The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียงรวมเล่ม ศิลปวัฒนวิจักร์ 65 ED03

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanon.chan, 2022-08-08 21:43:26

ศิลปวัฒนวิจักร์

เรียงรวมเล่ม ศิลปวัฒนวิจักร์ 65 ED03

ช่ือหนังสือ ศลิ ปวฒั นวจิ ักร ประจ�ำ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๖๕

บรรณาธกิ าร ผูอ้ �ำ นวยการส�ำ นักศลิ ปะและวฒั นธรรม
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ธรี พร พรหมมาศ

กองบรรณาธกิ าร
รองศาสตราจารย์พรรษประเวศ อชิโนบุญวัฒน์ รองผ้อู ำ�นวยการสำ�นกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารยท์ ัศนพี ร วิศาลสุวรรณกร รองผอู้ ำ�นวยการส�ำ นักศิลปะและวัฒนธรรม
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยช์ ณุ ษิตา นาคภพ รองผูอ้ ำ�นวยการสำ�นักศิลปะและวัฒนธรรม
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เพยี งพศิ ชะโกทอง ผู้ชว่ ยผอู้ ำ�นวยการส�ำ นกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม

จดั พมิ พแ์ ละสงวนสิทธโ์ิ ดย
ส�ำ นกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
๓๙๘ หมู่ ๙ ถนนสวรรคว์ ถิ ี ต�ำ บลนครสวรรคต์ ก อ�ำ เภอเมือง จงั หวดั นครสวรรค์ ๖๐๐๐๐

พิมพ์ท่ี
หจก.วิสุทธิ์การพมิ พ์ ๑๙๖๙

คำ�นำ�

สำ�นักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์ เปน็ หน่วยงานท่ีปฏบิ ตั หิ นา้ ทีใ่ นการขับเคล่ือน
งานด้านศิลปะและวัฒนธรรม เพ่ือตอบสนองต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นในการพัฒนาท้องถ่ิน โดยหน่ึง
ในกลยุทธ์ท่ีสำ�คัญ คือ ส่งเสริมการเรียนรู้และการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถ่ิน รวมไปถึงการพัฒนาฐานข้อมูล
สารสนเทศดา้ นศลิ ปวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั เกณฑก์ ารประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาภายในระดบั อดุ มศกึ ษา
ท่มี ่งุ เน้นให้เกิดการรวบรวมองค์ความร้ดู ้านศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบในรูปแบบของเอกสารทางวิชาการ
และได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อเยาวชนและประชาชนผู้สนใจ ทั้งในท้องถ่ิน ชุมชน
สงั คม และประเทศชาติ
หนงั สอื “ศลิ ปวฒั นวจิ กั ร”์ น้ี จงึ เปน็ หนงั สอื ทร่ี วบรวม คน้ ควา้ และเรยี บเรยี งขอ้ มลู ทางดา้ นศลิ ปวฒั นธรรม
และภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ รวมถงึ งานสรา้ งสรรคด์ า้ นศลิ ปะและวฒั นธรรม โดยบคุ ลากรของมหาวทิ ยาลยั และเผยแพร่
องค์ความรู้เหล่าน้ีในรูปแบบของเอกสารทางวิชาการให้กับผู้สนใจศึกษางานด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
ทอ้ งถน่ิ ต่อไป
สำ�นักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เก่ียวข้อง
ทุกท่านสำ�หรับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ และความร่วมมือในการดำ�เนินงานด้านการทำ�นุบำ�รุงศิลปวัฒนธรรม
เพื่อใหเ้ กิดการสบื สานงานดา้ นศิลปะและวัฒนธรรมท้องถ่นิ อย่างยัง่ ยนื

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ธรี พร พรหมมาศ
ผู้อำ�นวยการส�ำ นักศิลปะและวฒั นธรรม

มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์

สารบญั ๔
๒๘
บทเพลงแหง่ ล่มุ นํ้าเจ้าพระยา : อรรถาธบิ ายบทเพลงและโนต้ เพลง
วรรณวลี ค�ำ พนั ธ์ ๓๖
ความสำ�คัญของเรือกบั สงั คมไทย
วลิ ุบล กองกล่นิ ๔๙
ธีรเดช คงทัศน์ ๖๔
การปรับตวั ของสถาบันสงฆ์ไทย พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๔๖๔ ๘๑
ธรี พร พรหมมาศ
ณัฐกติ ติ์ สุขส�ำ ราญ
การเรยี บเรยี งดนตรีไทยพ้นื บ้านสู่ความรว่ มสมยั ในแบบดนตรีตะวนั ตก
ชัชชญา กญั จา
สวนสาธารณะทเ่ี ปน็ มากกว่าสวนสาธารณะ
พรรษประเวศ อชิโนบญุ วฒั น์
บี ซี จี (Bio-Circular-Green Economy) เศรษฐกจิ สร้างสรรค์ (Creative Economy)
กบั ศิลปวฒั นธรรม
เพยี งพศิ ชะโกทอง

บทเพลงแห่งลุ่มน�้ำ เจ้าพระยา :
อรรถาธบิ ายบทเพลงและโน้ตเพลง

วรรณวลี ค�ำ พันธ1์

บทนำ�
ลมุ่ นา้ํ เจา้ พระยา คอื พน้ื ทบ่ี รเิ วณลมุ่ นา้ํ สาขาทร่ี าบแมน่ า้ํ เจา้ พระยา ครอบคลมุ พน้ื ทส่ี ว่ นใหญข่ องหลายจงั หวดั
โดยมีจุดบรรจบของแม่นํ้า 4 สาย ได้แก่ แม่นํ้าปิง แมนํ้าวัง แม่นํ้ายม และแม่นํ้าน่าน ที่ปากนํ้าโพ อำ�เภอเมือง
จงั หวดั นครสวรรค์ รวมกนั เป็นแมน่ ํ้าเจ้าพระยา ด้วยเปน็ ชัยภูมิทดี่ ี บรเิ วณดงั กลา่ วจงึ กลายเปน็ พื้นท่ที ี่มีผ้คู นเข้ามา
ต้ังถิ่นฐานมากกวา่ บริเวณอน่ื ทง้ั น้ี เพราะในสมัยกอ่ นมนุษย์ต้องอาศยั นา้ํ เพ่ือการเพาะปลูก บริโภค รวมทั้งใชเ้ ปน็
เสน้ ทางในการคมนาคม เดนิ ทางคา้ ขายแลกเปลย่ี นสนิ คา้ นอกจากนแ้ี ลว้ หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดี
ยังแสดงให้เห็นว่านครสวรรค์มีความสำ�คัญทางประวัติศาสตร์เร่ือยมาและมีพัฒนาการของการกลายเป็นเมือง
เรื่อยมาตามลำ�ดบั (สชุ าติ แสงทอง, 2559: 5)
นอกจากความโดดเด่นดา้ นพ้ืนท่ีทางกายภาพแลว้ นครสวรรค์ถอื เปน็ พื้นทท่ี างวัฒนธรรมแห่งหนงึ่ ท่มี คี วาม
ส�ำ คญั กลา่ วคอื มคี วามหลากหลายทางกลมุ่ ชนชาตพิ นั ธ์ุ ไมว่ า่ จะเปน็ จนี ลาว พมา่ มอญ ฯลฯ โดยตา่ งกม็ บี ทบาท
ในการขบั เคลอ่ื นศลิ ปวฒั นธรรมตามแบบแผนประเพณแี ละความเชอ่ื ของกลมุ่ ชน ดนตรไี ทยและดนตรปี พ่ี าทยม์ อญ
เปน็ หนง่ึ ในงานศลิ ปวัฒนธรรมทรี่ บั ใช้บริบททางสงั คมวฒั นธรรมของชาวนครสวรรคม์ าชา้ นาน มกี ารส่ังสม พฒั นา
และสืบทอดความรู้ทางดนตรีกันในกลุ่มนักดนตรีในจังหวัด พื้นที่ใกล้เคียงไปจนถึงระดับภูมิภาค สะท้อนให้เห็น
ได้จาก “บทเพลงแห่งลุ่มนํ้าเจ้าพระยา” อันได้แก่ เพลงโหมโรงสี่แคว เพลงเจ้าพระยา เถา เพลงมอญม่านน้อย
เพลงมอญสมงิ เพลงดาวเง้ียว ซง่ึ เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมดนตรีของครดู นตรไี ทยจังหวัดนครสวรรค์

โครงการบนั ทึกเสียง “บทเพลงแห่งลุ่มน้ําเจ้าพระยา”
...โครงการบนั ทกึ เสยี ง “บทเพลงแหง่ ลมุ่ นา้ํ เจา้ พระยา” นบั วา่ เปน็ โครงการบนั ทกึ ขอ้ มลู ทางประวตั ศิ าสตร์
เกย่ี วกบั บทเพลงทท่ี รงคณุ คา่ ของชาวปากนา้ํ โพ ซง่ึ เปน็ มรดกทางความคดิ ของครดู นตรไี ทย 2 ทา่ น
คอื ครสู งดั ทองสขุ และครมู านพ หวงั สขุ โดยทง้ั สองทา่ นไดแ้ ตง่ เพลงไทยและเพลงมอญไวเ้ ปน็ จ�ำ นวนมาก
บทเพลงต่าง ๆ ได้บรรยายถึงสภาพวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่น เช่น เพลงเจ้าพระยา เถา
ตลอดจนบทเพลงอ่ืน ๆ ยังมีท่วงทำ�นองที่ไพเราะน่าฟังและควรค่าแก่การอนุรักษ์...(สำ�นักศิลป
วฒั นธรรม สถาบนั ราชภัฏนครสวรรค,์ 2545)

1อาจารย์ สาขาวชิ าดนตรี มหาวิทยาลัยราชภฏั นครสวรรค์ อเี มล์ [email protected]
Lecturer at Music Program, Faculty of Humanities and Social Sciences, Nakhon Sawan Rajabhat University.
Email: [email protected]

4

ความข้างต้นคือคํา “เกริ่นนำ�” หลังปกซีดีเสียงจากโครงการบันทึกเสียง “บทเพลงแห่งลุ่มนํ้าเจ้าพระยา”
ซง่ึ จดั ท�ำ ขน้ึ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2545 (ซง่ึ ตรงกบั วาระครบ 80 ปี แหง่ การสถาปนาสถาบนั ราชภฏั นครสวรรค)์ ภายใตภ้ ารกจิ
ของสำ�นักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ (ช่ือเดิม) ในการดำ�เนินงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เช่น
การอนุรักษ์ การเผยแพร่ การประยุกต์ ตลอดจนการสร้างฐานข้อมูลและเครือข่ายทางวัฒนธรรม โดยมีผู้ช่วย
ศาสตราจารย์สชุ าติ แสงทอง ดำ�รงต�ำ แหนง่ เป็นผู้อำ�นวยการส�ำ นกั ศลิ ปวฒั นธรรมในเวลานัน้ ผลผลติ จากโครงการ
บันทึกเสียงนี้นับเป็นหมุดหมายชิ้นสำ�คัญในการริเร่ิมเก็บรวบรวมข้อมูลบทเพลงอันเป็นองค์ความรู้ของครูดนตรี
ในจงั หวัดนครสวรรค์ โดยสุชาติ แสงทอง ไดก้ ลา่ วถึงแนวคิดอันเป็นจดุ เริ่มตน้ ของโครงการนวี้ า่

...คือจริง ๆ ก็มองถึงบทบาทหน้าที่ของการทำ�งานของสำ�นักศิลปวัฒนธรรม บทบาทหน้าที่สำ�คัญ
ก็คือเร่ืองของการเก็บรวบรวมข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรมที่อยู่ภายในพื้นท่ีทางกายภาพ แล้วก็ค้นหา
พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มันเกิดขึ้นบนพื้นที่ทางกายภาพ ตอนนั้นคำ�ว่าต้นแม่นํ้าเจ้าพระยาเนี่ยมันก็
ยังไม่ได้เกิดขึ้น เราก็คิดว่าการค้นหาข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรมในทุก ๆ ด้านของเมืองนครสวรรค์
หรือความเป็นลุ่มน้ําเจ้าพระยา ตอบโจทย์เนี้ย มันน่าจะเป็นภารกิจหลักสำ�คัญในการที่จะทำ�
ประเด็นก็อยู่ท่ีว่าตอนน้ันศักยภาพของสำ�นักศิลปวัฒนธรรมอาจจะมีไม่ได้เยอะ เรื่องงบประมาณ
เรอ่ื งอะไรตา่ ง ๆ เรากจ็ ะพยายามคน้ หางานศลิ ปวฒั นธรรมบางอยา่ งทส่ี ามารถเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้
ฉะนน้ั ในตอนนน้ั เนย่ี กจ็ ะมหี ลายเรอ่ื งทจ่ี ะเกบ็ ไมว่ า่ จะเปน็ ประเพณกี ารแหเ่ จา้ พอ่ เจา้ แมป่ ากนา้ํ โพ
การละเล่นต่าง ๆ ของเมืองนครสวรรค์ รวมถึงการรวบรวมบทเพลงลุ่มนํ้าเจ้าพระยา อันน้ีก็เป็น
ประเด็นหนึ่งของการเก็บ อันน้ีเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมข้อมูล คราวน้ีบทเพลงลุ่มนํ้า
เจ้าพระยาเนีย่ เราก็ตงั้ โจทยไ์ ปวา่ เอ.๊ .. เราไม่ไดใ้ ช้ชอื่ วา่ การเกบ็ บทเพลงของอาจารย์คนนี้ ๆ คนน้ัน
เพื่อจะเป็นธีมใหญ่ว่าบทเพลงแห่งภูมิภาคเน้ียมันมีความยิ่งใหญ่ มีศิลปิน มีบทเพลงที่มากมาย
คร้ังนั้นก็เลยโฟกัสไปท่ีเมืองเราเนี้ยนครสวรรค์ว่า เอ๊.. ถามอาจารย์วิพักตร์ว่าเพลงต่าง ๆ ท่ีมัน
ถูกแสดงถึงความเป็นเมือง เป็นบ้าน เป็นเมืองของเราเนี่ยมีอะไรบ้าง ท่านก็มีเพลงที่น่าสนใจอยู่
หลายเพลงนะครับไม่ว่าจะเป็นเพลงโหมโรง สี่แคว มันสะท้อนถึงความเป็นนครสวรรค์เนาะ
เพลงเจ้าพระยา เถา ก็สะท้อนความเป็นเมืองนครสวรรค์... (สุชาติ แสงทอง, สัมภาษณ์ 18
มกราคม 2565)
จากคำ�สัมภาษณ์ แสดงให้เห็นบทบาทหน้าที่ของสำ�นักศิลปวัฒนธรรมบนฐานคิดของการเก็บรวบรวม
ศิลปวัฒนธรรมท่ีสะท้อนถึงความเป็นเมืองนครสวรรค์เพ่ือนำ�ไปสู่การศึกษาต่อยอดในภายหลัง ท้ังน้ี ในฐานะ
ประธานดำ�เนนิ งานสุชาติ แสงทอง ยงั ได้กล่าวถงึ กระบวนการศึกษาและเก็บขอ้ มลู ต่อไปอีกวา่
...ฉะนน้ั เพลงสองเพลงเนย่ี กเ็ กดิ จากครดู นตรที อ่ี ยใู่ นเมอื งนครสวรรค์ แลว้ กศ็ กึ ษาประวตั อิ าจารย์
ทง้ั สองท่าน ไมว่ า่ จะเปน็ อาจารยส์ งัด ทองสุข หรือวา่ อาจารยม์ านพ หวังสขุ ก็มีประวตั ิท่ีนา่ สนใจ
กค็ อื วา่ เปน็ สายครดู นตรที เ่ี ชอ่ื มโยงกบั สายใหญ่ ๆ ในกรงุ เทพฯ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ...อนั เนย้ี กเ็ ลยเกดิ วา่ เอ.๊ ..

5

อยากจะเก็บรวบรวมเพลงเนี้ยที่มันสะท้อนความเป็นเน่ียออกมานะครับ ก็ได้ตรงน้ีมาอีกอันนึง
ก็เลย อาจารย์วิพักตร์ก็บอกว่าน่าจะเก็บเพ่ิมนะ มันมีเพลงอ่ืน ๆ ท่ีมันอาจจะไม่ได้ตอบความเป็น
เมืองนครสวรรค์ พวกเพลงมอญต่าง ๆ ของครูนพ หวังสุข อย่างเพลง มอญม่านน้อย มอญสมิง
ดาวเงย้ี ว อะไรตา่ ง ๆ นค่ี อื เพลงแตง่ ใหมข่ องครเู ปน็ คนแตง่ กเ็ ลยเกบ็ รวบรวมทง้ั หมดเนย้ี ไดป้ ระมาณ
ที่เห็นในซีดีก็ประมาณ 5 เพลงที่เกิดข้ึน ในขณะน้ันก็คือได้เก็บรวบรวมข้อมูลคร่าว ๆ ประวัติ
คร่าว ๆ แลว้ กร็ ะดมลูกศษิ ย์ ลูกหาของครทู ้ังสองทา่ นเนย่ี มาบรรเลง ตอ่ 2 กนั บรรเลงกัน ฟนื้ กนั
จนได้เป็นเพลงที่ได้ถูกบันทึกเรียกว่าเป็นเพลง ที่น่าจะเป็นต้นฉบับได้ น่าจะใกล้เคียง “ทาง3”
ต้นฉบับท่ีแท้จริงที่ยังคงมีอยู่ เม่ือได้ตรงนี้มาเน่ียเราก็ถือว่ามันเป็น data ละ เป็นข้อมูลต่าง ๆ
ท่ีเราได้ถูกบันทึกท้ังข้อมูลประวัติศาสตร์ ข้อมูลที่มาที่ไปของเพลง ข้อมูลประวัติของครู นะครับ
ท่ีเกิดข้นึ คอื ได้อนั นี้มา อันนีค้ ือแรงบันดาลใจคืออยากจะเก็บไวก้ ่อน...(เรอ่ื งเดยี วกนั )
นอกจากนี้ วิพักตร์ คล้ายสุบิน อาจารย์ผู้เช่ียวชาญด้านดนตรีป่ีพาทย์ไทย-มอญในจังหวัดนครสวรรค์
อาจารย์ผสู้ อนดนตรไี ทย ประจำ�สาขาวชิ าดนตรี มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์ ทง้ั ยังเป็นหนง่ึ ในนกั ดนตรีผรู้ ว่ ม
บรรเลงในโครงการบันทึกเสยี ง ไดเ้ ล่าถึงประสบการณแ์ ละเหตุการณ์กอ่ นทจี่ ะเกดิ การบนั ทกึ เสยี งวา่

...อาจารยส์ ชุ าติ กเ็ ลยไปขออนญุ าตบนั ทกึ เสยี ง เดมิ เลยนก่ี ไ็ มม่ บี นั ทกึ เสยี ง ทนี ก้ี อ่ นจะไปบนั ทกึ เสยี ง
ก็ได้ตามหาคนที่เค้าต่อเอาไว้ ผมไม่ได้ไปต่อ ตามหาคนท่ีต่อเอาไว้ก็คือ ตรีเนตร แล้วก็พี่ป๋อง.....
(รุ่นครตู รีเนตร แก่กวา่ ครเู หรอคะ) เดก็ กวา่ แตพ่ ่ีปอ๋ ง อีกคนนึงน่ะ ทตี่ ฆี อ้ งใหญ่ นัน่ แกก่ วา่ (อนั นี้
ฆอ้ งใหญ่ไทยเหรอคะ) ฆอ้ งใหญไ่ ทย เพลงโหมโรงสี่แควกบั เจ้าพระยา จรงิ ๆ เคา้ แตง่ ไว้อกี เพลงนะ
เพลงลอ่ งแกง่ อะ่ แตแ่ ตง่ ไมจ่ บแลว้ กไ็ มร่ ไู้ ปอยไู่ หนแลว้ กไ็ มร่ ู้ (แลว้ ท�ำ ไมตรงนท้ี ไ่ี ดเ้ ปน็ ลกู ศษิ ยเ์ หรอคะ)
เป็นลูกศิษยก์ ้นกฏุ เิ ค้า เค้าอย่ใู กล้กนั (แล้วก็เปน็ คนทอี่ ยู่ในวง ไปงานดว้ ยกนั อย่างน้เี หรอคะ) อา้ ..
นน่ั แนะ่ .... คอื ไปตามกนั มา กวา่ จะรวู้ า่ ใครอยทู่ ไ่ี หนบา้ งเนย่ี เจา้ แวเ่ นย่ี เจา้ ประสาท มานพ พมุ่ กลอ่ ม
นน่ั นะ่ ผมกไ็ ปตาม ไปตามหา คอื มนั หาย โอโ้ ห นานมากเลยอะ่ หายไปตง้ั เกอื บ 20 ปมี ง้ั รขู้ า่ วอกี ที
พวกไปอยู่โน่น ไปอยู่อุบล.....ทีน้ีพอรู้ว่าอยู่นั่นป๊ับ อาจารย์สุชาติก็ให้ผมไปตามมา ไปตามกลับมา
ตามมาเพื่อท่ีจะบันทึกเสียง ก็ไปถาม ทีแรก เดิมเลยเน่ียก็ไปถาม ใครต่อเพลงมอญจากครูนพม่ัง
นพ หวงั สขุ อ่ะนะ ก็มี อาจารย์วิเชยี รบอกวา่ แว่ มนั ชือ่ เลน่ ชื่อไอแ้ ว่ คนระนาด แลว้ ผมกไ็ ปรบั มันมา
แล้วผมก็มาซ้อมเพลงสมิง 1 เพลง เพลงมอญสมิง แล้วก็มอญม่านน้อย มอญม่านน้อยเนี่ยผมได้
อยู่แล้วแต่ว่าไม่รู้จักช่ือแต่พอไปตีกับมันจริง ๆ แล้วไอ้ของเราตอนท้ายที่ได้มามันไม่ใช่ ไม่เหมือน
ของมนั ดกี วา่ เพราะวา่ ของเคา้ ไดม้ าโดยตรงเลย มอญมา่ นนอ้ ย มอญสมงิ แลว้ กม็ อญอะไร อกี อนั นะ
สามมอญใชม่ ย้ั สองมอญนน่ั นะ่ ผมได้ แตม่ าตอ่ เพลงสมงิ อกี เพลง... (วพิ กั ตร์ คลา้ ยสบุ นิ , สมั ภาษณ,์
10 มกราคม 2565)

2ต่อ หมายถึง การถ่ายทอดเพลงด้วยวิธีการอย่างมุขปาฐะ กล่าวคือ มีผู้หนึ่งบรรเลงให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วจึงให้อีกผู้หนึ่งตี หรือบรรเลงตาม
3ทาง ในทน่ี ี้ หมายถงึ วิธีด�ำ เนินทำ�นองเพลงท่มี ีลกั ษณะเฉพาะบคุ คล เชน่ ทางของครู ก. ครู ข. เป็นตน้ (กรมศิลปากร, 2545: 68)

6

เมอ่ื รวบรวมนกั ดนตรไี ดจ้ นครบวงแลว้ จงึ ไดด้ �ำ เนนิ การบนั ทกึ เสยี ง ในคราวนน้ั บนั ทกึ เสยี งทห่ี อ้ งบนั ทกึ เสยี ง
โปรแกรมวิชาดนตรี สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยวิพักตร์ คล้ายสุบิน ได้เล่าถึงบรรยากาศระหว่างท่ี
บนั ทึกเสยี งต่อไปอกี ว่า

...ที่ราชภัฏบ้านสมเด็จ ไปบันทึกกันตอนน้ัน 3 วัน ซ้อมจากท่ีนี่ไปหน่อย (ทำ�ไมถึงไปบันทึกเสียง
ท่ีน่ันคะ) เค้า (อ.สุชาติ) คงมีคนอะไรของเค้า เค้ารู้จักกับ อ.เดช ไง อ.เดช คงอ่ิม ไปบันทึกกัน
2-3 คนื ... ตอนบนั ทกึ เสยี งมนั ไมไ่ ดม้ านง่ั มารวมกลมุ่ มนั ตา่ งคนตา่ งแยกหอ้ งใครหอ้ งมนั อยา่ งนน้ั นะ่
(คอื เคา้ ไมไ่ ดอ้ ดั ทง้ั วงรวมกนั ใชม่ ย้ั คะ) มนั กร็ วมกนั แตว่ า่ มนั แยกหมดเลย คนป่ี ไปขงั ไวอ้ กี หอ้ งนงึ เลย
ไม่ง้ันเสียงมันมาตีกัน (แต่เล่นพร้อมกันเหรอคะ) เล่นพร้อมกันนั่นแน่ะ (แต่ว่าได้ยินกัน) ได้ยิน
เพราะวา่ เอาหคู รอบไดย้ ินผา่ นหคู รอบ (แต่วา่ ไมไ่ ดน้ ัง่ แบบเป็นวงตดิ กัน) ไม่ได้ ๆ (ความรสู้ ึกมันจะ
เหมือนเล่นอยู่ในวงมั้ยคะหรือเหมือนเล่นอยู่คนเดียว) มันก็เหมือนแต่มันก็ใจจิต ใจจ่อไปอยู่ท่ีน่ี
มันจะไปแต่งอะไรมากไม่ได้ไง (เพราะว่าเราก็พะวงว่าจะไปพร้อมกับเค้าม้ัย) ใช่ ๆ นั่นแน่ะ
(อดั หลายเทคม้ยั คะครู) เพลงนงึ ไม่ต่าํ กวา่ 7-8 (เพราะว่าเหน็ เวลาทีเ่ คา้ บนั ทึก เพลงนเี้ วลาเทา่ นี้ ๆ
คือดึกมากค่ะครู) โอ้โห...เกือบแจ้ง (คือแบบมีบางเพลง เห็นเวลาท่ีบันทึกตีสาม) ตีสาม ตีสี่
(คือสงสัยเป็นเทคท่ีได้) ใช่ เทคท่ีได้ พอจะดีไม่ดี เสียอีกแล้ว พอจะจบไม่จบ ไปเสียซะนิดนึงเง้ีย
นดิ หนอ่ ย (เพราะวา่ ทง้ั เพลงอะ่ เนาะครู สมยั กอ่ นมนั คงไมไ่ ดม้ วี า่ มเี ทคโนโลยที ต่ี ดั อะไรได้ อยา่ งนน้ั
อะ่ เนาะ) เคา้ กม็ นี ะแตว่ า่ พอตอ่ แลว้ มนั ฟงั ไมด่ อี ะ่ เคา้ กต็ อ่ ใหไ้ ด้ มนั กแ็ บบยงั ไงอะ่ บางตวั พอตอ่ ปบ๊ั
มันก็ มันไปปีนหน้าทับกันหน่อยนึงอ่ะ เพราะว่าของเรามันเป็นต้นแบบถ้าเกิดไปฟังอย่างงั้นป๊ับ
มันจะเสียไง ก็เลยพอต่อแล้วไม่เอาใช้ไม่ได้ ก็ต้องบรรเลงกันใหม่ (ก็คือเทคท่ไี ด้ก็ต้องเป็นเทคเดียว
รวดเลย) ใช่ นั่นแน่ะ พยายามตีกันช้าท่ีสุดเลยน่ะ (ตอนนั้นคนที่บรรเลงกันรุ่นไหนกันคะครู
เพราะวา่ เปน็ วงไมแ้ ขง็ เนาะ คนระนาดคนอะไรอาจตอ้ งใชก้ �ำ ลงั ) ณ ตอนนน้ั ผมกป็ ระมาณ 40 ตน้ ๆ
นา่ จะประมาณ 43-44 อยปู่ ระมาณนน้ั นะ่ แลว้ กอ็ าจารยว์ เิ ชยี รก็ 60 กวา่ แลว้ พป่ี อ๋ งกน็ า่ จะ 50 กวา่
ที่ไปบนั ทกึ วนั นน้ั กม็ ีมานพ พุ่มกลอ่ มนะ่ แกก่ วา่ เค้า รองมากผ็ ม ออ่ พี่ปอ๋ งสิ พปี่ ๋องแก่กวา่ พปี่ อ๋ ง
ตีฆ้องใหญอ่ ะ่ แกก่ ว่า พี่ปอ๋ ง ไอ้แว่ แลว้ ก็ผม... (เรอ่ื งเดียวกนั )

