The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ด้านเศรษฐกิจ ปี 2564 ข้อมูลสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nurulhusna-CMGF, 2022-06-06 02:54:46

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ด้านเศรษฐกิจ ปี 2564 ข้อมูลสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

ขอ้ มลู สนับสนนุ เศรษฐกิจสีน้ำเงนิ

สานักงานฝ่ายเลขานุการกรอบการประชุมระดบั มขุ มนตรีและผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สีน้าเงนิ หนา้

สารบญั 1

เรอื่ ง 1
1. เศรษฐกจิ สนี ้าเงิน 2
7
1.1 บทนา้ 8
1.2 หลกั การ และแนวคิดของเศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ 10
1.3 ความสา้ คญั ของเศรษฐกจิ สีน้าเงนิ 11
1.4 องคป์ ระกอบของเศรษฐกิจสีน้าเงนิ 14
1.5 กิจกรรมภายใตแ้ นวคิดเศรษฐกิจสนี ้าเงนิ 15
1.6 ประโยชน์ของเศรษฐกจิ สนี า้ เงนิ 18
1.7 ความทา้ ทายของเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ
1.8 แนวทางการพฒั นานโยบายตามแนวคดิ เศรษฐกิจสีน้าเงนิ 22
1.9 ประเด็นอน่ื ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั การด้าเนินนโยบายเศรษฐกจิ สีน้าเงนิ
22
2. การขบั เคลื่อนเศรษฐกิจสนี ้าเงินในบริบทของประเทศไทย 28
32
2.1 เศรษฐกิจสนี ้าเงินในบริบทของประเทศไทย 35
2.2 มลู ค่าผลประโยชนข์ องเศรษฐกิจทางทะเลและมหาสมุทรของประเทศไทย 54
2.3 ศกั ยภาพและขอ้ จ้ากัดในการด้าเนนิ การของประเทศไทย 65
2.4 สถานภาพกจิ กรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศไทย
2.5 นโยบายและแผนภาพรวมระดับประเทศ 71
2.6 บทบาทของภาคสว่ นตา่ ง ๆ กบั การพัฒนาเศรษฐกจิ สีนา้ เงิน
71
3. เปา้ หมายการพฒั นาท่ียั่งยืน (SDGs) 75

3.1 หลักการของการพัฒนาทยี่ ั่งยนื 80
3.2 เศรษฐกจิ สีน้าเงนิ พ้ืนที่ใหมข่ องนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจไทยส่คู วามยง่ั ยืน

แหล่งข้อมลู

A

ขอ้ มูลสนบั สนนุ เศรษฐกิจสนี า้ เงิน หนา้

สารบัญภาพ 4
5
เรอ่ื ง 8
15
ภาพที่ 1 วงจรผลประโยชน์ของ "เศรษฐกิจสนี า้ เงนิ (Blue Economy)"
ภาพที่ 2 แนวคิดของเศรษฐกิจสีน้าเงนิ
ภาพที่ 3 องค์ประกอบของเศรษฐกจิ สนี า้ เงิน
ภาพที่ 4 กระบวนการพฒั นานโยบายเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ

B

ข้อมลู สนบั สนุนเศรษฐกจิ สีนา้ เงิน

สารบัญตาราง หนา้

เรื่อง 9
13
ตารางท่ี 1 ส่วนประกอบของเศรษฐกิจสนี า้ เงิน
ตารางที่ 2 ประมาณอตั ราการขยายตัวของมูลค่าเพม่ิ และการจา้ งงานในอตุ สาหกรรมทีเ่ กีย่ วกบั เศรษฐกิจ 24
สีนา้ เงนิ ระหวา่ งปี พ.ศ. 2553-2573
ตารางท่ี 3 มลู คา่ ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย (ต่อปี) เทา่ กบั รอ้ ยละ 161.3 ของ GDP (ตัวเลข 25
อาจเปลี่ยนแปลงไปตามราคาน้ามนั โลกและอตั ราแลกเปล่ียน) 30
ตารางท่ี 4 อุตสาหกรรมทเี่ กยี่ วข้องกับเศรษฐกิจสนี า้ เงินและแนวโนม้ การพฒั นาในอนาคต 33
ตารางท่ี 5 แสดงมูลค่าผลประโยชนท์ างทะเลของประเทศไทย ปี 2559 หน่วย: ล้านล้านบาท 37
ตารางที่ 6 ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ ณ ราคาปัจจบุ ัน ปี 2551-2561 38
ตารางที่ 7 มูลค่าผลติ ภณั ฑม์ วลรวมกลุ่มจงั หวดั ทางทะเลและชายฝงั่ ปี 2556 39
ตารางที่ 8 มูลคา่ ผลผลติ ภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ระดบั จังหวัด ปี พ.ศ. 2556 (หน่วย: ล้านบาท)
ตารางท่ี 9 มูลค่าผลผลติ ภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ระดับจงั หวดั ปี พ.ศ. 2557-2559 40
(หน่วย: ลา้ นบาท) 45
ตารางท่ี 10 พืนทปี่ ่าชายเลน ป่าชายหาด และแนวปะการังของกลุ่มจังหวัดทางทะเลและชายฝั่งปี 2557 46
ตารางที่ 11 การใชป้ ระโยชน์ท่ดี นิ ป่าชายเลน ระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2557 47
ตารางที่ 12 ปรมิ าณสตั วน์ า้ ในการผลิตของโรงงาน ระดบั จงั หวดั ปี พ.ศ. 2557 (หนว่ ย: ตนั ) 48
ตารางที่ 13 มลู คา่ ผลผลิตประมงทางทะเลและชายฝัง่ ระดับจงั หวดั ปี พ.ศ.2557 (หนว่ ย: พันบาท) 49
ตารางท่ี 14 มลู คา่ เพ่มิ สาขาประมง ระดับจงั หวัด ปี พ.ศ. 2556 (หนว่ ย: ล้านบาท) 50
ตารางท่ี 15 จ้านวนทา่ เทยี บเรือและปรมิ าณสนิ คา้ บริเวณเมืองท่าชายทะเลระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2558 51
ตารางท่ี 16 ข้อมูลปริมาณเทย่ี วเรอื และปรมิ าณสนิ คา้ ท่าเทยี บเรอื พาณชิ ย์ ปี พ.ศ. 2559 52
ตารางท่ี 17 กจิ กรรมดา้ นท่าเรอื ทอ่ งเทีย่ วและโดยสาร ปี พ.ศ. 2558 53
ตารางท่ี 18 สถานประกอบการโรงแรมและรายได้จากการท่องเท่ยี วระดบั จงั หวดั ปี พ.ศ. 2558
ตารางท่ี 19 งบประมาณอนรุ ักษแ์ ละพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่ ระดบั จังหวัด ระหวา่ ง 54
ปีงบประมาณ 2554-2559 (หนว่ ย: ลา้ นบาท) 57
ตารางท่ี 20 ร่างยทุ ธศาสตรช์ าติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) กับเศรษฐกจิ สนี า้ เงิน 73
ตารางที่ 21 ยทุ ธศาสตร์ของกรมประมง พ.ศ. 2560 - 2564
ตารางท่ี 22 เป้าหมายการพฒั นาทีย่ ่งั ยนื (SDGs) กบั เศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ

C

ขอ้ มลู สนับสนนุ เศรษฐกิจสีนา้ เงนิ หน้า

สารบญั แผนภมู ิ 34

เรอื่ ง

แผนภมู ิ ที่ 1 ปริมาณผลผลติ สตั วน์ า้ จา้ แนกตามวิธกี ารทา้ ประมง ปี 2548-2560
(หน่วย : พนั ตนั )

D

ขอ้ มลู สนบั สนนุ เศรษฐกิจสีน้าเงนิ

ข้อมลู สนบั สนุนเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

1. เศรษฐกิจสีนา้ เงนิ

1.1 บทน้า
มหาสมุทรและทะเลครอบคลุมพ้ืนที่มากกว่าร้อยละ 72 ของผิวโลกมีความส้าคัญต่อการ
ด้ารงชีวิตขั้นพื้นฐาน และความมั่งค่ังทางเศรษฐกิจของมวลมนุษยชาติ เป็นแหล่งที่มาของอาหาร
พลังงาน แร่ธาตุ และเวชภัณฑ์เป็นเส้นทางการค้า การคมนาคม เป็นสถานท่ีพักผ่อนหย่อนใจและ
นันทนาการ นับแต่อดีต มนุษย์ได้ตระหนักถึงความส้าคัญของมหาสมุทรและทะเล ทุกประเทศต่าง
ปกปอ้ งใชป้ ระโยชน์และแสวงหาอ้านาจทางทะเลและมหาสมุทรเพื่อความมั่งค่ังและม่ันคงของตน จน
เกิดเป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่า "ผู้ใดครองผืนน้า ผู้นั้นครองโลก" (Whoever rules the waves
rules the world: Rear Admiral Alfred Thayer Mahan:1840-1914) โดยเชื่อว่า ชาติท่ีมีกอง
กา้ ลังทางเรือท่ีเขม้ แข็งและยิ่งใหญ่กวา่ ย่อมมผี ลกระทบต่อโลกไดย้ งิ่ ใหญก่ วา่ เช่นกัน จนท้าให้ประเทศ
อังกฤษขยายแสนยานุภาพทางทะเลด้วยการมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งจนสามารถยึดครองประเทศ
ชายฝั่งได้เกือบค่อนโลก อันเป็นที่มาของค้าว่า "จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน" (the empire
on which the sun never sets)"
จากการใช้ประโยชน์โดยถือว่าทรัพยากรทางทะเลและมหาสมุทรเป็นสมบัติร่วม ไม่มีรัฐหรือ
ชาตใิ ด เป็นเจา้ ของแต่เพยี งผู้เดยี ว และทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามก้าลังท่ีจะแสวงหา ส่งผลให้
มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างขาดส้านึกและความรับผิดชอบในการดูแลรักษาจนท้าให้
ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มขาดแคลน ในขณะที่ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเริ่มเสื่อมโทรม
ซึ่งหากมนุษย์ยังมีพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรดังเช่นท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน จะส่งผลกระทบต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติ ห่วงโซ่อาหาร ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและมหาสมุทร ท่ีส้าคัญคือ
ความมัน่ คงทางอาหาร และเศรษฐกจิ โลกในอนาคต
จากแนวคิดเร่ืองการครอบครองอ้านาจทางทะเล หรือ "สมุทรานุภาพ" (sea powers)
พฒั นามาสู่กระบวนทัศน์ใหม่ในการใช้ทะเลและมหาสมุทร "สมุทราภิบาล" (ocean governance) ท่ี
เชื่อว่าทะเลและมหาสมุทรท่ีเป็นสมบัติท่ีมนุษยชาติต้องใช้อย่างมีส้านึกและรับผิดชอบร่วมกัน การ
ก้าหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ในการใช้ทะเลและมหาสมุทรจะต้องด้าเนินการโดยผ่านข้อตกลงระหว่าง
ประเทศ ภายใต้การบรหิ ารจัดการทมี่ ธี รรมาภิบาล เพื่อใหก้ ารใชป้ ระโยชน์ทีห่ ลากหลายจากทะเลและ
มหาสมุทรเป็นไปอย่างย่ังยืน โดยมีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations
Convention on the' Law of the Sea, 1982:UNCLOS 1982) เป็นกรอบแนวทางให้ประเทศ
ต่าง ๆ ถือปฏิบัติในเร่ืองท่ีเก่ียวกับทะเลและมหาสมุทร และมีเป้าหมายการพัฒนาท่ีย่ังยืน
(Sustainable Development Goals 2030) ขององค์การสหประชาชาติเป้าหมายที่ 14 (SDG14)

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 1

ข้อมูลสนบั สนุนเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ

การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนา
เศรษฐกิจทางทะเลและมหาสมุทร น้ามาสู่แนวคิด "เศรษฐกิจสีน้าเงิน" หรือ "Blue Economy" ซ่ึง
เป็นกระแสการพฒั นาเศรษฐกิจทีป่ ระเทศผู้น้าทางเศรษฐกจิ ท่ัวโลกให้ความสนใจ

1.2 หลกั การ และแนวคดิ ของเศรษฐกิจสนี ้าเงิน
การพัฒนาเศรษฐกิจโลกท่ีมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ในช่วงศตวรรษท่ี
ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเพ่ือสนองตอบความต้องการใน
การบริโภคของประชากรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการน้าทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นจ้านวนมาก
อย่างรวดเรว็ และตอ่ เนื่องจนเกินกว่าธรรมชาติจะสร้างขึ้นทดแทนได้ทัน ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งในด้านคุณภาพที่เสื่อมโทรม และปริมาณท่ีลดลง ท้าให้ต้องแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ มา
ทดแทน ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีท้าให้สามารถค้นหาและเข้าถึง
แหล่งทรัพยากรและผลประโยชน์ทางทะเลได้ง่ายข้ึน มหาสมุทรและทะเลจึงเป็นความหวังของแหล่ง
ทรพั ยากรและอตุ สาหกรรมใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจช่วงทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษท่ี 21 โลก
ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ย่ังยืนอันเป็นผลมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจในช่วงผ่านมา หลาย
ประเทศประสบวิกฤตการณ์ในด้านต่าง ๆ ท้ังการขาดแคลนอาหาร พลังงาน น้าสะอาด และ
วิกฤตการณ์ทางการเงิน ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการ
เปล่ียนแปลงของระบบนิเวศ ฯลฯ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนของแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในช่วงศตวรรษทผี่ า่ นมา และความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม และส่ิงแวดล้อมท่ีต้อง
ด้าเนินไปพร้อมกัน รวมทั้งการจะแก้ไขปัญหาดังกลา่ วจา้ เป็นต้องอาศัยความรว่ มมอื จากทุกประเทศใน
โลกในการพฒั นาเศรษฐกิจใหเ้ ปน็ ไปในทิศทางเดียวกนั
ในปี พ.ศ. 2530 คณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยส่ิงแวดล้อมและการพัฒนาของสหประชาชาติ
(United Nation World Commission on Environment and Development: WCED) ได้
เผยแพร่รายงานเรื่อง "Our Common Future" โดยได้เสนอแนวคิดเร่ือง "การพัฒนาที่ยั่งยืน"
(sustainable development) ข้ึนเป็นครั้งแรก และให้นิยามของค้าว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ว่า
หมายถึง "การพัฒนาท่ีสามารถตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันได้ โดยไม่ท้าให้
ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อไปต้องลดลง" (Development that
meets the needs of the present without compromising the ability of future
generations to meet their own needs) ซ่ึงต่อมาแนว pp.01-02) ความคิดนี้ได้รับการยอมรับ
และมกี ารนา้ ค้าวา่ "การพัฒนาที่ยัง่ ยืน" ไปใชก้ นั อย่างแพรห่ ลาย
ในปี พ.ศ. 2554 โครงการส่ิงแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment
Programme: UNEP) ได้เผยแพร่รายงานเร่ือง "Toward Green Economy: Pathways to
Sustainable Development and Poverty Eradication" สาระส้าคญั ของรายงานช้ีให้เห็นถึงความ
จ้าเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องค้านึงถึงผลกระทบต่อสังคม
และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความหมายของค้าว่า "เศรษฐกิจสีเขียว" ไว้ว่า หมายถึง "ระบบเศรษฐกิจท่ี

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 2

ขอ้ มูลสนบั สนนุ เศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

น้าไปสู่การยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ และความเป็นเท่าเทียมกันทางสังคม
ขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงด้านส่ิงแวดล้อมและปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรลงได้"
(...one that results in improved human well-being and social equity, while
significantly reducing environmental risks and ecological scarcities. It is low carbon,
resource efficient, and socially inclusive.) ทั้งยังกล่าวด้วยว่าการจะพัฒนาไปสู่เป้าหมายการ
พฒั นาท่ยี ่ังยืนได้น้ัน จ้าเป็นต้องมีการจัดการให้ระบบเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางท่ีถูกต้อง ซ่ึงแนวทาง
ของเศรษฐกจิ สเี ขียว คือรูปแบบหนง่ึ ของการแก้ปัญหาดงั กล่าว (UNEP 2011, pp 01-02)

แนวคดิ "เศรษฐกิจสีนา้ เงิน" หรอื "Blue Economy" เกิดข้นึ จากการประชุมสหประชาชาติว่า
ด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (The United Nations Conference on Sustainable
Development: UNCSD). หรือ Rio+20 ในปี ค.ศ. 2012 โดยในประเด็นสิ่งแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้องกับ
มหาสมุทรและทะเล ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงความส้าคัญของมหาสมุทรและทะเลในการขจัด
ปัญหาความยากจน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ความม่ันคงทางอาหาร งานท่ีดี และ
การพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและส่ิงแวดล้อมทางทะเล และ
การแก้ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยก้าหนดหลักการที่ส้าคัญในการ
ด้าเนินการไว้ 3 ประการ คอื

1) ปกป้องและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของผลิตภาพ และความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัว
ของระบบนิเวศทางทะเลและมหาสมทุ ร

2) ด้ารงไว้ซ่ึงความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่าง
ยง่ั ยืน เพอื่ คนในร่นุ ปัจจุบนั และในอนาคต และ

3) ใช้แนวทางทางด้านระบบนิเวศ (ecosystem approach) และแนวทางป้องกันไว้ก่อน
(precautionary approach) ในการจัดการกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมทางทะเล โดย
สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาท่ียั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและ
ส่งิ แวดลอ้ ม

กล่าวโดยสรุป "เศรษฐกิจสีน้าเงิน" หรือ "Blue Economy" คือ "การพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้
ฐานทรัพยากรทางทะเลและมหาสมุทรในทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือความเป็นอยู่ที่ดีข้ึนของ
มนษุ ย์และความเท่าเทียมกันทางสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความส้าคัญกับระบบนิเวศและการลด
ความเส่ียงด้านส่งิ แวดลอ้ ม เพอ่ื ธา้ รงรักษาไว้ซ่ึงทุนทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนุชนรุ่นต่อไป โดยให้
ความส้าคัญกับการมีส่วนร่วมท้ังในระดับชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากร การสร้างความร่วมมือ
ภายในประเทศ และระหว่างประเทศในทุกระดับ และการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายท้ัง
ภายในประเทศ และพนั ธกรณรี ะหวา่ งประเทศ"

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 3

ข้อมลู สนับสนุนเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

การพัฒนาเศรษฐกจิ สีน้าเงนิ การสร้างงาน การขบั เคลื่อนเศรษฐกจิ
สร้างรายได้

การดแู ลทรพั ยากรธรรมชาติ การขบั เคล่ือน การพัฒนาประเทศ
และสง่ิ แวดลอ้ มมหาสมทุ ร สงั คม

การสรา้ งสังคมและส่ิงแวดลอ้ มท่นี ่าอยู่ การพัฒนาทีม่ ่ันคง ม่ังคงั่ และย่ังยนื

ภาพที่ 1 วงจรผลประโยชน์ของ "เศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ (Blue Economy)"

ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีความส้าคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนมาช้า
นาน เป็นแหล่งอาหาร การท้าการประมง การเพาะเล้ียงสัตว์น้า การขนส่งและพาณิชนาวี การ
ท่องเที่ยวและเป็นแหล่งแร่ธาตุและพลังงาน ในอนาคตการแสวงหาประโยชน์จากฐานทรัพยากรทาง
ทะเลและชายฝ่ัง ย่ิงจะทวีความส้าคัญมากย่ิงขึ้น ปัจจุบันนานาประเทศล้วนเร่งให้ความสนใจและ
เสนอแนวคดิ เพ่ือนา้ ไปส่กู ารพฒั นาเศรษฐกจิ จากฐานทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ังอย่างย่ังยืน ที่เป็น
ที่รู้จักในชอ่ื ว่า “Blue Economy หรือเศรษฐกิจสีนา้ เงิน”

แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้าเงิน หรือ Blue Economy ถูกน้าเสนอเป็นคร้ังแรกเมื่อปี พ.ศ.
2537 ทม่ี หาวทิ ยาลัยสหประชาชาติ (United Nations University) ประเทศญี่ปุ่น โดยศาสตราจารย์
Gunter Pauli นักเศรษฐศาสตร์และผู้ประกอบการชาวเบลเยียมที่ได้รับเชิญให้พิจารณาแบบจ้าลอง
ทางธุรกิจในอนาคตเพ่ือเตรียมความพร้อมส้าหรับการประชุมสมัชชาประเทศภาคีสมัยที่ 3 (COP3)
เพ่ือยกร่างพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) Gunter Pauli ได้เสนอแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้าเงิน
ซ่ึงเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ท่ีไม่ก่อให้เกิดของเสียและมลพิษ แต่สามารถสร้างงาน เพิ่มทุน
ทางสังคม และไมก่ ่อใหเ้ กิดตน้ ทุนทางสังคมทส่ี ูงข้ึน ซึง่ ต่อมาได้มีการพัฒนาหลักการเศรษฐกิจสีน้าเงิน
เพื่อให้การด้าเนินธุรกิจมีความย่ังยืนโดยให้ความส้าคัญกับระดับท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาอยู่บนพื้น
ฐานความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ วัฏจกั รทางธรรมชาตแิ ละสสาร และนวตั กรรม

