The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียงรวมเล่ม ศิลปวัฒนวิจักร์ 65 ED03

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanon.chan, 2022-08-08 21:43:26

ศิลปวัฒนวิจักร์

เรียงรวมเล่ม ศิลปวัฒนวิจักร์ 65 ED03

การเรยี บเรยี งดนตรไี ทยพ้ืนบา้ น
สู่ความรว่ มสมัยในแบบดนตรตี ะวนั ตก

ชัชชญา กญั จา

บทนำ�
ดนตรีไทยพ้ืนบ้าน คือ ผลผลิตของสมาชิกของสังคมเกษตรในชนบท ถ่ายทอดให้แก่กันจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยการบอกเล่า การจำ�เพลง และการปฏิบัติจริง หรือมุขปาฐะ โดยมิได้ใช้ลายลักษณ์ หรือบันทึกเป็นหลักแหล่ง
เน้ือหาของดนตรีหรือเพลงจะครอบคลุมกิจกรรม และประเพณีทุกอย่างในวิถีชีวิตของคนในสังคม และมีสถานะ
เป็นสมบัตขิ องสว่ นรวม ซ่ึงท�ำ ใหไ้ ม่สามารถระบไุ ดช้ ดั วา่ มที ่ีมาอยา่ งไร และยาวนานเท่าไหร่ (ประสิทธ์ิ เลียวสิรพิ งศ,์
2542 : 2) และมักไมป่ รากฏนามผู้แตง่
ดนตรสี �ำ เนยี งพน้ื บา้ น หรอื เพลงชาวบา้ น ไมม่ รี ะเบยี บแบบแผนลว่ งหนา้ มกั จะคดิ ท�ำ นอง ค�ำ รอ้ งขน้ึ มาสด ๆ
แล้วเปลง่ เสียงรอ้ ง เอือ้ นเอย่ ออกมาอย่างทันทที ันใด ส่วนใหญ่จะมที �ำ นองงา่ ย ๆ ซ้ํา ๆ ค�ำ รอ้ งจะสั้น หรอื ยาวกไ็ ด้
อาจจะเกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำ�วัน เช่น การออกแรงทำ�งานพร้อมกัน หรือการกล่อมเด็กอ่อน ทั้งเกิดจาก
ความสุขเมื่อประสบผลสำ�เร็จในการงาน หรือความรัก และเพลงส่วนมากจะมีความสนุกสนานในเชิงสวาท
ตลกโปกฮา มีเพลงเศร้าเปน็ ส่วนนอ้ ย (ม.ล.ตยุ้ ชมุ สาย, 2516 : 49)
การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบัน ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ท่ีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำ�ให้
แทบทกุ พืน้ ท่ี ทุกสังคม ทกุ ประเทศในโลก มีการรับขอ้ มูลจากโลกภายนอก และมีการแลกเปล่ียน ประยุกต์วิถีชีวติ
ให้อยู่รอดตามบริบท กลไก เศรษฐกิจ สังคมของบ้านเมืองนั้น ๆ ในสังคมไทยเองได้มีการรับอิทธิพลด้านต่าง ๆ
จากตา่ งประเทศ จนบางอยา่ งกลายเป็นปัจจัยท่ที ำ�ให้ดนตรีไทยพื้นบา้ นเปล่ียนแปลงไป เช่น
1. การพัฒนาด้านการศึกษา เมื่อมีการศึกษาตามระบบโรงเรียน การบันทึกโน้ตท้ังระบบอักษรไทย และ
ระบบโน้ตสากล จึงถูกน�ำ มาใชใ้ นการเรียนการสอนดนตรี จากเดมิ ท่มี ีเพยี งวิธีมุขปาฐะ
2. ธุรกิจการท่องเที่ยว ทำ�ให้ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านต้องมีการปรับเปล่ียนรูปแบบเพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของผู้ประกอบการและนักท่องเท่ียว ซ่ึงกลุ่มใหญ่มาจากประเทศทางซีกโลกตะวันตก ทำ�ให้ศิลปะ
การแสดงไทยพ้ืนบ้านหลายชุด มีสภาพคล้ายสินค้าสำ�เร็จพร้อมขาย พร้อมแสดงโดยท่ีไม่ต้องรอวันเทศกาล
ตามบริบทของการแสดงน้นั ๆ
3. มกี ารน�ำ ดนตรไี ทยพน้ื บา้ นมาผสมผสานกบั ดนตรแี นวอน่ื เชน่ ดนตรสี ากล มกี ารบนั ทกึ เสยี งเพอ่ื ออกเทป
จ�ำ หน่าย และมีการแตง่ ท�ำ นองใหม่โดยใช้สำ�เนียงอยา่ งพ้ืนบา้ นเดมิ (ประสทิ ธ์ิ เลียวสิรพิ งศ์, 2542 : 65-67)
4. การพัฒนาประเทศไปสู่ความเปน็ สากล ทัดเทียมอารยประเทศ จึงมีการเปิดรับวัฒนธรรมดนตรีตะวนั ตก
ตลอดจนมีการเรียนการสอนดนตรีตะวันตกในระดับอุดมศึกษา จึงทำ�ให้ดนตรีอย่างตะวันตกมีความแพร่หลาย
ในกลุ่มผู้ฟังเพลง และการใช้ทฤษฎีดนตรีตะวันตกมาเป็นพ้ืนฐานในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีแนวประชานิยม

49

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเร่ืองพัฒนาการด้านเทคโนโลยีท่ีเก่ียวกับการฟังเพลง จากเดิมในอดีตเคยฟังจาก
สอื่ วิทยุ โทรทศั น์ แผ่นเสียง เทป แผน่ ซดี ี จนมาถงึ ปัจจบุ นั นี้ ผู้คนสามารถรับชมรบั ฟงั ดนตรีจากส่อื ออนไลน์ต่าง ๆ
รวมไปถึงแอพพลเิ คชันส�ำ หรับฟังดนตรี ท�ำ ใหม้ กี ารเปดิ กวา้ งทางดนตรีอย่างไรข้ ีดจำ�กัด
ทฤษฎีดนตรตี ะวนั ตกท่ีใช้ในการเรยี บเรยี งเสียงประสาน
แนวทำ�นองเพลงไทยพ้ืนบา้ น
วฒั นธรรมการสบื ทอดดนตรขี องชาตติ ะวนั ตกนน้ั มกั มกี ารจดบนั ทกึ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรอยเู่ สมอ ดงั ปรากฏ
ในเอกสาร เชน่ โน้ตเพลง ตำ�รา หนงั สอื เป็นต้น หลักการทฤษฎีดนตรี และการเรยี บเรียงเสียงประสานดนตรี จงึ มี
ลักษณะที่สามารถสืบทอดได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง จนสามารถแพร่หลายไปยังกลุ่มชาติอื่น ๆ ได้ทั่วโลก ทฤษฎี
ที่ใชใ้ นการเรยี บเรยี งเสียงประสานแนวทำ�นองเพลงไทยพื้นบ้านมดี งั นี้
1. คอรด์ ทรัยแอด (Triads) คอื กล่มุ โน้ต 3 ตวั วางเรียงซอ้ นกนั เปน็ แนวตั้ง ประกอบดว้ ยข้นั คู่ จ�ำ นวน 2 ข้นั คู่
สร้างจากโนต้ ในลำ�ดบั ท่ี 1, 3 และ 5 ของบนั ไดเสียงประเภทตา่ ง ๆ และเป็นพืน้ ฐานของการสรา้ งคอร์ดท่มี คี วาม
ซับซอ้ นมากย่งิ ข้นึ ทง้ั น้ี คอรด์ ทรัยแอดแบ่งออกเปน็ 4 ประเภท คอื คอร์ดเมเจอร์ (Major chord), คอรด์ ไมเนอร์
(Minor chord), คอร์ดดมิ นิ ิชท์ (Diminished chord) และคอรด์ ออกเมนเทด (Augmented chord) (ศักดศ์ิ รี
วงศ์ธาราดล, 2555 : 32)
2. คอร์ดทบเจ็ด (Seventh chord) ประกอบด้วยคอร์ดทรัยแอด และโน้ตในลำ�ดับท่ี 7 จึงเรียกว่าคอร์ด
ทบเจ็ด แบ่งออกเป็น 7 ประเภท คือ คอร์ดทบเจ็ดเมเจอร์ (Major seventh chord), คอร์ดทบเจ็ดไมเนอร์
(Minor seventh chord), คอรด์ ทบเจ็ดไมเนอร์เมเจอร์ (Minor-major seventh chord), คอร์ดทบเจด็ โดมินนั ท์
(Dominanth seventh chord), คอร์ดทบเจ็ดดิมินิชท์กึ่งสมบูรณ์ (Halfly-diminished seventh chord)
คอร์ดทบเจ็ดดิมินิชท์สมบูรณ์ (Fully-diminished seventh chord) และคอร์ดทบเจ็ดออกเมนเทดเมเจอร์
(Augmented-major seventh chord)” (ณัชชา พันธเ์ุ จริญ, 2557 : 114-116)
3. คอร์ดทบเก้า (Ninth chord) ประกอบด้วยคอร์ดทบเจ็ด และโน้ตในลำ�ดับท่ี 9 ซ่ึงโน้ตในลำ�ดับที่ 7
และ ลำ�ดับท่ี 9 น้ีเป็นส่วนขยายของคอร์ด ซ่ึงสีสันและเสียงประสานของคอร์ดทบเจ็ดและคอร์ดทบเก้าจะมี
ความเขม้ ขน้ ข้นึ (ศักดศ์ิ รี วงศ์ธาราดล, 2555 : 35)
4. คอรด์ แทน (Substituted chords) คอื คอรด์ ทน่ี �ำ ไปเขยี น หรอื เลน่ แทนทค่ี อรด์ แทจ้ รงิ บนทางคอรด์ ตา่ ง ๆ
และทำ�ให้ทางคอร์ดน้ัน ๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เน่ืองจากแนวทางการเดินคอร์ดจะมีการใช้คอร์ดท่ีหลากหลาย
อันมีผลให้ความรู้สึกท่ีติดตามคอร์ดน้ัน ๆ ได้เคลื่อนไหวไปอย่างเร้าใจ จึงทำ�ให้ผู้ทำ�งานด้านดนตรี เช่น นักดนตรี
นกั เรยี บเรียงเสยี งประสาน นักประพนั ธเ์ พลง นิยมใชค้ อรด์ แทนในการปรุงแต่ง และสร้างสรรคผ์ ลงานดนตรีของตน
(นพพร ดา่ นสกลุ , 2551 : 55) อกี ทง้ั การใชค้ อรด์ แทนมาเรยี บเรยี งเสยี งประสานโดยวางทดแทนในต�ำ แหนง่ ทเ่ี หมาะสม
จะท�ำ ให้เกดิ แนวเสยี งใหม่ แปลกหู และมเี สน่หม์ ากขน้ึ (นพพร ด่านสกลุ , 2551 : 104)

50

5. ทางคอร์ด (Chord progression) คำ�ว่า “ทางคอร์ด” เปน็ ภาษาท่นี กั ดนตรีอาชพี เรียกขานการใชก้ ลุ่ม
คอรด์ ทีเ่ ล่นประกอบในผลงานดนตรีขนาดเล็กที่มอี ยู่ในวิถสี งั คมไทย เชน่ ดนตรแี จส๊ ดนตรรี อ็ ค ดนตรีลูกครึ่ง
ดนตรีลูกกรงุ ดนตรลี กู ทุ่ง ดนตรเี พอื่ ชวี ิต แนวดนตรีดังกลา่ วมานี้มคี วามใกลช้ ดิ กับสาธารณชนคอ่ นขา้ งมาก (นพ
พร ดา่ นสกุล, 2551 : 64)
6. ไลนค์ ลิเชส์ (Line cliches) คอื การเคล่อื นที่ของแนวท�ำ นอง หรือเสยี งประสานใด ๆ ท่มี ีการเคลื่อนที่
ตามลำ�ดับขั้นในทศิ ทางขาข้ึน หรอื ขาลง ในระหว่างทีค่ อรด์ ยงั เปน็ คอร์ดเดิมคงที่ (ไพรชั ลกู จนั ทร,์ 2560 : 35) พบ
ได้ในคอร์ดเมเจอรแ์ ละไมเนอร์ทีม่ จี �ำ นวนตงั้ แตส่ องหอ้ งขึ้นไป
ทฤษฎีดนตรีตะวนั ตกดังกลา่ วมาข้างต้น เป็นทฤษฎีท่ีน�ำ มาใช้ในการเรยี บเรียงเสียงประสานดนตรีไทยพื้น
บา้ นในเพลงตวั อย่างทัง้ ส่ีภาค ซงึ่ ทฤษฎีเรียบเรยี งเสยี งประสานดนตรตี ะวันตกจริง ๆ นั้นมีอกี มากมายหลากหลาย
วธิ ี มรี ะเบียบแบบแผนและรายละเอยี ดในการนำ�มาใช้ ผเู้ รยี บเรียงเสียงประสานดนตรีควรศึกษาเพม่ิ เตมิ เพ่ือให้
เกิดความเข้าใจและนำ�ไปใช้ได้อย่างถกู ต้อง
การเรยี บเรยี งดนตรใี ห้กับทำ�นองเพลงไทยพ้ืนบา้ นให้มีความรว่ มสมัยข้นึ
ด้วยการใชเ้ สียงประสานแบบดนตรตี ะวนั ตก
ดนตรี หรือบทเพลงไทยพื้นบา้ นมักเปน็ แนวทำ�นองที่ไมม่ เี สยี งประสาน หรือมพี ้ืนผิวเสยี งประสานแบบ
ดนตรีตะวนั ออก การวางคอร์ดให้กบั แนวทำ�นองดนตรีไทยพื้นบา้ นจะทำ�ให้เกดิ เสียงประสานทางดนตรีแบบตะวนั
ตก โดยอาศัยหลักการทางทฤษฎดี นตรตี ะวนั ตก การวางทางเดินคอร์ดให้เหมาะสมกบั แนวทำ�นองเพลงไทยพน้ื
บ้าน และการปรุงแต่งเสียงคอรด์ ให้เกดิ สีสนั และความหลากหลาย จะทำ�ใหเ้ พลงนน้ั มอี รรถรสมากขึน้ ซึง่ จะทำ�ให้
บทเพลงเดมิ ๆ มีความรว่ มสมยั มากขึน้
แนวเพลงทผี่ สมผสานดนตรีตะวันตกอนั เปน็ ทีน่ ิยมฟังในหมคู่ นไทย ได้แก่ เพลงร็อค เพลงลูกทุง่ เพลงลูก
กรุง เพลงเพ่ือชวี ิต เพลงแจ๊ส เพลงสมัยนิยม เป็นตน้ หากผเู้ รยี บเรียงเสียงประสานดนตรวี างเปา้ หมายแนวเพลงใน
การเรยี บเรยี งดนตรใี ห้ชดั เจน จะทำ�ใหแ้ นวทางการใชค้ อรด์ กุญแจเสียง หรือองค์ประกอบอนื่ ๆ สอดคล้องไปใน
ทศิ ทางเดียวกนั มากข้นึ
ทำ�นองเพลงไทยพืน้ บา้ นที่มอี ยูเ่ ดิมมกั ไมม่ ีการบันทึก หรือบนั ทกึ ดว้ ยระบบบันทึกโน้ตเพลงไทย ผเู้ รยี บ
เรยี งเสียงประสานดนตรคี วรแปลงโน้ตไทยให้เป็นโนต้ สากล หลงั จากนัน้ จงึ น�ำ มาเรยี บเรยี งเสียงประสานดว้ ยการ
วางคอรด์ ตามความเหมาะสม และสอดคลอ้ งกบั ทำ�นอง ซง่ึ ทกุ เพลงในบทความนจ้ี ะเรยี บเรยี งในกุญแจเสยี ง C
เมเจอร์ และกุญแจเสยี ง A ไมเนอร์ เพอื่ ให้ง่ายต่อการทำ�ความเขา้ ใจ โดยบทเพลงไทยพื้นบ้านที่ใชเ้ ปน็ ตัวอย่างใน
การเรยี บเรียงประสานดนตรี เป็นเพลงจากภมู ภิ าคต่าง ๆ ของไทย ดังนี้

51

1. ภาคเหนือ เพลง “ล่องแม่ปงิ ”
2. ภาคอีสาน เพลง “เต้ยโขง”
3. ภาคกลาง เพลง “เกีย่ วขา้ ว (ชนั้ เดยี ว)”
4. ภาคใต้ เพลง “ตารีกีปัส”

เพลงพ้ืนบา้ นภาคเหนือ
บทเพลงตัวอย่าง “ล่องแม่ปิ ง”
เปน็ ท�ำ นองเพลงที่ไพเราะออ่ นหวาน ไมป่ รากฏนามผแู้ ต่ง นยิ มบรรเลงในลา้ นนา สันนษิ ฐานว่าช่อื เพลงนี้
ได้แตง่ ให้มลี ักษณะล้อกบั เพลงลอ่ งน่าน ในบางทอ้ งทม่ี ชี ่ือเรยี กและลลี าแตกต่างกันไป เชน่ เพลงกล่อมนางนอน
เพลงน้ำ�โจ้ เปน็ ต้น (ศตวรรษ พงษ์เจริญ, 2535 : 11) เพลงล่องแม่ปิง เป็นบทเพลงลา้ นนาทีม่ ีท�ำ นองคนุ้ หู ไดร้ บั
ความนยิ มฟัง รอ้ ง บรรเลงกนั ในหมูช่ าวลา้ นนาเปน็ อยา่ งมาก หากผูใ้ ดจะเรม่ิ ฝึกเล่นเครือ่ งดนตรีลา้ นนา หรือเล่น
วงสะล้อ ซอ ซงึ แล้ว เพลงล่องแมป่ งิ จะเป็นเพลงแรก ๆ ทไี่ ด้ฝึกเสมอ

ภาพที่ 1 วงดนตรสี ะลอ้ ซอ ซงึ -ร-ม
ทมี่ า (ไทยโพสต,์ 2564 : ออนไลน์) รด-ร
ซม-ซ
ทำ�นองเพลงล่องแม่ปิง บันทึกโน้ตด้วยระบบการบันทึกโน้ตเพลงแบบไทย ดังนี้

ตารางท่ี 1 โนต้ เพลงล่องแม่ปิง

- - - ซ - ซ ซ ซ ล ซ ม ซ - ล - ดํ - - - - ซ ล ซ ดํ ซ ล ซ ด
---- ซดรม รมซม รด-ร ---- ซดรม รมซม
- ซ - ล - ดํ - รํ ม ร ซ ร ม ร ด ล - ด ร ม - ซ - ล ซ ล ดํ ล

ท่มี า (ศรชัย เตง็ รตั นล์ ้อม, 2547 : 11)

52

การนำ�ทำ�นองเพลงล่องแมป่ ิง บันทกึ โน้ตดว้ ยระบบการบันทกึ โนต้ เพลงแบบดนตรตี ะวันตก ดงั นี้

