มคอ.3 2021 111 ทักษะดนตรพี ้ืนบ้าน 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศกึ ษาที่ 1 / 2564
C : CREATIVE เป็นผมู้ ีจนิ ตนาการสรา้ งสรรคท์ เ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ การทางานเพอ่ื มหาชน
นายชาติอาชา พาลีละพสิษฐ์กุล สาขาดนตรีพืน้ บา้ น วทิ ยาลยั ดุริยางศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 1
มคอ.3 2021 111 ทักษะดนตรพี ้ืนบ้าน 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาที่ 1 / 2564
ชอ่ื สถาบนั อดุ มศกึ ษา รายละเอยี ดของรายวชิ า
วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
วิชาเอกดนตรพี ื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดรุ ยิ างคศิลป์
หมวดท่ี 1 ขอ้ มูลท่วั ไป
1. รหัสและชื่อรายวชิ า
2021 111 ทกั ษะดนตรีพ้นื บา้ น 1 Folk Music Skill 1
2. จานวนหนว่ ยกติ
2 (0-4-2)
3. หลักสตู รและประเภทของรายวิชา
หลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ ( กศ.บ.ดนตรศี ึกษา ) วชิ าเอกบังคบั หมวดวชิ าเฉพาะด้าน
4. อาจารย์ผรู้ ับผดิ ชอบรายวิชาและอาจารยผ์ ู้สอน
อาจารย์ผรู้ ับผดิ ชอบรายวชิ า : อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ
โทร: 0921492783 Email. [email protected]
5. ภาคการศึกษา/ช้ันปที เี่ รยี น
ภาคตน้ ปีการศกึ ษาท่ี 2564 / ชั้นปีท่ี 1
6. รายวิชาทีต่ อ้ งเรียนมากอ่ น (Pre-requisite) (ถ้ามี)
- ไม่มี -
7. รายวชิ าทตี่ อ้ งเรียนพรอ้ มกนั (Co-requisites) (ถา้ มี)
- ไมม่ ี -
8. สถานท่ีเรยี น
1. มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ตึก C วิทยาลัยดรุ ยิ างคศลิ ป์ ห้องเรยี นปฏิบตั กิ ารดนตรพี ื้นบา้ น
ช้ัน 4 ห้อง 407
2. เรยี นออนไลนผ์ า่ นโปรแกรม google meet , Zoom
9. วนั ท่ีจัดทาหรือปรับปรุงรายละเอยี ดวชิ าคร้งั ล่าสดุ
- วนั จัดทา 25 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
- วันท่ีปรบั ปรุง 20 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564
หมวดท่ี 2 จุดมุ่งหมายและวัตถปุ ระสงค์
1. จุดมงุ่ หมายของรายวิชา
เข้าใจหลักการฝึกปฏิบัตเิ ครอื่ งเอก และการขับรอ้ งพ้ืนบ้าน โดยใช้บนั ไดเสยี งแบบฝึกหดั และบทเพลงข้ันพื้นฐาน พร้อมท้ัง
การบูรณาการ งานวิจยั กจิ กรรม โครงการทานบุ ารงุ ศิลปะวัฒนธรม และบริการวิชาการแกช่ ุมชน
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรพี ้นื บา้ น วทิ ยาลยั ดุรยิ างศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2
มคอ.3 2021 111 ทกั ษะดนตรพี ืน้ บ้าน 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาที่ 1 / 2564
2. วตั ถุประสงคใ์ นการพัฒนา/ปรับปรงุ รายวิชา
ศึกษาค้นคว้าแนวทางการอนรุ ักษแ์ ละประยกุ ต์ใช้เคร่อื งดนตรี และการขบั ร้อง โดยใช้บทเพลงพื้นบ้านและกลอนลาต่าง ๆ
ในสงั คมปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม พรอ้ มท้ังการบรู ณาการ งานวิจัย กจิ กรรม โครงการทานบุ ารงุ ศลิ ปวฒั นธรมและบริการวิชาการแก่
ชุมชน
หมวดที่ 3 ลกั ษณะและการดาเนินการ
1. คาอธบิ ายรายวชิ า
(ภาษาไทย) - ฝกึ ทกั ษะการปฏิบัติเครอ่ื งมอื เอกหรอื การขบั ร้องพ้ืนบา้ นอสี าน 1 โดยใชบ้ ันไดเสยี ง แบบฝึกหัดและบทเพลง
ในขน้ั พน้ื ฐาน
(ภาษาองั กฤษ) I - Folk musical instrument or vocal music skill 1 by using scale, exercise and basic song
2. จานวนชั่วโมงท่ีใช้ตอ่ ภาคการศึกษา 2 หนว่ ยกติ (0-4-2)
บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏบิ ตั ิ/งาน การศึกษาด้วยตนเอง
ภาคสนาม/การฝึกงาน
บรรยาย 11 ชวั่ โมง สอนเสรมิ ตามความต้องการ ฝกึ ปฏิบตั ิ 30 ช่ัวโมง 60 = ชว่ั โมง
(1 ชม. x 11 สปั ดาห์) ของอาจารยแ์ ละนสิ ิต (2 ชม. x 15 สปั ดาห์) (4 ชม. x 15 สปั ดาห์)
3. จานวนช่ัวโมงต่อสัปดาห์อาจารย์ใหค้ าปรกึ ษาและแนะนาทางวชิ าการแกน่ ักศึกษาเป็นรายบุคคล
ทกุ วันพุธ เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้องปฏบิ ตั ิการดนตรีพนื้ บ้าน ชัน้ 4 หอ้ ง 407 วทิ ยาลยั ดุริยางคศิลป์
หมวดที่ 4 การพฒั นาผลการเรยี นรขู้ องนักศกึ ษา
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ความรู้ ทกั ษะทางปัญญา ทักษะ ทักษะการ วิธวี ทิ ยาการจัดการ
ความสัมพนั ธ์ วิเคราะหเ์ ชิง เรยี นรู้
ระหว่าง ตัวเลข การ
บคุ คลและ ส่ือสารและ
ความ การใช้
รับผิดชอบ เทคโนโลยี
สารสนเทศ
12341234123412312312345
X XX XXX X
ความรับผิดชอบหลกั ความรับผิดชอบรอง
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วทิ ยาลยั ดุรยิ างศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 3
มคอ.3 2021 111 ทกั ษะดนตรพี ้ืนบา้ น 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศกึ ษาท่ี 1 / 2564
มาตรฐานการเรียนรู้ รายละเอยี ดทต่ี ้องพัฒนา วธิ กี ารสอน วิธกี ารวัดและประเมินผล
1. คุณธรรมจรยิ ธรรม - พฤติกรรมการเขา้ เรยี น และ
1.1 รัก ศรัทธาและภูมใิ จใน - สอนใหป้ ฏิบัติการเปา่ แคน การปฏบิ ัติการเป่าแคนตาม
2. ความรู้ วิชาชพี ครู มจี ิตวญิ ญาณและ โดยสอดแทรกการบรรยาย แบบฝกึ หัดท่ีได้รบั มอบหมาย
อดุ มการณค์ วามเป็นครู และ ความสาคญั ของวิชาชีพครู ตามขอบเขตทีใ่ หแ้ ละตรงเวลา
ปฏบิ ัตติ น ตามจรรยาบรรณ - สอนใหป้ ฏิบัตกิ ารเป่าแคน -ประเมนิ ผลจากการ
วิชาชีพครู โดยสอดแทรกบรรยายความ ปฏิบัตกิ ารเป่าแคนตาม
วิริยะ อุตสาหะ และการให้ แบบฝกึ หดั ชักถามปัญหาและ
2.2 มคี วามรอบร้ใู นหลักการ กาลงั ใจเพ่อื ให้นสิ ิตเดนิ ทาง แนวทางการแกไ้ ข การสรา้ ง
แนวคดิ ทฤษฎี สามารถ ไปสู่เปา้ หมายอุดมการณค์ วาม กาลังใจ เพ่ือให้นิสิตเดินทาง
เปน็ ครู ได้อย่างภาคภมู ิ ไปสเู่ ปา้ หมายอดุ มการณค์ วาม
วิเคราะหค์ วามรคู้ วามกา้ วหน้า - สอนใหป้ ฏิบตั ิการเปา่ แคน เป็นครู
ดา้ นวิทยาการและนาไป โดยสอดแทรกบรรยาย - ทดสอบ ชักถามและสังเกต
จรรยาบรรณวชิ าชีพครู วิเคราะห์ แยกแยะพฤตกิ ารณ์
ประยุกต์ใช้ โดยมีผลลพั ธต์ าม - สอบกลางภาคปฏิบตั ิ / สอบ ของนิสิตในกิจกรรม
มาตรฐานผลการเรยี นรดู้ ้านทาง ปลายภาคปฏบิ ตั ิ แลกเปลี่ยนเรียนรูร้ ะหวา่ ง
ด้นการปฏบิ ัตกิ ารเป่าแคนเขา้ ใจ นิสติ และครูผสู้ อน ยกตวั อย่าง
ประวัตศิ าสตร์ วัฒนธรรม และ - ฝกึ บรรเลงเดี่ยวดนตรี จรรยาบรรณทดี่ แี ละ
พนื้ บา้ นกับผสู้ อนโดยอธบิ าย พฤติกรรมทไ่ี มค่ วารปฏิบัติ
หลักปรัชญาทางดนตรี ให้นสิ ติ เขา้ ใจเห็นคณุ ค่าของ - สอบกลางภาค / สอบปลาย
ความสัมพนั ธข์ องเทคโนโลยี แนวคดิ ทฤษฎี สามารถ
ดนตรศี ึกษา ทักษะดนตรใี นการ วเิ คราะหค์ วามรู้ความก้าวหน้า ภาค
อา่ นออกเขียนไดถ้ ูกต้องตาม ด้านวทิ ยาการและหลกั -ปฏบิ ัติทดสอบยอ่ ย โดยให้
หลกั ภาษาทางดนตรี หลักการ ปรชั ญาทางดนตรี เพ่ือนาไป นสิ ิตนาเสนอปากเปล่าหน้าชนั้
วิจารณ์ วิพากษ์ วเิ คราะห์ ประยกุ ต์ใช้ เรียนพร้อมกับชักถามเก่ยี วกับ
กฎเกณฑ์ดา้ นดนตรี บารุงรกั ษา - จัดกจิ กรรมในการบรรเลง แนวคิด ทฤษฎี สามารถ
ดนตรพี น้ื บา้ นและใหน้ ิสิตใช้ วเิ คราะห์ความร้คู วามก้าวหน้า
เครอ่ื งดนตรีได้ เทคโนโลยีทางดนตรี ดา้ นวิทยาการและหลกั
นาเสนอผลงานผา่ นสื่อ ปรชั ญาทางดนตรี เพ่ือนาไป
โซเซยี ล โดยใชภ้ าษาในการ ประยุกต์ใช้ – ใหน้ ิสิตสอบจัด
สื่อสารถูกตอ้ งตามหลัก กิจกรรมผา่ น
ภาษาศาสตร์ สือออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี
- ใหจ้ ัดกิจกรรมการทางาน และภาษาในการสอ่ื สาร
กลมุ่ และงานเดยี่ ว ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์
ใหเ้ กดิ ความสุนทรยี ศาสตร์
ทางดนตรี
- ให้นิสิตนาเสนองานกลมุ่ และ
งานเดย่ี ว ค้นควา้ เอกสาร
เกย่ี วกบั การเป่าแคนลาย
นายชาติอาชา พาลีละพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดุริยางศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4
มคอ.3 2021 111 ทกั ษะดนตรีพน้ื บา้ น 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาท่ี 1 / 2564
3. ทักษะทางปัญญา 3.1 คดิ คน้ หา วเิ คราะห์ มอบหมายใหค้ ้นคว้าข้อมลู ท่ี พ้นื ฐาน โดยใชห้ ลักการ
ขอ้ เท็จจรงิ และประเมินข้อมูล เก่ียวข้อง โดยใช้หลักการ วเิ คราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์
4. ทักษะความสมั พนั ธ์ ส่อื สารสนเทศสามารถเผชญิ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ วพิ ากษ์ กฎเกณฑ์ แล้วสรุปและ
ระหวา่ งบคุ คลและความ และก้าวทนั การเปลย่ี นแปลงใน กฎเกณฑ์ แล้วสรปุ และ นาเสนอตลอดจนวิธีการ
รบั ผดิ ชอบ โลกยคุ ดิจทิ ลั เทคโนโลยีข้าม นาเสนอตลอดจนวิธีการ บารุงรกั ษาเครือ่ งดนตรี
แพลทฟอรม์ (Platform) และ บารุงรักษาเครอ่ื งดนตรไี ด้ ตลอดจนการสอบกลางภาค
โลกอนาคต นาไปประยุกตใ์ ช้ สอบปลายภาคด้วยวิธีการ
วนิ จิ ฉัยแกป้ ัญหาและพัฒนางาน - ชแ้ี จงกาหนดให้นิสติ ทางาน ปฏบิ ตั ิตามเคร่ืองมอื เอกดนตรี
ไดอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยคานึงถงึ เอกสารและการปฏบิ ตั ิการ พนื้ บา้ น
ความรู้ หลักการประสบการณ์ เป่าแคน เช่น พฒั นาการลาย
ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ คา่ นิยม แคนในแต่ละยดุ โดยใช้ ใหน้ สิ ติ เสนอผลงานจากใน
แนวคดิ นโยบายและ หลักการ คิด ค้นหา วิเคราะห์ หัวขอ้ ที่กาหนด โดยผา่ น
ยุทธศาสตร์ชาติ บรรทดั ฐานทาง ข้อเทจ็ จรงิ และประเมนิ ข้อมลู กระบวนการ คิด ค้นหา
สงั คมและผลกระทบทอ่ี าจ สอ่ื สารสนเทศสามารถเผชิญ วเิ คราะห์ขอ้ เทจ็ จริง และ
เกิดขน้ึ และกา้ วทนั การเปล่ยี นแปลง ประเมนิ ข้อมูล ส่ือ สารสนเทศ
ในโลกยคุ ดิจิทลั สามารถเผชิญและก้าวทันการ
4.1 เข้าใจและใส่ใจอารมณ์ เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอรม์ เปลีย่ นแปลงในโลกยุคดิจิทัล
ความรู้สึกของผอู้ ่ืน มีความคดิ (Platform) และโลกอนาคต เทคโนโลยขี า้ มแพลทฟอร์ม
เชงิ บวก มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ นาไปประยุกตใ์ ช้วนิ ิจฉยั (Platform) และโลกอนาคต
และทางสงั คม แกป้ ญั หาและพฒั นางานได้ นาไปประยุกต์ใช้วนิ ิจฉัย
อย่างสร้างสรรค์ โดยคานึงถึง แกป้ ัญหาและพัฒนางานได้
ความรู้ หลักการประสบการณ์ อย่างสรา้ งสรรค์ โดยคานึงถึง
ภาคทฤษฎี ภาคปฏบิ ัติ ความรู้ หลักการประสบการณ์
ค่านยิ ม แนวคิด นโยบายและ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ
ยทุ ธศาสตรช์ าติ บรรทัดฐาน คา่ นยิ ม แนวคดิ นโยบายและ
ทางสงั คมและผลกระทบท่ี ยทุ ธศาสตรช์ าติ บรรทัดฐาน
อาจเกิดขนึ้ ทางสงั คมและผลกระทบท่ี
บรรยาย ในหวั ขอ้ มารยาท อาจเกดิ ขึ้น
ทางสังคมและการปฏิบตั ิตอ่
ทิศท้งั 6 พร้อมยกตัวอยา่ ง สงั เกตพฤติการณ์และ
อธิบายเชอ่ื งโยงถึงกระบวน พฤติกรรมของนสิ ิต ในภาระท่ี
การสรา้ งความเข้าใจและใสใ่ จ ได้รับมอบหมาย โดยใช้
อารมณค์ วามรู้สึกของผู้อื่น มี หลักการ ในหวั ข้อ มารยาท
ความคดิ เชงิ บวก มีวฒุ ิภาวะ ทางสังคมและการปฏิบัติต่อ
ทางอารมณแ์ ละทางสงั คมผา่ น ทศิ ท้ัง 6 ซงึ่ ประเมนิ ตาม
ความสุนทรียะรสแห่งบทเพลง กระบวนการปฏิบตั ติ วั ของ
นิสติ ว่ามีความเขา้ ใจและใส่ใจ
อารมณค์ วามรู้สึกของผู้อื่น มี
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ สาขาดนตรีพืน้ บ้าน วทิ ยาลยั ดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 5
มคอ.3 2021 111 ทักษะดนตรีพน้ื บา้ น 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาที่ 1 / 2564
5. ทกั ษะการวิเคราะห์เชิง 5.1 มีทักษะการวิเคราะหข์ อ้ มูล และลายแคนที่นสิ ิตปฏิบตั ิการ ความคิดเชงิ บวก มีวุฒภิ าวะ
ตวั เลข การสือ่ สารและการ สถติ ิ การสงั เคราะห์ขอ้ มูลเชงิ บรรเลง ทางอารมณแ์ ละทางสงั คม
ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ ปริมาณและเชงิ คุณภาพเพ่ือ หรือไม่อย่างไร
เขา้ ใจองคค์ วามรู้ หรือประเด็น บรรยายและอภิรายในหัวข้อ
6. วิธีวิทยาการจัดการ ปัญหาทางการศึกษาไดอ้ ย่าง ทกั ษะการวิเคราะหข์ ้อมูลสถติ ิ ใหน้ สิ ิตใชท้ กั ษะการวเิ คราะห์
เรียนรู้ รวดเร็วและถูกต้อง การสงั เคราะห์ข้อมลู เชิง ขอ้ มลู ทางสถิติ การสังเคราะห์
ปริมาณและเชิงคุณภาพเพ่ือ ข้อมลู เชงิ ปริมาณและเชิง
6.1 สามารถเลอื กใชป้ รชั ญาตาม เข้าใจองคค์ วามรู้ หรือ คุณภาพเพอ่ื เข้าใจองค์ความรู้
ความเช่ือในการสร้างหลกั สูตร ประเดน็ ปญั หาทางการศึกษา หรอื ประเด็นปญั หาทาง
รายวชิ าการออกแบบเนอ้ื หา ได้อยา่ งรวดเร็วและถูกตอ้ ง การศึกษาให้อยา่ งรวดเรว็ และ
สาระกจิ กรรมการเรียนการสอน พร้อมยกตัวอยา่ งและเชื่องโยง ถกู ตอ้ งพร้อมยกตัวอย่างและ
สอ่ื และเทคโนโลยกี ารสือ่ สาร เข้าไปสู่บทเรยี นการ เช่อื งโยงเข้าไปสู่บทเรียนการ
การวดั และประเมนิ ผู้เรยี น การ ปฏบิ ตั กิ ารเปา่ แคน ปฏบิ ัตกิ ารเป่าแคน
บริหารจัดการชนั้ เรยี น การ
จดั การเรยี นโดยใชแ้ หล่งการ บรรยายและอภิปรายหลกั ให้นิสติ ใช้ หลักปรัชญาตาม
เรียนรู้ในโรงเรียนและนอก ปรัชญาตามความเช่ือในการ ความเช่ือในการสร้างหลักสูตร
โรงเรียน แหลง่ การเรยี นรูแ้ บบ สร้างหลักสตู รรายวชิ าการ รายวชิ าการออกแบบเนื้อหา
เปดิ ได้อยา่ งเหมาะสมกบั สภาพ ออกแบบเนอ้ื หาสาระ สาระกิจกรรมการเรยี นการ
บริบททต่ี า่ งกันของผู้เรยี นและ กิจกรรมการเรยี นการสอน สอน สื่อและเทคโนโลยีการ
พื้นที่ ส่อื และเทคโนโลยกี ารสือ่ สาร สื่อสาร การวัดและประเมิน
การวดั และประเมินผู้เรียน ผูเ้ รยี น การบรหิ ารจัดการใน
การบรหิ ารจดั การในชั้นเรยี น ช้ันเรียนโดยใชแ้ หลงเรยี นร้ใู น
โดยใช้แหลงเรียนร้ใู น สถานศึกษา ในหวั ข้อการ
สถานศึกษา พร้อมยกตัวอย่าง ถา่ ยทอดวิธปี ฏิบตั ิการเปา่
เชอ่ื มโยงเขา้ ไปสบู่ ทเรยี น แคนเบอื้ งต้นในสถานศึกษา
ปฏิบตั กิ ารเป่าแคน
หมวดท่ี 5 แผนการสอนและการประเมินผล
แผนการสอน
สัปดาหท์ ่ี หัวขอ้ /รายละเอยี ด จานวน กจิ กรรมการเรียนการ ผู้สอน
4 สอนสื่อทใ่ี ช้ (ถา้ ม)ี อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐ์กุล
1 แนะนารายวิชา จดุ ประสงค์ แจกแจง ใชเ้ อกสารประกอบการ
แผนการสอน Course Syllabus สอน / บรรยาย/อภิปราย/
บรรยายและอภิปราย เรอ่ื ง การปรบั ทศั นะ
แบบฝึกหัด
หลักและวิธกี ารเป่าแคนข้ันพืน้ ฐาน
2 บรรยายและอภปิ รายหลักคณุ ธรรมและ 4 บรรยาย / อภปิ ราย / อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ
ชักถาม / ปฏิบัติ
จรยิ ธรรมเชือ่ งโยงเข้าไปสู่การฝึกปฏิบตั ิเปา่
แคนลายพ้นื ฐาน 3 ลาย
นายชาติอาชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรีพ้ืนบ้าน วทิ ยาลัยดุรยิ างศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 6
มคอ.3 2021 111 ทกั ษะดนตรพี นื้ บา้ น 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาที่ 1 / 2564
3 บรรยายและอภปิ รายหลกั ศีลธรรมและ 4 บรรยาย / อภปิ ราย / อาจารย์ชาติอาชา พาลีละพสิษฐ์กลุ
ชักถาม / ปฏบิ ตั ิ
ความเสมอภาคเช่ืองโยงเข้าไปสู่การฝึก
บรรยาย / อภิปราย / อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ
ปฏิบัตเิ ปา่ แคนลายพื้นฐาน 3 ลาย ชกั ถาม / ปฏบิ ัติ
4 บรรยายและอภิปรายหลักความรอบรู้ 4
เกี่ยวกับ แนวคิด ทฤษฎี การวเิ คราะห์
ความรู้ความกา้ วหน้าด้านวิทยาการและ
นาไปประยุกต์ใช้ ให้มผี ลลัพธต์ ามมาตรฐาน
ผลการเรียนร้ดู ้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
เชอ่ื มโยงเข้าไปสู่วิธีการฝึกปฏบิ ัติเป่าแคน
ลายพืน้ ฐาน 3 ลาย
5 บรรยายหลักปรชั ญาทางดนตรี 4 บรรยาย / อภิปราย / อาจารย์ชาติอาชา พาลีละพสิษฐ์กุล
ชกั ถาม / ปฏบิ ัติ
ความสัมพนั ธ์ของเทคโนโลยีดนตรศี ึกษา
ทกั ษะดนตรีในการอา่ นออกเขยี นได้ถกู ต้อง
ตามหลักภาษาศาสตร์ และอภปิ ราย ให้
สอดคลอ้ งกับการฝกึ ปฏบิ ัตเิ ป่าแคนลาย
พืน้ ฐาน 3 ลาย
6 บรรยาย หลกั การวิจารณ์ วิพากษ์ วิเคราะห์ 4 บรรยาย / อภปิ ราย / อาจารยช์ าติอาชา พาลีละพสิษฐ์กุล
ชักถาม / ปฏิบตั ิ
กฎเกณฑ์ดา้ นดนตรี ตลอดจนวิธีบารงุ รกั ษา
เครือ่ งดนตรีได้ และอภปิ รายเช่อื มโยงเข้า
ไปสูก่ ารทบทวนการฝึกปฏิบัตเิ ปา่ แคนลาย
พน้ื ฐาน 12
7 ทบทวนการฝึกปฏิบตั เิ ป่าแคน 4 ปฏบิ ตั ิ อาจารยช์ าตอิ าชา พาลีละพสิษฐ์กลุ
ลายพื้นฐาน 12
8 วัดผลกลางภาค 4 ปฏบิ ตั ิ คณาจารยส์ าขา
บรรยาย / อภิปราย / อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ
9 บรรยายหลกั การ คิด คน้ หา วเิ คราะห์ 4
ชกั ถาม / ปฏิบัติ
ขอ้ เทจ็ จริง และประเมนิ ข้อมลู สื่อ
สารสนเทศ ในการเผชญิ และก้าวทันการ
เปลี่ยนแปลงในโลกยคุ ดิจิทัล เทคโนโลยีข้าม
แพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต
นาไปประยุกต์ใช้วนิ ิจฉัยแก้ปัญหาและ
พัฒนางานทางด้านดนตรีไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์
โดยคานึงถงึ ความรู้ หลกั การประสบการณ์
ภาคทฤษฎี ภาคปฏบิ ตั ิ ค่านิยม แนวคิด
นโยบายและยุทธศาสตรช์ าติ บรรทัดฐาน
ทางสังคมและผลกระทบท่ีอาจเกดิ ข้ึนและ
อภปิ รายใหส้ อดคล้องกับหลักฝึกปฏิบตั เิ ปา่
แคนลายใหญ่ท่อนท่ี 1
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐ์กลุ สาขาดนตรีพืน้ บ้าน วทิ ยาลัยดุริยางศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 7
มคอ.3 2021 111 ทักษะดนตรีพน้ื บ้าน 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาท่ี 1 / 2564
10 บรรยายหลกั มารยาททางสังคมและการ 4 บรรยาย / อภิปราย / อาจารยช์ าตอิ าชา พาลีละพสิษฐ์กลุ
ชักถาม / ปฏบิ ัติ
ปฏบิ ัตติ ัวกับทิศทง้ั 6 เพอ่ื สร้างความเข้าใจ
บรรยาย / อภปิ ราย / อาจารย์ชาติอาชา พาลีละพสิษฐ์กุล
และใสใ่ จอารมณ์ความรูส้ กึ ของผู้อืน่ มี ชักถาม / ปฏิบตั ิ
ความคิดเชิงบวก มีวุฒภิ าวะทางอารมณ์ บรรยาย / อภิปราย / อาจารย์ชาติอาชา พาลีละพสิษฐ์กุล
ชกั ถาม / ปฏิบัติ
และทางสังคมสอดแทรกคติเตอื นใจ
บรรยาย / อภิปราย / อาจารย์ชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐ์กลุ
เชอ่ื มโยงเขา้ ไปสู่การฝึกปฏบิ ตั เิ ป่าแคนลาย ชกั ถาม / ปฏิบัติ
ใหญท่ อ่ นที่ 2 ปฏบิ ัติ อาจารยช์ าติอาชา พาลีละพสษิ ฐ์กุล
11 บรรยายในหวั ข้อทักษะการวิเคราะห์ขอ้ มลู 4 ปฏิบัติ อาจารย์ชาติอาชา พาลีละพสษิ ฐ์กลุ
ปฏบิ ัติ คณาจารยส์ าขา
ทางสถิติ การสงั เคราะห์ข้อมลู เชิงปริมาณ
วิชาดุริยางคศลิ ปพ์ ื้นบ้าน
และเชิงคณุ ภาพเพ่ือเข้าใจองคค์ วามรู้ หรือ
ประเด็นปัญหาทางการศึกษาได้อยา่ ง
รวดเรว็ และถกู ต้องอภิปรายพรอ้ ม
ยกตวั อย่างชกั ถาม เชื่อมโยงเขา้ ไปสู่การฝึก
ปฏิบตั ิเป่าแคนลายใหญท่ ่อนที่ 3
12 บรรยายหลกั ปรชั ญาตามความเชอื่ ในการ 4
สร้างหลักสูตรรายวิชาการออกแบบเน้อื หา
สาระกิจกรรมการเรียนการสอน ส่ือและ
เทคโนโลยกี ารส่ือสาร และอภิปรายผลชัก
ถามพรอ้ มยกตัวอย่างเชื่อมโยงเข้าไปสู่
บทเรียนการฝึกปฏบิ ตั เิ ปา่ แคนลายใหญ่
ท่อนท่ี 4
13 บรรยาย การวัดและประเมินผู้เรยี น การ 4
บรหิ ารจดั การในชั้นเรียนโดยใชแ้ หลงเรียนรู้
ในสถานศกึ ษาพร้อมอภิปรายผลและชัก
ถามประเดน็ ปัญหาที่สอดคล้องเก่ยี วกับการ
ฝกึ ปฏิบตั เิ ปา่ แคนลายใหญ่ทอ่ นที่ 5
14 ทบทวนการฝกึ ปฏิบัติเปา่ แคนลายใหญ่ 4
ท่อนที่ 6 ท่อนจบ และฝกึ ท่อนท่ี 1 – 6
เพ่ือเตรยี มความพร้อมในการสอบปลาย
ภาค
15 ทบทวนการฝึกปฏบิ ัติเปา่ แคนลายใหญท่ อ่ น 4
ท่ี 1 – 6 เพ่ือเตรยี มความพร้อมในการสอบ
ปลายภาค
16 วัดผลปลายภาค 4
นายชาติอาชา พาลีละพสษิ ฐ์กุล สาขาดนตรพี ื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 8
มคอ.3 2021 111 ทักษะดนตรพี ืน้ บ้าน 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาท่ี 1 / 2564
2 แผนการประเมินผลการเรียนรู้
2.1 วิธีการประเมินตามกิจกรรมการเรียนรู้
กิจกรรม ผลการเรียนรู้ วธิ ีการประเมนิ สปั ดาห์ท่ี สดั ส่วนของการ
แบบฝกึ ระหวา่ งเรียน ประเมนิ ประเมนิ ผล
1 1.1, 1.2, 1.3, 2.1, 2.2 , 3.1,
4.1,4.2,4.3 , 5.1, 5.3, 1-15 25%
6.1,6.2,6.3,6.4
การเรยี น-การอภิปราย 1-15 15%
2 1.1, 1.2, 1.3, 6.1, 6.3, 6.4 สอบกลางภาค 8 30%
สอบปลายภาค 16 30%
3 1.1, 1.2, 1.3, 2.1, 2.4, 3.2, 4.1,4.2
4 1.1, 1.2, 1.3, 2.1, 2.4, 3.2, 4.1,4.2
2.2 การประเมินผล
ช่วงเกรด เกรด
80-100 A
75-79 B+
70-74 B
65-69 C+
60-64 C
55-59 D+
50-54 D
0-49 F
หมวดท่ี 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน
1. ตาราและเอกสารหลกั
เอกสารประกอบการเรยี นการสอน ทกั ษะดนตรพี ้นื บา้ น 1 แคน
2. เอกสารเพิ่มเตมิ
กติ ติวฒั น์ สตั นาโค. ศิลปะการเป่าแคนทานองพน้ื บา้ นอสี าน. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั
ศรีนครินทรวิโรฒ, 2535
สาเร็จ คาโมง. (2522). ดนตรอี ีสาน: แคนและดนตรีอื่นๆ ทเี่ ก่ยี วข้อง. มหาสารคาม: ภาควชิ าดนตรี
คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ สถาบันราชภฏั มหาสารคาม.