แนวคิดส้าคัญของ Gunter Pauli คือ การเสนอนวัตกรรมทางฟิสิกส์ ซึ่งสามารถคาดการณ์
ผลลัพธข์ องนวัตกรรมทขี่ นึ้ อยกู่ บั กฎทางฟิสกิ ส์ได้ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผลิต การ
บริการที่จะเกิดขึ้น และการสร้างผลประโยชน์ท่ีหลากหลาย รวมถึงการสร้างงานและสร้างทุนทาง

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 4

ขอ้ มูลสนับสนนุ เศรษฐกิจสีนา้ เงนิ

สังคมมากข้ึน ทง้ั น้ี ระบบธรรมชาตนิ ั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการข้ันพื้นฐานและวิวัฒนาการ
จากความพอเพียงไปสู่ความหลากหลายความม่ังคั่ง แต่รูปแบบทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกลับตรงกัน
ข้ามซึ่งอาศัยความขาดแคลนเป็นพื้นฐานส้าหรับการผลิตและการบริโภค นอกจากน้ีแล้วความยั่งยืน
ทางธุรกิจไม่ได้ค้านึงแค่เพียงทรัพยากรท่ีมีในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเคารพในวัฒนธรรม
และประเพณีของท้องถิ่นอีกด้วย (Pauli, 2016) แนวคิดของเศรษฐกิจสีน้าเงินนี้แสดงให้เห็นถึงความ
พยายามในการขับเคล่ือนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอยู่บนฐานและขีดความสามารถใน
การรองรบั ของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมทางทะเล

รายงานของ Economist Intelligence Unit (2015) ได้ให้ค้านิยามแนวคิดของเศรษฐกิจสี
น้าเงินว่า เศรษฐกิจมหาสมุทรที่มีความย่ังยืนเกิดข้ึนเม่ือกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความสมดุลกับ
ความสามารถในการสนับสนุนกิจกรรมท่ีเกิดข้ึนของระบบนิเวศนั้นให้ด้ารงอยู่ได้ในระยะยาว
มคี วามยดื หยุ่น และคงไว้ซึง่ สิง่ แวดล้อมทดี่ ี นนั่ หมายถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมีความสมดุลกับ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมทั้งชายฝ่ังและในทะเล (Patil, Virdin, Diez, Roberts, & Singh,
2016) ดงั ภาพที่ 2

ภาพท่ี 2 แนวคิดของเศรษฐกิจสนี า้ เงิน

กรอบแนวคิดเศรษฐกิจสีน้าเงิน (Framework) คือ การปรับเปลี่ยนจากวิธีการจัดการแบบ
ด้ังเดิม (Sectoral Approach) ซึ่งต่างคนต่างท้าของหน่วยงานต่าง ๆ ไปสู่แนวทางการจัดการแบบ
บูรณาการ (Integrated) และกระบวนการมีส่วนร่วม (Participatory Approach) ของทุกภาคส่วนที่
เก่ียวข้องในการใช้และจัดการทรัพยากรอย่างย่ังยืนของเศรษฐกิจสีน้าเงิน (United Nations
Economic Commission for Africa, 2016)

เศรษฐกิจสีน้าเงิน (Blue Economy) หมายถึง รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนบน
ฐานของทะเลหรือมหาสมุทร ซึ่งอยู่ภายใต้เงอื่ นไขทตี่ ้องใช้นวตั กรรมด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน เทคโนโลยี
และการปฏิบัติ รวมทั้งการจัดการด้านการเงินและองค์กรหรือสถาบันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 5

ขอ้ มลู สนบั สนุนเศรษฐกิจสีน้าเงิน

ไดแ้ ก่ (1) การพฒั นาแบบมสี ่วนรว่ มและยัง่ ยนื (2) การปกป้องทะเลและชายฝ่ัง การลดความเสี่ยงทาง
สง่ิ แวดล้อมและการขาดแคลนเชิงนเิ วศ (3) การสร้างความมั่นคงด้านน้า พลังงานและอาหาร (4) การ
ปกป้องสุขภาพ วิถีชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนท่ีอาศัยอยู่บริเวณชายฝ่ังทะเล และ (5) การ
สนับสนุนมาตรการการลดและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยระบบนิเวศ
(Partnerships in Environmental Management for the Seas of East Asia [PEMSEA], 2016)

คณะท้างานด้านมหาสมุทรและการประมงภายใต้กรอบเอเปค (APEC Ocean and
Fisheries Working Group: APEC-OFWG) มองว่า เศรษฐกิจสีน้าเงินเป็นแนวทางการจัดการและ
อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังและระบบนิเวศอย่างย่ังยืน และการพัฒนาอย่างย่ังยืนในการ
สง่ เสริมการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Cooperation, Asia-Pacific Economic, 2014)

ปัจจุบันแนวคิดเร่ืองเศรษฐกิจสีน้าเงินหรือ Blue Economy ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากข้ึน
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ภายหลังจากการประชุมสหประชาชาตวิ ่าด้วยการพัฒนาท่ีย่ังยืน (United Nations
Conference on Sustainable Development: UNCSD หรือ Rio+20) ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร
ประเทศบราซิล เม่ือปี พ.ศ. 2555 รวมถึงประเทศทีเ่ ป็นหมู่เกาะและประเทศก้าลังพัฒนาท่ีมีพ้ืนที่ทาง
ทะเลและแนวชายฝง่ั ไดใ้ หค้ วามสนใจแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงินอย่างจริงจัง และน้าแนวคิด
มาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังให้เกิดการสร้า ง
มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้ความส้าคัญกับความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเลและการกระจาย
ผลประโยชนอ์ ยา่ งท่ัวถงึ และเปน็ ธรรม

เรณู สุขารมณ์ และยุวดี คาดการณ์ไกล (2551) กล่าวว่า เศรษฐกิจสีน้าเงิน หมายถึง
เศรษฐกิจทางทะเลที่อาศัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ
หมายถึงรปู แบบหน่ึงในการพฒั นาเศรษฐกิจอย่างย่ังยนื บนฐานของกจิ กรรมที่เกี่ยวข้องกับชายฝ่ังทะเล
ทะเลหรือมหาสมุทร ซ่ึงส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทรัพยากร (Resources) และระบบนิเวศชายฝ่ังทะเล
(Coastal ecosystem) และระบบนเิ วศทางทะเล (Ocean ecosystem) โดยอยู่ภายใต้เง่ือนไขที่ต้อง
ใช้นวัตกรรมด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน เทคโนโลยีและการปฏิบัติ รวมท้ังการจัดการด้านการเงินและ
องค์กรหรือสถาบนั ทเี่ ป็นมติ รตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม เพอื่ ให้บรรลุเป้าหมาย 5 ประการ คือ

(1) การพัฒนาแบบมสี ว่ นร่วมและยั่งยนื
(2) การปกป้องทะเลและชายฝ่ัง การลดความเส่ียงทางส่ิงแวดล้อมและการขาดแคลนเชิง
นิเวศ
(3) การสรา้ งความมนั่ คงด้านนา้ พลงั งานและอาหาร
(4) การปกปอ้ งสขุ ภาพ วถิ ีชวี ิต และสวัสดภิ าพของประชาชนทอี่ าศยั บรเิ วณชายฝง่ั ทะเล
(5) การสนับสนุนมาตรการลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงระบบ
นิเวศ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 6

ข้อมูลสนับสนุนเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

1.3 ความส้าคัญของเศรษฐกิจสีน้าเงิน
ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง (coastal and marine ecosystem) ให้ผลตอบแทนในรูป
ของบริการเชิงระบบนิเวศ (ecosystem services) และเชิงเศรษฐกิจแก่มนุษยชาติของโลกอย่าง
มากมาย เช่น การประเมินมูลค่าของแนวปะการังเม่ือปี พ.ศ. 2546 พบว่า แนวปะการังให้ประโยชน์
สุทธใิ นเชงิ ของสินคา้ และบริการต่อเศรษฐกจิ โลก ทงั้ ในด้านการท่องเท่ียว การประมง และการป้องกัน
การกัดเซาะชายฝ่ังเป็นมูลค่าปีละ 1,043 พันล้านบาท และการประเมินมูลค่าอุตสาหกรรมที่
เก่ียวเน่ืองกับทะเลของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2550 มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 140 ล้านล้านบาท โดยมี
การสร้างมูลค่าเพ่ิมถึงร้อยละ 3-4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Park and Kildow, 2014) จาก
การประเมินผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยเม่ือปี พ.ศ. 2557 ซ่ึงครอบคลุมท้ังทรัพยากรท่ีมี
ชวี ติ เชน่ การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ปะการัง ป่าชายเลน และหญ้าทะเลทรัพยากรท่ีไม่มีชีวิต
เชน่ น้ามนั ก๊าซธรรมชาติ แรธ่ าตุ และพลงั งานกิจกรรมทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การคมนาคมขนส่ง
การเดินเรือ ท่าเรือ การต่อเรือ การก่อสร้างทางวิศวกรรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การค้า การ
พาณชิ ย์นาวี และการสอื่ สาร ตลอดจน การท่องเทย่ี ว การอนุรักษ์ฟ้ืนฟูการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
การป้องกันประเทศ การปกป้องสิ่งแวดล้อมและการศึกษาวิจัย มีมูลค่าไม่ต้่ากว่าปีละ 24 ล้านล้าน
บาท โดยกิจกรรมท่ีท้าให้เกิดมูลค่ามากท่ีสุด คือ การขนส่งทางทะเล โดยเป็นการล้าเลียงขนส่งสินค้า
ระหว่างประเทศมากถงึ รอ้ ยละ 90 (ส้านักงานสภาความมัน่ คงแห่งชาติ, 2557; PEMSEA, 2015)
เมื่อพิจารณาเฉพาะมูลค่าของทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังจะเห็นได้ว่า เม่ือมีการใช้
ประโยชน์ยอ่ มเกิดมลู คา่ ทางเศรษฐกิจ ท้งั จากการใชป้ ระโยชน์ทรัพยากรโดยตรง (direct use value)
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรโดยอ้อม (indirect use value) และมูลค่าท่ีไม่ได้เกิดจากการใช้ประโยชน์
(non-use value) จากการประเมินมูลค่าการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝ่ังพบว่า การใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้านการประมงและการท่องเท่ียว ท้าให้เกิดมูลค่าทาง
เศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์โดยตรงจ้านวน 586,474.83 ล้านบาท การใช้ประโยชน์ทรัพยากรโดย
ออ้ มจากป่าชายเลน ปะการัง และหญ้าทะเล ท้าให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจ้านวน 211,509.50 ล้าน
บาท และมูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์ทะเลท่ีใกล้จะสูญพันธ์ุ ได้แก่ เต่าทะเล
โลมาอริ วดี กระเบนราหู และฉลามวาฬ จา้ นวน 7,380.50 ลา้ นบาท
และจากตัวอย่างการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจสีน้าเงินดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า เศรษฐกิจสีน้าเงิน
ซงึ่ เป็นส่วนส้าคญั ในการเสริมสรา้ งความมน่ั คง ความมง่ั คงั่ และความย่งั ยนื ให้แก่ผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเลขึ้นอยู่กับการด้าเนินกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับทะเลและชายฝั่ง ท้ังกิจกรรมของภาครัฐและ
ภาคเอกชน อย่างไรก็ตามยังมีกิจกรรมทางทะเลและชายฝั่งอีกหลายกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดมูลค่าทาง
เศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีการประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินที่ชัดเจน เช่น การกักเก็บคาร์บอน (carbon
sequestra-tion) การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง (coastal erosion protection) การน้าของเสีย
กลับมาใช้ใหม่ (waste recycling) และการจัดเก็บของเสีย (waste storing) ตลอดจนกระบวนการ
ทางทะเลที่มีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมท้ังกิจกรรมใหม่ ๆ ท่ี

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 7

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกิจสนี ้าเงิน

กา้ ลงั เกิดขน้ึ ในปจั จุบันและในอนาคต เชน่ การใช้พลงั งานจากทะเล และการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ
(PEMSEA, 2015)

1.4 องค์ประกอบของเศรษฐกิจสีน้าเงนิ
Whisnant and Reyes (2015) กล่าวถึง กระบวนทัศน์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจสี
น้าเงินประกอบด้วยองค์ประกอบส้าคัญ 4 มิติ ที่จะท้าให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลและชายฝั่ง
ได้รบั การพิจารณาวา่ เป็นเศรษฐกจิ สนี า้ เงิน (ภาพที่ 3) ดงั น้ี
(1) การพัฒนาที่รักษาความสมบูรณ์ของบริการจากระบบนิเวศ โดยการคุ้มครอง ปกป้อง
ฟนื้ ฟูและรักษานิเวศบรกิ ารของทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังให้มีความอุดมสมบูรณ์
(2) การพัฒนาทางเศรษฐกิจอยา่ งเสมอภาค ทท่ี า้ ใหเ้ กิดความยงั่ ยืน การเข้าถึงการพัฒนาและ
การแบง่ ปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั อยา่ งเสมอภาค
(3) การพัฒนาแบบบูรณาการ เป็นการบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วนที่เก่ียวข้อง เช่น
ระหว่างอุตสาหกรรมต่าง ๆ กับหนว่ ยงานภาครัฐ
(4) การพัฒนานวตั กรรมบนฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยพัฒนานวตั กรรมจากความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ท่ดี ที สี่ ดุ ท่ีมอี ย่ใู นขณะนนั้

ภาพที่ 3 องคป์ ระกอบของเศรษฐกจิ สนี า้ เงิน
(ที่มา: Whisnant and Reyes, 2015)

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 8

ขอ้ มูลสนบั สนนุ เศรษฐกิจสีน้าเงนิ

Keen et al. (2018) สรุปว่าการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมในทะเลเขตแปซิฟิก จะมีความ
ย่ังยืนได้ต้องมีองค์ประกอบส้าคัญ 5 ส่วน ดังน้ี (1) การรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
(2) ความย่ังยืนของเศรษฐกิจ (ชุมชนกินดีอยู่ดี มีงานท้า) (3) ความย่ังยืนทางสังคมที่ครอบคลุมชุมชน
อย่างทั่วถึง (4) การบูรณาการการท้างานระหว่างองค์กรท่ีเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการ
สนับสนุนการจัดสรรและการวางแผนการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมท่ีหลากหลาย ลดการแก่งแย่ง
ผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม (5) การน้านวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ ซ่ึงจะท้าให้มีการพัฒนาการใช้
ประโยชน์ท่ีมีประสิทธิภาพ มีการสร้างและแบ่งปันความรู้รวมท้ังมีการติดตามตรวจสอบและการ
จัดการทด่ี ี

เศรษฐกิจสีน้าเงิน (Blue Economy) เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรทางทะเล
และชายฝั่งอย่างยั่งยืน การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงินจึงประกอบด้วยกิจกรรมท่ีมีความหลากหลาย
ตงั้ แตก่ ารใชป้ ระโยชน์จากทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้งการใช้ทรัพยากรที่มีชีวิต เช่น การประมง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และการใช้ทรัพยากรท่ีไม่มีชีวิต เช่น
การท้าเหมืองแร่ แหล่งเช้ือเพลิงและพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานจากคล่ืนทะเล พลังงานจากลม
และพลังงานจากน้าขึ้นน้าลง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลและชายฝั่งในด้าน
การค้า การคมนาคมขนส่งและพาณิชย์นาวี การท่องเท่ียวและนันทนาการ รวมถึงกิจกรรมทางอ้อม
เช่น การกกั เก็บคารบ์ อน การป้องกันการกดั เซาะชายฝั่ง และการกา้ จัดของเสยี ดงั ตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 สว่ นประกอบของเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

ประเภทกจิ กรรม ประเภทกจิ กรรมย่อย สาขา/อตุ สาหกรรมท่ีเกีย่ วข้อง
- การประมงพาณิชย์
การใช้ทรัพยากรมีชวี ติ การประมง - การประมงพืน้ บ้าน
- การเพาะเลีย้ งสตั ว์น้าชายฝง่ั
กจิ กรรมทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การประมง - การเพาะเลี้ยงสัตวน์ ้าในทะเล
- การคา้ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเล
เทคโนโลยีชวี ภาพทางทะเล - ผลติ ภณั ฑ์ยา และสารเคมี
การใช้ทรัพยากรไม่มีชวี ติ แร่ - การทา้ เหมืองแร่ในทะเล
- น้ามัน
พลงั งาน - กา๊ ซ
- พลังงาน (ลม คลื่นทะเล น้าขึน้
น้าจืด นา้ ลง)
การคมนาคมขนสง่ และ การคมนาคมขนสง่ และ การ - การผลิตนา้ จืดจากน้าทะเล
- การขนส่งทางทะเล

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 9

ข้อมลู สนบั สนุนเศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ

ประเภทกจิ กรรม ประเภทกิจกรรมย่อย สาขา/อุตสาหกรรมทเ่ี ก่ียวข้อง

การค้า พาณิชย์นาวี - การจดั ส่งสินคา้

- ท่าเรอื

- อุตสาหกรรมต่อเรอื และซ่อมเรือ

การท่องเท่ียวและนนั ทนาการ - การท่องเทย่ี วชายหาด

- กิจกรรมดา้ น้า

- กจิ กรรมการแลน่ เรือ

- สถานท่พี กั ตากอากาศ

- การทอ่ งเท่ียวเชิงนิเวศ

- การทอ่ งเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

กิจกรรมทางอ้อม การเฝ้าระวงั และการตดิ ตาม - การปกปอ้ งพ้นื ทีท่ างทะเล

- เทคโนโลยี การวิจัยและการ

พฒั นา

การกักเก็บคาร์บอน - blue carbon

การปอ้ งกนั ชายฝ่ัง - การป้องกันการกัดเซาะชายฝงั่

- การปกป้องแหลง่ ที่อย่อู าศัย

- การอนรุ กั ษฟ์ ืน้ ฟู

การกา้ จัดของเสีย - ขยะมูลฝอย

ท่ีมา: ดัดแปลงขอ้ มลู จาก Economist Intelligence Unit (2015)

1.5 กิจกรรมภายใต้แนวคดิ เศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ
กรอบแนวคิดเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ เป็นแนวคดิ ทีถ่ ูกตีความให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้
อย่างหลากหลาย ตามลักษณะพ้นื ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือตามสาขาการผลิต หรือตามศักยภาพในการ
พัฒนาของแต่ละประเทศ จากการทบทวนเอกสารวิชาการที่มีอยู่และรายชื่อของสาขาการผลิตและ
กิจกรรมทอี่ ยใู่ นแต่ละสาขา ประเด็นที่มักถูกตั้งค้าถามควบคู่ไปพร้อมกับในการศึกษาต่าง ๆ คือ อะไร
คือขอบเขตของกิจกรรมภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจจากมหาสมุทร สาขาการผลิต อะไรบ้างท่ีอยู่
ภายใต้เศรษฐกิจจากมหาสมุทร ซ่ึงแต่ละประเทศมีวิธีในการแบ่งกิจกรรมตามรายสาขาการผลิตท่ี
แตกต่างกัน บางประเทศแบ่งตามหน้าที่ของฐานทรัพยากร บางประเทศแบ่งตามหน้าท่ีหลักทาง
เศรษฐกิจ บางประเทศแบ่งตามสาขากิจกรรมหลักของประเทศ ในขณะเดียวกันส้าหรับเวทีระหว่าง
ประเทศไม่ได้มีข้อตกลงเก่ียวกับขอบเขตและสาขาภายใต้เศรษฐกิจจากมหาสมุทรว่าจะต้อง
ประกอบด้วยสาขาอะไรบ้าง แตป่ ระเทศส่วนใหญ่มักจะนยิ มจา้ แนกตามกิจกรรมหลักทางเศรษฐกจิ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 10

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกิจสีน้าเงิน

จากการศึกษาของ Kwang Seo Park (2014) พบว่าแต่ละประเทศมีการจ้าแนกสาขาการ
ผลิต (Sector) และหมวดหมู่ (Categories) ของกิจกรรมทางทะเลไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงท้าให้
ขอบเขตของเศรษฐกิจจากมหาสมุทรมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ โดยจ้านวนของ
การจัดกลุ่มตามรายสาขาการผลิต (Sector) จะมีจ้านวนตั้งแต่ 6 สาขา ไปถึง 33 สาขา ท้าให้เกิด
ความแตกต่างในการจ้าแนกสาขาและหมวดหมู่ในแต่ละประเทศในทางตรงกันข้าม บางอุตสาหกรรม
ในประเทศหน่ึงอาจถูกแบง่ ออกเป็นหลายอุตสาหกรรมในอีกประเทศหนึ่ง หรืออาจจะมีการแบ่งสาขา
เหมือนกันในบางกิจกรรมเมื่อเปรียบระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหน่ึงนอกจากน้ัน บาง
อุตสาหกรรมอาจถูกแยกออกจากเศรษฐกิจทางทะเลในประเทศหน่ึง แต่อาจไม่ได้ถูกแยกออกในอีก
ประเทศหนึง่ ก็ได้

