ เช่น ก๊าซไข่เน่า
กา๊ ซไนโตรเจน และความชืน้

13.3 สว่ นประกอบของกากนำ้ ตาล

ตารางท่ี 4 ส่วนประกอบของกากน้ำตาล

ส่วนประกอบ เปอรเ์ ซ็นต์ (%)

น้ำตาลท่ใี ชห้ มักเชือ้ 50.1
ซูโครส 36.66
นำ้ 20.65
เถา้ ซัลเฟต 15
น้ำตาลรีดิวซ์ 13
โพแทสเซยี ม (K2O) 4.19
ยางและแปง้ 3.43
แคลเซียม (CaO) 1.35
แมกนเี ซียม (MgO) 1.12
ไนโตรเจน 0.95
ซลิ กิ า ในรปู SiO2 0.46
ข้ีผึ้ง 0.38
ฟอสเฟต (P2O5) 0.12

ท่มี า : วิกพิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี (2565)

25

14. งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
พัชรี และธนิดา (2556) รายงานว่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเปรียบเทียบผลผลิตและ

คุณภาพของข้าวจากปุ๋ยแหนแดงและปุ๋ยเคมี วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการกับเกษตรกร และให้เกษตรกรศกึ ษาและเปรียบเทียบผลผลิตและคณุ ภาพขา้ วท่ีได้จากนาที่ใส่
ปุ๋ยเคมีกับนาที่ใส่ปุ๋ยแหนแดงด้วยตนเอง วิธีการทดลอง แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ การวางแผนและวิเคราะห์
ร่วมกันก่อนการทดลอง การดำเนินงานวิจัยปฏิบัติการ และการยอมรับแหนแดงเป็นปุ๋ยชีวภาพของ
เกษตรกร โดยมีขอบเขต งานวิจัยกับเกษตรกร 9 ครัวเรือน ในเขตอำเภอบางซ้ายกับ เขตอำเภอผักไห่
ที่ปลูกข้าว 3 สายพันธุ์ คือพันธุ์ กข 47 กข 49 และ สุพรรณบุรี 60 คณะวิจัยสนับสนุนแหนแดงให้
เกษตรกรและวิเคราะห์คุณสมบัติของ ดินก่อนปลูกและหลงั ปลูก เกษตรกรได้าวงแผนการเพาะปลูกโดย
แบ่งแปลงนาเป็น 2 ส่วนเพื่อใช้ปุ๋ยแหนแดงและปุ๋ยเคมีเม่ือ ตรวจคุณสมบัติของดนิ ต้องใช้แหนแดงอัตรา
500 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในวันท่ี 20 หลังจากหว่านและปล่อยน้ำสูงประมาณ 5 เซนติเมตร วิเคราะห์
คุณภาพข้าวโดยวิธีวัดขนาดข้าว พบว่าขนาดข้าวแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยแหนแดงไม่แตกต่างกันส่วน
ผลผลิตข้าวใช้วิเคราะห์สถิติเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตข้าวเป็นคู่ๆ อย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Simple
Pair T-test) พบว่าที่ความเชื่อมั่น 95% ผลผลิตของข้าวที่ได้จากแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยแหนแดงไม่
แตกต่างกันเกษตรกรไดเ้ รียนรู้ วิธีเกบ็ ตวั อยา่ งวธิ กี ารเพาะเล้ยี งแหนแดง ผลของแหนแดงของคุณภาพและ
ผลผลิตของข้าว ส่วนการยอมรับแหนแดงของเกษตรกรพบว่า เกษตรกรยอมรับว่าแหนแดงทำให้ข้าวมี
ผลผลิตไม่แตกตา่ งจากเดมิ แตแ่ หนแดงยงุ่ ยากในการเพาะเลย้ี งและต้องใช้ปรมิ าณมาก เกษตรกรสนใจใช้
แหนแดงถ้าใช้ร่วมกับ ปุ๋ยเคมโี ดยอาจจะลดปรมิ าณปุย๋ เคมลี ง

พิษณุ และคณะ (2557) รายงานว่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทธิพลของแหนแดงต่อ
การปริมาณอินทรียวัตถใุ นดินในนานำ้ ขงั มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศกึ ษาผลของแหนแดงต่อการเพม่ิ อินทรียวัตถุ
ในดินนา และผลของแหนแดงต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวในนาน้ำขัง ทำการทดลองระหว่าง
เดอื น มิถนุ ายน 2555 – ธนั วาคม 2556 ประกอบดว้ ย 7 กรรมวิธี ประกอบดว้ ย กรรมวิธีท่ี 1 ใชแ้ หนแดง
ก่อนการปักดำ และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีกรรมวิธีที่ 2 ใช้แหนแดงก่อนการปักดำ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี กรรมวิธีที่ 3
ใช้แหนแดงหลังการปักดำ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีกรรมวิธีที่ 4 ใช้แหนแดงก่อนการปักดำ ร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี
(16-20-0, 46-0-0) กรรมวิธีที่ 5 ใช้แหนแดงหลังการปักดำ ร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี (16-20-0, 46-0-0)
กรรมวิธีที่ 6 ไม่ใช้แหนแดง และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและกรรมวิธีที่ 7 ไม่ใช้แหนแดงและใส่ปุ๋ยเคมีจำนวน 3 ซ้ำ
โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (CRD) พบว่า การใช้แหนแดงก่อนการปักดำ ร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี
(16-20-0, 46-0-0) มผี ลทำให้ปริมาณอินทรียวัตถใุ นดินมีการสะสมสูงสดุ รองมาก เปน็ กรรมวิธีที่ใช้แหน
แดงหลังการปักดำ ร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี (16-20-0, 46-0-0) การใช้แหนแดงกอ่ นการปักดำและไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
การใช้แหนแดงหลังการปักดำและ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีไม่ใชแ้ หนแดงและไม่ใชป้ ุย๋ เคมีและ ไม่ใช้แหนแดงและใส่
ปุ๋ยเคมีโดยมีการเพิ่มขึ้นของอินทรียวัตถุเป็น 1.20 1.00 0.70 0.60 0.50 0.50 และ 0.40 เปอร์เซ็นต์
ตามลำดับ และผลผลิต พบว่า การใช้แหนแดงหลังการปักดำร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี(16-20-0, 46-0-0)
ใหผ้ ลผลิตสูงสุดเปน็ 0.75 กก.ตอ่ กอ รองมากเป็น การใชแ้ หนแดงก่อนการปักดำร่วมกบั ใช้ปุ๋ยเคมี

26

(16-20-0, 46-0-0) การไม่ใช้แหนแดงและไม่ใช้ปุ๋ยเคมีการใช้แหนแดงก่อนการปักดำและไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
การไม่ใช้แหนแดงและใส่ปุ๋ยเคมีการใช้แหนแดงก่อนการปักดำ และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและ การใช้แหนแดง
หลังการปักดำและไม่ใช้ปุ๋ยเคมีโดยให้ผลผลิตเป็น 0.64 0.62 0.52 0.52 0.43 และ 0.42 กก.ต่อกอ
ตามลำดบั