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี ื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดุรยิ างศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 9
มคอ.3 2021 111 ทกั ษะดนตรีพ้ืนบา้ น 1 Folk Music Skills 1 ภาคการศึกษาที่ 1 / 2564
3. เอกสารและข้อมลู แนะนา
เจรญิ ชยั ชนไพโรจน์. แคนวง. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มหาสารคาม,
2515.
เฉลมิ ศกั ดิ์ พิกลศรี. อักษราดรุ ยิ างค์ทางฆ้องวงใหญ่ ฉบับเพลงไม้นวม. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์. 2550.
ยศ สนั ตสมบตั ิ. มนุษย์กบวัฒนธรรม. พมิ พค์ รั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,ั
2548.
ศรีศกั ด์ิ วัลลโิ ภดม และคณะ. ดนตรแี ละนาฏศลิ ป์กับเศษฐกิจและสงั คมสยาม. กรงุ เทพฯ :
ธนาคารกรงุ เทพ, 2535.
สกุ รี เจรญิ สขุ . ดนตรีชาวสยาม. กรงุ เทพฯ : วทิ ยาลยั ดุริยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล, 2538.
________. “ดุริยางคศาสตรช์ าติพันธ์ุ,” วารสารถนนดนตรี. 1(12) : 38-41 ; ตลุ าคม, 2530
สุจติ ต์ วงษเ์ ทศ. พลงั ลาวชาวอีสานมาจากไหน. กรงุ เทพฯ : มตชิ น, 2549
อเนก นาวิกมูล. เพลงนอกศตวรรษ. พิมพ์ครง่ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, 2527
หมวดท่ี 7 การประเมินและปรบั ปรงุ การดาเนนิ การของรายวชิ า 10
1. กลยุทธก์ ารประเมินประสทิ ธผิ ลของรายวชิ าโดยนิสติ
- การสนทนากลุ่มระหวา่ งผ้สู อนและผ้เู รยี น
- แบบประเมินผสู้ อน และแบบประเมินรายวชิ าจากกองทะเบียนและประมวลผล มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
2. กลยุทธ์การประเมนิ การสอน
- ผลตอบรับ การให้ความสนใจในชั้นเรียนจากผ้เู รยี น
- สังเกตความสนใจระหว่างเรยี น และระดับคะแนนระหวา่ งบทเรียน
- ผลการเรยี นของผ้เู รียน
- การสงั เกตการณ์สอนของอาจารยผ์ ้รู ่วมสอน
3. การปรับปรุงการสอน
- การศึกษา ผลการประเมิน ระหว่างการเรยี น และหลงั การเรียน
- การสนทนากลุ่มระหว่างอาจารยผ์ รู้ ่วมสอนเรือ่ งการจัดการเรยี นการสอน
- การปรับปรุงแผนการจดั การเรยี นเรยี นรู้ เนอื้ หา กิจกรรม
4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสติ ในรายวชิ า
- การสอบทานการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารยท์ า่ นอื่น หรือผู้ทรงคณุ วุฒิ ทไี่ ม่ใช่
อาจารย์ประจาหลักสตู ร
- มกี ารตัง้ คณะกรรมการในสาขาวชิ า ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรขู้ องนิสิต
5. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรงุ ประสทิ ธผิ ลของรายวิชา
- ดาเนินการวิเคราะห์ศกั ยภาพของผ้เู รยี นและเข้าใจผเู้ รียนเป็นรายบุคคล
- ปรับปรงุ แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ เนอ้ื หา ส่ือการเรียน ทกุ ๆ ปกี ารศกึ ษา
- ปรับปรงุ รายวชิ าทุก 2 ปี หรอื ตามข้อเสนอแนะตามผลการทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธิ์ในรายวิชา
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วทิ ยาลัยดุรยิ างศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คำนำ
แคน เปน็ ประดิษฐกรรมทางดนตรที ่ีสะท้อนให้เหน็ ภาพลกั ษณ์อนั โดดเดน่ ของสงั คมและวัฒนธรรมอีสาน
ซึง่ ผู้เขียนสนใจ ใฝ่รู้ ใฝ่เรยี น ริเริม่ ศึกษาคน้ ควา้ การเปา่ แคน ในช่วงอายุ 14 ปี ซึ่งขณะน้ันเข้าเรียนช้ันมัธยมต้นท่ี
โรงเรียนเมอื งพลพทิ ยาคม อาเภอพล จังหวดั ขอนแก่น โดยศกึ ษาเลา่ เรียนจากเพ่ือนๆและศลิ ปินหมอแคน ปราชญ์
ชาวบ้านในละแวกหมู่บ้านในเขตอาเภอพล จนกระท้ังเรียนถึงมัธยมปลายจึงมีแนวความคิดที่จะศึกษาทางด้าน
ดนตรีพื้นบ้านต่อในระดับที่สูงขึ้น ผู้เขียนจึงตัดสินทุ่มเทมุ่งมานะฝึกเป่าแคน ศึกษาองค์ความรู้เรื่องดนตรีและ
ศิลปะวฒั นธรรม เพื่อสอบเอ็นทรานซ์ และไดเ้ ลือกเรียนวชิ าเอกแคน ทีแ่ ขนงดนตรพี ้นื บ้าน คณะศลิ ปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะพยายามในการศึกษาเทคนิควิธีการเป่าแคนในรูปแบบ
ลายแคนดง่ั เดมิ อย่างคนพืน้ ถิน่ อสี าน จึงทาให้ไดม้ โี อกาสเขา้ คารวะฝากตัวเปน็ ลูกศิษย์อาจารย์กีรติวจน์ ธนภัทรธุ
วานันท์ เปน็ พ่อแม่ครูอาจารย์ ได้ศึกษาเรียนรู้ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตการเป่าแคนอย่างคนอีสาน และสรรพวิชา
ตา่ งๆ เพอ่ื ดารงตนในสงั คมไดอ้ ยา่ งภาคภูมิและเหมาะสมกับกาละเทศจารีตประเพณอี ันดีงาม ตลอดระยะเวลาใน
การศึกษาท้งั ภายในรว่ั มหาวทิ ยาลัยและภายนอกมหาวทิ ยาลัย ไดม้ ีโอกาสศึกษาเร่อื งดนตรีพ้ืนบา้ น กับนักวิชาการ
และนกั ปฏิบตั ิทางดา้ นแคนและดนตรีพ้นื บ้าน กับท่านศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกลุ ศรี ท่านอาจารย์ทรงศักดิ์
ประทุมสนิ ธ์ุ ศลิ ปนิ แห่งชาติ อาจารยท์ องคา ไทยกลา้ ศิลปนิ หมอแคน อาจารยบ์ ัวหอง ผาจวง ศิลปินหมอแคน
หมอลาฉววี รรณ ดาเนิน ศลิ ปินแห่งชาติ หมอลาบุญช่วง เด่นดวง หมอลาทองเจรญิ ดาเหลา อาจารย์คาตา หมื่น
บุญมี ศิลปนิ วงมโหรอี สี าน และอีกหลายท่านท่ไี มไ่ ด้เอ่ยนามผู้เขียนขอกราบประทานอภยั ไว้ ณ ที่น้ีด้วย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 2021111 Folk Music Skills 1 ทักษะการเป่าแคนข้ันพื้นฐาน
ระดับอุดมศึกษา เล่มน้ีจัดทาขึ้นเพื่อประกอบการเรียนการสอน สาหรับนิสิตในสาขาวิชาเอกดนตรีพ้ืนบ้าน
หลกั สูตรการศึกษาบัณฑิต ( กศ.บ.ดนตรศี กึ ษา ) ช้นั ปที ่ี 1 วิชาเอกแคน รวมไปถึงผู้สนใจทุกท่าน ซ่ึงจะได้ศึกษา
รบั ร้เู รื่องราวของ แคน สังคมและวัฒนธรรมอีสาน ขนบธรรมเนยี มการเรียนเปา่ แคน หลักการ วธิ กี ารเป่าแคนและ
ลายแคนข้ันพน้ื ฐาน โดยตรง
ผเู้ ขยี นหวงั เป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สาหรับนิสิตนักศึกษารวมถึง
ผู้สนใจในการเป่าแคน และหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขอน้อมรับด้วยความยินดีและจะนาไปปรับปรุง
แกไ้ ขในเอกสารเลม่ นใี้ หส้ มบูรณ์เพ่ือประโยชน์ทางการศึกษา สุดท้ายน้ีผู้เขียนขอมอบคุณงามความดีท่ีจะบังเกิด
ขึน้ กบั เอกสารฉบับน้ี ให้กับบดิ า มารดา อาจารยก์ ีรติวจน์ ธนภทั รธุวานันท์ รวมไปถึงบูรพาจารย์ทางดนตรีศิลปะ
และวัฒนธรรมอสี านทุกทา่ นด้วยความเคารพและตระหนักถึงพระคณุ ทุกทิวาราตรกี าร
ชาติอาชา พาลีละพสิษฐก์ ลุ
20 สงิ หาคม พ.ศ. 2564
สารบญั
บทที่ หนา้
1 แคนกับสงั คมและวัฒนธรรมอีสาน 1
1
อสี านสมยั ประวตั ิศาสตร์ 3
ขนบธรรมเนยี มประเพณีในสงั คมอสี าน 5
ดนตรีพ้ืนบ้านอสี าน 10
ประวัตคิ วามเป็นมาของแคน 13
องค์ประกอบและอปุ กรณท์ ่ใี ชท้ าแคน 16
ประเภทของแคน 19
แบบฝกึ หกั ท้ายบท 23
2 ลายแคน 24
ความหมายของลายแคน 24
กลุม่ ลายแคนทางสนั้ 25
กลุม่ ลายแคนทางยาว 25
ลายเบด็ เตลด็ 26
แบบฝกึ หัดทา้ ยบท 29
3 ขนบธรรมเนียมการเรยี นเป่าแคน 30
การรบั ลูกศษิ ย์ 32
พิธกี รรมความเช่ือกับการเรยี นเปา่ แคน 32
การยกคายอ้อในพธิ ีไหว้ครูเพอ่ื มอบตวั เป็นศิษย์ 33
การคะลาในการเรยี นเป่าแคน 35
แบบฝึกหัดท้ายบท 36
4 หลักการเปา่ แคนขนั้ พ้ืนฐาน 37
ระบบเสียงของแคน 37
ตาแหนง่ เสยี งแคน 37
องคป์ ระกอบของโน้ตแคน 38
จงั หวะและทานองลายแคน 40
การใชน้ ิว้ 42
การตดิ สูด 42
การใชล้ ม 43
การใช้ลน้ิ ในการสร้างสาเนยี งเสียงแคน 43
แบบฝกึ หดั ทา้ ยบท 45
5. วธิ กี ารเป่าแคนขั้นพื้นฐาน 46
วิธีการอมุ้ หรอื ประคองแคน 46
การใช้นิ้ว 47
การใชล้ ม 48
การใช้ลิน้ 48
การกาหนดจังหวะ 49
การฝกึ เปา่ ลายแคนขน้ั พน้ื ฐาน 49
แบบฝกึ หัดทา้ ยบท 56
6. ลายแคนขัน้ พ้ืนฐาน 57
57
ลายแมงตบั เต่า 57
ลายสงั ขศ์ ลิ ป์ชัย 58
ลายมโนราหเ์ ลน่ นา้ 58
ลายแมงภตู่ อมดอกไม้ 58
ลายนาคสะดุ้ง 58
ลายพมา่ ราขวาน 59
ลายชะนโี หย 59
ลายคลนื่ กระทบฝง่ั 59
ลายมโหรี 59
ลายอี่เกยี กนิ กลว้ ย 60
ลายจบั แลน 60
ลายนางนาค 60
ลายกลอ่ มนางนอน 61
ลายใหญ่ 63
แบบฝกึ หดั ท้ายบท 64
เอกสารอ้างอิง
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนข้นั พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา
บทท่ี 1
แคนกับสงั คมและวฒั นธรรมอีสาน
ประเทศไทย แผ่นดินที่โอบอุ้มหลากหลายชนชาติพันธุ์ มีระบบระเบียบแบบแผนประเพณี
วฒั นธรรม วถิ ีการดารงชวี ติ มีอตั ลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว บรรพชนเดมิ ทามาหากินอยู่ในแทบทุกภาคของ
ประเทศจีน ในมณฑลกวางตุง้ ยา้ ยมากวางสี และยูนานเริ่มย้ายจากมณฑลยูนานและมาต้ังภูมิลาเนาอยู่ใน
ดินแดนท่ีเป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ในปลายศตวรรษที่ 6 – 7 ครั้นถึงปลายศตวรรษท่ี 14 และมี
อาณาจกั รที่ร่งุ เรอื งอยสู่ ามอาณาจกั รในบรเิ วณปัจจบุ ันน้ี คอื ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ของประเทศไทยและราชอาณาจักรลาว ในดินแดนแถบน้ีมีภาษาใหญ่ๆท่ีส่อให้เห็นส่วนประกอบของกลุ่ม
ชาติพันธ์ุในเมืองไทยอยู่หลายภาษา เช่น ภาษาไทยกลาง ภาษาไทยลาว ( อีสาน ) ภาษาเหนือ ภาษา
โคราช และภาษาปักไต้ สาหรับบรเิ วณแถบเหนือของภาษาตะวันออกเฉียงเหนือน้นั นอกจากไทยลาวซงึ เป็น
กลุ่มชาตพิ ันธุ์และภาษาทีใ่ หญ่ที่สดุ แลว้ ยังมกี ล่มุ อ่ืนอีก เชน่ พวกภูไท ( ผไู้ ทย ) พวกกะเลิง พวกย้อ พวก
แสก พวกโย้ย พวกกะตาก และพวกโซ้ เป็นต้น ( ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช,2541: 368-419 ) ฉะน้ัน
วฒั นธรรมทางดนตรใี นภาคอสี านจึงมลี ักษณะเด่นตามกลุ่มชาตพิ นั ธุ์
ดินแดนทีร่ าบสูงแอ่งอารยะธรรมท่ีอุดมไปด้วยงานศิลปะท่ีหลากหลายสาขา หรือที่คนไทยรู้จัก
ทัว่ ไปว่า อีสาน เปน็ ภูมภิ าคหน่ึงของไทยที่มีความเก่าแก่ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์โบราณคดี
ตลอดจนร่องรอยของอารยะธรรมท่ีส่ังสมมาอย่างยาวนานเพ่ือให้เข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมอีสานใน
ภาพรวมได้ ควรจะเร่ิมทาความเขา้ ใจต้ังแตอ่ สี านในยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ยุคประวัตศิ าสตร์ เป็นลาดบั มา
จนถึงยุคปัจจุบนั ซ่ึงมีสาระพอสังเขป ดังน้ี
อีสานในยคุ ก่อนประวตั ิศาสตร์
จากการศึกษาของนักโบราณคดพี บวา่ มนษุ ย์ได้เริ่มเข้ามาตั้งพน้ื ฐานในอสี านตั้งแต่ยุคหินใหม่ตอน
ปลาย ประมาณ 9,000 ปีมาแล้ว โดยกระจายเป็นกลุ่มเล็กอาศัยอยู่ตามเพิงผาหรือถ้าใกล้แหล่งน้า
ดารงชวี ิตโดยการจับปลาล่าสัตว์และเก็บสะสมอาหารและเพาะปลูก (ทาไร่เล่ือนลอย) เร่ิมเคล่ือนย้ายลง
มายังพน้ื ที่ราบเชิงเขา ( Alluvial Plain ) ซง่ึ ดินอุดมสมบรู ณก์ ว่า เมอื่ ชมุ ชนขยายใหญ่ขึ้นและมีการติดต่อ
กับชุมชนอ่ืน ก็เคลื่อนย้ายลงมายังที่ราบลุ่มขั้นบันไดของลาน้า (River Terrace ) ซ่ึงกว้างขวางและ
สะดวกต่อการคมนาคมติดต่อกับชุมชนอ่ืนกลายเป็นสังคมเกษตรกรรม ตั้งหลักแหล่งผลิตอาหารเมื่อ
ประมาณ 5,000 ปี สงั คมเกษตรกรรมเริ่มจากแอ่งสกลนครก่อนแล้วค่อยๆ แพร่กระจายมายังแอง่ โคราช
การแพรก่ ระจายทางอารยะธรรมจากแอง่ สกลนครมายงั แอง่ โคราชนน้ั กระจายลงมาทางทางโนน
นกทาและวงั ชยั โดยมชี มุ ชนทีโ่ นนกลางกดุ กวางสรอ้ ยเปน็ แหลง่ เชอ่ื มอารยธรรมทัง้ สองแอ่งนี้ หลักฐานได้
แสดงใหเ้ ห็นพัฒนาการดา้ นตา่ ง ๆ มาตลอด ดังนี้
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพนื้ บ้าน วิทยาลัยดรุ ยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขนั้ พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 2
1. การผลิตอาหาร เริ่มจากการทาไร่เล่ือนลอย (Dry Rice) จนมาถึงเพาะปลูกข้าวนาดา (Wet
Rice ) และปลูกพชื อ่ืน ๆเชน่ ขา้ วโพด ถ่ัว ร้จู กั ทอผ้า ยอ้ ม และพมิ พล์ ายนา้ ทอเสอ่ื ทาเคร่ืองจักสาน ทอผา้
ไหมเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ได้รับการพัฒนาข้ึนโดยลาดับจากการดัดแปลงธรรมชาติ เช่น เคร่ืองมือหิน ไม้
กระดูกสตั ว์ จนกลายเป็นเคร่อื งมอื โลหะเมื่อประมาณ 4,300 ปมี าแลว้
2. การใช้โลหะ เริ่มข้ึนที่แอ่งโคราชคือที่ภูข้ีเบ้าและโนนกทาแล้วกระจายไปแหล่งอ่ืนๆ แต่การ
พฒั นาการใช้โลหะท่บี ้านเชียงเจรญิ กวา่ ท่ีโนนกทาในระยะต่อมา ในระยะแรกโลหะทใี่ ช้คือทองแดงธรรมชาติ
(Native Copper) ตอ่ มาจงึ ดีบุกเข้ามาผสม กลายเปน็ สารดิ และเพ่ิมปริมาณดีบุกมากขึ้นจนเน้ือสารดิ ออกสี
ขาวคล้ายเงนิ (สนิ แรด่ บี ุกน่าจะได้จากการแลกเปลย่ี นกับชุมชนอ่ืนเพราะในอสี านยงั ไมป่ รากฏพบเหมืองแร่
ดบี กุ ) ชุมชนบรเิ วณตอนกลางของลมุ่ น้ามลู เริม่ ค้นพบวธิ ีการถลุงเหล็กเมอ่ื ประมาณ 3,000 ปีมาแล้วและได้
แพร่กระจายไปยงั กลุ่มชนอนื่ ๆ รวมท้งั แอ่งสกลนครด้วย การพัฒนาเครอ่ื งมอื เครื่องใช้โลหะนี้เป็นส่วนหนึ่งที่
ทาใหร้ ะบบสังคมเริ่มเจริญสูงขึ้นและสลบั ซบั ซ้อนยงิ่ ข้นึ รวมท้ังมีความสัมพันธก์ บั ชมุ ชนอืน่ กว้างขวางข้ึน
3. ภาชนะดนิ เผา เรมิ่ จากภาชนะใช้สอยทีจ่ าเป็น เช่น ภาชนะใช้หุงต้ม เป็นภาชนะแบบผิวเรียบสี
เทาหรือสดี า ต่อมาจงึ เริ่มลวดลาย เชน่ ลายเชือกทาบ (Cord Mark) ลายเส่ือทาบ (Matted Mark) เร่ิมลง
สีในลวดลายขูดขีดเหล่าน้ันจนถึงข้ันเขียดลวดลายด้วยสี (Paint Ware) เพ่ือประกอบพิธีกรรมและการ
ประดับตกแต่ง ในดา้ นการข้ึนรูปด้วยมืออย่างหยาบ ขึ้นด้วยขดเส้น(Coiling) การใช้ภาชนะสานเป็นพิมพ์
(Basketry)จนถึงขั้นการเขียนรูปโดยใช้แป้นหมุน (Primitive Slow Wheel) ภาชนะสานเป็นพิมพ์
(Basketry) จนถึงขั้นการเขยี นรูปโดยใชแ้ ปน้ หมนุ (Primitive Slow Wheel) ภาชนะดนิ เผาน้นั มีหลายอย่าง
หลายชนิดท้งั รูปแบบและสี เช่น สีดา สนี า้ ตาล สีแดง สีขาวนวล การขดุ พบภาชนะเป็นจานวนมากแสดงให้
เห็นถึงความหนาแน่นของประชาชนและกระจายอยู่ทว่ั ไป มกี ารติดต่อถึงกันจึงได้รับรูปแบบของภาชนะท่ี
คล้ายคลึงกัน แต่ขณะเดียวกันแต่ละท้องถ่ินก็มีรูปแบบเครื่องป้ันดินเผาท่ีเป็นเอกลักษณ์ของตนเองอยู่
นอกจากภาชนะแล้วยังมเี ครื่องป้นั ดินเผาอย่างอื่นๆ อีก เช่นกลอ้ งยาสูบ และเครอ่ื งประดบั เปน็ ต้น
4. ความเชื่อและพิธีกรรม มีความเช่ือเร่ืองวิญญาณการเกิดดับ นับถือผีบรรพบุรุษการฝังศพจะ
นาไปฝังยงั แหล่งสุสานกลุ่มชนรุ่นหลังก็ฝังทบั ซอ้ นลงไป ในบางกลมุ่ มีการฝังศพสองคร้งั และมเี จา้ พธิ ี (พอ่ มด
หมอผี) เพ่ือประกอบพธิ ีส่งวญิ ญาณ แหล่งสุสานอยู่ไมห่ ่างทอ่ี ย่อู าศยั นัก แหลง่ ประกอบพิธีบางแห่งมีหินปัก
เป็นกลมุ่ ซึ่งเรยี กวา่ วฒั นธรรมหินตง้ั
5. การวิวัฒนาการทางสังคม เริ่มจากกลุ่มชนขนาดเล็ก (ครอบครัวเครือญาติ) ค่อยเติบโตข้ึน
เรอ่ื ยๆ จนมีสมาชิกมากขึ้นจึงกระจายออกเพื่อหาแหล่งทากินซึ่งอุดมสมบูรณ์ จึงปรากฏการกระจายของ
ประชากรในวัฒนธรรมเดยี วกนั อยู่ในแหลง่ ใกล้กนั ในการพฒั นาและขยายชุมชนเล็กจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่
นั้น มักเกดิ ในชมุ ชนอื่นสะดวก เช่น ท่ีราบบรเิ วณริมหนองบึงขนาดใหญห่ รือท่รี าบล่มุ แมน่ ้า เป็นต้น ในทาง
ตรงข้าม กลุม่ ชนใดอยู่ในแหล่งท่ีมีทรัพยากรจากัดและห่างไกลจากชุมชนอ่ืน สภาพการดารงชีวิตจะด้อย
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพ้ืนบา้ น วทิ ยาลัยดุรยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขนั้ พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 3