ดังน้ัน การจ้าแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสีน้าเงิน ท่ีอ้างอิงจาก
การจา้ แนกกจิ กรรมเศรษฐกิจจากทะเลมาเป็นพื้นฐานในการจ้าแนกรายสาขากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่
เก่ียวข้องจะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางด้านต่าง ๆ ของแต่ละประเทศเป็นหลัก เช่น ฐานทรัพยากร
ทางทะเลและชายฝั่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักของประเทศนั้น ๆ รวมไปถึงโครงสร้างพ้ืนฐานที่เอื้อ
ตอ่ การพฒั นาตามกรอบแนวคิดเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ

1.6 ประโยชน์ของเศรษฐกจิ สีน้าเงนิ
1.6.1 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวขอ้ งกับทะเลและมหาสมทุ ร
สามารถแบ่งตามลกั ษณะการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรทางทะเลได้ดังน้ี
1) อุตสาหกรรมทใ่ี ชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรทางทะเลและมหาสมุทรโดยตรง แบ่งเป็น
1.1) อุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมีชีวิต เช่น การท้าประมง และการเพาะเล้ียง
ชายฝั่ง
1.2) อุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่มีชีวิต เช่น การขุดเจาะน้ามันและก๊าซ
ธรรมชาติ พลงั งานทดแทน การผลิตน้าจืดจากน้าทะเล การท้าเหมืองแร่ในทะเล การผลิตเกลือสมุทร
การท่องเท่ียวกีฬา และนันทนาการทางทะเลและชายฝ่ัง กิจการพาณิชย์นาวี งานบริการโลจิสติกส์
ทางทะเล และการพัฒนาเมืองและท่อี ยู่อาศัยตามชายฝงั่
2) อุตสาหกรรมท่ีเกี่ยวเน่ืองกับทะเลและมหาสมุทร เช่น อุตสาหกรรมเปรรูปผลิตภัณฑ์
ประมง การวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล (เช่น อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และเวชส้าอาง) งาน
บริการทา่ เรือและสาธารณูปโภคการเดินเรือ อุตสาหกรรมการส่ือสารทางทะเล กิจการการประกันภัย
ทางทะเล และการศึกษาและวิจัยทางทะเล
1.6.2 ผลประโยชน์ของเศรษฐกิจมหาสมทุ รและทะเลของโลกและแนวโนม้ ในอนาคต
รายงานการศึกษา เร่ือง The Ocean Economy in 2030 ขององค์กรเพื่อความร่วมมือและ
การพฒั นาทางเศรษฐกิจ (The Organisation for Economic Co-operation and Development:
OECD) ได้ประเมินผลประโยชน์ของเศรษฐกิจมหาสมุทรเบ้ืองตัน โดยอิงตามฐานข้อมูลเศรษฐกิจ
มหาสมุทรของ OECD ไว้ว่า (ตารางท่ี 2) ในปี พ.ศ. 2553 เศรษฐกิจมหาสมุทรจะมีมูลค่า 1.5 ล้าน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 11

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สีน้าเงนิ

ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอุตสาหกรรมน้ามัน และก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าคิดเป็น 1 ใน 3 (34%)
รองลงมา คือ อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวทางทะเลและชายฝ่ัง (26%) ท่าเรือ (13%) และ
อตุ สาหกรรมวัสดุอปุ กรณ์ทางทะเล (11%) ตามลา้ ดับ โดยทา้ ให้เกิดการจา้ งงานแบบเต็มเวลามากกว่า
31 ลา้ นตา้ แหน่งงาน 1 ใน 3 อยู่ในอตุ สาหกรรมประมง และ 1 ใน 4 อยใู่ นอุตสาหกรรมการทอ่ งเทย่ี ว

การประมาณการบนพื้นฐานของสถานการณ์ปกติของอุตสาหกรรมทางทะเล ท่ีไม่มีการ
เปล่ยี นแปลงนโยบายท่ีส้าคัญ ไมม่ ีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมแบบฉับพลัน รวมทั้งไม่มี
สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอ่ืน ๆ OECD คาดว่าในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) มูลค่าของเศรษฐกิจ
มหาสมุทรจะเพ่ิมข้ึนจากปี พ.ศ. 2553 มากกว่าสองเท่า โดยการจ้าลองสถานการณ์ที่มีการใช้
ทรัพยากรอย่างไม่ย่ังยืน กล่าวคือ เศรษฐกิจมีการขยายตัวต้่า ส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติอยู่ในสภาพ
เส่อื มโทรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการพัฒนาเทคโนโลยี
และนวัตกรรมอยู่ในระดับต่้า เศรษฐกิจมหาสมุทรจะมีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่
หากมีการใช้ทรพั ยากรอย่างย่ังยืน คือ เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูง การเส่ือมโทรมของสิ่งแวดล้อมทาง
ธรรมชาตอิ ย่ใู นระดับต่้าอันเนือ่ งมาจากการใชท้ รัพยากรอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ สภาพภูมิอากาศดี มีการ
ใช้เทคโนโลยีท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับรัฐบาลมีกรอบการด้าเนินงานท่ีสนับสนุนการ
พัฒนาเศรษฐกจิ มหาสมุทร มลู ค่าของเศรษฐกิจมหาสมุทรจะอยทู่ ป่ี ระมาณ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
โดยคาดว่าการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง และอุตสาหกรรมการล่องเรือจะมีส่วนแบ่งมากท่ีสุด
(26%) รองลงมา คือ การส้ารวจและผลติ ปิโตรเลยี มในทะเลนอกชายฝั่ง (21%) กิจการท่าเรือ (16% )
และอตุ สาหกรรมวสั ดอุ ุปกรณ์ทางทะเล (10%)

ในด้านการจ้างแรงงาน OECD คาดว่าเศรษฐกิจมหาสมุทรจะก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า
40 ล้านตา้ แหน่งงาน ซง่ึ มากกว่า 1% ของการจ้างงานทั่วโลก โดยการขยายตัวของการจ้างงานที่มาก
ท่ีสุดคาดว่าจะเกิดข้ึนในอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝ่ัง กิจการท่าเรือ และอุตสาหกรรมท่ี
เกย่ี วเน่ืองกับการท้าประมง

รายงานดังกล่าวช้ีว่า การที่เศรษฐกิจมหาสมุทรขยายตัวได้อย่างรวดเร็วน้ัน มีสาเหตุหลักมา
จากการขยายตัวของจ้านวนประชากรที่เพ่ิมขึ้นอย่างก้าวกระโดดซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการ
บริโภคสูงขึ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้า ระดับรายได้ท่ีสูงขึ้น สภาพภูมิอากาศและส่ิงแวดล้อม
และการพัฒนาเทคโนโลยี ท้ังน้ี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีบทบาทส้าคัญทั้ง
ในการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกับทะเลและมหาสมุทร ตลอดจนการแก้ไขปัญหาด้าน
สิ่งแวดล้อมที่เก่ียวเน่ืองกับมหาสมุทร เช่น นวัตกรรมด้านวัสดุ วิศวกรรมและเทคโนโลยีใต้ทะเล
เทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลจ้านวนมาก (big data)
เทคโนโลยชี วี ภาพและนาโนเทคโนโลยี เปน็ ต้น

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 12

ขอ้ มูลสนับสนนุ เศรษฐกิจสนี า้ เงนิ

ตารางที่ 2 ประมาณอัตราการขยายตัวของมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวกับ

เศรษฐกิจสีนา้ เงิน ระหวา่ งปี พ.ศ. 2553-2573

Industry Compound annual Total change in GVA Total change in
growth rate for GVA between 2010 and employment
between 2010 and between 2010
2030
2030 and 2030

Industrial marine aquaculture 5.69% 303% 152%

Industrial capture fisheries 4.10% 223% 94%

Fish processing 6.26% 337% 206%

Maritime and coastal tourism 3.51% 199% 122%

Offshore oil and gas 1.17% 126% 126%

Offshore wind 24.52% 8,037% 1,257%

Port activities 4.58% 245% 245%

Shipbuilding and repair 2.93% 178% 124%

Maritime equipment 2.93% 178% 124%

Shipping 1.80% 143% 130%

Average of the total ocean-based 3.45% 197% 130%
industries 3.64% 204% 120%I

Global economy between 2010 and
2030

I. Based on projections of the global workforce, extrapolated with the UN medium

fertility rate.

Source: Authors' calculations based on OECD STAN, UNIDO INDSTAT, UNSD; Lloyd's

Register (2014; 2013);World Bank (2013); EA (2014); FAO (2015).

ทีม่ า: OECD 2016, p. 32

ข้อจ้ากัดท่ีส้าคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจมหาสมุทร คือ การเส่ือมสภาพของมหาสมุทรและ
ทะเล การปลดปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนได-ออกไซดจ์ ากกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ส่งผลให้มหาสมุทรดูดซับ
คาร์บอนไวเ้ ป็นจ้านวนมากจนทา้ ใหเ้ กิดภาวะน้าในทะเลและมหาสมทุ รเป็นกรดซ่ึงท้าให้ปะการังที่เป็น
แหล่งอาหารและท่ีอยู่อาศยั ของสตั วน์ ้าหลายชนิดเกดิ สภาวะฟอกขาวและตายในท่ีสุด อุณหภูมิของน้า
ทะเลและระดับน้าทะเลทีเ่ พ่มิ ข้ึน และการเปลย่ี นทางเดนิ ของกระแสน้าในมหาสมุทรจะส่งผลต่อความ
หลากหลายทางชวี ภาพ และถ่ินทอี่ ย่อู าศัยของส่งิ มชี ีวิตทางทะเลเกิดการเปล่ียนแปลงรูปแบบการย้าย
ถ่ิน และจ้านวนของมวลสัตว์น้า (fish stock) นอกจากนี้ การท้าประมงเกินขนาด (over fishing) จน
เกินกว่าธรรมชาติจะสร้างขึ้นทดแทนได้ทัน จะท้าให้สัตว์น้าเติบโตไม่ทันความต้องการและหมดลงใน
ท่ีสุด มลภาวะในมหาสมุทรและทะเลจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นโดยเป็นผลมาจากมลภาวะที่เกิดบน
แผ่นดินไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีจากการท้าเกษตรกรรม และสารก่อ
มลพิษจากอนุภาคขนาดเล็ก เชน่ พลาสตกิ ท่ีไหลผา่ นทางแม่นา้ ลงสทู่ ะเลและมหาสมุทร

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 13

ข้อมูลสนบั สนนุ เศรษฐกจิ สีน้าเงิน

1.7 ความท้าทายของเศรษฐกิจสนี ้าเงิน
ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยมีการจัดท้าบัญชีรายได้ประชาชาติ (national income
account) เพื่อประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และวิเคราะห์ประสิทธิผล
(effectiveness) ของนโยบายและแผนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเน่ือง อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดทาง
เศรษฐกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product: GDP) อาจท้าให้เกิด
ความเข้าใจทิศทางการพัฒนาประเทศท่ีคลาดเคล่ือนได้ เนื่องจากความม่ังคั่งและความม่ันคงของ
ประเทศไม่ได้รับการประเมินไว้ในบัญชีรายได้ประชาชาติอย่างครบถ้วน โดยปกติบัญชีรายได้
ประชาชาติวัดจากต้นทุนผลผลิต (produced capital) ไม่ใช่จากต้นทุนทางธรรมชาติ (natural
capital) เชน่ ปา่ ไม้ (ป่าบก) ปา่ ชายเลน ปะการงั หญา้ ทะเล พน้ื ทีช่ มุ่ น้า นา้ และแรธ่ าตุ ต้นทุนมนุษย์
(human capital) เช่น การศึกษา ทักษะ และสุขภาพของประชาชน และต้นทุนทางสังคม (social
capital) เช่น นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์
มวลรวมประชาชาติยังไม่ได้ช้ีให้เห็นถึงว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นการเติบโตอย่างย่ังยื น
(sustainable growth) หรือเป็นการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (inclusive growth) หรือไม่ (Ebarvia
and Habito, 2014) ดังน้ัน หากเราต้องการให้การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงินสามารถช่วยส่งเสริมและ
สนับสนุนให้เกิดความม่ันคงแห่งผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รัฐบาลควรผลักดันนโยบายให้มีการ
ประเมนิ และก้าหนดตัวชี้วัดด้านต้นทุนทางธรรมชาติ ในภาคส่วนต่าง ๆ ท่ีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและ
การดา้ เนนิ วิถีชวี ติ ของประชาชนเกยี่ วข้องตน้ ทนุ ทางธรรมชาติ และการท้านุบ้ารุงต้นทุนทางธรรมชาติ
ส้าหรับการใช้ประโยชน์ในอนาคตให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง (Park and Kildow, 2014)
ส้าหรับประเทศไทย ซ่ึงถือว่าเร่ืองเศรษฐกิจสีน้าเงินเป็นเรื่องใหม่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยัง
ขาดองคค์ วามรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ จึงมีข้อควรพิจารณาด้าเนินการท่ามกลางความท้าทาย
ตา่ ง ๆ หลายประการ ได้แก่
(1) การจัดท้ารายงานสถานภาพทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ (National State of the
Ocean and Coast Report for Thailand) ซึ่งครอบคลุมเร่ืองทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม
เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงท่ีเกี่ยวข้องกับทะเลและชายฝ่ังทะเลของประเทศไทย เพื่อเป็น
แหล่งข้อมลู อ้างองิ ที่ครอบคลุม มมี าตรฐาน และถกู ต้องมากท่ีสดุ ของประเทศ
(2) การก้าหนดขอบเขตและการตัดสินใจให้ชัดเจนว่าภาคส่วนใด (sector) และกิจกรรมใด
(activity) ควรไดร้ ับการประเมินเบือ้ งตน้ ว่าเป็นภาคสว่ นและกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับเศรษฐกิจสีน้าเงิน
เพื่อบรรจุไวใ้ นรายงานสถานภาพทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ
(3) การก้าหนดขอบเขตพื้นที่ทางทะเลและชายฝ่ังของประเทศให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้มีการ
วางแผนเชิงพ้ืนท่ีท้ังเขตทางทะเลและชายฝ่ังและจัดท้าแผนท่ีการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม
และความมน่ั คงการอนุรักษ์ การฟ้นื ฟู และการปกปอ้ งคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน
มาตราส่วนต่าง ๆ ตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมและชัดเจน แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม
สถานการณแ์ ละความจา้ เป็น และ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 14

ขอ้ มลู สนบั สนุนเศรษฐกิจสนี ้าเงิน

4) การจัดท้าบัญชีต้นทุนของประเทศ (national income account) ให้ครอบคลุมต้นทุน
ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนมนุษย์และต้นทุนทางสังคมท่ีเก่ียวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
สิง่ แวดลอ้ มเศรษฐกิจ สงั คม และความม่ันคงทางทะเลและชายฝัง่

1.8 แนวทางการพัฒนานโยบายตามแนวคดิ เศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ
แม้ว่าจะยังไม่มีการก้าหนดแนวทางในการขับเคล่ือนนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินออกมาอย่าง
เป็นทางการ แต่ก็มีการศึกษาของแผนงานด้านส่ิงแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้สะท้อน
ตัวอย่างแนวทางท่ีเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดคู่มือการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย "Africa's Blue
Economy: A Policy Handbook" โดยช้ีให้เห็นแนวทางการพัฒนานโยบายตามแนวคิดเศรษฐกิจสี
นา้ เงิน โดยนา้ เสนอในรปู แบบกระบวนการก้าหนดนโยบายสาธารณะ (Public Policy Process) โดย
แบ่งออกเปน็ 7 ข้นั ตอนดงั ภาพท่ี 4

ภาพที่ 4 กระบวนการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจสนี ้าเงิน
ทมี่ า: ปรับปรงุ จาก United Nations Economic Commission for Africa (2016)

ข้นั ตอนที่ 1: กา้ หนดวาระ สร้างความตระหนกั และความเป็นเจ้าของในการขับเคล่ือนเชิง
นโยบาย

การพัฒนาเศรษฐกิจสนี า้ เงิน ตอ้ งเริม่ จากการสร้างความเข้าใจส้าหรับความจ้าเป็นเร่งด่วนใน
การพัฒนา ซ่ึงอาจใช้เคร่ืองมือในรูปแบบสมุดปกขาว (White Paper) น้าเสนอประเด็น สภาพปัญหา
และสร้างความเข้าใจร่วมกัน พิจารณาถึงสถานภาพทรัพยากรในประเทศ ท้ังทรัพยากรมนุษย์และ
ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝ่ัง โดยท้าการประเมินและจัดท้าข้อมูลในรูปแบบข้อมูลฐาน
(Baseline information) ต้องมีการจัดการประชุมในระดับนโยบายและการประชุมเพื่อสร้างความ
ตระหนัก และความรู้ความเข้าใจรว่ มกนั ต่อประเด็นเศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 15

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกิจสนี า้ เงิน

ขน้ั ตอนที่ 2: การประสานงานเพ่ือจัดทา้ นโยบายเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ
หน่วยงานหลักท่ีท้าหน้าที่ประสานงานเพ่ือให้เกิดการพัฒนาตามนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงิน
จะต้องมีอ้านาจหน้าท่ีและทรัพยากรเพียงพอในการขับเคล่ือน และจะต้องมีความเป็นอิสระในการ
ดา้ เนินงานตามพนั ธกจิ เพื่อออกแบบกระบวนการและตดั สินใจในการพัฒนานโยบายให้เดินหน้าต่อไป
นอกจากนั้นเพื่อให้กลไกดังกล่าวมีความเข้มแข็งมากขึ้น อาจมีการจัดต้ังข้ึนโดยมีกฎหมายรองรับ
ส้าหรับหน้าท่ีของหน่วยงานหลักในการประสานงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้าเงิน หรืออาจ
จ้าเป็นต้องมีการต้ังคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินระหว่างกระทรวง หรือคณะกรรมการ
ระหว่างรายสาขา
ข้ันตอนที่ 3: การสร้างความรู้เป็นเจ้าของผ่านกระบวนการจัดท้านโยบายเศรษฐกิจสีน้า
เงนิ
นโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินจะมีประสิทธิภาพได้ ต้องมีความเป็นเจ้าของท้ังส่วนของการ
ก้าหนดประเด็นและกระบวนการจัดท้านโยบาย ได้แก่ การสร้างฉันทมติโดยกระบวนการเข้ามีส่วน
ร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีครอบคลุม และอย่างมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการก้าหนด
นโยบาย
ขนั้ ตอนท่ี 4: การกา้ หนดสาขาและการล้าดบั ความสา้ คัญ
การด้าเนินงานตามกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสีน้าเงินเป็นกลไกที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาใน
รายสาขากจิ กรรมทางเศรษฐกิจท่ีเกี่ยวข้อง ซ่ึงแต่ละรายสาขาก็มีลักษณะเฉพาะและกรอบกฎหมายท่ี
เก่ยี วข้องของตนเอง ดงั นนั้ การกา้ หนดกรอบนโยบายเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ จะต้องสะท้อนให้เห็นรายสาขา
ท่ีเกี่ยวข้องทงั้ หมดความเช่อื มโยงระหว่างสาขา ระบุรายสาขาทม่ี ีความส้าคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสี
น้าเงินของประเทศนอกจากน้ันต้องมีกระบวนการปรึกษาหารือกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือให้แน่ใจ
วา่ การจดั ล้าดับความส้าคญั ของสาขาต่าง ๆ ถูกต้องเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 5: การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจสนี ้าเงิน
ส่ิงจ้าเป็นในการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงิน คือกรอบการด้าเนินงานและกฎหมายท่ี
เกี่ยวข้อง การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินจะต้องใช้กฎหมายท่ีมีอยู่เพ่ือสร้างกฎหมายใหม่
หรือปฏิรูปกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง โดยใช้กระบวนการปรึกษาหารือ นอกจากน้ันยังจ้าเป็นต้องสร้าง
สถานการณ์ (Scenario) ของผลสมั ฤทธิข์ องความตอ้ งการในการพฒั นานโยบาย และความก้าวหน้าใน
การด้าเนินงานตามยุทธศาสตร์และนโยบาย โดยกรอบนโยบายจะต้องมีการก้าหนดช่วงเวลาในการ
ก้ากับความก้าวหน้าในการด้าเนินการและห้วงเวลาของการท้างานท้ังหมด ก้าหนดเป้าหมายที่วัดได้
การวัดผลการด้าเนนิ งานตามเป้าหมาย
ขน้ั ตอนท่ี 6: การนา้ นโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงนิ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
ในการน้านโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินไปสู่การปฏิบัติ เอกสารนโยบายต้องมีความชัดเจนใน
เร่ืองบทบาทและหน้าทีข่ องหนว่ ยงานปฏบิ ัติ บทบาทหนา้ ทขี่ องแตล่ ะฝ่ายจะต้องสอดคล้องกับพันธกิจ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 16

ขอ้ มูลสนับสนุนเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ

และความสามารถขององค์กรท่ีระบุไว้ในนโยบาย เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถด้าเนินงานตาม ที่
ได้รับมอบหมายไม่เกิดความซ้าซ้อนในบทบาทและหนา้ ท่ี