7

ภาพท่ี 1 ปกแผ่นซีดโี ครงการบนั ทกึ เสยี ง “บทเพลงแห่งลุ่มนํ้าเจา้ พระยา”
ท่มี า (ส�ำ นกั ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครสวรรค,์ 2545)

เพลงโหมโรงส่ีแคว

เพลงโหมโรง4สแ่ี คว ประพันธ์โดย ครสู งัด ทองสขุ ในราวปี พ.ศ. 2526-2527
ครูสงัด ทองสุข (2459-2544) เป็นปรมาจารย์ทางดนตรีไทยท่านหน่ึงของจังหวัด
นครสวรรค์ ได้ศึกษาดนตรีไทยกับครูดนตรีไทยหลายท่าน ได้แก่ นายเกลี่ย ทองสุข
คณุ ครหู ลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ครพู รง้ิ ดนตรรี ส และ ครมู นตรี ตราโมท
จนมีความแตกฉานในทางดนตรีไทย ได้รับเชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญสอนดนตรีไทย
ในสถาบนั การศกึ ษาหลายแห่งในจงั หวดั นครสวรรค์ ไดแ้ ก่ โรงเรยี นวัดไทรใต้ โรงเรียน
นครสวรรค์ สถาบนั ราชภฏั นครสวรรค์ (ชอ่ื เดมิ กอ่ นเปน็ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค)์
นอกจากน้ี ท่านยงั มคี วามสามารถในการประพันธ์เพลงไทย โดยไดป้ ระพนั ธ์เพลงไทย
ไว้หลายเพลงด้วยกัน อาทิ เพลงโหมโรงส่แี คว เพลงเจ้าพระยา เถา เพลงส�ำ เนยี งไทย
และส�ำ เนียงมอญ รวมทัง้ ประพนั ธ์เนอ้ื ร้องไว้อกี เปน็ จำ�นวนมาก (ส�ำ นกั ศิลปวัฒนธรรม ภาพที่ 2 ครูสงัด ทองสุข
สถาบันราชภัฏนครสวรรค์, 2545) ที่มา (วรรณวลี ค�ำ พนั ธ,์ 2563)

4โหมโรง พจนานกุ รมราชบณั ฑิตยสถาน ใหค้ วามหมายคำ�นไ้ี วว้ า่ คือ (1) การประโคมดนตรีก่อนมหรสพลงโรง (2) เพลงเริม่ ตน้ ของการบรรเลง
หรือการแสดง เพื่อบอกให้ทราบว่าพิธีหรืองานนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว แบ่งเป็นหลายชนิดตามลักษณะของงานมหรสพท่ีแสดง และการบรรเลง
เชน่ โหมโรงเย็น โหมโรงเช้า โหมโรงเทศน์ โหมโรงละคร โหมโรงเสภา (ราชบัณฑิตยสถาน, 2545: 1356)

8

เพลงโหมโรงส่ีแคว เป็นเพลงบรรเลงประเภทโหมโรงเสภา บรรเลงด้วยวงป่ีพาทย์เสภาโดยจะเริ่มต้นด้วย
รัวประลองเสภา5 จากนั้นจึงเข้าสู่ตัวบทเพลงโหมโรง เพลงโหมโรงนี้อาจแยกประเภทได้ราว 4 ประเภท คือ (1)
โหมโรงที่แต่งขึ้นสำ�หรับโหมโรงโดยท่ัวไป บางเพลงมีมานานแล้วจนติดตามหาประวัติไม่พบ (2) โหมโรงท่ีแต่งขึ้น
เพ่ือใช้บรรเลงโหมโรงเฉพาะคณะหรือสำ�นักดนตรีน้ัน ๆ โดยเฉพาะ เช่น โหมโรงกัลยาณมิตร, มหาจุฬาลงกรณ์,
ศรทอง เปน็ ตน้ (3) โหมโรงทเ่ี อามาจากเพลงบรรเลงขบั รอ้ งธรรมดา โดยเอามาใสห่ วั ใสห่ างในลกั ษณะเพลงโหมโรง
และกเ็ รยี กชอ่ื ตามท�ำ นองเพลงนน้ั ๆ โดยไมเ่ ปลย่ี นชอ่ื เปน็ อยา่ งอน่ื เชน่ เทพนม 3 ชน้ั แขกมอญบางชา้ ง 3 ชน้ั ฯลฯ
และ(4) โหมโรงที่เหมาะแกเ่ ครือ่ งดนตรเี ฉพาะบางเครอ่ื งดนตรเี ทา่ น้ัน เชน่ เพลงเร่อื งชมสมทุ ร เฉพาะเครอื่ งสาย
ปี่ชวา เพลงยะโฮร์เฉพาะอังกะลุง เป็นต้น (มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัณฑ์, 2523: 84) จากการจำ�แนก
ประเภทดังกลา่ ว โหมโรงสแ่ี ควจดั ไดว้ า่ อย่ใู นเพลงโหมโรงทแ่ี ต่งข้นึ เพ่อื ใช้บรรเลงเฉพาะคณะ โดยมีแนวคิดของครู
ผู้ประพันธ์ท่ีหยิบยกเอาอัตลักษณ์ด้านลักษณะพื้นที่ทางกายภาพของจังหวัดมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
บทเพลง
ค�ำ วา่ “ส่แี คว” คอื แม่นํา้ ส่ีสาย ไดแ้ ก่ แม่น้าํ ปิง แม่น้ําวงั แมน่ ํ้ายมและแมน่ ้ํานา่ น อนั เป็นจุดกำ�เนิดของ
แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําสายสำ�คัญของประเทศ โดยไหลมาบรรจบกันที่บริเวณปากน้ําโพ จังหวัดนครสวรรค์ หรือ
เรียกบริเวณนี้ว่า “ต้นแม่นํ้าเจ้าพระยา” ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้นำ�มาต้ังเป็นชื่อเพลงโหมโรง ทั้งน้ี พบว่าในเพลง
โหมโรงสี่แควปรากฏท�ำ นองเพลงทงั้ หมด 4 ทอ่ น นยั เพ่อื ใหส้ อดคล้องกบั แมน่ ํ้าท้งั 4 สาย หรือสแี่ ควตามช่ือของ
บทเพลง โดยมีข้อสังเกตในส่วนท้ายของทำ�นองในแต่ละท่อนจะมีลักษณะท่ีเหมือนกันเป็นคู่อย่างมีนัยยะ ได้แก่
ท�ำ นองทา้ ยท่อนที่ 1 กบั ท่อนที่ 2 และทำ�นองท้ายทอ่ นที่ 3 กบั ทอ่ นที่ 4
เพลงเจ้าพระยา เถา
เพลงเจา้ พระยา เถา6 เปน็ เพลงทป่ี ระพนั ธโ์ ดยครสู งดั ทองสขุ เชน่ เดยี วกบั เพลงโหมโรงสแ่ี คว สงั เกตไดจ้ าก
ลักษณะการให้ช่ือเพลงท่ีสอดคล้องกัน แม้จะเป็นเพลงต่างชนิดกัน โดยเพลงเจ้าพระยา เถา ครูสงัด ทองสุข
ได้ประพันธ์บทร้องข้ึนด้วย ท้ังนี้ จากการถอดความบทร้องและตรวจสอบคำ�ร้อง พบว่าคำ�ร้องบางคำ�ขาดหายไป
ทำ�ให้ความหมายไม่สมบูรณ์ตามเจตนาของช่ือเพลงจึงได้ปรึกษาอาจารย์วิพักตร์ คล้ายสุบิน เพื่อตรวจสอบ
ความถูกต้อง ท้ังนี้ อาจารย์วิพักตร์ คล้ายสุบิน ได้ตั้งข้อสังเกตและสันนิษฐานคำ�ร้องเพ่ิมเติมที่น่าจะเป็นไปได้
ดังน้ี

5 รวั ประลองเสภา เพลงนมี้ ไี วส้ ำ�หรบั ข้ึนต้นนดิ เดยี ว ไม่ใชเ่ ปน็ ตวั เพลงโหมโรง เหตุทต่ี อ้ งมีรัวข้ึนต้นในการโหมโรงเสภาก็เพือ่ วตั ถุประสงค์ 3 ขอ้ คือ
(1) เพื่ออ่นุ ข้อให้คลอ่ งจะได้บรรเลงเพลงต่อไปได้สะดวก (2) เพอื่ ตรวจดูความพรอ้ มของเครอื่ งดนตรี เชน่ มลี กู ฆ้องลูกไหนตดิ ขดั หรอื ขผ้ี งึ้ จะหลุด จะ
ได้แก้ไขให้เรยี บรอ้ ยกอ่ นเรม่ิ บรรเลงโหมโรง และ (3) เพอ่ื สรา้ งบรรยากาศให้ผู้ฟงั รู้สกึ ตน่ื เตน้ เรา้ ใจ ครึกครนื้ ก่อนจะเร่มิ การแสดงหรือการประชัน
ตอ่ ไป (อุทิศ นาคสวสั ดิ,์ 2530: 105)
6เถา คือเพลงเพลงเดียวกัน ซง่ึ มอี ัตราลดหล่ันกนั ลงไปเปน็ ชนั้ ๆ นำ�มาต่อกนั เขา้ เชน่ เพลงเขมรโพธสิ ตั ว์ 3 ช้นั 2 ชน้ั และชั้นเดยี ว บรรเลงติดต่อกนั ไป
เทยี บไดก้ ับเคร่ืองภาชนะอย่างใดอยา่ งหน่ึงซ่ึงมีขนาดใหญ่ กลาง และเลก็ น�ำ มาผูกมดั ตดิ กนั เขา้ กเ็ รยี กวา่ “เถา” เช่นนั้น (กรมศลิ ปากร, 2545: 60)

9

บทรอ้ ง เพลงเจ้าพระยา เถา
สามช้นั ท่อน 1
ปิงวงั ยมน่าน7 ไหลมารวมกัน เปน็ จดุ ส�ำ คญั ของตน้ เจา้ พระยา จงึ พากนั มาร่วมสโมสร
สามช้นั ทอ่ น 2
ทนิ กรเกอื บกงึ่ เวหา จึงชวนสาวสวรรค์จำ�นรรจา ลลี าศลงสูท่ ่าชลธาร
สองชั้น ทอ่ น 1
สาวสวรรค์เกษมสนั ต์ หอมดอกสุมามาลย์ อาบอบชลธารตลบไป
สองชนั้ ทอ่ น 2
นํ้าใสไหลเยน็ เห็นแต่ฝงู ปลา วา่ ยแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว
ชน้ั เดียว ทอ่ น 1
ดอกขาวสลบั สี บา้ งกม็ ีพญาแย้มบานคลี่ เกสรบวั เผ่อื นเกล่ือนกลาด
ชน้ั เดียว ท่อน 2
นางทรงพัดสรอ้ ยเข็มร้อยสวมตัวหลากส ี ใหผ้ ูฟ้ ังเปน็ สขุ สวัสดี
เพลงเจ้าพระยา เถา เป็นเพลงที่มี 2 ท่อนในแต่ละอัตราจังหวะ ปรากฏทำ�นองประเภทลูกล้อ8 ลูกขัด9
อย่โู ดยมากของเพลง เป็นการสรา้ งมิติให้ฟังสนุก ตืน่ เตน้ และน่าติดตามฟังตอ่ จนถงึ ตอนท้ายของเพลง
ส่วนทำ�นองลูกหมดของเพลงเจ้าพระยา เถา น้ันมีลักษณะทำ�นองที่ต่างไปจากลูกหมดโดยส่วนใหญ่
ท่ีปรากฏในเพลงเถาอื่น ๆ โดยอาจารย์วิพักตร์ คล้ายสุบิน (2565) ได้ให้ทรรศนะเก่ียวกับทำ�นองเฉพาะของ
ลูกหมดเพลงน้ีไว้ว่า “ลูกหมดของเค้าในตัว ตั้งใจไว้งั้นเลย (ครูทำ�ทำ�นองลูกหมด) เค้าต้ังใจมางั้นเลย เพราะมัน
จริง ๆ แลว้ นครสวรรคม์ ันมีอะไร มอญ พม่า แขก (จนี ลาว) เออ้ จะมหี มดเลย” กลา่ วคือ มีการแทรกส�ำ เนียง
ภาษาในท�ำ นองลูกหมดเพื่อสอ่ื ถงึ วัฒนธรรมดนตรีอนั หลากหลายท่ีปรากฏพบในจงั หวดั นครสวรรค์

7ปงิ วัง ยมนา่ น... แต่เดิมค�ำ รอ้ งจากการถอดเสยี ง คือ ค�ำ วา่ “ปงิ วัง” ไมม่ ีค�ำ วา่ “ยมน่าน” แต่เมอ่ื พจิ ารณาจากบรบิ ทของประโยคต่อไปที่วา่ ไหลมา
รวมกนั เป็นจุดสำ�คญั ของ “ต้นเจา้ พระยา” จงึ ต้งั ขอ้ สังเกตว่าควรจะมคี �ำ ว่า “ยมน่าน” เข้าไปด้วยจงึ จะมีความหมายที่สมบรู ณ์
8ลูกลอ้ คือ วิธีการบรรเลงท่ีแบ่งเครือ่ งดนตรีเป็น 2 พวก พวกหนึง่ เรยี กวา่ พวกหนา้ อีกพวกเรียกวา่ พวกหลัง (บ้างเรยี ก พวกกอ่ น พวกหลัง หรอื
เคร่ืองนำ� และเครือ่ งตาม กม็ ี) โดยกำ�หนดใหท้ ้ัง 2 พวกนผ้ี ลดั กันบรรเลงคนละที เมื่อพวกหน้าบรรเลงหมดวรรคตอนไปแลว้ พวกหลงั จงึ บรรเลงบ้าง
ในลกั ษณะท่เี หมือนกนั กับพวกหนา้ ทัง้ นี้ ไมม่ กี ฎเกณฑ์ว่าจะส้นั ยาวเท่าใด ลักษณะน้ีจงึ เรียก การลอ้ (กรมศิลปากร, 2545: 64)
9ลูกขัด คือวิธีการบรรเลงที่แบ่งเครื่องดนตรีเป็น 2 พวก เช่นเดียวกับวิธีการอย่างลูกขัด แต่แตกต่างกันตรงที่ เมื่อพวกหน้าบรรเลงในส่วนของตน
ไปแล้วนั้น พวกหลังไม่ต้องบรรเลงตามทำ�นองเช่นเดียวกับพวกหน้าก็ได้ เพียงแต่หาทำ�นองอื่นใดที่สามารถบรรเลงให้รับกันเท่านั้น (เรื่องเดียวกัน)

10

เพลงมอญท่ีปรากฏใน “บทเพลงแห่งลุ่มน้ําเจ้าพระยา”
นอกจากเพลงไทยหรือท่มี กั เรยี กกันว่าเพลงไทยเดิมแล้ว บทเพลงแหง่ ล่มุ น้าํ เจ้าพระยา ยังประกอบไปดว้ ย
เพลงมอญจำ�นวน 3 เพลง ได้แก่ เพลงมอญม่านนอ้ ย เพลงมอญสมงิ และเพลงดาวเงยี้ ว ซง่ึ ประพนั ธ์โดย ครมู านพ
หวังสุข (2456-2516) ปรมาจารย์ด้านดนตรีไทยอีกท่านหน่ึงของจังหวัดนครสวรรค์ ครูมานพ หวังสุข เกิดเม่ือ
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2456 ที่อำ�เภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบุตรของนายเน้ียว และนางนวม หวังสุข
จบการศกึ ษาชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 สมรสกบั นางบญุ เรอ่ื ง หวงั สุข รับราชการครูอยู่ทโ่ี รงเรยี นเทศบาล 4 (วัดกบ)
มีบตุ ร 3 คน ไดแ้ ก่ 1. นางองั กาบ สขุ ารมณ์ 2. นางสาวลักขณา หวงั สุข 3. นายอนนั ต์ หวังสุข ครูมานพ หวังสุข
เร่ิมเรียนดนตรีไทยกับครูแย้ม จันทร์ดนตรี จนมีความแตกฉานทางดนตรี จึงก่อตั้งวงดนตรีขึ้น คือวงป่ีพาทย์ไทย
และวงป่พี าทยม์ อญ รบั บรรเลงในงานตา่ ง ๆ ทว่ั ไป ทัง้ นี้ ครมู านพ หวังสขุ ยงั มคี วามสามารถในด้านการประพันธ์
เนื้อร้องและทำ�นองเพลง โดยเริม่ ประพนั ธใ์ นปี พ.ศ. 2506 เช่น เพลงสมิง ดาวเงีย้ ว ฯลฯ (สำ�นกั ศิลปวัฒนธรรม
สถาบันราชภฏั นครสวรรค์, 2545)

ภาพที่ 3 ครมู านพ หวังสุข
ท่ีมา (สำ�นกั ศลิ ปวัฒนธรรม สถาบนั ราชภฏั นครสวรรค,์ 2545)

เพลงมอญและการประพนั ธเ์ พลงมอญ มลี กั ษณะเฉพาะทง้ั ในเรอ่ื งรปู แบบและโครงสรา้ งของเพลง การแบง่
ประเภทของเพลง ตลอดจนระเบียบวิธีการบรรเลงมีความแตกต่างและคล้ายคลึงกับเพลงไทย ดังจะได้กล่าวตาม
ลำ�ดับ ดังนี้
เพลงมอญ ซ่งึ ถือว่าเป็นเพลงมอญแท้แต่โบราณนนั้ เปน็ เพลงในอตั ราสองช้นั และเพลงเร็วในอัตราชั้นเดยี ว
เหตุท่ีไม่เรียกว่าเพลงช้ันเดียวเป็นเพราะเพลงมอญไม่มีการย่อหรือขยายทำ�นองเพลงเหมือนอย่างเพลงไทยที่มีการ
ย่อหรือขยายอัตราลดหล่ันกันไปในลักษณะของเพลงเถา หากแต่เพลงมอญอัตราสองช้ันและเพลงเร็วส่วนใหญ่
เปน็ คนละเพลงกนั หรอื แมแ้ ตใ่ นเพลงมอญสองชน้ั บางครง้ั กเ็ ปน็ คนละเพลง แลว้ แตจ่ ะหยบิ ยมื มาได้ (สรุ กั ษ์ สวสั ดกิ ลุ ,
อา้ งถงึ ใน ณรงฤทธิ์ คงปิน่ , 2539: 162) แตใ่ นปจั จุบนั จะพบว่าเพลงมอญน้ันไดม้ กี ารคล่คี ลายและเปล่ียนแปลงไป
จากเดิมมาก ทัง้ นี้ กเ็ นือ่ งมาจากเพลงมอญและเพลงไทยมลี ักษณะใกลเ้ คยี งกนั มาก อกี ทงั้ วงปพ่ี าทย์มอญไดเ้ ขา้ มา

11

เป็นส่วนหน่ึงของสังคมดนตรีไทย ซ่ึงนักดนตรีก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ทำ�ให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมดนตรี
ระหว่างกันและกัน ทำ�ให้มีผู้คิดปรับปรุงและเรียบเรียงเพลงมอญข้ึนใหม่ ซึ่งพบความคล่ีคลายในการประพันธ์ไป
จากเดิม กล่าวคือ มีผู้ปรับปรุงและเรียบเรียงเพลงมอญข้ึนใหม่โดยยึดหลักการประพันธ์เพลงไทย เช่น การตัด
เพลงมอญในอัตราสองชนั้ ลงเป็นอัตราชน้ั เดียว และใชบ้ รรเลงแทนเพลงเร็วมอญท่มี มี าแตเ่ ดิม หรือมกี ารปรับปรงุ
เพลงมอญใหม้ ลี กั ษณะเปน็ เพลงเถา โดยมอี ตั ราลดหลน่ั กนั ทง้ั 3 อตั ราจงั หวะ เปน็ ตน้ (ณรงฤทธ์ิ คงปน่ิ , 2539: 164)
การประพันธ์เพลงป่ีพาทย์มอญ มักจะประดิษฐ์ทำ�นองฆ้องข้ึนมาก่อนเป็นอย่างแรก แล้วเครื่องดนตรีอ่ืน
จึงไดแ้ ปรท�ำ นองไปโดยยดึ เอาทำ�นองฆอ้ งเป็นหลกั ซึง่ สามารถแบ่งเพลงมอญไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ เพลงประเภท
ด�ำ เนินท�ำ นองและประเภทบังคับทาง
1. เพลงมอญประเภทด�ำ เนินทำ�นอง มที งั้ เพลงในอตั ราสองชั้นและเพลงเรว็ ในอัตราชน้ั เดยี ว เปน็ เพลงทใ่ี ช้
ส�ำ หรบั การประโคมในชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ตามขน้ั ตอนของพธิ กี ารเกย่ี วกบั งานศพ เชน่ เพลงประจ�ำ วดั เพลงประจ�ำ บา้ น
เพลงยกศพ และเพลงทีใ่ ชส้ �ำ หรบั ประโคมท่ีเกย่ี วขอ้ งกับพธิ ีกรรมทางศาสนา เช่น เพลงเรว็ มอญ เพลงพระฉนั มอญ
เปน็ ต้น
2. เพลงมอญประเภทบังคับทาง เป็นเพลงในอัตราสองชั้นทั่วไปท่ีใช้บรรเลง รับฟังเพื่อความบันเทิง
เพลงในกลุ่มนี้มีทั้งเพลงมอญโบราณและเพลงที่ได้ปรับปรุงหรือเรียบเรียงขึ้นใหม่ มีผู้สันนิษฐานว่าเพลงมอญ
ลักษณะนี้มีจุดเร่ิมต้นในราวสมัยรัชกาลท่ี 6 ซ่ึงเป็นยุคสมัยที่หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้รับการ
ถ่ายทอดเพลงมอญจากครูสุ่ม ดนตรีเจริญ แล้วจึงได้คิดประดิษฐ์เพลงสำ�เนียงมอญข้ึนหลายเพลงจนเป็นท่ีนิยม
ในหมู่นักดนตรีไทย นำ�ไปบรรเลงกันอย่างแพร่หลายและได้นำ�แนวทางไปปรับปรุงเพลงมอญข้ึนอีกมากมาย
ในภายหลงั (เรอ่ื งเดยี วกนั : 159)
นอกจากรูปแบบและโครงสร้างของเพลงมอญ ระเบียบวิธีการบรรเลงเพลงมอญยังปรากฏความแตกต่าง
ไปจากเพลงไทยตามแบบแผนของครโู บราณ กลา่ วคอื การขน้ึ ต้นเพลง และการลงจบเพลง โดยวธิ ีการขึน้ ตน้ และ
ลงจบของเพลงนั้นสมั พันธ์กบั ประเภทของเพลงมอญทไ่ี ดก้ ล่าวถึงข้างต้นแล้วดว้ ย ดังนี้
1. การข้ึนต้นด้วยตะโพนมอญ จะใช้กับเพลงมอญท่ีประกอบพิธีกรรมหรือเพลงที่ใช้ประโคม ได้แก่
เพลงประจ�ำ วดั เพลงประจำ�บา้ น ตอ้ งข้นึ เพลงดว้ ยเคร่ืองดนตรกี �ำ กับจังหวะหน้าทับ คือ ตะโพนมอญ
2. การข้ึนต้นเพลงดว้ ยฆ้องมอญวงใหญ่ หรือท่เี รียกกันว่า “ตั้งเพลง”10 โดยสว่ นใหญ่จะใช้ในเพลงมอญท่มี ี
อัตราจังหวะสองชั้น และเพลงเร็วมอญในอตั ราจงั หวะช้ันเดียว

10“ต้งั เพลง”วธิ ีการขนึ้ ต้นเพลงโดยใหฆ้ อ้ งวงใหญ่มอญเป็นผูบ้ รรเลงเร่ิมตน้ ครปู ระสทิ ธ์ิถาวรไดใ้ ห้ทรรศนะในเร่อื งน้วี ่า คงเนอื่ งจากของมอญเป็นมา
อย่างนัน้ คอื ในการบรรเลงดนตรขี องมอญกจ็ ะให้ฆอ้ งมอญเปน็ ท้ังประธานและเป็นผู้นำ�วงดว้ ย เวลาตงั้ เพลงก็ใหฆ้ ้องมอญเป็นผูบ้ รรเลงเริ่มตน้ ก่อน
อกี ทรรศนะหนึ่งของสำ�นกั หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กลา่ ววา่ เพราะคนตฆี อ้ งเขาเป็นครู เปน็ ผู้ใหญจ่ ึงให้ขึน้ ก่อน หรอื อาจเป็นเพราะ
เหน็ วา่ ถา้ ใชร้ ะนาดขน้ึ กอ่ นจะซา้ํ รปู แบบกบั เพลงไทย ทง้ั น้ี เหน็ จะเปน็ ดว้ ยเหตขุ องแบบแผนดนตรปี พ่ี าทยม์ อญทม่ี มี าแตเ่ ดมิ มากกวา่ (ประสทิ ธ์ิ ถาวร
อา้ งถึงใน ณรงฤทธ์ิ คงปน่ิ , 2539: 172)

12

การลงจบเพลงของป่ีพาทยม์ อญแตโ่ บราณน้นั ปรากฏรปู แบบทห่ี ลากหลาย ดงั นี้
1. - ม ร ด - ม ร ด - ม ร ด บรรเลงดว้ ยท�ำ นองนใ้ี หก้ ระชน้ั ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ และลงจบดว้ ยเสยี งสดุ ทา้ ยคอื เสยี งโด
โดยท�ำ นองลงจบน้จี ะพบในการลงจบเพลงเรว็ มอญท่ัวไป
2. ใชท้ ำ�นองลงจบตามแบบเพลงประจ�ำ วัดหรือประจำ�บ้าน คอื
ท�ำ นองลงจบเพลงประจ�ำ วัด - - - ร - - - ม - - - ซ - - - ล
ท�ำ นองลงจบเพลงประจ�ำ บ้าน - - - ซ - - - ล - - - ด - - - ร
3. ใชท้ ำ�นองทอดลงจบโดยอนุโลมใหใ้ ชท้ �ำ นองทอดลงแบบเพลงไทย คอื - ซ - ล - ซ - ม - - - ร - - - ด
4. ใช้ทำ�นองลงจบลักษณะพิเศษเฉพาะเพลง (เรอื่ งเดียวกัน: 171-173)

ภาพท่ี 4 วงป่ีพาทยม์ อญ สาขาวิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์
ที่มา (วรรณวลี คำ�พนั ธ,์ 2563)
13