และแทบไมม่ ีการขยายตัวเลย ชุมชนในแอ่งสกลนครขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่แต่ไม่ค่อยกระจายออกไปใน
บริเวณอ่นื ยงั คงอยู่ทีเ่ ดมิ เรอ่ื ยมาจนเข้ายุคประวตั ิศาสตร์แตม่ ไิ ดข้ ยายใหญจ่ นถึงขั้นรวมตวั เป็นรัฐและเรายัง
ไม่มีหลักฐานว่าแหลง่ ใดควรจะเป็นศนู ย์กลางทางการเมืองของชมุ ชนในแอ่งสกลนครในยุคนนั้ เลย
ชุมชนในแอ่งโคราชไดพ้ ฒั นาขึ้นจนเปน็ ชุมชนขนาดใหญ่ และรวมตวั กนั เปน็ ระบบรัฐสังเกตได้จาก
ชุมชนท่ีมีคูน้าและคันดิน การมีคันดินหรือกาแพงดินนั้นแสดงให้เห็นว่าทาไว้เพ่ือใช้ป้องกันข้าศัตรู และ
ชมุ ชนประเภทนีค้ งทาหนา้ ท่เี ป็นผพู้ ทิ ักษห์ รอื ปอ้ งกันใหก้ ับชุมชนขา้ งเคียงรวมทั้งเป็นศูนย์กลางของอานาจ
รัฐด้วย ระหว่างชุมชนที่เป็นศูนย์กลางของรัฐกับชุมชนขนาดเล็กที่อยู่ข้างเคียงจะมีคันดินต่อเช่ือมเป็น
เสน้ ทางสญั จร ชมุ ชนในแอง่ โคราชพฒั นาการและขยายใหญ่โตจนถึงขั้นนครรัฐ สาเหตุหน่ึงที่ทาให้ชุมชน
ในแอ่งโคราชขยายตัวจนเป็นนครรัฐได้น้ัน เพราะมีทรัพยากรสาคัญคือ เกลือและเหล็กอันเป็นสินค้าท่ี
ชุมชนอื่นต้องการ การมีทรัพยากรมากทาให้เกิดการอพยพย้ายถ่ินเข้ามาในแอ่งโคราชมาก จนสามารถ
ขยายตวั เป็นเมอื ง แว่นแคว้น หรือนครรัฐในท่สี ุด
อสี านสมยั ประวตั ศิ าสตร์
ถึงแม้ว่าดินแดนอีสานในสมัยประวตั ศิ าสตรจ์ ะมอี กั ษรใชแ้ ลว้ ก็ตามเร่ืองทบี่ นั ทึกกย็ งั ไมส่ ามารถจะ
มองภาพบ้านเมอื งในอสี านในสมยั นั้นได้ จงึ ตอ้ งอาศยั หลักฐานดา้ นอนื่ ประกอบเพอ่ื ใหเ้ ห็นสภาพของอสี าน
ได้ชัดเจนยง่ิ ข้นึ คอื
หลักฐานจากตานานท้องถ่ิน ตานานในท้องถิ่นอีสานส่วนใหญ่เป็นตานาน เกี่ยวเนื่องกับเมือง
โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือสถานทท่ี ี่สาคญั อนั เป็นท่ีเคารพนบั ถอื และศรทั ธา เช่น ตานานเร่ืองอุสาบา
รถ เก่ยี วเน่ืองกบั เมืองโบราณในเขตอาเภอบ้านผือ จังหวดั อุดรธานี ตานาน เรือ่ ง ปราจิต-อรพิมพ์เก่ียวเน่อื ง
กบั การตง้ั เมือง พมิ าย ตานานเร่ือง ผาแดง –นางไอ่ เกี่ยวกับการเกิดหนองหานกุมภวาปี และยังกล่าวถึง
เมอื งโบราณ เช่น
เมืองพญาขอม บางทกี เ็ รยี กเมอื งเอกธีตา เพราะมีราชธิดาองค์เดียวคอื นางไอ่ ตามตานานวา่ เมอื งนี้
ได้จมลงในหนองหานเหลือเพียงดอนเล็กๆ ซึ่งเป็นท่ีอยู่ของแม่หม้ายปัจจุบันดอนน้ีเรียกว่าดอนแก้ว มี
โบราณวตั ถุสถานสมัยทวารวดี และยงั มีจารึกอักษรหลงั ปลั ลวะภาษามอญโบราณ อยู่ในกลุ่มโบราณ อยู่ใน
กลุม่ โบราณวตั ถทุ ี่เมืองนด้ี ้วย
เมอื งฟา้ แดด อย่ใู นอาเภอกมลาไสย จงั หวัดกาฬสินธ์ุ เป็นเมอื งโบราณสมัยทวารวดี ซง่ึ มโี บราณวตั ถุ
สถานสมยั ทวารวดีซ่งึ ยงั คงสภาพมากกว่าที่แหง่ อื่น
เมืองเชียงเหียน เป็นเมอื งโบราณในเขตอาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ปจั จบุ นั เป็นทตี่ ้งั หมบู่ า้ น
เชียงเหยี น
เมอื งหงส์ เป็นเมอื งโบราณในเขตอาเภอจตรุ พกั ตร์พมิ าน จงั หวดั ร้อยเอ็ด
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี นื้ บา้ น วทิ ยาลัยดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนขน้ั พนื้ ฐานในระดับอุดมศกึ ษา 4
เมอื งผาโพง ยังไม่ทราบทีต่ ง้ั แน่นอน นักวิชาการบางคน เชน่ สภุ ณ สมจติ รศรปี ัญญา
(2530 :87 ) เช่อื ว่าเปน็ เมอื งโบราณซ่ึงต้ังอยู่ระหวา่ งตน้ น้าเขนิ และต้นน้าป่าสกั
ตานานทีก่ ลา่ วถึงการตั้งพน้ื ฐานของชมุ ชนในอีสานไวม้ ากทสี่ ดุ คอื ตานานอรุ งั คธาตโุ ดยได้กลา่ วถึง
ชมุ ชนเมืองขนาดใหญไ่ ว้หลายแหง่ คือ
เมืองหนองหานหลวง ของพญาสวุ รรณภิงคาร ตั้งอยู่รมิ ฝง่ั หนองหาน อันเปน็ ทต่ี งั้ เมอื งสกลนคร
ปัจจบุ นั
เมืองหนองหานนอ้ ย ของพญาคาแดง ตั้งอยรู่ มิ ฝ่งั หนองหาน อาเภอกมุ ภวาปี อาจจะเป็นเมอื ง
เดียวกับเมืองพญาขอมในตานานผาแดง-นางไอก่ ไ็ ดแ้ ต่ มานติ วัลลิโภดม เชื่อว่า เป็นเมืองเก่าในเขตอาเภอ
หนองหานจงั หวัดอดุ รธานซี งึ่ อยหู่ า่ งจากหนองหานกมุ ภวาปอี อกไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ประมาณ
14 กิโลเมตร
เมืองจฬุ นี ของพญาจุลนพี รหมทัต ในตานานกล่าววา่ อยู่ทางฝงั่ ซา้ ยแม่นา้ โขง มานติ วลั ลโิ ภดม
เชอื่ วา่ เป็นเมืองในแคว้นตังเกย๋ี
เมอื งอินทปัตถ์ ของพญาอินทปัตถ์ เมืองอินทปัตถ์น้ีมีกล่าวไว้ในตานานหลายเรื่อง เช่น ตานาน
สุวรรณโคมคา วา่ เมอื งอนิ ทปตั ถ์เปน็ ช่ือหนง่ึ ของเมอื งโพธสิ ารหลวง อันเปน็ ช่อื เดมิ ของนครธม และนครธมมี
ชอื่ เต็มว่าศรียโสธรบวรอินทปตั ถ์บุรีรตั นราชสมี ามหานคร
เมืองสาเกตุนคร ของพระยาอมรน มีอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองร้อยเอ็ดประตู คงตั้งอยู่ท่ีเมืองร้อยเอ็ด
ปัจจบุ นั เพราะมีหลกั ฐานทางโบราณคดีหลายอย่างรวมท้ังพบจารึกอักษรหลังปัลลวะทว่ี ดั เหนืออกี ดว้ ย
เมืองกรุ นุ ทะนคร ของพญาโยธา มีอกี ช่อื หนงึ่ เรียกว่าเมอื งศรีอโยธยาและต่อมาชื่อเมอื งทวรตินคร
ทีต่ ง้ั เมอื งนีม้ ิไดบ้ ง่ บอกชัดเจน คงเปน็ เมอื งโบราณในเขตจงั หวัดรอ้ ยเอด็ หรือจังหวดั ใกลเ้ คียง
เมอื งศรีโคตรบอง พญาโคตรบูรณ์เชือ่ ว่าอยู่ในเขตอาเภอท่าอเุ ทนจงั หวัดนครพนม มานิต วัลลิโภดม
เหน็ ว่าเมืองนีต้ งั้ อยรู่ ิมฝ่งั แม่น้าเซบั้งไฟทางฝั่งซ้ายเมื่อพญานันทเสนเสียชีวิตชาวเมืองจึงได้ย้ายเมืองมาตั้ง
ใหม่ทางฝ่งั ขวาช่อื เมือง มรกุ ขนคร เมอื งนี้อยู่ทต่ี าบลรามราช อาเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ( ธวัช ปุณ
โณทก 2522:74 ) ได้ตั้งข้อสังเกตวา่ เมืองนครพนมเปน็ ศนู ย์กลางการปกครองของอาณาจักรโคตรบูรณ์ ซ่ึง
เป็นชุมชนเมืองก่อนสมัย ไทย – ลาว เมืองนี้ได้ย้ายหลายคร้ัง และคร้ังสุดท้ายต้ังอยู่ที่ฝ่ังตรงข้ามกับ
นครพนม คือ บริเวณแม่น้าเซบ้งั ไฟ
ตานานเร่ืองน้ีช้ีให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของชุมชนอย่างเด่นชัดว่า เมืองหนองหานหลวงกับเมือง
หนองหานนอ้ ยน้นั ผ้ปู กครองเปน็ เครอื ญาตกิ ัน เมืองสาเกตและเมอื งกุรนุ ทะนครเป็นพันธมิตรกัน และเมอื ง
จฬุ มาณกี ับเมอื งอนิ ทปตั ถ์เปน็ เมอื งพนั ธมิตรกันในช่วงร่วมกันก่อสร้าง อูบมุง พระธาตุพนม เมืองเหล่าน้ีมี
ความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นข้ึนอีกต่อมาในช้ันหลังเมืองเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กันในระบบเครือญาติ
ตานานอธบิ ายโดยใชว้ ิธีกลบั ชาติมาเกดิ ของบคุ คลสาคัญจากเมอื งหนึ่งไปยังอีกเมืองหน่ึง ซ่ึงถา้ พิจารณาในแง่
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรีพืน้ บ้าน วิทยาลัยดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคนขน้ั พนื้ ฐานในระดับอดุ มศึกษา 5
ของรัฐวิเทโศบายแล้ว ก็คอื การส่งเครือญาติออกไปกินเมืองหรือสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่นั่นเองในแง่ของ
การเปลย่ี นแปลงทางสังคมน้ันตานานช้ีใหเ้ ห็นถงึ การเปลีย่ นแปลงหลายครง้ั และด้วยสาเหตุหลายประการคอื
การเคล่อื นยา้ ยประชากรเพ่ือหลบหนีภัยธรรมชาติและทุพภิกขภัย เช่น ชาวเมืองหนองหานน้อย
และเมืองหนองหานหลวงอพยพเพื่อหนภี ัยนา้ ทว่ มชาวเมอื งโคตรบองอพยพหนีโรคระบาดมาตั้งเมืองใหม่ที่
มรุกขนครการอพยพเพ่อื หนภี ัยสงคราม เชน่ ประชากรชาวเมืองร้อยเอด็ ประตูหลบหนขี า้ ศึกไปตั้งเมืองใหม่
บริเวณรมิ ฝ่งั แมน่ า้ โขง
ตานานสุวรรณโคมคา กล่าวถึงอาณาจักรพระเจ้าโพธิ์สารหลวง ซึ่งมีอานาจครอบคลุมแม่น้าโขง
ต้งั แตป่ ากน้าขึน้ มาจนถงึ เมืองสวุ รรณโคมคา (ในเขตอาเภอเชียงแสน จงั หวดั เชียงราย) ต่อมาเมืองโพธิ์สาร
หลวงได้แยกออกเป็น 2 อาณาจักร คือ อินทปัตถา ครอบครองลุ่มแม่น้าโขงตอนล่าง และกุรุรัฐ
ครอบครองลุ่มแม่น้าโขงตอนบน และอาณาจักรทั้งสองน้ีได้เข้ารวมกันอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า เมืองกุรุรัฐ
อินทปัตถามหานคร ราชพงศาวดารกรงุ กัมพูชา กล่าวถึงการต้ังเมอื งของพระเจ้าอัศไชยราชกษัตริย์จาม ท่ี
บริเวณเทอื กเขาพนมดงรกั และกษัตริย์วงศ์นี้ปกครองเมอื งน้มี าจนถึงสมัยพระเจ้าอาทติ ยวงษ์ จึงย้ายเมือง
มาต้ังทอี่ ินทปรัตนบรุ ี ซ่งึ อยู่ทางเหนอื ของเมอื งเดมิ ตานานได้กลา่ วถงึ การสรา้ งบา้ นแปลงเมืองของพระเจ้าอา
ทิตยวงษเ์ พ่ือใหโ้ อรสครอบครอง เชน่ เมืองกขุ ัน อกี องคห์ นึ่งสร้างเมืองบริเวณท่ีราบลุ่มแม่น้าโขง เรียกว่า
กรงุ กมั พูชาธบิ ดี ( กรมศิลปากร. 2539 : 17 )
ถึงแม้ว่าตานานหรือพงศวดารจะเต็มไปด้วยเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ของรัฐบุรุษก็ตาม น่ันเป็น
ลักษณะระเบียบวิธีการบนั ทึกและความเช่ือท่ีแตกต่างกันเท่านั้น แต่ส่วนท่ีตานานได้ชี้ให้เห็นเด่นชัดก็คือ
การสรา้ งบ้านแปลงเมอื งของบรรพบุรษุ ในทอ้ งถนิ่ ไดม้ ีการสบื ทอดต่อเนือ่ งกันมาตลอดจากสงั คมระบบเครือ
ญาติจนกลายเป็นนครรัฐขนาดใหญ่ ซึ่งถ่ายโอนวัฒนธรรมจากแหล่งความเจริญอ่ืน ๆ อย่างกว้างขวาง
ตานานยงั ชใ้ี หเ้ ห็นวา่ การถา่ ยโอนอานาจการปกครองรัฐ ซงึ่ บางคร้ังชาวพ้นื เมืองเปน็ ชนชัน้ ปกครองบางครงั้
ก็สูญเสียอานาจให้แกช่ นเผา่ อน่ื อนั เปน็ ลกั ษณะของการเกิดรัฐในยุคแรกของดนิ แดนอสี าน
ดังกล่าวนค้ี งจะพอทาให้เห็นถงึ พฒั นาการของอสี าน มาเปน็ ลาดับ อยา่ งไรก็ตามในการที่สังคมจะ
กอ่ ร่างสร้างตวั ขึ้นมาเปน็ ปึกแผ่นได้น้ันจาเปน็ จะต้องมีกรอบแหง่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี เพ่ือเป็นเครื่อง
ยดึ เหนีย่ วและนาสงั คมใหด้ ารงอย่แู ละเจรญิ ย่งิ ๆ ข้ึนต่อไปได้ ในสังคมชาวอีสานก็เช่นกัน ชาวอีสานโดย
สว่ นใหญแ่ ล้วจดั อย่ใู นกล่มุ ชาตพิ ันธ์ ไท-ลาว ดว้ ยเหตนุ นั้ ขนบธรรมเนียมประเพณใี นสงั คมส่วนใหญจ่ งึ ยดึ มั่น
ตามอย่างสังคมและวัฒนธรรมแบบไท-ลาว ซึ่งมีรายละเอยี ด คอื
ขนบธรรมเนียมประเพณใี นสังคมอีสาน
ชาวอสี านสมัยอดตี เปน็ กลุ่มชนที่ยึดม่ันในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
และนามาใชเ้ ปน็ หลักปฏบิ ัติในการดาเนนิ ชีวิตมาโดยตลอด ขนบธรรมเนียมประเพณีทีส่ าคญั ของชาวอสี านมี
กาหนดไวใ้ นเร่อื งฮตี สิบสองคลองสบิ สคี่ ลองสิบสี่ ดงั น้ี
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพน้ื บา้ น วิทยาลยั ดรุ ยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 6
1. ฮีตสบิ สอง
ฮตี สบิ สองเป็นกจิ กรรมทางประเพณที ่สี มาชิกในสงั คมอีสานตอ้ งปฏบิ ัตติ ามโดยพร้อมเพรยี งกัน
โดยภายในหนง่ึ รอบปจี ะมปี ระเพณตี ่างๆ กาหนดไวค้ รบทัง้ 12 เดือน ประเพณีท่ีอยใู่ นฮีตสิบสอง ส่วนใหญ่
เป็นกจิ กรรมเก่ียวกับการทาบญุ ตามคตนิ ิยมทางพทุ ธศาสนา และบางสว่ นเป็นกิจกรรมทางศาสนาพราหมณ์
ตลอดจนลทั ธิการนบั ถือผีทีเ่ ปน็ ความเชอ่ื ด้งั เดิม
ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และลทั ธิการนบั ถอื ผเี ป็นสิ่งท่ีมีอิทธิพลต่อบุคคลในสังคมอีสานมากการนา
กิจกรรมทางประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับลัทธิศาสนาทั้งสามแบบน้ีมากาหนดไว้ในฮีตสิบสอง จึงเป็นการ
ตอบสนองต่อความตอ้ งการทางดา้ นจิตใจของประชาชนในท้องถ่ินอย่างสมบูรณแบบ กล่าวคือประชาชนมี
โอกาสทาบุญกับพระสงฆ์เพื่อหวังผลในเร่ืองความสุขความเจริญในชาติน้ีและ ชาติหน้าขณะเดียวกันก็มี
โอกาสสร้างความพอใจใหเ้ ทวดาและผีเพอ่ื หวงั ผลในดา้ นการปกปกั รกั ษาอยเู่ ย็นเปน็ สขุ ฉะนั้น บรรพบุรุษ
ของชาวอีสานจึงส่ังสอนอนุชนรุ่นหลังโดยเฉพาะผู้ปกครองว่าเป็นท้าวพระยาต้องปฏิบัติตามฮีตสิบสอง
อยา่ ไดข้ าด บ้านเมืองจึงจะเจรญิ รงุ่ เรืองอยู่เย็นเป็นสขุ ถ้าละทง้ิ ฮีตสบิ สองแลว้ บ้านเมอื งจะเศร้าหมองเสื่อม
สูญไปเหมอื นดังพระจนั ทรว์ ันขา้ งแรมคา่ หนง่ึ ถงึ วัน 15 คา่ ( อุทัย เทพสิทธา. 2511:178 ) กิจกรรมทาง
ประเพณที ตี่ ้องปฏบิ ตั ใิ นฮีตสบิ สองมดี งั นี้
1.1 เดือนอา้ ย นิมนต์พระสงฆเ์ ข้าปริวาสกรรม และเลี้ยงผีมด ผีหมอ ผีฟ้า ผีแถน
1.2 เดือนย่ี ประเพณีบุญคณู ลานทาพิธสี ่ขู วัญข้าว
1.3 เดือนสาม ประเพณบี ญุ ขา้ วจี่
1.4 เดือนส่ี ประเพณีบญุ มหาชาติหรอื บญุ พระเวส เพือ่ ฟงั เทศนเ์ ร่อื งพระเวสสันดรชาดก
1.5 เดอื นห้า ประเพณีสงกรานต์โดยถอื ว่าเปน็ วนั ขนึ้ ปีใหม่ มกี ารรดน้าขอพรจากคนเฒ่าคนแก่
สรงน้าพระพุทธรปู และพระสงฆ์ ขนทรายเข้าวดั
1.6 เดอื นหก ประเพณีบญุ บง้ั ไฟ เพ่อื บูชาแถนผมู้ ีอานาจบันดาลใหฝ้ นตกตอ้ งตามฤดกู าล
1.7 เดือนเจ็ด ประเพณบี ุญเบกิ บ้าน ทาพิธเี ลี้ยงมเหศักดหิ์ ลกั บา้ นหลักเมืองและเล้ยี งผปี ูตา เพ่อื
แสดงความขอบคุณต่อผที ีใ่ หค้ วามคุ้มครองและปกครองและปกปอ้ งบา้ นเมอื งให้ความรม่ เย็นเป็นสุขมา
ตลอดปี
1.8 เดือนแปด ประเพณบี ญุ เขา้ พรรษาทาพธิ ถี วายเทยี นจานาพรรษาและอฏั ฐบริขารแด่พระสงฆ์
1.9 เดือนเกา้ ประเพณขี ้าวประดับดินโดยนมิ นตพ์ ระสงฆม์ าสวดไชยมงคลร่งุ เช้าจงึ นาขา้ วปลา
อาหารใสก่ ระทงไปวางไว้ตามดนิ ตามหญ้า อุทศิ ผลบุญไปหาญาตพิ ี่น้องตลอดจนผเี ปรตทัง้ หลายและถวาย
ทานแด่พระสงฆ์
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพืน้ บา้ น วทิ ยาลยั ดรุ ยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 7
1.10 เดอื นสิบ ประเพณีบุญข้าวสากโดยทาพิธีเลีย้ งพระสงฆ์และนาข้าวสากหรอื อาหารคาวหวาน
หอ่ ใบตองนาไปวางไว้ตามตน้ ไม้ เพ่อื ทาทานแด่ญาติพน่ี อ้ งและเทวดาอารักษท์ ง้ั หลาย
1.11 เดือนสบิ เอด็ ประเพณบี ุญออกพรรษา โดยถวายภัตตาหารแดภ่ กิ ษสุ ามเณรและนมิ นต์ให้
ทา่ นอยูต่ อ่ ไปเพอื่ จาพรรษาในปหี น้า
1.12 เดอื นสิบสอง ประเพณบี ญุ กฐินโดยเรม่ิ ตงั้ แต่แรมหนง่ึ คา่ เดือนสิบเอด็ จนถงึ สบิ ห้าค่าเดอื นสิบ
สอง เพอ่ื ถวายเครอ่ื งอัฏฐบริขารและผา้ กฐนิ แด่พระสงฆ์
2. คลองสิบส่ี
คลองสิบสี่ หมายถึง คลองธรรมหรือขนบธรรมเนียมอันพึงปฏิบัติ 14 ประการขนบธรรมเนียม
ประเพณีทอ่ี ยู่ในคลองสิบส่ีน้ันมุ่งเนน้ การปลูกฝังคุณลักษณะทางจริยธรรมและระเบียบความสัมพันธ์อันดี
งามให้แก่บุคคลในสังคมเพ่ือให้ดารงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขภายใต้อุดมการณ์ทางพุทธศาสนาและ
ค่านยิ มของสังคม คลองธรรมท่ีบุคคลพึงปฏิบัติน้ันสามารถจาแนกได้เป็น 2 แบบ คือ คลองธรรมสาหรับ
บคุ คลทวั่ ไป และคลองธรรมสาหรับผู้ปกครองบ้านเมอื ง
2.1 คลองสบิ สีส่ าหรบั บุคคลทัว่ ไป เป็นคลองธรรมทบ่ี คุ คลทกุ ชนชน้ั พึงปฏิบตั ิในระหว่าง
ครอบครัว ผัวเมีย บา้ นเรือน เพ่อื นบ้านตลอดจนศาสนา มี 14 ประการ คือ
2.1.1 เมือ่ ข้าวกลา้ พืชผกั ผลไมต้ กดอกออกผลใหน้ าไปทาบุญทาทานเสยี ก่อนแลว้ ตนจึงนามา
กินในภายหลัง
2.1.2 อย่าดัดแปลงคดโกงตาชงั่ อยา่ ปลอมแปลงเงนิ ตรา และอย่ากลา่ วคาหยาบช้ากว้าแข็ง
ตอ่ กัน
2.1.3 ให้พร้อมกันสรา้ งรว้ั และกอ่ กาแพงวดั วาอารามตลอดจนบ้านเรอื นของตนแลว้ ปลกู หอ
บชู าเทวดาไวม้ มุ บ้านทง้ั 4 ทศิ
2.1.4 เมือ่ จกั ข้นึ บ้านเรอื นให้ลา้ งเท้าเสียกอ่ น
2.1.5 เมอ่ื ถงึ วันโกนวนั พระใหส้ มมาหรอื ขอขมากอ้ นเสา้ แม่เตาไฟและแมข่ ั้นบนั ได ประตู
บา้ นเรอื นท่ตี นอาศัยอยู่
2.1.6 เม่อื จะนอนใหล้ ้างเทา้ เสียกอ่ น
2.1.7 เมื่อถงึ วนั พระขน้ึ หรือแรม 15 คา่ ให้นิมนต์ พระมาสวดไชยมงคลทบ่ี า้ นเรอื นและ
ทาบุญถวายทาน