ชาญณรงค์ (2559) รายงานวา่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของแหนแดง
ในน้ำหมักชีวภาพ 4 ชนิด นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาน้ำหนักสดของแหนแดงโดยการเพาะเลี้ยงใน
น้ำหมักชีวภาพ 4 ชนิด หลังเพาะเลี้ยง 14 วัน 2. ศึกษาน้ำหนักสดของแหนเดงในการเพาะเลี้ยงรุ่นที่ 2
โดยใช้น้ำหมักชีวภาพทั้ง 4 ชนิดอันเดิม โดยวางแผนทดลองแบบสุ่ม (Completely randomized
design) 4 กลุ่มการทดลอง (Treatment) แต่ละกลุ่มการทดลอง มีอยู่ 3 ซ้ำ (Replication) รวมทั้งหมด
12 หน่วยการทดลอง กลุ่มหน่วยการทดลองที่ 1 เป็นการเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยใช้ อีเอ็มเป็นส่วนผสม
กลุ่มการทดลองที่ 2 เป็นการเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยใช้น้ำหนักชีวภาพจากหน่อไม้เป็นส่วนผสม
กลุ่มการทดลองที่ 3 เป็นการเพาะเลี้ยงแหนแดงในน้ำหมักชีวภาพจากมูลสุกรเป็นส่วนผสมและ
กล่มุ การทดลองที่ 4 เปน็ การเพาะเลยี้ งแหนแดงในน้ำหมักชีวภาพจากกลว้ ยนำ้ วา้ เป็นส่วนผสม โดยขยาย
อีเอ็มจากหัวเชื้อ ซึ่งจะใช้หัวเชื้อ อีเอ็ม จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 1 ลิตร
ผสมในขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตรเก็บไว้ในที่ร่ม 5 วันจึงนำมาใช้ การทำน้ำหมักชีวภาพจากหน่อไม้
การทำนำ้ หมักชีวภาพจากมูลสุกร และการทำนำ้ หมักชีวภาพจากกล้วยน้ำว้าสุก ตามวิธีการทำในบทที่ 2
วิธกี ารทำการทดลอง ใช้กะละมังพลาสติกสีดำขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 65 เซนติเมตร ลกึ 30 เซนติเมตร
จำนวน 12 ใบ ใส่ดินผสมกับมูลวัวโดยใช้ดินในนาข้าว 2 ถังใหญ่ (ขนาด 17 ลิตร) มูลวัว 1 ถังเล็ก
(ขนาด 10 ลิตร) ตอ่ 1 กะละมัง ใส่นำ้ จนเกบ็ เตม็ หมักไว้ 3 วนั จงึ นำน้ำหมักชีวภาพท้ัง 4 ชนิดใส่ลงไปตาม
ผังการทดลองอย่างละ 250 มิลลิลิตร แล้วนำแหนแดงใส่ลงไปกะละมังละ 180 กรัม เพาะเลี้ยง 14 วัน
จึงนำแหนแดงชั่งน้ำหนกั เปรียบเทียบผลผลิตทั้ง 12 หน่วยงการทดลอง และในการทดลองวัตถุประสงค์
ข้อที่ 2 ทำซ้ำเหมือนการทดลองครั้งแรกเพื่อหาระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงแหนแดงต่อการใส่น้ำหมัก
ชวี ภาพคร้งั เดยี ว

ผลการวิจัยพบ 1) ค่าเฉลี่ยน้ำหนักผลผลิตของแหนแดงทั้ง 4 กลุ่มการทดลอง ไม่แตกต่างกัน
ทางสถิติโดยผลผลิตของแหนแดงที่ใช้น้ำหมักชีวภาพจากมูลสกุ รให้ค่าเฉลี่ยน้ำหนกั สดมากที่สุดคือ 606.6
กรัม รองลงมา คือ การใชน้ ้ำหมักชีวภาพจากกล้วยน้ำว้า การใชน้ ำ้ หมกั จากหน่อไม้และการใช้อีเอ็มโดยมี
ค่าเฉล่ยี น้ำหนกั สด 550 กรมั 530 กรัม และ562.6 กรมั ตามลำดบั 2) การเพาะเลี้ยงแหนแดงรุ่นท่ี 2 โดย
ใช้น้ำหมักชีวภาพอันเดิมผลวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยน้ำหนักสดของแหนแดงทั้ง 4 กลุ่มกรทดลองมีค่าเฉลี่ย
น้ำหนักสดมากที่สุดคือ 393.3 กรัม รองลงมาคือการเพาะเลี้ยงแหนแดงในอีเอ็ม น้ำหมักชีวภาพจาก
กล้วยน้ำวา้ และนำ้ หมกั ชวี ภาพจากหน่อไม้ โดยมีค่าเฉลีย่ น้ำหนกั สด 326.6 กรมั 260 กรมั และ 200 กรัม
ตามลำดบั

บทที่ 3
ผลงานวิจยั สกู่ ารนำไปใช้จริง

แผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ส่งเสริมให้ผู้เรียนให้มีการจัดการ
เรยี นการสอนท่มี งุ่ เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั ซงึ่ ใช้รปู แบบการจัดการเรยี นรู้โดยใช้โครงการเป็นฐาน (Project
Based Learning ; PBL) บูรณาการกับการพัฒนานวัตกรรม และงานวิจัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน
การเกษตรท่ที ันสมยั และลดต้นทุน เพอื่ เป็นแหล่งเรยี นรู้ของผเู้ รียน เกษตรกร ชุมชน และหนว่ ยงานอ่ืนๆ
ท้ังน้ไี ด้มีการพัฒนารปู แบบการเลยี้ งสตั วน์ ้ำแบบพอเพยี ง ลดตน้ ทุนการผลิตด้านคา่ อาหาร โดยพรรณไม้
นำ้ ที่นำใช้มาเป็นแหล่งโปรตนี ตลอดระยะเวลา 2 ปที ีผ่ ่านมา คือ “แหนแดง” ซ่ึงส่งผลให้ผู้เรียนมรี ายได้
จากการดำเนินงานบริษัทขนาดย่อม (Mini Company) รวมทั้งเผยแพร่วิธีการเพาะเลี้ยงแหนแดง
และผลงานการใช้แหนแดงเป็นพืชทดแทนในอาหารสัตว์ พร้อมทั้งแปรรูปแหนแดงเป็นผลิตภณั ฑ์ต่างๆ
เช่น ปุ๋ยหมักชีวภาพจากแหนแดง เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงสู่ประชาชน เกษตรกร ชุมชน และ
หน่วยงานต่างๆ

1. งานวิจยั ดา้ นการพัฒนารูปแบบการเพาะเลีย้ งแหนแดง
เรอื่ ง การเปรยี บเทยี บปรมิ าณผลผลติ ของแหนแดงทเ่ี พาะเลยี้ งดว้ ยปยุ๋ คอกและนำ้ หมักชีวภาพ
เสรมิ EM ตา่ งกนั 3 ระดับ