ข้นั ตอนท่ี 7: การตดิ ตามและประเมินผลนโยบาย
การติดตามและประเมินผลนโยบาย จะเร่ิมจากพัฒนากรอบในการติดตามตรวจสอบและ
ประเมินผล โดยการก้าหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง รวมถึงวิธีการใน
การประเมนิ ตวั ชี้วัดการด้าเนินการ กรอบระยะเวลาในการประเมินตามแผน และรายงานการติดตาม
ตรวจสอบ การติดตามตรวจสอบนโยบายจะต้องมีการทบทวนความก้าวหน้าในการด้าเนินงานเป็น
ระยะ และจะตอ้ งถูกเปิดเผยใหส้ าธารณะเข้าถงึ เน่ืองจากนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินเป็นนโยบายท่ีมีผู้
มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียในกระบวนการเป็นจ้านวนมาก
PEMSEA (2015) ยังช้ีให้เห็นว่าการเปล่ียนผ่านจากระบบเศรษฐกิจมหาสมุทร (Occan
economy) สู่ระบบเศรษฐกิจสีน้าเงิน (Blue economy) มีความซับซ้อนและต้องอาศัยระยะ
เวลานานในการจัดการ จ้าเป็นต้องมีกระบวนการในการขับเคล่ือนเชิงนโยบายที่เหมาะสม ประเด็น
สา้ คัญท่คี วรพิจารณาประกอบด้วย
(1) ควรมีการระดมความคดิ เหน็ รว่ มกนั ระหวา่ งภาครฐั และเอกชน
เรื่องท่ีจะเก่ียวข้องมากเก่ียวกับการลงทุนในพ้ืนที่ทะเลและชายฝั่งที่สร้างผลตอบแทนท่ีดี แต่
ระบบนิเวศต้องได้รับประโยชน์ เป็นการสร้างทางเลือกท่ีหลากหลายในการด้าเนินกิจกรรมจากรูป
แบบเดิมที่อาจท้าลายระบบนิเวศ ไปสู่รูปแบบการประสานงานภายใต้กรอบที่ครอบคลุมการจัดการ
บนพน้ื ฐานของระบบนเิ วศ
(2) นโยบายและแผนต้องมคี วามชดั เจนในการดาเนนิ งาน
จากการศึกษาของสหภาพยุโรปพบว่า แม้แผนและนโยบายท่ีออกมามีลักษณะที่ดี แต่ก็เกิด
ปญั หาในการน้าไปสู่การปฏิบัติ เพราะขาดความรู้ความเช่ียวชาญทางด้านเทคนิคเก่ียวกับระบบนิเวศ
ทางทะเลและชายฝ่ัง ส่งผลให้ภาคธุรกิจไม่ได้รับความชัดเจนเท่าท่ีควรเกี่ยวกับตัวช้ีวัดท่ีเป็นเร่ืองทาง
เทคนิค ทีต่ อ้ งอาศัยความรูด้ ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(3) ควรมกี ารปฏริ ูปหน่วยงานหรือองคก์ รท่รี บั ผดิ ชอบดูแลเรือ่ งเกย่ี วกบั ทะเลและชายฝั่ง
การบริหารเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะท่ีผ่านมา พบว่าหน่วยงานมุ่งเน้นแต่การประสานระหว่าง
หน่วยงานท่ีเก่ยี วข้องโดยแยกงานกันทา้ แต่ส้าหรับเศรษฐกิจสีน้าเงินท่ีให้ความส้าคัญกับระบบนิเวศมี
ความจา้ เปน็ ทีท่ ุกหนว่ ยงานตอ้ งบูรณาการการทา้ งานรว่ มกนั และปรึกษาหารือกนั มากยงิ่ ขน้ึ
(4) ควรมีขอ้ มลู ทางเศรษฐกจิ และองคค์ วามรู้ทางวทิ ยาศาสตรท์ ด่ี ี
องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะท้าให้สามารถก้าหนดตัวช้ีวัดที่มีความชัดเจนมากย่ิงข้ึน
เนื่องจากจ้าเป็นต้องมีการคิดค้านวณการสูญเสียของระบบนิเวศออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ท้า
ให้องค์ความรู้ทั้งสองด้านสามารถน้ามาผนวกรวมกันให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานส้าหรับ
การด้าเนินงานทางด้านนโยบายต่อไป

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 17

ขอ้ มลู สนบั สนุนเศรษฐกิจสีน้าเงิน

(5) ควรมีนวตั กรรมทางการเงนิ ในการลงทุน
การสูญเสียทางการเงินไปกับการดูแลระบบนิเวศ และการส่งผลตอบแทนที่ล่าช้า จึงจ้าเป็น
ในการคิดค้นระบบวิธีการหรือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ซ่ึงต้องอาศัยความร่วมมือท่ีมากข้ึน
ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะส่งผลให้มีอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่ใส่ใจในระบบนิเวศทางทะเล
มากยิง่ ขนึ้
1.9 ประเด็นอ่นื ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดา้ เนนิ นโยบายเศรษฐกจิ สีนา้ เงิน
1.9.1 การประเมนิ เศรษฐกิจสีน้าเงนิ (Blue Economy Assess-ment)
สา้ หรับภาครัฐและภาคเอกชนความเช่ือมโยงระหว่างเศรษฐกิจสีน้าเงิน การเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง ต้องมีการท้าให้เกิดความชัดเจนโดยควรมี
การประเมินผลเศรษฐกิจสีน้าเงิน ซึ่ง Maria Corazon M. (2016) ได้ช้ีให้ประเด็นที่ต้องน้ามา
พิจารณาในการประเมินประกอบไปด้วย
1) การกาหนดขอบเขตการประเมิน ของการกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในกรอบแนวคิด
เศรษฐกิจสนี ้าเงิน จะต้องเปน็ กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่พ่ึงพิงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่าน้ีจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้ังอยู่ในทะเล
หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทะเลก็ได้ โดยกิจกรรมในทะเลจะประกอบไปด้วยกิจกรรมที่เกิดข้ึนใน
ทะเลทั้งหมด เช่น ประมง เพาะเล้ียงสัตว์น้า การขุดเจาะน้ามันและก๊าซ การท้าเหมืองแร่ในทะเล
พลังงานจากทะเล การท้าน้าทะเลให้เป็นน้าจืด การขนส่งทางเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล และการ
ก่อสรา้ งในทะเล เปน็ ต้น ในขณะท่ีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในทะเลจะหมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้
สินค้าและผลิตภัณฑ์จากทะเลเป็นปัจจัยในการผลิต เช่น การแปรรูปอาหารทะเล เทคโนโลยีชีวภาพ
ทางทะเล อุตสาหกรรมเคมี การท้าเกลือ เป็นต้น รวมไปถึงการผลิตสินค้าและบริการจากทะเลและ
กิจกรรมบนฐานทรพั ยากรทางทะเล เช่น การซ่อมบ้ารุงและการต่อเรือ ท่าเรือ ท่ีพักนักท่องเที่ยว การ
ส่ือสาร การประกันทางทะเลและกฎหมาย และบริการทางด้านเทคนิคทางด้านพาณิชย์นาวี เป็นต้น
นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการศึกษาและวิจัยทางด้านทะเล ตลอดจนกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐที่
รับผิดชอบโดยตรงต่อในเร่ืองทะเลและชายฝั่ง เช่น ความมั่นคงของชาติ ยามชายฝ่ัง การคุ้มครอง
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั เปน็ ตน้
2) การประเมนิ มลู ค่าทรัพยากร ทุนทางธรรมชาติและระบบนิเวศทะเลและมหาสมุทรท้าให้
เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซ่ึงโดยปกติยังไม่มีแปลออกมาในรูปเชิงตัวเลขหรือจ้านวน เช่น แหล่งท่ีอยู่
อาศัยของปลาและสัตว์น้าในทะเล การกักเก็บคาร์บอน การป้องกันการกัดเซาะชายฝ่ัง การรีไซเคิล
ของเสีย และกระบวนการทางทะเลซึ่งมีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังน้ัน การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์มีความจ้าเป็นอย่างยิ่งในการด้าเนินการประเมินมูลค่า
ภายใต้กรอบแนวคิด
3) การผนวกกิจกรรมท่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมในเชิงนวัตกรรมเข้าสู่บัญชี
เศรษฐกิจ-ส่ิงแวดล้อมจากมหาสมุทร กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกพัฒนาข้ึน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 18

ขอ้ มลู สนบั สนนุ เศรษฐกิจสนี ้าเงนิ

ในชว่ งทผ่ี า่ นมา เชน่ การทา้ น้าจดื จากนา้ ทะเล เทคโนโลยีชีวภาพจากทะเล พลังงานจากทะเล การท้า
เหมอื งแร่ กจิ กรรมเหลา่ นีเ้ ป็นกจิ กรรมท่ีมีความเป็นนวัตกรรมซ่ึงมีเป้าหมายเพ่ือคุ้มครองอุดมสมบูรณ์
ของทะเลและมหาสมุทร กิจกรรมเหล่านี้จะต้องถูกวัดและผนวกไว้ในบัญชีเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมจาก
มหาสมุทร นอกจากนั้น การเกิดขึ้นนวัตกรรมใหม่จะท้าให้เกิดตลาดใหม่และโอกาสส้าหรับการลงทุน
ในธรุ กิจท่ีเกย่ี วข้องตอ่ ไป

อยา่ งไรกต็ าม ในการประเมินมูลคา่ จากเศรษฐกจิ สีน้าเงิน โจทยท์ ี่ผทู้ ้าการประเมินจ้าเป็นต้อง
ตอบแก่ผมู้ หี น้าที่ก้าหนดนโยบาย คือ จะมีวิธีการอย่างไรท่ีจะท้าให้มูลค่าเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจสีน้า
เงินสะท้อนให้เห็นในบัญชีรายได้ประชาชาติ และมูลค่าส่วนเพิ่มมวลรวม (Gross Value Added:
GVA) จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มาจากเศรษฐกิจสีน้าเงินมีจ้านวนเท่าไหร่ ดังน้ันในการประเมิน
เศรษฐกิจสีน้าเงินนอกเหนือจากต้องมีความชัดเจนในเรื่องนิยาม ขอบเขตขององค์ประกอบของ
เศรษฐกิจสีน้าเงินแล้ว สิ่งท่ีส้าคัญอีกประการหนึ่ง คือ เคร่ืองมือและตัวช้ีวัดท่ีจะน้ามาใช้ในการ
ประเมิน จากการทบทวนงานวิจัยและการศึกษาต่าง ๆ พบว่ามีการน้าระบบบัญชีเศรษฐกิจและ
สิ่งแวดล้อม (System of Economic and Environmental Account: SEEA) มาใช้เพื่อเป็นกรอบ
ส้าหรับการบูรณาการด้านส่ิงแวดล้อมและระบบนิเวศเข้าไปบัญชีรายได้ประชาชาติ (National
Income Account) แต่ส้าหรับประเทศในภูมิภาคทะเลเอเชียตะวันออก (EAS) กลับพบว่ายังไม่ได้มี
การน้าระบบดงั กล่าวมาใชอ้ ย่างกวา้ งขวาง

ท้ังนี้ สา้ หรับกรอบตามระบบบัญชีเศรษฐกิจและส่ิงแวดล้อม (SEEA) จากการศึกษาของ The
Economics of Ecosystems and Biodiversity (TEEB) และโครงการ Wealth Accounting and
Valuation of Ecosystem Services (WAVES) ช้ีให้เห็นว่าเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยตอบสนองความ
ตอ้ งการผูท้ ้าหนา้ ทีใ่ นการก้าหนดนโยบาย คอื การจดั ทา้ ตัวช้วี ดั และข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา รวมไปถึง
เป็นเคร่ืองมือส้าหรับช่วยในการวิเคราะห์นโยบายและแผนในเชิงยุทธศาสตร์เพ่ือก้าหนดทิศทางการ
พัฒนาให้มีความยั่งยืนมากย่ิงข้ึน ดังนั้น การลงทุนในการจัดท้าแผนที่ การส้ารวจข้อมูล การจัดท้า
ขอ้ มลู เชิงสถติ ิ และการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จึงเป็นกิจกรรมที่มีความส้าคัญอย่างย่ิงในการ
จัดท้าข้อมูลตามระบบบัญชีเศรษฐกิจและส่ิงแวดล้อม โดยสามารถน้าดัชนีต่าง ๆ มาช่วยเป็นเกณฑ์
วดั ผลการพฒั นาตามกรอบเศรษฐกิจสีน้าเงิน

1.9.2. ดัชนวี ัดผลการด้าเนินงานเศรษฐกิจสนี า้ เงิน
เพื่อเป็นการวัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจท่ีแท้จริงจากยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีน้าเงิน
โดยทั่วไป ความต้องการผลลัพธ์ของการพัฒนาจะถูกแสดงออกในรูปแบบข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น
ความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน มีการรักษาหรือยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อม
องคป์ ระกอบเหลา่ นถี้ ูกท้าให้เป็นขอ้ มูลเชงิ คุณภาพมากกว่าเฉพาะในเชิงปริมาณ ดังนั้นจ้าเป็นอย่างย่ิง
ท่ีต้องพิจารณาถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่จะน้ามาใช้วัดผลการด้าเนินงานในเชิงปริมาณ เช่น
เคร่อื งมือทางดา้ นเศรษฐมิตทิ มี่ อี ยู่ ซงึ่ แตล่ ะประเทศน่าจะน้าองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 19

ขอ้ มูลสนับสนุนเศรษฐกิจสีน้าเงิน

บริบทของตนเองมาปรับใช้ ตัวอย่างของดัชนีท่ีอาจน้ามาใช้วัดความก้าวหน้าในการพัฒนาตามกรอบ
แนวคดิ เศรษฐกิจสนี ้าเงิน เช่น

 ดัชนีสวัสดิการทางเศรษฐกิจท่ีย่ังยืน (Index of Sustainable Economic
Welfare) และดัชนีความก้าวหน้าท่ีแท้จริง (Genuine Progress Indicator:
GPI) เป็นการวัดผลซ่ึงใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นข้อมูล
พ้ืนฐาน ซ่งึ ได้รวมตวั ชี้วดั ที่เป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย เช่น การใช้ทรัพยากร
ความยั่งยนื ของระบบนเิ วศในระยะยาว ในขณะท่ีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
เปน็ การวัดรายได้ในปัจจุบัน แต่ดัชนีความก้าวหน้าท่ีแท้จริง (GPI) ถูกออกแบบเพื่อ
วดั ความยง่ั ยนื ของรายได้ในระยะยาว

 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Green GDP) เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบเพ่ือ
แสดงให้เห็นการเพิ่มข้ึน การลดลง และการเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใน
ผลผลติ มวลรวมภายในประเทศในบญั ชีรายไดป้ ระชาชาติ

 ดัชนีการออมทแ่ี ท้จรงิ (Genuine Savings: GS) เป็นดัชนีท่ีแสดงระดับการออมท่ี
แท้จริงของการออมภายในประเทศหลังจากการเส่ือมค่าลงของต้นทุนในการผลิต
การลงทุนในทนุ มนษุ ย์ (เช่น การวัดจากค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา) การลดลงของ
แรธ่ าตุ พลงั งาน ป่าไม้และความเสียหายจากมลพิษทางอากาศท้ังในระดับพ้ืนท่ีและ
ในระดับโลกก็ต้องน้ามานับรวมด้วย นอกจากนั้นยังรวมมูลค่าจากความเสียหายใน
ระดับโลกที่เกิดข้ึนจากการปลดปล่อยคาร์บอน การวัดการออมที่แท้จริงยังสามารถ
วัดจากส่ิงก่อสร้าง ทรัพยากรธรรมชาติ ทุนที่ไม่สามารถจับต้องได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มี
ความจ้าเปน็ ตอ่ ความคงอยูห่ รืออย่รู อดของสังคมมนุษย์

 ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness:GNH) เป็นดัชนีที่
ชี้ให้เห็นความพอเพียง ในแง่ของความส้าเร็จในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย
ต่าง ๆ เช่น ความเป็นอยู่ที่ดีทางด้านจิตใจสุขภาพ การใช้เวลาในชีวิตประจ้าวัน
การศึกษา ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสงบ การมีธรรมาภิบาล พลัง
ของชุมชน ความหลากหลายทางนิเวศและการฟ้นื ตัว และมาตรฐานความเป็นอยู่

 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index:HDI) แม้ว่าจะไม่ใช่
เศรษฐมิติ ดัชนีดังกล่าวนี้เป็นสถิติที่ประกอบขึ้นด้วยตัวช้ีวัดทางด้านสุขภาพ
การศึกษา และรายได้ต่อประชากร ตัวชี้วัดเหล่านี้มีจุดประสงค์ที่เห็นได้ชัดเจนใน
เร่อื งการเปล่ียนจุดสนใจจากเศรษฐศาสตร์การพัฒนาจากบัญชีรายได้ประชาชาติไป
ยังนโยบายท่ีมีคนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ดัชนี HDI ยังคงถูกตั้งอยู่บนพื้นฐาน
ตวั ช้วี ดั เชงิ ปรมิ าณ

1.9.3. เคร่ืองมือในการวัดมูลค่าทางเศรษฐกจิ จากเศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 20

ข้อมูลสนบั สนนุ เศรษฐกจิ สีน้าเงิน

 The Economics of Ecosystems and Biodiversity (TEEB) เป็นเครื่องมือท่ี
ช่วยสะท้อนภาพประโยชน์ทางเศรษฐกิจของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมี
วตั ถปุ ระสงค์เพอื่ ใหค้ วามส้าคัญต่อต้นทุนท่ีเพ่ิมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสูญเสียความ
หลากหลายทางชีวภาพและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ นอกจากนั้น TEEB ยัง
เปน็ เครอ่ื งมอื ที่แสดงให้เหน็ แนวทางท่ีสามารถช่วยผู้ท้าหนา้ ที่ตัดสินใจ ตระหนักและ
เห็นถึงมูลค่าของระบบนเิ วศและความหลายทางชีวภาพ รวมไปถึงน้าเสนอวิธีในการ
รวบรวมเอามูลคา่ ของทรพั ยากรไปสูก่ ระบวนการตัดสินใจ

 WAVES (Wealth Accounting and Valuation of Eco-system Services
Partnership) เป็นเครื่องมือในการวัดความม่ังค่ัง แต่เนื่องจากความม่ังคั่งเป็น
ปัจจยั สะทอ้ นรายได้ซึ่งประเทศนนั้ ๆ สร้างข้นึ เชน่ ส่ิงก่อสร้าง สินทรัพย์ โครงสร้าง
พื้นฐาน ทุนทางธรรมชาติ รวมไปถึงทุนมนุษย์และต้นทุนทางสังคม การใช้บัญชี
ความม่ังคั่งจึงเป็นการวัดจากสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ และสินค้าทุนซ่ึงเป็นปัจจัย
ส้าคัญต่อความเป็นอยู่ท่ีดีทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น กลุ่มธนาคารโลกได้น้าแนวคิด
บัญชีความมั่งค่ัง (WAVES) ไปประยุกต์ใช้ในประเทศก้าลังพัฒนาในภูมิภาคต่าง ๆ
ทั่วโลก เช่น ประเทศแอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชีย ส้าหรับประเทศท่ีจัดท้าบัญชีใน
รูปแบบดังกล่าว มักล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเพ่ือ
เปน็ การรับประกันวา่ ทรพั ยากรธรรมชาติจะถูกหยิบยกข้ึนมาพิจารณาเป็นเร่ืองหลัก
ในการวางแผนการพัฒนาและถูกบันทึกไว้ในบัญชีทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งน้ี
การท้าบัญชีในรูปแบบดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์หลัก เพ่ือช่วยให้ประเทศปรับตัว
และท้าบัญชีที่สอดคล้องกับนโยบาย และยังช่วยพัฒนาวิธีการทางด้านบัญชีของ
ระบบนเิ วศ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 21

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกิจสีน้าเงนิ

2. การขับเคล่อื นเศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ ในบริบทของประเทศไทย

เนาวรตั น์ ไกรพานนท์ (2561) ได้กล่าวถงึ การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงินใน "เศรษฐกิจสีน้าเงิน :
คู่มอื การด้าเนินนโยบายเศรษฐกิจสีน้าเงินของประเทศไทย" แนวคิดเศรษฐกิจสีน้าเงินในประเทศไทย
เป็นเร่ืองใหม่ หน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชนยังขาดองค์ความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ จึง
แนะน้าการด้าเนินงานต่าง ๆ หลายประการในการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงิน ไดแ้ ก่

(1) การจัดท้ารายงานสถานภาพทางทะเลและชายฝ่ังของประเทศ ซ่ึงครอบคลุมเรื่อง
ทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและความม่ันคงท่ีเก่ียวข้องกับทะเลและชายฝ่ังของ
ประเทศไทย เพื่อเปน็ แหลง่ ข้อมูลอ้างองิ ที่ครอบคลมุ มมี าตรฐาน และถกู ต้องมากท่สี ดุ ของประเทศ

(2) การก้าหนดขอบเขตและการตัดสินใจให้ชัดเจนว่าภาคส่วนใดและกิจกรรมใด ที่ควรได้รับ
การประเมินเบ้ืองต้นว่าเป็นภาคส่วนและกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับเศรษฐกิจสีน้าเงิน เพ่ือบรรจุไว้ใน
รายงานสถานภาพทางทะเลและชายฝง่ั ของประเทศ