2.1.8 เม่อื ถึงวันพระใหน้ าดอกไมธ้ ปู เทยี นมาสมมาสามีของตน และพ่อแม่ตลอดญาตผิ ้ใู หญ่
ใหแ้ ตง่ ดอกไม้ธูปเทยี นไปถวายพระภกิ ษุสามเณร
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วิทยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศกึ ษา 8
2.1.9 เม่ือถงึ พระสงฆ์มาบิณฑบาตอย่าใหท้ า่ นตอ้ งคอยเราขณะท่ตี ักบาตรอย่าใหส้ ัมผัสบาตร
หรือไปแตะตอ้ งตวั ภิกษุสามเณรอยา่ สวมรองเทา้ กางรม่ เอาผา้ คลุมศรี ษะอมุ้ บุตรหลานหรอื ถอื อาวธุ ไปตัก
บาตร
2.1.10 เม่ือพระภิกษเุ ข้าปรวิ าสกรรม ใหจ้ ัดดอกไม้ธปู เทยี นและอฏั ฐบรขิ าร
ไปถวายท่าน
2.1.11 เม่ือเหน็ ภกิ ษเุ ดินมาใหน้ ง่ั ลงยกมอื ไหว้กอ่ นแลว้ จงึ ค่อยเจรจา
2.1.12 อยา่ เหยียบหรอื ข้ามเงาของพระภิกษุสามเณรตลอดจนคนมีศลี บรสิ ทุ ธิ์
2.1.13 อย่านาอาหารทต่ี นบรโิ ภคแล้วไปถวายแดภ่ กิ ษหุ รือเกบ็ ไวใ้ ห้สามีบริโภค
2.1.14 อยา่ เสพกามคณุ ในวันพระ วันเขา้ พรรษา วันออกพรรษา และมหาสงกรานต์
2.2 คลองสบิ สีส่ าหรบั ผู้ปกครอง เป็นคลองธรรมหรือขนบธรรมเนียมท่ีผู้ปกครองพึงปฏิบัติเพ่ือ
ความเจริญรุ่งเรืองและความม่ันคงของบ้านเมือง คลองสิบส่ีสาหรับผู้ปกครองนั้นมีกล่าวไว้หลายแบบ
ตัวอย่างเชน่ กาหนดให้รกั ษาสมบัตคิ ณู เมอื งหรือสิ่งทมี่ คี วามสาคัญต่อบา้ นเมือง 14 ประการดังน้ี
2.2.1 หเู มอื ง ได้แก่ ราชทูตผทู้ ม่ี ีความสามารถในดา้ นการติดต่อกับตา่ งประเทศ
2.2.2 ตาเมือง ไดแ้ ก่ ผูท้ ่มี คี วามรใู้ นด้านวิชาการตา่ ง ๆ สามารถเข้าใจและสอนหลกั ภาษาบาลีได้
2.2.3 แก่นเมือง ไดแ้ ก่ พระภกิ ษสุ งฆผ์ ทู้ ม่ี ีความรแู้ ละประพฤติปฏิบตั ติ ามหลัก
พระธรรมวนิ ยั
2.2.4 ประตเู มือง ได้แก่ เครอ่ื งศาสตราวธุ ตา่ ง ๆ ทสี่ ะสมไวเ้ พื่อใช้ป้องกันเมอื งได้
2.2.5 ฮากเมอื ง ไดแ้ ก่ ผ้มู ีความรู้ในด้านโหราศาสตรส์ ามารถทานายชช้ี ะตาชวี ติ ของบา้ นเมอื งได้
2.2.6 เหง้าเมอื ง ไดแ้ ก่ เสนาผ้ใู หญท่ ีม่ คี วามกล้าหาญและมัน่ คง
2.2.7 ช่อื เมอื ง ได้แก่ ผ้นู าในชมุ ชนในทีน่ หี้ มายถึงผใู้ หญ่บา้ น กานัน ทม่ี ีความซื่อสัตย์
2.2.8 ฝาเมือง ได้แก่ ทหารท่ีมคี วามสามารถทัง้ ทางดา้ นการรบและการปอ้ งกันประเทศ
2.2.9 แปเมือง (ขางเมอื ง) ไดแ้ ก่ผู้ปกครองที่มีความสานึกในคุณธรรมและศลี ธรรมอันดี
2.2.10 เขตเมือง ได้แก่ เสนาอามาตยผ์ มู้ คี วามสามารถ
2.2.11 สติเมือง ได้แก่ เศรษฐี พ่อค้า คหบดีที่มนั่ คงทางดา้ นเศรษฐกิจ
2.2.12 ใจเมือง ไดแ้ ก่ ผนื แผ่นดนิ อนั มีอาณาเขตรวมทงั้ ทรพั ยากรตา่ ง ๆ
2.2.13 ค่าเมือง ไดแ้ ก่ ผนื แผน่ ดินอนั มีอาณาเขตรวมทงั้ ทรพั ยากรตา่ ง ๆ
2.2.14 เมฆเมือง ได้แก่ เทพดาอารักษห์ รือส่งิ ศกั ดสิ์ ิทธอิ์ ันเปน็ ที่พงึ่ ทางความเชอ่ื ของประชาชน
เชน่ ศาลหลักเมอื ง ผีเสอ้ื เมอื ง เป็นต้น
ขนบธรรมเนียมประเพณีท่เี ป็นฮตี คลองดังกลา่ วมาน้ี เปน็ สิ่งท่ีมีอิทธิพลต่อแนวความคิดความเช่ือ
และวิถีการดารงชีวิตของชาวอีสานสมัยอดีตเป็นอย่างมาก บุคคลท่ีไม่ปฏิบัติตามฮีตคลองต้องได้รับการ
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพื้นบ้าน วิทยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขนั้ พน้ื ฐานในระดบั อุดมศึกษา 9
ตาหนิตเิ ตียนและการรังเกียจเหยียดหยามจากสมาชิกร่วมสังคม ฮีตคลองจึงเปรียบเสมือนบรรทัดฐานใน
การจัดระเบียบพฤติกรรมความสัมพันธ์ของบุคคลในชุมชนอีสานสมัยแรกสมัยต่อมาก็มีการสืบทอด
แนวความคดิ บางประการของฮีตคลองมาบัญญัติไว้ในกฎหมายลายลักษณ์ร่วมกับแนวคิดจากแหล่งอ่ืน ๆ
อนงึ่ เมอ่ื หัวเมอื งอีสานไดต้ กอยู่ใต้อานาจรัฐไทยในสมัยกรุงธนบุรีและมีการขยายอานาจการเมืองเข้ามายัง
ชมุ ชนแถบนใี้ นสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ ทาให้แนวความคดิ บางประการจากกฎหมายไทยไดเ้ รมิ่ แพร่เข้ามาสู่
ประชาคมอีสานและเร่มิ เข้ามามบี ทบาทผสมผสานกับฮีตคลองด้ังเดิมมากขนึ้
วฒั นธรรม หมายถงึ ส่ิงทท่ี าให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ วิถีชีวิตของหมู่คณะ (พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 ) วัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญงอกงาม ซ่ึงเป็นผลจากระบบความสัมพันธ์
ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ จาแนกออกเป็น ๓ ด้าน คือ จิตใจ
สงั คม และวัตถุ มกี ารสัง่ สมและสบื ทอดจากคนรุ่นหนง่ึ ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจากสงั คมหนง่ึ ไปสู่อีกสงั คมหนง่ึ จน
กลายเปน็ แบบแผนท่ีสามารถเรยี นรู้และก่อใหเ้ กิดผลิตกรรมและผลิตผล ทั้งท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม
อันควรคา่ แก่การวิจัยอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอดเสริมสร้างเอตทัคคะและแลกเปล่ียนเพื่อสร้างดุลยภาพแห่ง
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมนุษย์ สงั คมและธรรมชาตซิ ่ึงจะชว่ ยให้มนุษย์สามารถดารงชีวิตอยา่ งมีสขุ สนั ติสุขและ
อสิ รภาพอันเปน็ พืน้ ฐานแหง่ อารยะธรรมของมนษุ ยชาติ (สามารถ จันทรส์ ูรย์.2534 :7) สอดคล้องกับแนวคดิ
ของสาโรช บัวศรี ที่กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง ความดี ความงามและความเจริญในชีวิตมนุษย์ ซึ่ง
ปรากฏในรปู ธรรมต่าง ๆ และได้ตกทอดมาถงึ เราในปจั จบุ นั หรอื ไดป้ รับปรงุ และสร้างสรรคข์ ึ้นในสมัยของ
เราเอง (สาโรช บัวศรี. 2531:1 – 5 ) วัฒนธรรมว่า คือ ส่ิงท่ีมนุษย์สร้างข้ึนกาหนดข้ึนมิใช่สิ่งท่ีมนุษย์ทา
ตามสัญชาตญาณ อาจเปน็ การประดษิ ฐ์วตั ถสุ ิง่ ของขนึ้ ใช้ หรอื อาจเป็นการกาหนดพฤติกรรม หรือความคิด
ตลอดจนวิธีการหรือระบบการทางาน ฉะน้ันวัฒนธรรมก็คือ ระบบในสังคมของมนุษย์ท่ีมนุษย์สร้างขึ้น
มิใช่ระบบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติตามสัญชาตญาณ (อมรา พงศาพิชญ์ 2537:1) ประกอบกับสิ่งที่
สลับซบั ซอ้ นทง้ั หมดของลกั ษณะอันชดั เจนของจิตวญิ ญาณ วตั ถุ สตปิ ัญญาและอารมณ์ ซ่ึงประกอบกันข้ึน
เป็นสังคมหรือหม่คู ณะวฒั นธรรมมิได้หมายถึงเฉพาะศิลปะและวรรณกรรมเทา่ นน้ั แตห่ มายถงึ ฐานนยิ มตา่ งๆ
ของชวี ติ สทิ ธพิ ื้นฐานตา่ งๆ ของมนุษย์ ระบบค่านยิ ม ขนบธรรมเนยี มประเพณีและความเชื่อ ( วีระ บารุง
รักษ์,2525:1-15) วัฒนธรรมจะสูญเสียบุคลิกลักษณะของตนไปหรือมีความเปล่ียนแปลงเป็นความ
เจรญิ ก้าวหนา้ กอ็ ยู่ที่การสร้างสรรค์วฒั นธรรม ถ้ารู้จกั ดึงเอาแต่สง่ิ ท่ีดีและผลักไสส่ิงท่ีไม่ดีเพราะถ้าดึงเป็นก็
จะทาใหว้ ัฒนธรรมของตนงอกงาม ถ้าผลักไสไม่เป็นก็จะทาให้วัฒนธรรมของตนหมดบุคลิกลักษณะแล ะ
ปจั เจกภาพไป โดยถกู กลืนเขา้ ไปอย่ใู นวัฒนธรรมของอีกฝ่ายหนง่ึ หรอื ทัง้ สองฝ่ายมีแรงเทา่ กันตา่ งก็จะกลืน
กัน กลายเปน็ อีกวฒั นธรรมหนึง่ ไป ( เสฐียร โกเศศ 2524 : 65) การเปล่ยี นแปลงของสังคมและวฒั นธรรม
มีสาเหตุมาจากปจั จัยภายนอก สง่ ผลใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงระบบภายในของสังคมด้อยพัฒนาและสังคม
กาลังพัฒนา สังคมโลกปัจจุบันก้าวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะการมีสื่อเป็นตัวกลาง เช่น ส่ือวิทยุ
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรีพ้ืนบ้าน วทิ ยาลยั ดรุ ยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อุดมศกึ ษา 10
โทรทัศน์ เครือ่ งมือส่ือสารอเิ ล็กทรอนกิ ส์ จากการกา้ วหนา้ ของสังคมโลก ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ตามมา เช่น
ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจติ ปัญหาอาชญากรรมและสิง่ เสพติด ปญั หาโสเภณีปัญหาความเสื่อมโทรม
ของทรพั ยากรธรรมชาติปญั หามลภาวะเปน็ พษิ
วัฒนธรรม มีการเปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลาปจั จัยพ้ืนฐาน ซ่ึงเปน็ กระบวนการที่ทาให้วัฒนธรรม
เปล่ียนแปลง มี 4 ประการ คือ 1. การค้นพบส่ิงที่มีอยู่แล้วแต่ซ่อนเร้นอยู่ไม่มีใครทราบมาก่อน 2.การ
ประดษิ ฐ์สร้างสงิ่ ใหม่ที่ไมเ่ คยมีมาก่อนหรอื คดิ หาวิธใี หม่มาใชใ้ นสงั คม 3.วิวัฒนาการคือการปรับปรุงพัฒนา
ใหด้ ีย่ิงขึ้น 4.การแพรก่ ระจายใหก้ วา้ งขวางออกไปมกี ารหยบิ ยมื ไปใชก้ นั ได้ ( บญุ ยงศ์ เกศเทศ.2536 : 44 )
การผสมผสานทางวฒั นธรรมน้นั คอื การนาสง่ิ ใหม่ๆ ในรูปใดรปู หนงึ่ ท่หี ยบิ ยืมมาจากวฒั นธรรมอืน่ เขา้ มาใช้
ในอีกวัฒนธรรมหน่ึงนั้นก็จะมีลักษณะการผสมผสานแตกต่างกันไปตามรูปของสิ่งที่หยิบยืมมา ซึ่งการ
ผสมผสานนอ้ี าจจะมีในรูปแบบ 3 ประการ 1. การมาเพม่ิ เสรมิ ส่ิงที่มอี ยแู่ ล้ว 2. การมาแทนท่ีบางสิ่งที่มีอยู่
ก่อน 3. การแปลงรปู แบบหรอื ความหมายหรอื หน้าท่ปี ระโยชน์ของส่งิ ใหม่มาผสมกบั สิ่งคล้ายคลึงกันในของ
เกา่ ท่สี ามารถปรับใช้เข้ากันได้ ( พัทยา สายหู.2533 : 101 )วัฒนธรรม ครอบคลุมท้ังในทางภาษาศาสตร์
วรรณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปโบราณคดี ศาสนาและมานุษยวิทยา
เป็นตน้ สรุปแลว้ วัฒนธรรมหมายถงึ ผลรวมแหง่ การส่ังสมสิ่งสร้างสรรค์และภูมิธรรมภูมิปัญญาที่ถ่ายทอด
สบื ต่อกันมาของสงั คมนัน้ ๆวิทยาการตา่ งๆ ทกุ สาขาทีก่ ลา่ วมาแล้วเมื่อกลมกลืนเข้าสู่วิถีชีวิตของประชาชน
แล้วก็จัดเข้าในวฒั นธรรมได้ทงั้ สิน้
ดนตรีพ้ืนบา้ นอีสาน
ดนตรีเป็นศาสตร์แขนงหนงึ่ ท่ีแสดงถงึ ศิลปวัฒนธรรมความงามความสุนรียภาพ ซึงเป็นส่งิ ท่ีสมั ผสั
ไดด้ ้วยความรูส้ ึกนกึ คดิ ความดีงามทม่ี คี ุณค่าทางจติ ใจ และดนตรียังเป็นส่วนหน่ึงที่แสดงให้เห็นเอกลักษณ์
และมรดกทางวฒั นธรรมของมวลมนุษยชาติ นิบล่ี (Reid,Nibley) แห่งมหาวิทยาลัยปริกแฮมยัง ณ ยูทาร์
(Brigham Yong Univresiity Utah ) ได้กล่าววา่ ดนตรีมีอานุภาพ มอี ทิ ธิพลต่อรา่ งกายและจิตใจของมนุษย์
ระบบการหมุนเวียนโลหิตและการหายใจ ดนตรีทาให้เครียดหรือผ่อนคลายได้และยังได้กล่าวอีกว่าเรา
สามารถจะเรียบเรียงดนตรีให้มีอานาจเหนอื รา่ งกายและจติ ใจมนุษยไ์ ด้ ( ประสทิ ธ์ิ เสียวศิรพิ งษ์ 2524:1 ป )
ซึงการศึกษาเก่ียวกับมานุษยดนตรีวิทยาเป็นวิชาที่เก่ียวข้องกับวิชามานุษยวิทยาแม้ว่าวิชามานุษยดนตรี
วิทยาจะปรากฏชัดเจนในลักษณะการศึกษาทางดนตรีวิทยาอย่างเป็นพิเศษซึ่งการศึกษาดังกล่าว เป็นการ
พบกันของขอบเขตของการปฏิบัติท่ีกว้างขวาง ซ่ึงการศึกษาอันดับแรก คือ บรรทัดฐานของกลุ่มชนใน
ปรากฏการณ์ การถา่ ยทอดความรู้แบบมุขปาฐะ และความพยายามในการค้นหาความจรงิ ของดนตรีในเร่ือง
ที่เก่ียวกับสังคม และวัฒนธรรมที่เก่ียวกับความคิดในถ่ินฐานของตนเอง รวมทั้งการแสดงออกและ
โครงสร้างของกลุ่มชน รวมทง้ั การแสวงหาอิทธิพลของการแลกเปล่ียนองค์ความรู้ในจานวนมากและการ
เปรียบเทยี บความจรงิ โดยการเปรียบเทยี บกนั หลายๆ กล่มุ จะพบวา่ มีลกั ษณะทีเ่ หมือนกนั และแตกต่างกัน
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วทิ ยาลยั ดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขน้ั พนื้ ฐานในระดับอดุ มศกึ ษา 11
ของทางวัฒนธรรม ปรานี วงษเ์ ทศ.ไดก้ ล่าวว่าการศกึ ษาวฒั นธรรมพน้ื บา้ นในเชงิ มานุษยวิทยาไว้ในหนังสือ
พื้นบ้านพ้ืนเมือง วิธีการเก็บข้อมูล ตลอดจนการวิเคราะห์และตีความการศึกษาวัฒนธรรม สรุปได้ว่า
การศึกษาวฒั นธรรมจะต้องคานงึ ถงึ ความสัมพนั ธ์ของพฤตกิ รรมมนษุ ย์กับโครงสร้างทางสงั คม ซ่ึงโครงสร้าง
ทางสังคมจะเป็นสิง่ ท่ีเปน็ บรรทัดฐานหน่งึ ท่ีมอี ิทธิพลตอ่ พฤตกิ รรมของมนษุ ย์ (ปรานี วงษเ์ ทศ.2525 : 3-12)
ดนตรมี าจากภาษาสันสกฤตวา่ ตันตริ แปลวา่ เครื่องสายหรอื เครอ่ื งคนตรจี าพวกสายสว่ นไทยและ
เขมรนามาใช้ในความหมายทั่วไปว่า ดนตรี ซ่งึ พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า ลาดับ
เสยี งอันไพเราะ คาวา่ ดนตรี ตรงกับคาภาษาองั กฤษว่า music ซึ่งพจนานุกรมเวพสเตอร์ให้ความหมายว่า
ดนตรี คอื ศิลปะและศาสตร์ของการร้อยกรองเสียงร้อง หรือ เสียงเครื่องดนตรีท่ีประกอบกันเป็นทานอง
จงั หวะลีลาเสียงประสานและกระแสเสยี ง เพ่ือให้เป็นบทเพลงที่มีโครงสร้างที่สมบูรณ์และก่อให้เกิดความ
กระเทอื นอารมณ์ ดนตรี จึงสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในพิธกี รรมตา่ งๆ เพ่ือกอ่ ให้เกดิ การรวมตัว ก่อให้เกิด
วฒั นธรรมและชุมชนที่เข้มแข็ง ดนตรียังมีคุณค่าต่อการพักผ่อน จินตนาการ จิตวิญญาณมิติและการรับรู้
พเิ ศษของมนษุ ย์ เปน็ แรงกระตุ้นสาหรบั โลกส่วนตวั เปน็ ประสบการณ์สุนทรียะที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติไม่มี
ผลในทางรปู ธรรม แต่เป็นพลงั ทีก่ อ่ ใหเ้ กิดความปิติ (Pleasure) เฉพาะบคุ คล ซ่ึงความปิติเฉพาะบุคคลย่อม
ก่อใหเ้ กดิ พลงั ในการทางานและพลงั ในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และส่งผลไปสู้ความสันติสุขของสังคมแล้ว
ศิลปะและดนตรีบางลักษณะยังกระตุ้นจริยธรรมและความดีงานในสังคมเป็นพาหะ ( Vehicle ) ท่ีจะ
ก่อใหเ้ กดิ ความดงี ามข้ึนในสังคม ( วริ ุณ ต้ังเจริญ, 2546 : 73 -89 ) สร้างความสมัคสมานสามัคคีปองดอง
กันและเกิดความเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกันแสดงถึงความเป็นอารยะธรรม เฉกเช่น วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน
อสี าน ซึงมอี ัตลกั ษณท์ ีโ่ ดเด่นงามตามภาษาศลิ ปะและค่านิยมของกลุ่มชาติพันธุ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3
กลุ่มตามบรบิ ททางวัฒนธรรม คอื
1. กลุ่มวัฒนธรรมกันตรึมส่วนมากจะนิยมเล่นในแถบ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์และศรีสะเกษ
ดนตรขี องกลุ่มวฒั นธรรมน้ี มีทัง้ ดนตรีประเภทขับร้องท่ีเรียกกันว่าเจรียง และดนตรีประเภทบรรเลง เช่น
ดนตรขี องกันตรมึ วงป่ีพาทย์ และวงมโหรี
2. กล่มุ วฒั นธรรมโคราชนั้นมีเฉพาะดนตรีประเภทขับร้องที่เรียกกันว่าเพลงโคราช ซ่ึงการแสดง
ประกอบไปด้วยหมอเพลงฝ่ายชายสองคนและหมอเพลงฝ่ายหญิงสองคน ร้องโต้ตอบกัน โดยไม่มีเคร่ือง
ดนตรบี รรเลงประกอบแต่อยา่ งใดและนิยมเล่นกนั ในแถบจงั หวัดนครราชสมี าเปน็ สว่ นมาก
3.กลุ่มวัฒนธรรมหมอลาเป็นกลุ่มที่ใหญ่ท่ีสุดรวม 16 จังหวัดด้วยกัน คือ สกลนคร นครพนม
มุกดาหาร อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลาภู อุบลราชธานี อานาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด
มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ซึงมีการขับร้องท่ีเรียกว่า ลา โดยมีแคนเป่าประสานเสียงและ
เครือ่ งดนตรที ่ีนิยมแพร่หลายท่ีสุดของกลุ่มน้ี ได้แก่ แคนประเภทเคร่ืองเป่าที่มีความนิยมรองลงไป ได้แก่
พณิ แต่ในปัจจุบัน โปงลาง สาหรับการประสมวงของดนตรีกลุ่มวัฒนธรรมหมอลาน้ันมีอยู่หลายลักษณะ
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรพี ้ืนบ้าน วิทยาลัยดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 12
เช่น หมอลาพ้นื หมอลากลอน หมอลาหมู่ หมอลาเพลิน หมอลาภไู ท และหมอลาผีฟา้ วงโปงลาง แคนวง
และวงกลองยาวฯลฯ ซึงวงดนตรีประเภทที่กล่าวมาน้ีได้ถูกนาไปใช้ในด้านวัฒนธรรมความบันเทิงและ
พธิ กี รรม ตามความเหมาะสมในการดารงชวี ิตในแต่ละพนื้ ถิ่น
ลกั ษณะการละเล่นเพื่อความบันเทงิ น้ัน สว่ นมากจะใช้แสดงเสพงันในงานมงคล เชน่ งานแตง่ งาน
งานขน้ึ บ้านใหม่ งานฉลองต่างๆ ตามความเหมาะสมกับความเชื่อและแรงศรัทธาของผู้จัดงานเองและไม่
