The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Waraporn Thoopnumkhum, 2022-09-07 00:52:02

สไลด์การสอนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1

อจท.วิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1

เซลล์ (cell)

• หน่วยเลก็ ท่ีสุดที่ทาหนา้ ที่ของส่ิงมีชีวติ ได้

• รอเบิร์ต ฮุค (Robert hooke) ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์
ชนิดเลนส์ประกอบส่องดูส่ิงต่างๆ ที่สนใจ

• นาเปลือกตน้ โอค๊ มาตดั เป็นชิ้นบางๆ
แลว้ ส่องดูจึงเห็นเป็นช่องสี่เหล่ียมเลก็ ๆ
เรียงติดตอ่ กนั ซ่ึงเรียกช่องเลก็ ๆ น้ีวา่
เซลล์



ส่ิงมชี ีวติ เซลล์เดียว (unicellular organism)

• ร่างกายประกอบดว้ ยเซลลเ์ พยี งเซลลเ์ ดียว
• กิจกรรมตา่ งๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การดารงชีวิตจะเกิดข้ึนภายในเซลลเ์ ดียวน้ี
• ตวั อยา่ งเช่น สาหร่ายเซลลเ์ ดียว อะมีบา ยสี ต์ แบคทีเรีย เป็นตน้

อะมีบา พารามีเซียม ไดอะตอม
แบคทีเรีย ยสี ต์

ส่ิงมชี ีวติ หลายเซลล์ (multicellular organism)

• ร่างกายประกอบดว้ ยเซลลม์ ากมายหลายลา้ นเซลล์
• เซลลแ์ ตล่ ะชนิดจะมีขนาด รูปร่าง และหนา้ ที่แตกตา่ งกนั ไป
• เซลลจ์ ะรวมกลุม่ กนั เพอื่ ทาหนา้ ท่ีเฉพาะ ซ่ึงเรียกวา่ เน้ือเยอื่ (tissue)
• ไดแ้ ก่ พชื และสัตวท์ ุกชนิด

เซลล์คุม อย่บู ริเวณใต้ใบ เซลล์ขนรำก มลี กั ษณะยำว เซลล์ประสำท มแี ขนง เซลล์กล้ำมเนือ้ มลี ักษณะ

ของพืชทุกชนิด ยกเว้น และบำง เพื่อเพิ่มพืน้ ที่ผิว ช่วยเพ่ิมพืน้ ท่ีในกำรส่ง ยำว หัวท้ำยแหลม และ
มนี ิวเคลยี สอย่กู ลำงเซลล์
พืชที่อย่ใู นนำ้ ในกำรดูดซึมนำ้ และแร่ ธำตุ สัญญำณประสำท



กล้องจุลทรรศน์

ส่ วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์

เลนส์ใกล้ตา (eyepiece ป่ ุมปรับภาพหยาบ (coarse adjustment
lens) ทาหนา้ ท่ีขยายภาพที่ knob) ใชห้ มุนเพื่อเล่ือนตาแหน่งของ
ไดจ้ ากเลนส์ใกลว้ ตั ถุใหม้ ี แท่นวางวตั ถุข้ึนลงในการหาภาพ
ขนาดใหญ่ข้ึน
ป่ ุมปรับภาพละเอยี ด (fine adjustment
เลนส์ใกล้วตั ถุ (objective knob) ใชห้ มุนเพอ่ื ทาใหเ้ ห็นภาพได้
lens) ทาหนา้ ท่ีขยายภาพ ชดั เจนยง่ิ ข้ึน
ของวตั ถุ
แขนกล้อง (arm) ใชจ้ บั เวลาเคล่ือนยา้ ย
แท่นวางวตั ถุ (stage) ใช้ กลอ้ งจุลทรรศน์
สาหรับวางสไลด์
ฐาน (base) ทาหนา้ ท่ีรับน้าหนกั
ของกลอ้ งจุลทรรศน์

วธิ ีใช้กล้องจุลทรรศน์

• วางกลอ้ งจุลทรรศนบ์ นพ้ืนที่เรียบสม่าเสมอ
• หมุนเลนส์ใกลว้ ตั ถุท่ีมีกาลงั ขยายต่าสุดมาอยู่ตรง