(3) การก้าหนดขอบเขตพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้มีการ
วางแผนเชิงพ้ืนที่ท้ังหมดทางทะเลและชายฝ่ัง และจัดท้าแผนที่การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม
ความม่ันคง การอนุรักษ์ การฟ้ืนฟูและการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน
ระดบั ตา่ ง ๆ ตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลมุ และชัดเจน แต่สามารถเปล่ียนแปลงได้ตามสถานการณ์
และความจา้ เป็น

(4) การจัดท้าบัญชีต้นทุนของประเทศ (National income account) ให้ครอบคลุมต้นทุน
ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้นทุนมนุษย์และต้นทุนทางสังคมที่เก่ียวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมเศรษฐกจิ สงั คม และความมน่ั คงทางทะเลและชายฝั่ง

2.1 เศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ ในบรบิ ทของประเทศไทย

ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations
Convention on Law of the Sea, 1982) ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone)
ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของอาณาเขตทางบก (ประมาณ
530,000 ตารางกิโลเมตร) มีจังหวัดติดชายทะเลท้ังส้ิน 22 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง
ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช สงขลา ปตั ตานี นราธวิ าส สตลู ตรงั กระบ่ี ภูเกต็ พังงา และระนอง

โอกาสและความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยตามแนวทาง
เศรษฐกิจสีนา้ เงิน

จากภูมิศาสตร์ที่ต้ังของประเทศไทยท่ีอยู่กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็น
จุดเช่ือมเส้นทางการเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นเส้นทางส้าคัญใน
การขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศของโลก มีชายฝั่งทะเลท่ีมีระยะทางรวมกันมากกว่า 3,100

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 22

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ

กิโลเมตร ขนาบอยู่ 2 ด้าน ทั้งในฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันและมีพื้นท่ีทางทะเล (marine zone)
ซ่ึงเป็นแหล่งทรัพยากรทั้งน้ามันก๊าชธรรมชาติ แร่ธาตุต่าง ๆ และสัตว์น้าท่ีประเทศไทยสามารถใช้
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ มากกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเท่ียวทางทะเล
และชายฝ่ังที่มีธรรมชาติสวยงาม นับได้ว่าเป็นจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบของประเทศไทยในการพัฒนา
เศรษฐกิจทางทะเลหรอื "เศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ "

เม่ือวิเคราะห์ถึงกิจกรรมอันเป็นท่ีมาของมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยใน
ตารางท่ี 3 ประกอบกับแนวโน้มของการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้าเงินในอนาคตของโลกท่ีธนาคารโลก
ประเมินไว้ในตารางที่ 4 จะเห็นได้ว่ากิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเลที่ภาคธุรกิจของไทยสามารถพัฒนา
และมีโอกาสขยายตัวได้น้ัน มีอยู่หลายกิจกรรม ทั้งอุตสาหกรรมที่มีท่ีตั้งในพื้นท่ีบนฝ่ัง (onshore) ใน
เขตที่เก่ียวเนื่องกับทะเลและชายฝั่ง (coastal areas) และพ้ืนที่ในทะเล (offshore) ท้ังท่ีอยู่ในเขต
นา่ นนา้ ของประเทศไทย (Thai waters) เขตนา่ นนา้ ของประเทศอ่ืน (Foreign waters) และเขตทะเล
หลวง (High Seas) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมทางทะเล 4 กลุ่มหลักและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
และเมื่อพิจารณาถึงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ "มั่นคงม่ังค่ัง
และยั่งยืน" ท่ีจะน้าพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น "ประเทศไทย 4.0" ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาทิ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.
2560-2564) แผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (พ.ศ. 2561-2565)
ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์
ของหน่วยงานทเี่ กย่ี วข้องกบั การพฒั นาเศรษฐกิจสีนา้ เงนิ เช่น แผนแม่บทการบรหิ ารจัดการทรัพยากร
ทางทะเลและชายฝงั่ พ.ศ. 2560-2579 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนกรอบความ
ร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจและส่ิงแวดล้อมทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่าง
ประเทศที่ประเทศไทยมีความร่วมมือหรือข้อตกลงท่ีส้าคัญ เช่น วาระการพัฒนาท่ีย่ังยืน ค.ศ. 2030
(พ.ศ. 2573) ความตกลงว่าด้วยการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement) ความร่วมมือ
ทางทะเลในกรอบอาเซียน การรวมกลมุ่ เศรษฐกิจในภูมิภาคและอนุภูมิภาค และขอ้ หารือความร่วมมือ
และความม่ันคงทางทะเลอาเซียน-อินเดีย ฯลฯ กล่าวได้ว่า โอกาสในการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม
ไทยตามแนวทาง "เศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ " นั้น มีช่องทางความเป็นไปได้และมีโอกาสในการเจริญเติบโตสูง
มาก ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับวิสัยทัศน์ นโยบายยุทธศาสตร์ ความมุ่งมั่น ของทุกภาคส่วนที่เก่ียวข้อง และการ
สนบั สนนุ จากภาครัฐและสถาบันการเงินทีเ่ ปน็ รปู ธรรมด้วย

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 23

ขอ้ มูลสนบั สนุนเศรษฐกิจสีนา้ เงิน

ตารางที่ 3 มูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย (ต่อปี) เท่ากับร้อยละ 161.3 ของ GDP

(ตัวเลขอาจเปลีย่ นแปลงไปตามราคานา้ มนั โลกและอัตราแลกเปล่ยี น)

ลา้ ดบั รายการ ล้านลา้ นบาท

1 มูลค่าการนา้ เขา้ -สง่ ออกทางทะเล 14,483

2 อุตสาหกรรมท่เี ก่ยี วข้องกับปิโตรเคมิคอล-พลาสติก 3.0

3 มลู ค่านา้ เข้า-สง่ ออกน้ามนั ดบิ -น้ามนั ส้าเร็จรปู -แก๊ส-เชอื้ เพลิง 1.087
(ปี 2559)/ปี

4 รายไดจ้ ากอตุ สาหกรรมบริการโลจิสติกสท์ ่เี ก่ยี วกบั ทะเล 0.794

5 รายไดจ้ ากการท่องเท่ยี วทางทะเล (ตา่ งชาต)ิ 0.669

6 รายได้จากการขุดเจาะน้ามันดบิ -แกส๊ ในอ่าวไทย 0.62

7 อตุ สาหกรรมท่ีเกี่ยวข้องกบั อาหารทะเลบรรจุกระป๋องและแปรรปู 0.277
(ปี 2557)

8 รายไดภ้ าครฐั จากการจดั หาปิโตรเลยี ม 0.198

9 มลู ค่ากิจการประมง 0.123

10 รายไดจ้ ดั เก็บภาษีของกรมศุลกากร 0.119

11 อุตสาหกรรมเพาะเลย้ี งประมงชายฝงั่ 0.091

12 รายได้อุตสาหกรรมอู่ตอ่ เรือและซอ่ มเรือ 0.045

13 รายได้จากการท่าเรือแหง่ ประเทศไทย 0.011

รวม 21.517

ที่มา: ธนิต โสรัตน์, เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง Blue Ocean Economy เศรษฐกิจสีคราม: ผลประโยชน์

แห่งชาติทางทะเล, บรรยายให้กับเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้เรื่องทะเล คร้ังท่ี 3 จัดโดย คณะรัฐศาสตร์

มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ รว่ มกบั ส้านักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจัย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2561

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 24

ขอ้ มูลสนับสนนุ เศรษฐกิจสนี า้ เงิน

ตารางท่ี 4 อตุ สาหกรรมที่เก่ยี วข้องกบั เศรษฐกิจสีน้าเงนิ และแนวโน้มการพฒั นาในอนาคต

ประเภทกิจกรรม ประโยชนท์ ไ่ี ด้ อุตสาหกรรมท่ี ปัจจัยท่ี แนวโน้มการพัฒนาในอนาคต
จากทะเลและ เกย่ี วข้อง ขบั เคล่ือนการ
มหาสมทุ ร
พัฒนา

การใชป้ ระโยชน์ อาหารทะเล การท้าประมง ความมั่นคงทาง - ความต้องการปลาและอาหาร

จากทรัพยากร อาหาร ทะเลยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในขณะ

สิ่งมชี ีวิตในทะเล การเพาะเล้ียง ความต้องการ ที่จ้านวนปลาและสัตว์อ่ืน ๆ ใน

และมหาสมทุ ร สัตว์น้าและพืช โปรตีน ธรรมชาติลดจ้านวนลง จากการท้า

น้า ประมงเกินขนาด คาดว่าการ

เพาะเล้ียงสัตว์น้าจะเพ่ิมข้ึนเป็น

สองเทา่ ภายในปี พ.ศ. 2593

- การยุติการท้าประมงเกินขนาด

และการฟื้นฟูมวลสัตว์น้า (fish

stock) จะช่วยให้มวลสัตว์น้าใน

ธรรมชาติเพมิ่ ขน้ึ ถึงร้อยละ 20

เทคโนโลยี เวชภั ณ ฑ์ แ ล ะ สุขภาพและการ - ความต้องการในการใช้ประโยชน์

ชี ว ภ า พ ท า ง เคมภี ณั ฑ์ วิจัยและพัฒนา จากผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติทาง

ทะเล ต้ า น ก า ร ดู แ ล ทะเลทม่ี ีคณุ คา่ ทางโภชนาการ และ

อุตสาหกรรมที่ การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทาง

เก่ยี วขอ้ ง ท ะ เ ล จ ะ เ ป็ น ปั จ จั ย ส้ า คั ญ แ ล ะ

โ อ ก า ส ใ น ก า ร ข ย า ย ตั ว ข อ ง

อุตสาหกรรม ซึ่ง OECD คาดว่าจะ

มีการขยายตัวจาก 2.8 พันล้าน

เหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2553 เป็น

4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี

พ.ศ. 2560

การใช้ประโยชน์ แรธ่ าตุ การท้าเหมืองแร่ ความตอ้ งการแร่ - การท้าเหมืองแร่ใต้ทะเลจะเป็นท่ี

จากทรัพยากรไม่ บ น พื้ น ดิ น ใ ต้ ธาตุ สนใจ เนื่องจากข้อจ้ากัดในการใช้

มี ชี วิ ต แ ล ะ ก า ร ทะเล(ก้นทะเล) ทรัพยากรแร่บนพ้ืนดิน และการ

ส ร้ า ง ท รั พ ย า ก ร พัฒนา ทา งวิทย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ

ใหมจ่ ากทะเลและ เทคโนโลยีท่ีก้าวหน้ามากท้าให้

มหาสมุทร ทราบและเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้

งา่ ยขึ้น ท้งั น้ี ยังไม่ชัดเจนว่าการท้า

เหมืองแร่ใต้ทะเลในเชิงพาณิชย์จะ

เกิดข้ึนเมื่อใดแต่ OECD ประมาณ

การวา่ ภายในปี พ.ศ. 2573 ร้อยละ

10 ของ แ ร่ ธา ตุ ทั่ว โ ล ก ไ ด้ แ ก่

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 25

ข้อมูลสนับสนุนเศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

ประเภทกจิ กรรม ประโยชนท์ ีไ่ ด้ อุตสาหกรรมที่ ปจั จยั ที่ แนวโนม้ การพัฒนาในอนาคต
จากทะเลและ เก่ียวขอ้ ง ขบั เคลอ่ื นการ
มหาสมทุ ร
พฒั นา
พลังงาน
โคบอลต์ ทองแดง และสังกะสี

อาจจะมาจากพื้นมหาสมุทร

น้ามันและก๊าช ความต้องการ - ปริมาณการผลิตน้ามันและก๊าซ

ธรรมชาติ แหล่งพลังงาน นอกชายฝง่ั ในปี พ.ศ.2523 คิดเป็น

ทางเลือก ร้อยละ 20 ของความต้องการใน

การบริโภคและเพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ

30 ในปี พ.ศ.2557 และคาดการณ์

ว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเน่ือง

อันเป็นผลมาจากการค้นพบเหล่ง

ใหม่ ๆ บริเวณที่อยู่ลึกลงไปใต้ก้น

ทะเลท่ัวโลกโดยในช่วง 15 ปี

ข้างหนา้ การขดุ เจาะน้ามันในแหล่ง

น้าลึก (3 กม.) จะเพ่ิมขึ้นมาก

ขณะทีก่ ารขุดเจาะจากแหล่งน้าตื้น

(1 กม) เช่นในปัจจบุ ันจะลดลง

- การสกัดก๊าซธรรมชาติจะเพ่ิมข้ึน

ท้ัง ใ น แ ห ล่ ง น้ า ต้ื น แ ล ะ น้ า ลึ ก

ปริมาณการขุดเจาะที่เทียบเท่า

น้ามัน 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี

พ.ศ.2557 จะเพ่ิมขึ้นเป็น 27 ล้าน

บาร์เรลต่อวนั ในปี พ.ศ. 2583

- การขุดเจาะน้ามันและก๊าซนอก

ชายฝัง่ จะขยายตัวประมาณร้อยละ

3.5 ตอ่ ปจี นถงึ ปพี .ศ. 2573

พ ลั ง ง า น - มีการประเมินว่าแหล่งพลังงาน

ทดแทน/ ลมนอกชายฝ่ังที่ใช้ประโยชน์ได้ทั่ว

พ ลั ง ง า น โลกมีประมาณ 22 ล้านเมกกะวัตต์

หมุนเวยี น ต่อชั่วโมง (22 TWa) (terawatt-

hours-จา้ นวนเฉลี่ยท่ีใช้พลังงาน 1

ล้านเมกกะวัตต์ต่อช่ัวโมงในเวลาท่ี

ก้าหนด) ซึ่งสูงกว่า ค่าเฉลี่ยการ

ผ ลิ ต ก้ า ลั ง ไ ฟ ฟ้ า ทั่ ว โ ล ก ข อ ง

ส้ า นั ก ง า น พ ลั ง ง า น ส า ก ล

(International Energy Agency :

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 26

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ

ประเภทกิจกรรม ประโยชนท์ ี่ได้ อตุ สาหกรรมที่ ปัจจยั ท่ี แนวโน้มการพฒั นาในอนาคต
จากทะเลและ เกยี่ วขอ้ ง ขบั เคลอ่ื นการ
มหาสมุทร
พัฒนา

IEA) ถึง 9 เท่า

- โลกได้พัฒนาการน้าพลังงานลม

มาใช้นานกว่า 20 ปี ซ่ึงปัจจุบันมี

ก้าลังการผลิตมากว่า 7 กิกะวัตต์

และคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.

2563 ศักยภาพในการผลิตจะอยู่ที่

กิกะวัตต์ และจะมีการขยายตัวไป

จนถึงปี พ.ศ.2593

น้าสะอาด การผลิตน้าจืด ความต้องการน้า ปัญหาการขาดแคลนน้าสะอาด

จ า ก น้ า ท ะ เ ล สะอาด สง่ ผลใหก้ ารผลติ น้าจืดจากน้าทะเล

(การขจัดเกลือ ท่ัวโลกจะมีการขยายตัวอย่างมาก

อ อ ก จ า ก น้ า โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2568

ทะเล) กา้ ลังการผลิตจะเพ่ิมขน้ึ เป็น 7 เท่า

จากการผลติ ในปี พ.ศ.2543

การพาณิชย์นาวี และงานพาณิชย์ การขนส่งสินค้า ก า ร ข ย า ย ตั ว ปัจจุบันประมาณร้อยละ 90 ของ

แ ล ะ ธุ ร กิ จ ที่ น า วี บ ริ ก า ร ทางเรือ/ ดา้ นการพาณิชย์ การคา้ ทางทะเลใชว้ ธิ ีการขนส่งทาง

เก่ียวข้องกับทะเล ทา่ เรือ นาวี และการ ทะเล OECD และ MTF คาดว่า

และมหาสมุทร ก้ า ห น ด / ภายในปี พ.ศ. 2593 การขนสง่ ทาง

ป รั บ ป รุ ง ก ฎ ทะเลจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าจากปี

กติการะหว่าง พ.ศ. 2553 และขยายตัวเฉลี่ยร้อย

ประเทศ ละ 4 ต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2560 -

2562 และรอ้ ยละ 3.3 ตอ่ ปี ในช่วง

ปี พ.ศ. 2573 - 2583

ง า น บ ริ ก า ร การขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้น

ท่ า เ รื อ แ ล ะ จะสง่ ผลใหง้ านบริการท่าเรือ มีการ

สาธารณูปโภค ขยายตัวตามไปด้วย โดยคาดว่าจะ

พื้ น ฐ า น ก า ร เพิ่มข้ึนร้อยละ 4.7 ในช่วงปี พ.ศ.

เดินเรือ 2558 - 2563 และมีการขยายตัวท่ี

ดีในระยะยาว

การท่องเท่ียว การทอ่ งเทีย่ ว การขยายตัวของ - โดยรวมประชากรสูงอายุและ

และนนั ทนาการ ต ล า ด ก า ร รายได้ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

เดนิ ทางและการ ประกอบกับต้นทุนการขนส่งท่ี

ท่องเที่ยวของ ค่ อน ข้า งต่้ า ช า ย ฝ่ั งท ะ เ ล แ ล

โลก ม ห า ส มุ ท ร จ ะ เ ป็ น จุ ด ห ม า ย

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 27

ขอ้ มลู สนับสนุนเศรษฐกิจสีน้าเงนิ

ประเภทกจิ กรรม ประโยชน์ทีไ่ ด้ อตุ สาหกรรมที่ ปจั จยั ที่ แนวโน้มการพฒั นาในอนาคต
จากทะเลและ เก่ยี วขอ้ ง ขับเคลอ่ื นการ
มหาสมุทร
พัฒนา

ท่องเท่ียวท่ีน่าสนใจ การพัฒนา

ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการท่องเท่ียว

ทางทะเลมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้

เ ร็ ว ก ว่ า ก า ร ท่ อ ง เ ท่ี ย ว ร ะ ห ว่ า ง

ประเทศ

- การเดนิ ทางและการท่องเที่ยวทั่ว

โลกจะเติบโตในอัตราร้อยละ 3.8

ต่อปีในช่วงปี พ.ศ.2558 - 2568

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการท่องเท่ียว

ทางทะเลและชายฝงั่ ทะเล

ปรับปรุงจาก: World Bank Group, 2016, p. 1 และ Pawan G. Patil, John Virdin, Sylvia Michele Diez,

Julian Roberts, Asha Singh, 2016, pp. 20-22.