ขัดแย้งกบั จารตี ส่วนงานอวมงคลก็จะใชใ้ นการแหศ่ พ)ระโคมในงานศพ ฯลฯ นอกจากน้ี ก็ถูกนามาเล่นใน
งานบุญประจาปีตามประเพณีฮตี สิบสองท่ชี าวอีสานยึดถือปฏิบัติกันมาต้งั แต่อดีด เช่น เดือนอ้ายหรือเดือน
เจียง ธันวาคม ) คอื บุญเขา้ กรรม เดือนย่หี รือเดอื นสอง ( มกราคม ) คอื บุญคุณลาน เดือนสาม ( กุมพา
พันธ์ ) คือบญุ ขา้ วจ่ี เดอื นส่ี ( มีนาคม ) บุญผะเหวด ( พระเวส – เทศมหาชาติ ) เดอื นห้า ( เมษายน ) คือ
บญุ สงกรานต์ เดอื นหก ( พฤษภาคม ) คอื บญุ บ้งั ไฟ เดือนเจ็ด ( มิถุนายน ) คือ บุญซาฮะ ( ชะรา ) เดือน
แปด ( กรกฎาคม ) คอื บุญเข้าพรรษา เดือนเก้า ( สิงหาคม ) คือ บญุ ข้าวประดับดิน เดือนสิบ ( กันยายน
)คอื บญุ ขา้ วสาก เดือนสิบเอ็ด ( ตลุ าคม )คอื บุญออกพรรษาเดอื นสิบสอง (พฤศจิกายน)คอื บญุ กฐนิ กล่าวคือ
งานประจาปีท่ีชาวอีสานจัดข้ึนนน้ั เปน็ ส่ิงท่ีชว่ ยสนับสนนุ ให้เกิดความคึกคล่นื ในงาน ก็คือ หมอลา หมอแคน
ซ่ึงเปน็ มหรสพท่ีชาวบา้ นประชุมตกลงกนั แลว้ กว็ ่าจ้างหมอลามาเสพงัน เช่น หมอลาพื้น หมอลากลอน
หมอลาเรื่องต่อกลอน หมอลาเพลิน ซึงเป็นส่วนหนง่ึ ทส่ี รา้ งความคึกคลน่ื สมัคสมานสามัคคีไดเ้ ป็นอย่างดี
ในส่วนของวัฒนธรรมดนตรีในพิธีกรรมความเชื่อนั้น โดยธรรมชาติแล้วคนหรือมนุษย์ไม่สามารถ
แยกตัวออกจากพธิ ีกรรมได้ แมค้ นจะเป็นผสู้ รา้ งพิธกี รรมขึน้ มาเองกต็ ามพูดได้ว่าพิธีกรรมเป็นกิจกรรมที่อยู่
กับคนและคู่สังคมสังคมย่ิงเจริญข้ึนเท่าใดพิธีกรรมก็จะเจริญข้ึนไปด้วยรูปแบบอาจเปลี่ยนแปลงไปแต่
บทบาทและหน้าทแ่ี ล้วมลี กั ษณะท่ใี กล้เคยี งกันพิธีกรรมเป็นเร่ืองของความเชื่อท่ีมีจุดประสงค์เพ่ือให้จิตใจ
อบอนุ่ คนมีความกลวั หรือความอ่อนแออยู่ในตัว พิธีกรรมจึงเป็นสิ่งท่ีสร้างขึ้นเพ่ือขจัดความกลัวและเป็น
วธิ ีการทีจ่ ะสร้างความมนั่ ใจให้กับตวั เอง เมือ่ สังคมประกอบดว้ ยพิธกี รรมทกุ พิธกี รรมตอ้ งความเชือ่ ว่ามีความ
ขลงั มคี วามศักดิส์ ิทธิ์ ดนตรจี ะทาหน้าท่เี ปน็ ตวั เชื่อมประสานระหวา่ งคนในสงั คมเดียวกันคนท่ีอยู่ต่างสังคม
กายจิตใจ วิญญาณกับความสงบ เมื่อทุกคนมีเพื่อนและได้รับความเช่ือมโยงทุกคนต่างก็มีความอบอุ่น
จิตใจอบอุ่นมีความมั่นใจที่จะอยู่ในสังคมให้มีความสุขได้ ( สุกรี เจริญสุข,2538:69-88 ) สาหรับดนตรี
พิธีกรรมความเชอ่ื ทีเ่ กยี่ วกับการนบั ถอื ผขี องชาวอสี าน คอื หมอมะม๊วด หมอแหยา หมอลาส่อง หมอลาผีฟ้า
ฯลฯ ซ่งึ เมือ่ เกิดการเจบ็ ปว่ ยท่ีใชก้ ารรกั ษาด้วย ยาสมนุ ไพไม่หายแล้ว หมอลาผีฟ้าก็เข้ามามีบทบาทในการ
รักษาเยียวยา ซงึ คนอีสานมีความเชอ่ื ว่าการเจ็บป่วยเกิดจากการกระทาของผีบรรพบุรุษ หรือผีจากท่ีไดที่
หนง่ึ ทาใหเ้ กดิ การเจบ็ ป่วย ก็จะรกั ษาโดยการลาอ้อนวอนผใี ห้มาดแู ลปกปักรักษาความเจ็บป่วย ซึงเป็นท่ี
พง่ึ ทางใจเพียงอยา่ งเดยี วที่คนอสี านมีความเชือ่ และศรทั ธา ( สุจรติ บัวพมิ พ์ 2533 : 808-813 )
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพื้นบา้ น วทิ ยาลัยดรุ ิยางคศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคนขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อุดมศึกษา 13
แคน เครื่องดนตรีของบรรพชนตระกูลไตที่ถูกส่งทอดทางสังคมและวัฒนธรรมจากอดีตจวบจน
ปัจจบุ นั รูปลกั ษณข์ องแคนทีถ่ กู สร้างขนั้ มาด้วยวสั ดุที่หาได้ตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อมประกอบกับแนวคิดที่
ศิลปนิ ผสู้ รา้ งสรรค์ให้เกิดเปน็ รปู ธรรมดว้ ยสถาปัตยกรรมทีว่ ิจติ งดงามดว้ ยรปู ทรงถกู ถา่ ยอารมณ์ออกมาเป็น
บทเพลงแคนทถ่ี กู ร้อยเรยี งดว้ ยจติ วิญญาณผ่านระบบระเบียบความเชอื่ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม
แคนถูกยกให้เปน็ เคร่ืองดนตรศี กั ดิส์ ิทธต์ิ อบโจทย์พรรชนตระกูลไตทงั้ ในด้านพธิ ีกรรมทางศาสนา ใช้ส่ือสาร
กับอานาจสงิ่ ศักดิส์ ทิ ธ์ิที่เหนือธรรมชาติและวฒั นธรรมความบนั เทิง
ประวัติความเปน็ มาของแคน
แคน เป็นเครอื่ งมอื ศักด์สิ ิทธิ ใชเ้ ป่าสอ่ื สารกบั อานาจเหนือธรรมชาติ คือผีบรรพบุรุษ เช่น ผีแถน
ฯลฯ พบหลักฐานเกา่ สดุ ราวอายุ 3000 ปีมาแลว้ ( แต่บางแหง่ ที่มณฑลยนู าน เคยพบแคนสัมฤทธม์ิ ีอายุกว่า
4000 ปมี าแล้ว ) มีใชท้ วั่ ไปทุกกลุม่ ชาติพนั ธใ์ นสวุ รรณภูมิในอุษาคเนย์ท้ังผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเม่ือ
บา้ นเมืองในสุวรรณภมู มิ พี ฒั นาการสังคมและวัฒนธรรมเตบิ โตขนึ้ เปน็ รัฐและราชอาณาจักร เช่น ราชอาณา
กัมพูชา และราชอาณาจกั รสยามกรงุ ศรอี ยธุ ยา ซงึ ความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและเทคโนโลยีของมนุษย์
อาจเหน็ ได้จากความร้ใู นการผลติ เครื่องมอื เครื่องใชด้ ว้ ยโลหะ ดังกรณีวัฒนธรรมสัมฤทธิ์ในภาคอีสาน เช่น
ทบี่ ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และวัฒนธรรมสัมฤทธิ์ในเวียดนาม เช่น ที่ดองซอน ( เม่ือประมาณ 2500 –
4000 ) ปีมาแล้ว สาหรบั แคนในรปู แบบไทยลาวนัน้ ยุคโลหะน้ีมีลวดลายอยู่บนกลองมโหระทึกในหน่ึงจาก
ดองซอนเป็นรูปคนกาลังเป่าแคนและมีช่างฟ้อนอย่างน้อย 2 คน กาลังทามืออ่อนฟ้อนกางแขนคร่ึงข้อท้ัง
สองขา้ งท่าทางน้ันคล้ายกบั ฟ้อนแตง่ กายเหมือนๆกันคล้ายกบั นุ่งผ้าหรือเปลือกไม้ยาวกรอมเกือบจรดพื้นมี
เทรดิ ขนนกสวมหวั แลดูสูง นกจากนี้แล้ว ยังมีประตมิ ากรรมสมั ฤทธ์เิ ปน็ รปู หมอแคนอยอู่ กี เช่น ชาย 2 คนข่ี
คอกนั แล้วเปา่ แคนจากรูปแบบทา่ ฟ้อน ซึง่ มีลกี ษณะเปน็ อนั หน่งึ อนั เดยี วกันกับการละเลน่ ของกลมุ่ ชนในตระ
กลุ ไทย–ลาว ( สุจิตต์ วงษ์เทศ. 2549 :138 – 153 )
ภาพที 1 : ลายสลักรปู เรือบนหนา้ กลองมโหระทกึ ราว 3,000 ปีมาแลว้ พบทีเ่ วยี ดนาม
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดุริยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขนั้ พน้ื ฐานในระดับอุดมศกึ ษา 14
สาหรับประเทศไทยนั้นในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 4 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2393 – 2453) การเล่นแคนซึ่งมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่าการเล่น“ลาวแคน” เป็นที่นิยม
เล่นกนั ในประเทศไทยอย่างกวา้ งขวางสาเหตุเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระปิน่ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว ทรงโปรดการ
เล่นแคนและการละเล่นแอว่ ลาวมากจนถึงกบั ได้ทรงพระราชนพิ นธ์บทแอ่วลาว (หมอลาเรื่อง) เรอ่ื ง “นิทาน
นายคาสอน” ข้ึน ท่ีพระองคม์ ีความสามารถเช่นนน้ั อาจเปน็ เพราะมีเจ้าจอมจากสระบรุ ี นครราชสมี าหลาย
คนและหลายรุ่นทาให้วงั หนา้ ของพระองค์มผี ู้คนเป็นชาวลาวจากหวั เมอื งลาวเป็นจานวนมาก เมอื่ วงั หนา้ ทรง
โปรดการเลน่ แอ่วลาวเชน่ นน้ั พลอยทาใหว้ ังอนื่ นิยมเลน่ ตาม หลักฐานจากบันทึกประจาวันจากเซอร์จอร์น
เบาริงื (SirJohn Bowring) นักภาษาศาสตร์และรัฐบุรุษชาวอังกฤษ ผู้ซ่ึงประนางวิคตอเรีย (Queen
Victoria) พระราชินีของประเทศองั กฤษ ส่งเข้ามาทาสัญญาทางพระรัชไมตรีกับพระบาทสมเด็จพระจอม
เกลา้ เจ้าอยูห่ ัว ระหว่างปี พ.ศ.1792– 1872 บนั ทึกเกย่ี วกบั เร่ืองการเล่นลาวแคนไว้ เม่ือวันท่ี 20 เมษายน
พ.ศ.2398(ค.ศ. 1855) ว่าที่วังของกรมหลวงวงษาธริ าชสนทิ ซ่ึงเป็นเจา้ นายพระองค์หนึ่งก็นิยมเล่นลาวแคน
เชน่ กนั (อเนก นาวกิ มูล2527:16– 19)
การท่เี จา้ นายช้นั ผู้ใหญ่ กระทั่งว่าสมเด็จพระราชอนุชาโปรดปรานการเล่นแคนมากเช่นนั้นทาให้
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงเปน็ หว่ งว่าแคนจะกลนื เอาศิลปะการดนตรีอืน่ ๆ ของไทยไป อกี
หนอ่ ยจะไมม่ ีผเู้ ล่น ละครฟ้อนรา ป่พี าทยม์ โหรี เสภา สักวา เพลงเกี่ยวข้าว และอ่ืนๆ เป็นแน่ อีกประการ
หนง่ึ ในสมัยน้ันไทยยังถือวา่ ดินแดนภาคอีสานถือวา่ เป็นหัวเมืองประเทศราช เรียกว่า “หัวเมืองลาว” โดย
เรียกเป็นมณฑลลาวตา่ งๆ เพิง่ ยกเลิกการแบ่งภาคอีสานเป็นมณฑลในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง เม่ือ
พ.ศ. 2475 น้ีเอง (ศรีศักร วัลลิโภดม 2534 : 271) แคนจึงถูกมองว่าเป็นเคร่ืองดนตรีของชาวต่างชาติ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัวทรงเก็บความห่วงใยในเรื่องแคนน้ไี ว้จนกระท่ังพระอนุชาคือ สมเด็จ
พระป่ินเกล้าเจ้าอยหู่ วั เสดจ็ สวรรคตเม่อื ปี พ.ศ. 2409 จึงทรงให้ออกห้ามมิให้เล่นลาวแคนหรือแอ่วแคน
ดงั ข้อความในพระราชกิจจานุเบกษาต่อไปนี้ประกาศห้ามมใิ หเ้ ลน่ แอ่วลาว วันศุกร์ เดือน 12 แรม 14 ค่า
ปีฉลู สัปตศก มพี ระบรมราชโองการดารสั แก่ราชการผูใ้ หญ่ผนู้ อ้ ย และทวยราษฎรช์ าวสยาม ทุกหมเู่ หลา่ ใน
กรุงและหัวเมืองใหท้ ราบกระแสพระราชดาริว่า เมืองไทยเป็นท่ีประชุมของชาวต่างเพศต่างภาษาใกล้ไกล
มากด้วยกันมานานแล้ว การฟ้อนราขับร้องของภาษาอย่างต่างๆ เคยมีมาปะปนเป็นท่ีดูเล่นฟังเล่นต่างๆ
สาราญเป็นเกียรติยศ บ้านเมืองก็ดีอยู่แต่ถ้าของเหล่านั้นอยู่ตามภาษาของคนน้ันๆ ก็สมควร หรือไทยจะ
เลยี นเอามาเล่นได้บ้างกเ็ ปน็ ดูอยวู่ า่ ไทยเลียนแบบใครเลียนได้ เหมือนหนึง่ ประเทศนามมหาชาติวา่ อย่างลาว
กไ็ ด้ ว่าอย่างมอญกไ็ ด้ ว่าอย่างพมา่ ก็ได้ วา่ อยา่ งเขมรก็ได้เป็นดี แต่จะเอามาเป็นอยา่ งไมค่ วร ต้องเอาอย่าง
ไทยเปน็ พืน้ อย่างออ่นื ๆ ว่าเล่นไดแ้ ต่แหลห่ นึ่งแหลส่ องกก็ าลบดั น้เี หน็ แปลกไปนักชาวไทยทั้งปวงละทิ้งการ
เลน่ สาหรบั เมืองตวั คอื ปพ่ี าทย์ มโหรี เสภาคร่งึ ทอ่ น ปรบไก่ สักวา เพลงไกป่ า่ เกีย่ วขา้ ว และละครร้องเสีย
หมด พากนั เลน่ แตล่ าวแคนไปทกุ หนทกุ แหง่ ทกุ ตาบลทั้งชายหญงิ จนทา่ นที่มีป่ีพาทย์ มโหรี ในที่มีการโกน
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรีพนื้ บา้ น วทิ ยาลยั ดุรยิ างคศิลป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนขน้ั พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 15
จกุ บวชนากก็หาลาวแคนเลน่ เสียหมดทกุ แห่ง ราคาหางานหน่งึ แรกถงึ สบิ ตาลึง สิบสองตาลงึ การทีเ่ ป็นอย่าง
น้ี ทรงพระราชดาริเห็นว่าไม่สู้งามไม่ควรที่การเล่นอย่างลาวจะมาเป็นพื้นเมืองไทย ลาวแคนเป็นข้าของ
ไทยๆ ไมเ่ คยเป็นขา้ ลาว จะเอาอยา่ งลากมาเปน็ พน้ื เมอื งไทยไม่สมควร ต้งั แต่พากนั เล่นลาวแคนอย่างเดียวก็
สบิ กว่าสิบปมี าแลว้ จนการตกเปน็ พ้นื เมืองแลสังเกตดูการเล่นลาวแคนชุกชุมที่ไหนฝนตกก็น้อยร่วงโรยไป
ถงึ ปีนีข้ ้าวในนารอดตัวก็เพราะน้าป่ามาช่วยเมืองที่เล่นลาวแคนมากเมือ่ ฤดฝู นๆ ก็นอ้ ยลง ทานากเ็ สีย ไมง่ อก
งามทาขึน้ ได้บ้างเม่อื ปลายฝน น้าปา่ กระโชกมากเ็ สียหมดเพราะฉะน้ันทรงพระราชวิตกอยู่โปรดให้ขออ้อน
วอนแก่ท่านทัง้ หลายคิดถงึ พระเดชพระคณุ จริงๆ ได้งดการเล่นลาวแคนเสยี อย่าหามาดฟู ังและอย่าใหเ้ ลน่ เอง
เลย ลองดูสักปีหน่งึ สองปีการเลน่ ตา่ งๆ อยา่ งเกา่ ของไทยคอื ละครฟอ้ นรา ปี่พาทย์ มโหรี เสภาครง่ึ ทอ่ น
สกั วา เพลงไก่ป่า เพลงเกี่ยวขา้ ว และอ่ืนๆ อย่างเก่าที่เคยเล่นแต่ก่อนเอามาเล่น เอามากู้ข้ึนบ้างอย่างให้
สูญเล่นลาวแคนขอใหง้ ดเสีย เลิกเสียสักปีหนึ่งสองปลี องดฟู ้าฝนจะงามไม่งามอย่างไรต่อไปภายหนา้
ประกาศอนั น้ี ถ้ามิฟงั ยังขนื เล่นลาวแคนอย่จู ะใหเ้ รียกภาษใี หแ้ รง ใครเลน่ ทไ่ี หนจะให้เรยี กแต่
เจ้าของท่ีและผู้เล่น ถ้าลักเลน่ จะตอ้ งจบั ปรับให้เสยี ภาษีสองต่อสามตอ่ ประกาศมา ณ วันศุกร์เดอื น 12 แรม
14 ค่า ปีฉลู สัปตศก(ประชุมประกาศรัชกาลท่ี 4 พ.ศ.2505–2441 ( อเนก นาวิกมลู 2527:17–19 )
นอกจากน้ียงั มหี ลกั ฐานปรากฏชัดเจนเมื่อสมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานภุ าพเสดจ็ ตรวจราชการเมืองยโสธร
พศ.2449 มกี ารแสดงแคนวงใหญ่ โดยขา้ ราชการทหาร เมือ่ ครั้งรบั เสด็จฯ ดังภาพตอ่ ไปนี้
ภาพที่ 2 : หลกั ฐานปรากฏชัดเจนเม่ือสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพเสดจ็ ตรวจราชการเมืองยโสธร
พศ.2449 มีการแสดงแคนวงใหญ่ โดยข้าราชการทหาร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย แคนเป็นเครอ่ื งดนตรหี ลักท่ีใช้เปา่ ประกอบกจิ กรรม
ทางวัฒนธรรมหลากหลายในดา้ นความเช่ือ และเป็นเคร่ืองดนตรีที่ใช้เป่าประกอบหมอลา ผีฟ้า โดยปกติ
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพ้ืนบ้าน วทิ ยาลยั ดุริยางคศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนขนั้ พนื้ ฐานในระดับอดุ มศึกษา 16
แคนกับลาจะเปน็ ของคู่กันมาแลว้ ตง้ั แตอ่ ดีตแต่ไมว่ า่ ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะก้าวไกลไปเพียงใด
หมอลาผฟี ้าก็ไมเ่ คยนาเคร่อื งดนตรอี นื่ ๆ มาบรรเลงผสมผสานกบั เสียงแคนเลยทั้งน้ี ด้วยความเช่ือที่ว่าผีฟ้า
ชอบเสยี งแคน เสียงปีแ่ คนหรือปช่ี นดิ ตา่ งๆ ทอี่ ย่ใู นตระกูลแคน ในกลุม่ คนไทยดา บ้านนาป่าหนาด จังหวัด
เลย ตามประวตั ิการอพยพโยกย้ายกนั มาจากจังหวัดเพชรบรุ ี ชาวบา้ นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ใช้
ภาษาถ่ินอสี านเป็นภาษาหลัก มีความเช่ือเร่ืองผอี ย่มู ากท้งั ๆ ทปี่ จั จบุ นั ศาสนาพุทธเข้าถงึ ชาวบ้านแลว้ กต็ าม
ชาวบ้านส่วนใหญย่ งั มีความเชอ่ื วา่ มี ผีฟ้าบ้าง ผีบรรพบุรษุ บ้าง ผีปา่ ผเี ขาบา้ ง ผเี หลา่ นจี้ ะคอยรักษาพวก
เขาให้พน้ จากภยั พบิ ตั ติ า่ ง ๆ สิ่งหนึง่ ทีพ่ วกเขาจะขาดไมไ่ ดเ้ มือ่ มกี ารเลย้ี งผีก็คอื เสียงปี่และเสยี งแคน ป่ีของ
ชาวไทยดา บ้านนาป่าหนาด มสี องชนดิ ได้แก่ ปี่ปบ๊ั ซ่ึงเป็นขนาดสั้น ทาด้วยไม้เฮ้ีย ยาวประมาณหน่ึงศอก
ลิ้นป่ีทาด้วยโลหะ ลักษณะคล้ายลิ้นแคน ป่ีชนิดท่ีสองได้แก่ ปี่ใหญ่ ขนาดท่อของป่ีใหญ่จะโตกว่า ป่ีป๊ับ
เล็กนอ้ ย แต่ความยาวจะยาวกว่าเกอื บสามเท่า วัฒนธรรมของการเป่าปใี่ ห้ผีฟ้ายังคงฝังแน่นอยู่กับชาวไทย
ดา บ้านนาป่าหนาดกระท่ังปัจจุบัน นอกจากป่ีและแคนแล้วพวกเขาจะปฏิเสธเครื่องดนตรีประเภทอ่ืนๆ
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง “กลอง”ไม่วา่ จะเปน็ กลองชนดิ ใดก็ตามจะถูกห้ามตีผ่าน หมู่บ้านในเทศกาลเลี้ยงผีของ
พวกเขา เพราะเขาเช่อื วา่ ผีชอบเสยี งป่เี สียงแคน เกลียดเสยี งกลอง มีคนตีกลองผ่านหมู่บ้านผีจะโกรธและ
บันดาลให้คนในหมบู่ ้านเจ็บป่วยได้ ความเช่ือเช่นนี้ดูเหมือนจะมีผลต่อหมอลาผีฟ้าของชาวอีสานท่ัวๆ ไป
เพราะพบว่าหมอลาผีฟา้ ทุกคณะในอสี านไมใ่ ชเ้ ครื่องดนตรอี ื่นบรรเลงประกอบพิธีกรรมยกเว้นแคน หมอลา
ผีฟา้ บางคณะยังสมมุติให้หมอแคน เปน็ พาหนะคือเปน็ มา้ ใหผ้ ีขไ่ี ปมาระหว่างจุดทีท่ าพิธีกรรมอีกดว้ ย
องค์ประกอบและอปุ กรณ์ท่ใี ชท้ าแคน
องค์ประกอบของแคน
1.เครือหญา้ นาง
3.ล้นิ แคน
รเู ป่า
2.ไมก้ ่แู คน นมแคน
รนู บั
4. ข้สี ตู
รูแพร 5. เตา้ แคน
ภาพที่ 3 : องค์ประกอบของแคน
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรพี นื้ บา้ น วทิ ยาลัยดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 17
ท่มี า : นายชาติอาชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล บนั ทึกเมื่อ วนั ที่ 18 เมษายน 2562 อ้างองิ จาก หนงั สอื ศลิ ปะ
การเป่าแคน ของอาจารยก์ รี ตวิ จน์ ธนภัทรธุวานันท์