ภาพท่ี 2 โนต้ สากล เพลงลอ่ งแม่ปิง
ทม่ี า (อดิวัชร์ พนาพงศ์ไพศาล, 2562 : 12)

เม่ือนำ�มาเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีด้วยกลุ่มคอร์ดทรัยแอด จะได้เสียงที่ไพเราะกลมกลืนไปกับ
แนวท�ำ นอง ท�ำ ใหฟ้ งั และจดจำ�ได้ง่าย ดังตัวอย่างภาพท่ี 3

ภาพที่ 3 เพลงลอ่ งแมป่ ิง เรยี บเรียงดว้ ยกลุม่ คอร์ดทรัยแอด
ทมี่ า (ชัชชญา กัญจา, 2565)

53

การเรียบเรียงเสียงประสานดนตรี โดยการใช้คอร์ดทบเจ็ด คอร์ดทบเก้า และคอร์ดแทน รวมถึงการปรับ
ทางเดินคอร์ดตามความเหมาะสม สอดคล้องกับแนวทำ�นอง เพื่อให้บทเพลงมีสีสัน และมีความน่าสนใจมากข้ึน
ดงั ตัวอย่างภาพท่ี 4

ภาพที่ 4 เพลงลอ่ งแมป่ ิง เรยี บเรียงดว้ ยคอร์ดทบเจ็ด คอรด์ ทบเก้า และคอร์ดแทน
ที่มา (ชัชชญา กญั จา, 2565)

เพลงพ้ืนบา้ นภาคอีสาน
บทเพลงตัวอย่าง “เต้ยโขง”
ลำ�เต้ย เป็นทำ�นองเพลงรักสมัยใหม่ ซึ่งเทียบได้กับเพลงไทยสากล หรือเพลงลูกทุ่ง ท่ีมีการร้องเน้ือเต็ม
โดยไม่มีการเอื้อน เพลงเต้ยโขง มสี �ำ เนียงเป็นเพลงทางภาคกลาง ได้จากเพลงไทยเดมิ ชุดลาวแพน (เอนก นาวกิ มลู
และณรงค์ชยั ปิฎกรชั ต์, 2550 : 124)

ภาพที่ 5 การแสดงดนตรีพืน้ บ้านอีสาน
ทมี่ า (ชมรมศิลปวฒั นธรรมอสี าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2550 : ออนไลน)์

54

ท�ำ นองเพลงเต้ยโขง บนั ทึกโนต้ ดว้ ยระบบการบนั ทึกโน้ตเพลงแบบไทย ดังนี้ -ม-ล ----
กลับตน้
ตารางท่ี 2 โนต้ เพลงเตย้ โขง
---ด
- - - ล - - - ซ - ม - ล - - - ซ - ดํ - ล - - - ซ ----

-ซ-ม ---ร -ด-ม ---ร -ซ-ม ---ร -ด-ล
-ร-ม -ร-ด -ซ-ล ---ด -ร-ม -ร-ด -ซ-ล

ทม่ี า (ส�ำ เรจ็ ค�ำ โมง, 2554 : 26)

การนำ�ทำ�นองเพลงเต้ยโขง บันทึกโน้ตดว้ ยระบบการบนั ทกึ โน้ตเพลงแบบดนตรตี ะวนั ตก ดังนี้

ภาพที่ 6 โนต้ สากลเพลงเตย้ โขง
ทีม่ า (ส�ำ เร็จ คำ�โมง, 2554 : 134)

เมื่อนำ�มาเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีในกุญแจเสียง A ไมเนอร์ ซ่ึงเป็นกุญแจเสียงที่มีความสัมพันธ์กับ
กุญแจเสียง C เมเจอร์ (ใช้กุญแจเสียงร่วมกัน) โดยเลือกใช้กลุ่มคอร์ดทรัยแอด เพื่อให้ได้เสียงที่ไพเราะกลมกลืน
ไปกับแนวท�ำ นอง ท�ำ ใหฟ้ งั และจดจ�ำ ไดง้ ่าย ดังตัวอย่างภาพที่ 7

ภาพท่ี 7 เพลงเต้ยโขง เรยี บเรยี งดว้ ยกลมุ่ คอรด์ ทรัยแอด
ที่มา (ชัชชญา กญั จา, 2565)

55

การเรียบเรียงเสียงประสานดนตรี โดยการปรับเปลี่ยนทางเดินคอร์ดด้วยวิธีการท่ีเรียกว่า ไลน์คลิเชส์
วนทกุ ๆ สองหอ้ งเพลง วนซ้าํ กนั จำ�นวนส่ีคร้ัง ดังตวั อย่างภาพท่ี 8 ห้องที่ 1-8 และปรบั เปลยี่ นทางเดนิ คอร์ดใหม้ ี
ความถข่ี องคอรด์ เพิม่ ขึ้นเป็นสองคอร์ดต่อหน่ึงห้องเพลง การเรียบเรียงเสียงประสานตามตัวอยา่ งน้ี จะช่วยเพิม่ มติ ิ
ของดนตรีประกอบ สรา้ งความแปลกใหมแ่ ละน่าสนใจมากขึน้

ภาพที่ 8 เพลงเต้ยโขง เรยี บเรียงด้วยวิธไี ลนค์ ลิเชส์
ท่ีมา (ชัชชญา กญั จา, 2565)

เพลงพ้ืนบา้ นภาคกลาง
บทเพลงตัวอย่าง “เก่ียวขา้ ว (ช้นั เดียว)”
เพลงเกย่ี วข้าว เป็นเพลงเกา่ ไมท่ ราบผู้แต่ง เป็นเพลงทใ่ี ชร้ อ้ งเลน่ ในขณะเกยี่ วข้าวของชาวบา้ นท่ีประกอบ
อาชีพเกษตรกรรม ทำ�นา เปน็ เพลงทใี่ ช้กลอนส้นั ใช้รอ้ งย่วั เยา้ กนั ในเวลาเก่ียว ไม่มีถ้อยคำ�เผ็ดรอ้ น เมอ่ื พอตกเย็น
ได้หยุดพักเกี่ยวข้าวแล้วจึงเล่นเพลง “รำ�กำ�รำ�เคียว” เป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการก้มหน้าเกี่ยวข้าว
เป็นเวลานาน ซง่ึ ตอ้ งถือขา้ วถอื เคียวร้องรำ�ไปด้วย (หมายถงึ เพลงเต้นก�ำ ) เนอ้ื เพลงสั้น ๆ ดังตวั อยา่ ง

เกย่ี วเถอะนะแมเ่ กย่ี ว เก่ียวเถอะนะพ่อเกย่ี ว
อยา่ มาแลเหลยี ว เคียวจะบาดมือเอย

(เอนก นาวิกมูล และณรงค์ชัย ปิฎกรชั ต,์ 2550 : 28)

56

ภาพท่ี 9 กจิ กรรมเต้นก�ำ รำ�เคียว - รํ - ดํ
ท่ีมา (สำ�นกั ข่าว กรมประชาสัมพันธ,์ 2562 : ออนไลน์) - รํ - ดํ
- รํ - มํ
ท�ำ นองเพลงเกย่ี วข้าว (ชน้ั เดียว) บันทกึ โนต้ ดว้ ยระบบการบันทกึ โนต้ เพลงแบบไทย ดงั น้ี - รํ - ดํ

ตารางท่ี 3 โนต้ เพลงเก่ียวข้าว (ชั้นเดยี ว) กลบั ต้น
ท่อน 1
-ม-ร)
- - - - - - - ดํ - - รํ มํ - รํ - ดํ - ล - ซ - ล - ดํ - - รํ มํ -ม--
- ซํ - - มํ ซํ - ดํ - - รํ มํ - รํ - ดํ - ล - ซ - ล - ดํ - - รํ มํ - รํ - ดํ
- - - ด - - ม ร - - ด ร - - ม ซ - - ม ซ - ล - ดํ - - ซ ดํ
- - - - - มํ - ซํ - - ลํ ซํ - มํ - รํ - ซ - ดํ - - รํ มํ - ซํ - มํ กลบั ต้น

ทอ่ น 2

( - - - - - - - ซ - - ล ดํ - ล - ซ) ( - - - - - - - ร - - ม ซ
---- -ล-ซ ---ม -ล-- -ม-ซ -ล-ด ---ร
- - - - - ล - ซ - - - ม - ร - - - ซ - ดํ - - รํ มํ - ซํ - มํ

ท่ีมา (ประชากร ศรีสาคร, 2565)

57

น�ำ ท�ำ นองเพลงเก่ยี วข้าว (ชัน้ เดยี ว) บันทกึ โน้ตด้วยระบบการบันทกึ โนต้ เพลงแบบดนตรีตะวนั ตก ดังน้ี

ภาพที่ 10 โน้ตสากลเพลงเกยี่ วข้าว (ชัน้ เดยี ว)
ท่ีมา (ชชั ชญา กัญจา, 2565)

ใช้การเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีด้วยกลุ่มคอร์ดทรัยแอด เพ่ือให้กลมกลืนไปกับแนวทำ�นอง
สรา้ งบรรยากาศของเพลงให้มีความสดใส ร่าเริง และผอ่ นคลาย ดังตัวอยา่ งภาพท่ี 11

ภาพท่ี 11 เพลงเก่ียวข้าว (ช้นั เดียว) เรียบเรยี งด้วยกลุ่มคอร์ดทรยั แอด
ที่มา (ชชั ชญา กญั จา, 2565)

58

ใช้การเรียบเรียงเสยี งประสานดนตรี โดยการใชก้ ลมุ่ คอรด์ ทบเจด็ ทำ�ให้เสียงประสานดนตรีมีมิติทก่ี วา้ งขึ้น
ห้องที่ 17-28 มกี ารใช้ความถ่ีของคอร์ด จำ�นวนสองคอรด์ ต่อหนึ่งหอ้ ง สลับกับหนึ่งคอร์ดต่อหนึง่ หอ้ ง เพ่อื ใหเ้ ห็น
รูปแบบกระสวนจังหวะคอร์ดที่ชัดเจน รวมถึงการปรับเปลี่ยนทางเดินคอร์ดให้มีความราบเรียบ โดยหลีกเล่ียง
การกระโดดในแนวเบสของคอร์ดให้มากท่ีสุด ดังนั้น สีสันและบรรยากาศของดนตรีในตัวอย่างภาพที่ 12 น้ี จะมี
ความน่มุ นวล โปรง่ ฟังสบายมากขึน้

ภาพที่ 12 เพลงเกยี่ วข้าว (ชั้นเดียว) เรยี บเรยี งด้วยกลุ่มคอร์ดทบเจ็ด
ที่มา (ชัชชญา กญั จา, 2565)

เพลงพ้ืนบา้ นภาคใต้
บทเพลงตัวอย่าง “ตารกี ีปั ส”
ค�ำ วา่ ตารี แปลว่า รำ� คำ�ว่า กีปัส แปลวา่ พดั “ระบ�ำ ตารกี ปี ัส” เปน็ การแสดงทอี่ าศัยพดั เป็นองค์ประกอบ
สำ�คัญ จัดเป็นการแสดงชุดหน่ึงท่ีแพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิมโดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี เพลงตารีกีปัส เป็น
เพลงบรรเลง ไม่มีเน้ือร้อง เป็นบทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงระบำ�ตารีกีปัส มีท่วงทำ�นองไพเราะอ่อนหวาน
สนุกสนานเร้าใจ สีสัน และความไพเราะของเพลงอยู่ที่การเดี่ยวนำ�ของเครื่องดนตรีทีละช้ิน (บุษบา คาเฟ่, 19
มกราคม 2565)

59

ภาพท่ี 13 การแสดงระบำ�ตารกี ปี สั
ทม่ี า (บุษบา คาเฟ่, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

ตารางที่ 4 โน้ตเพลงตารีกีปัส

- - - - - - - ดํ - - - ล - ซ - ม - - ร ด - ร - ม - ล - ซ - ม - ร

- - - - - - - ดํ - - - ล - ซ - ม - - ร ด - ร - ม - ล - ซ - ม - ร

- - - - - ดํ รํ มํ - - - รํ - ดํ - ล - - ดํ ซ - ล - ดํ - ดํ - รํ ดํ ล - ดํ

- - - - - ดํ รํ มํ - - - รํ - ดํ - ล - - ดํ ซ - ล - ดํ - ดํ - รํ ดํ ล - ดํ

กลับตน้

- - - - - - - ดํ - ดํ - รํ - มํ - ดํ - ดํ - ล - ซ - ดํ - ดํ - รํ - มํ - ดํ

- - - - - - - ดํ - ดํ - รํ - มํ - ดํ - ดํ - ล - ซ - ดํ - ดํ - รํ - มํ - ดํ

ท่ีมา (ประชากร ศรีสาคร, 2565) กลบั ต้น

การนำ�ทำ�นองเพลงตารีกีปัส บนั ทึกโนต้ ด้วยระบบการบนั ทกึ โน้ตเพลงแบบดนตรีตะวันตก ดังนี้

ภาพท่ี 14 โน้ตสากลเพลงตารีกีปสั
ทมี่ า (ชชั ชญา กญั จา, 2565)

60

ในตัวอย่างภาพท่ี 15 นำ�ทำ�นองมาเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีโดยใช้กลุ่มคอร์ดทรัยแอด เพ่ือให้ได้เสียง
ทไ่ี พเราะกลมกลืนไปกับแนวทำ�นอง เพื่อใหฟ้ งั และจดจ�ำ ได้งา่ ย โดยในทอ่ นแรก (หอ้ งท่ี 1-16) ใชค้ วามถี่หน่งึ คอรด์
ต่อหนึ่งห้องเพลง ส่วนท่อนสอง (ห้องท่ี 17-24) ในแนวทำ�นองนั้นมีการซ้ําโน้ตตัว C (โด) ในจังหวะท่ี 1 ของ
ทุกห้องเพลง ทำ�ให้ภาพรวมทิศทางของทำ�นองในท่อนนี้ค่อนข้างอยู่กับท่ี ดังน้ันจึงเลือกใช้ความถ่ีหนึ่งคอร์ดต่อ
หนง่ึ หอ้ งเพลง สลับกับสองคอรด์ ตอ่ หน่งึ เพลง เพื่อให้เสียงประสานมกี ารเคลือ่ นไหว ชว่ ยเพ่มิ ความนา่ สนใจให้กบั
ดนตรีประกอบมากข้ึน

ภาพที่ 15 เพลงตารกี ีปัส เรียบเรียงด้วยกลุ่มคอรด์ ทรยั แอด
ท่มี า (ชชั ชญา กญั จา, 2565)

ในตัวอย่างภาพที่ 16 ใช้วิธีการเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีโดยใช้กุญแจเสียงเมเนอร์ (กุญแจเสียง A
ไมเนอร์) แทนกุญแจเสียงเมเจอร์ (กุญแจเสียง C เมเจอร์) เพ่ือเปล่ียนบรรยากาศของเพลงให้มีความนุ่มนวล
หรือหม่นมัวลง ซ่ึงวิธีการน้ีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีและผู้ประพันธ์เพลงเลือกใช้ในการ
สรา้ งสรรคผ์ ลงานดนตรี

ภาพท่ี 16 เพลงตารีกปี สั เรียบเรียงโดยใชก้ ญุ แจเสียงเมเนอร์
ทมี่ า (ชชั ชญา กญั จา, 2565)

61

สรุป
การเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีพ้ืนบ้านสู่ความร่วมสมัยแบบดนตรีตะวันตกดังตัวอย่างในข้างต้น
เป็นแนวทางที่นักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรี และนักประพันธ์เพลงนิยมใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรี
มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีวิธีการอื่นอีกหลายวิธี ที่จะเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีให้มีความน่าสนใจ อีกทั้งยังมี
องค์ประกอบอื่น ๆ ในการเรียบเรียงเสียงประสานดนตรี เช่น การเรียบเรียงจังหวะ การพัฒนาแนวทำ�นอง
การเรียบเรียงเสียงประสานสำ�หรับเครื่องดนตรีให้เหมาะสมกับวงดนตรีประเภทต่าง ๆ เป็นต้น หากนักเรียบเรียง
เสียงประสานดนตรีหม่ันศึกษาและฝึกฝนการเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีอย่างต่อเน่ือง จะสามารถพัฒนา
สรา้ งสรรค์แนวทางการเรยี บเรยี งเสียงประสานดนตรที ่แี ตกต่างออกไปได้เร่อื ย ๆ ได้
การอนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรี หรือบทเพลงพ้ืนบ้านของไทย นอกจากจะคงแบบด้ังเดิมแล้ว การประยุกต์
แนวดนตรีให้มีความร่วมสมัยจะช่วยสืบสานดนตรี หรือบทเพลงพื้นบ้านน้ัน ๆ ให้คงอยู่อย่างน่าสนใจ เพราะผู้คน
มกั แสวงหาสงิ่ ใหม่ ๆ อยูเ่ สมอน่นั เอง

62

เอกสารอ้างอิง
ณัชชา พันธ์เุ จรญิ . (2557). การเขยี นเสยี งประสานส่ีแนว. กรุงเทพฯ: เกศกะรตั .
ตุ้ย ชุมสาย, ม.ล. (2516). วรรณกรรมพนิ จิ เชิงจิตวทิ ยา. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
นพพร ดา่ นสกุล. (2551). ทฤษฎกี ารเรยี บเรียงเสยี งประสาน : คอร์ด และการใช้คอรด์ ระดับตน้ . กรุงเทพฯ:
โอเดียนสโตร.์
ประชากร ศรีสาคร. (2565). โน้ตเพลงเกยี่ วข้าวและเพลงตารีกปี ัส. สมั ภาษณ์ วนั ท่ี 20 มกราคม 2565.
ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์. (2542). ดนตรีไทยพื้นบ้านภาคเหนือ. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
สถาบนั ราชภัฏเชยี งใหม่.
ไพรชั ลกู จนั ทร.์ (2560). การวเิ คราะหว์ ธิ กี ารเปลย่ี นเสยี งประสานของแฮงค์ โจนส.์ (การคน้ ควา้ อสิ ระดรุ ยิ างคศาสตร
มหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.).
ศักดิศ์ รี วงศธ์ าราดล. (2555). ทฤษฎดี นตรแี จ๊ส เลม่ 1. กรุงเทพฯ: วงศ์สวา่ งพบั ลชิ ชง่ิ แอนด์ พรนิ้ ติ้ง.
ศตวรรษ พงษเ์ จรญิ , ผรู้ วบรวม. (2535). โน้ตดนตรีพื้นเมอื งลา้ นนา. เชียงใหม่: ม.ป.พ.
ศรชัย เตง็ รัตนล์ อ้ ม. (2547). รอ้ ยเพลงพืน้ บ้านภาคเหนอื : การประพันธบ์ ทเพลงแห่งลมุ่ แมน่ ํา้ ปงิ วัง ยม น่าน.
ล�ำ ปาง: สำ�นักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏล�ำ ปาง.
สำ�เร็จ ค�ำ โมง. (2554). เสน้ ทางลัดหดั เลน่ ดนตรไี ทย. กรงุ เทพฯ: ฐานบัณฑิต.
อดวิ ัชร์ พนาพงศ์ไพศาล. (2562). การศึกษาท�ำ นองของเพลงพืน้ เมอื งล้านนาที่เหมาะสมต่อการสรา้ งสรรค์
บทเพลงส�ำ หรับฝึกพ้นื ฐานของวงดุริยางค์เครื่องลมในจงั หวดั เชยี งราย. ดนตรบี ้านสมเด็จฯ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
บา้ นสมเด็จเจ้าพระยา, ปที ่ี 1 (ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562).
เอนก นาวิกมลู และณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์. (2550). เพลงพ้นื บา้ น. กรงุ เทพฯ: สำ�นักงานอุทยานการเรียนรู้