2.2 มูลค่าผลประโยชน์ของเศรษฐกิจทางทะเลและมหาสมุทรของประเทศไทย

จากความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ท่ีตั้งของประเทศไทยท่ีมีลักษณะเป็นคาบสมุทรต้ังอยู่
ระหว่างทะเลจีนใต้ (ฝั่งอ่าวไทย) ท่ีเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก กับทะเลอันดามัน และช่อง
แคบมะละกาซง่ึ เป็นเสน้ ทางเปดิ ออกสูม่ หาสมุทรอินเดีย ท้าใหป้ ระเทศไทยต้ังอยู่ในเส้นทางการค้าการ
เดนิ เรือทีส่ ้าคัญของโลก เป็นจดุ เชอื่ มระหวา่ งประเทศในซีกโลกฝ่ังตะวันออกและฝ่ังตะวันตก รวมท้ังมี
แนวชายฝ่ังทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน ระยะทางร่วมกันทั้งสิ้นประมาณ 3,148.22 กิโลเมตร ครอบคลุม
พื้นที่รวม 24 จังหวัด (ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
พ.ศ. 2558) ประเทศไทยจึงสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝ่ังในการ
พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี นอกจากนี้ชายฝั่งทะเลของ
ไทยโดยเฉพาะอย่างย่ิงบริเวณป่าชายเลน ยังเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความส้าคัญต่อระบบนิเวศ
ของโลกอีกด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้าวัยอ่อน และถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้าต่าง ๆ
หลากหลายสายพนั ธ์ุ

ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ประเทศ
ไทยมีฐานะเป็นรัฐชายฝ่ัง (coastal state) มีอาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ภายใต้อธิปไตย
(ทั้งอ้านาจอธิปไตย) ที่ประเทศไทยมีสิทธิในการส้ารวจ แสวงประโยชน์ และจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติ รวม 323,488.32 ตารางกิโลเมตร (ท้ังในฝ่ังอ่าวไทยและทะเลอันดามัน) คิดเป็น
ร้อยละ 63 ของพื้นท่ีบกซึ่งมีอยู่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น น่านน้าภายใน
(Internal Waters) ทะเลอาณาเขต (Territorial Waters) เขตต่อเน่ือง (Contiguous Zone) เขต

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 28

ข้อมลู สนบั สนุนเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ

ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ (Exclusive Economic Zones) นอกจากน้ีประเทศไทยยัง
สามารถใช้ประโยชน์ในเขตทะเลหลวง (High Seas) ซ่ึงไม่ได้รวมอยู่ในเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ ทะเล
อาณาเขต หรือในน่านน้าภายในของรัฐหรือในน่านน้าหมู่เกาะ (archipelagic waters) ของรัฐหมู่
เกาะได้อีกดว้ ย (แม้แต่ในเขตทะเลอาณาเขตหรือเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของรัฐชายฝ่ังอ่ืน หากมีสัญญา
ต่อกัน ประเทศไทยก็ยังจะสามารถใช้น่านน้าของรัฐชายฝ่ังน้ันภายใต้ข้อตกลงได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้
จากการประมงทะเลนอกนา่ นน้าไทยท่ีภาคเอกชนจากประเทศไทยได้เข้าไปท้าสัญญากับรัฐชายฝั่งอื่น
(หรือภาคเอกชนภายใต้การยินยอมของรัฐ) เพ่ือเข้าไปท้าการประมงในรัฐชายฝ่ังน้ัน ๆ มาตั้งแต่ปี
2518)

ปัจจุบันอุตสาหกรรมในประเทศไทยท่ีมีการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากทะเลและ
มหาสมุทร แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ (1) อุตสาหกรรมประมงและเพาะเลี้ยงชายฝ่ัง (2) อุตสาหกรรม
ท่องเท่ียวทางทะเลและชายฝ่ัง (3) อุตสาหกรรมขุดเจาะน้ามันและก๊าซธรรมชาติในทะเล และ (4)
กิจการพาณิชย์นาวีและท่าเรือ ท้ังน้ี จากการประเมินยุทธศาสตร์ใน 10 ปีข้างหน้าของกองทัพเรือ
พบว่า ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยมีมูลค่าไม่ต่้ากว่า 17.9 ล้านล้านบาทต่อปี และมี
แนวโน้มมูลค่าเพ่ิมมากขึ้นอย่างต่อเน่ือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการพาณิชย์นาวี ในขณะท่ีข้อมูลจาก
เอกสารประกอบการบรรยายเรอื่ ง Blue Ocean Economy เศรษฐกจิ สคี ราม : ผลประโยชน์แห่งชาติ
ทางทะเล ของ ดร.ธนิต โสรตั น์ แสดงใหเ้ ห็นวา่ มลู คา่ ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย (ต่อปี) มี
มลู คา่ 21.517 ล้านล้านบาท หรอื เทา่ กับรอ้ ยละ 161.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
โดยรายไดจ้ าการน้าเข้า-สง่ ออกมมี ลู คา่ สูงที่สุด คือ 14.483 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ อุตสาหกรรม
ท่ีเก่ียวข้องกับปิโตรเคมิคอล และพลาสติก 3.0 ล้านล้านบาท การน้าเข้า-ส่งออกน้ามันดิบ-น้ามัน
ส้าเร็จรูป-แก๊ส-เชื้อเพลิง 1.087 ล้านล้านบาท อุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์ที่เก่ียวกับทะเล 0.794
ล้านลา้ นบาท และการท่องเที่ยวทางทะเล (ตา่ งชาต)ิ 0.669 ล้านลา้ นบาทตามล้าดับ

อยา่ งไรกต็ าม มูลค่าทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้น ยังมิได้รวมถึงต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ
ที่น้ามาใช้เป็นปัจจัยการผลิต และผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมท่ีภาคอุตสาหกรรมสร้างขึ้นท้ังจาก
กระบวนการผลิต และการปล่อยสิ่งปฏิกูลและสารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ เข้าสู่ระบบนิเวศ ซึ่งเป็น
สาเหตุส้าคัญท่ีท้าให้ทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมและระบบนิเวศเส่ือมโทรมลงส่งผลกระทบต่อ
ความเป็นอย่แู ละสขุ ภาวะของประชาชน เปน็ ภาระของสงั คม และงบประมาณของประเทศ สะท้อนถึง
การใช้ทรพั ยากรอยา่ งไมม่ ีประสิทธิภาพ และขาดความยง่ั ยนื ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

2.2.1. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกจิ ทางทะเลของไทย
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางทะเลของไทย คือ ผลประโยชน์ท่ีประเทศไทยพึงได้รับจาก
ทะเลหรือเกย่ี วเนือ่ งกับทะเลทง้ั ภายในน่านน้าไทยหรือน่านน้าอื่น รวมท้ังชายฝั่งทะเล เกาะ พ้ืนดินใต้
ท้องทะเล และอากาศเหนือท้องทะเล เป็นต้น (คณะอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์
แห่งชาติทางทะเล, 2560) ซ่ึงในปี 2559 พบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลประเทศ
21.517 ล้านลา้ นบาท รายละเอียดตาม ตารางท่ี 5

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 29

ขอ้ มลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ

ตารางท่ี 5 แสดงมลู คา่ ผลประโยชนท์ างทะเลของประเทศไทย ปี 2559 หน่วย: ลา้ นลา้ นบาท

ล้าดบั รายการ ลา้ นลา้ นบาท

1 มูลคา่ การน้าเขา้ -ส่งออกทางทะเล 14.483

2 อตุ สาหกรรมท่ีเกย่ี วข้องกับปิโตรเคมคี อล-พลาสติก 3.000

3 มูลค่านา้ เขา้ -สง่ ออกน้ามนั ดบิ -น้ามนั ส้าเร็จรูป-แก๊ส-เชือ้ เพลิง (ปี 2559) 1.087

4 รายไดจ้ ากอุตสาหกรรมบริการโลจสิ ตกิ ส์ที่เกย่ี วกับทะเล 0.794

5 รายได้จากการท่องเท่ยี วทางทะเล (ต่างชาต)ิ 0.669

6 รายไดจ้ ากการขุดเจาะน้ามนั ดิบ-แก๊สในอ่าวไทย 0.620

7 อตุ สาหกรรมท่ีเก่ียวข้องกบั อาหารทะเลบรรจกุ ระปอ๋ งและแปรรปู 0.277

(ปี 2557)

8 รายได้ภาครฐั จากการจัดหาปิโตรเลยี ม 0.198

9 มลู ค่ากิจการประมง 0.123

10 รายไดจ้ ัดเก็บภาษขี องกรมศลุ กากร 0.119

11 อตุ สาหกรรมเพาะเล้ยี งประมงชายฝ่งั 0.091

12 รายได้อุตสาหกรรมอู่ตอ่ เรือและซ่อมเรอื 0.045

13 รายไดจ้ ากการทา่ เรือแหง่ ประเทศไทย 0.011

รวม 21.517

ทมี่ า: ดร. ธนติ โสรตั น์ คณะรฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ รว่ มกบั สา้ นักงานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ยั ,

กรกฎาคม 2560

อย่างไรก็ตาม ดร. เผดิมศักด์ิ จารยะพันธ์ุ (2550) กล่าวไว้ตอนหน่ึงว่าสังคมไทยยังไม่ค่อย
เห็นคุณค่าของทะเลมากนัก ท้ังในรูปแบบของทรัพยากรธรรมชาติในทะเลและชายฝั่ง ท้าให้มูลค่า
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางทะเลของไทยที่ประเมินได้ต้่ากว่าความเป็นจริง รายงานตัวเลขมูลค่า
ผลประโยชนท์ างทะเลของประเทศไทยดงั กล่าวข้างตน้ จงึ เปน็ การแสดงให้สังคมรู้ว่าทรัพยากรเหล่าน้ีมี
คุณคา่ มากต่อระบบเศรษฐกิจของไทย

2.2.2 การคดิ มูลค่าผลประโยชน์ทางทะเล
การคิดมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลสามารถคิดมูลค่าได้โดยดัดแปลงจากการคิดมูลค่าทาง
เศรษฐศาสตรท์ รัพยากร ซ่ึงสามารถแบ่งออกเปน็ 2 วิธี คือ
1) การคดิ มูลคา่ ทรพั ยากรทางทะเลโดยตรง หมายถึง ทรัพยากรทางทะเลท้ังท่ีมีชีวิตและไม่มี
ชวี ิตซึ่งมีผลผลิตและบริการท่ีมีราคาในตลาด สามารถก่อให้เกิดรายได้และสามารถน้าไปประเมินเป็น
มูลค่าการใช้ประโยชน์ได้ รายได้จากการด้าเนินกิจกรรมท่องเท่ียวสามารถน้ามาคิดเป็นมูลค่าของ
ทรัพยากรทางทะเลได้เนื่องจากก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายจ้าพวกค่าเช่าที่พัก ค่าเย่ียมชม และค่ากิจกรรม
อืน่ ๆ เปน็ ต้น

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 30

ข้อมูลสนบั สนุนเศรษฐกิจสีน้าเงิน

2) การคดิ มลู คา่ ทรพั ยากรทางทะเลโดยออ้ ม หมายถึง การประเมินมูลค่าทรัพยากรทางทะเล
โดยเน้นไปที่สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์วิทยา ซ่ึงไม่สามารถตีราคาออกมาเป็นมูลค่าทาง
การตลาดได้ เช่น การประเมินมูลค่าทรัพยากรท่ีเน้นคุณภาพของสภาพแวดล้อม คือ ความสวยงาม
ของภูมิทัศน์ ความสวยงามของปะการัง ซึ่งคุณภาพเหล่านี้ส่งผลต่อความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้ท่ี
ตอ้ งการใช้ทรพั ยากรดงั กลา่ วนโยบาย บทบาทและการดา้ เนนิ การของกรมประมง

กรมประมงและทุกภาคส่วนต่างมีบทบาทส้าคัญต่อระบบเศรษฐกิจสีน้าเงิน โดยต้องมีการ
กระจายข้อมูลทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การเรียนรู้และบูรณาการท้างานร่วมกัน เพ่ือ
ส่งเสริมให้การขับเคล่ือนกรอบแนวความคิดดังกล่าวในบริบทของประเทศไทยให้สามารถใช้ประโยชน์
ได้อย่างแท้จริงและเป็นไปอย่างยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละ
หน่วยงานซ่ึงไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ท้าให้เกิดปัญหาเรื่องการท้าฐานข้อมูลในประเทศไทย เป็นต้น
ในสว่ นของกรมประมงน้ัน ได้ร่วมมอื กับหนว่ ยงานภาครฐั ของไทยและต่างประเทศ ไดแ้ ก่

(1) ส้านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ
แห่งชาติ (BIOTEC) ภายใต้ ส้านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) พัฒนากรอบการ
จัดท้าระบบบญั ชเี ศรษฐกจิ สนี า้ เงินที่มคี วามเหมาะสมส้าหรับบริบทประเทศไทย โดยสาขาการประมง
เป็นสาขาหน่ึงในการน้าร่องในการศึกษา เมื่อปี 2560 โดยเน้นไปท่ีข้อมูลสถิติเก่ียวกับการท้าประมง
เช่น 1) ปริมาณการจับ และการกระจายผลผลติ สตั วน์ า้ ไปสู่สาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ 2) งบประมาณด้าน
การป้องกันและปราบปราม ฟื้นฟูและการจัดการทรัพยากรทางทะเล และ 3) กิจกรรมและ
งบประมาณดา้ นการวจิ ัยและพัฒนาทรัพยากรสัตว์ทะเล

(2) กรมประมงได้เข้าร่วมในการประชุมหารือเพ่ือก้าหนดแนวทางการพัฒนาระบบบัญชี
เศรษฐกิจส่ิงแวดล้อม (System of Environmental-Economic Accounting: SEEA) Ocean
Accounts คร้ังที่ 1/2561 จัดโดยส้านักงานสถิติแห่งชาติ ผลจากการประชุม กล่าวได้ว่าระบบบัญชี
SEEA มีความสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจาก เป็นการพัฒนาท่ีมุ่งตอบสนองความ
ต้องการของคนในยุคปัจจุบันโดยไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อคนในรุ่นอนาคต นอกจากน้ียังเป็นการ
มองทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมควบคู่ไปกับเศรษฐกิจและสังคม เป็นไปตามแผนแม่บท
ปฏิบัติการระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาท่ีย่ังยืน (Agenda 21) คือ ต้องการขจัดความยากจนให้
ประชาชนทีไ่ รโ้ อกาส ใหส้ ามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จ้าเปน็ ต่อการด้ารงชีวิตได้มากขึ้น

ระบบบัญชี SEEA มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบการด้าเนินงานทางด้านสถิติเพ่ือใช้ในการ
วัดคา่ ในมิติของสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจร่วมกัน ซ่ึง United Nations Statistics Commission
มีมติยอมรับให้เป็นมาตรฐานสากล นอกจากน้ี ระบบบัญชี SEEA ยังสามารถเชื่อมต่อกับบัญชี
ประชาชาติ (SNA) ได้

(3) กรมประมงไดเ้ ข้ารว่ มประชุมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักสถิติ และเจ้าหน้าท่ีผู้ก้าหนด
นโยบาย เพ่ือระดมความคิดแบบบูรณาการร่วมกันต่อกรอบแนวทางการจัดท้า Ocean Accounts ณ
United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP)

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 31

ขอ้ มลู สนบั สนุนเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

ระบบ Ocean Accounts เป็นบัญชีที่เช่ือมโยงและถูกพัฒนาต่อมาจากระบบบัญชี SEEA
และมีวัตถปุ ระสงค์หลกั ในการ

(3.1) จดั ต้งั กรอบการท้างานแบบบูรณาการระหวา่ งประเทศอยา่ งมีมาตรฐาน เพื่อเป็นดัชนี ช้ี
วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของส่ิงแวดล้อมทางทะเลและ
ชายฝ่งั

(3.2) บูรณาการระหว่างผู้เช่ียวชาญในสาขาท่ีเกี่ยวข้อง รวมท้ังสร้างความเช่ือมโยงระหว่าง
ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ท้ังนี้ ประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 5 ประเทศ ที่จะด้าเนินการศึกษาเป็น
กรณตี วั อยา่ ง

(3.3) Ocean Accounts มีความเช่ือมโยงและจะช่วยสนับสนุนตัวช้ีวัดตามเป้าหมายการ
พฒั นาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

2.3 ศกั ยภาพและขอ้ จ้ากัดในการดา้ เนินการของประเทศไทย

ในการเตรียมความพร้อมส้าหรับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจสีน้าเงินภาครัฐมิอาจด้าเนินการ
ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่มีความจ้าเป็นท่ีจะต้องบูรณาการกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน
ประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ ต้องร่วมกันเป็นส่วนส้าคัญในการร่วมขับเคลื่อนแนวคิด
ดังกล่าว และน้าไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพราะเศรษฐกิจสีน้าเงินเป็นการมุ่งสร้างความ
เจริญเติบโตของเศรษฐกิจท้ังประเทศบนพ้ืนฐานของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเหมาะสม
สมดลุ และมคี วามยั่งยืน

ประเทศไทยยังมีระบบการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบเฉพาะ
จุดและเฉพาะหน้า ส่งผลให้การน้าแนวคิดเศรษฐกิจสีน้าเงินมาใช้ยังไม่ประสบความส้าเร็จเท่าท่ีควร
เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวจ้าเป็นต้องมีการวางเป้าหมายและแนวปฏิบัติล่วงหน้า นอกจากนี้ การ
ทา้ งานแบบทบั ซอ้ นกันของหนว่ ยงานรบั ผิดชอบ และยังไมม่ กี ารบรู ณาการร่วมกนั อย่างเพียงพอ ท้าให้
ไมไ่ ดร้ บั ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเทา่ ท่คี วร ศกั ยภาพและขอ้ จา้ กัดดงั กล่าว ประกอบดว้ ย

2.3.1 การประมงของไทย
ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ด้านการ
ผลิต ณ ราคาปัจจุบัน ปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) มูลค่า 12,120,821 ล้านบาท โดยเป็น GDP จากภาค
เกษตรกรรม 933,487 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 7.70 ของ GDP ท้ังหมด และ จากภาคประมง
81,615 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 0.67 ของ GDP ทั้งหมด โดยภาคประมงมีสัดส่วนใน GDP ของ
ประเทศไทยลดลงอยา่ งต่อเน่ือง อย่างไรก็ตาม GDP ภาคประมงซ่ึงมีมูลค่า 81,615 ล้านบาท คิดเป็น
ร้อยละ 8.74 ของ GDP ภาคเกษตรกรรม และคิดเป็นร้อยละ 0.67 ของ GDP ท้ังหมด แสดงให้เห็น
ความส้าคญั ของภาคประมงของไทยตอ่ ภาคเกษตรกรรมของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบ
เศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ รายละเอยี ดตาม ตารางที่ 6

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 32

ข้อมูลสนบั สนุนเศรษฐกจิ สีนา้ เงนิ

ตารางท่ี 6 ผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ ณ ราคาปจั จบุ ัน ปี 2551-2561

ปี GDP รวม GDP ณ ราคาปจั จุบนั ภาคประมง อัตราร้อยละของ GDP ภาคประมง
(ล้านบาท)

ภาคเกษตร ต่อ GDP รวม ตอ่ GDP ภาคเกษตร

2551 9,706,932 978,016 96,778 1.00 9.90

2552 9,658,656 945,605 102,323 1.06 10.82

2553 10,808,151 1,137,576 101,374 0.94 8.91

2554 11,306,894 1,310,995 109,977 0.97 8.39

2555 12,357,338 1,421,962 113,060 0.91 7.95

2556 12,915,162 1,462,625 102,740 0.80 7.02

2557 13,230,301 1,335,153 109,954 0.83 8.24

2558 13,747,007 1,236,237 102,838 0.75 8.32

2559 14,533,475 1,236,038 114,034 0.78 9.23

2560 15,452,882 1,337,284 122,006 0.79 9.12

2560 (3 ไตรมาส) 11,434,273 886,097 84,039 0.73 9.48

2561 (3 ไตรมาส) 12,120,821 933,487 81,615 0.67 8.74

% การเปลี่ยนแปลง 6.00 5.35 -2.88 - -

ทม่ี า : ส้านักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ

ในชว่ ง 10 ปีท่ีผ่านมา กรมประมงส้ารวจพบว่าปริมาณการจับสัตว์น้าจากแหล่งน้าธรรมชาติ
มีแนวโน้มลดลงเน่ืองจากทรัพยากรประมงของไทยถูกใช้อย่างส้ินเปลืองและหมดไป ปริมาณผลผลิต
สัตว์น้าที่จับจากธรรมชาติและจากการเพาะเล้ียงไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค
รายละเอียดตามแผนภูมทิ ี่ 1

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 33

ข้อมลู สนับสนุนเศรษฐกจิ สีน้าเงิน

แผนภูมิ ที่ 1 ปริมาณผลผลิตสัตว์นา้ จา้ แนกตามวิธีการท้าประมง ปี 2548-2560 (หนว่ ย : พันตัน)
การควบคุมดูแลและพัฒนาการประมงขนาดเล็กเพื่อให้มีศักยภาพและสามารถทดแทนการ

ประมงขนาดใหญ่ได้บางส่วน จะท้าให้ผู้บริโภคภายในประเทศม่ันใจได้ว่าผลผลิตท่ีจับได้จากการ
ประมงขนาดเล็กจะถูกบริโภคโดยมนุษย์ ไม่ได้ถูกน้าไปท้าเป็นอาหารสัตว์ นอกจากน้ียังเป็นการ
ส่งเสริมกิจกรรมดา้ นอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บริเวณชายฝั่ง และดูปะการัง เป็นต้น ดังนั้น
การออกกฎหมายการประมงท่ีเคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การใช้เคร่ืองมือประมงที่
ไมท่ ้าลายสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทางทะเล และการสร้างจิตส้านึกเพื่อการพัฒนาแบบ
ย่ังยืนในอนาคตจะเป็นส่วนหนงึ่ ในการส่งเสรมิ การท้าประมงแบบยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจสี
นา้ เงินต่อไป

2.3.2 การสนับสนนุ ของประชาชนและชมุ ชนในการจดั การทรพั ยากร
นอกจากน้ี การผลักดันประเด็นเร่ืองสิ่งแวดล้อมให้เป็นปัจจัยส้าคัญในการด้าเนินกิจกรรมที่
เก่ียวข้องกับทะเลและชายฝั่ง และส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการ
จัดการทรัพยากร การดูแลทรัพยากร และรักษาสภาพแวดล้อมในพ้ืนท่ีของตนเอง การพัฒนาขีด
ความสามารถในการจดั การปัญหามลพิษ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายเกีย่ วกับสง่ิ แวดล้อมทางทะเล
และชายฝ่ังอย่างเคร่งครัดยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งท่ีสามารถให้ชุมชนมีส่วนช่วยเหลือเพื่อบรรลุ
เป้าหมายเศรษฐกิจสนี า้ เงนิ ได้
2.3.3 การส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและ
ชายฝ่ังให้แกท่ กุ ภาคส่วน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 34

ขอ้ มูลสนบั สนุนเศรษฐกิจสนี า้ เงิน

การจัดต้ังองค์กรหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับท้องทะเล มี
การสง่ เสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่ทุกภาคส่วน รวมไปถึงการพัฒนาบุคคลให้มีความเชี่ยวชาญ
ในการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝ่ังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารจัดการ
ทรพั ยากรและส่งิ แวดล้อมทางทะเลตอ่ ไป

2.3.4 การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อดูแลและรักษาผลประโยชน์ทาง
ทะเลและชายฝั่ง

กา ร บูร ณ าก า รค ว าม ร่ ว ม มื อร ะ หว่ า งห น่ ว ย ง าน เ พ่ือ ด้ า เ นิ นกิ จ กร ร มก า รดู แ ลแ ล ะรั ก ษ า
ผลประโยชนท์ างทะเลและชายฝง่ั รวมท้ังพัฒนากฎเกณฑต์ า่ ง ๆ จะต้องมีการปฏิบัติตามระเบียบแบบ
แผน มคี วามทนั สมัยและสอดคล้องต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ อีกทั้งเสริมสร้างศักยภาพการบูรณา
การร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการด้าเนินงานในการรักษาผลประโยชน์ของ
ประเทศไทย