บทคัดยอ่
การเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตของแหนแดงที่เพาะเลี้ยงด้วยปุ๋ยคอกและน้ำหมักชีวภาพ
เสริม EM ต่างกัน 3 สูตร มีวตั ถุประสงค์ 1) เพือ่ เปรยี บเทียบปรมิ าณผลผลติ ของแหนแดงทเ่ี พาะเลี้ยงด้วย
ปุ๋ยคอกต่างกัน 3 ชนิด 2) เพื่อเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตของแหนแดงที่เพาะเลี้ยงด้วยน้ำหมักชีวภาพ
เสริม EM ต่างกัน 3 ระดับ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ แหนแดงที่ได้จากการสุ่ม จำนวน 450
กรมั น้ำหนกั สด โดยวางแผนการทดลองแบบสมุ่ ตลอด (Completely randomized design, CRD) โดยมี
3 สิ่งทดลอง (Treatment) สิ่งทดลองละ 3 ซ้ำ (Replication) มีหน่วยทดลอง ทั้งหมด 9 หน่วยทดลอง
แต่ละหนว่ ยทดลองใส่แหนแดง จำนวน 50 กรัมน้ำหนักสด สำหรับสถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ได้แก่
1) คา่ เฉลี่ย 2) ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน 3) คา่ ความแปรปรวนทางสถิติ
การเปรียบเทียบผลผลิตของแหนแดงด้วยการใช้ปุ๋ยคอกต่างกัน 3 ชนิด พบว่า แหนแดงท่ี
เพาะเลย้ี งด้วยมูลโค มนี ้ำหนกั เพิม่ ขึ้นเฉลย่ี มากทีส่ ดุ รองลงมา คอื มูลสุกร และมลู ไก่ โดยมคี า่ เฉลี่ยเทา่ กับ
194.67±12.50, 166.67±4.16 และ 155.67±5.13 กรัมน้ำหนักสด ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ค่าทางสถิติ
พบว่า มีความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญย่ิงทางสถิติ (p<0.01) สำหรับการเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตของ
แหนแดงที่เพาะเลี้ยงด้วยน้ำหมักชีวภาพเสริม EM ต่างกัน 3 ระดับ พบว่า แหนแดงท่ีเพาะเลี้ยงด้วย
สิง่ ทดลองที่ 3 (นำ้ หมกั ชวี ภาพเสรมิ EM จากมลู โค 6 กิโลกรมั ) ใหผ้ ลผลิตแหนแดงมากท่ีสดุ รองลงมา คือ
สิ่งทดลองท่ี 2 (นำ้ หมักชวี ภาพเสริม EM จากมลู โค 4 กโิ ลกรัม) และสิ่งทดลองท่ี 1 (นำ้ หมกั ชีวภาพเสริม

28

EM จากมูลโค 2 กิโลกรัม) โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเท่ากับ 265.67±11.72, 208.00±9.54 และ
195.67±8.02 กรัมน้ำหนักสด ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ค่าทางสถิติ พบว่า มีความแตกต่างอย่าง
มนี ยั สำคญั ยงิ่ ทางสถติ ิ (p<0.01)

1.1 วธิ ีการศกึ ษาคน้ ควา้
1.1.1 วัสดอุ ปุ กรณ์
1) แหนแดง (Azolla microphylla) 2) บ่อซีเมนต์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 92

เซนติเมตร 3) เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล ทศนิยม 3 ตำแหน่ง 4) มูลโคแห้ง 5) มูลสุกร 6) มูลไก่
7) กล่มุ จลุ นิ ทรยี ์ที่มีประสทิ ธิภาพ (EM) 8) กากน้ำตาล 9) ผ้าโอล่อนแก้ว 10) มงุ้ ไนล่อนฟา้

1.1.2 การวางแผนการทดลอง
การทดลองท่ี 1 เปรยี บเทยี บผลผลิตของแหนแดงทีเ่ พาะเลี้ยงดว้ ยมูลสัตว์ต่างกนั 3 ชนดิ

- กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลลา
(Azolla microphylla.) ทไี่ ดจ้ ากสุ่ม จำนวน 450 กรมั

- ทำการศึกษาทดลองโดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (completely
randomized design, CRD) โดยแบ่งการทดลองเป็น 3 สิ่งทดลอง (Treatment) 3 ซ้ำ (replication)
มีหน่วยทดลองทั้งหมด 9 หน่วยทดลอง ซึ่งแต่ละหน่วยทดลองใส่แหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า
ไมโครฟลิ ลา (Azolla microphylla.) ทไี่ ด้จากการสุ่มจำนวน 50 กรัมนำ้ หนกั สด สิ่งทดลองทัง้ 3 ไดแ้ ก่
ส่งิ ทดลองที่ 1 มูลโค ส่ิงทดลองที่ 2 มูลไก่ และสิง่ ทดลองที่ 3 มลู สกุ ร

- เตรียมบอ่ ทดลอง โดยใช้บอ่ ซเี มนต์ เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 92 เซนตเิ มตร สูง 40
เซนติเมตร ทำความสะอาดและตากบอ่ ให้แหง้ เป็นระยะเวลา 3 วนั ทงั้ น้ีเหนอื บอ่ ซเี มนตไ์ ด้มกี ารใช้ตาข่าย
พรางแสงคลมุ ไว้

- การเตรียมน้ำที่ใช้สำหรับเพาะเลี้ยงแหนแดง ซึ่งใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
เติมนำ้ ในบอ่ ซีเมนต์ สงู 15 เซนติเมตร โดยกรองนำ้ ด้วยผ้าโอล่อนแก้ว เพื่อปอ้ งกันศัตรูของแหนแดง เช่น
หนอนไรนำ้ และหอยนำ้ จดื เป็นตน้ จำนวน 9 บอ่

- จดั หนว่ ยทดลอง โดยการสมุ่ หน่วยทดลองแล้วเขียนป้ายติดกบั บ่อซีเมนต์ของ
แต่ละหนว่ ยทดลอง เพือ่ สะดวกตอ่ การสังเกตและการเกบ็ ขอ้ มลู ดงั ภาพที่ 5

- การเตรียมและใส่มูลสัตว์ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ มูลโค มูลไก่ และมูลสุกร
ในหน่วยทดลอง โดยนำมลู สัตวใ์ สใ่ นหน่วยทดลองละ 150 กรัม

- ชั่งน้ำหนักแหนแดงใส่ในหน่วยทดลอง โดยใส่หน่วยทดลองละ 50 กรัม
นำ้ หนกั สด (นำแหนแดงมาพกั ให้สะเด็ดนำ้ ในระยะเวลา 30 นาที กอ่ นชง่ั ใสใ่ นหน่วยทดลอง)

- สงั เกตปริมาณน้ำและแหนแดงทุกวนั
- เมื่อเพาะเลี้ยงแหนแดงได้ 7 วัน จึงเก็บข้อมูลปริมาณผลผลิตของแหนแดง
และเติมมลู สตั วเ์ พ่ิมหน่วยทดลองละ 150 กรมั พร้อมท้งั เตมิ น้ำในหน่วยทดลองใหส้ งู 15 เซนติเมตร

29

- ดำเนนิ การเพาะเลี้ยงแหนแดงตอ่ จนครบ 14 วนั จึงเกบ็ ขอ้ มูลปรมิ าณผลผลิต
ของแหนแดงอีกครั้ง โดยนำแหนแดงมาพักให้สะเด็ดน้ำในระยะเวลา 30 นาที ก่อนชั่งน้ำหนัก
เพื่อเก็บข้อมลู ปรมิ าณผลผลิตของแหนแดง จดบันทึกข้อมลู ปริมาณผลผลิตของแหนแดง

- นำข้อมูล คือ ปริมาณผลผลิตของแหนแดงท่ีเพิ่มขึ้นมาวิเคราะห์
ความแปรปรวน เพอื่ เปรียบเทยี บความแตกต่างระหวา่ งสง่ิ ทดลอง

T3R3 T3R2 T2R2 N

T2R3 T1R1 T2R1

T1R2 T3R1 T1R3

ภาพที่ 5 แผนผังการทดลอง (lay out) การทดลองท่ี 1

การทดลองที่ 2 การเปรยี บเทียบปริมาณผลผลิตของแหนแดงทเ่ี พาะเลย้ี งด้วยนำ้ หมักชวี ภาพ
เสริม EM ตา่ งกัน 3 ระดบั
- กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลลา

(Azolla microphylla.) ทีไ่ ด้จากสุ่ม จำนวน 450 กรัม
- ทำการศึกษาทดลองโดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (completely

randomized design, CRD) โดยแบ่งการทดลองเป็น 3 สิ่งทดลอง (Treatment) 3 ซ้ำ (replication)
มีหน่วยทดลองทั้งหมด 9 หน่วยทดลอง ซึ่งแต่ละหน่วยทดลองใส่แหนแดงสายพันธ์ุ อะซอลล่า
ไมโครฟลิ ลา (Azolla microphylla.) ท่ีได้จากการสุ่มจำนวน 50 กรมั นำ้ หนกั สด สิง่ ทดลองท้ัง 3 ไดแ้ ก่

สงิ่ ทดลองที่ 1 นำ้ หมกั ชวี ภาพเสริม EM จากมลู โค 2 กโิ ลกรัม
ส่งิ ทดลองท่ี 2 น้ำหมักชวี ภาพเสริม EM จากมูลโค 4 กโิ ลกรมั
ส่ิงทดลองท่ี 3 น้ำหมักชีวภาพเสริม EM จากมูลโค 6 กโิ ลกรมั
- เตรยี มบอ่ ทดลอง โดยใช้บอ่ ซเี มนต์ เสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 92 เซนตเิ มตร สูง 40
เซนตเิ มตร ทำความสะอาดและตากบอ่ ให้แห้งเป็นระยะเวลา 3 วนั ท้ังนีเ้ หนอื บ่อซีเมนต์ไดม้ ีการใช้ตาข่าย
พรางแสงคลุมไว้
- จดั หนว่ ยทดลอง โดยการสุม่ หน่วยทดลองแลว้ เขียนป้ายตดิ กบั บอ่ ซีเมนต์ของ
แต่ละหน่วยทดลอง เพือ่ สะดวกตอ่ การสงั เกตและการเก็บขอ้ มูล ดังภาพที่ 6

30

T3R2 T2R2 T3R1 N

T1R1 T1R3 T2R3

T3R3 T2R1 T1R2

ภาพท่ี 6 แผนผงั การทดลอง (lay out) การทดลองท่ี 2

- การเตรียมน้ำหมักชีวภาพเสริม EM จากมูลโค โดยมีการเตรียมน้ำหมัก
ชีวภาพเสริม EM จากมูลโค ดังน้ี เติมน้ำลงในบ่อหมักปริมาตร 80 ลิตร จากนั้นใส่มูลโค จำนวน 2, 4
และ 6 กโิ ลกรัม ตามลำดับ หลงั จากน้นั เติม EM 30 ซซี ี. และกากน้ำตาล 30 ซีซี. ผสมให้ทั่วบ่อแล้วหมัก
ไว้ 7 วนั จงึ นำน้ำหมักชวี ภาพ EM จากมูลโค ไปใช้ในการศกึ ษาทดลอง

- นำน้ำหมักชีวภาพเสรมิ EM จากมูลโคระดับตา่ งกัน ใส่ในหน่วยทดลองๆ ละ
9 ลติ ร (น้ำสูงประมาณ 15 เซนตเิ มตร)

- ชั่งน้ำหนักแหนแดงใส่ในหน่วยทดลอง โดยใส่หน่วยทดลองละ 50 กรัม
น้ำหนกั สด (นำแหนแดงมาพักให้สะเด็ดนำ้ ในระยะเวลา 30 นาที ก่อนชง่ั ใส่ในหนว่ ยทดลอง)

- สังเกตปริมาณนำ้ และแหนแดงในหนว่ ยทดลองทกุ วนั
- เมื่อเพาะเลี้ยงแหนแดงได้ 7 วัน จึงเก็บข้อมูลปริมาณผลผลิตของแหนแดง
และเติมนำ้ หมักชีวภาพเสริม EM จากมูลโค หนว่ ยทดลองละ 9 ลติ ร
- ดำเนินการเพาะเล้ยี งแหนแดงตอ่ จนครบ 14 วนั จงึ เกบ็ ขอ้ มลู ปริมาณผลผลิต
ของแหนแดงอีกครั้ง โดยนำแหนแดงมาพักให้สะเด็ดน้ำในระยะเวลา 30 นาที ก่อนชั่งน้ำหนักเพื่อเก็บ
ขอ้ มลู ปริมาณผลผลติ ของแหนแดง จดบันทึกข้อมูลปริมาณผลผลติ ของแหนแดง
- นำข้อมูล คือ ปริมาณผลผลิตของแหนแดงท่ีเพิ่มขึ้นมาวิเคราะห์
ความแปรปรวน เพื่อเปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหวา่ งสง่ิ ทดลอง
1.1.3 วิธกี ารเกบ็ ขอ้ มลู
การเกบ็ ขอ้ มลู ปริมาณผลผลติ แหนแดงโดยใช้เครอื่ งช่งั ดจิ ติ อล 3 ตำแหนง่ ซึง่ นำ
แหนแดงสดขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วดำเนินการเก็บข้อมูลปริมาณผลผลิตที่
เพม่ิ ขนึ้ ของแหนแดง ทกุ ๆ 1 สัปดาห์ จนสิน้ สุดการทดลอง

31

1.1.4 วิธกี ารวิเคราะห์ขอ้ มูล
สำหรับวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษา เรื่อง การเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตของ
แหนแดงที่เพาะเล้ียงดว้ ยน้ำหมักชีวภาพเสริม EM ตา่ งกัน 3 สูตร มีดงั นี้

1.1.4.1 การเจริญเตบิ โตของแหนแดง
1) น้ำหนกั เฉลี่ย คำนวณจากสูตร

น้ำหนักเฉลี่ย = ผลรวมของนำ้ หนกั แหนแดง (สด)
จำนวนซ้ำ

2) น้ำหนักท่ีเพม่ิ ขน้ึ คำนวณจากสตู ร
นำ้ หนักท่ีเพ่มิ ขึ้น = น้ำหนกั ของแหนแดงเมอ่ื สิ้นสดุ การทดลอง – นำ้ หนกั แหนแดงเริ่มต้น

1.1.4.2 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถิติ
นำข้อมูลที่ได้จากการทดลอง คือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของแหนแดง

มาวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Variance and Standard Deviation)
พร้อมทั้งวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางสถิติ โดยใช้ตาราง Analysis of variance (ANOVA)
และหากข้อมูลมีความแตกต่างกันทางสถิติ จึงนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพวกโดยวิธี
Least significant difference (LSD)

2. งานวจิ ัยดา้ นการพัฒนาผลติ ภัณฑ์เบอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดง
เร่ือง การศึกษาการยอมรบั คณุ ภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภณั ฑเ์ บอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดง

ตา่ งกัน 3 สูตร

บทคัดยอ่
การศึกษา เรื่อง การศึกษาการยอมรบั คุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลา
เสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาผลติ ภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริม
แหนแดงต่างกัน 3 สูตร 2) เพื่อศึกษาการยอมรับคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์
เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร มีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มภายในบล็อกสมบูรณ์
(Randomized Complete Block Design ; RCBD) มีทั้งหมด 3 สิ่งทดลอง ได้แก่ 1) เบอร์เกอร์ ปลา
ไม่เสริมแหนแดง 2) เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดง 10 % และ 3) เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดง 20 %
ซงึ่ ใชแ้ บบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสแบบ Hedonic Scoring Test 9 ระดบั และกลุ่มเป้าหมาย
ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส คือ นักศึกษา ครู พนักงานของวิทยาลัยเกษตรและ
เทคโนโลยีกาญจนบุรี และประชาชนในตำบลหนองหญ้า จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง
แบบสะดวก ดำเนินการศึกษาในระหว่างวันที่ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม
พ.ศ. 2565 ณ อาคารแปรรูปผลติ ภัณฑ์สตั ว์นำ้ แผนกวิชาประมง เมอ่ื สิน้ สดุ การศึกษาปรากฏผลดังน้ี