กบั ลากลอ้ ง และปรับกระจกเงาหรือเปิ ดสวิตชไ์ ฟ
• นาสไลด์วางลงบนแท่นวางวตั ถุ แล้วจึงหมุนป่ ุม

ปรับภาพหยาบ ให้ลากลอ้ งเล่ือนลงมาอยูใ่ กลว้ ตั ถุ
มากที่สุด
• มองผ่านเลนส์ใกลต้ า แลว้ หมุนป่ ุมปรับภาพหยาบ
ข้ึนช้าๆ จนมองเห็นวตั ถุค่อนขา้ งชัดเจน จากน้ัน
หมุนป่ ุมปรับภาพละเอียด เพ่ือปรับภาพให้คมชดั
มากข้ึน
• ถา้ ตอ้ งการขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ข้ึน ให้หมุน
เ ล น ส์ ใ ก ล้วัต ถุ ที่ มี ก า ลัง ข ย า ย สู ง เ ข้า ม า ใ น แ น ว
ลากลอ้ ง แลว้ หมุนป่ ุมปรับภาพละเอียดเพ่ือให้เห็น
ภาพชดั เจนข้ึน



โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์

• เซลลพ์ ืชมีรูปร่างเหล่ียม มีผนงั เซลล์ • เซลลส์ ตั วม์ ีรูปร่างไม่แน่นอน
ห่อหุม้ อยดู่ า้ นนอก ซ่ึงช่วยใหเ้ ซลล์ ไม่มีผนงั เซลล์ ซ่ึงมีเยอ่ื หุม้ เซลล์
คงรูปอยไู่ ด้ ห่อหุม้ อยดู่ า้ นนอก

ส่วนทีห่ ่อหุ้มเซลล์

เป็นโครงสร้างท่ีห่อหุม้ ไซโทพลาซึม และแสดงขอบเขตของเซลล์

ผนังเซลล์ (cell wall)

• ประกอบดว้ ยสารพวกเซลลูโลส
(cellulose) เรียงตวั ไขวก้ นั

• ทาหนา้ ท่ีใหค้ วามแขง็ แรงแก่เซลล์
ซ่ึงช่วยใหเ้ ซลลค์ งรูปอยไู่ ด้

• พบเฉพาะในเซลลพ์ ชื เท่าน้นั

เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)

• ประกอบดว้ ยสารพวกโปรตีนและไขมนั
• ลกั ษณะเป็นเยอื่ บางๆ ที่ห่อหุม้ ส่วนต่างๆ ของเซลลไ์ ว้
• มีคุณสมบตั ิยอมใหส้ ารบางชนิดผา่ นได้ เรียกวา่ เยอ่ื เลือกผา่ น

(semipermeable membrane)
• พบในเซลลท์ ุกชนิด

ไซโทพลาซึม (cytoplasm)

เป็นของเหลวท่ีอยภู่ ายในเยอ่ื หุม้ เซลล์ ประกอบดว้ ยสารเคมีและออร์แกเนลลต์ า่ งๆ
ที่ทาหนา้ ที่เก่ียวกบั กิจกรรมของเซลล์

ร่างแหเอนโดพลาซึม (endoplasmic reticulum)

• เป็นท่อแบนซ่ึงมีบางส่วนโป่ งพองออกเป็นถุง
เรียงขนานซอ้ นกนั เป็นช้นั ๆ เชื่อมต่อกนั และ
เชื่อมต่อกบั เยอ่ื หุม้ นิวเคลียสดว้ ย

• มีหนา้ ที่สังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์

กอลจิบอดี (golgi body)

• เป็นถุงกลมแบนที่บริเวณขอบโป่ งพองออก ซ่ึงมีลกั ษณะ
คลา้ ยจานเรียงซอ้ นกนั เป็นช้นั ๆ

• พบอยใู่ กลก้ บั ร่างแหเอนโดพลาซึม
• ทาหนา้ ท่ีเกบ็ สารที่ร่างแหเอนโดพลาซึมสร้างข้ึน

ไมโทคอนเดรีย (mitochondria)

• มีรูปร่างหลายแบบข้ึนอยกู่ บั ชนิดของเซลล์ ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างกลม
ท่อนส้ัน ท่อนยาว หรือกลมรีคลา้ ยรูปไข่