สารสนเทศจากอินเทอรเ์ น็ต
ชมรมศิลปวฒั นธรรมอีสาน จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . (2550). การประกวดวงดนตรพี ้นื บ้านโปงลางชิงแชมป์
ประเทศไทย คร้งั ท่ี 2 ปี 2550. สบื คน้ เมือ่ 17 มกราคม 2565. จาก http://www.isan.clubs.chula.ac.th/
simboard/post_view.php?room_no=0&id_main=348&star=40&pg=5
ไทยโพสต์. (2564) : สิ้นศิลปนิ แห่งชาติ “บุญศรี รตั นงั ” ครดู นตรพี ้นื บา้ นลา้ นนา. สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2565,
จาก https://www.thaipost.net/main/detail/113944.
บษุ บา คาเฟ.่ (ม.ป.ป.). ตารกี ปี สั . สบื คน้ เมอ่ื 19 มกราคม 2565. จากhttp://www.nextsteptv.com/budsaba/874/
ส�ำ นกั ขา่ ว กรมประชาสัมพันธ.์ (2562). องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำ บลสระทะเล อำ�เภอพยหุ ะครี ี สบื สานประเพณี
เต้นก�ำ ร�ำ เคยี ว ลงแขกเก่ยี วข้าว. สบื ค้นเม่ือ 19 มกราคม 2565. จาก https://thainews.prd.go.th/th/
news/detail/TCATG191127190836932

63

ท่ีเป็ นมสากวนกสวา่าสธาวรนณสาะธารณะ

พรรษประเวศ อชิโนบุญวัฒน์
เมอ่ื นกึ ถงึ ค�ำ วา่ “สวนสาธารณะ” นนั้ ตามความหมายจะหมายถึง (Parks หรือ Public Parks) หมายถงึ
บรเิ วณสาธารณะทภ่ี าครฐั ซง่ึ สว่ นใหญม่ กั เปน็ หนว่ ยการปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เชน่ เทศบาล องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
(อบจ.) หรือองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ�บล (อบต.) จดั ใหเ้ ป็นท่ีพักผ่อนหยอ่ นใจแก่ประชาชนตามชมุ ชนและเมืองต่าง ๆ
โดยรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดูแลรักษา ปัจจุบันการจัดท่ีพักผ่อนหย่อนใจถือเป็นหน้าท่ีของรัฐ แต่สวนสาธารณะ
ในความหมายนอ้ี าจจดั สรา้ งโดยเอกชนแลว้ อทุ ศิ ใหแ้ กป่ ระชาชนกไ็ ด้ ในสว่ นดา้ นรปู แบบ สวนสาธารณะจะเนน้ หนกั
กิจกรรมนันทนาการ หรือการพักผ่อนหย่อนใจเท่ากับหรือมากกว่าด้านความสวยงาม ซ่ึงแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่
ได้แก่การพักผ่อนหรือนันทนาการแบบผ่อนคลาย (Passive Recreation) และนันทนาการแบบกระฉับกระเฉง
(Active Recreation) ปกติกิจกรรมท้ังสองประเภทนี้มักขัดแย้งกันในเรื่องของการจัดแบ่งเขตหรือโซนจึงมีความ
จำ�เป็น อย่างไรก็ดีการแบ่งโซนเด็ดขาดมักสร้างปัญหา และการกำ�หนดชนิดของกิจกรรมเองก็มักมีปัญหาไม่ตรง
กบั ความต้องการของผใู้ ช้ สวนสาธารณะที่ดีจึงต้องสนองประโยชน์ใช้สอยสงู สุดและต้องสวยงามดว้ ย การออกแบบ
สวนสาธารณะจึงมีความสำ�คัญเป็นอย่างยิ่งสำ�หรับประชาชน ผู้คนส่วนมากอาจจะคิดถึงสถานท่ีท่ีเรียกกันว่า
ปอดกลางเมอื ง ซงึ่ จะหมายความถึงสถานที่พักผ่อนหยอ่ นใจ ความรม่ ร่ืนของพืชพรรณตน้ ไม้ตา่ ง ๆ หรือจะคดิ ไปถงึ
สระน้ําขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเป็นสถานท่ีสำ�หรับให้อาหารปลาหรือถีบเรือเล่น เป็นสถานที่สำ�หรับให้
ประชาชนท่วั ไปทใี่ ชช้ ีวติ อยู่ในเมืองทเี่ ต็มไปดว้ ยตกึ รามบา้ นช่อง ไว้เปน็ สถานทใี่ นการทำ�กจิ กรรมสันทนาการต่างๆ
เพื่อความผ่อนคลายเป็นหลกั

ภาพที่ 1 บรเิ วณดา้ นหน้าและพนื้ ท่ีภายในบางสว่ นของอทุ ยานสวรรค์
64

เหมือนกับอุทยานสวรรค์ ท่ีเป็นสถานท่ีพักผ่อนและออกกำ�ลังกายสำ�หรับชาวนครสวรรค์ที่จะมาเพื่อใช้
ในการพักผ่อนหรือผ่อนคลาย และออกกำ�ลังกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การวิ่งหรือการเดินออกกำ�ลังกาย
การข่ีจักรยาน ซ่ึงถนนรอบอุทยานจะมีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ตลอดจนมีเคร่ืองออกกำ�ลังกายให้ตาม
จุดพักต่าง ๆ โดยรอบสำ�หรับหยุดพักและออกกำ�ลังกาย ของกลุ่มคนรักสุขภาพชมรมต่าง ๆ จะมาใช้สถานท่ี
ในการออกกำ�ลังอย่างเช่นชมรมไทเก็กหรือชมรมโยคะตะบองชีวจิตท่ีมีอุปกรณ์เช่นไม้กระบองหรือหนังยาง
ในการออกกำ�ลังกาย ซ่ึงรวมไปถึงมีสถานท่ีในการเล่นกีฬากลางแจ้งบางชนิดจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่บริเวณตอนท้าย
ของสวนสาธารณะท่ีจะมีสนามบาสเก็ตบอล, สนามฟุตซอลหรือสนามเปตองท่ีจะแข่งกันเพื่อความสนุกสนาน
หรือจะใช้แข่งขันจริงจังในบางโอกาส หรือจะเป็นสำ�หรับกลุ่มครอบครัวท่ีใช้เวลาว่างมานั่งพักผ่อนหรือน่ังเล่น
ดูบรรยากาศช่วงยามเย็นรวมไปถึงกิจกรรมการให้อาหารปลา หลายคนอาจจะนึกไปถึงสวนลุมพินีหรือท่ีนิยม
เรียกสั้น ๆ ว่าสวนลุม จัดว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย โดยเปิดให้บริการต้ังแต่ปี พ.ศ. 2468
ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 4 และมีถนนวิทยุ, ถนนราชดำ�ริและถนนสารสินอยู่รายรอบ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรงุ เทพมหานคร โดยทท่ี �ำ การกอ่ สรา้ งในช่วงสมัยรัชกาลท่ี 7 ในทดี่ นิ เดิมมีบรเิ วณเน้ือที่ 360 ไร่ ณ ทงุ่ ศาลาแดง
เปน็ ทด่ี นิ ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทานส�ำ หรบั สรา้ งอาคารสยามรฐั พพิ ธิ ภณั ฑเ์ พอ่ื จดั แสดง
สินค้าของไทยเป็นครั้งแรกและจัดให้เป็น “สวนสาธารณะ” สำ�หรับประชาชน พร้อมท้ังพระราชทานนามว่า
สวนลมุ พนิ ซี ง่ึ เปน็ ชอ่ื สถานทป่ี ระสตู ขิ องพระพทุ ธเจา้ ในประเทศเนปาล แตพ่ ระองคเ์ สดจ็ สวรรคตกอ่ นจงึ ไมแ่ ลว้ เสรจ็
ในเวลาต่อมาสวนลุมพินีจึงเป็นสถานท่ีให้ความเพลิดเพลินสนุกสนานแก่ประชาชน มีทั้งการละเล่นหลาย ๆ อย่าง
ไม่วา่ จะเปน็ การแขง่ วา่ ว วง่ิ วัว ชงิ ช้า ม้าหมนุ โดยทรงพระราชทานทด่ี นิ ให้รัฐบาลดแู ลและมีกระแสรับสง่ั ใหใ้ ช้เพือ่
สวนสาธารณะเทา่ น้ัน (ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สวนลุมพนิ ี)

ภาพท่ี 2 ภาพมมุ สงู ของสวนลุมพนิ ี
(ทมี่ า : วิกพิ ีเดีย)

65

หรือถ้าจะมองไปยังเพ่ือนบ้านใกล้เรือนเคียงในอาเซียนอย่างประเทศเวียดนาม ในเมืองหลวงอย่าง
กรุงฮานอย ก็จะมีสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงอยู่ที่หนึ่ง นั่นคือ “สวนสาธารณะบริเวณทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม”
(Hồ Hoàn Kiếm / Hoan Kiem Lake) หรือที่เรียกกันว่าทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ท่ีต้ังอยู่บริเวณใจกลางของกรุงฮานอย ที่แฝงไปด้วยทั้งเรื่องเล่าของตำ�นานเมืองคือทะเลสาบฮหว่านเก๊ียม
ต้ังอยู่ในพ้ืนทบ่ี รเิ วณทเี่ ปน็ เขตเมืองเกา่ มตี �ำ นานเล่าขานกันถึงสถานท่ีแห่งนี้เป็นต�ำ นานการสร้างชาตเิ วียดนามว่า
ในศตวรรษท่ี 15 จกั รพรรดเิ ล เหลย่ แหง่ ราชวงศเ์ ล ไดใ้ ชด้ าบศกั ดส์ิ ทิ ธใ์ิ นการขบั ไลช่ าวจนี แหง่ ราชวงศห์ มงิ ทร่ี กุ ราน
ให้ออกไปจากเวียดนาม ในขณะทพ่ี ระองค์ประทบั บนเรอื ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็มีตะพาบยกั ษต์ วั หน่ึงโผล่ขึ้นมาจาก
ผิวนํ้าและบอกให้พระองค์ส่งดาบน้ันกลับคืนแด่จ้าวมังกร ดาบน้ันก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบ
ก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวนํ้า อันเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบ ซ่ึงตะพาบยักษ์ชนิดนี้ก็คือตะพาบยักษ์
แยงซเี กยี ง (Rafetus Swinhoei) ซึง่ เป็นตะพาบขนาดใหญแ่ ละใกลส้ ญู พนั ธ์ุมากทส่ี ดุ ชนิดหน่ึงของโลก ทีอ่ าศัยอยู่
ณ ทะเลสาบแห่งน้ี ซึ่งปัจจุบันอยู่ใน “วัดหง็อกเซิน” (Ngọc Sơn) หรือ “วัดเนินหยก” ท่ีตั้งอยู่ตอนเหนือ
ของทะเลสาบก็มีตัวอย่างสต๊ัฟฟ์ของตะพาบชนิดน้ีให้ชมกันด้วย โดยการเดินข้ามไปวัดหง็อกเซินจะมีสะพานไม้
ชือ่ “สะพานเทฮุก” (Thê Húc) หรอื “สะพานแสงอาทิตย์” โดยลกั ษณะจะเปน็ สะพานไมท้ ่มี สี แี ดงสดใสถือเปน็
เอกลกั ษณอ์ ย่างหนงึ่ ของฮานอย ข้ามจากฝ่ังแผน่ ดนิ ใหญไ่ ปยงั วดั ซ่ึงตง้ั อยบู่ นเกาะเลก็ ๆ บริเวณทางตอนเหนอื ของ

ทะเลสาบ และยงั มหี อคอยโบราณโผลข่ น้ึ พน้ นา้ํ
ที่สร้างข้ึนในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า
“ทา้ ปสว่ั ” (Tháp Rùa) ซง่ึ หมายถงึ “หอคอยเตา่
หรือ หอคอยตะพาบ” และในปัจจุบันยังมี
หลายคนได้เห็นตะพาบยักษ์โผล่ขึ้นมาหายใจ
บนผิวนํ้าหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วง
เปลี่ยนฤดูกาล ซ่ึงเช่ือกันว่ามีอยู่ 3 -4 ตัว
ในสถานท่ีเล้ียงในโลกเท่านั้น และปัจจุบัน
ทะเลสาบฮหว่านเก๊ียมกลายเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวแบบพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง
ฮานอยหรือชาวเวียดนาม โดยมีการสร้าง
เป็นสวนสาธารณะล้อมรอบและเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวมีช่ือเสียงอีกแห่งของฮานอย (ท่ีมา :
https://th.wikipedia.org/wiki/ทะเลสาบ
ฮหวา่ นเกยี๊ ม)

ภาพท่ี 3 ทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมและสะพานแสงอาทติ ยด์ ้านล่าง
66

สวนสาธารณะของกรุงฮานอยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวเมืองได้มาพักผ่อนหย่อนใจเดินเล่นหรือ
ว่ิงออกกำ�ลังกาย รวมไปถึงการเล่นกีฬาแบดมินตันซึ่งเป็นกีฬาอีกชนิดหน่ึงที่ได้รับความนิยมในเวียดนามและ
บางบริเวณจะมีร้านอาหารในสไตล์กลางแจ้งสำ�หรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาใช้บริการ และในแต่ละปีจะมี
นักท่องเท่ียวเยี่ยมชมและถ่ายรูปเป็นจำ�นวนมาก เม่ือหลายปีก่อนทางผู้เขียนได้มีโอกาสต้อนรับคณะอาจารย์
จากมหาวิทยาลัยด้านการออกแบบในกรุงฮานอย ท่ีได้เดินทางมาศึกษาดูงานท่ีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
ไดม้ โี อกาสพาไปชมอุทยานสวรรค์และไดแ้ ลกเปลยี่ นประสบการณ์กนั เหน็ พ้องต้องกันวา่ ท้ังสองเมอื งคอื กรงุ ฮานอย
และเมืองนครสวรรค์มีความคล้ายหรือใกล้เคียงกันเร่ืองสวนสาธารณะ คล้ายเป็นเมืองพ่ีเมืองน้องกันทางลักษณะ
ของสถานที่สำ�คัญ แต่ในความเห็นส่วนตัวจะมองได้ว่าที่ทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมนั้นจะถูกล้อมรอบด้วยส่ิงก่อสร้าง
ที่เป็นตึกรามบ้านช่องอันหนาแน่นมากกว่าของท่ีบ้านเรา ท่ีเหมือนจะดูเว้นระยะหรือเผ่ือให้มีพื้นที่พอสมควร
ไม่อดั แน่นเหมอื นกับท่ีเวยี ดนาม
สวนสาธารณะท่ีได้ยกตัวอย่างมาไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือในเพื่อนบ้านอาเซียนจะเห็นได้ถึงการใช้
ประโยชน์ในด้านของการพักผ่อนหรือสันทนาการในเรื่องของการออกกำ�ลังกายเสียเป็นหลักใหญ่นอกเหนือ
ไปจากการเป็น “สัญลักษณ์ของเมือง” หรือท่ีเรียกกันทับศัพท์ว่าแลนด์มาร์ก (Landmark) แต่ประโยชน์ของ
สวนสาธารณะที่ส�ำ คญั ในหลายแหง่ น้นั จะใชป้ ระโยชน์ในหลาย ๆ ดา้ น นอกเหนือไปจากใหป้ ระชาชนหรือชาวเมือง
ไดพ้ กั ผอ่ นหรอื ออกก�ำ ลงั กายดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วถงึ มาขา้ งตน้ ไดเ้ กดิ แนวคดิ ในเรอ่ื งของการประยกุ ตห์ รอื หลอมรวมสง่ิ ตา่ ง ๆ
เขา้ ไวใ้ นสวนสาธารณะเข้าไวด้ ้วยกนั ทา่ มกลางความหลากหลายของประเภทตา่ ง ๆ นั้น เป็นแนวทางใหก้ บั การศึกษา
หรือนำ�เอาประโยชน์ของส่ิงเหล่านี้ เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบหรือสร้างสวนสาธารณะในรูปแบบอย่างที่
คล้ายกันเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดในหลาย ๆ ด้านหรือความน่าสนใจในการทำ�กิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือไปจาก
เดินเล่นพักผ่อนหรือออกกำ�ลังกายอย่างสวนสาธารณะทั่ว ๆ ไป ซึ่งสวนสาธารณะแห่งหน่ึงท่ีมีความน่าสนใจและ
พิเศษออกไปกว่าสวนสาธารณะโดยท่ัวไป และได้มีโอกาสไปเดินเท่ียวชมมาด้วยตัวเองนั่นก็คือ สวนสาธารณะ
ที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงอาจจะเรียกได้ว่าระดับโลกที่ได้ต้อนรับนักท่องเท่ียวไม่ใช่แค่เพียงชาวเมืองนั้นเท่าน้ัน แต่ได้
ต้อนรับนักท่องเท่ียวจากต่างชาติอย่างมากมายในตลอดทุกช่วงเวลาตลอดปี น่ันก็คือสวนสาธารณะอุเอโนะ
(Ueno Park) เปน็ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ตงั้ อยบู่ ริเวณใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญ่ปี ุน่