32

ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร พบว่า ผลิตภัณฑ์
เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกันมีคุณลักษณะโดยรวมดี และเป็นที่ยอมรับของผู้ทดสอบคุณภาพ
ทางประสาทสัมผัส แต่การเก็บรักษาได้ไม่นานเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ใส่สารถนอม
อาหาร (สารกันบูด) การยอมรับคณุ ภาพทางประสาทสัมผัสของเบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3
สตู ร พบวา่ ผ้บู รโิ ภคใหก้ ารยอมรับคณุ ภาพทางประสาทสัมผัสของผลติ ภัณฑ์เบอรเ์ กอร์ปลาเสรมิ แหนแดง
ต่างกัน 3 สูตร โดยสิ่งทดลองที่ 3 ผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์เสริมแหนแดง 20 % ผู้บริโภคชอบมากที่สุด
ซ่ึงมีความชอบทีร่ ะดบั ชอบมาก (คา่ เฉลี่ย 7.74) โดยใหก้ ารยอมรบั ในคุณลกั ษณะเกย่ี วกับสี กล่ิน รสชาติ
เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.06, 7.46, 7.64, 7.56 และ 7.96 ตามลำดับ
รองลงมา คือ สิ่งทดลองที่ 2 ผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์เสริมแหนแดง 10 % ซึ่งมีความชอบที่ระดับมาก
(ค่าเฉลี่ย 7.46) โดยให้การยอมรับในด้านคุณลักษณะเกี่ยวกับสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบ
โดยรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.84, 7.52,7.24, 6.98 และ 7.72 ตามลำดับ และสิ่งทดลองที่ 1 ผลิตภัณฑ์
เบอร์เกอร์ไม่เสริมแหนแดง โดยมีความชอบที่ระดับชอบมาก (ค่าเฉลี่ย 7.08) โดยให้การยอมรับ
ในด้านคณุ ลกั ษณะเก่ียวกับสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผสั และความชอบโดยรวม โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 7.36,
6.98, 6.82, 6.84 และ 7.38 ตามลำดับ เมือ่ นำขอ้ มลู ด้านสี รสชาติ เนื้อสมั ผสั และความชอบโดยรวมมา
วิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางสถิติ พบว่า มีความแตกต่างอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ (P<0.05) สำหรับ
ด้านกลิ่น พบว่า ไม่มคี วามแตกต่างทางสถติ ิ (P>0.05)

1. การศกึ ษาทดลองการพฒั นาผลติ ภัณฑ์เบอร์เกอรป์ ลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สตู ร
ผู้วิจัยได้มีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริม

แหนแดง เพือ่ ผลติ ผลติ ภณั ฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงท่มี ีคุณภาพ มกี ารควบคมุ ปจั จยั การผลติ ท่ีสำคัญ
ดงั นี้

- ชง่ั นำ้ หนกั ของส่วนผสมตามสูตรแต่ละสงิ่ ทดลอง
- ควบคมุ ปรมิ าณเนอ้ื ปลาและแหนแดงตามสิง่ ทดลอง
- ในขณะทอดเบอรเ์ กอร์ ตอ้ งควบคมุ ไฟระดับอ่อน เพ่ือใหเ้ บอรเ์ กอรส์ ุกท่วั ถึง
ซงึ่ การดำเนนิ งานคร้งั นี้มีการวางแผนการทดลอง วธิ ีการ และข้ันตอนการดำเนนิ งาน ดงั นี้
1.1 การวางแผนการทดลอง

การวางแผนการทดลองการพัฒนาผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน
3 สูตร มีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มภายในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block
Design ; RCBD) ซง่ึ มีทงั้ หมด 3 สง่ิ ทดลอง ดงั รายละเอียดในตารางท่ี 5

33

ตารางที่ 5 แผนการทดลองการพฒั นาผลติ ภัณฑ์เบอรเ์ กอร์ปลาเสรมิ แหนแดงตา่ งกัน 3 สูตร

ท่ี รายการ ส่งิ ทดลองที่ 1 ส่งิ ทดลองที่ 2 สง่ิ ทดลองที่ 3

(Treatment 1 : T1) (Treatment 2 : T2) (Treatment 3 : T3)

1. ผลติ ภัณฑ์เบอรเ์ กอร์ ไมเ่ สริมแหนแดง เสริมแหนแดง 10 % เสรมิ แหนแดง 20 %

1.2 อปุ กรณ์และวธิ ีการ

การศึกษาทดลองการพัฒนาผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร

มีกระบวนการ วสั ดุ – อปุ กรณ์ และวธิ กี ารทำผลิตภัณฑเ์ บอร์เกอรป์ ลาเสริมแหนแดง ดังน้ี

1.2.1 การเตรียมสถานที่ดำเนินการ ณ ห้องปฏิบัติการแปรรูปสัตว์น้ำ แผนกวิชาประมง

วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบรุ ี

1.2.2 เตรยี มวัสดุ – อุปกรณ์ ในการดำเนินการวิจัย

1) วัตถดุ บิ ในการทำผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสรมิ แหนแดง มดี ังน้ี

- เนอ้ื ปลานลิ บด - แหนแดง

- หอมหัวใหญ่ - กระเทียม

- แป้งขา้ วโพด - แครอท

- พรกิ ไทยปน่ - นำ้ ตาลทราย

- เกลอื - นำ้ มันพชื

2) อปุ กรณ์ ในการทำผลิตภัณฑ์เบอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดงท่แี ตกตา่ งกัน

- เครอ่ื งชงั่ น้ำหนกั - กะละมังเคลอื บ

- มดี - เขยี ง

- ถ้วย/ชาม - ถาด

- กระทะ - ครกหิน

- เทอรโ์ มมเิ ตอร์ - หม้อ

- เตาแกส๊ - ตะแกรง/ตะหลิว

- พมิ พ์ขนาด 8x1 เซนติเมตร (เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางxหนา)

1.3 วธิ ีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน
การดำเนนิ ผลติ ผลิตภณั ฑ์เบอร์เกอรป์ ลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สตู ร โดยสิ่งทดลองทั้ง

3 ส ิ ่ ง ท ด ล อ ง ( Treatment) ไ ด ้ แ ก ่ ส ิ ่ ง ท ด ล อ ง ท ี ่ 1 เ บ อ ร ์ เ ก อ ร ์ ป ล า ไ ม ่เ ส ร ิม แหน แดง

ส่งิ ทดลองท่ี 2 เบอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดง 10% สิ่งทดลองท่ี 3 เบอรเ์ กอร์ปลาเสริมแหนแดง 20%

34

การควบคุมกระบวนการทำผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร
มีการดำเนินการควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกระบวนการผลิตทุกปัจจัย ทุกขั้นตอน

ให้มีความเที่ยงตรงใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดการคลาดเคลื่อนและความแปรปรวนของ
ผลการทดลองให้ไดม้ ากทีส่ ุด