เพลงมอญม่านน้อย
เพลงมอญม่านน้อย ประกอบไปด้วยเพลงมอญอัตราจังหวะสองชั้น 3 ท่อน11 และเพลงเร็วมอญ อัตรา
จงั หวะชน้ั เดยี ว 3 ทอ่ น เปน็ เพลงมอญประเภทบงั คบั ทางบรรเลงเพอ่ื ใหเ้ กดิ สนุ ทรยี ะในการฟงั โดยเปน็ เพลงบรรเลง
ในอัตราสองช้ันทั่วไปแล้วออกเพลงเร็ว ทั้งน้ี มีข้อสังเกตเก่ียวกับโครงสร้างของทำ�นองเพลง กล่าวคือ เพลงมอญ
อตั ราจงั หวะ 2 ช้ัน พบว่าท้ายของท�ำ นองทกุ ท่อนมีลักษณะการซํ้าท�ำ นอง อยา่ งนอ้ ย 1 บรรทดั หรอื 1 ประโยค
สว่ นเพลงเรว็ มอญทง้ั 3 ทอ่ น พบวา่ เปน็ เพลงทม่ี โี ครงสรา้ งท�ำ นองหลกั เพยี งท�ำ นองเดยี ว หากแตไ่ ดเ้ ปลย่ี นการแปร
ทำ�นองในส่วนต้นวรรค เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ทำ�ให้ลีลาของทำ�นองฟังดูแปลกใหม่ข้ึน ท้ังนี้ พบการซํ้าทำ�นอง
ตอนทา้ ยเชน่ เดยี วกับเพลงมอญในอตั ราจังหวะสองชัน้
เพลงมอญสมิง
เพลงมอญสมิง เป็นเพลงบรรเลงอัตราจงั หวะสองช้ัน มี 3 ท่อน และเพลงเรว็ อัตราจงั หวะชนั้ เดยี ว 3 ทอ่ น
เพลงนีป้ รากฏลักษณะพิเศษคือทำ�นองโยนอยา่ งมอญอยใู่ นเพลงสองชัน้ และเพลงเร็วทกุ ทอ่ น ท้ังน้ี พบการซา้ํ ทา้ ย
ของท�ำ นองทกุ ทอ่ นในเพลงอตั ราสองชน้ั และเพลงเรว็ โดยมคี วามยาวไมต่ าํ่ กวา่ 1 บรรทดั หรอื 1 ประโยคเพลง
เพลงดาวเง้ียว
เพลงดาวเง้ียว เป็นเพลงมอญอัตราจังหวะสองช้ัน 3 ท่อน และเพลงเร็วมอญ เพลงน้ีมีความแตกต่างจาก
เพลงมอญ 2 เพลงขา้ งตน้ กลา่ วคอื มกี ารรอ้ งรบั ในอตั ราจงั หวะสองชน้ั ทง้ั 3 ทอ่ น จากนน้ั รอ้ งหรอื ขบั บทประพนั ธ์
กลอนสภุ าพ 3 บท ก่อนดนตรรี ับร้องและออกเดยี่ วป่ีมอญ ในสว่ นของบทรอ้ งและบทกลอนสภุ าพนนั้ มเี นื้อความ
ท่ีแสดงถึงความโศกเศร้าจากการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นท่ีรัก การร้องขับบทแล้วจึงออกด้วยเด่ียวปี่มอญ
อย่างโหยหวนน้ัน ใหร้ สแห่งความโศกะของดนตรีเปน็ อย่างยง่ิ จากนัน้ จึงออกท้ายด้วยเพลงเรว็ มอญ

11 ในบทความนใ้ี ช้ค�ำ วา่ “ทอ่ น” อธิบายท�ำ นองส่วนยอ่ ยของเพลงมอญท่แี ตกต่างกนั ทั้งในอัตราสองช้นั และเพลงเร็วมอญอัตราชนั้ เดยี ว
14

บทรอ้ ง เพลงดาวเง้ียว
สองชั้น ท่อน 1
โอ้เอ๋ยพระร่มโพธ์ิทองของลูก เคยรม่ เย็นเปน็ สขุ เกษมสนั ต์
สองช้นั ท่อน 2
ทกุ เช้าเย็นมไิ ด้เว้นแต่สักวนั เคยถนอมกล่อมขวัญลูกยา
สองช้ัน ท่อน 3
ชะรอยกรรมจำ�พรากตอ้ งจากไกล จะผอ่ นผนั ฉนั ใดนะอกเอย

รอ้ งบทกลอนสุภาพ ก่อนออกเด่ียวป่ี มอญ
โอพ้ อ่ สายสุดสวาทของนอ้ งเอ๋ย มิควรเลยมาหา่ งเหเสน่หา
ลกู ๆ อยหู่ ลงั ต้องโศกา กิน12นาํ้ ตาต่างขา้ วทกุ เช้าเย็น
เอ๋ยนน่ั นี่ซ้ซี กิ สพั ยอก เคยเย้าหยอกมไิ ด้จะไกลหมอน
ถงึ แขนซา้ ยอ่อนละมนุ เคยหนุนนอน ยามรอ้ นพอ่ ก็พัดกระพือลม
คิดไปใจหายไม่วายโศก เหมอื นเดือนดบั ลบั โลกไมแ่ ลเห็น
จะแลเหลยี วเปล่ยี วเปลา่ เศรา้ ทรวงเยน็ ไหนจะเวน้ โศกาแสนอาดรู เอย

สรุปและส่งท้าย
โครงการบนั ทกึ เสยี ง “บทเพลงแหง่ ลมุ่ นํ้าเจ้าพระยา” เกิดขน้ึ เมื่อปี พ.ศ. 2545 ภายใต้พันธกจิ ของส�ำ นกั
ศลิ ปวฒั นธรรม สถาบนั ราชภฏั นครสวรรค์ โครงการนเ้ี รม่ิ ตน้ ขน้ึ ดว้ ยฐานคดิ ของการคน้ หามรดกทางศลิ ปวฒั นธรรม
ที่เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีจังหวัดนครสวรรค์ แล้วรวบรวมเป็นข้อมูลพ้ืนฐานเพ่ือเก็บรักษาเป็นองค์ความรู้ต้นแบบ เพื่อการ
ศึกษา พัฒนาต่อยอดต่อไป การสืบค้นข้อมูลพื้นที่วัฒนธรรมในครั้งน้ันได้ปรากฏบทเพลงไทยที่ครูสงัด ทองสุข
ครูดนตรีไทยในจังหวัดนครสวรรค์ประพันธ์ขึ้น โดยมีช่ือเพลงและบทร้องของเพลงแสดงถึงอัตลักษณ์ของจังหวัด
นครสวรรค์ คือ เพลงโหมโรงสแี่ คว และเพลงเจ้าพระยา เถา ครูสงัด ทองสุข ประพันธข์ ้นึ ตามหลกั การประพันธ์
เพลงไทยอย่างเพลงประเภทเพลงโหมโรงเสภา และเพลงเถา แต่ยังแฝงสัญลักษณ์ทางดนตรีท่ีสะท้อนให้เห็น
“ความเปน็ นครสวรรค”์ เชน่ การประดษิ ฐท์ �ำ นองเพลงโหมโรงเปน็ 4 ทอ่ นตามจ�ำ นวนของแมน่ า้ํ ทง้ั 4 สาย การท�ำ
ทำ�นองลูกหมดให้มีกลิ่นอายของเพลงสำ�เนียงภาษา เป็นต้น ทั้งน้ี ในโครงการบันทึกเสียง “บทเพลงแห่งลุ่มนํ้า
เจ้าพระยา” ยังได้มีการรวบรวมเพลงมอญจำ�นวนหนึ่งท่ีครูมานพ หวังสุข ประพันธ์ข้ึนเอาไว้ด้วย ได้แก่

12 กิน ตามไฟล์เสียงต้นฉบับออกเสียงวา่ “กัน” เมอ่ื พิจารณาค�ำ รอ้ งและความหมายของบทกลอน สันนษิ ฐานว่านา่ จะใช้คำ�วา่ “กิน” ในบทกลอนที่ว่า
กนิ นํา้ ตาตา่ งข้าวทกุ เชา้ เยน็

15

เพลงมอญม่านน้อย เพลงมอญสมิง และเพลงดาวเกี้ยว ซึ่งเป็นเพลงมอญอัตราจังหวะสองชั้น และออกเพลง
เร็วมอญในอัตราจังหวะชั้นเดียว มีรูปแบบการประพันธ์และระเบียบวิธีการบรรเลงอย่างเพลงมอญโบราณ
โดยในเพลงดาวเก้ียวจะปรากฏรูปแบบที่แตกต่างไป คือ มีการร้องรับในอัตราจังหวะสองช้ัน ร้องบทกลอนสุภาพ
ก่อนรับด้วยเด่ียวป่ีมอญ แลว้ จึงออกด้วยเพลงเร็วมอญในตอนทา้ ย
ท้งั นี้ อรรถาธิบายบทเพลงแห่งลุม่ น้ําเจา้ พระยาและโน้ตเพลง เปน็ เพยี งจดุ เรม่ิ ตน้ ของการคลเ่ี ผยขอ้ มลู ทาง
วัฒนธรรมดนตรีให้ปรากฏเป็นรูปธรรมแก่สาธารณชนอีกคร้ังในรูปแบบของการบอกเล่าผ่านตัวหนังสือ โน้ตเพลง
กระท่ังเช่ือมโยงไปสู่การได้ฟังเสียงของบทเพลงต้นฉบับ ทว่า ยังมีประเด็นหรือมุมมองทางดนตรีที่สามารถศึกษา
วิเคราะห์ต่อไปได้อีกหลายประเด็น เช่น การศึกษาดนตรีในเชิงประวัติศาสตร์ การศึกษาดนตรีในเชิงดนตรีวิทยา
โดยวิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างของเพลง วิเคราะห์อัตลักษณ์ของมือฆ้อง (ทำ�นองหลัก) วิเคราะห์แนวคิด
เบ้อื งหลงั ของผูป้ ระพนั ธ์ วิเคราะหอ์ ัตลกั ษณ์ทางดนตรีของครูผู้ประพนั ธ์ เป็นตน้
กุศลอันเกดิ จากบทความนี้ ขออทุ ศิ แด่ครูสงัด ทองสุข ครมู านพ หวงั สุข ผ้ปู ระพนั ธ์บทเพลง คณะผ้ดู ำ�เนนิ
โครงการบันทึกเสียง “บทเพลงแห่งลุ่มน้ําเจ้าพระยา” และครูบาอาจารย์ดนตรีไทยท่ีได้สั่งสมสร้างสรรค์ พัฒนา
และสบื ทอดภูมิปัญญาอันทรงคณุ ค่าไว้ให้กบั สงั คม

สัญลักษณ์แทนการบนั ทึกโน้ต
การบันทึกโน้ตเพลงโหมโรงสี่แคว และเพลงเจ้าพระยา เถา ในครั้งนี้ได้กำ�หนดใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรแทน
เสียงฆ้องวงใหญ่ท่ีมีท้ังหมด 16 ลูก เรียงจากเสียงที่ตํ่าสุด (ลูกทวน) ไปหาเสียงท่ีสูงสุด (ลูกยอด) โดยกำ�หนด
ตามเสียงในระบบปี่พาทย์ไม้แข็ง ตามแผนภูมิ ดังนี้
ลำ�ดับลูกฆ้อง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16
เสียง รฺ มฺ ฟฺ ซฺ ลฺ ทฺ ด ร ม ฟ ซ ล ท ดํ รํ มํ

ทอ่ น 1 โน้ตเพลงโหมโรงส่ีแคว หน้าทับ13 ปรบไก่14 สามชั้น
---ล - - - รํ - - - มํ รํ ท - รํ - มํ - ซํ
- ซํ - ซํ ---ท - - - รํ - - - ท - - ร ซ ล ท ดํ รํ - ทํ ลํ ซํ - มํ - รํ
---ล - - - มํ - - - รํ - - - มํ - - ท ล ท ซ ล ม ---- ----
- มํ รํ ท ---ท ท ล ซ ล ท ล รํ ท - - ร ม ซ ล ท รํ ซมลซ ลมซร
รํ ท ล ซ ทลซล ท รํ - ซ

16

ก (- ทฺ ร ม รซรม ร ทฺ ร ม - ซ ซ ซ) ล (- ทฺ ร ม รซรม ร ทฺ ร ม - ม ม ม)
ก (- ทฺ ร ม รซรม ร ทฺ ร ม ร ม ซ ล) ล (ซ ล ท ดํ รํ ดํ ท ล รํ ท ล ซ ท ล ซ ม)
- - รํ ท ลซลซ --ทล ซมซม มรมร --ซม ร ทฺ ร ทฺ
ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ ลฺ ทฺ ร ม ซลซม ซ ม ร ทฺ --ลซ ลฺ ทฺ ร ม ซทลซ ลซมร
ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ รํ ท ล ซ กลบั ต้น
รมซล
ทอ่ น 2 ---ล ---ท - - - รํ - มํ รํ ท มํ รํ ท ล ซมลซ ทลซม
---ซ -ร-ร -ม-ม -ซ-ซ -ทรม ซรมซ ทลซล ทซลท
- ทฺ - ทฺ มฟลท - - ท รํ ลทรม --ทล ทซลม ร ทฺ ร ม ลมซร
--ฟล รทลซ ทลซล ท ล รํ ท --รม ซ ล ท รํ รํ ท ล ซ ท รํ - ซ
- ม ร ทฺ รซรม ร ทฺ ร ม - ซ ซ ซ) ล (- ทฺ ร ม รซรม --ซม - ม ม ม)
ก (- ทฺ ร ม รซรม ร ทฺ ร ม ร ม ซ ล) ล (ซ ล ท ดํ รํ ดํ ท ล ซทลซ ท ล ซ ม)
ก (- ทฺ ร ม ลซลซ --ทล ซมซม --ลซ มรมร รํ ท ล ซ ร ทฺ ร ทฺ
- - รํ ท ลฺ ทฺ ร ม ซลซม ซ ม ร ทฺ ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ ลฺ ทฺ ร ม --รม ลซมร
ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ - - - ทฺ กลบั ต้น
ทลซล
ท่อน 3 -ล-ล ทททท - รํ - รํ - มํ รํ ท มํ รํ ท ล มรมซ ทลซม
ทททท ลซลซ --ทล ซมซม - - ลฺ ทฺ รมรม ดํ ท ล ท ซลซล
- - รํ ท -ล-ท ---ม -ซ-ล ---ร -ม-ซ ลลลล -ร-ม
---ซ ร ทฺ ลฺ ซฺ ทฺ ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ ลฺ ร ทฺ --รม ซ ล ท รํ รํ มํ รํ ท ท รํ - ซ
- ม ร ทฺ ลฺ ร ลฺ ทฺ ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ ท ท ท ท) ล (ม ร ม ซ มรมซ ซ ซ ซ ซ)
ก (- ซฺ ลฺ ทฺ ซ ร ม ทฺ ร ทฺ ม ร ม ทฺ ร ล)ฺ ล (ท ล ซ ร - ซ - รํ ดํ รํ - ซ)
ก (ม ร ซ ม -ม-ม ฟฟฟฟ -ซ-ซ รรรร -ซ-ซ -ท-ท
รรรร - รํ - มํ ซํ ลํ ซํ มํ - รํ - ท -ร-ซ -ล-ท -ล-ซ
-ซลท กลบั ต้น

13หน้าทบั หมายถึง ลีลาของเคร่อื งหนังทีใ่ ชต้ ีก�ำ กบั จงั หวะในวงดนตรไี ทย เชน่ ตะโพน กลองสองหน้า กลองแขก และโทน ร�ำ มะนา เป็นตน้ (อุทิศ
นาคสวสั ดิ์, 2530: 53)
14ปรบไก่ คอื หน้าทบั เพลงไทยประเภทหนงึ่ มักใช้อยู่ในเพลงประเภทเสภาหรือรับรอ้ งเปน็ ส่วนมาก เพลงโหมโรงเสภาหรอื โหมโรงรับร้องกม็ ักเปน็
หนา้ ทับปรบไกแ่ ทบทง้ั สิ้น ท่เี รียกวา่ หนา้ ทับ “ปรบไก่” เพราะเดิมใช้ตะโพนตีเลยี นเสยี งลูกคู่ท่รี ้องรบั เพลงปรบไกอ่ นั เป็นเพลงพื้นเมอื งประเภทหน่งึ
(เรอ่ื งเดยี วกัน: 57)

17

ทอ่ น 4 - ดํ - ดํ ทททท -ล-ล ลซทล รํ ท มํ รํ ---- ---- กลับตน้
รํ รํ รํ รํ -ล-ล ทททท - รํ - รํ ทลทซ ลมซร ---- ----
ซซซซ ลฺ ทฺ ร ม รมซล ซ ม ซ ร) ล (- ซฺ ลฺ ทฺ - ลฺ ทฺ ร - ทฺ ร ม - ร ม ซ)
ก (ซฺ ลฺ ซฺ ทฺ -ม-ม ซซซซ -ล-ล -ร-ซ -ล-ท รํ มํ รํ ท -ล-ซ
รรรร ลฺ ร ลฺ ทฺ ลฺ ซฺ ลฺ ทฺ ท ท ท ท) ล (ม ร ม ซ มรมซ มรมซ ซ ซ ซ ซ)
ก (- ซฺ ลฺ ทฺ ซ ร ม ทฺ ร ทฺ ม ร ม ทฺ ร ลฺ) ล (ท ล ซ ร - ซ - รํ ดํ ท ล ท ดํ รํ - ซ)
ก (ม ร ซ ม -ม-ม ฟฟฟฟ -ซ-ซ รรรร -ซ-ซ ลลลล -ท-ท
รรรร - รํ - มํ ซํ ลํ ซํ มํ - รํ - ท -ร-ซ -ล-ท รํ มํ รํ ท -ล-ซ
-ซลท -ม-ม ฟฟฟฟ -ซ-ซ --รซ ล ท ดํ รํ ---- ----
รรรร - ล - รํ ---ท ---ล ---ซ ---ฟ ---ม ---ร
- มํ รํ ท

ที่มา: ภาควิชาดนตรี สถาบันราชภฏั นครสวรรค์

โน้ตเพลงเจ้าพระยา เถา หน้าทับสองไม้15

สามช้นั ทอ่ น 1 - ดํ ดํ ดํ - - - รํ - ดํ ดํ ดํ -ฟซล - ดํ - รํ - ลํ ซํ มํ - รํ - ดํ
---ล -ซ-ล - รํ - ดํ -ล-ซ ---- ---ซ -ซซซ -ซ-ซ
-ดรม รซรม รดรม รมซล ซ ล ท ดํ รํ ดํ ท ล รํ ท ล ซ ทลซม
-ดรม ซลซม ซรซม ซลซม ล ซ ดํ ล ดํ ซ ล ม ซมลซ ลมซร
ซรซม มํ รํ ดํ ล รํ ดํ ล ซ ดํ ล ซ ม รํ ดํ ล ซ ดํ ล ซ ม ลซมร ซมรด
- มํ รํ ดํ -ล-ซ -ซ-ซ - - - ดํ - ซํ - มํ - รํ - ดํ ดํ ดํ - รํ รํ รํ - มํ
--ทลซ ซซ-ล ล ล - ดํ ดํ ดํ - รํ - มํ - ซํ - มํ - รํ รํ รํ - ดํ ดํ ดํ - ล
-ล-ซ - ดํ - ดํ - รํ - ดํ -ล-ซ ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซ ล - ดํ
- - - ดํ ท รํ ท ท รํ มํ รํ ท รํ ท ล ซ) ล(- ซ - ท ลซลท - มํ รํ ท รํ ท ล ซ)
ลซฟม รดรม ร ม ฟ ซ) ล(ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซ ล - ดํ)
ก(ท ล ท ท --ลล - - ดํ ดํ - - รํ รํ - - มํ มํ - - รํ รํ - - ดํ ดํ ---ลล
ก(ร ม ฟ ซ ซ ม ร ดํ ดํ ดํ - รํ รํ รํ - มํ -ซ-ล - ซ - มํ มํ มํ - รํ รํ รํ - ดํ
--ซซ กลับต้น
-ลซม

15สองไม้ คือ ชื่อเรียกหน้าทับท่ีโบราณาจารย์คิดข้ึนสำ�หรับตีกำ�กับจังหวะเพลงที่ร้องด้นในทำ�นองสองไม้ โดยมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของ
หน้าทับปรบไก่ เคร่ืองหนังที่ใช้ตีหน้าทับน้ีในคร้ังแรกคือตะโพน ภายหลังได้มีการดัดแปลงเสียงตะโพนให้เข้ากับเสียงของเครื่องหนังชนิดอ่ืน ๆ
ซึ่งบางครั้งการดัดแปลงก็ทำ�ดีและฟังได้สนุกกว่าเสียงตะโพนขึ้นไปอีก เช่น หน้าทับกลองแขกซึ่งตีเป็นเสียง “ติง โจ๊ะ ตีด ติงฺ-ทั่มติงทั่มฺ” เป็นต้น
(อุทิศ นาคสวสั ด,ิ์ 2530: 58-59)

18

สามชน้ั ทอ่ น 2 ดํ ล รํ ด)ํ ล(ซ ม ล ซ ดํ ล รํ ด)ํ ก(ซ ซ ล ซ ฟ ม ร ด) ล(ซ ซ ล ซ ฟ ม ร ด)
ก(ซ ม ล ซ ล ท ดํ ร)ํ ล(ซ ซ ร ซ ล ท ดํ รํ) ก(รํ รํ มํ รํ ดํ ท ล ซ) ล(รํ รํ มํ รํ ดํ ท ล ซ)
ก(ซ ซ ร ซ --มม --ซซ --ลล - - ดํ ดํ --ลล --ซซ --มม
--รร ซลซม ซรซม ซ ล ซ ม) ล(ล ซ ดํ ล ดํ ซ ล ม ซมลซ ล ม ซ ร)
ก(ซ ร ซ ม มํ รํ ดํ ล รํ ดํ ล ซ ดํ ล ซ ม) ล(รํ ดํ ล ซ ดํ ล ซ ม ลซมร ซ ม ร ด)
ก(ดํ มํ รํ ดํ ม ซ ม ร) ล(ซฺ ลฺ ด ร ม ซ ม ร) ก(ดํ ล ซ ม ล ซ ม ร) ล(ดํ ล ซ ม ล ซ ม ร)
ก(ซฺ ลฺ ด ร --รร --มม --ซซ --ลล --ซซ --มม --รร
--ดด - - รํ รํ - - ดํ ดํ --ลล - - รํ รํ - - ดํ ดํ --ลล --ซซ
- - มํ มํ ม ซ ซ ซ) ล(ร ม ซ ล ม ซ ซ ซ) ก(รํ รํ มํ รํ ดํ ล ดํ ซ) ล(รํ รํ มํ รํ ดํ ล ดํ ซ)
ก(ร ม ซ ล ดํ ล ซ ม -ม-ม ซมรด - - ซฺ ลฺ ทฺ ด ทฺ ด - - ทฺ ด รมรม
-ล-ล --รร --มม --ซซ --ลล --ซซ --มม --รร
--ดด ซ ม ร ดํ ดํ ดํ - รํ รํ รํ - มํ -ซ-ล - ซ - มํ มํ มํ - รํ รํ รํ - ดํ
-ลซม กลบั ต้น

สองชัน้ ทอ่ น 1 - ดํ ดํ ดํ - - - รํ - ดํ ดํ ดํ - - มํ รํ มํ ดํ รํ ล ดํ ล รํ ดํ รํ ล ดํ ซ
---ล ลซฟม รดรม รมฟซ ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซ ล - ดํ
-ฟ-ซ - - รํ มํ - ซ - มํ - รํ - ดํ -ดรม รมฟซ ฟลซฟ ซฟมร
- ซ - ดํ - มํ - มํ - ลํ - ซํ - มํ - รํ - มํ - ซํ - มํ - รํ รํ รํ - ดํ ดํ ดํ - ล
- - - มํ - ดํ - ดํ - รํ - ดํ -ล-ซ ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซล - ดํ
- - - ดํ รมฟซ ฟลซฟ ซฟมร -มซร ม ร ด ลฺ -รมร ด ลฺ - ด
-ดรม กลับต้น

สองชั้น ทอ่ น 2 ซ ม ล ซ) ล(ร ด ม ร ซ ม ล ซ) ก(รํ รํ มํ รํ ดํ ล ดํ ซ) ล(รํ รํ มํ รํ ดํ ล ดํ ซ)
ก(ร ด ม ร ฟมฟซ -ซ-ด รมฟซ - - ล รํ ดํ ท ล ซ - - ดํ ม ซ ล ท ดํ
--รซ ม ซ ม ร) ล(ดํ ล ซ ม ล ซ ม ร) - - มํ มํ - - รํ รํ - - ดํ ดํ --ลล
ก(ซฺ ลฺ ด ร - - ดํ ดํ --ลล --ซซ ก(ร ม ซ ล ม ซ ซ ซ) ล(รํ ด มํ รํ ดํ ล ดํ ซ)
- - รํ รํ --ลล --ซซ --มม --ซซ --มม --รร --ดด
- - ดํ ดํ รมฟซ ฟลซฟ ซฟมร -มซร ม ร ด ลฺ -รมร ด ลฺ - ด
-ดรม กลบั ตน้

19

ชั้นเดยี ว ทอ่ น 1 - ดํ - - ซ ล ดํ รํ ดํ ล ดํ ซ ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซ ล - ดํ
- ดํ ดํ ดํ - - รํ มํ - ซํ - มํ - รํ - ดํ -ดรม รมฟซ ฟลซฟ ซฟมร
- ซ - ดํ - รํ - รํ ซ ล ดํ รํ ดํ ล ดํ ซ ล ซ ดํ ล ซม-ซ -ม-- ซ ล - ดํ
- - - รํ ซ ล ดํ รํ --มม กลบั ต้น
--มซ ม ร ด ลฺ
ชัน้ เดียว ท่อน 2 - ดํ - - - - ซฺ ด ดํ ล ดํ ซ --ลล ดํ ล ซ ม --ดฟ ซมรด
- ดํ ดํ ดํ ดรดร ซ ล ดํ รํ มรดร ดํ ล ซ ม ลซมร ซ ล ดํ รํ ดร-ด
- - ซฺ ลฺ --ซด -ลซล รมฟซ --ดฟ - - ดํ ฟ -ลซล ซ ล ท ดํ
- - ซฺ ด -ลซล -ลซล กลบั ต้น
-ลซล --รซ
ลูกหมด - ดํ - - --รซ ดํ ล ดํ ซ -มซล ดซ-ล มํ ดํ - รํ
- ดํ ดํ ดํ - รํ - ท ซมซม --รม -ททท -ททท
- ซํ - มํ -ททท ซมซม --รม -ททท -ททท
--รม -ททท ซมซม - - ร ซ - - รํ ซ - - รํ ซ
--รม - - รํ ซ ล ท ดํ รํ กลับตน้ บรรทัดที่ 2
--รซ

(ถอดเสยี งและบนั ทกึ โน้ตโดย วรรณวลี คำ�พันธ์, 2564)
สญั ลกั ษณ์แทนการบนั ทกึ โน้ต
การบันทึกโน้ตเพลงมอญม่านน้อย เพลงมอญสมิง และเพลงดาวเง้ียว ในครั้งน้ีได้กำ�หนดใช้สัญลักษณ์
ตัวอักษรแทนเสียงฆ้องมอญที่มีท้ังหมด 15 ลูก เรียงจากเสียงท่ีต่ําสุด (ลูกท่ัง) ไปหาเสียงที่สูงสุด (ลูกยอด)
โดยกำ�หนดตามเสียงในระบบปี่พาทย์มอญ และกำ�หนดสัญลักษณ์แสดงเสียงตํ่า เสียงสูงตามการแบ่งช่วงเสียง
คู่แปด (octave) ตามแผนภมู ิได้ ดังนี้