ภาพท่ี 4 สถานอี เุ อโนะ

67

โดยท่ีลักษณะที่น่าสนใจของสวนสาธารณะแห่งน้ีน้ันคือเม่ือเดินออกมาจากสถานีรถไฟอุเอโนะ ซึ่งมี
ลักษณะที่คล้ายกับสถานีรถไฟหัวลำ�โพงของประเทศไทยท่ีเป็นศูนย์รวมของชุมทางในการรวมการเดินรถไฟ
จากสถานท่ีต่าง ๆ มารวมไว้เป็นสถานีใหญ่ท่ีผู้คนจากต่างเมือง ท่ีจะเดินทางมายังกรุงโตเกียวจะต้องมาลงท่ีสถานี
สุดท้ายคือสถานีแห่งนี้ ผู้คนชาวญี่ปุ่นจากทุก ๆ เมืองจะต้องหล่ังไหลมารวมหรือถ้าจะเดินทางออกจากกรุงโตเกียว
จะไปยังสถานท่ีต่าง ๆ ก็จะต้องมาขึ้นรถไฟเร่ิมต้นจากสถานีแห่งน้ี โดยสวนสาธารณะอุเอโนะจะต้ังอยู่ด้านบน
และสถานีรถไฟท่ีอยู่ด้านล่าง ลักษณะคือเม่ือวัดจากท้องถนนเป็นเส้นระดับสายตาสถานีรถไฟจะอยู่ตํ่ากว่าและ
สวนสาธารณะจะอยู่สูงกว่าระดับสายตาคืออยู่บริเวณด้านบน เม่ือเดินขึ้นมาจากสถานีรถไฟจะข้ึนมาบนถนนและ
จะต้องเดินขนึ้ เนินเพ่ือที่จะไปยงั สวนสาธารณะ จดั เปน็ สวนสาธารณะแห่งแรกในญีป่ นุ่ ในการจัดวางผังเมืองทล่ี งตัว
และชาญฉลาดของชาวญี่ปุ่น ทำ�ให้สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มากกว่าสวนสาธารณะธรรมดาที่ใช้ในการ
พักผ่อนหย่อนใจหรือเดินเล่นช่ืนชมธรรมชาติโดยท่ัวไป เพราะมีการรวบรวมเอาแหล่งศิลปะวัฒนธรรมของญ่ีปุ่น
มาไวเ้ ขา้ ดว้ ยกนั หลากหลายอยา่ ง ไมว่ า่ จะเปน็ สถานทส่ี �ำ หรบั ชมดอกซากรุ ะบานทเ่ี ปน็ ประเพณที เ่ี รยี กกนั วา่ ฮานามิ
(Hanami) แปลตามตวั ไดว้ า่ “การชมดอกไม”้ เปน็ ประเพณขี องประเทศญป่ี นุ่ ทม่ี ปี ระวตั ศิ าสตรย์ าวนาน จากบนั ทกึ
บนกลอนทเ่ี ก่าแกท่ ่สี ุดของญ่ปี ่นุ หรือทีเ่ รยี กวา่ “มงั โยช”ู ท่ีมีการเขยี นข้ึนใน ค.ศ. 759 มีบทกลอนเกี่ยวกบั ดอกเหมย

และดอกซากุระ โดยการชมดอกไม้ในยุคนั้นจะชม
ดอกเหมยมากกว่าดอกซากุระ เพราะเป็นประเพณี
ที่สืบทอดมาจากประเทศจีน และการเปล่ียนแปลง
การชมดอกไม้จากดอกเหมยเป็นดอกซากุระ เกิดขึ้น
ในยคุ เฮอนั (ค.ศ. 794 - 1185) เพราะดอกซากรุ ะบานชา้
กว่าดอกเหมย โดยจะเริ่มบานในฤดูใบไม้ผลิที่อากาศ
อบอุ่นแล้ว จึงเป็นสัญลักษณ์ท่ีชัดเจนของฤดูใบไม้ผลิ
อีกท้ังยังเหมาะต่อการจัดงานเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลอง
เทพเจ้า และดอกซากุระมีคุณสมบัติพิเศษคือเม่ือ
ดอกซากรุ ะบานนน้ั จะบานพรอ้ มกนั ทง้ั ตน้ และเมอ่ื รว่ ง
ก็จะร่วงพร้อมกันทั้งต้น จึงเปรยี บกบั ความไม่จรี งั ย่ังยืน
ของมนุษย์อีกด้วย ปัจจุบันฮานามิจึงหมายถึงการชม
ซากุระน่ันเอง และลักษณะท่ีพิเศษก็คือดอกซากุระ
มชี ่วงเวลาในการบานเพยี ง 1 - 2 สัปดาห์

ภาพท่ี 5 ดอกซากรุ ะทีก่ �ำ ลังบานสะพรงั่ ทส่ี วนอเุ อโนะ

68

โดยในช่วงเวลาการบานของซากุระในแต่ละปีอาจแตกต่างกันได้มากถึง 2 สัปดาห์ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัย
เรอ่ื งสภาพอากาศทงั้ อุณหภมู แิ ละฝนดว้ ย นอกจากน้ีชว่ งเวลาการบานของซากรุ ะทอี่ ยตู่ ่างภูมภิ าคกนั กแ็ ตกต่างกัน
อีกด้วย โดยจะเริ่มบานไล่จากทางตอนใต้ท่ีอากาศอบอุ่นกว่าข้ึนไปยังทางตอนเหนือ โดยท่ีในกรุงโตเกียวน้ัน
ดอกซากรุ ะเรม่ิ บานชว่ งปลายเดอื นมนี าคมถงึ ตน้ เดอื นเมษายนเพยี งเทา่ นน้ั (นบั ไดว้ า่ เปน็ ความโชคดขี องการไปเยอื น
สวนอุเอโนะของผู้เขียนในช่วงนั้นคือช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายนแล้ว ยังคงได้มีโอกาสเห็นดอกซากุระ
ของจริงด้วยตาตนเอง) ประเพณีการชมดอกไม้นี้นับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีงามท่ีชาวญี่ปุ่นได้ทำ�กันมาช้านาน
หลายชว่ั อายุคนแลว้ ก็ยังมวี ัด มศี าลเจา้ มีพิพธิ ภัณฑ์ รวมไปถึงยงั มีสวนสตั ว์ ซง่ึ เปน็ สถานท่ีหลากหลายมีความลงตัว
สวนอเุ อโนะมชี อ่ื เตม็ เรยี กกนั วา่ อเุ อโนะอนชิ (Ueno Onshi Koen) คอื สวนสาธารณะทต่ี ง้ั อยใู่ นเขตไทโต กรงุ โตเกยี ว
โดยไดร้ ับการขึ้นทะเบยี นเปน็ สวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปนุ่ โดยรัฐบาลในปี ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) มีบรเิ วณ
พ้ืนท่ีความกว้างประมาณ 530,000 ตารางเมตรเป็นท่ีต้ังของสวนสัตว์อุเอโนะ สระน้ําชิโนบาซุ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ
ตะวันตกแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ชิตะมาจิ และที่สำ�คัญสวนอุเอโนะเป็นจุดชมซากุระข้ึนชื่ออีกด้วย เมื่อเข้าสู่ฤดู
ใบไมผ้ ลจิ งึ คกึ คกั ไปดว้ ยผคู้ นทเ่ี ดนิ ทางมาชมซากรุ ะกนั อยา่ งมากมาย ในดา้ นของพพิ ธิ ภณั ฑน์ น้ั มอี ยู่ 4 แหง่ ดว้ ยกนั คอื

ภาพท่ี 6 พิพิธภัณฑศ์ ลิ ปะตะวันตกแหง่ ชาติ

1. พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวนั ตกแห่งชาติ
(National Museum of Western Art)
พิพธิ ภณั ฑศ์ ลิ ปะตะวันตกแห่งชาติ กอ่ ต้งั ขน้ึ เมอื่ วนั ที่ 10 มถิ ุนายน พ.ศ. 2502 โดยเร่ิมจากการสะสมงาน
ศลิ ปะช้นิ สำ�คญั ของโคจโิ ร่ มตั สกึ าตะ (Matsukata Kojiro ค.ศ. 1865 - 1950) พพิ ธิ ภัณฑจ์ ัดแสดงผลงานตัง้ แต่
ยุคฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 20 ซึ่งหลายช้ินงานมีมาต้ังแต่ก่อต้ังพิพิธภัณฑ์ จุดประสงค์
ของพิพิธภัณฑ์คือเพ่ือให้ประชาชนได้มีโอกาสช่ืนชมศิลปะตะวันตก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นหน่วยงานแห่งชาติ
เพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่อุทิศให้กับศิลปะตะวันตก และได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดนิทรรศการงานศิลปะ วิจัย

69

ฟ้ืนฟู อนุรักษ์ ศึกษาและเผยแพร่ส่ือที่เกี่ยวข้องกับศิลปะตะวันตก ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ตัวอาคาร
พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยเป็นหน่ึงในอาคารที่เป็นผลงาน
การออกแบบของเลอกอรบ์ ูซเี ย (Le Corbusier สถาปนิก นักผังเมือง มัณฑนากร จิตรกร และนกั เขียน เกดิ เปน็
ชาวสวิสในภูมิภาคท่ีใช้ภาษาฝร่ังเศสเป็นภาษาทางการ เขาเป็นหนึ่งในผู้นำ�ร่องของแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
อันประกอบด้วยสถาปนิกสำ�คัญ ทั้งนี้เลอกอร์บูซีเยยังได้สร้างสรรค์ผลงานด้านการผังเมืองและการออกแบบ
ไว้อีกด้วย เขามีช่ือเสียงในการสร้างแนวคิดหน่วยที่อยู่อาศัย โดยแนวคิดนี้เขาเริ่มคิดค้นในช่วงปี ค.ศ. 1920
เพื่อนำ�ไปส่กู ารสรา้ งทฤษฎีของการอยอู่ าศยั แบบรว่ มกัน) จากจ�ำ นวน 17 อาคารที่ไดร้ ่วมขึน้ ทะเบียนท่ัวโลก ภายใต้
ชอ่ื งานสถาปัตยกรรมของเลอกอรบ์ ซู เี ย คณุ ูปการอันโดดเด่นตอ่ ขบวนการสมยั ใหม่
พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะท่ีมีงานแสดงจากศิลปินต่างประเทศช่ือดังมากมาย
แทบตลอดทง้ั ปี ทส่ี �ำ คญั คอื ตวั อาคารของพพิ ธิ ภณั ฑไ์ ดร้ บั การออกแบบโดย เลอกอรบ์ ซู เิ ย และไดร้ บั การขน้ึ ทะเบยี น
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมอนั ลา้ํ คา่ ของญป่ี นุ่ และมรดกโลกทางวฒั นธรรมดว้ ย โดยบรเิ วณดา้ นหนา้ อาคารพพิ ธิ ภณั ฑ์
มีผลงานประติมากรรมชื่อดังคือ เดอะ ทิงเกอร์ (The Thinker) และเกตส์ ออฟ เฮล (Gates of Hell) ของ
ออกุส รอแดง (Auguste Rodin เป็นประติมากรและจิตรกรชาวฝรั่งเศส รอแด็งเริ่มศึกษาประติมากรรมที่ปารีส
มีช่ือเสยี งจากการสร้างรปู ปั้นจ�ำ ลอง ผลงานชิ้นหลัง ๆ ของเขาได้รบั แรงบันดาลใจกวีคนส�ำ คญั คือ ดันเต อาลีกีเอรี
โดยผลงานช้ินสำ�คัญได้แก่ “ประตูนรก” ซ่ึงได้แรงบันดาลใจจากฉาก “นรกภูมิ” (Inferno) ใน ดีวีนากอมเมเดีย
ของดันเต และรูปปนั้ “คนครุ่นคิด” ทนี่ �ำ เสนอภาพของดนั เตเม่อื ยามครุน่ คิด) ตั้งอยู่ บรเิ วณด้านในมผี ลงานของ
ศิลปินที่มีชื่อเสยี งอย่าง โคลด โมเนต์ (Claude Monet เป็นจิตรกรลัทธอิ ิมเพรสชันนิซึม (Impressionism) เปน็
ขบวนการศลิ ปะทเ่ี กดิ ขน้ึ ในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 19 ซง่ึ เรม่ิ ตน้ จากการรวมตวั กนั ของจติ รกรทง้ั หลายทม่ี นี วิ าสถานอยู่ใน
กรุงปารีส และเป็นจิตรกรคนสำ�คัญของประเทศฝร่ังเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20 มีความสำ�คัญในการเป็น
ผู้ริเริ่มศิลปะในลัทธิประทับใจและมีบทบาทสำ�คัญในปรัชญาและการปฏิบัติของขบวนการน้ี ซึ่งเป็นการวาดภาพ
จากความประทบั ใจในสง่ิ ทเ่ี หน็ ของผวู้ าด (Perception) แทนทจ่ี ะพยายามท�ำ ใหเ้ หมอื นจรงิ ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ
ในจิตรกรรมภมู ิทัศน์) และปิแอร์ ออกุส เรอนวั ร์ (Pierre-Auguste Renoir เปน็ จติ รกรชาวฝรงั่ เศส เป็นหนึ่งใน
ศิลปินในกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ที่ให้ความสำ�คัญกับการใช้สีสันที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินในแบบฉับพลัน
งานของเรอนัวร์ส่วนมากจะเน้นที่สวยงาม อ่อนหวานของธรรมชาติและผู้หญิง ภาพของเรอนัวร์ยังสะท้อนวิถีชีวิต
และวิพากษ์ระบบศักดินาของฝร่ังเศสช่วงปลายศตวรรษที่ 18) และสิ่งที่สำ�คัญน่ันคือทางพิพิธภัณฑ์ครอบครอง
คอลเลคชนั่ ผลงานศิลปะตะวันตกที่ดีที่สุดในเอเชีย เปดิ โอกาสให้ผมู้ าเยือนไดย้ อ้ นรอยประวตั ิศาสตร์ศลิ ปะตะวนั ตก
ตงั้ แต่ปลายยคุ กลางมาจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 และอกี หน่งึ เหตกุ ารณ์คือ อาคารหลักของทางพิพธิ ภณั ฑซ์ ึง่ ออกแบบ
โดยสถาปนกิ ชอ่ื ดงั ของโลกอยา่ งเลอกอรบ์ ซู เี ย ไดร้ บั การขน้ึ ทะเบยี นเปน็ แหลง่ มรดกโลกทางวฒั นธรรม ทางพพิ ธิ ภณั ฑ์
ก�ำ ลงั จดั นิทรรศการหลายหวั ขอ้ โดยอิงหลกั ปรัชญาพน้ื ฐานของพิพธิ ภณั ฑ์ และในปี 2019 นี้ ซ่ึงเป็นวาระครบรอบ
60 ปขี องการกอ่ ตง้ั โดยหลงั จบนทิ รรศการ “Le Corbusier and the Age of Purism” ทก่ี �ำ ลงั เปดิ ใหเ้ ขา้ ชมในขณะน้ี
ทางพิพิธภณั ฑ์จะจดั นทิ รรศการหวั ข้อ “THE MATSUKATA COLLECTION: A One-Hundred-Year Odyssey”

70

ตัง้ แตเ่ ดือนมถิ นุ ายนเป็นต้นไป เพอื่ จัดแสดงคอลเลคชน่ั ผลงานของโคลด โมเนต,์ ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนวั ร์, โอกุสต์
รอแด็ง และผลงานชน้ิ เอกอกี มากมายซง่ึ เป็นของสะสมของโคจโิ ร่ มัตสึกาตะ นักธรุ กิจชาวญ่ีปุ่น โดยในนิทรรศการ
นจี้ ะมีการจัดแสดงผลงานภาพวาดชุดสระบัว “Water-Lilies, Reflections of Weeping Willows” ของโมเนต์
ซ่ึงหายสาบสูญไปนานและเพ่ิงค้นพบที่ฝรั่งเศสในปี 2016 ก่อนที่จะมีการบริจาคให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในภายหลัง
โดยถือเป็นการจัดแสดงคร้ังแรกในโลกนับต้ังแต่รวบรวมผลงานกลับมาได้ มัตสึกาตะได้สะสมผลงานศิลปะจำ�นวน
มหาศาลในลอนดอนและปารีสตลอดระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่ปี 1916 และหน่ึงในนั้นคือผลงานชุด “สระบัว”
โดยเขาตง้ั ใจวา่ จะสรา้ งพพิ ธิ ภณั ฑท์ จ่ี ดั แสดงผลงานศลิ ปะตะวนั ตกในประเทศญป่ี นุ่ ทวา่ ผลงานจ�ำ นวนมากสญู หายไป
เพราะถูกขายหรือถูกเพลิงไหม้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งผลงาน 375 ชิ้นในปารีสคืนกลับมายังญ่ีปุ่นในช่วง
หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 และพิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติก็ก่อต้ังขึ้นเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงผลงาน
อันทรงคณุ คา่ ยงิ่ เหลา่ น้ี (ที่มา : https://www.ryt9.com/s/anpi/2974201)

ภาพท่ี 7 พพิ ธิ ภณั ฑ์ศลิ ปะโตเกยี ว

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะโตเกียว
(Tokyo Metropolitan Art Museum)
พิพธิ ภัณฑ์ศลิ ปะ โตเกียว เมโทรโพลิแทน เทเอ็น (Tokyo Metropolitan Teien Art Museum) หรือ
พพิ ิธภณั ฑศ์ ลิ ปะโตเกยี วแห่งนเี้ ป็นพพิ ธิ ภัณฑศ์ ลิ ปะของรฐั แหง่ แรกในญีป่ นุ่ เปดิ ทำ�การในปี 1926 จดั แสดงผลงาน
ของศิลปินญี่ปุ่นและต่างประเทศมากมายหมุนเวียนตลอดปี แต่เดิมสร้างขึ้นในรูปแบบ Art Deco เมื่อปี 1933
เพอ่ื ใชส้ �ำ หรบั เปน็ ทป่ี ระทบั ของเจา้ ชายอะซะกะ (Prince Asaka) นอกจากน้ี ยงั เปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ดวี า่ มกี ารจดั แตง่ สวนท่ี
เขยี วชอมุ่ และรม่ รน่ื ภายในพพิ ธิ ภณั ฑไ์ ดผ้ สมผสานการออกแบบสไตลญ์ ป่ี นุ่ กบั ผลงานของศลิ ปนิ ชาวฝรง่ั เศสไดอ้ ยา่ ง
ลงตวั อาทิ เครือ่ งแกว้ ของ เรอเน ลาลิค (René Lalique เป็นชา่ งอัญมณี ชาวฝรั่งเศสและดีไซเนอรเ์ คร่ืองแกว้

71

เปน็ ทีร่ ูจ้ กั จากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแกว้ ขวดนาํ้ หอม แจกนั อัญมณี โคมไฟระย้า นาฬกิ า และเครื่องประดับ
ประทุนรถยนต)์ และภาพเขยี นฝาผนงั ของ อองรี ราแปง็ (Henri Rapin เปน็ จติ รกรนักเขียนการ์ตนู และนกั ออกแบบ
ชาวฝร่ังเศสที่รู้จักกันดีในเร่ืองอาร์ตเดโคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากส่ือต่าง ๆ รวมถึงเครื่องเคลือบดินเผาเครื่องหนัง
แสงและการตกแต่งภายใน) พิพิธภัณฑ์ในสวนแห่งน้ีได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยและเปิดให้เข้าชม
อกี คร้งั เมอ่ื ปี ค.ศ. 2014 โดยมฮี ิโระชิ ซุงิโมะโตะ (Hiroshi Sugimoto) ศิลปินร่วมสมยั เป็นทปี่ รกึ ษาในสว่ นของ
พ้ืนท่ีแกลเลอรีสีขาวทรงเหลี่ยมแห่งใหม่ที่เช่ือมต่อกับอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งน้ี คือการผสมผสานกันอย่าง
ลงตวั ระหว่างสถาปตั ยกรรม ยุคสมัย และวฒั นธรรมที่เป็นสากล