ตารางท่ี 6 สว่ นผสมในการทำผลติ ภัณฑ์เบอรเ์ กอร์ปลาเสริมแหนแดงต่างกนั 3 สตู ร

สว่ นผสม สงิ่ ทดลองท่ี 1 ปรมิ าณ (กรมั ) สงิ่ ทดลองท่ี 3

1. เนอื้ ปลานลิ บด 1,000 ส่งิ ทดลองที่ 2 1,000
2. แหนแดง
3. หอมหวั ใหญ่ 0 1,000 200
4. กระเทยี ม 200 100 200
5. แครอท 40 200 40
6. แปง้ ข้าวโพด 200 40 200
7. พรกิ ไทยปน่ 60 200 60
8. น้ำตาลทราย 20 60 20
9. เกลอื 40 20 40
10. น้ำมันพืช 20 40 20
60 20 60
รวม 60
1,640 1,840
1,740

หมายเหตุ สง่ิ ทดลองที่ 1 (Treatment 1 : T1) เบอร์เกอรป์ ลาไมเ่ สริมแหนแดง

สง่ิ ทดลองที่ 2 (Treatment 2 : T2) เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดง 10 %
สิ่งทดลองที่ 3 (Treatment 3 : T3) เบอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดง 20 %

วธิ ีและขั้นตอนการทำผลติ ภณั ฑเ์ บอร์เกอรป์ ลาเสรมิ แหนแดงตา่ งกนั 3 สูตร
1. นำปลานลิ สดตดั หัว ควักไส้และพงุ ออก ลา้ งน้ำใหส้ ะอาด

2. นำเนื้อปลานลิ มาแล่แล้วสับ หรอื บดใหล้ ะเอยี ด
3. เติมส่วนผสมแหนแดงสับ หอมใหญ่สับ แครอทสับ แป้งข้าวโพด พริกไทยป่น เกลือ
นำ้ ตาลทราย กระเทียมตำละเอียด และน้ำมนั พชื คลุกเคล้าให้เข้ากนั

4. ชั่งก้อนละ 40 กรัม กดลงพมิ พ์ขนาด 8x1 เซนติเมตร (เส้นผ่านศนู ยก์ ลางxหนา)
5. โรยเกลด็ ขนมปังบนถาด แล้วนำก้อนเบอร์เกอร์มาคลุกเกล็ดขนมปงั ใหท้ ั่วชิ้น

6. ทอดเบอรเ์ กอร์ด้วยไฟออ่ น เพ่อื ใหเ้ บอร์เกอร์สกุ ทวั่ ทั้งช้ิน
หมายเหตุ การบรรจุและเกบ็ รกั ษา ตอ้ งใสถ่ งุ พลาสติกปิดสนิท เก็บในตเู้ ยน็ ช่องแช่แขง็

35

2. การศึกษาการยอมรบั คณุ ภาพทางประสาทสมั ผสั ของผลิตภัณฑเ์ บอร์เกอรป์ ลาเสรมิ แหนแดง
ตา่ งกัน 3 สูตร

การศึกษาการยอมรับคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดง
ต่างกัน 3 สูตร มีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลา

เสรมิ แหนแดงตา่ งกัน คอื แบบสอบถามความคิดเหน็ ที่ใช้ประเมนิ คุณภาพทางประสาทสมั ผัสของผู้บริโภค
โดยทดสอบชิมผลิตภัณฑ์จากกลมุ่ ตวั อย่าง จำนวน 50 คน คือ นกั ศึกษา ครู พนักงานของวทิ ยาลัยเกษตร
และเทคโนโลยกี าญจนบุรี และประชาชนในตำบลหนองหญา้ โดยชแี้ จงวธิ ีการและข้นั ตอนการประเมนิ ให้

ผปู้ ระเมินเขา้ ใจตรงกนั ก่อนการทดสอบชิม

2.1 กลุม่ เป้าหมาย
กลุ่มเปา้ หมายท่ใี ชใ้ นการประเมินคณุ ภาพทางประสาทสมั ผสั สำหรบั การศกึ ษาครัง้ น้ี คือ

นักศึกษา ครู พนักงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี และประชาชนในตำบลหนองหญา้

จำนวน 50 คน โดยใช้วิธกี ารส่มุ ตวั อย่างแบบสะดวก

2.2 วธิ ดี ำเนนิ การสรา้ งเครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั

2.2.1 ศึกษาหาความรู้เกีย่ วกับกระบวนการทำผลติ ภัณฑเ์ บอร์เกอรจ์ ากผู้ที่มีความรู้และ

ความสามารถในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศึกษาจากเอกสารและรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใน

การสรา้ งเคร่ืองมือ

2.2.2 สร้างแบบสอบถามความคิดเห็นจากทฤษฎีหลักการทั่วไปที่ได้จากการศึกษา

โดยสร้างแบบประเมนิ คุณภาพทางประสาทสัมผสั แบบ Hedonic Scoring Test 9 ระดบั ได้แก่

9 – ชอบมากท่ีสุด 8 – ชอบมาก

7 – ชอบปานกลาง 6 – ชอบเล็กน้อย

5 – เฉยๆ 4 – ไม่ชอบเล็กนอ้ ย

3 – ไมช่ อบปานกลาง 2 – ไม่ชอบมาก

1 – ไม่ชอบมากทส่ี ุด

ทั้งน้เี คร่ืองมือทใี่ ช้ในการวิจยั ในคร้งั นเ้ี ปน็ แบบประเมินการยอมรับคุณภาพทางประสาท

สัมผสั ซึ่งแบ่งเปน็ 3 ตอน คอื

ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลพน้ื ฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม

ตอนที่ 2 ความเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้ประเมินคุณภาพทางประสาท

สัมผัสของผลิตภัณฑเ์ บอรเ์ กอรป์ ลาเสริมแหนแดงตา่ งกนั 3 สูตร

ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม

2.2.3 นำแบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และให้

คำแนะนำเพอ่ื ปรับปรงุ แกไ้ ข

36

2.2.4 ปรับปรุงและแก้ไขแบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสตามคำแนะนำของ
ผู้เชย่ี วชาญ

2.2.5 เตรียมแบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสให้พร้อมและเพียงพอสำหรับ
การทดสอบชมิ ของผู้บรโิ ภค

2.3 การประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผสั
หลังจากสร้างเครื่องมือในการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์

เบอร ์เก อร ์ปลาเสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร แล้ว จึง ดำเน ิน การ โดยการ ทดสอบชิม
โดยกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสและอุปกรณ์สำหรับ
การทดสอบชิม ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

2.3.1 แบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส
2.3.2 ภาชนะท่ใี ส่ผลติ ภัณฑ์เบอร์เกอร์
2.3.3 แก้วน้ำพลาสติก
2.3.4 ปากกา
2.3.5 ข้อมูลสำหรับชี้แจงขน้ั ตอน และวิธกี ารทดสอบชมิ

2.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
การศึกษาการยอมรับคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบอร์เกอร์ปลา

เสริมแหนแดงต่างกัน 3 สูตร มีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้เครื่องมือ คือ แบบประเมินคุณภาพทาง
ประสาทสัมผัสแบบ Hedonic Scoring Test 9 ระดับ ได้แก่ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบ
โดยรวม จากน้ันผู้วจิ ยั จะชแี้ จงวิธีการและขัน้ ตอนการประเมนิ ใหผ้ ู้ประเมนิ เขา้ ใจตรงกนั ก่อนการทดสอบ
และให้ผู้บริโภคทดสอบชิมจากซา้ ยไปขวา ซึ่งผู้ศึกษาจะมกี ารสลับผลิตภัณฑ์ทุกครั้งที่มีการทดสอบและ
ให้ผู้ทดสอบบ้วนปากก่อนการทดสอบชิมของแต่ละสิ่งทดลอง และทดสอบอย่างน้อยหนึ่งในสี่ส่วนของ
ปริมาณตัวอย่างที่ได้รับ แล้วให้ผู้ทดสอบให้คะแนนตามความชอบของผลิตภัณฑ์และให้ผู้ทดสอบดื่มน้ำ
ระหว่างเปลย่ี นตวั อย่างในการทดสอบแตล่ ะสง่ิ ทดลอง