ลำ�ดับลูกฆ้องมอญ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
เสียง ซฺ ลฺ ดฺ รฺ มฺ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซํ ลํ ทํ
ต่ำ� กลาง สูง

20

เสยี ง ซฺ ลฺ ดฺ รฺ มฺ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท
ตำ กลำง สงู

โนโ้ตนเ้ตพเพลลงงมมออญญมมำ่ ่านนนอ้นย้อย

สองช้นั ท่อน 1 --ลท ลซลด ---ร ---ซ --ลท ลซลด
---- ---ซ ลซลท -ล-ม ---- ---- ลทลล ซฟมม
ลลมร ดทลท -ซรม -ร-ด ---- -ม-ร -ด-ม -ร-ด
ลทลล ซฟมม รซลท มฺ ซ - ล กลบั ต้น
มลมร ดทลท

สองช้นั ทอ่ น 2 ทซทล ซฟรม -ซ-ล -ด-- -ท-ล -ซ-ล กลับต
---- ---- -ม-ร -ด-ท ลซลท -ล-ม ---- ---- กลับต
ดมซล ซด-- ---ซ - - รฺ มฺ ---ซ - - รฺ มฺ - ซ รฺ มฺ - รฺ - ดฺ
---ซ ---ล -ด-ม -ร-ด มลมร ดทลท รซลท มฺ ซ - ล
---- -ม-ร -ม-ร -ด-ซ กลับตน้
-ท-ล - ซ - รฺ ลทซล
สองชั้น ท่อน 3 -ซ-ด -รลด ---- - - รฺ มฺ - ซ รฺ มฺ มฺ ฟ รฺ มฺ
- - - - - มฺ - ล -ซ-ด -รลด ---- ดทลท รซลท - รฺ - ดฺ
- - - - - มฺ - ล ---ซ - - รฺ มฺ - - - ซ -ร-ด -ซ-ด มฺ ซ - ล
---ซ ---ล -ด-ม -ร-ด มลมร กลับตน้
---- -ม-ร -ร-ม

เพลงเรว็ (ชน้ั เดยี ว) ท่อน 1 -ร-ด -ดดด
-ลลล -ท-ล ซลทด - ท ซ ล กลับต้น
-มมม -ล-ม รดทล

เพลงเรว็ (ชน้ั เดียว) ทอ่ น 2
ทมทล ซฟรม -ซ-ล -ร-ด -ดดด -ร-ด -ซ-ด -ร-ม
- ม ม ม - ล - ม ร ด ท ล - ท ซ ล กลบั ตน้

เพลงเร็ว (ชั้นเดียว) ทอ่ น 3 -ร-ด -ดดด -ร-ด -ซ-ด -ร-ม
มฺ ล ซ ล มฺ ล ซ ล มฺ ล ซ ล - ท ซ ล กลับตน้
-มมม -ล-ม รดทล
(ถอดเสียงและบันทึกโน้ตโดย วรรณวลี คำ�พันธ์, 2565)

21

(ถอดเสียงและบนั ทึกโน้ตโดย วรรณวลี คำพนั ธ,์ 2565)

สองช้ัน ท่อน 1 (ถอดเสียงและบันทึกโนต้ โดย วรรณวลี คำพนั ธ,์ 2565)
โนโโ้ตนนเต้ต้ พเเพพลลลงงงมมม(ถออออญญญดสสเสมมสียิงิงมงแิงละบันทกึ โน้ตโดย วรรณวลี คำพนั ธ,์ 2565)
ซโลน้ตซเพซลงมอญ- ทสม-ิงด - ร - ท - - - ด - - - ร
สอง-ช-ั้น-ทด่อน 1 - - - ร - ด - มฺ ซร ลม ซรฺ รซ - ร - ทซ ร- ม- -รดซ
สอง-ช-้นั ร-ทดม่อน 1 - ร- - รซ ร- ดม -รมซฺ ซร-ลม- -ซรฺ-รซ - ท- ร- มด ล- ร - ทซฟ ร--รม- ซ-รดฟซ ร- ม- -รฺรร
- ล- ร- ดมซ --ฟร- - รซด ร- มด ร- มฟซฺ ทร-มซ- -รฺ-ทร ร- รท- รฟ- มดซ ล--ร- - ซ-ฟ ซร- รซมซทร ฟซด ร- มร- -รฺรดร
--ซล- รท- มซด ร- ซฟร ท- ซดด ร มซ ร ฟดซ ท--ดซ- - -รท ร--ร--รฟ- ม-ซ ล--ร- - ซ-ฟ ซร- รซมซทร ฟซด ร- มรซ -รฺดทร
--ซลดท- ซรด ร- ซฟ ท- ด-ด ร- มซทร- ฟด- ทร- มดซ -รฺ รทร ร--ร--รฟ- ม-ซ --ฟร- - ซ-ดฺ ซรฺ ซมฺ ทดรฺ ซรดฺ ร- มรซ -รฺดทร
--ซด- รท- มรด ร- ซรฟท--ซ-ด ร- มซท ร- ด-ซ ร- มด -รฺ รร --ล--ร- มซ- - ฟร - ซดฺ รฺ มฺ ดรฺ ซรฺ ร-มซ- -รฺ-ทร
สสอองง---ชช-ด-้ั้ันน- รร--ททมม-รอ่่อนน - รฟ--ซ- ร- มท ร- -ซ - ล- ร- มซ รก-ลม-ับ-รตฺ -น้ ร กลบั ต
2 -- รร -- ซซ ร- ม- -รฟซ ร- ม- -รซฺ ร ล- ลร ล- ซซ -- ฟฟ -- ดดฺ รรฺ มมฺ ดดฺ รรฺ -- -- -- -- กลับต
2 ---ฟ ---ซ ---- กลับต
สอง-ชน้ั- -ท-อ่ น 2 - ร - ซ ท- ด- -ฟฟซ - ท- --ซ- ลรลซ - ฟ - ดร ร- ดม -ดทรฺ ท- ด- -- -ท กลบั ต
ท-ด- -ฟ-ซ ท- ดร -ฟซซ ท- ด-ร-ฟ-ฟ-ซ - มท- --ซร- ดล ดร ลท ซด ร- ดฟ ท- ดรซ ทร- ดมซ -ฟดทรซฺ ทร-ซด- -- -ท กลับต
ท-ด- -ฟ-ซ ท--ดร- -ฟซ-ซ ท- ดทร ฟ- -ซ - มดท - ร- ดล- ทดร ลท- ดซด ร- ดฟทท- ร-ซ ทซ- ดซ -ทฟทดซฺ ทร มซด ร- ทร กลับต
ท--ด- -ฟ-รซ ท--ดฟ- -ฟ---ซ ร- มทร ร- -ซ ร- มด -ร รร ด- ดท- รท- มดด ร- ดรทท--ซ-ซ ทซร ซม ทฟร ซดซ ร-มซ- -ร-ทร
--ด--ร- ม-ร --รฟ- --ซ-- ร- มท ร- -ซ - ทล- ร- มซด -- ฟรท--ซด-ฺ ซรฺ ซมฺ ทดรฺ ซรดฺ กลบั ต
สสอองง---ชช-ด--ัน้น้ั รร--ททรมมร่อ่อนน - รฟ--ซ- ร- ม- -รฟซ ร- มด -ร รร - ล- ร- มซ - ฟร - ซดฺ รฺ มฺ ดรฺ ซรฺ ร-ม- -ร-ร
3 -- ร- -- ซซ ---ฟ ร- ม- -รซร ล- ลรฺ ล- ซซ -- ฟฟ -- ดดฺฺ รรฺฺ มมฺฺ ดดฺฺ รรฺฺ ก--ล--บั --ต--้น
3 ฟ- ซ- -ทฟฟ - ฟซ - ทดฺ
สอง-ช-ั้น-ทรอ่ น 3 - - - ซ ฟด- ซร- -ดทฟดฟ ---ซ ล รฺ ซล ฟซ ท- ฟซ -ซทดทฺ ดรฺ มรฺ ทดฺ ดรฺ ----
ร-ด- -ทรซ ท-ฟ- -ซซท ฟซด ซร ดท ดฟ ซ- -ท--ซ- ลร ดรฺ ซทล ฟซ ท- ฟซท -ซทดท ฟดรฺ ซมรฺ ทดฺ ดรฟฺ ซ- ท- ----
รด-ดร- -ทดรดซ ท-ฟล- -ซซซท ซดร ซมร ดทร ซด ทซ- ล-ท-ซ-ซซ- ซลร ดซรฺ ซท ฟซด ท- ฟท ซ- ด-ท ฟดร ซร ทร ดฟ ทซ- ซท- ---ท-
รด-ดร- ทด- -ดซ ท-ฟล- -ซ-ซท ซรฺ ซมฺ ทดรฺ ซรดฺ ทรซ ลซทซ-- ทซ- ซร- ดซ ท- รซด - ทรฟ--ซด- ฟร- ซททร- ด-ฟ ทซ- ดซท--รท-
ด---ร-รด- ม-ด ท--รล- -ซซ-ซ รฺ มฺ ดรฺ ซรฺ ทร มลซ ซ-ร ทรซ ซ- ซ-ดรท- มรด - รฟ--ซ- ร- มซท ร- ด-ซ ทร- มดซ -ร รทร
--ล--ร- ม-ซ --ฟร- - ซ-ดฺ -รฺทมฺ ทดฺ ทรฺ ร-มซ- -ร-ทร กล-ับด-ตร-้นมร ร- มท ร- -ซ ร- มด -ร รร
เเพพลล---งงลลล-เเรรรว็็ว--- มมซซ((ชชัันน้้ เเดดียีย---วว))ลฟฟรททม--่อ่อซดดนนซฺฺ --ทล ท- มทฺ ร-ม- -ร-ร กล-ับ-ตรน้ ม - ร - ซ ร ม ร ซ ร ม ร ร
1 --ทซล ฟท- มทซฺ --ด- -- -ร กล- ับลตซน้ ซ ฟ ม ร ร - ฟ - ร - ด - ท
1 ร-- ซดล ฟท- มซดฺ ฟ- ดม -รรร ฟ- ดม-รทร
เพล--งซลเรฟ็ว- ม(ซช้นั เดยี -ว-)ลททมอ่- นซ- 1 ร- ซดมฟทร ซด --ลดซ- รซ - ทล ทซ ซท -ฟ-ทดมท-รรทร - ลฟซ- รซ -ฟ- ทดมท-รททร
-- ซลฟฟ- มรซ --ลดทม--ทซ- ร ดม ทร ซด --ลดทซ- รซ- - ทซล ฟทซ ซท ฟ--ทซดทฟ- รทฟ --ดลฟทซ- รซด -ฟ-ทดมท-รรทร
ท--ซซฟฟฟ- รซซ --ทดทท--ทท- ร--ทลทซท- ซ-ท ล- ทซซ ฟทฟ ทซร ฟ-รทซมทฟร ทซฟ - ทดล ทซ ซดท -ร-ทมดท-ร รทร
ท- มซฟ รฟ- รซซ -ร-ทดมท-รททซ รร-ทมททร- -รท ล- ซมซ ฟรฟซร ฟร ซม ฟร ซฟ -รทดมทร ดทซ ร- มด -ร รร
เพทล-งมซเรรว็ฟซ(ซชั้นเดีย-รวท)มททร่อนทซ 2 รรทม ทร รท 22 ล- มซ รฟซร -รทมทร ทซ

ดรดด ทลซซ ดรดด ทลซซ ซซทด -ท-ด รซรด ทซ-ท
ร-ด- ท- -ซ ท-ฟ- -ซ-ท ฟซ ซ ท ดฟ รซ ซท--ท- ร- ด ท- รซ ท- ฟ ซ- -ท ฟ- ซทท- -ฟ ซ- ดท--ร-
ด- -ร รดมด ท- รล -ซซซ ดร มร ดร ซด ทร มล ซร รซ ซ- ซ- รทมด - ทร - ซด ร ซม ร ดซ ทร มซ ร- ทร
--ล- - ซ- --ฟ- - -ดฺ ซรฺ ซมฺ ทดฺ รดฺ ร-ซ- - -ท กล-บั ดต-้นร -ฟ-- -ท-- -ด-ร
เพล---งลล-เรรว็-- มมซ(ช้ันเดีย--ว-)ลฟรทม--อ่ ซดนซฺ 1 รมรซ รมรร --รม -ร-ซ รมรซ รมรร
-รฺทมฺ ทดฺ ทรฺ --ด- -- -ร กล- ับลตซน้ ซ ฟมรร -ฟ-ร -ด-ท
เพล-งซเรฟ็ว (ซชนั้ เดยี ว-)ทท่อ- น- 1 - ล - มฺ -ลซซ -ททท -ด-ร -ลซซ ฟมรร
- ลฟ - มร - ลด ม- ทซ - ทซ ฟท ทซ - ดท - ร- - ซล ฟซ ซ ฟ- ทมทร ทร --ดฟท- รด --ทด ท- ทท
ท- ซซ ฟฟ ซซ --ททท- ท- ร- ดล ท- มดฺ ร- ทล ซท ซท ล- ทซ ทฟ ทร ฟ- ซด ฟ- รฟ - ทล ทซ ซท ฟ- ดม -รรร
- มฟ ร- รซ ร- ดม -รทซ -ร ซมฟร ซ ร- มท ร- -ร - ซม ฟร ซ -รทมทร ทซ ร- ดมทร ดซ -รทมทร ทร
เพทล-งมซเรร็วฟซ(ซชน้ั เดยี -รวท)มททรอ่ นทซ 2 รดทด รททท ลซฟร ฟซฟฟ -ททท ก-ลดบั -ตร้น กลบั ต
รมรซ รมรร -มรซ รมรซ รมรซ รมรร กลับต
-ร-ซ -ฟ-ซ --รม ฟซ-- -ร-ซ -ฟ-ซ -ดทด -ท--
เพลงเรว็ (ชั้นเดยี ว) ทอ่ น 2
-ร-ซ -ฟ-ซ --รม ฟซ-- -ร-ซ -ฟ-ซ -ดทด -ท--
-ซฟซ -ท-- -ดทด -ท-- -ซฟซ -ท-- -ดทด -ท--
-- ฟร -- ซร -- ฟซ -- ฟซ --ท- รทมท ฟ- ดซ--ร- -- มร ร- ซซ ร- ฟม ร- ซซ -ร ดมทร ดซ ร- มท ร- -ร
-- ซม ฟร ซซ ร- มท ร- -ซ -ร ดม ทร ดซ ร- มท ร- -ร -กลซบั ฟต้นซ -ท-- -ดทด -ท--
-ฟ-ร -ซ-ฟ -ททท -ด-ร -มรซ รมรซ รมรซ รมรร
เพล-งมเรรว็ ซ(ชน้ั เดยี รว)มทร่อนซ 3 ร ม ร ซ รมรร กลบั ตน้
เพล--ง--เรรรว็ ฟฟ(ช้ันเดยี ว--)--ทรรอ่ ซซน 3 --รฟ --ดร ซลซซ รมรร ---- ----
--รฟ --ดร ฟซฟฟ ม ร ด ลํ ---- ----
-- -- รร ฟฟ -- -- รร ซซ -- -- รร ฟฟ -- -- ดด รร ซซ ลล ซซ ซซ รร มม รร รร -- -- -- -- -- -- -- --
------ซ----ฟรรรรฟ-ฟฟฟฟรซ ------ ซ----ทรรรร--ซซซซฟ- ------ทด---- รรรรททฟฟฟฟทด ------ ---ด-ทดดดด-- รรรรร- ฟฟฟซ-- ซมซซซลฟรฟฟฟซ ซซซฟฟฟ มดดรร- มมรรรทดดดรร- -ซดดรลํ ร-----ดม---- ท----ร----ดซ ร-----มท---- ----ร------ร
-- ซม ฟร ซซ ร- มท ร- -ซ ร- ดม ทร ดซ ร- มท ร- -ร -กลซับฟต้นซ -ท-- -ดทด -ท--
-ฟ-ร -ซ-ฟ -ททท -ด-ร -มรซ รมรซ รมรซ รมรร
-มรซ รมรซ รมรซ รมรร (ถอกดลเับสตีย้นงและบันทึกโนต้ โดย วรรณวลี คํำพันธ,์ 2565)

((ถถออดดเเสสยี ียงงแแลละะบบันันททกึึกโโนน้ต้ตโโดดยย ววรรรรณณววลลีี คคํำำ�พพันันธธ,์์, 22556655))

สองช้นั ทอ่ น 1 โนต้ เพล2ง3ดาวเง้ยี ว

โนโ้ตนต้ เพเพลลงงดดาาววเงเ้ยี งว้ียว
โน้ตเพลงดาวเง้ียว
สองช้ัน ท่อน 1 ทโซน้ตลเพดลงดาว-เ-งย้ี-วล ท ล ซ ดฺ - ลฺ - ล ท ล ซ มฺ
สอง-ช้นั- -ท-่อน 1 - - - ม - - - ล
สสสสอออองงงง---------ชชชช---ััน้้นั้นั้น------- ----------ททททลลล-------ออ่่่อ่อนนนน -- - มล - - - ทล ทททรรรร-----โททททซซซซซซซรน--- ้ต----ลลลล-ลเดดดมลลลลพซซซซดดดฺฺฺ ลงดาว---------เ---------งยี้มรรรร--------วฺ ทททลลลลลททซ ท ล ซ ดรฺ - ล-ฺ - ดลฺ ทรฺ มลฺ ดซฺ รมฺ
1 ททท-------ลลล------- -------ซซซมมลลล----มมมฺฺฺ -- มมมม---ด---- ---------ทททลลรรรฟฟฟฟ-ฺฺฺ --ดร-ฺ -ม- ดฺมรฺ ฺ --ซ-- ม-ทฺ ทซล ททททลลลล---- ลลลลลลลลซซซซซซซซ----- -----ดดรรรฺฺฺฺ ท---------มมมลลลลซลล---ฺฺฺฺฺ -------ท- ดดดททททฟฟฟลลลฺฺฺ ทลรฺ มซลฺ มดซฺ ลรมฺ
1 ท-ล- ---------- ท-- ลลซ -- --ล ท--มซดฺ -ท- ฟ-ล ทลลลรรก----ฺฺ ลมมซซซซลบั ฺฺ มมม----ดดซตฺฺฺฺมลลลน้ ลลลรรมฺ ฺฺฺ กลบั ต
สสสสอออองงงง-----------ชชชช-ั้น้นั้ัั้นน--------- ----------ททททล---------่่ออ่่ออนนนน -ซ-มฺ -- ลด- --รซ-ฺ -- ซซร - มลฺ กลับต
2 -- -- กลบั ต
2 ------ ------ กลับต

2 --------- -- ล- ททททมลลลดดดดด ----ลลลลรรร- ซซซม--มมมลลลล ซ- ดดดฟฟฟฟรรรรร-ฺฺฺ -มมม-----มมฺฺฺลมมดดดรรรมมมมฺฺฺ ล- ซซซ---ทททท--- ทททมมมทททลลลลฺฺ มทททซซลลลลล ทททรรรรม----- มมมมลลลลลซซซซํรรรร-------- -----ลลลรรรร- ททซซซซ-------มมมซซซดดดดดฺฺฺฺฺ ---ทท-รรรร---ฺฺฺฺฟฟฟล---มมมมลลฺฺฺฺ ร-ฺ ซดรฺ -ลฺมรฺฺ กลบั ต
2 ------ ลลลดดด---- ซซซ------- ลลล------- -ม-ทลซซํ -- -ล- - รมซฺฟ-- ฟลม ดรรรก------ฺฺฺลซดดดซซซรรรับฺฺฺ --ล----ลลตฺฺฺมมมลลลน้ดรรรฺฺฺฺ กลับต
ม-- - ซ-- ทมท มทล ด- ฟซร ลร- ลมด กลบั ต
3 มมมซ------- กลับต
3
อสอสอออองงกก---------ชชเเดด----นน้้ัั-----ียีย่่---------ททววรรรร---------ปป่ออ่ ม่ี่มีนนออ33ญญ - -- -- ลด- ทมด -ลรมมล -- รล- -- ลดร กลบั ต
- -- -- ลลลดดด------ ทททมมล-ลลลดดดซ------ลลลรรรฺ ซซซมมซลมมมลลลฺ -- ดดดดรรรรลลล--ฺฺฺฺ --มมมม------ ฺฺฺฺลลดดดรรรรรซฺฺฺฺ ----------ซซซซซ------ มม---ททททท- ทททลมมลลลลล ซ-----มม---มทททททลลลซฺซซลซซซซซํํ -----ด---ลลลลล--ซ -----------มรรรมมมซซฺดดดดรฺฺฺ ฟฟฟ-----ฺด---- ฺรฟฟฟลลมมม----ฺ ดด---มมก------ลฺฺฟฟฟซซซซรรรรรรซซบั ----ลลรรร--ต--มมมมลลลลน้มมมลลดด กลบั ต
ม-------ฺ ------ ------ลฺ ด- -ดซรฺ ลมฺ ด------ฺ -- -- -- ทล ซ-มลซฺ ล-ด-ซ -มมฺ รฺ -ฺดฺรฟฺ กลบั ต
อเอเพพออลลกก----------งงเเเเดด---------รรี่ยีย่-ว็็ว---------ววล----------((ปปชชม่่มีีันั้น้ ออเเดดญญียีย----มมมมมดดดวว-ฺฺฺฺฺ))ลลลลซซซ-ซซซซซ-ลลลทททดดดด-ดดด-----่่ออ-ลมมมมมนนลลลลลฺฺฺฺฺฺฺฺฺฺ ด-ฺ รรฺ ม- ฺดซ กลบั ต
--------- --------- ซซฺ ลลลลลลลลลฺฺฺฺ ดดฺ ซรฺ มลฺ ลซซซซดดดดด --------- --------- --------- ลร ซซซซดดดดด-มมมม-ลลลลลซซฺฺซฺซฺ ทลลลลซซซซซดดดดลมมมมมซซซซฺฺฺฺฺ -----มมมม-----ฺฺฺฺ รรรรซซซซซดฺฺดดฺฺดรรรฺฺฺฺรฟลลลลลฺฺฺฺ ดมฺ มซฺ ซ- ลลลลมลลลลลฺ
1 ซซซซซซ- ฺฺฺ ดดดดดด-ฺฺฺ -ซซซซรรรฺฺฺทมมมลลลลฺฺฺ ลลลลรรรร มดดดดมมมฺ ฺฺฺ มมมมฟซซซฺฺฺฺ ซซซซร--- ฺ กลบั ต
1 กลบั ต
เพล--ง-เ-รล-็ว- ลม-(ชนั้ เดยี ด-ว)ซ-ลททซด่อํ มลนฺ 1 - - ลซ- ลมล ด- -ซทซลํ มลด ----ล-- ลรม ด- -ลทซซํ ลรมฺ -- -- ซดซ ฟทล ลมดฺ ทมฟฺ ซรฺ มลฺ กลบั ต
เเพพลล----งงร--เเ-รรลลด--ว็ว็ ลลมมด((ชชัน้้ันเเดดียยี --วว- ))---รททททซซ-่อ่อํํ มมมลลนนฺ - - ล- ลม - - ทซํ มล - - ล- ลม - - ทซํ ลร - - ซด ฟท ลมกฺลทฟับซรตฺ้นมลฺ กลับต
21 ---ม--ฺ ล-ซลมล ด-- --ซทซลํ มลด ---ร-- ลด- ลมด -- -ร- ทซ-ํ มลรฺ -- ม-- ฺซดซฟทล ลมดฺ ทฟซ ซร-ฺ ลมลฺ กลบั ต
2 - ม- ฺ ลซ มล ด- -ซซลํ มด -- ร- ลด มด - ร- ซ-ํ มรฺ - ม- ฺดซ ทล ลด ทซ ซ- ลล กลบั ต
เพล--งร-เรลด็ว มด(ช้ันเดยี ว--)-รทซ-่อํ มนฺ 2 กลบั ต
เพล---งรรรเรดดดว็ ดดด(ชัน้ เดยี ว---)รรรท---อ่ มมมนฺฺฺ 2 - มฺ ซ ล ด ซ ล ด 24(ถอ---ดรรรเสดดดยี ดดดงและบนั ---ทรรรกึ ---โนมมมตฺฺฺ้ โดย - มฺ ซ ล ดซ 2--- 5ลลล65) กลบั ต
-- มมฺฺ ซซ ลล ดด ซซ ลล ดด ว-- รมมรฺฺ ณซซวลลลี คํำพดดนั ธซซ,์

- - - - มฺ ซ - ลฺ - - ซฺ ลฺ ดฺ รฺ มฺ ซ - - - ล ซมซฺ ลดซ มฺ รฺดฺรฺ มฺ ซ - ล กลบั ต
- - - - มฺ ซ - ลฺ - - ซฺ ลฺ ดฺ รฺ มฺ ซ - - - ล ซมซฺ ลดซ มฺ รดฺ รฺ ฺ มฺ ซ - ล กลบั ต
- - - - -มฺลซด- มลฺ - - ซฺ ลฺ ดฺ ซรฺ มลฺ ซด - - - ลร ซดมลฺซลซดมซฺ -ม-ฺ รซดฺ รฺลฺ ดมฺ มซฺ ซ- ล กลบั ต
- - - - -ดลซลดดมฺ --ซล ด ซ ล ด - - - ร ด ล ซ มฺ - - ซ ล ด มฺ ซ ล กลบั ต
เพล-งเ-รว็- -(ชนั้ เดยี ดว)ซลทด่อมนฺ 1 --ซล ด ซ ล ด - - - ร ด ล ซ มฺ - - ซ ล ด มฺ ซ ล กลับต
เพล-งเ-ร-ว็ ล(ชน้ั เดยี -ว)-ทท่อลน 1 ---ล - - ท ล - - - ล - - ท ล - - ซ ฟ มฺ ฟ รฺ มฺ กลบั ต
- - ล- ลม - - ทซํ มล - - ล- ลม - - ทซํ มล - - ล- ลม - - ทซํ ลร - - ซด ฟท ลมฺ ทฟ ซรฺ มลฺ
เพล-ง-เรล็ว ม(ชน้ั เดยี ว- )-ทซ่อํ มน 2 --ลม - - ซํ ม - - ล ม - - ซํ ร - - ด ท ลกลทบั ซตน้ ล
เพล-งรเรดว็ ด(ชั้นเดยี ว-)รท-อ่ มนฺ 2 - มฺ ซ ล ด ซ ล ด - ร ด ด - ร - มฺ - มฺ ซ ล ด ซ - ล
- ร ด ด - ร - มฺ - มฺ ซ ล ด ซ ล ด - ร ด ด - ร - มฺ - มฺ ซ ล ด ซ - ล
- ร ด ด - ร - มฺ - มฺ ซ ล ด ซ ล ด - ร ด ด - ร - มฺ - มฺ ซ ล ด ซ - ล

(ถอดเสียงและบนั ทึกโนต้ โดย วรรณวลี คํำพกนั ลธบั์, 2ต5น้ 65)
((ถถออดดเเสสียียงงแแลละะบบนั นทึกโนต้ โดย วรรณวลี คํำำ�พนั ธ,์ 2565)

QR Code Scan เพ่ือรบั ฟั งบทเพลง เพลงเจ้าพระยา เถา
เพลงโหมโรงส่ีแคว

เพลงมอญม่านน้อย เพลงมอญสมิง เพลงดาวเง้ียว

25

รายนามนักดนตรแี ละนักรอ้ ง

1. นายวเิ ชยี ร เทพเทพา ผูค้ วบคุมวง
2. นายมานพ พมุ่ กล่อม ระนาดท้มุ
3. นายวิพักตร์ คล้ายสบุ ิน ฆ้องมอญวงใหญ่
4. นายสวสั ด์ิ แกว้ วลิ ัย ฆ้องวงใหญ่
5. นายตรเี นต หรมิ่ รกั ษาทรพั ย ์ ระนาดเอก
6. นายชยั สิทธ์ิ พรมทอง ป่ีใน, ปมี่ อญ
7. นายธีรพล ชูศักด์ิ กลองแขก, กลองสองหน้า, ตะโพนมอญ
8. นายเจนปกรณ์ แสวงธนกลุ (นักศกึ ษา) กลองแขก, เปิงมาง
9. นางลำ�ยง เอยี่ มสีทอง ขบั ร้อง
10. นางสาวเครอื วัลย์ พรมเมอื ง (นักศึกษา) ฉิง่
11. นางสาวชุลี เนตทพิ กรับ

26

เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. 2545. คำ�บรรยายวิชาดุริยางคศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำ�กัด โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.
ณรงฤทธิ์ คงปนิ่ . 2539. การศกึ ษาวัฒนธรรมดนตรขี องป่ีพาทย์มอญ. (วิทยานิพนธป์ ริญญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ ).
กรงุ เทพฯ. จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัณฑ์. 2523. ฟังและเข้าใจเพลงไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2556. พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ศริ วิ ฒั นาอนิ เตอรพ์ รน้ิ ท์
จ�ำ กัด (มหาชน).
สถาบันราชภัฏนครสวรรค์. 2545. โครงการบันทึกเสียงบทเพลงแห่งลุ่มนํ้าเจ้าพระยา. (ซีดีเพลง). นครสวรรค์:
สถาบันราชภัฏนครสวรรค,์ ส�ำ นักศลิ ปวฒั นธรรม.
สุชาติ แสงทอง. (บรรณาธิการ). 2559. “100 ปี วิถีปากนํ้าโพ”: ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของจังหวัด
นครสวรรค.์ นครสวรรค.์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค,์ สำ�นกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม.
อุทิศ นาคสวัสดิ์. 2530. ทฤษฎีและปฏิบัติดนตรีไทย ภาค 1 ว่าด้วยหลักและทฤษฎีดนตรีไทย. กรุงเทพฯ:
พัฒนศิลป์การดนตรีและละคร.
ข้อมูลสัมภาษณ์
วิพักตร์ คล้ายสุบิน. อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย สาขาวิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค.์ 10 มกราคม 2565. สัมภาษณ์.
สชุ าติ แสงทอง. คณบดคี ณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. 18 มกราคม 2565.
สัมภาษณ์.