2.4 สถานภาพกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ทางทะเลของประเทศไทย

การเติบโตของเศรษฐกิจสีน้าเงินของประเทศไทย มีภาคการท่องเท่ียวและภาคการประมง
เป็นตัวขับเคล่ือนท่ีส้าคัญและสามารถจัดกลุ่มจังหวัดตามความส้าคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีน้า
เงินได้ดัง 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มจังหวัดท่ีพ่ึงพาภาคการประมง ได้แก่ สมุทรสาคร ปัตตานี ตราด และ
จันทบุรีและ (2) กลุ่มจังหวัดท่ีพ่ึงพาภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต กระบ่ี สุราษฎร์ธานี และตราด
(นริ มล สธุ รรมกจิ , 2562)

ในหัวข้อนี้จะเป็นการน้าเสนอภาพรวมของสถานภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลใน
ระดับจังหวัดเท่าน้ัน โดยให้ความส้าคัญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลที่เช่ือมโยงกับบริบทสังคม
ของท้องท่ีหรือจังหวัดน้ัน เช่น การประกอบอาชีพของชาวบ้าน การสร้างรายได้ให้แก่ท้องถ่ินโดยตรง
และการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝงั่ ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านและธุรกิจเอกชน (มิได้เกี่ยวข้องกับ
การให้สัมปทานของภาครัฐ)

ในการน้าเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจของจังหวัดทางทะเลและชายฝ่ังส้าหรับ 23 จังหวัด
เทา่ น้ัน (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร เน่ืองจากต้องการลดความล้าเอียงอันเนื่องมาจากข้อมูลท่ีค่าแตกต่าง
กันมากกับจังหวัดอื่น) โดยแบ่งเป็นข้อมูล มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับจังหวัด (Gross Provincial
Product: GPP) แบบ Bottom-up ท่ีจัดท้าโดยกรมบัญชีกลาง โดยเป็นตัวเลขประมาณการส้าหรับปี
พ.ศ. 2556.ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการจัดท้าการค้านวณ GPP มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จาก
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั ของกลุม่ จังหวัดทางทะเลและชายฝั่งซ่ึงเป็นการจัดเก็บข้อมูลจากแหล่ง
ต่าง ๆ ที่มีข้อมูลล่าสุดและสอดคล้องกัน คือ ตัวเลขประมาณการส้าหรับปี พ.ศ. 2557-2558 และ
ข้อมูลด้านตัวช้ีวัด (indicator) เพื่อประเมินเบื้องต้นในการจัดว่าจังหวัดเหล่านั้นมีลักษณะแบบ
"เศรษฐกจิ สนี ้าเงนิ " มากนอ้ ยเพียงใด โดยการน้าข้อมลู ทีม่ อี ยู่มาใช้ในการจดั ทา้ ตวั ช้ีวดั

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 35

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกิจสนี ้าเงิน

2.4.1 มลู ค่าผลติ ภณั ฑม์ วลรวมของกลุ่มจังหวดั ทางทะเลและชายฝัง่
การน้าเสนอข้อมูล GPP ของจังหวัดทางทะเลและชายฝ่ัง จะจัดกลุ่มจังหวัดตาม
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยเปรียบเทียบข้อมูลระดับจังหวัดที่มีการค้านวณไว้ใน
ปี .ศ. 2556 โดยกรมบัญชีกลาง (ซ่ึงเป็นการค้านวณแบบ Bottom-up Approach) และพบประเด็น
ส้าคัญดงั นี้
(1) มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัดที่มีมูลค่ามากท่ีสุด คือ กลุ่มจังหวัดในภาคกลาง
ตอนล่าง (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี) เป็นมูลค่ารวมประมาณ
1.932 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) เป็นมูลค่า
รวม 0.911 ล้านล้านบาท และกลุ่มจังหวัดในภาคใต้ตอนกลางฝั่งทะเลอ่าวไทย (นครศรีธรรมราช
พทั ลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส) เป็นมูลค่ารวมประมาณ 0.535 ลา้ นล้านบาท (ตารางท่ี 7)
(2) มูลค่า GPP ต่อหัวของกลุ่มจังหวัดที่มีมูลค่ามากท่ีสุด คือ กลุ่มจังหวัดในภาคใต้ตอนล่าง
ฝั่งทะเลอ่าวไทย (นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส) เป็นมูลค่ารวมประมาณ
5,000 บาทต่อคน รองลงมา คือ กลุ่มจังหวัดในภาคกลางตอนล่าง (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร
สมทุ รปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุร)ี เปน็ มลู ค่ารวมประมาณ 4,500 บาทต่อคน (ตารางท่ี 7)
(3) จงั หวดั ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากกิจกรรมนอกภาคเกษตร และ
ไม่เก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังโดยตรง เช่น จังหวัดระยอง ชลบุรี
สมุทรปราการ สงขลา นครศรีธรรมราช ฉะเชิงเทรา และภูเก็ต (ตารางที่ 8) และมูลค่าผลผลิตนอก
ภาคเกษตรกรมแี นวโนม้ เพม่ิ ข้นึ ในชว่ งปี พ.ศ. 2557-2559 (ตารางท่ี 9)
(4) กลุ่มจังหวัดท่ีมีพื้นท่ีป่าชายเลนมากท่ีสุด คือ กลุ่มจังหวัดในภาคใต้ตอนล่างฝ่ังทะเล
อันดามัน (กระบ่ี สตูล และตรัง) มีพ้ืนท่ีรวมประมาณ 6.5 แสนไร่ รองลงมา คือ ภาคใต้ตอนกลางฝ่ัง
ทะเลอันดามนั (ระนอง พงั งา ภูเกต็ มีพ้นื ท่ีรวมประมาณ 5 แสนไร่ (ตารางที่ 10) ส่วนกลุ่มจังหวัดท่ีมี
พน้ื ทแ่ี นวปะการังมาก ได้แก่ ภาคใต้ฝ่ังทะเลอันดามัน (ท้ังตอนกลางและตอนล่าง) โดยเฉพาะจังหวัด
พังงา กระบ่ี สตูล และภูเก็ต ตามล้าดับ ส้าหรับภาคใต้ฝ่ังทะเลอ่าวไทย จังหวัดท่ีมีแนวปะการังมาก
ที่สุด คอื สรุ าษฎรธ์ านี
หากพิจารณาเปรียบเทยี บขอ้ มูลด้านเศรษฐกิจและด้านทรัพยากรป่าชายเลนและป่าชายหาด
แล้ว มีข้อสังเกตทน่ี ่าสนใจ 4 ประการ คอื
(1) กลุ่มจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่ากลุ่มจังหวัดอ่ืน
รองลงมา คือ กลุ่มจังหวัดภาคใตฝ้ ง่ั อ่าวไทยและกลุม่ จงั หวดั ภาคใต้ฝงั่ อนั ดามนั ตามล้าดบั
(2) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอันดามัน (ตอนกลางและตอนล่าง) มีพ้ืนท่ีป่าชายเลนมากท่ีสุด
รองลงมา คอื กลุ่มจงั หวดั ภาคตะวนั ออก และกลมุ่ จังหวัดภาคใต้ตอนลา่ งฝ่งั ทะเลอา่ วไทย
(3) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังทะเลอันดามัน (6 จังหวัด) ซึ่งมีพ้ืนท่ีป่าชายเลนและแนวปะการัง
มากท่สี ุด แตก่ ลับมมี ูลค่า GPP และ มูลค่า GPP per capita ในระดับทตี่ ้่ากวา่ กลมุ่ จงั หวัดอ่ืน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 36

ขอ้ มูลสนบั สนุนเศรษฐกจิ สนี า้ เงิน

(4) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน (6 จังหวัด) และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่างฝั่งทะเล
อ่าวไทย (5 จังหวัด) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 0.950 ล้านล้านบาท ซ่ึงเป็นเพียงครึ่งหน่ึงของมูลค่า
ทางเศรษฐกจิ ของกลุ่มจงั หวดั ภาคกลางตอนล่าง (1.932 ลา้ นล้านบาท) โดยกลุ่มจังหวัดภาคใต้ท้ังสอง
กลุม่ มีรายไดส้ ่วนหนง่ึ มาจากฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั (รวมท้ังการไดร้ บั ประโยชน์จากพื้นที่
ป่าชายเลน ปา่ ชายหาด และแนวปะการังของตน) เชน่ การทอ่ งเทีย่ วทางทะเล และกิจกรรมด้านท่ีพัก
ค้างแรมและภตั ตาคาร

ตารางท่ี 7 มลู คา่ ผลิตภณั ฑ์มวลรวมกลุ่มจงั หวดั ทางทะเลและชายฝัง่ ปี 2556

กลมุ่ ข้อมูลปี 2556
ท่ี
กลมุ่ จงั หวดั จ้าแนกตาม ทช. มูลคา่ GPP รวม มูลคา่ GPP ตอ่ หัว ประชากร
(พนั คน)
(ล้านบาท) (บาท) 1,625
4,452
1 ภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบรุ ีและ 910,881 560,395
942
ตราด 1,504
5,188
2 ภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สมุทรสงคราม 1,932,603 434,064
1,047
สมทุ รสาคร สมุทรปราการ ฉะเชงิ เทรา 1,284

และชลบรุ ี (ไมร่ วม กทม.)

3 ภาคใต้ตอนบนฝ่ังทะเลอ่าวไทย คือ 124,268 131,892

เพชรบรุ ี และประจวบคีรขี นั ธ์

4 ภาคใต้ตอนกลางฝั่งทะเลอ่าวไทย คือ 267,965 178,180

ชุมพร และสรุ าษฎรธ์ านี

5 ภาคใต้ตอนล่างฝั่งทะเลอ่าวไทย ได้แก่ 534,934 103,113

นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี

และนราธวิ าส

6 ภาคใต้ตอนกลางฝั่งทะเลอันตามัน ได้แก่ 211,112 201,719

ระนอง พังงา และภูเก็ต

7 ภาคใต้ตอนล่างฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ 206,896 161,170

กระบี่ สตูล และตรัง

ที่มา : การค้านวณมลู คา่ ทางเศรษฐกิจ โดยคณะผวู้ ิจยั ข้อมลู จาก กรมบัญชกี ลาง (2556)

หมายเหต:ุ ไม่รวมข้อมลู กรุงเทพฯ เพื่อลดปัญหาลา้ เอยี งของขอ้ มูล

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 37

ข้อมูลสนบั สนนุ เศรษฐกจิ สนี า้ เงนิ

ตารางที่ 8 มูลค่าผลผลิตภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2556 (หน่วย: ล้าน

บาท)

กลมุ่ จงั หวัด จา้ แนกตาม ทช. มลู ค่าผลผลติ ทางการเกษตร มูลค่าผลผลติ นอกภาคเกษตร

1. ภาคตะวันออก

ระยอง 23,465 784,100

จันทบุรี 42,584 37,167

ตราด 11,749 11,816

2. ภาคกลางตอนลา่ ง (ไม่รวม กทม.)

สมุทรสงคราม 2,300 12,154

สมุทรสาคร 20,806 373,091

สมุทรปราการ 3,575 581,091

ฉะเชงิ เทรา 17,626 186,044

ชลบรุ ี 23,213 712,703

3. ภาคใต้ตอนบนฝ่ังทะเลอา่ วไทย

เพชรบรุ ี 12,716 59,492

ประจวบคีรขี ันธ์ 15,499 36,561

4. ภาคใต้ตอนกลางฝั่งทะเลอ่าวไทย

ชมุ พร 22,847 30,884

สรุ าษฎรธ์ านี 53,005 161,228

5. ภาคใตต้ อนล่างฝ่ังทะเลอ่าวไทย

นครศรธี รรมราช 53,666 125,739

พัทลุง 13,635 24,774

สงขลา 38,922 187,906

ปัตตานี 13,530 29,197

นราธวิ าส 19,784 27,782

6. ภาคใตต้ อนกลางฝงั่ ทะเลอันดามนั

ระนอง 8,031 12,444

พังงา 24,971 23,211

ภเู กต็ 3,149 139,305

7. ภาคใต้ตอนลา่ งฝั่งทะเลอันดามนั

กระบี่ 35,118 75,129

สตูล 9,517 11,057

ตรงั 32,898 43,177

ท่ีมา: ข้อมูลจาก กรมบัญชีกลาง

หมายเหต:ุ ไมร่ วมข้อมลู กรงุ เทพฯ เพอื่ ลดปญั หาล้าเอียงของข้อมลู

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 38

ขอ้ มูลสนับสนุนเศรษฐกิจสีนา้ เงนิ

ตารางท่ี 9 มูลค่าผลผลิตภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2557-2559 (หน่วย:

ล้านบาท)

กลมุ่ จงั หวัด จ้าแนก ผลผลิตภาคเกษตร ผลผลติ นอกภาคเกษตร

ตาม ทช. 2557 2558 2559 2557 2558 2559

1. ภาคตะวันออก 99,251 92,450 98,523 932,703 910,625 947,949

ระยอง 21,059 18,936 20,236 873,103 846,884 876,880

จันทบรุ ี 60,260 56.983 60,987 40,818 43,895 49,091

ตราด 17,932 16,531 17,299 18,782 19,845 21,978

2. ภาคกลางตอนลา่ ง 60,522 57,573 60,506 2,022,013 2,107,072 2,271,841

(ไมร่ วม กทม.)

สมุทรสงคราม 2,446 2,294 2,516 16,352 17,331 18,325

สมุทรสาคร 19,702 18,459 20,513 317,316 326,438 345,693

สมุทรปราการ 2,531 2,307 2,508 662,772 684,322 689,380

ฉะเชิงเทรา 19,829 18,682 18,272 304,248 298,007 322,642

ชลบุรี 16,014 15,831 16,697 721,325 780,974 895,800

3. ภาคใตต้ อนบนฝ่ัง 22,826 22,176 23,795 112.100 117.850 126.075

ทะเลอา่ วไทย

เพชรบรุ ี 8,413 7,101 7,310 50,876 53.115 55,587

ประจวบครี ขี นั ธ์ 14,413 15,075 16,484 61,224 64,735 70,488

4. ภาคใตต้ อนกลางฝง่ั 78,296 77,616 88.228 161,133 177,697 195,019

ทะเลอ่าวไทย

ชมุ พร 31,389 30,660 37,029 37,905 40,583 45,221

สรุ าษฎร์ธานี 46,907 46,956 51,199 123,229 137,114 149,799

5. ภาคใต้ตอนล่างฝง่ั 119,218 104,666 115,900 368,064 392,413 407,842

ทะเลอ่าวไทย

นครศรธี รรมราช 39,412 34,675 38,807 102,097 106,083 111,709

พทั ลงุ 11,847 9,845 10,618 21,054 21,597 24,490

สงขลา 35,321 35,365 189,301 204,469 206,337 32,380

ปัตตานี 17,693 15,897 17,684 31,305 33,654 36,624

นราธวิ าส 14,945 11,869 13,427 24,306 26,610 28,683

6. ภาคใต้ตอนกลางฝง่ั 29,162 25,812 28,945 186,822 222,945 252,355

ทะเลอันดามนั

ระนอง 9,877 8,821 10,082 13,399 13,876 15,625

พงั งา 13,966 12,105 13,488 32,663 46,019 50,411

ภเู กต็ 5,319 4,886 5,375 140,760 163,050 186,319

7. ภาคใตต้ อนล่างฝั่ง 62,707 56.636 62.033 108,552 115,903 127,777

ทะเลอนั ดามัน

กระบี่ 25.071 24.294 26.562 50,304 54,764 60.962

สตลู 14.360 13,362 14.649 17.424 18,782 20.289

ตรัง 23,275 18,980 20.823 40,824 42,357 46.525

ที่มา: สา้ นักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ

หมายเหตุ: ไม่รวมข้อมูลกรงุ เทพฯ เพอ่ื ลดปัญหาลา้ เอียงของขอ้ มลู

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 39

ขอ้ มลู สนับสนนุ เศรษฐกิจสีนา้ เงนิ

ตารางท่ี 10 พ้ืนที่ป่าชายเลน ป่าชายหาด และแนวปะการังของกลุ่มจังหวัดทางทะเลและชายฝั่งปี

2557

กลุม่ ที่ กลุ่มจังหวดั จ้าแนกตาม ทช. ขอ้ มลู ปี 2557 (ไร)่
ปา่ ชายเลน ป่าชายหาด แนวปะการัง

1 ภาคตะวนั ออก (ระยอง จันทบุรี และตราด) 152,512.64 6.28 21,674.28

2 ภาคกลางตอนล่าง (สมุทรสงคราม 61,412.62 0 6,471.85

สมทุ รสาคร สมทุ รปราการ ฉะเชิงเทรา และ (เฉพาะชลบรุ ี)

ชลบุรี ไมร่ วม กทม.)

3 ภาคใต้ตอนบนฝัง่ ทะเลอา่ วไทย (เพชรบุรี 16,346.42 430.79 1,449.91

และประจวบครี ขี ันธ์) (เฉพาะประจวบฯ)

4 ภาคใต้ตอนกลางฝ่ังทะเลอ่าวไทย(ชมุ พร 84,831.06 93.46 45,334.49

และสรุ าษฎร์ธานี)

5 ภาคใต้ตอนล่างฝัง่ ทะเลอา่ วไทย 116,027.70 1,411.78 659.09

(นครศรีธรรมราช พทั ลงุ สงขลา ปตั ตานี (ยกเวน้ พทั ลงุ

และนราธิวาส) และนราธวิ าส)

6 ภาคใต้ตอนกลางฝัง่ ทะเลอนั ดามัน (ระนอง 449,766.95 14,814.47 42,885.42

พงั งา และภเู กต็ )

7 ภาคใตต้ อนลา่ งฝง่ั ทะเลอนั ดามนั (กระบี่ 651,160.85 6,931.00 30,479.06

สตูล และตรงั )

ทมี่ า: ค้านวณโดยคณะผวู้ จิ ยั โดยใชข้ อ้ มลู ป่าชายเลนและป่าชายหาด จากโครงการจ้าแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินป่า

ชายเลน พ.ศ. 2557 (บทสรุปส้าหรับผู้บริหาร), ส้านักอนุรักษ์ป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง

(เม.ย.2558) และขอ้ มูลพื้นที่แนวปะการงั มาจาก http://marinegiscenter.dmcr.go.th/mis/#.WnDDNghl9Pb

หมายเหต:ุ ไม่รวมข้อมลู กรงุ เทพฯ เพอื่ ลดปัญหาลา้ เอียงของขอ้ มูล

2.4.2 มูลค่าทางเศรษฐกิจท่ีใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังของกลุ่ม
จังหวัดทางทะเลและชายฝั่ง

ข้อมูลเก่ียวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังของ
กลุ่มจงั หวัดทางทะเลและชายฝั่ง ประกอบด้วยการใช้ท่ีดินประโยชน์ท่ีดินป่าชายเลน กิจกรรมประมง
(การประมงน้าลึกและประมงชายฝ่ัง และการเพาะเล้ียงสัตว์น้ากร่อยและน้าเค็ม) กิจกรรม
อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางทะเล (เช่น ท้าเค็มตากแห้ง น้าปลา ปลาปั่น ห้องเย็น หมักดอง
อื่น ๆ) กิจการท่าเทียบเรือ และกิจกรรมการท่องเที่ยว (สถานประกอบการ และมูลค่ารายได้จากการ
ทอ่ งเท่ยี วของชาวไทยและชาวต่างชาติ) โดยมีขอ้ ค้นพบ ดงั นี้

การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ตามรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง ในปี
พ.ศ. 2557 พบว่า ส่วนใหญ่ใชพ้ ้นื ท่ปี า่ ชายเลนเพ่ือการท้านากุ้ง ส้าหรับพ้ืนท่ีเพื่อการเกษตรมักใช้เพ่ือ
ปลูกพชื ไมผ้ ลและไมย้ นื ต้นขน้ึ กบั ลกั ษณะภมู ิประเทศและบรบิ ททางเศรษฐกิจของพื้นที่ (เช่น มะพร้าว

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 40

ขอ้ มูลสนับสนนุ เศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

ยางพารา สวนผลไม้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และมีเพียงบางจังหวัดท่ีมีการท้านาเกลือ (เช่น
สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี) ซึ่งจัดอยู่ในประเภทการใช้พื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ
(ตารางท่ี 11) ซ่ึงพื้นท่ีเพื่อวัตถุประสงค์อื่น รวมพ้ืนที่เมือง พ้ืนที่เลนงอก และพื้นที่ท้าเหมืองแร่ ซ่ึงจะ
ไมก่ ล่าวถงึ ในทีน่ ้ี

กิจกรรมประมง (การประมงน้าลึกและประมงชายฝั่ง และการเพาะเลี้ยง และกิจกรรมด้าน
อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางทะเล (เช่น ท้าเค็มตากแห้ง น้าปลา ปลาป่น ห้องเย็น หมักดอง
อืน่ ๆ) พบประเด็นทน่ี ่าสนใจ 4 ประการ ได้แก่