2.5 การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ในการศึกษาการยอมรับคุณภาพทางประสาทสัมผัสของเบอร์เกอร์ปลาเสริมแหนแดง

ต่างกัน 3 สูตร ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยใช้หลักการทางสถิติ คือ การแจกแจงความถ่ี
(Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าความแปรปรวน (Variation) โดยใช้
ตาราง Analysis of variance (ANOVA) ที่ระดับความเชื่อมน่ั 95 เปอร์เซน็ ต์ โดยใช้โปรแกรม Microsoft
Excel 2019

37

2.6 สถานทกี่ ารทดลอง
อาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ แผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี

กาญจนบรุ ี เลขที่ 1 หมู่ 5 ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จงั หวดั กาญจนบุรี

2.7 ระยะเวลาในการทดลอง
ดำเนินการวิจยั ตัง้ แตว่ นั ที่ 1 มถิ ุนายน พ.ศ. 2565 ถงึ วนั ท่ี 15 สงิ หาคม พ.ศ. 2565

รวมระยะเวลาท้ังสนิ้ 76 วัน

บทท่ี 4
ฐานการเรยี นรู้ “แหนแดง พรรณไมน้ ้ำคุณคา่ มหาศาล”
แผนกวิชาประมง วทิ ยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี

แหนแดง (Azolla microphylla.) เปน็ เฟริ ์นนำ้ ขนาดเล็กพบอยู่ทวั่ ไปบริเวณน้ำน่ิง มีคุณสมบัติ
เป็นทั้งปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ และอาหารสัตว์ เนื่องจากในใบของแหนแดงมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
(Cyanobacteria) อาศัยอยู่ในกาบใบของแหนแดงแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Symbiosis)
ซึ่งสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศแลว้ เปลี่ยนให้เป็นสารประกอบในรูปของ
แอนโมเนยี มใหแ้ หนแดงใช้ประโยชน์ไดอ้ ัตรา 200-600 กรัมตอ่ ไร่ตอ่ วัน ทำใหแ้ หนแดงเจริญเติบโตได้เร็ว
และมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง แหนแดงสามารถสลายตัวได้ง่ายและปลดปล่อยไนโตรเจนและ
ธาตุอาหารพืชอ่ืนๆ ออกมาได้เร็ว ทั้งนี้แหนแดงยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาด้านราคาวัตถุดิบอาหารที่มีราคาสูง
ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีต้นทุนเป็นค่าอาหารมากกว่า 60 %
ของต้นทุนการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ซึ่งแหนแดงมีโปรตีน 13-30 % ไขมัน 3.1 % ไนโตรเจน 6.5 %
ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก กำมะถัน และโซเดียม
เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จงึ เหมาะสมทจ่ี ะใช้เปน็ อาหารสัตวไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี

ทั้งนี้แผนกวิชาประมง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ได้จัดการเรียนการสอนวชิ า
โครงงาน 1 วิชาโครงงาน 2 (บริษทั ขนาดย่อม) วิชาทักษะวิชาชีพเกษตร วิชาหลักการเพาะเลีย้ งสัตวน์ ำ้
วิชาการเลีย้ งปลา วิชาโครงงาน 1 และ 2 ของระดบั ปวส. ให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงสมาชิกชมรม
วิชาชีพประมง เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ ฝึกทักษะการเพาะเลี้ยงแหนแดง และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมท้ัง
การนำแหนแดงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “Aqua burger” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต
ด้านการประมง ซึ่งจากการบูรณาการการดำเนินงานที่หลากหลายส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาสามารถ
จำหน่ายผลผลิตแหนแดง สัตว์น้ำเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์ “Aqua burger” เป็นรายได้ระหว่างเรียน
และใช้เวลาว่างได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งเป็นการพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์
ในการเตรียมตวั ไปประกอบอาชพี ในอนาคตตอ่ ไป

ฐานการเรียนรู้แหนแดง คุณค่ามหาศาลพรรณไม้น้ำ ดำเนินการโดยนักเรียน นักศึกษา
และชมรมวิชาชีพประมง ซึ่งแบ่งหน้าที่ดังนี้ นักศึกษาระดับชั้น ปวส. 2 ศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบ
การเพาะเลี้ยงแหนแดง นักศึกษาระดับชั้น ปวส. 1 ศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “Aqua burger”
ระดับชั้น ปวช. 1 และ ปวช. 2 ดำเนินการเพาะเลี้ยงแหนแดง และผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบพอเพียง
โดยใช้แหนแดงเปน็ แหลง่ โปรตนี สำหรับระดับชนั้ ปวช. 3 ดำเนินการเล้ียงสตั วน์ ำ้ เศรษฐกิจ และแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ “Aqua burger” สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานโครงการ และข้อมูลทางวิชาการ
นกั เรียน นักศกึ ษาในแผนกวิชาประมงสามารถให้ขอ้ มูลได้ทุกคน รายละเอียดการทำโครงการมีดังต่อไปนี้

39

1. การคดั เลอื กสายพันธ์ุแหนแดง
ต้นแหนแดง ประกอบด้วยสว่ นตา่ งๆ คอื ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำตน้ ใบของ

แหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน
ใบล่างค่อนขา้ งโปรง่ ใส มีคลอโรฟลิ ล์น้อยมาก ใบบนเป็นสเี ขียวมีคลอโรฟลิ ลเ์ ปน็ องค์ประกอบ

แหนแดง มอี ยู่มากมายหลายสายพนั ธ์ุ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ทเ่ี หมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่
2 สายพันธ์ุ คอื สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซ่ึงเปน็ สายพันธุ์ดัง้ เดิมในประเทศไทย
กับสายพันธ์ุ อะซอลลา่ ไมโครฟลิ ลา่ (Azolla microphylla) ซ่งึ เป็นสายพนั ธท์ุ ี่กรมวิชาการเกษตรนำเข้า
มาเพ่ือคัดพนั ธ์ุ

กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือกสายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว และ
ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสม
สามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธ์ุดั้งเดิม
พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้า
กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธ์ุอะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla
microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง
เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมา
พัฒนาการใช้ประโยชนเ์ ก่ียวกับเกษตรอนิ ทรยี อ์ ีกคร้ังหน่ึง ใน ปี 2540

กข

ภาพท่ี 7 เปรียบเทยี บลกั ษณะแหนแดงสายพนั ธ์ุกรมวิชาการเกษตร (ก) และสายพนั ธุ์ด้งั เดมิ (ข)
ก) Azolla microphylla. ข) Azolla pinnata var. pinnata

40

ก. แหนแดงที่พร้อมสำหรบั การขยายพนั ธ์ุ ข. แหนแดงทมี่ ีสปอร์พรอ้ มสบื พันธุ์
(แบบไมอ่ าศัยเพศ : การแตกก่ิงแขนง) (แบบอาศัยเพศ : การสร้างสปอร)์