27

ความสำ�คัญของเรอื กับสังคมไทย

วลิ บุ ล กองกล่นิ
ธรี เดช คงทัศน์

บทนำ�
น้าํ เป็นสงิ่ ท่หี ล่อเล้ยี งชีวติ ของคนใหด้ ำ�รงชวี ติ อยู่ได้ นาํ้ จึงมีความสำ�คญั กบั คนทีอ่ ยอู่ าศัยบนโลกนี้ เมือ่ คน
เรม่ิ จะหาทอ่ี ยอู่ าศยั 1 จงึ เลอื กทจ่ี ะตง้ั ทอ่ี ยอู่ าศยั ใหใ้ กลก้ บั แหลง่ นา้ํ เพราะนา้ํ เปน็ ปจั จยั หลกั ในการด�ำ รงชวี ติ ของคน
ต่อมามีการขยายท่ีอยู่อาศัยบริเวณใกล้แหล่งน้ํามากขึ้นเม่ือมีคนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยทำ�ให้เกิดเป็นชุมชนที่
ต้องการเดินทางไปมา การเดินทางทางนํ้าน้ันไม่สามารถเดินทางด้วยเท้าได้ จึงมีการสร้างพาหนะที่ใช้เดินทาง
ทางน้ําคือ “เรือ” การปรากฏตัวของเรือในช่วงแรกน้ันพบว่ามีการนำ�ไม้ขุดให้เป็นโผงเพื่อให้สามารถลอยนํ้าได้
และต่อมาเรือมกี ารพฒั นาปรับเปลีย่ นไปตามการใชป้ ระโยชน์ของคน2
เรือ ถูกพัฒนาและออกแบบไปตามยุคสมัยและตามประโยชน์ใช้สอยของคนในสังคมทำ�ให้ความสำ�คัญ
ของเรือเพ่ิมขึ้น กลายเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมความเชื่อหรือที่เรียกว่า เรือประเพณี ความเชื่อใน
สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิช์ ่วยสร้างให้เรือผูกพนั กบั สังคมอยา่ งแนบแน่นยง่ิ ขึน้
เรือ เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง นับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนที่มีวิถีชีวิตอยู่ริมน้ํา เรือ ได้ผูกโยง
เข้ากับวิถีชีวิตความเชื่อของคนในสังคม ซ่ึงเห็นตั้งแต่เรือชาวบ้านจนถึงเรือท่ีใช้ในพิธีกรรม ต่อมาความเช่ือน้ัน
มีการพัฒนาให้เรือเป็นส่ิงท่ีควรเคารพบูชาของคนในสังคม จึงมีการแต่งแต้มทางศิลปะเพ่ือสร้างความศักดิ์สิทธ์ิ
ให้เรือดูน่าเคารพบูชา ทำ�ให้เรือมีการพัฒนารูปแบบอย่างเร็วรวดในสังคมโดยสามารถจัดแบ่งรูปแบบเรือท่ีใช้ใน
แม่นาํ้ ล�ำ คลอง ออกเป็น 3 ประเภท ดงั นี้
1. เรือชาวบา้ น พัฒนาตามการใชป้ ระโยชนข์ องคนในสังคม ทม่ี วี ถิ ชี วี ติ เรียบง่ายใช้ในการเดินทางติดต่อกบั
คนในชุมชนหรือใช้หาอาหารเพื่อการดำ�รงชีพ การเร่ิมใช้เรือของชาวบ้านนั้นอุปกรณ์หลักก็คือไม้ การที่จะนำ�ไม้
มาใช้ในการทำ�เรือนั้นก็จะเลือกตามขนาดการใช้สอย แรกเร่ิมพบว่ามีการนำ�ต้นไม้ใหญ่เป็นวัสดุหลักในการ
ประกอบเรือและตามความเช่ือชาวบ้านนับถือกันว่ามีนางไม้สิงอยู่ในไม้ใหญ่ ดังนั้นก่อนโค่นต้องมีการเซ่นสรวง
ขออนุญาตนางไม้3 ที่เคยสิงสถิตอยู่ก็จะตามมาอยู่ในเรือน้ัน ดังน้ันจึงต้องมีการเซ่นสรวงบูชาเรือ เพ่ือให้นางไม้
ค้มุ ครอง
2. เรือพิธีกรรม พัฒนาตามความเช่ือของแต่ละพ้ืนที่ในสังคมนั้น ๆ เพราะพื้นฐานของคนไทยมีการบูชาผี
มาช้านาน ทำ�ให้เช่ือในเร่ืองพิธีกรรมความเช่ือ และในฐานะท่ีเรือเป็นพาหนะหลักการเดินทางเรือจึงผสมผสานกับ
ความเชื่อและได้เข้ามามีส่วนสำ�คัญทางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทย ท่ีทำ�ให้โลกรู้จักประเพณีความเช่ือศักด์ิสิทธ์ิ

1 สุเมธ ชุมสาย ณ อยธุ ยา, นา้ํ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย. (กรุงเทพ: วัฒนาพานิช,2529), หนา้ 18.
2 ราชาวดี งามสง่า, เรือไทยสมยั โบราณ. (กรุงเทพ : ตน้ ออ้ ,2535), หน้า 27.
3 ในสมยั โบราณอาจจะเรยี กวา่ แม่ย่านางไมเ้ พ่อื เป็นการยกย่อง และใหร้ ้วู า่ เป็นแมย่ ่าท่เี ป็นนางไม้ เวลาผา่ นไปค�ำ จงึ หดลงมาเหลอื เพียงแม่ย่านาง
เปน็ อันวา่ ชื่อน้ีเรยี กแล้วก็จะรู้ทันทีว่ ่าคือ เรียกนางไม้ท่ีสถิตอย่กู บั เรือ ส.พลายน้อย,เกิดในเรือ. (กรุงเทพ : ต้นอ้อ,2537), หนา้ 50-51

28

ผ่านพิธีกรรมย่งิ ใหญ่งดงาม คือ
เมื่อคร้ังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูตในการเสด็จ
โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อรับคณะราชทูตในพระเจ้าหลุยส์ท่ี 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส กระบวน
พยหุ ยาตราทางชลมารคคร้งั นี้ สรา้ งความตน่ื ตะลึงให้กับต่างชาต4ิ
แสดงให้เห็นถึงการเสด็จกระบวนหยุยาตราทาง “ขบวนเพชรพวง”5 เป็นริ้วกระบวนท่ียิ่งใหญ่ท่ีสุด
ในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย และนบั เปน็ ตน้ แบบส�ำ คญั ของกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารคในปจั จบุ นั กระบวนพยหุ ยาตรา
ทางชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในครั้งนี้นับเป็นหลักฐานสำ�คัญท่ีทำ�ให้เห็นบทบาทของ “เรือ” ท่ีมี
ความสำ�คัญในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งด้านพิธีกรรมความเช่ือการส่ังสมทางประเพณีที่งดงามทางศิลปะและยังรวม
ไปถงึ การสร้างความศกั ดส์ิ ทิ ธ์ขิ องสถาบนั กษตั รยิ ์ในฐานะศูนยก์ ลางสำ�คัญของการปกครองอกี ด้วย
3. เรือสินค้า พัฒนามาจากเรือชาวบ้านที่ขนส่งสินค้าไปมาระหว่างชุมชน ต่อเม่ือสังคมได้มีการขยาย
การค้าขายกับคนภายนอก ทำ�ให้การขนส่งสินค้ามีเพิ่มมากข้ึน แม้จะเป็นเรือสินค้าก็ยังปรากฏความเช่ือให้เห็น
พบได้จากความเชื่อเร่ืองแม่ย่านาง พวกแม่ค้าพ่อค้าท่ีใช้เรือเป็นพาหนะบรรทุกของและอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเรือเล็ก
เรือใหญ่มักจะไม่ยอมให้ใครมาข้ามหัวเรือ เนื่องจากความเช่ือเรื่องแม่ย่านางสถิตอยู่ที่หัวเรือ หัวเรือจึงเป็นส่ิงท่ี
เคารพบูชาของเจ้าของเรือทุกลํา เรือที่เคร่งมากก็จะจุดธูปบูชาท้ังเช้าท้ังเย็น หัวเรือบางลำ�ก็มีแผ่นทองเหลือง
เล็ก ๆ ติดไว้ บางลำ�ก็มีมาลัยและแป้งหอมที่ไว้ตรงหัวเรือ ทั้งน้ีเนื่องจากเรือสินค้าต้องบรรทุกของเดินทางค้าขาย
ไปในทไ่ี กลการบชู าแม่ยา่ นางจึงช่วยให้คลายกงั วล
“เรือ” ผูกพันกับสังคมไทยในฐานะพาหนะสำ�คัญในการเดินทาง อีกทั้งความเช่ือท่ีเกิดขึ้นก็ยิ่งทำ�ให้เรือ
มีความสำ�คัญกับสังคมไทยมากย่ิงขึ้น ปัจจัยสำ�คัญที่ทำ�ให้เรือลดบทบาทลงจากสังคมไทยคือการสร้างถนน
การปรากฏตวั ของถนนในสังคมไทย ทำ�ให้เรือเรมิ่ ลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชดั และอีกปัจจัยทท่ี ำ�ใหเ้ รือลดบทบาท
ลงไปจากสังคมไทยคือ การสร้างเส้นทางรถไฟนับตั้งแต่น้ันมาการเดินทางจากทางน้ําเปลี่ยนแปลงมาใช้ถนน หรือ
เสน้ ทางรถไฟ แมว้ ่าในปัจจบุ ันการเดนิ ทางจะเปลี่ยนจากเส้นทางน้าํ มาเป็นทางบก และ “เรือ” โดนลดบทบาทลง
ไปมากจากการเป็นพาหนะหลักของคนในสังคม แต่เรือยังคงผูกพันกับสังคมไทย โดยมีความเชื่อเป็นส่ิงผูกมัดเรือ
กับสังคมไทยไมใ่ ห้หา่ งหายจากกัน
ในยุคสมัยปัจจุบันเรือถูกสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม พบในพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ในรชั กาลของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ในการเสดจ็ ทอดผา้ พระกฐนิ ณ วดั อรณุ ราชวราราม
ตลอดจนพิธีการฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กาญจนาภิเษก และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
นับเป็นการสะท้อนบทบาทของเรือท่ียังคงรับใช้สังคมในฐานะพาหนะหลักในพิธีกรรมศักดิ์สิทธ์ิของผู้ปกครอง
และจากหลักฐานช้ันต้นของชาวต่างชาติท่ีมีถึงกรมศิลปากร เรื่อง ขอยืมเรือพระที่น่ังสุพรรณหงส์และเคร่ือง
ตกแตง่ เรอื นบั เป็นสิง่ ชว่ ยยืนยนั ส�ำ คญั ว่า เรือไดก้ ลายเปน็ เอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรมไทยในยุคปจั จบุ นั 6

4 บาทหลวง เดอ ชัวซีย์, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, จดหมายเหตุรายวันการเดินทางสู่ประเทศสยามในปี ค.ศ. 1685 และ1686, (กรุงเทพ :
ศรีปญั ญา2550),หน้า254 - 255.
5 ส.พลายน้อย, เรือพระราชพธิ ี กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค. (กรุงเทพ: ดอกหญ้า), หนา้ 44.
6 ส.พลายน้อย, เรือพระราชพิธี กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค. (กรุงเทพ: ดอกหญา้ ), หนา้ 44.

29

เรือ เป็นพาหนะสำ�คัญของสังคมไทย สามารถบ่งบอกถึงการเปล่ียนผ่านของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย
ได้เป็นอย่างดี เรือมีการพัฒนาปรับเปล่ียนไปตามยุคสมัย เป็นภาพสะท้อนของการเปล่ียนแปลงในสังคมไทยจาก
อดีตถึงปัจจุบัน “ความสำ�คัญของเรือกับสังคมไทย” จึงเป็นการศึกษาท่ีสำ�คัญท่ีจะช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลง
ในสงั คมไทย “เรือ” อยูใ่ นฐานะตัวละครส�ำ คัญที่สะทอ้ นความเชือ่ ของสังคมไทยทีผ่ ูกพนั กับเรืออย่างแนบแน่น
กล่าวได้ว่าสังคมไทยมีความผูกพันกับสายน้ําอย่างแยกไม่ออก เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศแวดล้อมด้วย
แม่นํ้าหลายสาย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรตามที่ราบลุ่มแม่น้ําก่อให้เกิดการต้ังรกราก สร้างท่ีอยู่อาศัย
บรเิ วณรมิ นา้ํ สะทอ้ นออกมาในภาพความผูกพนั ระหวา่ งคนกบั สายนาํ้ ทีใ่ ช้ชวี ิตริมฝ่งั คลอง การดำ�รงอยูข่ องคนนนั้
ต้องอาศัยน้ําเป็นปัจจัยหลักในการดำ�เนินชีวิต ท้ังบริโภคและใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคม รวมท้ังการพัฒนา
ด้านการเกษตรและเพื่อยุทธศาสตร์ในการป้องกันภัย จึงกลายเป็นจุดกำ�เนิดของ เรือ การสร้างเรือมีวัตถุประสงค์
ส�ำ คัญเพอ่ื ใชส้ �ำ หรบั ท�ำ กจิ กรรมต่าง ๆ ของคนในสงั คมไทย เช่น เพือ่ การหาอาหารเลยี้ งชีพ เพอ่ื อยอู่ าศยั เพอื่ การ
เดนิ ทางไปมา การค้าขาย ขนส่งสินค้า เพอ่ื ความสนกุ สนานร่ืนเริง และการปกปอ้ งบ้านเมอื ง เรือในหลายรูปแบบ
เพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุด และรวมไปถึงการขุดคลองรอบเมืองเพ่ือความสะดวกในการ
คมนาคมจนชาวตา่ งชาติทเ่ี ขา้ มาเรียกเมอื งไทยในสมัยอยธุ ยาว่า เวนิสตะวันออก
เรือ ในสังคมไทย จึงเป็นอีกทางที่จะสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยได้ทางหนึ่ง โดยในส่วน
ของเรือจะพบว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ เรือสำ�หรับเดินในคลองกับเรือในสมุทร แต่ละส่วนของเรือ
ท่ีปรากฏในภาคกลางน้จี ะศึกษาในแม่น้ําลำ�คลองซงึ่ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ เรอื ขุดและเรอื ตอ่
เรอื ขดุ เปน็ เรอื ทส่ี รา้ งขน้ึ โดยใชว้ ธิ กี ารขดุ ถาก ตน้ ไมท้ ถ่ี กู ตดั กง่ิ กา้ นเหลอื เพยี งล�ำ ตน้ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ ทอ่ นซงุ
สรา้ งใหเ้ กดิ เรือ วิธกี ารนี้มมี าตั้งแต่โบราณ เปน็ เพราะประเทศไทยมสี ภาพภูมิประเทศเปน็ ปา่ มีต้นไม้ใหญม่ ากมาย
จงึ มกี ารน�ำ ไมม้ าท�ำ เรอื กนั อยา่ งแพรห่ ลาย ใชไ้ ดต้ ลอดทว่ั ไป ทง้ั ในคคู ลองและตามแกง่ ทม่ี โี ขดหนิ เรอื จะครดู ไปตาม
พื้นหินก็ไม่แตกง่าย เพราะท้องเรือหนา ส่วนใหญ่แล้ว เรือขุดมักจะเป็นเรือที่ต้องการให้มีขนาดใหญ่และยาว
ไม้ท่ีใช้ทำ�เรือขุดส่วนมากจะเป็นไม้ตะเคียน ไม้เต็งรัง ซึ่งเป็นไม้เน้ือแข็ง เหนียว ทนทานมีอายุใช้งานได้หลายปี
แตถ่ ้าไม้ยางกไ็ ม่ทน
เรือต่อ เป็นเรือที่พัฒนามาจากเรือขุด เร่ืองรูปแบบและวิธีการทำ�นั้นจะแตกต่างกัน แต่วัสดุยังคงใช้ไม้
เป็นสำ�คัญเรือต่อเป็นการนำ�ไม้ท่อนนำ�มาทำ�ให้เป็นแผ่นกระดานและมาต่อประกอบกันเป็นรูปเรือข้ึนส่วนประกอบ
ของเรอื ตอ่ จะมี กระดาน กระดูกงู ซ่ึงใช้ไม้หนากว่าแผ่นกระดานทมี่ าตอ่ เป็นตัวเรือ
จากความสำ�คัญของเรือท่ีเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของคนท่ีมีผู้ใช้ชีวิตริมนํ้า ทำ�ให้เรือมีการพัฒนา
รปู แบบและปรบั ปรงุ อยา่ งรวดเรว็ จากแรกทเ่ี ราใชเ้ รอื ขดุ เผอ่ื มปี ระโยชนใ์ ชส้ อยแคก่ ารด�ำ เนนิ วถิ ชี วี ติ และไดพ้ ฒั นา
มาเปน็ เรอื ตอ่ ทส่ี ามารถใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งมากมาย ท�ำ ใหเ้ รอื ขดุ และเรอื ตอ่ สามารถแบง่ ชนดิ ออกไดห้ ลายประเภท
มีลักษณะท่ีสามารถใช้ประโยชน์แตกต่างกันไป มีทั้งเรือที่ใช้บรรทุกสินค้า และกลายเป็นส่วนหน่ึงของวิถีชีวิต
ชาวบา้ น ท�ำ ให้ความนิยมในเรืออยคู่ กู่ ับสงั คมไทยอย่างแยกไมอ่ อก

30

สภาพการณ์ในสมัยสมเด็จจอมพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกส่งต่อยังสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท้ังปัจจัย
ภายในและภายนอก รวมถึงประเด็นสำ�คัญคือการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ล้วนนำ�ไปสู่การปฏิรูปประเทศ
ในดา้ นตา่ ง ๆ เพอ่ื น�ำ ความอารยะมาสสู่ ยามตามทศั นะและวธิ กี ารของผนู้ ำ � ตลอดรชั สมยั ของสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว จึงปรากฏการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในหลายด้านแต่สำ�หรับการปฏิรูปที่ส่งผลโดยตรงต่อเรือน้ัน
พบในการสร้างถนน7 การสร้างเส้นทางรถไฟ8 เป็นสำ�คัญ ซึ่งในการต่อมาการสร้างเข่ือน และประตูระบายน้ํา
ก็เปน็ สง่ิ ท่ลี ดทอนบทบาทของเรือไปจากสังคมไทยอีกเชน่ กัน
จากภาพที่สามารถบ่งบอกสภาพสังคมไทยในอดีต อย่างแทบไม่ต้องอธิบายเลยว่า ความเป็นอยู่ของคน
ในอดีตน้ัน ล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิตผูกติดกับแม่น้ําลำ�คลอง ใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง แต่คร้ังเมื่อกาล
เวลาเปล่ียนไป บริบททางสังคมมีการเปลี่ยนแปลง สังคมเร่ิมเข้าสู่ยุคท่ีมีความทันสมัยมากขึ้น อิทธิพลจากยุคล่า
อาณานิคมของชาติตะวันตก มีผลให้ไทยเร่ิมพัฒนาปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยโดยรับอิทธิพลจากประเทศตะวัน
ตกเป็นสำ�คัญ การพัฒนาประเทศได้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนมาถึงในสมัยของ
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสมือนการสานต่อการพัฒนาและปรับปรุงประเทศ ซึ่งปรากฏในการปฏิรูป
ประเทศอย่างรอบด้าน ปัจจัยสำ�คัญสำ�หรับการพัฒนาประเทศจำ�เป็นต้องอาศัยเส้นทางคมนาคมท่ีสะดวก
จากอดีตท่ีใช้การคมนาคมทางน้ํา โดยมีเรือเป็นพาหนะจึงถูกมองว่าไม่สามารถตอบรับการขนส่ง หรือการสื่อสาร
ทต่ี อ้ งการความรวดเรว็ มากขน้ึ ประกอบกบั ความตอ้ งการของชาวตา่ งชาตทิ เ่ี รม่ิ เดนิ ทางเขา้ มาในไทย ณ ชว่ งเวลานน้ั
ได้เรียกร้องให้รัฐมีการพัฒนาระบบคมนาคมให้สอดคล้องกับตะวันตก สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงริเร่ิมท่ีจะ
สรา้ งถนน เพอ่ื ใชใ้ นการคมนาคมภายในประเทศ
เรือน้ันลดบทบาทแต่ยังไม่เห็นชัดมาก เพราะบางพื้นท่ีที่รถไฟเข้าไม่ถึงเรือยังคงเป็นพาหนะหลัก และใน
ชุมชนริมฝั่งคลองยังใช้แม่น้ําคูคลองเป็นเส้นทางการดำ�รงชีวิตอยู่ดังเดิม แต่สาเหตุอย่างทำ�ให้เรือนั้นลดบทบาทลง
ท่เี หน็ ได้ชัดคือการสรา้ งระบบชลประทาน กรณกี ารสร้างเข่อื นและประตูระบายนํ้า
สังคมไทยมีภูมิประเทศที่มีแม่นํ้าไหลผ่านทั่วท้ังประเทศ ในบริเวณภาคกลางซ่ึงเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ํา
สายหลักไหลที่ผ่าน คือ แม่น้ําเจ้าพระยา และแม่นํ้าคูคลองอีกเป็นจำ�นวนมาก ในช่วงเวลาฤดูนํ้าหลากหรือช่วง
ฤดฝู นนน้ั จะทำ�ใหม้ ปี ริมาณนาํ้ จำ�นวนมากท่วมยังชุมชนต่าง ๆ ทไ่ี มม่ กี ารก้นั ตลง่ิ

7 “ถนนเจริญกรุง” นับเป็นถนนเส้นแรกของประเทศไทย เป็นถนนรุ่นแรกที่ใช้เทคนิคการสร้างแบบตะวันตกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.
2404 ตรงกับสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อสร้างถนนเจริญกรุงเสร็จใหม่ ๆ นั้น ยังไม่ได้พระราชทานนาม จึงเรียกกันทั่วไปว่า
ถนนใหม่ ต่อมา พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ โปรดเกลา้ พระราชทานนามถนนวา่ ถนนเจรญิ กรงุ ในปี พ.ศ. 2407 ซ่ึงมคี วามหมายถึง
ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง.ประวัติสถานที่ ถนนเจริญกรุง ถนนบำ�รุงเมือง ถนนเฟื่องนคร [ออนไลน์].แหล่งที่มา: http://www.thaigood-
view.com/node สบื คน้ เม่อื วนั ท่ี 26 สงิ หาคม 2559.
8 เ ม่อื พ.ศ.2430หลงั จากการส�ำ รวจพนื้ ทตี่ ามประกาศเซอรเ์ วทางรถไฟพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั กไ็ ดม้ พี ระบรมราชโองการประกาศ
สร้างทางรถไฟสยามสายอีสานขนึ้ เป็นครั้งแรกในไทย โดยเริม่ จากกรงุ เทพ ถึงนครราชสมี า เมอ่ื วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2433.ประวตั ิรถไฟไทย กรุงเทพฯ
[ออนไลน์].แหล่งทมี่ า: http://allknowledges.tripod.com/railway.html สืบคน้ เม่ือวันท่ี 20 มถิ นุ ายน 2559.