• มีเยอ่ื หุม้ 2 ช้นั โดยเยอ่ื ช้นั นอกมีลกั ษณะเรียบ ทาหนา้ ท่ีควบคุมการ
ผา่ นเขา้ ออกของสารตา่ งๆ ส่วนเยอ่ื ช้นั ในจะพบั ทบไปมา

• เป็นแหล่งสร้างพลงั งานใหแ้ ก่เซลล์

คลอโรพลาสต์ (chloroplast)

• มีเยอื่ หุม้ 2 ช้นั ภายในมีรงควตั ถุสีเขียว เรียกวา่ คลอโรฟิ ลล์ (chlorophyll)
• ทาหนา้ ที่สร้างสารอาหารใหแ้ ก่เซลล์
• พบเฉพาะในเซลลพ์ ชื และสาหร่ายบางชนิด

แวควิ โอล (vacuole)

• มีลกั ษณะเป็นถุงใสๆ
• ในเซลลพ์ ืชจะมีขนาดใหญ่กวา่ ในเซลลส์ ตั วม์ าก ซ่ึงเป็นแหล่งสะสมน้า

และสารสีต่างๆ ที่ทาใหพ้ ืชมีสีสนั แตกต่างกนั

นิวเคลยี ส (nucleus)

• โดยทวั่ ไปมีรูปร่างค่อนขา้ งกลม อยกู่ ลางเซลลห์ รือคอ่ นไปขา้ งใดขา้ งหน่ึงของเซลล์
• ทาหนา้ ท่ีควบคุมการทางานของเซลล์
• เป็นที่อยขู่ องสารพนั ธุกรรมซ่ึงควบคุมลกั ษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวติ



สรุปทบทวนประจาหน่วยการเรียนรู้ที่ 1

• รอเบิร์ต ฮุค เป็นคนแรกที่คน้ พบโครงสร้างพ้นื ฐานที่เลก็ ท่ีสุดของสิ่งมีชีวติ ซ่ึงเรียกวา่
เซลล์

• เซลลเ์ ป็นหน่วยเลก็ ท่ีสุดที่ทาหนา้ ท่ีของสิ่งมีชีวติ ได้
• เซลลม์ ีขนาดเลก็ มาก การศึกษาเก่ียวกบั เซลลจ์ ึงตอ้ งใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์
• เซลลข์ องส่ิงมีชีวติ ประกอบดว้ ยโครงสร้างพ้ืนฐาน 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ส่วนห่อหุม้ เซลล์

ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส
• ผนงั เซลลเ์ ป็นโครงสร้างท่ีอยดู่ า้ นนอกสุดของเซลลพ์ ืช ช่วยใหเ้ ซลลค์ งรูปอยไู่ ด้
• เยอื่ หุม้ เซลล์ เป็นส่วนท่ีห่อหุม้ ไซโทพลาซึม ทาหนา้ ท่ีเป็นเยื่อเลือกผา่ น
• นิวเคลียส ทาหนา้ ท่ีควบคุมการทางานของเซลล์ และเป็นท่ีอยขู่ องสารพนั ธุกรรม
• เซลลพ์ ชื กบั เซลลส์ ตั วม์ ีความแตกต่างกนั ที่รูปร่างและออร์แกเนลลบ์ างชนิด โดยใน

เซลลพ์ ชื มีผนงั เซลล์ และคลอโรพลาสต์ ส่วนในเซลลส์ ตั วไ์ ม่มี

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3

กระบวนการในการดารงชีวติ ของพืช

(ตอนที่ 1)

กระบวนการในการดารงชีวติ ของพืช

(ตอนที่ 1)

กระบวนการเคลื่อนท่ีของ
สารผ่านเย่ือหุ้มเซลล์
การลาเลยี งสารในพืช

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง



กระบวนการแพร่ (diffusion)

กระบวนการเคล่ือนท่ีของสารที่เป็นของเหลว (ยกเวน้ น้า) และแกส๊ จากบริเวณท่ีมี
ความเขม้ ขน้ สูงไปยงั บริเวณท่ีมีความเขม้ ขน้ ต่า

ปัจจยั ทคี่ วบคุมกระบวนการแพร่

• ความเข้มข้นของสาร : สารที่มีความเขม้ ขน้ สูงจะแพร่ไดเ้ ร็ว
• อณุ หภูมิ : การเพมิ่ อุณหภูมิจะทาใหส้ ารแพร่ไดเ้ ร็วข้ึน
• ขนาดอนุภาคของสาร : สารท่ีมีขนาดอนุภาคเลก็ จะแพร่ไดเ้ ร็ว
• ความสามารถในการละลายของสาร : สารท่ีสามารถละลายไดด้ ี จะมีอตั ราการแพร่สูง