ภาพที่ 8 แหนแดงที่พรอ้ มสำหรับการขยายพันธุ์ (ก – ข)

2. วธิ กี ารเพาะและเลีย้ งแหนแดง

การเพาะเลี้ยงแหนแดงควรมีบ่อเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ต่างหาก เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง
เน้อื เยือ่ ของแหนแดง ค่อนข้างอ่อน สัตว์และแมลงหลายชนิดจะเข้าทำลายได้งา่ ย เพราะฉะน้ันจะต้องมี
บ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ หากนำแหนแดงลงไปใช้ในแปลง หรือถูกแมลงทำลายเสียหายหมดก็ยังมี

พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหาแม่พันธุ์ใหม่ ซึ่งวิธีการเพาะเลี้ยง
แหนแดง มีดงั น้ี

2.1 เตรียมบอ่ ซเี มนต์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 92 ซม. โดยบ่อมีจกุ เปิด-ปิด เพือ่ ควบคมุ ระดับน้ำให้อยู่
ท่ี 10-30 เซนตเิ มตร และบ่อซีเมนต์ให้อยใู่ นพืน้ ท่ีรม่ รำไร

2.2 เติมน้ำให้มีความสูง 10 – 30 เซนติเมตร แล้วเติมมูลโคประมาณ 200 กรัม และควรเติม

มลู โคทกุ 1 สปั ดาห์ เพื่อเพม่ิ ธาตอุ าหารในนำ้ หรอื อาจใช้มลู โคหมักร่วมกับ EM และกากน้ำตาล จงึ นำมา
เตมิ ในบอ่ ซเี มนต์กไ็ ด้ ซง่ึ จะใหผ้ ลผลิตแหนแดงที่มากขึน้

2.3 ใส่แหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการปรับปรุงพันธุ์ (Azolla microphylla.) 50 กรัม
หรอื 1 กำมือ แลว้ ใชม้ อื กระจายแหนแดงใหท้ ั่วบ่อ

2.4 เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มบ่อจนแน่น ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน ให้ตักแหนแดงไปใช้

ประโยชน์ เชน่ ทำปุย๋ ทำอาหารสตั ว์ ตากแหง้ หรือนำไปขยายพนั ธ์ุต่อ
2.5 นำแหนแดงทไ่ี ดจ้ ากบอ่ แม่พันธุ์ลงปล่อยในบอ่ ขนาดใหญ่ หรอื กระชัง เพ่อื เพ่ิมปรมิ าณต่อไป

การเล้ียงในบอ่ ปนู ควรนำม้งุ ไนล่อนสฟี ้ามาปิดปากบ่อเพื่อปอ้ งกันแมลง (หนอนผีเสื้อกลางคนื ) เขา้ ทำลาย
และเปน็ การช่วยพรางแสงใหแ้ หนแดงไปพร้อมกันวิธีน้จี ะช่วยให้แหนแดงมีการเจริญเตบิ โตท่ดี ยี ่ิงขนึ้

41

ก. บอ่ ซีเมนต์เสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 92 ซม. มีจุกเปดิ -ปิด ข. เติมน้ำสงู 10-30 ซม. และเติมมูลโค 200 กรมั

ค. ใส่แม่พนั ธ์แุ หนแดง 50 กรมั หรอื 1 กำมือ ง. นำแหนแดงใสใ่ นบอ่ และกระจายให้ท่ัวบอ่

จ. ผลผลิตแหนแดงในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ฉ. นำแหนแดงไปใชป้ ระโยชน์ เช่น ทำอาหารสัตว์
และขยายพนั ธต์ุ อ่ ในกระชัง

ภาพที่ 9 ข้นั ตอนการเพาะเล้ยี งแหนแดงในบอ่ ซเี มนต์

42

ก. การเพาะเล้ยี งแหนแดงในกะละมงั
ข. การเพาะเลยี้ งแหนแดงในบอ่ ซีเมนต์

ค. การเพาะเลยี้ งแหนแดงในกระชังบก และกระชงั ในบ่อเลย้ี งปลา
ภาพที่ 10 การเพาะเลย้ี งแหนแดงรูปแบบต่างๆ ของแผนกวชิ าประมง

43

3. การผลติ อาหารสัตวน์ ำ้ แบบพอเพยี ง โดยใชแ้ หนแดงเป็นแหลง่ โปรตนี
“อาหารสัตว์น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง และยังเป็นปัจจัยพื้นฐาน

ของการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิต จนอาจกล่าวได้ว่าการเลี้ยงสัตว์น้ำจะประสบผลสำเร็จหรือไม่
ซ่ึงขึ้นอยู่กบั คุณภาพ ปรมิ าณ และราคาของอาหารเป็นสำคัญ ถา้ อาหารที่มีคุณภาพดี มีปรมิ าณท่ีเพียงพอ
และมีราคาต่ำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำก็จะได้รับผลดี และมีกำไรตรงกันข้ามถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพต่ำ
มีปริมาณไม่เพียงพอ และราคาแพงจะส่งผลให้การเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดภาวะการขาดทุน และไม่ประสบ
ผลสำเรจ็

ดังนั้นการใช้แหนแดงเป็นแหล่งโปรตีนเสริมหรือทดแทนวัตถุดบิ อาหารสตั วท์ ี่มรี าคาสูง เป็นอกี
แนวทางหนึ่งในการลดตน้ ทุนการเลีย้ งสัตว์น้ำ ซึ่งแหนแดงมีโปรตีน 13-30 % ไขมัน 3.1 % ไนโตรเจน
6.5 % ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม แมกนีเซียม และแร่ธาตตุ า่ งๆ เชน่ เหลก็ กำมะถัน และโซเดยี ม
เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งขั้นตอนในการผลิต
อาหารสัตว์น้ำแบบพอเพียง มีดงั น้ี

3.1 คำนวณสูตรอาหารสตั ว์น้ำแบบลองผิดลองถูก (Trial and error)
3.2 เตรียมวัตถุดิบอาหารสัตว์ พร้อมชั่งวัตถุดิบตามสูตรที่คำนวณ เช่น มันสำปะหลังป่น
รำละเอียด กากถวั่ เหลือง ปลาป่น และแหนแดง เปน็ ตน้
3.3 ตงั้ น้ำให้เดือดแล้วนำมนั สำปะหลังปน่ ต้มให้สุก หลงั จากน้นั จงึ ใส่แหนแดงลงไป
3.4 นำส่วนผสมต่างๆ ท่ีเตรียมไว้ผสมคลกุ เคล้าให้เขา้ กันดี
3.5 นำอาหารมาปั้นเปน็ ก้อน (อาหารผสมปน้ั ) หรือนำเขา้ เครือ่ งอดั เมด็ อาหาร แลว้ นำไปผงึ่ แดด
ใหแ้ หง้ (อาหารเม็ดจมนำ้ ) ซึ่งสามารถเก็บรกั ษาไว้ได้นาน หลังจากนน้ั นำอาหารไปใชใ้ นกิจกรรมการเลี้ยง
สัตว์นำ้ เช่น งานฟารม์ วทิ ยาลัย และโครงการบรษิ ทั ขนาดยอ่ ม (Mini Company)

ก. มันสำปะหลงั ปน่ ข. รำละเอยี ด ค. กากถั่วเหลอื ง

ง. ปลาปน่ จ. ใบมันสำปะหลังป่น ฉ. แหนแดง

ภาพที่ 11 วตั ถดุ ิบอาหารสัตวท์ ีใ่ ช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบพอเพียง


Click to View FlipBook Version