31

ทำ�ให้จำ�เป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม จึงนำ�มาสู่การสร้างระบบชลประทาน สร้างเข่ือนขนาดใหญ่ที่สามารถ
ชะลอและเกบ็ กักน้าํ ให้มปี รมิ าณพอดกี บั การใชส้ อยของสงั คมไทย9
การสรา้ งเข่ือนทำ�ใหร้ ะบบการกกั เก็บน้ํามีประสิทธภิ าพมากข้ึน นํ้าใชไ้ ดเ้ กอื บทกุ ฤดูและสามารถควบคมุ ได้
แต่เข่ือนจะเป็นส่ิงก่อสร้างขนาดใหญ่ท่ีจะอยู่บริเวณแม่น้ําสายหลักหรือบริเวณอ่างเก็บนํ้า ทำ�ให้ต้องมีการสร้าง
ประตูระบายน้ําที่ไว้คอยจัดสรรปันส่วนน้ําบริเวณแม่นํ้าขนาดเล็ก คลอง บึง หรือแหล่งนํ้าอ่ืน ใช้ในการอุปโภค
บรโิ ภคของคนในชุมชนนน้ั ๆ สิง่ นีเ้ ป็นปัจจัยที่ท�ำ ให้เรอื ทแ่ี ลน่ ไปมาระหวา่ งชุมชนระหวา่ งคลอง ระหวา่ งแหลง่ นา้ํ
ตา่ ง ๆ นน้ั ลดหายไปเพราะวา่ การมปี ระตรู ะบายนา้ํ นน้ั เรอื จะไมส่ ามารถแลน่ ผา่ นไปไดจ้ งึ เปน็ การตดั ระยะของเรอื
จะเหลือแตเ่ พียงเรอื ทคี่ นในชมุ ชนใช้ทำ�มาหากนิ ในบริเวณน้ัน ๆ ถา้ จะต้องการผ่านแหลง่ นาํ้ อื่นทม่ี ีประตรู ะบายน้าํ
ปิดกั้นอยู่ จะต้องยกและขนขึ้นทางบกเพ่ือย้ายแหล่งน้ําใหม่ เรือท่ีถูกสร้างเพ่ือใช้ในการประกอบอาชีพของคน
ในบริเวณชุมชนเร่ิมลดน้อยลงเน่ืองจากมีประตูระบายนํ้าทำ�ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มอาชีพและผู้มีวิถีชีวิต
เก่ยี วข้องกบั เรอื
ยุคสมัยของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เมื่อมีส่ิงใหม่ ส่ิงเก่าก็ค่อย ๆ ลดหายไปเหมือนเช่น
ความทันสมัย ความสะดวกสบาย วิทยาการท่ีก้าวหน้า เข้ามาอยู่ในวงจรของชีวิต การใช้ชีวิตของคนในอดีตถูก
ปรับเปล่ียนเพ่ือให้สามารถ มีวิถีชีวิตตามยุคสมัยได้ จากอดีตที่การใช้วิถีชีวิตของคนในสังคมน้ัน เป็นวิถีชีวิตท่ี
เรยี บง่ายไมเ่ รง่ รีบ เปรียบเสมือนเรือทคี่ อ่ ย ๆ ไหลไปตามสายน้ําอย่างช้า ๆ แบบมคี วามสุขพอกาลเวลาเปล่ียนไป
สังคมก็เริ่มเข้าสู่ยุคที่มีการแข่งขัน มีการใช้ชีวิตเพ่ือหวังผลกำ�ไรมีความเร่งรีบ จึงเปรียบเสมือนรถยนต์ท่ีแล่นไว
และไมป่ ลอดภัย เราจึงเห็นข้อแตกต่างระหว่างวถิ ีชีวิตในอดตี กับวถิ ีชวี ติ ของคนในปัจจุบัน ซง่ึ ข้อความทกี่ ล่าวมา
ข้างต้นน้ัน จะเป็นการอธิบายถึงการปรับตัวของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคม รวมไปถึงเรือที่ต้องปรับตัวตามกาลเวลา
และสามารถใช้เรือเป็นตัวบอกถงึ สภาพสงั คมในแต่ละยุคสมยั ไดอ้ ย่างดี
ในประเด็นการปรับตัวของเรือในสังคมไทยผู้เขียนต้องการให้เห็นข้อมูลท่ีเป็นปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3
ประเภทดังนี้
1) เรือที่ใช้ในชีวิตประจำ�วัน จะเป็นการอธิบายถึงเรือที่ในอดีตเป็นพาหนะหลักในการใช้ชีวิตประจำ�วัน
ของคน แตพ่ อกาลเวลาเปลย่ี นไปทำ�ใหเ้ รือ ท่ใี ช้ในชวี ิตประจำ�วันถกู ลดบทบาทท่ลี ง
2) เรือพาณิชย์ เป็นการอธิบายถึงประเภทของเรือสินค้าในอดีตที่ทำ�การค้าขายในบริเวณแม่น้ําลำ�คลอง
พอบริบทของสังคมเปล่ียนแปลงทำ�ให้เรือถูกลดบทบาทลงการขนส่งสินค้าทางเรือก็จะถูกลดลงไปด้วย จากเรือ
สินค้าในอดีตกลับกลายมาเป็นเรือท่ีใช้ข้ามฟากบริเวณฝ่ังแม่น้ํา เรือที่ใช้สำ�หรับท่องเที่ยว ในสถานท่ีท่องเท่ียวติด
รมิ เเม่นา้ํ เพราะถูกเข่อื นและประตูระบายนํา้ ตดั ระยะการเดนิ ทางของเรือจ�ำ พวกนี้ และปัจจัยสดุ ท้าย

9 เพอื่ ใหภ้ าพท่ีเปน็ ปจั จุบนั ผู้วจิ ยั จงึ เก็บขอ้ มูลโดยคน้ ควา้ จากบรษิ ัท เรอื ดว่ นเจ้าพระยา จ�ำ กัด. [ออนไลน์] แหลง่ ทม่ี า. http://www.chaophray-
aex-pressboat.com/th/home/ สบื ค้นเม่อื วันท่ี 13 มกราคม พ.ศ.2560.

32

3) เรือในพิธีกรรม ท่ีถูกหยิบยกนำ�มาเสนอภายในงานวิจัยเพื่อสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธ์ิของ
คนในสังคมที่มีมาตั้งอดีตจนปัจจุบันยังไม่สามารถลบเลือนออกไปได้จากสังคม เรือ ทั้ง 3 ประเภทนี่จะใช้อธิบาย
การปรับตัวของเรือในสังคมไทย10
เรอื จากพาหนะหลกั ส�ำ คญั ในการด�ำ รงชวี ติ ของคน ซง่ึ อาศยั การตง้ั ทอ่ี ยอู่ าศยั ใกลร้ มิ นา้ํ หรอื แหลง่ นา้ํ ตา่ ง ๆ
ทำ�ให้เรือคงเป็นปัจจัยหลักในการดำ�เนินชีวิตของคนในอดีต ประกอบกับความเชื่อของคนท่ีมีติดตัวมายาวนาน
ถูกหยิบยกเข้าไปถูกพันกับเรือ ทำ�ให้เรือมาเป็นพาหนะในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของพระมหากษัตริย์
แม้เรือจะถูกลดบทบาทในการดำ�รงชีพหรือการประกอบอาชีพของคนในสังคม แต่เรือคงยังอยู่ในสังคมได้อย่าง
มคี วามส�ำ คญั เรอื มกี ารปรบั ตวั ไปตามบรบิ ทของสงั คมในแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั และเรอื เปน็ ตวั สะทอ้ นสภาพสงั คมไทย
ได้เป็นอย่างดี ในสังคมมีผลให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ สายน้ําถูกแทนท่ีด้วยถนน เรือถูกแทนที่ด้วยรถยนต์
รถไฟ แตน่ นั่ ก็ไม่อาจทำ�ใหเ้ รือหมดบทบาทไปจากสงั คมไทยได้
การปรับบทบาทของเรือให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคม จึงปรากฏผ่านรูปแบบของเรือที่ใช้ในชีวิต
ประจำ�วัน เรือพาณิชย์ และเรือในพิธีกรรม ชุมชนริมนํ้าฝั่งคลองยังมีความนิยมในเรือ เน่ืองจากบางชุมชนยังไม่มี
ถนนหรอื เส้นทางรถไฟผ่าน การเลี้ยงชพี โดยมีสายนาํ้ จึงยังคงปรากฏใหเ้ หน็ อยโู่ ดยมเี รือเปน็ พาหนะในการเลีย้ งชีพ
หรือสัญจรภายในชุมชน ในส่วนของเรือพาณิชย์สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวคร้ังสำ�คัญในธุรกิจการให้บริการใน
รปู แบบของเรอื ขา้ มฟาก เรือส�ำ ราญรวมถงึ เรือลอ่ งแม่น้ําและประการส�ำ คญั คอื เรือในพระราชพธิ ี คอื ส่ิงส�ำ คัญท่ี
สะทอ้ นใหเ้ ห็นว่าความผูกพันระหวา่ งเรอื กับสงั คมไทย เป็นส่งิ ที่ไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้ความเชื่อได้รอ้ ยเรยี ง
เรอื กบั สงั คมไทยอกี ครง้ั การรบั ใชส้ ถาบนั ในรปู แบบของ กระบวนเรอื พยหุ ยาตราทางชลมารค ไดท้ �ำ ใหเ้ รอื กลายเปน็
สัญลกั ษณส์ ำ�คัญของสังคมไทยทีแ่ มจ้ ะไม่ไดร้ บั ความนิยมดงั เชน่ อดีตหากแตก่ ไ็ มไ่ ด้เลือนหายไป

บรรณานุกรม
เอกสารช้นั ต้น
ส�ำ นกั หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ (4)ศธ 2.2.1/18 เอกสารกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เรอ่ื ง ขอยมื เรอื พระทน่ี ง่ั สพุ รรณหงษ์
และเครอ่ื งตกแตง่ เรอื .

10 เพื่อใหภ้ าพที่เปน็ ปัจจบุ นั ผู้วิจยั จึงเกบ็ ข้อมูลโดยค้นคว้าจากบรษิ ทั เรอื ดว่ นเจ้าพระยา จ�ำ กดั .[ออนไลน์]แหล่งท่มี า. http://www.chaophrayae-
xpressboat.com/th/home/ สืบคน้ เมอ่ื วันท่ี 13 มกราคม พ.ศ.2560.

33

หนังสือ
สเุ มธ ชุมสาย ณ อยธุ ยา. (2529). นาํ้ บอ่ เกิดแห่งวัฒนธรรมไทย. กรงุ เทพ: วัฒนาพานิช.
ราชาวด งามสง่า. (2535). เรอื ไทยสมัยโบราณ. กรุงเทพ : ต้นอ้อ.
สุจิตต์ วงเทศ. (2539). เรอื พระราชพธิ เี ห่เรอื มาจากไหน. กรุงเทพ : พับลิชชงิ .
บาทหลวง เดอ ชวั ซีย์, แปลโดย สนั ต์ ท. โกมลบุตร. (2550). จดหมายเหตุรายวันการเดนิ ทางสปู่ ระเทศสยามในปี
ค.ศ. 1685 และ1686 กรงุ เทพ : ศรปี ญั ญา.
ภูธร ภมู ะธน. (2533). เรือในภาคกลาง. ลพบรุ ี : ศนู ยว์ ฒั นธรรมจังหวัดลพบุรี.
สมบตั ิ พลายน้อย. (2543). ชีวิตตามล�ำ คลอง. กรงุ เทพฯ : ต้นออ้ .
______________. (2543). รถไฟไทย. กรุงเทพ : นํ้าฝน.
______________. (2537). เกิดในเรือ. กรงุ เทพ : ตน้ ออ้ .
______________. (2538). เรอื พระราชพธิ ี กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค. กรงุ เทพ: ดอกหญา้
ประมวยมารค. (2553). ประวตั สิ นุ ทรภ.ู่ กรุงเทพ : คำ�.
รน่ื ฤทยั สจั จพนั ธ.์ุ (2556). กาพยเ์ หเ่ รอื จากสมยั อยธุ ยาถงึ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช.
กรุงเทพ : แสงดาว.
กรมศิลปากร. (2538). เรอื พระราชพิธ.ี กรงุ เทพ : กรมศิลปกร.
ชยั อนันต์ สมุทวณชิ . (2325). การเมอื ง - การเปล่ยี นแปลงทางการเมืองไทย (พ.ศ. 1893 - 2475).กรงุ เทพ : สมาคม
สังคมศาสตร์แหง่ ประเทศไทย.
ทวี วัดงาม. (2540). ถนนเกา่ ในเมอื งกรงุ . กรงุ เทพฯ : ตน้ ออ้ แกรมม.ี่
สญั ญลกั ษณ์ เทียมถนอม. (2539). ปิดเบอื้ งลึกชวี ิต เทพบุตรอุตสาหกรรมประกอบรถยนตไ์ ทย.
กรุงเทพฯ : มติ ใิ หม่.
คณาจารย์ภาควิชาวศิ วกกรมชลประทาน. (2546). การวางแผนและออกแบบระบบสง่ นา้ํ ชลประทาน.
กรงุ เทพ : วิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
วทิ ยานิพนธ์
พนมบตุ ร จนั ทรโชต.ิ การคมนาคมทางนา้ํ กบั พฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมสมยั รตั นโกสนิ ทร์ (รชั กาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลท่ี 4).
พิมพ์อุมา โตสินธพ. คลองเชื่อมกับพัฒนาการของชุมชนในกลุ่มแม่นํ้าบางปะกงระหว่าง พ.ศ. 2420 - 2500
เปน็ การอธิบายถงึ การคลองในลุ่มแมน่ ้ําบางปะกง.

34

เอกสารออนไลน์
ประวตั ิสถานท่ี ถนนเจรญิ กรุง ถนนบ�ำ รุงเมือง ถนนเฟอื่ งนคร [ออนไลน]์ .แหล่งทมี่ า: http://www.thaigood
view.com/node สบื ค้นเมือ่ วันท่ี 26 สงิ หาคม 2559.
ประวัตริ ถไฟไทย กรุงเทพฯ [ออนไลน]์ .แหล่งท่ีมา: http://allknowledges.tripod.com/railway.html สบื ค้น
เม่ือวนั ที่ 20 มิถุนายน 2559.
บรษิ ทั เรอื ดว่ นเจา้ พระยา จ�ำ กดั .[ออนไลน]์ แหลง่ ทม่ี า. http://www.chaophrayaexpressboat.com/th/home/
สืบค้นเมอ่ื วนั ท่ี 13 มกราคม พ.ศ.2560.
10 ลอ่ งเรอื บนแมน่ ้าํ เจา้ พระยา.[ออนไลน]์ แหล่งทมี่ า : http://www.chillpainai.com/scoop/5084/ สืบค้น
เมอื่ วันท่ี 14 มกราคม พ.ศ.2560.
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (4 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2554). “150 ปถี นนเจรญิ กรุง ถนนสายแรกที่มีรัก”. Life Style :
Society. bangkokbiznews. สบื ค้นเมอ่ื 28 ธนั วามคม พ.ศ. 2559.

35

การปรบั ตัวของสถาบนั สงฆ์ไทย พ.ศ. 2367-2464

ธรี พร พรหมมาศ
ณัฐกติ ต์ิ สขุ ส�ำ ราญ
บทนำ�
“สถาบนั สงฆ”์ 1 เปน็ องค์กรท่ขี บั เคลอ่ื นสถาบันพุทธศาสนาใหเ้ ป็นไปตามกลไกของสังคม ท�ำ หนา้ ทเ่ี ผยแพร่
แนวคิดทางพุทธศาสนาใหก้ ับประชาชน ให้อยู่ในกรอบของศลี ธรรม จึงเห็นว่า กรอบความคดิ นจ้ี ะเก่ยี วโยงไปกบั
การเป็นพลเมืองท่ีดีของรัฐ และเมื่อรัฐมีสถาบันพุทธศาสนาเป็นเสมือนคัมภีร์สำ�คัญในการปกครอง จึงต้องอาศัย
ผู้ท่ีเข้าถึงคัมภีร์อย่างสถาบันสงฆ์มาเป็นตัวขับเคลื่อน สถาบันสงฆ์จึงมีบทบาทต่อสังคม ทั้งนี้เม่ือสภาพสังคม
เปล่ียนแปลง สถาบันสงฆ์จึงเกิดการปรับตัวเพ่ือให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการ
ปรบั ตวั ของสถาบันสงฆ์ใน 3 ช่วงเวลา ดังนี้
ชว่ งแรก สถาบนั สงฆเ์ กดิ ขน้ึ ในสมยั สโุ ขทยั สมยั ลา้ นนา สมยั อยธุ ยามาจนถงึ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ในการนี้สถาบันสงฆ์มีรูปแบบการปกครองเริ่มจากพุทธศาสนาใน
สมยั สุโขทัย2 เห็นจากหลกั ฐานศิลาจารกึ หลักท่ี 1 ปรากฏชดั วา่ พทุ ธศาสนานกิ ายลังกาวงศ์แพร่เขา้ มาสอู่ าณาจกั ร
สุโขทัยต้ังแต่สมัยพ่อขุนรามคำ�แหง ดังความว่า “พ่อขุนรามคำ�แหงกระทำ�โอยทานมหาสังฆราชปราชญ์เรียนจบ
พระไตรปฎิ ก หวั กก๊ กวา่ ปคู่ รใู นเมอื งทกุ คนลกุ ขน้ึ แตเ่ มอื งนครศรธี รรมราชมา”3 และหลกั ฐานจาก ต�ำ นานมลู ศาสนา4
ของล้านนาท่แี สดงถงึ ความขดั แย้งของสถาบนั สงฆ์ในสมัยสโุ ขทัย ลา้ นนา และในอยธุ ยา
“ลกั ษณะการปกครองคณะสงฆส์ โุ ขทัยแบง่ ออกเป็น 2 คณะไดแ้ ก่ คันถธุระ (ฝา่ ยขวา) คือ
พระสงฆน์ กิ ายเดมิ ทมี่ อี ยูใ่ นเมอื งสโุ ขทัยกอ่ นแล้วจัดเปน็ ฝ่ายคามวาสี และวิปัสสนาธุระ (ฝ่ายซ้าย)
คือ พระสงฆ์ที่นิยมอยตู่ ามปา่ อนั เปน็ ทส่ี งดั เปน็ ปกตจิ ัดเปน็ ฝา่ ยอรญั วาสี ตอ่ มาเกิดการเปล่ยี นแปร
ข้ึนในสมัยอยุธยา กล่าวคือ คณะสงฆ์นิยมไปบวชแปลงท่ีลังกาแล้วกลับมาเผยแพร่ในอาณาจักร
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถคณะสงฆ์จึงแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ (1) คณะคามวาสีซ้าย
(เปน็ พระสงฆเ์ ดมิ ) (2) คณะอรัญวาสี และ (3) คณะคามวาสขี วา (เปน็ พระสงฆ์คณะวดั ปา่ แก้ว)”5

1 สถาบนั สงฆไ์ ทย หมายถึง องคก์ รหรอื กลุม่ ของพระภกิ ษุสงฆแ์ ละสามเณรที่นบั ถอื พทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทท่ไี ดร้ ับการบรรพชาอุปสมบทจากพระ
อุปชั ฌายแ์ ละจำ�วดั อยใู่ นประเทศไทย ดเู ชงิ อรรถใน วนั ชัย ปกั ษีเลิศ, การปรับตัวของสถาบนั สงฆไ์ ทย พ.ศ. 2464-2544, (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษร
ศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าประวัตศิ าสตร์เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2546), หนา้ 2.
2 สุภาพรรณ ณ บางชา้ ง, พทุ ธศาสนาในสมัยสุโขทยั , (วทิ ยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวชิ าภาษาตะวนั ออก บัณฑิตวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , 2518).
3 สมเด็จฯ กรมพระยาด�ำ รงราชนภุ าพ, ต�ำ นานพระพทุ ธเจดีย,์ (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2517), หน้า 135-136.
4ประเสริฐ ณ นคร, และปวงคำ� ตุ้ยเขียว, ตำ�นานมูลศาสนา เชียงใหม่ เชียงตุง, (กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมาร,ี 2537)
5 เฉลมิ จันปฐมพงศ์, และคณะ, ประวตั ิศาสตรส์ งั คมไทย, (นนทบุรี : เสถียรไทย, 2520), หนา้ 173-175.

36

รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ดังกล่าวได้ใช้มาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แต่ได้มีการปรับเปล่ียนข้อบังคับ
พระสงฆข์ น้ึ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก (รชั กาลท่ี 1) ถอื เปน็ การปรบั ตวั ครง้ั แรกของสถาบนั สงฆ์
ในสมัยรตั นโกสนิ ทร์ โดยพระองคท์ รงชำ�ระกฎหมายตราสามดวง ตลอดจนตรา “กฎพระสงฆ์” ข้ึนใช้ อาจกลา่ ว
ได้ว่ากฎพระสงฆ์เป็นเอกสารฉบับแรกท่ีมีลักษณะเป็นกฎหมายพระสงฆ์อย่างแท้จริง6 ซึ่งกฎพระสงฆ์ฉบับนี้จะใช้
ควบคู่ไปกับรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และจะใช้เรื่อยมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จนสิ้นสุดลงเมื่อรัชกาลที่ 5 ออกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์
ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ขนึ้ มาใช้ปกครอง
ช่วงที่ 2 การปรับตัวของสถาบันสงฆเ์ กิดขน้ึ ในช่วงรชั กาลที่ 3 ข้นึ ครองราชย์ ซง่ึ เปน็ เวลาเดยี วกับสมเด็จ
พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎผนวชเป็นพระภิกษุได้รับฉายาว่า “พระวชิรญาณภิกขุ” ทรงเป็นชนช้ันนำ�ในสังคม
หัวก้าวหน้าประกอบกับการเข้ามาของมิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนท์จากอเมริกา ที่เข้ามาตั้งหมอสอนศาสนาข้ึน
เป็นพวกแรกมีด้วยกัน 3 คณะ คือ คณะแบพทิสท์ คณะเพรสไบเทอเรี่ยน และสมาคมสอนศาสนาอเมริกา
โดยมชิ ชนั นารีเหล่านีจ้ ัดต้งั โรงเรียนสอนหนงั สือ แปลพระคมั ภีรไ์ บเบลิ และสอนเป็นภาษาไทย ทง้ั ยงั รักษาโรคด้วย
วทิ ยาการสมยั ใหม่ 8 และประจวบกับการลา่ อาณานคิ มของตะวันตก จงึ เป็นปัจจยั เสริมทีท่ ำ�ใหส้ ถาบนั สงฆ์เกิดการ
ปรับตวั ท้ังนม้ี ขี อ้ สังเกตว่า ปัจจัยทท่ี ำ�ให้สงฆ์เกิดการปรบั ตัวมาจาก 2 สาเหตุ ซึง่ สาเหตแุ รก มาจากปจั จยั ภายนอก
คือ การเข้ามาของตะวันตกทง้ั การลัทธิลา่ อาณานิคม และการเผยแผ่ครสิ ต์ศาสนา สว่ นสาเหตทุ ส่ี อง มาจากปจั จัย
ภายใน คือ การเกดิ ชนชัน้ นำ�ในสงั คมหวั ก้าวหน้า อยา่ งเช่น พระวชริ ญาณภิกขุ เจ้าฟา้ จฑุ ามณี และดิศ บุญนาค
เปน็ ตน้ ประกอบกับการปราบเจา้ อนุวงศ์ในลา้ นช้างใน พ.ศ. 2369 ที่มสี าเหตุ 3 ประการ คือ
“ประการแรก การสง่ ขา้ หลวงจากรงุ เทพฯ ออกมาสกั เลขเพอ่ื ประโยชนใ์ นการเรยี กเกบ็ สว่ ย
บรรณาการ ประการท่ีสอง การจดั การปกครองอย่างใกล้ชิด ภายหลงั การปราบเจา้ อนวุ งศ์ใน พ.ศ.
2368 ประการสุดทา้ ย การท่ีราชสำ�นกั กรุงเทพฯตอ้ งทำ�สงครามกบั ญวนตลอดรัชกาลที่ 3 ทำ�ให้มี
การเกณฑ์ไพร่จากหัวเมืองอีสานเพ่ือทำ�สงคราม เหตุนี้จึงนำ�มาสู่การเดินทางเข้าไปศึกษาพระ
ปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ ท้ังสำ�นักวัดมหานิกายและธรรมยุติและเมื่อศึกษาแก่สมควรก็จะกลับหัว
เมอื งอีสาน พรอ้ มทั้งนำ�แบบแผนทไ่ี ด้รับการศกึ ษามาเผยแผ่”9

6ชาญณรงค์ บญุ หนุน, “กฎพระสงฆใ์ นกฎหมายตราสามดวง.” ใน วนิ ยั พงศ์ศรีเพยี ร, และวรี วัลย์ งามสันตกิ ุล (บรรณาธิการ), พระพุทธศาสนาและ
สถาบนั สงฆก์ บั สังคมไทย, (กรงุ เทพฯ : ส�ำ นกั งานกองทุนสนับสนนุ การวิจยั , 2549), หน้า 10.
7 ปิยะฉตั ร ปติ ะรววณ, “สภาพสังคมไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ ง พ.ศ. 2395-2398.” ใน ณรงค์ พวงพิศ, และพลศักดิ์ จริ ไกรศริ ิ (บรรณาธิการ),
สงั คมไทยใน 200 ป,ี (กรุงเทพฯ : สังคมศาสตรแ์ หง่ ประเทศไทย, 2526), หน้า 60
8 เวอลเตอร์ เอฟ. เวลลา, แผน่ ดนิ พระนั่งเกลา้ ฯ, แปลโดย นจิ ทองโสภติ , (กรงุ เทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2514), หนา้ 67 - 68.
9 กิติรัตน์ สหี บณั ฑ,์ การรวมคณะสงฆ์อสี านเขา้ กบั คณะสงฆไ์ ทย พ.ศ. 2434-พ.ศ. 2468, (วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2533), หน้า 24.