โมเลกลุ สีผสมอาหาร

โมเลกลุ น้า

กระบวนการแพร่ในสิ่งมชี ีวติ

• การแพร่ของแร่ธาตุในดินเขา้ สู่เซลลร์ ากพืช
• การแพร่ของแก๊สออกซิเจนเขา้ สู่เซลล์
• การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซดเ์ ขา้ สู่เซลลใ์ บไม้

กระบวนการออสโมซิส (osmosis)

กระบวนการเคล่ือนท่ีของน้าจากบริเวณที่มีความเขม้ ขน้ ของสารละลายต่าไปยงั
บริเวณที่มีความเขม้ ขน้ ของสารละลายสูง หรือจากบริเวณท่ีมีโมเลกลุ ของน้ามากไปยงั
บริเวณท่ีมีโมเลกลุ ของน้านอ้ ย โดยผา่ นเยอื่ เลือกผา่ น (semipermeable membrane)

ปัจจยั ทคี่ วบคุมกระบวนการออสโมซิส

• ความเข้มข้นของสาร : หากสองบริเวณ บริเวณท่ีมีความ เยอ่ื เลือกผา่ น บริเวณท่ีมีความ
มีความเขม้ ขน้ ของสารละลายแตกตา่ ง เขม้ ขน้ ของ เขม้ ขน้ ของ
กนั มาก การออสโมซิสจะเกิดไดเ้ ร็ว สารละลายสูง
สารละลายต่า
• อณุ หภูมิ : การเพ่มิ อุณหภูมิจะทาใหก้ าร
ออสโมซิสเกิดไดเ้ ร็วข้ึน โมเลกลุ น้าเคลื่อนที่
ผา่ นเยอื่ เลือกผา่ น

กระบวนการออสโมซิสในส่ิงมีชีวติ

• การออสโมซิสของน้าเขา้ สู่เซลลร์ ากพืช
• การออสโมซิสของน้าเขา้ สู่เซลลบ์ ริเวณนิ้วมือ

เม่ือแช่น้ าเป็ นเวลานาน



การลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุ เซลลท์ ี่ตายแลว้
เน้ือเยอื่ ตรงรอยต่อสลายไป
• น้าจะออสโมซิสเขา้ สู่เซลลร์ าก ส่วนแร่ธาตุจะ
แพร่เขา้ สู่เซลลร์ าก

• หากพชื มีการคายน้ามาก การออสโมซิสของน้า
และการแพร่ของแร่ธาตุเขา้ สู่รากกจ็ ะเกิดข้ึนมาก

• น้าและแร่ธาตุจะลาเลียงผา่ นทางท่อไซเลม็
(xylem) ที่มีลกั ษณะเป็นท่อกลวงยาวต้งั แต่ราก
จนถึงใบ

• ไซเลม็ ประกอบดว้ ยเซลลท์ ่ีตายแลว้ ซ่ึงเน้ือเยอ่ื
ภายในเซลลส์ ลายไปเหลือเพียงผนงั เซลล์

• การลาเลียงน้าและแร่ธาตุมีทิศทางจากรากข้ึนไป
สู่ใบ

การลาเลยี งอาหาร

• อาหารจะถูกสร้างข้ึนที่ใบโดยกระบวนการ เซลลต์ ะแกรง คอมพาเนียนเซลล์
สังเคราะห์ดว้ ยแสง

• อาหารจะลาเลียงผา่ นทางท่อโฟลเอม็ (phloem)
ซ่ึงประกอบดว้ ยเซลลท์ ี่ยงั มีชีวิตอยู่ ไดแ้ ก่
เซลลต์ ะแกรง (sieve cell) และคอมพาเนียนเซลล์
(companion cell)