ภาพที่ 8 อาคารแกลอรสี ีขาวทรงเหลีย่ ม

พพิ ธิ ภณั ฑท์ ี่แสดงถงึ ประวตั ศิ าสตร์ของกรุงโตเกยี ว ทแี่ สดงถงึ เรอ่ื งราวพฒั นาการของเมอื งโตเกียว และ
พิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงประวัติการขนส่งของเมืองโตเกียว อีกท้ังยังมีนิทรรศการท่ีแสดงผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง
ระดบั โลก โดยจัดแสดงเป็นนิทรรศการชว่ั คราวและเปิดให้ประชาชนไดเ้ ขา้ ชม เช่น กสุ ตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt
จิตรกรชาวออสเตรียและมัณฑนากรหัวก้าวหน้าแห่งออสเตรียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่
นวศิลปห์ รือศลิ ปะแนวใหม่ก�ำ ลงั งอกงามในยุโรป ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถงึ จดุ เหลื่อมระหว่างศิลปะประยุกต์ท่ี
สร้างเพ่ือการตกแต่ง), เอด็ วารด์ มุงก์ (Edvard Munch ศลิ ปนิ ชาวนอร์เวย์ทโี่ ด่งดังมากทีส่ ดุ คนหน่งึ เป็นท้งั จิตรกร
และช่างภาพพิมพ์ไม้ ภาพพิมพ์หิน และภาพพิมพ์กัดกรด เขาเป็นหนึ่งในศิลปินลัทธิสัญลักษณ์นิยม และได้รับ
การยกย่องให้เป็นคนสำ�คัญในการพัฒนาลัทธิสำ�แดงพลังอารมณ์ในเยอรมนีและยุโรปกลาง), วินเซนต์ ฟาน ก๊อก
(Vincent Willem van Gogh จิตรกรชาวดัตช์ในลัทธิประทับใจยุคหลัง ซ่ึงเป็นหนึ่งในผู้มีช่ือเสียงและอิทธิพล
มากท่ีสุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก), ปอล โกแกง (Paul Gauguin จิตรกรสมัยอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง
ชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพเขียนสีนํ้ามัน), ทางพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวม
ผลงานของทั้งสองศิลปินเพ่ือนสนิทจัดแสดงถึง 65 ชิ้น หรือการแลกเปล่ียนผลงานจากต่างประเทศมาจัดแสดง
โดยนำ�ผลงานจากพิพธิ ภณั ฑก์ กุ เกนไฮม์ เมืองบลิ เบา ประเทศสเปน (Guggenheim Museum Bilbao) โดยเปน็

72

ศลิ ปะรว่ มสมยั นทิ รรศการภาพวาดของนโี อคลาสสคิ , ผลงานของอเลก็ ซานเดอร์ พชุ กนิ (Aleksandr Pushkin เปน็ กวี
ชาวรสั เซยี ในยุคโรแมนติก ซงึ่ ไดร้ ับการยกยอ่ งใหเ้ ปน็ กวีท่ยี ง่ิ ใหญ่ทีส่ ดุ ของรสั เซีย และเปน็ ผ้รู เิ ริ่มวรรณกรรมรสั เซีย
สมัยใหม)่ , วลิ เฮลม์ ฮัมเมอรเ์ ชีย (Vilhelm Hammershøi จติ รกรชาวเดนมาร์ก เขาเปน็ ทร่ี จู้ ักในบทกวภี าพวาด
และการตกแตง่ ภายใน), หรอื การจดั แสดงผลงานภาพพมิ พข์ องศลิ ปนิ ชาวญป่ี นุ่ ในยคุ เอโดะอยา่ งภาพศลิ ปะยคู โิ ยเอะ
(Yukiyo-e) เป็นภาพศลิ ปะของญปี่ ุ่นท่ีเกิดขนึ้ ในยคุ เอโดะ แสดงถึงความเกย่ี วเนื่องกบั ชวี ติ ความเป็นอยู่ทดี่ ีข้นึ ของ
คนชน้ั กลางในยคุ น้นั โดยมีหวั ข้อเกย่ี วกบั ส่งิ บันเทงิ เริงรมย์ ไม่วา่ จะเป็นการแสดงการขบั ร้อง สตรใี นแหลง่ เริงรมย์
ภมู ิทัศนท์ ีส่ วยงามในยคุ นน้ั แตม่ ีบางสว่ นท่อี ยูใ่ นหวั ขอ้ ของประวัติศาสตร์ ราชส�ำ นกั และศาสนาดว้ ย
3. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวทิ ยาศาสตรแ์ ห่งชาติ
(National Museum of Nature and Science)
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสวนสาธารณะอุเอโนะ เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
ท่ีใหญ่ท่ีสุดในญี่ปุ่น ประกอบด้วยการจัดแสดงสิ่งต่าง ๆ มากกว่า 25,000 ชิ้น ให้ได้สำ�รวจทุกอย่างตั้งแต่อวกาศ
ไดโนเสาร์ไปจนถึงระบบนิเวศท่ีมีเฉพาะในญ่ีปุ่นและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโลก พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและ
วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ผลงานท่ีนำ�มาจัดแสดงนิทรรศการท่ีเป็นของจริงและมีโอกาสในการเรียนรู้โดยการพูดคุย
โต้ตอบมากมาย โดยมีจุดมุ่งหมายคือการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีเป้าหมาย
เพ่ือเพิ่มความน่าสนใจของผู้คนต่อแผ่นดิน, ชีวิต, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดถึงวิธีการท่ีจะทำ�ให้มนุษย์
โลกธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ไปด้วยกันได้ มีฮาจิโกะ (ช้างไทย) และหมีแพนด้าท่ีมีช่ือเสียง
ถกู สตฟั ฟ์ไว้ และเศษของอุกกาบาตนานทานทีต่ กสปู่ ระเทศจนี ในศตวรรษที่ 16 จัดแสดงอยู่ การจัดแสดงในสว่ น
ของความรู้ของญ่ีปุ่นจะจัดแสดงให้มีความสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและภูมิศาสตร์ของประเทศญ่ีปุ่น โดยท่ี
ดา้ นในจะแบ่งออกเปน็ สองส่วนใหญ่ ๆ คือ

ภาพท่ี 9 ดา้ นในพิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาตแิ ละวิทยาศาสตร์แหง่ ชาติ
73

- จคิ วิ คงั (Jikyu-kan : Global Gallery) จะเนน้ การจดั แสดงเรอ่ื งราวเกย่ี วกบั โลกมนษุ ยท์ ง้ั ดา้ นววิ ฒั นาการ
และความหลากหลายทางธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดเท่าจริง ระบบนิเวศของโลก
ความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละการวิจัยเกี่ยวกับอวกาศ และพืน้ ที่ส�ำ หรับเดก็ เล่น อายุ 4 - 6 ปี
- นิฮงคัง (Nihon-kan : Japan Gallery) เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก เนื้อหาย้อนไปถึง
ยคุ ไดโนเสาร์ มกี ารจัดแสดงฟอสซิลอย่างฟตุ าบะซอรสั ไดโนเสาร์พันธุ์คอยาวทข่ี ดุ พบเจอตวั แรกในประเทศญปี่ นุ่
ความเปน็ อยขู่ องชาวญป่ี นุ่ ในอดตี สง่ิ มชี วี ติ ทง้ั บนบกและในทะเล และววิ ฒั นาการทางเทคโนโลยตี า่ งๆ อยา่ งเครอ่ื งมอื
สงั เกตธรรมชาติ กล้องดดู าว นาฬกิ าโบราณ เปน็ ต้น

4. พิพิธภัณฑ์ชิตะมาจิ
(Shitamachi Museum)
พิพิธภัณฑ์ชิตะมาจิ คำ�ว่าชิตะมาจิหมายถึงบริเวณย่านกลางเมืองเก่าที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยร้านค้าและ
บา้ นชาวบา้ นทว่ั ไป เมอ่ื พดู ค�ำ วา่ ชติ ะมาจคิ นญป่ี นุ่ จะนกึ ไปถงึ อาคารบา้ นเรอื นไมแ้ บบเกา่ ๆ และพพิ ธิ ภณั ฑช์ ติ ะมาจิ
ก็คือสถานที่ท่ีจะทำ�ให้เราได้สัมผัสบรรยากาศในยุคสมัยเอโดะหรือเกียวโตในอดีต พิพิธภัณฑ์น้ีสร้างขึ้นเพ่ือ
บอกเล่าเรื่องราวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเขตไทโตในสมัยก่อน ด้านในจำ�ลอง
บา้ นเรอื นรา้ นคา้ ในชติ ะมาจขิ องญป่ี นุ่ ยคุ ไทโช (ค.ศ. 1912 - 1926) โดยดา้ นในจดั แสดงบา้ นของชาวบา้ นและรา้ นคา้
แบบเม่ือ 100 ปีก่อน มีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตอย่างกระดานไม้ซักผ้า ท่ีสูบน้ําโบราณ สายหนีบเก๊ียะ มีขนาด
เท่าจริงโดยท่ีบ้านแต่ละหลังสามารถถอดรองเท้าแล้วเข้าไปดูด้านในได้ ในอาคารจะมีเสื้อคลุมญ่ีปุ่นให้สวมเล่น
ไปถ่ายรูปเป็นท่ีระลึกได้เลย (เฉพาะส่วนนิทรรศการช้ัน 1) บรรยากาศกับแสงท่ีจัดมาได้อย่างสมจริงราวกับ
ได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต และบริเวณช้ันสองจะมีทั้งนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน มีจัดแสดง
ของเล่นโบราณและจำ�ลองบ้านของคนญี่ปุ่นในช่วงกลางยุค 50 - 60 พวกโทรทัศน์ วิทยุ หม้อหุงข้าวท่ีแสดง

คือของเก่าที่เคยถูกใช้ในยุคนั้นจริง ๆ เป็น
บรรยากาศท่ีราวกับย้อนเวลาไปในยุคอดีต
ได้อย่างสมจริง ราวกับว่าได้ย้อนเวลา
กลบั ไปสมั ผสั วถิ ชี วี ติ ของคนญป่ี นุ่ สมยั กอ่ น
ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ท่ีได้ทั้งความรู้และ
ความสนกุ ไปในตัว

ภาพท่ี 10 บางสว่ นของพพิ ธิ ภัณฑช์ ิตะมาจิ

74

สวนสัตวอ์ ุเอโนะ (Ueno Zoo)
สวนสตั วอ์ เุ อโนะ เปน็ สวนสตั วท์ เ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ ของญป่ี นุ่ และไดร้ บั การกลา่ วถงึ ในดา้ นแพนดา้ ยกั ษแ์ ละความส�ำ เรจ็
ในการขยายพันธุ์แพนด้า โดยนอกจากแพนด้ายักษ์แล้วยังสามารถดูสัตว์อื่นๆ ได้อีกหลายชนิดหลายสายพันธ์ุ
ตั้งแต่เสือโคร่งสุมาตรากับสิงโตอินเดียไปจนถึงกอริลลาพันธุ์เวสเทิร์น โลว์แลนด์ สมเสร็จอเมริกาใต้และหมีขาว
โดยทีจ่ ดุ เด่นทีส่ �ำ คัญสำ�หรบั นกั ทอ่ งเทย่ี วเดนิ ทางไปเยือนสวนสัตว์แหง่ นี้น้นั มีน่าสนใจหลายๆ อย่างเชน่ ดาวเดน่
ทถ่ี กู จบั ตามองมากท่สี ดุ ในสวนสัตว์อเุ อโนะ นั่นคอื รรี ่ี ชินชนิ และลูกแพนดา้ ท่เี พ่ิงเกิดใหมช่ ือ่ เซยี งเซยี ง การจดั
วางแผนทใ่ี นสวนสตั วน์ น้ั มกี ารจดั แสดงใหไ้ ดส้ มั ผสั ใกลช้ ดิ กบั สตั ว์ เหมาะส�ำ หรบั เดก็ เลก็ ในการเรยี นรแู้ ละการแนะน�ำ
ของผู้ปกครองต่อเด็กๆ และภายในสวนสัตวม์ สี ถานทีส่ ำ�คญั ก็คอื เจดียห์ า้ ชนั้ เปน็ สถาปตั ยกรรมทางประวัติศาสตร์
และหอ้ งพิธชี งชาจากศตวรรษท่ี 17 ตัง้ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของสวนสัตวแ์ มป้ กตหิ อ้ งชงชานจ้ี ะไม่เปดิ ให้เข้าชม
แต่ช่วยเพิม่ บรรยากาศแบบญปี่ ุ่นให้กับสวนสัตวท์ ม่ี ปี ระวตั ศิ าสตร์อันยาวนาน
สวนสตั ว์อุเอโนะมีสตั ว์ประมาณ 350 ชนดิ 2,500 ตัวอาศยั อยู่ เปน็ สวนสัตว์ท่ีเก่าแกท่ ่สี ดุ ของญป่ี ุ่น เปดิ
ในปี ค.ศ. 1882 สวนสัตวน์ ี้ตง้ั อยู่ทางทิศเหนอื ของสวนสาธารณะอเุ อโนะ โดยมกี ารแบ่งออกเป็นสวนฝง่ั ตะวนั ออก
กับสวนฝงั่ ตะวนั ตกและจดั แสดงสัตว์หลากหลายชนดิ โดย 2 โซนนมี้ ีสะพานเช่ือมถึงกัน สามารถไปดูแพนด้ายักษ์
ชอ่ื ดงั ทส่ี ดุ ในญป่ี นุ่ ทส่ี วนฝง่ั ตะวนั ออกและยงั มสี ตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมอยา่ งเชน่ ชา้ งเอเชยี หมี กอรลิ ลากบั เสอื และสงิ โต
อาศัยอยู่ด้วย ในสวนฝั่งตะวันตกมีสวนสัตว์เด็กอยู่ ประโยชน์ของกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เด็กเล็กที่ชอบสัมผัสตัวสัตว์
ให้เกดิ การเรยี นรู้ และสวนฝง่ั ตะวนั ตกนไี้ ด้มีการรวบรวมสตั ว์ตา่ งๆ จากทวีปแอฟรกิ าไว้ เชน่ แรดกับฮิปโปโปเตมสั
ยีราฟกับมา้ ลาย เป็นตน้ อีกท้งั ยงั มีอาคารจดั แสดงสตั วเ์ ลก็ กบั สตั วเ์ ลอ้ื ยคลานและสัตว์คร่งึ บกครงึ่ นํ้าอกี ดว้ ย
ส่งิ ทีม่ คี วามเกยี่ วเนื่องกบั มิตรภาพของญีป่ ุ่นกับประเทศไทย นน่ั คอื ในวนั ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2492 เป็น
วนั ท่ี ฮานาโกะ (Hanako) เปน็ ช้างไทยถูกสง่ ไปเยยี วยาเด็กญปี่ นุ่ ผู้ก�ำ พรา้ จากเหตแุ หง่ ความพ่ายแพ้ในสงครามโลก
คร้ังที่ 2 โดยเรอ่ื งราวท้ังหมดเริม่ ต้นจาก ร้อยเอกสมหวงั สารสาส ทายาทของ พันโทพระสารสาสน์พลขนั ธ์
(ลอง สุนทานนท์) ตน้ ตระกูล “สารสาส” อดีตรมต.กระทรวงเศรษฐการสมยั รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา
รอ้ ยเอกสมหวังมีความผูกพนั กับประเทศญ่ีป่นุ มาก หลงั จากสน้ิ สงครามโลกครั้งท่ี 2 และญป่ี ุ่นเป็นผู้แพ้สงคราม
จึงได้ซอื้ ลูกชา้ งพงั (ช้างเพศเมีย) 1 เชอื ก ส่งไปให้สวนสัตวอ์ ุเอโนะ กรุงโตเกยี ว เพื่อเปน็ การปลอบโยนเดก็ ๆ ทตี่ ้อง
หวาดกลัวกับสงครามครง้ั นี้ ทางสวนสัตว์ได้ตง้ั ชือ่ ใหว้ า่ ฮานาโกะ แปลวา่ ดอกไม้สีทอง แต่ชอ่ื เดมิ ของฮานาโกะ คือ
พงั คชาและผูด้ ูแลชาวญีป่ ุน่ เรยี กว่า คชาโกะ กอ่ นจะเปลีย่ นมาเรยี กฮานาโกะตามทที่ างสวนสัตว์ตง้ั โดยในวนั ท่ี
2 กนั ยายน พ.ศ. 2492 เปน็ วนั ทช่ี า้ งฮานาโกะออกเดนิ ทางจากไทยไปถงึ ทา่ เรอื เมอื งโกเบประเทศญป่ี นุ่ ในวยั เพยี ง 2 ปี
ซ่ึงถือว่าเป็นช้างที่มีอายุมากท่ีจะถูกจับแยกจากแม่มาอยู่ลำ�พัง มีบันทึกในหนังสือธรณีสีเหลืองเขียนโดยร้อยเอก
สมหวงั สารสาส กลา่ วถึงบรรยากาศวนั ส่งมอบชา้ งฮานาโกะที่ทา่ เรือโกเบวา่ “ขา้ พเจา้ กแ็ ปลกใจมากท่ีวนั น้นั มเี ดก็
มาชุมนุมกันเกือบแสนคนเพื่อที่จะดูช้าง” ก่อนหน้านั้นสวนสัตว์อุเอโนะเคยเลี้ยงช้างไทยมาก่อนแล้ว เป็นช้างที่
รัฐบาลไทยสง่ ไปสานสัมพนั ธ์กับญ่ปี ุน่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ทวา่ ล้มตายเพราะความอดอยากในระหวา่ งสงครามโลก
ครั้ง 2 และชา้ งนอ้ ยตวั น้นั ช่ือฮานาโกะ (ชือ่ เดิม คือ วนั ดี) เช่นกัน เม่ือไดช้ า้ งเชือกใหม่มาทางสวนสตั ว์จงึ ตั้งชอ่ื ให้

75

เหมือนช้างน้อยเชือกแรกที่จากไป โดยความทรงจำ�ของช้างไทยตัวแรกมีบันทึกไว้ในตอนหน่ึงของการ์ตูนโดราเอ
มอนโดยฟจุ โิ กะเอฟฟจุ โิ อะทเ่ี ขยี นถงึ ความผกู พนั ของคนโตเกยี วกบั ชา้ งไทยฮานาโกะยคุ กอ่ นสงครามโลกเนอื่ งจาก
ไมท่ ราบวนั เกดิ แนช่ ดั ของชา้ งฮานาโกะ ทางญป่ี นุ่ จงึ ถอื เอาวนั แรกของปี พ.ศ. 2490 ของชา้ งฮานาโกะเปน็ วนั คลา้ ยวนั เกดิ
และต่อมาไดย้ า้ ยไปอยูท่ ี่สวนสัตว์อิโนะกะชิระ (Inokashira Park Zoo) เมอื งมุซาชิโนะเป็นการถาวร