1. เครอื หญา้ นาง ตามนิทานเร่ืองกาเนิดแคน กลา่ ววา่ พระราชาเปน็ ผ้พู ระราชทานชื่อให้แกเ่ ครอื
ไม้ที่ใชม้ ัดแคน เพ่อื เป็นเกียรติแกห่ ญงิ หมา้ ยที่ทาแคนขึ้นเปน็ คนแรก โดยปกติแล้วชา่ งแคนจะไมใ่ ชอ้ ย่าง
อ่นื ท่ีมคี วามเชื่อวา่ มีธาตุทีแ่ ขง็ กวา่ แคนมดั แคน เชน่ ลวดหรือหวาย ท่ีใช้มัดแคน นอกจากเครอื หญ้า
นางแล้วในปจั จบุ นั ยงั พบวา่ มกี ารใชเ้ ชือกฟาง พลาสตกิ และข่า ซง่ึ นิยมใชก้ นั ในถิ่นผู้ไทยด้วย
2. ไมก้ ู่แคน ทาจากไม้ไผ่เฮยี่ ทะลวงปล้องโดยตลอด ซ฿งกแู่ คนแตล่ ะกู่จะให้เสียงตา่ งกนั ทั้งนี้
เพราะระยะความห่างของรแู พ แตล่ ะกูแ่ คนหส่ งจากโคนล้ินเปน็ ระยะทางไม่เทา่ กันหากรูแพหา่ งจากโคนลนิ้
มาก เสยี งกจ็ ะทมุ้ ต่า แต่ถา้ หากหา่ งน้อยเสยี งกจ็ ะแหลมสงู โดยแตล่ ะกูแ่ คน รูแพดา้ นบนจะห่างจากโคน
ล้นิ เปน็ ระยะ 3 เท่าของรูแพด้านล่าง
3. ล้ินแคน ทาจากโลหะเงนิ หรือทองแดง โดยชา่ งจะหลอมโลหะ ถ้าหากเป็นโลหะเงินก็จะผสม
ทองแดงเลก็ นอ้ ยเพอ่ื ใหโ้ ลหะเงินน้ันมคี วามแขง็ และทนทานข้นึ ในการผสมโลหะเงนิ กบั ทองแดงน้ันจะถือ
เป็นเทคนิคเฉพาะชา่ ง หลงั จากหลอมแลว้ ชา่ งกจ็ ะตใี หเ้ ปน็ แผน่ บางๆ ซึ่งคุณภาพของล้ินแคนสว่ นหนึง่
ข้นึ อยู่กับการตใี นขนั้ ตอนน้ีด้วย เมือ่ ทาลน้ิ แคนซ่ึงเป็นรูปร่างคลา้ ยตัววี (v) ในภาษาอังกฤษแล้ว ชา่ งกจ็ ะ
นาเขา้ ไปสอด ใหแ้ นบติดกบั ชอ่ งทบี่ ากเตรียมไว้ การปรบั เสียง หากช่างวบากรูแพไดต้ ามสูตรการทาแคน
แลว้ ถา้ เสยี งยงั ไม่เขา้ ท่ีชา่ งจะขดู ลน้ิ โดยหากขูดทสี่ ว่ นโคนเสียงจะทมุ้ ต่าลงไป แต่หากขดู ทีส่ ่วนปลายลิน้
เสยี งจะเลก็ แหลมข้นึ
4. ขี้สดู หรอื ชันนะรง เป็นผลทไ่ี ด้จากแมลงตัวเล็ก สีดา มปี สี ีขาว โคนขาหลงั โตมาก ใหน้ า้ หวาน
ชอบทารงั อยู่ในดนิ จอมปลวกหรอื โคนตน้ ไม้ ชาวบ้านมักจะขดุ พบเวลาทาไร่ ข้สี ดู ใช้เชอื่ มประสานระหวา่ ง
กูก่ ับเต้าแคนไม่ให้เคลอ่ื นไหว มคี ุณสมบัตเิ หนียวแต่ไมต่ ดิ มอื และไม่แขง็ อย่างปูนปลาสเตอร์ หากตอ้ งการ
ถอดกู่แคนเพ่อื ซ่อมบารุงกท็ าได้โดยง่าย
5. เต้าแคน นิยมทาจากรากแกว้ ไม้ประดู่ เพราะเจาะบากและถากได้ง่าย สวยงามและยังเป็น
สว่ นหนึ่งท่ที าใหเ้ สยี งแคนดังกงั วาล ชา่ งแคนบางคนอาจจะใช้ไม้อ่ืนทาแทนรากแก้วไม้ประดู่ เชน่ ไมส้ กั
ไมน้ ้าเกล้ียง เป็นตน้ ซ่ึงเตา้ แคนประกอบด้วยสว่ นด้วนหนา้ สุดย่ืนออกไปเรียกว่า “นมแคน” สว่ นน้ีผเู้ ปา่
อาจใชเ้ ชือกเส้นเล็กๆมัดโดยทอ้ งปมไว้เปน็ 2 เสน้ สว่ นปลายเชือกติดดว้ ยขีส้ ดู ใชส้ าหรบั ปิดเสยี งเสริ ฟ์
ประสาน เพือ่ จะไดไ้ ม่ต้องแกะขสี้ ดู จากเต้าแคนบอ่ ยๆ นอกจากนสี้ ว่ นหน้าสดุ และนมแคนยังใชเ้ ปน็
ลกั ษณะสาคญั ท่ีสดุ ท่จี ะสงั เกตุได้วา่ แคนนี้เปน็ ของช่างแคนคนใด เพราะแตล่ ะช่างจะทาสว่ นน้ีใหแ้ ตกตา่ ง
กัน แคนในตระกูลหรอื กลมุ่ ชา่ งเดียวกนั จะคลา้ ยคลงึ กันมาก แต่สว่ นนไี้ ม่มีทางทจี่ ะเหมือนกนั
อปุ กรณ์ท่ีใชท้ าแคน
1 ส่วิ มีอย่หู ลายขนาด ตาละขนาดจะใชห้ นา้ ทีแ่ ตกตา่ งกนั คือ
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี ้ืนบ้าน วิทยาลยั ดุริยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคนขน้ั พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 18
1.1 สว่ิ กาน เปน็ ส่ิวที่ใชส้ บั แผ่นโลหะเปน็ ชน้ิ เลก็ เพือ่ ทาเปน็ ลิ้นแคน แผน่
โลหะอาจเปน็ ทองแดง หรือเงนิ หลอมและตีเป็นแผน่ บางๆ ไวแ้ ล้ว
1.2 สิ่วสับลน้ิ เป็นสิว่ ทีใ่ ชต้ กแต่งแคนให้เหมาะเจาะพอดีทส่ี อดเขา้ ไม้กูแ่ คน
2. เหล็กแซน้ เปน็ โลหะบางๆ โดยมากนิยมทาจากแผน่ ทองแดงที่นามาทาลนิ้ แคน มี
ความกวา้ ง 0.5 เซนติเมตร ยาว 4.5 เซนติเมตร และหนาประมาณ 0.45 มลิ ลเิ มตร ใหส้ อด
ใตล้ นิ้ แคนซง่ึ จะหนนุ ใหล้ น้ิ สงู ข้ึน ทาใหก้ ารขดู ลน้ิ หรอื การตกแต่งแคนสะดวกขึ้น
3. คอ้ น ใชต้ โี ลหะทห่ี ลอมแลว้ ใหแ้ ผ่ออกเปน็ แผน่ บางๆ เพอื่ เตรียมในการสบั ล้นิ ในขัน้
ตอ่ ไป
4. เขียงทง่ั ใช้รองรบั การตโี ลหะทองแดง หรอื เงิน ในขนั้ ตอนการทาลิ้นแคน
5. มดี ตอกใช้ในการบาก ตัดไม้กแู่ คนและขูดล้ินแคน เปน็ มดี ปลายแหลมบรเิ วณกลาง
ใหญ่หนาและมีด้ามทาด้วยไม้ ดา้ มมีดตอกมคี วามยาวประมาณ 5.-60 เซนติเมตร บรเิ วณกว้าง
สุดของมีดตอกประมาณ 4.5 เซนตเิ มตรและมคี วามหนาดา้ นสนั มดี ประมาณ 4 มลิ ลิเมตร
6. ขันน้า ใช้ตักน้ามาใช้เพอ่ื จุ่ม ล้าง ทาความสะอาด ในข้ันตอนการทาลนิ้ แคนและ
แช่เถาย่านางให้นุ่มกอ่ นใชร้ ัดแคน
7. กระดูกชา้ งใช้ในการรองรบั ลิ้นแคนในขณะทีต่ ี กระดกู ชา้ งเปน็ กระดกู ช้างจริง กระดูก
ช้างท่ีเตบิ โตเต็มทจี่ ะแขง็ พอเหมาะ เนื่องจากการสบั ล้นิ ต้องการวสั ดรุ องรับทแี่ ขง็ และเหนียว แต่
ไมแ่ กรง่ จนจนทาใหส้ ิ่วทสี่ บั ลงไปหมดความคมหรอื อ่อนจนทาใหส้ ิ่วจมลง สบั ลน้ิ แคนไม่ขาดหรอื
ไม่ไดร้ ปู ทรงตามตอ้ งการ
8. ไมม้ ือลิง เปน็ ไม้ที่ใชส้ าหรับดัดกแู่ คนท่ลี นไฟแลว้ ใหต้ รง
9. เหลก็ ซี เป็นเหลก็ ปลายแหลมทีน่ ามาเจาะทะลปุ ลอ้ งของกูแ่ คน โดยการเผาแคนให้
รอ้ นแดงก่อนนามาเจาะทะลปุ ล้อง ช่างทาแคนจะมเี หลก็ ซีไมต่ ่า ๔ อนั และมขี นาดเลก็ สดุ ถงึ
ใหญ่สุด
10. โลหะทองแดง หรือโลหะเงิน ใช้ทาลิ้นแคนไดด้ ี แต่ก่อนล้นิ แคนทาจากกาไลเงนิ
เขม็ ขดั เงินเหรียญกษาปณ์เงนิ เหรียญรชั กาลท่ี 5 แตป่ ัจจบุ ัน ล้นิ แคน จะซือ้ จากชา่ งทห่ี ลอม
เงนิ ทองแดง ตาบลปอภาร อยหู่ า่ งจากบ้านสแี กว้ ประมาณ 3 กิโลเมตร
11. ปนู ขาว เปน็ ปูนขาวทไ่ี ด้จาก เปลือกหอยน้าจืด ซ่งึ มชี อ่ื พ้ืนบา้ นว่า “หอยจบี จ”้ี
ปนู ขาวไดม้ าโดยนาเอาหอยกาบมาฝนกบั หินจนไดป้ นู ขาวขน้ แลว้ เอาปูนขาวทไ่ี ด้ไปอดุ รรู ั่ว
ระหว่างลิ้นแคนกบั ก่แู คนเพื่อไม่ให้ลมท่เี ปา่ เข้าไปผ่านรรู ั่วบรเิ วณขอบ โดยมงุ่ ใหล้ มผ่านล้ินแคน
เพียงอยา่ งเดียว
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรพี ื้นบา้ น วิทยาลัยดุรยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนขนั้ พน้ื ฐานในระดบั อุดมศกึ ษา 19
12. ไมค้ ัน่ แคน เป็นไมท้ ท่ี าจากไม้ไผ่ ซ่งึ มหี น้าท่คี ัน่ กลางระหวา่ งกแู่ คนทงั้ 2 ดา้ น มใิ ห้
ชดิ กัน
ประเภทของแคน
ส่วนประกอบตา่ งๆ ดงั ทก่ี ลา่ วมาได้ถกู นามาประกอบกันข้ึนเป็นแคนโดยความสามารถของ
ช่างแคนศิลปินพ้ืนบ้าน แคนทีอยู่กลายประเภทด้วยกันหากจะพูดถึงความแตกต่างของแคนแล้ว คงต้อง
กลา่ วไปถงึ แคนของชาวเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แคนของคนจีนหรือแคนของคน
ญี่ปุ่น เพราะแคนไม่ได้อยู่เฉพาะที่อีสานเพียงแห่งเดียวและแคนในแต่ละท่ีดังกล่าวก็มีรูปร่างแตกต่างกัน
ออกไป แต่ถงึ กระน้นั เฉพาะแคนของชาวอีสานเองก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน โดยการแบ่งประเภทได้ยึด
ตามแบบท่ีมีมาแต่โบราณ ดงั น้ี
1. แคนโก่
ภาพที่ 4 : แคนโก่
ที่มา : นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐ์กลุ บันทึกเมอื่ วันที่ 18 เมษายน 2562
แคนหกหรือแคนโก่ (โก่ หมายถึงเล็กหรือเยาวว์ ยั )หรือมีชอื่ เรียกอกี อยา่ งหนึ่งวา่ แคนศอก (เพราะ
มคี วามยาวประมาณไม่เกินหนึง่ ชว่ งศอก) แคนหก เป็นแคนขนาดเล็ก มีข้างละ 3 ลูก นิยมทาเป็นของเล่น
สาหรับเดก็ แต่กระน้ันไม่ไดห้ มายความว่าจะหา้ มผูใ้ หญ่เลน่ เสียทเี ดียว ทราบวา่ ในสมยั ก่อนแคนประเภทนก้ี ็
เปน็ ที่นิยมเลน่ ของหนมุ่ ๆ ด้วย นยิ มเปา่ ไปเลน่ สาวในเวลากลางคนื แคนหกน้ีถึงแม้จะมีเพียงแค่ 6 ลูก แต่ก็
สามารถเป่าเพลงพื้นบา้ นอสี านไดห้ ลายลายด้วยกัน เชน่ ลายทางส้ัน สามารถเปา่ ลายโป้ซา้ ย และแมงภู่ตอม
ดอก ซึ่งเป็นลายแม่บทของลายแคนทมี่ ีอยูไ่ ด้ สว่ นในลายทางยาวสามารถเป่าลายน้อยต่างๆ ได้ เช่น ลายผู้
ไทยเลาะตูบ ลายลมพัดพร้าว ลายไลง่ ัวขึ้นภู ลายแข้แกง่ หาง ลายตังหวาย ลายสาวหยิกแม่ ลายเต้ยต่างๆ
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพ้นื บ้าน วทิ ยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขนั้ พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 20
ได้ ทัง้ น้เี พราะแคนหกมีระบบการจดั เรียงเสยี งเปน็ แบบเพนทาโทนิค ซ่ึงมีห้าเสยี งสาคัญ คือ โด เร มี ฟา
ซอล ลา ราคาโดยเฉลย่ี ทั่วไป เต้าละ 20 – 30 บาท
2. แคนเจ็ด
ภาพท่ี 5 : แคนเจด็
ที่มา : นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐ์กลุ บนั ทกึ เมอ่ื วันที่ 18 เมษายน 2562
แคนเจ็ดเป็นคนท่มี ีขา้ งละ 7 ลูกซง่ึ หากรวมท่งั สองขา้ งก็เป็น 14 ลูก มีครบเจ็ดเสียง คือ โด เร มี
ฟา ซอล ลา ที ซงึ่ เป็นการเรยี งเสียงครบตามสเกลเสยี งแบบ ไดอาโทนคิ ซง่ึ มกี ารจัดระบบเสียงเป็นแบบคู่
แฝดด้วยกลา่ วคือสาหรบั หน่งึ เสยี งจะมีทงั้ เสียงที่เปน็ เสียงสงู และเสยี งทีเ่ ป็นเสียงตา่ เช่น เสยี งเรตา่ กบั เสยี งเร
สูง เป็นต้น เสียงแต่ละคู่จะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ตรงกัน แต่จะจัดสลับที่กันไปตามแบบช่างโบราณท้ังน้ีเพ่ือ
ความสะดวกและเหมาะสมในการบรรเลงเพลงพืน้ บ้านและลกั ษณะการเลน่ ประสานเสียงทางดนตรีของชน
แตล่ ะกลุม่ แคนเจด็ นอกจากจะสามารถเปา่ ลายแคนพนื้ บ้านอสี านได้ทุกลายแล้วยังสามารถเป่าได้ทุกเพลง
ทุกทานองท่ีมีการใชเ้ สียงอยูใ่ น 7 เสยี งดงั กลา่ วอย่างไพเราะเพราะพรง้ิ ดว้ ย
3. แคนแปด
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรีพ้ืนบา้ น วทิ ยาลยั ดุรยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดับอุดมศึกษา 21
ภาพท่ี 6 : แคนแปด
ที่มา : นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐ์กลุ บันทกึ เมื่อ วนั ที่ 18 เมษายน 2562
แคนแปด ทีทัง้ หมด16 ลกู โดยแบง่ เปน็ ข้างละ 8 ด้วยเหตนุ เ้ี องจึงเรียกชอ่ื ว่าแคนแปด แคนแปดมี
ครบทง้ั 7 เสยี งและจดั ระบบเสียงคแู่ ปดเช่นเดียวกันกับแคนเจ็ด มีคู่พิเศษเพิ่มข้ึนจากแคน 7 คือคู่ที่ 8 ซ่ึง
เป็นเสียงทใี่ ชเ้ สริ ฟ์ ประสานหมอแคนเรียกคู่ที่ 8 นี้ว่า“คู่เศษก้อย”ซ่ึงด้านซ้ายมือเป็นเสียงซอลด้านขวามือ
เป็นเสยี งลาแคนแปดเป็นท่นี ิยมโดยท่ัวไปไม่ว่าจะเป็นการเป่าเดี่ยวประกอบหมอลาหรือวงดนตรีอย่างอื่น
เพราะแคนแปดมคี ู่เสยี งเสิร์ฟประสานดีไมม่ ากเกนิ ไปและเปน็ แคนขนาดกลางไมเ่ ล็กไมใ่ หญ่จนเกินไป
4. แคนเกา้
ภาพท่ี 7 : แคนแปด
ทีม่ า : นายชาติอาชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ุล บันทึกเมือ่ วันที่ 18 เมษายน 2562
แคนเกา้ มที ้ังหมด 18 ลูกแบ่งออกเป็นข้างละ 9 ด้วยเหตุน้ีจึงเรียกว่าแคนเก้า ระบบการจัดเรียง
เสียงของแคนเกา้ เปน็ ระบบคูแ่ ปดเชน่ เดยี วกนั กบั คทู่ ่ี 8 ของแคนแปดมีครบทง้ั 7 เสียง เช่นเดยี วกัน สาหรับ
ในคูท่ ่ี 9 นน้ั เป็นเสยี งเดียวกนั กบั คูท่ ี่ 8 ของแคนแปด แคนเก้าจึงมีระบบเสียงเสิร์ฟประสานที่มากมายอยู่
พอสมควรทาให้ได้เสียงท่ีไพเราะเป็นที่สุด โดยปกติแล้วแคนเก้าช่างมักจะทาแคนขนาดใหญ่ทั้งนี้เพ่ือให้
ส่วนสงู กับความกว้างซึง่ มีความกวา้ งถึง 9 ลูก ได้สัดส่วนกันความไพเราะของแคนเก้าว่ากนั วา่ ถึงกบั ทาให้ผู้ท่ี
กาลงั อาบน้าลมื นุ่งผา้ วงิ่ มาฟังเสียงแคน ในปจั จุบนั การคมนาคมการเดินทางไปมาสะดวกขน้ึ แคนเก้ามีขนาด
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วิทยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดบั อุดมศกึ ษา 22
ใหญ่เกินกว่าท่ีจะนาติดตัวไปดว้ ย ความนิยมจึงค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งปัจจุบันหลายคนไม่เคยเห็นรูปร่าง
หนา้ ตาของแคนเก้าเลย เป็นทีน่ ่าเสยี ดายยง่ิ นัก
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แคน เป็นเครอื่ งดนตรที ไ่ี ดร้ ับความนิยม และมีบทบาท
หนา้ ทบ่ี รรเลงในงานกจิ กรรมประเพณีวัฒนธรรมความบนั เทิงและพิธีกรรมความเช่ือท้ังน้านงานมงคลและ
งานอวมงคล จวบจนปัจจุบันแคนจึงมีความสาคัญจนกระท้ังสถาบันการศึกษาหลายแห่งทั่วปะเทศไทย
โดยเฉพาะภาคอสี านตง้ั แต่ระดับโรงเรียนไปจนถงึ ระดับอุดมศกึ ษา จดั ใหน้ กั เรยี นนิสิตนักศึกษามีวิชาปฏิบัติ
แคน เพื่อทจี่ ะได้เรียนรแู้ ละเลน่ แคนในฐานะบทบาทการอนุการสบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมอีสาน
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรพี ้นื บ้าน วิทยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคนขนั้ พน้ื ฐานในระดับอุดมศกึ ษา 23
แบบฝกึ หดั ท้ายบท
แบบฝกึ หักทา้ ยบทท่ี 1
คาส่งั : ใหน้ ิสิตตอบคาถามตอ่ ไปนี้โดยใช้หลกั การเขียนเชงิ พรรณนาและวิเคราะห์พร้อม
ยกตวั อยา่ งในประเดน็ คาถามตอ่ ไปนี้
1. ให้นิสิตเขียนเล่าถงึ ความเป็นมาและพัฒนาการของแคนในเชงิ ประวัติศาสตร์โดยละเอียด
พ้อมยกตัวอยา่ งประกอบ
............................................................................................................................. ...............
............................................................................................................................................
2. ให้นิสิตอธบิ ายถึงองค์ประกอบของแคนโดยละเอยี ดพร้อมยกตวั อย่างประกอบ
....................................................................................................................... .....................
........................................................................................................................ ....................
............................................................................................................................................
3. ใหน้ สิ ิตบอกความสาคัญของเคร่ืองมอื ในการทาแคนพร้อมยกตวั อยา่ งในการอธิบาย
............................................................................................................................. ...............
........................................................................................................................ ....................
.................................................................................................................... ........................
4. ให้นสิ ติ จาแนกประเภทของแคนพรอ้ มอธิบายถงึ ลักษณะเดน่ ของแคนแต่ละประเภทโดย
ละเอียดพรอ้ มยกตวั อยา่ ง
............................................................................................................................. ...............
........................................................................................................................ ....................
................................................................................................................... .........................
5. ใหน้ สิ ติ เขียนบรรยาย ข้อดี ขอ้ เสยี ของแคน พรอ้ มยกตัวอยา่ ง
............................................................................................................................. ...............
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............