(ก) การใชส้ ัตวน์ า้ สว่ นใหญ่เปน็ การด้าเนินการประเภทแช่เย็น แช่แข็ง (พ.ศ. 2557) จังหวัดที่
มีปริมาณสัตว์น้าทางทะเลเพื่อกิจการห้องเย็นค่อนข้างมาก คือ สมุทรสาคร สมุทรปราการ สงขลา
ระยอง ระนอง ปัตตานี และตรัง ตามล้าดับ (ตารางที่ 12) ส้าหรับจังหวัดที่มีการใช้สัตว์น้าเพ่ือการ
ผลิตอาหารทะเลแปรรูป (อาหารกระป๋อง ลูกชิ้นปลา น้าปลา) ค่อนข้างมาก คือ สมุทรสาคร
สมุทรปราการ และระยอง ตามลา้ ดบั รองลงมา คือ การจับสัตว์น้าทะเลเพื่อการท้าปลาป่น ส่วนใหญ่
จะผลิตที่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรปราการ ระยอง และตรัง (ตารางที่ 12) ซ่ึงสัตว์น้าบางส่วน
นา้ เข้าจากตา่ งประเทศ

(ข) มลู ค่าผลผลิตประมงทางทะเลและชายฝงั่ (พ.ศ. 2557) ของกรมประมง แบ่งเป็นกิจกรรม
การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล การเพาะเลี้ยงหอยทะเล การเพาะเล้ียงปลาน้ากร่อย และการประมงชายฝั่ง
และพบวา่ ผลผลิตในการเพาะเลี้ยงกงุ้ ทะเล มีมูลค่ามากท่ีสุด (ประมาณ 44,000 ล้านบาท) รองลงมา
คือ ผลผลิตในการเพาะเลี้ยงหอยทะเล (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) และการเพาะเลี้ยงปลาน้ากร่อย
(ประมาณ 2,600 ล้านบาท) (ตารางที่ 13) ส่วนจังหวัดที่มีมูลค่าผลผลิตประมงทางทะเลและชายฝั่ง
มากท่ีสุด คือ ปัตตานี (มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท) รองลงมา (มูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาท)
คือ สมุทรสาคร จันทบุรี ตราด สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระนอง และฉะเชิงเทรา ตามล้าดับ ส่วน
จังหวัดท่ีมีการเพาะเล้ียงกุ้งมากท่ีสุดคือ จันทบุรี และตราด (มูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาท) และ
จังหวัดท่ีมีการเพาะเลี้ยงปลาน้ากร่อยมากท่ีสุดคือ ฉะเชิงเทราและปัตตานี (มูลค่ามากกว่า 4,000
ล้านบาท) สา้ หรบั การประมงชายฝง่ั น้นั ขอ้ มลู ของบางจังหวัดได้ รวมการประมงน้าลึกและการประมง
พื้นบา้ นเข้าดว้ ยกนั จึงไม่สามารถเปรยี บเทียบได้

(ค) มูลค่าเพิ่มสาขาประมง ระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2556 จากสถิติของกรมบัญชีกลาง (ซึ่ง
รวบรวมมาจาก GPP สาขาประมงของจังหวัดต่าง ๆ) พบว่า การประมงน้าลึกและชายฝ่ังมีมูลค่าเพิ่ม
มากท่ีสุด รองลงมา คือ การท้าฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ส่วนจังหวัดท่ีมีมูลค่าเพิ่มสาขาประมงมากที่สุด คือ
สมุทรสาคร ปัตตานี จนั ทบุรี ประจวบคีรีขนั ธ์ ตรัง ตราด สตูล และสงขลา ตามล้าดบั (ตารางที่ 14)

(ง) มูลค่ากิจกรรมด้านประมงน้าเค็มในระดับอ้าเภออาศัยข้อมูลของกรมประมงเร่ืองสถิติ
ปริมาณและมูลค่าสัตว์น้า ณ ท่าข้ึนปลาน้าเค็ม (ซ่ึงรวมทั้งการประมงในและนอกน่านน้าไทย และไม่
รวมสัตว์น้าท่ีน้าเข้าห้องเย็นหรือโรงงานแปรรูป) ประจ้าปี พ.ศ. 2557 ซ่ึงข้อมูลของสถิติน้ีไม่สามารถ
น้าไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการเพาะเล้ียงสัตว์น้าเค็มและน้ากร่อยได้ข้างต้นได้เพราะรวมการประมง

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 41

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สนี ้าเงิน

นอกน่านน้าไทย และจงั หวัดทมี่ ีมูลค่ากิจกรรมด้านนี้สูง ได้แก่ ปัตตานี สมุทรสาคร ภูเก็ต ชุมพร และ
ระยอง ตามล้าดับ

กิจกรรมท่าเทียบเรือทางทะเลและชายฝ่ัง เนื่องด้วยข้อจ้ากัดของข้อมูลทุติยภูมิในด้านมูลค่า
ในการศกึ ษาครงั้ นี้ จึงน้าข้อมูลเฉพาะ "ปริมาณ" ตามข้อมูลท่าเรือของกรมเจ้าท่าและองค์การสะพาน
ปลา ปี พ.ศ. 2558 ซง่ึ แบ่งกจิ กรรมทา่ เรือเปน็ ท่าเรือท่องเที่ยว ท่าเรือประมงและสะพานปลา ท่าเรือ
พาณิชย์ ท่าเรือน้าลึก และท่าเรือด้านอ่ืน ๆ (โดยไม่รวมท่าเรือเอกชนรายเล็กและท่ีไม่ได้ปรากฏใน
รายงานของกรมเจ้าท่า) (ตารางที่ 15 ถงึ ตารางที่ 17) และพบประเดน็ ท่นี า่ สนใจ 3 ประการ คอื

(ก) จังหวัดที่มีกิจกรรมด้านท่าเรือหลากหลายด้าน คือ ภูเก็ต รองลงมา คือ ระนอง ระยอง
ชุมพร สรุ าษฎร์ธานี และกระบี่ ตามล้าดับ และท่าเรือที่มีมาก คือ ท่าเรือท่องเท่ียว ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่
ท่ีภูเก็ต ระนอง ระยอง ชุมพร ประจวบฯ และกระบ่ี ตามล้าดับ เน่ืองจากจังหวัดเหล่านี้มีแหล่ง
ท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝ่ังท่ีดึงดูดนักท่องเท่ียวชาวไทยและชาวต่างชาติ และธุรกิจท่าเรือ
ทอ่ งเท่ียวของจงั หวัดเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2559 สามารถรองรบั นักผโู้ ดยสารไดร้ วมประมาณ 32.64 ล้าน
คน โดยท่าเรือท่ีรองรบั ผู้โดยสารได้มากกว่า 4 ลา้ นคน อยทู่ จี่ ังหวดั ภเู ก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช และ
สงขลา ตามลา้ ดบั

(ข) ทา่ เรือประมงและสะพานปลาตง้ั อยูฝ่ ัง่ ทะเลอา่ วไทยจ้านวน 6 แห่ง และฝ่ังทะเลอันดามัน
จา้ นวน 8 แหง่ กระจายไปยงั จังหวัดต่าง ๆ โดยจังหวัดทมี่ ีท่าเรือประมง/สะพานปลามากที่สุดคือ ตรัง
และสตูล และจังหวัดที่มีท่าเรือน้าลึกมากท่ีสุด คือ สุราษฎร์ธานี รองลงมา คือ ชุมพร และตรัง ถึง
กระน้ัน ทา่ เรือน้าลกึ ที่ส้าคญั ตั้งอย่ใู นจงั หวัดระยอง คือ ทา่ เรอื แหลมฉบงั ท่าเรอื นิคมมาบตาพุด

(ค) ปริมาณสินค้าบริเวณเมืองท่าชายทะเล เมื่อปี พ.ศ. 2558 ใน จังหวัดชลบุรี มีมากท่ีสุด
รองลงมาคือ ระยอง และสมุทรปราการ ซ่ึงเปน็ ไปตามทตี่ ้ังของทา่ เรือที่ส้าคัญน่ันเอง ส้าหรับท่าเรือน้า
ลกึ หรอื ท่าเรือพาณิชยท์ ีส่ า้ คัญ คือ ท่าเรือการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบ
ตาพุด ท่าเรือกรงุ เทพฯ และท่าเรือสงขลา ตามล้าดบั สา้ หรับทา่ เรือการค้าชายฝั่ง ท่ีส้าคัญ คือ ท่าเรือ
แหลมฉบัง ทา่ เรอื สมุทรปราการ และทา่ เรอื บา้ นดอน (สรุ าษฎร์ธาน)ี ตามล้าดับ

กิจกรรมการท่องเท่ียวท่ีเก่ียวข้องกับการใช้บริการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาด สามารถ
ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้ของสถานประกอบการด้านห้องพักจากนักท่องเที่ยวและผู้มา
เย่ียมเยือนและรายได้จากธุรกิจการจัดบริการการท่องเที่ยว ที่เก่ียวข้องกิจกรรมด้านทะเลและชายฝั่ง
สา้ หรบั ข้อมลู ของสถานประกอบการ (จา้ นวนหอ้ งพกั และอตั ราการเข้าพักเฉลี่ย) และมูลค่ารายได้จาก
การท่องเท่ียวของชาวไทยและชาวต่างชาติ ระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2558 ตามข้อมูลสถิติสรุป
สถานการณ์ท่องเท่ียวภายในประเทศ พ.ศ. 2558 โดยส้านักงานสถิติแห่งชาติ (ตารางท่ี 18) และ
พบว่า (ก) จังหวัดท่ีมีจ้านวนห้องพักมากกว่า 10,000 ห้องได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี พังงา
สงขลา กระบ่ี ระยอง และตราดตามล้าดับ (ข) จังหวัดที่มีอัตราการเข้าพักมากกว่าร้อยละ 70 คือ
ชลบุรี และ ภูเก็ต (ค) จังหวัดที่มีจ้านวนผู้เย่ียมเยือนมากท่ีสุด ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี
สงขลา กระบ่ี และระยอง ตามล้าดับ และ (ง) จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเท่ียวของชาวไทยและ

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 42

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สีนา้ เงิน

ชาวต่างชาติมากกว่า 40 ล้านบาท คือ ภูเก็ต ชลบุรี กระบ่ี สุราษฎร์ธานี และสงขลา โดยรายได้จาก
การท่องเท่ียวดังกล่าวน้ีเป็นรายได้ท่ีมาจากการซ้ือสินค้าอุปโภคบริโภค การใช้บริการสถานบันเทิง
ตา่ ง ๆ โรงแรมและทพ่ี ัก อาหารและเคร่ืองดื่มการเดินทางภายในประเทศ คา่ รกั ษาพยาบาล

อย่างไรก็ดี ข้อมูลด้านของสถานประกอบการโรงแรมและรายได้จากผู้เย่ียมเยียนดังกล่าว
อาจจะเป็นการทอ่ งเทย่ี วทไี่ ม่เก่ียวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และใน
ปัจจุบันน้ียังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลจ้าแนกรายได้จากสถานประกอบการท่ีเก่ียวกับการท่องเที่ยวเชิง
ทะเลและชายฝั่ง (เช่น โรงแรมติดชายหาด หรือโรงแรมบนเกาะท่ีเป็นพ้ืนที่เพ่ือการท่องเท่ียวของ
จงั หวัด เป็นตน้ ) รวมถึงธรุ กิจบริการทอ่ งเท่ียวหรือน้าเที่ยวเฉพาะที่เก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากทะเล
และชายฝั่ง (เช่น การด้าน้าตื้นและน้าลึกดูปะการัง การเล่นเรือหรือพายเรือและว่ายน้าในทะเล เป็น
ตน้ ) จึงท้าให้การประเมินมูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดดังปรากฏในตารางที่น้าเสนอ
น้ัน อาจจะมิใช่การใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายหาดของบางจังหวัดน้ันจริง แต่กลับเป็น
การท่องเที่ยวที่ไปใช้ประโยชน์ทางทะเลและชายหาดในจังหวัดอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น การจัดน้าเท่ียว
ของบริษัทท่องเท่ียวในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นการท่องเท่ียวในจังหวัดพังงาและกระบ่ี และใน
บางครง้ั การทอ่ งเทีย่ วในจังหวดั กระบ่ี กม็ ไิ ด้เปน็ การทอ่ งเทีย่ วทางทะเลท้ังหมด ยังมีการท่องเที่ยวทาง
บกด้วย นอกจากน้ี ยังมีการท่องเท่ียวทางทะเลอีกประเภทหน่ึง คือ International Cruise ท้ังเรือ
ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่มาหยุดแวะในบางจังหวัด แต่ด้วยข้อจ้ากัดของข้อมูลจึงยังไม่สามารถ
ประเมนิ มูลคา่ การท่องเทีย่ วประเภทนีไ้ ด้

กิจกรรมของหน่วยงานราชการเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในระดับ
จังหวัด ประกอบด้วยการปลูกและฟ้ืนฟูป่าชายเลนการป้องกันการกัดเซาะชายฝ่ัง การส่งเสริมการ
เพาะเลีย้ งสัตวน์ า้ เคม็ และนา้ กรอ่ ย และการปรับปรุงระบบระบายนา้ เคม็ และน้าจดื (ตารางที่ 19)

ซง่ึ เป็นการรวบรวมข้อมลู จากงบประมาณรายจา่ ยประจา้ ปขี องการส่งเสริมและพัฒนาจังหวัด
และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการของส้านักงบประมาณโดยในการน้าเสนอข้อมูลน้ันได้รวมทั้งงบลงทุน
และงบด้าเนินงานเข้าด้วยกัน เพื่อพิจารณายอดเงินงบประมาณท่ีได้รับท้ังหมด กิจกรรมท่ีใช้
งบประมาณจ้านวนมาก คอื เสน้ ทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน (บางขุนเทียน กทม.) การอนุรักษ์และ
ป้องกันการพังทลายของชายฝ่ังทะเล (ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร) การยกระดับสันเขื่อนหิน
ทิง้ หรือเข่อื นเรยี งหินขนาดใหญห่ รือแนวกันคล่ืนหรือเข่อื นปอ้ งกนั ตล่งิ รมิ ทะเล (สมุทรปราการ ระนอง
นครศรธี รรมราช ตรงั ) และการก่อสรา้ งประตกู ้ันน้าเคม็ (เพชรบรุ ี สงขลา)

เมือ่ พจิ ารณาการจดั สรรงบประมาณส้าหรับกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรทาง
ทะเลและชายฝ่ังในช่วงปีงบประมาณ 2554-2559 (ตารางท่ี 19) มีข้อสังเกตอย่างน้อย 3 ประการ
ไดแ้ ก่

(ก) เกือบทุกกลุ่มจังหวัดด้าเนินกิจกรรมการลงทุน (investment) เพ่ือการป้องกันการกัด
เซาะชายฝั่งหรอื แนวกันคล่ืนหรือตลิ่งพัง (ยกเว้นกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก) เน่ืองจากปัจจุบันปัญหา
ดงั กลา่ วมคี วามรุนแรงมากขึ้นจนนา้ ไปสู่การสญู เสยี ที่ดนิ และการประกอบอาชีพของประชาชน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 43

ข้อมลู สนบั สนนุ เศรษฐกจิ สนี า้ เงนิ

(ข) ปัญหาการระบายน้าเค็มส่วนใหญ่ด้าเนินการในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ในขณะท่ีเมืองพัทยา
ให้ความสา้ คัญกบั การปรับปรุงคุณภาพนา้ และการก้าจดั ขยะมูลฝอยบริเวณชายหาด และ

(ค) บางจังหวัดให้ความส้าคัญกับการปรับปรุงแนวปะการังหรือการจัดท้าแนวปะการังเทียม
และการพัฒนาแหล่งเพาะพนั ธุป์ ลา ได้แก่ จันทบุรี และเมืองพัทยา

กิจกรรมประเภทอนื่ ๆ ในระดับจังหวัดทางทะเลและชายฝั่งน้ันไม่สามารถด้าเนินการจัดเก็บ
ข้อมูลได้ครบถ้วน เช่น ธุรกิจซ่อมเรือ อุตสาหกรรมต่อเรือ โรงเรียน/วิทยาลัยท่ีเกี่ยวข้อง ธุรกิจด้าน
เทคโนโลยีชีวภาพทางทะเลและเทคโนโลยีทางทะเล การบริการด้านสิ่งแวดล้อมทะเล (ก้าจัดมลพิษ
ทางทะเล) และการบริการบริษัทท่ีปรึกษาด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และการผลิตพลังงาน
ลมตามริมหาดหรือในทะเล ส้าหรับกิจกรรมด้านการขุดเจาะน้ามันและก๊าซฯ เหมืองแร่ในทะเลและ
การเดินเรือระหว่างประเทศ เป็นกิจกรรมของหน่วยงานระดับประเทศและมูลค่าทางเศรษฐกิจท่ี
เกิดขึน้ นัน้ นับเป็นประโยชน์ของประเทศ หรือธรุ กิจระดับประเทศ ซ่ึงผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน
ทุกคนในประเทศจึงมิได้นับเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของระดับจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่
สามารถน้ามาประเมินจ้าแนกเป็นมูลค่าเศรษฐกิจสีน้าเงินระดับจังหวัดได้ ส้าหรับการประเมินผล
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกิจกรรมดังกล่าวในระดับประเทศนั้น ได้มีการศึกษาไว้แล้วใน
"ผลประโยชน์ชาติทางทะเล" โดยเผดมิ ศักดิ์ จารยะพนั ธุ์ และคณะ (2550)

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 44

ข้อมูลสนับสนุนเศรษฐกจิ สีนา้ เงิน

ตารางท่ี 11 การใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ ป่าชายเลน ระดบั จังหวดั ปี พ.ศ. 2557

กลุม่ จงั หวัด จ้าแนกตาม ทช. ปา่ ชายเลน (ไร่) นากงุ้ (ไร)่ พนื้ ทีเ่ กษตร (ไร่) อื่น ๆ (ไร่)

1. ภาคตะวนั ออก

ตราด 59,727.02 20,707.58 12,809.31 8,770.35

จนั ทบรุ ี 82,594.79 81,715.95 32,088.69 12,730.59

ระยอง 10,190.83 15,563.36 3,750.81 2,217.48

2. ภาคกลางตอนลา่ ง (ไมร่ วม กทม.)

ชลบุรี 4,551.71 2,113.69 2,326.92 18,356.14

ฉะเชิงเทรา 7,585.35 2,860.00 3,237.16 16,526.63

สมุทรปราการ 10,643.31 51,645.66 951.33 11,531.47

สมุทรสาคร 20,385.69 50,671.52 7,811.84 89,513.98

สมทุ รสงคราม 18,246.56 16,556.43 1,311.65 44,210.38

3. ภาคใตต้ อนบนฝั่งทะเลอ่าวไทย

เพชรบรุ ี 14,839.53 5,703.79 14,858.80 51,037.84

ประจวบครี ขี นั ธ์ 1,506.89 4,017.79 5,189.13 601.71

4. ภาคใตต้ อนกลางฝั่งทะเลอ่าวไทย

ชุมพร 37,001.35 15,834.12 32,738.14 3,463.01

สรุ าษฎร์ธานี 47,829.71 28,221.00 9,510.29 7,279.62

5. ภาคใตต้ อนล่างฝัง่ ทะเลอา่ วไทย

นครศรีธรรมราช 80,922.46 52,926.05 10,088.79 5,811.53

พทั ลงุ 445.72 1,629.42 6.986.08 7,648.52

สงขลา 17,178.75 7,119.68 15,434.56 10,487.06

ปัตตานี 17,405.86 3,838.41 8,258.19 10,669.60

นราธิวาส ท่ีดินปา่ ชายเลนอยนู่ อกเหนอื จากขอบเขตการจา้ แนกการใชป้ ระโยชน์ทด่ี ินป่าชายเลน

6. ภาคใต้ตอนกลางฝง่ั ทะเลอนั ดามนั

ระนอง 161,919.41 4,112.10 16,138.23 38,054.32

พงั งา 274,401.14 6.087.01 31.339.88 54.113.56

ภูเกต็ 13,446.40 2,852.19 2,281.79 10,729.94

7. ภาคใต้ตอนลา่ งฝง่ั ทะเลอันดามนั

กระบ่ี 213.646.09 12,780.64 41,417.32 54.760.08

ตรัง 211.625.11 13.758.65 34,854.47 42,396.94

สตลู 225,889.65 15,752.74 46,448.68 46,950.70

ทม่ี า: สา้ นักอนุรกั ษ์ทรพั ยากรป่าชายเลนกรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ัง

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
หมายเหตุ: (ก) ไมร่ วมขอ้ มลู กรงุ เทพฯ เพ่ือลดปญั หาล้าเอียงของขอ้ มูล และ

(ข) พน้ื ทีเ่ พื่อวตั ถปุ ระสงค์อ่นื อาทิ ท่าเทียบเรือ พื้นที่ทิ้งร้าง พื้นท่ีเมือง พ้ืนท่ีเลนงอก และพ้ืนที่ท้าเหมืองแร่ใน
เขตปา่ ชายเลน

| CMGF Secretariat Thailand (Prince of Songkla University) 45


Click to View FlipBook Version