ภาพที่ 11 ฮานาโกะชา้ งของไทยอยูใ่ นญป่ี ่นุ

ชา้ งฮานาโกะเปน็ ขวญั ใจมหาชนถงึ ขน้ั สญั ลกั ษณป์ ระจ�ำ สวนสตั วอ์ โิ นะกะชริ ะ สวนสตั วเ์ ปน็ รปู ชา้ งฮานาโกะ
และเมืองมูซาชิโนะก็เป็นรูปช้างฮานาโกะ อีกทงั้ ช้างฮานาโกะยงั ถูกใชใ้ นงานรณรงค์เพ่ือประโยชนส์ าธารณะ เชน่
การป้องกันอัคคีภยั ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 ทางสวนสตั วอ์ ิโนะกะชิระได้จัดงานฉลองวนั เกดิ ครบ 66 ปี
ใหช้ ้างไทยขวัญใจชาวญปี่ ุ่นเชอื กน้ี โดยมีนายกเทศมนตรแี ห่งเมอื งมซุ ะชโิ นร่วมดว้ ย ดร.ชินเวศ สารสาส บุตรชาย
ของร้อยเอกสมหวงั และอุปทูตไทยประจ�ำ กรุงโตเกียวไปรว่ มงานฉลอง พรอ้ มกับประชาชนราว 800 คน รว่ มกนั
มอบเคก้ วนั เกดิ ทที่ ำ�จากขนมปัง มันเทศ หวั แครอทและสตรอวเบอรร์ ใี หก้ บั ช้างฮานาโกะ และกลายเป็นอีกขา่ วดัง
ในสอ่ื มวลชนทว่ั ประเทศญป่ี นุ่ หนง่ึ ความผกู พนั ทท่ี �ำ ใหร้ อ้ ยเอกสมหวงั มตี อ่ ญป่ี นุ่ ถงึ ขน้ั สง่ มอบชา้ งไทยเปน็ ของขวญั ญป่ี นุ่
สืบเนือ่ งมาจากชะตาชวี ิตของ พันโทพระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) ตน้ ตระกลู สารสาส อดตี รฐั มนตรี
กระทรวงเศรษฐการในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ลี้ภัยการเมืองยุคคณะราษฎร์ออกไปพำ�นักท่ี
ประเทศญ่ปี นุ่ และติดคา้ งอยู่นานถึง 10 ปใี นชว่ งสงครามโลกคร้งั ที่ 2 ตรงกบั ชว่ งปี พ.ศ. 2478-2488 ดร.ชนิ เวศ
สารสาส บตุ รชายของร้อยเอกสมหวัง เปรยี บช้างฮานาโกะเสมอื นทูตวฒั นธรรมไทยกับญป่ี นุ่ ช่วงปี พ.ศ. 2520
ชา้ งฮานาโกะมบี า้ นทค่ี อ่ นขา้ งสะดวกสบาย เปน็ โรงชา้ งพน้ื ท่ี 260 ตารางเมตร มพี น้ื ทห่ี ลบแดดและมเี ครอ่ื งท�ำ ความรอ้ น
สำ�หรับหนา้ หนาว มีบอ่ น้ํากลางแจง้ และลานกวา้ งใหช้ า้ งฮานาโกะได้เล่นได้ แต่ถงึ กระน้ันช่วงบน้ั ปลายชีวิตของ
ช้างฮานาโกะ กลับตรงกันข้ามและกลายเป็นตำ�นานช้างผู้โดดเดี่ยว ได้รับการเขียนถึงจากสื่อต่างๆ ว่าเป็น
The World’s Loneliest Elephant และ World’s Saddest Elephant จากเหตกุ ารณท์ ช่ี า้ งฮานาโกะเคยท�ำ ให้
เจา้ หน้าท่สี วนสัตวเ์ สยี ชวี ิตในชว่ งปี พ.ศ. 2503 จนต้องถูกจับลา่ มโซแ่ ละขังเดีย่ วในคอกคอนกรตี ซ่ึงถอื วา่ เปน็ การ
ท�ำ รา้ ยจติ ใจชา้ งทม่ี อี ปุ นสิ ยั เปน็ สตั วส์ งั คม และเรอ่ื งนก้ี ถ็ กู เขยี นเปน็ หนงั สอื และสรา้ งเปน็ ละครโทรทศั นญ์ ป่ี นุ่ มาแลว้

76

เรื่องราวความโดดเดีย่ วของช้างฮานาโกะ ได้ปรากฏในสอ่ื ตา่ งๆ ทั่วโลก ท้งั CNN, The Washington
Post และ The New York Times พร้อมท้งั ช่วยปลกุ กระแสพิทกั ษส์ ตั ว์ การปรับวิธกี ารโดยค�ำ นงึ ถึงเมตตาธรรม
ในการดแู ลชา้ งในสวนสตั วท์ ั่วญีป่ ุ่นให้เกิดขึ้น แมว้ า่ มนั จะเกิดในช่วงสุดทา้ ยของชีวิตช้างฮานาโกะก็ตาม แตอ่ งค์กร
อย่าง Elephants in Japan และ Zoocheck องคก์ รพิทกั ษส์ ตั วป์ ่าสากล ก็ได้ช่วยผลักดนั ใหช้ า้ งเชอื กอน่ื ๆ ไดร้ ับ
การดแู ลอยา่ งเขา้ ใจมากขึ้นโดยเฉพาะชา้ งชราที่ปลดระวางจากการท�ำ งาน หรือชา้ งในสวนสตั ว์น้นั ตอ้ งไมถ่ กู เลีย้ ง
อย่อู ยา่ งโดดเดย่ี ว ช้างฮานาโกะเสียชวี ติ ในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2559 ขณะอายุ 69 ปี ซ่งึ ถอื ไดว้ ่าเป็นช้างเชือก
ท่ีอายุมากท่สี ดุ ในญ่ีปุ่นตอนน้นั แตท่ ่ีนา่ เศร้าคอื การตายของฮานาโกะน้นั ช่างโดดเดี่ยวอยู่ในคอกคอนกรีตแคบๆ
ทถ่ี กู ขงั โดยกอ่ นที่ชา้ งฮานาโกะจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2558 มีช้างไทยอยใู่ นสวนสตั ว์ทัว่ ญป่ี นุ่ ทงั้ หมด 14 เชือก
ในเวลาต่อมาทางการญีป่ นุ่ ไดอ้ นมุ ตั ใิ หท้ ำ�รปู ปนั้ เทา่ ตวั จริงของช้างฮานาโกะ สูง 1.5 เมตร เปน็ อนสุ รณแ์ กช่ ้างไทย
ชือ่ กระฉ่อนโลกเชือกน้ี ปัจจุบนั รปู ป้ันชา้ งฮานาโกะต้ังอยทู่ ี่หน้าสถานีรถไฟคิชิโจจิ (Kishijoji Station) ในเมืองมซุ า
ชโิ นะชาน กรุงโตเกยี ว (อ้างองิ จาก : https://www.sarakadeelite.com/faces/hanako-loneliest-elephant/)

ภาพที่ 12 รปู ป้ันช้างฮานาโกะหน้าสถานรี ถไฟคชิ โิ จจิ
77

อนุสาวรยี ์บุคคลสำ�คัญทางประวตั ิศาสตรผ์ ู้ท่ีคอยเฝ้ ามองอุเอโนะ
สัญลักษณ์ท่ีโดดเด่นท่ีสุดของญ่ปี ่ ุน
ทบ่ี รเิ วณเนนิ ทเ่ี มอ่ื เดนิ ขน้ึ มาจากสถานรี ถไฟจะเปน็ สว่ นทเ่ี ปน็ จดุ สงู ทส่ี ดุ ของสวน และเปน็ ลานโลง่ เปน็ ทวิ ทศั น์
ที่มองออกไปยังเมืองโตเกียวอันยิ่งใหญ่ ใกล้กับทางเข้าของสวนสาธารณะอุเอโนะมีรูปป้ันทองสัมฤทธ์ิอันสง่างาม
ของชายผหู้ น่ึงยนื เคยี งคกู่ บั สนุ ัข ชอื่ ของบุคคลท่านนีย้ ังคงเปน็ ทรี่ ูจ้ กั ของคนรนุ่ หลัง รปู ป้นั นเ้ี ป็นรูปป้นั ของไซโก
ทาคาโมริ ซามูไรในต�ำ นานผู้เคยเป็นหนง่ึ ในนักรบที่ทรงอิทธพิ ลทีส่ ุดของญป่ี นุ่ และยงั ได้รับการขนานนามวา่ เปน็
“ซามไู รท่แี ท้จรงิ คนสดุ ทา้ ย” รูปปน้ั ไซโก ทาคาโมริ ทนี่ ับได้วา่ เป็นแลนด์มารก์ เปน็ สัญลกั ษณท์ ่ีส�ำ คัญแหง่ หนง่ึ ของ
สวนอเุ อโนะไปแลว้

ภาพที่ 13 ไซโก ทาคาโมริ วีรบุรษุ ผ้ยู ่งิ ใหญข่ องชาวญ่ีปุ่น

ภาพยนตรฮ์ อลลวี ดู เรอ่ื ง “The Last Samurai” ทไ่ี ดร้ บั ความนยิ ม สรา้ งขน้ึ มาโดยไดร้ บั แรงบนั ดาลใจมาจาก
ไซโก ทาคาโมริ ทา่ นเปน็ บคุ คลท่ีมคี วามสามารถหลากหลายดา้ น ท้ังการเป็นผ้นู �ำ ในสงครามเซอนิ นั ในปี ค.ศ. 1877
และการเขยี นกวีนิพนธจ์ นี ในนาม “ไซโก นันชู” อกี ดว้ ย ไซโกมบี ทบาทหลักในยคุ การฟื้นฟเู มจิ เขาไดก้ ลายเป็น
ทป่ี รกึ ษาหลกั ของสมเดจ็ พระจกั รพรรดเิ มจิ เปน็ คนส�ำ คญั ในการชว่ ยกอ่ ตง้ั กองทพั ทหารสมยั ใหมต่ ามแบบชาตติ ะวนั ตก
ให้แก่ประเทศญีป่ นุ่ และเปน็ หน่ึงในแกนนำ�ยกเลิกระบบแคว้นดัง้ เดมิ ของประเทศญปี่ นุ่ อกี ด้วย ที่จรงิ เรื่องนไ้ี ด้กอ่
ความยงุ่ ยากอยา่ งไมค่ าดฝนั เนอ่ื งจากเกอื บจะเปน็ การปรบั โครงสรา้ งสงั คมและอ�ำ นาจของญป่ี นุ่ ทง้ั หมด แตเ่ นอ่ื งจาก
ตัวไซโกเองเป็นซามูไรในชนบท เขาจึงสามารถช่วยให้ประเทศผ่านช่วงผลัดเปลี่ยนนี้ไปได้ หลังจากจัดตั้งรัฐบาล
ขึน้ ในปี ค.ศ. 1871 ผนู้ ำ�รฐั บาลเมจิได้เดนิ ทางไปยงั สหรฐั อเมรกิ าและยุโรป ในระหวา่ งเดินทางครงั้ นไ้ี ซโกจึงไดร้ บั
มอบหมายให้ดแู ลรัฐบาลรักษาการอยู่ทปี่ ระเทศญี่ป่นุ

78

ยุคการฟื้นฟูเมจิเป็นท่ีรู้จักกันดีว่าประเทศต่างๆ ได้เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมแบบด้ังเดิมไปเป็นสังคม
อุตสาหกรรมท่ีทันสมัยในระยะเวลาอันส้ัน แต่เม่ือใดก็ตามท่ีมีการเปล่ียนแปลงเช่นน้ีก็ย่อมจะมีการคัดค้านเป็น
จ�ำ นวนมากเชน่ กนั เหล่าซามูไรที่มมี าต้ังแตห่ ลายร้อยปี ซึง่ ถือเปน็ ชนช้นั ระดับต้นๆ ในสังคม อยา่ งตอนนอี้ าชพี อ่ืนๆ
ก็สามารถสรา้ งรายไดม้ ากกวา่ การเป็นซามไู ร เช่น ช่างตัดเสอ้ื เริม่ พฒั นาเขา้ สู่อตุ สาหกรรม โดยจ้างอดีตเกษตรกร
เพื่อใช้เป็นแรงงานราคาถูกและสร้างบริษัทของตัวเอง เป็นต้น นอกจากนี้ในกลยุทธ์ทางสงครามสมัยใหม่ทำ�ให้
ไม่จำ�เป็นต้องมีกลุ่มนักรบที่ได้รับการฝึกฝนจำ�นวนมาก เพียงแค่มีปืนก็ทำ�สงครามได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเหล่าซามูไร
เริ่มหมดความส�ำ คญั ลงทีละเล็กทลี ะน้อยเหล่าซามไู รเองกพ็ บว่าตวั เองยากจนลง แตป่ ัญหาท่เี กิดขึน้ กบั เหล่าซามไู ร
นไ้ี มไ่ ดเ้ ปน็ ชนวนการเกดิ สงครามระหวา่ งไซโกกบั รฐั บาล แตเ่ ปน็ ประเทศเกาหลี ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศญป่ี นุ่
กบั ประเทศเกาหลีย้อนกลับไปหลายปี เพื่อทำ�ให้เข้าใจง่ายข้นึ เกี่ยวกบั ประวตั ิศาสตร์ความสัมพนั ธร์ ะหว่างญป่ี นุ่ กับ
เกาหลีน้ัน เกดิ จากตัวกลางหน่ึงซึ่งก็คอื ตระกลู โซ (So family) แห่งเกาะทสึชิมะ (Tsushima) หลงั จากทีร่ ัฐบาลเมจิ
เขา้ มาดูแล พวกเขาได้ติดต่อกับเกาหลีเพอ่ื เจรจาความสมั พนั ธ์ระหว่างสองประเทศ ราชวงศ์เกาหลีรู้สกึ ไมพ่ อใจกับ
การเลอื กใชอ้ ักษรคันจิเพ่ือเป็นตวั แทนจกั รพรรดขิ องญ่ีป่นุ เนอื่ งจากในประเทศเกาหลนี ้ันอักษรคันจใิ ชส้ ำ�หรบั เปน็
ตวั แทนจกั รพรรดขิ องประเทศจนี เท่านนั้ ดงั น้ันการทใี่ ชอ้ กั ษรคันจิ จงึ เปรยี บได้ว่าเกาหลีตอ้ งตกอยู่ภายใตอ้ ำ�นาจ
ของประเทศญ่ีปุ่นไปโดยปริยาย ซึ่งโดยพ้ืนฐานแล้วทางประเทศเกาหลีไม่ยอมรับว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นเทียบเท่ากับ
จกั รพรรดิจีน ด้วยเหตุน้จี งึ ทำ�ให้ไซโกโกรธมากและยืนกรานใหป้ ระเทศญ่ปี ่นุ ไปท�ำ สงครามกับประเทศเกาหลี แต่
รัฐบาลเมจิมองย้อนไปถึงความพยายามในการโจมตีเกาหลีในอดีตและกล่าวว่าตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นเองไม่มีกำ�ลัง
พ่ายพลและยุทโธปกรณ์ หรอื การสนบั สนุนจากชาติตะวันตกส�ำ หรับการก่อสงครามนี้ แตไ่ ซโกยงั คงยนื ยนั และข่วู ่า
จะลาออกจากทุกตำ�แหน่งหากไม่รับฟังความเห็นของเขา หลังจากลาออกจากรัฐบาลไซโกได้ตั้งโรงเรียนการทหาร
ของตัวเองข้ึนในจังหวัดบ้านเกิดของเขา ซามูไรหลายคนได้ส่งบุตรชายไปฝึกฝนและได้รับการสอนจากวีรบุรุษของ
พวกเขา มีโรงเรียนทหารเอกชนหลายแห่งทั่วประเทศและเป็นแหล่งของศิลปศาสตร์ตามขนบซามูไร มีผู้ศรัทธา
ในวิถีซามูไรเข้ามาศึกษาซ่ึงเป็นที่นับถือต้ังแต่รุ่นพ่อแม่ แต่แนวคิดของพวกเขาในอนาคตดูค่อนไปในทางท่ีไม่ดี
โรงเรียนของไซโกได้เพ่ิมจำ�นวนขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วเมืองคาโงชิมะ และครอบคลุมไปยังรัฐบาลส่วนท้องถ่ินและมี
มากขึ้นเร่ือยๆ ทำ�ให้รัฐบาลกลัวว่าอาจทำ�ให้เกิดการก่อจลาจล จึงได้ส่งกองทัพเรือไปขนย้ายอาวุธออกจาก
คลังแสงสรรพาวุธเมืองคาโงชิมะ แต่แล้วผลที่ได้กลับตรงกันข้ามเพราะนักเรียนหัวกะทิของไซโกได้พยายามรักษา
คลังแสงและเรม่ิ มีการสรู้ บกนั
ไซโกได้รวมกลุม่ ของซามไู รและชาวนาสำ�หรับการต่อสู้ชโิ รยามะ (Shiroyama) ซึ่งเปน็ การสู้รบครงั้ สดุ ทา้ ย
ของกบฏซัตสึมะ ณ วันที่ 24 กนั ยายน ปี ค.ศ. 1877 ซ่ึงแตกตา่ งจากภาพยนตร์ The Last Samurai ท่ีนักแสดง
ถืออาวุธสมัยใหม่และสู้รบกันจนกระสุนหมดจนถึงในระยะประชิด หลังจากการสู้รบหลายครั้งกองกำ�ลังของไซโก
เกือบจะพงั ยบั เยนิ ฝ่ายไซโกได้ลดจ�ำ นวนลงเหลอื เพยี งราว400คนและเขาไดร้ ับบาดเจบ็ สาหัสที่บรเิ วณสะโพกและ
ในวันเดียวกนั น้ันไซโกไดจ้ บชีวิตของตัวเองลงโดยการท�ำ เซป็ ปกุ ุ (Seppuku เปน็ การฆ่าตัวตายโดยการควา้ นท้อง
โดยเชอ่ื วา่ เปน็ การตายอยา่ งมเี กยี รตขิ องซามไู ร) ในรปู แบบของซามไู รแบบดง้ั เดมิ ถงึ แมว้ า่ ไซโก ทากาโมรเิ สยี ชวี ติ ลง