หมายเหต*ุ * ใหน้ สิ ิตตอบคาถามโดยการพมิ พ์ในกระดาษ A4 แลว้ เยบ็ มมุ สง่ ตามวนั เวลาทกี่ าหนดในเวลา
เรียน และใหน้ สิ ิใช้ ฟอนด์ TH Sarabun PSK ขนาดตวั อกั ษร 16 พอยท์ พมิ พเ์ อกสารเทา่ นัน้
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรพี ้ืนบ้าน วิทยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศกึ ษา
บทท่ี 2
ลายแคน
แคน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าท่มี บี ทบาทตอ่ วถิ กี ารดารงชีวิตของชนชาวอสี านเกือบจะเรียกได้
วา่ ทกุ แงม่ มุ ของพืน้ ทท่ี างวฒั นธรรมก็ว่าได้ เพราะฉะนัน้ สุนทรยี ะรสอนั ไพเราะการเคลื่อนที่ของท่วงทานอง
อันงดงาม ซึ่งบทเพลงทใ่ี ช้น้ันก็เรยี กซ่ือไปตามคติความเชื่อและค่านยิ มแนวความคดิ ของแตล่ ะกลุ่มชาติพันธ์
เปน็ กลมุ่ ๆไป แต่โดยรวมแล้วเพลงแคน ชนชาวอีสานท่ัวภูมิภาคจะรับรู้ส่ือสารกันและกัน เข้าใจตรงกันว่า
ลายแคน มิใชเ้ พลงแคน ซง่ึ มีปราชญ์บรรพชนอสี านหลายท่านได้ให้ความหมาย คาว่า ลาย แตกต่างกันไป
ตามทัศนะ ซง่ึ สรปุ ไดด้ งั นี้
ความหมายของลายแคน
อาจารย์กีระติวจน์ ธนภัทธุวานันท์ ได้กล่าวถึงความหมายของคาว่า "ลาย" ดังน้ี ลาย เป็นคาท่ี
แสดงให้ทราบถึงลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากท่วงทานองเดิมเพลงเดิมหรือระดับ เสียงเดิมของแคน
ทง้ั หมดท่มี อี ยซู่ ่ึงส่วนที่แตกตา่ งไปจากเดมิ นนั้ กม็ ชี ือ่ เรียกเฉพาะเพ่ือให้ทราบว่านี่เป็นส่วนท่ีแตกต่างไปจาก
เดมิ เช่น ลายสุดสะแนน ลายลมพัดพร้าว ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ เปน็ ต้น เหล่าน้ลี ้วนมีความหมายเดียวกัน
กับคาวา่ ลายหนา้ (ด้านหน้า) ลายหลัง (ด้านหลงั ) ลายขา้ ง (ดา้ นข้าง) ลายขวาง (ดา้ นขวาง) ลายยาว (ด้าน
ยาว) ของตเู้ สอ้ื ผา้ น่ันเองและความหมายของคาวา่ "ลาย" ในภาษาอีสานเช่น ลายสุดสะแนน ลายใหญ่ กับ
คาวา่ "ลาย" ในภาษากลาง เช่น ลายกนก หรือลายไทย ก็คงไม่แตกต่างกัน ฉะนั้น ลายแคนจึง มีมากมาย
หลายหลากจนนบั ไมถ่ ้วนเพราะเคยไดย้ ินไดฟ้ ังมาจากหลายๆท่ีไม่เหมือนกัน และมีชื่อเรียกแปลกแตกต่าง
กันออกไปแคนเป็นเครอ่ื งดนตรีท่มี คี รบ 7 เสียง คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที (ยกเว้นแคนหก) แต่ท่ีสาคัญคือ
แคนมีระบบการจัดวางเสียงเป็นแบบดนตรีตะวันตกกล่าวคือใน 7 เสียงนี้ มีเสียงเต็มอยู่ 5 เสียง และมี
ครง่ึ เสยี งอยู่ 2 เสียง ซ่ึงผิดกบั ระบบการจัดวางเสียงดนตรไี ทยภาคกลางท่ีทุกเสียงเป็นเสียงเต็มหมดเพ่ือให้
เขา้ ใจงา่ ยขึ้น แคน 1 เตา้ สามารถเปา่ ได้ 3 ระดบั เสียง คือ
1. ระดบั เสียงท่ที ุม้ ใหญซ่ ึง่ ใช้เสยี ง ลา โด เร มี ซอล เป็นเสียงหลัก ที กับ ฟา เปน็ เสยี งที่ใช้ประกอบ
เป็นลูกเลน่ เป็นกลเม็ดเดด็ พรายเสรมิ เข้ามา
2.ระดับเสยี งสงู ปานกลาง ใชเ้ สยี ง เร ฟา ซอล โด เปน็ เสยี งหลัก มกี บั ที เป็นเสียงทใ่ี ชป้ ระกอบเป็น
ลกู เลน่ เปน็ กลเมด็ เดด็ พรายเสริมเข้ามา
3. ระดบั เสียงสูงที่ใชเ้ สยี ง มี ซอล ลา ที เร เป็นเสยี งหลกั ฟา กับ โด เป็นเสยี งทีใ่ ช้ประกอบเป็น
ลูกเล่นเป็นกลเมด็ เด็ดพรายเสรมิ เขา้ มา
ทั้ง 3 ระดบั เสยี งดงั กล่าวสามารถใช้เปา่ เป็นลายตา่ งๆได้ 2 กลมุ่ ลาย คอื กลมุ่ ลายแคนทางสน้ั และ
กลมุ่ ลายแคนทางยาว ดงั นี้
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรพี ้ืนบ้าน วิทยาลัยดรุ ิยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคนขน้ั พ้นื ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 25
กลมุ่ ลายแคนทางส้นั
กล่มุ ลายแคนทางสั้น เปน็ กลมุ่ ลายท่ใี ชเ้ ปา่ เพอ่ื แสดงอารมณส์ ขุ สนุกรนื่ เริงและมจี ังหวะกระชบั ท่ี
เรยี กว่า "ทางสน้ั " สาเหตหุ นึ่งน้ันคงเปน็ เพราะมลี ักษณะเนอ้ื ความค่อนขา้ งสัน้ เมอ่ื ฟังแล้วใหค้ วามรสู้ กึ ว่าจะ
ได้ฟังตอนจบของลายในเวลาอนั ใกลน้ ี้
กลุ่มลายแคนทางสนั้ ประกอบไปด้วย การเป่าท้ัง 3 ระดบั เสยี งนี้
1. ระดับเสยี งทุ้มใหญ่ มชี ื่อเรียกว่า "ลายสุดสะแนน" ซงึ่ มคี วามหมายวา่ "สดุ สายสัมพันธแ์ ห่งความ
รัก" เพราะคาวา่ "สะแนน" ซึ่งเพี้ยนมาจากคา "สายแนน" แปลว่า "สายสมั พันธ์แหง่ ความรกั " หรอื
"บพุ เพสันนวิ าส" "สดุ " หมายถงึ หมด จบ สิน้ สุด ลายสุดสะแนนใช้เสียงเสริ ์ฟประสานหลกั คือเสียงซอล
2. ระดับเสียงสูงปานกลางมชี ่ือเรียกว่า "ลายโป้ซา้ ย" ทเ่ี รยี กช่ือเช่นนีก้ ็เพราะในขณะทเ่ี ป่าผเู้ ป่า
จะตอ้ งใชน้ ิ้วหัวแม่มอื ซ้ายปดิ เสียงโดสงู เปน็ เสียง ประสานหลักวา๊ ยตลอดเวลาเทยี บไดก้ บั เสียงซอลของลาย
สุดสะแนน
3. ระดับเสยี งสงู มากมีช่อื เรียกว่า "ลายสอ้ ย" ทเ่ี รยี กเชน่ น้ีเพราะคาว่า "สอ้ ย" ในภาษาอสี าน
หมายถงึ การทาใหเ้ ลก็ หรือฉีกให้เปน็ ส่วนย่อยลงไปอกี เชน่ คาวา่ "สอ้ ยฟนื " กห็ มายถงึ ผา่ ฟนื ใหล้ กึ ลงไปอีก
เพอ่ื ความสะดวกในการติดไฟ "ตองส้อย" ก็หมายถึงใบตองกลว้ ยท่ถี กู ลมพดั จนฉีกเป็นเสน้ เล็กดงั นั้นคาวา่
"ลายส้อย" จงึ หมายถงึ LINE เขยี นทีม่ เี สียงเล็กแหลมสงู มากๆและเปน็ รายทฉี่ ีดทัง้ เลน่ กลเม็ดเดด็ พราย
ออกไปเปน็ ลายนอ้ ย ได้อีกน่ันเองลายส้อยใช้เสยี ง เร กบั เสยี ง ลา เปน็ เสียงเสริ ์ฟประสานหลกั
ทง้ั 3 ระดบั เสยี งท่ีกลา่ วมามีชอื่ เรยี กเฉพาะทาให้คล้ายกบั วา่ มจี านวนลายแคนมากข้ึนแต่ความจรงิ
แล้วเหลา่ นั้นกค็ ือ. ลายสุดสะแนนน่ันเอง เพยี งแตเ่ ปล่ียนระดับเสยี งแตกต่างกันไปนอกจากนแ้ี ลว้ ในกลุ่มลาย
ดังกล่าว หากมีการติดสดู หรอื ปิดเสียงเสริ ฟ์ ประสานหลัก. ผดิ แผกไปจากทีเ่ ดมิ กจ็ ะมีช่ือเรียกทีแ่ ตกต่าง
เพม่ิ ข้นึ อกี เช่น ลายโปซ้ ้าย ซง่ึ เดมิ ทนี ้ัน ปิดสูดเสยี งโดสงู ทหี่ วั แม่มอื ซา้ ย เป็นหลกั แตถ่ ้าหากมกี ารเปลยี่ นไป
ปดิ สดู ทเ่ี สยี งโดตา่ ในลูกท่ี 2 ดา้ นขวามอื แลว้ ก็จะเรียกว่า "ลายแมงภู่ตอมดอกไม้" เพราะจากการปิดสดู ที่
ดังกล่าว จะให้เสยี งเหมอื นแมลงภกู่ าลงั บินชมดอกไมน้ ่ันเอง
กลมุ่ ลายแคนทางยาว
กลุ่มลายแคนทางยาว เป็นกลมุ่ ลายทผ่ี เู้ ปา่ เปาเพ่ือแสดงอารมณ์เศรา้ สุขรา่ ครวญเสยี ใจเหงาหรือ
เปล่าเปล่ยี วเดิมทีน้ันการเป่าลายทางยาว นิยมเปาอยา่ งชา้ ระมัดระวงั แตป่ จั จุบันมกี ารเป่าดว้ ยจงั หวะทเ่ี ร็ว
กระชน้ั ขึ้น กลุ่มลายแคนทางยาวนถ้ี งึ แมจ้ ะเป่าด้วยจังหวะใดๆกต็ ามยงั คงแสดงถงึ อารมณ์โศกครวญอย่ดู ี
สาเหตทุ ี่เรียกวา่ "ลายทางยาว" นั้นคงเปน็ เพราะมีลกั ษณะเน้ือความท่คี อ่ นขา้ งยาวฟงั แลว้ ใหค้ วามรู้สกึ วา่ จะ
ไมม่ กี ารจบสิ้นของลายและมลี กั ษณะเหมือนกนั ไหลเอ่ือยของนา้ ในแมน่ า้ จงึ มีช่อื เรยี กอกี ชือ่ หน่งึ วา่ "ลาย
ลอ่ ง"
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี น้ื บ้าน วิทยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขน้ั พื้นฐานในระดบั อดุ มศกึ ษา 26
กลมุ่ ลายแคนทางยาวประกอบไปด้วย การเปา่ 3 ระดบั เสยี ง คอื
1 ระดบั เสียงทุม้ ใหญ่ มชี ่ือเรียกว่า ลายใหญ่ ลายล่องใหญ่ หรือลายอา่ นหนงั สือใหญ่ (เพราะ
ท่วงทานองคลา้ ยกบั ว่าการอ่านหนงั สอื ผกู ในสมัยโบราณ) ใชเ้ สียงเสริ ฟ์ ประสาน คือ เสยี ง ลา กับ มี
2 ระดับเสยี งสงู ปานกลาง มชี อ่ื เรยี กวา่ ลายนอ้ ย อ่านหนงั สอื น้อย หรือลายล่องน้อย ใช้เสียง
เสริ ์ฟประสานคอื เสียง เร กบั ลา
3 ระดับเสียงสงู มาก มชี อื่ เรยี กวา่ ลายเซ ซง่ึ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. เจรญิ ชยั ชนไพโรจน์ ได้
กลา่ วไว้ว่า “เซ มีความหมายว่า แม่นา้ ดงั น้นั การเป่าแคนลายนี้จึงน่าจะมที มี่ าจากการเปา่ เพอื่
บรรยายภาพของนา้ ไหลโดยเฉพาะ
สาหรับการเรียกชื่อลายแคนนอกจากจะเรียกช่ือตามการเรยี นของระดบั เสียงดงั กล่าวข้างต้นแล้วยงั มี
วธิ ีการเรยี กชื่อตามลกั ษณะลายแคนทบ่ี รรยายภาพพจน์ต่างๆด้วย เช่น ลายววั ตา่ งข้นึ ภู แมลงภู่ตอมดอกไม้
ลมพดั ไผ่ รถไฟไตร่ าง แมฮ่ า้ งกล่อมลกู เป็นตน้ นอกจากนย้ี งั มวี ิธีการเรียกชือ่ ตามท้องถ่นิ หรือเจา้ ของบท
เพลงเชน่ ลายภูเขียวภูเวยี ง ลายผูไ้ ทนอ้ ย ลายผูไ้ ทใหญ่ เตย้ หัวโนนตาล ลายแคนทเ่ี รยี กช่อื ตามลกั ษณะการ
บรรยายภาพพทุ ธและเรยี กตามท้องถิน่ หรอื เจา้ ของบทเพลงนั้นลว้ นแล้วแตเ่ ป็นลายทจ่ี ดั อยู่ในกลุ่มลายทาง
ยาวทง้ั สิน้ (ยกเวน้ ลายแมลงภู่ตอมดอกไม้ ลายเต้ยหัวโนนตาล และคอนสวรรค์ ซง่ึ จัดอยู่ในกลุ่มลายทางสน้ั )
ซึ่งลายดงั กลา่ วสามารถเปาได้ครบท้ัง 3 ระดบั เสยี ง ถ้าหากลายใดผเู้ ปา่ เป่าดว้ ยเสยี งท้มุ ใหญก่ ็จะเรียกง่ายๆ
ว่า "ลายใหญ่" ถา้ หากลายใดผ้เู ปา่ เป่าด้วยระดบั เสยี งทสี่ งู ปานกลางกจ็ ะเรียกงา่ ยว่า "ลายนอ้ ย" และหากลาย
ใดผเู้ ป่าเปา่ ด้วยระดบั เสยี งสูงมากๆก็จะเรียกง่ายๆวา่ ลาย "เซ" แต่ถา้ หากว่าผู้เป่าเป่าระดบั เสียงใดๆก็ตาม
หากสามารถ จะเจาะจงช่อื ลายทเ่ี ป่าลงไปได้ กจ็ ะไมเ่ รียกว่าลายใหญ่ ลายน้อย หรอื ลายเซ แต่จะเรียกชือ่
ตามทค่ี นเป่าไดเ้ จาะจงลงไป เช่น ลายลมพัดพร้าว ลายสาวหยกิ แม่ ซึ่งลายดงั กล่าวควรจะเป็นลายใหญ่
ลายนอ้ ย หรอื ลายเซ กไ็ ด้ เพื่อให้งา่ ยต่อการเข้าใจ
ลายเบ็ดเตล็ด
นอกจากนี้แลว้ ยังมีกล่มุ ลายแคนอีกประเภทหนงึ่ คือ ลายเบด็ เตลด็ เชน่ ประเภทพรรณนา
ภาพพจน์ หมายถงึ เพลงทพ่ี รรณนาภาพพจน์ โดยใช้เสียงดนตรีน่นั เอง แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ เพลง
แคนประเภทพรรณนาเสียงธรรมชาติและเพลงแคนทเี่ ปา่ เลยี นเสยี งสาเนยี งการร้องหมอลาดงั นี้
1. ลายทพี่ รรณนาถึงธรรมชาติ เช่น ลายโปงลาง ลายแมงภู่ตอมดอก ลายรถไฟ ลายส่วย
ขย่มหัวช้าง เพลงที่เปา่ เลยี นเสยี งลา เชน่ สายแคนทาทางส้ัน ลายลอ่ งโขง ซึง่ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี
1.1 ลายโปงลาง อาจจะบรรเลงด้วยลายใหญ่ ลายน้อย หรือลายเซกไ็ ด้ ทนี่ ยิ ม
มากกม็ ลี ายเซ ซงึ่ เทียบไดก้ บั E, G, B, E และ D และติดสดู ทเี่ สียง b และโปงลางพรรณนาถึงขบวน
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี นื้ บ้าน วิทยาลยั ดรุ ิยางคศิลป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคนขนั้ พืน้ ฐานในระดับอดุ มศกึ ษา 27
คาราวาน อนั ที่จริงแล้วโปงลางเปน็ กระดง่ิ ขนาดใหญ่ ทาด้วยสารดิ ใช้สาหรบั แขวนงัวต่าง เสียงของ
โปงลางจะไดย้ นิ ไกลๆ เปน็ ทปี่ ระทับใจของหมอแคนมาก จงึ นามาใชเ้ ปา่ แคนเลียนเสยี งโปงลาง และ
เรียกว่า “ลายโปงลาง” ลายโปงลางเริ่มตน้ ดว้ ยการออกเดนิ ทางของคาราวาน ซง่ึ ละท้งิ ครอบครัวไว้ขา้ ง
หลงั เขาจะท่องเทยี่ วไปในปา่ อันตรายนานาประการทงั้ ขน้ึ เขาลงหว้ ยกระทงั่ การตง้ั คา่ ยพักแรมคืน ซึง่ มี
อนั ตรายรอบขา้ งเตม็ ไปด้วยความคดิ คานึง ความหวังในการเสยี งโชค และความคิดถงึ ครอบครัวของ
ตน ฝา่ ยครอบครัวทอี่ ยเู่ บ้ืองหลงั กต็ ้งั ใจฟงั เสียงโปงลางเมอื่ ตอนกองคาราวานออกเดินทางและเมอ่ื ถงึ
กาหนดทก่ี องคาราวานจะเดนิ ทางกลบั มา
1.2. ลายแมงภู่ตอมดอก เปน็ การพรรณนาแมลงภู่กับดอกไม้ มีทานองเดียวกับลายโป้
ซา้ ย แต่ติดสดู ทเี่ สียง g และ c บางขณะผู้ฟงั จะได้ยนิ เสยี งคล้ายๆ เลยี งแมลงภู่กาลงั บินนบั เปน็ เพลงแคนท่ี
ไพเราะมาก
1.3. ลายรถไฟ นบั เป็นลายแคนใหม่ อาจจะใช้เป่าดว้ ยลายนอ้ ย หรือลายเซก็ไดม้ าตรา
เสยี งลายแคนน้เี ปน็ การเลียนเสียงรถไฟ โดยเรมิ่ ตงั้ แตร่ ถไฟเรมิ่ เคล่อื นขบวนช้าๆแล้วเร็วขึ้นจนกระทง้ั กอ่ นท่ี
รถไฟจะเขา้ จอดยังอีกสถานหี นงึ่ จะเปดิ โหวดสัญญาณแลว้ คอ่ ยๆ ลดความเร็วลงหยดุ นง่ิ
1.4. ลายล่องโขง หรอื ลายลาทางยาว ลอ่ งโขงเป็นลายแคนทมี่ ชี ่ือเสยี งมากในวงการหมอ
ลาและการลาเพลงแคนน้เี ปา่ ควบค่กู ับการลาทางยาวซงึ่ เรยี กวา่ ลายาวล่องโขง ซงึ่ พรรณนาแม่นา้ โขง ต้งั แต่
เมอื งเวยี งจนั ทร์ในประเทศลาวลงมาเรอื่ ยๆ จนถึงปากแม่น้าท่ีเวยี ดนามใต้ ผู้ใดกต็ ามท่ไี ดย้ ินลาทางยาวโดย
หมอลาขาทอง กลอนนแ้ี ลว้ อาจจะเกิดความประทับใจและความซาบซงึ้ ในภาพพจนข์ องสองฟากแมน่ า้
โขง นับไดว้ า่ เปน็ กลอนลาท่ีมอี ทิ ธิพลต่อจติ ใจชาวอสี านมาก ลายแคนลอ่ งโขงนจี้ ะเป่าในลายใหญห่ รอื ลาย
เซก็ได้ แตข่ องเดมิ ใชเ้ ปา่ ด้วยลายนอ้ ย
2 กลุม่ ลายทเี่ รียกชื่อ ตามรูปแบบทานองลา กลา่ วคอื ลายแคนท่ีใชเ้ ป่าประกอบการลา เช่นลาเตย้
ลาเพลนิ ลาตงั หวาย ลามหาชยั ลาคอนสะหวัน ในทนี่ จี้ ะกล่าวเฉพาะลาเต้ย เต้ยเปน็ จงั หวะและทานอง
ลาเฉพาะแบบทหี่ นงึ่ เต้ยอาจจะมคี วามหมายเดยี วกบั “ลา” ต่างถิ่นตา่ งเรียกชื่อไมเ่ หมอื นกัน แตพ่ อสรุปได้
จากเนื้อกลอนในการลาก็อาจจะบอกได้ว่าเตย้ ทานองลาเตย้ ทป่ี รากฏในบทกลอนลาที่หมอลาใช้ขบั รอ้ ง
โดยทั่วไปน้ันพบวา่ มที งั้ ทานองลาทเ่ี ปน็ ภาษาลาวอสี านและทานองเพลงทเ่ี ป็นภาษาไทยภาคกลาง เนอ้ื หา
บทกลอนสว่ นใหญจ่ ะเป็นกลอนผญาการเกี้ยวพาราสี แสดงถึงตวามรักความอาลัยอาวรณ์ ทานองลาเต้ยจงึ
แบง่ ออกเปน็ 4 ทานองดงั นี้
2.1. เต้ยธรรมดา เป็นลาแบบลาทางยาว แต่ต่างจังหวะทานองเต้ย ประกอบด้วยเต้ย
ธรรมดา 4 จังหวะ ดังนั้น 16 จังหวะจึงจะเป็นกลอนเต้ยหนึ่งกลอนบวกกับตอน
ข้างต้น 2 จังหวะ และตอนลงท้าย 4 จังหวะ เต้ยธรรมดาร้อย หรือเล่นกันในจังหวะปาน
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ลุ สาขาดนตรีพ้ืนบ้าน วทิ ยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 28
กลาง หรือคอ่ นข้างเร็วดว้ ยลลี าทส่ี นกุ สนานลายแคนนจ้ี ะเปน็ ทางใหญ่หรอื ทางนอ้ ยกไ็ ด้
2.2. เตย้ หัวโนนตาล ใหช้ ื่อตามสถานทีค่ ือ ตาบลดอนตาลในจังหวัดมุกดาหาร เต้ยดอน
ตาล เดิมใชล้ าในการเล่นหมอลาหมู่และแล้วกม็ านิยมใชล้ าในการลากลอนท่ี
หลงั ทานองการลานัน้ เหมอื นกันกบั ลาทางสัน้ ต่างที่จงั หวะลีลาและช้ากว่าเตย้ ดอนตาลน้นี บั เปน็
เตย้ ทมี่ ลี ีลาออ่ นหวานทส่ี ดุ กลอนประกอบด้วย 4 วรรคแตล่ ะวรรคมี 4 จงั หวะและมี16จงั หวะ
ใน 1 กลอน กบั 2 จงั หวะตอนเร่ิมต้นและ 4 จงั หวะตอนลงท้ายลายแคนน้ี จะเล่นในทางสุด
สะแนน โป้ซ้ายหรอื ลายสร้อยเตย้ ธรรมดา และเต้ยหัวโนนาตาล ทีจ่ ดั วา่ เปน็ เต้ยแบบ
พนื้ บ้าน กเ็ พราะบทกลอนจะเป็นกลอนแบบอสี าน และทานองเกิดขน้ึ มาจากเสียงสงู ตา่ ของคา
ในบทกลอน
2.3. เต้ยโขง เปน็ เต้ยหรือลาทค่ี นรจู้ กั แพรห่ ลายทว่ั ประเทศ ไม่เฉพาะแต่เพียง ในกลุ่ม
หมอลาหรือชาวอีสานเท่าน้ัน
2.4. เต้ยพมา่ คอื เพลงพมา่ ราขวานนน่ั เองกลอนเต้ยพม่าก็คล้ายกับเต้ยโขง คือ แบ่งออก
ได้ 4 วรรค วรรคแรกและวรรคสดุ ทา้ ยตอ้ งสองครั้ง แต่ละวรรคมี 4 จังหวะสามารถจะเล่นได้ท้ัง
ทางลายใหญแ่ ละลายนอ้ ยก็ไดเ้ ต้ยพวกน้ีเป็นเต้ยที่ใชพ่ ้นื บ้านเพราะบทกลอนเป็นภาษาไทยกลาง
ไมใ่ ชโ่ คลงกลอนแบบอสี านและทานองเกิดขึ้นมาจากเสียงสูงตา่ ของคาในบทกลอน ( กรี ตวิ จน์
ธนภทั รธวุ านนั ท์ 2535:16- 50)
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรีพนื้ บา้ น วทิ ยาลัยดรุ ิยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเปา่ แคนขน้ั พน้ื ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 29
แบบฝึกหัดทา้ ยบท
แบบฝกึ หักท้ายบทที่ 2
คาสั่ง : ใหน้ ิสติ ตอบคาถามตอ่ ไปนโี้ ดยใชห้ ลกั การเขยี นเชงิ พรรณนาและวิเคราะหพ์ รอ้ ม
ยกตวั อย่างในประเดน็ คาถามตอ่ ไปน้ี
1. ใหน้ ิสติ อธบิ ายความหมายของลายแคนพร้อมยกตัวอย่าง
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................................................. ......................
2. ใหน้ สิ ิตอธบิ ายระดับเสียงของแคนพร้อมยกตวั อย่างประกอบ
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
........................................................................................................................................................................