• อาหารจะถูกลาเลียงจากใบผา่ นท่อโฟลเอม็ ไปยงั
ส่วนต่างๆ ของพชื โดยกระบวนการแพร่

• การลาเลียงอาหารมีทิศทางท้งั ข้ึนและลง

ทิศทางการลาเลียงน้าและแร่ธาตุ
ทิศทางการลาเลียงอาหาร





ความสาคญั ของการสังเคราะห์ด้วยแสง

• เป็นกระบวนการสร้างอาหารเพ่อื การดารงชีวติ ของพชื
• เป็นจุดเริ่มตน้ ของการถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
• ไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็นแกส๊ ออกซิเจน ซ่ึงมีความสาคญั ตอ่ การดารงชีวติ ของมนุษยแ์ ละสัตว์
• ช่วยลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศ

โครงสร้างของใบ

เซลล์ช้ันท่ี 1 เป็ นเซลล์ช้ันเดียว มีสารคิวทิน (cutin) เซลล์ช้ันที่ 2 มีรูปร่างยาว เรียงตวั กนั แถวเดียว แต่ละเซลลม์ ี
ลกั ษณะคลา้ ยข้ีผ้งึ เคลือบไว้ แสงสามารถส่องทะลุผา่ น คลอโรพลาสต์อยู่ ภายในคลอโรพลาสต์มีคลอโรฟิ ลล์ ซ่ึง
เซลลช์ ้นั บนน้ีลงไปยงั เซลลช์ ้นั ที่อยดู่ า้ นล่างได้ เซลลช์ ้นั น้ีมีหนา้ ท่ีสงั เคราะห์ดว้ ยแสง

เซลล์ ช้ันท่ี 3 เป็ นเซลล์รู ปร่ าง
ค่อนข้างกลม เรี ยงตัวกันอย่าง
หลวมๆ คลา้ ยฟองน้า มีหนา้ ท่ีเก็บ
น้าที่ลาเลียงมาจากราก เพ่ือใชใ้ น
การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง

เซลล์ช้ันที่ 4 บางเซลลเ์ ปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเซลลค์ ุมท่ีตรงกลาง
เป็ นปากใบ ซ่ึงเป็ นทางผ่านของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
จากอากาศเขา้ สู่ใบ และเป็ นทางออกของแก๊สออกซิเจนและ
ไอน้าท่ีไดจ้ ากกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

• มีแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละน้าเป็นสารต้งั ตน้
• มีคลอโรฟิ ลลเ์ ป็นตวั ดูดซบั พลงั งานแสง
• ไดน้ ้า น้าตาลกลูโคส และแกส๊ ออกซิเจนเป็นผลิตภณั ฑ์

กระบวนการในการดารงชีวติ ของพืช

(ตอนที่ 2)

กระบวนการสืบพนั ธ์ุของพืช

การตอบสนองของพืชต่อส่ิงเร้า

เทคโนโลยชี ีวภาพสาหรับพืช



การสืบพนั ธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ

เป็นการสืบพนั ธุ์ท่ีไม่ใชอ้ วยั วะสืบพนั ธุ์ของเพศเมียและเพศผู้ แตเ่ ป็นการใช้
ส่วนต่างๆ ของพชื มาขยายพนั ธุ์

ส่วนของลาต้นที่ทาหน้าทีข่ ยายพนั ธ์ุ

ไหล : ลาตน้ ที่ทอดนอนไปเหนือพ้ืนดิน หัว : ลาตน้ ใตด้ ินท่ีทาหนา้ ที่สะสมอาหาร
เช่น สตรอวเ์ บอร์รี บวั บก เช่น หวั หอม เผอื ก มนั ฝรั่ง

เหง้า : ลาตน้ ใตด้ ินท่ีทอดนอนไปใตผ้ วิ ดิน หน่อ : ลาตน้ เจริญเป็นกอ แลว้ แตกออกเป็น
เช่น ขิง ข่า ขมิ้น ตน้ ใหม่ เช่น กลว้ ย สบั ปะรด

ส่วนของรากทท่ี าหน้าทข่ี ยายพนั ธ์ุ ส่วนของใบทท่ี าหน้าทขี่ ยายพนั ธ์ุ

บริ เวณรากจะมีตาซ่ึงจะสามารถงอกเป็ นพืช ใบมีขอบท่ีสามารถงอกเป็นพืชตน้ ใหม่ได้
ตน้ ใหม่ได้ เช่น มนั เทศ สาเก เช่น ตน้ ตายใบเป็น โคมญ่ีป่ ุน