79

ในการกอ่ กบฏในประเทศ แตเ่ ขากย็ งั คงไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน็ วรี บรุ ษุ ซง่ึ ประเทศญป่ี นุ่ มคี วามสมั พนั ธท์ น่ี า่ สนใจมาก
เกีย่ วกบั การกอ่ กบฏ เพราะถ้าใครตอ่ สูก้ บั รฐั บาลโดยมเี หตุผลท่ีชอบธรรมจะกลายเปน็ บคุ คลทีน่ ่านบั ถืออยา่ งมาก
และไซโก ทากาโมริ ไดร้ บั ทั้งค�ำ ชนื่ ชมจากคนมากมาย รวมถงึ คนท่ไี มช่ อบดว้ ยเช่นกัน ตำ�นานวีรบุรษุ ของชาวญ่ีปุ่น
ได้ครองใจผู้คนจริงๆ นับได้วา่ เขาคือ ซามูไรคนสุดทา้ ยอยา่ งแท้จรงิ และตอนนไี้ ด้มีอนุสาวรยี ์ของไซโก ทากาโมริ
มหาบุรุษอันยิ่งใหญ่ได้ต้ังอยู่ที่บริเวณสวนอุเอโนะท่ีโด่งดังในโตเกียว เพื่อมองออกไปยังบ้านเมืองของคนญ่ีปุ่น
ในยคุ ปจั จบุ ันเปรยี บเหมอื นสง่ิ ศกั ด์สิ ิทธิท์ ี่คอยปกปอ้ งคุม้ ครองประเทศญป่ี ุ่นไปตราบนานเท่านาน (ที่มา : https://
jpninfo.com/thai/12951)

ภาพที่ 14 อนุสาวรีย์ของ ไซโก ทาคาโมริ ภายในสวนอุเอโนะ

เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปชมสวนสาธารณะแห่งน้ีจะเห็นได้ว่าสวนอุเอโนะแห่งนี้เต็มไปด้วยแหล่งความรู้ต่างๆ
อย่างมากมาย ชนิดที่ใช้เวลาในการเดินชมส่ิงต่างๆ ภายในวันเดียวอาจจะไม่เพียงพอกับการใช้เวลาในการศึกษา
เรยี นรใู้ นสิง่ ต่างๆ ท่ไี ด้อยูใ่ นสวนสาธารณะแห่งนี้ ซ่งึ มีทั้งแหลง่ วฒั นธรรม ประวัตศิ าสตร์ ผลงานศิลปะทีป่ ระเมิน
คุณคา่ มไิ ด้ ตลอดจนสถานที่ทางศาสนาท่นี า่ สนใจและเตม็ ไปดว้ ยประวตั ศิ าสตรแ์ ละความเป็นมา ซึง่ เป็นมากกวา่
สวนสาธารณะธรรมดาๆ ทว่ั ไปทใ่ี หผ้ คู้ นมาพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ชมความงามของดอกซากรุ ะหรอื ใชใ้ นการออกก�ำ ลงั กาย
เท่าน้นั และสมควรกบั การไปเยือนดว้ ยตนเองเพ่ือศกึ ษาเรยี นรู้ในส่ิงต่างๆ มากกว่าหน่งึ ครงั้ ในชีวติ และมากกวา่
การทศ่ี กึ ษาผา่ นการเรยี นรใู้ นรปู แบบออนไลนห์ รอื ดผู า่ นอนิ เทอรเ์ นต็ เทา่ นน้ั นบั ไดว้ า่ เปน็ สวนสาธารณะตวั อยา่ งทด่ี ี
และเหมาะสำ�หรับการนำ�มาเป็นต้นแบบของสวนสาธารณะท่ีทรงคุณค่าและนำ�มาประยุกต์ใช้กับการสร้างหรือการ
พัฒนาสวนสาธารณะของไทยไดเ้ ปน็ อย่างดี

80

บี ซี จี (Bio-Circular-Green Economy)
เศรษฐกิจสรา้ งสรรค์ Creative Economy กับ ศิลปวฒั นธรรม

เพียงพศิ ชะโกทอง
ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี กับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-
Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy สามารถเช่ือมโยงกันได้ไหม “ศิลปวัฒนธรรม”
เป็นผลรวมของความคิดของมนุษย์ เกิดจากเหตุปัจจัยท่ีแวดล้อมและสะท้อนออกมาในรูปแบบนามธรรมและ
รูปธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย คือ สิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของไทย เป็นการแสดงออกร่วมกัน
ของกลุ่มสังคมท่ีมีต่อความคิดความเชื่อ ความศรัทธาอย่าง ใดอย่างหน่ึงและประพฤติปฏิบัติร่วมกัน ส่วนใหญ่
เปน็ เรือ่ งทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ ม (สำ�ราญ ผลดี,ม.ป.ป.)
BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนา 3 เศรษฐกิจ ไปพร้อมกัน ได้แก่
เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพ่ือสร้างมูลค่าเพ่ิม โดยเน้นการพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์มลู คา่ สงู เช่ือมโยงกับ เศรษฐกจิ หมุนเวียน (Circular Economy) ท่คี ำ�นงึ ถึงการน�ำ วัสดุตา่ ง ๆ กลับมา
ใช้ประโยชน์ใหม้ ากท่ีสดุ และทั้ง 2 เศรษฐกจิ นี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกจิ สีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นการพฒั นา
เศรษฐกิจทีไ่ มไ่ ดม้ ่งุ เน้นเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจเทา่ น้ัน แต่ตอ้ งพฒั นาควบค่ไู ปกับการพัฒนาสงั คมและการรักษา
ส่ิงแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและย่ังยืนไปพร้อมกัน โดยเปล่ียนข้อได้เปรียบท่ีไทยมีจากความ
หลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ให้เป็นความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ
BCG ที่เตบิ โต แขง่ ขันไดใ้ นระดบั โลก เกดิ การกระจายรายได้ลงส่ชู ุมชน ลดความเหล่อื มล้ํา ชุมชนเขม้ แขง็ มคี วาม
เปน็ มติ รกบั ส่งิ แวดล้อมและการพฒั นาท่ีย่ังยนื

ภาพที่ 1 โมเดลเศรษฐกจิ BCG
ทม่ี า : https://www.bcg.in.th/background/

81

BCG Model เป็นกลไกที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับคุณภาพชวี ิตของคนในประเทศอย่างท่วั ถงึ สามารถ
กระจายโอกาสและลดความเหล่อื มล้ําได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ในขณะเดยี วกันสามารถสร้างให้ประเทศไทยก้าวขึ้น
เป็นผู้นำ�ระดับโลกในบางสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ จึงได้กำ�หนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเพ่ือใช้
ในการขับเคล่ือน BCG Model ดังนี้มูลคา่ เพ่มิ ทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG
1. ลดความเหล่ือมล้ําดว้ ยการเพ่มิ รายไดเ้ กษตรกรและชุมชน
2. ยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยข้ึนเป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและส่วนประกอบ
อาหารมลู ค่าสูง Top 5 ของโลก
3. สร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ การผลิตยา เคร่ืองมือแพทย์ วัสดุชีวภาพให้มีความเข้มแข็ง
มศี ักยภาพสง่ ออก เป็นแหล่งจา้ งงานทักษะสงู และรายไดส้ งู
4. ระบบบริหารจัดการท่องเท่ียว นำ�ไปสู่ Top 3 ของเอเชียแปซิฟิก จัดโดย Travel & Tourism
Competitiveness Index, World Economic Forum
5. ลดการใช้ทรัพยากรลง 2 ใน 3 จากปจั จบุ นั
หลักในการดำ�เนินงานเป็นการบูรณาการในการทำ�งานระหว่างหลายภาคส่วนให้เป็นไปโดยมีเอกภาพ
และมพี ลัง แตล่ ะภาคส่วนจะยดึ ถือหลักการสำ�คัญในการรว่ มกันผลกั ดนั BCG Model โดยจะให้ความส�ำ คญั กบั
ทั้งการแข่งขันได้ในระดับโลกและการส่งต่อผลประโยชน์สู่ชุมชน และขับเคล่ือนโดยกลไกการทำ�งานแบบ
จตุภาคี (Quadruple Helix) ผา่ นการผสานพลังภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ประชาสงั คม รวมทง้ั การ
ใช้ประโยชน์จากหุ้นส่วนความร่วมมือในระดับโลก โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
(อว.) จะขับเคลอื่ นศกั ยภาพของมหาวทิ ยาลยั และสถาบันวจิ ยั ทม่ี อี ยภู่ ายใตก้ ระทรวง ท้ังในมิตินักวจิ ยั องคค์ วามรู้
และโครงสร้างพ้ืนฐานด้านการวิจัย โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI)
และการส่งเสรมิ ธรุ กจิ นวัตกรรม มาใชเ้ พอ่ื รว่ มขับเคล่ือนการทำ�งานในรปู แบบจตุภาคี

ภาพที่ 2 ตวั อยา่ งแพลตฟอร์มขบั เคลื่อน BCG Model ในรปู แบบจตภุ าคี
ทีม่ า : https://www.bcg.in.th/background/

82

BCG Model ในระยะแรกมุ่งเนน้ ใหค้ วามสำ�คญั กับ 4 สาขายทุ ธศาสตร์ ได้แก่ เกษตรและอาหาร สขุ ภาพ
และการแพทย์ พลงั งาน วสั ดแุ ละเคมชี ีวภาพ และการทอ่ งเทีย่ วและเศรษฐกจิ สร้างสรรค์ ซึ่งมสี ดั ส่วนใน GDP
ถึงร้อยละ 21 และเก่ียวข้องกับอาชีพและการจ้างงานของคนในประเทศมากกว่า 16.5 ล้านคน หัวใจสำ�คัญของ
BCG Model คือ การพฒั นาแบบคู่ขนาน ทั้งในสว่ นที่อาศยั ความกา้ วหน้าทางวิทยาการระดบั สูงสำ�หรับผลติ สนิ ค้า
และบริการมลู คา่ สงู มาก เชน่ สว่ นประกอบอาหารสุขภาพ ชีววัตถุ สารออกฤทธท์ิ างการแพทย์ ฯลฯ และในส่วน
ฐานกว้างของปิรามิดท่ีเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพ่ือสร้างมูลค่าให้คนจำ�นวนมาก และการพัฒนา
ที่เป็นมติ รกับสิง่ แวดลอ้ ม ตลอดจนการเสริมความเขม้ แข็งของทนุ ทางสงั คมทัง้ ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมปิ ัญญาและ
วัฒนธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีจะขยายผลไปสู่เป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืนของสหประชาชาติ
(from SEP to SDG) (https://www.bcg.in.th/background/)
BCG in Action : The New Sustainable Growth Engine (Bio-Circular-Green Economy)
โมเดลเศรษฐกจิ สู่การพฒั นาท่ียง่ั ยนื

ภาพท่ี 3 โมเดลเศรษฐกจิ สู่การพัฒนาทยี่ ัง่ ยนื
ทมี่ า : https://www.nxpo.or.th/th/bcg-economy/

โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ย่ังยืน โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพใหก้ บั ผผู้ ลติ ทเ่ี ปน็ ฐานการผลติ เดมิ เชน่ เกษตรกรและชมุ ชน ตลอดจนสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ ผปู้ ระกอบการ
ทผ่ี ลติ สินคา้ และบริการทีม่ มี ลู ค่าเพ่มิ สูงหรือนวัตกรรม
นอกจากน้ี ยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ สามารถออกแบบ
ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (Eco-design & Zero-Waste) ส่งเสริมการใช้ซํ้า
(Reuse, Refurbish, Sharing) และให้ความสำ�คัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำ�
วัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Recycle, Upcycle)
ซง่ึ ตา่ งจากระบบเศรษฐกจิ แบบดง้ั เดมิ ทเ่ี นน้ การใชท้ รพั ยากร การผลติ และการสรา้ งของเสยี (Linear Economy)

83

BCG Model มุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพ กระจายอย่างทั่วถึงและการพัฒนาท่ียั่งยืน โดยท้ัง
4 สาขา ยทุ ธศาสตรด์ งั กลา่ วสามารถพฒั นาอยา่ งอสิ ระ แตก่ ารเชอ่ื มโยงและพฒั นาไปพรอ้ มกนั ทง้ั People-Planet-
Profit จะกอ่ ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ โดยมแี นวทางในการด�ำ เนนิ การทส่ี �ำ คญั ในแต่ละสาขา ดังนี้
1. การเกษตรและอาหาร
ในระยะ 5 ปที ผ่ี า่ นมา มลู คา่ GDP ของสาขาเกษตรเตบิ โตในอตั ราตดิ ลบ การปรบั โครงสรา้ งการผลติ สนิ คา้
เกษตรท้ังระบบจะทำ�ให้มีศักยภาพในการเพ่ิม GDP ของภาคเกษตรได้สูงขึ้นเป็น 1.7 ล้านล้านบาท ด้วยการ
เพ่ิมความหลากหลายของผลผลิตทางการเกษตร มีระบบสนับสนุนการตัดสินใจจากเทคโนโลยีการวิเคราะห์
ความต้องการของผู้บริโภค (Customer Behavior Analytics) ก่อให้เกิดการผลิตแม่นยำ�สอดคล้องกับความ
ต้องการของตลาด ลดของเหลือทิ้ง (Optimized Wasted Production) ตรวจสอบและติดตามผลผลิตได้แบบ
เรียลไทม์ ลดการบุกรุกผืนป่า (Forest Management) เนื่องจากมีการบริหารจัดการพื้นท่ีเพาะปลูกตามความ
เหมาะสมของพ้ืนท่ี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีระบบการผลิตและเคร่ืองจักรกลที่เหมาะสมโดย
คำ�นึงถึงความย่ังยืน การยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้าปลอดภัย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
(Product Diversification) การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) การมีระบบ
ตรวจสอบย้อนกลบั (Traceability) และการพฒั นามาตรฐานสนิ ค้าเกษตรใหท้ ่ีเป็นท่ียอมรบั ในระดบั สากล
ในสว่ นของผลติ ภณั ฑอ์ าหารมศี กั ยภาพในการเพม่ิ มลู คา่ GDP จาก 0.6 ลา้ นลา้ นบาท เปน็ 0.9 ลา้ นลา้ นบาท
ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการยกระดับคุณภาพ สร้างมาตรฐานและ
ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำ�หรับแต่ละ
ช่วงวัย หรือการพัฒนาเป็นสารประกอบมูลค่าสูง (Functional Ingredient) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีตลาดเติบโต
อย่างมาก
2. สขุ ภาพและการแพทย์
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการแพทย์โดยเฉพาะในกลุ่ม
ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาทเท่านั้น เน่ืองจากการขาดการพัฒนาอุตสาหกรรม
รวมถึงการสร้างบุคลากรด้านน้ีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ความเข้มแข็งของบุคลากรวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในต้นน้ําของห่วงโซ่อุตสาหกรรมการแพทย์ ประเทศไทยจึงขาด
ศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพ่ิมด้วยการพัฒนานวัตกรรมเพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพและ
มาตรฐานสากล ประเทศไทยจึงต้องเร่งรัดการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรม ยา วัคซีน ยาชีว
วัตถุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยทางคลินิกและการบริหารจัดการข้อมูลวิทยาศาสตร์การแพทย์รองรับ
การข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑ์ เพ่ือลดการนำ�เข้า ให้ความสำ�คัญกับนโยบายป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพด้านการ
แพทย์ (Preventive Medicine) มากกวา่ นโยบายดา้ นการรกั ษา การขยายบริการด้านสุขภาพไปส่กู ารใหบ้ รกิ าร
ทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Precision Medicine) ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรม รวมถึงการสร้าง
แพลตฟอร์มการวิจัยทางคลินิกของประเทศประกอบการสอดประสานการทำ�งานกับฝ่ายกำ�กับดูแลของรัฐ
(Regulatory Body) ดว้ ยแนวทางดงั กล่าว รฐั จะสามารถเพ่มิ มลู คา่ GDP ในหมวดน้ี เป็น 90,000 ล้านบาท

84

3. พลังงาน วสั ดุและเคมชี วี ภาพ
มลู ค่า GDP ของสาขาพลงั งาน วสั ดุและเคมชี วี ภาพ มีมูลคา่ รวมกันประมาณ 9.5 หมน่ื ลา้ นบาท ในกลุ่มนี้
จัดเป็นกลุ่มท่ีมีศักยภาพในการเติบโตสูงจากนโยบายภาครัฐ ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพ่ิม
เป็นรอ้ ยละ 30 ในปี พ.ศ. 2579 ในส่วนของพลังงาน มศี ักยภาพในการสรา้ งมลู คา่ เพม่ิ ด้วยการพฒั นานวตั กรรม
การผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถรองรับของเสียท่ีหลากหลายทั้งชนิดและคุณสมบัติ เช่น ขยะจาก
อุตสาหกรรม ครัวเรือน รวมถึงของเหลือทิ้งทางการเกษตร ของเสียเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่สามารถนำ�กลับมา
ใช้ใหม่ในรูปของแหล่งพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ได้แก่ การผลิตเชื้อเพลิง
จากขยะ (Refuse Derived Fuel, RDF) กา๊ ซชวี ภาพ ที่นำ�ไปสูก่ ารสรา้ ง Site Reference ของโรงไฟฟ้าชุมชน
(Community-based Biomass Power Plant) ท่ีมีแหล่งพลังงานทดแทนในพ้ืนที่ (Distributed Energy
Resources, DERs) เช่น พลังงานจาก แสงอาทิตย์ ชีวมวล (รวมขยะ) และก๊าซชีวภาพ ท่ีเพียงพอ โรงไฟฟ้า
ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าผ่านการเชื่อมต่อระบบด้วย Smart Microgrid และใช้เทคโนโลยี
Blockchain เป็นแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการ ท้ังนี้จำ�เป็นต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการจัดเก็บ
พลังงาน (Energy Storage System) เนื่องจากมีความสำ�คัญต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าท่ีผลิตจากพลังงาน
ทดแทน
ในส่วนของวัสดุและเคมีชีวภาพมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรและของเสียไป
เป็นสารประกอบ หรือผลิตภัณฑ์เคมีและวัสดุชีวภาพที่มีมูลค่าสูง อาทิ พลาสติกชีวภาพ ไฟเบอร์ เภสัชภัณฑ์
ดว้ ยแนวทางทัง้ หมดดงั กลา่ วข้างต้นมศี ักยภาพในการเพมิ่ มลู คา่ GDP มากกวา่ 2.6 แสนลา้ นบาท
4. การท่องเทยี่ วและเศรษฐกิจสรา้ งสรรค์ (Creative Economy)
การท่องเที่ยวเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของประเทศด้วยมูลค่า GDP ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และ
มีศักยภาพในสร้างมูลค่าเพิ่มเติมด้วยการกระจายแหล่งท่องเที่ยวสู่เมืองรอง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
การคมนาคม ระบบดิจิทัล สินค้าและบริการซ่ึงดำ�เนินการด้วยชุมชนท้องถ่ิน เน้นตลาดคุณภาพ สร้างมาตรฐาน
ความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ร่วมกับการชูอัตลักษณ์ของแต่ละพ้ืนท่ี โดยการนำ�เทคโนโลยีและนวัตกรรมมา
ใช้บริหารจัดการและดูแลระบบนิเวศอย่างเป็นระบบรวมถึงการพัฒนาสู่แบบแผนการท่องเท่ียวที่ย่ังยืนด้วยการ
จัดทำ�ระบบมาตรฐานการท่องเทยี่ วทย่ี ่ังยนื การจัดทำ� National Guideline ดา้ นขดี ความสามารถในการรองรับ
ของแหล่งท่องเท่ียว จัดทำ�ระบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่สำ�คัญ รวมถึง
การปรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งเส่ือมโทรมทางธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเท่ียว
เชิงสร้างสรรค์ รวมท้ังการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการเพื่อลดผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงสภาพ
ภมู ิอากาศ (Climate Change) ที่มีตอ่ การด�ำ เนนิ ธุรกจิ
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรคอ์ ย่บู นพ้นื ฐานของการสรา้ ง การใช้องคค์ วามรู้ และความคดิ สร้างสรรค์
เชื่อมโยงกับทุนทางปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพ่ือรังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์
หรือบริการรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าเพ่ิมสูง สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การพัฒนา