37

อีกอย่างรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมวัดต่าง ๆ ในพระนครตั้งขึ้นเป็นคณะหนึ่งต่างหาก
เรียกว่า “คณะกลาง” ทรงต้ังให้กรมหมื่นนุชิตชิโนรส มีสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรองและตั้งเป็นเจ้าคณะกลางดูแล
ทงั้ 61 วัด ทง้ั ในสมยั น้ียงั ได้แบ่งคณะสงฆอ์ อกเปน็ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายธรรมยุตกิ นกิ าย และมหานกิ าย ซึง่ ธรรมยตุ ิ
กนกิ ายไดถ้ ูกสถาปนาโดยพระวชิรญาณภิกขุ ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2372 ท่วี ัดสมอราย และทรงยา้ ยมาเป็น
เจา้ อาวาสอย่ทู ีว่ ดั บวรนเิ วศวิหาร ถึง พ.ศ. 2394
ต่อมาเม่ือรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ พระองค์ออกประกาศประจำ�รัชกาลข้ึน และมีประกาศฉบับที่ 33
ประกาศพระสงฆ์ที่จะสึกมารบั ราชการ พ.ศ. 2397 ความว่า
“...พวกชาววัดน้ันควรจะเป็นขุนนางได้แต่ในกรมลูกขุน กรมอาลักษณ์ กรรมธรรมการ
กรมราชบณั ฑติ กรรม สงั ฆการเี ทา่ นน้ั ซง่ึ ชาววดั ทม่ี ใิ ชบ่ ตุ รมชี าตติ ระกลู คดิ เสอื กสมไปในกรมอน่ื ๆ
นอกจาก 5 กรมนี้แลว้ ไมไ่ ด้เลยอันขาด...”11
ขอ้ ความนส้ี งั เกตวา่ พระสงฆพ์ ยายามน�ำ ตวั เขา้ หาขนุ นาฝา่ ยในคดิ ฝากเนอ้ื ฝากตวั เปน็ ขา้ ราชการในกระทรวง
ใหญ่ ๆ แตร่ ชั กาลท่ี 4 ทรงไมอ่ นญุ าตจงึ แสดงถงึ การปรบั ตวั ทางความคดิ ของพระสงฆใ์ นชว่ งนว้ี า่ มคี วามเปลย่ี นแปลง
คดิ อยากเป็นใหญใ่ นทางโลกย์
ช่วงสุดท้าย การต้งั มหาเถรสมาคมถงึ พ.ศ. 2464 กลา่ วคือ มหาเถรสมาคมได้รวมคณะสงฆ์ 4 คณะของ
ต้นรัตนโกสินทร์มาอยู่ในอำ�นาจเพียงองค์กรเดียว และถูกต้ังข้ึนให้เป็นที่ปรึกษาศาสนา และการปกครองบำ�รุง
สังฆมณฑลท่ัวไป ทั้งให้อำ�นาจสิทธิ์ขาดแก่มหาเถระสมาคมผู้ใดจะอุธรณ์หรือโต้แย้งมิได้12 ผลบังคับใช้น้ีจะมีใน
14 มณฑลตามที่รัชกาลที่ 5 เริ่มก่อตั้งขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2436 ถึง พ.ศ. 2449 กระนั้นการบังคับใช้ให้คณะสงฆ์
ขึ้นกับส่วนกลาง จึงทำ�ให้เกิดปฏิกิริยาการต่อต้านรัฐข้ึนใน พ.ศ. 2445 เหตุการณ์น้ีเรียกว่า “กบฏผู้มีบุญ”13
ซึ่งเกิดในหัวเมืองอีสานโดยอาศัยความเชื่อพระศรีอาริย์เข้ามาปลุกระดมเพื่อต่อต้านรัฐบาลท่ีกรุงเทพฯ ที่เป็นผล
สะทอ้ นไดด้ ีกบั ปฏริ ปู สถาบนั สงฆ์ และการตอ่ ต้านการปฏริ ูปสถาบนั สงฆย์ ังส่งผลต่อ “ครูบาศรวี ชิ ยั ”14 ในหัวเมอื ง
ทางเหนือ แม้กรุงเทพฯ จะเข้าปราบปรามแต่ก็ไม่สำ�เร็จจนครูบาศรีวิชัยมรณภาพเรื่องจึงยุติ ต่อมาการปกครอง
คณะสงฆ์ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พ.ศ. 2453 -
2464)
จากความส�ำ คัญในการปรบั ตวั ของสถาบันสงฆด์ ังกลา่ ว มปี ัจจัยมาจากสังคมไทยท่กี �ำ ลงั เปลีย่ นผา่ นสู่สงั คม
สมยั ใหม่ เพอ่ื รับการเขา้ มาของโลกตะวันตกท่ีแพรข่ ยายอทิ ธพิ ลทั้งทางความคิด ความเชอ่ื และวิทยาการสมยั ใหม่
เข้ามาในไทย ทำ�ให้ชนช้ันนำ�ในสังคมหัวก้าวหน้าแสดงบทบาทเป็นผู้นำ�ในการเรียนรู้ภาษาและเปิดโลกทัศน์ทาง
ความคิด

10 สุกัญญา ภทั ราชัย, “ปรมานชุ ิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณาเจ้า กรมพระ.” ใน สารานุกรมวฒั นธรรมไทย ภาคกลาง, (เลม่ 8), (กรงุ เทพฯ :
มลู นธิ ิสารานุกรรมวฒั นธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย,์ 2542), หนา้ 2542.รศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2546), หน้า 2.
11 ประชมุ ประกาศรชั กาลท่ี 4, ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ (บรรณาธกิ าร), (กรงุ เทพฯ : มลู นธิ โิ ครงการต�ำ ราสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร,์ 2547), หนา้ 43.
12 หจช, ร.5 ศ.16/2 เอกสารกระทรวงศกึ ษาธิการ เร่ือง รา่ งพระราชบัญญตั ิลักษณปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121.
13 พรเพ็ญ ฮนั่ ตระกลู , “บทนำ�.” ใน พรเพญ็ ฮน่ั ตระกูล, และอัจฉา กมุทพิสมยั (บรรณาธิการ), “ความเชอ่ื พระศรีอาริย์” และ “กบฏผู้มบี ญุ ”
ในสังคมไทย, (กรงุ เทพฯ : สร้างสรรค์, 2527), หนา้ 1-21.)
14 เนอ้ื อ่อน ขรวั ทองเขยี ว, เปดิ แผนยดึ ล้านนา, (กรุงเทพฯ : มตชิ น, 2559), หนา้ 154-163.

38

ดงั นน้ั บทความชน้ิ นจ้ี งึ เปน็ การน�ำ เสนอ 3 ประเดน็ คอื ประเดน็ แรก เปน็ ปจั จยั ภายในทม่ี าจากแนวความคดิ
ของชนช้ันนำ�ในสังคมหัวก้าวหน้า ประเด็นท่ีสอง เป็นปัจจัยภายนอกท่ีเกิดจากอิทธิพลของมิชชันนารีตะวันตก
ทสี่ ง่ ผลต่อการปรบั ตัวของสถาบันสงฆ์ และประเดน็ สดุ ท้าย เปน็ ผลจากการปรับตวั ของสถาบนั สงฆท์ ส่ี ง่ ผลกระทบ
ต่อสังคมไทย
แนวความคิดของชนช้นั นำ�ในสังคมหัวก้าวหน้า
ในยคุ ของการเปล่ยี นผา่ นจาก “สยามเก่า” สู่ “สยามใหม่” ไมอ่ าจมองข้ามแนวความคดิ ท่ีมพี ลังในสงั คม
ของชว่ งเวลานไ้ี ด้ กลมุ่ คนทม่ี พี ลงั ผลกั ดนั ใหส้ งั คมปรบั เปลย่ี นเหลา่ นส้ี ามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ยคุ ดว้ ยกนั คอื ยคุ แรก
เปน็ ชนช้ันนำ�หวั ก้าวหนา้ สมยั ต้นรตั นโกสนิ ทร์ ทป่ี ระกอบไปดว้ ย เจ้า ขนุ นาง ตลอดจนชาวจีนท่ีรํ่ารวยจากการคา้
และเจา้ ภาษนี ายอากร ซง่ึ กลมุ่ คนเหลา่ นน้ี ยิ มท�ำ การคา้ เปน็ “พอ่ คา้ ” เสยี สว่ นใหญ่ โดยมคี วามเชอ่ื มน่ั ในพทุ ธศาสนา
ความเชอ่ื ในเรอ่ื งความไมเ่ ทา่ เทยี มของมนษุ ย์ ความนยิ มในยศถาบรรดาศกั ด์ิ ฉะนน้ั ชนชน้ั น�ำ หวั กา้ วหนา้ “พอ่ คา้ ”
ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จึงนิยมประกอบธุรกิจด้วยการค้าต่างประเทศ15 เม่ือการค้าขยายตัวกว้างข้ึนทำ�ให้ตลาด
ตอ้ งการสินค้ามาข้ึน ส่วยที่สง่ ไปในกรงุ เทพฯ จงึ ไมเ่ พียงพอตอ่ ความตอ้ งการ จึงเกดิ ความคดิ ใหมท่ ่ีต้องจดั สรรหา
วตั ถดุ บิ เพิ่มเพื่อมาตอบสนองการค้าในกลมุ่ “พอ่ ค้า” ของตน
ความคิดใหม่น้ีเป็นความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลในเชิงประจักษ์ ทำ�ให้เกิดพลังศรัทธาในความสามารถ
ของมนุษย์ ความคิดเช่นน้ีสอดคล้องและวิวัฒนาการมาแต่สมัยรัชกาลท่ี 1 เรื่อยมาถึงรัชกาลท่ี 3 ด้วยคิดแบบ
มนุษยนยิ ม สจั นยิ ม และเหตผุ ลนยิ ม ตลอดจนความนิยมในทรพั ยศ์ ฤงคารท่ีเนน้ ค่าของคนทเี่ กิดในตระกูลรา่ํ รวย
เรอื่ งของชาตกิ ำ�เนิดและการมีกำ�ลังคนมาก16
ดังนน้ั จากการขยายตัวทางคา้ ในช่วงต้นรตั นโกสินทร์ทีม่ วี วิ ฒั นาการมาจากสังคม “พอ่ คา้ ” ในสมยั อยุธยา
เกิดการปรับตัวเขยิบฐานะทางสังคม โดยอาศัยระบบอุปถัมภ์จากถาบันกษัตริย์ เริ่มจากฝากเนื้อฝากตัวเข้าสังกัด
กรมกองเป็นไพร่รับใช้เจ้านาย ได้อาสามีบำ�เหน็จรางวลั เข้าเปน็ ทหารสรา้ งเครือญาติกบั ขนุ นางช้ันผู้ใหญ่ทสี่ ำ�คัญซึ่ง
สนิทใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ จึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งในการเป็นข้าราชการ17 และผันตัวเป็น “พ่อค้า” ขายของ
ใหก้ ับขุนนางดว้ ยกัน บางครั้งกใ็ ห้เจ้านาย ตลอดจนกษัตรยิ ์ และชาวตา่ งประเทศท่ีเข้าตดิ ตอ่ ค้าขายดว้ ย
ตอ่ มาแนวความคดิ ของชนชน้ั น�ำ หวั กา้ วหนา้ ในยคุ แรก ไดเ้ ปลย่ี นแปลงจากรนุ่ สรู่ นุ่ เกดิ ภาพจ�ำ ทางประวตั ศิ าสตร์
กลายเป็นภูมิปัญญาที่สร้าง “โลกทัศน์ใหม่” ในยุคนี้อันเห็นจากหนังสือ “ไตรโลกวินิจฉยกถา” ที่ถูกเขียนขึ้นใน
สมยั รชั กาลท่ี 1 โดยอาศยั หลกั คำ�สอนจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางศาสนาเล่มอนื่ ๆ มารวมใหเ้ ป็นเร่ืองรวมที่มี
เอกภาพประกอบขน้ึ เป็นจักรวาลวทิ ยา เน้นควบคู่กับ

15 พิพาดา ยังเจรญิ , และสวุ ดี ธนประสทิ ธ์พิ ฒั นา, การศกึ ษาและผลกระทบต่อสงั คมไทยสมัยตน้ รัตนโกสนิ ทร์ (พ.ศ. 2325-2394), (กรงุ เทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2529), หนา้ 23.
16 พิพาดา ยังเจรญิ , และสุวดี ธนประสทิ ธ์พิ ัฒนา, การศกึ ษาและผลกระทบตอ่ สังคมไทยสมยั ต้นรตั นโกสนิ ทร์ (พ.ศ. 2325-2394), หน้า 24.
17 ม.ร.ว. อคนิ รพพี ฒั น์, สงั คมไทยในสมัยตน้ รัตนโกสินทร:์ พ.ศ. 2325-2416, แปลโดย ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข, และพรรณี สรงุ บุญมี, (กรงุ เทพฯ
: พฆิ เณศ, 2518), หน้า 320-322.

39

ความสำ�คญั ของมนษุ ย์ การใช้เหตผุ ลและปัญญาในการพจิ ารณาความรู้ความจรงิ การนับถือพทุ ธศาสนาท่ี
หลกั พระธรรมไมใ่ ชต่ วั บคุ คล หรือพธิ ีกรรม ส่งิ เหล่านี้คอื ความคดิ และความเชือ่ ใน “โลกทศั น์ใหม่”18
เม่ือเป็นเช่นนี้บุคคลท่ีอยู่ในยุคแรกของชนช้ันนำ�หัวก้าวหน้าสมัยต้นรัตนโกสินทร์นอกจากรัชกาลท่ี 1
แล้วยังมีรัชกาลท่ี 3 ท่ีได้กล่าวถึงไว้บ้างแล้วช่วงของแนวความคิดทางพุทธศาสนา โดยอีกผู้หน่ึงที่น่าศึกษา คือ
สมเดจ็ ฯ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ซงึ่ ทรงเอกอใุ นด้านพระนพิ นธว์ รรณกรรมทางพุทธศาสนา ดา้ นประวัติศาสตร์
และด้านการปกครองสถาบันสงฆ์ในยุคปฏิรูปช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยงานท่ีโดดเด่นไม่อาจมองข้ามคืองาน
พระนิพนธพ์ ทุ ธประวัติของพระพุทธเจา้ ท่ชี อื่ ว่า พระปฐมสมโพธกิ ถา19
โดยนธิ ิ เอียวศรีวงศ์ ไดเ้ สนอวา่ สมเดจ็ ฯ กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส ทรงนพิ นธเ์ พิ่มเติมปรบั แตง่ เร่ือง แตค่ ง
เค้ารางเดิมซ่ึงมีเพียงแนวคิดของเรื่องที่ไม่เหมือนกับต้นฉบับที่มีอยู่เดิมจากสมัยรัชกาลที่ 1 ซ่ึงมุมมองของนิธิได้
แสดงไวต้ ่อพระปฐมสมโพธิกถา คือ
“พระปฐมสมโพธิกถา แตกต่างจากพุทธประวัติจำ�นวนมากที่เคยเขียนกันมาทั้งในลังกา
และสยามประเทศ พระปฐมสมโพธกิ ถา ไมต่ อ้ งการเน้นเร่ืองสง่ั สมบารมขี องพระโพธสิ ตั ว์จึงไม่เร่มิ
พทุ ธประวตั ทิ ่กี ารตงั้ ความปรารถนาพทุ ธภมู ขิ องพระโพธสิ ตั ว์ จรงิ อยพู่ ระปฐมสมโพธิกถา เร่ิมเร่ือง
อยา่ งยอ่ ๆ เกย่ี วกบั วงศพ์ ระมหาสมมตริ าช ซง่ึ กลา่ ววา่ เปน็ พระโพธสิ ตั วแ์ ตม่ จี ดุ มงุ่ หมาย... มติ อ้ งการ
เล่าอดีตของพระโพธิสัตว์ หากแต่ต้องการสืบโคตรวงศ์ของ...พระโพธิสัตว์หรือเจ้าชายสิทธัตถะ
นับต้ังแต่กษัตริย์องค์แรกลงมาจนถึงพระสุทโทธนะ รวมทั้งประวัติพระราชวงศ์ศากยะด้วย เมื่อ
พิจารณาเช่นน้ีจะเห็นได้ว่า ...พระสมโพธิกถาเป็นเรื่องของทางโลกน้ีแท้ ๆ เพราะบรรพบุรุษของ
พระโพธิสตั วล์ ้วนเป็นมนษุ ย์ ทั้งองคพ์ ระโพธิสตั ว์ เองก็ทรงสืบทอดวงศม์ าจากมนษุ ย์ มิใช่จากอดตี
พระพทุ ธเจา้ 24 พระองค.์ ..”20
จึงสรปุ ไดว้ ่า ยคุ แรก แนวคดิ ในชนชั้นนำ�หวั ก้าวหน้าในสมยั ต้นรัตนโกสนิ ทร์ เรมิ่ เขา้ ใจในความสามารถของ
มนุษย์ยิ่งขึ้น แต่ยังคงความเชื่อในทางพุทธศาสนาไว้ สถาบันพุทธศาสนาจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทั้งสานสัมพันธ์
โครงสร้างทางชนชั้นในสังคมไทยของช่วงนี้ได้ดีอีกด้วย การปรับเปลี่ยนจากภายในที่เกิดขึ้นนี้จะได้รับการปรับตัว
อีกครง้ั เมื่อมชิ ันนารตี ะวนั ตกเข้ามาสร้างองคค์ วามรู้ใหมใ่ ห้กับชนช้ันน�ำ ในสังคมรนุ่ ทสี่ องน้ตี อ่ มา
ในขณะท่ี ยุคท่ีสอง เป็นช่วงของยุคเปล่ียนผ่านที่เกิดตั้งแต่การเร่ิมครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 แต่ความ
ชัดเจนยังมีไม่มากนัก จนเจ้าฟ้ามงกุฎได้ผนวชและมีการเชื่อมสมณฑูตสานความสัมพันธ์สนทนาธรรมกับพระสงฆ์
มอญ ความคิดในยุคใหม่จึงเริ่มขึ้น ทั้งนี้เจ้าฟ้าจุฑามณีนั้น ทรงสนพระทัยในทางยุทธการทหารสมัยใหม่ สำ�หรับ
พระเจ้ายาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ มีความสนพระทัยในด้านการช่าง การก่อสร้างและการต่อเรือรบทาง
ทะเลขณะท่พี ระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหมน่ื วงศาธริ าชสนิท ทรงสนพระทยั ในวิชาการแพทย์ และไดท้ รงก�ำ กบั กรม
หมอจึงทรงมีผลงานในการรวบรวมตำ�ราการปรุงยาไทยในขณะที่ขุนนางตระกูลบุนนาคอย่างสมเด็จเจ้าพระยา

18 ดเู ชิงอรรถใน พิพาดา ยังเจรญิ , และสุวดี ธนประสทิ ธิ์พฒั นา, เรอ่ื งเดมิ , หนา้ 25.
19 นธิ ิ เอยี วศรวี งศ,์ ปากไก่และใบเรอื : รวมความเรียงวา่ ด้วยวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ตน้ รตั นโกสนิ ทร,์ พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4, (นนทบรุ ี : ฟ้าเดียวกนั ,
2555), หนา้ 327-329; 345.
20 พพิ าดา ยังเจรญิ , และสุวดี ธนประสทิ ธพ์ิ ัฒนา, การศกึ ษาและผลกระทบตอ่ สังคมไทยสมัยต้นรตั นโกสนิ ทร์ (พ.ศ. 2325-2394), หนา้ 346.

40

บรมมหาประยรู วงศ์ (ดิศ บุนนาค) และบตุ ร คือ จมื่นไวยวรนาถ (ชว่ ง บนุ นาค) มีความรใู้ นการค้าสำ�เภามฐี านะ
ลองมาจากรฐั บาล21
ดังน้ัน ชนชั้นนำ�หัวก้าวหน้าในยุคที่สองน้ี จึงเป็นผู้มีชาติตระกูลสูงมีบริบทแวดล้อมที่เปิดโลกทัศน์ของ
ตนเองได้ โดยเปน็ สิทธิพิเศษกว่าไพรร่ าษฎรท่ีตกอยใู่ นกรอบของสงั คมในชว่ งเวลาน้ี ฉะนนั้ ทัศนคติการศึกษาจงึ มี
ระบบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาการใหม่ ๆ ลักษณะเช่นนี้ชนชั้นนำ�หัว
ก้าวหน้าเหล่าน้ีจึงไม่ร้ังรอท่ีจะคบค้ากับมิชชันนารี และรับเอาวิทยาการตะวันตกในบางสาขาที่ตรงกับความสนใจ
ของตนมาปรับใช้
อทิ ธิพลของมิชชันนารตี ่อการปรับตัวของสถาบนั สงฆ์
การที่ไทยยอมท�ำ สนธสิ ัญญาพระราชไมตรี (สนธิสญั ญาเบอร์นี่) ใน พ.ศ. 2369 กบั องั กฤษ นับเป็นการ
เปิดโลกทศั นใ์ หม่ใหก้ ับสังคมไทย ซ่ึงในสมัยของรัชกาลที่ 3 และสมยั รชั กาลที่ 4 การเข้ามาของตา่ งชาติมาดว้ ย
อ�ำ นาจและศาสนา ซึ่งเหน็ ได้จาก มิชชันนารีที่เขา้ มาปฏิบัตงิ าน ระหวา่ ง พ.ศ. 2371-2398 น้ันมีท้ังสน้ิ 5 คณะ
คอื สมาคมมิชันนารีแหง่ ลอนดอน เขา้ มาใน พ.ศ. 2371 คณะอเมริกันแบบตสิ ต์บอรด์ เขา้ มา พ.ศ. 2376 คณะ
อเมริกันบอร์ดฯ เข้ามา พ.ศ. 2377 คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน เข้ามา พ.ศ. 2383 ซึ่งคณะนี้ได้ตั้งอย่างมั่นคง
ในปี พ.ศ. 2390 และสมาคมมชิ นั นารีอเมรกิ ัน ที่แยกจากอเมริกนั บอรด์ ฯ และปฏบิ ตั งิ านตอ่ เน่อื งใน พ.ศ. 2393
หากแต่ว่าคณะนิกายต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเพียงคณะอเมริกันแบพติสต์ คณะอเมริกันเพรสไบเรียน และสมาคม
มิชนั นารีอเมริกันเทา่ นั้นท่ีปฏบิ ตั ิงานตอ่ มาถึงสนิ้ รชั กาลท่ี 422
เหตุนี้รัชกาลที่ 3 จึงไม่กีดกันพวกหมอสอนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนต์
ที่เข้ามาต้ังคณะหมอสอนศาสนาอยู่ในไทย ทั้งยังกลับแสดงความพอใจกับพวกหมอสอนศาสนาชาวตะวันตก
เหล่านั้นเสียดว้ ยซา้ํ โดยพวกหมอสอนศาสนาได้น�ำ เอากิจการการแพทย์แผนตะวนั ตก การพิมพ์ และวชิ าการชา่ ง
ทางเทคนคิ รวมทง้ั ชว่ ยจดั พมิ พพ์ ระราชก�ำ หนดกฎหมายตา่ ง ๆ และยงั ชว่ ยสอนภาษาตา่ งประเทศให้ และชว่ ยเหลอื
ในการจัดตง้ั โรงพมิ พ์ การแปลตำ�ราภาษาตา่ งประเทศ ตลอดจนร่วมมอื ในกิจการอนื่ ๆ จนเปน็ ทท่ี ราบกนั ดวี า่ ใน
สมัยรัชกาลท่ี 3 นี้ บาทหลวงสงั ฆราชปาลเลอกวั ซ์ นกิ ายโรมนั คาทอลิก ชาวฝร่งั เศส ไดม้ โี อกาสเป็นผู้ถวายสอน
วชิ าภูมิศาสตร์เคมี ฟิสกิ ส์ ดาราศาสตร์ ภาษาฝรงั่ เศส และละตนิ ให้กบั รัชกาลที่ 4 ซ่ึงทรงผนวชอยทู่ ่ีวดั สมอราย
และพระสังฆราชปาเลอกวั ซ์เองยงั ไดเ้ รียนภาษาบาลีจากรัชกาลท่ี 4 ดว้ ยเชน่ กนั 23
ส�ำ หรับบาทหลวงสงั ฆราชปาลเลอกวั ซ์ไดบ้ ันทกึ “เรอ่ื งเลา่ เมอื งไทย”สง่ิ ทแี่ สดงให้เหน็ ชดั วา่ ทา่ นสามารถฟงั
ภาษาบาลีแล้วแปลออกมาได้ ดงั เห็นจากบันทกึ ตอนหนง่ึ วา่

21 เร่ืองเดยี วกนั , หน้า 151-154.
22 ประสิทธ์ิ พงศอ์ ดุ ม, การถา่ ยทอดวิทยาการตะวันตกในสังคมไทย : ศกึ ษาบทบาทของมชิ นั นารีโปรเตสแตนต์ ระหวา่ ง พ.ศ. 2367-2411,
(วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต ภาควชิ าประวตั ิศาสตร์ บณั ฑิตวทิ ยาลัย จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2533), หน้า 178.
23 นนั ทา วรติวงศ์, และคณะ, นานาสาระประวตั ศิ าสตรจ์ ากเอกสารต่างประเทศ, (กรงุ เทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร,์ 2539), หนา้
144-146

41

“บัพพชาเบกขะ... พระกรรมวาจาเปล่งเสียงขึ้นว่า อุปสัมปทาเปกขะ เราถามปัญหาเจ้าหลายข้อเจ้าจง
ตอบไปตามความเปน็ จรงิ เจา้ เปน็ โรคเรอื้ นหรอื เปล่า... ภนั เต ขา้ พระเจา้ ไมไ่ ด้เป็นโรคเร้อื นเจ้าข้า...”24
ข้อความน้ีแสดงถึงความสนใจจากตัวของปาลเลอกัวซ์ ที่ไม่คิดจะละรายละเอียดในส่วนนี้ ท้ังยังเข้าใจ
ระบบการปกครองของสถาบันสงฆ์ โดยเฉพาะในส่วนของสมณศักดิ์ ที่เข้าใจว่า “สังฆราช” เป็นราชาแผ่นดิน
คณะบรรพชิต25 ทง้ั น้ี ยงั รูถ้ งึ เร่อื งกรม “สังฆการี” ดังความวา่
“...ซึ่งมีสิทธิที่จะดำ�เนินการเกาะกุมและนำ�ตัวผู้กระทำ�ผิดไปสู่ศาล ณ ที่นั่นเขาจะปลดผ้าเหลืองออกแล้ว
โบยด้วยหวาย และส่งไปเข้าคุกหรอื ท�ำ งานหนักตามแตโ่ ทษ...”26
อีกอยา่ งสภาพการณ์ทส่ี ะทอ้ นสงั คมไทยในสมยั รชั กาลท่ี 3 เกีย่ วกับวัดตามท่ีปาลเลอกวั ซ์ เขยี นไวว้ ่า
“ส�ำ นกั สงฆน์ น้ั คอื วดั ... มนี กั ทอ่ งเทย่ี วเขยี นไวว้ า่ ... ประเทศสยามนน้ั มโี รงพยาบาลส�ำ หรบั สตั ว์ แตไ่ มถ่ กู ตอ้ ง
กับความเป็นจริง ที่จริงวัดนั้นเป็นแต่เพียงเป็นสถานที่พำ�นักของสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อใครมีลูกหมาลูกแมวที่ไม่อยาก
ใหต้ าย ก็นำ�ไปปลอ่ ยท่ีวัด ลางคนมีศรทั ธาน�ำ นกยงู ห่านหรือไก่ไปอยา่ งละค่ไู ปถวายพระเพือ่ ประดับวัด ลางคน
ศรัทธาแก่กล้าก็นำ�หมู ลิง เต่าไปปล่อยในป่าใกล้ ๆ วัด สัตว์อันมากมูลนี้กลายเป็นสิ่งเย้ายวนพวกลูกศิษย์และ
พระในวดั ไปดว้ ย...”27
สภาพสงั คมไทยทป่ี าลเลอกวั ซ์ เห็นนน้ั ได้สะทอ้ นถงึ ความเปน็ สังคมท่ไี ม่ห่างไปจากวดั คนท่ีเป็นต่างชาติ
มองวา่ การนำ�สัตวไ์ ปปลอ่ ยวัด มีแตร่ งั้ จะสรา้ งปญั หาใหม้ ากกว่าจะเปน็ ประโยชนอ์ กี ทง้ั สงั คมไทยในช่วงนี้ วดั และ
สถาบนั สงฆม์ ีความผูกพนั แนบแน่นกบั วถิ ีชีวิตของคนในสังคมอยา่ งชนิดทผี่ ิดพลาดตรงไหน ขอ้ ใด ชาวบ้านรูแ้ ละ
สามารถจดั การขบั ไลพ่ ระออกไปได้ หรอื แจง้ เรอ่ื งใหก้ รมสงั ฆการมี าตรวจ หากวา่ พบเคา้ มลู ความจรงิ กจ็ ะถกู ลงโทษ
ไปตามระเบียบ
โดยการเผยแพรศ่ าสนาของมชิ นั นารี เปน็ การปรากฏตวั ของ “ชาวตะวนั ตก” ทง้ั ดา้ นการแตง่ กาย วฒั นธรรม
รสนิยม และผลผลติ ท่ีมาจากวทิ ยาการตะวนั ตกท่สี �ำ คญั คอื ยารักษาโรค อนั กลายมาเปน็ ภาพลักษณข์ องสงั คมไทย
ที่มองมิชชันนารีว่าเป็น “หมอ” ฉะนั้น ตลอดระยะ พ.ศ. 2374-2392 ได้มีคณะมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาไทย
จนกลายเปน็ ที่รูจ้ กั ของคนในสังคมไทยหลายทา่ น เชน่ นายแพทย์แดน บชี บรัดเลย์ (หมอบรัดเลย์) ศาสตราจารย์
เจสซี แคสเวล และศาสตราจารย์ จอห์น เทเลอร์ โจนส์ ซง่ึ เปน็ บตุ รบุญธรรมของ ซามูลเอล โจนส์ สมิธ ผู้ตอ่ มาคือ
“หมอสมธิ ” เจ้าของโรงพิมพใ์ นยคุ แรก28
กระนั้น จึงทำ�ให้จะขาดเสียมิได้ที่จะไม่กล่าวถึงหมอบรัดเลย์ ซึ่งท่านเป็นมิชชันนารีที่เดินทางเข้าสยาม
ในช่วง พ.ศ. 2378 ซึ่งเป็นช่วงที่รัชกาลที่ 3 ทรงสนพระทัยกับวิทยาการตะวันตก และก็ไม่แปลกมากนักเพราะ
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักการค้าได้ขึ้นชื่อว่า “เจ้าสัว” ย่อมเห็นความแปรเปลี่ยนที่กำ�ลังเกิดขึ้นในสังคมสยาม

24 สังฆราช ปาลเลกวั ซ,์ เลา่ เรือ่ งเมืองไทย, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, (พระนคร : ก้าวหนา้ , 2506), หน้า 479.
25 สงั ฆราช ปาลเลกวั ซ,์ เลา่ เรือ่ งเมอื งไทย, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบตุ ร, หน้า 481.
26 เรอ่ื งเดียวกนั , หน้า 483.
27 เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ 496-497.
28 นฤมล ธรี วฒั น,์ “พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว กับการปรบั เปลย่ี นภูมิปัญญาไทย.” ใน จนั ทนี สุววรณวาสี (บรรณาธิการ), พระอัจฉรยิ
คณุ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว, หน้า 354.