การขยายพนั ธ์ุพืชโดยมนุษย์

ตอนก่ิง ติดตา
ต่อกิ่ง ทาบก่ิง

การสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศ

เกิดข้ึนภายในอวยั วะสืบพนั ธุ์ คือ ดอก ซ่ึงจะมีการปฏิสนธิระหวา่ งสเปิ ร์มกบั เซลลไ์ ข่
ไดไ้ ซโกต (zygote) ท่ีเจริญไปเป็นตวั ออ่ น (embryo) และเจริญเติบโตเป็นพืชตน้ ใหม่

ส่ วนประกอบของดอก เกสรเพศเมยี (pistil) :
ประกอบดว้ ยยอดเกสร
กลบี ดอก (petal) : มีสี เพศเมีย (stigma)
เพ่ือล่อแมลงใหม้ าช่วย กา้ นชูเกสรเพศเมีย
ถ่ายละอองเรณู (style) และรังไข่
(ovary)
กลบี เลยี้ ง (sepal) :
หุม้ ส่วนต่างๆ ของดอก เกสรเพศผู้ (stamen) :
เพอื่ ป้องกนั อนั ตราย ประกอบดว้ ยกา้ นชู-
ขณะดอกยงั ตูมอยู่ อบั ละอองเรณู
(filament) และอบั -
ละอองเรณู (anther)

การถ่ายละอองเรณู (pollination)

เมื่อละอองเรณูในอบั ละอองเรณูแก่จดั อบั ละอองเรณูจะแตกออก ละอองเรณูจะ
ปลิวออกมาและกระจายไปโดยอาศยั ลม น้า แมลง นก คน หรือสตั วอ์ ื่นๆ

การผสมข้าม

เป็นการถ่ายละอองเรณูจากดอกของพืชตน้ หน่ึงไปยงั ยอดเกสรเพศเมียในดอก
ของพืชอีกตน้ หน่ึง

การผสมตวั เอง

เป็นการถา่ ยเรณูจากดอกของพืชดอกหน่ึงไปยงั ยอดเกสรเพศเมียในดอกเดียวกนั หรือ
จากดอกหน่ึงไปยงั อีกดอกหน่ึงในตน้ เดียวกนั

การปฏสิ นธิ (fertilisation)

เม่ือละอองเรณูตกบนยอดเกสรเพศเมีย จะงอกท่อยาว เรียกวา่ หลอดเรณู (pollen tube)

ลงไปในกา้ นชูเกสรเพศเมีย จากน้นั จะปล่อยเซลลส์ ืบพนั ธุ์เพศผเู้ ขา้ ไปในรัง ซ่ึงจะเกิดการ
ปฏิสนธิข้ึน
ละอองเรณู
ยอดเกสรเพศเมีย

กา้ นเกสรเพศเมีย

หลอดเรณู เกิดการปฏิสนธิ

เซลลส์ ืบพนั ธุ์เพศผู้
ออวลุ
รังไข่

การเปลยี่ นแปลงของส่วนต่างๆ ของดอก หลงั จากการปฏิสนธิ

กลบี เลยี้ ง และกลบี ดอก เหี่ยวและร่วงหล่นไป

รังไข่ เป็ นเปลือกและเนื้อของผล

ออวุล เป็ นเมลด็

การแพร่พนั ธ์ุของเมลด็ ผลจะแตกออกเม่ือแก่เต็มท่ี : เมลด็ จะ

ลมพาไป : เมลด็ บางชนิดมีปี ก หรือมี กระเดน็ ไปไกลจากตน้ เดิม เช่น ตอ้ ยต่ิง
น้าหนกั เบา จึงลอยไปตกบริเวณไกลจาก ถว่ั ลนั เตา
ตน้ เดิมได้ เช่น ลูกสน ดอกหญา้

ผลเป็ นอาหารของสัตว์ : เมลด็ จะอยใู่ น มีตะขอหรือสารเหนียว : เมลด็ จะติดไป
อุจจาระสัตว์ เมื่อสัตวข์ บั ถา่ ย เมลด็ จะ
งอกเป็นตน้ ใหม่ได้ เช่น ลูกไทร ลูกโพธ์ิ กบั ขนสัตวห์ รือเส้ือผา้ ของมนุษย์ เช่น
หญา้ บุง้ หญา้ เจา้ ชู้


Click to View FlipBook Version