85

ใน 3 สาขายุทธศาสตร์ข้างต้น สามารถเชื่อมโยงกบั การทอ่ งเท่ียวผา่ นระบบเศรษฐกจิ สร้างสรรคไ์ ด้ อาทิ การให้
ประสบการณ์กบั นกั ท่องเท่ียวผ่านการท่องเท่ียวเชิงอาหารไทย การท่องเท่ียวเชงิ กฬี า การทอ่ งเที่ยวเชิงสุขภาพ
ที่เช่ือมโยงกับการแพทย์แผนไทย การท่องเที่ยวเชิงศิลปและวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นต้น
รวมถึงการพัฒนาเพ่ือส่งออกสินค้าและบริการเหล่านี้ ผ่านของขวัญ ของฝากท่ีสร้างสรรค์อย่างมีอัตลักษณ์
การจัดการด้านระบบและมาตรฐานท่ีกำ�กับธุรกิจท่ีเก่ียวข้องท่ัวโลก เช่นเดียวกับการมีสมาพันธ์ทางด้านกีฬา
การจัดมหกรรมระดับโลก เป็นต้น ส่งเสริมและร่วมมือกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร
และธุรกิจบริการ ในการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุท่ีจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการ
ทอ่ งเทย่ี วในอกี 5-10 ปขี า้ งหนา้ ผลของการด�ำ เนนิ การดงั กลา่ วมศี กั ยภาพในการเพม่ิ GDP เปน็ 1.4 ลา้ นลา้ นบาท
(https://www.nxpo.or.th/th/bcg-economy/)
จะเห็นได้ว่า บี ซี จี (Bio-Circular-Green Economy)จะต้องใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative
Economy) มาเพิม่ มูลค่าเพิม่ ให้กับชุมชน ภายใตเ้ ศรษฐกิจสเี ขียว (Green Economy) ซง่ึ การพฒั นาเศรษฐกิจ
ทไ่ี มไ่ ดม้ งุ่ เนน้ เพยี งการพฒั นาเศรษฐกจิ เทา่ นน้ั แตต่ อ้ งพฒั นาควบคไู่ ปกบั การพฒั นาสงั คมและการรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ ม
ซึ่งจะเห็นได้ในปัจจุบนั ทเี่ ทคโนโลยี หรอื ส่งิ กอ่ สร้างที่เกดิ ขน้ึ ภายหลงั บดบงั ทัศนียภาพ หรอื ทำ�ลายสิง่ แวดล้อม
จนวิถีชีวิตชุมชนที่หายไป ขาดเสน่ห์ในการดึงดูดนักออกแบบจึงควรคำ�นึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เพ่ือออกแบบ
ใหเ้ ข้ากบั สงั คม และสง่ิ แวดล้อม
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์บนฐานขององค์ความรู้
ทรัพย์สินทางปัญญา และการศึกษาวิจัยซึ่งเช่ือมโยงกับวัฒนธรรม พื้นฐานทางประวัติศาสตร์การส่ังสมความรู้
ของสังคม เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพ่ือใช้ในการพัฒนาธุรกิจ การผลิตสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ซึ่งสร้าง
มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือคุณค่าทางสังคม (พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังสำ�นักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
(องค์การมหาชน) , 2561)

ภาพที่ 4 อตุ สาหกรรมสรา้ งสรรค์ของประเทศไทย 15 สาขา
ท่มี า : https://www.cea.or.th/th/about

86

แนวคดิ ในการน�ำ “สินทรพั ย์ทางวฒั นธรรม” (cultural assets-based) ทัง้ ทจ่ี ับต้องได้ และจับตอ้ ง
ไม่ได้ผนวกเข้ากับ “นวัตกรรม” (innovation) และ “ความคิดสร้างสรรค์” (creativity) มาใช้ประโยชน์
เชิงพาณิชย์ (commercialization) สร้างเป็นสินค้า และบริการท่ีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนอาจกล่าวได้ว่า
แนวคิดเศรษฐกจิ สรา้ งสรรคค์ อื การคิดต่อยอดจากส่งิ ทม่ี ีสงิ่ ทเี่ ป็น ใหม้ ีคุณค่ามากขน้ึ
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสมบูรณ์ได้ต้องมีความแข็งแกร่งของ B2P คือ business, people and place
(ธุรกจิ , ผู้คน และพ้ืนท)ี่ พัฒนาไปดว้ ยกัน เศรษฐกิจสรา้ งสรรคจ์ ึงไม่ใชก่ ารมุ่งใชจ้ ินตนาการเพื่อสรา้ งผลก�ำ ไรเพียง
อยา่ งเดยี ว แตเ่ ปน็ การคดิ ถงึ ทกุ ฝา่ ย ไมท่ ง้ิ ใครไวข้ า้ งหลงั แลว้ ผลลพั ธใ์ นทา้ ยสดุ คอื ธรุ กจิ มกี ารเตบิ โตอยา่ งเขม้ แขง็
มฐี านรากท่ีมั่นคง และมพี นั ธมิตรมากขึ้น
ในหลายประเทศท่ัวโลกเล็งเห็นความสำ�คัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากใน
เศรษฐกิจโลกในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา จึงจัดตั้งองค์กรเฉพาะด้านเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็น
ยุทธศาสตร์สำ�คญั ในการพฒั นาประเทศ
การพฒั นาเศรษฐกิจสรา้ งสรรคต์ อ้ งอาศยั ความเชอื่ มโยงกันของทกุ ภาคสว่ น ปจั จุบันรฐั บาลให้ความส�ำ คัญ
กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากข้ึน โดยได้จัดตั้งสำ�นักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative
Economy Agency หรือ CEA) ขึ้นในรปู แบบขององค์การมหาชน เพือ่ ทำ�หน้าทีส่ ง่ เสริมและพฒั นาศักยภาพของ
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่สมดุลและเกิดความย่ังยืนในระยะยาว ตลอดจน
สรา้ งความรว่ มมอื กบั ทกุ ภาคสว่ น ผา่ นการพฒั นาผปู้ ระกอบการและก�ำ ลงั แรงงาน การสรา้ งระบบนเิ วศนท์ เ่ี หมาะสม
ทจ่ี ะกอ่ ให้เกดิ การเชอ่ื มโยงกับภมู ปิ ญั ญา วัฒนธรรม และภาคการผลิตจริง (https://www.prachachat.net/csr-
hr/news-604476)
จุดเด่นทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมกรรมท่ีจะสร้างมูลค่าเพ่ิมทางเศรษฐกิจอยู่มากมาย
จะเห็นจากการส่งเสริมให้นักวิจัยร่วมกันพัฒนากับชุมชนออกแบบสินค้างานฝีมือและหัตถกรรม อาหารไทย
การแพทย์แผนไทย และสถาปัตยกรรม รวมถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์ศิลปะการแสดง
การน�ำ ทศั นศลิ ป์มารว่ มสรา้ งสรรคด์ งึ ดดู ผู้บริโภค นกั ทอ่ งเทยี่ วให้เข้ามาในชุมชน เชน่
บา้ นหว้ ยทราย ชุมชนท่องเท่ียว Otop นวัตวถิ ี อ�ำ เภอนาเชอื ก จงั หวดั มหาสารคามไดน้ �ำ เอาวิถชี วี ติ ชมุ ชน
ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายในชุมชนนำ�มาเป็นจุดขาย และชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมใจกัน
พัฒนาชมุ ชนใหม้ ีความยั่งยนื พรอ้ มต้อนรบั นกั ท่องเที่ยวทมี่ าทอ่ งเทยี่ วในหมูบ่ า้ น

87

ภาพที่ 5 การร่วมแรง ร่วมใจสร้างสะพานสขุ ใจ ไทบ้านเฮา @บ้านห้วยทรายเปน็ จุดเชค็ อนิ
ทม่ี า : https://www.facebook.com/บ้านห้วยทราย-ชุมชนทอ่ งเทีย่ ว-Otop-นวตั วถิ -ี อำ�เภอนาเชอื ก-
จงั หวัดมหาสารคาม -522637564854491/

ภาพที่ 5 การร่วมแรง ร่วมใจสรา้ งสะพานสุขใจ ไทบา้ นเฮา @บ้านห้วยทรายเป็นจุดเชค็ อิน
ทีม่ า : https://www.facebook.com/บา้ นห้วยทราย-ชุมชนทอ่ งเทยี่ ว-Otop-นวตั วถิ ี-อำ�เภอนาเชือก-
จงั หวัดมหาสารคาม -522637564854491/

88

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปลงหม่อน/มะม่วง 300 ปี พ้ืนท่ีสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน เป็นสถานท่ี
พักผ่อนหย่อนใจเข้ากับ BCG Model มุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพด้านเกษตรและอาหาร การ
ยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้าปลอดภัย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Diversification)
การยอ้ มไหมจากสีธรรมชาตจิ ากตน้ ไมใ้ นทอ้ งถิน่ เชน่ สีมว่ ง ใช้ดอกอัญชัน สีเขยี ว ใช้ใบสบู่เลอื ด สนี ำ้�ตาล ใชฝ้ ักคนู
สีนำ้�ตาลอมเขียวอ่อนหรือสีกากีอมเขียว ใช้ใบหูกวาง เป็นต้นตัวอย่างการย้อมไหมจากสีธรรมชาติ (ใบหูกวาง)
การคัดเลือกวัตถุดิบทำ�โดยคัดเลือกใบหูกวางท่ีสดและไม่ตายนึ่ง หากใช้ใบแก่เต็มท่ีจะให้สีเข้ม ใบอ่อนและ
ยอดออ่ นจะใหส้ ีน�ำ้ ตาลอมเขียวออ่ น หรือ สกี ากีอมเขยี ว

ภาพที่ 7 การท่องเท่ียวเชงิ เกษตร แปลงหมอ่ น/มะมว่ ง 300 ปี @บ้านหว้ ยทราย
ที่มา : https://www.facebook.com/บา้ นห้วยทราย-ชุมชนท่องเท่ยี ว-Otop-นวัตวิถี-
อ�ำ เภอนาเชอื ก-จังหวัดมหาสารคาม -522637564854491/

89

การทอเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นวัฒนธรรมการดำ�รงชีพในอดีต แปรเปล่ียนเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ิน ผ้าทอ
บ้านห้วยทรายมีการสืบทอดมรดกภูมิปัญญามาหลายช่ัวอายุคน ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากต้นไม้ในท้องถ่ิน
ลวดลายท่ีโดดเด่น ได้แก่ ลายสร้อยดอกหมาก ซึ่งเป็นลายเอกลักษณ์ประจำ�จังหวัด และลายปูแป้งห้วยทราย
ที่เป็นลายประยุกต์ ใช้เส้นไหมท่ีมีความเหนียวนุ่ม เงางาม นำ�มาออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย
ตง้ั แต่เสือ้ ผา้ ผ้าพนั คอ กระเป๋าผ้า เปน็ ต้น

ภาพที่ 8 ผา้ ไหม-ผา้ ฝ้าย บา้ นห้วยทราย
ทม่ี า : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/950277 ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ สนวู า่ ว
ว่าวกระดาษ รปู ทรงต่างๆสสี ันสวยงาม ทำ�จากไมไ้ ผ่ ของเล่นสำ�หรับช่วงฤดูหนาว

90

ภาพท่ี 9 ภูมิปญั ญาสนวู ่าว@บา้ นหว้ ยทราย
ทม่ี า : https://www.facebook.com/บา้ นห้วยทราย-ชมุ ชนทอ่ งเทย่ี ว-Otop-นวัตวถิ -ี อ�ำ เภอนาเชือก-
จังหวดั มหาสารคาม -522637564854491/

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปลงหม่อน/มะม่วง 300 ปี พื้นท่ีสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน เป็นสถานท่ี
พักผ่อนหย่อนใจเข้ากับ BCG Model มุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพด้านเกษตรและอาหาร การยก
ระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้าปลอดภัย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Diversification)
การยอ้ มไหมจากสธี รรมชาตจิ ากตน้ ไมใ้ นทอ้ งถน่ิ เชน่ สมี ว่ ง ใชด้ อกอญั ชนั สเี ขยี ว ใชใ้ บสบเู่ ลอื ด สนี า้ํ ตาล ใชฝ้ กั คนู
สีน้ําตาลอมเขียวอ่อนหรือสีกากีอมเขียว ใช้ใบหูกวาง เป็นต้นตัวอย่างการย้อมไหมจากสีธรรมชาติ (ใบหูกวาง)
การคัดเลือกวัตถุดิบ ทำ�โดยคัดเลือกใบหูกวางท่ีสดและไม่ตายนึ่ง หากใช้ใบแก่เต็มท่ีจะให้สีเข้ม ใบอ่อนและ
ยอดออ่ นจะใหส้ ีน้าํ ตาลอมเขยี วออ่ น หรอื สกี ากอี มเขียว

91

ภาพท่ี 10 ปแู ปง้ @บ้านห้วยทราย
ทีม่ า : https://www.facebook.com/บา้ นห้วยทราย-ชุมชนท่องเที่ยว-Otop-นวตั วถิ ี-อ�ำ เภอนาเชอื ก-
จังหวดั มหาสารคาม -522637564854491/

92

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีความหลากหลายชนชาติพันธ์ุทำ�ให้เกิด
ความแตกต่าง ความหลากหลายเป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างประเทศ เพียงแค่เราหาจุดเด่น
และเอกลักษณ์ของชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเท่ียว สามารถใช้โมเดลบี ซี จี (Bio-Circular-Green Economy)
นำ�มาพัฒนาให้เข้ากับชุมชน ในมิติของเกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ
และการทอ่ งเทย่ี วและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยคำ�นงึ ถึงสง่ิ แวดล้อม และสังคม เช่ือมโยงกบั เศรษฐกิจหมุนเวียน
(Circular Economy) ภายในชมุ ชน มีการพ่งึ พาอาศยั กนั แบ่งปนั ชว่ ยเหลือกันตามวิถีชมุ ชนยงิ่ เป็นเสนห่ ด์ ึงดูด
ให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจอยากกลับมาเท่ียวอีกครั้ง ยกตัวอย่างชุมชนท่ีมีเศรษฐกิจสีเขียว (Green
Economy) การรักษาส่ิงแวดล้อม รักษาวิถีชีวิตชุมชนไม่แปรเปลี่ยน มีความด้ังเดิม จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับชุมชน
อย่างมาก พัฒนาควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยตะหนัก
คณุ ค่าของสง่ิ แวดลอ้ มไปพรอ้ ม ๆ กัน
เมื่อมีการท่องเท่ียวภายในชุมชนก็จะเกิดรายได้ ชุมชนมีความยั่งยืน โดยใช้สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมผนวก
เข้ากับนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (commercialization) สร้างเป็นสินค้าท่ี
แสดงอตั ลักษณ์ของชมุ ชนไม่ว่าจะเป็นผลิตภณั ฑ์ทางเกษตรและอาหาร ภูมปิ ัญญา และศิลปวัฒนธรรม น�ำ มาสร้าง
มูลค่าเพิ่มเพ่ือสร้างรายได้ สร้างฐานรากท่ีม่ันคงแก่ครอบครัว และเป็นพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์การพัฒนา
อีกอย่างท่ีควรคำ�นึงถึง คือ การพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ต้องตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเท่ียว
ท่ีเข้าสู่โลกออนไลน์มากข้ึน ชุมชนต้องปรับตัวโดยอาศัยเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นเรื่องราววิถีชีวิต
ชมุ ชน ผลติ ภัณฑ์สนิ ค้า การบริการ ศิลปวัฒนธรรม ส่งิ แวดล้อม ผ่านทางออนไลน์ สามารถใหน้ ักท่องเที่ยวค้นหา
ข้อมูลผ่านมือถือหรือเว็บไซด์ได้สะดวกทุกท่ีทุกเวลา รวมถึงการสนับสนุนระบบชำ�ระเงินแบบดิจิทัล เพิ่มความ
สะดวกสบายในการซอ้ื สินค้า และบรกิ ารท่มี ผี ใู้ ช้งานมากข้นึ

93

บรรณานุกรม
กระทรวงการอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรม. 2562. ข้อเสนอ BCG IN Action : The New Sus
tainable Growth Engine โมเดลเศรษฐกิจสกู่ ารพัฒนาท่ียง่ั ยนื . กรงุ เทพ. ม.ป.พ.
นิโคล . 2564. ชวนช้อป... ‘ผ้าทอ-เครื่องประดับ’ จาก 25 หมู่บ้านทั่วไทย. กรุงเทพ. กรุงเทพธุรกิจ. จาก
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/950277
บ้านห้วยทราย . 2564. บ้านห้วยทราย ชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี อำ�เภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม.
มหาสารคาม. ม.ป.พ. จาก https://www.facebook.com/บ้านห้วยทราย-ชุมชนท่องเที่ยว-Otop-
นวัตวิถี-อำ�เภอนาเชอื ก-จงั หวดั มหาสารคาม -522637564854491/
ประชาคมวจิ ยั ดา้ นเศรษฐกจิ ชวี ภาพ เศรษฐกจิ หมนุ เวยี นและเศรษฐกจิ สเี ขยี ว. 2561. สมดุ ปกขาว BCG IN Action
การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจ
หมนุ เวียนและเศรษฐกิจสเี ขยี ว Bio - Circular - Green Economy. กรุงเทพ. ม.ป.พ.
พิพัฒน์ ยอดพฤติการ . 2564. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพ. ประชาชาติธุรกิจ. จาก
https://www.prachachat.net/csr-hr/news-604476
สำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ . ม.ป.ป. ความเป็นมา BCG. กรุงเทพ. ม.ป.พ. จาก
https://www.bcg.in.th/background/
สำ�นกั งานสภานโยบายการอุดมศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรมแหง่ ชาติ. ม.ป.ป. โมเดล BCG. กรงุ เทพ.
ม.ป.พ. จาก https://www.nxpo.or.th/th/bcg-economy/
สำ�นักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน). ม.ป.ป. เศรษฐกิจสร้างสรรค์. กรุงเทพ. ม.ป.พ. จาก
https://www.cea.or.th/th/about
สำ�ราญ ผลด.ี ม.ป.ป. ศิลปะและวัฒนธรรม. กรุงเทพ. ม.ป.พ. จาก https://www.thonburi-u.ac.th/docnew/
001.pdf

94




Click to View FlipBook Version