42

เวลานั้น และเมื่อมิชชันนารีนำ�คริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่จึงนำ�เอาความเจริญอันเป็นผลมาจากการนับถือคริสต์
ศาสนา อยา่ งไรกต็ าม ชนชัน้ น�ำ ของไทยพยายามแยกระหว่างครสิ ต์ศาสนาและความเจริญ แลว้ เลือกรบั เฉพาะสงิ่
ที่เห็นว่าเป็น “ความเจริญ” ที่มีความหมายหรือความสำ�คัญต่อสังคมไทยเท่านั้นฉะนั้น “แนวความคิดของบรัด
เลย์ในเร่ืองผลดีอันเกิดจากการรับนับถือคริสต์ศาสนานั้นปรากฏชัดเจนในงานเขียนของเขาซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ
จดหมายเหตุ หรือ The Bangkok Recorder”29
ทว่า สายชล สตั ยานุรักษ์ ได้เสนอผลกระทบของหมอบรดั เลย์ทม่ี ีตอ่ สงั คมไทย โดยแยกออกเปน็ 2 ระดบั
คือ ระดับแรก ประเมินฐานะของหมอบรัดเลย์ว่ามีบทบาทเฉพาะตนท่ีแตกต่างจากคนกลุ่มอ่ืน ๆ ซึ่งเห็นจากเขา
เป็นคนแรกในหลายกรณี ท่ามกลางกระแสของการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก เช่น เป็นคนแรกที่ตั้งโรงพิมพ์
หนังสือพิมพป์ ลูกฝีและผา่ ตดั จึงท�ำ ใหห้ มอบรดั เลย์มบี ทบาทต่อชนช้นั สงู มากกว่าชนช้ันอ่ืน ๆ ในสังคมไทย เพราะ
กลุ่มคนเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับหมอบรัดเลย์อย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มท่ีพร้อมจะรับความรู้ที่หมอบรัดเลย์
นำ�มา ทั้งผ่านการพิมพ์และผ่านการสนทนาถกเถียงกับหมอบรัดเลย์ ต่างจากคนกลุ่มอื่นที่รู้จักหมอบรัดเลย์เพียง
ผิวเผิน เช่นผทู้ ม่ี ารักษาพยาบาล มารบั หนังสือสอนศาสนา หรือมาฟงั การสอนศาสนา
ระดบั ท่ีสอง ในฐานะท่ีหมอบรัดเลยเ์ ป็นส่วนหนึ่งของมชิ ชันนารี กล่าวไดว้ า่ เขามสี ่วนอยา่ งมากในการเปดิ
โลกทัศน์ให้แก่คนชั้นสูง ช่วยให้มีความรู้จนสามารถปรับตัวในโลกที่กำ�ลังเปลี่ยนแปลงได้ดี ทั้งนี้ เพราะมิชันนารี
เปน็ ชาตติ ะวนั ตกกลมุ่ แรกทน่ี �ำ ความรู้ เทคนคิ วทิ ยา ขา่ วสาร ตลอดจนภาษาองั กฤษ เขา้ มาถา่ ยทอดใหแ้ กช่ นชน้ั สงู
ของไทยอยา่ งจรงิ จงั ผนวกกบั เปน็ ชว่ งทก่ี ลมุ่ พอ่ คา้ ตะวนั ตกยงั เขา้ มาไมม่ ากนกั อกี อยา่ งหนง่ึ ทป่ี รกึ ษาชาวตะวนั ตก
ก็ยังมิได้เข้ามามีบทบาท ยกเว้นในด้านการทหาร แม้ว่าพ่อค้าชาวตะวันตกจะเข้ามามากขึ้นภายหลังการทำ�สนธิ
สัญญาเบาว์รงิ พ.ศ. 2398 แต่มิชชนั นารีก็ยงั มบี ทบาทส�ำ คัญในการถ่ายทอดวฒั นธรรมตะวันตกให้แก่สงั คมไทย
และมคี วามสัมพันธก์ ับชนชน้ั สูงของไทยอยา่ งตอ่ เน่ือง30
จึงกลา่ วได้ว่า เหล่าบาทหลวงและมิชชันนารสี อนศาสนาทเ่ี ขา้ มาต่าง ๆ แสดงชัดในเรือ่ งอยากให้คนในไทย
เปลี่ยนศาสนา เพื่อให้คนขาวเป็นผู้ปลดเปลื้องความบาปที่เกิดขึ้น โดยในส่วนทัศนะของชาวบ้านแล้วเขาเข้าไป
รักษากับ “หมอฝรัง่ ” กจ็ ริง แต่ไม่ไดเ้ ข้าจารีตไปเสยี ท้งั หมด หรอื หากจะเขา้ กเ็ ปน็ เพราะศรทั ธาทีห่ มอสมยั ใหมน่ ้ี
ช่วยชีวิตเขาได้ นอกจากนี้ การศึกษาของมิชชันนารีตะวันตกไม่ได้จำ�กัดเพศ วุฒิ หรือ วัย หากแต่สอนได้ทั่ว ๆ
ไป จงึ เปน็ อกี สาเหตหุ นงึ่ ทีส่ ถาบันสงฆ์ทำ�แบบนน้ั ไมไ่ ด้ ชายเทา่ นั้นถงึ จะบวชและเรยี นหนงั สือได้
ดังนั้น สถาบันสงฆ์จึงต้องปรับตัวเห็นจากในสมัยของรัชกาลที่ 3 - 4 พระสงฆ์ต้องรู้พระไตรปิฎกและ
เลือกได้ว่าจะบวชเรียนอยู่ฝ่ายคันถธุระ หรือวิปัสสนาธุระ ทั้งนี้พระสงฆ์รูปใดที่เชี่ยวชาญในฝ่ายคันถธุระก็จะสอบ
เปรียญธรรมที่มี 9 ประโยค ซึ่งต้องแปลสันสฤต - บาลีให้เป็นไทย เพื่อใช้เป็นปรัชญาในแบบฉบับของตนในการ
ปะทะกบั ปรชั ญาตะวันตก ฉะน้ัน อทิ ธิพลของมิชชนั นารีตะวนั ตกท่ีเขา้ มาในสงั คมไทยจงึ ไดส้ ร้าง “โลกทัศน์ใหม”่
ให้กับคนชนชนั้ นำ�หวั ก้าวหน้าในสังคม ท�ำ ให้ไดเ้ ห็นแนวคิดของ

29 สายชล วรรณรตั น,์ “ผลกระทบของหมอบรัดเลย์ต่อสงั คมไทย.” ใน วารสารราชบัณฑิตยสถาน 29 (3), (กรกฎาคม-กันยายน, 2547), หน้า 794.
30 เรื่องเดยี วกัน, หน้า 797-798.

43

เหตผุ ลเชิงประจกั ษท์ มี่ ีผลมาจากการรบั ความรูท้ างด้านวทิ ยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตรจ์ ากตะวันตก จงึ เกิด
การสร้างรัฐแบบสมัยใหม่ที่ไม่ใช่จกั รวาลทศั น์ หากแต่เปน็ “รฐั ชาต”ิ ขนึ้ มาแทนท่ี
ผลจากการปรบั ตัวของสถาบนั สงฆ์ท่ีมีผลต่อสังคมไทย
สบื เน่อื งจากการศึกษาของ วนั ชยั ปกั ษีเลิศ ทีเ่ สนอว่า ความสมั พนั ธ์ของสถาบนั สงฆ์กับสังคมไทยมอี ยู่
ดว้ ยกนั 2 ประการ คือ ประการแรก เปน็ ความสมั พนั ธภ์ ายในสงั คมสงฆร์ ะหว่างสงฆ์ด้วยกนั เอง ดงั เห็นไดจ้ าก
บทบัญญัติต่าง ๆ ในวินัยของสงฆ์ มีการอยู่รวมกันเป็นวัด การกำ�หนดเขตสีมา อุโบสถ การปวารณา การกราน
กฐนิ การสัฆกรรมการอุปสมบท การระงับอธกิ รณ์ ส่วนประการทสี่ อง เปน็ ความสมั พันธ์ในสังคมระหวา่ งสงฆ์กบั
คฤหสั ถ์ โดยทง้ั สองนั้นต่างอาศัยซ่งึ กันและกนั ทง้ั น้ีสงฆ์ถกู กำ�หนดชวี ติ ความเป็นอย่ไู ว้กบั คฤหสั ถ์ เรมิ่ ต้งั แต่อาหาร
ตลอดจนปัจจัย 4 อยา่ งไรกต็ าม ในเร่ืองของคณุ ธรรม พระสงฆ์ต้องมีหน้าทช่ี ่วยเหลอื ผอู้ น่ื ให้พ้นทกุ ข์ ด้วยความ
เมตตา กรณุ าธรรม ในขณะทด่ี า้ นวนิ ยั สงฆน์ น้ั มบี ทบญั ญตั สิ �ำ หรบั รกั ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพระสงฆก์ บั ประชาชน
ให้อยู่ในสถานะที่ถูกต้องเหมาะสม พระสงฆ์จึงอยู่ในสถานภาพที่มีเกียรติ เป็นที่เคารพต่อประชาชนด้วยความมี
คุณธรรม หวังสรา้ งประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแทจ้ รงิ มใิ ชจ่ ะประพฤติตนเป็น “อลชั ชี” ฉะน้นั พระสงฆ์จงึ
ต้องตระหนักในหลักการและหน้าที่ของสถาบันสงฆ์ต่อประชาชนที่มีอยู่หลายประการ เช่น สร้างความรักสามัคคี
เพ่อื ให้เกดิ ความสงบสขุ ขน้ึ ในชมุ ชน ใหป้ ระชาชนประพฤติตนในขอบเขตของศีลธรรม สรา้ งแผนปฏบิ ตั ิให้เป็นไป
ในแนวทางเดียวกัน ให้คำ�ปรึกษาแนะนำ�ช่วยแก้ไขปัญหาของคนในสังคม ให้ความสะดวกในการดำ�เนินกิจกรรม
ตา่ ง ๆ ทั้งทางศาสนาและของชมุ ชน สงฆจ์ ึงตอ้ งให้ความรทู้ างการศึกษาทั้งทางโลกยแ์ ละทางธรรม31
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของจิรัชฌา เที่ยงหทัยธรรม พบว่า พระอลัชชีมีอยู่ทุกรัชกาล เห็นได้จากที่
กษตั ริยใ์ นต้นกรงุ รัตนโกสินทรพ์ ยายามแกไ้ ข โดยเขา้ มามีบทบาทควบคุมความประพฤติของพระสงฆ์ เพื่อใหอ้ ย่ใู น
กฎระเบียบ และไม่ก่อความวุ่นวายให้แก่สังคม เพราะสถาบันสงฆ์เป็นองค์กรหนึ่งท่ีมีอำ�นาจทางอาญาในการ
จัดการกับพระอลัชชีได้ จึงเป็นหน้าท่ีของกษัตริย์ที่ต้องเข้ามาช่วยปราบปราม โดยมีวิธีการแก้ไขที่เหมือนและ
ตา่ งกนั ออกไปในแตล่ ะรชั กาล ทง้ั นข้ี น้ึ อยกู่ บั สภาพสงั คมและเศรษฐกจิ ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปในขณะนน้ั เปน็ ตวั ผลกั ดนั
ทเ่ี กดิ พระอลชั ชขี น้ึ ในสงั คม ในการก�ำ จดั พระอลชั ชพี บวา่ พระอลชั ชยี งั คงมอี ยใู่ นสงั คม ทง้ั นค้ี วามลม้ เหลวทเ่ี กดิ ขน้ึ
จากการดำ�เนินงานของกษัตริย์มาจาก สถาบันสงฆ์มีผู้เข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์มากข้ึน พระสงฆ์บางรูปไม่เคารพ
กฎหมาย หนว่ ยงานของรฐั เองน้นั ดแู ลไมท่ ่ัวถงึ ทำ�ให้ปจั จุบันปัญหาพระอลชั ชียังคงอยู่ ขณะเดียวกนั รัฐและหน่วย
งานท่ีเก่ียวข้องไม่ได้เข้มงวดกวดขันต่อการรับฆราวาสมาบวช และไม่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ท่ีจะบวช ฉะนั้น
เพ่ือการทำ�นุบำ�รุงคณะสงฆ์ให้เจริญก้าวหน้าสืบไป รัชกาลท่ี 5 จึงทรงประกาศพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง
คณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ข้ึนเพื่อบังคับใช้ในคณะสงฆ์ ซ่ึงพระราชบัญญัติฉบับน้ี มีผลให้คณะสงฆ์มีบทบาทในการ
ปกครองตนเองมากขึน้ 32

31 วนั ชยั ปักษเี ลศิ , การปรับตัวของสถาบันสงฆไ์ ทย พ.ศ. 2464-2544, หนา้ 34-35.
32 จริ ชั ฌา เทยี่ งหทยั ธรรม, บทบาทของพระมหากษัตริยไ์ ทยในการก�ำ จดั พระอลัชชี ระหว่าง พ.ศ. 2310-2445, (วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหา
บัณฑติ วชิ าเอกประวัตศิ าสตรไ์ ทย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 2545), หนา้ 71-72.

44

นอกจากน้ี การปรับตัวของสถาบันสงฆ์ยังมีบทบาทต่ออุดมการณ์ของรัฐชาติ เพราะพุทธศาสนาเป็น
อดุ มการณข์ องสงั คมไทย ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั ระบบการเมอื งการปกครอง เศรษฐกจิ และคา่ นยิ ม ทง้ั นส้ี ถาบนั สงฆ์
ยงั เปน็ สถาบนั ทเ่ี กา่ แกของไทย บง่ บอกถงึ ความสามารถในการปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพความเปลย่ี นแปลงทง้ั การเมอื ง
เศรษฐกิจ และสังคม ดว้ ยความเปล่ียนดังกล่าวจึงสง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมทางสังคมของพระสงฆ์ เหตุน้ีสถาบันสงฆ์จงึ มี
ความออ่ นไหวในตวั เอง ท�ำ ใหค้ ลอ้ ยตามไปกับบรบิ ทของส่ิงตา่ ง ๆ ทเี่ กิดขน้ึ ในสังคมได้โดยง่าย ดงั น้ัน พระสงฆ์จึง
ตอ้ งตดิ ตามความเปน็ ไปของสังคมอย่างใกล้ชิด ทำ�ให้ซมึ ซบั ความเป็นทางโลกยเ์ ข้าไปโดยไมร่ ูต้ วั 33
ในทส่ี ดุ การปรบั ตวั ของสถาบนั สงฆต์ อ่ สงั คม ท�ำ ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ สถาบนั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั วถิ ชี วี ติ ชนชาวไทย
ทง้ั เปน็ สัญลักษณข์ องความเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกนั ของคนในชาติ จะพบว่ารฐั ถอื วา่ ศาสนาพทุ ธเป็นเคร่ืองเช่อื มโยง
ระหวา่ งรฐั บาลกับประชาชน จะเหน็ ได้จากการขยายการศกึ ษาไปยงั หวั เมอื งท่มี วี ดั เป็นทีต่ งั้ ของโรงเรียนและนมิ นต์
พระเป็นครูผู้สอน แต่หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ทำ�ให้สถาบันสงฆ์ลดบทบาท
ของการทำ�หน้าท่ีให้ความรู้แก่สังคม และการอุปถัมภ์ช่วยเหลือจากทางรัฐลดน้อยลง แต่สถาบันสงฆ์ยังมีคุณค่า
ทางจิตใจท่ีมีความสำ�คญั อยา่ งมากต่อสังคมไทย34
สรุป
การปรับตัวของสถาบันสงฆ์เกิดขึ้นแล้วนับแต่สมัยของรัชกาลที่ 1 ที่เห็นได้จากมีการตรา “กฎพระสงฆ์”
หรือการแสดงนพิ นธ์ในสมัยของรชั กาลที่ 2 ทีร่ ู้จกั กันเรยี กว่า “โอวาทานสุ าสน”ี ซ่งึ เป็นการเนน้ ในพระธรรมวนิ ยั
เป็นหลัก เพราะสงฆ์ในช่วงเวลานั้นเกิดการละหลวมทางพระไตรปิฎก เนื่องจากการมีศึกสงครามกับพม่านับแต่
ปลายสมัยอยธุ ยาจวบมาถงึ สมยั รชั กาลท่ี 1 แมใ้ นสมยั ของรัชกาลท่ี 2 เองก็ยังมีความกงั วลในเรื่องการทำ�สงคราม
ระหว่างกัน แต่พอมาถงึ ในปลายสมัยของรชั กาลท่ี 2 นัน้ พมา่ เกดิ การรบกับชาตติ ะวันตกอย่างอังกฤษ ซ่งึ เป็นจุด
เปลี่ยนทางความคิดของชนช้ันนำ�หัวก้าวหน้าในสังคมไทยเวลาน้ัน โดยเห็นจากแนวความคิดของรัชกาลที่ 3
พระองค์ทรงตระหนักถึงความเปล่ียนแปลงที่กำ�ลังเกิดข้ึน จึงใช้พระศาสนาเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ไทยถูกกลืน
ดนิ แดน
การเปิดโลกทัศน์ทางสังคมของชนชั้นนำ�ไทยในเริ่มเมื่อสมัยขอรัชกาลที่ 3 เห็นได้จากการที่พระวชิรญาณ
ภิกขุทรงพยายามตีความพระศาสนาพุทธให้เกิดความเป็นจริงมากข้ึน จึงได้สร้างคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นมาและ
เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ การปกครองสงฆ์ก็อยู่ในความดูแลของเชื้อพระวงศ์อย่างสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศ
วริยาลงกรณ์ ทว่าแนวความคิดของธรรมยุติกนิกายถูกแบ่งด้วยผู้นำ� 2 ยุคด้วยกัน คือ ยุคแรกเป็นของพระวิชร
ญาณภิกขุ ส่วนยุคที่สองเป็นของสมเด็จฯ พระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งจะเป็นช่วงของการสร้างรัฐชาติให้เป็นไทย
อย่างสมบูรณ์สถาบันสงฆ์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำ�คัญขึ้นจากเหตุ 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายใน ที่เกิดจาก
ชนช้ันนำ�ในสังคมไทยในแต่ละยุคที่มีความคิดไม่เหมือนกัน และปัจจัยภายนอกท่ีเกิดจากการเข้ามาของมิชชันนารี

33 วนั ชัย ปักษีเลิศ, การปรับตวั ของสถาบันสงฆไ์ ทย พ.ศ. 2464-2544, หน้า 36.
34 เร่อื งเดยี วกนั , หน้า 55-57.

45

ตะวันตก ซ่ึงเปน็ ผลท�ำ ใหส้ ถาบันสงฆ์ไทยตอ้ งปรบั ตัวเพอื่ รบั กบั เศรษฐกจิ ที่กำ�ลังเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนเ้ี หน็ ได้จากสนธิสัญญาเบาวร์ งิ ทที่ �ำ ให้ไทยตอ้ งเสยี สิทธิสภาพนอกอาณาเขตไป แต่กระน้นั ราษฎรและชนชัน้
น�ำ ไทยอยา่ งรชั กาลท่ี 5 ทรงเร็งเห็นความจริงทก่ี �ำ ลังจะเกิดขน้ึ จงึ ต้องเลิกไพร่และทาส เพื่อสรา้ งสังคมใหม่ใหก้ บั
ชาวไทยฉะนน้ั การศึกษาการปรับตัวของสถาบันสงฆ์ พ.ศ. 2367-2464 จึงเป็นการแสดงความเปลย่ี นผา่ นทาง
สังคมไทย ว่าสถาบนั สงฆม์ ีบทบาทส�ำ คัญต่อวิถชี ีวิต วิธีคดิ ตลอดจนภูมิหลงั ทางภูมิปญั ญาของไทย

46

บรรณานุกรม
เอกสารช้นั ต้น
กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.5 ศ.16/2 เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติลักษณปกครอง
คณะสงฆ์ ร.ศ. 121.
หนังสือ
เฉลิม จนั ปฐมพงศ์, และคณะ. (2520). ประวตั ิศาสตร์สังคมไทย. นนทบรุ ี : เสถยี รไทย.
ชาญณรงค์ บุญหนนุ . (2549). “กฎพระสงฆ์ในกฎหมายตราสามดวง.” ใน วนิ ัย พงศศ์ รีเพียร, และวีรวลั ย์ งามสันตกิ ลุ
(บรรณาธิการ). พระพุทธศาสนาและสถาบนั สงฆ์กับสงั คมไทย. กรงุ เทพฯ : ส�ำ นกั งานกองทุนสนบั สนนุ
การวจิ ัย.
ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ (บรรณาธกิ าร). (2547). ประชมุ ประกาศรชั กาลท่ี 4. กรงุ เทพฯ : มลู นธิ โิ ครงการต�ำ ราสงั คมศาสตร์
และมนษุ ยศาสตร์.
ด�ำ รงราชนภุ าพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2517). ต�ำ นานพระพทุ ธเจดยี .์ กรุงเทพฯ : คลงั วิทยา.
นฤมล ธรี วฒั น.์ (2548). “พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว กบั การปรับเปล่ยี นภมู ิปญั ญาไทย.” ใน จนั ทนี
สุววรณวาสี (บรรณาธิการ). พระอัจฉริยคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
นันทา วรตวิ งศ,์ และคณะ. (2539). นานาสาระประวตั ิศาสตร์จากเอกสารต่างประเทศ. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรม
และประวัติศาสตร.์
นธิ ิ เอยี วศรวี งศ.์ (2555). ปากไกแ่ ละใบเรอื : รวมความเรยี งวา่ ดว้ ยวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตรต์ น้ รตั นโกสนิ ทร.์
พมิ พค์ รง้ั ที่ 4. นนทบรุ ี : ฟ้าเดียวกนั .
เนือ้ อ่อน ขรวั ทองเขียว. (2559). เปดิ แผนยึดล้านนา. กรงุ เทพฯ : มติชน.
ประเสรฐิ ณ นคร และปวงค�ำ ตยุ้ เขยี ว. (2537). ต�ำ นานมลู ศาสนา เชยี งใหม่ เชยี งตงุ . กรงุ เทพฯ : สมาคมประวตั ศิ าสตร์
ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรมราชกุมารี.
ปาลเลกัวซ,์ สงั ฆราช. (2506). เล่าเรอื่ งเมืองไทย. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. พระนคร : ก้าวหน้า.
ปยิ ะฉตั ร ปิตะรววณ. (2526). “สภาพสงั คมไทยสมัยรตั นโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. 2395-2398.” ใน ณรงค์ พวงพศิ ,
และพลศกั ด์ิ จิรไกรศิริ (บรรณาธกิ าร). สงั คมไทยใน 200 ป.ี กรุงเทพฯ : สังคมศาสตร์แหง่ ประเทศไทย.
พรเพญ็ ฮน่ั ตระกลู . “บทน�ำ .” ใน พรเพญ็ ฮน่ั ตระกลู , และอจั ฉา กมทุ พสิ มยั (บรรณาธกิ าร). “ความเชอ่ื พระศรอี ารยิ ”์
และ “กบฏผู้มบี ุญ” ในสงั คมไทย. กรงุ เทพฯ : สรา้ งสรรค์.
พพิ าดา ยงั เจรญิ , และสวุ ดี ธนประสทิ ธพ์ิ ฒั นา. (2529). การศกึ ษาและผลกระทบตอ่ สงั คมไทยสมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทร์
(พ.ศ. 2325-2394). กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

47

เวลลา, วอลเตอร์ เอฟ. (2514). แผน่ ดินพระนง่ั เกล้าฯ. แปลโดย นิจ ทองโสภิต. กรงุ เทพฯ : สมาคมสงั คมศาสตร์
แหง่ ประเทศไทย.
สกุ ญั ญา ภทั ราชัย. (2542). “ปรมานชุ ติ ชิโนรส, สมเดจ็ พระมหาสมณาเจ้า กรมพระ.” ใน สารานกุ รมวฒั นธรรมไทย
ภาคกลาง. 8 เล่ม. กรุงเทพฯ : มลู นธิ สิ ารานุกรรมวฒั นธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.
อคนิ รพีพัฒน์, ม.ร.ว. (2518). สงั คมไทยในสมัยตน้ รตั นโกสนิ ทร:์ พ.ศ. 2325-2416. แปลโดย ม.ร.ว. ประกายทอง
สิริสุข, และพรรณี สรุงบุญม.ี กรงุ เทพฯ : พิฆเณศ.
วารสาร
สายชล วรรณรัตน์. (2547, กรกฎาคม-กันยายน). “ผลกระทบของหมอบรัดเลย์ต่อสังคมไทย.” ใน วารสาร
ราชบัณฑิตยสถาน 29 (3), หน้า 791-818.
วทิ ยานิพนธ์
กฤษาณา รังสิยนันทน์. (2525). การขยายตัวขององค์กรคริสเตียนและผลท่ีมีต่อสังคมไทย ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2371-2500. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ ภาควชิ าประวัตศิ าสตร์ บณั ฑิตวิทยาลยั
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
กติ ริ ัตน์ สีหบัณฑ์. (2533). การรวมคณะสงฆอ์ สี านเขา้ กับคณะสงฆ์ไทย พ.ศ. 2434-พ.ศ. 2468. วิทยานพิ นธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
จิรัชฌา เท่ียงหทัยธรรม. (2545). บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยในการกำ�จัดพระอลัชชี ระหว่าง
พ.ศ. 2310-2445. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต วชิ าเอกประวตั ิศาสตร์ไทย มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
ประสิทธิ์ พงศ์อุดม. (2533). การถ่ายทอดวิทยาการตะวันตกในสังคมไทย : ศึกษาบทบาทของมิชันนารี
โปรเตสแตนต์ ระหว่าง พ.ศ. 2367-2411. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์
บณั ฑิตวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
วันชยั ปักษีเลิศ. (2546). การปรับตัวของสถาบันสงฆ์ไทย พ.ศ. 2464-2544. วิทยานิพนธป์ ริญญาอกั ษรศาสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวิชาประวัตศิ าสตรเ์ อเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
สุภาพรรณ ณ บางช้าง. (2518). พุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชา
ภาษาตะวนั ออก บณั ฑิตวิทยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

48


Click to View FlipBook Version