3. ใหน้ สิ ติ อธบิ ายความหมายของลายแคนแมบ่ ททั้ง 6 ลาย พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
หมายเหต*ุ * ใหน้ สิ ติ ตอบคาถามโดยการพมิ พใ์ นกระดาษ A4 แลว้ เย็บมมุ สง่ ตามวนั เวลาท่กี าหนดในเวลา
เรียนโดยใช้ ฟอนด์ TH Sarabun PSK ขนาด ตวั อักษร 16 พอยท์
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรีพน้ื บ้าน วทิ ยาลยั ดรุ ิยางคศิลป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถนุ ายน พ.ศ. 2563
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคน ข้นั พน้ื ฐานในระดบั อดุ มศึกษา
บทที่ 3
ขนบธรรมเนยี มการเรยี นเปา่ แคน
พัฒนาการของศิลปะการเป่าแคนทส่ี ง่ั สมมาของบรรพชนหมอแคนอีสาน ที่ผา่ นการถา่ ทอดจากรนุ่ สู่
รนุ่ โดยมแี รงขับเคลือ่ นของกระแสค่านิยมทางสังคมในแตล่ ะยคุ สมยั ซึ่งทาอาจจะทาให้ ทานองและลีลาลาย
แคน อย่างโบราณคอ่ ยๆ เลอื นราง และหายไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ซ่งึ ถ้าลองมองในทางพระพุทธศาสนา
แลว้ กถ็ ึอว่าเปน็ เรอ่ื งของสจั ธรรม ทกุ อยา่ งบนโลกใบนีย้ ่อมวิวัฒนพ์ ลดั เปล่ยี นไปตามกาลเวลา แต่การที่จะ
ใหร้ ายละเอียดของรปู ลักษณแ์ ละทานองลลี า ลายแคน คงอยูอ่ ย่างโบราณได้น้ัน คงต้องอาศัยผู้เรียนท่ีมีจิต
มุ่งมานะเรียนรู้จากครูหมอแคนท่ียังคงรักษา ลายแคนและลีลาการเป่าแบบโบราณ เป็นต้นฉบับ ในการ
เรียนรู้ เพ่ือการอนุรักษ์สืบทอดมรดก ลายแคน ซ่ึงผู้เขียนได้ลาดับเหตุการณ์และกลวิธีการสอนจากการ
สัมภาษณ์ อาจารย์กีรติวจน์ ธนภัทรธุวานันท์ และศิลปินหมอแคนในภาคอีสาน เป็นหลักอ้างอิง ในการ
เขียนอธิบายถงึ ขนบธรรมเนียมการเรียนเป่าแคน ซ่ึงสรุปไดด้ ังน้ี
ในอดตี การสืบเนอ่ื งศลิ ปะการเปา่ แคน จากรุน่ หนง่ึ ไปสูอ่ กี รุ่นหน่ึง พัฒนาการและการปรับเปล่ียน
วิธีการเรียนเป่าแคน ผู้เขียนไดอนุมาร การค้นคว้าโดยใช้ ทฤษฏีวิวัฒนาการและแนวคิดการขัดเกลาทาง
สังคมวิเคราะหข์ อ้ มลู และอธิบายโดยการเขียนในเชงิ พรรณนาวเิ คราะห์ 2 ลักษณะ คือ
1. การขัดเกลาทางสังคมโดยตรง ได้แก่ การอบรมส่ังสอนขัดเกลาจากบิดามารดาที่
ถ่ายทอดใหก้ บั ลูก
2. การขดั เกลาทางสงั คมโดยทางอ้อม ได้แก่ สื่อ ส่ิงพิมพ์ แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียงการ
ฟังวิทยุโทรทัศน์ ซ่ึงมีตัวแทน ท่ีเป็นกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมและค่านิยมของ
กระบวนการขดั เกลาทางสงั คมดงั นี้
1. ครอบครัว เป็นตัวแทนสาคัญท่ีสุดในการทาหน้าท่ีขัดเกลาทางสังคม เพราะ
เปน็ สถาบันแรกทเ่ี ด็กจะได้ระบบการอบรมสงั่ สอนและจะมคี วามผูกพนั ทางสายโลหติ อยา่ ง
ลึกซ้งึ ซึง่ จะมผี ลทางอารมณ์ ความประพฤติ เจตคติ ตลอดจนบุคลิกภาพองบุคคลมาก
ที่สุด เช่น ถ้าครอบครัวไหนเป็นครอบครัวศิลปิน เม่ือบิดามารดาได้เห็นแววศิลปิน ก็ได้
ถ่ายทอดความรู้ให้ ซ่ึงเป็นการเรียนการสอนแบบบ่มเพาะ การอบรม และพร่าสอน ใน
ระบบทาญาติ
2. กลุ่มเพ่อื น เปน็ ตัวแทนท่ีทาหน้าท่ขี ดั เกลาทางสงั คมอีกหน่วยหน่ึง เนืองจาก
กลมุ่ แต่ละกลุ่มย่อมมีระเบียบ ความเชื่อและค่านิยมเฉพาะกลุ่มตนเอง เช่น การแสดง
หมอลาหมอแคนในงานบุญประเพณพี ธิ ีกรรมและการละเลน่ เพ่อื ความบนั เทงิ ต่าง เชน่ พิธี
กรรมการเลยี้ งผี การรกั ษาคนปว่ ยดว้ ยหมอลาผฟี ้า งานบุญประเพณีฮีตสิบสอง คลองสบิ ส่ี
และการลงขว่ งของหนุ่มสาวชาวอีสาน เป็นต้น
นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ุล สาขาดนตรพี ื้นบ้าน วิทยาลัยดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคน ขนั้ พน้ื ฐานในระดบั อดุ มศกึ ษา 31
3. โรงเรียน เป็นตวั แทนสังคมที่ทาหน้าทีโ่ ดยตรงในการขัดเกลาสมาชิกตั้งแต่ใน
วัยเดก็ จนถึงผู้ใหญ่ โดยอบรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ
ของสังคม ตลอดจนคา่ นิยมและทกั ษะอันจาเปน็ ให้แก่สมาชิกในสังคม
4. ศาสนา เปน็ ตัวแทนในการขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมยึดม่ันในสิ่งท่ีดีงามมี
ศีลธรรมจริยธรรม และความประพฤติในทางที่ถูกที่ควรโดยศาสนาจะมีอิทธิพลทาง
จิตวิทยาต่อบคุ คล ในการสรา้ งบุคลิกภาพเป็นอย่างมากเช่นแสดงหมอลาหมอคนในงาบ
บุญประเพณี หมอลาก็จะขับร้องประกอบแคนโดยการใช้เน้ือหาในการขับร้องอบรมสั่ง
สอนเรื่องคณุ ธรรม จรยิ ธรรม วรรณกรรมที่ให้แง่คิดเก่ียวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง
สงบสขุ
5. กลุ่มอาชีพ อาชีพหมอแคน เป็นอาชีพะหน่ึงท่ีได้รับความนิยมอย่างมากใน
ภาคอีสาน เหตุผลก้คงเป็นเพราะแคนเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่ ชนชาวอีสานให้
ความสาคัญทั้งในด้านความบันเทิงและในด้านพิธีกรรม มีการจัดระเบียบปฏิบัติ
เฉพาะ เชน่ การตัง้ ราคาในการเป่าแคนให้หมอลาโดยมสี านกั งานคอยรับงานให้ด้วยความ
สือ่ สตั วไ์ ม่เอารัดเอาเปรียบในการทางานร่วมกันผู้ท่ีเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มต่างๆก็ต้อง
เรียนรู้ประเพณีของกลุ่มอาชพี ทีต่ นเปน็ สมาชกิ อยู่
6. สอื่ มวลชน มอี ทิ ธพิ ลต่อการเรยี นร้ขู อ้ มูลข่าวสารของสมาชิกในสังคม มีส่วน
ในการขัดเกลาทางสังคมแกม่ นุษย์ในดา้ นต่างๆ ทง้ั ดา้ นความคดิ ความเชื่อ แบบแผนการ
ประพฤติปฏบิ ตั ิ
จากแนวคดิ เก่ียวกบั กระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่กล่าวมานั้น ผู้เขียนได้ใช้ ทฤษฎีวิวัฒนาการ
ทางวัฒนธรรม ในเชิงประวัติศาสตร์ ซ่ึงมีนักทฤษฎีคนสาคัญ คือ Edward B. Tylor (1832 - 1917) และ
Lewis H. Morgan (1818 - 1881) Tylor ท่ีไดร้ บั การยกย่องใหเ้ ป็นบดิ าแห่งมานษุ ยวทิ ยา เจา้ ของผลงานท่ี
สาคัญ เร่ือง Anahuac และ Researches in the Early History of Mankind ซึ่งเขาชี้ให้เห็นว่าในยุค
ดง้ั เดมิ นนั้ มนษุ ย์จดั อยูใ่ นประเภทคนป่าเถ่ือนแต่เม่ือเวลาผ่านไปมนุษย์จะมีวิวัฒนาการผ่านกระบวนการ
ทางสงั คมจนกลายเปน็ สงั คมรงุ่ เรอื ง ดังนัน้ ววิ ัฒนาการย่อมเร่ิมจากง่ายไปสู่ยาก จากความไม่เป็นระเบียบ
ไปสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและโดยเฉพาะอย่างยง่ิ พฒั นาการนยี้ อ่ มเกย่ี วเนอื่ งโดยตรงกับ “ความดีขึ้น”
(Betterment) ด้วยเหตุนี้วิวัฒนาการจึงหมายถึงความเจริญก้าวหน้า การก้าวเดินไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่
สมบูรณ์ ฉนั้นประวัติความเป็นมาของวิธีการถ่ายทอดการเป่าแคนนั้นจึงอธิบายโดยการพรรณนาลาดับ
ขัน้ ตอนการสืบทอดการเปา่ แคนดงั ต่อไปน้ี
ชนชาวอีสานส่วนมากนั้นเริ่มฝึกเป่าแคนโดยมีแรงบันดาลใจมาจากการได้เห็นได้ฟังสมาชิกใน
ครอบครัวหรอื เพือ่ นบา้ นแสดงในงานกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมการเลยี้ งผี การรกั ษาคนปว่ ยด้วยหมอลาผี
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรีพ้นื บ้าน วทิ ยาลยั ดรุ ิยางคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคน ขนั้ พนื้ ฐานในระดบั อดุ มศึกษา 32
ฟ้า นอกจากนย้ี งั มีกจิ กรรมการละเล่นเพ่ือความบันเทิงต่างๆ ที่ต้องใช้แคนเป็นเคร่ืองดนตรีประกอบ เช่น
งานบญุ ประเพณฮี ีตสิบสอง คลองสบิ ส่ี และการลงขว่ งของหนมุ่ สาวชาวอีสาน ข่วง หมายถึง บริเวณสนาม
ยกพืน้ หรือบรเิ วณลานบ้านเพื่อให้หญงิ สาวชาวอสี านน่ังปั่นไหมหรือปั่นฝ่ายในเวลากลางคืน ฉะน้ันการลง
ข่วงคือ การรวมกลุม่ กนั ของคนหนุ่มสาวชาวท้องถิ่นอีสาน ในบริเวณลานบ้านท่ีมียกพื้นให้หญิงสาวน่ังทอ
เสอ้ื ป่ันไหม ปั่นฝ้าย หรือทางานหัตถกรรมในเวลากลางคืนมีชายหนุ่มมาร่วมกิจกรรมลงข่วง เพื่อพูดคุย
หยอกล้อตลอดจนเกี้ยวสาว ๆ ท่ีตนชอบและพอใจการรวมกลุ่มพบปะสังสรรค์กันโดยใช้เวลาว่างให้เป็น
ประโยชน์ โดยใชแ้ คนเป็นเคร่อื งมอื สอ่ื ใจระหว่างหนุ่มสาวจึงทาให้กลุ่มวัยรุ่นให้ความสนใจในการเป่าแคน
เป็นอยา่ งมากและถ้าใครเป่าแคนเพราะกจ็ ะมสี าวๆมาชอบเยอะ จนมคี าพูดประชดประชนั กันวา่ ถา้ ใครเปา่
แคนไม่เป็นก็ไม่ได้เมีย ด้วยเหตุที่เยาวชนคนอีสานได้ มีโอกาสเรียนรู้ในระบบการดาเนินชีวิต แม้ในยาม
ทางานหรือยามวา่ งเว้นจากการทาไร่ไถนากไ็ ดย้ ินไดฟ้ งั การเสียงแคน อยู่เป็นประจาจึงเกิดความรักในเสียง
แคนแล้วจึงเริ่มเรียนเป่าแคน โดยวิธีการเลียนแบบ ซ่ึงเรียกว่าเป็นการเรียนแบบ ครูพักลักจา และถ้า
ครอบครวั ไหนเปน็ ครอบครวั ศลิ ปิน เมอ่ื บิดามารดาไดเ้ ห็นแววศลิ ปนิ กไ็ ด้ถา่ ยทอดความรู้ให้ ซ่ึงเปน็ การเรียน
การสอนแบบบ่มเพาะ การอบรม และพร่าสอน ในระบบทาญาติ หรือถา้ ครอบครัวไหนไม่ใชค้ รอบครัวศลิ ปิน
บดิ ามารดาก็จะพาไปฝากกับครอบครวั ศิลปนิ หมอแคนเพือ่ เรียนอยา่ งเปน็ จรงิ เป็นจงั แตก่ ม็ ีหมอแคนอกี สว่ น
หนึง่ ทส่ี ามารถเป่าแคนไดเ้ องโดยการศึกษาจากการลักจาศิลปินหมอแคนท่ีมีชื่อเสียงอ่ืนๆแล้วนามาฝึกหัด
ด้วยตนเอง นอกจากน้ีการเป่าแคนยังเปน็ อาชพี หน่งึ ทช่ี นชาวอีสานใช้เลี้ยงชีพด้ินรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
ในสงั คมดงั สาหรบั การเรยี นเปา่ แคนน้นั มีขนบธรรมเนยี มและขน้ั ตอนในการเรยี นรู้ ตอ่ ไปนี้
การรบั ลกู ศิษย์
การรบั ลกู ศษิ ย์เปน็ ขั้นตอนแรกผูส้ อนต้องพิจารณาผเู้ รียนและในการคัดเลือกลูกศิษย์แต่ละคนนั้น
ผู้สอนจะต้องใหพ้ ่อแม่ของผทู้ ่จี ะเรยี นน้ันมาเป็นสักขีพยานในการรบั รู้ กลา่ วคือ ต้องมีพอ่ แม่นามาฝากเรียน
ท่บี ้านของครบู างคนถงึ กับฝากเป็นลูกบญุ ธรรม ในการรับเป็นลูกศิษย์ก็จะมีการจัดเตรียม ดอกไม้ธูปเทียน
ขนั ธ์ 5 บูชาในการขอเป็นลกู ศิษย์
พธิ กี รรมความเช่อื กบั การเรยี นเป่าแคน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคาว่า พิธีกรรม ว่าหมายถึง
การบูชา แบบอย่าง หรือแบบแผนต่างๆท่ีปฏิบตั ใิ นทางศาสนา จากความหมายของพิธีกรรมดงั กล่าวการสืบ
ทอดและถ่ายทอดความรเู้ รือ่ งแคนนี้ จึงมีพธิ กี รรมท่ีเกี่ยวขอ้ งเกิดขึ้นจากความเชื่อพื้นฐานของคนในท้องถิ่น
อีสาน พธิ กี รรมดังกลา่ วคือพธิ ีกรรม “ยกคายอ้อ” ซึง่ จากการสมั ภาษณศ์ ิลปนิ หมอแคนทีเ่ ลอื กศกึ ษา 8 ท่าน
พบว่า การยกคายออ้ สามารถจดั ทาได้ 3 ลกั ษณะ ซึงขนึ้ อยู่กับโอกาสท่ีจะใช้ประกอบพิธกี รรม ดังนี้
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพ้ืนบา้ น วทิ ยาลยั ดุริยางคศิลป์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มถิ ุนายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคน ขั้นพนื้ ฐานในระดับอดุ มศึกษา 33
การยกคายอ้อในพธิ ีไหว้ครูเพ่อื มอบตัวเปน็ ศษิ ย์
ข้ันตอนการยกคายออ้ นเี้ ป็นพิธกี รรมท่ีสาคัญสาหรบั ผู้ทต่ี อ้ งการเรียนเป่าแคนอย่างจริงจังและถือ
ว่าเปน็ พธิ กี รรมทศี่ กั ดส์ิ ิทธเิ พราะว่าจะตอ้ งมีการจดั ตรียมเครือ่ งบชู าครู หรอื เรียกว่าคายอ้อ แลว้ หาฤกษ์งาม
ยามดีที่ครูถือปฏิบัติมา ซ่ึงครูแคนแต่ละหมู่บ้านแต่ละพ้ืนที่ก็จะมีวิธีแตกต่างกันไปตามกระบวนการท่ีได้
เรยี นรมู้ า และการไหวค้ รนู ้จี ะจัดขนึ้ ตอนที่ผู้เรียนสามารถเปา่ แคนลายพน้ื ฐานได้ เช่น ลายใหญ่ ลายผู้บ่าว
เลาะบา้ น และตอ้ งผา่ นขน้ั ตอนการทดสอบนิสัยใจคอของผู้เรียนหลายอย่าง เช่น การมีสัมมาคารวะ รู้จัก
เคารพผูใ้ หญ่ และเป็นผู้ท่ีมีจิตใจโอบอ้อมอารี รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และที่สาคัญจะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้
ขยันหมั่นเพยี ร ครูแคน จึงเข้าทาพิธีการยกคายอ้อ เพื่อแสดงความเคารพครู และแสดงความตั้งใจว่าจะ
เรียนอยา่ งจริงจังเพ่ือประกอบอาชีพเม่ือครูพิจารณาว่าผู้เรียนมีแววในการท่ีจะนาวิชาความรู้ไปประกอบ
อาชพี หมอแคนในอนาคตได้ ครจู ึงรบั คายออ้ ทศ่ี ิษยน์ ามามอบให้ แต่ก็มีผู้เรียนเป่าแคนหลายท่านท่ีมีความ
เชื่อว่าตอ้ งทาพิธีกรรมยกคายอ้อกอ่ นการเรม่ิ เรยี นเป่าแคน เนื่องจากเปน็ ความเชอื่ ของครูผสู้ อนทร่ี ับสบื ทอด
มาวา่ หากไมป่ ฏบิ ตั ิการยกคายอ้อแลว้ จะไม่ประสบความสาเรจ็ ในการเรยี นเพราะครทู ลี่ ่วงลับไปแลว้ จะโกรธ
และอาจทาให้เกิดผลรา้ ยกบั ผ้ทู ไ่ี ม่ปฏิบตั ิตาม
1. การยกคายอ้อก่อนแสดง
การยกคายออ้ กอ่ นการแสดงการเปา่ แคนนั้นเปน็ การทีล่ ูกศษิ ย์ระลกึ ถึงครูบาอาจารย์ท่ังท่ีมีชีวิตอยู่
และท่ีที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงการบอกกล่าวเจ้าท่ีเจ้าทาง ณ ที่ตนไปแสดงเพ่ือให้ทั้งครูและเจ้าท่ีรวมท้ัง
วญิ ญาณที่อย่รู อบๆ บรเิ วณนัน้ ไดร้ บั ทราบอีกทง้ั ยังขอใหส้ ง่ิ ศักดิ์สิทธ์ิทั้งหลายท่ีหมอแคนนับถือช่วยอานวย
พรใหก้ ารแสดงเป็นไปไดค้ วามราบรืน่ ไมม่ ีอุปสรรคปัญหาใดๆ ใหเ้ ป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม ณ ที่นั้น หมอแคน
ส่วนมากให้ความสาคัญของการทาพิธกี ารยกคายอ้อกอ่ นการแสดงเปน็ อย่างยิง่ และเป็นท่ีหน้าสังเกตว่าผู้ท่ี
เป็นเจ้าภาพในการแสดงมักจะรู้บทบาทหน้าที่ของตนในการช่วยเตรียมคายอ้อให้แก่ศิลปินตามท่ีศิลปิน
กาหนดกอ่ นการแสดง เน่อื งจากความเชือ่ ในพิธีกรรมยกคายอ้อกอ่ นแสดงนี้ได้ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาจาก
รนุ่ หนึ่งไปยังอกี รนุ่ หนึง่ จากบา้ นหน่ึงไปสู่อีกบา้ นหนึ่ง จนเป็นท่ีรู้และเขา้ ใจในชุมชนนนั้ แม้ว่าพวกเขามิได้มี
ความรู้ด้านการเรียนเปา่ แคนมาก่อน ที่เปน็ เชน่ น้กี เ็ พราะว่าแคนได้เข้าไปมีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวอีสาน
จนชาวบ้านเกิดความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการเป่าแคน
2 การไหวค้ รูประจาปี
การทาพธิ ีไหวค้ รูประจาปี เปน็ พธิ กี รรมท่ีสาคญั มาก เพราะว่าจะต้องจัดใหญ่กว่า 2 คร่ังท่ีกล่าวมา
เคร่ือง เซน้ ไหว้กจ็ ะจัดเตรยี มใหเ้ ตรียมครบทกุ อย่างห้ามขาด สถานที่ประกอบพิธีกรรมน้ันส่วนมากจะจัดที่
บ้านของครผู ู้สอน สว่ นลกู ศษิ ย์กจ็ ะนาเคร่ืองบูชามาจัดรวมกันทบ่ี ้านครู เพราะว่า ถอื ว่าเปน็ การพบปะ และ
ถือว่าเปน็ วนั รวมลูกศิษยท์ ่ีเรยี นเปา่ แคนซึ่งได้มากราบไหว้ครูเป็นประจาทุกปี และทาให้ลุกศิษย์ท่ีมาเรียน
แคนได้ปรึกษาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้เกย่ี วกบั การเป่าแคนซึ่งทาใหผ้ ้มู าเรียนแคนน้ันรู้จกั กนั เปน็ รนุ่ ๆไป
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสษิ ฐก์ ลุ สาขาดนตรีพื้นบา้ น วทิ ยาลยั ดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทกั ษะการเป่าแคน ข้ันพนื้ ฐานในระดบั อดุ มศกึ ษา 34
สาหรับคายอ้อท่ตี อ้ งจัดเตรียมในแต่ละปแี ละการกาหนดฤกษ์ยามก็จะมีลักษณะแตกต่างกันตามที่
ครผู ู้สอนแคน ซงึ่ ส่วนมากกจ็ ะกาหนดวนั เวลาในการจดั พิธีตามหลักโหราศาสตรโ์ บราณอีสาน เชน่ จัดพิธีใน
วันอังคารข้างข้ึนเป็นวันประกอบพิธีกรรม ซึ่งมีความเช่ือวันอังคารเป็นวันท่ีมีกาลังแรง หากทากิจท่ีเป็น
มงคลกจ็ ะประสบความสาเร็จ ส่วนการถือเอาวันข้างขึ้นเป็นวันประกอยพิธีน้ัน สันนิษฐานว่าเนื่องมาจาก
ความเชือ่ ทางพุทธศาสนาที่มกั จะปฏบิ ตั ิกจิ ในชว่ งขา้ งข้ึนเพอื่ ความเปน็ สริ ิมงคล ดังนัน้ หมอแคนส่วนมากจะ
กาหนดเอาวนั อังคารขา้ งขึ้นเปน็ วันไหว้ครปู ระจาปีด้วยเชื่อว่าการไหว้ครูเป็นการประกอบกิจอันเป็นมงคล
ซ่งึ ส่งิ ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิทั้งหลายจะให้ความรว่ มมือเปน็ อย่างดี หรือจดั ข้ึนในวนั สาคัญทางศาสนา เช่น จัดพิธีตรงกับ
วนั ขึน้ สามค่าเดอื นสาม หรอื วนั มาฆบชู า ซง่ึ อาจจะไม่ตรงกับวันอังคาร แต่ยืดถือเอาฤกษ์ท่ีมีความเชื่อตาม
พระพุทธศาสนาวา่ วันท่ีพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ไดท้ รงแสดง โอวาทปฎโิ มกข์ แก่พระสงฆส์ าวกเป็นคร้ังแรก ณ
เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพอื่ ให้พระสงฆ์นาไปประพฤตปิ ฏิบัติ เพ่ือจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง
ต่อไป และเหตกุ ารณ์พิเศษทเ่ี กดิ ข้ึนพร้อมกนั ในวันน้ี คอื
1. เปน็ วนั ท่ี พระสงฆ์สาวกของพระพทุ ธเจา้ จานวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันท่ีเวฬุวัวิหาร
ในกรงุ ราชคฤห์ โดยมไิ ดน้ ดั หมาย
2. พระภกิ ษสุ งฆเ์ หลา่ นีล้ ้วนเปน็ "เอหิภกิ ขุอปุ สัมปทา" คือเป็นผู้ท่ีได้รับการอุปสมบทโดยตรงจาก
พระพุทธเจ้าทงั้ สิน้ 3.
พระภิกษุสงฆ์ทกุ องคท์ ่ีได้มาประชมุ ในครง้ั น้ี ล้วนแตเ่ ปน็ ผุ้ไดบ้ รรลพุ ระอรหนั ตแ์ ลว้ ทกุ ๆองค์
3. เปน็ วนั ท่พี ระจันทร์เตม็ ดวงกาลังเสวยมาฆฤกษ์
จากปจั จยั และเหตุการณอ์ ันเป็น ศิรมิ งคลทีก่ ล่าวมาน้จี งึ ทาใหห้ มอแคนส่วนหนง่ึ จัดพธิ กี รรมไหว้ครู
แคนตรงกบั วนั ขึน้ สามค่าเดือนสามเปน็ ประจาทกุ ปี ดงั ภาพตอ่ ไปน้ี
ภาพที 8 : การจัดพิธีกรรมไหวค้ รแู คน
ท่มี า : นายชาตอิ าชา พาลีละพสษิ ฐก์ ลุ , วันที่ 18 กุมพาพนั ธ์ 2552
นายชาตอิ าชา พาลีละพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี ้ืนบา้ น วิทยาลัยดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม มิถุนายน พ.ศ. 2564
2001 101 Folk music skill 1 ทักษะการเป่าแคน ขัน้ พน้ื ฐานในระดับอดุ มศึกษา 35
เครื่องสกั าระบูชา หรือ คายอ้อ ซึ่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ท่ีต้องจัดหาให้ครบตามจานวนท่ีครูให้จัดหา
หา้ มขาด ดั่งนี้
1. เงนิ 20 บาท 2. ผา้ โสรง 1 ผนื
3. เหลา้ ขาว 1 ขวด 4. 1 กระปอ๋ ง
5. ขนั ธ์ 5 ข 8 ( ดอกไม้ขาว ) 6. ธูป 9 ดอก
7. กระจกเงา 1 บาน 8 ว 1 อัน
9. ามันทาผม 1 ขวด 10. พาขา้ วคาวหวานอย่างละ 1 พา
บทสวดในการประกอบพิธกี รรม หรือคาถาออ้ จะใช้สวดเวลาประกอบพิธกี รรมทุกครง่ั ไมว่ า่ จะเปน็
จัดพธิ ีประจาปีหรือจัดก่อนแสดงในเวลาทีม่ ีการว่าจา้ งใหไ้ ปเป่าแคนประกอบหมอลาในงานเทศกาลตา่ งๆ
การคะลาในการเรยี นเปา่ แคน
ความหมายของคาว่า คะลาคา “คะลา” หรือ “กะลา” หรือบางท้องถิ่นเรียก ขะลา ซ่ึงมี
ความหมายตามพจนานุกรมภาษาถ่ิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของสานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม
แห่งชาติ ฉบับพิมพ์คร้ังท่ี 2 พ.ศ. 2537 หน้า 16 ว่าไว้ดังน้ี กะลา 1 เป็นคานาม แปลว่า สิ่งต้องห้าม
กะลา 2 เป็นคากิริยา แปลว่า เว้น (อย่างว่า อันไหนเห็นว่าบ่ดีก็ กะลา ซะ) กะลาซาซอย เป็นคาวิเศษณ์
แปลว่า นอกรตี นอกรอย ทาตามใจชอบ,ตามอาเภอใจ มะลาซาแซะ, มะลามะลอย ก็ว่า พจนานุกรมภาษา
ลาว โดย ดร.ทองคา ออ่ นมะนีสอน หน้า 24 ให้ความหมายไว้ดังน้ี“กะลา น.สิ่งใดท่ีเฮ็ดลงไปแล้วบ่ดีบ่งาม
เกดิ โทษเกดิ ภัย เกิดเสนียดจญั ไรแกต่ นและผู้อนื่ โบราณเอ้นิ กะลา, คะลา ขะลา กว็ ่าอย่างว่า “หัวโล้นอยาก
ลา หวั ดาอยากเทศน์ คะลา ( ภาษิต )สรปุ ความไดว้ ่า “กะลา” เปน็ สงิ่ ตอ้ งห้ามทที่ าลงไปแล้วไมด่ ไี ม่งาม เกดิ
โทษภัย เกิดเสนียดจัญไรแก่ตนและผอู้ นื่ โบราณเรียกวา่ กะลา, คะลา ขะลา ก็ว่า ตัวอย่าง หัวโล้นอยากลา
หัวดาอยากเทศน์ คะลา (ภาษิต)การเรียนแคนนนั้ ก็มขี ้อคะลาในการปฏบิ ัตติ ัวสาหรับผู้เรียน ซึงก็จะมีความ
แตกตา่ งกันไปตามขอ้ คะลาของครแู ตล่ ะคน เชน่
1. หา้ มใชค้ าพูดที่ไม่สภุ าพเกย่ี วกบั แม่ หรอื ห้ามพูดคาว่า แม่ ในทางท่ีไม่ดี
2. ห้ามทอ่ งจาทานองแคนเวลาเขา้ หอ้ งน้าหรือเวลาปลดทุก
3. หา้ มลบหล่บู ดิ ามารดา
4. หา้ มลบหลู่ครอู าจารย์
ซ่งึ มีความเช่อื ว่าถา้ ไมป่ ฏบิ ัติตามแลว้ การเรียนลาการดาเนินชีวิตจะไม่ประสบผลสาเร็จและจะทา
การสง่ิ ไดก็ไรผ่ ลและถ้าปฏิบัตติ ามแลว้ ชีวติ ก็ขะมีความรุ่งเรืองวชิ าเรียนเป่าแคนกป็ ระสบสาเร็จในการเรยี นรู้
ซึงเหตผุ ลทก่ี ลา่ วมานี้ อาจทาใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามม่งุ หมัน่ ในการเรียน และมคี วามหมัน่ ใจในการศกึ ษาการเรียน
เป่าแคน ( ทองคา ไทยกลา้ ,2550 : สมั ภาษณ์ )
นายชาตอิ าชา พาลลี ะพสิษฐก์ ุล สาขาดนตรพี ื้นบา้ น วทิ ยาลัยดุรยิ างคศลิ ป์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564